คลังเก็บหมวดหมู่: ตำรวจ(ตร.)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ศรีสะเกษ บุกทลายลัง เจ้าแม่เงินกู้ ยึดรถ 28 คัน สัญญาเงินกู้ โฉนดที่ดิน บุหรี่เถือน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 21 พ.ย. 68 ที่หน้าศูนย์ปฏิบัติการงานสืบสวน สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อม พ.ต.อ. ศรุต จันทร์เกษ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม เจ้าแม่เงินกู้หนีนอกระบบรายใหญ่ วัย 64 ปี ในเขตอำเภอกันทรลักษ์ โดยสามารถตรวจยึดของกลางได้ คือ โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ ,สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ ,รถยนต์ จำนวน 23 ค้น ,รถจักรยานยนต์ 5 คัน ยึดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจยึดบุหรี่ได้อีก 1920 ซอง มูลค่ากว่า 1 หมื่นบาท

***ทั้งนี้จากกรณีที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกับสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ว่ามีคนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด และประกอบสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการสืบสวน และขออนุญาติหมายศาลกันทรลักษ์ เข้าตรวจค้นบ้านหลังเป้าหมาย บ้านเลขที่ 100 หมู่ 13 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ลและตรวจค้นโกดัง หมู่ที่ 2 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็พบของกลางเป็นทั้งโฉนดที่ดิน หนังสื่อสัญญากู้ยืมเงิน รถยนต์ ดังกล่าว

***เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับผู้ต้องหาว่า ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และจับคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ทั้งจำ และปรับ ส่วนบุหรี่เถื่อนที่ตรวจยึดได้ ได้ตั้งข้อหาให้กับผู้ต้องหา ขายหรือมีไว้เพื่อขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 15 เท่าของค่าแสตมป์ยาสูบ และอาจมีโทษจำคุก 1 เดือน ซึ่งค่าปรับครั้งนี้ประมาณ 1,790,000 กว่าบาท

***พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ทั้งนี้อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแส ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบสามารถแจ้งเข้ามาๆได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรม 1517 ,DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) สายด่วน 1202 ต่อ 53610 (เฉพาะในเวลาทำการ) ,ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ (สำนักงานการคลัง) 1359 สายด่วนหนี้นอกระบบตำรวจ 1599 และ เข้ามาแจ้งได้ที่สถานีตำรวจภูธร ใกล้บ้านท่าน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ตม.สตูล ร่วมหน่วยงานมั่นคงในพื้นที่ออกสืบสวนจับกุมหนุ่มรัสเซียวีซ่าขาด หมายจับ ตร.สากลทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศแฟนสาวอย่างโหดร้าย”

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดระดมกวาดล้างอาชญากรรมและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องพ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล

ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.สตูล, ส.รน.3 กก.9 บก.รน., ตชด.436 และฝ่ายปกครอง จังหวัดสตูล ตรวจสอบคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีประวัติทำผิดกฎหมายและหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

โดยวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สตูล ร่วมกับทุกฝ่ายได้ออกตรวจสอบคนต่างด้าวบริเวณตลาดนัดวังประจัน ม.4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งมีเบาะแสทราบว่าจะมีผู้ร้ายชาวรัสเซียที่มีหมายจับของตำรวจสากลเดินทางมาเพื่อเตรียมตัวออกนอกประเทศไทย ต่อมาได้พบชายชาวรัสเซีย คือนายทีโมทีฟ ทิโทฟ อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย เดินอยู่บริเวณหน้าตลาดนัดวังประจัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปทำการตรวจสอบและพบว่าชายคนดังกล่าวได้อยู่ในประเทศไทยโดยที่วีซ่าขาดแล้ว และตั้งใจจะเดินทางออกนอกประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และได้แจ้งสิทธิให้ทราบโดยขณะทำบันทึกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจสอบประวัติของผู้ถูกจับในระบบสารสนเทศ สตม. เพื่อตรวจสอบข้อมูลบุคคลต้องห้าม บุคคลมีหมายจับ และการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่า นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เป็นบุคคลตามหมายจับขององค์กรตำรวจสากล ประกาศหมายแดง (RED NOTICE) ซึ่งได้กระทำความผิดโดยทำร้ายร่างกายในลักษณะที่ทารุณอย่างร้ายแรงและล่วงละเมิดทางเพศแฟน

สาวชาวรัสเซียของตนเองอย่างรุนแรง และมีการใช้อาวุธขู่และทำร้ายแฟนสาว หรือขู่จะทำร้ายครอบครัว ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้รับโทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญา และบริการสังคม จำนวน 160 ชั่วโมง นายทีโมทีฟ ทิโทฟ ได้หลบหนีออกนอกประเทศขณะที่ถูกแฟนสาวอุทธรณ์ในชั้นศาล เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่ง พงส.สภ.ควนโดน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานทูตรัสเซียเพื่อส่งตัว นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วต่อไป

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายังตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬ ทลายขบวนการค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า 1.59 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) เวลา 17.00 น. ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มีการแถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ

โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย และการสั่งการของ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สืบสวนฯ มอบหมายให้ พ.ต.ท.กำพล บัวจันทร์ สว.กก.สืบสวนฯ นำกำลังลงพื้นที่สกัดจับ

หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจังหวัด
เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่หน้าห้องพักหมายเลข 9 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบชายผู้ต้องหามีท่าทีพิรุธและพยายามหลบหนี ก่อนถูกควบคุมตัวไว้ได้

จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 1,594,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์คันดังกล่าว
ผู้ต้องหาทราบชื่อภายหลังคือ นายสิทธิเดช หรือป้อบ (สงวนนามสกุล)

ให้การรับสารภาพว่าได้รับยาบ้ามาจากพื้นที่บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำไปส่งต่อยังพื้นที่ตอนในเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลถึงเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจ ฝ่ายปกครองโคกสำโรง ลพบุรี ร่วมพิธีปล่อยแถวมาตราการดูแลความปลอดภัย และกวาดล้างอาชญากรรมวันลอยกระทง ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 5 พ.ย. 2568 เวลา 17.30 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร (สวป.) สภ.โคกสำโรง สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง โรงพยาบาลโคกสำโรง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ และอาสาสมัคร พร้อมข้าราชการตำรวจ ร่วมออกตรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยงานวันลอยกระทง ประจำปี 2568

โดยพิธีปล่อยแถววันนี้เน่นย้ำกำลังพล จนท.ทุกนายเพิ่มความเข็มงวดกวดขัน ระเบียบวินัยจารจร ระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานความมั่นคงทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีคึกคัก

สำหรับการระดมกวาดล้างครั้งนี้ มุ่งเน้นป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งคดีอาญาทั่วไป ยาเสพติด อาวุธปืน การพนัน การแข่งรถในทางสาธารณะ รวมถึงการลักลอบจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟ และโคมลอย

พร้อมจัดกำลังเข้มดูแลพื้นที่จัดงานลอยกระทงทุกแห่งของอำเภอโคกสำโรง “ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเพื่อให้อำเภอโคกสำโรง เป็นอำเภอปลอดภัยในทุกเทศกาล”

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 จับกุมชาวจีน 18 คน เมียนมา 2 คน ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “จีนหลอกจีน” เช่าบ้านหรู พื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

30 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5, บก.ตม.5, ตม.จว.เชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นำกำลังเข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 161/11 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตามหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ค.602/2568 ลง 29 ต.ค.68 เนื่องจากสืบทราบข้อมูลว่า บ้านหลังดังกล่าว มีกลุ่มชาวจีนอาศัยอยู่ และมีลักษณะต้องสงสัยกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (แก๊งคอลเซ็นเตอร์)

ผลการตรวจค้นพบ

  • ชาวต่างชาติสัญชาติจีน จำนวน 18 ราย (ชาย 14, หญิง 4)
  • ชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 2 ราย

ตรวจยึดอุปกรณ์

  • คอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือ จำนวน 80 เครื่อง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดแอบอ้างเป็นคอลเซ็นเตอร์ (จีนหลอกจีน) อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุ (SMS) หลอกลวงว่ามีพัสดุตกค้าง หรือ เจ้าหน้าที่ประกัน เพื่อโทรสอบถามเอาข้อมูล แอบอ้างยกเลิกกรมธรรม์ เมื่อเหยื่อหลงกลจะเข้าใจผิดว่าเหยื่อจะได้รับเงินประกันคืน จากนั้นจะมีการสนทนากับเหยื่อเพื่อหลอกลวงให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน(เงิน) ของเหยื่อ โดยจะทำการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้กล่าวว่าตำรวจภูธรภาค 5 ได้ถือปฏิบัติตามนโยบาย รัฐบาล และ ผบ.ตร. เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้ให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้กำชับเด็ดขาดว่าข้าราชการตำรวจในสังกัดต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย

ไม่มีละเว้น และได้ขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนในการช่วยแจ้งเบาะแสหากพบพฤติกรรมต้องสงสัยของชาวต่างชาติเช่นพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน – มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า–ออกไม่เป็นเวลา , มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา – มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ และมีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก เป็นต้น โปรดแจ้งสายด่วน 191 และช่องทาง LINE official ของตำรวจภูธรภาค 5 ไอดี @police 5 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง///

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย — ตำรวจภูธรบึงกาฬคุมเข้มสร้างความปลอดภัยช่วงเทศกาลลอยกระทงและฮาโลวีน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันฮาโลวีนและวันลอยกระทง พร้อมให้โอวาทแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

โดยมี พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นำข้าราชการตำรวจในสังกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และอาสาสมัคร เข้าร่วมบูรณาการกำลังระดมตรวจตราพื้นที่ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีประชาชนออกมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรมจำนวนมาก เช่น เทศกาลลอยกระทงและวันฮาโลวีน

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตลอดช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนชาวบึงกาฬ “อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย”
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบ ภาค 5, ศปอส.ภ.5, บก.สส.ภ.5 เปิดปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS”3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา บุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน

แชร์เนื้อหานี้

โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕ ร่วมกันจับกุม

1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่

2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” พร้อมของกลาง

  1. บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท)
  2. คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด
  3. โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน ​ 2 ​ เครื่อง
  4. กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​ 2,000 กล่อง
    5. เร้าเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​ 1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

​จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น

​จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น

​จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น

​(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป..

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญของ ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.พะเยา

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ ภ.จว.เชียงราย และ ภ.จว.พะเยา ดังนี้

  1. สภ.เชียงแสน จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 4,800,000 เม็ด
  2. สภ.เชียงคำ จว.พะเยา บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง ตรวจยึดเฮโรอีน 171 แท่ง น้ำหนักประมาณ 66 กิโลกรัม
  3. รวมของกลางยาบ้าจำนวน 4,800,000 เม็ด และ เฮโรอีน 171 แท่ง น้ำหนัก 66 กิโลกรัม

โดยมี พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.อัครภูมิ ชนะใหญ่ รอง ผบก.ภ.จว.พะเยา, นายดนุชา ไชยวงศ์

ผู้แทน ปปส.ภาค 5, พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ปษ.กกล.ผาเมือง, พ.อ.นิลชัย นิลศาตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, พ.อ.รัชพล สังขบุญชู ผู้ช่วยเลขาธิการ นบ.ยส.35 และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมแถลงผลการจับกุม

ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.68 – 24 ต.ค.68

จับกุมคดียาเสพติดจำนวน 1,373 คดีคดียาเสพติดรายสำคัญ 20 คดีตรวจยึดของกลางยาเสพติดยาบ้า 23 ล้านเม็ดเศษไอซ์ 270 กิโลกรัมเศษเฮโรอีน 66 กิโลกรัมเศษเคตามีน 74 กิโลกรัมเศษตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติดมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 7.9 ล้านบาทเศษ…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.บ้านดู่ จัดกิจกรรม “วันสถาปนา ประจำปี 2568” 🇹🇭ณ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (17 ตุลาคม 2568) เวลา 07.30 น.พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผกก.สภ.บ้านดู่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาตรี ชราชิต รอง ผกก.ป.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.สมชาย เด่นตี รอง ผกก.(สอบสวน)

สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.รัฐพัฒน์ ยานะนวล รอง ผกก.สส.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.ธวัชชัย มูลแก้ว สว.อก.ฯ รรท.สว.จร.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง สวป.(ชม.) สภ.บ้านดู่ พร้อมด้วยคณะ กต.ตร.สภ.บ้านดู่ และข้าราชการตำรวจทุกนาย ร่วมกิจกรรม “วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”

📍โดยมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ
🙏 กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
🗣️ กล่าวอุดมคติตำรวจ คำปฏิญาณตน และอ่านสาส์นจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในการเป็นตำรวจของประชาชน

🏅ในโอกาสนี้ ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม จำนวน 5 นายข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น จำนวน 10 นายผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสถานีตำรวจ จำนวน 2 นาย

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนาย
ให้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น 💙

วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ2568 #สภบ้านดู่ #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายตำรวจเพื่อประชาชน #BanduPolice #PoliceDay #ภาคภูมิใจตำรวจไทย 🚓🇹🇭

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก! รถต้องสงสัยฝ่าด่านตรวจโชคชัย ตำรวจขับไล่ล่าเข้ามากลางเมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณด่านตรวจโชคชัย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์ โตโยต้า revo แคป สีดำ หมายเลขทะเบียน บท 6702 มุกดาหาร บรรทุกถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ 2 ถัง ขับมาจากอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหาร

เมื่อถึงจุดตรวจ คนขับกลับ เร่งเครื่องฝ่าด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขับรถสายตรวจไล่ติดตาม พร้อมประสานกำลังจาก สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าสกัดจับ

จนสามารถสกัดรถได้ บริเวณถนนมุกดาหาร–คำชะอี ตรงข้ามสามแยกตาดแคน พบคนขับเป็นชายวัยรุ่น มีหญิงสาวนั่งมาด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมนำรถยนต์ไปตรวจสอบโดยละเอียดที่ สภ.นิคมคำสร้อย

ข่าวด่วน #มุกดาหาร #ตำรวจไล่ล่าคนร้าย #ฝ่าด่านตรวจ #ข่าววันนี้ #อุบัติเหตุ #เหตุระทึก ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท. ตชด.44 ปอเนาะ ถูกยิงเสียชีวิต ขณะทำการวิสามัญคนร้ายไป 1 ราย จับ 1 ราย ยึดปืน 2 กระบอก/ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า (วานนี้ 15 ตค.) เมื่อเวลาประมาณเวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผกก.สภ.สายบุรี จว.ปัตตานี ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด บริเวณสถาบันปอเนาะมะอ์หัด อัตตัรบียาตุลฮะดีซะห์ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนและ ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.44 เข้าไปทำการตรวจสอบ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ปรากฏว่าพบชายต้องสงสัยได้วิ่งออกมาจากหอพัก

ซึ่งอยู่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะเเห่งนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นจนกระทั่งจับกุมตัวได้ ทำการค้นในตัวพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนจึงได้ควบคุมตัว สอบสวนทราบชื่อ นาย ซูรฮาฟีซี สือแม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบประวัติพบว่ามีหมายจับ ป.วิญา จำนวน 1 หมาย จึงได้ทำการจับ

จากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอกำลังเสริมจากชุดปฏิบัติการร่วมของ จ.ปัตตานี และ กำลังเสริมของกองกำลังทหารพรานจังหวัดภาคใต้ นำกองกำลังเข้าพื้นที่ปะทะ ณะที่ทาง จนท.ได้ เข้าเสริม กำลังเพื่อกระชับพื้นที่ จำกัดวงพื้นที่เพื่อทำการ ปิดล้อม นั้นซึ่งขณะที่ตรวจค้น จนท.ชุดเเรกที่เข้าไปเเละตามตัวมาตลอด จึงได้ประเมิณว่า เชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายอีก2-3คนหลบ ซ่อนตัวภายในสถาบันปอเนาะนี้ ภายหลังทราบว่า มีการปิดล้อมพื้นที่ อ.สายบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่เกิดเหตุทันที เนื่องจากเป็นสถาบันปอเนาะ บ่มเพาะความรู้ด้านศาสนาอิสลาม เเต่คนร้ายกลับมาอาศัยอยู่ภายในปอเนาะ จึงได้ทราบอย่างมั่นใจว่ามีคนรเ้ายอีกคนอยู่ภายในปอเนาะจนกระทั่งเวลาผ่านมา 4-5 ชม. ราวๆเวลา 20.30 น.จากนั้นเจ้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นภายในหอพัก แต่ละหลัง ขณะที่ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (ตชด.44) ได้เข้าไปตรวจค้นภายในหอพักหลังหนึ่งหรือเรียกว่าปอเนาะหลังปรากฏว่า คนร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวภายในตู้เสื้อผ้า ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ ดต. สมศักดิ์ หลายนัด จนล้มลงกองกับพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากนั้นคนร้ายที่ยิง ดต.สมศักดิ์ ได้กระโดดหนีออกจากทางหน้าต่าง เเละคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนที่ยิงไปก่อนนั้นติดตัวไปด้วย ซึ่งขณะกระโดดหนีทางหน้าต่างคนร้ายได้อาวุธปืน ยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อ เปิดเส้นทางหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้เป็นเหตุทำให้คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตทันทีตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนที่ดังกล่าวไว้เพื่อนำไปพิสูจย์ตามดีเอ็นเอของคนร้ายว่าเคยก่อเหตุที่ไหนมาเเล้วบ้าง ในส่วนของ ดต. สมศักดิ์ ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี แพทย์พยาบาลได้พยายาม ช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากกระสุนปืนได้เข้าบริเวณศรีษะ และลำตัวหลายนัด ทำให้เสียเลือดมาก ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิต ในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เดินทางไปที่เกิดเหตุ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องว่าคนร้ายที่เสียชีวิตและผู้ต้องหาเข้ามาภายในสถาบันปอเนาะได้อย่างไร
ตำรวจและทหารพรานที่ขอกำลังเสริมมานั้นรอฟังคำสั่งจาก ผ.บเหตุการณ์
ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสืบ

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิดบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถาบันปอเนาะดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง ขณะตรวจสอบก็ไม่พบจุดที่เกิดระเบิด แต่ด้วยก่อนหน้านี้ได้รับแจ้ง จากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีกลุ่มก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการเข้ามาหลบซ่อน และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ฝึกอาวุธและร่างกายเพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจค้น อย่างละเอียด กระทั่งเกิดการปะทะกันขึ้นกับคนร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 1 ราย ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย สำหรับผู้ต้องหาที่จะจับกุมได้นั้นได้กำชับให้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มมาตรการคุมเข้มสถานที่ต่างๆ และดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบตอบโต้ ส่วนคนร้ายที่เสียชีวิตนั้นยังต้องรอการพิสูจน์ลายนิ้วมือว่าเป็นใคร ส่วนอาวุธปืนที่ยึดได้จากศพและยึดได้จากผู้ต้องหาได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าอาวุธปืนทั้งสองกระบอกเคยก่อเหตุที่ใดมาบ้าง เชื่อว่าจะมีการเชื่อมโยงอีกหลายคดี

ภาพข่าว/ ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี

ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 นำกำลังเจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน หลังเหตุปะทะในพื้นที่ ต.บางเก่า อ.สายบุรี (วานนี้ 15 ตค.68) โดยเข้าไปช่วยเหลือกำชับ เน้นความปลอดภัยของเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 16 ตค 68 จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าบังคับใช้กฎหมายในบริเวณโรงเรียนปอเนาะ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

เหตุการณ์ปะทะและการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีการใช้พื้นที่บางส่วนของสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งหลบซ่อนและฝึกฝนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ


จนเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ EOD เสียชีวิต 1 นาย คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมได้อีก 1 ราย ทางด้านคนร้ายที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญ คือ นายมูลฮัมหมัด เจ๊ะโดสามะ ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี

โดยในช่วงเหตุการณ์ที่ทางจนท.ได้พบบุคคลเป้าหมาย จนเกิดเหตุปะทะกัน ซึ่งขณะนั้นนักเรียนหลายร้อยคนยัง อยู่ภายในปอเนาะทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียนปอเนาะจำนวน 132 คน (ชาย 83 คน หญิง 49 คน) จึงถูก จนท.ทหารพรานช่วยอพยพไปยังโรงเรียนบ้านป่าทุ่ง ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4404 ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มีการประสานให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้าน เนื่องจากนักเรียนหลายคนอยู่ในอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวจากเหตุการณ์

ผู้สื่อข่าวยังมีรายงานเพิ่มเติม อีกว่า พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ได้วิทยุ สั่งข้อสั่งการจากแม่ทัพพภาคที่4 ที่ได้กำชับไปยัง ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต) เฝ้าระวังอย่างสุดขีดกำลังซึ่งจะอาจเกิดเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่ จุดเปราะบาง โดยใช้การเช็ควิทยุสื่อสาร สื่อสารกันถึงมาตรการป้องกันที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเพื่อจำกัดเสรีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงงที่ยังกบดานอยู่หลายคนในพื้นที่ อ.สายบุรี , ไม้แก่น , กะพ้อ , ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ยังเผยอีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ และความจำเป็นในการดูแลความปลอดภัยของเยาวชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสงบ หากคุณต้องการให้ฉันช่วยร่างข่าวประชาสัมพันธ์หรือโพสต์สำหรับสื่อสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ฉันสามารถช่วยได้ทันที

นอกจากนี้แล้ว ทาง จนท. ฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนข่าวให้ทุกฐานปฏิบัติการในพื้นที่ยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อเหตุ

// ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ชาวไทยมุสลิมนับร้อยคน ถูกลอยแพ ทิ้งกลางสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ บริษัททัวร์ปิดหนี กบดานศรัทธากับความสิ้นหวัง สูญนับร้อยล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีเกิดความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา สืบเนื่องจาก ผู้เดินทางไปแสวงบุญอุมเราะฮฺ จำนวน 170 คน ที่ เตรียมออกเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยทุกคนที่จะเดินทาง และญาติพี่น้องที่มาส่ง ต่างพากันรอเพื่อเตรียมตัว กันขึ้นเครื่องเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องต่อไปยังประเทศซาอุดิอารเบีย แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทาง ปรากกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ของบริษัทดังกล่าวมาแสดงตัว ทุกคนได้พยายามติดตาม บริษัทแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งทางบริษัทได้ ส่งข้อความ ทางไลน์กลุ่มของผู้ที่จะเดินทางว่า “ไม่สามารถเดินทางได้” ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่า ถูกหลอก ทำให้บรรยากาศวันดังกล่าวทุกคนที่คาดหวังว่าจะเดินทางไปอุมเราะห์ต่างผิดหวังและร้องไห้ รวมไปถึงญาติ ๆ ที่มาส่งกัน ต่างได้รับความเสียใจอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งของชาวมุสลิมจะเก็บเงินไปแสงบุญ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ วันที่ 14 ตค. เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 41 คน ทั้งจากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี ,พ.ต.ท.ศักดิ์อนันตื คำไสย รอง ผกก.ทท.หาดใหญ่ และ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สว.ทท.นราธิวาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ จชต.โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันจะรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาท

โดยบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล ผู้เสียหายแต่ละรายระบุว่า ได้จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว รายละเกือบ 60,000 -100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อไปแสวงบุญ แต่กลับถูกลอยแพไม่ทราบชะตากรรมของผู้จัดการบริษัท ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าของบริษัทหายตัวไปอย่างเงียบ และหลังจากเหตุการณ์ 1 วัน ทางบริษัทได้โพสข้อความแสดงคำขอโทษ และจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน และไม่มีการติดต่อมาอีกเลย เบื้อต้นมีผู้เสียหายราย 170 ราย

ดำเนินการเพราะผู้เสียหายครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก พร้อมยืนยันจะรวบรวหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาทนางรอดีย๊ะ อาแว ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มของตนมีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยก่อนเดินทางหนึ่งวัน ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์เกี่ยวกับรายละเอียดการเดินทาง แต่ปรากฏว่าไม่มีคำตอบชัดเจนจากทางบริษัท ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าทำไมบริษัทไม่แจ้งข้อมูล หรือกำหนดเวลาเดินทางให้แน่ชัด

ต่อมาทางบริษัทได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจาก แพ็กเกจที่ทุกคนซื้อไปไม่พอจ่าย และขอให้ผู้เดินทางทุกคนโอนเงินเพิ่มคนละ 15,000 บาท โดยยืนยันว่าหากชำระเพิ่มแล้วจะสามารถเดินทางได้แน่นอน ด้วยความตั้งใจและศรัทธาที่อยากไปประกอบพิธี ทุกคนจึงยอมโอนเงินไปตามที่บริษัทแจ้ง

แต่สุดท้าย บริษัทกลับเงียบหายไป และปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด ไม่สามารถติดต่อได้อีกทุกคนเสียใจมาก คืนนั้นไม่มีใครได้นอนเลย… ส่วนตนก็รู้สึกจุกในใจมาก เพราะตั้งใจจะพาแม่ ๆ ป้า ๆ ไปทำอุมเราะห์ แต่สุดท้ายกลับต้องเห็นพวกเขาร้องไห้กันหมดนางกุลยา เจะเลาะ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนรออยู่ที่สนามบิน ด้วยความหวัง ว่าจะได้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ แต่เมื่อรอแล้วรออีก ก็เริ่มรู้ชะตากรรมว่าคงไม่ได้ไปต่อ ด้วยความอยากไป จึงลองไปตรวจสอบตั๋วที่สนามบิน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของตนอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร ทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังคงยืนรอต่อไป

ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินทางก็น่าสงสารมาก โดยเฉพาะเมาะ (คนแก่) บางคนที่เดินทางมาไกล ตั้งแต่ตี 2 มานั่งรอจนฟ้าสว่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ไป และไม่มีใครจากบริษัทออกมาดำเนินการหรือชี้แจง ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ ตาแดงกันไปหมดเงินหามาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเสียไปแล้ว เพราะตนตั้งใจอย่างมากที่จะไปทำอุมเราะห์ กว่าจะได้ลางานไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งแพ็กเกจนี้ตนชำระเงินล่วงหน้าไปกว่า 3 เดือน แต่สุดท้ายบริษัทกลับทำกับเราด้วยวิธีแบบนี้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ทุกคนต่างพากันกอดกันท่ามกลางน้ำตา

ด้าน พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า วันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความราว41ราย และยังมีผู้เสียหายอื่นๆอีกที่กำลังจะเข้ามาแจ้งความเพิ่ม โดยส่วนใหญ่ผู้เสียหายได้มีการโอนไป และบ้างรายก็จ่ายสด 8-9หมื่นบาท บางราย เสียหาย1แสนบาทซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำผู้เสียหายให้รวบรวมหลักฐานทั้งสลิปการโอน แชทสนทนา กำหนดการเดินทาง หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานมาดำเนินคดีต่อไป // ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.7 นำร่อง “ไกลกังวล หัวหิน โมเดล” ติดตั้งระบบ AI ป้องกันภัยรอบวังไกลกังวลและนครหัวหิน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย วังไกลกังวล (ปภ.97) อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการหัวหินเมืองปลอดภัยกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวังไกลกังวล

ด้วยระบบ Ai และกล้องวงจรปิด (CCTV) มี นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, พล.ต.ต.ไพศาล พฤกษจำรูญ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน, พ.ต.ท.สัตยา เสโล่รังสี รอง ผกก.ถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย

หัวหน้าควบคุมทีมปฎิบัติงานดูแลระบบกล้องวงจรปิด (Ai), นายกิตติชัย ศรีทองช่วย ปลัดอำเภอหัวหิน, นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวังไกลกังวลเป็นเขตพระราชฐานที่มีความสำคัญ ทางตำรวจภูธรภาค 7 จึงได้เปิดตัวนวัตกรรม กล้องวงจรปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ Ai

เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณวังไกลกังวลและนครหัวหิน โดยระบบ Ai ตัวนี้จะสามารถวิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมหรือวัตถุต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ เช่น การบุกรุกพื้นที่หวงห้าม การตรวจจับอาวุธ เช่น ปืน มีด หรือการระบุตัวบุคคลตามบัญชีเฝ้าระวัง (Blacklist) เพื่อตรวจสอบใบหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ระบบปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นรอบวังไกลกังวลโดยมีจำนวนกล้องทั้งสิ้น 24 ตัว พร้อมกันนี้เราได้เชิญทางจังหวัด อำเภอ เทศบาล เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เนื่องจากหัวหินเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมาก ถ้าสามารถเป็นประโยชน์ได้ก็จะนำไปต่อยอดในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการป้องกันอาชญากรรมไปด้วย

สำหรับโครงการนี้ก็ยังจะขยายไลน์ออกไปยังแหล่งศูนย์ท่องเที่ยวของนครหัวหิน และที่อื่น ๆ ในแต่ละจังหวัดของภาค 7 โดยจะเรียกว่า “ไกลกังวล หรือ หัวหิน โมเดล” เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ หลอกแลกเงินหลายท้องที่ เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่มผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1 แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท”

หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. เจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อ ABDALLA AHMED มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958บาทเมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงิน

ดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้วซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิดชื่อ

นายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID)อายุ 43 ปี หนังสือเดินทางหมายเลข 15632723 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”

จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่าเคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้ายกันกับร้านรับแลกเงินดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท / 2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความเสียหายประมาณ 185,600 บาท / 3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความเสียหายประมาณ 107,330 บาท / 4.

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความเสียหายประมาณ 201,330 บาท / 5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความเสียหายประมาณ 244,958 บาท / 6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาทต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่านายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา
ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 ผู้ต้องหาตามหมายจับพักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม

ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัวนายนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ทราบชื่อนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด

( MR. NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงจึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยวหากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือสถานีตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ทันที# ตำรวจท่องเที่ยวยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงใหม่ ป้องกัน อาชญากรรมร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมใช้งาน 1000 ตัว

แชร์เนื้อหานี้

สภ.เมืองเชียงใหม่ ออกมาตราการเพิ่มความเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชนให้พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัว สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สืบเนื่องในภาวะตลาดทองคำที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน ราคาทองคำ ประมาณ 62,000 บาท ต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับอาชญากรรมตามมาเช่นกัน

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชัยงใหม่ได้มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จึงมีข้อสั่งการให้ สถานีตำรวจในสังกัด
เพิ่มมาตราการในการป้องกันเหตุ เกี่ยวกับร้านทองและออกประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังเพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น

วันนี้ 8 ต.ค.68 พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่
พ.ต.ท.ทัตตวีย์ ด่านพิทักษ์ตระกูล รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.วิษณุ นวนมุสิด สวป.ฯพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ร่วมปล่อยแถวชุดปฏิบัติการสายตรวจ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองบริเวณ ตลาดวโรรส ซึ่งมีร้านทองและประชาชนนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมากจากนั้นออกตรวจดูแลความปลอดภัย

ร้านทองภายในตลาดวโรรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรม
ดังนี้-การอัพเดทกล้อง cctv ให้พร้อมใช้งาน 100%-การติดสัญญาณแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-แนะนำ วิธีการสังเกตุผู้มีพฤติการณ์ต้องสงสัย-การติดตั้ง ระบบล็อคประตู-การติดตั้งลูกกรงเหล็ก-เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร จนท.ตร. ทุกช่องทางซึ่งได้รับการตอบรับและให้ความร่วมมือจากร้านทางทองเป็นอย่างดี

จากนั้นได้เข้าพบ นายสุรพล โอวิทยากุลประธานชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่และเป็นเจ้าของร้านทอง ย่งเชียงล้ง
เพื่อประสานความร่วมมือและให้มีความพร้อมในการประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยแจ้งข่าวให้กับเพื่อนสมาชิกร้านทองหากมีเหตุเกิดขึ้น สามารถกระจ่ายข่าวได้ทันที ซึ่งนาย สรุพลฯ ยินดีเป็นสื่อกลางประสานข้อมูลให้ระหว่างร้านทองและ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่กล่าวว่า ในภาวะทองคำราคาสูงเช่นนี้ต้องมีมาตราการป้องกันที่เข้มข้นเพิ่มความถี่ให้สายตรวจหมั่นออกตรวจตราStop walk talk ร้านทองอย่างสม่ำเสมอและนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการทำงานให้มากที่สุด รวมทั้งหาความร่วมมือกับชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคงการสื่อสาร และแจ้งเบาะแสกันได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ จนท.ตร. ต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนให้อยู่อย่างปกติสุข

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนไปถึงผู้ที่คิดจะเกิดเหตุ ให้เลิกความคิดเสีย ปัจจุบันเรามีทั้ง จนท.ตร. ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวน
มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงาน รวมถึงมีกล้อง cctv พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัวหากท่านมาก่อเหตุ ท่านจะถูกจับกุมแน่นอน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต้อนรับ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร คนใหม่/ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลาศูนย์ 9.59 น. ณ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ พร้อม ดร.พนิดา ภิรมย์สวัสดิ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรเดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร

โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรให้การต้อนรับ หลังจาก เดินทางสักการะศาลกรมหลวงชุมพร ณ หาดทรายรี เดินทางสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ห้า ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองจังหวัดชุมพร สักการะศาลหลักเมืองชุมพรนักหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร หลังจากนั้นสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่หน้าอาคารที่ทำการภ.จว.ชุมพรเสร็จจากงานสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังแท่นรับการเคารพ ด้านหน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.ชุมพร

จากประกาศสำนักงานนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลมีพระราชองค์การโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลให้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ พันตำรวจ เอกจิตเกษม สนขำ เป็นพลตำรวจตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ผู้รับสนองพระราชองค์การภูมธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีพลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ

ในวันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตราชการตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติ หน้าที่ในจังหวัดชุมพรที่ผมมีความผูกพันและเคยร่วมทำงานกับทุกท่านในฐานะรองผู้บังคับการตำรวจภูธรมาก่อนผมขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชา

ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจสำคัญนี้และขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายในจังหวัดชุมพร ที่ได้ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นในการรับตำแหน่งครั้งนี้ผมตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้การบริหารงานตำรวจในจังหวัดชุมพรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้

หลักตำรวจมืออาชีพใส่ใจประชาชนเป็นที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริงผมขอให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กรการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชนและการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลอดภัยน่าอยู่และเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนทุกคน

สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น ที่ สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงวพ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม มอบ ชุดเกราะกันกระสุน ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด

เพื่อเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน พร้อมฝึกทบทวนยุทธวิธี เพิ่มความมั่นใจและความพร้อมในทุกสถานการณ์ เพราะ “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ คือสิ่งสำคัญที่สุด”การมอบชุดเกราะในครั้งนี้ สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่อยากเห็นลูกทีม ทุกนายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในทุกภารกิจ

เพื่อใช้ในการออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบนท้องถนน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายได้นำชุดเกราะนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจของตำรวจทางหลวง สร้างความปลื้มใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง”

พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจังหวัดชุมพรก็มีการจับกุมอาชญากรรมคดีสำคัญไม่ว่าจะเป็นการจับกุมการลักลอบผลยาเสพติดล็อตใหญ่หรือผู้ต้องหาก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ ก่อเหตุคดีฆ่าปล้นแล้วก็ใช้ถนนหลวงเป็นเส้นทางหลบหนีแล้วก็มีการสกัดจับในช่วงที่ผ่านมาเล็งเห็นว่าการจับกุมในพื้นที่

การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมีความสุ่มเสี่ยงจะต้องเจออาชญากรรมรุนแรงประกอบกับเจ้าหน้าที่หลายหลายคนยังไม่มีชุดเกาะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นของประจำตัว จึงเล็งเห็น ถึงความปลอดภัยของลูกน้องก็เลยนำมาเป็นการจัดซื้อเสื้อเกาะกันกระสุนให้กับผู้ผู้ปฏิบัติได้มีใช้ใส่ซึ่งเสื้อเกาะ

ในวันนี้ก็จะมีขนาดเล็กเบากระทัดรัดเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องขับรถอยู่ตลอดเวลาความสำเร็จของการทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ความสำเร็จที่แท้จริงก็คืออยากจะให้ผู้ปฏิบัติงาน ให้มีชีวิต มีร่างกายที่ปลอดภัยครบสมบูรณ์ กลับมามาหาครอบครัวก็เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะให้มีผู้ปฏิบัติมีเสื้อเกาะกันกระสุนไว้ใช้งานครับ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลักลอบขนแรงงานเถื่อน ไม่ผ่านตำรวจทางหลวงถูกจับที่ชุมพร / ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตรวจจับตู้ทึบดัดแปลงคนแรงงานต่างด้าว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.มอบหมายให้ ร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.นำกำลังตำรวจทางหลวงนำรถตรวจการณ์ออกตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบบนถนนเพชรเกษม (ทล.4) ขาล่องใต้ เมื่อพื้นที่หมู่ 4 ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร

พบรภกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 2 ฒย 6004 กรุงเทพฯ ด้านหลังกระบะติดตั้งตู้ทึบมีประตูเปิดด้านหลัง มีท่าทีพิรุธ ขับแซงรถสายตรวจขึ้นมาทางขวา เจ้าหน้าที่จึงขับรถไล่ตามก่อนส่งสัญญาณให้จอดรถเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถต้องสงสัยพยายามเร่งเครื่องขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงวิทยุขอให้รถสายตรวจคันอื่นช่วยสกัดจับ จนสามารถจับกุมได้ในเวลาต่อมา

เมื่อตรวจสอบภายในรถพบคนขับชื่อ นายณัฐกานต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี เป็นชาวพิษณุโลก ส่วนภายในตู้ทึบด้านหลังรถ พบแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวน 13 คน ทั้งหมดเป็นเพศชาย และเป็นแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งนายณัฐกานต์ให้การว่า รับแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาจากป่าอ้อยติดภูเขา ต.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

โดยติดต่อผ่านนายหน้าคนหนึ่ง ได้ค่าจ้างหัวละ 1,500 บาท เพื่อนำไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติบุคคลต่างด้าว ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวนั้นพ้นการถูกจับกุม”จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมนายณัฐกานต์พร้อมแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตรวจจับตู้ทึบดัดแปลงคนแรงงานต่างด้าว

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 6ตุลาคม2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกตรวจสอบพื้นที่ นำโดยร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ, จ.ส.ต.อมรเทพ อินนิมิตร ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

ถนน ทล.4 (เพชรเกษม)กม.478+800 (ขาล่องใต้) ม.4 ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร

ร่วมกันจับกุม นายณัฐกานต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี พร้อมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติเมียนมา จำนวน 13 ราย

ในข้อกล่าวหา

  1. ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม (ข้อหาของนายณัฐกานต์)
  2. เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (ข้อหาของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย)

พร้อมตรวจยึดของกลาง

  1. รถกระบะบรรทุก (ตู้ทึบ) ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาวจำนวน 1 คัน
  2. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ซัมซุง สีดำ จำนวน 1 เครื่อง

ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้ขับมาตามถนนเพชรเกษม (ทล.4) ช่วงกิโลเมตรที่ 478+800 ขาล่องใต้ พื้นที่หมู่ 4 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ระหว่างนั้นพบรถกระบะตู้ทึบสีขาว ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับแช่เลนขวาตลอดเส้นทาง และแซงรถเจ้าหน้าที่ไปอย่างมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขับติดตามและใช้สัญญาณไฟเรียกให้หยุดเพื่อตักเตือน แต่กลับเร่งเครื่องหนีในลักษณะพยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขับรถตามประกบจนสามารถสกัดหยุดรถได้

ก่อนเข้าตรวจสอบภายใน พบชายคนขับมีท่าทางมีพิรุธ เมื่อตรวจสอบและสั่งให้เปิดตู้ทึบด้านหลัง ปรากฏว่าพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมานั่งอัดแน่นอยู่ภายในจำนวน 13 คน เป็นเพศชายทั้งหมด ไม่มีเอกสารแสดงตนหรือใบอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จุดสังเกตเจ้าหน้าที่พบว่า ภายในตู้ทึบของรถคันดังกล่าว ถูกตัดแปลงสภาพอย่างชัดเจน โดยมีการ ผ่าช่องระบายอากาศที่ผนังตู้ และ ติดตั้งพัดลมขนาดเล็ก เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทระหว่างการเดินทาง ซึ่งสันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่ออำพรางใช้ลักลอบขนแรงงานต่างด้าวระยะไกล โดยไม่ให้เกิดอันตรายหรือเป็นที่สังเกตจากภายนอกจากการสอบถามเบื้องต้น

