คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 8/2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน

จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 8/2568

โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด เป็นประธาน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขา

จังหวัดน่าน ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช (ชั้น 6) ศาลากลางจังหวัด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน


โดยมีวาระพิจารณาในที่ประชุม ดังนี้
1.พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 27 โครงการ

2.พิจารณาการขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 – 27 สิงหาคม 2568 จำนวน 169 ราย

จำนวน 518 บัญชี มูลหนี้ 83,108,363.74บาท (แปดสิบสามล้านหนึ่งแสนแปดพันสามร้อยหกสิบสามบาทเจ็ดสิบสี่สตางค์)

3.พิจารณาการอุทธรณ์การขึ้นทะเบียนหนี้ จำนวน 1 ราย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เรือนจำหลังสวน ปล่อยนักโทษ 200 คน ตามเงื่อนไข ราชกิจจานุเบกษา / ตร.จับยาบ้า 2 หมื่นเม็ด คาด่านบ้านพละ อ.ประทิว จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. เรือนจำอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ถนนหลังสวน ตำบล หลังสวน อำเภอหลังสวน ชุมพร นายสมชบ แก้วภราดัย ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอหลังสวนเป็นประธานในพิธี อภัยโทษ ปล่อยนักโทษ 200 คน เบื้องต้นดำเนินการในวันนี้ จำนวน 44 คน ตามเงื่อนไข ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศพระราชกฤษฎีกา

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า  โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป
นายสมชบ แก้วภราดัย  เปิดเผยว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่พสกนิกรที่เป็นผู้ก้าวพลาด ให้ได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่และประพฤติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม กรมราชทัณฑ์พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องราชทัณฑ์ทุกคนที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ และจะพ้นโทษในคราวเดียวกันตามพระราชกฤษฎีกานี้จะต้องผ่านการอบรมโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย โครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” ที่มีการอบรมในหลักสูตรฝึกปฏิบัติการเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ขนาดเล็กให้แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้มีความรู้ติดตัว สามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษได้ รวมทั้งร่วมมือกับเครือข่ายภาคสังคมและชุมชน ในการติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ก้าวพลาดได้สร้างคุณค่าในตนเอง สามารถประกอบอาชีพสุจริต โดยไม่หวนกลับไปกระทำผิด ซ้ำอีก อันถือเป็นการป้องกันและคุ้มครองสังคม ดังคำว่า  "ราชทัณฑ์แก้ไข คนไทยให้โอกาส" เป็นแนวคิดและโครงการของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและแก้ไขผู้ต้องขัง เพื่อให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ ให้มีความปลอดภัยอย่างยั่งยืนต่อไป

ตำรวจจับคาด่านตรวจบ้านพละ จับยาบ้า 20,000 เม็ด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 03.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละ อ.ปะทิว จ.ชุมพร ได้จับกุมผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 20,000 เม็ด ผู้ต้องหาทั้งสองรายได้แก่ นายวนัส (ลี่) อายุ 33 ปี และ นายสุริยา (เอ็ม) อายุ 36 ปี ถูกจับกุมพร้อมรถยนต์เก๋งมิตซูบิชิ เอสเตท สีดำ ทะเบียน กร 1846 พระนครศรีอยุธยา ที่ใช้ในการขนลำเลียงยาเสพติด ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารประจำด่าน ตรวจบ้านพละร่วมกันตั้งด่านตรวจอยู่บนถนนเพชรเกษม ม.๓. ต.เขาไชยราช อ.ปะทิว จว.ชุมพร จากการสืบสวน – ของ ร.ต.ต.ภาณุวัฒน์ เกตุสะอาด เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจบ้านพละ

ทราบว่ามีรถส่วนบุคคล(รถเก๋ง)ยี่ห้อมิตซูบิชิ สี ดำ รุ่น ATTRAGE ติดแผ่นป้ายทะเบียนหมายเลข กร 1846 พระนครศรีอยุธยา มีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะเป็นรถที่ นำยาเสพติดมาส่งมอบให้บุคคลในพื้นที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยใช้เส้นทางเพชรเกษมผ่านด่านตรวจความมั่นคงบ้าน พละ จากการตรวจสอบประวัติการเดินทางของรถคันดังกล่าวผ่านระบบกล้อง LICENSR PLATE RECOGNITION(LPR) ทำให้ทราบประวัติเส้นทางการเดินรถของคันดังกล่าวโดยในเดือนกรกฎาคมและเดือน สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๘ รถคันดังกล่าวได้ผ่านด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละจำนวน๓ครั้ง ในครั้งแรกวันที่๓ กรกฎษ คม ๒๕๖๘ ครั้งที่๒ วันที่๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ และครั้งที่๓ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจ บ้านพละจึงได้วางแผนเพื่อทำการตรวจสอบรถคันดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลาประมาณ ๐๐.๕๐ น.ร.ต.ต.ภานุวัฒน์ฯ

ได้ทำการตรวจสอบรถคันดังกล่าวผ่านระบบกล้อง LICENSR PLATE RECOGNITION(LPR) พบว่ารถคันดังกล่าวได้ผ่านถนนเพชรเกษม อ.บ้านลาดท่าเสน จ.เพชรบุรี ขาล่องใต้ เวลา ประมาณ ๐๐.๓๙น. ของวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจบ้านพละพร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้ วางแผนตั้งด่านเพื่อตรวจสอบรถคันดังกล่าว บริเวณหน้าด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละ ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ ๐๓.๒๐น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจด่าตรวจความมั่นคงบ้านพละและเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการตั้งด่านตรวจพบรถคัน ดังกล่าววิ่งมาบนถนนเพชรเกษมขาล่องใต้จึงได้ส่งสัญญาณให้รถคันดังกล่าวหยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น แต่รถคัน ดังกล่าวได้ขับผ่านไปโดยไม่ได้หยุดรถให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละจึง ได้ขับรถติดตามรถคันดังกล่าวไป จนกระทั่งถึงบริเวณริมถนนเพชรเกษมทางเข้าวัดพรุตะเคียน ม.๒ ต.สลุย อ.ท่า แซะ จ.ชุมพร จึงได้ส่งสัญญาณให้รถคันดังกล่าวหยุดรถ จากการตรวจค้นเบื้องต้นพบนายสุริยา (เอ็ม) อายุ ๓๖ ปี ชาว ต.ปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี จ. สระบุรี เป็นผู้ขับขี่ และมีนายวนัส(สี่) อายุ๓๓ปี ชาว ต.ลุมพลี

อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นผู้นั่งโดยสารตอนหน้า จากการตรวจค้นเบื้องต้น ณ ที่สั่งให้ทำการ หยุดรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่นายวนัสฯและนายสุริยาฯท่าทางมีพิรุท ต้องสงสัยว่าในรถคันดังกล่าวมีสิ่งของผิด กฎหมายและยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในรถ จึงได้นำรถคันดังกล่าวพร้อมผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้ง๒คน มาทำการ ตรวจค้นโดยละเอียดที่ด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละ เมื่อถึงที่ทำการด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละ ได้ตรวจค้นโดย ละเอียดต่อหน้านายสุริยาฯและนายวนัสฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจค้นบริเวณฝากระโปรงท้ายรถ พบแผ่น พลาสติกสีดำปิดกั้นบริเวณเบาะผู้โดยสารตอนหลัง จึง

ได้น้าแผ่นพลาสติกสีดำดังกล่าวออก พบถุงพลาสติกสีเหลือง จำนวน ๒ ถุง ซุกซ่อนอยู่ที่หลังเบาะที่นั่งผู้โดยสารตอนหลัง จึงได้นำออกมาเปิดดู ภายในถุงพลาสติกสีเหลืองนั้นมี วัตถุก้อนสีเหลืองรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าห่อด้วยกระดาษไขสีเหลือง มีตัวเลขอาราบิกสีน้ำเงิน เลข ๙๙๙ และรูปดาว ๕ แฉก จำนวนสดวง อยู่ด้านบนของตัวเลขอาราบิกสีนำเงิน เลข ๙๙๙ ประทับอยู่บนวัตถุก้อนสีเหลืองรูปทรง สี่เหลี่ยมผืนผ้าห่อด้วยกระดาษไขสีเหลือง จำนวน ๒ ก้อน แยกบรรจุถุงละ ๑ ก้อน ภายใน ๑ ก้อน บรรจุก้อนละ ๕ มัด มัดละ ๒,๐๐๐เม็ด รวมยาบ้า ๒ ก้อน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ เม็ด จากประสบการณ์การจับกุมยาเสพติดและกลิ่น ของวัตถุดังกล่าวทำให้ทราบว่า

วัตถุดังกล่าวคือเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด(ยาบ้า) จึงได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้กับ นายสุริยาฯและนายวนัสฯทราบและเข้าใจดีแล้ว ทั้ง๒คนรับว่าได้นำยาเสพติดดังกล่าวมาจาก จ.สระบุรีเพื่อไปส่งที่ อ ท่าแซะ จ.ชุมพร จากการ สอบถามนายวนัสฯ รับสารภาพว่ายาบ้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละตรวจค้นพบ เป็นของ ตน และกำลังจะนำไปส่งที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และให้การต่อไปว่าตนได้รับยาบ้ามาจากนายบูมไม่ทราบชื่อสกุลจริง โดยการใช้โทรศัพท์หมายเลข๐๘๒-๐๗๕-๑๙๖๖

ส่งข้อความไปหานาย บูมผ่าน แอปพลิเคชั่นไลน์ และได้มีการนัดรับ ของที่ถนนตากฟ้า เขต จังหวัด นครสวรรค์ ในวันที่ ๒๕ ส.ค.๒๕๖๘ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐น. ตนได้เดินทางไปรับ ยาบ้าเพียงคนเดียวโดยใช้รถคันดังกล่าวในการไปรับยาบ้าที่วางไว้ ณ จุดนัดหมายริมถนนตากฟ้า เขต จ.นครสวรรค์ และนำเงินสดจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ใส่ถุงวางไว้ ณ จุดที่นัดรับยาบ้า เมื่อได้รับยาบ้าแล้วตนได้นำยาบ้าซุกซ่อนใส่ใน ฝากระโปรงท้ายรถคันดังกล่าว จึงได้ขับรถกลับมายังที่บ้านพัก ต่อมาในวันที่๒๖ ส.ค.๒๕๖๘ นายวนัสฯได้ไปทำงาน ที่บริษัทขนส่งพัสดุเจแอนต์ทีเอ็กซ์เพรส (J&T EXPRESS)เลิกงานประมาณ๑๙.๐๐น.

จึงได้กลับไปยังที่บ้านพักและ ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลข๐๘๒-๐๓๗๕-๑๙๖๖ โทรผ่านแอปพลิเคชั่น MESSENGER ชักชวนนายสุริยาฯ ให้ร่วมเดินทาง ไปส่งยาบ้าที่จ.ชุมพร นายสุริยาฯตอบตกลงว่าจะไปด้วย ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๐๐น.ของวันที่ ๒๖ ส.ค. ๒๕๖๘ นายวนัสฯได้ขับรถคันดังกล่าวออกจากที่พักเพื่อไปรับนายสุริยาฯ เมื่อไปถึงบ้านนายสุริยาฯได้ให้นายสุริยาฯ เป็นผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวจนมาถึงจ.ชุมพร โดยใช้เส้นทางมาชุมพรโดยผ่าน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา อ.บาง บัวทอง จ.นนทบุรี

ถนนพระราม๒ ถนนเพชรเกษมจนกระทั่งมาถึงด่านตรวจความมั่นคงบ้านพละ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ขับรถติดตามและแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสัญญาณให้จอดรถและนำรถคันดังกล่าวมาตรวจค้นที่ด่านตรวจ ความมั่นคงบ้านพละ พบยาเสพติดดังกล่าวที่ซุกซ่อนมาภายในรถ จากการสอบถามนายวนัสฯ ให้การเพิ่มเติมว่าใน เดือนส.ค.๒๕๖๘ ตนและนายสุริยาฯได้นำยาบ้ามาส่งที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จำนวน ๒ ครั้ง และได้กำไรจากการ จำหน่ายยาบ้าดังกล่าว ครั้งละประมาณ ๑๐,๐๐๐บาท และได้แบ่งเงินให้นายสุริยาฯครั้งละ ๓,๐๐๐ บาท

จากการสอบถามนายสุริยาฯ รับสารภาพว่าเมื่อวันที่ ๒๖ส.ค.๒๕๖๘ เวลาประมาณ ๒๐.๐๐น.นายวนัสฯได้ ใช้โทรศัพท์หมยเลข ๐๘๗๒-๐๗๕-๑๙๖๖ โทรผ่านแอปพลิเคชั่น MESSENGER มาหาโทรศัพท์ของตนหมายเลข๐๙๐-๓๓๓-๘๗๓๖ เพื่อชักชวนไปส่งยาบ้าที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ตนได้ตอบตกลงให้มารับที่บ้านพัก เมื่อถึงเวลาประมาณ ๒๑.๓๐น. นายวนัสฯได้เดินทางมารับตนที่บ้านพัก และได้ให้ตนเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวจนกระทั่งถึง จ.ชุมพร เมื่อได้ ทำการส่งยาบ้าเสร็จ จะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการจำหน่ายยาบ้า ครั้งละ๓,๐๐๐ บาท จากการสอบถามนายสุริยาฯ ถึงพฤติกรรมในการส่งยาบ้า นายสุริยาฯจะเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวทุกครั้ง โดยมีนายวนัสฯเป็นผู้นั่งอยู่เบาะโดยสาร ข้างคนขับ เมื่อถึงจุดนัดส่งยาบ้า นายวนัสฯจะเป็นผู้ลงไปนำยาบ้าออกจากรถและวางไว้ในจุดที่นัดหมาย โดยที่นาย สุริยาฯไม่ได้ลงจากรถ
จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตัวจึงได้ควบคุมตัวและแจ้งข้อหาให้นายวนัสฯและนายสุริยาฯทราบว่ามี

ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท ๑ (ยาบ้า) โดยเป็น การกระทำที่มีลักษณะกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบ ต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชา รับทราบ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อการค้า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชน” ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง จากนั้นเจ้าพนักงานผู้จับได้นำตัวผู้ต้องหา/ผู้ถูกจับพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านมาบ อำมฤต ดำเนินคดีตามกฎหมายในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา 13.30 น.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการเสริมสร้างความรู้ การปกครองระบอบประชาธิ ปไตย เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ (รุ่นที่ 1)

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมน่านกรีนเลค วิว รีสอร์ท อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายโชคดี ด้วงแป้น ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน กล่าวรายงานต่อนายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ประธานในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ กิจกรรมที่ 4 อบรมเสริมสร้างความรู้หลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพ(รุ่นที่1 )ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินโครงการ

เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด สมาชิกพรรคการเมือง

และประชาชนทั่วไป โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเป็นพลเมืองคุณภาพ และการเป็นพรรคการเมืองคุณภาพ จากทีมวิทยากรพรรคการเมืองคุณภาพ

ที่ผ่านการอบรมจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เพื่อให้การดำเนินโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครอง
ในระบอบประชาธิบไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมที่ 4
อบรมเสริมสร้างความรู้หลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพ

เป็นไปตามวัตถุประสงค์มีความมุ่งหวังให้เกิดการมแพร่ควายแพร่ความรั
สร้างความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการดำเนินกิจกรรม
ทางการเมือง ให้เป็นไปตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรระ
ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน มีสาขาพรรคการเมือง
และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ที่ดำเนินกิจกรรมอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมจำนวน 9 สาขาพรรคการเมือง 4 ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินกิจกรรมตามโครงการฯ ดังกล่าว แบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่นๆ ละ 100 คน

รวม 200 คน ดังนี้ รุ่นที่ 1 วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมน่านกรีนเลค วิว รีสอร์ท อำเภอเมืองน่าน จำนวน 100 คน รุ่นที่ 2 วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมดิ อิมเพรส น่านอำเภอเมืองน่าน จำนวน 100 คน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักท่องเที่ยววอนจัดระเบียบอ่าวไข่ หาดหรูเมืองสุนทรภู่ ครูกวีศรียูเนสโก้

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่เดินทางไปพักผ่อนยังอ่าวไข่ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหาดหรูแห่งเมืองระยอง แต่ยังพบว่ามีหลายจุดที่ยังต้องจัดระเบียบปรับปรุงแก้ไขเพื่อความเป็นมาตรฐานของแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวนานาชาติจากทุกมุมโลกที่ต้องการมาเยือน

โดยยังพบว่าในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวยังไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเรื่องของการไม่มีจุดจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชัดเจน, การจัดวางถังขยะใกล้ทางระบายน้ำลงทะเล, การยึดพื้นที่จอดรถสองข้างถนนของผู้ประกอบการเอกชน รวมการความหมิ่นเหม่เรื่องการก่อสร้างอาคารรุกล้ำที่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทางจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่จะให้อ่าวไข่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าของจังหวัดระยองอย่างแท้จริง และเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกและประเทศไทย อันจะส่งผลถึงเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวที่จะเข้ามาอีกเป็นจำนวนมากในอนาคต

อนึ่ง อ่าวไข่ จ.ระยอง เป็นอ่าวเล็กๆ ความยาวประมาณ 500 กม. อยู่ใกล้กับหาดแม่พิมพ์ เป็นชายหาดที่มีความสงบ และเป็นที่ถูกใจของผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมทางทะเล และเป็นเป้าหมายของการเดินทางของนักเซิร์ฟจากทั่วโลก ความสวยงาม

ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ เกาะขี้ปลา ที่อยู่ห่างจากชายหาดไม่ไกล ด้วยความโดดเด่นทางธรรมชาติความสมบูรณ์ของธรรมชาติ อ่าวไข่ จึงได้ชื่อว่าเป็นชายหาดหรูแห่งเมืองสุนทรภู่ บรมครูกวีศรีแห่งชาติ ที่ยูเนสโก้ยกย่อง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเล ชุมพร และพื้นที่ชายหาด เฉลิมพระเกียรติ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (21 ส.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นำจิตอาสาพระราชทาน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ

ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมกิจกรรมเก็บขยะใต้น้ำและชายหาดจังหวัดชุมพร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ภายใต้โครงการประชารวมใจรักษ์ทะเลไทย

เทิดไท้องค์ราชัน โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) จังหวัดชุมพร

ณ บริเวณลานอเนกประสงค์หน้าเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยจิตอาสาได้ช่วยกันเก็บขยะชายหาด

ณ บริเวณพื้นที่ชายหาดปากน้ำชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และดำน้ำเก็บขยะใต้

ทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณพื้นที่ระดับความลึกของน้ำทะเลไม่เกิน 10 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

สำหรับกิจกรรมเก็บขยะใต้น้ำและชายหาดจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

ด้วยการลดปริมาณขยะใต้ทะเลและชายฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจภาคทะเลและสิ่งแวดล้อมของประเทศ รวมถึงให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วน

ร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแถลงข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2568 เน้นย้ำการฟื้นฟูเยียวยา และการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน / สพป.น่าน เขต 1โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ ห้องประชุมเจ้าฟ้าอัตรวรปัญโญ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานในการแถลงข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2568 ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในแต่ละเดือนพร้อมนำเสนอผลการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว

โดยมีประเด็นแถลงข่าวเรื่องการฟื้นฟูเยียวยา และการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่าน โดยมีหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน และท้องถิ่นจังหวัดน่านรายงานความคืบหน้าและตอบข้อซักถาม โดยจังหวัดน่าน

ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเป็นธรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานในระยะต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สพป.น่าน เขต 1 เดินหน้าพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์เรียนรู้ตามแนวทาง โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย (ขั้นเฉพาะทาง) เรื่อง “เทคโนโลยี : จากที่นี่ไปที่นั่น” และการจัดทำโครงงานรูปแบบวัฎจักรสืบเสาะ สำหรับครูผู้สอนชั้นปฐมวัย

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมเวทีวิชาการ ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 เป็นประธานเปิดการอบรมและบรรยายพิเศษการพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์เรียนรู้ตามแนวทาง

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย (ขั้นเฉพาะทาง) เรื่อง “เทคโนโลยี : จากที่นี่ไปที่นั่น” และการจัดทำโครงงานรูปแบบวัฎจักรสืบเสาะ สำหรับครูผู้สอนชั้นปฐมวัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดกลักการของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย

ให้ครูปฐมวัยสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับวัย ตลอดจนส่งเสริมให้ทักษะการจัดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learnnig) และสร้างเครือข่ายครูปฐมวัยด้านการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีครูปฐมวัยในสังกัดเข้ารับการอบรม จำนวน 80 คน และทีมวิทยากรประกอบด้วย

นายนภัทร เครือผดุงสกุล ศึกษานิเทศก์ผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network : LN) วิทยากรเครือข่าย (Local Trainer : LT) และครูแกนนำระดับปฐมวัย จำนวน 20 คน โดยมี นางศิริรัตน์ แย้มศิลป์ ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ กล่าวรายงาน
ในโอกาสนี้ ดร.วิเชียร วาพัดไทย

ได้ชื่นชมครูปฐมวัยทุกคนที่ทำงานด้วยความเสียสละและเอาใจใส่ลูกๆนักเรียน ขอให้คุณครูปฐมวัยทุกท่าน ได้ตั้งใจปฏิบัติงาน และให้สอดแทรกการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามความเหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน มีความจงรักภักดีและมีความภาคภูมิใจชาติ ศาสนา และพระมาหากษัตริย์ มานพ เถรหมื่นไวย ภาพ/ข่าว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.ประจวบฯ จัดโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมประจวบแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ” ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

โดยมี นายไชยณรงค์ เชื้อวงค์สกุลรองนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ คนที่หนึ่ง นายยุทธชัย ปริยวาที เลขานุการนายกอบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

นายธรรมรัตน์ สิงห์ศรี ปลัดอบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นางจันทิสา แดงโชติ รองปลัด อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ.ประจวบฯ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ทั้ง 8 อำเภอ พนักงาน เจ้าหน้าที่ร่วมอบรมกว่า 150 คน

สำหรับกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจแก้ปัญหาและสนับสนุนติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร การมีส่วนร่วมของประชาชนมีรากฐานมาจากแนวคิดของระบอบประชาธิปไตย

โดยภาครัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ทั้งด้านการให้และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ รวมถึงการร่วมตัดสินใจในชั้นตอนการริเริ่มนโยบาย การจัดทำแผนงาน

โครงการ หรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความโปร่งใส่และเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น และเป็น
ที่ยอมรับร่วมกันของทุกภาคส่วน ดังนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ประจวบคีรีขันธ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน” ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ตระหนักถึงการสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ตนเอง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารงาน ภาครัฐ และนำไปถ่ายทอด

ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด/วิธีการปฏิบัติงานและประสานความร่วมมือกัน ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน สู่การพัฒนาท้องถิ่น
อย่างยั่งยืน

/////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารผ่านศึกมอบทุนการศึกษาบุตรทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 2,3 และ4

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ.สโมสรนายทหารสัญญาบัตรค่ายเขตอุดมศักดิ์ พลตรีสมคิด ชูเผือกผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพรให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาบุตรทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 2,3 และ4 ร่วมกับผู้แทนโรงเรียนสะอาดประเดิมวิทยาผู้แทนวิทยาลัยเทคนิคชุมพรนายกสมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดระนองประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอเมืองชุมพรนักเรียนทุนที่จบการศึกษาและผู้มีเกียรติทุกท่าน

พันเอกชาญยุทธ แคล้วปลอดทุกข์ ผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพรขออนุญาตเรียนถึงความเป็นมาของการมอบทุนการศึกษาดังนี้ตามที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ดำเนินการให้มีการสอบชิงทุน การศึกษาบุตรทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่สองบัตรชั้นที่สามและบัตรชั้นที่สี่ประจำปีการศึกษา 2568 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพร จำนวนสามจังหวัดได้แก่จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เพื่อขอรับทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย โดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกมีทุนการศึกษาจำนวน 900 ทุนทุนละ 10,000 บาทต่อปีการศึกษานั้นสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพรได้ทำการสอบชิงทุนการการศึกษาขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกมีบุตรทหารผ่านศึกนอกประจำการ สมัครสอบชิงทุนจำนวน 38 ราย ใน วันที่ 22 มีนาคม 2568 ณ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกชุมพร มีผู้เข้าสอบผ่านเกณฑ์ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 33 ราย แยกเป็นประเภทดังนี้ หนึ่งทุนการศึกษาประเภทต่อเนื่องเพื่อการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า

จนจบปริญญาตรีในประเทศ เป็นทุนการศึกษา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำนวน 30 ทุน สองทุนการศึกษาประเภทเฉพาะหนึ่งปีการศึกษาเพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นทุนการศึกษาของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้แก่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำนวนสามทุน
ในโอกาสนี้ได้เชิญ นาย เอกวุฒ คงคาภิรมย์นักเรียนทุนที่จบการศึกษาแล้วมาถ่ายทอดประสบการณ์และความภาคภูมิใจเพื่อเป็นแนวทางให้แก่น้องที่ได้รับทุน หลังจากจบการศึกษาได้มาทำงานที่ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์ช่วยเหลือทางกฎหมาย

จากที่ได้รับทุนการศึกษานี้เป็นเพราะว่าคุณพ่อเคยรับราชการทหารตอนปีพุทธศักราช 2524 ต่อมาท่านได้เข้าไปร่วมรบกับผู้ก่อการไม่สงบในช่วงปีพุทธศักราช 2525 บริเวณช่องช้างบ้านนาสารจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังจากที่คุณพ่อปลดประจำการ ยังผูกพันกับองค์การทหารผ่านศึกจนกระทั่ง ตนเรียนอยู่ชั้นม.สาม คุณพ่อแนะนำให้มาสอบชิงทุนการศึกษาขององค์การทหารผ่านศึกแล้วก็เป็นผู้ที่ได้รับโอกาสให้ได้รับทุนนี้ในสมัยนั้นก็ให้ผู้ที่สอบชิงทุนของมัธยมปลายได้รับปีละ 5000 บาท

ซึ่งในช่วงแรกก็ยอมรับว่าก็ได้ใช้ทุนไปในทางที่ไม่ค่อยถูกต้อง ช่วงแรกได้เงินมาก็เอาไปเอาไปซื้อหนังสือการ์ตูน เอาไปเล่นเกมออนไลน์ ยอมรับว่าใช้ทุนโดยที่ไม่เกิดประโยชน์จนกระทั่งเรียนจบมอปลาย ณ เวลานั้นที่บ้านก็ประสบปัญหาทางการเงินคุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่า ไม่สามารถส่งให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยทางกรุงเทพได้เพราะว่าทางบ้านขัดสนเรื่องเงินทองก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจว่าเราจะทำยังไงในอนาคตการเรียน

จึงคิดได้ว่ามีเงินจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกซึ่งในระดับมหาวิทยาลัยนั้นองค์การสมทบช่วยปีละ 10,000 บาทจึงตัดสินใจเรียนต่อ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกในการเรียนจึงตัดสินใจเรียนต่อโดยเรียนอยู่ที่บ้านเต็มรูปแบบแล้วก็ไปสอบที่โรงเรียนสอาดประเดิมวิทยา สมัยนั้นมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ค้าสมัครนักศึกษาต้องใช้เงิน 3000 บาทค่าหน่วยกิตหน่วยกิตละ 50 บาท ตกแล้วปีการศึกษาก็ไม่เกิน 10,000 บาทซึ่งทุนขององค์การทหารผ่านศึก ก็สามารถที่จะเรียนได้และจบการศึกษาปริญญาตรีมาได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากทางบ้านเลยซึ่งเป็นทุนที่มีประโยชน์มากๆจึงอยากฝากให้น้องน้องที่ได้รับทุนการศึกษาในวันนี้อย่าทำผิดพลาดเหมือน

กับพี่ให้ใช้ทุนนี้ให้เกิดประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเมื่อจบแล้วก็สามารถที่จะออกมาพัฒนาสังคมและชาติต่อไปได้สุดท้ายนี้ก็ขอขอขอบคุณแทนตนเองแล้วก็แทนน้องน้องต่อองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่มีโครงการทุนนี้ขึ้นมาขอบพระคุณมากๆครับผม

พลตรีสมคิดชูเผือกกล่าว กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ให้กับบุตรหลานทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่สองบัตรชั้นที่สามและบัตรชั้นที่สี่ในวันนี้การมอบทุนการศึกษาถือเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของทหารผ่านศึกที่ท่านทั้งหลายได้เคยรับใช้ประเทศชาติซึ่งองค์การส่งเสริมทหารผ่านศึกไม่ได้ทอดทิ้งท่านนอกจาก

ให้การสงเคราะห์ตัวท่านแล้วยังช่วยเหลือไปถึงบุตรหลานของท่านที่เรียนดีสามารถสอบจริงทุนเพื่อการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจนจบระดับปริญญาตรีในประเทศ ขอให้นักเรียนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาในวันนี้จงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนประพฤติตนเป็นคนดีเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เป็นสิทธิ์ที่ดีของครูอาจารย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมเพื่อจะได้เป็นกำลังของชาติในอนาคตต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คณะกรรมการ ประเมินผล โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หมู่บ้านรักษาศิล 5 ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. พระครูสุธีวชิรธรรม เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ฝ่ายธรรมยุต)เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และ นายคารม คำ

พิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่นให้เกียรติเป็นประธาน โครงการขับเคลื่อนสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา หมู่บ้านรักษาศิล 5(ตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี) ประธานขับเคลื่อนระดับหน กล่าวเปิดการลงพื้นที่ เลขา

คณะกรรมกาารขับเคลื่อนระดับหนแนะนำคณะกรรมการประจำหน ประธานฝ่ายสงฆ์จุดธูปเทียนกล่าวนำบูชาพระรัตนตรัยเปิดกรวยถวายหน้าพระพุทธรูป

สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประธานฝ่ายฆราวาสเปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมงาน นายสิงหภณ ดีนาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 ขอนแก่น นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ

พ.ต.ท.ชาญศักดิ์ สุนทะโรจน์ รองผู้กำกับการ(สอบสวน)สถานีตำรวจภูธรชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส นางเนตรทิพย์ เจริญวัย

ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น นายทินกร น้อยตำแย ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น คหบดี

กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและพุทธศาสนิกชนร่วมประกอบพิธี ณ.วัดแจ้งสว่างนอก เขตเทศบาลตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ ขังหวัดขอนแก่น.

ภาพ/ข่าว กบ ชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อดีต ผช.ผบช.ทบ. ห่วงใยกำลังพล ประสานเสี่ยตัน และเฮิร์บแลนด์ ‘ส่งหัวใจไปแนวหน้า’ ด้าน ส.นักข่าวพัทยาไม่พลาดส่งทีมนำเสนอข่าวดีๆ สู่สังคม

แชร์เนื้อหานี้

เนื่องด้วยที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เกี่ยวกับดินแดนและอำนาจอธิปไตย ส่งผลให้เกิดการสู้รบบริเวณชายแดนอย่างตึงเครียด ทหารบริเวณแนวชายแดนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและประเทศชาติอย่างเหน็ดเหนื่อยและมีความเสียสละเป็นอย่างมาก ประชาชนคนไทยและทุกฝ่ายหวังว่าเหตุสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นี้จะดีขึ้นตามลำดับ

ทางบริษัท เฮิร์บแลนด์ โปรดักส์ จำกัด ได้รับความอนุเคราะห์จาก พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก คุณกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสสระ (อดีตพรรครวมแผ่นดิน) และนายตัน ภาสกรนที โดยมอบหมายให้นายณัฐพล ทองคำ และ น.ส.ณัฏฐ์นลิน เชี่ยวชาญธนกิจ เป็นผู้ดำเนินการทำหน้าที่แทน รวมทั้งการสนับสนุนของสมาคมนักข่าวพัทยา โดย นายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา

      ซึ่งได้จัดเตรียมสิ่งของอุปโภค-บริโภคจำนวนหนึ่ง นำไปมอบให้แก่ทหารกล้า เพื่อสนับสนุนและเป็นขวัญกำลังใจที่ดีให้แก่กำลังพล และเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนบริเวณกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยในกิจกรรมช่วยเหลือพี่น้องทหารในครั้งนี้ ได้รวมน้ำใจจากหลายภาคส่วน และสมาคมนักข่าวพัทยา โดย นายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา ได้จัดส่งทีมงานผู้สื่อข่าวลงพื้นที่รายงานข่าวในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์เพื่อให้กำลังใจกำลังพล และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนในครั้งนี้

ซึ่งได้มีการมอบข้าวสารเป็นข้าวหอมมะลิจำนวน 500 กิโลกรัม น้ำดื่มจำนวนกว่า 1,000 ขวด เครื่องยังชีพ และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ส่วนตัวที่จำเป็นสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์สื่อสาร รวมทั้งยารักษาโรคเบื้องต้น โดยแพทย์แผนจีนจิตอาสา ที่ได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจพี่น้องทหารในครั้งนี้เช่นกัน

ด้าน นาวาเอก ทนงศักดิ์ จันทร์งาม หัวหน้ากองกิจการพลเรือน กองบัญชาการป้องกันขายแดนจันทบุรีและตราด ผู้แทนรับมอบ ได้กล่าวว่า ต้องขอบคุณในน้ำใจของทุกคนที่มีให้ทหารในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของมากมายและยิ่งใหญ่ แค่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทุกท่านนำมามอบให้ ก็ถือเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจที่ดีให้พวกเรามากมายแล้ว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กวีเตรียม”คุ้มครอง” จนท.ถูกกลั่นแกล้งหลังจับยาเสพติดของผู้มีอิทธิพล และ กฎห้ามขายกระท่อมริมถนน หรือในชุมชน / จัดเสวนา “การวางแผนการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 ส.ค.68 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังเรือนจำ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามโครงการโปรแกรมการฟื้นฟูผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ “มิติด้านครอบครัว) โดยมีนายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการกรรมการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส เขต 5, นายสุรินทร์ จันทร์เทพ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส และ พ.ต.อ.พูลศักดิ์ แก้วสีขาว ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนราธิวาส คอยให้การต้อนรับ

ซึ่งภายในงานได้มีการอนุญาตให้พ่อแม่พี่น้องและเครือญาติ เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีความมั่นคง จำนวน 44 คน อย่างใกล้ชิด ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวพบปะญาติและผู้ต้องขังในเรื่องของกำลังใจ ที่ส่วนใหญ่หลงผิดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมทั้งได้อนุญาตให้ผู้ต้องขังสอบถามข้อสงสัยต่างๆด้านกฎหมาย ที่ทางกระทรวงยุติธรรมได้มีการช่วยเหลือผู้ต้องขัง หากได้รับโทษไปแล้วเหลือประมาณ 30 ปี จะพ้นโทษก็จะนำผู้ต้องขังมาควบคุมตัวที่เรือนจำ จ.นราธิวาส เพื่อให้ทางเครือญาติได้เข้าเยี่ยมได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น แทนที่จะต้องเดินทางไปเยี่ยมที่เรือนจำต่างพื้นที่ และต้องเสียเนเสียทอไปโดยเปล่าประโยชน์

ด้าน พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผมได้กำหนดนโยบายชัดเจนว่า จะต้องทำให้ตากใบและสุไหงโกลกเป็นพื้นที่สีขาวปลอดจากการค้ายาเสพติด ประเทศไทยต้องไม่ถูกมองว่าเป็นแหล่งส่งออกยาเสพติด เพราะจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ซึ่งตัวชี้วัดใหม่ของเราจะไม่ใช่เพียงจำนวนการจับกุม แต่ต้องมุ่งไปถึงผู้บงการและผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่ไปจับกุมขบวนการค้ายามักถูกใส่ร้ายหรือถูกร้องเรียน จนบางครั้งถูกย้ายตำแหน่ง ในขณะที่คนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดกลับอยู่ได้นาน เรื่องนี้เราจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก เราจะมีมาตรการปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงานตรงไปตรงมา

“สำหรับเรื่องกระท่อม แม้จะถูกปลดออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว แต่กลับกลายเป็นปัญหาใหม่ เพราะถูกนำไปใช้ผิดกฎหมาย ทำให้มีผู้เสพติดจำนวนมาก และต้องเสียเงินบำบัด รัฐบาลจึงเตรียมออกกฎกระทรวงห้ามขายกระท่อมในตลาดสด ริมถนน หรือพื้นที่สาธารณะ อนุญาตเฉพาะให้ใช้ภายในครัวเรือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และสิ่งที่เราประกาศไว้ใน 120 วัน วันนี้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงและการตื่นตัวแล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไข ผมหวังว่าเมื่อครบกำหนด 120 วัน หรือเข้าสู่ปีใหม่ เราจะสามารถเฉลิมฉลองร่วมกับประชาชนได้ว่า

ปัญหากระท่อมและยาเสพติดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญตัวชี้วัดใหม่ของเราคือการดึงผู้ที่ก้าวพลาดไปใช้ยาเสพติดให้กลับคืนสู่สังคมได้ รัฐบาลควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำบัด ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องรับภาระเอง นอกจากนี้เรายังต้องยกระดับความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ หากมีการปล่อยปละละเลยจนทำให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในชุมชน และนี่คือสิ่งที่เราจะเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมปลอดจากยาเสพติด” พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
/////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จัดเสวนา “การวางแผนการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุม 1 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ด้วยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จัดเวทีเสวนา “การวางแผนการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ประกอบด้วย

นายอภิศักดิ์ สรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 (ภาคใต้) พร้อมด้วย นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ นายสุชาติ ใจดี หัวหน้าแผนกระดับ 8 โครงการส่วนพระองค์ 902 ผู้ประสานงานฟาร์มตัวอย่างฯภาคใต้ และนายซูไฮดี บาซอ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัตนาการผลิต โดยมีเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทองฯที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เกษตรกร คณะครู อาจารย์ นักศึกษา ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้

ด้วยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดเวทีเสวนา “การวางแผนการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จจากการดำเนินงานของศูนย์ฯ และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกร รวมถึงประชาชนทั่วไป ให้สามารถน้อมนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของรายได้

สำหรับเวทีเสวนาแบ่งการพูดคุยออกเป็น 2 รอบหลัก ได้แก่ รอบที่ 1 ผู้แทนแต่ละหน่วยงานได้สะท้อนบทบาทและแนวคิดในการขับเคลื่อนการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งสำนักงาน กปร. เน้นสนับสนุนการวางแผนและงบประมาณเพื่อให้ศูนย์ฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ขณะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ มุ่งส่งเสริมการวิจัย ทดลอง และถ่ายทอดวิธีการปลูกที่เหมาะสมกับพื้นที่ ฟาร์มตัวอย่างฯ ภาคใต้ถูกยกให้เป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนสำนักงานเกษตรจังหวัดชี้ให้เห็นศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่ควบคู่กับข้อจำกัดด้านข้อมูลตลาด และเสนอให้เพิ่มการสนับสนุนเชิงระบบ

รอบที่ 2 ผู้แทนหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติจริงและข้อเสนอแนะ โดยสำนักงาน กปร. ระบุข้อท้าทายสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตกับตลาด เช่น ข้อมูลที่ยังไม่ทั่วถึงและการผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบข้อมูลตลาดที่เข้าถึงง่าย ขณะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ยกตัวอย่างเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการวางแผนการผลิตพืชผักปลอดสารเพื่อตลาดท้องถิ่น โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือการเลือกชนิดพืช การบริหารจัดการแปลง และการเข้าถึงข้อมูลตลาด ฟาร์มตัวอย่างฯ ภาคใต้มีบทบาทเชื่อมโยงเกษตรกรกับข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ส่วนสำนักงานเกษตรจังหวัดและผู้ดำเนินรายการเสนอการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันด้านการตลาด และการสร้างเครือข่ายเกษตรกรเพื่อเสริมอำนาจการต่อรองด้านราคาและการจำหน่าย

สำหรับการเสวนาครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเผยแพร่องค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งการผลิตพืชผักให้สอดคล้องกับตลาดต้องอาศัยการทำงานบูรณาการระหว่างนโยบายส่วนกลาง องค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาและฟาร์มต้นแบบ รวมทั้งกลไกสนับสนุนจากหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดนราธิวาสและภาคใต้อย่างยั่งยืน
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฝึกซ้อมแผนการจัดการอุบัติเหตุและการกู้ภัยทางทะเล เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางทะเล

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้(13 ส.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44, น.อ.ชำนาญ สอนแพง รอง ผอ.ศรชล.จว. ชพ.

ร่วมในพิธีเปิดการฝึกซ้อมแผนการจัดการอุบัติเหตุและการกู้ภัยทางทะเลจังหวัดชุมพร โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดชุมพร จัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 13 – 15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุทางทะเลในพื้นที่

เรือโท ณัฐพล สนธิโพธิ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ศรชล. จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ศรชล.จังหวัดชุมพร จัดการฝึกซ้อมแผนการจัดการอุบัติเหตุและการกู้ภัยทางทะเลจังหวัดชุมพร มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการฝึกซ้อมทบทวนแผนการปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน

ให้มีความสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งตรวจสอบ อุปกรณ์เครื่องมือและเครื่องใช้ต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุในทะเล เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนเผชิญเหตุของจังหวัดชุมพร รวมทั้งจัดให้มีการฝึกการปฏิบัติการในทะเล

โดยแบ่งการฝึกออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย การอบรมให้ความรู้จากวิทยากรผู้มีความรู้ความสามารถของสำนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ ศรชล.ภาค 1 และช่วงที่ 2 เป็นการฝึกภาคสนาม ภาคทะเล เป็นการฝึกจำลองจากสถานการณ์จริง ที่เคยเกิดเหตุ

ในทะเลพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อให้หน่วยงานและผู้เข้าร่วมการฝึก ได้ทบทวนแผนเผชิญเหตุการบัญชาการเหตุการณ์ รวมทั้งการประสานสอดคล้อง ระหว่าง หน่วยปฏิบัติภาคทะเลกับภาคพื้น ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพ การทำงาน แบบบูรณาการ ณ บริเวณพื้นที่ทางทะเลหน้าหาดปากน้ำชุมพร ต.ปากน้ำชุมพรฯ

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลความยาว กว่า 200 กิโลเมตร ที่ผ่านมามีภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุทางทะเล เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีเหตุการณ์ที่สำคัญอาทิ พายุเกย์ หรือเรือขนส่งสินค้าอับปาง รวมทั้งเรือประมงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ในการฝึกครั้งนี้ มีทั้งการอบรมให้ความรู้ การฝึกเชิงปฏิบัติการ และการฝึกภาคสนาม การทบทวนแผนปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งตรวจสอบเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูล จัดทำเป็นแผนเผชิญเหตุของจังหวัด เตรียมความพร้อมในการรับมือกับอุบัติภัยหรือภัยพิบัติทางทะเลของจังหวัดชุมพรต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โคกสำโรง ร่วมมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ตรวจค้นหาผู้เสพยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก. สภ. โคกสำโรง พร้อมข้าราชการตำรวจ และคณะกรรมการ กต.ตร.สภ.โคกสำโรง ภจ.ว.ลพบุรี คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการคุ้ม ทุกคุ้ม ร่วมดำเนินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืนเพื่อ “แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยการบำบัด”

ด้วยสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ได้ดำเนินการโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไข ปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึง 10 สิงหาคม 2568 ณ หมู่บ้านท่าม่วง หมู่ที่ 1 และบ้านใหม่พัฒนา

หมู่ที่ 2 ตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และได้ทำการสำรวจกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วป่วยติดเตียง) ปรากฏว่า มีจำนวน 4 ราย และจะมีการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงดังกล่าวให้ผู้ป่วย จึงเดินทางพร้อมคณะฯ เพื่อมอบสิ่งของหลายรายการให้กับทางผู้ป่วยในพื้นที่ดังนี้

  1. พื้นที่ บ้านท่าม่วง หมู่ที่ 1 จำนวน 2 ราย
  2. พื้นที่บ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 2 จำนวน 2 ราย. และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สุข แก่ผู้ป่วยบ้างไม่มากก็น้อย ผลการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดไม่พบสารเสพติดในจำนวน 21 คน และได้นำผู้บำบัดส่งต่อความยั่งยืนสู่ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม อบต.หนองแขม โดยมี นางพิมพ์พรรณี มีสุดเพียร นายก อบต.หนองแขม พร้อมคณะผู้บริหาร รับมอบไว้ดูแล และนัดหมายการร่วมทำกิจกรรมต่างๆหลังจากนี้ไปอีกให้ครบ 1 เดือน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวฯ /คณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จังหวัดลพบุรี. ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คืบหน้า “ส.ส.อรอุมา” จับมือไฟฟ้าเซกา แก้ปัญหาไฟฟ้าทางการเกษตร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอรอุมา บุญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต 2 พร้อมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สาขาเซกา ลงพื้นที่บ้านโชคอำนวย หมู่ 16 ตำบลท่ากกแดง อำเภอเซกา เพื่อเร่งติดตั้งและขยายระบบไฟฟ้าบริเวณเส้นทางสัญจรในพื้นที่เกษตรกรรม ตามข้อร้องขอของประชาชน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจร และสนับสนุนการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ชาวบ้านจากบ้านศรีอำนวยพร หมู่ 8 และบ้านโชคอำนวย หมู่ 18 ได้ร้องขอให้ ส.ส. ช่วยผลักดันการขยายเขตไฟฟ้าทางการเกษตร นำไปสู่การลงพื้นที่สำรวจร่วมกันระหว่าง ส.ส., กฟภ.สาขาเซกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายรามิล ปฐมบงกฎสกุล หัวหน้าแผนกบริการลูกค้า กฟภ.สาขาเซกา เปิดเผยว่า ถนนเส้นนี้ไม่เคยมีการยื่นเรื่องมาก่อน ขณะนี้ผู้นำชุมชนและ ส.ส. จะเร่งรวบรวมเอกสารจากผู้เดือดร้อนส่งให้ กฟภ. ภายในวันที่ 15 สิงหาคม หลังจากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขออนุมัติงบประมาณโดยเร็วที่สุด

ด้านนางอรอุมา บุญศิริ ส.ส.บึงกาฬ เขต 2 กล่าวว่า อันดับแรกต้องขอบคุณความร่วมมือทุกฝ่าย การไฟฟ้าเซกา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่สะท้อนปัญหามา รู้สึกดีใจและการไฟฟ้าเซกาก็ตอบรับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที จากการได้พูดคุยกับทางไฟฟ้าเซกาทำให้เราเข้าใจในระบบของการทำงานของการไฟฟ้ามากขึ้นจุดไหนคือจุดไหน

จะได้นำการทำงานในลักษณะนี้มาชี้แจงให้ผู้นำชุมชนพี่น้องประชาชนทราบ ถ้าต้องการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว จะให้ความร่วมมืออย่างไรจัดเตรียมเอกสารอย่างไร หากทำตามที่การไฟฟ้าแนะนำจัดทำเอกสารให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ปัญหาต่างๆจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายก.อบจ. ส่งแบคโฮ 3 คัน ผลักดันเรือมุกดาหารปริ้นท์เซสที่เกยตื้น กลับลงแม่น้ำโขง สำเร็จ / พี่ชายคลั่ง! ยิงดับน้องชายแท้ ๆ 5 นัด เหตุ “เมาแล้วชอบหาเรื่องขัดแย้ง”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สืบเนื่องจากเกิดเหตุเรือ “มุกดาหารปริ้นท์เซส” เกยตื้นบริเวณบันไดอาคารท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองมุกดาหาร ต่อมา นายภูมินทร์ สิเนหะวัฒนะ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร จึงได้ประสานความร่วมมือกับนายว

รายุทธ สงวนพวก เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ขอสนับสนุนรถแบคโฮของ อบจ.มุกดาหาร จำนวน 3 คัน เข้าทำการผลักดันเรือที่ติดอยู่กับพื้นถนนคอนกรีตเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง หน้าตลาดอินโดจีนมุกดาหาร

การปฏิบัติงานดำเนินไปในช่วงกลางคืน ท่ามกลางการทำงานอย่างระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ โดยมีนายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหารร่วมปฏิบัติการด้วย

จนสามารถดันเรือหลุดออกจากฝั่งและลอยกลับลงสู่แม่น้ำโขงได้สำเร็จ ก่อนเคลื่อนย้ายไปจอดที่ท่าเทียบเรือถนนสำราญชายโขงเหนือ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อความปลอดภัย

มุกดาหาร #เรือมุกดาหารปริ้นท์เซส #แม่น้ำโขง #กู้เรือ #ข่าวมุกดาหาร #องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

พี่ชายคลั่ง! ยิงดับน้องชายแท้ ๆ 5 นัด เหตุ “เมาแล้วชอบหาเรื่องขัดแย้ง”

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.ประยุทธ​ เรือน​ทองคำ​ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งว่า มีเหตุยิงกันตาย ที่บ้านเลขที่ 124 หมู่ 8 บ้านโคกสูงน้อย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงสั่งการให้

พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบศพ นายอาทิตย์ อินธิแสน อายุ 42 ปี นอนตายใต้ถุนบ้าน บนโต๊ะแคร่ ถูกยิงด้วยปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติขนาด .32 จำนวน 5 นัด เข้าที่ลำตัว เสียชีวิตคาที่ ในลักษณะนอนหงาย

ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายวุธ อินธิแสน อายุ 48 ปี พี่ชายแท้ ๆ ของผู้ตาย นั่งรอมอบตัวพร้อมอาวุธปืนของกลาง เบื้องต้นรับสารภาพว่าเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัว เนื่องจากผู้ตายมักดื่มสุราจนเมาและก่อเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้งแล้วเอาอาวุธ

ปืนออกมาโชว์ ตนจึงบอกให้เอาไปเก็บโต้เถียงกันไปมา แล้วแย่งปืนกัน จนบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนยิงน้องชายจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ธ.ก.ส.มุกดาหาร ขับเคลื่อนมาตรการตัดอ้อยสด ลดฝุ่น PM 2.5 จ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรแล้วกว่า 37 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดมุกดาหาร นายอติพิชญ์ จันทร์เพ็ง ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดมุกดาหาร แถลงข่าวยกระดับมาตรการสนับสนุนการตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของภาคเกษตรยุคใหม่ที่มุ่งสู่การผลิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในการนี้มีนายชัยวัฒน์ โภคสวัสดิ์ ผู้บริหารโรงงานน้ำตาลสหเรืองมุกดาหาร และนายวิละ สุดวิเศษ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าวด้วย

นายอติพิชญ์ เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดในอัตรา 69 บาทต่อตัน ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 ภายใต้กรอบ Green Box ตามพันธกรณี WTO ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน

โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วจำนวน 4,326 ราย รวมปริมาณอ้อยสดทั้งสิ้น 541,582.190 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 37,369,171.11 บาท ซึ่งนับเป็นความสำเร็จเชิงรูปธรรมในการลดการเผาอ้อยที่เป็นต้นตอของฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. จังหวัดมุกดาหาร ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท สหเรือง จำกัด ในการรับซื้ออ้อยปลายฝน และสนับสนุนการตัดอ้อยสดในเชิงพาณิชย์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ธนาคารให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

ด้านนายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงงานน้ำตาลสหเรืองมุกดาหารได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดในอัตรา 40 บาทต่อตัน สำหรับฤดูการผลิตที่จะถึงนี้ทางโรงงานจะจำกัดการรับซื้ออ้อยเผาไม่เกิน 15% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบในแต่ละวัน เพื่อร่วมลดปัญหาฝุ่น PM 2.5

“อ้อยไฟไหม้นั้นจะต้องเข้าคิวรอนานถึง 48 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาตัดอ้อยสดมากขึ้น” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ธกส #มุกดาหาร #อ้อยสดลดฝุ่น #PM25 #เกษตรปลอดการเผา #BCGmodel #ตัดอ้อยสด #ลดฝุ่นพิษ #อ้อยมุกดาหาร #เกษตรยั่งยืน #ข่าวมุกดาหาร #สิ่งแวดล้อม #โรงงานน้ำตาลสหเรืองมุกดาหาร #สมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศาล จ.ชุมพร จัดพิธีทางศาสนาและถวายพวงมาลา เนื่องในวันรพี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. ที่ศาลจังหวัดชุมพร ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ศาลจังหวัดชุมพร ได้จัดกิจกรรม เนื่องในวันรพี “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ซึ่งตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีและคุณูปการของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

โดยมีนายมงคล ฌายีเนตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.อ.สิทธิชัย โกศล รอง เสธ.มทบ.44 พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ กันจู รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร และข้าราชการตำรวจในสังกัด นายจรินทร์ ก๋งม้า ประธานสภาทนายความจังหวัดชุมพร และ

หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ศาล อัยการ ทนาย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นเกียรติในพิธี สำหรับกิจกรรม “เนื่องในวันรพี” เริ่มจากพิธีทางศาสนา เสร็จแล้ว พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

นายมงคล ฌายีเนตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชุมพร ได้กล่าวถวายสดุดี และยืนสงบนิ่งเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่าน พระผู้มีคุณูปการในการพัฒนาปฏิรูปประเทศไทยยุคเปลี่ยนผ่านในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนา ปรับปรุงการเรียนการสอนวิชากฎหมาย ระบบกฎหมาย และระบบ

การศาลยุติธรรมของประเทศไทย ให้เจริญรุดหน้าทัดเทียมอานารยประเทศในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก เป็นรากฐานให้ระบบการศึกษากฎหมาย และระบบงานศาลไทยมีความเจริญ ก้าวหน้ามั่นคง เป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนในหลักนิติธรรมตราบจนถึงทุกวันนี้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จุลศักราช 1236 ตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2417 มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ 2 ในเจ้าจอมมารดาตลับ พระองค์ทรงพัฒนาระบบงานยุติธรรมทั้งระบบ และมีการจัดทำประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร

เพื่อให้ศาลสามารถตัดสินคดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีฝ่ายธุรการคอยให้ความสะดวก และทรงได้วางนโยบายให้ศาลสามารถตัดสินคดีโดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับอารยประเทศ ด้วย

คุณาณุปการอันล้นพ้น เนติบัณฑิตยสภาจึงได้ถวายการยกย่องพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” เมื่อปี 2497 ทั้งเริ่มต้นเรียกวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันรพี” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่าน
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) โดยส่วนอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับกลุ่มงานกฎหมาย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ณ ห้องประชุมโรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมโรงแรมน่านตรึงใจ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมีนายกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 เป็นประธานการประชุม มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และนำความคิดเห็นมาใช้เป็น

แนวทางการในพัฒนาพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมการประชุมจากหลายภาคส่วน เช่น

ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผู้เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน และสวนรุกขชาติผู้ขออนุญาต หรือผู้ได้รับอนุญาตให้กระทำการในอุทยานแห่งชาติ

วนอุทยาน และสวนรุกขชาติผู้อยู่อาศัยหรือทำกิน ภายใต้โครงการอนุรักษ์ และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖

ผู้ได้รับอนุญาตให้เก็บหาหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถเกิดใหม่ ทดแทนได้ในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอุทยานแห่งชาติตลอดจนประชาชนทั่วไป

หน่วยงานรัฐ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวมทั้งสิ้น 1๕0 คน แบ่งเป็น พื้นที่จังหวัดน่าน 78 คน และพื้นที่จังหวัดแพร่ 72 คน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.มุกดาหาร จัดประชุมเข้มวางแผนคุมเข้มความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ พร้อมมาตรการห้ามบินโดรน ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมภูสระดอกบัว ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการประชุมวางแนวทางรักษาความปลอดภัยอาคาร สถานที่ และพื้นที่สำคัญ ของ

จังหวัดมุกดาหาร โดยมี พ.อ.อำนวย ยอดพันธ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร (ทหาร) เข้าร่วมประชุมพร้อมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจถูกคุกคาม, วางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ และจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึง มาตรการห้ามปล่อยหรือบังคับอากาศยานไร้นักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 78 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการใช้งานโดรนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร หรือบริเวณต้องห้าม สามารถแจ้งข้อมูล วัน เวลา สถานที่ และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (หากมี) ไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนฯ โทร. 02-568-8851ศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้นักบินฯ โทร. 02-126-7846

สถานีตำรวจ หน่วยทหาร หรือหน่วยความมั่นคงใกล้พื้นที่เกิดเหตุกอรมนมุกดาหาร #ห้ามบินโดรน #ข่าวมุกดาหาร #ความมั่นคงแห่งรัฐ #ชุดเคลื่อนที่เร็ว #มุกดาหารปลอดภัย #งดบินโดรนทั่วประเทศ #ความมั่นคง #ศาลากลางมุกดาหาร #ประชุมความปลอดภัย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธี “รวมพลังทหารผ่านศึก เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” และกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้า

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 / หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพร ให้เกียรติมาเป็นประธาน กิจกรรม พิธี “รวมพลังทหารผ่านศึก เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” และกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้า ณ พระอนุสาวรี พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์

โดยมี นายทหารผู้บังคับบัญชา พร้อมกำลังพล มทบ.44 ร่วมกับ ทหารผ่านศึก ในเขตพื้นที่ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมกิจกรรม โดยจัดให้มีการกระทำพิธีพร้อมกันทั่วประเทศไทย สดุดีและให้กำลังใจแก่ทหาร

หาญที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนในขณะนี้ ด้วยการร้องเพลงชาติไทย
พ.ต.พินัย กยุคำ ทหารผ่านศึกอาวุโส กล่าว ในเหตุการณ์พิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา ขอสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว/ ของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน/ และอาสาสมัคร ทหารพรานทุกนาย/ แห่งกองทัพไทย

ผู้ซึ่งได้เสียสละเลือดเนื้อ แรงกาย และแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย อธิปไตยแห่งชาติ และเกียรติภูมิของแผ่นดินในการรบ/ ณ ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ความ ตึงเครียด อันตราย และภยันตรายจากกระสุนและระเบิด/ โดยเฉพาะทหารหาญผู้กล้า จำนวน 15 นาย ที่ยอมพลีชีพ พลีกาย เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย/ พวกเขามิได้ย่อท้อ ต่อภารกิจ

และมิยอมถอยแม้เพียงก้าว/พวกเขาคือผู้ที่ยืนหยัด ต่อหน้าอันตราย/ อย่างองอาจภายใต้ธงไตรรงค์ ด้วยหัวใจเปี่ยมด้วยจงรักภักดี เพื่อรักษาดินแดนที่บรรพบุรุษได้สละเลือด เนื้อไว้ เพื่อปวงชนชาวไทยทั้งชาติ/ และเพื่อสันติสุขของ ประชาชน/ พวกเราอดีตนักรบ ขอยืนยันกับน้อง ๆ นักรบที่ปฏิบัติ หน้าที่แนวชายแดนทุกนายว่า/ พวกเราทุกคนจะช่วยเป็นหู เป็นตา

เป็นยามเฝ้าบ้าน เพื่อสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหว ของข้าศึก ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความจงรักภักดี และจิตใจที่ รักชาติของท่าน/ จะประทับอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์ และจะเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานไทยตราบนาน

เท่านาน ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาล ดวงวิญญาณของเหล่าทหารกล้า ให้สงบสุขในสัมปรายภพ และขอจงปกปักรักษาทหารทุกนาย ที่ยังคงยืนหยัดอยู่แนวหน้า ให้ปลอดภัย และกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว ด้วยชัยชนะ ตลอดกาลและตลอดไป

พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 / หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพร ในเหตุการณ์พิพาทชายแดน ไทย – กัมพูชา/ ข้าพเจ้าและ เหล่าทหารหาญ/

พร้อมด้วยพนักงานและลูกจ้างขององค์การ สงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ ทหารผ่านศึก ทั้ง ๗๗ จังหวัด ทั่วประเทศ ขอสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน/ และ อาสาสมัครทหารพรานทุกนาย แห่งกองทัพไทย

ผู้ซึ่งได้เสียสละเลือดเนื้อ แรงกาย และ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืน แผ่นดินไทย อธิปไตยแห่งชาติ และเกียรติภูมิของแผ่นดินในการรบ ณ ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ ความตึงเครียด อันตราย และภยันตราย จากกระสุนและระเบิด โดยเฉพาะทหารหาญผู้กล้า จำนวน 15 นาย ที่ยอมพลี ชีพ พลีกาย เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

พวกเขามิได้ย่อท้อต่อภารกิจ และมิยอมถอยแม้เพียงก้าว/ พวกเขาคือผู้ที่ยืนหยัด ต่อหน้าอันตราย อย่างองอาจภายใต้ ธงไตรรงค์ ด้วยหัวใจเปี่ยมด้วยจงรักภักดี เพื่อรักษาดินแดน ที่บรรพบุรุษได้สละเลือดเนื้อไว้/ เพื่อปวงชนชาวไทยทั้งชาติ และเพื่อสันติสุขของประชาชน ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความจงรักภักดี และจิตใจที่ รักชาติของท่าน

จะประทับอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์ และจะเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานไทยตราบนานเท่านาน ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาล ดวงวิญญาณของเหล่าทหารกล้า ให้สงบสุขในสัมปรายภพ และขอจงปกปักรักษาทหารทุกนาย ที่ยังคงยืนหยัดอยู่แนวหน้า ให้ปลอดภัย/และกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว ด้วยชัยชนะ ตลอดกาลและตลอดไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หน่วยงานรัฐจับมือชุมชน ลงนามปฏิญญารวมพลัง “No Drugs No Dealers” พร้อมปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (1 ส.ค.2568) ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนราธิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.)

อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีลงนามปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” เพื่อป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีพ.ต.อ.ปรัชญา ไบเตะ ผกก.สภ.เมืองนราธิวาส ว่าที่ พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93

พ.ต.อ. ภัควัฒน์วันสนุก.ผกก.สภ.ตันหยง พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.สอบสวน รรท.ผกก.สภ.โคกเคียน ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงพลังและร่วมลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับการลงนามปฏิญญาและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นผลักดันมาตรการ “No Drugs No Dealers” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ปลอดภัย และห่างไกลยาเสพติด

จากนั้นนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.) อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” มุ่งผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งจัดขึ้นตามแผนปฏิบัติการเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเล็งเห็นความรุนแรงของสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและชุมชน โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับประชาชน

พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคม ซึ่งการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพร้อมเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ลดปัญหาความรุนแรง และนำพาชุมชนสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติดอย่างแท้จริง
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC

โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC

ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.)/รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอกภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/Wallet/Cryto Wallet ทันที , เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต , วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สสอ.สวรรคโลกพร้อมทีมงานลงช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่30กค.2568
นายรัชกร คำถาเครือ สาธารณสุขอำเภอสวรรคโลกพร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ อสม.รพ.สต.นาทุ่ง นำเงินช่วยเหลือ อสม.ตำบลนาทุ่ง ที่ได้ความเสียหายจากบ้านไฟไหม้พร้อม

เวลา 10.40น.นายรัชกร คำถาเครือสาธารณสุขอำเภอสวรรคโลกพร้อมด้วย ผอ.รพ.สต.บ้านไผ่ตะล่อม และคณะจนท. มอบเงินช่วยเหลือ อสม.รพ.สต.บ้านไผ่ตะล่อม ที่ได้ความเสียหายจากเหตุวาตภัยจากนั้น

เวลา 11.20 น. นายรัชกร คำถาเครือ สาธารณสุขอำเภอสวรรคโลกพร้อมด้วย ผอ.รพ.สต.ปากน้ำ และคณะจนท. มอบเงินช่วยเหลือ อสม.รพ.สต.ปากน้ำที่ได้ความเสียหายจากเหตุวาตภัยด้วย
กิตติ พรดวงจันทร์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (28 ก.ค. 68) นายนพพร อุสิทธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน พ่อค้าประชาชนทุกหมู่เหล่า

ร่วมประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ วัดพรุใหญ่ ตำบลสะพลี อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

โดยนายนพพร อุสิทธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ประธานในพิธีฯ ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ววางพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนจะถวายธูปเทียนแพ

เปิดกรวยกระทงดอกไม้ เสร็จแล้วจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวคำกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี, เพลงสดุดีจอมราชา ตามลำดับ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนับเป็นอเนกประการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอด ศาสตร์ของพระราชาแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่อาณาประชาราษฎร์อย่างยั่งยืน

ผ่านโครงการในพระราชดำริที่หลากหลายครอบคลุม เช่น ด้านการสาธารณสุข ทรงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งยังทรงรับผู้ป่วยไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษา ด้านการศึกษา ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ประพฤติดี และมีความสามารถในการศึกษา

ทั้งยังพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ในยามที่ประสบเหตุเภทภัยให้พ้นผ่านความยากลำบากไปได้ น้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้นำมาซึ่งความปีติซาบซึ้ง ประทับอยู่ในใจของปวงเหล่าพสกนิกรตลอดไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดกิจกรรมบรรยายให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ และมอบชุดเยี่ยมให้ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ กู้ชีพกู้ภัย จำนวน 20 ครอบครัว

แชร์เนื้อหานี้

28 กรกฎาคม 2568 : เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพยศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล

ร่วมกับ พ.ต.อ.สุภสิทธิ์ สุวรรณี ผกก.สภ.หนองสองห้อง จว.ขอนแก่น พร้อมคณะผู้ใต้บังคับบัญชา,กำนันทั้ง 13 ตำบล และสารวัตรกำนัน,เครือข่ายทหารผ่านศึก อ.หนองสองห้อง,

นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,นางเจนจิรา เอี่ยมแจ่ม จิตอาสาสมาคมคนพิการฯ

ร่วมจัดกิจกรรมบรรยายให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ และมอบชุดเยี่ยมให้ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ กู้ชีพกู้ภัย จำนวน 20 ครอบครัว ซึ่งมี ร.ต.เสถียร สาระสิทธิ์ นายอำเภอหนองสองห้อง เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุม สภ.หนองสองห้อง อ.หนองสองห้อง จว.ขอนแก่น

*** ขอขอบคุณ ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 20 ชุด มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ***สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลชมรมช่วยเหลือสังคมสถานีตำรวจภูธรหนองสองห้องทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3 ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบึงกาฬร่วมใจ บริจาคโลหิต ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 กรกฏาคม 2568 จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนจิตอาสา จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองโลหิตช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมส่งต่อพลังน้ำใจสู่แนวหน้า

โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ หอประชุมจังหวัดบึงกาฬ ศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ มีข้าราชการ พนักงานจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเสียสละ

นอกจากการบริจาคโลหิตแล้ว ยังมีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพก่อนบริจาค และการเตรียมความพร้อมร่างกาย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริจาคอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งพลังน้ำใจจากชาวบึงกาฬ ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ พยาบาล หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์วิกฤต เพื่อให้ทุกหยดเลือดที่บริจาค เป็นพลังต่อชีวิตผู้อื่นอย่างแท้จริง

🩸ทุกหยดเลือด คือ “ชีวิต” ที่เราช่วยกันได้ ❤️บึงกาฬไม่ทิ้งกันบริจาคโลหิตร่วมใจเพื่อชีวิตจิตอาสาพลังน้ำใจบึงกาฬ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เฝ้าระวังระดับน้ำโขงพุ่งสูงใกล้จุดวิกฤต สั่งเตรียมรับมือ – ระดมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เมื่อเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่จังหวัดมุกดาหารยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 07.00 น. ที่สถานีวัดระดับน้ำแม่น้ำโขงมุกดาหาร ได้รายงานระดับน้ำล่าสุดอยู่ที่ 11.40 เมตร เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 0.53 เมตร ซึ่งยังต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 12.50 เมตร อยู่เพียง 1.10 เมตร ขณะเดียวกันมีปริมาณน้ำฝนสะสมวัดได้ 15.8 มิลลิเมตร

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้เร่งติดตั้ง เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ หลายจุดทั่วเมือง เพื่อเตรียมรับมือกรณีน้ำโขงล้นตลิ่ง และเพื่อระบายน้ำฝนจากในตัวเมืองลงสู่แม่น้ำโดยเร็ว ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจ

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า สถานการณ์นี้เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ทางตอนเหนือ รวมถึงฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งได้เร่งระบายน้ำลงแม่น้ำโขง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จังหวัดมุกดาหารจึงมีความเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นตลิ่งได้

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารยังขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำที่เคยได้รับผลกระทบในอดีต ขอให้เร่งขนของมีค่าไว้ในที่สูง เตรียมพร้อมอพยพในกรณีฉุกเฉิน และหากประชาชนได้รับผลกระทบ หรือพบเห็นสถานการณ์ภัยพิบัติ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1784 หรือผ่าน LINE

ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดมุกดาหาร ตลอด 24 ชั่วโมงน้ำโขงมุกดาหาร #เตือนภัยน้ำท่วม #น้ำโขงใกล้วิกฤต #เครื่องสูบน้ำ #เฝ้าระวังน้ำโขง #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ภัยพิบัติ #ข่าวน้ำท่วม #ระดับน้ำโขง #น้ำท่วมภาคอีสาน #น้ำท่วม2568 #ฝนตกหนัก #แม่น้ำโขง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้//////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพร จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28กค.2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 07.19 น.วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่บริเวณปะรำพิธีบริเวณลานอเนกประสงค์ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

ได้จัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ประจำปี 2568 โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธาน มีหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน

ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ฯลฯ ผู้นำองค์กรเอกชน ผู้นำชุมชน กลุ่มพลังมวลชน นักเรียน นักศึกษา ร่วมพิธี

นอกจากนี้ จังหวัดชุมพร ได้จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน โดยนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานนำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังแผ่นดิน

โดยมี ข้าราชการพลเรือน ศาล ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการโดยไม่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่ออำนวยประโยชน์ให้พสกนิกร และผู้ยากไร้ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อยู่ดีกินดีมีสุข ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา

ซึ่งพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แสดงความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่ตามรอยพระยุคลบาท ในฐานะข้าของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนสังคมและประเทศชาติต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.โคกสำโรง เปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุการประทะกันตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารหอประชุมที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ตามที่นายอำพล อังภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี

บริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ในการดำรงชีพ เพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุการประทะกันตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ทางอำเภอโคกสำโรงโดยการนำของ นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง มอบหมายให้ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่ได้ประกาศเสียงตามสาย ประชาสัมพันธ์เชิญชวน พี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยการสู้รบดังกล่าว

ซึ้งในวันนี้อำเภอโคกสำโรงได้รับสิ่งของบริจาค จากพี่น้องชาวอำเภอโคกสำโรงที่พร้อมใจกันนำมาช่วยเหลือจำนวนมาก และจะได้นำส่งให้ทางจังหวัดลพบุรีดำเนินการส่งต่อความช่วยเหลือต่อไปในแต่ละวัน

ฉนั้นทางอำเภอโคกสำโรง ยังคงขอความรวมมือรวมมอบสิ่งของส่งกำลังใจ ได้ที่ศาลาหอประชุมได้ทุกวัน จะมีนายอำเภอโคกสำโรง พร้อมเจ้าหน้าที่คอยรอรับบริจาคสิ่งของต่างส่งต่อไปยัง ผู้ประสบภัย ตามจังหวัดต่างๆในทุกๆวัน ศูนย์รับ

บริจาค สิ่งของอุปโภคบริโภค บริเวณที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ ในจังหวัดสุรินทร์ / อุบลราชธานี / ศรีสะเกษ ตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
โดยสิ่งของที่ต้องการด่วน ดังนี้

  1. Pampers (แพมเพริส)
  2. ผ้าอนามัย
  3. มุ้ง(แบบกางสำเร็จรูป)
  4. ผ้าห่ม(แบบบาง)
  5. ยากันยุง
    (ทั้งนี้งดรับเงินสด / น้ำดื่ม)

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มอบมุ้งรักโลก ให้กับศูนย์พักพิง พร้อมเผยหลังเหตุการณ์สงบ จัดหาอาชีพ ให้กับผู้ประสบภัย

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพ อําเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อม ผศ.ดร พนธ์พันธ์ เลิศจันทรางกูร ที่ปรึกษาอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และคณะเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังผู้อพยพเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์ดังกล่าว และมอบสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้ง ยาสีฟัง แปรงสีฟัน แป้ง แพนเพิร์ธทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นม ยากันยุง น้ำดื่ม มุ้งรักโลก โดยมี นายธนเดช พระอารักษ์ นายอําเภอเบญจลักษ์ และหัวหน้าส่วรนราชการให้การต้อนรับ

***นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเป็นตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ที่อพยพมาจากตะเข็บชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่ตนได้ทราบข่าวการยิงปะทะกันกลับประเทศกัมพูชา ทำให้ประเทศไทยเกิดการสูญเสียและมีเด็กและประชาชนเสียชีวิตหลายราย ทางกระทรวง พม. มีความห่วงใยมากจึงให้ตนลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมและสอบถามความเดือดร้อนของผู้สูญเสีย และผู้อพยพที่เป็นกลุ่มเปราะบางรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้รับเดือดร้อนหลายๆส่วน อาทิเช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา และเด็ก ที่ได้รับผลกระทบการจากการยิงปะทะกันในครั้งนี้

***ทางกระทรวงได้เห็นความสำคัญของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้รัฐมนตรี พม. ประนามการกระทำของกัมพูชาที่กระทำต่อประชาชนเด็กที่ไม่รู้เรื่องด้วยและมีทางสู้ ตนลงมาในครั้งนี้ได้รับทราบความเดือดร้อนและความต้องการสิ่งต่างๆที่ขาดแคลนในศูนย์อพยพ อาทิเช่น มุ้งกาง โลชั่นกันยุง พัดลม แปรงสีฟันยาสีฟันสบู่แป้ง ที่ยังเป็นที่ต้องการอยู่เป็นจำนวนมากในตอนนี้ และหลังจากที่เหตุการสงบ พม. ก็จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความเสียหายของบ้านเรือนและจัดหาอาชีพและสงเสริมอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยต่อไป

***หลังจากมอบสิ่งของเสร็จแล้ว อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะ ก็ได้เข้าไปเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง โดยได้สอบถามพูดคุยกับคุณยายสะแอม วันทรัพย์ อายุ 94 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่อพยพมาจากพื้นที่เสี่ยงภัยที่เป็นสีแดงในอำเภอกันทรลักษ์ คุณยายมาอยู่ศูนย์อพยพแห่งนี้ได้ 2 คืนแล้ว คุณยายไม่อยากมาและบ่นกับลูกๆอยู่ตลอดว่าอยากกลับบ้าน ให้พากลับไปบ้านหน่อย เพราะคนแก่คิดถึงบ้าน

***ลูกสาวคุณยายยังเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ในวันที่เกิดเหตุตนยังขายของตามปกติอยู่ที่บ้าน โดยไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเกิดรวดเร็วมาก เพียงไม่กี่นาที วันที่เกิดเหตุระเบิดที่ปั๊ทน้ำมัน ตนเองยังได้ไปช่วยเหลือคนที่โดนระเบิดในวันนั้นด้วย ตนรู้สึกหดหัวใจและยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ลืม

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้นี้ยังมกลุ่มวัยรุ่นจิตอาสามีน้ำใจ นำเสื้อผ้ามือสองที่ไม่ได้ใช้ เอามาแจกจ่าย ปันน้ำใจให้กับผู้อพยพในศูนย์แห่งนี้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างรอยยิ้ม และกำลังใจให้กับผู้อพยพที่หนีมาพักพิงช่วงยามอยากในครั้งนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 มอบอาคาร- ทุนการศึกษา มอบสิ่งของจำเป็น เงินช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง ให้กับกลุ่มผู้พิการ ผู้ยากไร้ สระแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 นายสุเทพ ชัยวัฒน์ ปลัดจังหวัดสระแก้ว นายฐานิตย์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว พร้อม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะผู้ติดตาม เดินทางมาเป็นประธานเปิดอาคารสำนักงาน ณ บ้านเขาสามสิบ หมู่4 ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว และรับทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็น จากประธานมูลนิธิปิยะศักดิ์1955 ก่อนส่งมอบเด็กนักเรียน และกลุ่มผู้พิการ ผู้ยากไร้ จังหวัดสระแก้ว

โดย นางศรานันท์ คูโคเวค ประธานมูลนิธิปิยะศักดิ์1955 นายประทวน สุวรรณ์ รองประธานมูลนิธิปิยะศักดิ์1955 พร้อมด้วยประธานภาค คณะทำงานภาคและผู้ตรวจการพิเศษ สมาชิก จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทางด้าน นางบุญเรือน คะมะโน ประธานคณะทำงานมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 จังหวัดสระแก้ว และประธานคณะทำงานจิตอาสาจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าว จุดเริ่มต้นการทำงานของคณะทำงานจังหวัดสระแก้ว ได้ติดตามการทำงานของมูลนิธิมาเป็นเวลา 2 ปี

จึงได้พาคณะทำงานทั้ง 66 ท่าน เดินทางไปเข้าพบ ท่านศรานันท์ คูโคเวค และ ท่านประทวน สุวรรณ์ เพื่อสมัครเข้ามาทำงานกับมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 นี้ ซึ่งจำคำที่ ท่านศรานันท์ ถามว่าคิดอย่างไรถึงอยากมาทำงานกับมูลนิธินี้ ดิฉันตอบท่านว่าทุกวันนี้เวลามีงานช่วยเหลือสังคมเราก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ถ้าได้รับงบประมาณจากมูลนิธิปิยะศักดิ์1955 อย่างน้อยเราได้ช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและ ผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น แรงบันดาลใจที่ทำแล้ว เหนื่อยแค่ไหนก็ยังมีแรงใจ ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ ดิฉันถาม ท่านประทวน สุวรรณ์ ว่าท่านทำเพื่ออะไร ท่านตอบว่าก่อนตายเราได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน…ดิฉันทำงานกับมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 นี้มา 1 ปีกับอีก 4 เดือน มูลนิธินี้ไม่มีการเรี่ยไรใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ช่วยเหลือสังคม

สำหรับ วัตถุประสงค์ของมูลนิธิปิยะศักดิ์1955 มีอยู่ 4 ข้อ
1.ช่วยเหลือและสร้างอาชีพให้แต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดได้มีอาชีพเพื่อหาเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชผักผสมผสานส่งเสริมรายได้สู่ชุมชน 2.เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ยากไร้เจ็บป่วยเขียวยาผู้พิการและมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์
3.เพื่อบำรุงพุทธศาสนา
4.เพื่อให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่เรียนดีมีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และหรือเยาวชน ที่มีผลการเรียนดี ที่ผ่านมาโครงการหลักและโครงการรองที่เราได้ทำไปแล้ว

โครงการที่ 1 มอบหอกระจายข่าวให้กับสำนักสงฆ์เขาต่ำหมู่ 11 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว และได้พาคณะทำงานร่วมจัดกิจกรรมสรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุมอบเงินและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นโครงการที่ 2 เทถนนคอนกรีตให้กับโรงเรียนบ้านเหล่ากกโก หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีความยาว 235 เมตรกว้าง 4 เมตร ลงดินและดินลูกรัง ต่อจากที่เทถนนคอนกรีต ยาว 200 เมตรและได้นำคณะทำงานมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1555 หลายจังหวัดมาทอดผ้าป่ามอบทุนให้กับโรงเรียน

โครงการที่ 3 สร้างอาคารสำนักงานเพื่อมอบให้เป็นสถานะประโยชน์ให้กับ บ้านเขาสามสิบ หมู่ 4 ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้มูลนิธิร่วมกตัญญได้มาใช้สถานที่เพื่อเป็นศูนย์การช่วยเหลือผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปในตำบลเขาสามสิบ และตำบลใกล้เคียงได้ทันท่วงทีในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

ซึ่งทาง คุณศรานันท์ กูโคเวค ประธานมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 และคุณประทวน สุวรรณ์ รองประธาน มูลนิธิปิยศักดิ์ 1955 ได้เล็งเห็นประโยชน์ ในการสร้างสำนักงานแห่งนี้ขึ้นมาคือได้ช่วยเหลือประชาชนจริงๆจึงได้อนุมัติงบประมาณให้จังหวัดสระแก้ว พวกเราสมาชิกจังหวัดสระแก้วเป็นคนทำ โดยที่ไม่ได้จ้างผู้รับเหมา ส่วนการดำเนินการทำงานทางมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955

มอบให้คณะทำงานจิตอาสาจังหวัดสระแก้ว โครงการทุกโครงการที่เอ่ยมาเราได้รับงบประมาณจากมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 โครงการของที่มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 จังหวัดสระแก้วมอบให้ทั้ง 9 อำเภอไปแล้วมีดังนี้ 1.มอบเงินและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้และผู้พิการ 2.มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ร่วมกิจกรรมต่างๆเช่นตัดหญ้าทำความสะอาดวัด ที่สาธารณะประโยชน์ ทาสีและซ่อมแซมอาคารเรียน คณะทำงานของเราแต่ละอำเภอก็ลงพื้นที่ตามโรงเรียนและวัดต่างๆ ในจังหวัดสระแก้ว 4.จัดทำโรงทานของมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 เมื่อมีกฐินผ้าป่า งานวันเด็กหรือกิจกรรมที่เป็นสาธารณะ ประโยชน์ต่างๆในจังหวัดและนอกเหนือจากโครงการและกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมาแล้วคณะทำงานจังหวัดสระแก้วยังได้จัดทำแปลงนาสาธิต 15 ไร่แบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ทั้ง 9 อำเภอเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับนักเรียนและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาดูงานวัตถุประสงค์ในการทำแปลงนาสาธิต 15 ไร่แบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนและสามารถนำความรู้ที่ได้ปฏิบัติงานจริงในแปลงนาสาธิตไปต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในยามที่เกิดวิกฤตต่างๆ เช่น โรคระบาดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน

    1. ที่ผ่านมาก็มีนักเรียนโรงเรียนต่างๆในจังหวัดสระแก้วได้มาศึกษาดูงาน จัดกิจกรรมต่างๆ ในแปลงนาและมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมศึกษาดูงานที่แปลงนาของเราค่ะทางคณะทำงานมูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 จังหวัดสระแก้วและทุกๆจังหวัดมีความยินดี่เป็นอย่าง ยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆให้กับประชาชนทั่วไปแบ่งปันความรู้ต่างๆให้กับน้องๆนักเรียนและทุกท่านที่มาเยี่ยมชมศึกษาดูงาน

    1. รายละเอียดการทำงาน อาคารสำนักงานและจัดงาน 350,000 บาท สร้างหอกระจ่ายข่าวพร้อมจัดงานสงกรานต์สรงน้ำพระรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุมอบเงินและของชำร่วย งบประมาณ 80,000 บาท เทถนนคอนกรีตโรงเรียนบ้านเหล่ากกโกหมู่8 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว งบประมาณ 415,440 บาท ทำนาแปลงนาสาธิต 15 ไร่แบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ตั้งแต่เริ่มต้นทำนาจัด กิจกรรม นักเรียนมาศึกษาดูงานดำนาเกี่ยวข้าว ขุดลอกคลองไส้ไก่ ขุดสระใช้งบประมาณ
    2. 950,000 บาท กิจกรรมจัดงานวันเด็กโรงทานต่างๆในจังหวัด และช่วยเหลือคณะทำงานที่เสียชีวิตใช้งบประมาณทั้งหมด 50,000 บาท ยังมีโครงการที่จังหวัดสระแก้วได้รับงบประมาณต่างๆจากท่านประธานและท่านรองประธาน มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1555 อีกหลายโครงการ ที่กำลังจะทำเช่น
    1. สร้างเมรุให้กับสำนักสงฆ์เขาต่ำบ้านคลองหมากนัดหมู่ 11 ตำบลบ้านแก้งอำเภอเมืองจังหวัดสระแก้ว
      2.สร้างหอกระจายข่าวให้กลับโรงเรียนและวัดต่างๆ ในจังหวัดสระแก้ว
    2. มอบเงินช่วยเหลือซื้ออุปกรณ์ให้กับมูลนิธิสว่างกู้ภัยตำบลบ้านแก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้วและยังมีอีกหลายโครงการที่ท่านอนุมัติงบประมาณให้กับจังหวัดสระแก้วของเรา ในนามของคณะทำงานมูลิธิปิยะศักดิ์ 1955จังหวัดสระแก้ว และคณะทำงานจิตอาสา จังหวัดสระแก้ว ขอกราบขอบพระคุณ คุณศรานันท์ คูโคเวค และคุณประทวน สุวรรณ์ ที่ให้โอกาสคณะทำงานจังหวัดสระแก้ว ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน นางบุญเรือนกล่าว

    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.สภ.ห้วยยาง พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติดภายใน 3 เดือน ตามนโยบายปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers”/ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง”

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 23 กรกฏาคม 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์สั่งการจุดตรวจร่วมห้วยยาง สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง ร่วมลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อ.ทับสะแก จว.ประจวบคีรีขันธ์ ตามนโยบายปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด เพื่อดำเนินการในหมู่บ้าน/ชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ ของสถานีตำรวจภูธรห้วยยาง จำนวน 17 หมู่บ้าน เพื่อขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปภายใน 3 เดือน

    โดยมี นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง น.ส.อุษณี ทอดสนิท กำนันตำบลห้วยยาง นายชาลี สุทธา สารวัตรกำนันตำบลแสงอรุณ ตัวแทนนายก อบต.ห้วยยาง ตัวแทนนายก อบต.แสงอรุณ ผอ.รพ.สต.ห้วยยาง ผอ.รพ.สต.บ้านเนินดินแดง ผอ.รพ.สต.บ้านหินเทิน และ รอง ผกก.ป.ฯ รอง ผกก.สส.ฯ พร้อมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ตำบลห้วยยาง ตำบลแสงอรุณ ร่วมเป็นสักขีพยานดังกล่าว

    โดยได้ร่วมแสดงปฏิญญาร่วมกันว่า 1. จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. จะป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมิให้มีผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน 3. จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านชุมชนมีระบบ กลไก การจัดการปัญหาด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง
    /////////////////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    อธิบดีกรมคุมประพฤติ และผู้ว่าฯประจวบ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

    วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อม นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

    โดยมี นายยูซบ โต๊ะวัง ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายวสันต์ เภรีวิค ผอ.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.สถิตย์ คงเนียม ผกก.สภ.อ่าวน้อย พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม

    สำหรับโครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยกลุ่มเปราะบางจากข้อมูลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ย้อนหลัง 3 ปี เกี่ยวกับข้อมูลการปรับสภาพที่อยู่อาศัยและการให้ความช่วยเหลือจำนวนครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงถาวร และยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1,884 ครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,291 ครัวเรือน และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ 639 ครัวเรือนประกอบกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 1/2568 การกำหนดแผน/โครงการ/กิจกรรมการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนยากจน เป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องและไม่กลับมาประสบปัญหาความเดือดร้อนซ้ำ

    และเนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงเห็นโอกาสที่จะนำผู้ถูกคุมความประพฤติและผู้ต้องโทษปรับที่มีทักษะฝีมือช่าง ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อแผ่นดินโดยใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ทำงานบริการสังคมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง โดยการบูรณาการร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 16 ตำบลอ่าวน้อย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ(CSR ประจวบคีรีขันธ์) อาสาสมัครคุมประพฤติ มูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่ายCSRจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) อำเภอบางสะพาน อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน และโรงเรียนบ้านในล็อค และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลกุยเหนือ

    จัดกิจกรรมทำงานบริการสังคมประเภทซ่อมสร้าง ที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 4 หลัง ดังนี้ บ้านหลังที่ 1 บ้านนางอ้อม ยอดใหญ่ ที่อยู่ หมู่ที่ 8 บ้านในล็อค ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน งบประมาณ กองทุนปันสุขเพื่อน้อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 จำนวนเงิน 30,000 บาท
    บ้านหลังที่ 2 บ้านนายประสาร สมุดไทย ที่อยู่หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน งบประมาณ กองทุนวันละบาท องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล จำนวนเงิน 3,000 บาท

    บ้านหลังที่ 3 บ้านนางสาวจิรภา ทองคำ ที่อยู่หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ งบประมาณจาก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ จำนวนเงิน 40,000 บาทมูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,100 บาท กองทุนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 40,000 บาท ประธานสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,400 บาท

    บ้านหลังที่ 4 บ้านนางอำภา คำสว่าง อายุ 76 ปี (ภรรยาของนายสมควร คำสว่าง ผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันได้ เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568) ที่อยู่ บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ที่ 3 บ้านโพธิ์เรียง ตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี งบประมาณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับผู้พิการ จำนวนเงิน 40,000 บาท หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ 1. สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2. อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    ///////////////////////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้องจำปา พุทธธิดา วิยะนัด ร่วมบันทึกเทปถวายพระพระชัยมงคล /เตรียมพิสูจน์ “คำสาปเสื้อกันฝน – HAUNTED MOUNTAINS THE YELLOW TABOO” ภาพยนตร์ระทึกขวัญ-เหนือธรรมชาติจากไต้หวัน 28 สค.นี้

    แชร์เนื้อหานี้

    โดย เด็กหญิงพุทธธิดา วิยะนัด หรือ น้องจำปา อายุ 9 ปี โรงเรียนสิรกานต์มอนเทสซอริชั้นประถมศึกษาที่3ในฐานะ ตำแหน่ง Brand Ambassador. ของBrand mahadep.และดารานักแสดงเด็กทางช่อง9MCOT/HD30 ของค่ายMAHADEP ENTERTAINMENT ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28กรกฎาคม 2568 ณสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5(ททบ5)

    เตรียมพิสูจน์ “คำสาปเสื้อกันฝน – HAUNTED MOUNTAINS THE YELLOW TABOO” ภาพยนตร์ระทึกขวัญ-เหนือธรรมชาติจากไต้หวัน 28 สิงหาคมนี้

    เตรียมพบกับภาพยนตร์ระทึกขวัญ-เหนือธรรมชาติจากไต้หวันโดยผู้กำกับฯ เจี่ยหยิงไช่ เรื่องราวของ ”เจียหมิง“ ชายหนุ่มผู้พบว่าตนเองติดกับดักวนลูปที่ต้องเห็น ”อวี้ซิน“ แฟนสาวตายต่อหน้าต่อตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าเขาจะพยายามแก้ไข แต่ทุกครั้งที่เริ่มลูปใหม่มันก็ไม่เคยสำเร็จ

    จนกระทั่งเขาพบว่ามันเกิดจากอาถรรพณ์เมื่อ 5 ปีก่อน ที่พวกเขาทั้งคู่ได้สูญเสีย ”อันเหว่ย“ เพื่อนสนิทจากทริปเดินป่าและทุกครั้งในลูป เจียหมิงจะเห็น อันเหว่ย ปรากฏตัวอยู่ในชุดเสื้อคลุมกันฝนสีเหลืองก่อนที่แฟนสาวของเขาจะจบชีวิตลงทุกครั้ง เพื่อปกป้องชีวิตของอวี้ซิน เจียหมิงจึงต้องทำทุกวิถีทางโดยเฉพาะการหาต้นตอของคำสาปจากพิธีกรรมลึกลับที่พวกเขาต้องฝ่าฝืนข้ามเส้นสีเหลืองเข้าไปพบเห็นและขัดขวางพิธีกรรมบนภูเขามรณะแห่งนี้

    พิสูจน์ความตื่นเต้น-ระทึกขวัญของ “Haunted Mountains The Yellow Taboo – คำสาปเสื้อกันฝน” โดย THAM STUDIO 19 28 สิงหาคมนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น!!!

    พลังรักเอฟซี จัดงานสุดยิ่งใหญ่ฉลองวันเกิด 28 ปีซูเปอร์สตาร์ “หวังอี้ป๋อ” สุดยิ่งใหญ่ที่ ยูเนียน มอลล์

    พลังรักแห่งแฟนคลับ “หวังอี้ป๋อ” โดยกลุ่ม YiZhan Forever TH Fans ร่วมกับ UNION MALL และแบรนด์ ANTA Thailand และ SF CINEMA จัดกิจกรรมแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ฉลองก้าวที่ 28 ปี “หวังอี้ป๋อ” มอบรองเท้านี้เพื่อน้องในถิ่นทุรกันดาร ให้กับมูลนิธิกระจกเงา งานนี้จัดระหว่างวันที่ 4 – 10 สิงหาคม 2568 มีกิจกรรมมากมายให้เหล่าเอฟซี หวังอี้ป๋อ นักแสดงหนุ่มสุดหล่อแดนมังกร ได้มาเอนจอยในอีเวนต์สุดปังแห่งปี กิจกรรมเยอะฉ่ำๆ เริ่มตั้งแต่· เปิดให้เข้าชม Wang Yibo’s Photo Gallery เข้าชมฟรี! ที่ Union Co-Event Space Zone B, UNION MALL G FL.(ชั้นG) เปิดตั้งแต่ 4-10 ส.ค.68 เวลา 11:00 – 22:00 น.
    · วันที่ 5 ส.ค.68 กิจกรรมพิเศษ LIVE Party เชิญชวนเอฟซีตัวจริงของหวังอี้ป๋อ มาร่วมเป่าเค้กฉลองวันเกิด 18:00 – 20:30 น. ที่ Union Co-Event Space Zone B, UNION MALL G FL.(ชั้นG) · วันที่ 9 – 10 ส.ค. 68 มีกิจกรรมพิเศษจัดเต็มตลอดเสาร์และอาทิตย์ เริ่มที11:00 น. รับชมภาพยนตร์ FPU หน่วยพยัคฆ์พิทักษ์ข้ามโลก และ สเตปกล้าท้าฝัน ที่โรงภาพยนตร์ SF CINEMA เซ็นทรัลลาดพร้าว

    11:00 น. เริ่มกิจกรรมการฉลองวันเกิดของหวังอี้ป๋อ ที่ Union Co-Event Space Zone B, UNION MALL G FL.(ชั้นG)

    • กิจกรรมแข่งขันเต้น WYB TH Fans แดนซ์ ชาเลนจ์ ขาแดนซ์สมัครฟรี ลุ้นรางวัลจากผู้จัดและผู้สนับสนุนอย่างแบรนด์ ANTA
    • ร่วมทำบุญบริจาค รองเท้า สิ่งของ และทุนสมทบมอบให้มูลนิธิกระจกเงา โดยผู้บริจาครับกิ๊ฟท์พิเศษมากมายจาก YiZhan Forever และ Open Up Communication
    • เปิดโซนสายคราฟท์ สายครีเอท DIY มาตกแต่งภาพ ทำเฟรมภาพอวยพรให้หวังอี้ป๋อ
    • ร่วมช้อปสินค้าจากแบรนด์ ANTA Thailand และสินค้าแบรนด์ดังจากจีน ที่หวังอี้ป๋อ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
    • ร่วมจับฉลาก และเป่าเค้กฉลองวันเกิดในช่วงเวลา 17:30 น.

    งานนี้แฟนหวังอี้ป๋อ สามารถนำกิ๊ฟท์อะเวย์ มาแจกหรือแลกภายในงานได้ฉ่ำๆ ได้ของแจกกลับบ้านไปเต็มกระเป๋าแน่นอน นอกจากนี้หาก ผู้สนใจต้องการจองของที่ระลึก Collect Card Book สมุดสะสมโฟโต้การ์ด ซึ่งผู้จองได้สิทธิ VIP พิเศษสามารถสั่งจองได้ โดย คลิกดูรายละเอียด ที่นี่ https://www.facebook.com/share/p/1ALpFceW4w/ หรือสอบถามที่ เฟสบุ๊กเพจ YiZhan Forever TH Fans

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองพ่อเมืองสุโขทัยลุยตรวจแนวตลิ่งป้องกันน้ำยมรับพายุวิภา

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่21กรกฏาคม2568ภายใต้การอำนวยการของ นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย

    โดย นายสมลักษ์ ยกน้องวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์หลังน้ำลด และเพื่อการป้องกันจุดเสี่ยงบริเวณริมแม่น้ำยม หมู่ที่ 6 ตำบลท่าทอง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

    เนื่องจากบริเวณดังกล่าว องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทองได้จัดทำโครงการและงบประมาณในการก่อสร้างแนวป้องกันตลิ่งแต่ไม่สามารถหาผู้รับจ้างได้

    ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้สั่งการให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทอง ดำเนินการทำแนวป้องกันตลิ่งโดยใช้ไม้เสาเข็มยูคาและกระสอบทรายบิ๊กแบ็คเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะตลิ่งทะลักเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน โดยจะเริ่มดำเนินการทันที

    ซึ่งในครั้งนี้ นายประพันธ์ศักดิ์ บุตรรัตน์ ปลัดอาวุโส และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านร่วมลงพื้นที่ด้วยเพื่อเป็นการร่วมด้วยช่วยกันที่จะป้องกันและดำเนินงานตามนโยบายของจังหวัดสุโขทัย.
    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการ”จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเลี้ยงโค” สมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 15 คน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายภัคพงศ์ ทองฟู นางชุติมา ภัทรภิญโญ ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานจังหวัด และนายภัทร์ศรุต คล้ายสุบรรณ ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มงานบริการ

    ลงพื้นที่ อำเภอเมืองน่าน เพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาและประเมินแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขององค์กรเกษตรกรกลุ่มเลี้ยงสัตว์บ้านซาวหลวง ชื่อโครงการ”จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเลี้ยงโค” สมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 15 คน

    โดยมี นายบุญยงค์ สดสอาด ประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ นายอุไร สารถ้อย นายสุบรรณ นรินทร์ อนุกรรมการจังหวัด และนายวัชรพงษ์ พญาพรม ปศุสัตว์อำเภอเมืองน่าน ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดน่าน (อนุกรรมการภาคราชการ) คณะ

    ทำงานเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาและประเมินแผนและโครงการฯ ร่วมลงพื้นที่ด้วย ณ หอประชุมบ้านซาวหลวง หมู่ 5 ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “Nan Young Kids พอเพียง: ห้องเรียนท้องถิ่นน่าน” เปิดพื้นที่แหล่งเรียนรู้วิถีพอเพียงบ้าน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โครงการ “Nan Young Kids พอเพียง: ห้องเรียนท้องถิ่นน่าน” ภายใต้การสนับสนุนของโครงการจิตสำนึกรักเมืองไทย ปีที่ 17 โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เปิดพื้นที่แหล่งเรียนรู้วิถีพอเพียงต้งชมจันทร์อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เยาวชนในท้องถิ่นจังหวัดน่าน พร้อมทั้งพัฒนาแกนนำเยาวชนให้เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาจากปราชญ์ชุมชน และสร้างกิจกรรมชุมชนให้เป็นฐานการเรียนรู้

    โครงการนี้ริเริ่มโดยทีม “ละอ่อนน่าน พัฒนาเมือง” ซึ่งประกอบด้วยพลังความร่วมมือของ ทีม ลองน่านโลเคิลดีไซน์, กองทุนพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชนจังหวัดน่าน, แหล่งเรียนรู้วิถีพอเพียงต้งชมจันทร์ และภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยเล็งเห็นถึงปัญหาการใช้เวลาอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์

    ของเยาวชนที่ส่งผลกระทบต่อสมาธิและทักษะทางสังคม โครงการ “Nan Young Kids พอเพียง: ห้องเรียนท้องถิ่นน่าน” ได้รับคัดเลือกและสนับสนุนจากโครงการจิตสำนึกรักเมืองไทย ปีที่ 17 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 โครงการที่ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 329 โครงการทั่วประเทศ

    กิจกรรมหลักของโครงการคือ “โซเชียลดีท็อกซ์” ซึ่งจัดขึ้นผ่าน 5 ฐานกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้แก่ ฐานปั้นดิน, ฐานชาวนา, ฐานการละเล่นพื้นบ้าน, ฐานสิ่งประดิษฐ์จากต้นกล้วย และฐานอาหารถิ่นสร้างสรรค์ กิจกรรมเหล่านี้มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้ซึมซับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลดการติดออนไลน์ และเพิ่มสมาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดย นายณัฐพงศ์ พูนสินวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการ “Nan Young Kids พอเพียง: ห้องเรียนท้องถิ่นน่าน” กล่าวว่า โครงการนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “แกนนำเยาวชนนำเที่ยวชุมชน” เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถจัดกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนได้เองในทุกฤดูกาล สร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน และพัฒนาไปสู่

    “กลุ่มปราชญ์ชุมชนตัวน้อย” ที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น เพื่อความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว โครงการเชื่อมั่นว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด มีทักษะชีวิตพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดน่านให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 นางสาวฐิติกาญจน์ ชะนะมาร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอเวียงสา มอบหมายให้นางสาวศิริกุล บุญปก นางสาววิภาพร ศรีวิไชย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเวียงสา

    จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับอำเภอ ปี 2568 ครั้งที่ 4/2568 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อปรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตประจำปี 2568

    การวางแผนการดำเนินการขับเคลื่อนและพัฒนาศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ระดับอำเภอ ให้มีศักยภาพเข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้ได้ประชาสัมพันธ์การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรปี 2568 ตลอด

    จนแจ้งมาตรการเตรียมรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และขั้นตอนการขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านพืช โดยมี นายวินัย ก้อนสมบัติ ประธานแปลงใหญ่ เป็นประธาน ณ แปลงใหญ่ยางพาราทุ่งศรีทอง (หอประชุมบ้านสีนาชื่น) หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครัวเรือนยากจน เป้าหมายตามโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

    แชร์เนื้อหานี้

    วันพฤหัส ที่18 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ตามที่ อบต.หนองเขียด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนปรับปรุงถนนสายบ้านหนองเขียด-บ้านหนองหนามแท่ง ถึงนายวัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ. ขอนแก่น (ผ่าน สจ.สำราญ ศรีภา เขต3)

    นายวัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ.ได้มอบหมายให้นายนาวิน คำเวียง รองนายก อบจ. ขอนแก่น ลงพื้นที่ถนนดังกล่าว โดยนายกิจทวี มาเพ็ชร นายกอบต.หนองเขียด คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการของ อบต.หนองเขียด ให้การต้อนรับและร่วมสำรวจถนน ทั้งนี้อบจ.ขอนแก่น

    ยืนยันให้การสนับสนุน เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนที่สัญจรถนนสายดังกล่าวให้เกิดความสะดวกและปลอดภัย นายกิจทวี มาเพ็ชร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด กล่าว

    สื่อสร้างสรรค์ ข่าวสารเพื่อท้องถิ่นสื่อรัฐทีวี /สื่อรัฐนิวส์

    “ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครัวเรือนยากจน เป้าหมายตามโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

      วันนี้ 19 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.00 น. นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย นางจิระภา เชื้อ ดวงผุย พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น ผู้อำนวยการกลุ่มงาน เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนลงพื้นที่เยี่ยมบ้านครัวเรือนยากจน เป้าหมายตามโครงการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอชุมแพ(ศจพ.อ.) พร้อมมอบถุงยังชีพและคำแนะนำการดำเนินวิถีชีวิตด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ณ ครัวเรือนยากจนหมู่ที่ 4 ตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพจังหวัดขอนแก่น
     ในการนี้ นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ พร้อมด้วย นายโยธิน สิทธิ พัฒนาการอำเภอชุมแพ นายนิโรจน์ แพ่งศรีสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน ,เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอชุมแพ ,กำนัน ผญบ ,ในพื้นที่ตำบลโนนหัน ให้การต้อนรับและดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

    สื่อรัฐทีวี /สื่อรัฐนิวส์ ศูนย์ข่าวขอนแก่นสื่อสร้างสรรค์ข่าวสารเพื่อท้องถิ่น

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาว อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมายโคราช

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 บริษัท อุตสาหกรรมโคราชจำกัด (โรงงานน้ำตาลพิมาย) โดยคุณประเสริฐ เสถียรถิระกุล ประธานกรรมการ และคุณมงคล เสถียรถิระกุล กรรมการผู้จัดการ มอบหมายให้

    นายสมบูรณ์ จาตุรชาต ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาอ้อย พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานโรงงานน้ำตาลพิมาย ให้การต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย ชาวบ้าน ต.ชำนิ หลายหมู่บ้าน อ.ชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้เดินทางมาเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการพัฒนาสังคมของโรงงานน้ำตาลพิมาย

    ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย การควบคุมคุณภาพอากาศ การจัดการของเสีย และการนำทรัพยากรเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ (Zero Waste) โดยเฉพาะการใช้กากอ้อยและเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมพื้นที่จริง เช่น

    การจัดการมลพิษทางอากาศที่ระบายออกจากปล่องหม้อไอน้ำ พื้นที่จัดเก็บกองกากอ้อย การจัดการผันน้ำของโรงงาน และชมการพัฒนาชุมชนรอบโรงงานน้ำตาลพิมาย คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย ได้แสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของโรงงานน้ำตาลพิมาย ในการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะส่งผลดีต่อชุมชนและระบบนิเวศโดยรอบในระยะยาว

     หลังจากได้รับทราบข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในจุดต่าง ๆ  คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าโรงงานมีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้  และให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การได้รับความไว้วางใจจากผู้เยี่ยมชมครั้งนี้ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงงานน้ำตาลพิมาย  มุ่งมั่นพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชนและสังคมโดยรอบอย่างมั่นคง

    ภาพ/ข่าว : กันตินันท์ เรืองประโคน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ที่อ.โคกสำโรง คณะ สงฆ์ประชาชน อุบาสกอุบาสิกา ร่วมงาน ธรรมนาวา “วัง” มากกว่า 600 คน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.30 น. ที่วัดเขาจรเข้ ต.วังเพลิง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรีนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอโคกสำโรง

    ประธานพิธีฝ่ายฆราวาส พันตำรวจเอกมาโนช จันเที่ยง ผกก. สภ. เพนียด นางสาวพรพรรณ ศรีเมือง (คีรีตา รีสอร์ท แอนด์ คาเฟ่) ต.วังเพลิง พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา หัวหน้าส่วนราชการอำเภอโคกสำโรง ประชาชน คณะสงฆ์อำเภอโคกสำโรง จำนวนพระสงฆ์เข้าร่วมงาน 250 รูป ประชาชน 425 คน ร่วมงาน ธรรมนาวา “วัง”

    พุทธศาสนิกชน สู่การตื่นรู้ร่วมงาน ธรรมนาวา วัง เป็นจำนวนมากที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยมีการแตงกายชุดขาว และเครื่องแบบกากี
    กิจกรรมภาย

    ในงานประกอบด้วยการบรรยายธรรมจากคณะสงฆ์ พระสังฆาธิการหลายรูปสลับการหมุนเวียนบรรยายธรรมให้ความรู้แก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมงาน สลับกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มาให้ความรู้ตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา นอกจากนี้แล้วยังมีจัดนิทรรศการ ให้ความรู้กับผู้ร่วมงาน และมีการสวดมนต์ธรรมวัด “ธรรมสัญจร”

    ผู้ร่วมงานต่างได้แสดงความรู้สึกว่า วันนี้ได้มารับความรู้ จากธรรมะคำสอนต่างๆมากมายที่นำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้

    ทั้งนี้กิจกรรมปูทางตื่นรู้ สู่ธรรมนาวา วัง ที่จัดขึ้น เพื่อเผยแพร่ตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา ธรรมนาวา วัง ตามแนวทางพระราชดำริ หลักธรรมไปสู่การพ้นทุกข์ของพระพุทธองค์ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันในทุกมิติอีกด้วย

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มอบอาหาร เครื่องดื่ม ประชาชน ที่อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มและแผ่นดินไหว องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ได้รับมอบ อาหารและน้ำดื่ม เพื่อนำไปมอบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่จังหวัดน่าน

    โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักปลัดฯ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน นำไปมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน
    โรงแรมน่านกรีนเลควิวรีสอร์ท มอบ มาม่า ปลากระป๋อง น้ำดื่ม 50 แพ็ค และข้าวสาร 50

    มูลนิธิสว่าง นครน่านร่วมใจ มอบข้าวกล่อง จำนวน 200 กล่อง พร้อมน้ำดื่มศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มและแผ่นดินไหวองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ เฝ้าระวัง อันตราย จากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ตลอด 24 ชั่วโมง

    ศูนย์ กู้ภัย อบจ.น่าน ☎ 054-773888 ศูนย์ กู้ชีพ อบจ.น่าน ☎ 054-059855 องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน