คลังเก็บหมวดหมู่: การเมือง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสื้อแดง ขาวคึกคัก เพื่อไทยลุยตลาดเมืองโคราช“เทวัญ–ประเสริฐ” เดินชนประชาชน ชูนโยบายแก้หนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่อาร์.เอ็น.ยาร์ด ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย ประเสริฐ บุญชัยสุข ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 11 จาก พรรคเพื่อไทย นำทีมงานสวมเสื้อสีแดง–ขาว ลงพื้นที่เดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน แจกใบปลิวแนะนำตัวผู้สมัครและนโยบาย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและการตอบรับอย่างอบอุ่น

นายเทวัญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตลอดทั้งวันเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 06.00 น. ตามจุดสำคัญ อาทิ ตลาดประปา ตลาดหัวรถไฟ ตลาดแม่กิมเฮง ก่อนลงพื้นที่ต่อเนื่องในช่วงเย็น เขตโพธิ์กลาง และพื้นที่ใกล้เคียง ปิดท้ายภารกิจที่ตลาดบ้านเกาะ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และรับทราบกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์เป็นอย่างดี

สำหรับประเด็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนชัดเจน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ลด ขายของยาก และภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นายเทวัญ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม อาทิ การพัฒนาระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ทันสมัย การต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน การแก้ไขปัญหาหนี้ในและนอกระบบ การดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงนโยบาย “หวยเกษียณ” เพื่อการออมในระยะยาว

ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนคลุกคลีกับพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เสียงสะท้อนจากประชาชนต้องการผู้แทนที่เป็นกระบอกเสียง แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงในชีวิต พร้อมย้ำจุดยืนพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพรรคที่ “ทำได้ ทำมาแล้ว และทำให้เห็น”

ทั้งนี้ จังหวัดนครราชสีมามี 16 เขตเลือกตั้ง ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจแล้ว 12 เขต หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม จะช่วยผลักดันงบประมาณและนโยบายเพื่อพัฒนา นครราชสีมา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยผู้สมัครทั้งสองฝากเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและจังหวัดต่อไป.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไอซ์ รักชนก นำขบวนเดียร์ วีรภัทร คันธะ ผู้สมัครเขต 6 ปั่นสามล้อเข้าตลาดพระประแดง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 มกราคม 2569 ที่ ตลาดเทศบาลเมืองพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นางสาวรักชนก (ไอซ์) ศรีนอก นำทีมพร้อมด้วย นายวีรภัทร คันธะ (เดียร์) ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 6 ลงพื้นที่พบปะประชาชน โดยได้ปั่นรถสามล้อ เข้าพื้นที่ตลาดสดเทศบาลเมืองพระประแดง เพื่อแนะนำตัวและขอคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครพรรคประชาชน
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้า รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเข้ามาทักทาย พูดคุย และให้กำลังใจ นางสาวรักชนกและนายวีรภัทรอย่างอบอุ่น ตลอดระยะทาง ขณะเดียวกันมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ขอถ่ายภาพร่วมตลอดเส้นทางการหาเสียงในครั้งนี้

ไฮไลท์กลางตลาด ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาพูดคุย และขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก (ไอซ์) รักชนก ได้ทำการปราศรัย แสดงจุดยืน วิสัยทัศน์ และนโยบายเด่นของพรรค ที่นอกจากปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ การปฏิรูปตำรวจแล้ว ยังเน้นด้านการปราบปรามทุจริต คอรัปชั่น ด้วยการนำเทคโนโลยี Ai เข้ามาใช้ให้เกิดประสิทธิผล พร้อมทิ้งท้ายขอโอกาสให้พรรคประชาชน ได้เข้าไปบริหาร และพัฒนาประเทศในครั้งนี้ด้วย

นางสาวรักชนก ศรีนอก (ไอซ์) กล่าวว่า เช้าวันนี้ ตนเองมาขอคะแนนเสียงจากพี่น้องชาวสมุทรปราการ ซึ่งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงยกทั้งจังหวัด วันนี้ก็ได้การต้อนรับที่ดี ทุกคนแวะเข้ามาขอถ่ายรูปและทักทาย พร้อมกับจับไม้จับมือให้กำลังใจ และการเลือกตั้งในครั้งนี้ ตนเองก็อยากจะให้พี่น้องชาวสมุทรปราการได้ดูผลงาน ที่ผ่านมาของ สส.เขตสมุทรปราการ ขอความไว้วางใจ จากพ่อพ่อแม่พี่น้องชาวสมุทรปราการอีกครั้ง เพื่อให้รอบนี้เราได้มีโอกาสไปเป็นรัฐบาล ส่วนที่มีข่าวว่า บ้านใหญ่มีผู้สมัครของ ส.ส. คนดังนั้น ตนเองไม่หนักใจ เพราะคิดว่าความความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนได้เปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มีการเปลี่ยนผู้ทำงาน วันนี้บ้านเราต้องการคนมีความสามารถไปเปลี่ยนประเทศ เพื่อให้เกิดสิทธิ สวัสดิการต่อพี่น้องประชาชนโดยโดยแท้จริง วันนี้ได้มีคนเข้ามาทักทาย แล้วก็แวะมาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม และพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่บอกว่า เจอหน้า สส.เดียร์ เป็นประจำ หลายหลายท่านก็ได้ฝากเรื่องให้ไปจัดการ ตนเองก็รับปากและจะตอบสนองให้เป็นอย่างดี

ส่วนเรื่องโพลแห่งปี ตนเองขอขอบคุณ คาดว่าน่าจะเป็นคะแนนนิยมของตัวเอง เพราะสองปีที่ผ่านมา ตนเองได้ตรวจสอบคดีทุจริตคอรัปชั่น ในหลายหลายหน่วยงาน เช่น ประกันสังคมหรือ กสทช. จึงเป็นกระจกสะท้อน ผ่านคะแนนของตัวเอง ทำให้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งปัจจุบัน พี่น้องให้คะแนนความนิยมเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งตนเองคิดว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญในเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ทั้งในระบบราชการ หรือการเมือง แกนกลางของการปฏิรูปรัฐ คือปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นทุนเทา

การปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุด หากการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐยังเป็นแบบนี้ ก็ไม่สามารถจับใครมาลงโทษได้ ควรเปิดเผยข้อมูลให้มันโปร่งใส ในโครงการภาครัฐต่างๆจะทำให้โปร่งใส ตั้งแต่ต้นทางและประหยัดเงิน ไม่ต้องไปตรวจจับปลายทาง ซึ่งพรรคประชาชนมองเห็นว่า สามารถที่จะทำให้ประหยัดงบประมาณและยั่งยืนได้มากกว่า ที่จะไปตรวจจับทุจริตคอรัปชั่นปลายทาง

พี่น้องประชาชนจะสนับสนุนพรรคประชาชนหรือไม่ ท่านรู้ดีว่า พรรคประชาชนไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ ถ้าเราไม่ได้เสียงสนับสนุนจากพ่อพี่น้องประชาชนมากที่สุดก่อน ซึ่งที่ผ่านมา พรรคของตนเองโดนขัดขวางทุกวิถีทาง จึงทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเราร้องขอความไว้วางใจและโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนเรื่องที่พ่อแม่ร้องขอตนเองก็ยังไม่ทราบว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะยังไม่เคยเป็นรัฐบาลแต่ทุกพรรคการเมืองที่เคยสัญญาที่ผ่านมา

เคยมีโอกาสทำมาหมดแล้ว และท่านสามารถประเมินได้ว่าเขาสามารถทำได้ตามที่สัญญาเอาไว้หรือไม่ พวกเราขอโอกาสสักครั้ง ขอโอกาสที่จะได้มาถืออำนาจรัฐ เพื่อบริหารจัดการงบประมาณปีละ สี่ล้านล้านบาท ขอโอกาสพวกเราเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ทรัพยากร ขอโอกาสเข้ามาปฏิรูประบบงบประมาณ ปฏิรูประบบตำรวจ และอีกหลายหลายอย่างที่พวกเราได้สัญญาไว้ ถ้าทำไม่ได้ ครั้งหน้า ท่านก็ไม่ต้องเรียกพวกเรา หากท่านผิดหวังพรรคการเมืองไหน ก็ไม่ต้องสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ซึ่งครั้งนี้ขอโอกาสพวกเราให้เข้าถึงอำนาจรัฐสักครั้งจะทำให้ดีที่สุด

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชนส่งนายวีรภัทร คันธะ หรือ เดียร์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในหมายเลข 7 ขณะที่พรรคประชาชนมีหมายเลขพรรค 46 โดยหลังการเดินพบปะประชาชน ทีมผู้สมัครได้ขึ้นรถขยายเสียงแนะนำตัว พร้อมกล่าวถึงแนวนโยบายของพรรคในการพัฒนาประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคดูแล


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้สมัคร ส.ส. เขต6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 4 ลุยพื้นที่ขอคะแนนเสียงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในตลาดนัด

แชร์เนื้อหานี้

นาย ศิรวริศ สวนแก้วหรือทนายหมู ผู้สมัครส.ส.นครปฐม เขต 6 พรรคเพื่อไทยเบอร์ 4 ลุยลงพื้นที่ขอคะแนนเสียง กับพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ที่มาเดินจับจ่ายใช้สอย ที่ตลาดนัดหน้าโรงเรียนวัดไร่ขิง โดยพี่น้องประชาชนให้ความสนใจ นโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะมีผลงานในอดีตที่ผ่านมาทุกนโยบายสามารถจับต้องและทำได้จริง และได้ผู้สมัคร ส.ส. หนุ่มไฟแรง หวังปักธงส.ส.นครปฐม ในนามพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง 6 ได้ในครั้งนี้
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เท้ง หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงร่วมกับผู้สมัคร สส. สมุทรปราการเมื่อช่วงบ่ายสามโมง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ ตลาดปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ นาย ณัฐพงษ์ (หรือเท้ง) เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมคณะและ นางสาว พนิดา (หรือผึ้ง) มงคลสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 1 สมุทรปราการ เบอร์ 7

ลงพื้นที่ ชุมชนตลาดปากน้ำเพื่อพบปะพูดคุยและขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ขายและประชาชนชาวจังหวัดสมุทรปราการ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดาผู้ที่ชื่นชอบพรรคประชาชน ในพื้นที่ ออกมารอต้อนรับและโบกไม้โบกมือสองข้างทางเพื่อให้กำลังใจ

ขณะที่บางรายน้ำขนมพร้อมเขียนใส่กระดาษเป็นข้อความให้กำลังใจ นำมามอบให้อีกด้วย นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์บอกว่า สำหรับจังหวัดสมุทรปราการ ก็เป็นพื้นที่ที่ชาวปากน้ำชาวสมุทรปราการต้องบอกว่าทั้งจังหวัดตั้งแต่การเลือกตั้งปี 66

มอบความไว้วางใจกับพรรคก้าวไกลยกสีส้มทั้งจังหวัด วันนี้ที่ตัดสินใจมาลงเขตพื้นที่ที่นี้เพราะเราไม่เคยมองว่าประชาชนคนใดมีเจ้าของเราไม่เคยประมาทถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่เราชนะการเลือกตั้งค่อนข้างเยอะแต่เราก็ยังอยากกลับมาหาพ่อแม่พี่น้องประชาชนมาให้ความเชื่อมั่นครับว่าพรรคประชาชนเนี่ยยังมีจุดยืนเหมือนเดิมวันนี้เลือกมาลงพื้นที่กับ สส. ผึ้ง

พื้นที่เขต1ที่เคยมอบความไว้วางใจให้กับผึ้งโดยตรงแล้วก็พบกับบรรยากาศที่ดีครับผ่านไปสองข้างทางพบว่าหลายๆคนออกมาโบกไม้โบกมือให้กำลังใจพวกเราเชื่อว่าสิ่งที่เราต้องทำหน้าอย่างเต็มที่ตอนนี้เนี่ยคือการบอกทุกๆคนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายกับทุกคนมากจริงๆเพราะว่าไม่มีเสียง สว. มาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วหลายๆคนอาจ

จะผิดหวังรอบที่แล้วเลือกคุณพิธาไปแต่ไม่ได้เป็นนายกแต่ครั้งนี้ไม่ผิดหวังแน่นอนเราจัดตั้งพรรคประชาชนได้แน่นอน เมื่อถามว่า ประเมินความมั่นใจหน่อยะว่าครั้งที่แล้วเรากวาด สส. มาได้ทั้งพื้นที่เลย ครั้งนี้จะเป็นยังไงบ้าง ด้าน หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่า ก็มีความมั่นใจเต็มร้อยยังได้รับความไว้วางใจกลับมาแน่นอนแต่เรา’

ไม่เคยประมาทที่เคยบอกว่าเราไม่ใช่เจ้าของประชาชนคนใดคนนึงการที่เราเข้าพื้นที่แบบนี้มาหาพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุก ๆ วันแบบนี้จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะหน้าเลือกตั้งด้วยนะคุณ ผึ้ง พนิดาเขาเป็น สส. ที่ทำพื้นที่แน่นมากๆพ่อแม่พี่น้องที่มีปัญหามีปัญหาที่ไหนเจอผึ้งเมื่อนั้นการทำงานการเมืองแบบนี้แหละที่ผมมั่นใจว่าได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องทุกคนครับ

ส่วนที่สังคมมองว่า แล้วรอบนี้บ้านใหญ่จับมือกับเพื่อไทยหวั่นไหวบ้างไหมนั้น หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่า เราตัดสินใจมาทำการเมืองแต่ตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ที่ไม่เล่นเกมเขาพอถ้าเราเล่นเกมเขาเราไม่มีวันชนะเพราะเราเชื่อว่าการ

เมืองเป็นสงครามที่ไม่มีการนองเลือดเราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีการนองเลือดเราจึงตัดสินใจมาทำงานการเมืองแล้วเอาชนะในระบบการเอาชนะในระบบเราก็ต้องเล่นเกมของเราเอาการเมืองที่อิงหลักประชาชนเพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะรวมค่ายรวมบ้านอะไร

กันยังไงไม่เคยหวั่นไหวเราเชื่อว่าตราบใดที่เราเอาชนะใจประชาชนได้เราจะได้ชัยชนะอย่างแท้จริง ตลอด2ปี6เดือนที่ผ่านมาผึ้งเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนราษฎรทั้ง8คน

ที่ทำงานเต็มที่ทั้งงานพื้นที่และงานสภาย้ำกันตรงนี้อีกครั้งอย่างน้อยท่านได้มีผู้แทนราษฎรท่านรู้ท่านเห็นแต่ละคนทำอะไรเรื่องอะไรยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชนเอาปัญหาอะไรเข้าสภาบ้างงานพื้นที่เห็นมากเห็นน้อยอาจจะแล้วแต่บุคคลมองแต่ยืนยันค่ะว่าทุก

ท่านมีช่องทางการติดต่อ สส. ทุกคนและไปอยู่ตรงนั้นเมื่อทุกทันต้องการยังไงยืนยันว่าเราพร้อมครั้งนี้ทุกเสียงสำคัญมากที่จะไปกำหนดหน้าตารัฐบาลกำหนดคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่มี สว. มาร่วมเลือกแล้วขอโอกาสจากพี่

น้องประชาชนชาวสมุทรปราการค่ะในโอกาสที่เราได้เป็นตัวแทนทุกท่านเป็นความภาคภูมิใจของทุกท่านเมื่อกี้เราเป็นฝ่ายค้านครั้งนี้ขอเป็นพรรครัฐบาลเราสร้างการเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาสแกรมเมอร์แก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันมุ่งมั่นตั้งใจทำงานมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะใจพี่น้องประชาชนได้อีกครั้งแล้วไปตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนได้


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พรรครวมไทยสร้างชาติ ปักหมุดสนามเลือกตั้งบึงกาฬ ส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขต ชูสโลแกน “เด็ดขาด แก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

แชร์เนื้อหานี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบึงกาฬ ประกาศส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง สะท้อนความพร้อมและความมุ่งมั่นในการทำงานการเมือง เพื่อเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดบึงกาฬ พรรครวมไทยสร้างชาติ
🔹 เขตเลือกตั้งที่ 1
อำเภอเมืองบึงกาฬ – อำเภอศรีวิไล
👉 นายรชนิศ นามวงค์ หมายเลข 8

🔹 เขตเลือกตั้งที่ 2
อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอบุ่งคล้า
👉 นางจิรารักษ์ ห้องจำปา หมายเลข 9

🔹 เขตเลือกตั้งที่ 3
อำเภอพรเจริญ อำเภอโซ่พิสัย และอำเภอปากคาด
👉 ร.ต.อ.สุดใจ ผดาเวช หมายเลข 8

พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกันเลือกผู้แทนที่ตั้งใจทำงานจริง เพื่อพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชิงเก้าอี้ สส.เขต 3 ประจวบฯ คึกคัก “กำนันสวาป-มนัญญา” แท็กทีมส่ง “เดียร์-พงษ์พันธ์” สวมเสื้อภูมิใจไทย ยื่นสมัครได้เบอร์ 7 หวังล้มแชมป์เก่า “ประมวล-กล้าธรรม” ส่วนม้ามืด “ซี-นิติ” ปชป. มีเบียดลุ้น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 ธ.ค. 2568 ที่หอประชุมชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บรรยากาศการรับสมัคร สส. เขต 3 เป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อ นายสวาป (กำนันสวาป) เผ่าประทาน อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 36 เดินทางมาพร้อมกับ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (น้องสาวนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย) ในฐานะแม่ยาย เพื่อนำบุตรชายและลูกเขย คือนายพงษ์พันธ์ (เดียร์) เผ่าประทาน อดีตนายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก เข้ายื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง สส. เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในนามพรรคภูมิใจไทย โดยมีกองเชียร์และ fc ที่ขนกันมาเป็นจำนวนมาก เพื่อมาให้กำลังใจ นายพงษ์พันธ์

ทั้งนี้ การปรากฏตัวของ นางมนัญญา ในวันนี้ถือเป็นการตอกย้ำฐานเสียงที่แข็งแกร่ง เนื่องจากนายพงษ์พันธ์ นอกจากจะเป็นอดีตผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นน้องชายของ น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา จ.ประจวบฯ ชุดปัจจุบันอีกด้วย โดยมีนายศักดิ์ชัย เลิศกิตติวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประจำจังหวัดประจวบฯ น.ส.นันทรัตน์ เกื้อหนุน ผู้อำนวยการ กกต.ประจำเขต 3 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต 3 เจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดฯ รอรับการยื่นใบสมัคร พร้อมตรวจหลักฐานที่ใช้ในการยื่นสมัคร โดยมี พ.ต.อ.อรุณ เจิมสุวรรณ ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดประจวบฯ ร่วมสังเกตการณ์

ภายหลังการตรวจสอบคุณสมบัติ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน (พรรคภูมิใจไทย) ได้หมายเลข 7 สำหรับใช้หาเสียงต่อไป ทั้งนี้ ในเขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.เมือง (เฉพาะ ต.ห้วยทราย) , อ.ทับสะแก , อ.บางสะพาน , อ.บางสะพานน้อย ภายหลังเปิดให้มีการรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางมาสมัคร สส.ในเขต 3 รวมในวันนี้(29 ธ.ค.) แล้วจำนวน 7 คน คือ หมายเลข 1 นายปณิธาน ประจวบเหมาะ พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 2 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช พรรคกล้าธรรม ( แชมป์เก่า – อดีต สส. เขตนี้ครั้งที่แล้ว

สมัยยังสังกัดพรรคประชาธิปัตย์) หมายเลข 3 นายศุภวิท กำเนิดแสง พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม หรือสารวัตรเอกคนดังในโซเชียล จากพรรคไทยก้าวใหม่ หมายเลข 5 นายนิติ (ซี) ปลั่งศรีสกุล พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครนายก อบจ.ประจวบฯเมื่อครั้งที่ผ่านมาแต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็นบุตรชาย นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีต สส.พรรคไทยรักไทย หมายเลข 6 น.ส.วรรณอนงค์ หาญพงษ์ธรรม พรรคประชาชน และหมายเลข 7 นายพงษ์พันธ์ (เดียร์) เผ่าประทาน พรรคภูมิใจไทย ส่วนอีก 2 เขต คือ เขต 1 และเขต 2 ขณะนี้ยังไม่มีผู้มาสมัครเพิ่มในวันนี้

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. และ 28 ธ.ค. มีผู้สมัครในอีก 2 เขต ดังนี้ เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ( ยกวัน ต.ห้วยทราย) อ.กุยบุรี อ.สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี (เฉพาะ ต.ปากน้ำปราณ) หมายเลข 1 นายไชยวัฒน์ วงศ์วรรณ พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 2 นายสรานนท์ ใยบำรุง พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 3 นายสังคม แดงโชติ พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 4 นายธิตินัย ตั้งบูรพาจิตร์ พรรคกล้าธรรม เบอร์ 5 นายมรกต โอ่เอี่ยม พรรคประชาชน เบอร์ 6 นายอุดร โพธิ์พ่วง พรรคเพื่อไทย

เขต 2 อ.ปราณบุรี (ยกเว้น ต.ปากน้ำปราณ) อ.หัวหิน หมายเลข 1 ได้แก่ นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ พรรคกล้าธรรม เบอร์ 2 นายศิรพันธ์ กมลปราโมทย์ พรรคโอกาสใหม่ เบอร์ 3 นายอำนวย สุดกระแสร์ พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 4 นายกฤษณะ พุกดำ พรรคเพื่อไทย เบอร์ 5 น.ส.มิ่งขวัญ น่วมทอง พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 6 นายจรูญ เจริญศักดิ์ พรรคมิติใหม่ เบอร์ 7 น.ส.นักษา กาญจนคีรีรัตน์ พรรคประชาชน เบอร์ 8 นายสายันต์ รักเมือง พรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 9 นายเอกธิปป์ ตนประเสริฐ พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับการรับสมัครเลือกตั้ง สส. ของ จ.ประจวบฯและจังหวัดอื่นๆทั่วทั้งประเทศ จะดำเนินการรับสมัครไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 และกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 เป็นวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป พร้อมจะมีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกันดังกล่าวด้วย

/////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การเมืองชุมพรเข้มข้น สมัครวันที่2 สส. ดุเดือดทุกเขต หลายพรรคส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สะท้อนพลังประชาธิปไตย ย้ำประชาชนอย่านิ่งเฉย ออกมาใช้สิทธิ์กำหนดอนาคตชาติ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 บรรยากาศการเมืองจังหวัดชุมพรทวีความเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัด เข้าสู่วันที่ 2 ของการเปิดรับสมัครว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชุมพร โดยมีตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองใหญ่และพรรคทางเลือกใหม่ ทยอยเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง ครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้งวันนี้ (28 ธันวาคม 2568) เวลา 08.30 น. ณ ห้องทับทิม โรงแรมชุมพรการ์เด็นส์ ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร เปิดรับสมัครผู้สมัคร สส. เป็นวันที่สอง ท่ามกลางการจับตาของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด
ผลการสมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง มีผู้สมัครที่น่าจับตา ได้แก่
เขตเลือกตั้งที่ 1 นายสุรชัย แดงละอุ่น หรือ “นายกโท้ง” อดีตนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 6
เขตเลือกตั้งที่ 2 นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีต สส. ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เป็นผู้สมัครรายแรกของเขต ได้หมายเลข 6

ต่อมา นายสมมิตร ทองเหลือ หรือ “สจ.เล็ก” อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เขตอำเภอปะทิว ลงสมัครในนามพรรคโอกาสใหม่ ได้หมายเลข 7
เขตเลือกตั้งที่ 3 นายมีศักดิ์ ภัคดีคง อดีตอธิบดีกรมประมง ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้หมายเลข 5 ขณะเดียวกัน นายสราวุธ อ่อนละมัย ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 พร้อมด้วย นายศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และทีมงาน เดินทางมาร่วมให้กำลังใจผู้สมัครในเขต 1 และเขต 3 สะท้อนการขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างจริงจังในทุกพื้นที่

การเปิดรับสมัคร สส. ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของนักการเมือง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของ พลังประชาธิปไตยในมือประชาชน จังหวัดชุมพรขอเน้นย้ำไปยังประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนว่าการไม่ออกมาใช้สิทธิ เท่ากับการปล่อยให้อนาคตถูกกำหนดโดยคนอื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอแจ้งเตือนประชาชนให้ ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ติดตามข้อมูลผู้สมัครและนโยบายอย่างรอบด้าน และออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน และร่วมกันกำหนดทิศทางประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียงของท่านมีค่า บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ คือพลังเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ ต้องเริ่มจากการออกมาใช้สิทธิของประชาชนทุกคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เขต 1 โคราชเดือด จับเบอร์วันแรกคึกคัก “หญิงเดี่ยวเบอร์ 6” โผล่ท้าชนการเมืองเดิม ลุงร้องเพลงโคราชหนุน น้ำตาคลอ

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา บรรยากาศการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2568 ณ อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ว่าที่ผู้สมัครจาก各พรรคการเมืองทยอยเดินทางมาลงทะเบียนกันตั้งแต่เช้า ครบทั้ง 16 เขตเลือกตั้ง

โดยสีสันและไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งมีผู้สมัครชื่อดังหลายราย อาทินายประเสริฐ บุญชัยสุข พรรคเพื่อไทย เบอร์ 11,นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ พรรคประชาชน เบอร์ 7,นายก้องเกียรติ วงศ์นิยม พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 9
และ นางสาววาสนา สระทองหลาง พรรคไทยเก้าใหม่ เบอร์ 6 ผู้สมัครหญิงเพียงหนึ่งเดียวของเขตหลังเสร็จสิ้น

การจับสลากหมายเลข ผู้สมัครแต่ละรายได้ออกมาพบปะพี่น้องประชาชนที่มารอให้กำลังใจพร้อมป้ายเชียร์อย่างคึกคัก ก่อนที่บรรยากาศจะถูกดึงความสนใจไปที่ นางสาววาสนา สระทองหลาง เบอร์ 6 เมื่อ “ลุงแท้ ๆ” ของผู้สมัคร ได้ขึ้นร้องเพลงโคราชสด ๆ เพื่อให้กำลังใจหลานสาว ท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของผู้ร่วมงาน ทำเอาว่าที่ผู้สมัครถึงกับน้ำตาคลอด้วยความปิติ

สนามเลือกตั้ง สส.นครราชสีมา เขต 1 ครั้งนี้ ถูกจับตามองว่าเข้มข้นกว่าทุกครั้ง ท่ามกลางผู้สมัครชายและการเมืองในรูปแบบเดิม ๆ การปรากฏตัวของ “ทนายนา วิชาการ เบอร์ 6” หรือ นางสาววาสนา สระทองหลาง กลับกลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนทางเลือกใหม่ของชาวโคราช ในฐานะ “ลูกหลานโคราชตัวจริง” ที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองเพื่อบ้านเกิด

นางสาววาสนา เปิดเผยว่า ตนประกอบอาชีพทนายความ ทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง เห็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญแต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจอาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้เรื่องเดือดร้อนของประชาชนถูก “ดอง” หรือถูกละเลยสำหรับแคมเปญ “3 ทุบ เพื่อโคราช เขต 1” ที่นำเสนอ ประกอบด้วย
ทุบโกง – ทุบความอยุติธรรม – ทุบความล่าช้า

สะท้อนความคาดหวังของชาวบ้านที่ต้องการเห็นระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และรวดเร็ว ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะ แต่คือการเลือก “รูปแบบผู้แทน” ที่ชาวโคราชต้องการ ระหว่างการเมืองแบบเดิม กับผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้ายืนเดี่ยว พร้อมประกาศชัดว่าจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปกป้องประชาชนอย่างไรก็ตาม ทางพลตำรวจตรีณรงค์ศักดิ์ พรมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกตรวจความเรียบร้อยในจุดรับสมัครส.สซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. จ.นครปฐม มีพรรคการเมืองต่างๆ ทั้ง 6 เขต มาสมัครกันอย่างคึกคัก / นายกฯอนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐม ทั้ง 6 เขต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดนครปฐมวันแรก ซึ่งเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้เดินทางมาลงทะเบียนและยื่นเอกสารเพื่อสมัครรับเลือกตั้งก่อนเวลา 08.30 น. บรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด วัฒนธรรม

จังหวัด ผู้แทนนายอำเภอ เดินทางมาร่วม และนายเกียรติศักดิ์ วรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน ร่วมสังเกตการณ์ และนายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาสมัครรับเลือกตั้ง

สำหรับจังหวัดนครปฐม มี 6 เขตเลือกตั้ง โดยเบื้องต้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัครจำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 6 คน เขตเลือกตั้งที่ 4 จำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 5 จำนวน 7 คน และเขตเลือกตั้งที่ 6 จำนวน 9 คน โดยบรรยากาศเป็นกันเองซึ่งได้มีการทักทายกันอย่างชื่นมื่น ในวันรับสมัครวันแรก

นายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ขอให้ผู้สมัครทุกท่านศึกษากฎระเบียบกฎหมายให้ดีเพราะกฏิกา ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ดี ถ้ายังไม่ชัดเจนอะไรสามารถสอบถามทาง ผอ.กกต.

ได้ การแข่งขันก็ขอให้การแข่งขันนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่าซื้อเสียงกันให้ใช้ความรู้ความสามารถให้ใช้นโยบายของพรรค ให้ใช้แนวความคิดของตัวเอง อยู่ในกรอบกฏิกา โอกาสนี้ขอให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นายกฯอนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต
เวลา 16.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68 ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาพบปะประชาชน และ พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้บริหารพรรค

เมื่อมาถึงวัดกลางบางแก้ว ได้เข้าสักการะรูปหล่อจำลอง พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ)และหลวงปู่เพิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เข้าชมพระเครื่องพระบูชาในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนาย และเข้ากราบนมัสการพระครูธรรมธรพีระ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว จากนั้นได้พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต และพบประชาชนที่มาต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งมาขอถ่ายรูปกับนายกและนายกฯ

พร้อมกล่าวปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัคร สส.ทั้ง 6 เขตของนครปฐม ประกอบด้วย นายศุภโชค ศรีสุขจร เขต 1 นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ เขต 2 นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ เขต 3 พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ เขต 4 นายอนุชา สะสมทรัพย์ เขต 5 และ

นายกองโทพเยาว์ เนียะแก้ว เขต 6 จากนั้นเดินทางไปที่สักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และพบปะทักทายประชาชน บริเวณตลาดโต้รุ่งองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม นครปฐม-นายกฯอนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต

เวลา 16.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68 ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาพบปะประชาชน และ พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้บริหารพรรค

เมื่อมาถึงวัดกลางบางแก้ว ได้เข้าสักการะรูปหล่อจำลอง พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ)และหลวงปู่เพิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เข้าชมพระเครื่องพระบูชาในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนาย และเข้ากราบนมัสการพระครูธรรมธรพีระ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว จากนั้นได้พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต และพบประชาชนที่มาต้อนรับจำนวนมาก

ซึ่งมาขอถ่ายรูปกับนายกและนายกฯ พร้อมกล่าวปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัคร สส.ทั้ง 6 เขตของนครปฐม ประกอบด้วย นายศุภโชค ศรีสุขจร เขต 1 นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ เขต 2 นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ เขต 3 พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ เขต 4 นายอนุชา สะสมทรัพย์ เขต 5 และนายกองโทพเยาว์ เนียะแก้ว เขต 6 จากนั้นเดินทางไปที่สักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และพบปะทักทายประชาชน บริเวณตลาดโต้รุ่งองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “วิชชั่นใหม่” คว้าปาร์ตี้ลิส เบอร์ 24 พร้อม ชูทางเลือกที่สาม ย้ำการเมืองเพื่อประชาชน 24 ชั่วโมง วางตัวไม่สุดโต่ง เสนอทางออกเชิงระบบสู้ศึกปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่28 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายธงรบ ด่านอำไพ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค เปิดเผยภายหลังจับได้หมายเลข 24 ว่า แม้พรรคใหญ่จะได้เปรียบด้านทรัพยากรและความพร้อม

แต่พรรคขนาดเล็กไม่ควรถูกตัดออกจากสมการการเมืองไทย พรรคจึงเดินหน้าส่งผู้สมัครทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเท่าที่ศักยภาพเอื้ออำนวย พร้อมวางตำแหน่งเป็น “ทางเลือกที่สาม” ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศเผชิญ ทั้งการเมืองติดหล่ม หนี้ครัวเรือนสูง คอร์รัปชันเชิงระบบ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

นายธงรบกล่าวว่า พรรคไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาอำนาจระยะสั้น แต่ต้องการเป็นตัวเลือกของประชาชนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิมและความขัดแย้งซ้ำซาก โดยหมายเลข 24 จะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์และ motto ของพรรคคือ “วิชชั่นใหม่ บริการ 24 ชั่วโมง” สะท้อนแนวคิดการทำงานการเมืองที่พร้อมรับใช้และรับฟังประชาชนตลอดเวลา ไม่จำกัดเฉพาะช่วงหาเสียง

“ขนาดของพรรคไม่สำคัญเท่าคำตอบที่นำเสนอให้ประเทศ หมายเลข 24 จะย้ำเตือนว่า การเมืองต้องทำงานให้ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง และเราจะผสานเทคโนโลยี ปัญญา และจริยธรรม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569” นายธงรบกล่าว

สำหรับพรรควิชชั่นใหม่ก่อตั้งภายใต้การนำของนาย พิเชษฐ สถิรชวาล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนาย สุโท สร้างคำ เป็นเลขาธิการพรรค ร่วมกับทีมงานจากอดีตนักการเมือง ข้าราชการ และนักวิชาการ ยืนยันจุดยืนไม่ฝักใฝ่ขั้วใดสุดโต่ง และมุ่งเสนอทางออกเชิงระบบมากกว่าการแข่งขันทางอำนาจ โดยมี 4 นโยบายเรือธง ได้แก่

  1. สถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย แก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
  2. หนึ่งพรรคหนึ่งกระทรวง เพิ่มประสิทธิภาพและความรับผิดชอบทางการเมือง
  3. บ้านหลังที่ 2 รับมือสังคมสูงวัยผ่านระบบดูแลในชุมชน
  4. พ.ร.บ.ความโปร่งใส ใช้ AI ป้องกันการทุจริตเชิงระบบ

ทั้งนี้ พรรคตั้งเป้าฐานเสียงไปที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ ผู้สูงอายุ และประชาชนที่ต้องการการเมืองแบบประนีประนอม พร้อมวางตัวเป็นพรรคที่สามารถทำงานร่วมกับทุกขั้วอำนาจได้ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมัคร สส.วันแรกชลบุรีโคตรคึก! ไอร์ พรรคปรชาชน ปะทะ สุชาติ พรรคภูมิใจไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่สถานที่รับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1-10 จังหวัดชลบุรี ศาลาประชาคมเทศบาลนครบ้านสวน จ.ชลบุรี พบว่ามีความคึกคักตั้งแต่เช้า มีบรรดากองเชียร์พรรคการเมืองต่างๆ เดินทางมาให้กำลังผู้สมัครเป็นจำนวนมาก

สำหรับจังหวัดชลบุรี แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 10 เขต ประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองชลบุรี (ต.แสนสุข-อ่างศิลา-ห้วยกะปิ-หนองข้างคอก-บ้านปึก-เสม็ด-เหมือง-หนองรี) เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอเมืองชลบุรี (ต.บางทราย-มะขามหย่ง-บ้านสวน-บ้านโขด-บางปลาสร้อย-นาป่า) เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะ ต.คลองตำหรุ-หนองไม้แดง-ดอนหัวฬ่อ-สำนักบก) อำเภอบ้านบึง (เฉพาะ ต.หนองซ้ำซาก-มาบไผ่-หนองบอนแดง-หนองชาก) อำเภอพานทอง เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอบ้านบึง (ยกเว้น ต.หนองซ้ำซาก-มาบไผ่-หนองบอนแดง-หนองชาก) อำเภอบ่อทอง อำเภอหนองใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 5 อำเภอพนัสนิคม อำเภอเกาะจันทร์

เขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอพนัสนิคม (เฉพาะ ต.บางพระ-ศรีราชา-สุรศักดิ์-ทุ่งสุขลา) อำเภอเกาะจันทร์ เขตเลือกตั้งที่ 7 อำเภอศรีราชา (ยกเว้น ต.หนองขาม-เขาคันทรง-บ่อวิน-บึง) เขตเลือกตั้งที่ 8 อำเภอบางละมุง (เฉพาะ ต.บางละมุง-หนองปลาไหล-นาเกลือ-ตะเคียนเตี้ย-เขาไม้แก้ว-โป่ง-ห้วยใหญ่) เขตเลือกตั้งที่ 9 อำเภอบางละมุง (ยกเว้น ต.บางละมุง-หนองปลาไหล-นาเกลือ-ตะเคียนเตี้ย-เขาไม้แก้ว-โป่ง-ห้วยใหญ่) และเขตเลือกตั้งที่ 10 อำเภอสัตหีบ (ต.สัตหีบ-พลูตาหลวง-บางเสร่-นาจอมเทียน-แสมสาร)

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น นำลูกทีมผู้สมัครครบทั้ง 11 เขตเลือกตั้ง หลังจับมือกับนายสนธยา คุณปลื้ม โดยเขต 1 นายสุชาติ ชมกลิ่น เบอร์ 1, เขต 2 ร.อ.ธนวัฒน์ ภาวสุทธิ์ เบอร์ 3, เขต 3 ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ เบอร์ 2, เขต 4 นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง เบอร์ 5, เขต 5 นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ เบอร์ 3, เขต 6 นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ เบอร์ 8, เขต 7 นายสงกรานต์ ภาชนะ เบอร์ 6, เขต 8 นายเชาวลิตร แสงอุทัย เบอร์ 5, เขต 9 นายแมน อินทร์พิทักษ์ เบอร์ 8 และเขต 10 นายพนธกร ใคร่ครวญ เบอร์ 2

นายสุชาติ ชมกลิ่น เปิดเผยว่า ทางพรรคภูมิใจไทยชลบุรีได้ส่งผู้สมัคร สส. ลงครบทั้ง 10 เขต แสดงให้เห็นถึงความพร้อมว่าเราเป็นผู้มีประสบการณ์ และการเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ให้คนทั่วประเทศรู้ว่าการเลือกผู้แทนราษฎรคือการเลือกคนมาใช้งาน ต้องเลือกคนที่จับต้องได้และเข้าถึงได้ วันนี้ภาพรวมในการส่งผู้สมัครทั้ง 10 เขต แสดงให้เห็นว่าเราสามัคคีกัน จะเห็นได้ว่าท่านสนธยาก็เดินทางมาให้กำลังใจทุกคน เราทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติ เรามีอุดมการณ์ร่วมกัน เราถึงอยู่ด้วยกันได้ และเชื่อมั่นว่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ครบทั้ง 10 เขตอย่างแน่นอน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดรับสมัคร ส.ส. วันแรกคึกคัก พลังประชารัฐ เขต 1 ไร้ผู้สมัคร กกต.ชี้เลือ กตั้งกำหนดอนาคตชาติ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่หอประชุม 250 ปี อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส.) เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดมุกดาหาร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สมัคร ส.ส. ทั้งสองเขต พร้อมด้วยผู้สนับสนุน เดินทางมายื่นใบสมัครต่อเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.40 น.

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัครประกอบด้วย นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ พรรคเพื่อไทย, นางราตรี เจริญศรี พรรคประชาธิปัตย์, นายพนมชัย พันธุ์พุทธ พรรคกล้าธรรม, นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ พรรคประชาชน และนายวิริยะ ทองผา พรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ

ขณะที่เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร ได้แก่ นางกิ่งฟ้า อรพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์, นางสาวปิยธิดา บุตรกาล พรรคเพื่อไทย, นายเลขาดำไตรสรณคมน์ หนองเรือง พรรคกล้าธรรม, นางสาวปภาสิริ ประทุมลี พรรคพลังประชารัฐ, นายณกร ชารีพันธ์ พรรคประชาชน อดีต ส.ส.เขต 2 และนายประพันธ์ คนหาญ พรรคภูมิใจไทย

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. ผู้สมัครทั้งสองเขตไม่สามารถตกลงกันในเรื่องหมายเลขประจำตัวผู้สมัครได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจึงดำเนินการให้มีการจับสลาก ผลปรากฏว่า เขตเลือกตั้งที่ 1 นางราตรี เจริญศรี ได้หมายเลข 1 นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ หมายเลข 2 นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ หมายเลข 3 นายวิริยะ ทองผา หมายเลข 4 และนายพนมชัย พันธุ์พุทธ หมายเลข 5

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 นายเลขาดำไตรสรณคมน์ หนองเรือง ได้หมายเลข 1 นางสาวปภาสิริ ประทุมลี หมายเลข 2 นางกิ่งฟ้า อรพันธ์ หมายเลข 3 นางสาวปิยธิดา บุตรกาล หมายเลข 4 นายณกร ชารีพันธ์ หมายเลข 5 และนายประพันธ์ คนหาญ หมายเลข 6

นายจักรินทร์ ชาลีพุทธาพงศ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร กล่าวถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่า การเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดอนาคตประเทศ เสียงของประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้แทนที่ได้รับเลือกจะเป็นผู้ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและลูกหลานในอนาคต

พร้อมกันนี้ได้ขอเชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนดี เคารพกติกา ไม่โกงเลือกตั้ง โดยใช้ดุลยพินิจเลือกผู้สมัครที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความสุจริต โปร่งใส ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง และมีจริยธรรม พร้อมย้ำว่า ผู้ที่ไม่เคารพกฎหมายตั้งแต่ต้น ย่อมไม่อาจไว้วางใจให้เข้าไปบริหารบ้านเมืองได้ และขอให้ประชาชนปฏิเสธการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเด็ดขาด

เลือกตั้งมุกดาหาร #สมัครสส #การเมืองไทย #เลือกตั้งสุจริต #กกต #เสียงประชาชน #8กุมภาพันธ์////ภาพข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ชุมพรสมานฉันท์” เขย่าการเมืองวันแรกสมัคร สส.พรรคใหญ่ จับมือเลือกเบอร์เดียวทั้ง 3 เขต ส่งสัญญาณการเมืองสร้างสรรค์

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศการเมืองจังหวัดชุมพรเปิดฉากอย่างคึกคักในวันแรกของการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยแม้การแข่งขันจะดุดัน แต่กลับไม่ปรากฏความตึงเครียดหรือแตกแยก กลับกลายเป็นภาพใหม่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในสนามการเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “ชุมพรสมานฉันท์”

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 น. ณ ห้องทับทิม โรงแรมชุมพรการ์เด็นส์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร การเปิดรับสมัคร สส.วันแรกเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง พร้อมกองเชียร์จำนวนมาก เดินทางมาร่วมสมัครอย่างเนืองแน่น จนบริเวณหน้าโรงแรมแทบไม่มีพื้นที่ยืนไฮไลต์สำคัญของวันไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้สมัครเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “ข้อตกลงร่วม” ของว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 3 เขต จาก

พรรคการเมืองหลัก ที่พร้อมใจกันเลือกใช้ หมายเลขเดียวกันทั้งจังหวัด ภายใต้แนวคิดลดความขัดแย้ง สร้างบรรยากาศการเมืองใหม่ที่เน้นความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้าก่อนเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 3 เขต ได้ร่วมพูดคุยและเห็นพ้องว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ควรใช้หมายเลขเดียวกันทั้งหมด โดยไม่ยึดติดลำดับการสมัคร ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคอื่นซึ่งเดินทางมาร่วมสมัคร

ในวันเดียวกัน ต่างแสดงความเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และเปิดทางให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชุมพร ดำเนินการตามระเบียบ เพื่อสะท้อนพลังความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความสามัคคีสำหรับการรับสมัครครั้งนี้ มีพรรคการเมืองหลักส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขต ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กส่งผู้สมัครบางเขต อาทิ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคกรีน และพรรคโอกาสใหม่ รายชื่อผู้สมัคร สส.จังหวัดชุมพร (อย่างไม่เป็นทางการ)

เขตเลือกตั้งที่ 1 ผู้สมัคร 5 ราย
เบอร์ 1 นายชวลิต อาญหาญ พรรคพลังประชารัฐ
เบอร์ 2 พ.ต.อ.สิทธิพร พุ่มพะเนิน พรรคเพื่อไทย
เบอร์ 3 น.ส.ชุติมา ชุมขุน พรรคประชาชน
เบอร์ 4 นายวิชัย สุดสวาสดิ์ พรรคภูมิใจไทยเบอร์ 5 น.ส.หนึ่งฤทัย พันกุ่ม พรรคกรีนเขตเลือกตั้งที่ 2 ผู้สมัคร 4 ราย
เบอร์ 1 นายธน บุญเกิด พรรคเสรีรวมไทย
เบอร์ 2 น.ส.รุจินาถ ศรีสุวรรณ พรรคเพื่อไทย
เบอร์ 3 น.ส.จินดารัตน์ ชูคง พรรคประชาชนเบอร์ 4 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ พรรคภูมิใจไทย
เขตเลือกตั้งที่ 3 ผู้สมัคร 4 ราย
เบอร์ 1 นายสันต์ ฉิมหาด พรรคโอกาสใหม่
เบอร์ 2 นายไตรฤกษ์ มือสันทัด พรรคเพื่อไทย
เบอร์ 3 นายชุตินันท์ คงท่าเรือ พรรคประชาชน
เบอร์ 4 นายสุพล จุลใส พรรคภูมิใจไทย


ด้านคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชุมพร เปิดรับสมัครผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และจะประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนให้ประชาชนชาวจังหวัดชุมพรออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 3 เขต ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569ในช่วงท้ายของการรับสมัคร มีประชาชนจำนวนมากกว่า 5,000 คน เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่ของจังหวัดชุมพร ทั้ง 3 เขต โดย

นำพวงมาลัยและดอกกุหลาบมามอบให้ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ก่อนที่ว่าที่ผู้สมัครจะขึ้นรถออกเดินสายหาเสียงภายในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเปิดตัวและแนะนำหมายเลขผู้สมัครต่อประชาชน

สนามการเมืองชุมพรในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะ หากแต่กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ต้นแบบการเมืองร่วมมือ” ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อยากเห็น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยที่ดุดันด้วยนโยบาย มากกว่าความแตกแยก
รายงาน : ธนากร โกศลเมธี
โทร. 081-892-3514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บรรยากาศวันแรกสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ศรีสะเกษ 2569 คึกคัก พรรคกล้าธรรมมีความพร้อมที่จะรับใช้ประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

ศรีสะเกษ — บรรยากาศวันแรกของการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี 2569 ที่ โครงการชลประทานศรีสะเกษ ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร เป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองทยอยเดินทางมาพร้อมกองเชียร์ ป้ายผ้า และดอกไม้ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยและการดูแลความเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

เจ้าหน้าที่ กกต. จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดระบบคิวและขั้นตอนการยื่นเอกสารอย่างเป็นระเบียบ เพื่อป้องกันความแออัด โดยผู้สมัครจะต้องผ่านการตรวจเอกสารและยืนยันคุณสมบัติก่อนเข้าสู่กระบวนการรับสมัคร ซึ่งตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบเหตุวุ่นวาย

ด้านพรรคพรรคกล้าธรรม นำทีมโดยหมอภูมินทร์ ผู้สมัครเขต 4 อำเภอกันทรลักษ์พร้อมผู้สมัครพรรคกล้าธรรมทั้ง 9 เขต พรรคกล้าธรรมมีความพร้อมมากที่จะเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชนทางพรรคมีนโยบายชัดเจนในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือและรับใช้พี่

น้องประชาชนทั้งในด้านการเกษตร และเศรษฐกิจโดยรวม การลงรับสมัครในครั้งนี้เพื่อที่จะเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชนทางพรรคจึงขอฝากพรรคกล้าธรรมฝากตัวผู้สมัครทุกเขตให้พี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษได้พิจารณาเลือกผู้สมัครทั้ง 9 เขตตามหมายเลขที่ผู้สมัครในแต่ละเขตได้รับ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมัคร สส.สมุทรปราการ คึกคัก พรรคใหญ่ส่งผู้สมัครครบ 8 เขต กองเชียร์แห่ให้กำลังใจแน่น

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จังหวัดสมุทรปราการ วันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก พรรคการเมืองใหญ่ตบเท้าส่งผู้สมัครครบ

ทั้ง 8 เขต ท่ามกลางกองเชียร์ที่แห่ร่วมให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 27 ธันวาคม 2568 บรรยากาศการเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต จังหวัดสมุทรปราการ วันแรก

ที่ หอประชุมเทศบาลตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคเดินทางนำผู้สมัคร

เข้าลงทะเบียนสมัครรับการเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง
พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในครั้งนี้ อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ

พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคปวงชนไทย ต่างส่งตัวแทนผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขต ครบทั้ง 8 เขตของจังหวัดสมุทรปราการ

พร้อมเข้าร่วมกระบวนการจับฉลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครตามขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้งขณะเดียวกัน กองเชียร์ของแต่ละพรรคและผู้สมัครต่างพากันเดินทางมาให้กำลัง

ใจอย่างเนืองแน่น สร้างสีสันและบรรยากาศคึกคักตลอดพื้นที่รับสมัคร ท่ามกลางการรักษาความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จัดกำลังดูแลอย่างเข้มงวด

สำหรับพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรค

พลังประชารัฐ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ หลังมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่น “บ้านใหญ่อัศวเหม” ย้ายเข้า

ร่วมสังกัด และส่งผู้สมัครลงแข่งขันครบทั้ง 8 เขต ถือเป็นการประกาศความพร้อมทางการเมือง เพื่อชิงพื้นที่กับพรรคประชาชน

ซึ่งเคยครองที่นั่ง สส. ครบทุกเขตของจังหวัดสมุทรปราการในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตลอดกระบวนการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ไม่พบเหตุวุ่นวายหรือการกระทำที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผลสำรวจคิดเห็นประชาชนในเขตเมืองชุมพร พรรคที่คนใต้ นิยมชื่นชอบมาก – ภูมิใจไทย – ประชาธิปัตย์ -ประชาชน -ไม่ชอบ เพื่อไทย

แชร์เนื้อหานี้

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเขตเมืองจังหวัดชุมพร เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมาถึง พบว่าประชาชนกลุ่มอายุระหว่าง 25–55 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและมีบทบาททางเศรษฐกิจของพื้นที่ ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจเลือกผู้สมัครควรพิจารณาจากนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้จริง มากกว่าการยึดติดกับตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียวจากการสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำในเขตเทศบาลและชุมชนเมืองของจังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ระบุว่า ประเด็นที่ต้องการให้ผู้แทนราษฎรเร่งผลักดัน ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ การสร้างงานและโอกาสทางอาชีพในเขตเมือง การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการบริหารจัดการเมืองให้มีความปลอดภัย เป็นระเบียบ และเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน ประชาชนในกลุ่มอายุ 25–55 ปี ยังแสดงความเห็นว่า ต้องการเห็นผู้สมัครลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างสม่ำเสมอ รับฟังปัญหาจากชุมชนอย่างแท้จริง มีความโปร่งใสในการทำงาน และสามารถติดตามตรวจสอบได้ โดยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดชุมพรในระยะยาวทั้งนี้ ผลโพลดังกล่าวสะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในเขตเมืองจังหวัดชุมพร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคัก และมีอัตราการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา
อัปเดตการเมืองสนามเลือกตั้งจังหวัดชุมพร (ข้อมูลเบื้องต้น)
รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวัดชุมพร พบว่าแต่ละพรรคการเมืองได้ทยอยเปิดตัวผู้สมัครในทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ดังนี้

พรรคภูมิใจไทยเขต 1 นายวิชัย สุดสวาสดิ์ อดีต ส.ส.แชมป์เก่า ย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ มาสังกัดพรรคภูมิใจไทย
เขต 2 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ หรือ “ส.อบจ.กิต” อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรเขต 3 นายสุพล จุลใส หรือ “ส.ส.ลูกช้าง”พรรคประชาธิปัตย์เขต 1 นายสุรชัย แดงละอุ่น หรือ “นายกโท้ง” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวีเขต 2 นายสราวุธ อ่อนละมัย หรือ “ส.ส.เอก”เขต 3

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อดีตอธิบดีกรมประมงพรรคประชาชนเขต 1 นางสาวชุติมา ชุมขุนเขต 2 นางสาวจิดารัตน์ ชูคงเขต 3 นายชุตินันท์ คงท่าเรือพรรคกล้าธรรมเขต 2 นายสันต์ แซ่ตั้ง อดีต ส.ส.ชุมพรส่วนเขตอื่นอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติและความชัดเจนของผู้สมัครอย่างไรก็ตาม สนามเลือกตั้งจังหวัดชุมพรยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่จับตานโยบายและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครเป็นสำคัญ
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมใหญ่สามัญ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพรรคเสรีรวมไทย เขต1 มุกดาหาร เพื่อรับฟังความคิดเห็น สรรหา ผู้สมัคร สส.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 12.00น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มอบหมายให้​ ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม หัวหน้าสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 1 จังหวัดมุกดาหาร และคณะกรรมการบริหารสาขาพรรค จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568

ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนาสะเม็ง ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จัจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญคณะกรรมการสาขาพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สัมมนาให้ความรู้สมาชิกพรรค และประชาชนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่สมาชิกพรรคการเมือง

มีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา จำนวน 116 คน โดยมี นายจอมพล รุ่งเรืองชูเลิศ เป็นวิทยากรอบรมสัมมนา และ นายพิเชฐ สุภัคชูกุล หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง
สนง.กกต.จังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมสังเกตการณ์อบรมให้ความรู้กฎหมายเลือกตั้ง ในการประชุมอบรมสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.เพื่อให้กรรมการสาขาพรรค สมาชิกและประชาชน ทราบถึงสถานภาพสมาชิกพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป

2.เพื่อให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสมาชิกพรรคการเมือง มีความรู้ความความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

3.เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน

4.เพื่อเปิดเวทีให้สมาชิกแบ่งกลุ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยการจัดประชุมใหญ่สามัญสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือพรรคเสรีรวมไทยเขต 1 จังหวัดมุกดาหาร และ สมาชิกพรรคเสรีรวมไทย เข้าร่วมการประชุม Primary Vote เพื่อพิจารณาและให้การรับรอง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเสรีรวมไทย ตามกระบวนการประชาธิปไตย

ภายในพรรคอย่างโปร่งใส และมีส่วนร่วมจากสมาชิก มีความคิดเห็นตรงกันให้ ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดมุกดาหาร พรรคเสรีรวมไทย 110 คะแนน และนายจอมพล รุ่งเรืองชูเลิศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์)

การประชุมครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรค ได้ร่วมแสดงเจตจำนงในการคัดเลือกผู้แทนของประชาชน ซึ่งจะเป็นตัวแทนของพรรคในการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259-777

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.มุกดาหาร เปิดอบรมผู้สมัคร อบต. 27 แห่ง เน้นเลือกตั้งโปร่งใส–เที่ยงธรรม รับศึกเลือกตั้ง 11 ม.ค.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายจักรินทร์ ชาลีพุทธาพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดโครงการบูรณาการความร่วมมือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (อบต.)

ครบวาระและยกฐานะ ณ ห้องริเวอร์แกรนด์ บอลลูน โรงแรมริเวอร์ซิตี้ อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายก อบต. จากทั้ง 27 แห่งในจังหวัดมุกดาหารเข้าร่วมอบรมอย่างพร้อมเพรียง

นายจักรินทร์ กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบแผนจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายก อบต. ที่ครบวาระ โดยกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เป็นวันเลือกตั้ง ส่วนช่วงวันสมัครรับเลือกตั้งกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 1–5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม สนง.กกต.จว.มุกดาหาร จึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเลือกตั้ง กระบวนการลงคะแนน ข้อควรระวัง และข้อห้ามตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดหรือทุจริตเลือกตั้ง รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้สมัครทุกคน

ผอ.กกต.มุกดาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมรณรงค์ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง และส่งเสริมให้ผู้สมัครปฏิบัติตามระเบียบเดียวกัน เพื่อให้การเลือกตั้ง อบต.ทั่วจังหวัดมุกดาหารเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นธรรมตามกรอบกฎหมาย

เลือกตั้งอบต2569 #กกตมุกดาหาร #อบรมผู้สมัครอบต #เลือกตั้งท้องถิ่น #ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง #โปร่งใสเที่ยงธรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประเทศไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของทุกหน่วยงานภาครัฐ ที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประเทศไทย โดยมี คณะกรรมการจังหวัดนครปฐม

คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายธีรชัย สุขเกษม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ซึ่งจังหวัดนครปฐม

ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างพลังทางสังคมในการต่อต้านการทุจริต ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคม และยกระดับค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเจตจำนงของผู้นำประเทศ และผู้นำทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขและปราบปรามการทุจริต รวมถึงผสานพลังคนไทยและทุกภาคส่วนให้ตื่นรู้พร้อมต้านการทุจริตในทุกรูปแบบเพื่อให้สังคมไทยมีวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต ตลอดจนให้คนไทย

และนานาชาติรับรู้ถึงความมุ่งมั่นและการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศไทย เพื่อผลักดันการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (ค่า CPI) ให้สูงกว่าร้อยละ 50 ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ชมการถ่ายทอดสดการจัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) กายใต้แนวคิด ปลุกพลัง “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” และการรับชมการประกาศเจตนารมณ์

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี การมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2568

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม ได้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การส่งเสริมสังคมด้านคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดัน และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินคุณธรรม

และความโปร่งใสของการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) มีผลการประเมินภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณพ.ศ. 2557

จังหวัดนครปฐมมีผลการประเมินเพิ่มขึ้นเป็น 96.15 คะแนน หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐม ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 118 หน่วยงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 100 และในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดนครปฐม ได้คะแนนที่ 96.64 สูงขึ้น

กว่าปีที่ผ่านมา 0.49 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.51 หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐมผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 117 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 99.15 อยู่ในลำดับที่ 14 ของประเทศ จะเห็นได้ว่าในภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
……………………….
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คึกคัก !! วันรับสมัครศึกชิงนายก อบต.คลองด่าน ลั่นวาจา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ”ผู้สมัคร 3 คน สมาชิก13 คน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

คึกคัก !! วันรับสมัครศึกชิงนายก อบต.คลองด่าน ลั่นวาจา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ” เผย มีผู้สมัครชิงนายกจำนวน 3 คน สมาชิกทีมละ 13 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก หลังได้เบอร์ประจำทีม ว่าที่นายกฯ จับมือกันลั่นวาจาลูกผู้ชาย จะแข่งกันด้วยความบริสุทธิ์ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เมื่อรู้ผลแพ้-ชนะ ต้องยอมรับและไม่ร้องเรียนกันในภายหลัง

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 1 ธ.ค.2568 ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่มีความประสงค์เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน

โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-5 ธ.ค.2568 เวลา 8.30 – 16.30 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ เช้านี้มีผู้สนใจเดินทางเข้ามาสมัครชิงตำแหน่งนายกฯ จำนวน 3 คน แต่ละคนมาพร้อมทีมงานและกองเชียร์ก่อนเวลาเปิดรับสมัคร ดังนั้นคณะกรรมการ จึงต้องใช้วิธีให้จับเลือกเบอร์โดยเปิดเผย ปรากฏว่า นายอำนาจ หล่อนิล (ทีมพัฒนาคลองด่านยั่งยืน)

ผู้สมัครนายกฯ ได้เบอร์ 1 , นายสัมฤทธิ์ จันทร (ทีมเรารักคลองด่าน) ได้เบอร์ 2 และ นายณัฐนันท์ จิระนนท์เสถียร (ทีมพลังชุมชน)ได้เบอร์ 3 สำหรับเป็นเบอร์ประจำตัวของนายกฯและสมาชิกในการใช้หาเสียงกับประชาชน หลังจากที่ดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จแล้ว ทั้ง 3 ทีม

ได้ลงมาหากองเชียร์รับดอกไม้ คล้องพวงมาลัยและถ่ายรูปกันอย่างคึกครื้นโดยจุดสำคัญนั้น ผู้สมัครขิงตำแหน่งนายกฯ ได้เข้ามาพูดคุยจับมือกัน พร้อมให้คำมั่นสัญญา จะแข่งขันกันอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก หลังรู้ผลแพ้-ชนะในวัน

ที่ 11 ม.ค.2569 แล้ว ว่าใครได้เป็นนายกฯ จะไม่แกล้งหรือร้องเรียนกันในภายหลัง ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศของการเริ่มต้นแข่งขันชิงผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ”


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

AOT สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สนามบินทุกแห่งประเมินและจัดการก๊าซเรือนกระจกครบวงจร
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เดินหน้ารักษามาตรฐานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ได้รับการรับรองตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) ในระดับที่ 3 Optimisation ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ได้รับการรับรองในระดับที่ 2 Reduction นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่าการที่ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT

เข้าร่วมโปรแกรม ACA สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่ปล่อยจากกิจกรรมภายในขอบเขตการปฏิบัติการของท่าอากาศยานตามแนวทาง Airport Carbon Accreditation Guidance Document ซึ่งผลการประเมินนี้ช่วยให้ท่าอากาศยานสามารถวางแนวทางบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โปรแกรม ACA มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยระดับที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความเข้มข้นในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของท่าอากาศยาน โดย AOT ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน โดย ทสภ. ทดม. ทชม และ ทภก.ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของท่าอากาศยานต่อผู้โดยสาร ร้อยละ 10 ภายในปี 2571 เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่ ทชร. และ ทหญ. ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ ร้อยละ 7 ภายในปีเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาวปวีณา กล่าวว่า การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกถือเป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติทางธุรกิจมาตรฐาน (Standard Business Practice) ที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะเป็นตัวชี้วัดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นักลงทุนจึงให้ความสนใจข้อมูลดังกล่าวเพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นนี้ AOT จึงพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ท่าอากาศยานทุกแห่งที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบเป็นต้นแบบด้านความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้โดยสารอย่างยั่งยืนต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พรรคโอกาสใหม่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หาดใหญ่ ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างสามัคคี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรคได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะเขตที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมนำข้าวสารและอาหารแห้งจำนวน สองคันรถหกล้อ ได้ที่ฝากประสานมาจากหลากหลายภาคเพื่อแจกจ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย

นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีประชาชนจำนวนมากที่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งเข้าไม่ถึงในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ทุกคนต่างเดือดร้อนและต้องการกำลังใจอย่างมาก เพื่อให้สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างสามัคคี ไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย และร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังเผชิญปัญหา รวมถึงส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย

โดยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังน้ำลด สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาประชาชนและเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว โดยจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างทันเวลา พร้อมทั้งเสนอว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนควรนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียน เพื่อวางแผนการจัดการน้ำที่เป็นระบบมากขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งนี้พรรคโอกาสได้ขบวนปล่อยคาราวาน เพื่อช่วยน้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน และได้ส่ง กรรมการบริหารพรรค และ อาสาสมัครของพรรค เข้าร่วมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่อุทกภัยทันทีล่วงหน้าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์

พรรคโอกาสใหม่/บุญยงค์ สดสอาด รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”เปิดพิมพ์เขียว10 เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคตในเวที CHINA-THAI New Energy Forum ย้ำแผนพัฒนาพลังงานชาติเพิ่มเป้าพลังงานสะอาด 51%

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailandและผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ผู้ได้รับฉายา”มิสเตอร์เอทานอล”กล่าวปาฐกถาพิเศษในฟอรั่ม”พลังงานใหม่ จีน-ไทย“(China-Thai New Energy Forum) ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ โดย TVA China Venture ในเครือ TVA Corporation (สถาบันทิวา) ภายใต้การนำของ คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน TVA ซึ่งมุ่งผลักดันบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนด้านพลังงานใหม่ของอาเซียน ผ่านเวทีการหารือเชิงลึกระหว่างภาคธุรกิจไทยและจีน ร่วมกับ New Energy Huangpu (ประเทศจีน) ที่มี Julia Zhu Lina เป็นประธาน โดยได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในการเชื่อมโยงธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

ในการนำเสนอของนายอลงกรณ์ ภายใต้หัวข้อ”อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ :โอกาส ความท้าทาย และความร่วมมือของบริษัทพลังงานใหม่ในประเทศไทย” ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (BIG TRANSFORMATION) โดยระบุว่าอุตสาหกรรมพลังงานใหม่จะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” (NEW GROWTH ENGINE) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เน้นย้ำเป้าหมายพลังงานสะอาดลดโลกเดือด

นายอลงกรณ์ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายระดับชาติของไทยในการรับมือกับภาวะโลกเดือด(Global warming)โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 40% ภายในปี 2030 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (CARBON NEUTRALITY) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO EMISSIONS) ภายในปี 2065
ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายนี้คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP ฉบับร่างใหม่)ต้องกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า 51% ภายในปี 2037

พิมพ์เขียว10 เทคโนโลยีพลังงานใหม่ประธานสถาบัน FKII Thailand ได้ชี้ถึง “โอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น” (EMERGING OPPORTUNITIES) ในอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของไทย ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่น่าจับตามอง ได้แก่
1.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค (EV HUB OF ASEAN) ภายใต้นโยบาย “30@30” พร้อมการลงทุนในสถานีชาร์จสาธารณะที่ปัจจุบันมีหัวชาร์จรวมกว่า 11,467 หัวชาร์จ
2.ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) เทคโนโลยีสำคัญที่มีเป้าหมายในร่าง PDP 2024 สูงถึง 10,485 เมกะวัตต์ (MW)
3.พลังงานแสงอาทิตย์ การสนับสนุนโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) และโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) รวมถึงการผลักดัน Direct PPA สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อการส่งออก (RE100)
4.พลังงานไฮโดรเจน โดยกำหนดให้มีการเริ่มใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ (CO-FIRING) ตั้งแต่ปี 2030 เพื่อลดคาร์บอนในโรงไฟฟ้าเดิม
5.เทคโนโลยี Smart Grid และ VPP การอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ และโมเดล Virtual Power Plant (VPP)
6.เชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel)และ SAF ไทยมีความพร้อมในการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล รวมถึงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) จากวัตถุดิบ เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO)
7.อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เปิดโอกาสในการลงทุนผลิตชิ้นส่วน POWER SEMICONDUCTORS ที่จำเป็นสำหรับอินเวอร์เตอร์ของ BESS และสถานีชาร์จเร็ว
8.เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่
ประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีและเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ (BATTERY RECYCLING PLANTS)
9.เทคโนโลยี Fuel Cell เป็นโอกาสสำคัญในการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ และการใช้งานในภาคการขนส่งหนัก เช่น รถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่

  1. เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ (Energy-saving Technologies)
    เช่นระบบระบายความร้อน (Cooling Systems) ใน Data Center และระบบควบคุมอัจฉริยะด้านความร้อน (Thermal Field Intelligent Control)และโซลูชัน AI และ IoT เพื่อควบคุมและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    “ประเทศจีนพัฒนาก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานใหม่อย่างมากโดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความเชื่อมั่นที่จะร่วมลงทุนและประกอบธุรกิจในประเทศไทยในสาขาต่างๆเช่น ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) โซเดียมแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะเทคโนโลยี Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่(BESS) ลิเธียมแบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ Biofuel SAF Nanoscience&Nanomanufacturing รีไซเคิลแบตเตอรี่ Wet Electronic Hazardous Waste Thermal Field Intelligent Control ฯลฯโดยการนำของสถาบัน New Energy Huangpu (ประเทศจีน) ซึ่งได้ตกลงความร่วมมือกับเอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาเพื่อส่งเสริมการลงทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคคลากรด้านพลังงานใหม่ระหว่าง2ประเทศในวาระ50ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน“
    นายอลงกรณ์ สรุปในตอนท้ายว่า
    กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่มั่นคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดก๊าซเรือนกระจกคือ “การร่วมมือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของไทยและหุ้นส่วนทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มนพร” นำทัพเพื่อไทยบุกดงหลวง! เปิดตัว “นายกปุ๋ย” สู้ศึก ส.ส.มุกดาหาร เขต 2 มั่นใจคนรุ่นใหม่ครองใจชาวบ้าน สานต่อนโยบายพรรค

แชร์เนื้อหานี้

สนามการเมืองมุกดาหารระอุอีกครั้ง “มนพร เจริญศรี” อดีต รมช.คมนาคม นำทีมเพื่อไทยขึ้นเวทีโรงเรียนดงหลวงวิทยา เปิดตัว “นายกปุ๋ย-ปิยธิดา” เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้สนับสนุนคับคั่ง

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารว่ามีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยที่โรงเรียนดงหลวงวิทยา อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร

นางมนพร เจริญศรี ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาเป็นประธานขึ้นเวทีปราศรัยพบปะพี่น้องประชาชน พร้อมทำพิธีเปิดตัว

นางสาวปิยธิดา บุตรกาล หรือ “นายกปุ๋ย” นายก อบต.โชคชัย เป็นว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

บนเวทีปราศรัย นางมนพร ได้กล่าวฝากฝัง “นายกปุ๋ย” กับพี่น้องชาวดงหลวงและเขต 2 มุกดาหาร โดยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคที่ต้องการผลักดันคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามา

เป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและพัฒนาพื้นที่ ซึ่งนางสาวปิยธิดา ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทั้งวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงานท้องถิ่น เป็นลูกหลานชาวมุกดาหารโดยกำเนิด

ด้าน นางสาวปิยธิดา บุตรกาล ได้กล่าวแนะนำตัวและแสดงวิสัยทัศน์ โดยระบุว่าตนจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

และเคยผ่านงานบริหารท้องถิ่นมาแล้ว พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชนในฐานะ ส.ส. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของพรรคเพื่อไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่

ทั้งนี้ การได้รับแรงสนับสนุนจากแกนนำพรรคคนสำคัญอย่างนางมนพร ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงในพื้นที่เขต 2 (นิคมคำสร้อย, คำชะอี, หนองสูง, ดงหลวง) มากยิ่งขึ้น

เพื่อไทย #มุกดาหารเขต2 #นายกปุ๋ย #ปิยธิดาบุตรกาล #มนพรเจริญศรี #ข่าวมุกดาหาร #การเมืองมุกดาหาร #เลือกตั้ง2569 #ข่าววันนี้ #เมืองมุกดาหาร////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ดร.เนาวรัตน์ เลขาธิการวุฒิสภาสรุปประเด็น การคัดค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ….) พ.ศ…..จำนวน 3 ฉบับ

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและ
อุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) โดยร่วมกับสภาองค์การนายจ้างอีก 16 สภาองค์การนายจ้าง ได้ลงนามในหนังสือคัดค้าน
1. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ..) พ.ศ…สำเนาเลขรับ 157/2567 วันที่ 18 ธันวาคม 2567 (โดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

  1. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ..) พ.ศ…สำเนาเลขรับ 158/2567 วันที่ 18 ธันวาคม 2567 (โดยน.ส.วรรณวิภา ไม้สน)
  2. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่. ) พ.ศ.. เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ
  3. ข้อเสนอแนะและสรุปประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายที่กระทบต่อสถานประกอบการ/นายจ้าง ตามที่ ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างฯ และคณะสภาองค์การนายจ้างอีก 16 สภาร่วมลงนาม แสดงความเห็นต่อท้าย ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญที่เป็นเหตุผลการคัดค้าน ขอเสนอแนะ และสรุปประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายที่กระทบ ต่อสถานประกอบกิจการเพื่อให้ท่านได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าและคณะสภาองค์การนายจ้าง ได้นำเสนอมานี้

ฉบับที่ 1 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 157/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.พรรคประชาชนและคณะ
หลักการที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังต่อไปนี้แก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาทำงานของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23) จากเดิมทำงาน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ลดลงเป็น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แก้ไขเพิ่มเติมวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 28) เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วันเป็น 2 วัน แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิการลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 30)

ฉบับที่ 1 ร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ.…. ของ นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.พรรคประชาชน และคณะ
เหตุผลที่คัดค้าน ดังนี้สืบเนื่องจากการแก้ไขเพิ่มในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีสาระสำคัญในภาคบังคับใช้ ปัจจุบันนั้นเหมาะสมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข หากผลของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับใช้ เป็นเหตุให้เกิดภาระและปัญหาการจ้างงานในหลายประการดังต่อไปนี้

  1. ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
  2. มีผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภท วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
    ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเป็นส่วนมากของประเทศ อาจต้องปิดตัวลง
  3. ก่อให้เกิดการขาดสภาพคล่องในการลงทุนภายในประเทศ และจากการลงทุนของผู้ประกอบการต่างประเทศด้วย
  4. อาจเป็นปัญหาให้เกิดผลกระทบย้อนกลับไปถึงการจ้างงานของลูกจ้างในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบกิจการจะต้องแสวงหา
    รูปแบบการจ้างงานรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกว่าต่อไป เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เช่นการนำ AI หรือนำหุ่นยนต์
    มาใช้แทนการจ้างงาน

ฉบับที่ 2 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 158/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน สส. พรรคประชาชน
หลักการที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังต่อไปนี้
แก้ไขเพิ่มเติมในการจ้างงานที่มีความเท่าเทียมในทุกด้านให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมด้วย โดยไม่เลือกปฏิบัติ
(แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 15)
แก้ไขเพิ่มเติมให้การลาเนื่องจากมีประจำเดือน มิให้ถือว่าเป็นวันลาป่วย (เดิมมีสิทธิอยู่แล้ว 30 วันต่อปี)
(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32/3)

  1. กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใดที่มีความใกล้ชิด (เพิ่มมาตรา32/1)
  2. กำหนดให้ต้องจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือ
    บีบน้ำนมในที่ทำงาน (เพิ่มมาตรา 39/2)
    กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน (เพิ่มมาตรา 40/1)
    -2-ฉบับที่ 2 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 158/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน สส. พรรคประชาชนเหตุผลที่คัดค้าน มีดังนี้การลาเนื่องจากมีประจำเดือน (3 วันต่อเดือน)สภาองค์การนายจ้างเห็นว่าเป็นการออกกฎหมายฉบับนี้เกินความจำเป็นการบัญญัติสิทธิลาพิเศษที่สำคัญสำหรับสตรีอาจจะถือเป็นการเลือกปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาฉบับที่ 111 โดยถือเป็นเอกสิทธิ์ที่เกินกว่ามาตรการพิเศษเพื่อการคุ้มครองหรือความช่วยเหลือที่อนุสัญญา อนุญาตกำหนดไว้และยังอาจถือว่าไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับที่ 100 เนื่องจากส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมความเสมอภาคและเป็นธรรมระหว่างลูกจ้างชายและหญิง ดังนั้นควรให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมาย ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อไป
    2) ในส่วนการให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ปีละไม่เกิน 15 วันทำงาน)
    สภาองค์การนายจ้างฯ เห็นว่าควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง เพราะบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นถ้อยคำที่กว้างเกินไปทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ถ้อยคำที่สมควรใช้ต้องชัดเจนและแน่นอน เช่น บิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยา เช่นเดียวกับถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 193 ซึ่งกำหนดลักษณะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
    3) การให้นายจ้างจัดพื้นที่ให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนม
    สภาองค์การนายจ้างเห็นว่าปัจจุบันผู้ประกอบการได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งมุมนมแม่ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรส่งเสริมความร่วมมือมากกว่าการออกกฎหมายบังคับและการออกกฎหมายเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในกลุ่มแรงงาน ภาคเกษตร ภาคบริการ ร้านค้าปลีกและค้าส่ง ไม่สามารถปฏิบัติได้ เป็นต้น

ฉบับที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ.. เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ
เหตุผลที่คัดค้าน มีดังนี้
สาระสำคัญของร่างฯในข้อที่ 2
เกี่ยวกับการกําหนดให้ยกเลิกบทนิยามคําว่า “นายจ้าง” “วันลา” เพื่อขยายขอบเขตของบทนิยามให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดย “นายจ้าง” ให้หมายความครอบคลุมถึงการจ้างงานด้วยสัญญาต่างๆ
ในข้อ 2 สภาองค์การนายจ้างไม่เห็นด้วยสืบเนื่องจาก กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีการบังคับใช้
ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่แล้ว

สาระสำคัญของร่างฯ ในข้อ 3 กําหนดให้เพิ่มบทนิยามคําว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะ เป็นงานประจําและเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
ในข้อ 3 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วยเนื่องจาก การจ้างแรงงานในสภาพการทำงานที่เป็นจริง ปัจจุบันนี้
สมควรให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายค่าตอบแทนตามความเหมาะสมกันเองสาระสำคัญของ ร่างฯ ในข้อ 4 กําหนดให้การจ้างงานในสถานประกอบการ ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนทั้งหมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ในข้อ 4 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วยในกรณีที่จะมาปรับ จากการจ้างงานรายวัน มาเป็นรายเดือน
ทั้งหมดไม่เห็นด้วยเพราะสาเหตุจาก สภาพของงานแตกต่างกัน เห็นควรให้เป็นทางเลือกของนายจ้างและ
ลูกจ้างตามสภาพงานที่เหมาะสม
และเห็นว่าการกำหนดให้เพิ่ม บทนิยามคำว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำ และเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาจ้าง เพียงแบบเดียว

-3-
สาระสำคัญของร่างฯ ในช้อ 5 กําหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี
ในข้อที่ 5 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วย ในเรื่องการกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี ไม่เห็นด้วยเพราะเนื่องจากเห็นว่าการปรับอัตราจ้างขั้นต่ำย่อมขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนให้เห็นถึง ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและค่าครองชีพของลูกจ้างตามที่บัญญัติไว้แล้วในกฎหมายปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับคณะกรรมการค่าจ้างฯ คณะกรรมการไตรภาคีจังหวัด และหลักเกณฑ์ที่บังคับในมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เหมาะสมอยู่แล้ว

สาระสำคัญของร่างในข้อ 6 กําหนดให้เพิ่มบทกําหนดโทษในกรณีที่นายจ้างทําสัญญาในลักษณะอื่นใดกับลูกจ้างโดยมีเจตนาเพื่ออําพรางสัญญาจ้างแรงงาน (ร่างมาตรา 11)
ในข้อที่ 6 สภาองค์การนายจ้างฯ ไม่เห็นด้วยที่มีการกำหนดโทษทางอาญา
ข้อเสนอแนะ
ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ไม่เหมาะสมในหลายด้าน ซึ่งการลงทุนในประเภทกิจการค้าและอุตสาหกรรม ที่ต้องมีภาระ
เพิ่มขึ้นทำให้การค้าในประเทศเข้าสู่การแข่งขันได้ยากขึ้นในรูปแบบของกฎหมาย ทำให้การค้าในประเทศเข้าสู่การ
แข่งขันได้ยาก
สมควรให้ใช้มาตรการยืดหยุ่นในการเพิ่มคุณภาพชีวิตในการจ้างแรงงาน โดยให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเอง
ตามความเหมาะสมของสภาพในการทำงานของแต่ละองค์กร จะได้มีการเสริมสร้างสันติสุขในการทำงานได้ดีกว่า
หลักการทำประชาพิจารณ์ขาดความโปร่งใสและไม่ทั่วถึง สามารถอ้างอิงได้ว่า ทางฝ่ายผู้ประกอบกิจการไม่มีส่วนร่วม
ที่เหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นในการจัด ร่าง “แก้ไขเพิ่มเติม” พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในครั้งนี้
โดยหลักการปกติแล้ว จะมีผู้แทนจากสภาองค์การนายจ้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าและคณะ
ต้องเป็นผู้รับภาระทางกฏหมายที่มีผลใช้บังคับในครั้งนี้
เหตุผลที่เป็นสาระสำคัญ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ ได้มีการปรับปรุงแก้ไข
มาแล้วหลายครั้ง จึงเป็นกฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับได้เหมาะสมอยู่แล้ว และสอดคล้องกับบทบัญญัติขององค์
การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อีกด้วย

ทั้งนี้ สภาองค์การนายจ้างได้ร่วมกันลงนามคัดค้านและยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย 

สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (สภา 1)
สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (สภา2)
สภาองค์การนายจ้างสภาอุตสาหกรรมเอ็สเอ็มอี แห่งประเทศไทย (สภา3)
สภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค (สภา4)
สภาองค์การนายจ้างแห่งชาติ (สภา 5)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจไทย (สภา 6)
สภาองค์การนายจ้างไทยสากล (สภา 7)
สภาองค์การนายจ้างการเกษตร ธุรกิจ อุตสาหกรรมไทย (สภา 8)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจ การค้าและบริการไทย (สภา 9)
สภาองค์การนายจ้างไทย (สภา 11)
สภาองค์การนายจ้าง ธุรกิจ และอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สภา12)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจอุตสาหการไทย (สภา13)
สภาองค์การนายจ้าง เอส.เอ็ม.อี แห่งประเทศไทย (สภา 14)
สภาองค์การนายจ้างบริการไทย (สภา 15)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว-ภาค 8 (สภา 16)
สภาองค์การนายจ้างเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (สภา 17)
สภาองค์การนายจ้างเพื่อการลงทุนแห่งประเทศไทย (สภา 18)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นนทภูมิ” ลุยดอนตาล! พร้อมเป็นปากเสียงพี่น้องมุกดาหาร ผลักดันแก้ปัญหาปากท้อง–ถนน–ไฟส่องสว่าง เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ รวมถึงไฟฟ้าส่องสว่างที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

ระหว่างการปราศรัยแนะนำตัว นายนนทภูมิประกาศความตั้งใจว่า “พร้อมแล้ว” ที่จะอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน พร้อมย้ำว่าต้องการเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวมุกดาหารอย่างแท้จริง โดยมีความมั่นใจในประสบการณ์ทำงานทั้งด้านการเมือง การบริหาร และด้านธุรกิจ

สำหรับประวัติการทำงานด้านการเมือง นายนนทภูมิ เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี , เคยทำงานหน้าห้องนายกรัฐมนตรี, เป็นผู้ช่วย ส.ส. มาแล้วหลายสมัย รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรี นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้เข้าใจทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างลึกซึ้ง

ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี 2 ใบ ได้แก่ ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยเจ้าตัวย้ำว่ามีแรงบันดาลใจจากครอบครัวที่ส่งเสริมให้เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดมุกดาหาร

ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนปัญหาถนนชำรุดและไฟฟ้าส่องสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างยาวนาน โดยนายนนทภูมิระบุว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปอาจไม่มีอำนาจแก้ไขได้ทันที แต่หากได้รับเลือกเป็น ส.ส. จะนำปัญหาเหล่านี้เข้าสู่สภาและผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังคงย้ำจุดยืนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมสานต่อและพัฒนานโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างมหาศาล เช่น นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งเป็นหลักประกันสุขภาพที่คนไทยเชื่อมั่นมายาวนาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของนายนนทภูมิ ที่มุ่งสร้างความใกล้ชิดกับชุมชน รับฟังทุกปัญหาอย่างจริงใจ พร้อมประกาศจุดยืนว่าหากได้รับความไว้วางใจ จะเป็นปากเสียงและผลักดันให้มุกดาหารพัฒนาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

มุกดาหาร #ดอนตาล #โพธิ์ไทร #เพื่อไทย #นนทภูมิ #เลือกตั้ง2568 #พัฒนามุกดาหาร #ปัญหาปากท้อง #30บาทรักษาทุกโรค #ข่าววันนี้ _////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บรรยากาศเลือกตั้งประธานสภาทนายความพัทยาคึกคัก! “สุขสันต์ มิสสาจันทร์” คะแนนล้น 251 เสียง นั่ง ปธ.สภาทนายความพัทยาคนใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 พ.ย.68 มีรายงานบรรยากาศเปิดหีบลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งประธานสภาทนายความประจำพัทยาคนใหม่ ที่บริเวณศาลจังหวัดพัทยา โดยพบว่ามีสมาชิกพี่น้องทนายความเดินทางมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคักรวม 453 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 1,019 คน

ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานสภาทนายความพัทยาในครั้งนี้มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรวม 3 คน ได้แก่ หมายเลข 1 นางสาวสุภาพรณ์ (ซาร่า) แพรซัน หมายเลข 2 นายสรีน หมานหยะ
และหมายเลข 4 นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ โดยการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และโปร่งใส มีสีสันความคึกคักจากกลุ่มเชียร์ผู้สมัครอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

หลังปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 15.00 น.ก่อนทำการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ผลการเลือกตั้งปรากกฏว่า หมายเลข 1
นางสาวสุภาพรณ์ (ซาร่า) แพรซัน ได้ 34 คะแนนเสียง, หมายเลข 2 นายสรีน หมานหยะ ได้ 168 คะแนนเสียง และหมายเลข 4 นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ได้ 251 คะแนนเสียง ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาทนายความพัทยาคนล่าสุด

นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความพัทยาคนล่าสุด เผยว่า ขอขอบคุณพี่น้องสมาชิกสภาทนายความทุกที่ได้ไว้วางใจมอบคะแนนเสียงและให้โอกาสทำหน้าที่ประธานสภาทนายความในครั้งนี้ คะแนนทุกคะแนนมีคุณค่าและมีความหมายมาก เพราะสะท้อนถึงความ

เชื่อมั่นและภารกิจสำคัญที่จะต้องทำ และขอยืนยันว่าจะทำงานด้วยความเป็นกลางที่สุด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ไม่เลือกปฏิบัติ และจะยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกทุกคนเป็นหลักสำคัญ จะทำให้สภาทนายความเป็นพื้นที่ที่ทนายความทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม พร้อมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีต รมต.ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ดูการติดตั้งไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์ พื้นที่ อ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ ฝ่ายปกครองและฝ่ายบริหารตำบลศรีมหาโพธิ์ได้ทำเรื่องขอไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม โดยการประสานงานของ ส.ส. อนุชา สะสมทรัพย์ เร่งจัดติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา 4 ตำบล มีตำบลศรีมหาโพธิ์

ตำบลแหลมบัวตำบลบางละมุดตำบลสัมมทวนเพื่อเป็นการลดการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุในท้องถนนวันนี้ สส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วย สจ.บรรทูล สนน้อย สจ.เขตนครชัยศรี

ได้ลงพื้นที่ในเขตตำบลศรีมหาโพธิ์ เพื่อดูการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างโซล่าเซลล์ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม โดยการประสานงานจากท่าน สส.อนุชาสะสมทรัพย์
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาและ ลดอาชญากรรม และอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้

      ทั้งนี้  ทางด้านฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองต้องขอกราบขอบคุณท่านนายกจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ที่ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งไฟฟ้าส่งสว่างโซล่าเซลล์ในครั้งนี้ไว้เป็นอย่างสูง

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาธิปัตย์”มั่นใจ”อภิสิทธิ์หวนกลับนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค เรียกศรัทธามวลชนอีกครั้ง ไม่เหมือนพรรคน้ำเงิน แดง ส้ม ที่มีคนบ่งการผู้เบื้องหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 พ.ย.68 ห้องประชุมอ่าวมะนาวรีสอร์ท ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบปะสมาชิกที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในอนาคนใกล้นี้ โดยมีผู้เดินทางมาแสดงความจำนงค์เป็นตัวแทนลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส จำนวนกว่า 30 คน

โดยที่ จ.ยะลา มีเขตเลือกตั้ง 3 เขต ปัตตานี 5 เขต และ นราธิวาส 5 เขต ที่มีจำนวนมากกว่าเขตเลือกตั้ง ซึ่งนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบคัดเลือกผู้ที่มีความจำนงค์ มาลงสมัครในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องของวุฒิสภาวะ ประสบการณ์ด้านการเมือง ที่จะต้องมีการตัดสินใจใครจะได้รับสิทธิ์ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ เพื่อจะนำรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา และจะประกาศผู้สมัครอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนธันวาคม

นอกจากนั้นนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบตะกร้าและเงินเยียวยาให้กับสมาชิกพรรคประธิปัตย์ที่โดนระเบิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อำเภอจะแนะซึ่งในที่ประชุมนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในห้องประชุมเพื่อให้ผู้ที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับทราบนโยบายรวมถึงในช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์

ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้างพอสรุปว่า การใช้กฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน หรือกระบวนการยุติธรรมบางครั้งมีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ถ้าบอกว่าเขาจะถูกนำไปเป็นพยาน ก็ควรเชิญไปตามกระบวนการ ไม่ใช่นำกำลัง 10–100 นายไปปิดล้อมบ้านจนเพื่อนบ้านเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ ส่งผลกระทบกับครอบครัว ทั้งด้านภาพลักษณ์และสภาพจิตใจ ถ้าย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย เหตุความไม่สงบไม่ได้รุนแรงเท่าวันนี้ แม้ในปี 2552 ตอนที่เราเป็นรัฐบาล เราก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผมจึงเชื่อว่าปัญหาชายแดนใต้ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ซึ่งมีอยู่จริง 2.เจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนร่วมในความไม่เป็นธรรม รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกี่ยวข้อง การก่อเหตุก็จะไม่ทำได้ง่ายขนาดนี้แน่นอน

“ ซึ่งนโยบายสันติภาพของเราต้องเป็นการพูดคุยแบบ เปิดใจและเข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่แค่พูดคุยเชิงวรรณกรรม วันนี้พี่น้องในสามจังหวัดจำนวนมากอพยพออกนอกพื้นที่เพราะความไม่ปลอดภัย รัฐบาลต้องสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคง สร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบ เพื่อให้มีรายได้มั่นคง พร้อมกับปลูกฝังค่านิยมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เราต้องถามรัฐบาลตรง ๆ ว่า จริงจังแค่ไหน?ผมขอเรียกร้องไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เวลาลงพื้นที่สามจังหวัดใต้ ต้องลงด้วยหัวใจ ไม่ใช่หวังแค่ดึง ส.ส. เพื่อสร้างเสียงข้างมากในสภา ประชาชนเสียชีวิตอีกกี่ศพ ต้องเกิดเหตุร้ายอีกกี่ครั้ง ราคายางต้องตกต่ำอีกแค่ไหน ท่านถึงจะจริงจัง ท่านพูดเสมอว่าชายแดนใต้คือหัวใจของปลายด้ามขวาน แต่หัวใจจริง ๆ คือประชาชน ไม่ใช่จำนวน ส.ส. ของพรรค ผมอยากให้ท่านประกาศให้ชัดว่าภายในหนึ่งเดือน จะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม กฎอัยการศึก และเหตุร้ายในพื้นที่อย่างไร เพราะสองเดือนที่ผ่านมาเราเห็นเพียงการดูด ส.ส. เท่านั้น “

นายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เกือบ 2 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีระกุล มาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเดียวที่ท่านสร้างคือ ดูดและดึง ส.ส.มาเข้าพรรคแค่นั้น ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า ถ้าเราได้กลับมาเป็นรัฐบาล เราจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยความจริงใจและจริงจัง เรามีตัวแทนอยู่ในพื้นที่เรามอบหมายให้ นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดคลินิกกฎหมายให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน พร้อมกับรวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดเพื่อตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐได้เยียวยาอะไรแล้วบ้าง เรายังจะตรวจสอบงบประมาณลับของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาจริงหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างในสามจังหวัดชายแดนใต้ ว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือใช้วิธีพิเศษที่อาจมีการทุจริต

แต่ถึงอย่างไรก็ตามนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการเรียนรู้เท่าเทียมกัน การแข่งขันทางการเมืองนั้นคือการแข่งขันทางความคิด ถ้าเราชิงการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ และประชาชนเชื่อมั่นผมคิดว่านั้นคือเนาได้ความศรัทธาคืนมา ที่สำคัญในวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชรชีวะ ต้องยอมรับเป็นนักการเมืองในประเทศนี้ ใช้คำว่าน่าจะหายากเป็นผู้นำที่มีสัจจะ รักษาคำพูดและสุจริต ท่านเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่มีจิตวิญญาณ ท่านเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณ ท่านไม่มีใครอยู่ข้างหลัง เราทราบดีว่าถ้าเลือกพรรคไหนไปใครอยู่ข้างหลัง เลือกน้ำเงินใครควบคุม เลือกแดงใครควบคุม เลือกส้มใครควบคุม งั้นเลือกประชาธิปัตย์แน่นอนอยู่ข้างหลังคือประชาชน

                                                                ///////////////////////

ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกโต้ง เล็งพัฒนาเส้นทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกสีเสียด มาบอำมฤต/รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อสูญกว่า 4.8 หมื่นบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 พ.ย.68 ที่น้ำตกสีเสียด หมู่ 13 ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) นายอภิชาติ มากยอด นายปรีชา งามผิว นายอติชาต วรรณณีต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เขตอำเภอปะทิว ได้เดินทางไป

พบปะกับผู้นำท้องที่นำโดย นายศราวุธ ทองเหลือ กำนันตำบลดอนยาง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร ผู้นำท้องถิ่น นำโดย นายกฤษณ์ สุขแก้ว นายก อบต.ดอนยาง สมาชิกสภา อบต.นายณพล เอื้องเรืองโรจน์ รองนายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต สมาชิกสภาฯ กลุ่มพลังสตรี อำเภอเมืองรอบนอก ตำบลสะพลี ทรัพย์อนันต์ ปากคลอง ดอนยาง ชุมโค และประชาชนในพื้นที่

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) เปิดเผยว่า ต้องการมาพบปะกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อมารับฟังปัญหาในการพัฒนาพื้นที่ เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร มีงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับ เทศบาล และ อบต.ได้หากได้รับการร้องขอ เช่นถนนเส้นทางที่จะเข้ามาเที่ยวน้ำตกสีเสียด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามร่มรื่น แต่ปัจจุบันถนนทางเข้าชำรุดเป็นหลุมหลายแห่ง

เท่าที่ทราบเป็นเขตติดต่อทั้ง อบต.ดอนยางและเทศบาลตำบลมาบอำมฤต อีกทั้งในพื้นที่น้ำตกยังเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ในเบื้องต้นจากการประชุม ท้องถิ่น ต้องการให้ อบจ.เข้ามาร่วมพัฒนาเส้นทาง ดังนั้น จะส่งเครื่องจักรกล หนักเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงเส้นทางเบื้องต้นก่อน และหากเทศบาล หรือ อบต.ได้จัดทำแผนโครงการไว้ สามารถที่จะส่งโครงการเข้าไปขอรับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาพัฒนาเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังได้พบปะพูดคุยประเด็นปัญหาต่างๆในการพัฒนา แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และได้เปิดตัว นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายก อบจ.ชุมพร ที่จะส่งลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทยในครั้งต่อไปด้วย

ด้านนายอนวัช สุคนธฉายา อดีต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 หรือผู้ใหญ่ติ๊ก ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่น้ำตกสีเสียดซึ่งสามารถที่จะเข้ามา กางเต็นท์ หรือพาบุตรหลานมาเล่นน้ำ ถ้ามาเป็นหมู่คณะสามารถ โทรหาผู้ใหญ่ติ๊กได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0921654595
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อหวังฝากเข้าทำงาน สูญกว่า 4.8 หมื่นบาท ก่อนนัดรับเงินงวดสุดท้ายไม่รอดถูกล่อซื้อคาวัด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 081-892-3514 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชุมพร ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร เปิดปฏิบัติการจับกุมชายวัย 42 ปี หลังแอบอ้างตำแหน่งใหญ่โตระดับ “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” ควบ “เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.” หลอกลวงชาวบ้านว่าสามารถฝากเข้าทำงานราชการได้ แลกกับเงินก้อนโตรวมหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 48,000 บาท ก่อนถูกวางแผนล่อซื้อขณะนัดรับเงินรอบสุดท้ายที่ศาลาวัด

เหตุจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายจิระศักดิ์ หรือหนุ่ม (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ภายในศาลาวัดท่ายางกลาง (วัดพิชัยยาราม) ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร พร้อมของกลางธนบัตรล่อซื้อ 15,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และเอกสารส่วนตัวของผู้เสียหายหลายรายการ นอกจากนี้ยังพบชุดสีกากีติดป้ายชื่อปลอม อ้างตำแหน่ง “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง

ผู้เสียหาย นายอภิชาตฯ อายุ 45 ปี เปิดเผยว่า ถูกผู้ต้องหาหลอกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าสามารถฝากให้ไปขับรถประจำหน่วยงานของ กอ.รมน. เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว ดูแลเหตุอุทกภัยและงานชลประทานในพื้นที่จังหวัดชุมพร อีกทั้งอ้างว่าจะให้ไปรายงานตัวที่ค่ายวิภาวดีรังสิต พร้อมส่งข้อมูลปลอมว่าตนมีภารกิจจับยาเสพติด ประชุมต่างจังหวัด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสนิทใจ

แรกเริ่ม ผู้ต้องหาเรียกเก็บเงิน 100,000 บาท อ้างว่าเป็น “ค่าดำเนินการเข้าทำงาน” ก่อนจะต่อรองเองเหลือ 63,000 บาท โดยให้หักส่วนที่เหลือจากเงินเดือนในอนาคต ผู้เสียหายจึงนำเงินสด 48,000 บาท พร้อมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งมอบให้ตามนัดหมาย

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ต้องหายังนัดขอเงินเพิ่มอีก 15,000 บาท อ้างเป็นค่าชุดปฏิบัติการและอุปกรณ์ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนล่อซื้อ และสามารถจับกุมได้ทันทีหลังรับเงินและซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง

ต่อเนื่องจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นห้องพักรายวันของผู้ต้องหาในโรงแรมแห่งหนึ่ง พบชุดเครื่องแบบสีกากีปลอม ป้ายชื่อปลอม และเอกสารสำคัญของผู้เสียหายจำนวนมากวางกองอยู่ในห้องพัก ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา อ้างตกงาน มีปัญหาการเงิน จึงซื้อเครื่องแบบและเครื่องหมายมาหลอกชาวบ้านเพื่อหาเงินใช้

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ฉ้อโกง” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมรายงานเรื่องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดชุมพรทันที หน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่มีนโยบายรับเงินหรือเอกสารส่วนตัวเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงานเด็ดขาด หากพบการติดต่อในลักษณะนี้ให้ปฏิเสธทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพประเภทนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด

แชร์เนื้อหานี้

วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลางพื้นที่การเมืองนราธิวาส เขต 1 กำลังถูกจับตามองถึงการแข่งขันที่อาจจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต หลังการปรากฏตัวของ นายปารมี พิมานแมน (สจ.โป่ง) อดีต ส.อบจ. และเลขานุการสภา อบจ.นราธิวาส

ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมลงสนาม ส.ส. ด้วยการศึกษาข้อมูลและสอบถามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อว่าการเมืองยุคใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งการเมือง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มขยับเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน เขต 1 จังหวัดนราธิวาส ที่ถือเป็น “สนามหลัก” ของตระกูลการเมืองใหญ่ “ยาวอหะซัน” ซึ่งครองพื้นที่มายาวนานหลายสมัย

ล่าสุดชื่อของ นายปารมี พิมานแมน หรือ ‘สจ.โป่ง’ อดีตเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวเตรียม “ขยับสนาม” จากท้องถิ่นสู่เวทีการเมืองระดับประเทศ โดยระบุความพร้อม “เกือบ 90%” ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขต 1 นราธิวาส

ชื่อของ “สจ.โป่ง” นายปารมี พิมานแมน จึงถูกมองว่าเป็น “ตัวแปรใหม่” ที่น่าสนใจในสมการนี้ เพราะไม่ได้มาจากสายตระกูลการเมือง หากแต่เติบโตจาก “ระบบราชการท้องถิ่น” และ “เครือข่ายภาคแรงงาน–เอกชน–การทูต”ซึ่งการมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจแรงงานระหว่างประเทศ และการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ “สจ.โป่ง” มีจุดแข็งด้าน ความเข้าใจเชิงนโยบาย และการเข้าถึงคนทำงานจริงในพื้นที่

สำหรับ นายปารมี พิมานแมน โปรไฟล์แน่น เครือข่ายหลากหลาย แม้ “สจ.โป่ง” จะมาจากเส้นทางการเมืองท้องถิ่น แต่เส้นสายและเครือข่ายของเขากลับโยงกว้างกว่าที่หลายคนคิด ทั้งด้านแรงงาน การศึกษา และการทูต

  • ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าพัฒนาแรงงาน
  • ที่ปรึกษาบริษัทเอ็นเอส สยาม จำกัด บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ
  • กรรมาธิการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนราธิวาส
  • คณะกรรมการระดับสุขภาพพื้นที่ อบจ.นราธิวาส
  • และที่น่าสนใจคือบทบาท ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตบังคลาเทศ ประจำประเทศไทย ด้านแรงงานต่างด้าว (ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน)

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่ง เลขาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนราธิวาส สะท้อนภาพ “คนทำงานภาคสนาม” ที่มีสายสัมพันธ์กับทั้งภาคแรงงานและกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ทั้งนี้คู่แข่งตัวจริง “วัชระ ยาวอหะซัน” – แชมป์เก่า 3 สมัย อีกฟากหนึ่งของสนามคือ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส. 3 สมัย ปัจจุบันสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นลูกชายของ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่มายาวนาน

โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา เขต 1 นราธิวาสแทบจะเป็น “ฐานเสียงเหนียวแน่น” ของบ้านยาวอหะซัน ทว่าในยุคที่สังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาท และประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเริ่มเห็นได้ชัดอย่างไรก็ตา “สจ.โป่ง” ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลาง

ซึ่งจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกของ “สจ.โป่ง” สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่เน้น “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าเกมอำนาจ เขาระบุว่า “ประชาชนสมัยนี้รับรู้ข่าวสารเร็ว ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่หรือมาเลเซีย ก็รู้ว่าพื้นที่นราธิวาสเกิดอะไรขึ้น… การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นคำตอบทั้งหมด”

เขายังทิ้งประโยคสำคัญที่สะท้อนแนวทางทางการเมืองของตัวเองว่า “เราไม่มองแพ้หรือชนะ แต่ถามว่าประชาชนได้อะไร ถ้าได้ เราก็พร้อมลง”โดยน้ำเสียงดังกล่าวสะท้อนถึงการพยายามสร้างภาพลักษณ์ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่ไม่ยึดติดกลุ่มอิทธิพล แต่เน้นนโยบายที่จับต้องได้ในระดับท้องถิ่นแม้ยังไม่มีการประกาศพรรคการเมืองที่จะสังกัดอย่างเป็นทางการ แต่จากถ้อยคำของ “สจ.โป่ง” ที่ระบุว่า “อยู่ที่ว่าเคมีตรงกัน” ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า เจ้าตัวอาจกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับหลายพรรคในส่วนกลาง

แหล่งข่าวทางการเมืองท้องถิ่นระบุว่า หาก “สจ.โป่ง” ตัดสินใจลงสมัครจริง เขต 1 จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่ “น่าจับตาที่สุด” ของจังหวัด เพราะเป็นการท้าทายอำนาจของตระกูลการเมืองใหญ่ที่ครองพื้นที่มายาวนานสำหรับสนามเลือกตั้งนราธิวาส เขต 1 จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการชิงเก้าอี้ ส.ส. อีกครั้ง แต่คือ บททดสอบระหว่าง “การเมืองสายตระกูล” กับ “การเมืองสายประชาชน”ทั้งนี้“สจ.โป่ง” จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในฐานะผู้ท้าชิงหน้าใหม่ได้หรือไม่?หรือ “วัชระ ยาวอหะซัน” จะยังคงรักษาฐานเสียงของตระกูลได้ต่อไป?คำตอบสุดท้ายคงต้องรอฟังจาก “ประชาชนในพื้นที่” ที่วันนี้ดูจะพร้อมตัดสินด้วยข้อมูล มากกว่าอิทธิพลแบบเดิม
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัว “ประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ยะลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 พย. 68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีได้มีโอกาสพบคนการเมืองจากภรรคภูมิใจไทย จึงแสดงบัตรนักข่าว และแนะนำำตัวเองว่า
เป็นนักข่าวในพื้นที่ปัตตานี เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของสำนักข่าวไทย ประจำ จ.ปัตตานี จึงขออนุญาต สัมภาษณ์ นายสิระภพ ดวงสอดศรี ผช.รมต กระทรวงยุติธรรม และะเป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทยด้วยเลยขอท่านสัมภาษณ์ ภายในร้านอาหาร แห่งหนึ่งในย่านเศรษฐกิจ ผู้คนพลุกพล่าน ตรง ถนนสาย มอ.ปัตตานี

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมานั้น ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ ทางด้านพรรคภูมิใจไทย ได้ขยับหมากรุกตัวสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 1 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุดในเวทีเลือกตั้งรอบนี้

สวัสดีครับท่าน ก่อนขอแสดงงความยินดีที่ท่านได้รับตำแหน่งงทางการเใหเมืองให้เให้ป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ที่มาเจอกันโดยบังเอิญ ท่านให้เกียรติสัมภาษณ์ผมขอขอบพระคุณท่านมากๆครับ ถึงเรื่องของการเปิดตัว คนมั่งคั่งเจ้าสัวใน จ.ยะลา คือ “ประสิทธิ์ชัย” ลงชิงชัยเก้าอี้ ส.ส.เขต 1 จ.ยะลา
จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามแรก‘ ท่านมาอยู่ในตำแหน่งงทางการเมืองมาจากความตั้งใจ จริง หรือ…ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง ?

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเลือก “ประสิทธิ์ชัย” มาเป็นตัวแทนพรรคในเขต 1 จังหวัดยะลา ไม่ได้เกิดจากโควต้า ไม่ได้เลือกจากศาสนา ไม่ได้ตั้งใจจะเน้นว่าเป็น “ไทยพุทธ” คนเดียวในสนาม แต่เลือกเพราะ “หัวใจ” และ “ความสามารถ” ที่จะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของประชาชนทุกศาสนา ทุกชุมชน”“เราไม่ได้เลือกเขาเพราะเขาเป็นไทยพุทธ หรือเพื่อความแตกต่างทางศาสนา แต่เลือกเพราะเขาเป็นคนที่ฟังพี่น้องประชาชนได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะพุทธ มุสลิม หรือศาสนาใดก็ตาม”

@พื้นฐานที่แข็งแรง…จากรุ่นสู่รุ่นประสิทธิ์ชัย มาจากครอบครัวนักการเมืองที่คนในพื้นที่รู้จักกันดี — พี่ชายของเขาคือ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีต ส.ส.ยะลา 6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองน้ำดีที่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าภูมิหลังคือ “การลงมือทำงานที่ต่อเนื่อง” – หากจะมองตระกูลนี้ มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ยากไร้คน ที่ยากไร้ พวกเค้ามักส่งเสริมการสร้างอาชีพในชุมชน และให้โอกาสกับกลุ่มเปราะบาง มานานกว่าทศวรรษ โดยไม่ต้องรอถึงช่วงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวเลยถามเลยงัดต่อเนื่อง ถึงประเด็น เหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทย เลือกนายประสิทธิ์ ทางด้าน นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และ เป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ตอนนึงในบทสัมภาษณ์ราว2 ชม. ระบุว่า ในการพิจารณาว่าที่ผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทย แต่ละเขตการเลือกตั้ง โดยพรรคมีความเหให้็นพ้องว่า เราให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ ความตั้งใจ และความสามารถจริง ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ หรืออิทธิพลแฝง หรือแม้แต่กระแสชั่วคราวอย่างโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย์ ถ้าถามว่าดีไหม “ดีสิ” แต่โซเชียลมีเดียร์นั้นมันจะเป็นดาบสองรมทันทีหากนักการเมืองทุกคนนำมาใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดและไร้จรรยาบรรณ ซึ่งมารยาททางการเมืองเค้าไม่ใช้กันวิถีอย่างนี้ ”ผอ.พรรคภูมิใจไทยกล่าว“

“นายประสิทธิ์ชัย เป็นคนที่เรามองว่า ไม่เพียงแต่เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมใจคนในชุมชนพุทธและมุสลิมได้อย่างแท้จริง”แต่นี่ไม่ใช่ .. แค่ลงเลือกตั้ง แต่เรามาพร้อมทีมงานเข้มแข็ง ทำด้วยใจจริง และพรรคสนับสนุนให้เป็นจริง สิ่งนี้คือ เบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากระดับผู้บริหารพรรค โดยนายทพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้การสนับสนุนโดยตรง พร้อมด้วยผู้ใหญ่ในพื้นที่และทีมงานคุณภาพที่พร้อมสนับสนุนการทำงานทั้งในและนอกสภา

ผู้สื่อข่าวได้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ The Stringer Today เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568ซึ่งกระทู้ดังกล่าว ผู้ติดตามก็ว่า 2 แสนคนโดยผมจะเจาะรายระเอียดสำคัญๆมา เนื่องจากในกระทู้นั้นโดนบล็อกภายหลังจากตั้งกระทู้ถามีถึงชาวจ.ยะลา ว่าทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?

  • ทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?
  • เป็นผู้สมัครที่ “ไม่ได้มาเพื่อแข่งขัน” แต่ “มาเพื่อรับใช้”
  • เข้าใจพื้นที่ รู้จักปัญหาทุกซอกทุกมุมของเขต 1
  • เชื่อมโยงได้ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม
  • มีประสบการณ์ครอบครัวด้านการเมืองที่ไม่ทิ้งประชาชน
  • ได้รับการสนับสนุนจากพรรคและทีมผู้บริหารระดับชาติ
  • ภายหลังจากนั้น ก็จบการสนทนาสั้นๆกับทาง ผอ.พรรคภูมิใจไทย

บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”
“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” ต่อมา ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าเพิ่มเติม ของนายสิรภพอีกว่านอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าหากประชาชนในจังหวัดยะลา (เขต1) กำลังมองหา “ตัวแทนของชาวบ้าน ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง และะลงพื้นที่จริง จิตใจดี เมตตา มีหัวใจเพื่อส่วนรวม ที่สำคัญเลยคือ ไม่แบ่งแยกศาสนา และกล้าที่จะพูดแทนประชาชน”

พรรคภูมิใจไทยได้เลือก “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” มาเป็นทางเลือกให้พี่น้องประชาชน ที่พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองในเวทีการเมืองระดับชาติ ด้วยผลงานและเจตนาที่ชัดเจน ถึงเวลาแล้ววที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวของท่านเองให้เข้าไปมีบทบาท มาเป็นกระบอกเสียงให้ชาวยะลาเขต1 เป็นตัวแทนของพลังงานร่วมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีอย่างยาวนานในพื้นที่ที่เรียกได้ว่า เป็นระเบียงแห่งงเมทองมักกะหฺ์ ประชาชนทุกคนจะได้เห็นภาพ กลิ่นอายความจริงที่ชาวบ้านมึเงินสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน จุนเจือพ่อแม่ เพราะมั่นใจได้เลยว่า เศษฐกิจที่ซบเซาในเมืองจ.ยะลา กลับมายุคเฟื้องฟูอีกครั้ง เลือก นายประสิทธิ์ ยะลาเขต1 คนใหม่ ที่ใครๆ ทุกศาสนาเข้าถึงได้ ด้วยสโลแกนว่า “เสียงจากประชาชน ต้องมีคนจริงใจ เป็นกระบอกเสียงแทน”

ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สส.อีฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 สส.ใหม่ป้ายแดงลงพื้นที่ชายแดนร่วมกับผู้ใจบุญจิตอาสาเพื่อทำถนนให้ทหารไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมพ.ศ 2568 นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.อีฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 ได้ลงพื้นที่พร้อมภาคประชาชนจิตอาสาตามโครงการ ตั้มสายบุญทุกดิน-ทุกค่าย และรถไถดินดิน โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนรถขนหิน

จากโรงโม่หินปรางค์ทรัพย์ โรงโม่ศิริสิน โยธาการ และโรงโม่หิน ศิลาภู และเจ้าของรถดั๊มผู้ใจบุญที่เข้ามาร่วมโครงการมากกว่า 50 คัน การทำบุญครั้งนี้ได้รับการร่วมมือและประสานงานจากเสี่ยแมน-แม็คโคร แดงสติ๊กเกอร์ อนุพงษ์ สมเพชร และกรมป่าไม้ ตชด

การจัดทำโครงการในครั้งนี้เพื่อทำถนนให้กับทหารตระเวนชายแดน เส้นทางช่าปีกา-พลานตากผ้า-โดนไป เพื่อให้สะดวกและปลอดภัยต่อการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาดินแดนไทยของเรา

นอกจากนั้นสส.อิฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 ยังได้ให้กำลังใจและร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ทหารตระเวนชายแดนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และพี่น้องประชาชนจิตอาสาทุกๆ

คนอย่างเป็นกันเองโดยมีชาวบ้านตำบลห้วยจันทร์ มาร่วมทำอาหารให้ทุกคนได้ล้อมวงทานข้าวกันอย่างอร่อยและอบอุ่น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมช.อามินทร์ เปิดโครงการเร่งรัดทำหมันสุนัข-แมว จ.นราธิวาส คุมโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จ.นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่โรงเรียนนราสิกขาลัย ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยงจังหวัดนราธิวาส

ปีงบประมาณ 2569 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมีนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายจักรพงษ์ ขานโบ ปศุสัตว์จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดนราธิวาสประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ว่าปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัด เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของประชาชน และที่สำคัญคือความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด แม้ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสยังไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิตก็ตาม

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง และได้น้อมนำพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว

เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ไม่ใช่แค่การควบคุมประชากรสัตว์ แต่ยังเป็นการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืน และช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในชุมชน โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้านนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนิน

โครงการในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย การควบคุมประชากรสัตว์จรจัดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถติดต่อสู่คนได้ และกรมปศุสัตว์จะยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาประชากรสุนัขและแมว และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้นายอามินทร์ ได้มีการมอบนโยบายในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน พบปะประชาชน และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร อีกทั้งได้รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ โดยภายในงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ พบปะประชาชน และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ประกอบด้วย มอบ ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 41 ราย มอบพันธุ์สัตว์ (โคพื้นเมือง, กระบือ, แพะ ฯลฯ) และเวชภัณฑ์ให้เกษตรกร


มอบพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100 กก. และหญ้าอาหารสัตว์ 70 กก.แจกอาหารสุนัข-แมว จำนวน 500 กก.และแจกไข่ไก่เพื่อรณรงค์การบริโภค จำนวน 1,000 ฟองพร้อมกันนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับการผ่าตัดทำหมันสัตว์เลี้ยง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์ปลอดโรค เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศึกเลือกตั้งสมรภูมิโคราชเดือด “บุญจง ภูมิใจไทย” หวังกวาดที่นั่ง สส. โคราช

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอหนองบุนมาก จ.นครราชสีมา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเลือกตั้งสมัยหน้าที่จะมาถึงนี้ พรรคภูมิใจไทย หวังว่าที่นั่งในพื้นที่โคราชเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

พร้อมทั้งได้เตรียมตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ดีมีคุณภาพเอาไว้พร้อมแล้ว เพื่อรับใช้พี่น้องประชาชนในนามพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่อำเภอหนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เพื่อพบปะกำนันผู้ใหญ่บ้าน กว่า 400 คน

ให้แนวทางนโยบายโครงการคนละครึ่ง ตามนโยบายรัฐบาล ยุคนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบโครงการคนละครึ่งคนละ 2,000 บาทให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้ให้ความรู้ความเข้าใจ

ให้กับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็นตัวแทนไปทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ชาวอำเภอหนองบุญมาก ที่จะได้เงินคนละครึ่ง เพื่อเป็นเงินช่วยเหลืือรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานได้เพียง 4 เดือน หรือ120 วันก็จะทำการยุบสภา และ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตนเองในฐานะอดีต สส.นครราชสีมา และ สังกัดพรรคภูมิใจไทย คงอาสาพี่น้องประชาชนชาวอำเภอหนองบุญมาก

เพื่อให้สนับสนุนตนอีกครั้ง และขณะนี้มีผู้ประสงค์เข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย พร้อมส่งลงเลือกตั้ง สส.นครราชสีมา ทั้ง 16 เขต มีความคาดหวังว่าพรรคภูมิใจไทย จะสามารถกวาด สส.นครราชสีมาเข้ามาได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจะพัฒนาโคราชให้เจริญเติบโตต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นณ์ตวรรณ เบอร์ 2 ภูมิใจไทย กราบพ่อแม่ แถลงชัยชนะ หลังทิ้งห่างคู่แข่งกว่า 8 พันคะแนน

แชร์เนื้อหานี้

***บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเฮฉลองชัย หลังจาก น.ส.จินต์วรรณ ไตรสรณกุล หรือ “อีฟ” ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคภูมิใจไทย กวาดคะแนนนำห่างคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เป็นทางการ

***ผลคะแนนนับไปแล้ว 95% เบื้องต้น น.ส.จินณ์ตวรรณ หมายเลข 2 พรรคภูมิใจไทย ได้ 40,093 คะแนน ขณะที่ น.ส.ภูริกา สมหมาย หรือ “กุ้ง” ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้ 31,349 คะแนน ห่างกัน 8,744 คะแนน

***ทั้งนี้ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย มีแกนนำสำคัญร่วมฉลองชัย ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ไตรศุรี ไตรสรณกุล (กวาง) เลขาธิการรัฐมนตรี, นายวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ, นายธีระ ไตรสรณกุล อดีตผู้สมัคร ส.ส. และบิดา–มารดาของผู้ชนะเลือกตั้ง โดยในบางช่วงบรรยากาศอบอุ่นถึงขั้นมีการกอดและหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ

***หลังทราบผลไม่เป็นทางการ น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้นำพวงมาลัยมากราบพ่อแม่ พร้อมกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวศรีสะเกษ เขต 5 ที่มอบความไว้วางใจ “วันนี้เราเห็นชัยชนะของเรา คือความร่วมมือของพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 ที่ส่งสัญญาณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง”
***น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวต่อว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะเกิด

จากหลายด้าน โดยเฉพาะการบริหารจัดการปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนมองว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลเดิม เพราะพื้นที่ศรีสะเกษเคยเป็นจุดที่ต้องอพยพ แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแล อีกทั้งการลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เข้าถึงประชาชนได้จริง “สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการเตรียมหาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน และแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ จะทำให้ดีที่สุด ให้ประชาชนเห็นความจริงใจ” น.ส.จินณ์ตวรรณ ย้ำ

***ขณะที่บรรยากาศฝั่งพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดย น.ส.ภูริกา ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ แต่แจ้งว่าจะทำการแถลงผ่านเพจพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ คนทยอยมาใช้สิทธิกันต่อเนื่อง ชาวบ้าน เผยอยากได้ สส. ที่ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนอย่างจริงจัง

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหลังเปิดหีบเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ เขต 5 เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 28 ก.ย. 68 พี่น้องประชาชนต่างออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันคึกคัดตั้งแต่เช้า โดยผู้สื่อข่าวได้ลงสังเกตการในเขตเทศบาลตำบลขุนหาญ ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ หน่วยเลือกตั้งที่ 7 เขตเลือกตั้งที่ 5 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งที่มี นส.ภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ผู้สมัคร สส. เขต 5 หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ลูกสาวของอดีต สส.อมรเทพ ที่เสียงลงกะทันหัน มาเลือกตั้งที่หน่วยนี้ นอกจากนี้ยังมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาใช้สิทธิเลือกตั้งกัน

***โดยเวลา 08.49 นส. ภูริกา สมหมาย หรือ กุ้ง ผู้สมัคร สส. เขต 5 หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ก็ควงแขนคุณแม่ มาเข้าคูหาใช้สิทธิอเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากใช้สิทธิเลือกตั้งเสร็จ นส.ภูริกา ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ตนเข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับคุณแม่ ตอนนี้ตนรู้สึกปลอดโปร่งและอากาศแจ่มใสมาก ก่อนที่จะออกมาจากบ้านตนได้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพรจากคุณพ่ออมรเทพ สมหมายขอให้ตนได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ และตนก็มั่นใจว่าจะเอาชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

***ด้าน นางมาลัย ศรีมงคล อายุ 52 ปี แม่ค้าในตลาดสด เปิดเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ตนอยากได้ สส. ที่จะเข้าไปเป็นปากเป็นเสียง อยากได้ สส. ที่เก่งมีความสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงภัยสงครามตนอยากให้มันเคลียปัญหาให้เสร็จๆ และอยากให้ สส. เข้าไปช่วยเรื่องเศรษฐกิจเรื่องราคาข้าวราคามัน และดูเรื่องราคาปุ๋ยที่แพงเกิน ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวจำหน่ายก็จะมีกำไรพอได้เลี้ยงชีพบ้าง ส่วยเรื่องชายแดนตอนนี้ตนยังมีความกังวลอยู่กลัวว่าจะเกิดเหตุยิงปะทะกันขึ้นมาอีกเห็นว่าวันที่ 1 ตุลาคม ให้เตรียมอพยพ ต้นอยากให้รีบช่วยแก้ปัญหาให้จบๆ

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนบรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งในตำบลอื่นบนว่า บรรยากาศช่วงเช้าส่วนมากจะมีผู้สูงอายุเข้ามาใช้สิทธิก่อนเป็นส่วนมาก ทั้งนี้การเลือกตั้งซ่อน สส. เขต 5 ในครั้งมีอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นกัน คือ ผู้สมัคร สส. เขต 5 ของพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 คือ นส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล (อีฟ) ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตที่ตัวเองลงสมัคร เนื่องจากไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาที่เขต 5 แต่ก็ไม่ได้ขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร สส. แต่อย่างใด ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่มีภาพของ นส.จินณ์ตวรรณ เข้าคูหากาเลือกตัวเอง ทั้งนี้การเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ เขต 5 มีผู้สมัครลงชิงชัยเพียง 2 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และจากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเขตเลือกตั้งอยู่ 2 อำเภอ คือ อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 236 หน่วย ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 127,143 คน

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษ อาจารย์อีฟ จินณ์ตวรรณ” เบอร์ 2 ภูมิใจไทย ลุยหาเสียงขุนหาญ ชูนโยบายเกษตร ชายแดน พูดแล้วทำ

แชร์เนื้อหานี้

การเมืองเขต 5 ศรีสะเกษคึกคัก “อาจารย์อีฟ” จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 2 ลงพื้นที่อำเภอขุนหาญ เดินเคาะประตูบ้าน พบปะชาวบ้านอย่างถึงพริกถึงขิง ชูนโยบายช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนค่าปุ๋ย–แก้ราคาพืชผลตกต่ำ พร้อมควบคู่แก้ปัญหาชายแดน ย้ำจุดยืนพรรคภูมิใจไทย “พูดแล้วทำ” ไม่ซ้ำรอยการเมืองแบบเดิม บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านในพื้นที่ให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น โดยอาจารย์อีฟเผยว่า จากการลงพื้นที่ทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลังเลือกผู้แทนพรรคเดิมต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงวาทกรรมการเมืองซ้ำ ๆ

“พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ เราจะทำตามที่บอกกับพี่น้อง ประชาชนไม่อยากได้การเมืองแบบเก่า ๆ อีกต่อไป” อาจารย์อีฟกล่าว พร้อมย้ำถึงแนวทางการหาเสียงที่มุ่งตรงสู่ความต้องการของพื้นที่จริง ไม่ใช่คำสัญญาลอย ๆสำหรับนโยบายหลัก พรรคภูมิใจไทยเตรียมแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเป็นหนี้ค่าปุ๋ย พรรคได้วางโรดแมปชัดเจน โดยเริ่มแก้ปัญหามันสำปะหลังก่อน จากนั้นจะขยายไปสู่ราคาข้าว และดำเนินมาตรการลดต้นทุนการผลิตควบคู่กัน

ในด้านความมั่นคงชายแดน อาจารย์อีฟระบุว่า แม้อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์จะไม่ใช่พื้นที่กระสุนตกโดยตรง แต่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการอพยพหนีภัย รวมถึงปัญหาเงินเยียวยาผู้ประสบภัยโดยตรงและสัตว์เลี้ยงที่เสียหายจำนวนมาก จึงต้องเร่งเข้ามาจัดการอีกทั้งยังมีปัญหาหมุดแดนบริเวณช่องสะงำจากบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ที่ทำให้เกิดการรุกล้ำพื้นที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญความเสี่ยง พรรคภูมิใจไทยประกาศจะผลักดันให้มีการเจรจาและหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นคงให้พี่น้องประชาชนชายแดน/////

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนง.กกต.จว.มุกดาหาร​ ตรวจติดตามและนิเทศสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดมุกดาหาร​ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 เวลา 10.00​ นาฬิกา นายจักรินทร์​ ชาลีพุทธ​าพงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร​ มอบหมายให้

นายพิเชฐ สุภัคชูกุล หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง พร้อมด้วย นางสาวมยุรี วงศ์ศรีธนกุล พนักงานการเลือกตั้งชํานาญการ​ และบุคลากรช่วยปฏิบัติงานตามโครงการตรวจติดตามฯ

ดำเนินการตรวจติดตามการดำเนินกิจกรรมและนิเทศสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประจำปี 2568 ณ สำนักงานสาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประจำจังหวัดมุกดาหาร เขต 1 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร​ จังหวัด​มุกดาหาร​

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สํารวจข้อมูล สาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด​ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร​ ในการดําเนินกิจกรรม ทางการเมืองให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรรมการสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด​ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย


โดยมี​ ร.ต.​ต.สุ​เทียน​ ทอง​โสม​ หัวหน้าสาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคณะกรรมการสาขา ให้การต้อนรับและชี้แจงการดำเนินกิจกรรม ซึ่งผลการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สส.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีร้องเรียน “ส่วยสัญชาติ” ที่ว่าการอำเภอฝาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กันยายน 2568 สส.สมดุลย์ อุตเจริญ เขต 7 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน พร้อมทีมงาน รวมทั้ง สส.กัณวีร์ สืบแสง , ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ทีมผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่อำเภอฝาง หลัง

ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนใน อ.ฝาง อ.ไชยปราการ และ อ.แม่อาย กรณี ถูกเรียกรับเงินเพื่อขอสัญชาติไทย ทั้งที่ตามกฎหมาย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าธรรมเนียม 160 บาท (100 บาท ค่าขึ้นทะเบียนบ้าน ทร.14 และ 60 บาท ค่าทำบัตรประชาชน)

 ชาวบ้านบางรายเผยว่า ถูกเรียกเงินตั้งแต่ 5,000–20,000 บาท ทำให้หลายครอบครัวไม่กล้ามาดำเนินการ และกังวลว่าจะหมดสิทธิ์ภายในเดือนกันยายนนี้
ตาม มติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 มีประชาชนกว่า 483,626 คน ที่สามารถยื่นขอสัญชาติได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียเงินใดๆ จึงต้องการยืนยันความจริงให้ประชาชนมั่นใจ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการหาผลประโยชน์

ด้าน น.ส.ภัชรีภรณ์ ทาวดี ปลัดอำเภอฝาง ชี้แจงว่า ทางอำเภอรับคิววันละ 150 ราย ผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้าน และยืนยันว่า ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมรับปัญหาว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะเร่งประสานกรมการปกครองให้สนับสนุน

 สส.สมดุลย์ อุตเจริญ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิทธิของประชาชนในการได้สัญชาติไทยเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง เราจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ใครมาหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของชาวบ้าน”

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ภูมิธรรม” นำข้าราชการ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล 12 สิงหาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (12 ส.ค. 68) เวลา 07:00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 94 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568

ณ มณฑลพิธี ท้องสนามหลวง โดยมี รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย รองประธานคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08:00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย รองประธานคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ในนามนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี โดยนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมทูลเกล้าฯ และลงนามถวายพระพรฯ ตามลำดับ

และในเวลา 08:30 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะ

กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และสมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ wellwishes.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2568

“ภูมิธรรม” เปิดงาน “OTOP ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” ภายใต้แนวคิด จากสองมือคนไทย…สู่หัวใจคนทั้งโลก (From Hand To Heart) พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย วันที่ 9-17 ส.ค. 68 ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

.วันนี้ (11 ส.ค. 68) เวลา 15.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “OTOP ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” โดยมี รศ.อภิญญา เวชยชัย รองประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

คณะทูตานุทูตจากประเทศต่าง ๆ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม

ผู้ว่าราชการจังหวัด อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย คณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนผู้เที่ยวชมงานกว่า 2,000 คน ร่วมพิธี ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

โอกาสนี้ นายภูมิธรรม และคณะ ร่วมรับชมการแสดงชุด “ศิลปาชีพมรดกภูมิปัญญาเหนือกาลเวลานิรันดร์กาล” บอกเล่าเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยและหัตถกรรมไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืนถึงปัจจุบัน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า งาน “OTOP ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด จากสองมือคนไทย… สู่หัวใจคนทั้งโลก (From Hand To Heart) เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมา โดยทรงอุทิศทุ่มเทพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ

เพื่ออนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์ของไทยให้ดำรงเป็นความภาคภูมิใจของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยมี “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เป็นมูลนิธิที่ทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ราษฎรไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ผลิตงานศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ชนบท และท้องถิ่นทุรกันดาร อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาฝีมือและรังสรรค์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้ดียิ่งขึ้นจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เพื่อสนองพระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทย รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อขจัดความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นในทุกมิติ ด้วยการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคกัน ซึ่ง OTOP เป็นโครงการที่เห็นผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างงานเพื่อขจัดความยากจน และสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน สะท้อนผ่านตลอดระยะเวลาของโครงการที่ผ่านมา เราได้เห็นพี่น้องในชนบทตั้งใจสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นตนเองให้มีคุณภาพมาตรฐาน และมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการขยายผลโครงการ OTOP ด้วยการสนับสนุนและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากยิ่งขึ้น สินค้า OTOP บางประเภทที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับงานฝีมือแบบโบราณ เช่น ผ้าทอมือ เครื่องเงินหรือเครื่องทองโบราณ ซึ่ง OTOP ก็มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์งานศิลปะอันเกิดจากภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าให้คงอยู่สืบต่อไป และขณะเดียวกัน ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายประเทศที่จำเป็นต้องมีการพัฒนารูปลักษณ์ สีสันหรือการออกแบบให้ทันสมัย เพื่อให้สินค้านั้นมีความร่วมสมัย

ซึ่งโครงการ OTOP ก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาต่อยอดสินค้าเหล่านั้นให้สามารถตอบสนองความต้องการและรสนิยมของคนรุ่นใหม่” นายภูมิธรรม กล่าว นายภูมิธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า OTOP เป็นโครงการที่นอกจากจะช่วยอนุรักษ์และสืบสานงานของคนในชุมชนและท้องถิ่นแล้ว ยังช่วยพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญงาน OTOP ถือเป็นตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกภาคของประเทศไทยและชาวต่างชาติได้เลือกซื้อ อันจะเป็นการสร้างรายได้ สร้างรอยยิ้ม และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ผลิตงาน

อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ของประเทศไทย เป็นการแสดงความตั้งใจในการสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศไทย เพื่อให้ความรู้ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สามารถสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องขอขอบคุณกระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ที่ได้ระดมทุกสรรพกำำลังเพื่อขับเคลื่อนโครงการ OTOP รวมถึงการจัดงานในครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเหล่าผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ตลอดมา

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงาน “OTOP ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นไทย และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของดีของไทยอันเป็นการกระจายเม็ดเงินเข้าไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นายภูมิธรรม กล่าวในช่วงท้าย

ด้านนางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนผ่านโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมผลักดัน Soft Power เพื่ออนุรักษ์ พื้นฟู และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “OTOP ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 68 รวม 9 วัน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

“ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ 1) โซนเฉลิมพระเกียรติ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) โซน OTOP คัดสรรและชวนชิม ผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับ 3-5 ดาวกว่า 2,000 ราย พร้อมอาหารและเครื่องดื่มขึ้นชื่อกว่า 160 ร้านค้าจากประเทศ 3) โซน OTOP ออนไลน์ – Modern Trade และ OTOP Trader แสดงผลงานและพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 4) โซนศูนย์ศิลปาชีพและศิลปิน OTOP ผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผลงานศิลปินผู้สืบสานภูมิปัญญาไทย 5) โซนผ้าไทยใส่ให้สนุก

ผ้าและเสื้อผ้าดีไซน์ร่วมสมัยจากทุกภูมิภาครวมถึงผลิตภัณฑ์จากเส้นไหม และเส้นใยธรรมชาติ 6) เวทีกิจกรรมและการแสดง การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมส่งเสริมการขาย และการแสดงจากศิลปินดารา ตลอดรายการ และที่สำคัญเป็นพิเศษ คือ โซนเครือข่าย OTOP ของผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทุกครั้ง เราจะเปิดพื้นที่ให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆได้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นในการกระจายสินค้าและสร้างรายได้ โดยมียอดจำหน่ายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 147 ล้านบาทเศษ จากเป้าที่กำหนดไว้ที่ 600 ล้านบาท สะท้อนถึงพลังการตลาดที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างอบอุ่น

สำหรับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่ร่วมในพิธีเปิดฯ ได้แก่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมการปกครอง นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค นายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด และนางสุจิตรา ศรีนาม ที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย

.กองสารนิเทศ สป.มท.ครั้งที่ 520/2568 วันที่ 11 ส.ค. 2568