ผู้ขับรถให้การรับสารภาพว่า แรงงานทั้งหมดลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และตนได้รับจ้างให้ขนจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันตกในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปส่งยังพื้นที่ปลายทางในภาคใต้ โดยรับค่าจ้างเป็นรายหัวเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ขับขี่พร้อมแรงงานต่างด้าวทั้งหมด และรถของกลาง ส่งหน่วยบริการตำรวจทางหลวงท่าแซะ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและสอบสวนขยายผล ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา“ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือให้ที่พักพิงคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม” เบื้องต้นอยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงผู้ที่มีส่วนตัดแปลงรถและเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวรายนี้ต่อไป.
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมออนไลน์ ของ ศปอส.ภ.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมออนไลน์ ของ ศปอส.ภ.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่

กรณีชายวัย 38 ปี ถูกหลอกผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทดลองชาเขียวฟรี” ก่อนถูกชักชวนลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินรวม 1,205,000 บาท เจ้า

หน้าที่ ศปอส.ภ.5 – สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมสืบสวนกับธนาคาร อายัดเงินคืนได้ทัน 900,000 บาท และดำเนินการคืนเงินให้ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว

และกรณีนักศึกษาวัย 20 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่AIS–ตำรวจ หลอกโอนเงินตรวจสอบบัญชี หลงเชื่อโอนเงิน 2 ครั้ง รวม 500,000 บาท ศปอส.ภ.5 และ สภ.เมืองเชียงใหม่ อายัดบัญชี และตรวจสอบดำเนินคดี

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, และ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้อง ศปภ.สภ.เมืองเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / พิธีรับมอบหน้าที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ รับมอบหน้าที่​ และมอบนโยบาย​ พร้อมปฏิญานตนต่อธงประจำหน่วย​ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์​ และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเที่ยงธรรม

ที่บริเวณลานด้านหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ อ.เมือง​บึงกาฬ​ จ.บึงกาฬ​ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ เข้ารับมอบหน้าที่​ และมอบนโยบาย​ แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา​

โดยมี พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.2), พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.3), พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.4),

พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.5), ผกก.หัวหน้าสถานีตำรวจฯทั้ง 13 สภ., ​แม่บ้านตำรวจฯ​ และข้าราชการตำรวจ​ ร่วมให้การต้อนรับ​ และรับมอบนโยบาย​

โดยในเวลา​ 10.30​ น.​ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ รับความเคารพ​ และตรวจแถวกองเกียรติยศ

จากนั้นทำพิธีส่งมอบธงประจำหน่วย​ โดย​มี พ.ต.อ.​อารักษ์​ มะสาธานัง​ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ ส่งมอบธงประจำหน่วย​ และส่งมอบหน้าที่​ ต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​

พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ กล่าวว่า​ “​… ผมขอปฏิญานตน​ต่อธงประจำหน่วย​ พี่น้องข้าราชการตำรวจ​ และพี่น้องประชาชนว่า​ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วย

ความซื่อสัตย์สุจริต​ ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา​ด้วยความเที่ยงธรรม​ ยุติธรรม​ สิ่งไหนที่ดีอยู่แล้ว​ จะสานต่อ​ สิ่งไหนที่ไม่ดี​ จะปรับปรุงแก้ไข… “

นอกจากนี้​ ภายหลังพิธีรับมอบหน้าที่เรียบร้อยแล้ว​ ยังมีประชาชน​ และผู้ใต้บังคับบัญชา​ จากทั้งจังหวัดร้อยเอ็ด​ กาฬสินธุ์​ และบึงกาฬ​ ร่วมให้กำลังใจ​ และมอบดอกกุหลาบ​ ให้กับ​

พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจ​ภูธรจังหวัด​บึงกาฬ​ และนางจุรีพร​ สินธุไพร​ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธร​จังหวัด​บึงกาฬ​ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น​ และอบอุ่น
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตชด.ไร้รอยต่อ ส่งมอบหน้าที่ “ช้างศึก 1”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มีพิธีรับ – ส่งมอบหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

โดย พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด.ให้แก่ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็น ผบช.ตชด.คนใหม่

โดยมีพิธีตรวจแถวกองเกียรติยศ ส่งมอบธงประจำตำแหน่ง และแสดงมุทิตาจิตแก่ พล.ต.ท.นิตินัย และ คุณสุวรรณยา หลังยา

หน่าย ประธานชมรมแม่บ้าน ตชด. โดยมี รอง ผบช.ตชด., ผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ แม่บ้าน ตชด. และข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมพิธี

ตํารวจตระเวนชายแดน///ภาพ/ข่าว ร.ต.ท.พุทธกาล ไชยบุบผา ////เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สภ.เมืองชุมพร และ ภ.จว.ชุมพร ทำพิธีรับ-ส่งมอบงาน ผบก.ภ.จว.ชุมพร จัดงานแด่ข้าราชการตำรวจ ที่เกษียณ สายสัมพันธ์ไม่สิ้นสุด สุภาพบุรุษ เมืองชุมพร ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514 วันที่ 30 กันยายน 2568 พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผกก.สภ.เมืองชุมพร ให้เกียรติมาเป็นประธานร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่ ข้าราชการตำรวจ สภ.เมือง

ชุมพร ที่เกษียณอายุราชการ และเข้าโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายจรินทร์ ก๋งม้า ประธานสภาทนายความจังหวัดชุมพร กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร

นายธนากร โกศลเมธี กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.ปนินทร โชติ รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.สกฤชญ สุขนิตย์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.ปราโมทย์ กุ้งทอง

สว.อก.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.นฤพล นิลพันธ์ สว.ฝอ.ภ.จว.ชุมพร/ปฏิบัติหน้าที่สวป.ฯ พ.ต.ต.ปิยพล ฉัตรภูมิ สวป.สภ.เมืองชุมพร/ปฏิบัติหน้าที่ด้านงานสืบสวน พ.ต.ต.ประคอง แก้วประสม สวป.(ชส.)สภ.เมืองชุมพร

และข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมชั้น 4 และบริเวณลานหน้าอาคารที่ทำการสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพร รายชื่อข้าราชการตำรวจเกษียน ที่ร่วมงาน 1 ร.ต.อ. สุไลมานง มะยี่แต นางกัลยา มะยีแต 2

ร.ต.อ..เพิ่มยศ มังคละเสถียร นางสุภาจรรณ 3 ร.ต.อ. ภิญโญ พรหมเรือง 4 ร.ต.อ .มโน นาควิเธียร 5 ร.ต.อ. สุเมธ สุพรรณธนพงษ์ 6 ร.ต.อ ทนงศักดิ์ ภู่ขันเงิน นางลักษพร 7 ร.ต.ท.ศุภภณ แสงสุริย์ 8 ร.ต.อ. มาโนช กาลพัฒน์ นาง สุชาดา

กำลังพลร่วมพิธีไหว้พระภูมิเจ้าที่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ หน้าศาลภูมิ และอนุสาวรีย์ ส.ต.ท.เต็ม ศรีสุวรรณ หลังจากนั้น ร่วมกันตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป ณ หน้า สภ.เมืองชุมพร ร่วมกันรับฟังพระธรรมเทศนา และรับพร พร้อมวัตถุมงคล จากเจ้าอาวาสวัดดอนทรายแก้ว ณ ห้องประชุมชั้น 4 สภ.เมืองชุมพร

พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี มอบรางวัล และของที่ระลึก แก่ข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการประจำปี 2568 และมอบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจดีเด่นประจำปี 2568 หลังจาดเสร็จพิธีอำลาเกษียณอายุราชการตำรวจ เข้าร่วมกันรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน

ภ.จว.ชุมพร ทำพิธีรับ-ส่งมอบงานในหน้าที่ ผบก.ภ.จว.ชุมพร และพิธีเทิดเกียรติข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 30 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จาก พ.ต.อ.จิตเกษม สนขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร ทำพิธีรับ-ส่งมอบงานในหน้าที่ ผบก.ภ.จว.ชุมพร และพิธีเทิดเกียรติข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ

ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของ ภ.จว.ชุมพร ในวันที่ 29 ก.ย.68 เวลา 14.30 น. พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร และคุณดรุณี โพธิ์ศรี ประธานแม่บ้านตำรวจ เดินทางมาทำพิธีรับ-ส่งมอบงานในหน้าที่ ผบก.ภ.จว.ชุมพร

และพิธีเทิดเกียรติข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยได้สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ส่งมอบธงนายพลตำรวจ และธงราชเดช ให้กับ พ.ต.อ.จิตเกษม สนขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร

ตามประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงวันที่ 21 มีนาคมพ.ศ. 2568 แจ้งรายชื่อข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรที่มีมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์และพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณพุทธศักราช 2568 จำนวน 43 นาย

และโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลรุ่นที่ 27 มีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมโครงการ 11 นายมีผลทั้งนี้ตั้งแต่วันที่หนึ่งตุลาคมพ.ศ. 2568 รวมมีข้าราชการตำรวจที่จะต้องพ้นจากราชการ 54 นายโดยมีข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการและผู้เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลมาร่วม

ในวันนี้ 28 นายและคู่สมรส 17 ราย รวมทั้งหมด 45 รายจากกันจัดงานให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการและผู้เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลของตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร

มีการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปีวัดวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อเป็นการขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ปฏิบัติงานมาเป็นระยะเวลานานจนกระทั่งครบเกษียณอายุราชการนับเป็นผู้มีความ

แข็งแกร่งมีความมานะบากบั่นและปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยซึ่งสมควรได้รับการยกย่องและถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับราชการตำรวจที่ยังรับราชการอยู่สืบไป

จากนั้น พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้ส่งมอบงานในหน้าที่ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ให้กับ พ.ต.อ.จิตเกษม สนขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร และเริ่มพิธีเทิดเกียรติข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

และมอบธงพิทักษ์สันติราษฎร์ ให้กับ พ.ต.อ.จิตเกษม สนขำ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร ร่วมร้องเพลงมาร์ช ตำรวจและร่วมถ่ายรูปที่ระลึก โดยมี พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.นิรันดร์ กันจู รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.อ.วิทย์ทวี ภริตานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร, หน.สภ.ในสังกัด, ข้าราชการตำรวจผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าร่วมพิธี ณ ลานที่ทำการ ภ.จว.ชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกาย ใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นพื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 19 #กันยายน 2568 เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นใน พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ กรณีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มีเหตุวัยรุ่น

ทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซัก 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย

โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา

แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. และ ผกก.สภ.พื้นที่ เข้าร่วมแถลงข่าว

ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 5 (ศปก.ภ.5) ชั้น 2 อาคารที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬทลายแก๊งค้ายา ยึดยาบ้า 8 แสนเม็ด ผู้ต้องหาพยายามหนีแต่ไม่รอด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ (17 กันยายน 68) ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรปากคาด ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าติดตามขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ หลังสืบทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากผ่านพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยมีพ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากคาด นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี อส.จ.บึงกาฬ และฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว

โดยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหาร ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย(พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ-นครพนม) ได้เข้ามาพบ ร.ต.อ.ชัยธวัช ชมภูราช รอง สว.สส.สภ.ปากคาด เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หมายเลข 6706561 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากคาด ที่ สภ.ปากคาด แจ้งว่า ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าว(สายลับขอปิดนาม) ว่าช่วงตั้งแต่วันที่ 13-15 กันยายน 2568 จะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว เข้าสู่จังหวัดตอนในของประเทศไทย ในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่าง ต.นากั้ง อ.ปากคาด ไปจนถึง ต.ไคสี อ.เมือง จ.บึงกาฬ ประมาณ 9-10 กระสอบ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติดชนิดใด โดยจะใช้พื้นที่ อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ หรือ อ.เมือง จ.บึงกาฬ เป็นเส้นทางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงนำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ
จากนั้น พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผกก.สภ.ปากคาด จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.ชัยธวัช ชมภูราช รอง สว.สส.สภ.ปากคาด

พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากคาด บูรณาการสนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหาร ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย(พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ-นครพนม) เจ้าหน้าที่ทหาร มว.สกัดกั้นที่ 2 กกล.สุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อติดตาม สังเกตการณ์ และวางกำลังเจ้าหน้าที่ตามจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังต่างๆ คาดว่ารถทั้ง 2 คัน จะวิ่งผ่าน จากนั้นเวลา 22.33 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบ รถยนต์ ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Yaris สีดำ หมายเลขทะเบียน กย 1715 สกลนคร ขับขี่ผ่านกล้อง LCP ด่านตรวจ/จุดตรวจ 4_บก_ปากคาด ฝั่งขาเข้า เจ้าหน้าที่จึงน่าเชื่อและยืนยันได้ว่า รถเป้าหมายที่จะมาลักลอบลำเลียงยาเสพติดอยู่ในพื้นที่ทั้ง 2 คัน เจ้าหน้าที่จึงเข้าจุดซุ่มสังเกตุการณ์ตามจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังตามเส้นทางต่างๆ โดยใช้รถยนต์ในการวางตัวสังเกตการณ์ โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 9 ชุด ใช้รถยนต์จำนวน 9 คัน

กระทั่งกลางดึกวันที่ 13 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้า 7 กระสอบ รวมประมาณ 2,590,000 เม็ด บริเวณบ้านไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ขยายผลและติดตามรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน คือ NISSAN อัลเมร่า สีเทา ทะเบียน กจ 9247 ร้อยเอ็ด และ TOYOTA Yaris สีดำ ทะเบียน กย 1715 สกลนคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการลำเลียงและนำขบวนการปฏิบัติการนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย คือ นายธนะเมศฐ์(สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี น.ส.วัชราภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี นายสาธิต(สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี และนายสุเมธี (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางยาบ้าเพิ่มอีก 3 กระสอบ ที่ซุกซ่อนภายในรถยนต์อัลเมร่า รวมของกลางทั้งหมดเกือบ 3 ล้านเม็ด ผลตรวจปัสสาวะพบว่า ผู้ต้องหาส่วนใหญ่มีสารเสพติดในร่างกาย ยกเว้นนายสุเมธี (สงวนนามสกุล) ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดรถยนต์และยาเสพติดพร้อมวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน ในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมจัดทำบันทึกตรวจยึด จากนั้นนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เหล่าหลวง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสกัดกั้นเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญตามแนวชายแดนไทย-ลาว จังหวัดบึงกาฬ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ ภ.จว.ลำปาง

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ สภ.สบปราบ จว.ลำปางกรณีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 16.40 น. ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ จับผู้ต้องหา 1 คน รถบรรทุกพ่วง 1 คัน ยาเสพติดของกลาง ยาไอซ์ ประมาณ 100 กิโลกรัม

โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร ผบ.มทบ.32, นายฉัตรชัย วงศ์ปริยากร นายอำเภอสบปราบ, ผู้แทน กอ.รมน. จังหวัดลำปาง, ศพฐ.5, ปส.ภาค 5, ผกก.สภ.สบปราบ ร่วมแถลงผลการจับกุม

ณ ลานแถลงข่าวตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ถ.ลำปาง – แจ้ห่ม ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง จว.ลำปางสรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจฎธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 10 ก.ย.68

จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 25,695
คดีรายสำคัญ 249 คดี
ยึดของกลางยาเสพติด

  • ยาบ้า 260 ล้านเม็ดเศษ
  • ไอซ์ 11,900 กิโลกรัมเศษ
  • เฮโรอีน 211 กิโลกรัมเศษ
  • เคตามีน 1,840 กิโลกรัมเศษ
  • ฝิ่น 160 กิโลกรัมเศษ

ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ประมาณ 1,246 ล้านบาทเศษ…
//สมจิตรแสงบัลลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญพร้อมของกลางยาบ้า 8 ล้านกว่าเม็ด ไอซ์ 4 ร้อยกว่ากิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่1 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น.ตามนโยบายรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์แจ่มสุวรรณ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติตำรวจภูธรภาค 5

โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพเสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผบก.ภ.จว.พะเยา และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน ฝ่ายปกครอง โดย นายชรินทร์ ทองสุข นายรัฐพล นราดิศร นายชุติเดช มีจันทร์ สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่อง มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ผวจ.เชียงราย ผวจ.พะเยา ผวจ.ลำปาง ผอ.ปปส.ภาค 5 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้า จำนวน 8,600,000 เม็ด และ ไอซ์ จำนวน 450 กก.
1.สภ.แม่กา จว.พะเยา บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด

  1. สภ.แม่สาย จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,600,000 เม็ด
  2. สภ.สบปราบ จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 3,000,000 เม็ด
  3. สภ.แม่พริก จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางไอซ์จำนวน 450 กก.
    คดีที่ 1 วันที่ 27 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 01.00 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดแม่กา สภ.แม่กา ต.แม่กา อ.เมืองพะเยา จว.พะเยา ต่อเนื่อง บริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านห้วยเคียนม.2 ต.แม่กา อ.เมืองพะเยา จว.พะเยา ผู้ต้องหา 3 คน (1.นายก้องกังวาลฯ อายุ 60 ปี อ.สอง จว.แพร่, 2.นายนาถจักษ์ฯ อายุ 47 ปี อ.สอง จว.แพร่, 3.นายเหรียญทอง อายุ 40 ปีอ.เวียงแก่น จว.เชียงราย
    พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 26 ก.ค.68 เวลาประมาณ 23.00 น. ภ.จว.พะเยา ได้รับการประสานจากส่วนสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศอ.ปส.ภ.5 ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนพื้นที่ จว.เชียงราย เข้ามายังพื้นที่ จว.พะเยา และจะส่งต่อยาเสพติดไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ โดยขบวนการลักลอบใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไททัน สีเทา ทะเบียน กฉ 1142 มหาสารคาม เป็นพาหนะในการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน กน 616 แพร่ ทำหน้าที่เป็นรถนำสำรวจเส้นทาง จึงวางแผนจับกุม โดยมีพล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผบก.ภ.จว.พะเยา ควบคุมการปฏิบัติ ต่อมาวันที่ 27 ก.ค.68 เวลาประมาณ 00.50 น. พบรถยนต์เก๋ง ทะเบียน กน 616 แพร่ และ รถยนต์กระบะ ทะเบียน กฉ 1142 มหาสารคาม ขับติดตามกันไปผ่านพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ อ.เมืองพะเยา จึงสะกดรอยติดตามไปจนถึงด่านตรวจแม่กา จึงได้แสดงตัวและแสดงสัญญาณให้รถยนต์เก๋ง ทะเบียน กน 616 แพร่ หยุดรถและขอทำการตรวจค้นพบนายก้องกังวาน เป็นผู้ขับขี่ และมีนายนาถจักษ์ เป็นผู้โดยสาร จึงควบคุมตัวไว้ส่วนรถยนต์กระบะ ทะเบียน กฉ 1142 มหาสารคาม ได้หยุดจอดรถห่างจากด่านตรวจประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ที่ติดตามจึงได้เข้าแสดงตัวและขอตรวจค้นแต่คนขับรถยนต์คันดังกล่าว ได้พยายามขับขี่รถหลบหนีจึงได้ติดตามไปจนถึงบริเวณถนนพหลโยธิน สายพะเยา-ลำปาง รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้หยุดรถและคนขับได้วิ่งหลบหนีจึงได้วิ่งติดตามไปและสามารถควบคุมตัวนายเหรียญทอง จึงได้ควบคุมตัวไปตรวจค้นรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) จำนวน 16 กระสอบ จำนวนประมาณ 4,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง จากนั้นจึงทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่กา จว.พะเยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 วันที่ 27 ส.ค.2568 เวลาประมาณ 21.00 น. สถานที่จับกุม ผู้ต้องหา ถนนพหลโยธิน (สายบ้านโป่ง-บ้านห้วยไคร้) พื้นที่บ้านสันต้นปุย หมู่ที่ 5 ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จว.เชียงราย1 คน (นายลีซัง อายุ 33 ปี อ.แม่จัน จว.เชียงราย
พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.แม่สาย ไปส่งต่อให้กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่จะลำเลียงยาเสพติดไปสู่พื้นที่ตอนใน จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและได้สั่งการให้จับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. พบรถยนต์ ยี่ห้อ นิสสัน สีเทา ทะเบียน บษ – 9680 เชียงราย ใช้หน้ากากอนามัยสีดำปิดอำพรางป้ายทะเบียนรถขับขี่รถมาตามถนนพหลโยธินสาย แม่จัน–แม่สาย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อำพรางอยู่ตามเส้นทางจึงได้สะกดรอยติดตาม จากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้หยุดรถและจอดอยู่ข้างทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้ใช้รถยนต์ปิดด้านหน้า-ท้ายรถและด้านข้างป้องกันการหลบหนีและแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว ในรถพบนายลีซัง เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) จำนวน 8 กระสอบ รวมประมาณ 1,600,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารหลังผู้ขับขี่ จากนั้นจึงทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย จว.เชียงราย ดำเนินการตามกฎหมาย

คดีที่ 3 วันที่ 27 ส.ค.68 เวลาประมาณ 06.00 น. สถานที่จับกุม ด่านสบปราบ ต.สบปราบ อ.สบปราบ จว.ลำปางผู้ต้องหา 5 คน (1.นายธราดล อายุ 34 ปี อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สมุทรปราการ, 2. นายดนัย อายุ 24 ปี เขตราษฎรบูรณะกรุงเทพมหานคร, 3.นายถนอมศักดิ์ อายุ 26 ปี อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สมุทรปราการ, 4.นายอดิศร อายุ 30 ปีอ.นายูง จว.อุดรธานี, 5. นางสาวดุษณี อายุ 31 ปี เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์แห่งคดี ก่อนเกิดเหตุ ศอ.ปส.ภ.5 ได้ทำการสืบสวนขยายผลการจับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมรถยนต์ 2 คัน ยาบ้า 4 ล้านเม็ด เหตุเกิดพื้นที่สภ.แม่กา จว.พะเยา เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2568 พบว่าไปรับยาเสพติดจากลุ่มลำเลียงยาเสพติดพื้นที่แนวชายแดนด้าน อ.เชียงแสน จว.เชียงราย จากการสืบสวนพบว่ามีนาย ป.(นามสมมุติ) เป็นคนสั่งการส่งมอบยาเสพติด และมีอีกหลายกลุ่มติดต่อรับมอบยาเสพติดจากนาย ป. จึงทำการสืบสวนติดตามเรื่อยมาต่อมาในห้วงวันที่ 24 – 25 ส.ค.68 พบรถยนต์กลุ่มลำเลียงยาเสพติดเคลื่อนตัวจากพื้นที่ตอนในขึ้นมายังพื้นที่ จว.เชียงรายโดยใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อตู้ทึบและรถยนต์เก๋ง เป็นพาหนะ เชื่อว่าจะมารับยาเสพติดจาก นาย ป. ศอ.ปส.ภ.5 จึงบูรณาการร่วมกับ บก.สส.ภ.5และ ภ.จว.ในสังกัด ออกสืบสวนจับกุม โดยมี พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.5 ความคุมการปฏิบัติ ต่อมาวันที่ 27 ส.ค.68 เวลากลางคืน พบรถบรรทุก 6 ล้อ ตู้ทึบ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 700-8484 กทม. ออกจากพื้นที่ จว.เชียงรายมุ่งหน้าเข้าพื้นที่ จว.พะเยา – ลำปาง จึงสะกดรอยติดตามจนพบรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีบรอนทอง ทะเบียน กจ 5534 ชัยนาท และ รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีเทา ทะเบียน กน 3628 เชียงราย ผลัดกันนำ / ตามรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ จึงได้ประสาน ด่านตรวจสบปราบ จว.ลำปาง เพื่อสกัดตรวจค้นจับกุมต่อมาวันที่ 27 ส.ค.68 เวลาประมาณ 06.00 น. สามารถสกัดจับกุมนายธราดล อายุ 34 ปี อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สมุทรปราการ และนายดนัย อายุ 24 ปี เขตราษฎรบูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 700-8484 กทม. ตรวจค้นภายในกระบะตู้ทึบ พบยาเสพติดใหโทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบา) จำนวน 30 แพ็ค รวมประมาณ 3,000,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในรถบรรทุกคันดังกล่าวซึ่งทำการดัดแปลงทำเป็นช่องลับบริเวณด้านหน้าของตู้ ส่วนรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สึบรอนทอง ทะเบียน กจ 5534 ชัยนาทและรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีเทา ทะเบียน กน 3628 เชียงราย ได้กลับรถหลบหนีมุ่งหน้าไปยัง อ.เมืองลำปาง จึงออกสืบสวนติดตามจับกุมต่อมาวันที่ 27 ส.ค.68 เวลาประมาณ 12.30 น. พบรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีบรอนทอง ทะเบียน กจ 5534 ชัยนาท และรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีเทา ทะเบียน กน 3628 เชียงรายจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีรถไฟลำปาง จึงตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารจำนวน 3 คน คือนายถนอมศักดิ์อายุ 26 ปี อ.พระสมุทรเจดีย์ จว.สมุทรปราการ, นายอดิศร อายุ 30 ปี อ.นายูง จว.อุดรธานีและนางสาวดุษณี อายุ 31 ปี เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานครหลบหนีขึ้นรถไฟเที่ยว 102 ออกจากสถานีรถไฟลำปาง เวลาประมาณ 08.50 น. เพื่อไปลงสถานีปลายทางที่ กทม. และรถไฟขบวนดังกล่าว อยู่ระหว่างการเดินทางระหว่างพื้นที่ จว.อุตรดิตถ์ – พิษณุโลก จึงได้ประสาน บก.สส.ภ.6, สภ.เมืองพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ก. ที่อยู่บนขบวนรถไฟออกสืบสวนจับกุมต่อมาวันที่ 27 ส.ค.68 เวลาประมาณ 13.30 น.สามารถควบคุมตัว นายถนอมศักดิ์, นายอดิศรและนางสาวดุษณี บนขบวนรถไฟ 102 นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 4 วันที่ 28 ก.ค.68 เวลาประมาณ 15.30 น. สถานที่จับกุม อุโมงค์ X-ray ด่านตรวจยาเสพติดแม่พริก หมู่ 5 ต.พระบาทวังตวง อ.แม่พริก จว.ลําปาง ผู้ต้องหา 1 คน (นายสิทธิพล อายุ 25 ปี อ.พบพระ จว.ตาก)พฤติการณ์แห่งคดี ก่อนวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดจับกุมสืบสวนทราบว่าจะมีการลักลอบลําเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนในโดยจะใช้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่สีขาว ทะเบียน ผร 6263 กทม. และรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุรุ่นมิวเอ็กซ์สีขาวทะเบียน กต 103 เพชรบูรณ์จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และได้สั่งการให้จับกุมตัว ต่อมาวันที่ 25 ส.ค.68 เวลา ประมาณ 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตํารวจฯ ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณถนนสายรองบ้านแม่เชียงรายลุ่มอ.แม่พริก จว.ลําปาง พบรถต้องสงสัยลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้งและสังเกตเห็นว่าภายในรถมีกระสอบจํานวนหลายใบอยู่ภายในรถ จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดรถ แต่รถทั้งสองคันไม่หยุด และได้เร่งเครื่องขับฝ่าจุดตรวจจุสกัดหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตํารวจฯ จึงติดตามรถคันดังกล่าวไปจนสามารถสกัดรถยนต์ ทะเบียน กต 103 เพชรบูรณ์ ได้พบนายสิทธิพล เป็นผู้ขับขี่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ สอบถามนายสิทธิพล ได้แสดงอาการพิรุธ หน้าซีด ตัวสั่น จึงได้เชิญตัวนายสิทธิพล และนํารถยนต์คันดังกล่าวมาที่ด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริกฯ เพื่อตรวจสอบโดยอุโมงค์ X-ray ด่านตรวจยาเสพติดแม่พริก อ.แม่พริก จว.ลําปาง พบเป็นถุงพลาสติกสีดํา จํานวน 15 ใบ และได้ทำการตรวจสอบภายในถุงพลาสติกโดยละเอียดอีกครั้งพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไอโดรคลอไรหรือไอซ์) จำนวนถุงละ 30 ก้อน อยู่ภายในถุงพลาสติดสีดำ น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 450 กก. จากนั้นจึงได้ทําการจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดนําส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก จว.ลำปาง ดําเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

สรุปผลการจบั กุมยาเสพติด ของ ตํารวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 31 ส.ค.68
จับกุมคดียาเสพติด

  • จํานวน 24,292 คดี – คดียาเสพติดรายสำคัญ 241 คดี

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด

  • ยาบา้ 257 ล้านเม็ด
  • ไอซ์ 11,800 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 209 กิโลกรัม
  • เคตามีน 1,840 กิโลกรัม
  • ฝิ่น 155 กิโลกรัม

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รอง.ผบ.ตร.แถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย

พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมา

คุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 64 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้ว 32 ครั้ง โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 36 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. การแข่งขันชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
  2. การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ มิตรภาพของหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยทีมสโมสรรักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย มีความพร้อมร่วมการแข่งขัน นักกีฬารักบี้ฟุตบอลทุกคนได้ฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการแข่งขันแพ้ชนะ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้มากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทย ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือผ่านช่องทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธรภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ ภ.จว.ลำปาง และ ภ.จว.น่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ สภ.แม่พริก จว.ลำปาง และ สภ.เวียงสา จว.น่าน ดังนี้

  1. วันที่ 23 ส.ค.68 – สภ.แม่พริก จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน, รถยนต์บรรทุก 1 คัน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 8,000,000 เม็ด
  2. วันที่ 24 ส.ค.68 – สภ.เวียงสา จว.น่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 คน, รถยนต์กระบะ 1 คัน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด

โดยมี พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , น.ส.นิตยา พงษ์พาณิช รอง ผวจ.ลำปาง, พ.อ.กวิน ยาวิชัย รอง ผบ.มทบ.32, พ.อ.สันทัด ภัทรกิตตินนท์ ผู้แทน กอ.รมน.ลำปาง, ผู้แทน ผอ.ปปส.ภาค 5, รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง, รอง ผบก.ภ.จว.น่าน, ผกก.สภ.แม่พริก, ผกก.สภ.เวียงสา ร่วมแถลงผลการจับกุม

ณ ลานแถลงข่าวตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ถ.ลำปาง – แจ้ห่ม ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง จว.ลำปางสรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจฎธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 24 ส.ค.68จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 22,734คดีรายสำคัญ 232 คดี
ยึดของกลางยาเสพติด

ยาบ้า 240 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,400 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 197 กิโลกรัมเศษเคตามีน 1,840 กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 155 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด ประมาณ 1,130 ล้านบาทเศษ….

สมจิตร แสงบันลังค์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รอง ผบ.ตร.เปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (14 สิงหาคม 2568) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา ประจำปี พ.ศ.2568 ณ ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โครงการฝึกอบรมฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2568 ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกว่า “กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายในงานสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของกองทุน จึงได้อนุมัติให้สำนักงานงบประมาณและการเงิน

โดยกองการเงิน ดำเนินการจัดโครงการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรของกองทุน ให้มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการรับ เก็บรักษา การจ่ายเงินกองทุน รวมถึงแนวทางปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินกองทุนได้อย่างถูกต้อง และลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน โดยในระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน กองทุนได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรของกองทุนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 – 9 ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 7,458 คน

โดยในวันนี้เป็นการจัดอบรมให้กับหน่วยงานในส่วนกลาง จำนวน 383 คน จากหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้สังเกตการณ์จากสำนักงานตรวจสอบภายใน

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า กองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ถือว่าเป็นทุนหมุนเวียนในกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่ช่วยสนับสนุนงานด้านการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างแท้จริง

ขอให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านซึ่งเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนการเบิกจ่ายเงินกองทุน นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพ บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฝึกอบรม และให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของหน่วยบริหารกองทุน ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมการปฏิบัติหน้าที่งานสืบสวน สอบสวน ปราบปราม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร. สั่งการผู้บัญชาการศึกษาดูแลการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการตำรวจ คุมเข้มทุกหน่วยสอบโปร่งใส ไร้ทุจริต

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (10 สิงหาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการไปยัง พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ให้ดูแลตรวจสอบการสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2568

ที่จัดขึ้นในวันนี้ เวลา 13.30 น. ให้คุมเข้มทุกหน่วยสอบทั่วประเทศไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เน้นย้ำต้องเป็นการสอบคัดเลือกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน หากพบการทุจริตให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ขานรับนโยบาย ผบ.ตร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและกำกับดูแลการเตรียมความพร้อมการสอบคัดเลือก ฯ ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี พร้อมประชุมมอบนโยบาย ข้อห่วงใย และกำชับการปฏิบัติแก่ทุกหน่วยสอบ มติดตามสถานการณ์การสอบผ่านระบบ Zoom Meeting จากกองอำนวยการร่วมฯ

ณ ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ย้ำมาตรการเข้มป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เข้าสอบและสังคม และได้กำชับไปยังทุกหน่วยสอบให้จัดจุดปฐมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อดูแลอย่างทันท่วงทีกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากแต่ละหน่วยสอบมีผู้เข้าร่วมสอบจำนวนมาก โดยการสอบครั้งนี้จัดโดยกองบัญชาการศึกษา (บช.ศ.)

ครอบคลุมหน่วยสอบ บช.ศ., ตำรวจภูธรภาค 1-9 และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) รวมทั้งสิ้น 11 หน่วยสอบ เพื่อคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรี หรือวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า เข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ทั้งในชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน รวมจำนวน 155 อัตรา โดยมีผู้สนใจสมัครสอบในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 65,203 คน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้กำชับเข้มงวดให้ บช.ศ.กำกับดูแลการจัดการสอบคัดเลือกในทุกหน่วยสอบต้องโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม เข้าสู่การเป็นตำรวจมืออาชีพ ซึ่ง บช.ศ.รับนโยบายมาขับเคลื่อนอย่างเคร่งครัด จะไม่ยอมให้มีการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงยืนยันมาตรการเข้มข้นในการคัดเลือกบุคลากร พร้อมพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการสอบแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้าราชการตำรวจที่มีคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และอุทิศตนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

สมจิตร แสงบัลลังลค์ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนง.ตำรวจแห่งชาติ จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดคอร์ส “รู้ทันภัยไซเบอร์” บน Thai MOOC เรียนฟรี พร้อมรับ 1 หน่วยกิต / ผบช.ฯ รรท.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ประชุมมอบนโยบาย แก่รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และ หัวหน้า สภ. ในสังกัด

แชร์เนื้อหานี้

ภารกิจผู้บังคับบัญชาวันนี้ ( 9 ส.ค. 68 )เวลา 13.00 น.ภ.จว.ปทุมธานีพล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติรอง ผบช.ฯ รรท.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานีประชุมมอบนโยบายบริหารราชการ แก่รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และ หัวหน้า สภ. ในสังกัด ภ.จว.ปทุมธานี โดยได้มีข้อราชการกำชับการปฏิบัติของกำลังพล ดังนี้

🔸1. ให้ผู้บังคับบัญชากำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบระเบียบวินัย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ และให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดมีความรัก สามัคคี ในหมู่คณะ

🔸2. กวดขันจับกุมและป้องกันลักลอบเล่นการพนัน สถานบริการ กำชับตำรวจไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือ เรียกรับผลประโยชน์

🔸3. ให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัด เร่งรัดและเข้มงวดกวดขันการตรวจสอบสถานบริการ ให้กำหนดเวลาปิด–เปิด ให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ,ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนด เข้าใช้บริการโดยเด็ดขาด และหากมีการมั่วสุมยาเสพติดทุกประเภท ภายในสถานบริการ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนทั้งผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้อง

🔸4. ให้ดำเนินการตามนโยบาย “No Drugs No Dealers” ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในทุกมิติ และทำลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด

“บิ๊กหน่อง/พล.ต.ต..ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1รรท.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี เรียกประชุมมอบนโยบายการปฎิบัติ งานของตำรวจในสังกัด หลัง มารักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ” พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 1 และหัวหน้าฝ่าย อำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบงานแถลงข่าว และประชาสัมพันธ์ข่าวเปิดเผยว่า

สนง.ตำรวจแห่งชาติ จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดคอร์ส “รู้ทันภัยไซเบอร์” บน Thai MOOC เรียนฟรี พร้อมรับ 1 หน่วยกิต

วันนี้ (9 สิงหาคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านระบบ Thai MOOC ภายใต้ชื่อ “รู้ทันภัยไซเบอร์” เพื่อยกระดับความรู้และทักษะในการป้องกันภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงในรูปแบบคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพฤติกรรมของมิจฉาชีพออนไลน์ วิเคราะห์รูปแบบการโจมตี และเรียนรู้วิธีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับใบประกาศนียบัตร และนับเป็นหน่วยกิตทางวิชาการได้ 1 หน่วยกิต โดยหลังสูตรดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รองผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ตอท. บช.สอท.) , พ.ต.อ.เกรียงไกร พุทไธสง ผู้กำกับการ กลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท.บช.สอท. และ พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรฝ่ายอำนวยการ บก.สอท.2

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับตนเองและครอบครัว สมัครเรียนฟรีผ่านระบบ Thai MOOC เว็บไซต์ https://thaimooc.ac.th คลิกเลือกหมวดหมู่รายวิชา “ทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง” จากนั้นคลิกเลือกวิชา “อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเบื้องต้น” หรือคลิกลิงก์ https://learn.thaimooc.ac.th/courses/course-v1:CU+00868+0/about

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ห่วงใย ตำรวจที่ประสบอุทกภัย ภาคเหนือตอนบน มอบเงิน 1,339,000 บาท “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

แชร์เนื้อหานี้

คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,339,000 บาท เพื่อจัดซื้อสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจรวมจำนวน 1,339 นาย ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา และแพร่ ที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ“วิภา” แม้ว่าครอบครัวตำรวจก็ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน

โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มอบหมายให้ คุณพจนารถ กรึงไกร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับ
พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย คุณละมัย กัลยา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดน่าน , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย

พร้อมด้วย แพทย์หญิงทรงพร เสนากูล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย คุณมลธิชา ไชยบาล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา ,

พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย คุณศุภรัตน์ การะเกตุ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ นำคณะข้าราชการตำรวจ – แม่บ้านตำรวจ

ร่วมดำเนินการบรรจุถุงยังชีพ และ ดำเนินการส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัวในสังกัด ทั้งสิ้น 1,339 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 2 – 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวมีขวัญกำลังใจมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป
..สมจิตร แสงบัลลังค์ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ชุมพร โครงการฝึกอบรมครูฝึกยิงปืน (ครู ค) ทหารเมียนม่า ปะทะ ทหารกระเหรี่ยง ในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ด้าน อ.อท่าแซะ ช่องหินดาด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมครูฝึกยิงปืนต้นแบบระดับสถานีตำรวจ (ครู ค) สำหรับการฝึกทักษะการยิงปืนให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฎิบีตหน้าที่ป้องกันปราบปราม สืบสวน และจราจรในสถานีตำรวจ

ณ สนามยิงปืนชุมพร ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร โดยมี หน.สภ.ในสังกัด พร้อมด้วย ผกก.ฝอ.ภ.จว.ชุมพร และข้าราชการตำรวจฝ่ายอำนวยการเข้าร่วมพิธี มีครูฝึกต้นแบบระดับสถานีตำรวจ (ครู ค.) เข้าร่วมฝึกอบรม จำนวน 34 นา

มีการปะทะระหว่าง กองกำลังทหารเมียนมากับกองกำลังทหารกระเหรี่ยงในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านด้านอำเภอท่าแซะ ช่องหินดาด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 ได้รับรายงานจาก ชุดเฝ้าตรวจชายแดน ที่ 4102 ทราบว่าได้ยินเสียงการใช้อาวุธเครื่องยิงหนัก (ไม่ทราบชนิด) ยิงปะทะกันประมาณ ๒๐ นาที ในพื้นที่ระหว่าง บ.ยัวฮินลู กับ บ.เยยันตะ ๑ ต./ กิ่ง อ.กะระตุริ จว.ปกเปียน ด้านตรงข้าม ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จว.ช.พ. ทั้งนี้คาดว่าเป็นการยิงก่อกวนจากฝ่าย กกล.กอทูเล ( KTLA ) ดังนั้น ทมม.ฐานปฏิบัติการยัวฮินลู จึงยิงตอบโต้ ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และไม่ได้รับรายงานการสูญเสียอย่างใด

ในขณะเดียวกัน นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ สั่งการกำนัน ทุกตำบล และผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน ติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับราษฎรไทยและติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอท่าแซะจึงให้ บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงาน ความมั่นคงในพื้นที่ให้เป็นเอกภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และหลงเชื่อข่าวเท็จที่อาจจะเกิดขึ้น

จากบุคคลไม่หวังดี และขอให้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น กรณีเกิดสถานการณ์ปะทะที่รุนแรงหรืออาจส่งผลกระทบขอให้อพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยง ไปอยู่ในที่ปลอดภัยและรายงานให้นายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที กรณีปรากฏข่าวสารสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน ด้านอำเภอท่าแซะ ให้รายงานนายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๑-๘๖๗๑๐๑๒, ๐๖๓-๙๐๓๔๘๙๐ และรายงานเป็นเอกสารให้อำเภอทราบด้ว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.อก.ภ.1 นำทีม บก.อก.ภ.1 ออกตรวจประเมินโครงการศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191พื้นที่ภ.จว.สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ส.ค.68 เวลา 10.00 น. นำโดย พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.1 พ.ต.อ.ฉัตรชัย จันอ้น ผกก.ฝอ.6 บก.อก.ภ.1 พร้อมคณะตรวจฯ ได้เดินทางตรวจประเมินศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ภ.จว.สมุทรปราการ ตามแผนละกรอบระยะเวลาที่ ตร. กำหนด

พบ พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาด รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.ท.ปริยพล แสนเสน สว.กก.สส.ภ.จว./หัวหน้าศูนย์ฯ 191 และเจ้าหน้าที่ รอรับการตรวจประเมิน จากคณะตรวจฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหตุการณ์ปกติ ประโยชน์ของการรับแจ้งเหตุตำรวจ 191 มีหลายด้าน ทั้งต่อประชาชนและต่อการทำงานของตำรวจดังนี้

  1. เพื่อความปลอดภัยและช่วยเหลือเร่งด่วนประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที เช่น เหตุทะเลาะวิวาท, ลักทรัพย์, อุบัติเหตุ, เหตุเพลิงไหม้, การพบวัตถุต้องสงสัยทำให้ตำรวจสามารถจัดกำลังเข้าช่วยเหลือหรือระงับเหตุได้รวดเร็ว ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
  1. เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารที่ง่ายและจำง่ายเบอร์ 191 เป็นหมายเลขกลางที่ประชาชนจำได้ง่าย ใช้ได้ทั่วประเทศไม่ต้องค้นหาหมายเลขสถานีตำรวจเฉพาะพื้นที่
  2. การประสานงานอย่างเป็นระบบศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 มีระบบบันทึกข้อมูล, ระบุตำแหน่ง, และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจจราจร, สืบสวน, สายตรวจ, หน่วยกู้ภัยช่วยให้การทำงานเป็นขั้นตอนและไม่ซ้ำซ้อน
  1. เก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนป้องกันอาชญากรรมข้อมูลการแจ้งเหตุจาก 191 สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อดูพื้นที่เสี่ยง, ช่วงเวลาที่เกิดเหตุบ่อย, และวางแผนป้องกันในอนาคต
  2. เพิ่มความมั่นใจและสร้างความอุ่นใจให้ประชาชนทำให้ประชาชนรู้ว่ามีช่องทางขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมงสร้างความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมทีมลำเลียงยาเสพติด ตี๋หน้าพระลานยึดยาบ้า 2,000,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60,000,000 บาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 ส.ค.68 นำโดย พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 พ.ต.อ.ฉัตรชัย จันอ้น ผกก.ฝอ.6 บก.อก.ภ.1 พร้อมคณะตรวจฯ ได้เดินทางตรวจประเมินศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191

ภ.จว.ปทุมธานี พบ พ.ต.อ.ชุมวร ชมะทัต รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ช่วยราชการ ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.ต.ชิต จันท่าม่วงสว.กก.สส.ภ.จว./หัวหน้าศูนย์ฯ 191 ภ.จว.นนทบุรี พบ พ.ต.อ.จักรพงศ์ นุชผดุง รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.จิรายุส

วานิชกูล ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ รองผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.ท.จิรัตน์เดช ภุมรินทร์ สว.กก.สส.ภ.จว./หัวหน้าศูนย์ฯ 191 และเจ้าหน้าที่ รอรับการตรวจประเมิน จากคณะตรวจฯ ตามแผนละกรอบระยะเวลาที่ ตร. กำหนด เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

สืบเนื่องจากมีการแพร่ระบาดเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรีจึงได้ทำการสืบสวนพบเครือข่ายของนายตี๋หน้าพระลานได้มีการนำยาเสพติดจากเทพเพื่อนบ้านเข้ามาแพร่กระจายอยู่ในพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรีจึงได้ทำการสืบสวนหาที่ลำเลียงจนสามารถจับกุมได้ครับ

ตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมทีมลำเลียงยาเสพติด ตี๋หน้าพระลานยึดยาบ้า 2,000,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60,000,000 บาท

ตามนโยบายของรัฐบาลเน้นแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งระบบด้วยการสืบสวนขยายผลและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเครือข่ายของนักค้ายาเสพติด อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ,พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., จึงสั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากกรณีจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ

ทุกราย รวมถึงวิเคราะห์ความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ผลิต นำเข้า ผู้ลำเลียง ผู้จัดเก็บ ผู้จำหน่าย และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนเข้ามาถึงพื้นที่ตอนในของประเทศตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, และพล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1, บช.ปส. โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง

ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง รอง ผบช.ปส., ขกท. โดย พล.ต.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผบ.ขกท. , ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.สุพจน์ สวาคฆพรรณ ผบ.ขกท.ศปก.นสศ., ภ.จว.สระบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ผบก.ภ.จว.สระบุรี , พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี , พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ศอ.ปส.ภ.1 ชุดที่ 2 และ พ.ต.อ.วีระวุฒิ ดำสุวรรณ ผกก.สภ.พระพุทธบาท , บก.สส.ภ.1 โดยพล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1

โดย นายทิพเมษฐ์ สังขะวรรณะ ผอ.ปปส.ภาค 1 และว่าที่ร้อยตรีอากาศ ปานแย้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจังหวัดสระบุรี โดย นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนายในสังกัดบูรณาการร่วมกันสืบสวนจับกุมบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด พฤติการณ์ในการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 และเจ้าหน้าที่ทหาร

จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้สืบสวนขยายผล จากการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวนหลายคดี จนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติด รวมไปถึงทีมลำเลียงยาเสพติดได้จำนวนมาก และจากประสานข้อมูลผู้ค้ ายาเสพติดรายสำคัญกับ ภ.จว.บึงกาฬทำให้ทราบว่ามีนายมณเฑียร หรือต๋องน.ส.ชนันธิดา หรือเค้ก และนายไชยรัตน์ หรือกบ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สระบุรี นั้นมีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียง ยาเสพติดจากบริเวณภาคอีสานตอนบนลงมายังพื้นที

ภาคกลาง โดย จะมีรถสำรวจเส้นทางขับนำหน้ารถขนยาเสพติดจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยได้รับคำสั่งให้สืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมทีมลำเลียงยาเสพติด ตี๋หน้าพระลานยึดยาบ้า 2,000,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60,000,000 บาท – 2 –ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไปจับกุมและบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้กระทำผิดมาโดยตลอด

*** ต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม 2568 จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดได้เดินทางไปรับยาเสพติดบริเวณภาคอีสานตอนบน โดยจะใช้รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิวเอ็กซ์ สีดำ เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ภาคกลาง และมีรถเก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ แอทราจ สี แดง เป็นรถคอยสังเกตการ์ด่านตรวจ โดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 3334ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.พระพุทธบาท จึงประสานให้ สภ.พระพุทธบาท ตั้งจุดสกัดรถลำเลียงยาเสพติดที่บริเวณหน่วยบริการประชาชน ต.ธารเกษม ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เหลือ ได้วางกำลังเฝ้าสังเกตุการณ์ตามเส้นทางหลัก

และรองเพื่อจะสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ และเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ วันที่ 6 สิงหาคม2568 นายมณเฑียรฯ และน.ส.ชนันธิดาฯ ได้ขับรถลำเลียงยาเสพติดมาถึงจุดสกัดของ สภ.พระพุทธบาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเรียกให้หยุดและแสดงตนเข้าตรวจ ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเดินทางจำนวน 5 ใบ วางอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับ และสามารถติดตามไปจับกุมนายไชยรัตน์ ฯ ที่ขับรถนำสำรวจเส้นทางซึ่งอยู่ห่างจากรถขนยาเสพติดประมาณ 3 กม. อีก ๑ ราย ได้ทันที

โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้พร้อมของกลางดังนี้1. ยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเดินทาง จำนวน 5 ใบ โดยกระเป๋าแต่ละใบบรรจุยาบ้าจำนวน 400,000 เม็ด รวมจำนวนยาบ้าทั้งหมด 2,000,000 เม็ด2. ผู้ต้องหาที่ร่วมกันกระทำผิด จำนวน 3 ราย2.1) นายมณเฑียร หรือต๋อง (ขับรถขนยาเสพติด)2.2) น.ส.ชนันธิดา หรือเค้ก (โดยสารมาด้วยกันกับรถขนยาเสพติด)2.3) นายไชยรัตน์ หรือกบ (ขับรถนำสำรวจเส้นทาง)3. รถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด จำนวน 2 คัน3.1) รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิวเอ็กซ์ สีดำ จำนวน 1 คัน3.2) รถเก๋งยี่ห้อ มิตซูบิชิ แอทราจ สี แดง จำนวน 1 คัน

โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปเหตุเกิดที่ บริเวณริมถนนพระพุทธบาทเขาสูง ม.๒ ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ต่อเนื่องบริเวณริมถนนสาธารณะ ม.๘ ต.หนองแก อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม 256๘ เวลาประมาณ ๑๖.๓0 น

การจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 60,000,000 บาท (หกสิบล้านบาท) และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดโดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่าย ยาเสพติดต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โคกสำโรง ภจ.ว.ลพบุรี ประชุมชี้แจงการบริหารงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ครั้งที่ 3 /2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง โดยมี พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก. สภ. โคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง

นายณัฎพงษ์ อารยางกูร ประธาน กต.ตร.สภ.โคกสำโรง พร้อมด้วยคณะกรรมการ กต.ตร.สภ.โคกสำโรง และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง เข้าร่วมประชุมรับฟังการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอโคกสำโรง หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง ได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมการปกครอง สั่งการด่วน ถึงนายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray “โดรน” เชิงรุกสืบหาความเคลื่อนไหว การนำเข้าโดรนในพื้นที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการนายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray โดรน เชิงรุก สืบหาความเคลื่อนไหว

การนำเข้าโดรนในพื้นที่ โดยให้เร่งประสานการปฏิบัติกับผู้กำกับการทุกสถานีตำรวจภูธร หาข่าวการนำเข้า การมีอยู่ การเตรียมนำไปใช้ของโดรน และอุปกรณ์ควบคุมที่ผิดสังเกตทุกกรณี พร้อมเร่งตรวจสอบหน่วยควบคุมการใช้งานโดรนผิดกฎหมาย และได้ชี้แจงเกี่ยวกับชุด ชรบ.หมู่บ้านในเขตพื้นที่อำเภอโคกสำโรง ให้ที่ประชุมรับทราบ

จากนั้นประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบตามระเบียบวาระประชุม พร้อมทั้งรายงานสถานภาพอาชญากรรมของ สภ.โคกสำโรง งานป้องกันปราบปราม การจับกุมอาวุธปืน ( พร้อมภาพนำเสนอโดย) พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอ ผกก.ป.สภ.โคกสำโรง งานสืบสวน สถิติการจับอาวุธปืน,ยาเสพติด ( พร้อมภาพนำเสนอโดย) พ.ต.ท.ณฐรัช สินธุโคตร รอง ผกก.สส.สภ.โคกสำโรง

งานสอบสวน พ.ต.ท.อนันต์ ปานทอง รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.โคกสำโรง) การดำเนินการตามโครงการและนโยบายต่าง ๆ และรายงานผลการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น อำเภอ อบต. สาธารณสุข เทศบาล เป็นต้น ร่วมกับเทศบาลตำบลโคกสำโรง

จัดระเบียบการวาง “ขายของ” ในเขตเทศบาลโคกสำโรง รวมถึงการแก้ไขปัญหาการร้องเรียนข้าราชการตำรวจเรื่องทั่วไป เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และการได้รับความร่วมมือหรือสนับสนุนจากประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นหน่วยงานอื่นๆ
ทั้งนี้ในที่ประชุม

ได้ยกย่องชมเชยข้าราชการตำรวจที่มีผลการงานดีเด่นในด้านความซื่อสัตย์สุจริต ส.ต.ท.สุรชัย พลเทพ ผบ.หมู่(ป.)สภ.โคกสำโรง ข้าราชการตำรวจดีเด่น ด้านงานป้องกันปราบปราม ประจำปี 2568

รวมถึงการรับฟังปัญหาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของ กต.ตร.สภ.โคกสำโรง เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการให้บริการประชาชน และปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดยิ่งๆขึ้นต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พล.ต.อ.ประจวบฯ รอง ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยม สภ.แม่โป่ง ติดตามโครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 พล.ต.อ. ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจภูธรแม่โป่ง (สภ.แม่โป่ง) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับสถานีตำรวจ เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เมื่อเดินทางมาถึง สภ.แม่โป่ง พล.ต.อ.ประจวบฯ ได้รับการต้อนรับจาก พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5,พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว. เชียงใหม่,

นายนิติปกรณ์ แสงสุวรรณ นายอำเภอดอยสะเก็ด, พ.ต.อ.สุรชัย ศุภยศอมร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, พ.ต.ท.วิมล วงศ์สิงห์ สว.สภ.แม่โป่ง และข้าราชการตำรวจในพื้นที่ เทศบาลตำบลแม่โป่ง,กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนแม่โป่งประชาสามัคคี ก่อนจะมอบโอวาทและพูดคุยกับข้าราชการตำรวจเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประจวบฯ ยังได้พบปะพูดคุยกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 50 คน ที่มีส่วนร่วมในโครงการฯ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ พร้อมทั้งเป็นตัวแทนมอบทุนสร้างบ้านจำนวน 2 หลัง ให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ สภ.แม่โป่ง โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนรับมอบ

จากนั้นคณะตรวจประเมินได้เข้าประชุมภายในห้องประชุมของ สภ.แม่โป่ง โดยมีพ.ต.ท.วิมล วงศ์สิงห์ สว.สภ.แม่โป่ง ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของโครงการฯ ผ่านวิดีทัศน์ เพื่อให้คณะตรวจประเมินได้รับทราบข้อมูลและประเมินผลการทำงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป.

สมจิตร แสงบัลลังค์ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.เชียงใหม่ บูรณาการกำลังปล่อยแถวระดมกวาดล้าง ตามยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด (No Drugs No Dealers) “ผนึกกำลังชุมชน ปลอดยาเสพติด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 05:30 น. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ , ผู้แทน ผอ.ปปส.ภาค 5 , ผู้แทนฝ่ายทหาร , พ.ต.อ.ชินเดช ดีแท้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่

(รับผิดชอบงานยาเสพติด) , ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ แม่ปิง ภูพิงค์ ช้างเผือก หางดง สารภี แม่ริม แม่โจ้ สันทราย สันกำแพง กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่และ จนท.ตำรวจ ทหาร ปกครอง หน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ จำนวน 180 นาย

เข้าร่วม พิธีปล่อยแถวปิดล้อมตรวจค้นระดมกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ตามโครงการ ยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด(No Drugs No Dealers)

ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ณ บริเวณลานหน้า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี

และทุก สภ. ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่ 38 สภ.ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพร้อมกันทุกพื้นที่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 75 เป้าหมาย

ยุทธการฟ้าสาง #เด็ดปีกนักค้ายา #ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด #No DrugsNoDealers #ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ #เชียงใหม่เมืองปลอดภัย #CMPD…..

…#สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภารกิจของตำรวจภูรภาค1 เพื่อขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน /และมอบรางวัลให้แก่ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่จับกุมหนี้นอกระบบดีเด่น

แชร์เนื้อหานี้

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตรผบช.ภ.1ประชุมบริหาร ตร.ภ.1ประจำเดือน กค. และมอบโล่รางวัลให้กับตำรวจตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่สืบสวนปราบปรามดีเด่นและภาคเอกชนที่สนับสนุนพล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตรผบช.ภ.1

ประชุมบริหาร ตร.ภ.1ประจำเดือน กค. และมอบโล่รางวัลให้กับตำรวจตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่สืบสวนปราบปรามดีเด่นและภาคเอกชนที่สนับสนุนภารกิจของตำรวจภูรภาค1 เพื่อขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน….”

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการที่รับผิดชอบงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าวเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 31 ก.ค.68 เวลต 13.30 น.

👮‍♂ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ประธานฯ
พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ช่วยราชการ ภ.1
พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1

พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1
🚨 ร่วมประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ก.ค. 68

โดยก่อนวาระการประชุมได้มีพิธีมอบโล่และประกาศเกียรติคุณ ผู้สนับสนุนช่วยเหลือกิจการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, มอบใบประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น

และมอบรางวัลให้แก่ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่จับกุมหนี้นอกระบบดีเด่นโดยมี ผบก., ผกก/หัวหน้า สภ. ในสังกัด ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1

วันนี้ .(30 ก.ค.68) พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และ คณะกรรมการ/ที่ปรึกษา กต.ตร.ฯ พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านตำรวจปทุมธานี ได้นำสิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องอุปโภคบริโภค

บริจาค ณ ศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี อาคารศาลารักษ์ปทุม โดยมีรายการสิ่งของจำเป็นที่ได้จัดหา ดังนี้

สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีพันจำนวน 250 ชุดแป้งทาตัว / แป้งโยคีจำนวน 200 กระปุกผงซักฟอกจำนวน 150 ซองแพมเพิส เด็ก / ผู้ใหญ่จำนวน 20 ลังผ้าอนามัยจำนวน 10 ลังนมผงเด็กจำนวน 10 กล่อง

นมกล่องเด็กจำนวน 20 ลังเครื่องดืมชูกำลังจำนวน 5 ลังยาสามัญประจำบ้านจำนวน 100 ชุดกระดาษเช็ดชู / กระดาษเปียกจำนวน 10 ลังหมอน ผ้าห่มจำนวน 100 ชุดปลั๊กไฟจำนวน 20 อันยากังยุง31 แพ็ค รวมเป็นเงิน 56500 บาท จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด“N0 Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร
อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรให้เกียรติมาเป็นประธาน

พิธีปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติดร่วมกับ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดชุมพร ปลัดจังหวัดชุมพร นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดชุมพร และหัวหน้าส่วนราชการ

นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์ ปลัดจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ด้วยปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลตั้งใจขจัดให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย และที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่อง ด้วยมาตรการ และปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งการกำหนดแผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งจะมีการกำกับ ติดตาม

และประเมินผลตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนปฏิบัติการ Seal Stop Safe ผนึกกำลัง ในพื้นที่จังหวัดและอำเภอชายแดน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานจะต้องขยายผลให้มากยิ่งขึ้น รัฐบาลต้องการ ให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างเข้มข้น และครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานส่งผลดีกับประชาชน และสามารถขจัดปัญหายาเสพติดได้อย่างแท้จริง

วันนี้ รัฐบาลได้ผลักดันวาระการแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นวาระของจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศ ผ่านปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัด ว่า ภายใน 3 เดือนนี้ หมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีปัญหายาเสพติด จะต้องเริ่มแก้ไขปัญหา วางกลไกของชุมชน และประกาศตนเป็น “หมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด”

ที่จะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของจังหวัด และฝ่ายปกครอง นำโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข นำโดย ท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และกลไกฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ครบถ้วนทุกมิติในชุมชน ตลอดจนการฟื้นฟูคนดีกลับสู่สังคม

จังหวัดชุมพร จะขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุข ตามข้อสั่งการและนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจึงกำหนดให้มีการปล่อยแถว เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers”

ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ปฏิบัติการ Re X-ray อย่างเข้มข้นในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน โดยมีการบูรณาการร่วมกันทุกฝ่าย ในการปฏิบัติภารกิจกวาดล้างยาเสพติด อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงขอเรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้มอบนโยบายและสั่งการ พร้อมปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ต่อไป ขอเรียนเชิญครับ

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ตามที่ ได้ไปรับมอบนโยบายจาก ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการกวาดล้าง ยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร นั้น เนื่องจากปัญหายาเสพติด เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลตั้งใจ ขจัดให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย และที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่อง 

ด้วยมาตรการและปฏิบัติการต่าง ๆ ทั้งการกำหนดแผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานจะต้องขยายผลให้มากยิ่งขึ้น รัฐบาลต้องการให้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างเข้มข้น และครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร และในภูมิภาค ทั้ง 76 จังหวัด 878 อำเภอ โดยจะต้องอาศัย ความร่วมมือของข้าราชการทุกหน่วย ที่เกี่ยวข้อง จึงจะสามารถขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปได้อย่างแท้จริง ในวันนี้ รัฐบาลจะผลักดันวาระการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นวาระของจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศ ผ่านปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด“No Drugs No Dealers”ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัดว่า ภายใน 3 เดือนนี้ หมู่บ้าน ชุมชน ที่มีปัญหายาเสพติด จะต้องเริ่มแก้ไขปัญหา วางกลไกของชุมชน และประกาศตนเป็น “หมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด” ที่จะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพอีกต่อไป

จึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๆ โดยใช้กลไกของฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ผนึกกำลังร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ครบถ้วนทุกมิตินับตั้งแต่การป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ การป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน ตลอดจนการฟื้นฟูคนดีกลับสู่สังคม โดยมีการตั้งด่านชุมชน ตรวจค้น จับกุม บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.เชียงรายยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 1 ล้านเม็ด ซุกกล่องพัสดุ(โลจิสติกส์เจ้าดัง) พร้อมขยายผลตามรวบตัวผู้ต้องหา 3 คน

แชร์เนื้อหานี้

🚨 วันนี้(25 ก.ค.2568) เวลา 08.30 น. นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ,พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ,พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชรยงราย และหน่วยร่วมปฏิบัติฯ แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ โดยกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหา 3 คน ของกลางยาบ้า 1,098,000 เม็ด ณ ใต้ถุน หอประชุมตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย อ.เมืองเชียงราย

หน่วยจับกุม​​กก.สส.ภ.จว.เชียงราย , สภ.เมืองเชียงราย , สภ.ห้วยไร่ ภ.จว.แพร่
💀​ผู้ต้องหา
​​1. นายรัฐธรรมนูญฯ อายุ 26 ปี ที่อยู่ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร
​​​​2. นายธนาฯ อายุ 25 ปี ที่อยู่ ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จว.ประจวบคีรีขันธ์
​​​​3. นายนทีฯ อายุ 26 ปี ที่อยู่ ต.พันเสา อ.บางระกำ จว.พิษณุโลก
☠️ของกลาง
​​1. ยาบ้า จำนวนประมาณ 1,098,000 เม็ด
​​​2. รถยนต์ จำนวน 1 คัน
3. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง

สถานที่เกิดเหตุ ศูนย์กระจายพัสดุบริษัท Flash Express แฟลซ เอ็กซ์เพรส ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย ต่อเนื่องจุดตรวจยาเสพติดห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ (วัน เดือน ปี ที่เกิดเหตุ 23 กรกฎาคม 2568 พฤติการณ์แห่งคดี
ก่อนหน้าการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชปส.ภ.จว.เชียงราย ได้รับแจ้งจากสายลับ(ขอปิดนาม/หวังสินบนนำจับ) ว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดส่งให้กับลูกค้ายังพื้นที่ตอนในของประเทศโดยใช้การขนส่งผ่านทางระบบโลจิสติกส์ ในพื้นที่ ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย จึงได้ประสาน สภ.เมืองเชียงราย เพื่อร่วมทำการตรวจสอบ

ต่อมาวันที่ 23 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 14.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชปส.ภ.จว.เชียงราย สภ.เมืองเชียงราย ได้ตรวจสอบยังศูนย์กระจายพัสดุบริษัท Flash Express แฟลซ เอ็กซ์เพรส บ้านสันตาลเหลือง 192/4 ม.1 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย พบพัสดุต้องสงสัย จำนวน 7 กล่อง เมื่อตรวจสอบพบบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวนทั้งหมด 548 มัด ประมาณ 1,098,000 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 136.5 กก.

จากการสืบสวนทราบว่ากล่องพัสดุดังกล่าวมาจาก Flash home สาขาบ้านใหม่ฯ จำนวน 4 กล่อง และ Flash home สาขาวัดร่องเสือเต้น จำนวน 3 กล่อง โดยมีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีเทา หมายเลขทะเบียน ชร 3270 กทม. เป็นยานพาหนะในการส่งยาเสพติด จากนั้นจึงได้ทำการตรวจสอบผ่านระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ(LPR) พบว่ารถยนต์เก๋ง คันดังกล่าวกำลังแล่นอยู่ในพื้นที่ จ.แพร่ จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจยาเสพติดห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่ ทำการควบคุมตัว/จับกุมตัวผู้ต้องหาบุคคลดังกล่าว นำส่ง พงส.สภ.เมืองเชียงราย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

✨️ โดยการจับกุมครั้งนี้ ตามนโยบายรัฐบาล โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ตำรวจภูธรจังหวัด ร่วมกันดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ครอบคลุมทุกมิติ และเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ตามปฏิบัติการ No Drugs No Dealers

✨️ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

​ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย และ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35​โดย ​พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน ​มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง ​โดย ​นายชรินทร์ ทองสุข​​ผวจ.เชียงราย
สำนักงาน ปปส.ภาค 5 ​โดย ​นายธันวา ผุดผ่อง ​​ผอ.ปปส.ภาค 5…

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน