คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ.ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ปราบปรามลักลอบส่งออกกัญชายึดพัสดุต้องสงสัยกว่า 1,500 ชิ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจยึด พัสดุต้องสงสัย คาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น ผ่านระบบขนส่งพัสดุหลังพบพัสดุต้องสงสัยตกค้างจำนวนมาก

ที่ศูนย์ไปรษณีย์ไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดด้านกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข,

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา,นายวิน ธนพชรโภคิน ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงฯ ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับไปรษณีย์ไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบ ส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางตรวจสอบพัสดุบันทึกหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย


โดยมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เข้าตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด และศุลกากร ทำการบันทึกตรวจยึด พร้อมระบุรายละเอียดผู้ส่ง-ผู้รับปริมาณ และเหตุผล ก่อนดำเนินการแจ้งความ และส่งมอบของกลาง ให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า การลักลอบส่งออกช่อดอกกัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาในประเทศจะถูกปลดล็อกบางส่วน แต่การส่งออกยังถูกควบคุมเข้มงวด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2568 กรมฯ

ได้ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง พบผู้กระทำผิดจำนวน 33 ราย ยึดช่อดอกกัญชากว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง พร้อมสร้างความตระหนักให้ประชาชน รับทราบถึงข้อห้ามในการส่งออกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสนอถนนเส้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง รับฟังความคิดเห็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน เข้าร่วมพิธีเปิดฯ ณ ห้องปทุมทิพย์ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ดำเนินงานโดย นางสาวปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร

โดยนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สลุย อำเภอท่าแซะ ได้นำเสนอถนนเส้นเลียบชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นเส้นทาง
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน นำเสนอทางลอดใต้สะพานถนนเพชรเกษม เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นำเสนอกล้วยเล็บมือนางสินค้า GI ของจังหวัดชุมพรควบคู่กับทุเรียน เพื่อจะนำไปสู่การตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนแบบยั่งยืนที่มีการบริหารโดยชุมชนและตรงเป้าหมายในการอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนจังหวัดร่วมกันต่อไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ร้านค้าประจวบฯ คึกคัก! ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประชาชนรอลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิ์ 29 ต.ค.นี้ /

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิด “ศูนย์ One Stop Service คนละครึ่งพลัส ประจวบคีรีขันธ์” โดยมีนางสาวกนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัดประจวบฯ นางมรกต ลิมปิวรรณ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคลังจังหวัดฯ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเดินทางมาเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก การเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปและร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในพื้นที่ จ.ประจวบฯ โดยได้จัดทีมงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ระหว่างวันที่ 15 – 26 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ

นายปรีดา สุขใจ กล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้ง “ศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส” เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชนกระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัดฯ และมีศูนย์กลางให้บริการฯ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัดฯ เปิดให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดได้ไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโอกาสในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ สำหรับร้านค้าได้เริ่มเปิดลงทะเบียนให้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 68

ในส่วนของประชาชนจะเปิดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 22.00 น. และใช้สิทธิได้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 ด้านสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% ของค่าสินค้าและบริการ มีวงเงินสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,400 บาท ผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 23.00 น. สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องอัปเดตแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกดเข้าร่วมโครงการฯ ได้เลย ที่ีผ่านมามีประชาชนจำนวนมากสอบถามเข้ามาและรอเข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตอบโจทย์“แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด ประจำปี 2568 ทางบกและทางเรือ และ พิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมือง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง เปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568

โดยมีนายชนินทร์ กาญจนสุชา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ เลขานุการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ

กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสุจินต์ วาจากิจ นายประทีป นทีทวีวัฒน์ นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ

นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาด

จังหวัดสมุทรปราการ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้าร่วมพิธี

ขบวนแห่(ทางบก) ประกอบด้วย รถเครื่องเสียง ขบวนริ้วธง ขบวนรถปุปผชาติอัญเชิญ ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ พร้อมเคลื่อนขบวนออกจากศาลากลางจังหวัดสุมทรปราการ เข้าสู่ถนนศรีสมุทร ฝั่งซ้ายมือ (สำนักงานสรรพกรจังหวัดฯ)

ไปถึงตลาดสี่แยกเลี้ยวขวา ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย เลี้ยวขวาผ่านธนาคารทหารไทย ตลาดวิบูลย์ศรี ศาลจังหวัดฯเลี้ยวซ้ายผ่านจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

และกลับเข้าสู่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นเป็นขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ (ทางน้ำ) ขบวมผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติลง(เรือตำรวจน้ำ) จัดรูปขบวนแห่ทางเรือขบวนเรือแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาสู่อำเภอพระประแดง

เพื่อนำผ้าห่มฯ ขึ้นฝั่งอำเภอพระประแดง และนำผ้าห่มฯ ขึ้นรถบุปผชาติ แห่ผ้าห่มฯ ไปตามตลาดให้ชาวพระประแดงได้สักการะ ขบวนรถบุปผชาติแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนจากอำเภอพระประแดงสู่วิหารหลวง บริเวณหน้าองค์พระสมุทรเจดีย์

โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปองค์พระประธาน”พระมงคลชัยวัฒน์” (ปางห้ามสมุทร) ห่มผ้า ถวายพวงมาลัย ปิดทอง ประธานในพิธีเข้าสู่ศาลาทรงยุโรปสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จุดธูปเทียน เครื่องทองน้อย ถวายพวงมาลัยนำขบวนแห่ผ้าห่มฯ ทำทักษิณาวรรตรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัด

สมุทรปราการ กล่าวคือนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ 2 ได้ทรงริเริ่ม ให้สร้างองค์พระสมุทรเจดีย์ขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช 2366 จนกระทั้งก่อสร้างมาแล้วเสร็จ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3

ครั้งต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปแบบองค์พระสมุทรเจดีย์ ให้สูงขึ้นเป็น 19 วา ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ และทรงโปรดเกล้าฯ

ให้มีงานฉลองในแรม 5 ค่ำ เดือน 11ซึ่งชาวจังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้จัดงานดังกล่าวเจริญรอยตามเบื้องพระยุคบาท สืบกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดงานจัดงานเริ่มตั้งแต่ วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกันวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

นอกจากนี้ภายในงานยังมี การออกร้านกาชาด การแสดงศีลปวัฒนธรรมของสภาวัฒนธรรม และสถานศึกษาจากทุกอำเภอ พร้อมทั้ง มหรสพสมโภชภายในงานตลอด 12 วัน 12 คืน ทั้งฝั่งศาลากางจังหวัดฯ และพระสมุทรเจดีย์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมืองและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทำพิธีทักษิณาวรรต รอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ เพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งบรรจุอยู่ภายในองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลรุ่งแจ้ง นำขึ้นไปห่มบนคอระฆังขององค์พระสมุทรเจดีย์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมกันประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ สำหรับพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ชาวสมุทรปราการและชาวจังหวัดใกล้เคียงเลื่อมใสศรัทธา เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2371

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากแต่เดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ พระสมุทรเจดีย์องค์เดิมสร้างเป็นแบบย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรสภาพทั่วไปของพระสมุทรเจดีย์

ทรงมีพระราชประสงค์จะสถาปนาให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้เรือของชาวต่างประเทศที่เข้ามาจะได้แลเห็นพระสมุทรเจดีย์ จึงโปรดฯให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์ลอมฟางที่กรุงศรีอยุธยา แล้วโปรดฯให้กรมหมื่นราชสีหวิกรม

เป็นนายช่างจัดการก่อสร้างพระเจดีย์แบบลอมฟางครอบองค์พระเจดีย์เดิม นอกจากนี้ ยังทรงสร้างศาลาเก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหาร และพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พร้อมหลักผูกเรือริมน้ำรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ จากพระบรม มหาราชวัง

แห่มาทางชลมารคบรรจุไว้ตามโบราณราชประเพณี ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสมโภชเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ จนเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ในปีที่ผ่านมา เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

จะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆขนาดประมาณ 2X2 นิ้ว บรรจุใส่ซองเพื่อแจกให้กับผู้ร่วมพิธีนำไปสักการบูชา โดยในปีนี้ทาง จ.สมุทรปราการ ได้จัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภาคเอกชนทุ่มงบ 750 ล้านบาท สร้าง รพ.คีรีรักษ์ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและทีมแพทย์ครบครัน เป็นทางเลือกในการรักษาพยาบาลให้กับชาว จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

11 ต.ค.68 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ม่องล่าย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ คณะผู้บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ นำโดย นายคณิสรณ์ เตชะสถิตย์กุล ประธานบริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ และ นายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและทำพิธีลงนามสัญญาออกแบบการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ โดยมี นายสราวุธ  ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

พร้อมรับทราบถึงแนวทางการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน จัดสร้างบนพื้นที่ 16 ไร่ ริม ถ.เพชรเกษม ฝั่งขาขึ้น หมู่ที่ 16 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เยื้องกับศูนย์บริการฮอนด้าเมืองประจวบฯ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มแรก และมีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ทีมแพทย์ครบครัน ใช้งบประมาณก่อสร้าง 750 ล้านบาท เพื่อรองรับการดูแลรักษาประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.ประจวบฯ และจากจังหวัดอื่นๆนายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลคีรีรักษ์ จะเป็นโรงพยาบาลที่รับการรักษาผู้ป่วยทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางที่มีความซับซ้อน

ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ส่งต่อผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ ประมาณ 40 คน มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ถือเป็นการยกระดับทางการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้บริการให้กับชาว จ.ประจวบฯ ไม่ต้องเดินทางไกลถึงหัวหิน หรือ กทม.โดยคิดค่าบริการในระดับมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนแต่ไม่สูงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยจะประสานให้สามารถใช้สิทธิ์การรักษาได้ทั้งสิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งในระยะแรกจะให้สิทธิ์ประกันสังคม จำนวน 30,000 สิทธิ์

ทั้งนั้ โรงพยาบาลคีรีรักษ์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มต้น จากนั้นวางเป้าหมายให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 250 เตียง ภายในระยะเวลา 5 – 7 ปี สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้วันละกว่า 2,000 คน เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2569 และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคม 2570
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จ.สมุทรปราการ บวงสรวง ร.5 และองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนเริ่มงานนมัสการองค์ พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ตุลาจม 2568 เวลา 08.00 น. ที่มณฑลพิธีพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี จุดธูป

ถวายเครื่องสักการะและปักธูปที่เครื่องบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยมี พลเอก อาจศึก สุวรรณธาดา พราหมณ์

เจ้าพิธีอ่านโองการบวงสรวง ซึ่งการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี กำหนดให้วันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันเริ่มงาน ปีนี้ตรงกับวันที่ 12– 23 ตุลาคม 2568

โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ / นายประทีป นทีทวีวัฒน์ / นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ / นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ / นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ / นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ /

นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ข้าราชการตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้า

ร่วมพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดงาน
สำหรับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. จะมีพิธีเปิดงานบริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ รถบุปผชาติอัญเชิญผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ และเวลา 10.00 น.ขบวนผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติอัญเชิญลงเรือตำรวจน้ำ แห่ทางเรือ เวลา 14.00 น.

ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. จะประกอบพิธีเวียนเทียนสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์ พระสมุทรเจดีย์เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสมุทรปราการ

ซึ่งปรากฏอยู่ในคำขวัญและตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ แต่เดิมพระสมุทรเจดีย์ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาพื้นดินรอบเกาะตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับชายฝั่ง

จนทำให้พระสมุทรเจดีย์เป็นพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมน้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระสมุทรเจดีย์เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

เมื่อปี พ.ศ.2371 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากเดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์

เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ทุกปีในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 จังหวัดสมุทรปราการจะจัดงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของจังหวัด

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาเที่ยวชมงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือ รถโดยสารธารณะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสว่างนครน่านรวมใจจัดพิธีทำบุญเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานเพื่อความเป็นสิริมงคล

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 9:00 น ณ ที่ตั้งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจ เลขที่ 101 ถนนเจ้าฟ้าตำบลในเวียงอำเภอเมืองน่านจังหวัดน่าน ในนาม”หน่วยกู้ภัยในเครือสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย” โดยมีนางสาวฐานวีร์ ธนัญชัยนิษฐ์ นายกสมาคมสว่างนครน่านรวมใจได้จัดพิธีเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงาน “สมาคมสว่างนครน่านรวมใจ” โดยมีพระราชศาสนาภิบาล

เจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีเปิดแพรคุมป้ายและมีนายวิสิทธิ์ ชวลิตนิติธรรม นายกสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.พิเชษฐ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายและผู้แทนของท่านผู้มีเกียรติที่มาจากพื้นที่ต่างๆ

และในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 24 คน ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายของหน่วยกู้ภัยสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทยกว่า

70 แห่งทั่วประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานกว่า 600 คน การดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและผู้ประสบโรคอุบัติใหม่ทุกกรณีตามกำลังความรู้ความสามารถของบุคลากร

รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านให้มีความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินและเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของภัยพิบัติจากหนักให้เบาลงและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้

ประชาชนมีความอบอุ่นใจซึ่งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะร่วมกับภาคส่วนต่างๆบูรณาการร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในจังหวัดน่านโดยเฉพาะผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆรวมถึงโรคอุบัติใหม่มา

โดยตลอดการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดบันดาลดลให้ผู้ร่วมพิธีและพี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุขความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินขอให้ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยดี

โดยร่วมกันเป็นพลังในการช่วยกันแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบบูรณาการที่มีส่วนร่วมสร้างความสุขในสังคมร่วมกันตลอดไปและสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะอยู่เคียงข้างกับประชาชนชาวจังหวัดน่านตลอดไป/ภาพ/.พ.อ.พยอม บุญท/ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ ร่วมกับผู้ใจบุญ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน ช่วยต่อลมหายใจผู้ป่วยยากไร้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมอาสาสมัคร เดินทางไปมอบ เครื่องผลิตออกซิเจน ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม มาม่า ปลากระป๋อง และขนมปี๊บ ให้แก่ นายเกียรติพงษ์ บัวบาล อายุ 54 ปี

ชาวตำบลบางปิ้ง ซึ่งป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ และอยู่ในความดูแลของชมรมโฮปฯ โดยมีการสาธิตวิธีการใช้งานเครื่องผลิตออกซิเจนอย่างถูกต้องป้าตา ภรรยาของ นายเกียรติพงษ์ บอกว่า ดีใจ จะได้ไม่ต้องลำบากช่วงกลางคืน

เพราะจะหายใจไม่ออก บางทีต้องทุบหลัง บางครั้งใช้พิมเสนทา วันนี้ทางคุณแนนเอาเครื่องผลิตออกซิเจนมา รู้สึกว่าเขาใส่แล้วดีขึ้นเยอะ ขอขอบคุณ คุณแนน และทางชมรมโฮป และผู้ใจบุญทุกๆคน ที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนในครั้งนี้

นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กับโครงการออกซิเจน

ต่อลมหายใจ วันนี้ได้นำเครื่องผลิตออกซิเจน ที่มีผู้ร่วมบุญคือ คุณภัทราณิษฐ์ วรัณวงศ์เจริญและคุณธีรวัจน์ อิทธิโชติวัฒน์ ที่ร่วมบุญกับทางชมรมโฮปฯ ซื้อเครื่องผลิตออกซิเจน ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจ

ป้าตา ภรรยาของ นายเกียรติพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทางชมรมที่ช่วยต่อลมหายใจ ต่อชีวิต ให้กับคนในครอบครัวตน และขอขอบพระคุณทุกคนที่ช่วยเหลือมาในครั้งนี้

ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และผู้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและเติมเต็มกำลังใจให้กับผู้ป่วยในชุมชน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดใหญ่เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568 “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” สืบสานประเพณี กระตุันเศรษฐกิจท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา ได้มีการจัดพิธีเปิดงานประเพณีไหว้พระจันทร์ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่องาน “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายจีน

และเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก นายสิรภพ ดวงสอดศรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมนำชาวไืทยเชื้อสายจีน ประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ เพื่อบูชาเทพเจ้า มีการไหว้พระจันทร์ด้วยขนมเปี๊ยะ สาคู ขนมโก้ ส้ม องุ่น ฯลฯ รวมทั้งได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับ งานประเพณีไหว้พระจันทร์ ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงาม สร้างขวัญกำลังใจ และนำพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พี่น้องประชาชน

สำหรับปีนี้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณชุมชนหลังโรงเรียนจีน จังหวัดยะลา ตลอดการจัดงานได้รวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านจิตวิญญาณและเศรษฐกิจรวมพลังศรัทธาและกิจกรรมเพื่อชุมชน

กิจกรรมภายในงานเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ประกอบด้วย พิธีไหว้พระจันทร์ ตามประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน การเขียนการ์ดขอพรพระจันทร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

รวมถึงการจัด กิจกรรมสาธารณกุศล ต่างๆ เพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม นอกจากนี้ยังมีการเปิด ถนนคนเดิน “Yala China Town” ซึ่งเต็มไปด้วยการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น สินค้า และการแสดงศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างคึกคัก

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ประธานในพิธี ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานว่า ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง ความสมบูรณ์ ความสามัคคี และความกตัญญู ซึ่งแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางจิตใจและสร้างความผูกพันในครอบครัวและชุมชน การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการ เชื่อมโยงผู้คนในสังคม ให้มีความรัก ความสามัคคี และความศรัทธาร่วมกัน

นายสิรภพฯ ยังเน้นย้ำถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน โดยระบุว่า งานนี้มีส่วนช่วย สร้างสีสันทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจังหวัดยะลาในหลายมิติ

การจัดงาน “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” ครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความร่วมมืออันเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ซึ่ง นายสิรภพฯ ได้กล่าวชื่นชมคณะกรรมการจัดงานศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา และทุกภาคส่วนที่

ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานให้ สมเกียรติ สมศรัทธา และงดงามสมกับเป็นประเพณีอันทรงคุณค่า ทั้งนี้ การจัดงานไหว้พระจันทร์ที่จังหวัดยะลาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธาและความสามัคคีในชุมชนได้เป็นอย่างดี และเป็นตัวอย่างของการสืบสานประเพณีที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน // ตอริก สหสันติวรกุล //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมความรัก ความสามัคคี จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25 จ.ปัตตานี

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดปัตตานี อำเภอโคกโพธิ์ สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมความรัก ความสามัคคี จัดงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25 วันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น.

ที่ บริเวณลานอเนกประสงค์ หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25 ในงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76

มี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายอำเภอโคกโพธิ์ หัวหน้าส่วนราชการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายประชาชนชาวอำเภอโคกโพธิ์ เข้าร่วมในพิธีอย่างคับคั่ง

ในการนี้ อำเภอโคกโพธิ์ ร่วมกับ สถาบันสงฆ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอโคกโพธิ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กำหนดจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25

ประจำปี 2568 และ งานประเพณีชักพระ อำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 ระหว่างวันที่ 3 -14 ตุลาคม 2568 เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดทำเรือพระ และสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม

ด้านการดำรงอยู่ แบบผสมผสานวิถีชีวิต ของพี่น้องประชาชนในอดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และประชาสัมพันธ์สินค้าชุมชน และกลุ่มอาชีพต่างๆ ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ

สร้างรายได้และพัฒนามูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นทั้งยังเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความรัก ความสามัคคีของชุมชนอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานมีการเดินขบวนแห่โชว์สินค้าของดีประจำถิ่นของแต่ละตำบล การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ อำเภอโคกโพธิ์

การประกวดขบวนของดีท้องถิ่น การแสดงจากน้องๆนักเรียนโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา การแสดงประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน

การออกร้านแสดงนิทรรศการ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป สินค้าอุปโภคบริโภคจากตำบล ท้องถิ่น อีกด้วย
// ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานมหกรรมวันออมแห่งชาติ 2568 ระดมเงินออม 3 หมื่นล้านบาท นายกรัฐมนตรีร่วมเปิดงานยิ่งใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “พลังสหกรณ์ ส่งเสริมความมั่นคงทางการออมให้คนไทย” (The Power of Cooperatives for Thai Financial Security) ตั้งเป้าระดมเงินออมกว่า 30,000 ล้านบาท

งานดังกล่าวจัดโดย ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ร่วมกับจังหวัดมุกดาหาร และเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี ดร.มะณู บุญศรีมณีชัย ประธานกรรมการ ชสอ., นายวีระพงษ์ ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ข้าราชการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีแถลงข่าว ณ ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร

กิจกรรมหลักจะจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร โดยได้รับเกียรติสูงสุดจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมวัฒนธรรมการออมและตอกย้ำบทบาทของขบวนการสหกรณ์ในฐานะ “เสาหลักแห่งความมั่นคงทางการเงินของประชาชน”

ปัจจุบันขบวนการสหกรณ์ไทยประกอบด้วยกว่า 9,107 สหกรณ์ มีสมาชิกกว่า 11.86 ล้านคน ทั่วประเทศ รวมทุนดำเนินงานในระบบกว่า 4.099 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างวินัยการออมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับฐานราก

ดร.มะณู บุญศรีมณีชัย ประธาน ชสอ. กล่าวว่า“พลังการออมของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 2.8 ล้านล้านบาท คือเครื่องพิสูจน์ของแนวคิด ‘พลังสหกรณ์ ส่งเสริมความมั่นคงทางการออมให้คนไทย’ เงินเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือความมั่นคงของชีวิตสมาชิก คือทุนการศึกษาของลูกหลาน และคือหลักประกันในยามเกษียณ”

ภายในงาน “มหกรรมวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2568” จะมีกิจกรรมตลอดทั้งวัน ภาคเช้า: กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ “Mekong Savings Run & Ride 2025” ภาคกลางวัน: สัมมนาวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคค่ำ: งานเลี้ยง “Cooperative Power Night” รวมพลังสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับประเทศ และเป็นเกียรติสูงสุดที่จะได้ต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรี งานนี้จะเป็นพลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างมหาศาล

นายวีระพงษ์ ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ยืนยันความพร้อมเต็มที่ในการทำหน้าที่เจ้าบ้าน อบจ.มุกดาหารไม่เพียงเป็นผู้สนับสนุน แต่เป็นผู้ประสานพลังทุกภาคส่วน ทั้งราชการ เอกชน และประชาชน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่น สมเกียรติ และปลอดภัย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารจึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมงาน มหกรรมวันออมแห่งชาติ 2568 ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการออมให้เข้มแข็งและยั่งยืน

มหกรรมวันออมแห่งชาติ2568​ #มุกดาหารเจ้าภาพ​ #พลังสหกรณ์​ #ThePowerOfCooperatives​ #MukdahanSavingsDay​ #อนุทินชาญวีรกูล​ #ชสอ​ #วันออมแห่งชาติ​ #สร้างวินัยการออม​ #เศรษฐกิจฐานราก​ #ข่าวด่วน​ #ข่าววันนี้​///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ มอบข้าวสารและปลากระป๋อง ให้สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ นำไปช่วย ในโครงการอาหารกลางวันโรงเรียน ตชด.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ สำนักงานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ ได้มอบข้าวสาร จำนวน 100 ถุง และ ปลากระป๋องอีก จำนวน 5 ลัง

ให้กับทาง สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ เพื่อนำไปช่วยเหลือครูและนักเรียนของโรงเรียน ตชด. ตะโกปิดทอง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวอยู่บนยอดเขาห่างจากชายแดน ไทย พม่า ประมาณ 4 กิโลเมตร ในเบื้องต้น มีครูตำรวจ 8 ท่าน ครูพล เรือน 5 ท่าน โดยมีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนของนักเรียน 250 คน และนักเรียนประมาณ 70 คน จะพักอยู่ที่โรงเรียนประจำ

ซึ่งทางโรงเรียนจะต้องทำอาหารเลี้ยงทั้ง 3 มื้อ ส่วนที่กลับบ้านจะได้รับ ประทานอาหาร กรณีมาเรียน 1 มื้อ โดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวกะเหรี่ยง จากการสำรวจและสอบถามพบว่า ทาง โรงเรียนต้องการสิ่งของหลายอย่าง โดยทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ จะนำทุนทรัพย์และสิ่งของไปมอบให้ใน วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ

จึงขอความอนุเคราะห์จากผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วม สนับสนุน ทุนทรัพย์ และสิ่งของต่างๆ โดยรายละเอียดที่ทางโรงเรียนต้องการจะมีดังนี้ 1.เครื่องครัว เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำส้มสายชูฯ / 2.อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น อาหารเม็ดไก่ไข่ เป็ดไข่ และปลาดุก / 3.เสื้อผ้าเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ – 15 ขวบ ของเล่นเด็ก จักรยาน เครื่องกีฬาฯ / 4.เครื่องปริ้นเอกสาร

นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้ร่วมกับสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ บริจาคข้าวสาร 100 ถุง และปลากระป๋อง 5 ลัง เพื่อนำไปช่วย ในโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนน ตชด. ที่จังหวัดราชบุรี และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทางชมรมร่วมกับสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ นำไปช่วยเหลือเด็ก ๆ

นายณัฐพงษ์ บุตรน้อย (อาร์ม กาโตะ) เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ กล่าวว่า เราจะนำสิ่งของไปมอบให้กับทางโรงเรียน ตชด. ซึ่งอยู่ใน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 11 ตุลาคม 2568 โครงการนี้ได้จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ตั้งแต่ไปช่วยน้ำท่วมปีที่แล้ว เราได้รับความอนุเคราะห์ข้าวสาร จากทางชมรมโฮปฯ สมทบไปช่วยเหลือเด็กและคุณครูบนภูเขา สิ่งที่ทางโรงเรียนยังขาดแคนก็มีหลายอย่าง ถ้าเป็นคุณครู ก็เป็นเครื่องปริ้นและกระดาษเอสี ไว้

สำหรับจัดทำเอกสารการเรียนการสอบและเอกสารต่าง ๆ ส่วนของเด็ก ๆ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องการผ้าอนามัย และก็อุปกรณ์การเขียน อุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ เพราะเด็กบางคนเขาก็ไม่ได้กลับบ้านแบบอาศัยอยู่ที่โรงเรียน และต้องการอาหารที่ไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์เกษตรกร ไก่ไข่ เป็ดไข่ โรงเรียน ตชด. เป็นโรงเรียนที่อยู่ติดกับชายแดน ไทยกับพม่า ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา ไม่ค่อยได้ลงมาที่ตัวเมืองเนื่องจากการขึ้นลงลำบาก ต้องขึ้นเขาหลายโค้งและระยะทางค่อนข้างไกล และอีกอย่างของบางอย่างก็ค่อนข้างหายาก เราจึงต้องหาขึ้นไปให้เขา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยจังหวัดน่าน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๘

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๘ จังหวัดน่านจัดประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยจังหวัดน่าน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๘ ณ ห้องประชุมสิริศึกษา

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายให้นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานการประชุมฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในปีงบประมาณ 2568 และแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับพื้นที่ 6 อำเภอในจังหวัดน่าน

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจาก กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา

วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สถาบันรักลูก (เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีศึกษาธิการจัหวัดน่านเป็นคณะอนุกรรมการและเลขาฯ มติที่ประชุมขอให้จังหวัดนำนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม

และการส่งเสริมพัฒนาทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัย เป็นวาระของจังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / SVL กรุ๊ป สานพลังรัฐ-ชุมชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้กว่า 600 ต้น ปลูกป่าเพิ่มเย็น อ.บางสะพาน

แชร์เนื้อหานี้

เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) จัดโครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ปี 2568 ร่วมกับภาครัฐและชุมชน ปลูกต้นไม้ทั้งป่าบกและป่าชายเลนรวมกว่า 600 ต้น

สร้างสมดุลธรรมชาติและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้โครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ปี 2568 ณ พื้นที่สาธารณะ หมู่ 7 บ้านหนองมงคล ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรกับชุมชนในพื้นที่โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรศักดิ์ ติณสุวรรณ

ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง (ปลัดอาวุโส) อำเภอบางสะพาน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารจาก เอสวีแอล กรุ๊ป นำโดย นายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บจก.ไลน์ ทรานสปอร์ต และ นายชัชวาลย์ อิ่มบัญชร ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมภายนอก

รวมถึงทีมพนักงาน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 150 คน พร้อมร่วมกันปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งในพื้นที่ป่าบกและป่าชายเลน โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์เพาะชำกล้าไม้จังหวัดชุมพร

การปลูกป่าในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ แต่ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำในอนาคต โครงการ “ปลูกป่าเพิ่มเย็น” ตอกย้ำพันธกิจของ เอสวีแอล กรุ๊ป ที่มุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืน

ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ โดยเชื่อว่าการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมให้เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
///////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เชฟบุญมีจากแบรนด์มาสเตอร์เค้กมอบตำราสูตรลับให้ผู้ต้องขังหญิง

แชร์เนื้อหานี้

เรือนจำกลางจังหวัดนครปฐม เชิญเชฟระดับประเทศคือเชฟ บุญมี จากแบรนด์ มาสเตอร์ เค้กสัญจรทั่วไทย มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ แบบหมดเปลือกกับผู้ต้องขังหญิงกว่า40คน ได้นำสูตรลับของเชฟระดับประเทศไปถ่ายทอดสร้างอาชีพหลังพ้นโทษ

นายนพรัตน์ หมอกมืด ตำแหน่งเจ้าพนักงานอบรมและฝึกวิชาชีพอาวุโส เรือนจำกลางจังหหวัดนครปฐม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทางเรือนจำมีนโยบายที่จะฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง เพื่อเมื่อเวลาพ้นโทษออกเรือนจำไปแล้วจะได้มีวิชานำไปประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้ ทั้งนี้ต้องรับนโยบายมาจากผู้บัญชาการเรือนจำที่รับมาจากกรมราชทัณน์อีก

ที่หนึ่งที่ต้องการจะให้ผู้ต้องขังได้ฝึกอาชีพหลังพ้นโทษ และเน้นไปที่การฝึกอาชีพได้จริงนำไปประกอบอาชีพได้จริง และการฝึกอาชีพด้านการทำเบเกอร์รี่ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทางตลาดมีความต้องการมาก วันนี้ตนจึงได้เรียนเชิญวิทยากรที่โด่งดังระดับประเทศอยู่ในขณะนี้ คือเชฟ บุญมี เจ้าของแบรนด์ มาสเตอร์ เค้กสัญจร ทั่วไทยมาเป็นวิทยากรฝึกทำอาชีพ เบเกอร์รี่ ในวันนี้ที่เรือนจำจังหวัดนครปฐม ในเรือนจำนักโทษหญิง

นายนพรัตน์เผยต่อไปอีกว่าที่เรือนจำจังหวัดนครปฐมแห่งนี้ เรามักจะฝึกอาชีพที่หลากหลาย อาทิ การฝึกแกะสลักช่างไม้ การฝึกอาชีพทอผ้า การฝึกอาชีพด้านการซักรีดที่รับจากบุคคลภายนอกเข้ามาซักและบริการ การฝึกการปรุงอาหารและเบเกอร์รี่ นอกจากนี้เรายังมีครัวเพื่อยกระดับมาตรฐาน และได้ระดับมาตรฐาน (SAN)

พร้อมจัดเบรค จัดงานเลี้ยงต่างๆ และฝีมือของผู้ต้องขังนับว่าไม่แพ้ภัตตาคารข้างนอกเลย นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟอยู่3ที่ จุดที่1 บริการญาตผู้มาเยี่ยม จุดที่2 เป็นร้านคอฟฟี่ที่อยู่เรือนจำชายและ จุดที่3 อยู่ที่แดน7ของผู้ต้องขังหญิง นอกจากนี้ทางเรือนจำยังมีศูนย์แคร์เพื่อคอยติดตามผู้ที่ฝึกอาชีพออกไปแล้วสามารถ ดูแลตนเองได้หรือไม่ คอยให้คำแนะนำอยู๋ตลอดเวลาเพื่อให้เขาสามารถเลี้ยงชีพตนเองและมีชีวิตที่ดีหลังพ้นโทษไปแล้ว นายนพรัตน์กล่าว

ทางด้านเชพบุญมี อาสาสร เจ้าของเค้กแบรนด์ดังมาสเตอร์เค้กสัญจร กล่าวว่าตนยินดีและตอบรับอย่างเร็วมากเนื่องจากอยากนำความรู้ที่ตนได้เรียนไปถ่ายทอดให้กับน้องๆผู้ต้องขัง ได้นำไปประกอบอาชีพหากพ้นโทษออกไปอยู่ภายนอกแล้วแล้วตนอยากถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ตนเองสั่งสมมาเป็นบุญเป็นกุศลให้พวกเขาเหล่านี้ได้นำไปประกอบวิชาชีพในชีวิตต่อไป แล้ววันนี้

ตนก็ได้ นำสูตรลับความอร่อยของตนเองนำมามอบให้กับเรือนจำนครปฐม แห่งนี้แบบหมดเปลือกพร้อมสอนสูตรตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนจบกระบวนการทีเดียว แบบไม่มีกั๊กเอาไว้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแข่งขันประสบการณ์ความรู้ที่เรามีให้กับน้องๆผู้ต้องขังในวันนี้

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานมุทิตาจิตเกษียนอายุราชการ นายทินพล เฉลิมพสุธา นายอ.คอนุสาร อำลาชีวิตราชการแล้ว

แชร์เนื้อหานี้

งานมุทิตาจิตเกษียนอายุราชการเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีตลอดจนมุ่งมั่นเสียสละอุทิศตน

เพื่อราชการ แด่นายทินพล เฉลิมพสุธา นายอำเภอคอนุสาร ก่อนอำลาชีวิตราชการ ประจำปี 2568

11:36 จ่ากบ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกข้อต่อแขน นายทินพล เฉลิมวสุธา นายอำเภอ

คอนสาร ก่อนอำลาชีวิตราชการและย่องคุณงามความดี ประวัติรับราชการผลงานเด่นเป็นที่รักใคร่แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชน

เป็นบุคคลที่อุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ สังคมมาโดยตลอดซึ่งกำลังจะเข้าสู่ชีวิตแบบอิสระ ต่อจากนั้นนายทินพลฯได้

กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานตบท้ายด้วยการมอบของชำร่วยและดอกกุหลาบแดงสด

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสนุกสนาน โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานล้วนระดับวีไอพี นายอำเภอ

ผู้กำกับการ คหบดี ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น องค์การบริหาร เทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ กำนัน

ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนร่วมงานมากมาย ณ.หอประชุมอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ 11:36 จ่ากบ แก้ตก/ และยกย่องคุณงามความดี

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / ป้องกัน ลดยอดอัตราป่วยและเสียชีวิต Non-Communicable Diseases (NCDs)

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สาธารณสุขระดมหมอ แกนนำ อสม.ทั้งจังหวัด ติวเข้มขับเคลื่อนดูแลสุขภาพประชาชนป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)ลดยอดอัตราป่วยและเสียชีวิต Non-Communicable Diseases หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค และไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้

แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยและพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และความเครียด. กลุ่มโรคนี้มีลักษณะดำเนินโรคอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการ และมักเป็นเรื้อรัง. ตัวอย่างโรค NCDs ที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็ง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 ก.ย.68 ที่โรงแรมมรกตทวิน อ.เมือง จ.ชุมพร นางเดือนเพ็ญ เคี่ยนบุ้น รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธาธารณสุขและเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมปีองกันโรค NCDs จังหวัดชุมพร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมนายแพทย์สาธารณสุขอำเภอทุกอำเภอเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากโรงพยาบาลทุกแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลคณะกรรมการชมรมอสม. หน่วยบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และ อสม 320 คน

นางสาวสุดารัตน์ วงศ์นัฏจิรา หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดชุมพร กล่าวรายงานว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขและเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมป้องกันโรค NCDs จังหวัดชุมพร ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) เล็งเห็นว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถือเป็น
ปัญหาใหญ่ที่กำลังทวีความรุนแรง

จากสถิติติผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ในปี พ.ศ.2562 พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกทั้งหมดมีถึง 63% ที่เกิดจากกลุ่มโรค NEDs สำหรับประเทศไทยสถิติล่าสุดพบว่า 14 ล้านคน พบในกลุ่มโรค NCDs เป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของประชากรทั้งประเทศ โดยจากสถิติปี พ.ศ.2562 พบว่ามีประชากร
เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs มากกว่า 300,000 คน หรือคิดเป็น 73% ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคถุงลมโป้งพอง และโรคอ้วนลงพุง

กระทรวงสาธารณสุขจึงหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนให้ อสม.มีส่วนร่วม เพื่อให้คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) ได้ด้วยกลไก อสม.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร มีความตระหนักและเห็นความของปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs

จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพบุคลากรสารณสุขและภาคีเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนมีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อมงานป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเพื่อลดปัญหาโรค

NCDs เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs ในสถานบริการสาธารณสุขให้ครบทุกแห่ง การจัดตั้งสถานีสุขภาพในทุกหมู่บ้านของจังหวัดชุมพร Hulth station เพื่อให้บุคลากรและเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชนได้แลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนการดำเนินงานสุขภาพภาคประชาชนร่วมกับชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัดชุมพร

สำหรับวิทยากร ที่ให้ความรู้ประกอบด้วย นายแพทย์ภัคพล ปัญจจิตติ นายแพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ นายชาตรี เบญญาพันธุ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สสอ.เหนือคลอง และนางสาววรุญยุภา ยุติมิตร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านบางผึ้ง จังหวัดกระบี นายบุญสิงห์ แก้วสุข อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาชา NCD ปี 2566 จังหวัดกระบี่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดกุดสมิง นำปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ไทย เพื่อเป็นมวลสาร หล่อพระกรุตสมิงชัยมงคล รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์ มอบทหารกล้า – ตชด.ตามแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 กันยายน 2568 ที่ วัดป่ากุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบ็ญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ญาติ โยม ประชาชน รู้จักกันว่าเป็นวัดป่าที่มีป่าอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ บนพื้นที่ 362 ไร่ เป็นป่าธรรมชาติ ด้านหลังวัด มีอ่างเก็บน้ำกุดสมิง โดยมีญาติโยมมาสร้างองค์พญานาค 5 ตระกูล และองค์พระพุทธรูป พระประธาน และปู่สมิง ที่สวมชุดทหารกล้า ไว้นานแล้ว

เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน มากราบไหว้ขอพร ผู้ที่มีศรัทธา มาขอพรแล้วเป็นจริง จึงทำให้มีญาติโยม ประชาชนมาขอพรมิได้ขาด โดยเฉพาะ กับพระอาจารย์ สมนึก ปิยสิโล หรือ พระครูปิยวนารักษ์ ญาติโยมสายมู เคารพ เชื่อมั่น ศรัทธา ในวันที่เกิดการยิงปะทะของกองกำลังชายแดน ได้มีญาติโยม อพยพมาพักอาศัยที่วัด วันนี้ได้มีนายทหาร นำปลอกกระสุน ลูกปืนใหญ่ ที่ทหารไทยยิงสู้รบกับกองกำลังต่างชาติ

จนชนะ นำมาถวายให้กับทางพระอาจารย์ ที่มีแนวคิดที่จะเทหล่อ พระพุทธรูปกรุตสมิงชัยมงคล ขนาด 30 นิ้ว 5 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่ชายแดน จังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี พร้อมที่วัดอีก 1 องค์ และยังมีหัวสบู่เลือด สมุนไพรไทย จากภูเขาสูง หายาก อายุ 100 ปี จะได้มีหัวใหญ่ขนาดนี้ นำมาร่วมกับลูกกระสุนดังกล่าว มาทำเป็นมวลสาร หล่อพระผงกรุตสมิงชัยมงคล รูปสีธงชาติไทย และสีลายทหาร รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์2568 ใน 4 รูปแบบ ต่อ 1 ชุด เพื่อนำไปมอบให้ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา คุ้มครองให้ทหารแคล้วคลาด ปลอดภัย เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย ไว้ให้ลูกหลาน

พระครูปิยวนารักษ์ กล่าวเชิญชวนญาติโยม ว่า เจริญพรญาติโยมทุกคน ในวันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ วัดป่ากุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบ็ญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีพิธีเททองหล่อ พระพุทธรูปกรุตสมิงชัยมงคล เพื่อเป็นสิริมงคล เพื่อนำไปประดิษฐาน ไว้ตามแนวชายแดน และอีกส่วนหนึ่ง ก็ได้รับการถวายลูกกระสุนปืนใหญ่ ปืนเล็ก เอ็ม16 มาประกอบพิธีพลีมวลสาร เป็นพระผงกรุตสมิงชัยมงคล

รุ่น ปิตุภูมิพิทักษ์ เพื่อนำไปมอบให้ เป็นขวัญกำลังใจกับทหารกล้าตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 4 จังหวัด พร้อมกับญาติโยม ทั้งหลายที่สนใจ ศรัทธา จึงขอเชิญชวนญาติ – โยม ทุกท่าน มาร่วมเททองหล่อพระ ด้วยกัน วันเสาร์ที่ 27 กันยายน เริ่มเวลา 09.09 น.กับพิธีบวงสรวง พิธีเททองหล่อพระ รำถวายองค์พญานาค ปล่อยปลาลงกุดสมิง แจกทานข้าวสาร และมอบโลงศพให้มูลนิธิกู้ภัยฯ ตำบลจานใหญ่ เพื่อมอบต่อให้กับศพไร้ญาติต่อไป


ขณะที่นายเมฆ ปะวาโร ลูกศิษย์วัดกุดสมิง เปิดเผยว่า วันนี้ผมมาขอเชิญชวนพี่ๆ เพื่อนๆ มาเข้าร่วมพิธี ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นี้ จะมีพิธีบวงสรวง ท้าวเวสสุวรรณ จะมีพี่น้ำ ระพีพัฒน์ มาร่วมแจกทานข้าวสาร จำนวน 2 ตัน กับญาติโยมที่มาร่วมงาน ร่วมพิธีเททองหล่อพระกรุตสมิง หน้าตัก 30 นิ้ว สูง 30 นิ้ว ทั้งหมด 5 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่แนวชายแดน 4 จังหวัดๆ ละองค์ คือที่ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และไว้ที่วัดกุดสมิง อีก 1 องค์

โดย พระอาจารย์ สมนึก ปิยสิโล เจ้าอาวาสวัดป่ากุดสมิง มีเจตนาที่จะดูแล สร้างขวัญ กำลังใจ ให้กับพี่น้องทหาร และประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ ตามแนวชายแดน ทั้งบ้านเรือน – ครอบครัวประชาชน, วัด, โรงเรียน และรพ.สต.ดังกล่าว
//////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / “บึงกาฬ พร้อมแล้ว! ไทย–ลาว ดันท่องเที่ยวข้ามพรมแดนสู่ระดับโลก”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเดอะวัน จังหวัดบึงกาฬ นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นผู้แทนจังหวัด กล่าวต้อนรับคณะทำงานจัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ภายใต้แนวคิด “Two Countries, One Destination” มุ่งยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมกันของสองประเทศ

ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค โดยจังหวัดบึงกาฬในฐานะพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประเพณี พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของลุ่มน้ำโขงตอนบน

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็น “Mission ด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ” ซึ่งจะสร้างประโยชน์ต่อประชาชนบึงกาฬในระยะยาว โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ เนื่องจากที่ประชุมมีความเห็นพ้องร่วม

กันในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงผ่าน สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประตูสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ยังเชื่อมต่อไปยังเวียดนาม จีน และออกสู่ทะเล ทำให้บึงกาฬกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนในระดับนานาชาติ

สำหรับการประชุมครั้งที่ 1 ในปี 2568 นี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความร่วมมือไทย–ลาวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมช่วงปี 2569–2571 (2026–2028) โดยได้กำหนดให้การประชุมครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในปีถัดไป ซึ่งฝ่ายลาวจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยมิตรไมตรีและความมุ่งมั่นจากทั้งสองฝ่าย ต่างมองไปสู่อนาคตที่สดใสของการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อยกระดับพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว สู่เวทีการท่องเที่ยวระดับโลก
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จัดประชุมวิชาการนานาชาติ “International Cardiology Conference 2025”

แชร์เนื้อหานี้

ที่ห้องประชุม Seaboard Ballroom ชั้น 17 โรงแรม Hilton Pattaya จ.ชลบุรี โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ได้จัดประชุมวิชาการนานาชาติ “International Cardiology Conference 2025” พันธมิตรระดับโลก Mayo Clinic ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมขับเคลื่อนความรู้หัวใจในทุกมิติ – ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู แบบ 360°

     การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ของศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ในการเป็นผู้นำด้านโรคหัวใจในภูมิภาค ด้วยแนวคิด “Heart Care 360°” ที่ให้ความสำคัญกับทุกมิติของการดูแลหัวใจ ทั้งการป้องกันโรค (Preventive), การรักษาด้วยหัตถการขั้นสูง (Interventional), การดูแลหลังการรักษา (Rehabilitation) รวมถึงการดูแลเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

     โดยการประชุมแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. Preventive Cardiology มุ่งเน้นการป้องกันโรคหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น แนวทางการลดความเสี่ยงด้วยการประเมินแบบ Personalized Risk Score การใช้อัลกอริทึมในการวางแผนการดูแลหัวใจ แนวโน้มอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ Cardiac

Rehabilitation เชิงดิจิทัล และ 2.Interventional Cardiology เจาะลึกเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดในการรักษา เช่น หัตถการเปิดหลอดเลือดในกรณี Chronic Total Occlusion (CTO) การรักษาโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบด้วย TAVI การดูแลภาวะ STEMI และ MINOCA การประยุกต์ใช้ Imaging และ AI ในการวินิจฉัยโรคหัวใจ

     หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Mayo Clinic, Rochester, Minnesota, USA สถาบันการแพทย์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านโรคหัวใจอันดับต้น ๆ ของโลก นำโดย Dr. Francisco Lopez-Jimenez, MD, FACC – ผู้เชี่ยวชาญด้าน Preventive Cardiology, Dr. Rajiv Gulati, MD, PhD, FACC – ผู้เชี่ยวชาญด้าน Interventional Cardiology

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษสุดคึกคัก เปิดงาน “รำลึกพระยาไกรภักดี แซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี 2568”

แชร์เนื้อหานี้

ขบวนแห่ 24 ขบวนอลังการ ช้าง 7 เชือกนำขบวน แสงสีเสียงนักแสดงท้องถิ่นกว่า 500 ชีวิต ฮือฮา จุดธูปเลขขอโชคลาภได้ “738” เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ประชาชนหลั่งไหลมาร่วมชมพิธีเปิดงาน “รำลึกพระยาไกรภักดี แซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568” กันอย่างเนืองแน่น

โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และชาวบ้านจากทุกตำบลในอำเภอขุขันธ์เข้าร่วมอย่างคับคั่งสำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ ประเพณีแซนโฎนตา ซึ่งเป็นพิธีรำลึกบรรพบุรุษตามความเชื่อของชาวเขมร และเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่คู่ท้องถิ่น

ซึ่งในช่วงก่อนพิธีเปิด ได้มีขบวนแห่จาก 23 ตำบล รวม 24 ขบวน ที่ถูกจัดขึ้นอย่างสวยงามยิ่งใหญ่ แต่ละขบวนได้นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งขบวนพระ ขบวนจำลองสถานที่สำคัญ และการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านที่หาชมได้ยากโดยขบวนสุดท้าย เป็นขบวนช้าง 7 เชือก ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ประชาชน โดยมี นายพงษ์ธร จันทร์สวัสดิ์ นายอำเภอขุขันธ์ พร้อมภรรยา นั่งนำขบวน และหัวหน้าส่วนราชการหลายหน่วยงานร่วมขบวนมาด้วย

นอกจากความงดงามอลังการแล้ว ยังมีการจัด ขบวนล้อเลียนกระแสสังคม เช่น ขบวนล้อเลียนข่าวพระกับสีกา ซึ่งคณะผู้จัดงานยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่พระพุทธศาสนา แต่ต้องการสะท้อนปัญหาสังคมให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา และสร้างจิตสำนึกให้พระสงฆ์และญาติโยม โดยขบวนดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานที่เรียกเสียงฮือฮาจากประชาชนผู้ร่วมชมได้อย่างมาก

หลังพิธีเปิด มีการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามประเพณี โดยแต่ละตำบลจัดเตรียม พานบายศรี เครื่องเซ่น เครื่องบูชา มาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ ตำบลปราสาท ได้ทำการจุดธูปเลขเพื่อขอโชคลาภกับบรรพบุรุษ โดยตัวเลขที่ได้คือ 738 สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า งานดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน และจะมีไปจนถึงวันที่ 23 กันยายน 2568 รวมระยะเวลา 9 วันเต็ม ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น มหกรรมสินค้า OTOP “อะไรก็ดีที่ศรีสะเกษ” รวบรวมสินค้าพื้นบ้านให้เลือกซื้อ การประกวด กล้วยงามเมืองขุขันธ์, ผ้าไหม, เสื้อแส่ว และการแสดงสารคดีประวัติศาสตร์ แสง–สี–เสียงสุดตระการตา เรื่อง “ขุขันธ์ เป็นเมืองเป็นชาติ ด้วยรอยบาทพระราชา ฝากคมศาตรา ขับล้างอดิราชแผ่นดิน” ซึ่งใช้นักแสดงท้องถิ่นกว่า 500 คน

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 4 โครงการ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 9/2568

โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด เป็นประธาน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช (ชั้น 6) ศาลากลางจังหวัด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยมีวาระพิจารณาในที่ประชุม ดังนี้
1.พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 4 โครงการ

2.พิจารณาการขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2568 – 19 กันยายน 2568 จำนวน 36 ราย จำนวน 106 บัญชี มูลหนี้ 15,857,742.33 บาท (สิบห้าล้านแปดแสนห้าหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยสี่สิบสองบาทสามสิบสามสตางค์)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลพบุรี จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรโครงการ D.A.R.E. โรงเรียนโคกสำโรง

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 17 กันยายน 256 เวลา 09.00-11.00 น. ณ โรงเรียนโคกสำโรง นางกิติพร แตงชุ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง ประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บันฑิต ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง คณะ กต.ตร. เดินทางร่วมพิธีฯ ตามที่ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง โรงเรียนโคกสำโรง โรงเรียนจารึกล้อมวิทยา โรงเรียนวัดรัตนาราม และโรงเรียนวัดหนองพิมาน
โครงการ การศึกษาเพื่อต่อด้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (D.A.R.E.ประเทศไทย) ภาคการศึกษา
ที่ 1 ปีการศึกษา 2568

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและทักษะที่จำเป็นแก่เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาให้สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจาก ยาเสพติด ความรุนแรง และสร้างสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างตำรวจ เด็กนักเรียน ครู บิดา มารดา และสมาชิกในชุมชนโดยเน้นการให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงเกี่ยวกับยาเสพติด บุหรี่ สุรา กัญชาระเหย ยาบ้าสอนให้เด็กเกิดทักษะในการตัดสินใจแสดงให้เห็นถึงวิธีการหลีกเลี่ยง การกดดันของกลุ่มเพื่อนร่วมวัยเสนอพาะเลือกอื่นๆ ให้กับเด็ก

นอกหนือจาการใช้ยาเสพติด และความรุนแรง และบัดนี้การดำเนินการตามโครงการ มีนักเรียนที่ผ่านการอบรม จำนวน 92 คนโครงการแดร์ (DA.R.E.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง คณะวิทยากรจากสถานีตำรวจภูจภูธรโคกสำโรง ชุดชุมชนสัมพันธ์ ความร่วมมือจากโรงเรียนโคกสำโรงโรงเรียนจารึกล้อมวิทยา โรงเรียนวัดรัตนาราม และโรงเรียนวัดหนองพิมาน ได้รับการตอบสบสนองด้วยดีจากนักเรียน และคณะครูในโรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองของนักเรียน การสอนตามโครงการได้เสร็จสิ้นแล้ว และ

เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในสังคม
ที่ประสงค์ให้ลูกหลานหลีกเลี้ยงจากยาเสพติด และให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่า ของตนเอง จึงจัดให้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแดร์ (D.A.R.E.) ให้กับนักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต่อไป

สนอง แท่นสูงเนินผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สยามคูโบต้า จับมือ กรมพัฒนาที่ดิน ปักหมุด “ศรีสะเกษ” ดัน “โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” รับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่เกษตร สร้างความรู้ให้กับเกษตรกร

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายเครือคูโบต้าเลาเจริญ นายณัฐวุฒิ ขจรจรัสกุล ประธานกรรมการเครือคูโบต้าเลาเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” รับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่เกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าว

กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยเร่งแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่การเกษตร ซึ่งภายในงานมีการจัดเสวนาให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์โดยกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ

ทั้งด้านการบริหารจัดการดินและน้ำในแปลงเกษตร เทคนิคการใช้งานรถขุดคูโบต้าจากผู้ใช้งานรถขุดตัวจริง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำโดยเกษตรอินโน และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม Zoning by Agri-Map เพื่อวางแผนการทำเกษตรโดยบูรณาการ ดิน น้ำ และพืช พร้อมชวนเกษตรกรที่สนใจ

ลงทะเบียนลุ้นรับคูปองขุดร่องน้ำ บ่อน้ำ ในพื้นการเกษตร และรับคำแนะนำบริหารจัดการน้ำในแปลงเพาะปลูก ตลอดจนรับบริการแมตชิ่งลูกค้ากับผู้ให้บริการรถขุด นอกจากนี้ยังมีการเพื่อแนะนำการปลูกพืชให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่อย่างเหมาะสมที่สุด ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร


***ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดิน และสยามคูโบต้า มุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ สร้างแบบอย่างการบริหารจัดการดินและน้ำที่ยั่งยืนในภาคเกษตร เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและลงมือปฏิบัติจริงในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงลูกค้ารถขุดสามารถใช้รถขุดคูโบต้าเพื่อสร้างรายได้จากการให้บริการในชุมชน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างต้นแบบกิจกรรมที่สามารถต่อยอดความร่วมมือสู่การขยายผลไปยังพื้นที่เกษตรอื่นในอนาคต

“โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” จะนำร่อง 5 จุดนำร่องทั่วประเทศ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดจันทบุรี ติดตามข้อมูลได้ทางเพจ Facebook กรมพัฒนาที่ดิน และ Facebook Fanpage สยามคูโบต้า
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / มอบธงครัวเรือนปลอดยาเสพติด “บ้านเขาป่าหญ้า” อ.โคกสำโรง นำร่อง ชุมชนเข้มแข็ง เอาชนะปัญหายาเสพติด ปลอดผู้เสพ ผู้ค้า 100%

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ที่ วัดเขาป่าหญ้า ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

เป็นประธานพิธีมอบธงครัวเรือนปลอดยาเสพติด ตามโครงการ Re X-ray ค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ปี พ.ศ.2568

ของบ้านเขาป่าหญ้า หมู่ที่ 10 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง และนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง

นายนรินทร์ คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 และนางสาวอุมาพรคลังผา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังเพลิง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ทั้งนี้ จากนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติ ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

ผนึกกำลังสร้างหมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด อำเภอเมืองลพบุรี มีการดำเนินการ โดยการสร้างการรับรู้ให้แก่นักเรียนประชาชน การ Re X-ray ค้นหาผู้เสพ ผู้ติดผู้ค้ายาเสพติด

ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และปิดล้อมตรวจค้น ผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่เป้าหมาย จัดชุดปฏิบัติการประจำตำบล ออกตรวจลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย

พร้อมทั้งตรวจหาสารเสพติดในกลุ่มข้าราชการพนักงานลูกจ้าง และบุคลากรในสังกัด และกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ในวัดพื้นที่เป้าหมาย โดยอำเภอโคกสำโรงได้คัดเลือกบ้านเขาป่าหญ้า หมู่ที่ 10 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าประจวบฯฯ เปิดโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล” ปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรทางทะเล /“เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24” นทท.ชิมซีฟู้ดแน่นหาด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.68 ที่หาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” โดยมี พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ

นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด นางสาวอาทิตา จุ้ยจู่เอี้ยม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัด แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคีอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล

เข้าร่วมในพิธีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ ร่วมกับ สำนักงานประมงจังหวัดประจวบฯ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝังที่ 3 (เพชรบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “มหกรรมคนรักษ์ทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ด้วยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 246 กิโลเมตร ครอบคลุม 8 อำเภอ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น

สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และเป็นแหล่งทำการประมงที่สร้างมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี โดยมีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 2,000 ลำ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมจากมลพิษ การทำประมงเกินขนาด และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการมหกรรมคนรักษ์ทะเลฯ จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยเน้นการลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Next Move Prachuap “ประจวบฯ ต้องไปต่อ” ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการประมง ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สู่คุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงยั่งยืนของจังหวัดประจวบฯ
สำหรับโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังทวัดประจวบฯ”

จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักแก่ประชาชน เยาวชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด และนโยบาย Next Move Prachuap “ประจวบฯ ต้องไปต่อ” ที่เน้นการพัฒนาควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน พัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมในวันนี้ประกอบไปด้วยการเสวนา ในหัวข้อ “การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ป่าชายเลน และการประมงอย่างยั่งยืน” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์เก็บขยะชายหาด การมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าชายเลนตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการปกป้อง ฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง และการทำประมงอย่างยังยืนและปิดท้ายด้วยกิจกรรมการปล่อยพันธ์สัตว์น้ำและเต่าทะเล รวมถึงการมอบซั้งให้แก่กลุ่มประมงพื้นบ้าน.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

เริ่มแล้ว “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24” นทท.ชิมซีฟู้ดแน่นหาด

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.68 ที่บริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานเทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24 พร้อมด้วย นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สำนักงานเพชรบุรี นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากให้การต้อนรับพร้อมชิมอาหารจานเด็ดจากเซฟโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ชะอำโดยใช้ปลาหมึกสดที่ได้มาจากประมงพื้นบ้านแจกจ่ายให้นักท่องเที่ยวได้ลองทาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวเข้าชมงานกันเป็นจำนวนมาก

เทศบาลเมืองชะอำ ร่วมกับ ททท.สำนักงานเพชรบุรี สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จัดงานเทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 24 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-20 ก.ย.68 รวม 8 วัน 8 คืน ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย มีการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสดเลิศรสที่ปรุงด้วยเมนูหมึกและหอยเป็นหลักและอาหารอื่น ๆ อีกหลากหลายจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังใน อ.ชะอำและ จ.เพชรบุรี

กว่า 50 ร้านค้าคุณภาพในราคายุติธรรมและเหมาะสมคุณภาพ อีกทั้งยังจัดให้มีการแสดงดนตรีจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยมทุกคืน การออกร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นบนถนนคนเดินรอบบริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ และยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะในงานเทศกาลนี้ 1 ปีมีครั้งเดียว กับบริการนำนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การลงเรือตกหมึกกลางทะเลที่น่า

ตื่นเต้นประทับใจทุกวันในราคาถูกเป็นพิเศษเพียงท่านละ 100 บาท พร้อมอุปกรณ์ตกหมึก “โยธกา” ที่หาชมได้เฉพาะกิจกรรมนี้เท่านั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเที่ยวชมงานตามวันดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เชิญชวนเที่ยวงาน แซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568 ตำนานเมืองขุขันธ์ การแสดง และริ้วขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายพงษ์ธร จันทร์สวัสดิ์ นายอำเภอขุขันธ์ พร้อมด้วย นางณัฐนันท์ จันทร์สวัสดิ์ นายกกิ่งกาชาดอำเภอขุขันธ์ นางสมจันทร์ บัวเขียว นายกเทศมนตรีตำบลเมืองขุขันธ์ และ นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันแถลงข่าว งานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568

โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-23 กันยายน 2568 เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมการประกอบพิธีกรรมเช่นไหว้บรรพบุรุษ ตามความเชื่อที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีของชาวอำเภอขุขันธ์ตลอดจนการใช้ประเพณีให้เป็นสายใยผูกพันในครอบครัว เพื่อพัฒนาท้องถิ่นในด้านการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเปิดประตูให้สาธารณชนทั่วไปได้มีโอกาสเรียนรู้ โดยใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสื่อ

***ทั้งนี้สำหรับงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่เป็นจุดเด่นและสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่ และในพื้นที่เข้ามาเที่ยวชมงาน ไม่ว่าจะเป็น การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP “มหกรรมสินค้าอะไรก็ดีที่ศรีสะเกษ ที่ชาวอำเภอขุขันธ์ร่วมแรงร่วมใจผลิตสินค้าที่เป็นสินค้าพื้นบ้านในชุมชน มาให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายเลือกซื้อ การประกวดกล้วยงามเมืองขุขันธ์ การประกวดผ้าไหมและเสื้อแส่ว และการชมสารคดีประวัติศาสตร์ เล่นขานตำนานเมืองขุขันธ์ แสง สี เสียง สุดอลังการ

***โดยปีนี้การแสดงจะใช้ชื่อว่า “ขุขันธ์ เป็นเมืองเป็นชาติ ด้วยรอยบาทพระราชา ฝากคมศาตรา ขับล้างอดิราชแผ่นดิน” ซึ่งจะจัดแสดงดพียง 2 รอบคือช่วงค่ำของวันที่ 18 และ วันที่ 19 ก.ย. 68 โดยจะใช้นักแสดงกว่า 500 คน ที่เป็นคนอำเภอขุขันธ์ ทั้งหมด นอกจากนี้วันที่ 19 ก.ย. 68 จะมีขบวนแห่ของ 23 ตำบล 24 ขบวน ที่แต่ละตำบลจะนำเอกลักษณ์ของแต่ละตำบลมาจัดแสดง ให้ชม ไม่ว่าจะเป็น ขบวนแห่พระ ขบวนแห่จำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของขุขันธ์ ขบวนจำลองวัฒนธรรมประเพณีของท่องถิ่นที่หาชมได้ยาก และไม่สามารถหาชมได้จากที่ไหนอีกด้วย

***ทั้งนี้จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป มาร่วมงาน ร่วมกิจกรรมงานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568 เพราะที่นี้คืออำเภอขุขันธ์ เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ที่ทุกท่านไม่ควรพลาดที่เข้ามาสัมผัสงานในครั้งนี้ว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนาน ปี 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร โดย “ท่าเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศ” ในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน

แชร์เนื้อหานี้

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย สำหรับ “เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนาน ปี 2025” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, สมาคมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติฝูเจี้ยน, สมาคมการส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฝูเจี้ยน โดยมี สมาคมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติเฉวียนโจว และ สมาคมจีนเฉวียนโจว–จินเจียงแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ

ดำเนินงานโดย สำนักงานวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์และการท่องเที่ยวเมืองเฉวียนโจว, สหพันธ์อุตสาหกรรมชุมชนเมืองและชนบทเฉวียนโจว, สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลเมืองเฉวียนโจว, ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมหมิ่นหนานเฉวียนโจว และ สำนักเลขาธิการเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลก เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย งานนี้ไม่เพียงแต่มีพันธกิจในการสืบสานมิตรภาพอันดั้งเดิมระหว่างสองประเทศและส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับการเผยแพร่วัฒนธรรมหมิ่นหนาน วัฒนธรรมทางทะเล

และวัฒนธรรมชาวจีนโพ้นทะเลในเวทีนานาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ของการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. ที่ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เป้าหมายของเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานคือการส่งเสริมการสืบสาน

การนำเสนอ การแลกเปลี่ยน และความสัมพันธ์ฉันท์มิตรทางวัฒนธรรม โดยในปีนี้ เทศกาลฯ มุ่งเน้นการสร้าง “ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลก” ร่วมกับเซียะเหมิน จางโจว เฉวียนโจว ชุมชนสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน และชุมชนหมิ่นหนานในต่างประเทศ ได้มีการวางแผนจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย อาทิ

พิธีเปิดและการแสดงวัฒนธรรมเวทีเสวนาวัฒนธรรมหมิ่นหนานการแข่งขันประกวดเพลงนานาชาติ ครั้งที่ 2 “Chinese Sentiment, Global Hearts” จัดโดย KuGou Musicการประชุมส่งเสริมการลงทุนด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเฉวียนโจวนิทรรศการงานหัตถกรรมดั้งเดิมหมิ่นหนานและผลงานสร้างสรรค์งานชิมผลิตภัณฑ์แบรนด์เก่าแก่ของหมิ่นหนานกิจกรรม “Caring for the Chinese Diaspora · Cross-border E-commerce Training for Overseas Chinese Youth from Small-language-speaking Countries (Thailand Special Session)” ครั้งที่ 5

ภายในเทศกาลจะมีการจัดพื้นที่นิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาจู่, การชิมอาหารสมุนไพรจีน, การสวมดอกไม้และจัดแสดงชุดประจำชาติจีน–ไทย และนิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ “ท่าเรือยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน”, นิทรรศการ “ความทรงจำเส้นทางสายไหมทางทะเล · ประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลในตุนหวง”, นิทรรศการ “สืบรากเหง้า” เกี่ยวกับสกุลวงศ์ และการจัดแสดงภาพแทงคาขนาดใหญ่ชื่อ “ท่าเรือยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน” (ขนาด 7.2 เมตร × 1.6 เมตร) อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะพาผู้ชมสัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์อันยาวนานและเสน่ห์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของฝูเจี้ยนตอนใต้


ในโอกาสนี้ยังตรงกับการเปลี่ยนผ่านผู้นำของสมาคมจีนเฉวียนโจว–จินเจียงแห่งประเทศไทย โดยหอการค้าแห่งนี้ได้ยึดมั่นในจิตวิญญาณหมิ่นหนานที่ว่า “กล้าสู้ กล้าชนะ และสามัคคีเกื้อกูล” อุทิศตนเพื่อการบริการชาวจีนโพ้นทะเล ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างชาวจีนท้องถิ่น และตอบแทนถิ่นกำเนิด อีกทั้งยังเป็นเวทีการสื่อสารที่สำคัญสำหรับชุมชนหมิ่นหนานในประเทศไทย และมีบทบาท

ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมิตรภาพจีน–ไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกได้จัดขึ้นสำเร็จมาแล้วในไถหนัน, เฉวียนโจว, มาเก๊า, จินเหมิน, มะละกา, ดูไบ, ฮ่องกง, มะนิลา และ จาการ์ตา นับตั้งแต่ปี 2012 และในปี 2017 ได้มีการจัดสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกที่เมืองโบราณจื่อถง–เฉวียนโจว โดยผู้แทนที่เข้าร่วมได้ร่วมกันบรรลุ “共识เฉวียนโจว” (ฉวนโจว คอนเซนซัส) เพื่อผลักดันให้มีการจัดเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / Goodwill Games 2025 ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์สองแผ่นดิน Soft Power สู่สายตาโลก คาดเงินสะพัดกว่า 9 ล้านบาท 13–15 ก.ย.นี้ ที่สุไหงโก-ลก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 กันยายน 2568 ที่โรงแรมเก็นติ้ง อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย นายสิโรตม์ มียศ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬากรมพละศึกษา YB ZAMAKHSHARI BIN MUHAMAD รองมุขด้านกีฬาและกิจการเยาวชน ผู้แทนฝ่ายประเทศมาเลเซีย

นายณรงค์ สังประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก และนายสันติ บินยะโกะ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโกลก ร่วมแถลงข่าวโครงการกีฬาและนันทนาการสร้างเสริมความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียประจำปี 2568 (Goodwil Games 2025จังหวัดนราธิวาส โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดงานใหญ่ “โครงการกีฬาและนันทนาการสร้างเสริมความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซีย (Goodwill Games 2025)”

ระหว่างวันที่ 13–15 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก และสถานที่สำคัญในพื้นที่ เพื่อสานสัมพันธ์สองแผ่นดินผ่านพลังของกีฬาและกิจกรรมเชื่อมโยงวัฒนธรรม
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีเชื่อมความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซีย ผ่านพลังของกีฬาและกิจกรรมนันทนาการ หวังสร้างความสามัคคี เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเผยแพร่วัฒนธรรมทั้งสองประเทศ ตลอดจนใช้กีฬาเป็น Soft Power กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชายแดนใต้

ทั้งนี้นี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของประเทศไทย โดยใช้กีฬา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชายแดนใต้เป็นเครื่องมือเชื่อมมิตรภาพ เสริมสร้างความเข้าใจ และเปิดโอกาสให้ทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศมิตรภาพที่อบอุ่น

โดยพิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 โดยมีนักกีฬาเยาวชนและทีมจากไทย–มาเลเซียเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,000 คนจากทั้งสองประเทศ ในหลากหลายประเภทกีฬา อาทิ ฟุตบอล, มวยไทย,ฟุตบอล Alstar,เปตอง,วอลเลย์บอล,ปันจักสีลัต,ยิงธนู,กีฬาเซปักตะกร้อ และกีฬาพื้นบ้าน พร้อมโชว์แมตช์พิเศษฟุตบอล All Star ไทย–มาเลย์ ที่ดึงนักเตะชื่อดังมาสร้างสีสันจากไม่เพียงเป็นการประลองฝีมือ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ก้าวข้ามพรมแดน

ซึ่งไฮไลต์ของงาน นอกจากการแข่งขันกีฬา ยังมีกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การแสดงศิลปะพื้นบ้าน และงานเลี้ยงมิตรภาพ ที่เปิดโอกาสให้ชาวไทยและมาเลย์ได้ร่วมสานสัมพันธ์อย่างอบอุ่น
Goodwill Games 2025” ไม่ใช่เพียงงานกีฬา แต่คือเทศกาลแห่งมิตรภาพไทย–มาเลเซีย ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเชียร์

ร่วมสัมผัส ร่วมสร้างความทรงจำ และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 13–15 กันยายน 2568 ณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ร่วมชมการแข่งขันกีฬา การแสดงวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน กระตุ้นการท่องเที่ยวอีกด้วย
//////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ร่วมพลังบุญ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ณ วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม และกลุ่มบุญภาคีมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนกัลยาณมิตรทุกๆท่าน ร่วมพลังบุญกับ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยมี พลตรีกิตติ ประพิตรไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พร้อมด้วยกำลังพลในหน่วยขึ้นตรง

จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์, ถวายพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร ภัตตาหาร และเจริญพระกรรมฐาน อธิษฐานจิต เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า ฯ บรรพชนและอธิษฐานบุญบารมีส่งให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชk

โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูสิทธิสังวร (หลวงพ่อวีระ) คณะ5 วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร นำอธิษฐานจิตขึ้นพระกรรมฐาน และ ทำพิธีรับ -มอบ ขนมตราไก่ย่าง จำนวน 60 กล่อง จาก ผู้แทน คุณชาตรี – มณีรัตน์ เหล่าวณิชย์วิทย์ เจ้าของขนมทอดกรอบตราไก่ย่าง เพื่อส่งให้ทหารตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา

ณ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) คณะ5 วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร (วัดพลับ) กรุงเทพฯขอส่งผลบุญแห่งคุณความดีและความปรารถนาดีจากกัลยาณมิตรทั้งปวง ให้ถึงแด่ทุกท่านมีความสุขความเจริญ ปรารถนามงคลใด ให้สำเร็จผลทุกประการ เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เทอญ…สามารถติดตามข่าวสารธรรมทานงานบุญ มูลนิธิพุทธภูมิธรรมได้ที่Line Official Account :https://lin.ee/AlxR8Xf

วันที่ 5 กันยายน 2568 ⏰ เวลา 08.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พันตรี ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ / นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

ร่วมพิธี วางพวงมาลา ⚘ และทอดผ้าป่าสามัคคี 🤝 “รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว”เพื่ออุทิศแด่ วีรชนทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 จำนวน 19 นาย 🇹🇭พิธีได้รับเกียรติจาก พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ 🙏 เป็นประธานในพิธี ณ อนุสาวรีย์บัวชูชาติ วัดพรหมเทพาวาส (วัดชลอน) ต.หัวป่า อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวรำลึกวีรชนทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3 ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

กองบุญอนาคตสดใสสำเร็จแล้ว❗️
ข่าวดีแห่งการให้: มูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นตัวแทนท่านมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กนักเรียน พร้อมส่งมอบแว่นตาให้เด็ก ๆ ชายแดน

เราได้สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กนักเรียนผู้ด้อยโอกาสถึงสองพื้นที่ โดยการจัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของจำเป็นที่ช่วยสนับสนุนอนาคตของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี

​กิจกรรมแรกเป็นการตัด แว่นสายตา ให้กับนักเรียน 20 คนที่มีปัญหาทางสายตา ณ โรงเรียนบ้านเขาตาง๊อก จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดน การดำเนินงานครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยการร่วมมือกับ กองกำลังบูรพา ทำให้เด็ก ๆ ได้รับแว่นตาใหม่ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งตัวหนังสือบนกระดานและสภาพแวดล้อมรอบตัว

แว่นตาเหล่านี้เป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์ช่วยมองเห็น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่เปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น สร้างความหวังและความมั่นใจให้เด็ก ๆ ได้กลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม โดยผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 13 (ผบ.ชค.ทพ.13) ยังได้นำอาหารว่างอย่างข้าวโพดป๊อปคอร์นและไอศกรีมโบราณมาเลี้ยงนักเรียนทุกคน ทำให้กิจกรรมเต็มไปด้วยความสุขและความประทับใจ

​นอกจากนี้ มูลนิธิพุทธภูมิธรรมยังได้เดินทางไปมอบ อุปกรณ์การศึกษา ที่โรงเรียนบ้านทุ่งศาลา จ.ราชบุรี ให้กับนักเรียนร่วม 100 คน การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เติมเต็มและส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​การส่งต่อสิ่งดี ๆ ทั้งสองกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจที่จุดประกายความฝันให้กับเด็ก ๆ ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ และความตั้งใจของมูลนิธิฯ ที่ต้องการสร้างสรรค์สังคมแห่งการให้เพื่ออนาคตที่ดีของเยาวชนไทย

บุญนี้สำเร็จแล้ว ขอโมทนาสาธุการ🙏😊

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ทุเรียนพรีเมี่ยม 4500 ต่อลูก “กรรมาธิการเกษตรวุฒิสมาชิกสภา เดินทางดูการผลิตทุเรียนชีวภาพสวนป้าภาศูนย์เรียนรู้ จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 16.00 น วันที่ 5 กันยายน 2568 นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสมาชิกสภา พร้อมด้วย คณะกรรมาธิการ ฯ เจ้าหน้าที่ วุฒิสภา ได้เดินทางเข้าดูการบริหารจัดการทุเรียนสวนป้าภา ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร

ดูการบริหารจัดการและยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยเพื่อการส่งออกอย่างยั่งยืน โดยมีนายธราพงษ์ มีมุสิทธิ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดฯ เจ้าหน้าที่ และ ดร.ชลทิปสุวรรณหกาญจน์ เจ้าของสวนป้าภา พร้อมด้วยตัวแทนของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนจากอำเภอต่างๆให้การต้อนรับ

สำหรับสวนประภาได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 สร้างมาโดยย่า ภาและปู่ชัย เป็นสวนผลไม้มีเงาะพันธุ์โรงเรียนจากโรงเรียนบ้านนาสารและทุเรียนสายพันธุ์ดี นำมาจากเขตพื้นที่ของภาคใต้โดยได้มีการขยายพื้นที่เพื่อปลูก ณ หมู่ 1 บ้านท่าทอง ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโกจังหวัดชุมพร ต่อมาปี 2516 ปู่ชัย ได้เสียชีวิตลง ยายประภาและลูกที่เริ่มขยายที่ดินปลูกทุเรียนที่บ้านท่าทอง เมื่อปี พ.ศ 2524

เริ่มขยายพันธุ์ ทุเรียนในเนื้อที่ 15 ไร่ โดยใช้ยอดพันธุ์ของแม่ชบาแก้ว ต่อมา พ.ศ 2528 ได้เริ่มมาสร้างสวนป้าภาที่บ้านสามแยกจำปา หมู่ 14 ตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก ซึ่งได้นำยอดหมอนทองแม่ชบาแก้ว มาเสียบเพื่อขยายพันธุ์ ปัจจุบันสวนประภามีต้นทุเรียนขนาดใหญ่อายุประมาณ 41 ปีอยู่จำนวน 400 ต้น และเป็นสถานที่เรียนรู้ การปลูกทุเรียน ของจังหวัดชุมพร

นายธวัชสุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสมาชิกสภา กล่าวว่า ในวันนี้คณะ กรรมาธิการฯ ได้เดินทางมารับฟังข้อมูล ปัญหาทุเรียนที่เกิดขึ้น จากหน่วยงาน ราชการและ เกษตรกร เพื่อที่จะได้รวบรวมปัญหาต่างๆ และแนวทางแก้ไข ไปสรุปนำเสนอให้กับวุฒิสภา ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การแก้ไขสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกร แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป

หลังจากรับฟังปัญหาของเกษตรกรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดร.ชลทิป เจ้าของสวนทุเรียนป้าภา แนะนำคณะกรรมาธิการ เดินทางเข้าชมสวนทุเรียน ที่ มีอายุมากกว่า 40 ปี เช่น ต้นทุเรียน แม่เชอรีน ซึ่งมีลำต้นขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80 ซมสูง ประมาณ 18 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มประมาณ 33 เมตรให้ผลผลิตปีที่ผ่านมา 1,400 กก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคณะกรรมาธิการ ที่เดินทางมาศึกษาดูงานในครั้งนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาพระพุทธศาสนา ยังอยู่คู่กับคนอีสาน แห่มาร่วมงานบุญสังฆทาน วัดแสงใหญ่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นับพันคน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. ที่ วัดแสงใหญ่ ในหมู่บ้านแสงใหญ่ ตำบลหนองแขวง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ โดย พระอธิการ ชุมพล ฉินฺนาโย เจ้าอาวาสวัด วันนี้กำหนดให้มีงานสังฆทาน ประจำปี ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ถือเป็นประเพณีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมทำบุญ แบบอิสละ มีอะไรก็มาร่วมกันแจกจ่ายแก่ญาติโยม และหรือนำมาถวายพระคุณเจ้า ตามกำลังศรัทธา มีน้อยทำตามน้อย มีมากอยากแบ่งปันก็นำมาแจกจ่าย โดยวันนี้มีญาติโยมมาร่วมบุญกันมากกว่า 1 พันคน เต็มทั้งศาลาใหญ่ และศาลาเล็ก ศาลาอภิธรรมหน้าเมรุ

โดยวันนี้ได้มี นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอกันทรารมย์ เดินทางมาร่วมงานบุญด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะนำปิ่นโต ข้าวถุง แกงถุง ทำเองที่บ้าน นำใส่ปิ่นโตมารวมกันเพื่อถวายแด่พระคุณเจ้า ที่เดินทางมารวมกัน เหมือนกันญาติโยม ที่ต่างคนต่างเดินทางมา รวมตัวกัน จากนั่นก็นำอาหารมาจัดเป็นพา เพื่อนำถวายแด่พระสงฆ์ หลังจากพระสงฆ์ฉันท์เสร็จ

ญาติโยมก็ได้นั่งร่วมวงพาข้าว ทานข้าวร่วมกัน พูดคุยกัน ทำตามรู้จักกัน หลายคนก็จัดทำต้นเงินเป็นป่าผ้ามาร่วมถวายพระสงฆ์ ตามกำลัง จัดเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มคณะบุคคล เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ช่วยค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า กับคณะกรรมการวัด ซึ่งชาวอีสานจะถือประเพณีการมาร่วมงานบุญสังฆทาน นี้เป็นสำคัญ ไม่มีการบังคับมา พระคุณเจ้าเองก็ไม่ได้จับเงินที่ทางญาติโยมทำบุญ แต่จะร่วมกันบริจาคที่กองอำนวยการ ตามกำลังศรัทธา เข้ากรรมการวัด

ในการร่วมงานบุญสังฆทานนี้ จะกำหนดให้มีพระที่ทรงคุณวุฒิ เป็นที่เคารพนับถือของญาติโยม ของคณะสงฆ์ ขึ้นนั่งธรรมมาตร 1 รูป เพื่อทำการแสดงพระธรรมเทศนา ตามคัมภีร์ใบลาน ที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ดีแล้ว นำมาอ่าน มาเทศนา เป็นคติธรรม ให้กับญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ ได้ฟังเทศนา ได้รับฟังคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อน้อมนำไปปฎิบัติ นอกจากการับศีล 5 ปฎิบัติตามศีล 5 ในการละสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดี ต่อชีวิตของตนเอง และผู้อื่น จากนั้นก็ได้ร่วมกันถวายเพล แด่พระสงฆ์

พระสงฆ์ให้พร กรวดน้ำ อุทิตส่วนบุญ ส่วนกุศลไปให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับบุญในครั้งนี้ ก่อนที่จะได้ร่วมกันทานข้าว ที่ทุกคนนำอาหารมารวมกัน และทางวัด ทางคณะกรรมการวัด ได้จัดเตรียมเอาไว้ให้แก่ญาติโยมทุกคน ซึ่งวันนี้ได้มีอาหารพิเศษ นั้นก็คือ ปิ้งปลา ยอน หรือปลาเนื้ออ่อน ที่ทางคณะกรรมการวัดไปจัดหามาจากแม่น้ำมูล มาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมจัดทำเมนูพื้นบ้าน สุดแซบ นั้นก็คือ ส้มตำ ที่ทุกคนชื่นชอบ ตำเท่าไหร่ก็หมด นั้นเอง ทานกันแบบมีความสุข ก่อนห่อกลับบ้านด้วย
/////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /อบจ.ชุมพร กำหนดแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธงคลองในหลวงประจำปี 2568 / เด็ก 3 ขวบเล่นน้ำคลองจมหายไปต่อหน้าต่อตาของยาย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่อาคารโรงอาหาร ริมแก้มลิงหนองใหญ่ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชุมพร

พร้อมด้วย นายอภิชัย อินทนาคม ประธานสภา อบจ.ชุมพร นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายสัญชัย หนูสุด นายกเทศมนตรีตำบลนาชะอัง พ.ต.อ.นิรันดร์ กันจู รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ร่วมกันแถลงข่าวการจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง จังหวัดชุมพร ประจำปี 2568

สรุปได้ว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กำหนดจัดการแข่งขันดังกล่าว ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568 คลองระบายน้ำหัววัง-พนังตัก (คลองในหลวง) หน้าโรงเรียนศรียาภัย 2 ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ฯและคลองระบายน้ำหัววัง-พนังตัก

เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจนทำให้ตัวเมืองชุมพรรอดพ้นจากอุทกภัยมาตั้งแต่ปี 2541 และแก้ปัญหาภัยแล้ง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนเป็นการธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีในหมู่ประชาชน และสนับสนุน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดชุมพร

กิจกรรมดังกล่าว อบจ.ชุมพร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันที่พระราชทานถ้วยรางวัลเรือยาวประเภท 32 ฝีพายผู้นำ และประเภท 16 ฝีพายทั่วไป สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลเรือยาวประเภท 32 ฝีพายทั่วไปภายในจังหวัดชุมพร และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางวัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานถ้วยรางวัลเรือยาวประเภท 8 ฝีพาย

ส่วนกิจกรรมประกอบด้วย การแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง ประเภท 32 ฝีพายผู้นำ ประเภท 32 ฝีพายทั่วไปภายใน จังหวัดชุมพร, ประเภท 16 ฝีพายทั่วไป และประเภท 8 ฝีพาย พิธีเปิดงานการแข่งขันเรือยาวประเพณีฯ ในวันที่ 11 กันยายน 2568 พร้อมขบวนอัญเชิญ ถ้วยพระราชทาน และการแสดงรำถวายประกอบขบวนแห่ นิทรรศการแสดงถึงพระราชกรณียกิจงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล

อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ขบวนอัญเชิญถ้วยรางวัลพระราชทาน ประกวดกองเชียร์แข่งขันเรือยาว การแสดงลานวัฒนธรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงกิจกรรมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ โดยคาดว่าคงมีชาวชุมพรและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาชมการแข่งขันทั้ง 5 วันจำนวนหลายหมื่นคน

เด็ก 3 ขวบเล่นน้ำคลองจมหายไปต่อหน้าต่อตาของยาย ลอยหายไปไกล 2-3 กิโลเมตร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ ๑๐.๓๕ น. กู้ภัยสว่างศรัทธาอารีย์ โดยนายสราวุธ สุขศรี อายุ 48 กับพวก ออกตามหาเด็กชายที่ถูกกระแสน้ำแรงพัดหายในวันที่ 1 กันยายน 2568 และได้มาพบผู้ตายใต้กองไม้ในคลองป่องห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ ๓ กิโลเมตร

จากกรณี วันที่ 1 กันยายน 2568 เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.พ.ต.ท.พิสัณห์ ศรีสวัสดิ์วัฒนา พงส.เวรฯ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.ละแม เหตุมีคนจมน้ำ เดินทางไปเกิดเหตุร่วมกับ ส.ต.ท.ชาญณรงค์ พรหมเรือง ผู้ช่วย พงส.ฯ
ที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 153 ม.11 ต.ละแม อ.ละแม จว.ชุมพร รอง ผกก.(ป.)ฯกับพวก พบ ร.ต.อ.อุดร ทองคง สายตรวจเขตรับผิดชอบ พบนางอุษา หรือยาย อายุ 53 ปี ชาว ต.ละแม อ.ละแม จว.ชุมพร

ให้การว่าเป็นยายของ ด.ช.ธนภูมิหรือกัน นามอาษา ผู้ตาย อายุ ๓ ขวบเศษ เป็นบุตรของนางสาวฐณิตร์ฎา (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ที่อยู่เดียวกันลูกสาวของตนเอง ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายอยู่ร่วมกับนางอุษาฯและสามี เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๘ เวลาประมาณ 15.00 น.สามีของนางอุษาฯออกไปนอกบ้าน นางอุษาฯเล่นกับผู้ตาย ผู้ตายเดินไปที่ริมคลองป่องอย่างเร็ว ห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร เป็นคลองข้างบ้านที่ผู้ตายเคยลงเล่นน้ำเป็นประจำ นางอุษาฯเดินตามไปไม่ทัน ผู้ตายกระโดดน้ำ

นางอุษาฯกระโดดตามไม่ทัน น้ำลึกเกือบ ๒ เมตรไหลเชี่ยวพาผู้ตายไปตามน้ำ นางอุษาฯ ไปบอกคนข้างบ้านและตามสามีมาช่วย ต่อมาในวันเดียวกันเวลาประมาณ 15.00 น.เศษ พ.ต.ท.พชร อ่วมทองดี รองผกก.ป.สภ.ละแม ดร. ศิลปชัย จันทร์มีศรี ปลัดอาวุโส อำเภอละแม นายสมศักดิ์ ศรียุภักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลละแม อำเภอละแม

ร่วมกับ กู้ภัยและชาวบ้านช่วยกันหาผู้ตายในคลอง ออกตามหา ได้ประมาณ 2-3 กม. มาพบร่างและอุ้มผู้ตายขึ้นมาพบบาดแผลที่บริเวณเหนือคิ้วขวา สันนิษฐานว่าร่างกายของผู้ตายน่าจะกระแทกกับหินที่อยู่ในคลอง ได้นำศพผู้ตายมาแพทย์

โรงพยาบาลละแมร่วมกับพนักงานสอบสวนชันสูตรพลิกศพที่บ้านนางอุษาฯ นางอุษา หรือยาย นางสาวฐณิตร์ฎา ฯ ไม่ติดใจในการตายของผู้ตายแต่อย่างใด และได้รับศพของผู้ตายจากโรงพยาบาลไปทำพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดเหตุ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย รร.บ้านปางอุ๋ง แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว #ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม #ให้ #นายพลากร #สุวรรณรัฐ #องคมนตรีและนายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ #ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย ณ โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 1 กันยายน 2568 ณ โรงเรียนบ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีและนายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

โดยมี นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองประธานฝ่ายบรรเทาทุกข์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เข้าร่วมเดินทาง พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก/กอง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชนเข้าร่วมพิธี โดยนายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงาน

จากนั้น นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในการประชุมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัด

รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รายงานสถานการณ์ โดยข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

หลังจากการประชุม นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ร่วมลงพื้นที่มอบสิ่งของพระราชทานแก่บ้านเรือนที่ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งสำรวจบ้านเรือนที่พังเสียหาย พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคอยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีที่สุด อีกทั้งยัง ร่วมให้กำลังใจกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน กับภารกิจคืนบ้านให้กับผู้เสียหายจากสาเหตุอุทกภัยในครั้งนี้….
กรมการปกครองฟื้นฟูแม่แจ่มสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ร่วม สภาสังคมสงเคราะห์ ฯ และกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ในโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” และ “หนึ่งใจ…ให้การศึกษา”เพื่อส่งมอบโอกาสดี ๆ ให้กับน้อง ๆ นักเรียน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และกรรมการบริหารสลากกินแบ่งรัฐบาล

พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อมอบอุปกรณ์การศึกษาและจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 49 ตราด (โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ตราด) อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจและมอบความอบอุ่นให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ✨มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ร่วมกับ
สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเดินหน้าสานต่อโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” และ “หนึ่งใจ…ให้การศึกษา”เพื่อส่งมอบโอกาสดี ๆ ให้กับน้อง ๆ นักเรียน

🤝 นำโดย🇹🇭 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิฯ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ🇹🇭 พันโท หนุน ศันสนาคมผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล🇹🇭 นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร

ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด🇹🇭 ดร.ธนวัชร์ วัฒนา เลขาประธานมูลนิธิฯ✨ พร้อมด้วยทีมจิตอาสา MOL และ “เก้ากุมาร เพื่อน ดร.แอม”

📚 ได้จัดเตรียมอาหารปรุงสุก มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์การเรียน เพื่อช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ของน้อง ๆ โดยมี ผู้อำนวยการโรงเรียนเพียงหลวง 6 ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น📍

ณ โรงเรียนเพียงหลวง 6 อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราดเพราะ “การศึกษา” คือของขวัญล้ำค่าที่จะเปลี่ยนอนาคตของเด็ก ๆ ได้ ✨มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์หนึ่งใจให้การศึกษาตราด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การประกวดแข่งขันอาหาร เพื่อคัดสรรสุดยอดฝีมือ “สาจ้อย”อาหารชนเผ่าลาหู่ สู่เมนูหลากหลายไอเดียรังสรรค์เพื่อโกอินเตอร์ / จับวัยรุ่นไทใหญ่เลือดร้อน ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ณ สนามแข่งขันอบต.แม่พริก อำเภอแม่สวย จังหวัดเชียงรายที่สนับสนุนการจัดการแข่งขันโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดำเนินงานโดยหมวดคริสตจักรบ้านห้วยมะแกงภายใต้โครงการเทศกาลอาหารและภูมิปัญญาอาหารลาหู่ สู่เมืองสร้างสรรค์ เป็นการประกวดอาหาร”ลาหู่เชฟ ซาเรนจ์ “ได้เห็นภาพถึงการพัฒนาฝีมือที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน สังคมยุคใหม่ ยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการกินควบคู่ไปกับ การยกระดับมาตรฐานความเป็นอัตลักษณ์ของอาหารที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมานาย นายปุณทีต อิ่น ปลัดอำเภอแม่สวยจังหวัดเชียงราย นางสิริกัลพัชร จอมสว่าง พัฒนาการอำเภอแม่สวยจังหวัดเชียงราย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย ร่วมกันเปิดงานเทศกาลอาหารและภูมิปัญญาลาหู่ “ลาหู่เชฟ ชาเลนจ์ “งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารดั้งเดิมของชนเผ่าลาหู่

เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอาหาร กับเยาวชนและชุมชนของท้องถิ่น กิจกรรมประกอบด้วยการประกวดอาหารลาหู่หลากหลายเมนู การนำเสนอเรื่องราวภูมิปัญญาอาหารและสร้างสรรค์เมนูใหม่รากฐานวัฒนธรรมดั้งเดิมโดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายชุมชนในพื้นที่ซึ่งเป็นการแสดงถึงความงดงามของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความงดงามของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ต่อสังคม

ในการแข่งขันอาหารครั้งนี้ใช้ส้าจ้อย หมู่บดสับผสมเครื่องเทศลาหู่และราชู เป็นตัวตั้งเพื่อ บังคับ เพื่อให้รังสรรค์หลากหลายเมนูอันมีส่วนผสมของรากชูให้ความหอม และแต่ทีมแข่งขัน สามารถแปลงเมนู ได้ตามไอเดียร์ สำหรับผลการประกวดอาหารดังกล่าวทีมแข่งขันบ้านห้วยหญ้าไซ เป็นชนะเลิศ รับโลห์และเงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท

รองชนะเลิศอันดับ2รับโล่และเงินรางวัล 7,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 3ได้แก่ทีมเอ็มเอสมีโปรรับโลห์และเวินรางวัล จำนวน5,000 บาทรางวัลชมเชย จำนวน3รางวัลๆละ 3,000 บาทได้แก่ทีมบ้านห้วยน้ำขุ่น ทีมบ้านห้วยมะแกง และทีมบ้านห้วยทรายขาว ส่วนรางวัล Popular โหวตได้แก่ทีมงานบ้านห้วยทรายขาวรับเงินรางวัล 5,000 บาท สิ้นสุดการแข่งขันได้ถ่ายรูปบันทึกภาพเป็นที่ระลึก.
นายธนกฤต วรรณมณี รายงาน

จับวัยรุ่นไทใหญ่เลือดร้อน #ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

#วัยรุ่นไทใหญ่ #ก่อเหตุใช้อาวุธมีดไล่ฟัน #กลุ่มนักศึกษาบริเวณสะพานจันทร์สม #ตลาดวโรรส (กาดหลวง) มี นศ.ได้รับบาดเจ็บเหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 เวลาประมาณ 03.20 น. ได้รับแจ้งจากทางศูนย์วิทยุ 191 มีเหตุทะเลาะวิวาท บริเวณ สะพานจันทร์สม หน้าตลาดวโรรส ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สายตรวจและชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ พบ ผู้เสียหายชื่อ นายสุติธิปัญญ์ จีระสุพงศ์ อายุ19 ปี พร้อมพวกรวม 6 คน ซึ่งตนได้รับบาดเจ็บ มีแผลถูกมีดฟันบริเวณด้านข้างลำตัว ลักษณะรอยถลอก ไม่ได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายได้แจ้งว่า ถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวไทใหญ่จำนวน 6 คน ได้เดินมาจากทางตลาดวโรรส และจากนั้นได้ถือมีดดาบวิ่งไล่ฟันตนพร้อมพวก และได้วิ่งหนีกันไปทางตลาดวโรรส ซึ่งตนได้ยืนยันว่ามิได้รู้จักหรือมีปัญหากับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้มาก่อน จากนั้นได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนและทำการรักษาบาดแผล
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ รับรายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้เร่งรัดติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวกับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่

พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ,พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รอง ผกก.สส.ฯ,พ.ต.ต.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.ฯ,พ.ต.ต.วุฒิ ไกรทาหอม สว.สส.ฯ และชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และทำการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

 หลังจากชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ทำการติดตามเส้นทางหลบหนีและจากการสอบถามพยานโดยรอบ จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ทั้งหมด 6 คน
และสามารภจับกุมได้เเล้ว จำนวน 5 คน ดังนี้
1.นายจายอ่องเงิน อายุ 20 ปีสัญชาติเมียนมาร์ 2.นายไซนัมเค อายุ 19 ปี
สัญชาติเมียนมาร์ 3.นายจายโท้ อายุ 19 ปี สัญชาติเมียนมาร์ 4.นายหาร อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาร์ 5.นายเจงหาร หรือจอมแสง อายุ19ปี สัญชาติเมินมาร์
6.นายจอมใหม่ความมะ(หลบหนี) หรือดำอายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมาร์
พร้อมด้วยของกลางที่ใช้ก่อเหตุ คือ

อาวุธมีด 1 เล่มรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่นPCXสีดำ ป้ายทะเบียน 3กด 2717 ชม จำนวน1คันรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้ารุ่นPCXสีเทา ไม่มีป้ายทะเบียนจำนวน1คันเสื้อผ้าที่ผู้ก่อเหตุสวมใส่ในส่วนคนที่ 6 อยู่ระหว่างการติดตามตัวและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

     พ.ต.อ.ปรัชญา  ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้สอบถามผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ให้การรับสารภาพว่า ในคืนที่ก่อนพวกตนไปก่อเหตุ ได้กินเลี้ยงสังสรรค์ และเกิดอาการเมา จึงเกิดอารมณ์คึกคะนอง ได้พากันขี่รถจักรยานยนต์ออกมายังบริเวณสะพานจันทร์สม เพื่อที่จะเดินเล่น จนกระทั่งมาพบกับกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นนักศึกษา มีด้วยกัน 6 คน ตนจึงคิดว่ากลุ่มนักศึกษาจะมาหาเรื่องตนกับพวก จึงได้ทำการดึงมีดดาบที่ติดตัวมาด้วย วิ่งไล่เข้าฟัน จนผู้เสียหายและพวกหนีไปยังตลาดวโรรส จนทำให้ผู้เสียหาย 1 ใน กลุ่มนักศึกษา ได้รับบาดเจ็บบริเวณด้านข้างลำตัว จากนั้นตนและพวกได้พากันหลบหนีไป ส่วนแรงจูงใจที่ก่อเหตุในครั้งนี้เกิดจากความเมา และคึกคะนองเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ก่อเหตุ ในข้อหา 

    1.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ2.พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”ควบคุมตัวทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ต่อไป///

    สมจิตร แสงบันลังค์ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “กิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ” “ปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด” ในพื้นที่ อำเภอชุมแพ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 27 ส.ค 68 เมื่อเวลา 09:30น. นายบุญส่ง ทองมูล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโนนหัน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน

    โครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในรูปแบบกิจกรรม “โรงเรียนผู้สูงอายุ” ณ วัดแจ้งสว่างใน ต.โนนหัน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วม อาทิเช่น เวทีแสดง ความคิดเห็น แลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ชองผู้สูงอายุ ร่วมกันรับประทานอาหาร สร้างความ สัมพันธ์

    รวมไปถึง การดูแล สุขภาพกาย 3 อ.(อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์) การดูแล สุขภาพในช่องปาก และ สุขภาพใจ ของผู้สูงอายุ. มีผู้สูงอายุร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จำนวน 250 คน

    ชุดปฏิบัติพิเศษฝ่ายปกครอง อำเภอชุมแพ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามนโยบาย “ปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด” ในพื้นที่ อำเภอชุมแพ และจับกุมผู้ทำความผิดตามบัญชีและนอกบัญชีผู้ค้า ผู้เสพ (Re x ray)

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ตัั้งแต่เวลา 14.30 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกูล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมชุดปฏิบัติพิเศษฝ่ายปกครอง อำเภอชุมแพ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามนโยบาย

    และจับกุมผู้ทำความผิดตามบัญชีและนอกบัญชีผู้ค้า ผู้เสพ (Re x ray) ดังนี้ 1) นางสาวแนน (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่สุขเกษม อำเภอกงไกรลาส จังหวัดสุโขทัย ของกลางยาบ้า 34 เม็ด

    2) นางนวลจันทร์ (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี หมู่ 7 ตำบลหนองคู อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ของกลาง ยาบ้า 5 เม็ด 3) นายวันเฉลิม (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี หมู่ 9 ตำบลหนองแดง อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ของกลางยาบ้า 2 เม็ด

    4) นางสาวดวงเดือน (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี หมู่ 13 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ ของกลางยาบ้า 2 เม็ด
    5) นายหนูเวียง (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี หมู่ 15 ตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ของกลางอุปกรณ์เสพและผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด

    6) นางนันทา (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี หมู่ 9 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ ของกลางผลตรวจปัสสาวะ1 ชุด 7) นายเมษา (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี หมู่ 9 ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมแพ ของกลางผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    วินสื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลังงานจังหวัดชุมพร สร้างความเข้าใจ เดินหน้ามาตรการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ/ คลังชุมพร จัดฝึกอบรม หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (29 ส.ค. 68) เวลา 09.30 น. นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม โครงการส่งเสริมการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้หน่วยงานภาครัฐในจังหวัด สามารถดำเนินการลดใช้พลังงานในหน่วยงานให้ได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันของแต่ละกลุ่มประเภทหน่วยงานตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกำหนด

    โดยมี พันเอก โชติ ยิกุสังข์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร) นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมลตรีเมืองชุมพร นายเกรียงไกร บัวมี พลังงานจังหวัดชุมพร นางเพ็ญลดา สายสวัสดิ์ คลังจังหวัดชุมพร นายทรงชัย ชูทิพย์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชุมพร นางสาว ปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร นางสาวยุพาพร สวัสดี พาณิชย์จังหวัดชุมพร นางสาวประดับ ชูดำ พัฒนาการจังหวัดชุมพร นางสุนทรี โพธิ์ทักษิณ วัฒนธรรมจังหวัดชุมพร นางสาวสิริกานต์ กองทอง นักวิชาการพลังงานชำนาญการพิเศษ

    สำนักงานพลังงานจังหวัดกระบี่ มาเป็นวิทยากร และ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ที่ว่าการอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดชุมพร เข้าร่วมอบรม ณ ห้องปทุมทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมมรกตทวิน ชุมพร นายเกรียงไกร บัวมี กล่าว สำนักงานพลังงานจังหวัดชุมพร ดำเนินโครงการส่งเสริมการลดใช้พลังงานในภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความรู้ความเข้าใจให้หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ ที่ว่าการอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินการลดใช้พลังงานในหน่วยงานให้ได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันของแต่ละกลุ่มประเภทหน่วย

    งานตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกำหนด สามารถบันทึกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ www.e-report.energy.go.th ได้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ผลการลดใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐจังหวัดชุมพร มีหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 28 หน่วยงาน สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงของแต่ละองค์กร และผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

    ได้มอบประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง และชื่นชม หน่วยงานทั้ง 28 หน่วยงานดังกล่าวไปแล้ว สำหรับในงบประมาณ พ.ศ. 2568 นี้ สำนักงานพลังงานจังหวัดชุมพรจะได้สรุปผลการลดใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดชุมพร เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรพิจารณามอบประกาศเกียรติคุณ ยกย่อง และชื่นชมหน่วยงานที่ผ่านการประเมินในโอกาสต่อไป

    สำหรับโครงการส่งเสริมการลดใช้พลังงานในภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับหน่วยงานภาครัฐ ในด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน ตลอดจนมาตรการและแนวทางการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ส่งเสริม สนับสนุน และให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐ ในการดำเนินงานตามมาตรการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ และการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงานบนเว็บไซต์ www.e-report.energy.go.th และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ ให้หน่วยงานภาครัฐ ในการเป็นต้นแบบและเป็นผู้นำภาคส่วนอื่น ๆ ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพต่อไปอีกด้วย

    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ กล่าวว่า มาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงของแต่ละองค์กร เป็นอีกมาตรการที่ทุกคนคุ้นเคยและปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ส่วนราชการต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้น คือ การลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 มิใช่ร้อยละของการใช้พลังงานในปัจจุบัน แต่เป็นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันของแต่ละกลุ่มประเภทหน่วยงานตามที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกำหนด

    โดยที่ค่ามาตรฐานการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันจะแตกต่างกันไปตามประเภทหน่วยงาน ขนาดของหน่วยงาน และลักษณะการปฏิบัติงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องมีข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้องและครบถ้วน จึงจะส่งผลให้การคำนวณค่ามาตรฐานตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด ในส่วนแนวทางการประหยัดไฟฟ้าและน้ำมันในเบื้องต้น เชื่อว่าทุกท่านทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่จะสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางนั้น ๆ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการความมุ่งมั่นของแต่ละหน่วยงาน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ตัวบุคลากร ก่อนจะขยายผลไปยังระดับหน่วยงาน และทุกหน่วยงานสามารถลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันบรรลุเป้าหมายร้อยละ 20 ได้อย่างแน่นอน

    คลังจังหวัดชุมพร จัดฝึกอบรม หลักสูตร “การเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ


    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00น ณ ห้องพุทธรักษา ชั้น ๒ โรงแรมมรกต ทวิน ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ได้รับเกียรติจากนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรม หลักสูตร “การเพิ่ม ประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจการคลังจังหวัดชุมพร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘”

    ร่วมกับ พันเอก โชติ ยิกุสังข์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร) นางเพ็ญลดา สายสวัสดิ์ คลังจังหวัดชุมพร นายทรงชัย ชูทิพย์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชุมพร นางสาว ปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร นางสาวยุพาพร สวัสดี พาณิชย์จังหวัดชุมพร นายคณิต กายสอน อุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร นางสาวประดับ ชูดำ พัฒนาการจังหวัดชุมพร นางสุนทรี โพธิ์ทักษิณ วัฒนธรรมจังหวัดชุมพร

    ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ดร.อนันต์ รามพันธ์ นายกสมาคม ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นายจาฏุพจน์ ไกรมาก ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพรและท่านวิทยากร และผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมทุกท่านท นางเพ็ญลดา สายสวัสดิ์ กล่าว

    โครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง องค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในจังหวัดชุมพร ผู้สนับสนุนข้อมูลการจัดทำรายงาน ภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัด และรายงานประมาณการเศรษฐกิจ จังหวัดของจังหวัดชุมพร มีความรู้ ความเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจ

    มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็น เพิ่มทักษะในการวิเคราะห์ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจให้มีความแม่นยำ ทันสมัย น่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์ ในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการกำหนดนโยบายในการ พัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถ นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานต่อไป

    กิจกรรมในโครงการประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับแนวทาง การวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจ จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา และการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจ ในอนาคต

    ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยกลุ่มเป้าหมาย ในการอบรมครั้งนี้ ได้แก่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในจังหวัดชุมพร จำนวน 70 คน ทั้งนี้ ได้รับความกรุณาจากท่าน อาจารย์สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบาย เศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เป็นวิทยากร

    ในวันนี้นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าว่า สำนักงานคลังจังหวัดชุมพร ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้าง องค์ความรู้และเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ในด้านการวิเคราะห์ ข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง และรายงานประมาณการเศรษฐกิจระดับจังหวัด ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐาน สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ และใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ของภาครัฐและเอกชนในจังหวัด การจัดโครงการฝึกอบรม

    ในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะ และพัฒนาความรู้ให้แก่บุคลากรผู้สนับสนุน ผู้จัดทำ สามารถ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ จัดทำรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง และรายงานประมาณการ เศรษฐกิจระดับจังหวัด ให้มีความถูกต้อง แม่นยำ ทันสมัย และน่าเชื่อถือ เป็นข้อมูลที่สำคัญของจังหวัด อันจะนำไปสู่การพัฒนา จังหวัดชุมพรอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเกิดประโยชน์

    สูงสุดกับประชาชน กระผมขอขอบคุณสำนักงานคลังจังหวัดชุมพร ที่ดำเนินการ จัดโครงการฝึกอบรมในครั้งนี้ ขอขอบคุณอาจารย์สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ที่ได้สละเวลาให้เกียรติ มาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์อันมีค่า ขอบคุณผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมทุกท่านที่ให้ความสนใจ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง ได้รับการตรวจประเมิน ได้ลำดับที่ 1จาก ภ.จว. ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินงานโครงการตำบลยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ศาลาประชาคมบ้านไร่ใน ม.1 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ (สส./ปส.) มอบหมายสั่ง

    การให้ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง ชป.ตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย

    นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นาย ภัทรดนัย สมศรี กำนันตำบลแสงอรุณนายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณนายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง น.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก

    น.ส.วิภาภรณ์ ภัทรภิญโญ ผู้อำนวยการ สกร.อำเภอทับสะแก (กศน.) นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก ผญ.บ้านไร่ใน ม.1และ ผญ.บ้านแสงทอง ม.2 ต.แสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,ชรบ.,อส., และคณะกรรมการหมู่บ้าน

    ร่วมรับการตรวจประเมินผลการปฎิบัติงาน โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี พ.ศ.2568 ของ ตำรวจภูธรภาค 7โดยมี พ.ต.อ.สุภาพ วัยนิพิฐพงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.จรรยวรรธน์ วิเศษชูชาติกุลรอง ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ภูวดิท คงเพ็ชร ผกก.(สอบสวน)ฯบก.สส.ภ.7 พร้อมคณะตรวจประเมิน ภ.7

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภ.ห้วยยาง ได้ดำเนินงานโครงการตำบลยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2568 มาอย่างต่อเนื่อง ที่บ้านไร่ใน ม.1 และ บ้านแสงทอง ม.2 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแกโดยได้รับการตรวจประเมิน จาก ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นลำดับที่ 1 และ

    เข้ารับการตรวจประเมินจากคณะตรวจประเมินของตำรวจภูธรภาค 7 ในวันนี้ ผลการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างความรัก ความอบอุ่นให้กับชุมชนของตนเอง ส่งเสริมการศึกษาให้ผู้บำบัดได้เรียนต่อ ส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้และมีเงินเหลือใช้เพิ่มมากขึ้น
    //////////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 8/2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน

    จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 8/2568

    โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด เป็นประธาน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา

    จังหวัดน่าน ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช (ชั้น 6) ศาลากลางจังหวัด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน


    โดยมีวาระพิจารณาในที่ประชุม ดังนี้
    1.พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 27 โครงการ

    2.พิจารณาการขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 – 27 สิงหาคม 2568 จำนวน 169 ราย

    จำนวน 518 บัญชี มูลหนี้ 83,108,363.74บาท (แปดสิบสามล้านหนึ่งแสนแปดพันสามร้อยหกสิบสามบาทเจ็ดสิบสี่สตางค์)

    3.พิจารณาการอุทธรณ์การขึ้นทะเบียนหนี้ จำนวน 1 ราย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน