คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บุกจับน้ำกระท่อมเถื่อนเมืองมุกดาหาร! บรรจุขวดขายหลายรส ใกล้โรงเรียนเพียง 400 เมตร ยึดของกลาง 689 ขวด ใบกระท่อมสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดมุกดาหาร เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 21 ซอยบุญชาลี ถนนวงค์คำพา เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดสถานที่ผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ชุมชน โดยจุดดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับ โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1 วัดคำสายทอง) ห่างกันเพียงประมาณ 400 เมตร

การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร, นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้าน พบคนงานกำลังต้มน้ำกระท่อมในหม้อขนาดใหญ่จำนวน 3 หม้อ พร้อมตรวจพบน้ำกระท่อมที่บรรจุขวดพร้อมจำหน่ายแล้วจำนวน 689 ขวด โดยมีการแต่งกลิ่นและผสมรสชาติหลากหลายรวม 10 สูตร ได้แก่ องุ่น, สตรอว์เบอร์รี, ลิ้นจี่, แตงโม, สับปะรด, แอปเปิล, แคนตาลูป, ชาไทย, โกโก้ และสูตรดั้งเดิม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบ ใบกระท่อมสดประมาณกว่า 20 กิโลกรัม ขวดเปล่าที่ใช้สำหรับบรรจุน้ำกระท่อมอีกเป็นจำนวนมาก หัวเชื้อน้ำหวานเข้มข้น ภาชนะบรรจุ และอุปกรณ์การผลิตจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการผลิตในลักษณะครบวงจรคล้ายโรงงานขนาดย่อม ตั้งแต่ขั้นตอนการต้ม ผสม บรรจุ และเตรียมกระจายจำหน่าย โดยตั้งราคาขายขวดละ 60 บาท ส่วนรสโกโก้จำหน่ายในราคา 70 บาท

นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เปิดเผยว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นผลจากการได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เนื่องจากมีวัยรุ่นเข้า-ออกเป็นประจำ มีการลักลอบผลิตเครื่องดื่มน้ำกระท่อมในลักษณะเชิงพาณิชย์ภายในชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดจำหน่ายในพื้นที่ชุมชน โดยจากการเข้าตรวจค้นพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะคล้ายโรงงานขนาดย่อม มีทั้งขั้นตอนการต้ม ผสมรสชาติ และบรรจุขวดเพื่อจำหน่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเข้าระงับและดำเนินการทันที

จากการสอบถามเบื้องต้น นายชัยวัฒน์ หรือ “แบงค์” รับว่าเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำกระท่อมดังกล่าว โดยเปิดลักลอบดำเนินกิจการมาแล้วประมาณ 2 เดือน

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6(8) เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย
และได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์ – เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

น้ำกระท่อม #น้ำกระท่อมเถื่อน #โรงงานเถื่อน #บุกทลาย #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #โรงงานน้ำกระท่อม #โรงเรียนทีโอเอวิทยา #เทศบาล1วัดคำสายทอง #ใกล้โรงเรียน #สภเมืองมุกดาหาร #คุ้มครองผู้บริโภค #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวดัง #ข่าววันนี้ #จับกุม #กระท่อมบรรจุขวด #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตม.เชียงราย ทลายเครือข่ายขนแรงงานเถื่อน รวบชาวเมียนมา 36 คน ซุกบ้านพักรอส่งเข้ากรุง

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าพื้นที่ชั้นใน หลังสืบสวนขยายผลจากการจับกุมขบวนการขนคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักไม่มีเลขที่ ในพื้นที่หมู่ 21 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน ซุกตัวรอเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.หญิง พัสษลพร ศุกระศร รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย และ พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม.จว.เชียงราย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ลงพื้นที่ติดตามเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักเป้าหมายในพื้นที่ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน แบ่งเป็นชาย 17 คน และหญิง 19 คน จากการสอบถามทั้งหมดให้การว่า ต้องการเดินทางไปทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยติดต่อผ่านนายหน้า เสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 5,000-10,000 บาท

เบื้องต้นพบว่า นายหน้าได้จัดรถรับส่งจากบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย พามายังบ้านพักดังกล่าว เพื่อใช้เป็นจุดพักคอยก่อนลักลอบเดินทางต่อเข้าพื้นที่ชั้นใน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาทำประวัติ ขึ้นบัญชีเฝ้าดู และดำเนินการผลักดันกลับประเทศเมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ทั้งนี้ การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.พิษณุโลก ได้จับกุมกลุ่มขบวนการขนคนต่างด้าวจำนวน 149 คน ก่อนขยายผลจนทราบว่าบ้านพักดังกล่าวใน จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในจุดพักคอยสำคัญของเครือข่ายลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามจับกุมนายหน้าและผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกมพลิกกลางดึก! ทพ.ซุ่มกล้องอินฟราเรดรวบของเถื่อนริมโขง แก๊งขนบุหรี่หนีภาษีเผ่นหนีทิ้งรถ 2 คัน ของกลาง 3.6 หมื่นซอง มูลค่ากว่า 2.1 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ร้อย.ฉก.ทพ.2101) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2101

นำกำลังชุดปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการที่ 1 (โพธิ์ไทร) เปิดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง โดยใช้ เครื่องพิเศษและกล้องตรวจการณ์กลางคืน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

การปฏิบัติการเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านโพธิ์ไทร หมู่ 2 ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น.

เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มเฝ้าตรวจด้วยอุปกรณ์ตรวจการณ์กลางคืน ตรวจพบ รถยนต์กระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขับเข้ามาจอดบริเวณริมแม่น้ำโขง ก่อนจะสังเกตเห็นกลุ่มบุคคลหลายรายกำลังช่วยกันแบกสิ่งของจากริมฝั่งแม่น้ำขึ้นมาบรรทุกใส่ท้ายรถอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ แต่ทันทีที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากัน วิ่งแตกกระเจิงอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้หลังควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถยนต์ทั้ง 2 คัน พบเป็น รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว โดยทั้งสองคัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

จากการตรวจค้นภายในรถ พบ บุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร และผิดตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต บรรจุอยู่ใน 36 กระสอบ กระสอบละ 2 ลัง รวมทั้งสิ้น 72 ลัง ภายในลังบรรจุ 50 คอตอน รวมทั้งหมด 3,600 คอตอน หรือประมาณ 36,000 ซองเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าความเสียหายจากการหลีกเลี่ยงภาษีครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2,160,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ กองบังคับการ ร้อย.ฉก.ทพ.2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อน

ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดอย่างเป็นทางการ และส่งมอบของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามกลุ่มผู้ลักลอบขนของเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

บุหรี่เถื่อน #หนีภาษี #นครพนม #บ้านแพง #ริมโขง #ทหารพราน #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #สภบ้านแพง #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ข่าววันนี้ #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /น้ำตาข้ามโขง…ยายรับศพลูกสาวดับคารถทัวร์ กอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร…ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ยายข้ามโขงรับศพลูกสาว พร้อมกอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน หลังเด็กต้องเห็นแม่จากไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่ พัฒนาสังคมและบ้านพักเด็กมุกดาหารยื่นมือเข้าช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

จากกรณีเหตุสลดหญิงชาวลาวเสียชีวิตบนรถโดยสารปรับอากาศสาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ ก่อนถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร โดยพบร่างนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณด้านท้ายรถ ขณะที่ลูกชายนั่งร้องไห้อยู่ข้างร่างแม่ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้โดยสารทั้งคันรถ เหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นางนวน พันทิลาด มารดาของนางพอน พันทิลาด ผู้เสียชีวิต ชาวบ้านนาสีดา เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ได้เดินทางพร้อมญาติข้ามพรมแดนจาก สปป.ลาว มายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดต่อรับศพลูกสาวและรับตัวหลานชายวัย 5 ขวบกลับบ้าน

โดยมีนางรุ่งทิพย์ นันทสาร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางเข้ามาอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ และเข้าดูแลสภาพจิตใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ ซึ่งอยู่ในภาวะสูญเสียอย่างกะทันหันด้วย

บรรยากาศภายใน สภ.เมืองมุกดาหาร เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เมื่อยายได้พบหน้าหลานชายที่ยังอยู่ในอาการซึมและอ่อนล้าหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจจากการสูญเสียแม่ต่อหน้าต่อตา ญาติพี่น้องต่างช่วยกันปลอบโยนเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด

นางนวน ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ นางพอนผู้เสียชีวิตได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ก่อนเดินทางไปหานายน้อย ผู้เป็นสามี ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และพักอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางพอนได้พาลูกชายวัย 5 ขวบ เดินทางไปขึ้นรถโดยสารปรับอากาศที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ หมอชิต 2 เพื่อเดินทางกลับมายังจังหวัดมุกดาหาร โดยโดยสารมากับรถทัวร์สาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม และนั่งอยู่ที่เบาะหมายเลข 34

ระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารที่นั่งใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการไม่สบาย ปวดท้องอย่างเห็นได้ชัด และเคยขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยซื้อนมให้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ กระทั่งเมื่อรถใกล้ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร นางพอนได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ก่อนเดินกลับมาด้านท้ายรถและทรุดตัวลงนอนกับพื้น จากนั้นลูกชายได้ร้องไห้อย่างหนักจนผู้โดยสารและพนักงานบนรถเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเสียชีวิตแล้ว

นางนวน กล่าวว่า ตอนทราบข่าวจากลูกเขยที่โทรศัพท์มาบอก แทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครคิดว่าการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของลูกสาว“รีบเดินทางมาทันที เพราะอยากมาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย และมารับหลานกลับบ้าน สงสารหลานมาก เขายังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ตื่นกลับมาอีก” นางนวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นางรุ่งทิพย์ เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุ หน่วยงาน พม. ได้เร่งเข้ามาตรวจสอบและให้การช่วยเหลือในมิติด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียแม่อย่างฉับพลัน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือด้านสิทธิเด็กและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ด้านนายอนุวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสภาพจิตใจของเด็กให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกปล่อยให้อยู่ใน

ภาวะหวาดกลัวหรือสับสนตามลำพัง ซึ่งจากการพูดคุยพบว่าเด็กยังมีอาการซึมและเกาะติดญาติใกล้ชิดตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าญาติจะรับตัวกลับอย่างเรียบร้อยหลังจากให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว นางนวนพร้อมญาติได้เดินทางไปรับศพนางพอนที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถกู้ชีพจากแขวงสะหวันนะเขต เดินทางมารับร่างกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาที่บ้านเกิดต่อไป. ภาพ/ถ่าย เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแก๊งขนของเถื่อน! นรข.มุกดาหาร สกัดจับกระเทียมเถื่อน 10 ตันริมโขง ยึดเรือเหล็ก 1 ลำ คนร้ายไหวตัวหนีทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตนครพนม) ร่วมหน่วยงานความมั่นคงแถลงข่าวการตรวจยึดกระเทียมเถื่อน เปิด

เผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขึ้นฝั่งบริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามบริเวณจุดต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังช่วยกันขนกระสอบกระเทียมขึ้นจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุกระสอบจำนวนประมาณ 500 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 10 ตัน พร้อมตรวจยึด เรือเหล็กติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งคาดว่าใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงสินค้าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบที่มา ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงานข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #นรข #นรขมุกดาหาร #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #จับกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ของเถื่อน #หนีภาษี #ชายแดนไทยลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #กระเทียมเถื่อน10ตัน

มุกดาหาร -ปค.เมืองมุกดาหาร ผนึก ตชด.234 รวบหนุ่มบางทรายใหญ่ค้ายานรก ยึดยาบ้า 6,000 เม็ดริมถนนใกล้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และนายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) ได้สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย คือ นายชูชิต อายุ 30 ปี ชาวตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ดการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณริมถนนชยางกูร ใกล้ปั๊มน้ำมัน บนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาทำการสอบสวน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาบ้า6000เม็ด #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #ตชด234 #เมืองมุกดาหาร #บางทรายใหญ่ #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #กวาดล้างยาเสพติด #ล่ายานรก

ช็อก! ลาวจัดหนัก”แก๊งคอลฯไทย 101 คนถูกจับที่ลาว”
ปกส.ทลายแก๊งคอลฯ กลางสะหวันนะเขต ยึดคอมพ์-มือถือเพียบ ใช้โรงแรมบังหน้าเปิดฐานปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันความสงบ (ปกส.) แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว แถลงผลปฏิบัติการร่วมกับพนักงานอัยการประชาชน แขวงสะหวันนะเขต เข้าตรวจค้นอาคารลักษณะคล้ายโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ บ้านหนองผือ นครไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต หลังได้รับข้อมูลว่ามีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติซึ่งเป็น คนไทยรวม 101 คน เป็นผู้หญิง 42 คน อยู่ภายในอาคารดังกล่าว พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้ง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร สายเชื่อมต่อ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับการใช้งานเป็นศูนย์ปฏิบัติการออนไลน์

จากปฏิบัติการพบว่าภายในอาคารมีการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์เรียงต่อกันหลายจุด ลักษณะคล้ายสำนักงานปฏิบัติการ โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากนั่งรวมกันทั้งภายในตัวอาคารและบริเวณภายนอก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวและตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด

เบื้องต้นทางการลาวระบุว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่าง การสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายของ สปป.ลาว เพื่อตรวจสอบลักษณะการกระทำผิด เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทของผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละราย
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #สะหวันนะเขต #ลาว #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมออนไลน์ #ค้ามนุษย์ #บุกทลาย #คนไทยในลาว #ไซเบอร์ #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทลายคาเฟ่น้ำท่อมแหล่งมั่วสุมแรงงานข้ามชาติขณะล้อมวงนั่งก๊งกันอย่างเมามัน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 มีแรงงานต่างด้าวเปิดคาเฟ่ร้านน้ำกระท่อม มีการตั้งวงมั่วสุมนั่งดื่มน้ำกระท่อมกันเป็นประจำทุกวัน

นายพิรุณโรจน์ จีงได้สั่งการให้ ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว โดยได้ลงพื้นที่หาข่าว หาหลักฐานอยู่หลายวัน จนแน่ใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามที่ได้รับเบาะแสมาจริงจึงได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน บุกเข้าเป้าหมายร้านภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน

จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีการเปิดเป็นร้านขายน้ำต้มใบกระท่อมแบบครบวงจร โดยเปิดจำหน่ายน้ำกระท่อมแบบซื้อกลับบ้าน และเปิดขายให้แรงงานต่างด้าวมานั่งมั่วสุมดื่มน้ำกระท่อมกันภายในร้าน ขณะเข้าตรวจค้นพบแรงงานต่างด้าวนั่งมัวสุมดื่มน้ำกระท่อมกันอย่างสนุกสนานเมามันอยู่

ภายในร้านเป็นจำนวนมาก โดยผู้ขายน้ำต้มใบกระท่อมเป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและรวบรวมพยานหลักฐานของกลางทั้งหมด นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนโดยได้แจ้งข้อกล่าวหา

เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ ผิดประเภทงาน ขายสินค้า
จำหน่ายน้ำต้มใบกระท่อมผสมน้ำอัดลม มีความผิดตาม พรบ. อาหาร พ.ศ.2522
ของกลางที่ตรวจยึดได้น้ำต้มใบกระท่อม ยาแก้ไอ สมุดจดบันทึกรายการขาย งินสดจำนวนหนึ่ง น้ำอัดลมสำหรับผสมน้ำต้มใบกระท่อม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

ทลายแก๊ง F4 เมียนมา คารัง พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2569 พ.ต.อ. จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โคกขาม นำโดย พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิรองผกก.พร้อมกำลัง สามารถจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดชาว เมียนมา ได้แบบยกแก๊งพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษ
โดยเริ่มจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณ4000ห้อง หมู่2โคกขามซึ่งเป็นที่ชาวเมียนมาพักอาศัยกันอยู่เป็นจำนวนมาก พบนายหม่องเนลิน อายุ25ปีมีท่าทีพิรุธลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้น พบยาบ้า3เม็ดอยู่ในกระเป๋า กางเกง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนายหม่องเนลินว่าซื้อยาบ้ามาจากไหนเพื่อทำการขยายผลต่อ นายหม่องเนลินยอมรับโดยดีว่าซื้อมาจากเพื่อนร่วมชาติที่ตั้งแก๊งชื่อแก็ง”เอฟโฟร์”มีอยู่ด้วยกัน4คนขายยาบ้าอยู่ที่ชั้น3ของตึกและขายยาบ้าให้เฉพาะชาวเมียนมาด้วยกันเอง ส่งภาษาเดียวกันจะไม่ยอมขายให้กับคนไทยโดยคิดว่าตำรวจไทยจะได้ไม่รู้รอดจากการถูกจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนให้นายหม่องเนลิน กลับไปล่อซื้อยาบ้าอีกครั้ง นายหม่องจึงกลับไปเคาะประตูส่งภาษาเพื่อขอซื้อยาบ้าอีกครั้ง แก๊งเอฟโฟร์จึงไม่ได้เฉลียวใจเปิดประตูออกมาเพื่อขะขายตามปรกติ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่หน้าห้องจึงได้กรูกันเข้าไปภายในห้องพบว่าทั้ง4คนอยู่กันครบนอนถอดเสื้อเล่นโทรศัพท์กันอย่างสบายใจเฉิบ

เจ้าหน้าที่ได้ครวจค้นภายในห้องพบยาบ้ากว่า700เม็ดยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่งพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง4คนประกอบด้วยนายชูเท็ดอายุ35ปี นายชินมินแคทอายุ25ปี นายโซตูอ่องอายุ38ปีและนายทูนอ่องจอ อายุ36ปี ทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าได้ตั้งแก๊งขายยาบ้าจริงพ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสภ.มีนโยบายชัดเจนมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยเมื่อจับผู้เสพได้จะต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ค้าให้ได้ต่อไปเพื่อให้ยาเสพติดลดลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ด่านศุลกากรประจวบฯกวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลงานการปกป้องเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 โดยโชว์ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของกรมศุลกากร

ผลการจับกุมเข้มข้น: จากการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทั้งทางบกและช่องทางไปรษณีย์ พบการกระทำผิดรวม 211 คดี มูลค่าของกลางรวม 34 ล้านบาทสกัดกั้นสินค้าทำลายสุขภาพ: ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ารวม 29.7 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าอีกกว่า 3.9 ล้านบาท โดยล่าสุดได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วเป็นบุหรี่กว่า 2 ล้านมวน

มิติด้านรายได้และการค้า: แม้จะเน้นการปราบปราม แต่ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่าการค้านำเข้ารวม 13,746 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 997 ล้านบาทการเชื่อมโยงระบบขนส่ง: ด่านฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อท่าเรือประจวบ-แหลมฉบัง เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐมีมาตรการควบคุมสินค้าให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ

///////////////////////////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแหล่งมั่วยา! ทหารพราน-ตชด.-ฝ่ายปกครอง บุกทลายแหล่งมั่วยา รวบหนุ่มบ้านแพง พร้อมยาบ้าและเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ชุดสกัดกั้นตอนบน ภายใต้การควบคุมของกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) นำโดย ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2101 ฉก.ทพ.21 พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน

มว.ตชด.2373 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านแพง เข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านท่าลาดทุ่ง หมู่ 14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จนสร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านที่เกรงว่ายาเสพติดจะระบาดกระทบต่อเยาวชนและบุตรหลาน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.30 น. พบชายต้องสงสัยกำลังพรวนดินอยู่บริเวณหลังบ้าน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กลับมีอาการตกใจผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ จากการตรวจค้นตัวพบยาบ้าจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพักและบริเวณโดยรอบ โดยให้นายวีระพงษ์นำตรวจค้น ก่อนพบยาบ้าอีก 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระภายในห้องนอน เมื่อนำของกลางทั้งหมดมาตรวจนับอย่างละเอียดที่ฐานปฏิบัติการ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 430 เม็ด แยกเป็น สีแดง 426 เม็ด และสีเขียว 4 เม็ด พร้อมเงินสดจำนวน 2,400 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวีระพงษ์ให้การยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ดำเนินการบันทึกภาพและวิดีโอการควบคุมตัวตาม มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหารรายงาน

ยาบ้า #ยาเสพติด #จับยาบ้า #ทหารพราน #ตชด #บ้านแพง #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ภัยสังคม #ยานรก #จับกุมผู้ต้องหา #สกัดยาเสพติด #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกำนัน นอนคุก ควงปืนยิงใส่ เจ้าของเขียงหมู คา BMW ป้ายแดง ไปสิ้นใจตายที่ รพ.นครปฐม พูดจาไม่เข้าหูกำนัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ต.กิตติพัฒน์ วิไลลักษณ์ตระกูล รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่หน้าร้านสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จึงรายงาน พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครปฐม ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.7 เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.นครปฐม มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ BMW สีดำ ป้ายแดง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร

จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน มีนายอุดมพงษ์ อายุ 54 ปี เจ้าของเขียงหมู และโรงเชือดหมู รายใหญ่ นั่งหมดสติอยู่ที่เบาะคนขับ มีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งทำการช่วยกันปฐมพยาบาล เร่งทำ CPR ก่อนนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และที่พื้นเบาะรถผู้บาดเจ็บ พบอาวุธปืน .38 ตกอยุ่ 1 กระบอก

ในที่เกิดเหตุ มีนายคมศักดิ์ หรือ กำนันจิ๋ว กำนันตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงตนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยมีอาวุธปืนสั้น กึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ COLT มีหมายเลขทะเบียนปืน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน จำนวน 1 ซอง ลูกกระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 7 นัด (บรรจุอยู่ในซองบรรจุกระสุนจำนวน 6 นัด) (บรรจุอยู่ในรังเพลิงจำนวน 1 นัด) ซองพกในชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซองที่ใช้ก่อเหตุพกติดตัวอยู่หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการค้นตัว จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองนครปฐม

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า เรื่องการก่อเหตุออาจจะเป็นเรื่องหึงหวงกัน เพราะผู้ตายมีคบหากับ อดีตภรรยา กำนันจิ๋ว ทำให้มีเรื่องขุ่นเคื่องกันและมาบังเอิญเจอกันที่ร้านอาหารดังกล่าวและมีปากเสียงกันในร้านก่อนจะออกมาก่อเหตุยิงกันที่หน้าร้านจนมีผู้เสียชีวิต เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุม สภ.เมืองนครปฐม พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม

ได้เดินทางมาติดตามคดียิงหน้าสถานบันเทิง กำชับสืบสวนเข้ม ดำเนินคดีโปร่งใส่ โดยได้เข้าประชุม ร่วมกับ พ.ต.อ.พัฒน์พงศ์ คนแรงทรอง ผบก.กค.ภ.7 ปฏิบัติราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อุดมชาติ ทองไซร้ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ ว่าที่ พ.ต.อ.วันนิวัติ ปัญญาวานิชกุล ผกก.(สอบสวน) กตค.บก.กค.ภ.7

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 7 ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงบริเวณหน้าสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชุมกำชับแนวทางการสืบสวนติดตามผู้ร่วมก่อเหตุและมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยได้รับฟังการสรุปผลการปฏิบัติ แนวทางสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมกำชับการทำสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย โดยละเอียด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คลิปวงจรปิด หนุ่มโคราชถูกรถเก๋งตัดหน้าชนสาหัส กลายเป็นผู้พิการ ร้องสื่อคดีไม่คืบ 9 เดือน ไร้เยียวยา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ พร้อมด้วยนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี และนายประพันธ์ พิขุนทด อายุ 36 ปี ชาวอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประสบเหตุซึ่งปัจจุบันต้องนั่งรถวีลแชร์ ได้เข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปกล้องวงจรปิด ใบแจ้งความ และบัตรประจำตัวคนพิการ ออกมาเปิดเผย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังคดีอุบัติเหตุผ่านมานานกว่า 9 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20.51 น. บริเวณถนนหลังโลตัส ขาออกเมือง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายประพันธ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กง 7514 นครราชสีมา ก่อนถูกรถเก๋งยี่ห้อฮุนได สีขาว กลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จนพุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติในที่เกิดเหตุ

นายประพันธ์ เปิดเผยว่า หลังรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช มีอาการบาดเจ็บหนัก ขาหักทั้งสองข้าง แขนหัก ตับและม้ามแตก ต้องผ่าตัดภายใน รวมถึงศีรษะแตกเย็บ 7 เข็ม และต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน ตลอดระยะเวลากว่า 8 -9 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินได้ และกลายเป็นผู้พิการถาวรผู้ประสบเหตุยอมรับว่า ช่วงแรกทำใจไม่ได้จากคนปกติกลายเป็นผู้พิการ แต่ยังโชคดีที่รอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังจะออกไปซื้อของใช้และกับข้าวเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีไม่เคยเข้ามาเยียวยาหรือสอบถามอาการ มีเพียงพบกันที่สถานีตำรวจเพียงครั้งเดียว จึงอยากให้คู่กรณีออกมารับผิดชอบ และเร่งรัดกระบวนการให้คดีมีความชัดเจน

ด้านนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากเห็นว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังขาดการดูแลด้านกฎหมาย โดยพบว่าคดีล่าช้าผิดปกติ แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8-9 เดือนแล้ว โดยตนได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 ครั้ง แต่พบพนักงานสอบสวนเพียงครั้งเดียว และยังไม่มีการสอบปากคำฝั่งผู้เสียหายแต่อย่างใดนายเอกราชกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายยังมีภาระดูแลบุตรและครอบครัว แต่เมื่อไม่สามารถทำงานได้ก็ขาดรายได้ทันที อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษายังมีจำนวนมาก ทั้งค่าอุปกรณ์ผู้ป่วย รถเข็น เตียง ยา และของใช้จำเป็น ซึ่งสิทธิการรักษา 30 บาทไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดขณะที่นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ดูแลนายประพันธ์มา

โดยตลอด ตั้งแต่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไปเฝ้าอาการทุกวันนานกว่า 4 เดือน ก่อนจะพากลับมาพักฟื้นที่บ้าน และยังคงดูแลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนางสาวประนอมระบุว่า ตลอดช่วงที่รักษาตัว คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยม มีเพียงตนที่คอยแจ้งอาการให้ทราบ และแม้อีกฝ่ายจะรับรู้ แต่การช่วยเหลือมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเรียกร้องเกินสมควร เพียงอยากให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบและเข้ามาเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างจริงจังทั้งนี้ นายจ้างยืนยันว่า นายประพันธ์ทำงานและอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี เปรียบเสมือนคนในครอบครัว แม้วันนี้จะกลายเป็นผู้พิการก็ไม่เคยมองว่าเป็นภาระ พร้อมดูแลอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าคู่กรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึก! ไรเดอร์หนุ่มดวงกุด ล้วงมือถือตกท่อ แขนติดหนึบนานนับชั่วโมง กู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหารระดมกำลังช่วยวุ่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระทึกขวัญบริเวณริมถนนชาภูบาล เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อนายอรุณ ไรเดอร์(LINE MAN)หนุ่มร่างท้วม

ประสบอุบัติเหตุแขนติดอยู่ในช่องระบายน้ำริมถนน ขณะพยายามล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือvivo ราคาประมาณ 8,000 กว่าบาท ที่ตกลงไปในท่อระบายน้ำข้างถนน จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองมุกดาหาร เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อไรเดอร์หนุ่มกำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาใช้งาน แต่เกิดอุบัติเหตุทำโทรศัพท์หลุดมือตกลงไปในช่องระบายน้ำขนาดเล็กริมฟุตบาท ด้วยความเสียดายและเกรงว่าจะติดต่อลูกค้าไม่ได้

จึงตัดสินใจนอนราบกับพื้นแล้วสอดแขนลงไปในช่องท่อเพื่อควานหาโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าในช่วงที่พยายามดึงแขนกลับ แขนช่วงศอกเกิดติดขัดกับขอบคอนกรีตเนื่องจากสรีระและมุมที่แคบ ทำให้ไม่สามารถนำแขนออกมาได้

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่เทศกิจและทีมกู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ พบไรเดอร์หนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นถนนในสภาพอิดโรย เจ้าหน้าที่ต้องใช้

เครื่องมือเจาะทำลายกระแทกคอนกรีตบริเวณปากท่อระบายน้ำเพื่อขยายช่องให้กว้างขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถนำแขนของไรเดอร์หนุ่มออกมาได้ท่ามกลางความลุ้นระทึกของชาวบ้านที่มายืนมุงดู

หลังได้รับความช่วยเหลือ นายอรุณเล่าว่า “ตอนแรกเห็นว่าช่องมันพอดีแขน คิดว่าล้วงลงไปได้ พอล้วงลงไปหยิบโทรศัพท์ได้แล้วแต่จังหวะดึงขึ้นแขนมันติด พยายามดึงอยู่พักใหญ่จนเริ่มเจ็บและบวม

เลยต้องขอให้คนช่วย ขอบคุณพี่ๆ กู้ภัยและเทศกิจมากครับ” ทั้งนี้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบเพียงบาดแผลถลอกและรอยแดงบริเวณต้นแขนและศอกเล็กน้อย
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไรเดอร์แขนติดท่อ #อุบัติเหตุไม่คาดฝัน #เทศกิจมุกดาหาร #เตือนภัยใกล้ตัว #ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วูบหลับคาพวงมาลัย! หนุ่มหลับในขับเก๋งเทียน่าพุ่งชนร้านหมูกะทะชั่งกิโลมุกดาหาร หลังคาถล่มทับ สองแม่ลูกได้รับบาดเจ็บ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 19.40 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนร้านอาหาร “เนย เนย หมูกะทะชั่งกิโล” บริเวณทางโค้งถนนเลียบแม่น้ำโขง สาย มห.3003 บ้านเลขที่ 51 หมู่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานพนักงานสอบสวนและหน่วยกู้ชีพเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน เทียน่า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 3 กธ 3464 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพพุ่งชนโต๊ะหินอ่อนและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าร้าน ก่อนพุ่งทะลุเข้าไปภายในร้าน ส่งผลให้โครงสร้างหลังคาพังถล่มลงมาทับตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ได้แก่ นางบุญศิริ ทองมหา เจ้าของร้าน และเด็กชายจิรายุ ลูกชาย ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งอยู่บริเวณโต๊ะหินอ่อนหน้าร้าน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้เร่งนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

จากการสอบถามนายมอส ผู้ขับขี่รถยนต์ ให้การว่า ได้ขับรถมาจากต่างจังหวัด มุ่งหน้าไปทางตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง ประกอบกับมีอาการอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการวูบหลับใน จนรถเสียหลักพุ่งออกนอกเส้นทางและชนเข้ากับร้านดังกล่าว

เบื้องต้นผู้ขับขี่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด และยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

หลับใน #อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #รถพุ่งชนร้านหมูกระทะ #ข่าวด่วน #เตือนภัยถนน #ขับขี่ปลอดภัย #ทางโค้งอันตราย #ข่าวอีสาน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตะลึง!!เช็คประวัติ 2โจรชิงทอง เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น เคยปล้นร้านทอง อ้างชิงทองแทนบุญคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พร้อมด้วยตำรวจชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมตัวคนร้าย2คน ชิงทองห้างดังในพื้นที่โคกขาม

โดยหลังจากก่อเหตุนายโจ๊กคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์ที่เตรียมไว้หนีไปก่อนที่จะทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ซอยข้างๆแล้วไปเปลี่ยนรถขึ้นรถเก๋งเพื่อหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีนายยักษ์ผู้ร่วมวางแผนก่อเหตุจอดรถรออยู่ชับหนึขึ้นเหนือไปหลบพักค้างคืนอยู่ในรีสอร์ทที่จังหวัดน่านเตรียมที่จะออกนอกประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบภาค7สืบจังหวัดสมุทรสาคร

สืบโคกขาม ได้แกะรอยติดตามคนร้ายไปอย่างกระชั้นชืด จนตามไปทันกลางดึกรู้แน่ชัดแล้วว่าคนร้ายพักอยู่ในรีสอร์ท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมไว้ก่อนเนื่องจากคนร้ายมีอาวุธปืนเจ้าหน้าที่จึงต้องวางแผนกันอย่างรอบคอบ รอให้ถึงเช้า จึงให้พนักงานของทางรีสอร์ทเข้าไปเคาะประตูนำอาหารเข้าไปให้ เมื่อคนร้ายเปิดประตูออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้กรูกันเข้าไปจับกุมตัวคนร้ายทั้ง2คาที่นอน

พร้อมนำตัวคนร้ายทั้ง2คนกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง2คนยังไม่ยอมบอกว่านำทองของกลางที่ชิงมาพร้อมกับปืนที่ก่อเหตุไปไว้ที่ไหน โดยนายโจ๊กคนร้ายที่บุกเข้าไปในร้านทองบอกเพียงสั้นๆว่าการก่อเหตุในครั้งนี้นายยักษ์เป็นคนวางแผนและจัดหาชุด ปืนและรถ มาให้ทั้งหมด ส่วนที่ตนเองทำไปก็เพื่อตอบแทนบุญคุณนายยักษ์ที่ให้ที่อยู่ที่กินกับตน พร้อมกับให้เงินในการก่อเหตุครั้งนี้3,000บาท และเตรียมที่จะหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนนายยักษ์ยังปากแข็งปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติของนายยักษ์พบว่ามีประวัติยาวเหยียดพึ่งออกจากคุกมาได้ไม่นานโดนคดีเกี่ยวกับทรัพย์ทั้งสิ้นแถมเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองลักษณะนี้มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายโจ็กไปทำแผนที่ร้านทองเพื่อประกอบคำรับสารภาพและดำเนินคดีกับคนร้ายทั้ง2คนตามกฎหมายต่อไป ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.ไล่ล่าลอบขน “กระเทียมเถื่อน” ข้ามโขง ยึดของกลางกว่า 1.3 ตัน คนร้ายหนีทัน ทิ้งของกลางริมฝั่งโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม

ได้สั่งการให้ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร นำกำลังชุดลาดตระเวนทางเรือออกตรวจเข้มบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

กระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 29 เมษายน เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือต้องสงสัยแล่นมาจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย บริเวณร้านหมูกระทะ ใกล้ถนนคนเดินริมโขง ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยพบกลุ่มบุคคลประมาณ 8-10 คน ยืนรอรับของอยู่ริมฝั่ง

เมื่อเรือเข้าจอดเทียบฝั่ง กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงวัตถุคล้ายกระสอบขึ้นจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้กระทำผิดไหวตัวทัน ทิ้งของกลางและเรือ อาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบเป็นกระเทียมบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าตรวจพื้นที่จนถึงเวลา 02.30 น. แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร

ผลการตรวจสอบโดยละเอียด พบกระเทียมจำนวน 73 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,387 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยกระสอบละประมาณ 19 กิโลกรัม ซึ่งเข้าข่ายเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และนำส่งด่านศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงานกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #นรข #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ของเถื่อน #หนีภาษี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.สภ.โชคชัยสอบสวน ผู้ก่อเหตุชาวจีนปล้นร้านทอง ใน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ สภ.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา บรรยากาสภายในห้องสอบสวน เต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้ก่อเหตุปล้นร้านทอง ถูกแยกสอบ พร้อมด้วยล่ามแปลภาษา

ซึ่งเป็นหญิงนั่งทางด้านซ้ายของผู้ก่อเหตุ สีหน้าของผู้ก่อเหตุดูค่อนข้างเครียด เบื้องต้นผู้ก่อเหตุได้ให้การกับ ตร.ฝ่ายสอบสวนว่า ได้ถูกหลอกให้มาซ่อมโดรน ในเมืองไทยค่าจ้าง ลำละ1,300,000 บ.แต่ยังไมได้ทำงาน เงินที่มีอยู่ก็ใช้ไปจนเกือบหมด จากการท่องเที่ยว

ทั้งสองจึงขับรถไปเรื่อย จึงก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าว โดย ใช้ ของแข็งคล้ายค้อน ทุบกะจก แล้ว กวาดแหวนทอง จำนวน 44 วง ต่างหู 24 วง รวมมูลค่า ประมาณ 800,000 บ. แล้วขับรถเก๋งสีขาว หลบหนีเข้า กทม. จึงถูก ตร.สน.ประเวทจับได้

ในเวลาต่อมาวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โชคชัยจังหวัดนครราชสีมา ควบคุมตัว 2 ผู้ต้องหาชาวจีน คือนาย ซู จิน เทา อายุ27ปี และนายซอง ฮาวหลง อายุ 19 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ภายในร้านทองที่เกิดเหตุ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

บรรยากาสการทำแผน ค่อนข้างตรึงเครียด โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียด ขณะเจ้าหน้าที่นำตัวพาชี้จุดเกิดเหตุสำคัญภายในร้าน ทั้งจุดที่ใช้ของแข็งทุบตู้กระจก และจุดที่กวาดทรัพย์สิน โดยมีประชาชนจำนวนมากมามุงดู อย่างใกล้ชิด

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 ปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว สกัดขบวนการค้ายา 2 คน ขนแบบ “กองทัพมด” ลักลอบนำเข้าประเทศ พร้อมยาบ้า 18,000 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย พ.อ.ศรณณัฐ นวลมณี ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชน ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

จึงสั่งการให้ ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 จัดกำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วทำการ ลาดตระเวนตรวจสอบจุดเสี่ยง/ จุดเพ่งเล็ง ในพื้นที่ ด้วยรถจักรยานยนต์ บริเวณทางโค้งข้างกำแพงวัดอรัญญิกาวาส บ.ม่วงชี ม.4 ต.โพนทอง อ.บ้านแพงฯ ครั้นเมื่อเวลา 17.30น ตรวจพบกระสอบอยู่บริเวณข้างวัดติดกับถนนทางหลวงหมายเลข 212 จึงทำการตรวจสอบพบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) หน่วยฯ

จึงวางกำลังซุ่มบริเวณพื้นที่ข้างเคียง เพื่อสังเกตุรอบุคคลที่จะมาขนย้ายกระสอบดังกล่าว ครั้นเมื่อเวลา 18.00น ตรวจพบรถจักรยานยนต์ขับวนเวียน 2 – 3 รอบ แล้วต่อมามีวัยรุ่น จำนวน 2 คน ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ชาเล็ง) จากนั้นมีชายเสื้อขาวเดินลงมาหยิบกระสอบวัตถุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นบุคคลดั่งกล่าว ทราบชื่อ นาย วุฒิชัย เศษเพ็ง ภูมิลำเนา ต.นางัว อ.บ้านแพง จ.นครพนม (ทราบชื่อภายหลัง)

หลังจากนั้นบุคคลที่อยู่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างดังกล่าวพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้ขับรถหลบหนีไป หน่วยฯ ได้สอบถาม นาย วุฒิชัยฯ ว่าบุคคลที่หลบหนีเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ครั่นหน่วยฯ ได้ทราบข้อมูลแล้ว จึงจัดชุดติดตามควบคุมตัวได้ในเวลาต่อมา คือ นาย วีรวุฒิ ชาศรี (ทราบชื่อภายหลัง) ภูมิลำเนา ต.โพนทอง อ.บ้านแพง จ.นครพนม จึงทำการสอบสวนเบื้องต้น บุคคลทั้ง 2 ยอมรับว่า

พวกตนได้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อที่จะมาหยิบกระสอบยาเสพติดดังกล่าวจริง โดยรับการว่าจ้างจาก นาย ศรีไพรฯ ในราคา 1,000 บาท ขั้นต้นหน่วยจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวน 3 รายการ คือ ยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ประมาณ 18,000 เม็ด ( 9 มัด ), รถ จยย.พ่วง

ข้าง ยี่ห้อ Wava 110 I ทะเบียน 1 กณ 5433 ระยอง จำนวน 1 คัน และ โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง เพื่อดำเนินการขนย้ายมายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เพื่อทำการตรวจสอบ และตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดบันทึกภาพ และนำของกลางดำเนินการส่ง พงส.สอบสวน สภ.บ้านแพงฯ เพื่อนำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ไม่ทน! โครงการเขื่อนห้วยมุกถูกจับโป๊ะ ร้อง ป.ป.ช.ลุยสอบ ปมวัสดุไม่ตรงแบบ-คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ตรวจสอบผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมห้วยมุก บริเวณสะพานข้ามห้วยมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ทั้งนี้ การร้องเรียนดังกล่าว สืบเนื่องจากการได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในพื้นที่ ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบข้อสังเกตหลายประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ

โดยระบุว่า ผู้รับจ้างอาจมีการนำ “หิน” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง มาจากแหล่ง “ภูเต่า” ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและถูกประชาชนร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบจากการระเบิดหินที่สร้างความเดือดร้อนและกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้าง เช่น การใช้วัสดุรองพื้นไม่เป็นไปตามแบบ การเรียงหินในโครงสร้างตาข่ายไม่แน่นหนาและคุณภาพงานบางจุดอาจไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (TOR)

ร.ต.ต.สุเทียน ระบุว่า การนำวัสดุจากแหล่งที่มีข้อพิพาทมาใช้ในโครงการของรัฐ อาจเข้าข่ายไม่เหมาะสม และอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของผู้รับจ้างอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

จึงได้ขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัสดุ (หิน) ว่าผู้รับจ้างได้จัดหามาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เสนอขออนุมัติใช้วัสดุถูกต้องตามขั้นตอน และเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) หรือไม่ ,

ตรวจสอบว่าผู้รับจ้างได้ดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาอย่างครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าฝ่าฝืน ขอให้มีคำสั่งระงับการใช้วัสดุจากแหล่งที่มีข้อพิพาทดังกล่าวทันที เพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการกระทำที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน หากพบว่าผู้รับจ้างมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขใน TOR ขอให้ดำเนินการตามระเบียบพัสดุฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมงาน กรรมการตรวจการจ้างโครงการดังกล่าวด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

เขื่อนห้วยมุก จังหวัดมุกดาหาร ร้องปปช #ตรวจสอบโครงการรัฐ ข่าวสืบสวน งานก่อสร้าง #สิ่งแวดล้อม #ภาษีประชาชน #ปปช #สตง #สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง #ปลัดกระทรวงมหาดไทย #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬเดือด! ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่ 170 กิโล ริมโขง มูลค่ากว่า 5.1 ล้าน ซุก 7 กระสอบรอขนเข้าประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่หน้าอาคารกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 จังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พ.อ.ศิวดล ยาคล้าย รองผอ.รมน.บึงกาฬ พ.ต.อ.ดำรงค์ศักด์ แก้วสมนึก รองผบก.บึงกาฬ พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผกก.สภ.เมืองบึฃกาฬ

พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อยตชด.244 พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ ร่วมแถลงผลการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม บรรจุใน กระสอบสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ หลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตรวจพบวางทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่ บ้านห้วยดอกไม้ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ชุดปฏิบัติการข่าว ร้อย ตชด.244 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้จัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามจุดเพ่งเล็งตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ในพื้นที่ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัด บึงกาฬ

กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบ กระสอบต้องสงสัยสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ วางอยู่บริเวณริมฝั่ง แม่น้ำโขง จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณโดยรอบ เพื่อรอดูผู้มาแสดงตัวรับของกลาง

ต่อมาเวลาประมาณ 02.30 น. ไม่ปรากฏผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพในที่เกิดเหตุ ก่อนนำของกลางไปตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดที่ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244

ผลการตรวจสอบพบว่า เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,100,000 บาท ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาเสพติดดังกล่าวถูกลักลอบลำเลียงมาพักไว้บริเวณชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อรอการขนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและตรวจยึดได้ก่อน
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจเข้าตรวจค้นถึงกับผงะ! เจอเสื้อเกราะ2ตัวกระสุนหลายร้อยนัด ปืนจำนวนมากทั้งปืนไรเฟิลเก็บเสียง ปืนยาว ปืนสั้นติดลำกล้อง

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 24 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พ.ต.ท.อชืรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รองผกก.สืบสวน พร้อมกำลังได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอาณัติหรือ ตั้ม อายุ 45ปีพร้อมของกลางยุทธภัณฑ์อาวุธปืนเครื่องกระสุนจำนวนมาก สืบเนื่องจากที่นาย คาเลตู หนุ่มชาวเมียนมาอายุ22ปีถูกกระสุนปืนปริศนายิงเข้าที่ขา2นัดได้รับบาดเจ็บขณะนั่งอยู่กับเพื่อน2คนหน้าโรงงานรอเวลาเข้าทำงานที่หน้าโรงงาน โบเทียเล็คคอเลทีฟ ในแฟคตอรี่ คลองมะเดื่อ ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อนๆแถวนั้นช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบนเพื่อเข้ารับการรักษาตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อทราบเหตุมีผู้ถูกยิงจึงรีบรุดไปตรวจสอบหามือยิง จากการสอบถามคนในโรงงานละแวกนั้นบอกได้ยินเสียงปืนมาจากโรงกลึงของช่างตั้ม ซื่งเป็นคนชอบสะสมอาวุธปืนและซ้อมยิงปืนอยู่ในโรงกลึงอยู่เป็นประจำแถมเป็นคนที่มีนืสัยชอบเอะอะโวยวายอารมณ์ร้าย ขี้โมโหโกรธงาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่หน้าโรงกลึงของช่างตั้มพบว่าถังน้ำมันเปล่า200ลิตรถูกยิงมีรอยกระสุนพรุนไปหมดนับไม่ถ้วน ทางเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้ช่างตั้ม ออกมาเปิดประตูพูดคุย แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนยุทธวิธีนำรถเครื่องเสียงมาเปิดจนช่างตั้มยอมออกมาพร้อมกับเอะอะโวยวายด่าทอใส่ตำรวจแล้วอาละวาดอย่างหนัก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการควบคุมตัว เพื่อให้สงบสติอารมณ์ส่วนกำลังอีกกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปพูดคุยกับลูกของช่างตั้มเพื่อเข้าไปขอให้นำตรวจค้นภายในบ้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปภายในถึงกับตะลึงพบอาวุธปืนจำนวนมากทั้งปืนสั้นปืนยาวถูกติดลำกล้องเก็บเสียงดัดแปลงให้ยิงได้แบบอัตโนมัติถูกวางไว้ตามจุดต่างๆทั่วทั้งบ้านพร้อมกระสุนอีกหลายร้อยนัด หลายขนาด เสื้อเกราะนอกกันกระสุนอีก2ตัว แถมยังพบยาบ้าอยู่ในถุงอีกหลายสืบเม็ดจากการสอบถามช่างตั้มยังพูดวกวนในครั้งแรกยอมรับว่าได้ยิงปืนจริงสักพักบอกว่าไม่ได้ยิงและไม่จำเป็นต้องยิงแค่ยิงขู่ก็กลัววิ่งกันกระเจิงแล้ว ส่วนอาวุธปืนซื้อสะสมมานานแล้วที่จำเป็นต้องมีไว้จำนวนมากหลายกระบอกและขึ้นลำกล้องไว้เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย

จากแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในโรงงาน รอบๆบ้านทั้งนั้น หากบุกเข้ามาก็จะใช้ปืนยิงได้ทันทีเพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านพ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รองผกก.สอบสวนสภ.กระทุ่มแบนบอกกับผู้สื่อข่าวว่าได้มีการแจ้งข้อหากับนายตั้ม ในหลายข้อหาที่เกี่ยวกับอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนยุทธภัณฑ์ที่นายทะเบียนออกให้ไม่ได้ ข้อหาครอบครองยาเสพติด พร้อมกับ คัดค้านการให้ประกันตัว และทำเรื่องให้มีการเพิกถอนใบอนุญาติในการครองครองอาวุธปืนต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดสะเทือนใจ! ปู่คลั่งยาโหด ซ้อมหลานวัย 2 ขวบดับสลด สารภาพเสพยาบ้าก่อนก่อเหตุ แม่ร่ำไห้แทบขาดใจ – ลั่นเอาผิดถึงที่สุด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหาร สืบเนื่องจากเหตุสะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา กรณีเด็กชายวัย 2 ขวบ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการเลือดออกในช่องท้องและสมอง โดยผู้ก่อเหตุเป็นปู่(สามีใหม่ของย่า) ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเป็นประจำล่าสุดมีรายงานว่า เด็กชายเคราะห์ร้ายได้เสียชีวิตลงแล้วในเวลาต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือทำร้ายหลานจริง โดยก่อนหน้านั้นได้เสพยาบ้าไปจำนวน 2 เม็ด เมื่อเห็นว่าเด็กมีอาการผิดปกติจึงโทรแจ้งรถกู้ชีพจากโรงพยาบาลมุกดาหารเข้ามารับตัวส่งรักษา

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านคำหอย ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นบ้านของผู้ก่อเหตุ โดยแม่ของนายศุภกิจ ชาตาสุข อายุประมาณ 37 ปี เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุพ่อแม่ของเด็กได้นำหลานมาฝากให้ลูกชายของตนเลี้ยงตามปกติ เนื่องจากทั้งสองมีความสนิทสนมกันมาก และผู้ก่อเหตุก็เป็นคนรักเด็กกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. เห็นลูกชายอุ้มหลานออกมาจากบ้าน พร้อมบอกว่าเด็กมีอาการไม่ดี เมื่อตนเข้าไปอุ้มพบว่าเด็กตัวอ่อนแรงผิดปกติ จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยลูกชายยอมรับว่าได้ตีหลานเพื่อสั่งสอน เพราะลงไปเล่นน้ำ แต่ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่ลงมือชัดเจน

หลังจากนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลแล้ว ผู้ก่อเหตุได้รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าหลานอาจไม่รอดชีวิต โดยครอบครัวคาดว่าสาเหตุเกิดจากอาการหลอนจากการเสพยาบ้าด้านนางสาวศิรประภา อันติมานนท์ อายุ 23 ปี มารดาของเด็ก เปิดเผยด้วยความเสียใจว่า ได้รับโทรศัพท์จากแม่สามีแจ้งว่าลูกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่สามีจะโทรมาบอกว่า ลูกไม่หายใจและไม่ตอบสนองแล้ว

มารดาเด็กยังระบุว่า ปู่เป็นคนเลี้ยงลูกมาตลอด เนื่องจากเด็กไม่ยอมไปกับใคร โดยในช่วงแรกผู้ก่อเหตุเลี้ยงดูอย่างดีมาก แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีอาการหงุดหงิดและฉุนเฉียว หากลูกเป็นอะไรไปยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศุภกิจ ชาตาสุข ผู้ก่อเหตุไว้สอบสวน พร้อมเรียกบุคคลในบ้านมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ปู่ทำร้ายหลาน #เด็ก2ขวบเสียชีวิต #มุกดาหาร #ข่าวสะเทือนใจ #ยาบ้า #ความรุนแรงในครอบครัว #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #เตือนภัยสังคม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAthailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีระทึก! กระบะเสียหลักพุ่งทะลุธนาคารออมสินนิคมคำสร้อย กระจกแตกกระจายเกลื่อน บาดเจ็บ 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.มงคล แวงวรรณ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ

พ.ต.ต.ไพรบูรณ์ เทพนา สารวัตรป้องกันปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนอาคารธนาคารออมสิน สาขานิคมคำสร้อย

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสภาพด้านหน้าพังยับเยิน พุ่งทะลุกระจกด้านหน้าเข้าไปภายในธนาคาร ส่งผลให้กระจกแตกกระจายและทรัพย์สินภายในเสียหายเป็นจำนวนมาก พื้นที่โดยรอบพบเศษกระจกและชิ้นส่วนรถกระจัดกระจาย สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและพนักงานที่อยู่ภายในเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อทำการรักษา

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้อย่างละเอียด ว่าเกิดจากความประมาทหรือปัจจัยอื่นใด พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-พวงเพชร มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีชีวิตของจริง! ได้กลิ่นไหม้แค่เสี้ยววินาที ตัดสินใจจอดรถทัน ช่วยชีวิตยกคันจากเหตุไฟไหม้กลางเมือง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้และบรรเทาสาธารณภัย 199 เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถยนต์บริเวณถนนหน้าอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ภายในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถน้ำได้เร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน กค 824 มุกดาหาร จอดอยู่ริมถนนฝั่งหน้าโรงพยาบาล โดยมีเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้จากบริเวณห้องโดยสารและใต้ท้องรถอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงเร่งใช้น้ำฉีดสกัดเพลิง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าว

จากการสอบถามนายวีระ เจ้าของรถ ซึ่งเป็นข้าราชการครูบำนาญ โรงเรียนบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถพร้อมภรรยาและหลานรวม 4 คน เข้ามาทำธุระในตัวเมือง ระหว่างขับผ่านบริเวณวงเวียนหอนาฬิกา สังเกตได้ว่ามีกลิ่นไหม้ผิดปกติจากช่องแอร์ลอยเข้ามาภายในห้องโดยสาร จึงพยายามประคองรถหาจุดจอดที่ปลอดภัย

กระทั่งมาถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลมุกดาหาร จึงตัดสินใจจอดรถและดับเครื่องยนต์ พร้อมรีบให้ทุกคนลงจากรถทันที หลังจากนั้นไม่นาน ได้เกิดประกายไฟลุกขึ้นอย่างรวดเร็วภายในห้องโดยสาร ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างรุนแรง เจ้าของรถจึงรีบแจ้งขอความช่วยเหลือจากศูนย์ 199

เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดของ ร.ต.อ.นิติภัทร์ วรรณชัย ร้อยเวร สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันเฝ้าระวัง 24 ชม. คัดค้านโครงการพลังงานลม เหตุใบอนุญาตยังถูกตรวจสอบ

20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ประกาศจุดยืนเดินหน้าเฝ้าระวังพื้นที่ป่าภูยูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเป็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 แต่กระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมีการดำเนินการตรวจสภาพป่าเป็นเท็จ ด้วจการระบุว่าพื้นที่ป่าภูยูงเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ โดยปัจจุบันใบอนุญาตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อยุติ

โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 กลุ่มฯ พบว่า มีการพ่นสี ถากเปลือกไม้ และทำเครื่องหมายเป็นตัวอักษรพร้อมตัวเลขบนต้นไม้ เพื่อเตรียมการทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ทั้งที่โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นอกจากนี้ยังเกิดเหตุไฟไหม้ป่าภูยูง ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย ซึ่งกลุ่มฯ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจุดไฟโดยเจตนา เพื่อทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม และเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไม้ออก ซึ่งอาจเป็นการผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมโดยลัดขั้นตอนเพื่อป้องกันความเสียหาย กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจึงได้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังและจุดตรวจสอบในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา โดยมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังพบความพยายามก่อเหตุเผาป่า การเตรียมตัดไม้ รวมถึงการปล่อยข่าวโจมตีและใส่ร้ายกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง

กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเพื่อปกป้องป่าภูยูงที่อุดมสมบูรณ์ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงระบุว่าจะยังคงเฝ้าระวังและตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่อไป ควบคู่กับการติดตามกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาต โดยเรียกร้องให้การดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ที่เข้าดำเนินการในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือไม่
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกล.สุรศักดิ์มนตรียึด “ข้าวสารเถื่อน” กว่า 1,200 กระสอบ มูลค่า 2.6 ล้าน ซุกอาคารร้างกลางเมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.อ.สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้บังคับการ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (กกล.สุรศักดิ์มนตรี)ได้รับแจ้งข้อมูลว่าบริเวณอาคารกำลังก่อสร้างไม่มีเลขที่ ติดกับบ้านเลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง

จังหวัดมุกดาหาร อาจถูกใช้เป็นสถานที่พักเก็บสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีศุลกากร จึงได้มอบหมายให้ พ.อ.คมศักดิ์ พราวศรี รองผู้บังคับการ เข้าประสานและปรึกษาข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและร่วมสนธิกำลัง ก่อนนำหมายศาลเข้าดำเนินการตรวจค้นอาคารตามที่ได้รับแจ้ง

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบข้าวสารจำนวนมากถูกเก็บซุกซ่อนอยู่ภายในอาคาร แบ่งเป็นข้าวสารดำ จำนวน 255 กระสอบ และข้าวสารขาว จำนวน 1,030 กระสอบ รวมปริมาณกว่า 62,750 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,660,350 บาท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น สินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็นของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานศุลกากรมุกดาหาร เข้าดำเนินการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ข้าวสารเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ศุลกากร #ข่าวอาชญากรรม #ยึดของกลาง #ข่าวด่วน #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สงกรานต์เลือด! วัยรุ่นมุกดาหารเปิดฉากยิงกลางเมือง หนุ่มถูกยิงท้องสาหัส หลังปะทะเดือดหน้าร้านดัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 16 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมุกดาหาร จึงสั่งการให้พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร เดินทางไปตรวจสอบ

ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร พบผู้บาดเจ็บทราบชื่อภายหลังคือ นายภารดล นอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ชั้น 7 มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิงเข้าบริเวณหน้าท้อง แพทย์ได้ทำการผ่าตัดนำหัวกระสุนออกเป็นที่เรียบร้อย อาการปลอดภัยแล้ว

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อน บริเวณหน้าร้านสยามชัย ถนนพิทักษ์พนมเขต ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร กระทั่งเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันเดียวกันนี้ได้เกิดมีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่ม ซึ่งมี นายนายชุษณะ วาปี เป็นหนึ่งในกลุ่มคู่กรณี

ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงชุลมุน มีการทำร้ายร่างกายกัน ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 2 นัด และพบว่าตนเองถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง ก่อนจะมีพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่กู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดจำนวน 1 ปลอก ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทพ 2103 ซุ่มจับกลางดึก! แก๊งลอบขนของเถื่อนข้ามโขงกลางเมืองมุกดาหารแตกฮือ ทิ้งกระเทียม 160 กก. เผ่นหนีทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 โดยกองร้อย ฉก.ทพ.2103 ภายใต้การนำของ พ.ต.ธนากร นาเหล็ก ผู้บังคับกองร้อย ฉก.ทพ.2103 สนธิกำลังออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชุมชนนาโปกลาง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณจุดเพ่งเล็งริมตลิ่งแม่น้ำโขง กระทั่งเวลาประมาณ 00.20 น. ตรวจพบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ 1 ลำ แล่นข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจอดบริเวณบันไดริมตลิ่ง ก่อนจะมีกลุ่มชายประมาณ 15–20 คน ช่วยกันแบกหามวัตถุต้องสงสัยขึ้นฝั่งอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มชายดังกล่าวเกิดตกใจ รีบโยนสิ่งของที่แบกมาทิ้งไว้ ก่อนอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่เรือลำดังกล่าวได้เร่งเครื่องยนต์หลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทันที

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบของกลางเป็นกระเทียมบรรจุในกระสอบตาข่าย จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนักเฉลี่ยกระสอบละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 160 กิโลกรัม ถูกทิ้งกระจัดกระจายบริเวณริมตลิ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร จึงได้ทำการตรวจยึด พร้อมนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน21 #ลักลอบขนของเถื่อน #ชายแดนโขง #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #จับของเถื่อน #ชายแดนไทยลาว #ข่าววันนี้ #CIAThailand #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โคกขาม ไล่ล่ารวบโจรคารังฉวยโอกาสขณะแม่ค้าเผลอคว้ากระเป๋าสตางค์ขี้นมอไซด์บิดหนี.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2569 ทางสภ.โคกขาม ได้เปิดเผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 20.00น. ของคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ191 ว่ามีเหตุวิ่งราวทรัพย์ ร้านขายดอกไม้ ภายในหมู่บ้านเจริญสินธานี หมู่ที่2 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาครคนร้ายสวมหมวกกันน็อคใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสัแดงในการก่อเหตุชิงระเป๋าสตางค์ของแม่ค้าขายดอกไม้มุ่งหน้าเช้าถนนชายทะเลบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร โดยมีพลเมืองดีขี่รถมอเตอร์ไซด์ตามคนร้ายไป

พ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สถ.โคกขาม ได้สั่งการให้พ.ต.ท.ประภาส ศิริรัตน์ รองผกก.สืบสวน ให้รีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ ออกตามใล่ล่าคนร้ายทันทีโดยมีการตามไปอย่างกระชั้นชิด พบพลเมืองดีที่ขี่รถมอเตอร์ไซด์ตามคนร้ายไปโดยพลเมืองดีบอกว่าได้ถีบรถคนร้ายจนเสียหลักไปกระแทกกับเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหาย แต่คนร้ายก็ยังอาศัยความชุลมุนบิดรถ มอเตอร์ไซด์หนีไปต่อได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ลดความพยายามตามแกะรอยคนร้ายจนรู้ว่าคนร้ายได้ขี่รถไปจอดรถที่ร้านขายของชำเพื่อซื้อปะแจมาไขช่อมรถที่เสียหายจากการกระแทกเสาไฟฟ้าก่อน ที่จะขับต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจขึงขอดูกล้องวงจรปืดจากร้านค้า เห็นคนร้ายถอดหมวกกันน็อคออกเห็นใบหน้าชัดเจนจนรู้ว่าคนร้ายคือนาย อรรถกวีอายุ52ปีเป็นคนพื้นที่โคกขาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบรุดไปทันที พบคนร้ายกำลังนั่งเสพยาอย่างสบายใจอยู่ภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าควบคุมตัวคนร้ายพบกระเป๋าสตางค์ที่คนร้าย

ขโมยมาภายในมีเงินสด6พันบาทและยาเสพติดที่ใช้เสพคนร้ายยอมรับสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุจริงโดยทำทีเข้าไปขอซื้อดอกไม้ภายในร้านแล้วคว้ากระเป๋าสตางค์ของแม่ค้าขายดอกไม้ขณะที่แม่ค้าเผลอแล้วขึ้นรถบิดหนีมาไม่คิดว่าจะมีคนจำผมได้ เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสภ.โคกขามเพื่อนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 จับแก๊งค้ายารายใหญ่ ได้ 4 คน ของกลางเคตามีน 4 กระสอบ 200 ห่อ/กก. มูลค่า 40 ล้านบาท อ.บ้านแพง จ.นครพนม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. กองทัพบก โดย พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย พ.อ.ศรณณัฐ นวลมณี ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชน ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านฉวยโอกาสก่อนสงกรานต์ เข้ามาในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม จึงสั่งการให้ ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 จัดกำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วทำการซุ่มเฝ้าตรวจ บริเวณ พื้นที่ บ.แพงใต้ ม.11 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยขับออกมาจากพื้นที่ใกล้เคียง กำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วจึงได้ประสานมายัง ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เพื่อดำเนินติดตามและสกัดกั้น

ครั้นเมื่อเวลา 19.50น ได้ตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าว จอดทิ้งไว้ข้างโรงแรมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ บ.เนินคนึง ม.5 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม และมีรถจักรยานยนต์ขับมารับคนขับรถยนต์หลบหนีไป ในขณะกำลังจะเข้าตรวจสอบพบกลุ่มวัยรุ่น เดินออกมาจากโรงแรม เพื่อมายังรถยนต์คันที่จอดทิ้งไว้ หน่วยฯ จึงได้เข้าซักถามและตรวจสอบ ทราบชื่อ นายพชรพล พงษ์พุทธรักษ์ (ทราบชื่อภายหลัง) ภูมิลำเนา อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มีอาการท่าทีพิรุธผิดปกติ แสดงตัวตนว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ ในระหว่างทำการพูดคุย มีรถยนต์ต้องสงสัย ภายในมีชายต้องสงสัย 2 คน ทราบชื่อ น.ส.อนุชิตา พันมหา อายุ 18 ปี ภูมิลำเนา อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร และนายณัฐพงค์ มงคลสุภา อายุ 20 ปี ภูมิลำเนา อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ซึ่งคาดว่าจะเป็นรถยนต์นำทางวิ่งเข้ามา จึงเข้าทำการตรวจสอบ

โดยทั้งหมดเมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่จึงให้การร่วมมือโดยสารภาพว่ามารับยาเสพติด เพื่อจะนำไปส่งในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และสามารถจับกุมภายในห้องพักได้อีก 1 คน ทราบชื่อ นายพิสิษฐ์ อุสุพันธ์ อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงได้ทำการตรวจสอบภายในรถยนต์ของนายธิติพลฯ พบเป็นยาเสพติดประเภทวัตถุออกฤทธิ์ทางประสาท (เคตามีน) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก. วางอยู่ท้ายรถ หน่วยจึงจังกุมผู้ต้องหา จำนวน 4 คน และตรวจยึดของกลาง วัตถุออกฤทธิ์ทางประสาท (เคตามีน) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 ห่อ/กก., รถยนต์ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ ทะเบียน กท 3588 อุบลราชธานี, รถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ ดีแมกซ์ ทะเบียน บท 8164 มุกดาหาร, โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง และ แท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง

จากการสอบถามแก๊งค้ายาในครั้งครั้งนี้ให้การที่เป็นประโยชน์เพื่อทำการขยายผลการจับกุมกลุ่มนายทุนใหญ่ที่ให้การสนับสนุน โดยให้มารับและให้ทำการขนย้าย โดยติดต่อผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้รับค่าจ้างขนย้ายในครั้งนี้ จำนวน 300,000 บาท เพื่อนำไปส่งต่อให้ขบวนการค้ายาในพื้นที่ จ.มุกดาหาร อาศัยก่อนช่วงสงกรานต์ลักลอบขนย้ายเพื่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในปลายทาง กทม. เพื่อให้กลุ่มนายทุนรายใหญ่ ซึ่งยาเสพติดประเภทวัตถุออกฤทธิ์ทางประสาท (เคตามีน) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก. หากคิดตามเกณฑ์ของ ปปส. จำนวน 1 กก. ราคาจะอยู่ที่ 200,000 – 250,000 บาท จะมีมูลค่าสูงประมาณ 40 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่า ถือเป็นการจับกุมขบวนการแก๊งค้ายารายใหญ่ในพื้นที่ จ.นครพนม

หน่วยฯ จึงได้ดำเนินการขนย้ายมายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เพื่อทำการตรวจสอบ และตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด พร้อมจะประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดบันทึกภาพ และนำของกลางดำเนินการส่ง พงส.สอบสวน สภ.บ้านแพงฯ เพื่อนำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บก.ควบคุมที่ 1(ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21 จับ โจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติ ส่งสปป.ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่บริเวณแนวชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ บ.นาห้วยกอก ม.4 ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21 โดย ร.อ.พิชิตพล เคนดา ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวประชาชน ว่าจะมีการนำรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานศุลกากร บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง

พื้นที่ บ.นาห้วยกอก ม.4 ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พิกัด VD 967001 จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้ประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ชป.พิเศษ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี (ฉก.ทพ.21), ชฝด.3 นฝด.21, ตร.มว.ตชด.ที่ 2344 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอดอนตาล เพื่อร่วมวางแผนบูรณาการทำการวางกำลังดักซุ่มและจับกุม ครั้นเมื่อเวลา 1700 ชุดซุ่ม ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังริมฝั่งแม่น้ำโขงประเทศไทย

จากนั้นได้มีกลุ่มบุคคลต้องสงสัยประมาณ 1-3 คน ทำการนำรถจักรยานยนต์ลักษณะจูงรถจักรยานยนต์ลงบันใดจะลักลอบนำขึ้นเรือเพื่อส่งออกไปยังประเทศ สปป.ลาว ชุดซุ่ม สังเกตุเห็นพฤติกรรมอันควรสงสัย จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่และให้สัญญาณหยุดเพื่อเข้าทำการตรวจสอบและจับกุม เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ได้แสดงอาการตื่นตกใจ ได้ขับเรือกีบติดเครื่องยนต์หลบหนีข้ามไปยัง สปป.ลาว อย่างรวดเร็ว และกลุ่มบุคคลที่ร่วมลำเลียงรถจักรยานยนต์ อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ตรวจพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน จอดทิ้งอยู่ในลักษณะนอนล้มอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ชุดจับกุม จึงได้ทำการตรวจยึดจับกุมของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ Yamaha รุ่น YZF-R15 150 ซีซี สีน้ำแดง-ขาว หมายเลขทะเบียน 3 กฉ 6411 กทม. หมายเลขเครื่องยนต์ G3C1E-0003036 หมายเลขตัวถัง MH3RG041111003017ไว้เป็นหลักฐาน ตรวจสอบโดยรอบบริเวณไม่มีสิ่งผิดกฎหมายอื่นใด และนำของกลางกลับมายัง ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ฉก.ทพ.2107 บ.ตาลรุ่ง ม.12 ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จว.มุกดาหาร

เจ้าหน้าที่หน่วยฯ ได้ประสานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมบันทึกภาพถ่าย วิดีโอ การตรวจยึด ไว้เป็นหลักฐาน พร้อมดำเนินการทำบันทึกการตรวจยึด และนำส่งของกลาง ให้ พนักงานสอบสวนสภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

รวบแล้ว “โฮม คำเภา” หนีคดีลักพาตัวเด็ก 12 ปี หลบป่านานนับเดือน สุดท้ายไม่รอดถูกจับคาถนน

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร สามารถติดตามจับกุมนายใคร คำเภา หรือ “โฮม” อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีลักพาตัวเด็กหญิงวัย 12 ปี ได้สำเร็จ หลังหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในพื้นที่ป่านานกว่า 1 เดือน ก่อนถูกจับกุมขณะขับรถจักรยานยนต์ออกมาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่า รู้จักกับครอบครัวของเด็กหญิงเป็นอย่างดี และได้พาเด็กออกจากบ้านไปด้วยเหตุผลส่วนตัว โดยระหว่างหลบหนีได้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียง และออกมาจัดหาสิ่งของเป็นครั้งคราว

นางสาวกฤษณา ศรีลาศักดิ์ ครูประจำชั้นของเด็กหญิง กล่าวว่าหลังทราบข่าวน้องหายตัวไป ตนรู้สึกเป็นห่วงมาก กังวลว่าน้องจะถูกนำไปตกระกำลำบาก กระทั่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า พบตัวน้องแล้ว จึงทำให้รู้สึกโล่งใจและรีบเดินทางมาพบน้อวที่ สภ.ดอนตาล

ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การบุกรุกเคหสถาน และการพาผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี ออกจากผู้ปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเด็กเป็นอันดับแรก พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างเหมาะสม
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #มุกดาหาร #ช่วยเหลือเด็ก #ความปลอดภัยเด็ก #สภดอนตาล #CIAThailand

ไฟลุกลามเข้าป่าละเมาะหวิดเข้าชุมชนท่ามกลางลมพัดแรงไฟลามป่าละเมาะลุกลามขยายเป็นวงกว้าง เกือบเข้าพื้นที่ชุมชนเนื่องจากมีกระแสลมพัดแรงตลอดทั้งวัน คาดมีคนลักลอบจุดไฟเผาขยะแล้วเกิดลุกลามจนควบคุมไม่ได้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 15.30 น. ที่ผ่านมาศูนย์วิทยุ 191 ของตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหารได้รับแจ้ง มีเหตุไฟไหม้ป่าหญ้า ลุกลามจะเข้าบ้านเรือนประชาชนซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ บริเวณชุมชนเมืองใหม่ 2 ซอย ผ่องใส ใกล้กับสี่แยกเมืองใหม่เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงได้แจ้งให้เทศบาลเมืองมุกดาหาร นำรถน้ำดับเพลิงเข้าไปช่วยฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ป่าหญ้าแห้งดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบเปลวไฟกำลังลุกไหม้เศษหญ้าแห้งในป่าละเมาะเป็นบริเวณกว้างและมีกลุ่มควันจำนวนมากลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีลมพัดแรงตลอดเวลา ชาวบ้านที่มีบ้านเรือใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลต่างช่วยกันดับไฟอย่างโกลาหล

ต่อมาได้มีรถน้ำดับเพลิงของเทศบาลเมืองมุกดาหาร จำนวน 4 คัน เข้าไปช่วยฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกลามอยู่โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ในวงจำกัดโดยไม่มีทรัพย์สินของชาวบ้านได้รับความเสียหายนอกจากป่าที่อยู่ข้างบ้านประชาชนถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างเท่านั้น

ส่วนสาเหตุของการเกิดไฟไหม้และลุกลามในครั้งนี้ สอบถามผู้เช่าห้องพักบริเวณดังกล่าว บอกว่า คาดว่าเกิดจากมีคนจุดไฟเผาขยะในบริเวณพื้นที่ฝั่งตรงข้ามซึ่งของส่วนหลังหอพัก แต่ก็ไม้ได้คิดอะไรจนออกไปธุระได้ประมาณ 30 นาทีก็มีเพื่อโทรบอกว่าไฟไหม้ใกล้ห้องเลยต้องกลับมาดูห้องพร้อมเคลื่อนรถออกจากที่บริเวณดังกล่าว

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขบวนไม้ข้ามชาติเหิมหนัก ! สจป.3 แพร่ “สนธิกำลัง” ร่วมตรวจยึดไม้ชิงชันแปรรูป,ไม้ประดู่แปรรูป ,ไม้ประดู่ท่อน พท.รอยต่อแพร่-น่าน

แชร์เนื้อหานี้

ตามวันที่ 6-7 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางสำนักจัดการทรัพยา
กรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ อำนวยการโดย นายธนรัตน์ แปงใจ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ นายเสน่ห์ แสนมูล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นายสุวิทย์ ฟูคำ หัวหน้าฝ่ายป้องกันรักษาป่า
มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป. 3 สาขาแพร่ สนธิกำลังร่วมกับ -เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นน.13(น้ำสา) ,
นน.14(แม่สาคร)-เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 สปป.3 (ภาคเหนือ) -เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดศปทส.ภาค 5 ร่วมกันตรวจยึดไม้ของกลาง

สำหรับของกลางมีดังนี้ 1.ไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 7 ผ/ลปริมาตร 0.983 ม3.คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 294,900 บาท 2.ไม้ประดู่แปรรูป จำนวน 2 ผ/ลปริมาตร 0.288 ม3.คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 20,160 บาท จำนวน 2 ผ/ลปริมาตร 0.288 ม3.คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 20,160 บาท 3.ไม้ประดู่ท่อน จำนวน 11 ท่อนปริมาตร 5.026 ม3.คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 175,910 บาท โดยใช้

ดวงตรา ต.10978 ย.1114 เลขเรียง 24 – 34 ปีย่อ 69 ตีประทับไว้ที่หน้าตัดของไม้ทุกท่อนตามลำดับ และร่วมกันจัดทำบันทึกการตรวจยึดพื้นที่บุกรุกและไม้ของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเวียงสา จ.น่าน สำหรับพื้นที่ดังกล่าวเป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้มอบหมายให้ นายสุวิทย์ ฟูคำ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส เป็นผู้กล่าวโทษร้องทุกข์ และนายสุชาติ สายลม เจ้าหน้าที่ตรวจป่า เป็นพยาน เหตุเกิดบริเวณ ป่าห้วยแม่ถา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนขุน ด้านทิศเหนือของหมู่บ้านภักดีธรรม หมู่ที่ 7 ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พิกัด 47Q 649442 E 2053791 N
สำหรับไม้ของกลางได้มอบหมายให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นน.13 (น้ำสา) เก็บรักษาตามระเบียบต่อไป

นายเสน่ห์ แสนมูล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กล่าวว่า ไม้ชุดนี้เป็นไม้ตกค้าง ที่กลุ่มขบวนการค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ได้ลักลอบตัด เพื่อรอการขนย้ายไปยังโกดังเป้าหมาย ในภาคกลาง แต่เนื่องจากถูกทางการกดดันสกัดกั้น จึงไม่สามารถหาแหล่งรับซื้อ จนเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวสามารถตรวจค้น ตรวจยึดได้ไม้ของกลาง เป็นการสกัดกั้นและตัดวงจรขบวนการทำไม้มีค่าข้ามชาติ เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ที่กำชับให้เพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้นและตัดวงจรขบวนการค้าไม้ข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไม้มีค่าหายากที่มักถูกลักลอบส่งออก และจะเร่งดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดในขบวนการนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับจริงไม่ปล่อยผ่าน! ศุลกากร จับขบวนการลอบขน “ข้าวเถื่อน” ยึดรถ 15 ตัน เกือบล้าน

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายของนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเข้มงวดกวดขันการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ได้มีการสั่งการผ่านผู้บริหารระดับสูงของกองสืบสวนและปราบปราม ให้เร่งดำเนินการในทุกพื้นที่เสี่ยง

กระทั่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 22.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากร หน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม นำกำลังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงหลายฝ่าย อาทิ

ด่านศุลกากรมุกดาหาร กอ.รมน. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ทหารพราน ตำรวจทางหลวง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เข้าตรวจค้นรถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว หมายเลขทะเบียน 70-9004 มหาสารคาม

การตรวจค้นเกิดขึ้นบริเวณหน้าด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ถนนชยางกูร หมายเลข 212 ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร พบสินค้าประเภท “ข้าวมะลิแดง” บรรจุกระสอบจำนวนมาก น้ำหนักรวมประมาณ 15,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 900,000 บาท บรรทุกมาเต็มคันรถ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรที่ถูกต้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จึงเข้าข่ายเป็นสินค้านำเข้าผิดกฎหมาย ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 สินค้าดังกล่าวถือเป็นของต้องริบ และผู้ที่เกี่ยวข้องอาจมีความผิดตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตรวจยึดสินค้าพร้อมรถบรรทุกของกลาง นำส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ศุลกากร #ลักลอบนำเข้า #ข้าวเถื่อน #มุกดาหาร #ปราบปรามของผิดกฎหมาย #ข่าวอาชญากรรม #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยิงสนั่นโขงเปิดทางหนี! ขบวนการยาไอซ์ข้ามชาติสาดกระสุนใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนทิ้งไอซ์ 240 กก. ริมถนนบ้านแพง

แชร์เนื้อหานี้

นครพนม – เจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม สนธิกำลังทหารพรานและหน่วยข่าวความมั่นคง ไล่ล่าขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำโขงจาก สปป.ลาว เข้าพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเปิดทางหลบหนี ก่อนทิ้งยาไอซ์รวม 240 กิโลกรัม ไว้ริมฝั่งโขงและริมถนนสาย 212

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการ นรข. และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม โดย ว่าที่ ร.อ.เพชรนคร ผิวขำ หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง ได้รับการประสานจากฝ่ายข่าวศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และ สน.3222 ฝ่ายข่าว ศปก.ทบ. แจ้งว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาส่งบริเวณบ้านนาแขท่า หมู่ 3 ต.นาเข อ.บ้านแพง จ.นครพนม

หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนสั่งการให้จัดกำลังซุ่มเฝ้าตรวจ 2 ชุด ชุดกำลังทางเรือ 1 ชุด และชุดสนับสนุนทางบกอีก 1 ชุด เพื่อเฝ้าสกัดจับขบวนการดังกล่าวกระทั่งเวลา 18.40 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบเพลายาวติดเครื่องยนต์ 1 ลำ ล่องข้ามจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งไทยบริเวณท้ายบ้านนาแขท่า เจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมเข้าตรวจสอบ พร้อมประสานกำลังทางเรือและทางบกเข้าหนุนทันที

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่เข้าประชิดพื้นที่ พบรถเก๋งสีดำจอดอยู่ริมฟุตบาทใกล้จุดนัดส่งยา มีกลุ่มบุคคลหลายคนกำลังช่วยกันแบกกระสอบต้องสงสัยขึ้นรถ เมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากันโยนกระสอบทิ้งและวิ่งหลบหนี ส่วนคนที่อยู่ภายในรถเก๋งได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่หลายนัด เพื่อเปิดทางให้หลบหนี ก่อนเร่งเครื่องขับรถหลบหนีไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 สายนครพนม–บ้านแพง

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุริมฝั่งแม่น้ำโขง พบกระสอบป่านสีขาว 2 กระสอบ ภายในบรรจุยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในถุงชาสีทอง กระสอบละ 30 ถุง ถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมของกลางจำนวน 60 กิโลกรัม ก่อนลำเลียงไปตรวจนับอย่างละเอียดที่กองบังคับการร้อยทหารพรานเฉพาะกิจ 2101 บ้านปากห้วยม่วง ต.นาเข

ต่อมา ชุดปฏิบัติการทางบกของสถานีเรือบ้านแพงได้ไล่ติดตามรถเก๋งสีดำคันดังกล่าว จนพบจอดอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 212 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 232 ต.โพนทอง อ.บ้านแพง แต่เมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งเครื่องหลบหนีไปอีกครั้งด้วยความเร็วสูงภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณจุดจอดรถ พบกระสอบสีขาวอีก 6 กระสอบ

ถูกโยนทิ้งไว้ริมถนน ภายในบรรจุยาไอซ์กระสอบละ 30 ถุง รวม 180 กิโลกรัม เมื่อนำของกลางทั้งสองจุดมารวมกัน พบว่าสามารถตรวจยึดยาไอซ์ได้ทั้งสิ้น 240 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงจัดทำบันทึกตรวจยึด ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

ยาไอซ์ #ไอซ์240กิโล #ยิงเปิดทางหนี #ขบวนการยาเสพติด #ข้ามโขง #นครพนม #บ้านแพง #นรข #ทหารพราน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ชายแดนไทยลาว #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร ปศุสัตว์ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำลูกเจี๊ยบ36,000ตัวไปทำลายฝั่งกลบ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ปศุสัตว์ร่วมเจ้าหน้าที่ศุลกากร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันนำลูกเจี๊ยบ 36,000ตัว ของกลางมาที่ด่านกักกันสัตว์ระหว่างประเทศขุดหลุมฝังกลบทำลายปล้องกันเกิดโรคระบาดมากับฤดูร้อน

สืบเนื่องเมื่อวันที่ 3 เมษายน2569 ณ ด่านศุลกากร มุกดาหารร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงนำกำลังร่วมขับรถไล่ติดตาม หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีรถบรรทุก 10 ล้อหมายเลขทระเบียน 90-9108 นครราชสีมากำลังบรรทุกลูกเจี๊ยบเต็มคันรถกำลังมุ่งหน้าไปอำนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร

จึงสั่งการให้ นางกนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากร มุกดาหารประสารหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่นำกำลังร่วมไล่ติดตามจนมาถึงบริเวณ ถนนระว่าง ต.นาอุดม -นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้พบรถต้องสงสัยเจ้าหน้าที่จึงส่งส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบนายรังสรรค์ พันธ์ไชย เป็นคนขับรถตรวจสอบกระบะหลังมีเสียงลูกเจี๊ยบส่งเสียงร้องบรรจุภายในกล่อง โดยฝากล่องมีภาษาเวียดนามกำกับ ของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนามรวมจำนวน 360 กล่อง ตรวจสอบภายใน 1 กล่อง จะบรรจุลูกเจี๊ยบจำนวน 100 ตัว รวมจำนวนลูกเจี๊ยบ 36,000 ตัวอยู่ในกล่อง

โดยไปรับมาจากพื้นที่แนวชายแดนที่มีกลุ่มขบวนการค้าของเถื่อนระหว่างประเทศลักลอบขนข้ามโขงมาส่งให้โดยไม่ยอมเสียภาษีนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางลูกเจี๊ยบทั้งหมดพร้อมคนขับส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายก่อนนำของกลางลูกเจี๊ยบทั้งหมดขุดหลุมฝังกลบทำลายปล้องกันโรคระบาดมากับฤดูร้อน.
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร ภาค 3แถลงข่าวจับกุม ผู้ต้องหา รวม 22 คน ของกลาง ยาบ้า 4,279,685 เม็ดสารไอซ์ 409 กก. ยึดทรัพย์มูลค่ารวม 22.7 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ตำรวจภูธรภาค 3 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส., พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3, พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ รอง ผบช.ภ.3/รับผิดชอบ ศอ.ปส.(ยาเสพติด) ได้นำนโยบายรัฐบาลมากำหนดเป็นแนวทาง สำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่ การปฏิบัติในทุก

พื้นที่อย่างต่อเนื่อง กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สืบสวนสอบสวนฯ , พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง ผบก.ฯ หน.ชุดขยายผล ยาเสพติดฯ ภ.3
ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ,พ.ต.อ.อโณทัย จินดามณี รอง ผบก.ภ.จว.ตราด ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา,

พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา (หน.ชุดขยายผลคดี ยาเสพติด ภ.จว.นครราชสีมา), พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา ได้บูรณาการและสั่งการให้ พ.ต.ท.ภทรธร ชญาธนานันท์ รอง ผกก.ป.สภ.บ้านปรางค์, พ.ต.ท.มณฑล หงส์กลาง รอง ผกก.ป.สภ.เทพารักษ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลยาเสพติดฯ ได้ร่วมกัน ตรวจยึด/จับกุม ทำลาย เครือข่ายยาเสพติดและขยายผลเครือข่ายยาเสพติด

รายสำคัญในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียงในสังกัด ภ.3 โดยมุ่งเป้าไปยังผู้ค้า ยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย รวมทั้งการติดตามจับกุม ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี และดำเนินมาตรการยึดทรัพย์จากผู้ให้การสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องในทุกระดับ ดังนี้

  1. วันที่ 26 ก.พ.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.3 และ พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุด พ.ต.ท.ภทรธร ชญาธนานันท์ ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 3 ได้ร่วมกันจับกุมเครือข่าย เอ บ้านยาง บุรีรัมย์ ผู้ต้องหารวม 6 คน พร้อมของกลางยาบ้า 200,000 เม็ด ยึดทรัพย์สินนำส่ง ปปส.ภาค ๓ ตรวจสอบรวม 1,400,000 บาท
  2. วันที่ 13 มี.ค.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.อโณทัย จินดามณี รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุด พ.ต.ท.มณฑล หงส์กลาง รอง ผกก.ป.สภ.เทพารักษ์ จว.นครราชสีมา ได้ร่วมกันจับกุมเครือข่าย โป้งสูง เนิน จับกุมผู้ต้องหารวม 4 คน พร้อมของกลางยาบ้า 179,685 เม็ด สารไอซ์ 12.8 กรัม ยึดทรัพย์สินส่ง ปปส.ภาค ๓ ตรวจสอบ ดังนี้ รถยนต์ 6 คัน รถจักรยานยนต์ 9 คัน อาวุธปืน 3 กระบอก บ้านพร้อมที่ดิน จำนวน 1 หลัง ยึดทรัพย์รวม 12,800,000 บาท
  1. เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.อภิวัชร์ นาทอง ผกก.สภ.กลางดง หัวหน้าชุด พ.ต.ท.รัฐนันท์ โสนรินทร์ และเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.กลางดง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด ตามแผน ของ ภ.3 ได้ร่วมกันจับผู้ต้องหา ๑ คน พร้อมของกลางยาบ้า 1,000,000 เม็ด สารไอซ์ 159 กก. และชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.3 และ พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุด พ.ต.ท.ภทรธร ชญาธนานันท์ ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 3 ขยายผลในคดีนี้ ชื่อเครือข่าย บ่าง นางรอง จับกุมผู้ต้องหาอีก ๑ คน รวมผู้ต้องหาในคดี 2 คน ยึดทรัพย์สินส่ง ปปส.ตรวจสอบ จำนวน 14 รายการ ยึดทรัพย์รวม 3,188,000 บาท
  1. วันที่ 21 มี.ค.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.3 และ พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุด พ.ต.ท.ภทรธร ชญาธนานันท์ ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 3 ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาเครือข่าย โนนสุวรรณและหนองบุญมาก ผู้ต้องหารวม 8 คน พร้อมของกลางยาบ้า 900,000 เม็ด ยึดทรัพย์สินส่ง ปปส.ตรวจสอบ รถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ 6 คัน ที่ดิน 1 ผืน ทองรูปพรรณ 8 บาท ปืนพกสั้น 1 กระบอก เงินสด 340,000 บาท ยึดทรัพย์รวม 5,000,000 บาท
  2. วันที่ 23 มี.ค.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.อภิวัชร์ นาทอง ผกก.สภ.กลางดง หัวหน้าชุด พ.ต.ท.รัฐนันท์ โสนรินทร์ และเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.กลางดง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด ตามแผน ของ ภ.3 ได้ร่วมกันจับผู้ต้องหา จำนวน 1 คน พร้อมของกลางสารไอซ์ 250 กก.
  1. วันที่ 24 มี.ค.69 ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.3 และพ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ฯ ปรก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุด พ.ต.ท.ภทรธร ชญาธนานันท์ ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 3 ได้ร่วมกันจับกุมเครือข่าย ทราย พุทธมณฑล ผู้ต้องหารวม 2 คน พร้อมของกลางยาบ้า 2,000,000 เม็ด ยึดทรัพย์สินส่ง ปปส. ตรวจสอบ รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน ยึดทรัพย์รวม 325,000 บาท ผลการปฏิบัติในห้วงวันที่ 25 ก.พ.69 ถึงวันที่ 25 มี.ค.69 ภ.จว.นครราชสีมา ได้จับกุมผู้ต้องหา รวม 22 คน ทำลายเครือข่าย จำนวน 10 เครือข่าย ยึดของกลางยาบ้ารวม 4,279,685 เม็ด สารไอซ์ 409 กก. ยึดทรัพย์สินส่ง ปปส.ตรวจสอบ ประกอบด้วย 1.รถยนต์ 10 คัน 2.รถจักรยานยนต์ 16 คัน 3.อาวุธปืน 4 กระบอก 5.ทองรูปพรรณน้ำหนัก 8 บาท 6.เงินสด จำนวน 340,000 บาท 7.ที่ดิน 2 ผืน รวมมูลค่า 22,713,000 บาท

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

ด่วน พบศพ “สาวผู้ต้องหาร่วมคดีฆ่าโฟร์แมน” ตกมอเตอร์เวย์ M6 คาดกระโดดจบชีวิต หนีความผิด นครราชสีมา — เวลา 17.00 น. วันที่ 2 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจาก สถานีตำรวจภูธรสูงเนิน และชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา รับแจ้งพบศพหญิงเสียชีวิตในป่ากระถิน บริเวณช่องว่างระหว่างถนน มอเตอร์เวย์ M6 ทั้งขาเข้าและขาออก ตรงข้าม สวนท้าวสุรนารี บ้านเขาน้อย ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เมื่อเข้าตรวจสอบพบศพ น.ส.ชมพูนุท หัวใจเพชร อายุ 28 ปี สวมเสื้อคลุมสีดำ กางเกงขายาวสีครีม สภาพศพนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นในป่ากระถิน โดยจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ใต้ทางยกระดับของถนนมอเตอร์เวย์ ความสูงจากจุดบนถนนลงสู่พื้นด้านล่างประมาณ 25 เมตร


จากการสอบสวนเบื้องต้น สอดคล้องกับคำให้การของนายเกื้อกูล ผู้ต้องหามือยิงในคดีฆ่านายศุภกร โฟร์แมนบริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง ซึ่งให้การว่า น.ส.ชมพูนุท เป็นผู้วางแผนและขับรถพาตนไปก่อเหตุยิงผู้ตาย โดยให้ตนซ่อนตัวอยู่บริเวณท้ายรถ พร้อมอาวุธปืนลูกซองยาว ก่อนจะขับรถเบียดรถกระบะของผู้ตายให้จอด และสั่งให้ยิงจำนวน 3 นัด จนเสียชีวิต จากนั้นได้ขับรถหลบหนีไปตามเส้นทางมอเตอร์เวย์ M6 มุ่งหน้า อ.ปากช่อง

นายเกื้อกูลให้การเพิ่มเติมว่า เมื่อขับรถมาถึงบริเวณใกล้สวนท้าวสุรนารี ต.หนองสาหร่าย น.ส.ชมพูนุท ได้จอดรถ เปิดไฟกระพริบ และบอกว่าจะไปฆ่าตัวตาย ก่อนลงจากรถและวิ่งกระโดดลงจากมอเตอร์เวย์ทันที ทำให้ตนตกใจและขับรถหลบหนีไปกบดานที่ จ.ลพบุรี กระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา
ภายหลังรับแจ้ง

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน พร้อมประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรจาก โรงพยาบาลปากช่องนานา และหน่วยกู้ภัย เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ติดตั้งไฟส่องสว่าง ก่อนนำศพออกจากป่ากระถินเพื่อตรวจสอบหลักฐาน เบื้องต้นพบว่าศพเริ่มมีอาการบวม คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน

ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหามือยิง อีกทั้งเสื้อผ้าที่ผู้เสียชีวิตสวมใส่ตรงตามคำให้การในวันเกิดเหตุ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ก่อนส่งศพไปชันสูตรยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว นายกันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รักษ์มุกดาหาร ร้อง ป.ป.ง. จี้สอบ เงิน “นายทุน-จนท.รัฐ” ปมรถบรรทุกสินค้าหนีภาษี หลุดด่านพรมแดน มุกดาหารหรือไม่

แชร์เนื้อหานี้

รักษ์มุกดาหาร ร้อง ป.ป.ง. จี้สอบเส้นทางการเงิน “นายทุน-จนท.รัฐ” ปมรถบรรทุกสินค้าหนีภาษี หลุดด่านพรมแดนมุกดาหารหรือไม่ แฉพฤติกรรมอาจเข้าข่ายรวมหัวกันเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ย้ำต้องขุดรากถอนโคน ยึดทรัพย์และดำเนินคดีฟอกเงินถึงที่สุด อย่าปล่อยให้คนโกง-ทุจริตลอยนวล เสวยสุขบนความเสียหายของเศรษฐกิจไทย – ชี้เจ้าหน้าที่ต้องไม่จับแต่คนขับรถดำเนินคดีดังเช่นที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า ชมรมได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ป.ป.ง.) เพื่อขอให้สืบสวนเส้นทางการเงิน ตรวจสอบทรัพย์สิน และขยายผลดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และหลีกเลี่ยงศุลกากรข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

ร.ต.ต.สุเทียน ระบุว่าจากกรณีตำรวจทางหลวงจับกุมรถบรรทุก 10 ล้อ ขนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์ดังระดับโลก (Nike, Adidas, Patagonia, Calvin Klein) เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การกระทำของคนขับรถระดับล่าง แต่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายศุลกากร ทรัพย์สินทางปัญญา และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งล้วนเป็น “ความผิดมูลฐาน” ตามมาตรา 3 แห่ง พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

โดยในการยื่นร้องเรียนครั้งนี้ ประธานชมรมรักษ์มุกดาหารได้ยื่นข้อเสนอให้ ป.ป.ง. ดำเนินการเชิงลึก คือ ขอให้ตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการโอนเงินของคนขับรถ ขยายผลไปยังผู้จ้างวาน บริษัทผู้รับขนส่ง (Logistics) และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อหาตัวนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง, ขอให้ ป.ป.ง. บูรณาการข้อมูลกับกรมศุลกากรและตำรวจ เพื่อเรียกดูรายการเดินรถ (Truck Manifest), รายการสำแดงสินค้า (Customs Declaration), ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) หน้าด่าน และรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจปล่อยรถในช่วงวันเกิดเหตุ

หากพบพฤติการณ์เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เอื้อประโยชน์ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ให้ตรวจสอบทรัพย์สินและธุรกรรมของเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวว่ามีรายได้ผิดปกติที่เข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่ร.ต.ต.สุเทียน ทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า การปล่อยให้คดีนี้สิ้นสุดเพียงการจับกุมผู้ขับขี่ระดับล่าง เท่ากับเป็นการปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมยังคงสูบเลือดจากระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงขอให้ ป.ป.ง. เร่งพิจารณาสั่งการเชิงรุกเพื่อรื้อถอนโครงสร้างเครือข่ายนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตให้หมดสิ้นไป

ชมรมรักษ์มุกดาหาร #ปปง #ฟอกเงิน #สินค้าหนีภาษี #แบรนด์เนมปลอม #ด่านพรมแดนมุกดาหาร #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง #ปลัดกระทรวงการคลัง #อธิบดีกรมศุลกากร #สำนักงานศุลกากรภาคที่2 #ปราบปรามทุจริต #ตรวจสอบทรัพย์สิน #ข่าวอาชญากรรม #เศรษฐกิจไทย #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.มุกดาหารแถลงข่าว แก๊งยานรกใช้เรือหาปลาพรางขนยาบ้า 1 แสนเม็ดข้ามโขง นักบินหนีรอดหวุดหวิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร น.อ.ปุณณรัตน์ ถมคำ หัวหน้ายุทธการและการข่าว หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม พร้อมด้วย นายนที พรหมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และ พ.ต.อ.หญิง อมรรัตน์ บัวศรี นวท.(สบ 4) พฐ.จว.มุกดาหาร ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 100,000 เม็ด

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ร.ท.วรภัทร วงศ์กันยา ผู้ควบคุมเรือสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ บริเวณชุมชนอนุรักษ์บำรุง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือหางยาวลักษณะคล้ายเรือประมง แล่นออกจากท่าเรือวัดห้วยแข้ ภายในมีบุคคล 2 คน คือคนขับเรือ 1 คน และผู้โดยสารอีก 1 คน มีพฤติกรรมน่าสงสัย มุ่งหน้าไปยังฝั่งนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

เรือลำดังกล่าวได้จอดบริเวณหัวดอนกลางแม่น้ำโขง ก่อนเคลื่อนเข้าเทียบท่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยพบชายฉกรรจ์ประมาณ 3 คน นำกล่องกระดาษต้องสงสัยมาส่งให้ในลักษณะนัดหมายรับส่งยาเสพติด

ภายหลังรับของ เรือได้แล่นกลับเข้าฝั่งไทย โดยระหว่างทาง ผู้โดยสารได้ใช้วิธีพรางตัวนอนราบไปกับลำเรือ ทำให้ภายนอกดูเหมือนมีเพียงคนขับเรือหาปลาเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

เมื่อเรือเข้ามาถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้ลานออกกำลังกายเทศบาลเมืองมุกดาหาร ผู้โดยสารได้รีบยกกล่องกระดาษขึ้นฝั่ง ขณะที่คนขับเรือรีบแล่นเรือกลับทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ชายคนดังกล่าวได้ทิ้งกล่องและวิ่งหลบหนีไป อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบภายในกล่อง พบยาบ้าบรรจุในห่อกระดาษไขประทับอักษร “Y1” สีน้ำเงิน จำนวน 16 แพ็ค รวม 96,000 เม็ด และยาบ้าในห่อขนาดเล็กอีก 4,000 เม็ด รวมของกลางทั้งสิ้น 100,000 เม็ด

เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดี และเร่งขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า​ #ยาเสพติด​ #มุกดาหาร​ #แม่น้ำโขง​ #จับยาเสพติด​ #ข่าวอาชญากรรม​ #ขบวนการข้ามชาติ​ #ลอบขนยา​ #นรข​ #ข่าววันนี้​ #CIAThailand​ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย​ #กองทัพเรือ​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่า-ตร. จ.นครปฐม บูรณาการทุกภาคส่วน จับกุมผู้ต้องหา ทลายเครือข่ายยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ปลัดจังหวัดนครปฐม และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ภายใต้ปฏิบัติการ พิทักษ์นครปฐม ทลายเครือข่ายยาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน

สถานีตำรวจภูธรบางเลน ร่วมกับ ฝ่ายปกครองอำเภอบางเลน ลงพื้นที่ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด ในพื้นที่ตำบลลำพญา พร้อมของกลางยาบ้า 882,102 เม็ด, เคตามีน 6.43 กรัม, โทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ อีกทั้งยึดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบ ได้แก่ รถยนต์กระบะ 1 คัน, บัตร ATM และคันเบ็ด 17 คัน รวมมูลค่าทรัพย์สิน 3,300,000 บาท และออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการจำหน่ายยาเสพติดเพิ่มเติมอีก 1 ราย

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งปัญหายาเสพติดถือเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ที่มุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ

เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมยังคงเดินหน้าดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม และฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในภาครัฐ และลดผลกระทบต่อครอบครัว เด็ก และเยาวชน ซึ่งเป็นหนึ่งประเด็นปัญหาที่ประชาชนอยากให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมกับจังหวัดนครปฐม และสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 7 ได้บูรณาการกำลังทุกภาคส่วน เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จากการดำเนินการภายใต้ปฏิบัติการ “พิทักษ์นครปฐม ทลายเครือข่ายยาเสพติด” ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 28 มีนาคม 2569 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้รวมทั้งสิ้น 1,899 ราย ผู้ต้องหา 1,918 คน โดยมีของกลางสำคัญ ได้แก่ ยาบ้ากว่า 1.59 ล้านเม็ด ไอซ์ 6.57 กิโลกรัม เฮโรอีน 39.93 กรัม เคตามีน 209.04 กรัม และยาอี 392 เม็ด พร้อมทั้งสามารถยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้มูลค่ากว่า 63 ล้านบาท

โดยในช่วงการระดมกวาดล้างระหว่างวันที่ 23 – 27 มีนาคม 2569 เพียง 5 วัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 126 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก และยึดทรัพย์สินได้กว่า 4.4 ล้านบาท ทั้งนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม – ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู๋สื่สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารแถลงข่าวยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ดริมโขง! แก๊งขนยานรกเผ่นหนีข้ามลาว ทิ้งของกลางมูลค่า 60 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 จังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รอง ผกก.หน.ร้อย ตชด.234 และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้าจำนวนกว่า 2,000,000 เม็ด

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาทางพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณห้วยแข้ ชุมชนศรีบุญเรืองใต้ ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร ในช่วงเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนจัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจทันที

กระทั่งเวลา 20.00 น. พบเรือต้องสงสัยลำหนึ่งแล่นเข้ามาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากจุดซุ่มประมาณ 500 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเพื่อเข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้ลักลอบได้เร่งเครื่องเรือหลบหนีข้ามกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว อย่างรวดเร็ว

ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบสีดำจำนวน 5 กระสอบวางทิ้งไว้ริมฝั่ง ภายในบรรจุยาบ้ารวมประมาณ 2 ล้านเม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

เบื้องต้นประเมินว่า หากยาเสพติดล็อตดังกล่าวถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60 ล้านบาท โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเพื่อติดตามจับกุมเครือข่ายผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ยาบ้า #มุกดาหาร #ชายแดนไทยลาว #ยาเสพติด #จับยาบ้า #ข่าววันนี้ #ตำรวจตระเวนชายแดน #ริมโขง #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สกัดยานรกทะลัก! ตชด.ปฏิบัติการ “พิทักษ์ริมน้ำโขง” ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด แก๊งค้ายาซิ่งเรือหนีข้ามแดน

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายการป้องกัน สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนโยบายเน้นหนักด้านการปราบปรามยาเสพติดของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23 และ พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รอง ผกก.ตชด.23 หัวหน้าร้อย ตชด.234

สั่งการให้ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 พร้อมด้วย ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการด้านการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 นำกำลังเจ้าหน้าที่ ชุด ชปข.ร้อย ตชด.234 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 27 มีนาคม 2569 ชุดปฏิบัติการด้านการข่าวได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร บริเวณริมฝั่งห้วยแข้ ชุมชนศรีบุญเรืองใต้ ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร ในช่วงเวลา 19.00–24.00 น. จึงได้วางแผนและจัดกำลังเข้าซุ่มตรวจในพื้นที่เป้าหมายทันที

ต่อมาเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือต้องสงสัยเข้ามาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากจุดซุ่มประมาณ 500 เมตร เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ เรือดังกล่าวได้เร่งเครื่องหลบหนีมุ่งหน้ากลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบสีดำต้องสงสัย จำนวน 5 กระสอบ วางอยู่ริมฝั่ง ภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 2,000,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางเบื้องต้นประเมินมูลค่ายาเสพติดล็อตดังกล่าว หากหลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน จะมีมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลสืบสวน เพื่อติดตามจับกุมเครือข่ายผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาย

ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #สกัดยาเสพติด #ยาบ้า2ล้านเม็ด #มุกดาหาร #ชายแดนโขง #พิทักษ์ริมน้ำโขง #ตชด234 #ปราบปรามยาเสพติด #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปิดเกม 4 เดือน! ตชด.234 ไล่ล่าไม่ถอย รวบ 2 พี่น้องตัวการค้ายาบ้าล็อตยักษ์ 3.2 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 (ร้อย ตชด.234) เดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ชายแดน หลังใช้เวลาสืบสวนขยายผลนานกว่า 4 เดือน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาระดับสั่งการในขบวนการค้ายาเสพติดได้ 2 ราย จากคดียึดยาบ้าล็อตมหึมากว่า 3,232,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ภายใต้การอำนวยการของ ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23, พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รอง ผกก.ตชด.23, พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รอง ผกก.หน.ร้อย ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร นำกำลังชุดปฏิบัติการข่าว พร้อมเจ้าหน้าที่รวม 14 นาย ลงพื้นที่ติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ ร้อย ตชด.234 ได้ตรวจยึดยาบ้าจำนวน 3,232,000 เม็ด บริเวณเชิงเขา บ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร แม้ในวันดังกล่าวผู้กระทำผิดจะหลบหนีไปได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ลดละ เดินหน้าสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง “กัดไม่ปล่อย ล่าไม่ถอย” ทั้งการแกะรอยเครือข่าย การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม

กระทั่งสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้เกี่ยวข้อง และขออำนาจศาลจังหวัดมุกดาหารออกหมายจับ ก่อนวางแผนเข้าจับกุมต่อมาเมื่อเวลา 16.30 น..วันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ นายรธานนท์ อายุ 30 ปี และนายธนาธร อายุ 31 ปี อยู่ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ 60-61/2569 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2569

โดยสามารถจับกุมได้ในพื้นที่ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งทั้งสองรายมีความเกี่ยวข้องในเครือข่ายเดียวกัน และมีบทบาทสำคัญในขบวนการลำเลียงและกระจายยาเสพติดเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพื่อการค้า อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบสวน ผู้ต้องหายังให้การภาคเสธ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการรายอื่น และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตชด234 #มุกดาหาร #ยาบ้า #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #จับกุม #เครือข่ายยาเสพติด #ล่าไม่ถอย #ข่าววันนี้ #ชายแดน #ข่าวด่วน #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวบหัวจ่าย “อู๊ด แป็ะกง” นายอำเภอกระทุ่มแบน นำลูกทีมฝ่ายปกครองลุยจับขณะกำลังนอนขายยาบ้าอย่างสบายใจในสวน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ภายใต้นโยบานของ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และ นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร ได้มอบหมายให้ นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน,นายณัฐพล บุญทวี ปลัดอาวุโสอำเภอกระทุ่มแบน และ นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอ เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างยาเวพติดให้สิ้นซาก

นายพิรุณโรจน์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าฝ่ายปกครองกระทุ่มแบน ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่า มีชายต้องสงสัยแอบลักลอบขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในสวนพื้นที่ ตำบลตลาดกระทุ่มแบน

นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มเเบน จึงได้นำทีมฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ร่วมกับ ฝ่ายปกครองตำบลสวนหลวง ฝ่ายปกครองตำบลดอนไก่ดี เจ้าหน้าที่ ชรบ.และสมาชิก อส. วางแผนเพื่อที่จะเข้าดำเนินการจับกุมผู้ที่ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด

โดยได้นำกำลังไปซุ่มอยู่ที่บริเวณดังกล่าวพบชายต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้งจึงรอจังหวะเพื่อเข้าทำการจับกุม เป็นจังหวะที่คนร้ายไหวตัวทันเหลือบมาเห็นเจ้าหน้าที่ จีงได้พยายามที่จะขี่รถมอเตอร์ไซด์หลบหนี ทางเจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่จึงบุกเข้าชาร์จและสามารถจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้เป็นขาใหญ่ในพื้นที่มีฉายา “อู้ด แป๊ะกง”พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาบ้า จำนวนมาก

เบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้การรับสารภาพและยอมรับว่า ตนได้เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่จริง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับรวบรวมพยานหลักฐาน และควบคุมตัวผู้ต้องหา นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอกระทุ่มแบน จะได้ติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างต่อเนื่องให้สิ่นซากต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร