คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /แก๊งค้ายาข้ามโขงสะดุด! นรข.อุบลฯ แถลงยึดไอซ์ 193 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขงเขมราฐ หลังแก๊งลอบขนข้ามจาก สปป.ลาว ทิ้งของกลางหนี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่กองบังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตอุบลราชธานี (บก.นรข.เขตอุบลราชธานี) บ้านนาสนาม ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) น.อ.ชชนน อิทธิภูรินท์ ผู้บังคับการ นรข.เขตอุบลราชธานี พร้อม

ด้วย น.ท.ธนชัย รอดทัศนา หัวหน้าสถานีเรือเขมราฐ นายสุพรชัย พรนิพงษ์ นายด่านศุลกากรเขมราฐ พ.ต.อ.ธนารักษ์ แก้วสนิท ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 นายมนูญ คิดเห็น นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 3 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนักรวม 193 กิโลกรัม หลังขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบลำเลียงจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบเรือต้องสงสัยพายออกจากบริเวณบ้านท่าแพ ฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย โดยสายลับได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพบเรือกีบเพลายาวเข้ามาเทียบริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณบ้านทรายทอง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ พบชายฉกรรจ์ 2 คน ช่วยกันขนถุงสีดำขนาดกลางลงจากเรือมาวางไว้บนฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงสั่งการให้กำลังพลจากสถานีเรือเขมราฐ พร้อมชุดปฏิบัติการจากที่ทำการทางยุทธวิธีบ้านนาแวงและบ้านบุ่งข้อง นำเรือจู่โจมเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายไหวตัวทัน รีบติดเครื่องยนต์เรือและหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทำให้ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ แต่สามารถตรวจยึดถุงดำต้องสงสัยจำนวน 8 กระสอบ ตรวจสอบภายในพบยาไอซ์บรรจุอยู่จำนวน 193 ถุง น้ำหนักรวม 193 กิโลกรัม จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ เพื่อดำเนินคดีและขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรข #นรขอุบลราชธานี #ยาไอซ์ #ยึดยาไอซ์ #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #แม่น้ำโขง #เขมราฐ #อุบลราชธานี #ชายแดนไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รวบ 3 ผู้ต้องหา คาแปลงบุกรุก! อ้างรับจ้างตัดหญ้าวันละ 300 บาท เผยผืนป่าลุ่มน้ำแม่ฝางเสียหายกว่า 11 ไร่“

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 2569 คณะเจ้าหน้าที่อันประกอบด้วย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.3 (โป่งจ้อก) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอไชยปราการ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ได้ร่วมกันสนธิกำลังออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ เพื่อป้องกันการลักลอบทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่รับผิดชอบ

ระหว่างปฏิบัติการลาดตระเวนมาถึงบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง” ท้องที่หมู่ที่ 7 บ้านห้วยต้นตอง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่เจ้าหน้าที่พบร่องรอยการแผ้วถางเป็นบริเวณกว้าง และพบชายจำนวน 3 คน กำลังใช้เครื่องเครื่องตัดหญ้าเพื่อเคลียร์พื้นที่ป่าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าจับกุมได้พร้อมของกลางในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย
เครื่องตัดหญ้า จำนวน 2 เครื่อง

วิทยุสื่อสาร จำนวน 1 เครื่อง (ใช้สำหรับประสานงานและดูต้นทาง)มีดดายหญ้า จำนวน 2 เล่มน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 5 ลิตร
รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 100 สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 2 คันจากการสอบสวนขยายผลเบื้องต้น
ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพตรงกันว่า พวกตนไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว

แต่ได้รับการว่าจ้างจากนายทุนให้เข้ามาทำการตัดหญ้าและปรับสภาพพื้นที่โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงวันละ 300 บาทเท่านั้นโดยพบว่าพื้นที่ป่าสงวนฯ ที่ถูกบุกรุกแผ้วถางในครั้งนี้ ได้รับความเสียหายเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 11 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวาเบื้องต้นคณะเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าไม้

และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ในข้อหาร่วมกันลักลอบบุกรุก แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรไชยปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป..

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รัวยิง5นัดดับคาวงเหล้า!!หลานชายอดีตนายกเทศบาลนครอ้อมน้อย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร,พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พร้อมด้วย พ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รอง ผกก.สอบสวน ,พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รอง ผกก.สส.,เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน,แพทย์โรงพยาบาลกระทุ่มแบน และ อาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณชั้นล่าง อพาร์ตเมนต์ หมู่ที่ 13 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาครที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ นอนจมกองเลือดมีบาดแผลถูกปืน ยิงทั้งหมด 5 นัด บริเวณรักแร้ 3 นัด ข้อศอก1 นัด และที่หัวไหล่อีก1นัด ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นายภาคภูมิ ขวัญเมือง อายุ 33 ปี เป็นหลานชายของ อดึตนายก เทศบาลนครอ้อมน้อย

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้ตายได้มานั่งกินเหล้ากับเพื่อน 3คน ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านขายของอย่างสนุกสนาน จู่ๆได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใส่เสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกกันน๊อค ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาที่กลุ่มของผู้เสียชีวิต ชักอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่พกมาออกมารัวยิงใส่นายภาคภูมิถึง5นัด นอนจนกองเลือดเสียชีวิตคาวงเหล้าทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำเพื่อนผู้เสียชีวิตที่นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันไปสอบถามเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อเร่งหาเบาะแสและตามตัวคนร้ายรายนี้พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้ให้สัมภาษณ์ในเบื้องต้น ว่าผู้เสียชีวิตถูกอาวุธปืนลูกโม่ยังไม่ทราบขนาดยิงถึง 5นัด ส่วนสาเหตุนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร จะต้องรอการสอบปากคำเพื่อนและพยาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานอื่นๆก่อน

ทางด้าน พ.ต อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบนได้ให้สัมภาษณ์ว่าทางเราพอจะทราบตัวคนร้ายรายนี้แล้วคาดว่าน่าจะเป็นคู่อริที่พึ่งจะมีเรื่องกัน โดยก่อนเกิดเหตุ คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาวนดูลาดเลาแล้วรอบหนึ่งเห็นผู้ตายนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนแล้วได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปสักพัก แล้ววนรถกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับ ชักอาวุธปืนอออกมารัวยิงผู้ตายถึง5นัด. ก่อนที่จะขึ่รถจักรยานยนต์หลยหนีไป ทางผู้กำกับได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เร่งกระจายกำลังกันลงพื้นที่ติดตามคนร้ายแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี เพื่อนำตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะสามารถตามจับตัวคนร้ายรายนี้ได้ในไม่ช้า
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จับรถสามล้อเมียนมา ขนยาบ้า 6 แสนเม็ด เคตามีนกว่าร้อยโล ที่ด่านพรมแดนแม่สาย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2569ที่บริเวณช่องทางเดินรถขาเข้ามาภายในประเทศ ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมกับ เจ้าหน้าที่

ทหาร กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจค้นรถยนต์รับจ้าง 3 ล้อขนาดเล็ก ติดป้ายทะเบียนประเทศเมียนมา คนขับเป็นชายชาวเมียนมาอายุ 41 ปี

จากการตรวจค้น พบมีตระกร้าผลไม้เปล่าบังไว้ด้านนอก เมื่อตรวจค้นด้านใน พบตระกล้าบรรจุห่อสีน้ำตาล มีสัญลักษณ์ 999 ข้างในในเป็นยาเม็ดสีส้ม ประทับอักษรภาษาอังกฤษ wy หางยาว ซองละ 200 เม็ด ห่อๆละ 10,000 เม็ด จำนวน 60 ห่อ รวมทั้งหมด 600,000 เม็ด

ตรวจสอบด้วยน้ำยาให้ผลว่าเป็นยาบ้า มีมูลค่าประมาณ 30,000,000 บาท และพบตระกร้าบรรจุถุงชาจำนวน 5 ตระกร้า นับได้รวม 107 ถุง ภายในถุงชามีวัตถุเป็นเกล็ดสีขาว น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มถุงละ 1.045 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 111.815 กิโลกรัม ตรวจสอบด้วยน้ำยาทดสอบให้ผลว่าเป็นเคตามีน มีมูลค่า 44,726,000 บาท

สอบถาม นายคุน เต็ง อู (Mr.Khun thein oo) คนขับรถชาวเมียนมา ทราบว่า มีผู้ว่าจ้างเป็นเงิน 10,000 บาท ให้นำสิ่งของทั้้งหมดจำเข้ามาในประเทศไทย โดยให้ไปจอดรอผู้มารับที่บริเวณถนนด้านหลังโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ห่างจากด่านพรมแดนประมาณ 100 เมตร แล้วจะมีคนมารับต่ออีดทอดหนึ่ง แต่ว่าค่าจ้างจะได้รับหลังจากส่งมอบสิ่งของทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐาน นำหรือพาของที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบกับ มาตรา 252 พ.ร.บ.ศุลกากรพ.ศ.2560 และความผิดฐานนำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษ โดยผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 โดยจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อาศัยจังหวะเผลอ! โจรย่องขโมย จยย. หน้าร้านขายข้าวเมืองมุกดาหาร เจ้าของเสียบกุญแจคาไว้ กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายอิษวัต บำรัมย์ อายุ 24 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สารวัตร (สอบสวน) พนักงานสอบสวนเวรคดีอาญา สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนร้ายในข้อหาลักทรัพย์ หลังรถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับมาทำงานถูกขโมยไปอย่างอุกอาจในช่วงกลางวัน

นายอิษวัต ให้การว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟไอ สีแดง-เทา ทะเบียน 1กต 7429 มุกดาหาร ซึ่งเป็นรถของ น.ส.กาญจนา จนา ยิ่งเร่งเริง ภรรยา มาทำงานเป็นพนักงานส่งข้าวสารที่ร้าน “ข้าวสวย” บนถนนสมุทรศักดารักษ์ ตำบลศรีบุเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเดินทางมาถึงร้านเวลาประมาณ 08.00 น. ได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้บริเวณด้านข้างร้าน โดยเสียบกุญแจรถคาไว้ที่สวิตช์ วางหมวกกันน็อกไว้ที่คอรถ และใช้เสื้อกันหนาวคลุมทับ ก่อนจะเข้าไปปฏิบัติงานภายในร้านตามปกติ

กระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อออกมาจะนำรถไปใช้งาน กลับพบว่ารถจักรยานยนต์ได้หายไปจากจุดที่จอด สอบถามผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีผู้ใดทราบว่าใครเป็นผู้นำรถออกไป จึงแจ้งให้เจ้าของร้านทราบและร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัย 1 คน สวมกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกันหนาวแขนยาวสีดำหรือสีเข้ม รองเท้าสีขาวคาดสายสีแดง เดินตรงไปยังจุดที่จอดรถ ก่อนยกเสื้อกันหนาวและหมวกกันน็อกที่คลุมรถออกวางไว้ จากนั้นอาศัยจังหวะที่กุญแจยังเสียบคาอยู่ สตาร์ตรถจักรยานยนต์แล้วขี่หลบหนีออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ภายหลังเกิดเหตุ นายอิษวัตจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อติดตามรถจักรยานยนต์ของกลางกลับคืนให้เจ้าของต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากเตือนประชาชนไม่ควรเสียบกุญแจรถทิ้งไว้ แม้จะจอดรถเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายของคนร้ายได้ง่าย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทพ. 2103 สกัดจับรถตู้ทึบลอบขน “หนังหมูแช่แข็ง” 720 กก. ข้ามโขงเถื่อน เร่งหนีแต่ไม่รอด พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21) สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบลักลอบขนหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม ซึ่งลักลอบนำเข้าจากฝั่ง สปป.ลาว โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า บริเวณบ้านส้มป่อย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้เรือขนสินค้าข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย ก่อนมีชายประมาณ 10–15 คน ช่วยกันแบกกระสอบจากเรือขึ้นบรรทุกใส่รถกระบะตู้ทึบ แล้วขับออกจากพื้นที่มุ่งหน้าไปตามถนนหมายเลข 203

ภายหลังได้รับข้อมูล เจ้าหน้าที่ได้วางแผนและจัดกำลังออกลาดตระเวนติดตาม จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.20 น. พบรถกระบะตู้ทึบยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 1368 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่กลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขับรถติดตามอย่างกระชั้นชิด

การไล่ติดตามสิ้นสุดบริเวณถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 238 บ้านเขามโนรมย์ หมู่ 9 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่สามารถสกัดรถไว้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ ทราบชื่อคือ นายทักสินธ์ อายุ 58 ปี ชาวอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจค้นภายในตู้ทึบของรถ พบกระสอบจำนวน 36 กระสอบ ภายในบรรจุหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม เมื่อตรวจสอบไม่พบเอกสารหรือใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์แต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในข้อหานำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 34 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายังกองบังคับการทางยุทธการของกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 ก่อนประสานสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารเข้าตรวจสอบรายละเอียดของของกลาง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เจเศรษฐ์” ลงพื้นที่มุกดาหาร ติดตามเหตุรถชนขบวนพระธุดงค์ กำชับเร่งเยียวยาผู้ประสบเหตุ และ เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเหตุอุบัติเหตุครั้งใหญ่ กรณีรถยนต์กระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 8 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

หลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ นายเจเศรษฐ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าเยี่ยมอาการพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อเท็จจริง

ในการประชุม นายเจเศรษฐ์ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลมุกดาหารมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ และสามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจสอบสภาพรถ และการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บริเวณบ้านของผู้ขับรถจนถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อหาข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ ญาติผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถดำเนินการสอบปากคำเด็กชายอายุ 11 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถและอยู่ในฐานะผู้ต้องหาได้ เนื่องจากเด็กยังอยู่ในภาวะตกใจและมีอาการช็อกจากเหตุการณ์ จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพจิตใจก่อน เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว จึงจะนัดดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยมีผู้ปกครอง นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานคุ้มครองเด็กเข้าร่วมตามขั้นตอนของกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะ คลี่คลาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร – เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป เวลา 13.20 น. ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เปิดไซเรนนำขบวน ส่งคืนภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ จำนวน 10 รูป ออกจากบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังจากญาติได้ดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟและไซเรนของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดเส้นทางในการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

บรรยากาศบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดตั้งห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร เป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพระภิกษุและญาติโยมของพระผู้มรณภาพจำนวนมากเดินทางมารอรับสรีระสังขาร ขณะที่รถตู้ของหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่จอดเรียงแถวรอรับสรีระสังขาร เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มี พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เดินทางมาร่วมดำเนินการและประกอบพิธีรับส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมาร่วมรับสรีระสังขารและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยและอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำสรีระสังขารกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมพระเกียรติ

สำหรับขบวนรถได้ทยอยเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถตำรวจนำขบวน มุ่งหน้าไปยังจังหวัด อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา เพื่อส่งสรีระสังขารของพระภิกษุทั้ง 10 รูป ให้ถึงวัดและภูมิลำเนาของแต่ละรูป เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยของพระสงฆ์ ญาติโยม และประชาชนที่มาร่วมส่งขบวนเป็นครั้งสุดท้ายขอร่วมแสดงความอาลัยและน้อมส่งดวงวิญญาณของพระภิกษุทุกรูปสู่สุคติ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เด็กพิเศษ 11 ขวบ ชิ่งรถยนต์ ชนพระสงฆ์เดินธุดงค์ มรณภาพ 5 รูป และที่รพ.อีก 3 รูป รวม 8 รูป และพระที่บาดเจ็บอีก

แชร์เนื้อหานี้

เกิดเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ สามเณร และโยม เดินธุดงค์ธรรมยาทตรา จากอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี มรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป ที่ มรณภาพที่โรงพยาบาลมุกดาหารอีก 3 รูป

และได้รับบาดเจ็บสาหัส 13 รูป บาดเจ็บเล็กน้อย 4 รูป เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเป็นการเร่งด่วน ส่วนคนขับเป็นเด็กพิเศษ อายุ 11 ปี ขโมยรถที่บ้านขับมาก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.53 น. พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ ที่บริเวณถนนมุกดาหาร – ดอนตาล บ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วัลลพ โพธิวัง ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมประสานกู้ภัยร่วมใจมุกดาหาร มูลนิธิการกุศลมุกดาหาร(ธงแดง) และโรงพบาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จราจร ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากที่ริมถนนดังกล่าว ใกล้กันพบรถกระบะตอนเดียวยี่ห้ออีซูซุ สีบรอน์ทอง คันหมายเลขทะเบียน บต -1944 มุกดาหาร บริเวณด้านหน้าฝากระโปงรถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย และมีพระภิกษุจำนวน 2 รูป กระเด็นเข้าไปในรถกระบะ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำพระภิกษุที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร เป็นการเร่งด่วน เพื่อทำการรักษาเบื้องต้นต่อไป

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป บาดเจ็บสาหัส 13 รูป และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 4 รูป รวมพระภิกษุทั้งหมดที่เดินธุดงค์ 34 รูป ส่วนร่างพระภิกษุทั้ง 5 รูป ที่มรณภาพ ส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อเก็บร่างไว้ ต่อมาได้รับแจ้งว่ามีพระภิกษุมรณภาพที่โรงพยาบาลเพิ่มอีก 3 รูป รวมเป็นมรณภาพ 8 รูป

จากการสอบถามนางทองยุ้น พิกุลศรี บ้านเลขที่ 78 หมู่ 4 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ยายของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า หลานชาย เด็กชายบี นามสมมติ อายุ 11 ปี ได้ขโมยขับรถกระบะคันเกิดเหตุดังกล่าวออกจากบ้าน ไม่ทราบว่าจะไปทางใหน ตนเองได้แจ้งตำรวจ191

ให้สกัดรถ โดยหลานชายได้ขโมยขับไป ต่อมาได้ทราบว่าขับผ่านด่านตรวจนาคำน้อยไป มุ่งหน้าเข้าเมืองมุกดาหาร และได้ขับเสียหลักมาชนพระสงฆ์ที่บ้านนาเวียงแก ทำให้พระสงฆ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประจวบฯสนธิกำลังบุกตรวจค้นรถไฟสายใต้ ยึดซากหมูป่าและสุราต่างประเทศหนีภาษี มูลค่ากว่า 3.5 แสนบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.30 น. นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมกับ

พันตำรวจเอก อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พันเอกธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ฉก.จงอางศึก และนายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ณ สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนด้านการปกป้องสังคมของรัฐบาล กรมศุลกากร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีฯ และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่

กวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจากการตรวจสอบตู้สัมภาระ เจ้าหน้าที่พบกล่องพัสดุต้องสงสัยถูกอำพรางไว้ใต้สัมภาระอื่น เมื่อตรวจสอบภายในพบซากหมูป่าชำแหละรวม 250 กิโลกรัม ที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายซากสัตว์ รวมถึงเหล้าและไวน์ต่างประเทศยี่ห้อดังอีก 8 ลัง รวม 96 ขวด โดยไม่มีหลักฐานการเสียภาษี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 350,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามฐานความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยซากสัตว์ดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลสืบสวนหาตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ หน่วยงานศุลกากร สรรพสามิต และด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการปราบปรามสินค้าหนีภาษีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสุขอนามัยของประชาชน โดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งศูนย์

ป้องกันและปราบปรามศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงด่านตรวจเฉพาะทางต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ทั้งทางรถไฟ ทางบก และทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ลำพูนเอาจริง!!! บดขยี้ท่อซิ่ง!! ทำลายท่อ จยย.แว๊นดัง กว่า 517 ท่อลั่นเด็ดขาด “ตัดวงจร” ร้านแต่ง – แก๊งขาโจ๋ป่วนเมือง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 30 มิ.ย.69 เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วชิระ กาญจนวิภาดา รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.เอกณสันต์ ศรีสองเมือง รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน

,พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก. ภ.จว.ลำพูน , หน.สภ.ในสังกัด ภ.จว.ลำพูน แถลงผลการระดมกวดขันปราบปรามการแข่งรถในทางและรถแต่งซิ่ง ผิดกฎหมาย

ในพื้นที่ จ.ลำพูน ในการเฝ้าระวังป้องกันปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ภ.จว.ลำพูน ผลการปฏิบัติการ “ไล่ล่าทรชนคนอันธพาล” ตามนโยบายของรัฐบาล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 5 ในโครงการ “คืนความสงบสุขให้กับประชาชน” โดยได้กำชับและเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทั่วประเทศ เข้มงวดกวดขันในการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง และความผิดเกี่ยวกับรถ

จักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ และใช้ท่อไอเสียให้มีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคล สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง โดยได้มีการจับกุมและดำเนินการทำลายของกลางท่อรถดัดแปลงสภาพไปแล้ว จำนวนกว่า 300 รายการ

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา นั้นตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนได้ดำเนินการจับกุมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนมีผลการจับกุมรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ ท่อรถเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนด (ห้วงตั้งแต่ 16 มีนาคม 2567 – ปัจจุบัน) และจัดให้มีการทำลายท่อไอเสียของกลาง ที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 517 รายการ

ขอฝากเตือนไปยังผู้คิดจะดัดแปลงสภาพท่อไอเสียมีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท รวมถึงร้านแต่งรถที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม มีโทษจำคุกถึง 6 เดือน

และปรับถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฝากถึงพี่น้องประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแส หากพบการประทำผิดเกี่ยวกับการแต่งรถซิ่ง หรือการแข่งรถในทาง ได้ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790..

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นบ.ยส.24 โชว์ผลงาน สกัดกั้น จับผู้ต้องหายาเสพติด มูลค่า 65 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) ได้ปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้มอบหมายให้

กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นหน่วยงานหลัก ในการบูรณาการสกัดกั้น ปราบปราม ป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดมา ในวันนี้จึงมอบหมายให้ พันเอกศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะ

กิจทหารพรานที่ 21 (ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21) และ นายราชวัชร์ เพ็ชรไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นประธาน ในการแถลงข่าวบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในมั่นคงพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานป้องกันชายแดนทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดมา

โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 สำหรับการปฏิบัติของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 มีการบูรณาการการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้น ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ จังหวัดนครพนม

ในห้วงที่ผ่านมา นำโดย ร้อยเอก วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101) และ ร้อยเอก อาคม คำจุลฬา ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2102) ร่วมกับ ส่วนราชการ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ตรวจยึด/จับกุม กรณี รวม 3 คดี ดังต่อไปนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 0245 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย ของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม ตรวจยึด รถเก๋ง ฮอนด้าซิตี้ สีดำ ทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี จำนวน 1 คัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 1600 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถตรวจยึด ยาบ้า จำนวน 72 แพ็ค กับ 29 ถุง ประมาณ 437,000 เม็ด ตรวจยึด เรือกับ พร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำเมื่อ 24 24 มิถุนายน 2569 เวลา 2000 น.กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 จับกุม ผู้ต้องหา 1 ราย ของกลาง ยาบ้า ประมาณ 568,000 เม็ด ( 284 มัด ) เรือกีบพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 สามารถจับกุมในพื้นที่อำเภอชายแดนของจังหวัดนครพนมในวันเดียว จำนวน 3 ครั้ง ผู้ต้องหา 3 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 1,005,000 เม็ด, ไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 1 คัน และเรือกีบ จำนวน 2 ลำ รวมมูลค่าความเสียหายมากถึง 65 ล้านบาท ถือเป็นการปฏิบัติงานด้านการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ในการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ที่บูรณาการทุกส่วนราชการที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมกัน จนทำให้สามารถตรวจยึดจับกุมยาเสพติดในครั้งนี้ได้ความสำเร็จ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป

แตกขบวนการลอบขนข้าวเถื่อนริมโขง! ทหารสกัดทัน ยึด 34 กระสอบ หนักกว่า 1.5 ตัน รถป้ายมุกดาหารถูกทิ้งกลางที่เกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่หมวดปืนเล็กที่ 3 กองร้อยทหารราบ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (มว.ปล.ที่ 3 ร้อย.ร.กกล.สุรศักดิ์มนตรี) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายบริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังออกลาดตระเวน เฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พระราชบัญญัติศุลกากร และพระราชบัญญัติกักพืช

กระทั่งเวลาประมาณ 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลประมาณ 10–15 คน รวมตัวอยู่บริเวณท่าน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำโขง กำลังลำเลียงกระสอบสีขาวลงจากเรือ ก่อนใช้รถเข็นขนขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บจ 7443 มุกดาหาร

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มบุคคลดังกล่าวต่างพากันวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าริมแม่น้ำโขง อาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบหนีการจับกุมไปได้

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในรถและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมี ข้าวจากต่างประเทศ จำนวน 34 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,500 กิโลกรัม วางอยู่ ทั้งหมดเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นเจ้าของ จึงประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ลักลอบนำเข้า #ข้าวเถื่อน #ศุลกากร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อ.แม่แตงตรวจยึดยาเสพติด จากการลักลอบลำเลียงยาเสพติด 896,000 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. #นายจักรพันธุ์ #ทองอ่ำ #นายอำเภอแม่แตง/ผอ.ศป.ปส.อ.แม่แตง ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.335 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานการตรวจยึดยาเสพติด จากการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 896,000 เม็ด โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีกลุ่มขบวนการเครือข่ายยาเสพติด อาศัยห้วงวันที่ 23-25 มิ.ย. 2569 จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาส่งกับกลุ่มเครือข่ายพื้นที่บ้านปางกื้ด ม.16 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ทางชุดปฏิบัติการ

จึงจัดกำลังพลและวางแผนเข้าสกัดกั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยได้จัดชุดลาดตระเวนเฝ้าตรวจสังเกตุการณ์ตามที่แหล่งข่าวแจ้งมา โดยเข้าปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. ของเช้าวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ชุดปฏิบัติการได้ลาดตระเวนตามถนนเส้นทางสาธารณะก่อนถึงหมู่บ้านปางกื้ด ต.อินทขิล อ.แม่แตง

จนท.ได้เห็นแสงไฟ ประมาณ 2 ดวง อยู่บริเวณป่าข้างทางถนนสาธารณะ จนท.จึงส่องแสงไฟส่องสว่างและทัศนะสัญญาณไฟกระพริบแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 2 คน เมื่อเห็นเป็นเจ้าหน้าที่ได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า จากนั้น จนท.จึงได้ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ พบกระสอบต้องสงสัยสีฟ้า จำนวน 3 กระสอบ และถุงพลาสติกใสใบใหญ่ จำนวน 1 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้ามีใบกล้วยแห้งคุมวางอำพราง

จากนั้น ชุดปฏิบัติ ฯ จึงได้จัดกำลังพล เพื่อควบคุมสถานการณ์บริเวณโดยรอบพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวทัศนวิสัยมืดไม่เอื้ออำนวยต่อการตรวจสอบ จนท.จึงรอเวลาจนกระทั่งฟ้าสาง เวลา 06.00 น. เพื่อมองเห็นพื้นที่ได้ชัดเจน จนท.จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง จากการตรวจสอบ พบกระสอบต้องสงสัยถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณพงหญ้าข้างต้นกล้วย

จำนวนทั้งสิ้น 4 กระสอบ ตรวจสอบภายในกระสอบและถุง พลาสติกใสพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เป็นยาเสพติดทั้งสิ้นประมาณ 896,000 เม็ด ของกลางที่ตรวจพบ.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ชนิดเม็ดกลมแบนสีส้มและสีเขียวปะปนกัน จำนวน 4 กระสอบรวมของกลางเป็นยาบ้า ทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 896,000 เม็ด จึงได้นำส่ง สภ.แม่แตง เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดดำเนินการตามกฎหมายต่อไป///

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /แก๊งยานรกชาวลาวสิ้นลาย! ทหารพรานซุ่มรวบคาริมโขงได้ 1 คน ยึดยาบ้า 5.68 แสนเม็ด ขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน หลบหนีไปได้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) อำนวยการให้กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยส่วนสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตอนบน กองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) เปิดปฏิบัติการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนจังหวัดนครพนม

ภายหลัง พ.อ.ศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาส่งให้เครือข่ายในประเทศไทย

ผ่านพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 นำกำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วออกลาดตระเวนและซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณบ้านนาเขท่า หมู่ 3 ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง

กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เมื่อถึงกลางแม่น้ำโขงได้ดับเครื่องยนต์ ก่อนใช้ไม้พายพายเรือเข้าหาฝั่งไทย โดยเจ้าหน้าที่ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืน (Night Vision) เฝ้าสังเกตการณ์ พบชายต้องสงสัย 3 คนอยู่ภายในเรือ

เมื่อเรือเทียบท่าบันไดริมฝั่งไทย ชายทั้งสามได้ช่วยกันลำเลียงกระสอบขึ้นจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่ทั้งหมดได้ทิ้งของกลางแล้ววิ่งหลบหนีอาศัยความมืด เจ้าหน้าที่ไล่ติดตามและสามารถจับกุมได้ 1 ราย คือ ท้าวไพวัน อายุ 23 ปี ชาวบ้านแมง เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว ส่วนผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คนหลบหนีไปได้

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้ลำเลียงยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว มาส่งให้เครือข่ายในประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้างคนละ 10,000 บาท และมีผู้ร่วมขนทั้งหมด 3 คน

จากการตรวจสอบของกลาง เจ้าหน้าที่พบ ยาบ้า 2 กระสอบ รวม 284 มัด คิดเป็นประมาณ 568,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดเรือกีบติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยังฐานปฏิบัติการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 เพื่อทำการตรวจนับและตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง

จังหวัดนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนี และเครือข่ายผู้สั่งการทั้งในและนอกประเทศมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน2101 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #นครพนม #บ้านแพง #ชายแดนโขง #ยาบ้า #ยาเสพติด #นบยส24 #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบินมุกดาหาร 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อต! จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2102 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงจัดกำลังบูรณาการ จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน”

ร่วมกับร้อย.ฉก.ทพ.2101,ร้อย.ฉก.ตชด.237, ชปข.ที่ 5 กกล.สุรศักดิ์มนตรี และ นฝด.21 ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ต่อมาตรวจพบรถยนต์ ต้องสงสัย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซิตี้ สีดำ

หมายเลขทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนหมายเลข 212 พื้นที บ.บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายพีระกานท์ สมุหบาล ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร และนายวิศรุต ศรีประดู่ ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก.

จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการประสานจากนายทุนใหญ่ให้มารับของกลางเพื่อไปส่งปลายทางในพื้นที่ จ.ขอนแก่น แต่ไม่รอดสายตาของชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” นบ.ยส.24 ไปได้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ร้อย.ฉก.ทพ.2102 อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อสืบสวนขยายผล และจะนำส่ง สลภ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทลายโกดังพักไม้พะยูง! ทหารพรานมุกดาหารยึดไม้พะยูง 206 ท่อน ซุกรถหกล้อ-เพิงพักริมโขง เร่งขยายผลหาเจ้าของ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 (ร้อย ฉก.ทพ.2103) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 (ฉก.ทพ.21) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนย้ายไม้พะยูงในพื้นที่บ้านทรายทอง ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจสอบตามเบาะแสที่ได้รับ

กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกหกล้อเสริมคอกเหล็ก ยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน ทะเบียน 80-7388 สุรินทร์ คลุมผ้าใบสีน้ำเงิน จอดอยู่ในพื้นที่ต้องสงสัย มีลักษณะตรงตามที่สายข่าวแจ้ง จึงเข้าตรวจสอบ

ผลการตรวจค้นพบไม้พะยูงบรรทุกอยู่ภายในรถจำนวนหนึ่ง และยังพบไม้พะยูงอีกหลายท่อนกองอยู่ภายในเพิงพักใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงประสานหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มห.1 (คำป่าหลาย) เข้าร่วมตรวจสอบจากการตรวจนับพบไม้พะยูงรวมทั้งสิ้น 206 ท่อน โดยไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ และไม่มีเอกสารแสดงที่มาของไม้แต่อย่างใด

จากนั้นได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มห.1 (คำป่าหลาย), หมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 2342, กองร้อยทหารราบ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และฝ่ายปกครองอำเภอหว้านใหญ่ ร่วมตรวจยึดของกลาง พร้อมบันทึกภาพและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำไม้พะยูงทั้งหมดพร้อมรถบรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ที่ สภ.หว้านใหญ่ เพื่อรอการตรวจวัดปริมาตรไม้ และดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #ไม้พะยูง #ลักลอบตัดไม้ #ทหารพราน #ฉกทพ21 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #หว้านใหญ่ #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ทรัพยากรธรรมชาติ #ป่าไม้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.โคราช แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจับโจรสองพี่น้อง ก่อนขยายผลรวบยกแก๊ง ตระเวนงัดบ้าน ยึดของกลางเพียบ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 21 มิ.ย.69 พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง ได้สั่งการให้
ร้อยตำรวจเอกหญิงอ้อมใจ อินธิแสน รองสารวัตรสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง ออกติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ภายในเคหสถาน จำนวน 3 ราย หลังติดตามสืบสวนจากกรณีมีประชาชนเข้าแจ้งความว่าถูกคนร้ายลักทรัพย์ภายในบ้านพักในพื้นที่ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

สืบเนื่องจากผู้เสียหายพบว่าบ้านพักถูกคนร้ายรื้อค้นและทรัพย์สินสูญหายหลายรายการ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่าง ๆ จนสามารถแกะรอยพฤติกรรมของคนร้ายและขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในที่สุดผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมประกอบด้วย 1. นายทวี สีสูงเนิน หรือ “นายสี”, 2. นายวิศาล นาคีสังข์ หรือ “นายศาล”

เป็นพี่น้องกันและ 3. นายธวัชชัย แซ่จัง หรือ “นายป็อก” ซึ่งร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านพักของประชาชนจำนวน 2 หลัง โดยทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีหลายรายการ อาทิ กล้องถ่ายรูป พระเครื่อง และนาฬิกา รวมมูลค่าความเสียหายกว่าแสนบาทจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะออกตระเวนสำรวจบ้านเป้าหมาย ก่อนเลือกก่อเหตุในช่วงเวลากลางคืน โดยอาศัยจังหวะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ จากนั้นจะเข้าไปรื้อค้นและขโมยทรัพย์สินภายในบ้าน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายทวี สีสูงเนิน และนายวิศาล นาคีสังข์ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งบริเวณซอย 30 กันยา อำเภอเมืองนครราชสีมา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินของกลางจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากการก่อเหตุ ขณะที่นายธวัชชัย แซ่จัง ถูกจับกุมได้ภายในหอพักแห่งหนึ่งในชุมชนบ้านประโดก อำเภอเมืองนครราชสีมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์อื่นในพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ข่าวกรองแม่น! นรข.ปิดเกมขนไอซ์ข้ามแม่น้ำโขง ยึด 7 กระสอบ คนร้ายทิ้งรถพร้อมไอซ์ 300 ก้อน กลางหมู่บ้านนครพนม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหนาด

จังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม (ผบ.นรข.เขตนครพนม) จัดกำลังเจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนม และสถานีเรือธาตุพนม เข้าตรวจสอบข่าว พร้อมวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่เป้าหมาย

กระทั่งเวลาประมาณ 00.50 น. เจ้าหน้าที่ใช้ทั้งการตรวจการณ์ด้วยสายตาและอุปกรณ์ตรวจการณ์เวลากลางคืน พบเรือกีบติดเครื่องยนต์เพลายาวต้องสงสัย 1 ลำ มีชาย 3 คนอยู่บนเรือ แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งไทย ก่อนดับเครื่องยนต์ ห่างจากจุดซุ่มของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมเข้าปิดล้อมพื้นที่ ขณะเดียวกันพบรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส สีดำ ทะเบียน กย 4550 ร้อยเอ็ด ขับเข้ามายังจุดนัดหมาย เจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนมจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่คนขับรถกลับเร่งเครื่องหลบหนีไปทางทิศใต้

ต่อมา ชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมได้เข้าปิดเส้นทาง ทำให้รถคันดังกล่าวเลี้ยวกลับมาทางทิศเหนือ ก่อนนำรถไปจอดทิ้งไว้บริเวณถนนภายในหมู่บ้านกลางน้อย แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไปเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นรถอย่างละเอียด พบกระสอบสีดำจำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) รวม 300 ก้อน จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส 1 คัน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการตรวจยึด และนำของกลางพร้อมรถยนต์ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกลาง อำเภอเมืองนครพนม เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าว NEWS 24 สะถานีประชาชน ประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

นรข #นครพนม #สถานีเรือนครพนม #สถานีเรือธาตุพนม #ยาไอซ์ #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ชายแดนไทยลาว #แม่น้ำโขง #ข่าววันนี้ #ปราบปรามยาเสพติด #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สามอ่าว ล้างบางยาเสพติด แก้ไขปัญหายาเสพติด ภายใต้แนวคิด “4 ย” (เยี่ยมเยียน แยกแยะ หยุดยั่งและยั่งยืน) ของ ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 เวลา 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่ 6 และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก

ประกอบด้วย 1.นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง 2.นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง 3.นางสาวอัมราพร บุญเสริม ผญ.ม.5 ตำบลอ่างทอง 5.นายจักรรินทร์ รวยรื่น ผช. ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง ได้กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลอ่างทอง

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ นายตันติยาฯ(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 1,202 เม็ด กับ เป็นชิ้น น้ำหนัก จำนวน 1 กรัม 2.กระเป๋าพลาสติกแบบมีซิปรูดปิด เปิด ได้ จำนวน 1 ใบ

โดยแจ้งข้อกล่าว จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมายสอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ลำพูน จับแล้วหนุ่มวัย 22 ปี มือแทงหนุ่มดับคาแคร่หน้าบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน, สั่งการให้ พ.ต.อ.ณัฐพล จันมะโน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.ณัฐวรรธน์ บุญมา ผกก.สภ.ทากาศ พร้อมด้วย จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ลำพูน, จนท.ตร.สภ.ทากาศ ออกสืบสวน ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ กรณีนายสุรินทร์ฯ ถูกทำร้ายร่างกาย (โดยการถูกแทงด้วยอาวุธมีด)

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.69 เวลาประมาณ 21.00 น. ที่บ้านแม่ขนาด ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาจากการตรวจที่เกิดเหตุพบมีดปลอกผลไม้เปื้อนเลือดจำนวน 1 ด้าม ตกอยู่บริเวณทางเข้าห้องครัวและพบหมวกผ้าสีดำ ซึ่งนายเฉลิมพลฯ (ผู้เห็นเหตุการณ์) ซึ่งเห็นคนร้ายสวมหมวกสีดำ ขับขี่รถ จยย. ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น ทะเบียน เดินทางสวนออกมาจากบ้านผู้ตายด้วยท่าทางเร่งรีบมีพิรุธ ยืนยันว่าเป็นหมวกของคนร้ายที่ก่อเกิดคดีนี้ พงส.จึงตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐาน

ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือ นายสุขสันต์ฯ อายุ 22 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใน ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจากการตรวจค้นพบ 1.รถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นเวฟ สีดำ-เทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เปรอะเปื้อนคราบเลือด จำนวน 1 คัน, 2.รองเท้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดจำนวน 1 คู่, 3.กางเกงขายาวสีดำเปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว, 4.เสื้อยึดแขนสั้นสีขาว – เขียว เปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำพูน ได้เก็บ DNA มาตรวจสอบและได้เชิญตัวมาที่ สภ.ทากาศฯ เพื่อทำการสอบสวน หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดจึงขออนุมัติศาลออกหมายจับและได้เข้าจับกุม นายสุขสันต์ฯ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทากาศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

☎️หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือพบเห็นอาชญากรรม โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790…

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สกัดขบวนการค้ายา! ยึดไอซ์ 500 กก. มูลค่ามหาศาล รวบผู้ต้องหา 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการจับกุมขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดบึงกาฬ ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้เปลี่ยนจากรถเก๋งมาใช้รถกระบะในการขนลำเลียงยาเสพติด เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่


ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 500 กิโลกรัม พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย และยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง


การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของการบูรณาการกำลังระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ส่งไม่ถึงปลายทาง! นรข.บ้านแพง สกัดขบวนการค้ายาข้ามชาติ ตรวจยึดไอซ์ 100 กิโลกรัม ริมฝั่งแม่น้ำโขงท่าอุเทน

แชร์เนื้อหานี้

นครพนม – หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านนาข่าท่า หมู่ 7 ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ขณะที่ผู้ลักลอบขนยาอาศัยความมืดหลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บังคับบัญชาหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม โดย ว่าที่ ร.อ.เพชรนคร ผิวขำ หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่บ้านนาข่าท่า จึงสั่งการให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าซุ่มเฝ้าตรวจและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ใช้กล้องตรวจการณ์สังเกตพบเรือกีบเพลายาวติดเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ มีบุคคลอยู่ภายในเรือ 2 คน แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย ก่อนเข้าเทียบริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณบ้านนาข่าท่า จากการเฝ้าสังเกตพบชายต้องสงสัยนำวัตถุบางอย่างขึ้นจากเรือและนำไปวางไว้ในป่าหญ้าริมฝั่ง ก่อนรีบกลับลงเรือและแล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทันที

เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังสนับสนุนทางบกเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย จนพบกระสอบต้องสงสัยห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 1 กระสอบ วางซุกซ่อนอยู่ภายในป่าหญ้าริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเปิดตรวจสอบพบภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบและจัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีเรือบ้านแพง ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าของกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แนวแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางส่งผ่านเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและทั่วประเทศ
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นครพนม #นรข #นรขนครพนม #สถานีเรือบ้านแพง #ท่าอุเทน #แม่น้ำโขง #ยาเสพติด #ไอซ์300กิโลกรัม #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวนครพนม #ชายแดนไทยลาว #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกุมยาเสพติด 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม หอประชุม ตำรวจภูธรจ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

✨ วันนี้( 15 มิ.ย. 2569) เวลา 13.00 น. พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย พร้อมด้วย นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย , พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ฝ่ายทหาร,ฝ่ายปกครอง ,สำนักงานเลขาธิการ ปปส. , ปปส.ภ.5 ,หน่วยร่วมปฏิบัติฯ ,และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง

ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ของกลาง ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม ณ ห้องประชุมใหญ่ หอประชุมตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีการแถลงผลการจับกุม 4 ยาเสพติดคดีสำคัญดั้งนี้
🚨1. สภ.เทิง จว.เชียงราย บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 คน พร้อมด้วยของกลาง

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 20 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 540 ก.ก. และ
ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (คีตามีน) จำนวน 19 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 523 ก.ก.
รถยนต์กระบะ 2 คัน (รถบรรทุกยาเสพติด และรถนำทาง)
เหตุเกิด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต่อเนื่อง สุสานบ้านต้นเขือง ถนนสาธารณะเทิง-ภูชี้ฟ้า ม.4 ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ต่อมาสามารถสืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดได้อีกจำนวน 3 คน

🚨2. สภ.เมืองเชียงรายตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลาง
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 294,320 เม็ดรถยนต์กระบะ1 คันเหตุเกิด บริเวณ จุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด ถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย เมื่อวันที่6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 19.45 น. อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลการจับกุม

🚨3.สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม -ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวังเชียงรายสามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน (เป็นเยาวชนอายุ 14 และ 16 ปี)พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์ 2 คัน

เหตุเกิดบริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม-ท่าข้าวเปลือกหมู่ที่7 ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. ประสานชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหารอรับปลายทางได้ที่บริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ตรวจค้นบ้านเช่าพบยาบ้าของกลางอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด คีตามีน10 ก.ก. บรรจุกล่องพัสดุ เตรียมฝากส่งทางพัสดุ(คดีที่ 4)

🚨4.สภ.แม่จัน – สภ.แม่ยาว สืบเนื่องจากกรณี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน2569 เวลาประมาณ 07.30 น. สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม – ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์2 คัน

จากการซักถามขยายผลทราบว่ายาบ้าดังกล่าวจะนำไปส่งให้ผู้รับบริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จึงประสานงานกับชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย เข้าทำการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่มารอรับยาเสพติดได้อีก 2 คน อายุ 23 ปี และ 17 ปี จากนั้นได้นำตัวไปค้นบ้านเช่าในเขตพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย

พบของกลางยาบ้าอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด และคีตามีน อีกจำนวนประมาณ 10 ก.ก. บางส่วนใส่กล่องพัสดุ เตรียมจัดส่งทางบริษัทรับส่งพัสดุไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป เหตุเกิดบริเวณอาคารร้าง วัดห้วยปลากั้ง ต่อเนื่องห้องเช่า ต.แม่ยาวอ.เมืองเชียงรายฯ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 10.40 น.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จากคำอธิษฐานสู่ข่าวเศร้า พบร่าง “ขาวพอน” ลอยติดฝั่งโขง น้องสาวจำได้จากผมขาว-ชุดขาว สุดสะเทือนใจ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร/สะหวันนะเขต – ปิดฉากภารกิจค้นหาที่ยาวนานกว่า 9 วัน หลังมีผู้พบร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก อายุ 33 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่กระโดดจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ลงสู่แม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 โดยญาติยืนยันว่าเป็นร่างของนางขาวพอนอย่างแน่นอน จากลักษณะเส้นผมสีขาว ชุดสีขาว และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตลอยมาติดอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว หลังจากเจ้าหน้าที่ หน่วยกู้ภัย และญาติพี่น้อง ระดมค้นหาตามแนวแม่น้ำโขงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตสวมชุดยาวสีขาวในลักษณะนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก ที่สูญหายไปหลังจากกระโดดลงจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

นางแขก พิมมะจัก น้องสาวของนางขาวพอน เปิดเผยว่า ครอบครัวสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ทันทีที่เดินทางไปถึงจุดพบร่าง แม้ว่าสภาพร่างจะเปลี่ยนแปลงไปจากการลอยอยู่ในแม่น้ำหลายวันก็ตามโดยนางแขกยืนยันว่า จำพี่สาวได้จากลักษณะเส้นผมที่มีสีขาวบางส่วน ชุดสีขาวที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ รวมถึงกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่พี่สาวสวมใส่อยู่เป็นประจำ

“ตอนที่เห็นร่าง พวกเราจำได้ทันทีว่าเป็นพี่ขาวพอน เพราะทั้งเส้นผมสีขาว ชุดที่ใส่ และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้างตรงกับที่พี่ใส่ในวันเกิดเหตุ” นางแขกกล่าวด้วยความโศกเศร้านางแขกกล่าวอีกว่า แม้ครอบครัวจะเสียใจอย่างมากกับการสูญเสียครั้งนี้ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยได้พบร่างของพี่สาวกลับคืนสู่ครอบครัว หลังจากเฝ้ารอและออกค้นหามานานหลายวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นางแขก พร้อมด้วยญาติพี่น้อง ได้เดินทางมายังศาลพ่อปู่พญานาคอนันตนาคราช ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อบนบานและอธิษฐานขอให้ได้พบร่างของพี่สาวภายในวันที่ 14 หรือ 15 มิถุนายนวันดังกล่าว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับสมาคมการค้าท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร ได้จัดพิธีบวงสรวงองค์ปู่อนันตนาคราช โดยมี พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี

นางแขกเปิดเผยว่า ระหว่างเดินทางมาบนบาน ได้รับแจ้งจากชาวประมงในพื้นที่ว่ามีกลิ่นคล้ายศพโชยออกมาจากบริเวณดอนโพนสะหวัน ริมแม่น้ำโขงฝั่ง สปป.ลาว จึงได้เดินทางไปตรวจสอบหลังเสร็จสิ้นพิธี แต่ยังไม่พบร่องรอยของพี่สาวกระทั่งในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล

ตลอดช่วงเวลาการค้นหา ครอบครัวของนางขาวพอนไม่เคยยุติความพยายาม โดยก่อนหน้านี้นายแจ็คกี้ พิมมะจัก น้องชายของผู้เสียชีวิต ได้เปิดเผยว่า นางขาวพอนเป็นเสมือนแม่คนที่สอง เป็นผู้คอยดูแล สั่งสอน และเป็นเสาหลักสำคัญของครอบครัว ทำให้การจากไปของเธอสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่คนในครอบครัวภายหลังการยืนยันตัวบุคคล ญาติได้นำร่างของนางขาวพอนกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่ป่าช้าบ้านนานกเขียน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่ามกลางความอาลัยของ

ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ที่เคยรู้จัก โดยมีกำหนดประกอบพิธีฌาปนกิจศพในวันพรุ่งนี้การพบร่างของนางขาวพอนในครั้งนี้ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจค้นหาที่ดำเนินมาตลอด 9 วัน และปิดฉากการรอคอยอันยาวนานของครอบครัว แม้ผลลัพธ์จะเป็นข่าวเศร้า แต่ก็ทำให้ญาติพี่น้องสามารถนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาและส่งเธอเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณี
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ขาวพอนพิมมะจัก #ຂາວພອນພິມມະຈັກ #ເມືອງໄຊພູທອງ #นางขาวพอน #มุกดาหาร #สะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #สะพานมิตรภาพไทยลาว2 #เมืองไซพูทอง #บ้านวัดท่าโพ #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวอีสาน #ชายแดนไทยลาว #สิ้นสุดการค้นหา #ข่าวเศร้าสะเทือนใจ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สกัดแก๊งขนกระเทียมเถื่อนจากลาว! นรข.ตรวจยึดกระเทียมลักลอบนำเข้า 560 กิโลกรัม พร้อมเรือเหล็ก

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำกระเทียมจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ นรข.สถานีเรือมุกดาหาร จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดต้องสงสัยในการลักลอบขนถ่ายสินค้า

เมื่อเดินทางไปถึงพื้นที่ พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จากนั้นมีกลุ่มบุคคลจำนวนหลายคนช่วยกันลำเลียงกระสอบสินค้าขึ้นจากเรือมายังฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้ลักลอบและคนขับเรือเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความชำนาญเส้นทางและพื้นที่โดยรอบ หลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุในกระสอบจำนวน 28 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 560 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 ลำ ที่ใช้เป็นพาหนะในการลักลอบขนส่งสินค้า

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดกระเทียมทั้งหมดพร้อมเรือของกลาง ก่อนนำกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ นรข. ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำความผิดข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรข #นรขมุกดาหาร #กระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ศุลกากร #สะหวันนะเขต #บางทรายใหญ่ #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตชด.2344 สกัดยานรกริมโขง! ยึดยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกกระสอบทิ้งริมหนองน้ำดอนตาล มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อย ตชด.2344 สนธิกำลังออกลาดตระเวนตรวจพื้นที่แนวชายแดน ก่อนตรวจพบยาบ้าจำนวนมหาศาลถูกซุกซ่อนไว้บริเวณริมหนองน้ำในพื้นที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 200,000 เม็ด คาดเป็นยาเสพติดที่ขบวนการค้ายารายใหญ่เตรียมลำเลียงส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23, พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รองผู้กำกับการ ตชด.23, พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รองผู้กำกับการและหัวหน้ากองร้อย

ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.บุญทรง อาจวิชัย ผู้บังคับหมวด ตชด.2344 พร้อมกำลังพลรวม 14 นาย ออกปฏิบัติภารกิจเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมหนองน้ำ บ้านตาลรุ้ง หมู่ 12 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ห่างจากเทศบาลดอนตาลผาสุกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 150 เมตร พบกระสอบต้องสงสัยถูกนำมาซุกซ่อนเอาไว้ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 200,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้ครอบครองหรือแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดได้นำมาพักคอยไว้ในพื้นที่เพื่อรอการลำเลียงส่งต่อไปยังเครือข่ายในพื้นที่ตอนใน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและยึดไว้ได้เสียก่อน

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า200000เม็ด #ตชด2344 #ดอนตาล #มุกดาหาร #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ยานรก #ตชด23 #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รวบเบิร์ดซ่อมได้ พร้อมพระ3รูป คากุฎิของกลางยาบ้าและอุปกรณ์ครบครัน

แชร์เนื้อหานี้

ป้องกันจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาบุกจับพระ3รูปพร้อมยาบ้าคากุฎิ ซัดช่างซ่อมศาลาริมน้ำเอายาบ้ามาขายให้บอกลองเสพดูแล้วจะติดใจ วันที่13 มิถุนายน พ.ศ.2569 นายวุฒิไกร สีสันต์ ป้องกันจังหวัดสมุทรสาคร

ได้สั่งการให้ เรือตรี นิติพัฒน์ ซื่อดี ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดนำกำลังอส. กองร้อยบังคับการ ประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งในตำบลนาโคก จังหวัดสมุทรสาคร หลังสืบทราบมาว่า มีหัวจ่ายยาบ้ารายหนึ่ง ไปอยู่ที่วัดดังกล่าวแล้วแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัด

เมื่อกำลังไปถึงจึงเข้าตรวจสอบตามกุฎิเป้าหมายที่ได้รับแจ้ง พบว่ามีทั้งยาบ้าและอุปกรณ์การเสพครบครันอยู่ภายในกุฎิของพระทั้ง 3รูป โดยพระทั้ง3รูปยอมรับว่าได้เสพยาบ้าจริง หนึ่งในพระทึ่เสพยาเล่าว่า ได้บวชพระมา8พรรษาแล้ว ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนเลย พอดีช่วงนี้มีนายเบิร์ดเป็นช่างมาซ่อมแซมศาลาริมน้ำของทางวัด เอายาบ้ามาให้ลองเสพดูบอกว่าลองแล้วจะติดใจ จึงได้ลองเสพดู

หลังได้ยินคำซัดทอดว่าหัวจ่ายยาบ้ารายนี้อยู่ที่ไหนทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลรีบนำกำลังไปยังศาลาริมน้ำตามที่พระซัดทอดมาพบ นายเบิร์ดช่างคนดังกล่าวกำลังซ่อมห้องน้ำอยู่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ถึงกับตกใจมีพิรุธเหงื่อแตกหน้าถอดสี เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนหนึ่งอยู่ในถุงสีดำ ราย

เบิร์ดยอมรับแต่โดยดีว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองพร้อมกับมีการแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัดด้วย
ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมนายเบิร์ดช่างซ่อมวัดพร้อมกับพระที่เสพยาบ้าและของกลางทั้งหมดมาส่งให้พนักงานสอบสวนสภ.บางโทรัดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หนีไม่รอด! 2นักบินตระการฯ ซิ่งเก๋งขนยาบ้า 1.76 แสนเม็ดหนีด่าน! สุดท้ายเสียหลักชนเกาะกลาง รวบไว้ได้ ขยายผลถึงผู้บงการ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี และสน.เรือเขมราฐ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 176,000 เม็ด หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

พ.ต.ต.ธนชัย ชมภูโคตร สว.(สอบสวน) สภ.เขมราฐ เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากสายลับว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน ขค 1525 อุบลราชธานี เป็นพาหนะในการขนยาเสพติด จึงรายงานให้ พ.ต.อ.อดุลย์ สุรำไพ ผกก.สภ.เขมราฐ ทราบ ก่อนประสานกำลังร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี วางแผนสกัดจับ

ต่อมาเวลาประมาณ 00.15 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งเข้ามาในพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ขับขี่พยายามเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด กระทั่งรถคันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน ทำให้สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายอิทธิพล ศรีโนทัย อายุ 35 ปี ชาวตำบลโนนกุง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และนายออส อ่อนคำวงค์ อายุ 46 ปี ชาวตำบลท่าหลวง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี

จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบบรรจุยาบ้าจำนวน 1 กระสอบ ภายในมียาบ้ารวม 88 มัด หรือประมาณ 176,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุและโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ เพื่อขยายผลหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า176000เม็ด #จับยาเสพติด #สภเขมราฐ #อุบลราชธานี #กองกำลังสุรนารี #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าววันนี้ #ยาเสพติด #ตำรวจไทย #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ยาไม่ทันขายก็ถูกจับ! ฝ่ายปกครองดงหลวงบุกค้นบ้านเป้าหมาย รวบหนุ่มวัย 25 พร้อมยาบ้า สารภาพเสพเอง-ซุกเตรียมขาย ส่งดำเนินคดี 2 ข้อหาหนัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอดงหลวง (ศป.ปส.อ.ดงหลวง) ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดภายในบ้านหมู่ 7 ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร จึงรายงานให้นายประสิทธิชัย สุวรรณไขศรี นายอำเภอดงหลวง ทราบ และสั่งการให้นายชัช โชติชูชัย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอดงหลวงที่ 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง นำโดยนายชัช โชติชูชัย เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย พบชายทราบชื่อคือ นายอธิราช เชื้อคำจันทร์ อายุ 25 ปี เจ้าของบ้าน นอนพักอยู่ภายในบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่มีอาการตกใจและรีบหยิบจับกระเป๋าคาดเอวสีดำลักษณะมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง พร้อมขอเข้าตรวจค้น โดยก่อนการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและบันทึกภาพเสียงไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งนายอธิราชยินยอมให้ตรวจค้นด้วยความสมัครใจ

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าคาดเอวสีดำ จำนวน 2 ถุง โดยในช่องแรกพบยาบ้า 173 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดงตรา WY จำนวน 172 เม็ด และเม็ดสีเขียวจำนวน 1 เม็ด ส่วนช่องกลางพบยาบ้าอีก 196 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดงตรา WY จำนวน 195 เม็ด และเม็ดสีเขียวอีก 1 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมดจำนวน 369 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจนับและตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบถาม นายอธิราชยอมรับว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามกฎหมายให้เข้ารับการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเบื้องต้น โดยนายอธิราชยินยอมให้ตรวจ ผลการตรวจพบสารเสพติดเป็นบวก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมายังที่ว่าการอำเภอดงหลวง พร้อมส่งตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลดงหลวง

ผลการตรวจจากโรงพยาบาลยืนยันพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกายจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อหา ได้แก่ จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอธิราช เชื้อคำจันทร์ พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับยาบ้า #ดงหลวง #มุกดาหาร #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครองดงหลวง #ข่าวอาชญากรรม #ยาเสพติด #ยาบ้า369เม็ด #สภดงหลวง #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สายข่าวชี้เป้า! ทหารพรานดอนตาลสกัดจับ “พาย นาสะเม็ง” คากระเป๋าสะพาย ยึดยาบ้าซุกเตรียมส่งลูกค้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. กองบังคับการควบคุมที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2107 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.พิชิตพล เคนดา ผู้บังคับกองร้อย ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่า มีการลักลอบรับ-ส่งยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) บริเวณถนนทางการเกษตร พื้นที่บ้านนาหว้า หมู่ 4 ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการกำลังร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอดอนตาล และผู้นำชุมชนตำบลนาสะเม็ง วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณจุดเป้าหมายตามข้อมูลที่ได้รับ

กระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่พบชายต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจค้นตามขั้นตอน โดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้ถูกตรวจค้นรับทราบจนเป็นที่พอใจ และได้รับความยินยอมให้ทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินแบบกดปิดดึงเปิด และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง

ผู้ถูกจับกุมทราบชื่อต่อมาคือ นายพลวัต บุทธิจักร์ หรือ “พาย” อายุ 37 ปี ชาวตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยจากการสอบถามเบื้องต้น นายพลวัตให้การยอมรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองจริงเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจนับอย่างละเอียด และจัดทำบันทึกการจับกุม ณ ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ฉก.ทพ.2107 บ้านตาลรุ่ง ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารจากการตรวจนับพบของกลางเป็นยาบ้าลักษณะกลมแบน ผิวเรียบ ด้านหนึ่งมีอักษร WY ประกอบด้วยยาบ้าสีแดงจำนวน 235 เม็ด และยาบ้าสีเขียวจำนวน 2 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น 237 เม็ด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแคปชั่น ชาวบ้านแจ้งเบาะแส ทหารพราน 2107 ร่วมฝ่ายปกครองดอนตาล ซุ่มตรวจจับผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 237 เม็ด ซุกในกระเป๋าสะพายข้าง เจ้าตัวยอมรับเป็นของตนเอง ก่อนถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน2107 #ฉกทพ21 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ดอนตาล #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกทั้งวัน! ไฟไหม้เตาอบยางพาราโรงงานดังมุกดาหาร ปะทุซ้ำหลายระลอก ชาวบ้านผวาควันพิษ-ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมพื้นที่ ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสารฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลโพนทรายว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานยางพารา บริษัท ธงทอง รับเบอร์ จำกัด เลขที่ 261 หมู่ 7 ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

ภายหลังรับแจ้ง นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิงจำนวน 2 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อสนับสนุนการควบคุมเพลิงทันที

จากนั้นเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลโพนทราย เทศบาลตำบลมุกดาหาร เทศบาลตำบลกุดแข้ เทศบาลตำบลบางทรายใหญ่ และเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้บูรณาการกำลังร่วมกันเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยระดมรถดับเพลิงและรถบรรทุกน้ำฉีดลดอุณหภูมิบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง

การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จุดเกิดเหตุอยู่ภายในเตาอบยางพารา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสะสมความร้อนสูง แม้เปลวไฟจะยังไม่ลุกลามไปยังอาคารผลิต คลังสินค้า หรือส่วนอื่นของโรงงาน แต่ยังคงเกิดการครุไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันการลุกลาม

ต่อมาเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในระดับหนึ่ง และจำกัดวงเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังทรัพย์สินส่วนอื่นของโรงงาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยางพาราแปรรูปเป็นวัสดุที่สามารถสะสมความร้อนได้เป็นเวลานาน จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการครุไหม้หรือปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

ล่าสุดเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าไฟยังคงลุกไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะภายในเตาอบ ทำให้ยังไม่สามารถยุติภารกิจได้ โดยทุกหน่วยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในเวลาต่อมา นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมอำนวยการและบัญชาการเหตุการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมและมีโอกาสเกิดการปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

กระทั่งเวลา 16.15 น. สถานการณ์เกิดความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเตาอบยางพาราเกิดการปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผนังคอนกรีตบางส่วนแตกร้าวจากแรงดันความร้อนสะสมและก๊าซภายใน เจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย พร้อมเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุเพลิงไหม้ที่กินระยะเวลายาวนานยังสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เนื่องจากยางพาราเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เมื่อเกิดการเผาไหม้อาจปลดปล่อยก๊าซและสารมลพิษหลายชนิด อาทิ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM10 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมสูงและเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไฟไหม้โรงงานยางพารา #ธงทองรับเบอร์ #มุกดาหาร #ไฟไหม้มุกดาหาร #เพลิงไหม้ #โรงงานยางพารา #ผู้ว่ามุกดาหาร #ปภมุกดาหาร #ดับเพลิง #ควันพิษ #PM25 #ข่าวด่วน #ข่าวมุกดาหาร #อำเภอเมืองมุกดาหาร #ThailandNews #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เล่นแต่ของใหญ่ ผงขาว น้ำแข็ง ลิ้นฟ้า”ปกครองกระทุ่มแบนบุกรวบเอเยนต์รายใหญ่ โพสต์คลิปยิงปืน ขายยาลื้นฟ้า เฮโรอีน ไอซ์ ท้าทายกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีขาใหญ่รายหนึ่งในพื้นที่มีพฤติกรรมชอบโชว์ถ่ายคลิปตัวเองยิงปืน โชว์ยาเสพติด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครนายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี จึงได้มอบหมายให้นายณัฐพล บุญทวี ปลัดอาวุโส นำกำลังฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน

ออกปฎิบัติการคามแผนตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว เมื่อไปถึงพบนาย โอม อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางจำนวนมาก ทั้งเฮโรอืน ยาไอซ์ และยาอันตราย ยาลิ้นฟ้า Rohypnol ชึ่ง กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องราตรี จัดเป็นยานอนหลับออกฤทธ์แรงมาก กว่า 100 เม็ดถุงซิปล็อค จำนวน 2 ห่อใหญ่พร้อมเครื่องชั่งดิจิตอลอีก 1 เครื่อง

จากการสอบถามนาย โอม ได้ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเองได้เสพ และจำหน่ายเฮโรอีนและ Rohypnol ยาลิ้นฟ้า จริง เจ้าหน้าที่จึงได้ รวบรวมพยานหลักฐานและของกลางทั้งหมด นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายโดยได้แจ้งข้อกล่าวหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน เพื่อการค้า

โดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ยา Rohypnol โดยไม่ได้รับอนุญาตนายพิรุณโรจน์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าจะเร่งสนองนโยบาย “ทำทันที” ของรัฐบาลในการปราบปราม ผู้ค้าผู้ขายยาเสพติดให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บุกจับน้ำกระท่อมเถื่อนเมืองมุกดาหาร! บรรจุขวดขายหลายรส ใกล้โรงเรียนเพียง 400 เมตร ยึดของกลาง 689 ขวด ใบกระท่อมสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดมุกดาหาร เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 21 ซอยบุญชาลี ถนนวงค์คำพา เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดสถานที่ผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ชุมชน โดยจุดดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับ โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1 วัดคำสายทอง) ห่างกันเพียงประมาณ 400 เมตร

การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร, นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้าน พบคนงานกำลังต้มน้ำกระท่อมในหม้อขนาดใหญ่จำนวน 3 หม้อ พร้อมตรวจพบน้ำกระท่อมที่บรรจุขวดพร้อมจำหน่ายแล้วจำนวน 689 ขวด โดยมีการแต่งกลิ่นและผสมรสชาติหลากหลายรวม 10 สูตร ได้แก่ องุ่น, สตรอว์เบอร์รี, ลิ้นจี่, แตงโม, สับปะรด, แอปเปิล, แคนตาลูป, ชาไทย, โกโก้ และสูตรดั้งเดิม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบ ใบกระท่อมสดประมาณกว่า 20 กิโลกรัม ขวดเปล่าที่ใช้สำหรับบรรจุน้ำกระท่อมอีกเป็นจำนวนมาก หัวเชื้อน้ำหวานเข้มข้น ภาชนะบรรจุ และอุปกรณ์การผลิตจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการผลิตในลักษณะครบวงจรคล้ายโรงงานขนาดย่อม ตั้งแต่ขั้นตอนการต้ม ผสม บรรจุ และเตรียมกระจายจำหน่าย โดยตั้งราคาขายขวดละ 60 บาท ส่วนรสโกโก้จำหน่ายในราคา 70 บาท

นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เปิดเผยว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นผลจากการได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เนื่องจากมีวัยรุ่นเข้า-ออกเป็นประจำ มีการลักลอบผลิตเครื่องดื่มน้ำกระท่อมในลักษณะเชิงพาณิชย์ภายในชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดจำหน่ายในพื้นที่ชุมชน โดยจากการเข้าตรวจค้นพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะคล้ายโรงงานขนาดย่อม มีทั้งขั้นตอนการต้ม ผสมรสชาติ และบรรจุขวดเพื่อจำหน่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเข้าระงับและดำเนินการทันที

จากการสอบถามเบื้องต้น นายชัยวัฒน์ หรือ “แบงค์” รับว่าเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำกระท่อมดังกล่าว โดยเปิดลักลอบดำเนินกิจการมาแล้วประมาณ 2 เดือน

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6(8) เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย
และได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์ – เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

น้ำกระท่อม #น้ำกระท่อมเถื่อน #โรงงานเถื่อน #บุกทลาย #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #โรงงานน้ำกระท่อม #โรงเรียนทีโอเอวิทยา #เทศบาล1วัดคำสายทอง #ใกล้โรงเรียน #สภเมืองมุกดาหาร #คุ้มครองผู้บริโภค #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวดัง #ข่าววันนี้ #จับกุม #กระท่อมบรรจุขวด #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตม.เชียงราย ทลายเครือข่ายขนแรงงานเถื่อน รวบชาวเมียนมา 36 คน ซุกบ้านพักรอส่งเข้ากรุง

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าพื้นที่ชั้นใน หลังสืบสวนขยายผลจากการจับกุมขบวนการขนคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักไม่มีเลขที่ ในพื้นที่หมู่ 21 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน ซุกตัวรอเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.หญิง พัสษลพร ศุกระศร รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย และ พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม.จว.เชียงราย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ลงพื้นที่ติดตามเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักเป้าหมายในพื้นที่ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน แบ่งเป็นชาย 17 คน และหญิง 19 คน จากการสอบถามทั้งหมดให้การว่า ต้องการเดินทางไปทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยติดต่อผ่านนายหน้า เสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 5,000-10,000 บาท

เบื้องต้นพบว่า นายหน้าได้จัดรถรับส่งจากบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย พามายังบ้านพักดังกล่าว เพื่อใช้เป็นจุดพักคอยก่อนลักลอบเดินทางต่อเข้าพื้นที่ชั้นใน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาทำประวัติ ขึ้นบัญชีเฝ้าดู และดำเนินการผลักดันกลับประเทศเมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ทั้งนี้ การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.พิษณุโลก ได้จับกุมกลุ่มขบวนการขนคนต่างด้าวจำนวน 149 คน ก่อนขยายผลจนทราบว่าบ้านพักดังกล่าวใน จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในจุดพักคอยสำคัญของเครือข่ายลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามจับกุมนายหน้าและผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกมพลิกกลางดึก! ทพ.ซุ่มกล้องอินฟราเรดรวบของเถื่อนริมโขง แก๊งขนบุหรี่หนีภาษีเผ่นหนีทิ้งรถ 2 คัน ของกลาง 3.6 หมื่นซอง มูลค่ากว่า 2.1 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ร้อย.ฉก.ทพ.2101) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2101

นำกำลังชุดปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการที่ 1 (โพธิ์ไทร) เปิดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง โดยใช้ เครื่องพิเศษและกล้องตรวจการณ์กลางคืน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

การปฏิบัติการเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านโพธิ์ไทร หมู่ 2 ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น.

เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มเฝ้าตรวจด้วยอุปกรณ์ตรวจการณ์กลางคืน ตรวจพบ รถยนต์กระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขับเข้ามาจอดบริเวณริมแม่น้ำโขง ก่อนจะสังเกตเห็นกลุ่มบุคคลหลายรายกำลังช่วยกันแบกสิ่งของจากริมฝั่งแม่น้ำขึ้นมาบรรทุกใส่ท้ายรถอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ แต่ทันทีที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากัน วิ่งแตกกระเจิงอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้หลังควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถยนต์ทั้ง 2 คัน พบเป็น รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว โดยทั้งสองคัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

จากการตรวจค้นภายในรถ พบ บุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร และผิดตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต บรรจุอยู่ใน 36 กระสอบ กระสอบละ 2 ลัง รวมทั้งสิ้น 72 ลัง ภายในลังบรรจุ 50 คอตอน รวมทั้งหมด 3,600 คอตอน หรือประมาณ 36,000 ซองเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าความเสียหายจากการหลีกเลี่ยงภาษีครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2,160,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ กองบังคับการ ร้อย.ฉก.ทพ.2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อน

ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดอย่างเป็นทางการ และส่งมอบของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามกลุ่มผู้ลักลอบขนของเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

บุหรี่เถื่อน #หนีภาษี #นครพนม #บ้านแพง #ริมโขง #ทหารพราน #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #สภบ้านแพง #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ข่าววันนี้ #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /น้ำตาข้ามโขง…ยายรับศพลูกสาวดับคารถทัวร์ กอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร…ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ยายข้ามโขงรับศพลูกสาว พร้อมกอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน หลังเด็กต้องเห็นแม่จากไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่ พัฒนาสังคมและบ้านพักเด็กมุกดาหารยื่นมือเข้าช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

จากกรณีเหตุสลดหญิงชาวลาวเสียชีวิตบนรถโดยสารปรับอากาศสาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ ก่อนถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร โดยพบร่างนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณด้านท้ายรถ ขณะที่ลูกชายนั่งร้องไห้อยู่ข้างร่างแม่ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้โดยสารทั้งคันรถ เหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นางนวน พันทิลาด มารดาของนางพอน พันทิลาด ผู้เสียชีวิต ชาวบ้านนาสีดา เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ได้เดินทางพร้อมญาติข้ามพรมแดนจาก สปป.ลาว มายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดต่อรับศพลูกสาวและรับตัวหลานชายวัย 5 ขวบกลับบ้าน

โดยมีนางรุ่งทิพย์ นันทสาร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางเข้ามาอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ และเข้าดูแลสภาพจิตใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ ซึ่งอยู่ในภาวะสูญเสียอย่างกะทันหันด้วย

บรรยากาศภายใน สภ.เมืองมุกดาหาร เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เมื่อยายได้พบหน้าหลานชายที่ยังอยู่ในอาการซึมและอ่อนล้าหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจจากการสูญเสียแม่ต่อหน้าต่อตา ญาติพี่น้องต่างช่วยกันปลอบโยนเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด

นางนวน ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ นางพอนผู้เสียชีวิตได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ก่อนเดินทางไปหานายน้อย ผู้เป็นสามี ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และพักอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางพอนได้พาลูกชายวัย 5 ขวบ เดินทางไปขึ้นรถโดยสารปรับอากาศที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ หมอชิต 2 เพื่อเดินทางกลับมายังจังหวัดมุกดาหาร โดยโดยสารมากับรถทัวร์สาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม และนั่งอยู่ที่เบาะหมายเลข 34

ระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารที่นั่งใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการไม่สบาย ปวดท้องอย่างเห็นได้ชัด และเคยขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยซื้อนมให้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ กระทั่งเมื่อรถใกล้ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร นางพอนได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ก่อนเดินกลับมาด้านท้ายรถและทรุดตัวลงนอนกับพื้น จากนั้นลูกชายได้ร้องไห้อย่างหนักจนผู้โดยสารและพนักงานบนรถเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเสียชีวิตแล้ว

นางนวน กล่าวว่า ตอนทราบข่าวจากลูกเขยที่โทรศัพท์มาบอก แทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครคิดว่าการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของลูกสาว“รีบเดินทางมาทันที เพราะอยากมาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย และมารับหลานกลับบ้าน สงสารหลานมาก เขายังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ตื่นกลับมาอีก” นางนวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นางรุ่งทิพย์ เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุ หน่วยงาน พม. ได้เร่งเข้ามาตรวจสอบและให้การช่วยเหลือในมิติด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียแม่อย่างฉับพลัน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือด้านสิทธิเด็กและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ด้านนายอนุวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสภาพจิตใจของเด็กให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกปล่อยให้อยู่ใน

ภาวะหวาดกลัวหรือสับสนตามลำพัง ซึ่งจากการพูดคุยพบว่าเด็กยังมีอาการซึมและเกาะติดญาติใกล้ชิดตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าญาติจะรับตัวกลับอย่างเรียบร้อยหลังจากให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว นางนวนพร้อมญาติได้เดินทางไปรับศพนางพอนที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถกู้ชีพจากแขวงสะหวันนะเขต เดินทางมารับร่างกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาที่บ้านเกิดต่อไป. ภาพ/ถ่าย เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแก๊งขนของเถื่อน! นรข.มุกดาหาร สกัดจับกระเทียมเถื่อน 10 ตันริมโขง ยึดเรือเหล็ก 1 ลำ คนร้ายไหวตัวหนีทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตนครพนม) ร่วมหน่วยงานความมั่นคงแถลงข่าวการตรวจยึดกระเทียมเถื่อน เปิด

เผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขึ้นฝั่งบริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามบริเวณจุดต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังช่วยกันขนกระสอบกระเทียมขึ้นจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุกระสอบจำนวนประมาณ 500 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 10 ตัน พร้อมตรวจยึด เรือเหล็กติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งคาดว่าใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงสินค้าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบที่มา ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงานข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #นรข #นรขมุกดาหาร #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #จับกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ของเถื่อน #หนีภาษี #ชายแดนไทยลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #กระเทียมเถื่อน10ตัน

มุกดาหาร -ปค.เมืองมุกดาหาร ผนึก ตชด.234 รวบหนุ่มบางทรายใหญ่ค้ายานรก ยึดยาบ้า 6,000 เม็ดริมถนนใกล้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และนายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) ได้สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย คือ นายชูชิต อายุ 30 ปี ชาวตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ดการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณริมถนนชยางกูร ใกล้ปั๊มน้ำมัน บนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาทำการสอบสวน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาบ้า6000เม็ด #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #ตชด234 #เมืองมุกดาหาร #บางทรายใหญ่ #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #กวาดล้างยาเสพติด #ล่ายานรก

ช็อก! ลาวจัดหนัก”แก๊งคอลฯไทย 101 คนถูกจับที่ลาว”
ปกส.ทลายแก๊งคอลฯ กลางสะหวันนะเขต ยึดคอมพ์-มือถือเพียบ ใช้โรงแรมบังหน้าเปิดฐานปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันความสงบ (ปกส.) แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว แถลงผลปฏิบัติการร่วมกับพนักงานอัยการประชาชน แขวงสะหวันนะเขต เข้าตรวจค้นอาคารลักษณะคล้ายโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ บ้านหนองผือ นครไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต หลังได้รับข้อมูลว่ามีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติซึ่งเป็น คนไทยรวม 101 คน เป็นผู้หญิง 42 คน อยู่ภายในอาคารดังกล่าว พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้ง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร สายเชื่อมต่อ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับการใช้งานเป็นศูนย์ปฏิบัติการออนไลน์

จากปฏิบัติการพบว่าภายในอาคารมีการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์เรียงต่อกันหลายจุด ลักษณะคล้ายสำนักงานปฏิบัติการ โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากนั่งรวมกันทั้งภายในตัวอาคารและบริเวณภายนอก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวและตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด

เบื้องต้นทางการลาวระบุว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่าง การสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายของ สปป.ลาว เพื่อตรวจสอบลักษณะการกระทำผิด เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทของผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละราย
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #สะหวันนะเขต #ลาว #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมออนไลน์ #ค้ามนุษย์ #บุกทลาย #คนไทยในลาว #ไซเบอร์ #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทลายคาเฟ่น้ำท่อมแหล่งมั่วสุมแรงงานข้ามชาติขณะล้อมวงนั่งก๊งกันอย่างเมามัน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 มีแรงงานต่างด้าวเปิดคาเฟ่ร้านน้ำกระท่อม มีการตั้งวงมั่วสุมนั่งดื่มน้ำกระท่อมกันเป็นประจำทุกวัน

นายพิรุณโรจน์ จีงได้สั่งการให้ ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว โดยได้ลงพื้นที่หาข่าว หาหลักฐานอยู่หลายวัน จนแน่ใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามที่ได้รับเบาะแสมาจริงจึงได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน บุกเข้าเป้าหมายร้านภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน

จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีการเปิดเป็นร้านขายน้ำต้มใบกระท่อมแบบครบวงจร โดยเปิดจำหน่ายน้ำกระท่อมแบบซื้อกลับบ้าน และเปิดขายให้แรงงานต่างด้าวมานั่งมั่วสุมดื่มน้ำกระท่อมกันภายในร้าน ขณะเข้าตรวจค้นพบแรงงานต่างด้าวนั่งมัวสุมดื่มน้ำกระท่อมกันอย่างสนุกสนานเมามันอยู่

ภายในร้านเป็นจำนวนมาก โดยผู้ขายน้ำต้มใบกระท่อมเป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและรวบรวมพยานหลักฐานของกลางทั้งหมด นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนโดยได้แจ้งข้อกล่าวหา

เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ ผิดประเภทงาน ขายสินค้า
จำหน่ายน้ำต้มใบกระท่อมผสมน้ำอัดลม มีความผิดตาม พรบ. อาหาร พ.ศ.2522
ของกลางที่ตรวจยึดได้น้ำต้มใบกระท่อม ยาแก้ไอ สมุดจดบันทึกรายการขาย งินสดจำนวนหนึ่ง น้ำอัดลมสำหรับผสมน้ำต้มใบกระท่อม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

ทลายแก๊ง F4 เมียนมา คารัง พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2569 พ.ต.อ. จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โคกขาม นำโดย พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิรองผกก.พร้อมกำลัง สามารถจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดชาว เมียนมา ได้แบบยกแก๊งพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษ
โดยเริ่มจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณ4000ห้อง หมู่2โคกขามซึ่งเป็นที่ชาวเมียนมาพักอาศัยกันอยู่เป็นจำนวนมาก พบนายหม่องเนลิน อายุ25ปีมีท่าทีพิรุธลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้น พบยาบ้า3เม็ดอยู่ในกระเป๋า กางเกง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนายหม่องเนลินว่าซื้อยาบ้ามาจากไหนเพื่อทำการขยายผลต่อ นายหม่องเนลินยอมรับโดยดีว่าซื้อมาจากเพื่อนร่วมชาติที่ตั้งแก๊งชื่อแก็ง”เอฟโฟร์”มีอยู่ด้วยกัน4คนขายยาบ้าอยู่ที่ชั้น3ของตึกและขายยาบ้าให้เฉพาะชาวเมียนมาด้วยกันเอง ส่งภาษาเดียวกันจะไม่ยอมขายให้กับคนไทยโดยคิดว่าตำรวจไทยจะได้ไม่รู้รอดจากการถูกจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนให้นายหม่องเนลิน กลับไปล่อซื้อยาบ้าอีกครั้ง นายหม่องจึงกลับไปเคาะประตูส่งภาษาเพื่อขอซื้อยาบ้าอีกครั้ง แก๊งเอฟโฟร์จึงไม่ได้เฉลียวใจเปิดประตูออกมาเพื่อขะขายตามปรกติ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่หน้าห้องจึงได้กรูกันเข้าไปภายในห้องพบว่าทั้ง4คนอยู่กันครบนอนถอดเสื้อเล่นโทรศัพท์กันอย่างสบายใจเฉิบ

เจ้าหน้าที่ได้ครวจค้นภายในห้องพบยาบ้ากว่า700เม็ดยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่งพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง4คนประกอบด้วยนายชูเท็ดอายุ35ปี นายชินมินแคทอายุ25ปี นายโซตูอ่องอายุ38ปีและนายทูนอ่องจอ อายุ36ปี ทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าได้ตั้งแก๊งขายยาบ้าจริงพ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสภ.มีนโยบายชัดเจนมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยเมื่อจับผู้เสพได้จะต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ค้าให้ได้ต่อไปเพื่อให้ยาเสพติดลดลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ด่านศุลกากรประจวบฯกวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลงานการปกป้องเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 โดยโชว์ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของกรมศุลกากร

ผลการจับกุมเข้มข้น: จากการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทั้งทางบกและช่องทางไปรษณีย์ พบการกระทำผิดรวม 211 คดี มูลค่าของกลางรวม 34 ล้านบาทสกัดกั้นสินค้าทำลายสุขภาพ: ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ารวม 29.7 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าอีกกว่า 3.9 ล้านบาท โดยล่าสุดได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วเป็นบุหรี่กว่า 2 ล้านมวน

มิติด้านรายได้และการค้า: แม้จะเน้นการปราบปราม แต่ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่าการค้านำเข้ารวม 13,746 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 997 ล้านบาทการเชื่อมโยงระบบขนส่ง: ด่านฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อท่าเรือประจวบ-แหลมฉบัง เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐมีมาตรการควบคุมสินค้าให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ

///////////////////////////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแหล่งมั่วยา! ทหารพราน-ตชด.-ฝ่ายปกครอง บุกทลายแหล่งมั่วยา รวบหนุ่มบ้านแพง พร้อมยาบ้าและเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ชุดสกัดกั้นตอนบน ภายใต้การควบคุมของกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) นำโดย ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2101 ฉก.ทพ.21 พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน

มว.ตชด.2373 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านแพง เข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านท่าลาดทุ่ง หมู่ 14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จนสร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านที่เกรงว่ายาเสพติดจะระบาดกระทบต่อเยาวชนและบุตรหลาน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.30 น. พบชายต้องสงสัยกำลังพรวนดินอยู่บริเวณหลังบ้าน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กลับมีอาการตกใจผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ จากการตรวจค้นตัวพบยาบ้าจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพักและบริเวณโดยรอบ โดยให้นายวีระพงษ์นำตรวจค้น ก่อนพบยาบ้าอีก 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระภายในห้องนอน เมื่อนำของกลางทั้งหมดมาตรวจนับอย่างละเอียดที่ฐานปฏิบัติการ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 430 เม็ด แยกเป็น สีแดง 426 เม็ด และสีเขียว 4 เม็ด พร้อมเงินสดจำนวน 2,400 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวีระพงษ์ให้การยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ดำเนินการบันทึกภาพและวิดีโอการควบคุมตัวตาม มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหารรายงาน

ยาบ้า #ยาเสพติด #จับยาบ้า #ทหารพราน #ตชด #บ้านแพง #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ภัยสังคม #ยานรก #จับกุมผู้ต้องหา #สกัดยาเสพติด #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกำนัน นอนคุก ควงปืนยิงใส่ เจ้าของเขียงหมู คา BMW ป้ายแดง ไปสิ้นใจตายที่ รพ.นครปฐม พูดจาไม่เข้าหูกำนัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ต.กิตติพัฒน์ วิไลลักษณ์ตระกูล รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่หน้าร้านสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จึงรายงาน พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครปฐม ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.7 เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.นครปฐม มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ BMW สีดำ ป้ายแดง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร

จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน มีนายอุดมพงษ์ อายุ 54 ปี เจ้าของเขียงหมู และโรงเชือดหมู รายใหญ่ นั่งหมดสติอยู่ที่เบาะคนขับ มีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งทำการช่วยกันปฐมพยาบาล เร่งทำ CPR ก่อนนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และที่พื้นเบาะรถผู้บาดเจ็บ พบอาวุธปืน .38 ตกอยุ่ 1 กระบอก

ในที่เกิดเหตุ มีนายคมศักดิ์ หรือ กำนันจิ๋ว กำนันตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงตนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยมีอาวุธปืนสั้น กึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ COLT มีหมายเลขทะเบียนปืน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน จำนวน 1 ซอง ลูกกระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 7 นัด (บรรจุอยู่ในซองบรรจุกระสุนจำนวน 6 นัด) (บรรจุอยู่ในรังเพลิงจำนวน 1 นัด) ซองพกในชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซองที่ใช้ก่อเหตุพกติดตัวอยู่หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการค้นตัว จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองนครปฐม

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า เรื่องการก่อเหตุออาจจะเป็นเรื่องหึงหวงกัน เพราะผู้ตายมีคบหากับ อดีตภรรยา กำนันจิ๋ว ทำให้มีเรื่องขุ่นเคื่องกันและมาบังเอิญเจอกันที่ร้านอาหารดังกล่าวและมีปากเสียงกันในร้านก่อนจะออกมาก่อเหตุยิงกันที่หน้าร้านจนมีผู้เสียชีวิต เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุม สภ.เมืองนครปฐม พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม

ได้เดินทางมาติดตามคดียิงหน้าสถานบันเทิง กำชับสืบสวนเข้ม ดำเนินคดีโปร่งใส่ โดยได้เข้าประชุม ร่วมกับ พ.ต.อ.พัฒน์พงศ์ คนแรงทรอง ผบก.กค.ภ.7 ปฏิบัติราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อุดมชาติ ทองไซร้ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ ว่าที่ พ.ต.อ.วันนิวัติ ปัญญาวานิชกุล ผกก.(สอบสวน) กตค.บก.กค.ภ.7

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 7 ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงบริเวณหน้าสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชุมกำชับแนวทางการสืบสวนติดตามผู้ร่วมก่อเหตุและมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยได้รับฟังการสรุปผลการปฏิบัติ แนวทางสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมกำชับการทำสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย โดยละเอียด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คลิปวงจรปิด หนุ่มโคราชถูกรถเก๋งตัดหน้าชนสาหัส กลายเป็นผู้พิการ ร้องสื่อคดีไม่คืบ 9 เดือน ไร้เยียวยา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ พร้อมด้วยนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี และนายประพันธ์ พิขุนทด อายุ 36 ปี ชาวอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประสบเหตุซึ่งปัจจุบันต้องนั่งรถวีลแชร์ ได้เข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปกล้องวงจรปิด ใบแจ้งความ และบัตรประจำตัวคนพิการ ออกมาเปิดเผย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังคดีอุบัติเหตุผ่านมานานกว่า 9 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20.51 น. บริเวณถนนหลังโลตัส ขาออกเมือง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายประพันธ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กง 7514 นครราชสีมา ก่อนถูกรถเก๋งยี่ห้อฮุนได สีขาว กลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จนพุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติในที่เกิดเหตุ

นายประพันธ์ เปิดเผยว่า หลังรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช มีอาการบาดเจ็บหนัก ขาหักทั้งสองข้าง แขนหัก ตับและม้ามแตก ต้องผ่าตัดภายใน รวมถึงศีรษะแตกเย็บ 7 เข็ม และต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน ตลอดระยะเวลากว่า 8 -9 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินได้ และกลายเป็นผู้พิการถาวรผู้ประสบเหตุยอมรับว่า ช่วงแรกทำใจไม่ได้จากคนปกติกลายเป็นผู้พิการ แต่ยังโชคดีที่รอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังจะออกไปซื้อของใช้และกับข้าวเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีไม่เคยเข้ามาเยียวยาหรือสอบถามอาการ มีเพียงพบกันที่สถานีตำรวจเพียงครั้งเดียว จึงอยากให้คู่กรณีออกมารับผิดชอบ และเร่งรัดกระบวนการให้คดีมีความชัดเจน

ด้านนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากเห็นว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังขาดการดูแลด้านกฎหมาย โดยพบว่าคดีล่าช้าผิดปกติ แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8-9 เดือนแล้ว โดยตนได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 ครั้ง แต่พบพนักงานสอบสวนเพียงครั้งเดียว และยังไม่มีการสอบปากคำฝั่งผู้เสียหายแต่อย่างใดนายเอกราชกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายยังมีภาระดูแลบุตรและครอบครัว แต่เมื่อไม่สามารถทำงานได้ก็ขาดรายได้ทันที อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษายังมีจำนวนมาก ทั้งค่าอุปกรณ์ผู้ป่วย รถเข็น เตียง ยา และของใช้จำเป็น ซึ่งสิทธิการรักษา 30 บาทไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดขณะที่นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ดูแลนายประพันธ์มา

โดยตลอด ตั้งแต่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไปเฝ้าอาการทุกวันนานกว่า 4 เดือน ก่อนจะพากลับมาพักฟื้นที่บ้าน และยังคงดูแลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนางสาวประนอมระบุว่า ตลอดช่วงที่รักษาตัว คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยม มีเพียงตนที่คอยแจ้งอาการให้ทราบ และแม้อีกฝ่ายจะรับรู้ แต่การช่วยเหลือมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเรียกร้องเกินสมควร เพียงอยากให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบและเข้ามาเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างจริงจังทั้งนี้ นายจ้างยืนยันว่า นายประพันธ์ทำงานและอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี เปรียบเสมือนคนในครอบครัว แม้วันนี้จะกลายเป็นผู้พิการก็ไม่เคยมองว่าเป็นภาระ พร้อมดูแลอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าคู่กรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา