คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สรรพสามิตโคราชทำลายบุหรี่เถื่อน 17,540 ซอง ลุย 226 คดี มูลค่าปรับทะลุ 16 ล้านบาท สกัดของผิดกฎหมายคืนตลาด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายณธัชพงศ์ เผ่าถาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 พร้อมด้วย นายธนากร โพธิโต สรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม

สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 และนายพงศธร ประจิตร หัวหน้าฝ่ายปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา นำคณะเจ้าหน้าที่ร่วมดำเนินการทำลายของกลางคดีที่สิ้นสุดแล้วในช่วงเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม 2568

การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ท้องตลาด ป้องกันการนำมาจำหน่ายซ้ำ คุ้มครองผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรมด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย

พร้อมแสดงถึงความโปร่งใสและความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายผลการปราบปรามพบผู้กระทำผิดรวม 226 คดี ของกลางเป็นบุหรี่ซิกาแรตจำนวน 17,540 ซอง คิดเป็นมูลค่าภาษีที่รัฐสูญเสียกว่า 1,101,680 บาท และมีประมาณการค่าปรับรวม 16,522,680 บาท

ทั้งนี้ บุหรี่ของกลางที่ผ่านการทำลายแล้ว จะส่งมอบให้หน่วยงานที่ประสงค์ขอใช้ประโยชน์ ตามนโยบาย CSR (Corporate Social Responsibility) ของกรมสรรพสามิต เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไม่ปล่อยลอยนวล! ชุดสิงห์เมืองมุก บุกจู่โจมจับ “ยายหนั่น” เอเย่นต์รายย่อยบ้านโคกสูง ยาบ้า เงินล่อซื้อ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองเมืองมุกดาหาร (ชุดสิงห์เมืองมุก)

นำโดย มว.อ.ดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง และ มว.ท.ธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2105 เข้าตรวจสอบบ้านพักในพื้นที่บ้านโคกสูง หมู่ 8 ต.คำอาฮวน หลังได้รับร้องเรียนจากพลเมืองดีว่ามีการมั่วสุมและลักลอบจำหน่ายยาเสพติด

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการจับกุม นางสนั่น (หรือยายหนั่น) พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เม็ดสีแดง มีอักษร WY จำนวน 10 เม็ด และเงินสดที่ใช้ในการล่อซื้ออีกจำนวน 360 บาท

สืบเนื่องจากนโยบายกวาดล้างยาเสพติดในชุมชน เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนล่อซื้อจนสามารถจับกุมตัวได้พร้อมหลักฐานคาหนังคาเขา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับยาเสพติด #ฝ่ายปกครองมุกดาหาร #สิงห์เมืองมุก #มุกดาหาร #กวาดล้างยาเสพติด #บ้านโคกสูง #ฉกทพ2105 #ข่าวด่วน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่อำเภอโคกสำโรง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ตามที่ (มว.ต.) นายหมวดตรีกรวี กิจรัตนกาญจน์ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนฯได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี เพื่อพบพนักงานสอบสวนแจ้งความหาผู้กระทำความผิด และได้พบพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.ภูษิต ม่วงหมู่ ตำแหน่งสารวัตสอบสวน (หัวหน้างานคดี) สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี
โดยได้แจ้งว่า ได้มีเศษขวดตกหล่นอยู่ภายในบ้านและหลังคาบ้าน ผู้แจ้ง

จึงได้ตรวจสอบตามกล้องวงจรปิด ที่ติดตั้งไว้ในบ้าน แต่ก็ไม่เห็นผู้กระทำความผิด ได้ยินแต่เสียงดังล่วงลงมายังพื้นหลังคาบ้าน โดยที่พบขวดเป็นขวดจำพวก แบรนด์รังนกอื่นๆ โดยพบและถ่ายไว้เป็นหลักฐานในวันที่ 20 ม.ค. 2569 และวันที่ 30 ม.ค. 2569 และในวันที่ 14 ก.พ. 2569 ล่าสุดเมื่อคืนวันที่2 มีนาคม 2569 จึงแจ้งให้ตำรวจได้ทำการสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และพนักงานสอบสวน จะให้ชุดสืบสวนหาข่าวและให้ทาง (พฐ.) พิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรี ได้ลงมาทำการเก็บพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ โดยการกระทำครั้งนี้นั้น ไม่ได้เป็นการกระทำครั้งแรก ผู้เสียหายได้รับผลกระทบมาตลอดถึงกับต้องลื้อหลังคาบ้านเพื่อซ่อมแซมความเสียหายมาแล้วก็มี

เวลาต่อมา พ.ต.ท.หญิงสุภสดา ทองกร นวท.(สบ2)พฐ.จว.ลพบุรี
ร.ต.ท.สัณหกร ห้องหนองซำ นวท.(สบ1)พฐ.จว.ลพบุรี
ด.ต.หญิงอมรรัตน์ ศิริสลุง ผบ.หมู่ พฐ.ลพบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุบ้านเลขที่ 85-87 ถนน ถนนศรีสำโรง ตำบล/แขวง โคกสำโรง อำเภอ/เขต โคกสำโรง จังหวัด ลพบุรี ได้พบกับนายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ (ผู้เป็นบิดาของนายหมวดตรีกรวี กิจรัตนกาญจน์) และตรวจหาหลักฐานที่เกิดเหตุและเก็บชิ้นส่วนดังกล่าวเพื่อตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้ก่อเหตุ เรียกผู้ต้องสงสัยมาตรวจพิสูทน์ลายมือ และมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไปเช่นไรทางทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้ามารายงานให้ทราบต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน ทีมข่าว ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชรบ.ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ออกลาดตระเวน ตามมาตรการ ” Quick Big Win ” ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด “

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไปนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส

สั่งการให้ นางสาวยุพา จันทวงศ์ ปลัดอำเภอประจำตำบล นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส.อ.ชุมแพ ที่ 6 ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ แพทย์ สารวัตรฯ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ตำบลหนองไผ่ โดยมีนายธนู นามหล้า กำนันตำบลหนองไผ่ เป็นหัวหน้าชุด รวมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด จำนวน 40 คน

ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ด่านชุมชนบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน บ้านถิ่นอุดม หมู่ที่ 14 ต.หนองไผ่ และได้ทำการออกตรวจลาดตระเวนในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล ตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้กับประชาชนในพื้นที่

วินฅนชนข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระห่ำ! ลูกทรพีคลั่งยาทำร้ายพ่อแม่แล้วซิ่งหนีชนรถตำรวจ ก่อนโดนยิงเจาะแขนจนมุมหน้า รร.บ้านนานาถ่อน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมด้วย พ.ต.ท.ประหัส ปลายด่วน รอง ผกก.(สอบสวน) และ พ.ต.ต.บุญชัย อัฐนาค สว.(สอบสวน) ร่วมปฏิบัติการสกัดจับและระงับเหตุรุนแรงในครอบครัว หลังได้รับรายงานว่าเกิดเหตุ นายณัฐวุฒิ หรือตุ้ม อายุ 45 ปี ก่อเหตุคลุ้มคลั่งทำร้ายร่างกายบุพการีและขับรถหลบหนีการจับกุม กระทั่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถทำการสกัดและจับกุมนายณัฐวุฒิได้สำเร็จ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ขณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปราบปรามปฏิบัติหน้าที่ได้รับแจ้งว่า นายณัฐวุฒิ ซึ่งมีพฤติการณ์ทำร้ายร่างกาย นายสวัสดิ์ และ นางเรียน

บิดามารดา มาตั้งแต่ในช่วงเช้าแล้วหลบหนีไป แต่ต่อมาได้ย้อนกลับมาที่บ้านพักเลขที่ 247 หมู่ 5 ต.กุดแข้ เพื่อจะก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าระงับเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ขับรถยนต์

ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน ทะเบียน น 7613 มุกดาหาร หลบหนีมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหารด้วยความเร็วสูง ระหว่างการติดตามอย่างกระชั้นชิดบริเวณปั๊มน้ำมันบางจาก เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์

ตราโล่หมายเลขทะเบียน 6ขห 6230 กรุงเทพมหานคร เข้าชนสกัดบริเวณประตูด้านซ้ายเพื่อหยุดยั้งการหลบหนี แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอมหยุดรถและพยายามพุ่งชนเพื่อ

เปิดทางหลบหนีต่อ จ.ส.ต.ทวีศักดิ์ บุญพันธ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปราบปราม จึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนประจำกายยิงไปที่ล้อรถยนต์เพื่อหยุดการเคลื่อนที่

ทว่ากระสุนได้พลาดไปถูกบริเวณแขนซ้ายของนายณัฐวุฒิจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถเข้าควบคุมตัวได้บริเวณสามแยกหน้าโรงเรียนบ้านนานาถ่อน ตำบลโพนทราย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ก่อเหตุไปยังโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพนักงานสอบสวน โดยเตรียมสืบสวนขยายผลหามูลเหตุจูงใจและดำเนินคดีใน

ข้อหาทำร้ายร่างกายบุพการี และขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่จนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินราชการเสียหายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาการ รายงาย

ตำรวจมุกดาหาร #สกัดจับระทึก #กุดแข้ #โพนทราย #ทำร้ายบุพการี #ข่าวอาชญากรรม #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายโรงเชือดรถกลางสวนยาง! ตชด.-ทพ.-ฝ่ายปกครองดอนตาล ตรวจยึดซาก ‘รีโว่’ กลางป่าสวนยาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.อิทธิพงษ์ ลานขามป้อม ผบ.มว.ตชด.2343 จ.มุกดาหาร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ตชด.2343 ได้สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบสวนยางพาราในพื้นที่บ้านนาโพธิ์ หลังสายลับแจ้งเบาะแสพบกลุ่มคนต้องสงสัยนำรถยนต์มาแยกชิ้นส่วน เตรียมส่งขายตลาดมืด พบซากรถกระบะโตโยต้า รีโว่ 2 คันถูกหั่นเละ พร้อมแผ่นป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ-ยโสธร เร่งขยายผลหาเจ้าของและกลุ่มขบวนการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ร.ต.อ.อิทธิพงษ์ ลานขามป้อม ผบ.มว.ตชด.2343 ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการมั่วสุมชำแหละรถยนต์บริเวณสวนยางพารา หมู่ 5 บ้านนาโพธิ์ ต.โพธิ์ไทร อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชา พร้อมประสานกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอดอนตาล นำโดย นายภานุพงศ์ ห้องแซง ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 2105 (ร้อย ฉก.ทพ.2105) เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นโรงชำแหละชั่วคราวกลางสวนยาง จากการตรวจสอบพบซากรถยนต์และชิ้นส่วนสำคัญหลายรายการ

ประกอบด้วย โตโยต้า รีโว่ สีขาว ทะเบียน บบ 3291 ยโสธร พร้อมโครงรถและกุญแจ โตโยต้า รีโว่ สีเทา ทะเบียน 2ขส 4182 กรุงเทพฯ สภาพถูกแยกชิ้นส่วนออกเป็น กระบะท้าย ท่อไอเสีย และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์เพื่อตรวจสอบประวัติการครอบครองว่าถูกโจรกรรมมาหรือเป็นรถหนีไฟแนนซ์หรือไม่ ก่อนจะทำการตรวจยึดของกลาง

ทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิดที่หลบหนีไปก่อนหน้านี้มาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับรถเถื่อน​ #ชำแหละรถ​ #ดอนตาล​ #มุกดาหาร​ #ตชด234​ #ฝ่ายปกครอง​ #ข่าวอาชญากรรม​ #ตำรวจตระเวนชายแดน​ #ข่าววันนี้​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.มุกดาหาร ทลายยานรกข้ามโขง! รวบ 2 หนุ่มลาว ยึดยาบ้า 5.4 แสนเม็ด/ นรข.มุกดาหาร จับรถบรรทุก 12 ล้อ ลอบขน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ต่างประเทศ” 300 กระสอบ หนัก 15 ตัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่สถานีเรือมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.)

น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม และ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหารแถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดยาบ้าจำนวน 540,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหาชาวลาว 2 ราย

น.ท.โอรส เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบส่งยาเสพติดในพื้นที่ ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร จึงสั่งการให้ชุดลาดตระเวนทางบกเข้าซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณบ้านดอนตาล

ผาสุก จนกระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น. พบชายต้องสงสัย 3 คน นั่งเฝ้ากระสอบวัตถุต้องสงสัยอยู่ริมถนนหมายเลข 2034 เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ

เมื่อกลุ่มคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถไล่กวดและควบคุมตัวไว้ได้ 2 ราย ทราบชื่อคือ ท้าวเตียงคำ พมโสพา อายุ 27 ปี

และ ท้าวบุนเลิด พมโสพา อายุ 33 ปี ทั้งคู่เป็นราษฎรบ้านนาพาน เมืองไชพูทอง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ส่วนรายที่ 3 อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกระสอบจำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวมประมาณ 540,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้

เป็นของกลางพี้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้

เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”ก่อนนำตัวผู้ต้องหา

พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร -เปิดเกมรุกปราบค้าเถื่อน! นรข.มุกดาหาร สกัดรถบรรทุก 12 ล้อ ลอบขน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ต่างประเทศ” 300 กระสอบ หนัก 15 ตัน เร่งขยายผลถึงเครือข่าย

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากร ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ด่านศุลกากรมุกดาหาร สำนักการข่าว กอ.รมน. ร้อย ตชด.234 และตำรวจน้ำมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการตรวจยึดข้าวไรซ์เบอร์รี่ลักลอบนำเข้า จำนวนประมาณ 300 กระสอบ น้ำหนักกระสอบละ 50 กิโลกรัม รวม 15,000 กิโลกรัม พร้อมรถบรรทุก 12 ล้อและผู้ควบคุมรถ

สืบเนื่องจากเวลาประมาณ 07.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากร ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 นำโดย นายสุริโย พรมสวัสดิ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ บูรณาการกำลังร่วมกับสถานีเรือมุกดาหาร (นรข. เขตนครพนม) และหน่วยงานความมั่นคง ตั้งจุดตรวจตามข้อมูลสายลับที่แจ้งว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าประเภทข้าวสาร ซึ่งยังมิได้เสียค่าภาษีอากร เพื่อนำไปจำหน่ายยังจังหวัดต่าง ๆ ภายในราชอาณาจักร

กระทั่งตรวจพบรถบรรทุก 12 ล้อ ยี่ห้อ ISUZU สีขาว ทะเบียน 70-46872 ร้อยเอ็ด มีลักษณะต้องสงสัย บริเวณหน้าวัดสว่าง บ้านแก้ง ตำบลนาโสก อำเภอเมือง มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น จากการตรวจสอบ พบข้าวไรซ์เบอร์รี่บรรจุอยู่ในกระสอบสีขาวจำนวนมาก ระบุแหล่งกำเนิดต่างประเทศ แต่ไม่สามารถแสดงเอกสารหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรได้อย่างถูกต้อง

ผู้ควบคุมรถคือ นายชำนาญพร เย็นศิริ อายุ 55 ปี ชาว ร้อยเอ็ด ให้การว่า มีอาชีพขับรถรับจ้างขนส่งสินค้า ได้รับการว่าจ้างจากนายสุรชัย นาสอ้าน ให้มารับข้าวไรซ์เบอรี่จำนวน 300 กระสอบ ที่บริเวณบ้านสามขา ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อนำไปส่งยังจังหวัดสุรินทร์ โดยมีบุคคลนำทางไปรับสินค้าจากรถกระบะอีกทอดหนึ่ง พร้อมอ้างว่าไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร

รายงานข่าวแจ้งว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ดังกล่าว คาดว่าเป็นสินค้าต่างประเทศที่ลักลอบนำเข้าผ่านทางแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ก่อนลำเลียงข้ามแดนเข้าสู่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อกระจายต่อไปยังพื้นที่ปลายทางในภาคอีสานตอนล่าง

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน และนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร พร้อมอยู่ระหว่างเร่งขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง เครือข่ายลำเลียง และเส้นทางการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ข้าวสารหรือจะสู้ “ยาอี” ! ทพ.มุกดาหาร ตาไว รวบสาว สปป.ลาว คาด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการกวาดล้างยาเสพติดบริเวณชายแดน ภายใต้การอำนวยการของ ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงจังหวัดมุกดาหาร สกัดจับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติได้คาด่านพรมแดน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ขณะเจ้าหน้าที่ทหารพรานและชุดปฏิบัติการร่วมกำลังตรวจสอบรถโดยสารประจำทางเส้นทางระหว่างประเทศ พบหญิงทราบชื่อภายหลังคือ นางลัตสะไม ทำมะวง ราษฎรชาว สปป.ลาว มีท่าทีพิรุธขณะเจ้าหน้าที่ขอเข้าตรวจค้นสัมภาระ

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบกระสอบข้าวสารน้ำหนัก 19 กิโลกรัม เมื่อค้นภายในปรากฏพบแพ็กเกจต้องสงสัยทรงสี่เหลี่ยมคล้ายซองกาแฟและคอลลาเจน ยี่ห้อหรู (Rolls-Royce และ Ferrari) จำนวน 10 ซอง ปะปนอยู่กับข้าวสาร เมื่อนำสารสีขาวลักษณะผงภายในซองมาทดสอบด้วยชุดตรวจเบื้องต้น ยืนยันว่าเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กซ์สตาซี หรือยาอี) น้ำหนักรวมประมาณ 800 กรัม

เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางประกอบด้วย ยาอี 10 ซอง, โทรศัพท์มือถือ, เงินสด (ไทย-ลาว-ดอลลาร์สหรัฐ), ข้าวสาร และหนังสือเดินทาง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ผู้ต้องทราบ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อขยายผลถึงเครือข่ายและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #สกัดยาเสพติด #ทหารพราน21 #ด่านสะพานมิตรภาพ2 #จับยาอี #ข่าวด่วนมุกดาหาร #ความมั่นคงชายแดน #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThaila

มุกดาหาร -นาทีชีวิต! ช่างก่อสร้างมุกดาหารดวงสุดแข็ง เจอ “ลูกปืนคอ” ปนมากับถังปูน หยิบออกมาทุบเล่นหวังเช็กดู โชคดีไม่บึ้ม

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ผึ่งแดด พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) รุดตรวจสอบบ้านพักกำลังก่อสร้างในบ้านหนองบัว ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.มุกดาหาร หลังได้รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด

ในที่เกิดเหตุพบ ลูกปืนคอ ขนาด 82 มม. จำนวน 1 ลูก สภาพเก่ามีสนิมเขรอะ แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ยังมีสภาพสมบูรณ์และพร้อมระเบิดได้ตลอดเวลา มีอานุภาพทำลายล้างสูง

นายแสงจันทร์ ศรีราฤทธิ์ อายุ 56 ปี ช่างก่อสร้างผู้พบเห็น เล่าเหตุการณ์สุดระทึกว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะกำลังเทพื้นบ้าน สังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่ปนมากับปูนที่ผสมเสร็จแล้ว จึงหยิบออกมา ด้วยความสงสัยตนจึงลองนำไปทุบกับเหล็กดู ก่อนจะส่งให้เจ้าของบ้านเก็บไว้ จนกระทั่งผ่านมา 3 วัน ถึงได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ EOD ได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุดังกล่าวไปทำลายทิ้งในพื้นที่ปลอดภัย พร้อมเตือนประชาชนหากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้องหรือกระแทกเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ระเบิดปนปูน #ลูกปืนคอ #มุกดาหาร #อีโอดี #EOD #ข่าววันนี้ #นาทีระทึก #ช่างก่อสร้างดวงแข็ง #เตือนภัย #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย! ทพ. 2105 บุกนาสีนวน มุกดาหาร ทลายแหล่งยาบ้า รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดกว่า 3,200 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินปฏิบัติการตามนโยบายรัฐบาลด้านการป้องกัน สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ภายใต้แผน Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”

การปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ หวั่นยาเสพติดจะแพร่ระบาดสู่บุตรหลาน

เจ้าหน้าที่จึงจัดชุดปฏิบัติการออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจจุดเสี่ยง จุดเพ่งเล็ง พร้อมบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร บังคับใช้กฎหมายเข้าปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านเป้าหมายจำนวน 3 จุด ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 3 ราย ได้แก่ นายชัยสิทธิ์ ศรีสุนทร อายุ 31 ปี

นายสมคิด ทองเภา อายุ 24 ปี และนายสุพินิจ รุ่งโรจน์ อายุ 44 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) เม็ดสีแดงจำนวน 3,225 เม็ด และเม็ดสีเขียวจำนวน 32 เม็ด รวมทั้งสิ้น 3,257 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และเงินสด 1,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพและเสียงตลอดกระบวนการจับกุมตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุกห้องพักขยายผลถึงห้องเช่า! ตร + ปค.มุกดาหาร ทลายเครือข่ายยานรกรับจ้างแก๊งลาวพักยา รวบ 2 หนุ่มวัย 29 ซุกยาบ้า 54,000 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร สนธิกำลังฝ่ายปกครอง บุกจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายย่อย หลังสืบทราบเบาะแสกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาในโรงแรม ก่อนขยายผลพบยาบ้าล็อตใหญ่ซุกซ่อนในห้องเช่า ยึดของกลางยาบ้ากว่า 54,000 เม็ด พร้อมรถจักรยานยนต์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร (ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร) พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร , นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร , พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร มอบหมายให้ พ.ต.ท.สุทธิศักดิ์ สอนสะอาด สว.อก. ร.ต.อ.ภัคพล ศิลาคุปต์ รอง สว.สส. นายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมด้วยชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าตรวจสอบกรณีมีกลุ่มวัยรุ่นเปิดห้องพักโรงแรมเพื่อมั่วสุมเสพยาเสพติดจากการเข้าตรวจสอบ พบกลุ่มวัยรุ่นกำลังเสพยาเสพติดอยู่ภายในห้องพัก จึงควบคุมตัวสอบสวนและขยายผลตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ พบหลักฐานการสนทนาเกี่ยวกับการซุกซ่อนยาเสพติด ต่อมามีผู้ต้องหายอมรับสารภาพและนำเจ้าหน้าที่ไปตรวจยึดยาบ้า จำนวน 54,000 เม็ด ที่ซุกซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า ภายในกระเป๋าเป้สีดำ ณ ห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหารเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ นายชาคริต หรือ “เจมส์” อายุ 29 ปี นายวิระพล หรือ “ฐี” อายุ 29 ปี ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) สีส้มแดง ยี่ห้อ SARA มีอักษร Y จำนวน 54,000 เม็ด รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ HONDA สีเขียวเทา (แรมโบ)ของกลางอื่น ๆ อีกหลายรายการผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากเครือข่ายค้ายาเสพติดชาว สปป.ลาว ให้นำยาบ้ามาพักคอยในพื้นที่ เพื่อรอส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น”ฝ่ายปกครองชุมแพ ตรวจยึดยาบ้าหมื่นแปดพันเม็ด ” Quick Big Win ” จับกุมผู้ค้าและผู้เสพยา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. เป็นต้นไปนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ /ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส สั่งการให้

นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอชุมแพ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ตำบลโนนสะอาด นำโดยนายมนตรี รินอินทร์ กำนันตำบลโนนสะอาด

ออกลาดตระเวน ตรวจตราดูแลความเรียบร้อย ในพื้นที่รอบหมู่บ้าน และได้รับแจ้งจากพลเมืองดีในพื้นที่ บ้านมิตรภาพหมู่ที่ 9 ตำบลโนนสะอาด ตรวจพบสิ่งของต้องสงสัยบางอย่างวางซ่อนอยู่บริเวณ ข้างเสาไฟฟ้า

จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นยาบ้าบรรจุห่อในกระดาษสีน้ำตาล จำนวน 3 ห่อ แต่ละห่อมียาบ้า 30 ซองๆละ 202 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด จำนวน18,180 เม็ด

เจ้าหน้าที่ได้สอบถามประชาชนบริเวณโดยรอบ แจ้งว่าเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. มีรถจักรยานยนต์มอเตอร์ไซค์ขับผ่านเข้า-ออก ในซอยดังกล่าวเสียงดังตลอดทั้งคืน คาดว่าจะตามหาของกลางยาบ้าจำนวนดังกล่าว จนมีพลเมืองดีมาพบตอนเวลา 06.00 น. และแจ้งให้ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และฝ่ายปกครอง ทราบ

จนได้ทำการตรวจยึดจากนั้นได้นำยาบ้ามาตรวจนับณที่ทำการปกครองอำเภอชุมแพทำบันทึกตรวจยึด นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

winฅนชนข่าว/สื่อรัฐทีวีอำเภอชุมแพบำบัดทุกข์บำรุงสุข

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร -สะลด! เกิดเหตุ คนใจร้ายจับสนัขพันธ์พิทบูล เผาตายทั้งเป็น

แชร์เนื้อหานี้

เกิดเหตุเจ้าของสุนัขออกจากบ้านตระเวนไปรับชื้อของเก่าปล่อยให้สุนัขอยู่เฝ้าบ้าน ตกค่ำเจ้าของสุนัขกลับมาบ้านไม่เห็นเจ้าโบ้ เดินหาพบเจ้าโบ้ถูกเผาอยู่ในกองไฟจึงรีบนำออกมาจากกองไฟ แต่ถูกไฟไหม้เกรียมไปข้างหนึ่งตายคากองไฟ

เมื่อคืนของวันที่ 30 ม.ค.69 เวลา 21.00น.ที่ผ่านมา นาย วิชิต ภาคี อายุ 53 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 4 บ้านดอนม่วย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร มีอาชีพรับชื้อของเก่า นำซากสุนัขพันธุ์ผสมไทยพิทบูล สีดำ เพศผู้ ชื่อเจ้าโบ้ อายุประมาณ 10 เดือน ที่ถูกไฟเผาไหม้เกรียมขึ้นรถกระบะที่ตระเวนรับชื้อของเก่ามาแจ้งความอยู่ที่ สภ.เมืองมุกดาหาร

โดยนายวิชิต เจ้าของสุนัข กล่าวกับผู้เสื่อข่าวด้วยน้ำตา ว่าเจ้าโบ้สุนัขที่เลี้ยงมาก็มีความผูกพันกันรักเหมือนลูกหลาน ตื่นเช้ามาตนกับภรรยาก็ออกไปตระเวนรับชื้อของเก่าปล่อยไห้เจ้าโบ้อยู่เฝ้าบ้านตามลำพัง พอตกค่ำกลับมาบ้านไม่เห็นเจ้าโบ้วิ่งออกมารับเหมือนทุกวัน เรียกหาก็เงียบ

ไปสอบถาม นายสมหวังฯเป็นคนคุ้นเคยอยู่ในหมู่บ้านเดี่ยวกันว่าเห็นเจ้าโบ้ไหม นายสมหวังฯบอกว่าเห็น นายทุมมี รักษาพันธุ์ เอามาผูกไว้ข้างบ้านนายสุเทพฯ พอไปดูเห็นกองไฟอยู่หลังบ้านจึงเดินไปดูเห็นเจ้าโบ้ถูกเผาอยู่ในกองไฟ จึงรีบช่วยนำออกมาจากกองไฟ แต่เจ้าโบ้ถูกไฟไหม้เกรียมไปข้างหนึ่งแล้วตายคากองไฟ

นายวิชิตฯ เจ้าของสุนัขไปสอบถามนายทุมมี รักษาพันธุ์ เป็นคนเผาเจ้าโบ้ใช่ไหม นายทุมมีฯยอมรับว่าเผาเจ้าโบ้จริงซึ่งหลังจากนาย วิชิตฯนำซากเจ้าโบ้มาแจ้งความเป็นผู้เสียหาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายพูดให้สะเทือนใจเจ้าของสุนัขเสียความรู้สึก ไม่ทราบว่าผู้ก่อเหตุเผาเพื่อกินหรือไม่

นายวิชิต เจ้าของสุนัขจึงพาภรรยามาขอความเป็นธรรมจากผู้สื่อข่าว เล่าว่าร้อยเวรกล่าวกับตนว่าสุนัขเป็นสัตว์เป็นอาหาร ส่วนคดีต้องรออีก 2-3 เดือน ทั้งที่รู้ว่าคนก่อเหตุเป็นใครต้องนำตัวมาสอบสวนตามขั้นตอนส่วนคดีต้องรอ นายวิชิต กล่าวกับผู้สื่อข่าว ตนจึงสงสัยทำไมถึงรอนานขนาดนั้น

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.มุกดาหาร สกัดขบวนการค้ายาข้ามโขง ยึดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด เรือกีบ 1 ลำ คนร้ายโดดน้ำหนีรอด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่สถานีเรือมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผู้กำกับการ สภ.หว้านใหญ่ และ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2,800,000 เม็ด พร้อมเรือกีบติดเครื่องยนต์ 1 ลำ

การตรวจยึดครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม โดย น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสิ่งของต้องสงสัยจากฝั่ง สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังฝั่งประเทศไทย บริเวณบ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

ต่อมาในเวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนทางบกออกซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่เป้าหมาย กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. ตรวจพบเรือต้องสงสัยแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เข้าสู่ราชอาณาจักรไทย โดยมีบุคคลอยู่บนเรือประมาณ 3 คน เมื่อเรือเข้าเทียบฝั่ง กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงวัตถุคล้ายกระสอบขึ้นจากเรือมายังริมฝั่งแม่น้ำโขง

เมื่อเจ้าหน้าที่ นรข. แสดงตัวเพื่อขอเข้าตรวจสอบ กลุ่มคนร้ายได้ทิ้งของกลางและเรือ ก่อนกระโดดลงแม่น้ำโขงหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 3 กระสอบ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง และพบกระสอบลักษณะเดียวกันอีก 4 กระสอบอยู่บนเรือ รวมเป็น 7 กระสอบ

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ในกระสอบรวม 7 กระสอบ ประทับตราอักษร “999” บนก้อนสีเหลือง ภายในเป็นยาบ้าอักษร “WY” สีชมพู รวมจำนวนทั้งสิ้น 280 ก้อน ก้อนละ 10,000 เม็ด รวม 2,800,000 เม็ด พร้อมเรือกีบติดเครื่องยนต์ 1 ลำ

เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกการตรวจยึด และนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปค.หว้านใหญ่ แท็กทีม นรข.-ทหารพราน-ยส.24 บุกยึดยาบ้า 7 กระสอบใหญ่ 2.8 ล้านเม็ดซุกริมโขงบ้านป่งขามใต้ เตรียมส่งต่อเข้าพื้นที่ชั้นใน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 22.30 น. ของวันที่ 29 มกราคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ ได้สั่งการให้ นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง

นำกำลังเจ้าหน้าที่ อส. บูรณาการร่วมกับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.เขตนครพนม), สถานีเรือมุกดาหาร, กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยบัญชาการสกัดกั้นยาเสพติด (ยส.24) เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ใกล้รีสอร์ทสองใจ บ้านป่งขามใต้ หมู่ที่ 1 ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยถูกซุกซ่อนไว้ จึงเข้า

ตรวจสอบพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุภายในกระสอบจำนวน 7 กระสอบ รวมประมาณ 2.8 ล้านเม็ด โดยที่ห่อบรรจุภัณฑ์ปรากฏตราสัญลักษณ์ “999” และดาว 5 ดวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มักพบในยาเสพติดล็อตใหญ่

การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จจากการยกระดับมาตรการเข้มข้นในการเฝ้าระวังชายแดน เพื่อตัดวงจรยาเสพติดไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนในและชุมชน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดเพื่อส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #สกัดยาเสพติด #นรข #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวอาชญากรรม #ยาบ้าล็อตใหญ่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คิดว่าเนียนแต่ไม่รอด! ตร.มุกดาหารบุกทลายเครือข่ายไอซ์รายใหญ่ ซุกช่องลับรถสไลด์ 50 กก. ยึดทรัพย์กว่า 6 ล้าน รวบ 4 ผู้ต้องหา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สมใจ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร

ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร หลังเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวม 50 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวม 11 รายการ เป็นรถยนต์ 7 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน รวมมูลค่าประมาณ 6,035,000 บาท

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ สอนจันทร์ สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาไอซ์จำนวนมาก โดยมีการดัดแปลงซุกซ่อนภายในรถยนต์สไลด์เพื่อลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ และอยู่ระหว่างการบรรจุซุกซ่อนภายในบ้านเลขที่ 30/1 ซอยตาดแคน 13 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่จึงรายงาน พ.ต.อ.กิตเตซิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พ.ต.อ.ณัฏฐพล แพนพา ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ผู้บังคับบัญชาและวางแผนเข้าตรวจค้น เมื่อเดินทางไปถึง พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ ได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และแจ้งเหตุแห่งการตรวจค้นต่อเจ้าบ้าน

แต่กลุ่มชายที่อยู่ภายในบ้านพยายามวิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ 4 คน คือ นายกรวิวัฒน์ จันดี อายุ 25 ปี ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการลำเลียง นายชยุต ไชยช่วย อายุ 28 ปี เป็นผู้จัดเตรียมสถานที่และร่วมบรรจุซุกซ่อนยาเสพติด นายธีระพงษ์ คงสุนทร อายุ 31 ปี ทำหน้าที่ดูแลรถยนต์สไลด์และเส้นทางการขนส่ง และนายสุวิทย์ ขันทพร อายุ 35 ปี ทำหน้าที่เฝ้าระวังและสนับสนุนการลำเลียงยาเสพติด

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ามียาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในช่องเก็บแบตเตอรี่ของรถยนต์สไลด์ ยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ทะเบียน 67-1668 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ภายในบ้านเมื่อตรวจค้นพบห่อชาสีเหลืองยี่ห้อ GUANYINWANG จำนวน 50 ห่อ ภายในบรรจุยาไอซ์น้ำหนักรวม 50 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านของนายชยุต ผู้ต้องหาหนึ่งในเครือข่าย พบยาไอซ์เพิ่มเติมอีกจำนวน 1.54 กรัม จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)” แก่นายกรวิวัฒน์ และนายชยุต ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทลายเครือข่ายยาเสพติด #ไอซ์50กิโล #มุกดาหารยาเสพติด #ปราบยาเสพติดข่าวอาชญากรรมยึดทรัพย์6ล้าน #ตำรวจภูธรมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ ตร.เมืองโคราชเข้ม รับมือเหตุชิงทองซ้อมแผนเต็มรูปแบบ สร้างความอุ่นใจร้านทอง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุชิงทรัพย์ร้านทอง ณ ร้าน ไท้เฮงล้ง(ตราช้าง) TGG ถนนชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การซ้อมแผนเริ่มต้นด้วยสถานการณ์จำลอง คนร้ายสวมหมวกกันน็อก ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานเพื่อชิงทองคำ จากนั้นเป็นการฝึกขั้นตอนการรับมือของร้าน การแจ้งเหตุ การติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ การส่งต่อข้อมูลคนร้ายและทิศทางหลบหนี เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและเข้าจับกุมได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุจริง

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า การซ้อมแผนในครั้งนี้ได้บูรณาการกำลังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหัวหน้าสายตรวจ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สืบสวน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจุด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาทและขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจน เมื่อเกิดเหตุจริงจะสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยการซ้อมในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าตำรวจมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ด้านนางสาวภัทรียา รัตนศิริมณีเวทย์ หรือ “คุณนิด” เจ้าของร้านไท้เฮงล้ง(ตราช้าง) TGG กล่าวว่า การซ้อมแผนในวันนี้ช่วยให้ร้านและพนักงานมีความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุจริงมากขึ้น ทั้งการแจ้งเหตุ การติดต่อประสานงาน และการดูแลความปลอดภัยภายในร้าน ทำให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวสูง พร้อมยืนยันว่าการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่โคราชมีความเข้มงวดและใส่ใจมาโดยตลอด ขอให้ลูกค้ามั่นใจว่าสามารถซื้อ–ขายทองได้อย่างปลอดภัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวบคาสี่แยก! ศุลกากรสนธิกำลังสกัดจับ “ข้าวเหนียวดำเถื่อน” กว่า 17 ตัน คาสี่แยกนิคมคำสร้อย มูลค่าทะลุ 1 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลาประมาณ 20.10 น. ของวันที่ 26 มกราคม 2569 ภายใต้นโยบายคุมเข้มของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางสาวกัญญณัฐ พิพัฒน์กิจไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการ สืบสวนและปราบปราม ร.ต.อ.ธนวิน ทัตธนนันท์ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2

เจ้าหน้าที่ศุลกากร หน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม นำโดยนายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ร่วมกับ
ด่านศุลกากรมุกดาหาร, กอ.รมน., ทหารพราน และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โชว์ผลงานชิ้นโบแดงสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนสินค้าเกษตรหนีภาษี

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณสี่แยกไฟแดงนิคมคำสร้อย ถ.ชยางกูร จ.มุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นรถบรรทุก 12 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีเขียว หมายเลขทะเบียน 70-3211 เลย ตกแต่งคอกซิ่ง พบของกลางเป็น “ข้าวเหนียวดำ” บรรจุกระสอบจำนวนมาก มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ น้ำหนักรวมกว่า 17,500 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบเอกสารผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจยึดของกลางพร้อมรถบรรทุกส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อขยายผลหาตัวเจ้าของและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ต่อไป ถือเป็นการตัดวงจรสินค้าเถื่อนที่เข้ามาทำลายกลไกราคาข้าวในประเทศอย่างจริงจัง

ศุลกากร #จับข้าวเถื่อน #มุกดาหาร #ปราบปรามของเถื่อน #ข้าวเหนียวดำ #กรมศุลกากร #นิคมคำสร้อย #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ระทึกกลางดึก! ไฟไหม้ดงหลวงบ้านไม้ 2 ชั้น วอดเสียหายเกือบทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลาช่วงค่ำของวันที่ 25 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนอย่างรุนแรง บริเวณหมู่บ้านหนองหนาว ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดยต้นเพลิงเป็นบ้านลักษณะครึ่งไม้ครึ่งปูน 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักในหมู่บ้าน

ในที่เกิดเหตุพบเปลวไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างหนัก แสงเพลิงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณและมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจำนวนมาก เนื่องจากโครงสร้างชั้นบนเป็นไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนวอดไปทั้งหลัง โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบรถยนต์ 2 คัน จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย โชคดีที่ขณะเกิดเหตุพลเมืองดีและเพื่อนบ้านช่วยกันนำรถออกมาได้ทันก่อนที่เพิ่งจะลุกไหม้

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายทั้งหมด อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปค.นิคมคำสร้อย – สภ.นาอุดม บุกจับหนุ่มซุกยาบ้ากลางกระท่อมนา รับสารภาพทั้งจำหน่าย–เสพ ส่งดำเนินคดีทันที

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายวีระเชษฐ์ อรุณอิสรา นายอำเภอนิคมคำสร้อย และ พ.ต.ท.อังกูร วรสาร สารวัตรสถานีตำรวจภูธรนาอุดม ได้มอบหมายให้ นายธีรวัฌน์ หมีคำ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิกกองร้อย

อาสารักษาดินแดนอำเภอนิคมคำสร้อย ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.นาอุดม ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการมั่วสุมและพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด บริเวณกระท่อมนาไม่มีเลขที่ ทางทิศตะวันตก บ้านคำเชียงสา หมู่ที่ 7 ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบนายเทพประทาน นามแก้ว มีท่าทีพิรุธคล้ายมีสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น โดยได้แสดงความบริสุทธิ์จนเป็นที่พอใจ และผู้ต้องสงสัยยินยอมให้ตรวจค้นด้วยความสมัครใจ

ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) หรือยาบ้า จำนวนรวมทั้งสิ้น 226 เม็ด แบ่งเป็น ยาบ้าสีส้มแดงและสีเขียว บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง และบางส่วนตกอยู่ใกล้ตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่จึงสอบถาม นายเทพประทานรับว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งนายเทพประทานให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นได้นำตัวพร้อมของกลางส่ง สภ.นาอุดม

ต่อมา ระหว่างดำเนินการที่ สภ.นาอุดม นายเทพประทานยอมรับว่าได้เสพยาบ้าในช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจปัสสาวะ ซึ่งผู้ต้องหายินยอม ผลการตรวจเบื้องต้นและผลยืนยันจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา พบสารเสพติดในร่างกาย

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” นายเทพประทานรับสารภาพทั้งข้อหาจำหน่ายและเสพยาเสพติด ก่อนถูกส่งตัวพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.นาอุดม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ผนึกกำลังตรวจยึด จับกุม ขบวนการลักลอบขนไม้ผิดกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) โดยกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักฯ มอบหมายให้ นายกมล ร่างมณี ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.3 (ลำปาง) 1, เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.17 (แม่มอกตอนขุน), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปทส.จังหวัดลำปาง,

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงมอก, สภ.เถิน, เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ฯ อ.เถิน จ.ลำปางและเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) กรมป่าไม้ ร่วมตรวจยึด จับกุมขบวนการลักลอบขนไม้ผิดกฎหมาย ดังนี้

1.ตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 คน ขนไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 45 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 3.11 ลบ.ม. มูลค่าความเสียหาย 933,000 บาท พร้อมรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ( กระบะบรรทุก) จำนวน 1 คัน

  1. ตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 คน ลักลอบขนไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 49 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 3.22 ลบ.ม. มูลค่าความเสียหาย 966,000 บาท
    พร้อมยึดรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ( กระบะบรรทุก) จำนวน 1 คัน

รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 ล้านบาท โดยการผนึกกำลัง การบูรณาการร่วมกันตรวจยึด จับกุมไม้มีค่าในครั้งนี้ เป็นการสกัดกั้นกระบวนการไม้ข้ามขาติ การแก้ไขปัญหาการทำลายป่าไม้และการค้าไม้ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

และเป็นการสนองนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลต่อไป..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น “เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ตามมาตรการ ” Quick Big Win ” จับกุมผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง อำเภอชุมแพ

เข้าปิดล้อมตรวจค้นปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และตามข้อสั่งการของจังหวัดขอนแก่น ตามคำร้องเรียนผ่านสายด่วนยาเสพติด warroom อำเภอชุมแพ

ได้ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นตามตามบัญชีเป้าหมายในพื้นที่ตำบลนาหนองทุ่มจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 2 ราย นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดจำนวน 8 ราย

1)นายอาทิตย์ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี ชาวตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ ของกลางยาบ้าจำนวน 259 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง อุปกรณ์เสพยาบ้า และผลตรวจปัสสาวะจำนวน 1 ชุด ข้อกล่าวหาฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)

โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมายและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดต่อกฎหมาย”

2) นายเซเว่น (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน ของกลางยาบ้าจำนวน 51 เม็ด และผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด ข้อหาฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย”

3)ได้ควบคุมตัวผู้เสพยาบ้า ในพื้นที่ตำบลนาหนองทุ่ม (รายใหม่) รวมจำนวน 8 ราย ซึ่งยินยอมและสมัครใจเข้าสู่ขบวนการบำบัด ที่โรงพยาบาลชุมแพ และได้ส่งตัวไปที่ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมอำเภอชุมแพ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง มาทำบันทึกจับกุมแล้วนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
winฅนชนข่าว/สื่อรัฐทีวี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกไฟไหม้ ท่อยางระบายน้ำ ตอม่อสะพานภูมิพล 2 ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

ระทึกไฟไหม้ท่อยางระบายน้ำตอม่อสะพานภูมิพล 2 ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
ไฟลุกไหม้ใต้ตอม่อสะพานภูมิพล 2 ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย เพลิงลามติดท่อยางระบายน้ำสูงกว่า 50 เมตร เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงนับสิบคัน ใช้เวลาควบคุมสถานการณ์กว่า 1 ชั่วโมง ก่อนยืนยันไม่กระทบโครงสร้างสะพาน
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณเสาตอม่อสะพานภูมิพล 2 ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย พื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย และใกล้เคียง รวมกว่า 10 คัน เข้าควบคุมสถานการณ์

ที่เกิดเหตุพบเพลิงลุกไหม้จากบริเวณฐานตอม่อสะพาน ก่อนจะลุกลามขึ้นไปติดท่อยางพีอี (PE) สำหรับระบายน้ำของโครงสร้างสะพาน ทำให้เกิดเปลวไฟลุกไหม้เป็นแนวยาวในระดับเดียวกับเสาตอม่อ สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้เส้นทางเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามฉีดน้ำจากด้านล่าง แต่ไม่สามารถส่งน้ำขึ้นไปถึงจุดเพลิงไหม้บริเวณใต้คานสะพาน ซึ่งมีความสูงจากพื้นดินกว่า 50 เมตร จึงต้องประสานรถดับเพลิงชนิดกระเช้าเข้าช่วยเหลือ

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบนสะพาน 1 ช่องทาง เพื่อให้สามารถฉีดน้ำจากด้านบนลงไปยังจุดเกิดเหตุได้ ต่อมารถดับเพลิงแบบกระเช้าเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้กางขากระเช้าและยกกระเช้าพานักดับเพลิงขึ้นฉีดน้ำควบคุมเพลิงอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เพลิงจึงสงบ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าท่อยางพีอีสำหรับระบายน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร ได้รับความเสียหายตลอดแนวความสูงกว่า 50 เมตร อย่างไรก็ตาม ไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของสะพานแต่อย่างใด

ต่อมา นายเรวัฒน์น์ สุขขำ ผอ.หมวดสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมวิศวกร ลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันว่าสะพานยังใช้งานได้ปกติไม่มีผลกระทบกับโครงสร้างแต่อย่างใด จึงเปิดให้รถสัญจรผ่านทางกันตามปกติ และในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นาย เรวัฒน์ สุขขำ ผอ.หมวดสะพานวงแหวนอุตสากรรม จะนำทีมวิศวกรสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนสาเหตุในการเกิดเหตุในครั้งนี้ สันนิฐานว่า เปลวไฟน่าจะลุกไหม้จากกองขยะที่อยู่ตรงฐานของเสาตอม่อ และเกิดลุกลามขึ้นไป เพราะระบบท่อระบายน้ำไม่มีกระแสไฟในระบบ

จากการสอบถาม นางสาวพิมพา เจ๊งใจบุญ อายุ 61 ปี สท.เมืองปู่เจ้าสมิงพราย ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ไฟลุกตรงโคนเสา ไม่เยอะนิดเดียวและเราก็วิ่งออกไปดู เห็นเป็นมุมกว้างนิดนึง แล้วก็วิ่งเข้าไปบนเสาตรงท่อ ขึ้นไปเลย คราวนี้ก็ขึ้นไป เรื่อยๆ ขึ้นไวมาก แล้วเราแจ้ง ทางเทศบาลให้ นำรถมา มีหลายสาเหตุ มีหญ้าแห้ง และประตูเปิดไว้ ถ้ามีคนเข้าไปอาจจะมีขี้บุหรี่ อาจจะลุกขึ้นมา หรือเด็กเล่นกัน อยู่ๆไม่น่าจะลุกขึ้นมาได้ ตรงโคนเสาจะมีประตูคนก็เข้าไปได้เล็กๆเข้าไปได้ ไม่เห็นใครนะตอนเกิดเพลิงไหม้ น่าจะไหม้หญ้า

ขณะที่ นาย เรวัตน์ สุขขำ ผู้อำนวยการหมวดวงแหวนอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น ซึ่งพบว่าเกิดประกายไฟจากกองขยะที่อยู่ฐานของเสาตอม่อ ซึ่งสาเหตุที่แน่ชัดจะต้องรอตรวจสอบ ส่วนความปลอดภัยของตัวโครงสร้างนั้นจากการประเมินด้วยสายตาพบว่าไม่ได้รับผลกระทบถึงตัวโครงสร้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจะต้องประสานผู้เชี่ยวชาญของโครงสร้างสะพานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในวันพรุ่งนี้

ด้าน นายเรวัฒน์ สุขขำ ผู้อำนวยการหมวดบำรุงทางหลวงชนบทวงแหวนอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ทางเราได้รับรายงาน เกิดเหตุ เพลิงไหม้บริเวณใต้สะพาน ซึ่ง เป็นบริเวณตอม่อ อยู่ฝั่งปู่เจ้าสมิง พราย ภายหลังจากที่ได้รับรายงาน ได้ประสานกับท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปู่เจ้า เทศบาลลัดหลวง อบต.บางโปรง และ เทศบาลด่านสำโรง เข้ามาช่วยเหลือกันในวันนี้ ลักษณะเหตุที่เกิดมีประกายไฟ ไหม้บริเวณซึ่งเป็นตัวท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นที่รับ น้ำจากบนสะพานภูมิพลลงมาข้าง ล่าง สันนิษฐานอาจจะเกิดประกายไฟขึ้นข้างล่าง ไหม้ขึ้นไปด้านบนจนถึงท้องใต้สะพาน

ซึ่ง ในการระงับเหตุ เกิดขึ้นประมาณ 19.00 น. ระงับเหตุได้ประมาณ 20.40 น. ในเบื้องต้นจากการร่วม มือของท้องถิ่น เป็นหน่วยหลักที่ มาช่วยในงานนี้ ก็ทำให้เพลิงสงบโดยเร็ว จากการประเมินผล ตัว สะพานในเบื้องต้น ก็ขอยืนยันกับ ทุกท่านว่ามีความปลอดภัย ยังสามารถใช้สะพานได้อย่างปกติซึ่งภายหลังจากนี้ในวันพรุ่งนี้ สำหรับกรมทางหลวงชนบท ซึ่ง เป็นหน่วยงานที่ดูแลสะพาน ก็จะ นำทีมตรวจสอบ ซึ่งมีความเชี่ยว ชาญเฉพาะ เข้ามาตรวจสอบ แล้ว หาคำตอบอีกที แล้วดูแลรักษาและแก้ไข ป้องกันในอนาคตถัดไป ท่อ พีอี ขนาด เท่า ไหร่

ขนาด ก็ ประมาณศูนย์กลาง 30 เซน ส่วนความสูงที่ไหม้อยู่ที่ประมาณ 50 เซน ยืนยันไม่มีผล กระทบต่อโครงสร้างสะพานแต่ อย่างใด ดูข้อมูลในเบื้องต้นบริเวณดังกล่าวไม่มีส่วนของไฟฟ้าอยู่บริเวณนี้ เพราะฉะนั้นใน ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น คงมีคล้าย ๆ ไฟ แต่ว่าส่วนของจะเกิดจาก เหตุการณ์ใด อันนี้ต้องอยู่ในการ สอบ ส่วนค่าเสียหายอาจจะ ประเมินไม่ได้ตอนนี้ ถ้าเสียหาย หลักก็จะเป็นในส่วนของทรัพย์ สิน ซึ่งเป็นตัวท่อ แต่ส่วนของตัว โครงสร้างสะพาน ต้องรอส่วน ของเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ มาดูอีกทีนึง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร -บช.ปส.รวบ 2 นักบินมุกดาหาร ยึดของกลางยาบ้ากว่า 2.8 แสนเม็ด กลางลานจอดรถโลตัส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 (กก.3 บก.ปส.3) นำโดย พ.ต.อ.วสุภัทร คำมี ผู้กำกับการ 3 บก.ปส.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุชาติ ชื่นวงศ์ รองผู้กำกับการ และ ว่าที่ พ.ต.ต.เอกมล จันทบุรี สารวัตร กก.3 บก.ปส.3 หัวหน้าหน่วย นปส.พิษณุโลก ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญได้ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมาก

ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายจักรพันธุ์ พงษ์วรรณา อายุ 35 ปี ชาวตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และนายเฉลิมชัย บัวผัน อายุ 39 ปี ชาวตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 141 มัด รวมประมาณ 282,000 เม็ด รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชน”

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ปส.3 ทราบว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงวางแผนติดตามจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโลตัสมุกดาหาร ถนนชยางกูร ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ขณะเดียวกันสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ 2 และตรวจยึดยาเสพติดของกลางได้บริเวณหลักกิโลเมตรป้ายทางไปบ้านหนองสระพัง ตำบลกกแดง อำเภอนิคมคำสร้อยหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #ปราบปรามยาเสพติด #บชปส #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ยาเสพติด #282000เม็ด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สรรพสามิตภาค 3 ผนึกตำรวจ-ไปรษณีย์ ลุยตรวจของกลาง “บุหรี่เถื่อน” โคราช ยึดเพิ่ม 24,740 ซอง พัสดุต้องสงสัยอีก 29 กล่อง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน สรรพสามิตภาคที่ 3 มีการบูรณาการตรวจสอบของกลาง “บุหรี่ที่มิชอบด้วยกฎหมาย” โดยจับมือร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานหลัก ทั้งฝ่ายสรรพสามิต ตำรวจ และไปรษณีย์ไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนที่กำลังแพร่กระจายในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสุขภาพของประชาชน การตรวจสอบครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมครบถ้วน นำโดยนายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3,

นายธนากร โพธิโต สรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา,นายยงยุทธ อดิราชวชิรภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานไปรษณีย์เขต 3,นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม,พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา,และ นายพงศธร ประจิตร หัวหน้าฝ่ายปราบปรามสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา ร่วมตรวจดูของกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการจับตาของเจ้าหน้าที่ในสายปฏิบัติการ แสดงรายละเอียดการตรวจค้น การตรวจยึด และแนวทางการขยายผลดำเนินคดีแบบครบวงจร

แหล่งข่าวจากการตรวจสอบเปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง รวมถึงการปกป้องสังคมด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อร่วมกันตรวจสอบสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในระบบขนส่งพัสดุ พร้อมบูรณาการการสืบสวนปราบปรามร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและภาคีเครือข่ายก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาค 3 และสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา เคยตรวจยึดกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่พบว่าบรรจุบุหรี่เถื่อน จำนวน 1,269 กล่อง ตรวจพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 92,637 ซอง คิดเป็นค่าปรับโดยประมาณ 87,264,054 บาท และอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

ด้านความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าพนักงานสรรพสามิต ได้ร่วมกันสืบสวนตามข้อร้องเรียนของประชาชน กรณีมีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ก่อนพบเป้าหมายเป็นร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองไผ่ล้อม จึงขอหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย และพบการกระทำความผิดจริงเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่อง สามารถจับกุมเครือข่ายส่งดำเนินคดีได้ 5 ราย พร้อมตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มอีก 2 แห่ง พบของกลางบุหรี่ผิดกฎหมายหลายยี่ห้อ รวม 24,740 ซอง ประมาณการค่าปรับเป็นเงิน 21,462,991.50 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เจ้าพนักงานสรรพสามิตได้ขยายผลตรวจสอบบริเวณ ศูนย์นำจ่ายพัสดุไปรษณีย์ โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานไปรษณีย์ไทยในการตรวจพัสดุต้องสงสัย จนสามารถตรวจพบกล่องพัสดุต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 29 กล่อง เมื่อตรวจพิสูจน์ทราบพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 14,460 ซอง ประมาณการค่าปรับ 9,165,827.25 บาท จึงตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ จะเข้าสู่กระบวนการทำลายของกลางตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมเตรียมประสานสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการทำลายในโอกาสต่อไป

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้การฯ ประจวบฯ สั่งลุย เร่งแกะรอย ไล่ล่ามือปา “ไปป์บอมบ์” ถล่มบ้านนักข่าวท็อปนิวส์ / ตร.ประจวบฯ ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีคนร้ายบุกปาระเบิดข่มขู่ผู้สื่อข่าว ล่าสุดผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกประชุมด่วนชุดสืบสวน สั่งปูพรมตรวจค้นจุดต้องสงสัย เก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหาเส้นทางหลบหนี มั่นใจคดีคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกกันคนร้ายไหวตัว ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 สภ.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทองผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้วัตถุระเบิดชนิดไปป์บอมบ์ปาเข้าใส่บ้านพักของผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Top News ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นการข่มขู่เพื่อไม่ให้นำเสนอข่าวธุรกิจสีเทาบางอย่าง ที่อาจมีส่วนพัวพันกับผู้มีอิทธิพลในหลายพื้นหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ต.อาทร เปิดเผยว่า ในขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวบุคคลที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบปากคำแล้วหลายราย

โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นถือว่ามีประโยชน์และทำให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับประเด็นการก่อเหตุ ตำรวจยังคงให้น้ำหนักไปในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวหรือ การทำหน้าที่สื่อมวลชน” ในการนำเสนอข่าวเชิงลึกซึ่งไปกระทบกับผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม โดยยืนยันว่าจะไม่มีการตัดประเด็นใดทิ้งจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนนอกจากนี้ ผู้การฯ ประจวบฯ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลัง กลับ ชุดสืบสวน สภ. อ่าวน้อย และสภ. เมือง เข้าตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัยในพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นจุดกบดานหรือจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ พร้อมกำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งจากภาครัฐและเอกชนตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้เข้ามาก่อเหตุและใช้หลบหนีอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงของยานพาหนะและรูปพรรณสันฐานของคนร้าย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อาทร ย้ำว่าข้อมูลในส่วนของงานสืบสวนสอบสวนบางประการยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้เนื่องจากเกรงจะเสียรูปคดี”ข้อมูลบางอย่างเราต้องขอสงวนไว้ก่อน เพราะหากคนร้ายทราบความเคลื่อนไหวของตำรวจ จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความลำบากและอาจทำให้คนร้ายไหวตัวทัน แต่ยืนยันว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เพื่อกดดันและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่สะเทือนขวัญและเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตำรวจประจวบฯ โชว์ความโปร่งใส! ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”


เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ (13 ม.ค. 69) ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเข้าแถวเคารพธงชาติและกล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมด้วยรองผู้บังคับการฯ, ผู้กำกับการสืบสวน, ผู้กำกับการสอบสวน, ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ และข้าราชการตำรวจในสังกัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการหน้าเสาธง พล.ต.ต.อาทร ได้เปิดปฏิบัติการตาม “โครงการตำรวจสีขาว” โดยสั่งการให้มีการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของข้าราชการตำรวจทุกนายในสังกัดทันที โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด นำโดยหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรทั้ง 16 สถานี

ณ ที่ทำการของทุกหน่วยสำหรับการตรวจค้นหาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตำรวจที่ต้อง “ใสสะอาด” และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาดจากการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,053

นาย ผลปรากฏว่า ไม่พบสารเสพติดในร่างกายแต่อย่างใด (ผลเป็นลบครบ 100%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความเข้มแข็งของตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกุมสามีภรรยา ยาบ้า 740,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง 1 คัน เงินสด 32,000 บาท สภ.ชุมแพ และ ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 23.10 น.วันที่ 7 ม.ค.68 นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ในนาม ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอชุมแพ นำเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรชุมแพ สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดจาก กก.3 บก.ปส.2 (บช.ปส.) ตชด.ภาค 2

ร่วมกันจับกุมตัวนายชัยวัฒน์ เต็มใจ อายุ 40 ปี และ น.ส.ศรัณย์พร เต็มใจ อายุ 27 ปี 2 สามีภรรยา พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 740,000 เม็ดรถยนต์เก๋ง พาหนะที่ใช้กระทำความผิด จำนวน 1 คัน เงินสด จำนวน 32,000 บาท โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ในพื้นที่ตำบลโนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น หลังผู้ต้องหาจอดรถทิ้งวิ่งหลบหนี ก่อนติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด (บก.ปส.2) ได้สืบสวนและสะกดรอยติดตามรถยนต์เป้าหมายซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดมาจากจังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งรถคันดังกล่าวได้แวะจอด ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. (หนองตุ้มนก) อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น โดยฝ่ายหญิง น.ส.ศรัณย์พร ได้ลงจากรถเพื่อเข้าห้องน้ำ

ในระหว่างนั้น นายชัยวัฒน์ สามีผู้ขับขี่ สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่จึงไหวตัวทันและรีบขับรถหลบหนีออกจากสถานีบริการน้ำมันไปโดยไม่รอภรรยา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวฝ่ายหญิงไว้ และจัดกำลังอีกส่วนเร่งติดตามรถคันดังกล่าวไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อถึงเขตพื้นที่ตำบลโนนสะอาด นายชัยวัฒน์

ได้ตัดสินใจทิ้งรถยนต์และวิ่งหลบหนีเข้าพื้นที่ป่าข้างทาง เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ปูพรมค้นหาบริเวณจุดที่พบรถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้ จนกระทั่งพบตัวนายชัยวัฒน์ ซ่อนตัวห่างจากจุดทิ้งรถประมาณ 100 เมตร จึงได้เข้าทำการควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี พร้อมของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ได้

ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยัง หน่วยปราบปรามยาเสพติดอุดรธานี เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม สอบปากคำเพื่อขยายผลเครือข่าย และจัดเก็บพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จากนั้นจะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บช.ปส. กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

winฅนชนข่าว/สื่อรัฐทีวี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถกระบะเสียหลักเลยโค้ง พุ่งชนรถจอดหน้าร้านข้าวต้ม ถนนมุกดาหาร–ดอนตาล พังยับรวม 7 คัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 03.20 น. วันที่ 1 มกราคม 2569 พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ สุวะศรี สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหาร ว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันหลายคัน บริเวณทางโค้งหน้าร้านข้าวต้มกุ้ย “จงเจริญ” ถนนมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายรวม 7 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ 5 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โดยรถยนต์ที่เสียหาย ได้แก่ รถเก๋งโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ญท 4514 กรุงเทพมหานครเสียหายบริเวณท้ายรถด้านซ้าย นายพัฒนา มิ่งกุละ อายุ 40 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของรถ, รถกระบะโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 2 ขข 7219 กรุงเทพมหานคร เสียหายด้านหน้าและท้ายรถ

นายศิรวุฒิ กุลบุญมา อายุ 34 ปี เป็นผู้ขับขี่ ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร, รถเก๋งเชฟโรเลต สีเทา ทะเบียน กฉ 4419 มุกดาหาร เสียหายบริเวณท้ายรถ นายคณิตศร สีสด อายุ 67 ปี เป็นเจ้าของรถ, รถเก๋งนิสสัน สีดำ ทะเบียน กฉ 2433 มุกดาหาร เสียหายด้านข้างซ้ายและท้ายรถ น.ส.พรพรรณ พัฒนากิจพาณิชย์ อายุ 25 ปี เป็นเจ้าของรถ และรถเก๋งโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข 9234 มุกดาหาร เสียหายด้านหน้าและท้ายรถ

นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีขาว ทะเบียน 1กง 9585 มุกดาหาร เสียหายบริเวณล้อหน้าและด้านหน้า โดยมีนายพชรพล เป็นเจ้าของ และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ สีขาว ทะเบียน 1กย 6470 อุดรธานี กระจกมองข้างได้รับความเสียหายจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า รถกระบะโตโยต้า สีขาว ขับมาจากทางอำเภอดอนตาล มุ่งหน้าเข้าเมืองมุกดาหาร ด้วยความเร็ว เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว

ซึ่งเป็นทางโค้ง ได้เสียหลักพุ่งชนรถที่จอดอยู่ข้างทางหน้าร้านข้าวต้ม ทำให้รถหลายคันได้รับความเสียหายดังกล่าว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อุบัติเหตุ #รถชน #มุกดาหาร #ปีใหม่ #ทางโค้งอันตราย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เรือนจำกลางนครปฐม เข้าจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ ป้องกันลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ สิ่งของต้องห้าม

แชร์เนื้อหานี้

เรือนจำกลางนครปฐม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปล่อยแถวเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้าม ตลอดจนสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเรือนจำ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานปล่อยแถวเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำ

กรณีพิเศษ โดยเรือนจำกลางนครปฐม ร่วมกับ ฝ่ายปกครอง เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โรงเรียนการบินกำแพงแสน กรมการสัตว์ทหารบก และตำรวจภูธร

จังหวัดนครปฐม แบ่งกำลังเป็นชุดจู่โจมเข้าตรวจคันเรือนนอน โรงงานฝึกวิชาชีพ โรงเลี้ยงอาหาร และพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด เพื่อป้องปรามการลักลอบนำ

ยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เรือนจำ อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเรือนจำ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและประชาชนต่อระบบการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง

นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาล และกรมราชทัณฑ์ ที่มุ่งเน้นการสร้างเรือนจำให้เป็น “เรือน

จำสีขาว” ปราศจากยาเสพติด และสิ่งของต้องห้าม โดยเฉพาะในช่วงเทศปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ จากการเข้าตรวจคันเรือนนอน โรงงานฝึกวิชาชีพ โรงเลี้ยงอาหาร และพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด ไม่พบการลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของ
สมคิด พรมมี ผู้สืีอข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตม.บึงกาฬ ผนึกกำลังหน่วยงานความมั่นคง จับชาวลาวลอบขน “Happy Water” กว่า 500 ซอง มูลค่า 1.05 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ นำโดย พ.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ แก้วสมนึก รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ, พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ, พ.ต.ท.หญิง ทุเรียน ประตังถาโต รอง ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ, หน่วยเรือ นรข.บึงกาฬ, ตำรวจน้ำบึงกาฬ และหน่วยความมั่นคง ร่วมแถลงข่าวตรวจยึดยาเสพติดให้ทาประเภท1 จับกุมบุคคลสัญชาติลาว พร้อมของกลางยาเสพติดรูปแบบใหม่ “Happy Water” หลังลักลอบนำเข้าจากฝั่งประเทศเพื่อบ้านเข้ามาในประเทศไทยทางลำน้ำโขง

การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเข้มงวดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4, พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ, พ.อ.มาณวัฒน์ กอสนาน รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4, เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ต้องสงสัยบริเวณถนนเลียบฝั่งโขง บ้านนาโนน อำเภอเมืองบึงกาฬ ขณะกำลังลำเลียงกล่องกระดาษจากแม่น้ำโขง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามโยนกล่องทิ้งลงน้ำ แต่ถูกควบคุมตัวไว้ได้ทัน ภายหลังทราบชื่อ นายจูด อายุ 51 ปี ชาว สปป.ลาว ไม่มีเอกสารประจำตัว จากการตรวจสอบพบของกลางภายในกล่อง พบซองพลาสติกหลากสี มีข้อความบนซองว่า

“COLLAGEN, Rolls-Royce, Araya Gluta COLLAGEN” มีชื่อทางการค้าว่า “Happy Water” รวมจำนวน 526 ซอง น้ำหนักรวมประมาณ 27 กิโลกรัม ซึ่ง พฐ.จว.บึงกาฬ ตรวจยืนยันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 มีมูลค่าทางการตลาดกว่า 1,052,000 บาท ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับจ้างขนส่งจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ได้ค่าจ้าง 10,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาครอบครองยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลสืบสวนไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ปราบปรามไม่หยุดทลายแก๊งค้ายานรกภายในหมู่บ้านพื้นที่จ.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 เวลา 16.30 น. ที่บริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร หลังจากสืบทราบว่าแก๊งค้ายาในพื้นที่ ลักลอบขายาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นราคาเข้าถึงได้ง่าย จึงเข้าแจ้งเบาะแสให้กับ ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

จึงบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินการปฏิบัติการตามนโยบาย การป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ บังคับใช้กฎหมายเข้าปิดล้อมตรวจค้นต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย ตาม พรบ.ยาเสพติด ตัดตอนเส้นทางลำเลียงยานรก

ก่อนกระจายเข้าหมู่บ้าน ปฏิบัติการบุกทลายแก๊งค้ายาบ้า โดยเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร โดยใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.หมายเลขบัตร 6702245 ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงได้บูรณาการวางแผนเข้าตรวจสอบบริเวณตามที่ได้รับแจ้ง ครั้นเมื่อเวลา 16.25 น. ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ

ได้ตรวจชาย จำนวน 1 คน กำลังเดินลงมาตามคลองห้วยแข้ ฯ ลักษณะท่าทางมีพิรุธ จนกระทั่งเวลา 16.30 น.ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ ที่เฝ้าตรวจและสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ จึงได้แสดงตัวให้สัญญาณหยุดเพื่อขอตรวจค้น เมื่อชายดังกล่าวเห็นว่าเป็น จนท.จึงได้พยายามที่จะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อ นายเอกชัย ธิพรพันธ์ อายุ 29 ปี

จากนั้น ชุดปฏิบัติร่วม ฯ จึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนทำการตรวจค้นภายในร่างกาย ผลการตรวจค้น พบถุงพลาสติกสีชมพูลักษณะกดปิดดึงเปิดประทับตราอักษร A จำนวน 1 ถุง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เม็ดสีแดง จำนวน 240 เม็ด และเม็ดสีเขียว จำนวน 4 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 244 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของนายเอกชัย ธิพรพันธ์ ฯ ที่สะพายอยู่ จนท.จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหา

พร้อมของกลางมายับก.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21 เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งค้ายาบ้าเพิ่มเติม และทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จับกุม จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ตาม มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปภาพ/ข่าว : ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21_///_เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.–ตร.ชุมพร บูรณาการจับผู้เฒ่ารวมกลุ่มเล่นพนันกลางชุมชน อ.ทุ่งตะโก เตือนช่วงปีใหม่ “ลักลอบเล่น เจอจับจริง ดำเนินคดีทุกราย”

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด.ชพ. ภายใต้การอำนวยการของ พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รอง ผอ.รมน. จังหวัด ชพ., พ.ท.ชาญณรงค์ ทองแก้ว หน.ข่าว กอ.รมน.ฯ. นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรต๔๐๓ (ชพ) จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง, จ.ส.อ.พงศ์ศิลป์ รุ่งอาญา, จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร,พ.ต.อ.เด่นดวง ทองศรีสุข รอง ผบก.ภ.จว. ชุมพร.พ.ต.อ.ปริญญา ตัณฑสุวรรณผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร,พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี รอง.ผกก.สืบสวน ภ.จว. ชุมพร

นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.ปรัชญา ชัยงาม สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ สมสนิท รอง สว.ฯ, ร.ต.ท.ประสาน สุวรรณโณ รอง สว.ฯ, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง,ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา,จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์,จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว, จ.ส.ต.ณัฐวุฒิ มีสติ, ส.ต.ท.ณัฐชัย สุขประวิทย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓ ภายใต้การอำนวยการของ ภายใต้อำนวยการ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 สั่งการให้ ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 ด.ต.ยุทธพงค์ เรืองดำ ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 ต.ต. สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งตะโก ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.วัชระ เผือกจันทร์ ผกก.สภ.ทุ่งตะโก

นำโดย ร.ต.อ.อานนท์ ป่าพิทักษ์ รอง สว.สส.สภ.ทุ่งตะโก พร้อมด้วย ส.ต.ต.พีรพล เพ็ชรศรี สนธิกำลังบูรณาการหลายหน่วย เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลลักลอบเล่นการพนันกลางชุมชนในพื้นที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร พร้อมของกลางจำนวนมาก ย้ำชัดช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เจ้าหน้าที่คุมเข้มทุกพื้นที่ หากฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีละเว้นการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2564 เวลาประมาณ 13.30 น. บริเวณบ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 5 ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร หลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 ว่ามีการลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันในพื้นที่ดังกล่าวเข้าตรวจสอบเป้าหมายตามแผน

เมื่อไปถึงพบกลุ่มบุคคลกำลังล้อมวงเล่นการพนันไพ่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย อีก 4 ราย “ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (ไพ่ผ่องไทย) และอีก 5 ราย ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (ไพ่ผ่องไทย) รวมเป็น 13 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ ไพ่จำนวนมาก เงินสด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนัน
จากการสอบถาม ผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้การรับสารภาพ ว่าร่วมกันลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันจริง โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน
“ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมายครบถ้วน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตะโก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเฝ้าระวังพิเศษ การลักลอบเล่นการพนัน ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรือน พื้นที่ชุมชน หรือแอบอ้างเป็นกิจกรรมสังสรรค์ ล้วนเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายพร้อมขอความร่วมมือประชาชน งดเว้นการพนันทุกรูปแบบ และร่วมเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชุมชนช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.สกัดจับกระเทียมเถื่อน ลักลอบขนข้ามโขง 130 กระสอบ 3,900 กก.ไม่ยอมเสียภภาษี 300,000 บาท

แชร์เนื้อหานี้

นรข.สกัดจับกระเทียมเถื่อน ลักลอบขนข้ามโขงไม่ยอมเสียภาษี
มุกดาหาร สถานีเรือมุกดาหาร (นรข.) สนธิกำลังหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ตรวจยึดกระเทียมแห้ง เถื่อนลักลอบขนข้ามโขงจากฝั่งประทศเพื่อนบ้านจำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัมโดยไม่ยอมเสียภภาษี มูลค่ากว่า 300,000 บาทออกมา

แถลงข่าว สืบเนื่องเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ร่วมตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ด่านศุลกากรมุกดาหาร และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำกำลังร่วมออกลาดตระเวน แนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อปล้องกันและปราบปรามกลุ่มขบวนการส่งออกนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรผิดกฎหมาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ลาดคระเวนมาถึงบริเวณริมฝั่งโขงบ้านนาโปน้อย เขตเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้พบเรือเหล็กขนาดใหญ่ติดเครื่องยนต์หางยาวมีคนขับเรือเป็นชายคิดว่าเป็นชาวลาวขับแล่นข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าเทียบท่าบริเวณดังกล่าวโดยในเรือบรรทุกกระสอบ

สีชมพูเต็มลำเรือกำลังเข้าเทียบท่าดังกล่าวโดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 8-10 คนรอแบกกระสอบขึ้นฝั่งเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้อยุดทันที่คนขับเรือกระโดดน้ำหว้ายน้ำเข้าฝั่งหลบหนีส่วน

กลุ่มชายรอแบกกระสอบวิ่งหลบหนีไปกับความมืดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุพบกระสอบบรรจุกระเทียมแห้ง จำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่า 300,000 บาทโดยไม่ยอมเสียภาษี

เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางกระเทียมพร้อมด้วยเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์หางยาว จำนวน 1 ลำ มาที่หน่วยเรือ นรข.มุกดาหารเพื่อตรวจสอบให้ระเอียตเพื่อสอบหาเจ้าของที่ลักลอบนำสินค้ากระเทียมเข้าโดยไม่ยอมเสียภาษีก่อนน้ำส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตม.ประจวบฯ รุกหนัก! กวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ-กวดขันแรงงานเถื่อน ยกระดับความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวรับธันวาคม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.เทียนชัย ชมภู ได้เป็นประธานปล่อยแถวระดมพลตามภารกิจของ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดยมี พ.ต.ท.อดุลย์ คงไข่ศรี รอง ผกก.ตม.จว.ประจวบฯ นำทีมชุดสืบสวน ผสานกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวหัวหิน, ภ.จว.ประจวบฯ และ กอ.รมน. เพื่อเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด
หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่เข้าตรวจสอบคือ โครงการศิวนา ซอยหัวหิน 126 ตำบลหนองแกซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ ผลการตรวจสอบพบแรงงานรวม 40 ราย แบ่งเป็นชาวกัมพูชา 8 ราย เมียนมา 16 ราย และแรงงานไทย 16 ราย แม้ในจุดนี้จะไม่พบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แต่เจ้าหน้าที่ได้ใช้โอกาสนี้ “กำชับและป้องปราม” ไม่ให้มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมอย่างเด็ดขาด

เปิดสถิติ 20 วันอันตราย: กวาดล้างจริง จับจริง
จากการสรุปผลการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 20 ธันวาคม 2568 ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้โชว์ผลงานการจับกุมที่น่าสนใจ สะท้อนถึงการทำงานที่กัดไม่ปล่อย โดยมียอดผู้ต้องหารวมถึง 17ราย แบ่งเป็นคดีสำคัญดังนี้:
หลบหนีเข้าเมือง:** จับกุมได้ 5 ราย (กัมพูชา 4 ราย และเมียนมา 1 ราย)
คดีอาญาและภัยสังคม:* จับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.อาวุธปืน 2 ราย และการพนันออนไลน์ 1 ราย

  • การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง: ความผิดตามมาตรา 38 (การไม่แจ้งที่พักอาศัย) 1 ราย และมีการเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร 1 ราย (สัญชาติกัมพูชา)
    ผลงานชิ้นโบแดง:การตามรวบตัวบุคคลตาม “หมายจับ” ได้ถึง 7 ราย ซึ่งมีหมายติดตัวรวมกันถึง 14 หมาย นับเป็นการขจัดเนื้อร้ายออกจากพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
    การเดินหน้ากวดล้างอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงชาวเมืองประจวบฯ ทุกคน ว่าเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง
    พ.ต.อ.เทียนชัย ชมภู กล่าวว่า การตรวจสอบจะยังคงเข้มข้นต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการรวมตัวของแรงงานต่างด้าวและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่พำนักในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระยะยาว

นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.จว.ประจวบ”ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม” สร้างความเชื่อมั่นปีใหม่ 2569/นานาชาติแสตมฟอร์ด นำบัณฑิตนานาชาติ 1,226 คนในพิธีประสาทปริญญาบัตรครั้งที่ 26

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ ลานสุขแสวง หน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเตรียมความพร้อมรับมือช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ 2569

ขานรับนโยบายเชิงรุก ปราบปรามทุกมิติ การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายจากสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย ปัญหายาเสพติด การแข่งรถในทางสาธารณะที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มักฉวยโอกาสในช่วงหยุดยาว เพื่อรักษาสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

พร้อมผนึกกำลัง “ประจวบฯ ทีม” พาหนะครบมือ ความพิเศษของภารกิจนี้คือการบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบตามแผนผังการจัดแถว ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ. ต่างๆ ในสังกัด อาทิ สภ.สามร้อยยอด, สภ.สามกระทาย, สภ.บ้านยางชุม, สภ.กุยบุรี, สภ.อ่าวน้อย, สภ.เมืองประจวบฯ, สภ.คลองวาฬ และ สภ.ห้วยยาง ทำงานร่วมกับตำรวจทางหลวง, ตำรวจท่องเที่ยว, ตม., ตำรวจสันติบาล, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) รวมถึงฝ่ายปกครอง โรงพยาบาล และมูลนิธิต่างๆ โดยมีการระดมพาหนะทั้งรถยนต์สายตรวจ สภ.ละ 2 คัน รถตู้ และรถจักรยานยนต์ เพื่อกระจายกำลังเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ส่งสัญญาณ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” พร้อมดูแล 24 ชั่วโมง ในพิธีดังกล่าว พ.ต.อ.บุญธรรม เย็นจิตร ผกก.ฝอ.ฯ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การปฏิบัติงาน ก่อนที่ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง จะให้โอวาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมลั่นสัญญาณปล่อยขบวนรถปฏิบัติการออกสู่พื้นที่ เพื่อยืนยันว่าตำรวจประจวบคีรีขันธ์และภาคีเครือข่ายพร้อมดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด ให้เทศกาลแห่งความสุขปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด นำบัณฑิตนานาชาติ 1,226 คนจาก 32 ประเทศทั่วโลก ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง ในพิธีประสาทปริญญาบัตรครั้งที่ 26

มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร
ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้มีบัณฑิตระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 1,226 คน จาก 32 ประเทศทั่วโลก

พิธีการสำคัญเริ่มต้นด้วยการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย ดร. อภิเทพ แซ่โค้ว (รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัย) ได้นำคณะทูตประจำประเทศไทย คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ศิษย์เก่า และบัณฑิตทุกระดับชั้นร่วมแสดงความอาลัย พร้อมกล่าวน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาและสร้างความร่วมมือระดับสากล

ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยฯ ได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรภายใต้แนวคิด “Empower Graduates: Global Graduation, Global Change” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นว่าบัณฑิตจากแสตมฟอร์ดจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้ ความสามารถ และมุมมองสากล ตามพันธกิจ “4-I” ของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย Internationality (การเสริมสร้างความเป็นนานาชาติผ่านสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย), Industrial linkages (การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม), Innovation (การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์), และ Integrity (การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม) เพื่อหล่อหลอมบัณฑิตให้มีความพร้อมในการก้าวสู่โลกยุคใหม่และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ประเทศไทยและประชาคมโลก

พิธีประสาทปริญญาบัตรในครั้งนี้ ได้มีการมอบ “รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น” (Distinguished Alumni Award) ให้แก่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จและสร้างคุณประโยชน์ในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบัณฑิตใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์เก่าดีเด่นจากวิทยาเขตหัวหิน-ชะอำ ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้ ได้แก่ ดร.สมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ , คุณชลวิวัฒน์ โฆษิตชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวหินสาร จำกัด , คุณสวาท แซ่ตัน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดสมุทรสาคร , คุณสุทธิกานต์ วัชระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เติมเต็ม พร็อพเพอเซอร์วิส จำกัด , และ คุณจันทิมา เจียงวิลาวัณย์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จัน เจียง ฟู้ดส์

นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาเขตหัวหิน-ชะอำ ในปีนี้ อาทิ คุณจินตนา เหมไอยรา รองนายกเทศมนตรีตำบลบางแพ จังหวัดราชบุรี, พันตำรวจตรีสารัช เภาศรี สารวัตร(สอบสวน) สภ.แก่งกระจาน จบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต MPA, และ คุณระวิยา ไชยสวัสดิ์ CEO บริษัท ระวิยา แลนด์แอนเฮ้าส์ จำกัด หัวหิน เกียรตินิยม อันดับหนึ่ง หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBA เป็นต้น
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส่งออกน้ำมัน ชายแดนมุกดาหาร ยังปกติ ศุลกากร ป้องกันความเสี่ยงทุกมิติ / โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายณัชพล คงคาหลวง ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร แบะนางสาวกัลย์ณภัส มณีธนกิตติ์
หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่1 ส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรมุกดาหาร เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านด่านพรมแดนมุกดาหารว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม พบว่าปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

นายณัชพลระบุว่า จากการเก็บข้อมูลสถิติ ปริมาณรถบรรทุกน้ำมันที่ผ่านด่านในแต่ละวันยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยประมาณวันละ 20 คัน โดยบางวันมีจำนวนมากถึง 30 คัน และบางวันลดลงเหลือราว 17–19 คัน ซึ่งถือว่าเป็นความผันผวนตามสภาพการค้า ไม่ได้มีสัญญาณผิดปกติแต่อย่างใด

สำหรับภาพรวมรายเดือน ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านด่านมุกดาหารอยู่ที่ประมาณ 15–20 ล้านลิตรต่อเดือน โดยเป็นน้ำมันดีเซลมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 70–80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นน้ำมันเบนซินและน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงน้ำมันอากาศยาน

ขณะเดียวกัน ด่านศุลกากรมุกดาหารได้เริ่มดำเนินมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามข้อมูลผู้ส่งออกและผู้รับสินค้า โดยเริ่มบันทึกข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ทั้งชื่อบริษัทผู้รับปลายทางและเส้นทางการส่งออก เพื่อนำมาเปรียบเทียบก่อนและหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค หากพบความผิดปกติจะมีการรายงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

นายณัชพลย้ำว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านยังเป็นกลุ่มเดิม ไม่เกิน 10 ราย และยังไม่พบผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ด่านศุลกากรจะรายงานตามลำดับชั้นไปยังส่วนกลาง พร้อมให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่ร้องขอ

ศุลกากรมุกดาหาร #ส่งออกน้ำมัน #ชายแดนไทยลาว #เศรษฐกิจชายแดน #ข่าวเศรษฐกิจ #ด่านพรมแดน #มุกดาหาร////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร ลั่นจ้างให้ไปก็ไม่ไป!

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร สืบเนื่องจากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ภาพขบวนรถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจอดรอข้ามแดนบริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยมีการตั้งข้อสังเกตและโจมตีทำนองว่า เป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา หรือกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงขั้น “ขายชาติ” นั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันที่จอดรอพิธีการทางศุลกากรอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง โดยตัวแทนกลุ่มคนขับรถ (ขอสงวนชื่อ) ได้ออกมาชี้แจงด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียลนั้นไม่เป็นความจริง และสร้างความเสียหายให้กับคนทำงาน

แจงยิบเหตุรถแน่น “เคลียร์ออเดอร์สิ้นปี” ตัวแทนโชเฟอร์ระบุว่า สาเหตุที่เห็นรถบรรทุกน้ำมันจอดต่อแถวกันยาวเหยียดในช่วงนี้ ประมาณ 20-25 คัน เนื่องจากเป็นช่วงปลายปี บริษัทคู่ค้าจำเป็นต้องเร่งระบายโควตาและเคลียร์คำสั่งซื้อ (Order) ที่ค้างอยู่ให้หมดก่อนขึ้นปีใหม่ ประกอบกับต้องรอเจ้าหน้าที่สรรพสามิตและศุลกากรเข้ามาตรวจสอบเอกสารและวัดปริมาณน้ำมันอย่างละเอียด จึงทำให้เกิดการสะสมของปริมาณรถ ไม่ใช่การขนส่งผิดปกติแต่อย่างใด

ยันปลายทางคือ “สะหวันนะเขต” พวกผมไปส่งแค่ สปป.ลาว ข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ไปลงคลังน้ำมันที่แขวงสะหวันนะเขต วิ่งเข้าไปประมาณ 20 กิโลเมตร ลงน้ำมันเสร็จก็ตีรถเปล่ากลับไทยทันที ไม่มีการวิ่งทะลุไปประเทศอื่นตามที่เขากล่าวหา” โชเฟอร์รายหนึ่งกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นดราม่าเรื่องการส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลุ่มคนขับรถต่างยืนยันเสียงแข็งว่า “ไม่ไป” โดยระบุว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ต้องการเดินทางไป และหากบริษัทมีคำสั่งให้ไปส่งจริง ตนยอมทิ้งกุญแจรถหรือลาออกดีกว่า แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาวิ่งงานเส้นทางนี้มาตลอด ไม่เคยมีการข้ามไปส่งฝั่งกัมพูชาแม้แต่ครั้งเดียว

ทิ้งท้าย วอนชาวเน็ตหยุดโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง เพราะพวกตนเป็นเพียงพนักงานรับจ้างขับรถหาเช้ากินค่ำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รายได้ก็ไม่ได้มากมาย เดือนหนึ่งได้วิ่งงานเพียง 3-4 เที่ยวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแต่อย่างใด

รถน้ำมัน #มุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #ดราม่าโซเชียล #สปปลาว #ข่าวชาวบ้าน #โชเฟอร์รถบรรทุก #ความจริงจากพื้นที่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายแก๊งขน จยย. ข้ามชาติ ลอบส่งขายลาวผ่านทางมุกดาหาร ยึด 15 คัน ผู้ต้องหาสารภาพทำกว่า 20 ครั้ง เสียหายทะลุ 20 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้ชุดตรวจยึดออกปฏิบัติการปราบปรามขบวนการลักลอบขนรถจักรยานยนต์ส่งออกนอกราชอาณาจักรไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

การจับกุมเกิดขึ้นระหว่างเวลา 23.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม ถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบต้องสงสัยได้ 2 คัน พร้อมผู้ต้องหา 3 ราย บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 292 ถนนเลี่ยงเมืองยโสธร และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 เขต อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ต่อเนื่องพื้นที่ จ.ยโสธร

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ได้แก่ นายพัฒนพงษ์ อายุ 22 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบ ทำหน้าที่ลำเลียงรถจักรยานยนต์จากกรุงเทพมหานครไปยังพื้นที่ชายแดน นายณัฐพงษ์ อายุ 30 ปี คนขับรถกระบะตู้ทึบอีกคัน รับหน้าที่รับรถจักรยานยนต์จากหลายจังหวัดตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง และท้าว ก้องมะนี อายุ 19 ปี สัญชาติลาว มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการรับรถจักรยานยนต์ปลายทาง

ส่วนของกลางที่ตรวจยึด ประกอบด้วย รถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน 3 ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถจักรยานยนต์ 9 คัน และรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา บรรทุกรถจักรยานยนต์ 6 คัน รวมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 15 คัน

สอบถามนายณัฐพงษ์ คนขับรถกระบะตู้ทึบทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา รับสารภาพ ไปรับรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 คัน (ทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 คัน ,สระบุรี 2 คัน และนครราชสีมา 1 คัน โดยจะติดกันกับคนว่าจ้างผ่านทางแอปพลิเคชั่น Line แจ้งว่าให้ไปรับจยย. ตามจุดที่แจ้ง และจะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท

เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว ในครั้งนี้ผู้จ้างให้นำรถจักรยานยนต์ทั้งหมดไปส่ง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ทำมาแล้ว 5 ครั้ง จนกระทั่งถูกตรวจยึดในครั้งนี้ ส่วนนายพัฒนพงษ์ ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบทะเบียน 3ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร รับสารภาพ ได้ไปรับรถจักรยานยนต์ 9 คนจาก ชุมชนในเขตประชาอุทิศ กรุงเทพฯ โดยได้รับการติดต่อจาก นายขิงฯ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Line ว่าจ้างให้นำรถไปส่งที่ จ.มุกดาหาร ติดชายแดน สปป.ลาว

เมื่อไปถึงสถานที่นัดหมายแล้วจะมีคนมารับต่อ จะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว นอกจากนี้ยังให้การว่าได้ทำลักษณะนี้ต่อเนื่องกว่า 3 เดือน รวมมากกว่า 20 ครั้งการสืบสวนเชิงลึกพบว่า รถจักรยานยนต์ที่ตรวจยึดได้ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการเช่าซื้อ บางคันเพิ่งออกรถได้เพียง 2 วัน ก่อนถูกนำไปขายต่อให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ แยกเป็นกลุ่มจัดหารถ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มนายทุนผู้สั่งการ ใช้แอปพลิเคชัน LINE และ Telegram เป็นช่องทางสื่อสาร กำหนดพิกัด เส้นทาง และช่วงเวลาในการลำเลียงอย่างชัดเจนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลไปยังกลุ่มนายทุน ผู้ว่าจ้าง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป

ทลายแก๊งข้ามชาติ #ขนรถจักรยานยนต์ตำรวจทางหลวง #บชก #อาชญากรรมข้ามชาติลอบส่งออก #ดอนตาล #มุกดาหาร #ยโสธร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ส. รับตัวบุคคลชาวไทยที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติดจากทางการเมียนมาที่ด่านชายแดนแม่สาย แห่งที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำนโยบายดังกล่าวมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน ครอบครัว สุขภาพของประชาชน และเน้นย้ำให้มีการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่มาจากปัญหายาเสพติด

วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย นายวาริส วิสารทานนท์ นายด่านศุลกากรแม่สาย พันโท ธัณชพัทธ์ สอนถม ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมผาทมิฬ ฉก.ทัพเจ้าตากฯ นายดนุชา ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 5 นายสุวิทย์ สิงห์อยู่ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 6 ผู้แทนตำรวจภูธรภจังหวัดเชียงราย และผู้แทนสำนักงานประสานงานชายแดนไทย – เมียนมา (TBC)

ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมา พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีจากหน่วยงานในประเทศ อาทิเช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์

ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35.) กองกำลังผาเมือง กรมศุลกากร ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Central Committee for Drug Abuse Control : CCDAC) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็ก ได้ประสานความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการร่วมกัน จึงนำมาซึ่งการจับกุมและส่งมอบตัว จำนวน 4 คน (ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด 2 คน)

ณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (แม่สาย – ท่าขี้เหล็ก) จ.เชียงราย ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด จำนวน 2 คน ร่วมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภแม่สาย ด่านศุลกากรแม่สาย ตม.จังหวัดเชียงราย ตำรวจแม่สาย ทหาร รับผู้ต้องหา มีรายละเอียดดังนี้
1. นายพลชนะ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ จ.7/2566 ข้อหาจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคอลไรด์) โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ซึ่งนายพลชนะฯ มีบทบาทเป็นบุคคลในเครือข่ายของนายภัทรพงษ์ฯ ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญมีศักยภาพในการจัดหายาบ้าระดับ 500,000 – 1,200,000 เม็ด มาจำหน่ายในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ และ พิษณุโลก


2. นายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1706/2567 ข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต
เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณทางการเมียนมาที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทย

ที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในทุกระดับการค้า ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

ภาพ/ ข่าว โดย. พงศกร ตันสุวรรณ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”ของกลาง ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER 15 ซอง

แชร์เนื้อหานี้

หน่วยงานความมั่นคงบูรณาการกำลังตามนโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ

สถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย ร่วมกับ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยส่วนสกัดกั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/เหนือ ตอนบน นบ.ยส.24 บก.ควบคุมที่ 2 ตรวจพบกระสอบต้องสงสัยถูกทิ้งไว้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบังบาตร ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

ผลการตรวจสอบพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER จำนวน 15 ซอง ต่อมา ที่สถานีเรือบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย นายธีระพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการ ก่อนนำของกลางส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปการปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน.
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าหน้าทีบุกตรวจไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 4 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดชุมพรสนธิกำลังเข้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวภายในไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย หมู่ที่ 10 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร ตามคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 11697/2568 ว่าด้วยการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง เพื่อควบคุมแรงงานผิดกฎหมายและป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่การปฏิบัติประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร และฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร รวมกว่า 15 นาย

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในไซต์ก่อสร้าง พบแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ 13 คน โดย 7 คนสามารถแสดงใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางได้ถูกต้อง ขณะที่อีก 4 คน ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตทำงานได้ ได้แก่

ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 44 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ทั้ง 4 คนให้การคล้ายกันว่าเริ่มทำงานมาแล้วประมาณ 20 วัน และยังไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ก่อนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้ประทุษร้าย ข่มขู่ หรือกระทำการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ระหว่างการจับกุม พร้อมบันทึกภาพและเสียงตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 อย่างครบถ้วน
เจ้าหน้าที่จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัย ป้องกันการค้ามนุษย์ การจ้างงานผิดกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดชุมพรต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด ทภ.2 สั่งรับมือเต็มรูปแบบ-เจ็บ 2 นาย /หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กองทัพภาคที่ 2 แถลงการณ์ด่วน สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หลังประเมินสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงภายใต้ปฏิบัติการ “ยุทธสินทร์” ระบุว่า เมื่อเวลา 14.15 น. ขณะที่หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้เกิดการเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายกัมพูชา (กพช.) โดยฝ่ายตรงข้ามได้เปิดฉากระดมยิงด้วยอาวุธปืนเล็กเข้ามายังฝ่ายไทยก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎการใช้กำลัง (ROE) อย่างได้สัดส่วน

รายงานระบุว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 14.16 น. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธหนักประเภทปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ยิงถล่มเข้าใส่แนวปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมรบเต็มรูปแบบทันที

การปะทะกินเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนจะยุติลงในเวลา 14.50 น. อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะจำนวน 2 นาย ได้แก่ 1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (สังกัด ป.6 พัน.6) ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา และ 2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (สังกัด ร.6 พัน.3) ถูกกระสุนปืนยิงเข้าอย่างจังบริเวณหน้าอก แต่โชคดีที่สวมใส่เสื้อเกราะป้องกันไว้ได้ ทำให้มีเพียงอาการฟกช้ำและแน่นหน้าอก

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 14.53 น. หน่วยได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งต่อจาก บก.โดนเอาว์ ไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงได้ออกประกาศ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชนโดยด่วนเพื่อความปลอดภัย โดยหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังและตรึงกำลังอย่างใกล้ชิด

เหตุปะทะชายแดน #ภูผาเหล็ก #กันทรลักษ์ #กองทัพภาคที่2 #ยุทธสินทร์ #ข่าวชายแดน #ศรีสะเกษ #ทหารไทย #อพยพประชาชน #ข่าววันนี้////เดวิท โชคชัย รายงาน

ประชดแม่ไม่ให้เงินซื้อยา! หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่คุมตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ฝ่ายความมั่นคงอำเภอนิคมคำสร้อยได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านคำกั้ง ตำบลนิคมคำสร้อย ว่ามีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่งและลงมือเผาบ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่กองร้อย อส.อำเภอนิคมคำสร้อย ที่ 7 พร้อมด้วยตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.นิคมคำสร้อย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านชั้นเดียว ถูกเพลิงโหมลุกไหม้จนเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาไม่นาน แต่สภาพบ้านถูกเผาวอดทั้งหลัง

ต่อมาทราบชื่อผู้ก่อเหตุ คือ นายสิทธิเดช คำนนท์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 7 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านและคำให้การของนายสิทธิเดช ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทำการเผาขยะหน้าบ้าน แล้วเกิดอาการเครียดเนื่องจากขอเงินมารดาเพื่อนำไปซื้อยาเสพติด แต่ไม่ได้รับเงิน จึงก่อเหตุประชดด้วยการนำไฟจากกองขยะเข้าไปเผาภายในบ้าน

ตรวจสอบประวัติพบว่า นายสิทธิเดชเคยมีประวัติเสพยาบ้า และเคยพยายามเผาบ้านตัวเองมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนและบันทึกจับกุมที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลุ้มคลั่งเผาบ้าน #นิคมคำสร้อย #ไฟไหม้บ้าน #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ไฟไหม้ #ปกครองนิคมคำสร้อย #ตำรวจนิคมคำสร้อย #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน