คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชลประทานที่ 1 ผนึกกำลังเรือนจำ นำผู้ต้องขังชั้นดี “ขุดลอกเหมืองพญาคำ” รับมือภัยแล้ง เพิ่มปริมาณน้ำสู่พื้นที่เกษตร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2568) นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการ สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วย นายเกื้อกูล มานะ

สัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ลงพื้นที่บริเวณปากเหมืองฝายพญาคำ ถนนเชียงใหม่ – ลำพูน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

เพื่อติดตามความคืบหน้าการขุดลอกลำเหมืองฝายพญาคำที่ตื้นเขิน ซึ่งมีแผนการขุดลอกครอบคลุมระยะทางประมาณ 2 ก.ม. แต่

ปากเหมืองฝายไปจนถึงบริเวณวัดเมืองสาตร ต.หนองหอย อ.เมือง โดยปัจจุบัน ดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ 80 โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ประสานไปยัง เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอกำลังผู้ต้องขังชั้นดีมา

ร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในการช่วยขุดลอกคลองเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและจัดการในส่วนที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง

ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 วัน คาดว่าหากแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลของน้ำปิง เข้าสู่ปากเหมืองพญาคำ

ได้ดียิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง และให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก….

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ. เดินหน้าภารกิจ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 น้ำหนักรวม 44 ตัน /AOT เดินหน้าดูแลชุมชมปีที่ 8 มอบเครื่องช่วยฟัง รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

สธ. เดินหน้าภารกิจ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 น้ำหนักรวม 44 ตัน
กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 จากคดีรวม 55,876 คดี น้ำหนักรวมหีบห่อ 44 ตัน มากที่สุด ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ คีตามีน ไซบูตรามีน เฮโรอีน คลอรัลไฮเดรต และฝิ่น ส่วนภารกิจด้านการบำบัดฟื้นฟู ในปี 2568 ได้นำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษากว่า 2.47 แสนคน และส่งกลับคืนสู่สังคมแล้วกว่า 1.5 แสนคน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 โดยมี นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พลตำรวจตรีสมบูรณ์ เทียนชาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองทัพบก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด กรมศุลกากร กรมประชาสัมพันธ์ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการเผาทำลายยาเสพติดของกลางอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 60 ภายใต้ปฏิบัติการ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” มียาเสพติดของกลางที่ผ่านการตรวจรับและอนุมัติให้เผาทำลายจาก 55,876 คดี น้ำหนักรวมหีบห่อ 43,643 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักตัวยาเสพติด 34,655 กิโลกรัม 680 กรัม 416 มิลลิกรัม มากที่สุดคือ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) 24,095 กิโลกรัม รองลงมา เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) 7,208 กิโลกรัม คีตามีน 1,642 กิโลกรัม ไซบูทรามีน 554 กิโลกรัม เฮโรอีน 478 กิโลกรัม คลอรัลไฮเดรต 306 กิโลกรัม ฝิ่น 160 กิโลกรัม และยาเสพติดอื่น ๆ

การเผาทำลายใช้เตาเผาขยะอันตรายด้วยเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย เตาเผาชุดที่ 1 แบบหมุน (Rotary Kiln) อุณหภูมิมากกว่า 850 องศาเซลเซียส และเตาเผาชุดที่ 2 แบบทรงกลมตั้ง อุณหภูมิมากกว่า 1,200 องศาเซลเซียส เพื่อให้มั่นใจว่าสารประกอบอินทรีย์อันตรายถูกทำลายมากกว่า 99.99996% ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตรวจสอบควบคุมสารมลพิษทุก 3 ชั่วโมง โดยจะเผาต่อเนื่อง 36–38 ชั่วโมง

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากภารกิจด้านการเก็บรักษา การทำลาย การนำไปใช้ประโยชน์ และการรายงานยาเสพติด ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้รับผิดชอบหลักแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังรับผิดชอบด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดปี 2568 ได้นำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดทั้งในรูปแบบผู้ป่วยบำบัดโดยชุมชนเป็นฐาน (CBTX) มินิธัญญารักษ์ สถานฟื้นฟูภายใต้สถานพยาบาล และการบำบัดในผู้ต้องขัง รวม 247,000 คน ได้รับการบำบัดครบกระบวนการและกลับคืนสู่สังคมแล้ว 150,000 คน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

AOT เดินหน้าดูแลชุมชนต่อเนื่องปีที่ 8 มอบเครื่องช่วยฟังแก่ประชาชนรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ห่วงใยใส่ใจคุณภาพชีวิตชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จัดพิธีมอบเครื่องช่วยฟังแก่ผู้บกพร่องทางการได้ยิน ประจำปี 2568 ตอกย้ำนโยบายการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องช่วยฟังตามโครงการตรวจสมรรถภาพการได้ยินและสนับสนุนเครื่องช่วยฟังให้กับประชาชนที่อยู่โดยรอบ ทสภ. ประจำปี 2568 โดยมี นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าร่วมพิธีด้วย ณ ห้องจัดเลี้ยง 1 ชั้น 5 อาคารสำนักงาน ทสภ.


โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ AOT ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยฝ่ายสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูญเสียการได้ยินสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตด้านการได้ยินที่ผิดปกติให้ดีขึ้นหรือใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ทอท.กับประชาชนและชุมชนโดยรอบ ทสภ. อย่างยั่งยืน


สำหรับปี 2568 จากการตรวจสมรรถภาพการได้ยินอย่างละเอียด โดย โสต ศอ นาสิกแพทย์ พบมีผู้บกพร่องทางการได้ยินที่สมควรได้รับเครื่องช่วยฟัง จำนวน 12 ราย โดยมี 4 ราย ที่ได้รับคนละ 1 เครื่อง และมี 8 ราย ที่ได้รับคนละ 2 เครื่อง รวมจำนวนเครื่องช่วยฟังที่มอบในครั้งนี้ 20 เครื่อง มูลค่ารวมทั้งสิ้น 700,000.-บาท (ราคาเครื่องละ 35,000 บาท) จนถึงปัจจุบัน AOT ได้มอบเครื่องช่วยฟังให้กับประชาชนที่สูญเสียการได้ยินไปแล้วรวมทั้งสิ้น 83 ราย รวม 139 เครื่อง คิดเป็นมูลค่ารวม 4,470,000 บาท


การดำเนินงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของ AOT ที่ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบท่าอากาศยานให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบทั้ง 6 แห่ง คือ ทสภ. ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิดการเป็นสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน (Corporate Citizenship Airport)


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว ทายาทนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ /วัดแทบแตก! งานบวชลูกชายนายกฯ เมืองแพรกษาใหม่ ประชาชนแห่ร่วมอนุโมทนาคับคั่ง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ถือฤกษ์งามยามดี แรม 11 ค่ำ เดือน 12 จัดพิธีตัดปอยผมและปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว บุตรชาย คนโต

ก่อนวันรุ่งขึ้นจะบวชเป็นพระ ณ พัทธสีมาวัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า) ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นายวรพร อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1สจ.ชนะ หง่วนงามศรี รองประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน ข้าราชการเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่

ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลแพรกษาใหม่ นำโดยกำนันธนสัน วสันต์ (กำนันปี๊บ) กำนันตำบลแพรกษาใหม่ และพ่อค้าประชาชน ร่วมพิธีตัดปอยผมและปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว กันอย่างเนื่องแน่น

ภายในงานได้รับความเมตตาจากพระอุปัชฌาย์ พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม เจ้าคณะตำบลบางปู เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ฉลองผ้าไตร

ซึ่งการลาอุปสมบทในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของบุพการี ครูอาจารย์ และผู้ให้การอุปการะคุณ ทั้งหลาย ตลอดจนเพื่อเข้าศึกษาธรรมมะ ปฏิบัติในศีลธรรมหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในเวลา 17.00 น.

จะมีพิธีทำขวัญนาค ส่วนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 68 เวลา 15.00 น.นำนาคเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า)


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

วัดแทบแตก! งานบวชลูกชายนายกฯ เมืองแพรกษาใหม่ ประชาชนแห่ร่วมอนุโมทนาคับคั่ง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากกว่า 1,000 คน

ที่เดินทางมาร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบท นาคแม็ก – วิษณุ บุญริ้ว บุตรชายคนโตของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ และ นางสาววาสนา สว่างวงษ์ มารดา
ภายในพิธีมีครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ ปู่ ย่า ตา ยาย

รวมถึงคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภา พนักงานเทศบาล แขกผู้มีเกียรติ เพื่อนสนิท และประชาชนจากตำบลแพรกษาใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก จนบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเรียกได้ว่า “วัดแทบแตก”

สำหรับการอุปสมบทในครั้งนี้ นาคแม็ก ตั้งใจบวชเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา ครูอาจารย์ และผู้ที่ให้การอุปการะ พร้อมทั้งศึกษาธรรม ปฏิบัติศีลและคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พัทธสีมา

วัดน้อยสุวรรณาราม เป็นเวลา 7 วันโดยพิธีอุปสมบทได้รับความเมตตาจาก พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม และเจ้าคณะตำบลบางปู

เป็นพระอุปัชฌาย์ ประทานฉายาทางธรรมว่า “อภิชะโน” แปลว่า “ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง”บรรยากาศตลอดงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเต็มไปด้วยความยินดีของญาติมิตรและประชาชนที่มาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างพร้อมเพรียง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.ศรีสะเกษ สมโภชศาลหลักเมืองปรางค์กู่ และเฉลิมฉลองวันสถาปนาอำเภอปรางค์กู่ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว ชูเมืองน่าเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันนี้ 16 พ.ย. 68 ที่บริเวณหน้าศาลหลังเมืองปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานเปิดโครงการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมสมโภชศาลหลักเมืองปรางค์กู่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 พ.ย. 68 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่

เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาโบราณ ตลอดจนโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว

ให้มีคุณภาพ พร้อมผลักดันส่งเสริมด้านการตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดยมี นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอปรางค์กู่ นำหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับลักล่าวรายงาน

***โดยกิจกรรมหลังพิธีเปิดมีการนำนางรำกว่า 800 คน มาร่วมรำถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ภายในงานระหว่างวันที่ 15-20 พ.ย. 68 จะมีการจัด

จำหน่ายสินค้าสินค้า OTOP ของดีในอำเภอปรางค์กู่ และของดีของจังหวัดศรีสะเกษ กิจกรรมการประกวดผลผลิตทางการเกษตร กล้วยน้ำว้า มะพร้าวน้ำหอม กิจกรรมร้องเพลงลูกทุ่งประกอบห่างเครื่อง กิจกรรมการประกวดไก่พื้นเมืองสวยงาม กิจกรรมการประกวดอาหารพื้นถิ่น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / APEX เปิดตัว “OligioX” นวัตกรรมยกกระชับจากเกาหลี ผู้นำเทรนด์ความงามระดับโลก ที่แรกในประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

APEX Hospital & Clinics ศูนย์ความงามและศัลยกรรมตกแต่งอันดับหนึ่งของเอเชีย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกจัดงาน “APEX Deal of The Year” เพื่อขอบคุณทุกความไว้วางใจจากลูกค้าที่ทำให้ APEX ก้าวสู่เครือข่ายกว่า 60 สาขาทั่วประเทศภายในงานยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ APEX ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก มามอบให้กับลูกค้าชาวไทยก่อนใคร ด้วยมาตรฐานความงามระดับสากลที่ APEX ยึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญจาก พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) APEX Hospital & Clinics

พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศเกาหลี “OligioX” โปรแกรมยกกระชับใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เย็น ยก ยุบ นาน” ที่ตอบโจทย์การยกกระชับผิวอย่างปลอดภัย เห็นผล และมีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องพักฟื้นงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน Promotion Zone B ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยภายในงานได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชน แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงผู้ที่รักความงามอย่างคับคั่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ

พิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากเหล่านางแบบ–นายแบบเวที THAI FACE TOP MODEL Organized by LettersAround ที่มาร่วมถ่ายทอดความงามในมิติใหม่ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาพิเศษ โดยได้รับเกียรติจากดร.พลอย พชรพร พิจารณากุล Brand Director, APEX Hospital & Clinics
Mr. ไอแซค จาง (Isaac Zhang) General Manager, บริษัท วอนเทค เอเชียคุณรัตมา กำธรเจริญ Business Director, บริษัท วอนเทค เอเชีย และคุณหมอโอ พ.ญ.จิรา คุณากรวงศ์ (ว. 41082)

ตัวแทนทีมแพทย์จาก APEX Hospital & Clinics
ร่วมพูดคุยถึงแนวคิดด้านเทรนด์ความงามที่สอดคล้องกับกระแสโลกในเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งยกระดับเทคโนโลยี RF (Radio Frequency) สู่มิติใหม่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสบายระหว่างทำ และความปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า APEX ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพักฟื้น ภายใต้คอนเซ็ปท์ “APEX สวยไม่เสี่ยง” อย่างแท้จริง
พร้อมเผยโฉมเทคโนโลยีความงามจากประเทศเกาหลีโปรแกรม “OligioX” — นวัตกรรมยกกระชับแห่งยุคที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย โดย APEX Hospital & Clinics ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำในการเปิดตัว First Launch ในประเทศไทย และเตรียมพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นี้

บรรยากาศภายในงานยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากสองนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “อั๋น – อัครพรรฒ บุนนาค” จากซีรีส์ Dangerous Queen คนโปรดของควีน ทางช่อง 7HD และ “นีฟ – รัฐนันท์ สุขอุบล” จากซีรีส์ คุณยมทูต ทางช่อง 3HD ที่มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวและเทคโนโลยีความงามที่ทั้งสองให้ความสนใจจาก APEX อีกด้วย
APEX Hospital & Clinics ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะ “ศูนย์ความงามครบวงจร” ที่ผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวัตกรรมยกกระชับ ฉีดผิว และปรับรูปหน้า

โปรแกรมเลเซอร์งานผิว ดูแลปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยสิวเลเซอร์กำจัดขนการดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีลดไขมันมาตรฐานสากลโปรแกรมเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness & Longevity) ฟื้นสมดุลสุขภาพจากภายใน
ศัลยกรรมตกแต่งโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ครอบคลุมการดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน และหัตถการเฉพาะด้าน

โดยทุกบริการอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลก
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือรับสิทธิพิเศษในแคมเปญ “Deal of The Year 2025” ได้ที่ APEX Hospital & Clinics ทุกสาขาทั่วประเทศหรือ LINE Official: @apexbeauty หรือ https://www.apexmedicalcenter.co.th/

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และจัดกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดีตลอดทั้งเดือน

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ศาลาวัดแก้วจันทราราม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง

ประธานพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.เสริญราษฎร์ แก้วปนทอง สว.อก.ฯ พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ,พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.(ชส)ฯ
พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.โคกสำโรง และ นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธาน

กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง นำคณะ (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) ร่วมพิธีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดอภิธรรมกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้อำเภอโคกสำโรงได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ ประสานการจัดเตรียม สถานที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม และให้การต้อนรับผู้ที่เดินทางมาร่วมพิธีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตลอดทุกวัน และได้จัดหน่วยงานต่างๆภายในอำเภอโคกสำโรง หมุนเวียนเพื่อร่วมงานพิธีให้ครบทุกหน่วยงานตลอดทั้งเดือน

อาทิเช่น หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ ทุกส่วนราชการ , ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง , ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเพนียด , ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง , ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภอโคกสำโรง , หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ,

นายกเทศมนตรีตำบลโคกสำโรง , นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ทุกแห่ง และ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน ได้มอบหมายหน่วยงานเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ฯ เพื่อถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

และคณะสงฆ์ในเขตุปกครองสงฆ์อำเภอโคกสำโรง หมุนเวียนมาร่วมพิธีฯ พร้อม ข้าราชการ ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิไดประธานในพิธีได้นำผู้ร่วมพิธีร่วมกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดีและแสดงความอาลัย สำรวมจิตตภาวนา ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นเวลา 93 วินาที

จากนั้นได้ประกอบพิธี บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระธรรม และถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาราธนาศีล พระให้ศีล และพระสวดบทพระอภิธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้น ประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ทอดผ้าไตรถวาย และกรวดน้ำอุทิศถวายพระราชกุศล แสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่า

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย.น่าน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และทำบุญถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สาขาสมาคมสภาผู้สูงแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีและทำบุญถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ ณ ศาลาหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง

อำเภอภูเพียง จังหวัดน่านโดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ที่ปรึกษาสาขาสมาคมฯ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมี นายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสภาสาขาฯ กล่าวรายงานต่อที่ประชุม

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ประกอบด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน สาธารณสุขจังหวัดน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน, อดีตประธานสภาสาขาฯ, นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน

ยายวิสุทธิ์ ศรีเมือง เลขาสมาคมฯรวมถึงประธาน รองประธาน เลขานุการ และกรรมการสภาผู้สูงอายุทั้ง 15 อำเภอ และเทศบาลต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตจากชุมชน อาทิ ผักสด เครื่องจักสาน เสื้อผ้า และผลไม้ ซึ่งจัดเป็น 3 โซนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่

ช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ ถวายภัตตาหารเพล ถวายปัจจัย และถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระราชนันทวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และแสดงสัมโมทนียกถาแก่ผู้เข้าร่วมงานจากนั้นมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากตัวแทนผู้สูงอายุทั้ง 3 โซน คือ โซนเหนือ โซนกลาง และโซนใต้ โซนละ 1 รายการ สร้างความรื่นเริงและอบอุ่นแก่ผู้เข้าร่วมงาน

มีการมอบเกียรติบัตรแก่ ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ คณะกรรมการที่หมดวาระจำนวน 32 ท่าน พร้อมการเลือกตั้งประธานสาขาสมาคมฯ คนใหม่ เนื่องจากประธานคนเดิมหมดวาระ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายเกตุ สมบัติแก้ว ได้รับเลือกเป็นประธานสาขาฯ คนใหม่ โดยมีการส่งมอบงานและกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ

พิธีปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ดำเนินการโดย นายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสาขาฯ คนปัจจุบัน จากนั้นผู้ร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกันก่อนแยกย้ายกลับโดยสวัสดิภาพ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/
วิสุทธิ์ ศรีเมือง รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมช.มหาดไทย เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจท้องถิ่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) เป็นประธานพิธีเปิด โครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุ่มชน” จุดดำเนินการที่ 5 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ที่บริเวณลานกิจกรรม 25 ไร่ หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จ.ประจวบฯ

โดยมี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชมชน, นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ / ประธานแม่บ้านมหาดไทย จ.ประจวบฯ ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน, หัวหน้าส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง,ผู้แทนภาคีเครือข่าย แขกผู้มีเกียรติและผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เชิญผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์ของไทย

ผ่านการจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ จากนั้นได้เดินเยี่ยมชมบูธสินค้าต่างๆ และสาธิตทำเมนู “ยำปลาอินทรีเค็ม” แจกจ่ายผู้คนที่มาร่วมงานและสื่อมวลชนได้ลองทานอย่างเอร็ดอร่อยนางสาวศศิธร กิตติธรกุล กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้จัดทำโครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขึ้นเพื่อส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP เพิ่มศักยภาพการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ ตลอดจนยกระดับรายได้ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ให้มีความมั่นคงยั่งยืน

สำหรับโครงการ “OTOP สร้างสูงสู่ชุมชน” กำหนดจัดขึ้นหมุนเวียนในพื้นที่ 18 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระหว่างเดือนตุลาคม 68 – มีนาคม 69 โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นจุดดำเนินการที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-13 พ.ย.68 รวมระยะเวลา 7 วัน
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ได้แก่การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 1-5 ดาว และ OTOP

ชวนชิมจากทั่วประเทศกว่า 200 บูธ การสาธิตผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเลือกซื้อสินค้า การจัดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชนชน” ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไก

สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เชื่อมโยงกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในอนาคต.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็น วันที่ ( 7 พ.ย. 2568) เวลา 17.00 น. ที่วัดอ่างสุวรรณ ( หนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส (จพง.ปค.ชำนาญการพิเศษ)

ปฏิบัติหน้าที่ รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดหนองหอย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก

พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ทับสะแก สภ.ห้วยยาง ผู้บริหารท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ ครู พนักงานราชการ

ลูกจ้างชั่วคราว สมาชิก อส.อ.ทับสะแก ที่ 6 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

///////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิบ้านนกขมิ้นร่วมกับเทศบาลตำบลกองควาย ส่งมอบบ้านใหม่ให้น้องคชา หลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 บ้านน้ำครกเก่า ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ภายใต้ โครงการกองทุนที่อยู่อาศัย ร่วมกับ เทศบาลตำบลกองควาย จังหวัดน่าน ส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้แก่ เด็กหญิงคชาภรณ์ ส่างกอง และครอบครัว ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นสร้างความเสียหายรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านของน้องคชา ที่ถูกน้ำท่วมสูงจนมิดหลังคาเป็นเวลากว่าสองวัน ทำให้โครงสร้างไม้เดิมชำรุด หลังคาเก่าเป็นรูและพื้นไม้ผุพังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ครอบครัวต้องอาศัยอยู่อย่างระแวดระวังจากฝนและสัตว์มีพิษในบ้าน

จากสถานการณ์ดังกล่าว มูลนิธิบ้านนกขมิ้นซึ่งเคยจัดตั้ง “โรงครัวนกขมิ้น” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ตำบลกองควาย จึงได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของครอบครัวน้องคชา และได้ดำเนินการสร้างบ้านหลังใหม่ภายใต้ “โครงการกองทุนที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการซ่อมแซมหรือสร้างบ้านให้กับเด็กยากจนและผู้ยากไร้ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

การส่งมอบบ้านในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเมืองน่านเป็นประธานในพิธี นายสุรชัย สุขเขียวอ่อน ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิบ้านนกขมิ้น นายสุรชัย แสนมี่ ผู้อำนวยการมูลนิธิบ้านนกขมิ้น และทีมงาน รวมถึงคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลกองควาย

นำโดย ร้อยตำรวจเอกไชยเดช โรงคำ นายกเทศมนตรีตำบลกองควาย นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ผู้นำท้องที่ และพี่น้องชาวตำบลกองควายร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบบ้านหลังใหม่อย่างอบอุ่น นายกเทศมนตรีตำบลกองควาย กล่าวถึงความประทับใจว่า

“วันที่ขึ้นเสา ปูพื้นบ้าน น้องคชากลับมาจากโรงเรียน พ่อเห็นแววตาน้องมีความสุขจนเต็มล้น พอถามว่า ‘รู้สึกยังไงลูก’ น้องตอบว่า ‘หนูมีความสุขค่ะ’ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีบ้านใหม่ที่ดีขนาดนี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมูลนิธิบ้านนกขมิ้นมากครับ ถือเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้เห็นรอยยิ้มของครอบครัวนี้อีกครั้ง”
ด้านน้องคชา กล่าวในพิธีด้วยรอยยิ้มว่า

“หนูขอขอบคุณมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี และเทศบาลตำบลกองควายค่ะ ที่ทำให้หนูได้มีบ้านใหม่ที่แข็งแรงและปลอดภัย หนูดีใจที่ไม่ต้องกลัวว่าน้ำฝนจะหยดเวลานอน หรือกลัวแมลงมีพิษจากพื้นบ้านอีกแล้วค่ะ”การส่งมอบบ้านในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ที่เชื่อมั่นว่า “เด็กจะเติบโตได้ดี เมื่อมีบ้านและครอบครัวที่มั่นคง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
มูลนิธิบ้านนกขมิ้น
โทร. 02-375-6497
Facebook: มูลนิธิบ้านนกขมิ้น – Baan Nokkamin Foundation
เว็บไซต์: www.bannokkamin.org/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกสุชาติ ปล่อยแถว สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวรับไฮซีซัน พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน/พัทยาเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยใช้พื้นที่ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา(บาลีฮาย)ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันปล่อยแถว

ทั้งนี้ ในนามจังหวัดชลบุรี โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ และนายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 2 พันเอกประเสริฐ ใจกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร เมืองพัทยาและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด

ในส่วนของเมืองพัทยาถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่ร่วมมือกันดูแลนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถือได้ว่าไฮซีซั่นนี้เป็นการแสดงการเพิ่มศักยภาพเรื่องมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มระบบในสายตานานาชาติด้วย เพราะมีชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยื

วันที่ 5 พ.ย.68 มีตัวแทนหลากหลายภาคส่วนในเขตพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ที่โรงละครอัลคาซ่าร์ พัทยา จ.ชลบุรีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า

การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งสพคัญในการสร้างเม็ดเงินเจ่าสสู่ประเทศ สิ่งสำคัญคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการสร้างเมืองท่องเที่ยวสีเขียวในนามตัวแทนภาครัฐอยากขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวเพื่อ

ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักตามที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมอย่างที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

หาดพัทยาขอความร่วมมือไม่ลอยกระทงลงทะเล คนแห่ขอขมาพระแม่คงคาคึกคักสวนสาธารณะหนองปรือ

ค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ในค่ำคืนวันลอยกระทง ประจำปี 2568 มีรายงานบรรยากาศเทศกาลขมาพระแม่คงคาในปีนี้ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวและประชาชนพาบุตรหลานและคนในครอบครัวเข้าร่วมด้วยบรรยากาศที่คึกครื้น

ทั้งนี้ เมืองพัทยาได้ขอความร่วมมือให้งดการลอยกระทงประจำปีนี้ลงทะเลเพื่อรักษาสภาพแวเล้อม ไม่สร้างมลพิษทางน้ำ โดยมีการจัดสถานที่หลักบริเวณสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ และมีการเตรียมจุดให้ลอยกระทงแทนจากที่ผ่านมาจะเปิดให้ลอยกระทงลงทะเล ซึ่งสร้างขยะเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเปลี่ยนหมุดหมายจากชายหาดพัทยาเป็นสถานที่อื่นใกล้เคียงแทน ทำให้บรรยากาศงานลอยกระทง ประจำปี 2568 ของเทศบาลเมืองหนองปรือดูมีสีสันขึ้นอย่างถนัดตา โดยในงานได้รับเกียรติจากนายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และคณะ ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

พัทยาวางกรอบร่วมเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (The 33rd SEA Games 2025) ในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมี สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 จังหวัดเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เมืองพัทยาในฐานะหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาชั้นนำจาก 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และ ประเทศไทย โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสนามแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบการต้อนรับให้ครบวงจร มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพเมืองพัทยาสู่การเป็น “Sports City” หรือ เมืองกีฬาแห่งภูมิภาคอาเซียน

สำหรับสนามแข่งขันในพื้นที่เมืองพัทยา ที่จะใช้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประกอบด้วย กีฬาแฮนด์บอล แข่งขันระหว่างวันที่ 9 – 19 ธันวาคม 2568 ที่อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก (พัทยา), กีฬาเจ็ตสกี แข่งขันระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาปัญจกีฬา (Modern Pentathlon) แข่งขันระหว่างวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวินด์เซิร์ฟ แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 18 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

ภาคอีสาน/บึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนชาวบึงกาฬ จัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เวลา 08.39 น. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมเพรียงกันบริเวณสนามฟุตบอล โรงเรียนบึงกาฬ ต่อมาเวลา 09.00 น. ประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณจัดกิจกรรม และเวลา 09.02 น. ประธานในพิธีประจำจุดเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ และกล่าวถวายความอาลัย

ภายในงาน คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบึงกาฬได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยการแปรอักษรเป็นพระนามาภิไธยย่อ “ส.ก.” และคำว่า “บึงกาฬ” สื่อถึงความรัก ความภาคภูมิใจ และความสามัคคีของชาวบึงกาฬที่มีต่อพระมหากษัตริย์

จากนั้น ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ กล่าวปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” และถวายความเคารพตามแบบพระราชนิยม

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมบันทึกภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง สืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง พิธีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. ที่บริเวณสระน้ำวิหารหลวงปู่กิ่ม อรรถโกวิทวุฒิคุณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าคุณแจ้ “พระวชิรคณาทร” เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อม พระอาจารย์มหาเสน่ห์ และพระอาจารย์เดช แห่งวัดบางพลีใหญ่กลาง พายเรือรับบิณฑบาตทางน้ำ

เนื่องในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง วัดบางพลีใหญ่กลาง ประจำปี 2568 โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นางเจียม รุ่งเรือง ประธาน อสม.ตำบลบางพลีใหญ่ นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี นายธีรพัชญ์ ศรีนาเครือธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง

ตลอดจน คณะไวยาวักจร คณะกรรมการวัด ทีมแพทย์ พยาบาล จากศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่ ช้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี อุบาสก อุบาสิกา และคณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง และประชาชนชาวตำบลบางพลีใหญ่ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์

สำหรับ ประเพณีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ณ วิหารหลวงปู่กิ่มวัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเจ้าคุณแจ้ ได้ร่วมกับ อบต.บางพลีใหญ่ คณะพระภิกษุสงฆ์ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดบางพลีใหญ่ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวชุมชนและคนในท้องถิ่น

มีความเชื่อในอดีตว่าเป็นการทำบุญขอขมาพระแม่คงคา โดยกำหนดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าของวันลอยกระทง ส่วนช่วงเย็นจะมีพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี ร่วมสนับสนุนกระทงเพื่อการศึกษา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

วัดบางพลีใหญ่กลาง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” ในวาระปัณรสมวาร 15 วัน แห่งการสวรรคต

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่โบสถ์วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระ(ปัณรสมวาร) 15 วัน แห่งการสวรรคต

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี “เจ้าคุณแจ้” พระวชิรคณาทร เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะพระสงฆ์ 10 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประกอบพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์สดับปกรณ์ กรวดน้ำ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
ภายในพิธีมีหัวหน้าส่วนราชการ

หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ องค์กรเอกชน โรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง สถาบันการศึกษา และพสกนิกรชาวอำเภอบางพลีหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดง

ความอาลัยด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายพระราชกุศลในวาระปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 จนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ


เดียว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หมู่บ้านพฤกษา 15 เปิดงานลอยกระทงเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

แชร์เนื้อหานี้

ชาวหมู่บ้านพฤกษา 15 พร้อมใจแต่งชุดดำ ร่วมพิธีถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ก่อนเปิดงานลอยกระทงประจำปี บรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและอบอุ่นจากพลังชุมชน
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ลานเอนกประสงค์หมู่บ้านพฤกษา 15 ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ นายอำนวย บุญริ้ว

นายกเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทงประจำปีหมู่บ้านพฤกษา 15 โดยมีนายวิชา นาป้อม ประธานนิติบุคคลหมู่บ้านพฤกษา 15 นางสาวกัญญดากร เรืองฤทธิ์ รองประธานนิติบุคคลฯ พร้อมด้วยสมาชิกเทศบาล คณะกรรมการหมู่บ้าน ฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่กว่า 200 คน

เข้าร่วมในพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวภายในงานมีการจัดพิธีถวายความอาลัยอย่างสงบและสมเกียรติ ผู้เข้าร่วมงานพร้อมใจกันสวมชุดดำหรือชุดสุภาพเรียบร้อย ยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ก่อนเข้าสู่กิจกรรมเปิดงานลอยกระทงประจำปีขณะที่บรรยากาศบริเวณริมทะเลสาบของหมู่บ้านเป็นไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้ากว่า 300 ร้านในชุมชนนำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในพื้นที่ โดยหลายร้านเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยเป็นไปอย่างคึกคัก

สำหรับหมู่บ้านพฤกษา 15 ถือเป็นพื้นที่ที่มีการจัดงานลอยกระทงอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปกติจะมีการประกวด “หนูน้อยนพมาศ” และ “นางสาวนพมาศ” เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทย แต่ในปีนี้ได้ปรับรูปแบบงานให้เรียบง่ายขึ้น งดการประกวดและกิจกรรมอื่นๆ

เพื่อถวายความอาลัยต่อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พร้อมคงไว้ซึ่งการออกร้านแสดงสินค้าและกิจกรรมชุมชน เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงขับเคลื่อนไปได้

งานลอยกระทงหมู่บ้านพฤกษา 15 ปีนี้จึงเปี่ยมด้วยทั้งความสงบ เรียบง่าย และอบอวลด้วยความจงรักภักดีของประชาชนที่พร้อมใจกันสืบสานประเพณีไทย ควบคู่กับการแสดงออกถึงความภักดี


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/คนบึงกาฬรักสุขภาพร่วมกิจกรรม “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ เมืองไทยไร้สโตรค” คึกคัก

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. ที่บริเวณถนนข้าวเม่าริมโขง เทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ เมืองไทยไร้สโตรค” ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ใน 7 สนามทั่วจังหวัดบึงกาฬ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งข้าราชการ พ่อค้า นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยผู้ร่วมกิจกรรมสามารถเลือกได้ตามความถนัด ทั้งการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ระยะทาง 5 กิโลเมตร เส้นทางรอบแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

สำหรับจังหวัดบึงกาฬได้จัดกิจกรรมพร้อมกันใน 7 สนาม ได้แก่สนามอำเภอเมืองบึงกาฬ ถนนข้าวเม่าริมโขงสนามอำเภอโซ่พิสัย ถนนหน้าที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัยสนามอำเภอเซกา หน้าที่ว่าการอำเภอเซกาสนามอำเภอพรเจริญและอำเภอศรีวิไล บริเวณวัดภูทอก บ้านนาคำแคนสนามอำเภอบึงโขงหลง ที่ว่าการอำเภอบึงโขงหลงสนามอำเภอปากคาด

ลานพญานาคริมโขง เทศบาลตำบลปากคาดสนามอำเภอบุ่งคล้า สะพานแขวนกิ้งก่าภูวัว ริมโขงบุ่งคล้าโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เมืองไทยไร้สโตรค” มุ่งสร้างสังคมสุขภาพดี ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ เขาช่องกระจก ยอดทำบุญทะลุ 2.4 ล้านบาท/พิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี

แชร์เนื้อหานี้

adminแก้ไขโปรไฟล์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วัดธรรมิการามวรวิหาร (เขาช่องกระจก) อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมีนางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง


สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ มียอดรวมเงินทำบุญทั้งสิ้น 2,498,014.75 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัดและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
วัดธรรมิการามวรวิหาร หรือ “วัดเขาช่องกระจก” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร

ตั้งอยู่เชิงเขาช่องกระจก ถือเป็นวัดสำคัญคู่เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาช่องกระจก ซึ่งเป็นจุดหมายทางศาสนาและการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นับเป็นอีกกิจกรรมที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสืบสานพระพุทธศาสนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป.

ผู้ว่าประจวบฯ นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี


เมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2568 และมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ประจำปี 2567 ณ หอประชุม องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี


ในการนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567 เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล โดยมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมพิธี สำหรับปีนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567

เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล รวมทั้งสิ้น 26 ราย แบ่งเป็น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน 6 ราย อิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 20 ราย พร้อมกันนี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ ได้นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม และตัวแทนผู้ทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมในพิธีด้วย


กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล มาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีส่วนร่วม

ในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับทางราชการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
โอกาสนี้ กรมการปกครอง

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลทุกท่าน ขอให้ทุกท่านได้รักษาคุณงามความดีและเกียรติคุณที่ท่านได้รับครั้งนี้ไว้สืบไป เพื่อจะเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป และขอให้ประสบความสุขความเจริญตลอดไป.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๖๘ณ วัดหลวงสุมังคลาราม จ.ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้บริษัท ฯ เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ประจำปี ๒๕๖๘ ณ วัดหลวงสุมังคลาราม จังหวัดศรีสะเกษ

โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการศรีสะเกษ ข้าราชการและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี เป็นจำนวนมาก
วัดหลวงสุมังคลาราม

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ในตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2328 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

เมื่อ พ.ศ. 2486 และยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2524
การจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ

และสะท้อนเจตนารมณ์ของ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/น่าน จัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

จังหวัดน่านจัดพิธีถวายสักการะและสรงน้ำพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเปิด

โอกาสให้ข้าราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ ผู้บริหาร

ท้องถิ่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงาน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี พร้อมใจกันแต่งกายไว้ทุกข์อย่างสมเกียรติ

ภายในพิธี ประธานในพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ลงนามถวายความอาลัย และประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมศพด้วยความสงบสำรวม จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีต่างทยอยสรงน้ำพระบรมศพตามลำดับ

บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกอาดูร เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพสกนิกรชาวจังหวัดน่านที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างหาที่สุดมิได้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปัตตานี.- JSD-South ผนึกกำลังสื่อชายแดนใต้! เปิดตัวสมาคมฯ ศูนย์กลางนักข่าวอิสระ- ชูธรรมาภิบาล -ใช้สื่อแก้ปัญหาสังคม

แชร์เนื้อหานี้

สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (JSD-South) เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ ที่ทำการเลขที่ 181/19 ซอยเพชรสุภา ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี ภายใต้การนำของ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมฯ ประกาศจุดยืนเป็นศูนย์รวมนักข่าวภาคใต้ที่ทำงานอย่างอิสระ ไม่แสวงหากำไร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง มุ่งเน้นการนำเสนอข่าวที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม และใช้ ‘พลังสื่อ’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ เผยบทบาทหลักเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้สื่อมวลชน พร้อมยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและเป็นกระบอกเสียงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน

วันที่ 25 ตค. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากจังหวัดปัตตานีว่า สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (Journalists for Sustainable Development of Southern Border – JSD-South) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของสื่อมวลชนในภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมนักข่าวจากทุกแขนงนางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมฯ เปิดเผยถึงเจตนารมณ์หลักของ JSD-South ว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นบนหลักการของการทำงานที่ “อิสระ ไม่ยุ่งการเมือง และไม่หาผลกำไร” โดยมีพันธกิจสำคัญคือ การเป็นศูนย์รวมและ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับสื่อมวลชนในพื้นที่ ให้สามารถนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน เป็นกลาง และมีจริยธรรมสูงสุด

“บทบาทของ JSD-South ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรายงานข่าว แต่เรามุ่งเน้นการใช้พลังของสื่อในการแก้ไขปัญหาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วน” นางสาวนาซือเราะ กล่าว และเน้นย้ำว่า สมาคมฯ จะเป็น “กระบอกเสียง” ที่สำคัญ และเปิดรับฟัง รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางในการตรวจสอบ ประสานงาน และแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมนายกสมาคมฯ ยังกล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการยกระดับวิชาชีพสื่อ โดยจะมีการจัดกิจกรรมพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในวิชาชีพ เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อ ยกระดับมาตรฐานและธรรมาภิบาล ของสื่อมวลชนในพื้นที่
นอกจากนี้ JSD-South ยังมีแผนกิจกรรมด้านสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า และกลุ่มเปราะบาง เพื่อเป็นการคืนกลับสู่สังคมและสร้างประโยชน์ส่วนรวม

 สำหรับการบริหารงานนั้น สมาคมฯ ยืนยันในความโปร่งใส ความเป็นกลาง และความซื่อสัตย์ โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพงาน รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสมาชิก เพื่อให้มั่นใจได้ว่า JSD-South จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง พร้อมทั้งดูแลสิทธิและสวัสดิการ รวมถึงปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวภายใต้กรอบของกฎหมายให้กับสมาชิกทุกคน 

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาหลั่งไหล! แห่หลวงพ่อปานทางเรือ หนึ่งเดียวในไทย เสียงประทัดกึกก้องทั่วทะเล

แชร์เนื้อหานี้

ศรัทธาหลั่งไหล เสียงประทัดกึกก้องทะเล หนึ่งเดียวในไทย แห่หลวงพ่อปานทางเรือ สุดอลังการ เรือประมงชาวบ้านร่วมขบวนแห่นับร้อยลำ

งานนมัสการปิดทองหลวงพ่อปาน ครบรอบ 115 ปี จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568
วันที่ 25 ตุลาคม 2568

ที่ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีงานประจำปี ปิดทองหลวงพ่อปาน ปีที่ 115 และร่วมแห่หลวงพ่อปาน ทางเรือ ณ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

พิธีแห่หลวงพ่อปายทางเรือบุษบก ฤกษ์เวลา 07.29 น. และฤกษ์แห่ทางบก รถบุษบก 09.39 น. โดยมี นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและลั่นฆ้องชัยมงคลฤกษ์

ชาวบ้านและผู้ที่เดินทางมาร่วมงานได้อัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อปาน จากวัดมงคลโคธาวาส ลงเรือบุษบกแห่ไปตามลำคลองคลองด่านออกไปทางปากอ่าว โดยมีเรือประมงของชาวบ้านจำนวนมาก

เข้าร่วมขบวนแห่ออกไปที่ปากอ่าว หลังจากนั้นได้แล่นเรือวนรอบปากอ่าว 3 รอบ ก่อนที่จะมีการแจกธงหลวงพ่อปานกลางทะเล ให้แก่เรือประมง และเรือผู้ที่เดินทางไปร่วมงานที่บริเวณกลางทะเล หลังจากนั้นก็จะเคลื่อนขบวนกลับเข้าฝั่ง

จากนั้นในเวลา 09.39 น. ได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อปาน ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่ไปทั่วจังหวัดสมุทรปราการ ให้ชาวบ้านได้นมัสการและขอพร โดยมีชาวบ้านทั้งในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง

ได้สักการบูชาหลวงพ่อปาน ซึ่งกิจกรรมการแห่ทางเรือมีกำลังตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และอาสาสมัครกู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมเฝ้าระวังเหตุทางน้ำ ป้องกันอุบัติเหตุทางเรือ

สำหรับหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลวงพ่อปานยังเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดสมุทรปราการ มาจนถึงทุกวันนี้

กิจกรรมแห่หลวงพ่อปานทางเรือ จัดขึ้นเพื่อให้ชาวประมงได้ร่วมสักการะหลวงพ่อปาน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำประมง

โดยก่อนที่ชาวบ้านจะออกเรือ ก็จะเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อปาน เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย สำหรับงานงานนมัสการปิดทองหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมชลประทานสร้างฝายบ้านงาช้าง แก้ภัยแล้ง พัฒนาพื้นที่รอยต่อท่าแซะ–ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้าง–บ้านเขาตีนเป็ด ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ (นายกโต้ง) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

มอบหมายให้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (เลขากิต) และนายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยนายสุชล สินสมบุญ สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอท่าแซะ, นายอภิชาติ มากยอด สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอปะทิว, นาย

ปรีชา มีสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองพี่น้อง, นายสิทธิชัย มากยอด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไชยราช, นายหนูไกร วงธรรม กำนันตำบลสองพี่น้อง, นายสฤษดิ์ ปิ่นเกตุ กำนันตำบลเขาไชยราช, ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ร่วมประกอบพิธีถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และเปิดฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้างอย่างเป็นทางกา

โครงการก่อสร้างฝายบ้านงาช้างดำเนินการโดย โครงการชลประทานชุมพร สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน ภายใต้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 ในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับการอุปโภค–บริโภคและการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนใช้เป็นแหล่งน้ำผลิตประปาหมู่บ้าน เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน และรักษาความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

ทั้งนี้ ฝายบ้านงาช้างจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาไชยราช อำเภอปะทิว และตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค–บริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงเป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พันโท ชนิสร จารุกิตติ์ตระกูล ผู้บังคับหน่วยส่งเสริมและสหกรณ์ที่ 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นสส.4 สทพ.นทพ.) ได้นำพันธุ์ปลาจำนวนกว่า 6,000 ตัว มอบให้ประชาชนร่วมกันปล่อยลงในฝาย เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ที่ช่วยกันพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ต่อการเกษตรและคุณภาพชีวิตของชาวชุมพรอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงพยาบาลประจวบฯ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11”  

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ที่ลานกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 1 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลประจวบฯ นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 ประธานพิธีเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 “Walk Run Bike Fighting Stroke 11″ และเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวันพยาบาลแห่งชาติ โดยมี นพ.ธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ กล่าวรายงาน นพ.วัชรพงษ์ เหลืองไพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม (อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลประจวบฯ เจ้าหน้าที่ อสม.

เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปให้การต้อนรัสำหรับโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศิริราชมูลนิธิ และศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้ จ.ประจวบฯ กำหนดจัดกิจกรรมโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 ในวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No Stroke)” โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

อีกทั้งในปี 2568 เป็นการครบรอบ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา พระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาล เพื่อเป็นการเดินตามรอยพระบาทในการสร้างสรรค์สุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ดังคำขวัญวันพยาบาลแห่งชาติที่ว่า “การพยาบาล ก้าวไกล เพราะน้ำใจเหล่าพยาบาล เสียสละและบริการตามปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนี”
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11, เสวนาให้ความรู้เรื่อง “รู้จักโรคหลอดเลือดสมอง ก่อนจะสาย” วิทยากร โดย นพ.ณัฏฐ์ พงษ์สุทธิมนัส อายุรแพทย์ระบบประสาท น.ส.ปัทมา ดีประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ดำเนินรายการ โดย น.ส.ปฤศนา พฤศชนะ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 3, ประเมินคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น

วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) 4) ระบบการพยาบาลทางไกล สอนและสาธิตทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) สำหรับประชาชน, รับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตา, Body Scan : การวัดองค์ประกอบของร่างกาย, Step Test : วัดความ Fit ของหัวใจและปอด, สาธิตอาหารเพื่อสุขภาพ, การบริหารป้องกันสมองเสื่อม, การประเมินสุขภาพจิต “เซียมซีความสุข”, การเข้าถึงข้อมูลทางด้านสุขภาพ, ชมนิทรรศการความรู้โรคหลอดเลือดสมอง,ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, ชมนิทรรศการ เทิดพระเกียรติ “รอยพระยุคลบาท 125 ปี สมเด็จย่า นำทางสุขภาพไทย” และการแสดงดนตรี โดยชมรมครูเกษียณ โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หลังจากสงครามสงบ..นักท่องเที่ยวนานาชาติ ร่วมงานเทศกาลคติชนวิทยาพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 37 ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 68 ที่วัดนาโนน ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายพิศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลคติชนวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 37 โดยงานเทศกาลดังกล่าวเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นหลังจากที่สงครามสงบ ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และสร้าง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง และการแสดง โดยมี พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ชาวต่างประเทศจากนานประเทศ รวม 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้คำว่า คติชนวิทยา ถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และของกลุ่มคนในสังคมไทยหรือนานาชาติ ทำให้เราเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ของบรรพบุรุษ ช่วยอบรมสั่งสอน และสร้าง คุณธรรมจริยธรรม ให้กับคนในสังคม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ ฝึก ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และการสร้าง การแสดง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง ซึ่งสามารถคลายความเครียดได้

***โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน ผ่านการแสดง และเสียงเพลง จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย อาทิ การเล่นดนตรี เต้นรำ ของชาว โปแลนด์, การเต้นรำ ของชาวฟิลิปปินส์, การร้องเพลวจาก สปป.ลาว, การแสดงวิธีแกลมอ ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย) และการแสดงประเพณีการเลี้ยงปู่ตา ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย)

***นอกจากนี้ยังมีการแสดงปฐกถาจาก พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในหัวข้อ “บทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ธรรมและสมาธิเพื่อสร้างสันติสุข” การสอนชาวนานๆชาติตั้งสติและนั่งสมาธิ การนำชาวนานาชาติร่วมขึ้นเกวียนแห่กองยาวชมความงามรอบพระธาตุหนุนดวง ของวัดนาโนน

ซึ่งความสนุกสนานให้กับชาวต่างชาติ และผู้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดภัยสงครามระหว่างไทยกัมพูชาทำให้นานาชาติไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่สงครามได้สงบทำให้นานาชาติมีความเชื่อมั่นและหันเข้ามาเที่ยวและทำกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง นำพา ธ.ก.ส ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ carbon credit.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล นายอำเภอโคกสำโรง นำพนักงานพัฒนาลูกค้า สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลพบุรี

พร้อม นางเพยาว์ (เป้ว) แสงประไพ ประธาน ธตม. ภาคกลาง เข้าเยี่ยมชมสวนสักทองของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ เกษตรกรปลูกป่าดีเด่นกรมป่าไม้ลพบุรี สระบุรี ที่หมู่ 3 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อที่จะเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโครงการ carbon credit.

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นผู้ที่ประสานงานเกษตรกรในพื้นที่มาร่วมรับฟังและเยี่ยมชมสวนสักทองพืชสมุนไพรของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์. โดย ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการรับขึ้นทะเบียนจำนวน 37,000 ต้นในจังหวัดลพบุรี

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้ ยกระดับต้นไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นหลักประกันเงินกู้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นก

ลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. (2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสร้างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ประชาชนที่สนใจ แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทำการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล เช่นจำนวนแปลง จำนวนไร่ จำนวนต้นไม้ และนำส่ง ธ.ก.ส. หรือท่านที่สนใจ จะโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร
095 635 9356
063 228 9985

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ BAAC Carbon Credit ของ ธ.ก.ส. คือ การส่งเสริมให้ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการ “เปลี่ยนอากาศเป็นเงิน” โดยการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

ถือว่าเป็นข่าวดี สำหรับ เกษตรกร และผู้ปลูกป่า หรือผู้รัก ชอบปลูกต้นไม้ป่า ไม้ยืนต้น เริ่มตั้งแต่ 9 ต้นขึ้นไป ขนาดต้นไม้ วัดความสูงจากพื้นดิน 130 ซ.ม. มีเส้นรอบวง มากกว่า 150 ซ.ม. สามารถ สมัครเข้าเป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการ ขายคาร์บอนเครดิต ติดต่อ ขอรายละเอียด ได้ที่ธนาคาร ธ.ก.ส. จังหวัดใกล้บ้าน. หรือ สหกรณ์สวนป่า ภาคเอกชน จังหวัดลพบุรีจำกัด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ แถลงข่าว จัดงานแสดงสินค้า FACTORY OUTLET FAIR 2025จัดขึ้น 5 – 14 ธค.2568ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 แพรกษาใหม่ สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

นายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ร้านบ้านเกาะยอ ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025

โดยมีนายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวข้อมูลการจัดงาน พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน สมเกียรติ ทองเหลือ อรุณ บุญเพชรทอง ถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าว สมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน “สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025”

ในวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน ดังนี้ จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็น นำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจะดำเนินการ ดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆต่อไป

สำหรับสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้จดทะเบียนยกฐานะ จากชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ซึ่งได้มีประวัติ บันทึกไว้ว่าราวปี 2540 พี่น้องชาวใต้ 14 จังหวัด ในสมุทรปราการ ได้รวมตัวกันตั้งชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ขึ้นมา โดนมี นายสุรเชษฐ์ คุยยกสุย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นประธานชมรมคนแรก และได้มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่น้องชาวใต้ และสาธารณประโยชน์ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี พ.ศ. 2556 กรรมการปริหารชมรมฯ ขณะนั้นมีความประสงค์จะยกฐานะให้ชมรมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นองค์กรที่ สมารถทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเป็นทางการมากยิ่งขึ้น จึงได้มีมติจัดตั้งเป็นสมาคม ขึ้น

โดยมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายเฉลิม จันทร์เภา และนายพิศิษฐ์ รมย์ทอง เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคม เมื่อปี พ.ศ.2550 และมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว เป็นนายกสมาคม คนแรก มีกรรมการปริหารสมาคม ชุดก่อตั้งทั้งหมดรวม 15 คน ต่อมาสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ และพี่น้องทั้งชาวใต้ และชาว จ.สมุทรปราการ จนสามารถจัดซื้อที่ดินของสมาคมได้เป็นที่เรียบร้อย มูลค่าหนึ่งล้านเศษ ไว้เพื่อสร้างสำนักงาน และที่พักพิงให้พี่น้องชาวใต้ที่ต้องการที่พักชั่วคราวในอนาคต และเพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานของชาวใต้สืบไป

การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรใช้รวมตัวพบปะสังสรรค์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณประโยชน์ในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และ เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อน การสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้
โดยประมาณการผู้เข้ารวมงาน จำนวน 2,000 คน โดยในครั้งนี้ได้มีการจัดงานในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ งานพบประสังสรรค์พี่น้องสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ มีสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายในราคาถูก ได้รับการสนับสนุนร่วนมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไป บูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคม

มีกิจกรรมร่วมของชาวชุมชุนเพื่อส่งเสริมเยาวชน การประกวดคนตรีระดับเยาวชนและประชาชน ทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม 2568 รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์โพสต์มีดพับผู้โดยสารถูกนำมาขายในกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chongpriang Taonangam” ระบุว่าพบมีดพับของตน ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิดำเนินการยึดไว้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏถูกนำออกมาประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” นั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ทสภ. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ดำเนินการตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในพื้นที่เขตหวงห้ามของสนามบินหรือขึ้นไปบนอากาศยาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือนที่กำหนดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งมาตรการของ AOT เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากผู้โดยสารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าสิ่งของดังกล่าวไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นเพื่อขึ้นเครื่องได้ ผู้โดยสารสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ 1) จัดส่งสิ่งของกลับทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง 2) นำสิ่งของไปกับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 3) นำไปทิ้งในกล่องใส่วัตถุของมีคมที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยกล่องดังกล่าวจะมีการปิดล็อกไว้เพื่อควบคุมรักษาความปลอดภัย และป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องในการเข้าถึง ซึ่งผู้โดยสารต้องเป็นผู้ทิ้งด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่มิได้ทำการยึดสิ่งของจากผู้โดยสารโดยตรง
สำหรับสิ่งของต้องห้ามที่ผู้โดยสารไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นได้และได้ทำการทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถูกจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีคณะทำงานจัดเก็บวัตถุต้องห้ามเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาแล้ว ทสภ. จะดำเนินการนำสิ่งของไปทำลาย

ทั้งนี้ ในระหว่างรอการทำลาย หากมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหนังสือขอรับการบริจาคเพื่อนำไปเป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทสภ. จะทำการบริจาคส่งมอบให้ต่อไปโดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการบริจาคสิ่งของต้องห้ามฯ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ทสภ. ได้บริจาคสิ่งของดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่ร้องขอ จำนวน 7 หน่วยงานอย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทสภ. ได้ยกเลิกการบริจาควัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภท โดยจะดำเนินการนำของต้องห้ามทั้งหมดไปทำลายอย่างเหมาะสมภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาเชื่อมใจ ปันน้ำใจสู่ผู้เปราะบางเมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของจำเป็น สร้างสุข สร้างความปรองดองในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. นายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมด้วยนางหัสนัย หะยีมะสาและ

เจ้าหน้าที่ปกครองตำบลสะบารัง ร่วมกับวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง และชุมชนตลาดโต้รุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสุข ส่งต่อ ปันน้ำใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน โดยใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านศีลธรรม สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสังคมแห่งความเมตตา

ในกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้ร่วมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 2 ราย ณ บ้านเลขที่ 56/1 ถนนโรงอ่าง และบ้านเลขที่ 28/4 ถนนสะบารัง ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม โดยมี นายกุมโชค แสงธรรมนาถ ประธานชุมชนตลาดโต้รุ่ง คณะกรรมการชุมชนตลาดโต้รุ่ง ประธานชุมชนโรงอ่าง สมาชิกเทศบาลเมืองปัตตานี อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ศาสนา และชุมชน ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อความหวังและน้ำใจให้แก่ผู้ที่ต้องการการดูแล สร้างสังคมที่อบอุ่น ปรองดอง และยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการสำรวจทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 228 สายชุมแพ-หนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.45 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพให้เกียรติเป็นประธาน โครงการจ้างวิศวกรสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องทางจราจร บนทางหลวงหมายเลข 228 สายอำเภอชุมแพ-อำเภอหนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู

ดำเนินงานระหว่าง 4 มีนาคม 2568-27 พฤษภาคม 2569 รวม 450 วัน โดยมีนายนพดล นุ่มน้อย วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ เจ้าของโครงการ กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมสัมนาตอบข้อซักถามสื่อมวลชน ผู้ได้รับผลกระทบและปัญหาต่างๆจากการสำรวจออกแบบทาลงหลวง 4ช่องจราจร

ในบางครั้งอาจมีผลกระทบต่อชุมชน แหล่งการศึกษา สาธารณะสถาน วัดวาอาราม โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมต่างๆตามรายทาง การออกแบบในเชิงวิชาการติดตั้งไฟสว่าง ไฟเขียว-ไฟแดง แหล่งชุมชน ตามทางร่วมทางแยกเพื่่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จากเส้นทางหลวงขยาย 4 ช่องจราจร ชุมแพ- สีชมพู ผ่านหลายหมู่บ้านหลายตำบลย่อมเกิดปัญหาหลายด้าน บางแห่งติดที่ดินทำกินบางตำบลมีบ้านติดถนน การให้ค่าตอบแทนของรัฐในการเวนคืนที่ดินสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

จนผู้ได้รับผลกระทบยินยอมเป็นที่พอใจโดยไม่เกิดข้อพิพาทคืองานสำเร็จในการขยายเส้นทางหลวง 4 ช่องจราจร การประชุมสัมนาจนถึงเวลา 15.50น.จึงได้ปิดการประชุม

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนใต้คึกคัก! “รมช.อามินทร์” เปิดงาน Thai Deep South Connect ครั้งที่ 2 ผนึกภาคี 5 จ.แดนใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 19.15 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดมหกรรม “Thai Deep South Connect ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 2“ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายตัวของการท่องเที่ยว โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนจาก ศอ.บต.นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมเป็นจำนวนมากสำหรับมหกรรมฯดังกล่าวเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ศอ.บต. กับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อส่งเสริมการค้าขาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมหลักคือการจัด “ตลาดนัดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกว่า 300 คูหามาจำหน่าย

โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการลดภาระและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และอยู่ติดกับประเทศมาเลเซียนั้น มุ่งหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

โดยคาดหวังว่ากิจกรรมตลอด 3 วันนี้ (18-20 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 – 23.00 น.) จะสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความคึกคักทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโอกาสในการซื้อขายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วันเต็ม อาทิ วง “กานดา อาร์สยาม” (18 ต.ค.), วง “วงทัพห้า” (19 ต.ค.) และ วง “แทมมะริน” (20 ต.ค.)
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นยอดซื้อและความคึกคักทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ศอ.บต. ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท เช่น กิจกรรมเช็คอินรับคูปองเงินสด, ช็อปดี มีคืน, วงล้อลุ้นโชค

รวมถึงกิจกรรมสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ยุคใหม่อย่าง Tiktok Challenge แข่งขันทำคลิปวิดีโอคอนเทนต์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท อนึ่ง มหกรรม “Thai Deep South Connect” ได้จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วที่จังหวัดปัตตานี และมีแผนจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, อำเภอเมือง จังหวัดสตูล และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายไ

ด้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน มีเวทีในการนำสินค้าของตนมาเสนอขายโดยตรง ถือเป็นนโยบายที่มุ่งเน้น “การสร้างรายได้ที่จับต้องได้” ให้กับประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการเสนอ

ความงดงามทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป การสาธิตงานหัตถกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน และการนำเสนออาหารฮาลาลที่มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่คนในพื้นที่ แต่ยังเป็นเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตร วันตำรวจ ประจำปี 2568 /เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.ธัญญะ จิตรจารุวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ห้วยยาง

พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.พ.ต.ต.พิเชษฐ์ วุฒาพานิชย์ สว.สส.พ.ต.ท.จักราวุธ กลางคาร พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วย นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะกรรมการ กต.ตร. และข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง พร้อมทั้งครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานวันตำรวจ ประจำปี 2568

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมพิธีบูชาศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยางที่เสียชีวิต จากนั้น ข้าราชการดำรวจ และครอบครัว

พร้อมบุตร-ธิดา ได้ร่วม พิธีมอบทุนฯ การศึกษาจำนวน 29 ทุน รวมเป็นเงิน 41,500 บาท และร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นศิริมงคล และในช่วงบ่ายร่วมแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคี

สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ต้องเดินทางไปรับผลการประเมินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ 2568 อันดับที่ 1 ของภาค 7 ( ดีเด่น) จาก พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 จึงได้มาดำเนินกิจกรรมในวันนี้

เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
   เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จาก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVL), บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด (LINE) และ

บริษัท เอสวีแอล พร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVLP) ร่วมถวายปัจจัยจำนวน 70,000 บาท เพื่อร่วมเทศกาล “ทอดกฐินสามัคคี” ประจำปี 2568 โดยร่วมถวายแก่ 14 วัด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ในฐานะตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน

ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ร่วมงานบุญต่อเนื่องทุกปีกับพี่น้องชาวบางสะพาน SVL Group ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เทศกาลถือศีลกินเจ 68

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ประเพณี ถือศีล-กินเจ 68 มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกับ นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นพพร มีสติ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ อาสาสมัครกู้ภัย และประชาชน

ร่วมงาน ทำพิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา สัญญาณแห่งการเริ่มต้น เทศกาลถือศีลกินเจ 68 ร่วมกันละเว้นจากการเบียดเบียน รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจแข็งแรง เจริญในธรรม และอิ่มบุญตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ณ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ กล่าวต้อนรับในวันนี้ก็นับว่าเป็นอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราชาวชุมพรได้ร่วมกันจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล–กินเจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบกรรมดี และเป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันถือศีล–กินเจเป็นจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ซึ่งทราบว่าจังหวัดชุมพรเป็นเป้าหมายของผู้เดินทางจำนวนมาก ที่ประสงค์จะร่วมเทศกาลถือศีล-กินเจ ด้วย เป็นประจำทุกปีอันเนื่องจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสมบูรณ์ สวยงาม

สภาพสังคมที่มีความสงบสุขไม่วุ่นวายมาก สภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน เพื่อไปขยายผลต่อในโอกาสข้างหน้า ซึ่งจะสร้างความเจริญแก่ชุมชนพร้อมกับยึดมั่นในปณิธานของสถานที่โรงเจลิบฮกตั๊วแห่งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำความดีเพื่อคนชุมพร” ได้ปลูกฝังในจิตใจให้ยั่งยืนสืบไป

เทศกาลกินเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งแห่งการถือศีล บำเพ็ญบุญ เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการเข้าร่วมเทศกาลกินเจ นอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่น เบิกบาน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมีความสุข

กระผมถือโอกาสอันดีและเป็นมงคลนี้ขอต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ท่านนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คณะหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานเทศกาลถือศีล-กินเจ ประจำปี 2568 ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง

ขอให้อานิสงส์แห่งการประกอบความดีได้ตอบสนองแต่สิ่งดี ๆ และเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอดไป นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าวด้วยในรอบหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน ช่วงเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 และไปสิ้นสุดในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับคริสต์ศักราชที่ 2025

จะตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ทั้งนี้ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจัดล่วงหน้า 1 วัน เป็นการเตรียมพร้อม เทศกาลถือศีล-กินเจ ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญ ทางเทศบาลเมืองชุมพร จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และโรงเจหลิบฮกตั๊วแห่งนี้ ได้ร่วมกันจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ อันเป็นประเพณีของท้องถิ่นชุมพร ที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อันนำมาซึ่งความสงบร่มเย็น ความสามัคคี มีศีลธรรม มีคุณธรรม ของประชาชนในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย – ใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรงกลับคืนมา ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน ได้มีความอบอุ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เทศบาลเมืองชุมพร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภายใต้การนำของกระผม นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีถือศีล-กินเจ จึงได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมพร จัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามแนวทาง

ที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด สำหรับการจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ เป็นเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมได้มีความสมบูรณ์อันนำความเจริญให้เกิดแก่ท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายไทย – เชื้อสายจีนและอื่น ๆ ที่ศรัทธาในประเพณีถือศีล – กินเจ
  2. เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม การถือศีล การปฏิบัติธรรมให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นของท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความสามัคคีปรองดองถ้วนหน้า
  1. เพื่อสร้างความสำนึกรักชุมชน รักท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจเพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจ ให้กับคนในพื้นที่
  2. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นมีการสะพัดยิ่งขึ้น
    การจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น เพราะจะมีประชาชนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในชุมพรมากขึ้น ในช่วงระยะ 10 วันนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมารับอาหารเจทานได้จากโรงครัวที่จัดบริการตลอดช่วงเทศกาลนี้ ก็ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันสร้างความดี มีคุณธรรม ขยายผลยิ่งๆขึ้นไป
    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กระผม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลถือศีล – กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้
    การถือศีล – กินเจ นับว่าเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความสุขสงบสะอาดงดงามทั้งกาย และจิตใจ ถือเป็นศิริมงคลยิ่งแก่ผู้ประพฤติตน ในช่วง 1 ปี จะมีเทศกาล ถือศีล – กินเจ ขึ้น 1 ครั้ง แม้จะมีระยะเวลาเพียง 10 วัน ก็หวังว่าจะส่งผลให้จิตใจของพี่น้องชาวชุมพร ได้หันมาทำความดีให้แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นโอกาสดีของชาวจังหวัดชุมพรที่มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวสายบุญซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นและจังหวัดชุมพร ดียิ่งขึ้นจะมีการ

จับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกมิติหนึ่งด้วย
จังหวัดชุมพร นับว่าโชคดี ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ริเริ่มก่อเกิดให้มีประเพณีถือศีล – กินเจ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากความเข้มแข็ง ของพี่น้องประชาชนผู้สืบเชื้อสายทั้งไทย-จีน ได้ร่วมมือกัน ในขณะที่หลายๆ จังหวัดไม่มีประเพณีนี้ ก็ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้จุดแข็งข้อนี้ มาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาจังหวัด

ได้อีกทางหนึ่ง โดยการประสานบูรณาการร่วมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายอื่นๆ ที่จะทำให้เติบโตได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทางจังหวัดเองก็มีความมั่นใจว่าสามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางมายังจังหวัดชุมพรได้ เพราะปัจจุบันจังหวัดชุมพร ก็ได้พัฒนาไปมากโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานถนนสายต่างๆ ก็มีความสะดวกมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดีอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้สวยงามคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์

กระผมขอขอบคุณสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายที่ให้ความร่วมมือสนับสนุน จนได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น ขอให้การจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล – กินเจได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขอให้ทุกท่านได้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะทำความดีมากขึ้น มีองค์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ จงช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ท่านรวมถึงครอบครัวให้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จีนจับมือไทยร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดศูนย์วิจัยร่วมมือที่ศูนย์เศรษฐกิจ

แชร์เนื้อหานี้

​ไทย-จีน ร่วมเปิดศูนย์วิจัย มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางผลผลิตมันสำปะหลังเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลดีจากการร่วมมือ ไทย-จีน ในครั้งนี้
​ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.กำไร เขือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทางศูนย์ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี มันสำปะหลังไทย – จีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์แห่งนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างทั้ง ไทย-จีน พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น คลัสเตอร์เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอด สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศจีน และร่วมมือจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยระหว่างประเทศ ร่วมกันอีกด้วย

ทางด้านนางสาวธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ ในฐานะผู้ประกอบการด้านมันสำปะหลังจากบริษัท สงวนวงษ์ อุตสาหกรรม ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังและสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังระดับประเทศ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าทางการเกษตร เริ่มต้นที่มันสำปะหลังก่อนและค่อยขยายไปยังพืชเกษตรกรของไทยในรายอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอ้อยหรือข้าวโพด

วันนี้มันสำปะหลังเราเจอวิกฤตผลผลิตต่ำจนทำให้การค้าของเรา สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วันนี้ประเทศลาวและเวียดนามเขามีผลผลิตที่ดีกว่าปละต้นทุนต่ำกว่าไทยเราทำให้เขาสามารถแย่งตลาดมันสำปะหลังของไทยเราไปค่อนข้างมาก หากเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆให้กับเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น เราก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างลาวและเวียดนามได้ เกษตรกรเราก็จะมีทางรอด ทำให้เชื้อแป้งมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น เราก็จะแข่งขันได้ในอนาคต

ด้านนายสมชาย ศรีตระกูลประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังของไทยปีนี้จากการสำรวจของ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย พบว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณที่ลดลงค่อนข้างมาก เพราะปริมาณฝนสามารถทำให้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายของเกษตรกรอยู่ที่ 1.80-2.00 บาท /กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 3 ตัน เศษๆเท่านั้น ความร่วมมือไทย-จีน ครั้งนี้ นัยว่าเป็นเรื่องที่ดี

จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาช่วยทำให้ เกษตรกรปลูกและผลิตมันสำปะหลังให้มีจำนวนมากขึ้น 4-5 ตัน/ไร่ และปริมาณเชื้อแป้งจะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดจากประเทศจีนซึ่งนำแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถึง 50% ของผลผลิตทั้งประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีนมาวิจัยร่วมกับจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถปลูกมันสำปะหลังได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นัยว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.จัดกิจกรรม Road Show ทะเลตราด สู่ ภูผาน่านเชื่อมโยง ท่องเที่ยว – โอทอป / น่านเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ แข่งขันได้ในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด นำโดย คุณมุกดา เจริญประสิทธิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด และว่าที่ ร้อยตรีกรกฎ โอกาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้นำคณะกรรมการและ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เดินทางมาจัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว แนวทาง/รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และบูรณาการการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

ซึ่งมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน พร้อมคณะกรรมการ รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ร่วมพบปะและให้การต้อนรับ ณ โรงแรมนานกรีนเลควิว รีสอร์ท ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน/ส่งเสริมและผลักดันการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด

ให้เป็นภาคีเครือข่ายท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค ระหว่าง จังหวัดตราด ซึ่งมีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกของประเทศไทย และมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา กับจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกล้านนา (ภาคเหนือ) และมีชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับบริบทของคนในแต่ละพื้นที่ คือ คนที่อยู่ติดทะเล (ตราด) ก็อยากมาเที่ยวชมบรรยากาศทะเลหมอก และสัมผัสธรรมชาติภูเขา รวมทั้งสายน้ำต้นกำเนิดแห่งลำน้ำ ส่วนคนภูขา (น่าน) ก็ออยากเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มีแนวคิดที่จะจุดขายในการท่องเที่ยวเชื่อมโยงว่า “กระซิบรัก..ที่น่าน แต่งงาน…ที่ตราด”

โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด มีกำหนดดการเดินทางมาเยือนจังหวัดน่าน ตั้งแต่ วันที่ 16-19 ตุลาคม 2568 และนำได้นำผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีจังหวัดตราด มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย บริเวณข่วงเมืองน่าน ในวันที่ 17 และ 18. ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-20.00 น. ณ บริเวณลานข่วงน้อย ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่านฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดตราด อีกด้วย

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว พันเอกวัฒนาฯ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่านพร้อมคณะกรรมการ และนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ได้ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับ นายอนันต์ สีแดง ใน

โอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ท่านใหม่ เพื่อร่วมกันผลักดันในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่านอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป/ข่าว/พ.อ.พยอม บุญทร/ภาพ/ร.ต.อซสถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพิ่มคุณค่าไผ่น่านอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ของจังหวัดน่าน ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์

โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่ การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม

เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าปากน้ำ เป็นประธานทำบุญตักบาตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกับ “วันนวมินทรมหาราช” ณ ลานพระบรมรูปทรงงาน สวนสุขภาพลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีวางพวงมาลา และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ภายในงานมี นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นางเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ นายรุ่งสง่า นวลนุกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระประแดง และนายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการร่วมรำลึกและแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ยังมี จิตอาสาพระราชทาน นำโดยนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ พลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทหาร ตำรวจ องค์กรเอกชน นักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนในชุดจิต อาสาพระราชทาน พร้อมใจกันบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย
สำหรับ “วันนวมินทรมหาราช” เป็นวันแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างของ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ที่ลงพื้นที่ทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ จากภูเขาสูงถึงปลายน้ำ พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถคิดค้นและพัฒนาโครงการพระราชดำริกว่าหลายพันโครงการ ครอบคลุมด้านการเกษตร แหล่งน้ำ ป่าไม้ การศึกษา การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่หน่วยงานและประชาชนไทยน้อมนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า “ความเจริญที่แท้จริง ต้องเกิดจากพื้นฐานชีวิตของประชาชน”

พระราชจริยวัตรอันงดงาม ความเรียบง่าย สมถะ และความเสียสละของพระองค์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนยึดถือเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง ซื่อสัตย์ และตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ในวันนวมินทรมหาราชนี้ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงใช้สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ซึ่งมีพระบรมรูปทรงงาน และยังเป็นสถานที่ตั้ง สะพานภูมิพล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

ที่เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ปัญหาจราจรและส่งเสริมการขนส่ง โดยสะพานนี้เปิดให้สัญจรได้

ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้รับพระราชทานนามว่า “สะพานภูมิพล” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พร้อมสำนึกในพระเมตตาอันล้นพ้น และตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความมั่นคงของชาติไทย

นอกจากนี้ยังมี นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ อายุ 40 ปี แกนนำกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ที่จะทำความดีตอบแทนแผ่นดิน ในนามกลุ่ม “ไทยไม่ทน” พร้อมคณะกว่า 10 คน ได้นำพวงมาลา มาวางที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงงานอีกด้วย
นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ ประธานกลุ่ม ไทยไม่ทน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า นี่เป็นแผ่นดินไทย ผืนแผ่นดินไทย เปิดเพลง เปิดเสียงหมาหอน จะทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ไม่ได้หนักหัวเขมรแน่นอน

สุดท้ายรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ดังนั้นสิ่งที่คำนึงถึงเรื่องละเมิดสิทธิ์ ควรไปห่วงประชาชนที่อยู่ชายแดน วันที่ 24 กรกฎาคม ประชาชนที่เสียชีวิต สูญเสียขา เด็กที่ต้องสูญเสียไป ทำไมต้องแคร์สิทธิมนุษยชน ผมเป็นคนตรง ไม่เกี่ยวกับพรรค ที่นี่แผ่นดินไทย ประเทศไทย

ต้องดูแลคนประเทศไทยก่อน ประเทศปลายทางเคยเคารพเราหรือเปล่า เขามาเอาม็อบมากดดันพวกเรา กลุ่มไทยไม่ทน และอนาคตจะเกิดเป็นพรรคไทยไม่ทน พวกเราคนไทยทุกคน มีความเศร้าโศกสูญเสีย เมื่อ 9 ปีที่แล้ว มาจำนวนหนึ่งมาร่วมแสดงจุดยืนความจงรักภักดีแบบนี้ตลอดไป

วันนี้มีภารกิจมีข้อร้องเรียนมาในพื้นที่ตลาดพระประแดง มีต่างด้าวทำตัวเป็นเจ้าของร้านเจ้าของแผง และนำข้อมูลที่แท้จริงไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปกวาดล้าง ในกลุ่มไทยไม่ทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ของทุกคน ยังเล็งเห็นว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องผนึกกำลัง ทำงานในด้านกฎหมายและทำเรื่องดีๆขึ้นมา ต้องพึ่งกฎหมายเข้ามาช่วย ผนึกกำลังสร้างกลุ่มไทยไม่ทนขึ้นมา แก้ปัญหาในเรื่องต่างด้าว และอีกหลายๆด้าน ช่วยพัฒนาประเทศ ความพร้อมของกลุ่มไทยไม่ทน ส่งรายชื่อให้ กกต. ผ่านเรียบร้อยแล้ว พร้อมทำงานให้กับประชาชน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9
วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีม เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด แจกตามประชาชน ตามชุมชน 5 แห่ง ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวาระครบ ๙ ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช”
นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่มจำนวน 500 ชุด ไปแจกตามชุมชนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันครบรอบสวรรคต พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 โดยวันนี้ได้ไปแจกที่ ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิทธิประโยชน์ คนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยม ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

แชร์เนื้อหานี้

10 ตุลาคม 2568 : 10.00 – 12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้

พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นายวินิทร เต็มวงษ์ หัวหน้างานสงเคราะห์ ผศ.ร.อ.,นายณฐธรรมธัช ที่รัก ประจำ อผศ.ช่วยปฏิบัติหน้าที่

ผศ.ร.อ.,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,นายบุรินทร์ สารีคำ ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดมหาสารคาม มอบหมาย

ให้ น.ส.ตริทธา ทะลาสี รอง ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษฯ,นายทศพล มั่นศักดิ์ หน.หน่วยบริการแกดำ พร้อมคณะครู และนักเรียน,นายสมนึก ไชยสงค์ นายก อบต.วังแสง และคณะ,นางชนาภา ต้นบุญ ผอ.กองสวัสดิการ ทต.มิตรภาพ,นายเฉลิมชัย เชียงพฤกษ์ นายก อบต.โนนภิบาล,นางลุนณี เทียงดาห์ ผอ.รพ.สต.บ้านหนองบัว,อสม.ม.7,

พลฯ สมนึก เทพทองพูล ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกเขตวาปีปทุม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายณรงค์ ทับสมบัติ ผญบ.ม.7 ผู้ประสานงาน :

ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย ซึ่งมี พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธีมอบ

ณ ศาลาการเปรียญวัดบูรพาหนองบัว ต.วังแสง อ.แกดำ จ.มหาสารคาม*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 20 ราย โรงแรม CENTARA : บริจาคแปรงสีฟัน ยาสีฟัน

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ และกัลยาณมิตร นำโดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผช.ผบ.ทอ.) ร่วมทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ ถวายพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร สังฆทาน อธิษฐานบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินสยาม ถวายกำลังบุญบารมีแด่พระสยามเทวาธิราช สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า บรรพชนไทย แล้วแผ่บุญกุศลไม่มีประมาณ

ขอน้อมส่งพลังบุญและมงคลอธิษฐาน ให้แด่ กัลยาณมิตรทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขความเจริญและความสว่างไสว ตราบถึง พระนิพพาน เทอญ..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีชักพระ อ.โคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ส่งเสริมพัฒนา ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดทำเรือพระ

แชร์เนื้อหานี้

โปรย : ในทุกๆปี เมื่อสายลมต้นตุลาคมพัดผ่านลำน้ำในอำเภอโคกโพธิ์ก็กลายเป็นเวทีแห่งศรัทธา เรือพระลำงามล่องผ่านสายน้ำดุจสายใยแห่งความเชื่อมั่นที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ‘สายใยแห่งศรัทธา ลอยผ่านสายน้ำแห่งกาลเวลา’ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่คือจิตวิญญาณของคนในชุมชนที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกจังหวะ ของงานชักพระ”ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานีผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน

วันที่ 8 ต.ค 2568 เวลา 17.30 น. ที่ บริเวณลานอเนกประสงค์ หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดปัตตานี ได้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิดงาน ประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 ประจำปี 2568

เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ทางศาสนาพุทธ ที่เก่าแก่ และสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน โดยมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ มี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี นายอำเภอโคกโพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการการจัดงานประเพณีชักพระ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ชาวอำเภอโคกโพธิ์ เข้าร่วมจำนวนมาก และ มีเรือพระจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัดปัตตานี เข้าร่วมงานประเพณีชักพระกว่า 42 ลำ โดยตัวเต็งในปีนี้ ฟังจากเสียงชาวบ้านมาว่า ตำบลนาประดู่ อาจจะมีสิทธิ์คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองก็เป็นได้

สำหรับงาน ประเพณีชักพระของอำเภอโคกโพธิ์นั้นเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดปัตตานี และพี่น้องคนไทยพุทธในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ ได้ร่วมกับสถาบันสงฆ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอ

โคกโพธิ์ และ คณะกรรมการจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ได้กำหนดจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 และงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3 – 14 ตุลาคม 68

โดยงานนี้ จัดขึ้นบริเวณลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดทำเรือพระ และสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามด้านการดำรงอยู่ แบบผสมผสานวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในอดีตถึงปัจจุบันของอำเภอโคกโพธิ์

ทางด้าน นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดงานนี้ ถือว่าเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่สืบทอดกันมานาน งานชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ของจังหวัดปัตตานีใน ถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการแสดงออกถึงความรัก

ความสมานฉันท์ การได้ทำความดี การแสดงพลังความรักความสามัคคี จังหวัดปัตตานี เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่ร่วมกันในลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีความโดดเด่น ทางศิลปวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์

นอกจากจัดเพื่อส่งเสริมประเพณี ที่ดีงามให้คงอยู่คู่ประจำอำเภอโคกโพธิ์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการนำวัฒนธรรมมาเป็นสื่อสายใยเรียงร้อยความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่จังหวัดปัตตานีอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานมีการออกร้านค้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ การประกวดขบวนของดีท้องถิ่น การแสดงจากโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา การแสดงประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละชุมชน การออกร้านแสดงนิทรรศการ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อป สินค้าอุปโภคบริโภคจากตำบล ท้องถิ่น อีกด้วย

สำหรับ เรือพระไม่ใช่เพียงงานศิลป์ แต่คือสัญลักษณ์ของการรวมใจ—ไม้แต่ละชิ้นคือความทรงจำของรุ่นก่อน ผ้าประดับคือความหวังของรุ่นใหม่ และการล่องผ่านสายน้ำคือการเดินทางของศรัทธาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”

สำหรับงานประเพณีชักพระที่มีทุกๆปีนี้ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่มันสื่อถึงเรื่องราวสะท้อนบทสนทนา ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เรือพระที่ล่องผ่านคือเรือแห่งความทรงจำ ไม้แต่ละชิ้นคือเรื่องราว

ของบรรพชน ผ้าประดับคือความฝันของลูกหลาน และเสียงกลองคือจังหวะของหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่\ เมื่อเรามองเรือพระ เราไม่ได้เห็นแค่ศิลปะ แต่เห็นความรัก ความศรัทธา และความหวังที่ลอยผ่านสายน้ำแห่งกาลเวลา”
ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว จ.ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกฯ พิพัฒน์ เปิดงานประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง มรดกวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำอ.หลังสวน จ.ชุมพร ปีที่ 182

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน0818923514 วันนี้ (8 ต.ค. 68) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมทางน้ำ งานประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ปีที่ 182 ชิงโล่และถ้วยพระราชทาน

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมและสืบสานการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ณ ศาลาท่าน้ำวัดด่านประชากร (สนามแข่งขันกลางภาคใต้) แม่น้ำหลังสวน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

งานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงถือเป็นประเพณีเก่าแก่สำคัญที่อยู่คู่กับเมืองหลังสวนมาเป็นเวลายาวนานถึง 182 ปี เป็นการส่งเสริมและสืบสานการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมลุ่มน้ำหลังสวน

ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่ตัดสินแพ้-ชนะกันที่ความสามารถของนายท้ายเรือที่ต้องบังคับหัวเรือให้ตรง และนายหัวเรือที่ต้องปีนขึ้นไปบนโขนเรือเพื่อชิงธงบริเวณเส้นชัยให้ได้ หากเรือลำใดเข้าเส้นชัยก่อนแต่นายหัวเรือปีนโขนเรือขึ้นไปคว้าธงไม่ได้ หรือคว้าธง

ได้แต่พลัดตกน้ำจะถูกตัดสินว่าเป็นผู้แพ้ แตกต่างจากการแข่งขันเรือยาวของที่อื่นที่ตัดสินกันที่เรือลำใดเข้าสู่เส้นชัยได้ก่อนเท่านั้น ทำให้ได้รับตรา UNSEEN THAILAND และ “ธงหนึ่งในสยาม” จาก ททท. เมื่อปี 2547 นอกจากนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ยังได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 ให้ประเพณีการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธงของ อ.หลังสวน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศด้านการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

สำหรับการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ชิงโล่และถ้วยพระราชทานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 ตุลาคม 2568 มีเรือที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 5 ประเภท ประกอบด้วย เรือยาวประเภท ก (30 – 32 ฝีพาย)

เรือยาวประเภท ข (30 – 32 ฝีพาย) ใช้ฝีพายท้องถิ่น เรือยาวประเภทเรือนักเรียนและเยาวชน เรือยาวประเภทประชาชนภายในตำบล และเรือยาวประเภทเรืออนุรักษ์ (เรือขุด)

นอกจากนี้ยังมีการประกวดเรือประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เรือพระบก เรือสวยงาม เรือพระน้ำเรือประเภทความคิด เรือประเภทตลกขบขัน และการประกวดกองเชียร์ริมฝั่งอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัวพาณิชย์พิศาล พร้อมพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว ออกพรรษา / สมุทรปราการ ชาวบางพลีแห่ตักบาตรเทโวโรหณะวันออกพรรษา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่วัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ บรรยากาศเปี่ยมด้วยศรัทธาและความอบอุ่น เมื่อครอบครัวพาณิชย์พิศาล

พร้อมพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมทำบุญตักบาตรเทโว เนื่องในวันออกพรรษา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว โดยมี อาสาสมัครชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา คอยให้บริการและดูแลความเรียบร้อย

ประเพณีตักบาตรเทโว หรือ “เทโวโรหณะ” จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เพื่อรำลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังเทศนา

โปรดพระพุทธมารดา เป็นพิธีที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสืบสานอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความศรัทธา ความสามัคคี และการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอันงดงาม


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ


เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พระวชิรคณาทร (ท่านเจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง จัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษาประจำปี 2568

สื่อสารขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม โดยมี นางสาววีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษย์ยานุศิษย์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวตำบล บางพลีใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง

เข้าร่วมภายในงานกันเป็นจำนวนมาก คณะสงฆ์เดินรับบาตร ร่วมกันทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ รับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพี่น้องประชาชน ที่มาร่วมในพิธี หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกกันว่า “ตักบาตรเทโว” คำว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” แปลว่า

การเสด็จจากเทวโลก สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก หลังเสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระวชิรคณาทร (ท่านเจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง กล่าวว่า

การจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหนะ เนื่องในวันออกพรรษา ในครั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีอันดีงามและสืบทอดพระพุทธศาสนาที่ชาวไทย ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน ให้คงอยู่สืบไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผอ.กองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. รุดเยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บ-ผู้ประกอบการ จากเหตุปล้นร้านทองห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. และศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจังหวัด/อำเภอ พื้นที่จังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 18.30 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน บุกปล้นร้านทองเยาวราชกรุงเทพ ในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาสุไหงโก-ลก พร้อมอาวุธครบมือ และได้วางวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด อีกทั้งโรยตะปูเรือใบตามเส้นทาง เพื่อสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวน 2 ราย

ในการนี้ นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมในนาม เลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย สิบเอก บุริศวร์ ระดาชัย อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนปืนแฉลบบริเวณคอ กระสุนเข้าที่หน้าอกขวา และถูกกระสุนปืนบริเวณขา แพทย์ได้ทำการตกแต่งบาดแผล เจาะปอดระบาย และให้ออกซิเจนทางจมูก ขณะนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว และ

นายจีรศักดิ์ เปาะหนิ อายุ 30 ปี ยังมีอาการตกใจ อ่อนเพลีย รู้สึกตัวดี เนื่องจากถูกคนร้ายจับเป็นตัวประกัน แพทย์ให้การดูแลและประเมินอาการทางสุขภาพจิตทั้งนี้ ศอ.บต. ได้ชี้แจงสิทธิการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งการช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปตามเอกสารรับรองแพทย์ระบุระดับความรุนแรงการบาดเจ็บ และจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป

ต่อมา เวลา 15.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้า บิ๊กซีสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. และศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจังหวัด/อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายด้านทรัพย์สิน พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมในนาม เลขาธิการ ศอ.บต.

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบการ จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย นางสาวอรุณ สุทธิสถิตย์ ผู้จัดการร้านทองเยาวราชกรุงเทพ ประจำภาคใต้ และ นายเฉลิมชัย โยธาทิพย์ ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาสุไหงโก-ลก เบื้องต้นมีทรัพย์สินเสียหายประเภทตู้กระจก และประเภททองที่ถูกเอาไป ประมาณ 400 บาท ซึ่งทางร้านกำลังตรวจสอบความเสียหายเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ได้ชี้แจงให้รับทราบเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ในส่วนภาครัฐจะเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายด้านทรัพย์สิน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนระดับอำเภอและจังหวัดต่อไป และหากผู้ประกอบการอื่นที่มีทรัพย์สินเสียหาย ให้รวบรวมหลักฐานและแจ้งต่อศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาอำเภอโดยเร็ว

นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนว่า ในมุมของหน่วยงานภาครัฐ ยืนยันว่า เราดูแลพี่น้องประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า แม้จะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อไป วันนี้ห้างสรรพสินค้า ยังคงมีคนมาใช้บริการตามปกติ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังมีผลอยู่บ้าง แต่เชื่อว่า ในอีกระยะหนึ่งก็คงกลับมาเป็นปกติ ในส่วนของ ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการจัดกิจกรรมในลักษณะการขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจะมีการขับเคลื่อนในพื้นที่สุไหงโก-ลก คิดว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ในเร็ววัน
ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ คล้ายวันเกิด ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ฯ 4 กันยายน 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 ก.ย.) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของไทย ได้จัดพิธีทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล ณ สโมสรฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่)

ตั้งอยู่ใน ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมจัดพิธีสืบชะตาแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี

เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่านสงฆ์ และมี

นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้วอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายธวัชชัย ศรีทอง ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นางเดชา จันทร์เล็ก นายเอกสิทธิ์ อ่ำฉอ้อน

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอศรีราชา พร้อมด้วย นายอโนทัย เจริญสันติสุข คณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารนโยบายนายกอบจ.ชลบุรี และมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน ประชาชนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือและหน่วยงานต่างๆ

จากทั่วประเทศทึ่ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.ฉวีวรรณ ทั่วสารทิศ เดินทางเข้าอวยพรวันเกิดเป็นจำนวนมาก ขณะที่ ดร.ฉวีวรรณ คำพา เผยว่าการช่วยเหลือสังคมและผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นสิ่งที่ตนยินดีทำและยึดมั่นมาโดยตลอด ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านอกจากการ

จัดพิธีทำบุญและพิธีสืบชะตาแบบล้านนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแล้ว ในทุกวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล ดร.ฉวีวรรณ คำพา จะมอบทุนบำรุงสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำทุกปี และในปีนี้มีโรงเรียนและสถานศึกษาที่ขอทุนเกือบ 2 ล้านบาท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และ การท่องเที่ยวใน จ.ชุมพร /เร่งช่วยชาวไทยพลัดถิ่น ที่ยังไม่มีสัญชาติไทย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 16.45 น.วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดชุมพร ร่วมกันเป็นประธานเปิดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทยชุมพร มีหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนผู้ที่รักและชื่นชอบการออกกำลังกาย ร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน โดยเริ่มต้นวิ่งที่ท่าเทียบเรือฯ ไปรอบตัวเมืองปากน้ำชุมพร กลับมาสิ้นสุดที่ท่าเทียบเรือฯ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ยังมีโอกาสถ่ายภาพสวยๆ ที่ชุมชนปากน้ำชุมพร ชม Street Art แลนด์มาร์กใหม่ของเมือง เที่ยว, ชม, ชิม, ช้อป ที่ “หลาดแค่เล” (ตลาดริมทะเล) และสามารถร่วมสนุก (ลุ้นรางวัล) ด้วยการสวมเสื้อ

โครงการฯ ออกไป วิ่งหรือเดิน ที่แลนด์มาร์ก/สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดชุมพร แล้วโพสต์ภาพลงใน Facebook ส่วนตัว (ตั้งค่าเป็น สาธารณะ) ติด แฮชแท็ก ให้ครบ #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย #สถานที่วิ่ง

จังหวัดที่วิ่ง เพื่อร่วมลุ้นรางวัลเที่ยวฟรี! ช่วงเวลาลุ้นรางวัลตั้งแต่วันนี้ – 26 ตุลาคม 2568 ถือเป็นโอกาสที่ดีในการออกกำลังกายและโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรไปพร้อม ๆ กันเลย

เร่งช่วยชาวไทยพลัดถิ่น ที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนคนไทย

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514ชาวไทยพลัดถิ่น ขอภาครัฐเร่งแก้ปัญหาสิทธิคนไทย หลังตกอยู่ฝั่งพม่าจากการถูกปันเขตแดนสยาม เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 5 ต.ค 68 ที่โรงเรียนบ้านร้านตัดผม หมู่ที่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

นายหนูไกร วงธรรม กำนันตำบลสองพี่น้อง พร้อมด้วย นายชาญณรงค์ เสนเผื่อก อดีตกำนัน นายสายัณห์ สุธานินทร์ อดีตกำนัน นายสมพูล มีสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านทรายขาวหมู่ 1 ต.สองพี่น้อง นายสุชน สินสมบูรณ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยผู้ประสานงานนายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร นายปรีชา มีสุวรรณ นายก อบต.สองพี่น้อง พร้อมด้วยคณะบริหารและสมาชิกสภา ฯ นายทวีวัฒน์ เครือสาย นายกสมาคมประชาสังคมจังหวัดชุมพร

ได้ร่วมประชุมกับ ชาวไทยพลัดถิ่น ที่ยังไม่มีสัญชาติไทย ยังไม่ได้รับบัตรประชาชนคนไทย เพื่อรับฟังปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และ ร่วมกัน แก้ไขปัญหา โดยมีชาวไทยพลัดถิ่นที่เดินทางมาร่วมประชุม ในส่วนที่มีบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0 เลข 6 เลข 077 และอื่นๆ จำนวน 250 คน คนที่ยังไม่มีบัตรอะไรเลยจำนวน 289 คน และบัตรตัว G ที่เป็นนักเรียนนักศึกษา 4 คน ที่ เข้าร่วมประชุม โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐออกเอกสารบัตรประชาชนเพื่อจะได้รับสิทธิคนไทยโดยเท่าเทียมกัน

สำหรับความเป็นของของชาวไทยพลัดถิ่น เมื่อปี พ.ศ.2411 ยุคล่าอาณานิคมอังกฤษได้เข้าครอบครองพม่าโดยขอดินแดนตอนใต้ฝั่งตะวันตกของสยามคือ มะริด ทวาย ตะนาวศรี ให้เป็นของอังกฤษ ทำสนธิสัญญาแบ่งแยกดินแดน ทำให้สยามเสียดินแดนบริเวณดังกล่าวไป ส่งผลให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นติดไปกับดินแดน แต่คนไทยพลัดถิ่นไม่ได้สูญเสียความเป็นไทย บรรพบุรุษปลูกฝังความเป็นไทยอย่างเหนียวแน่นมาหลายชั่วอายุคน

แต่หลังจากประเทศพม่าได้อิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2491 และเกิดรัฐบาลทหารพม่าปกครองแบบเผด็จการทหาร ส่งผลด้านลบต่อชนกลุ่มน้อยของประเทศพม่าทุกกลุ่ม กลุ่มคนไทยที่ติดแผ่นดินอยู่ในฝั่งพม่าได้รับความลำบาก บางส่วนจึงอพยพโยกย้ายกลับเข้ามายังแผ่นดินไทย มาอยู่กับญาติพี่น้องในฝั่งไทย ในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพร

และ ประจวบคีรีขันธ์ พวกเขาพูดไทยปักษ์ใต้ มีวัฒนธรรมประเพณีเหมือนไทยปักษ์ใต้ แต่ปัญหาของการไม่มีบัตรประชาชนไทย ทำให้คนไทยพลัดถิ่น ไม่สิทธิตามความเป็นพลเมืองไทยในแง่ของกฎหมาย บางครั้งถูกจับกุม คุมขังข้อหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เผชิญปัญหาสารพัน แต่บางส่วนมีญาติพี่น้องที่สามารถยืนยันผังเครือญาติได้ ก็ได้รับสิทธิ์เป็นคนไทย

อย่างไรก็ดีในครั้งนี้ได้มีการสะท้อนปัญหาต่างๆที่เกิดกับชาวไทยพลัดถิ่นเช่น การไม่ได้รับสิทธิ์ต่างๆจากทางภาครัฐ การมีบ้านไม่สามารถขอบ้านเลขที่ได้ มีที่ดินก็ไม่มีสิทธิครอบครอง เจ็บป่ายก็ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง ลูกเรียนหนังสือก็ไม่มีสิทธิ์รับในปริญญา เรียนจบไม่สามารถสอบเข้างานราชการ หรืองานบริษัทได้ เพราะไม่มีบัตรประชาชน และยังขาดสิทธิต่างๆอีกมายมาย

ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร้องขอการขอมีบัตรประชาชนกับสำนักทะเบียนอำเภอท่าแซะ และได้รับบัตรประชาชนไปแล้วกว่า 1,000 คน แต่ส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับ เนื่องจากมีชาวไทยพลัดถิ่นจำนวนมาก ที่ต้องรอสอบผังเครือญาติ รอการตรวจ ดีเอ็นเอ จากสำนักนิติวิทยาศาสตร์ ล่าสุด

นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร จึงมอบหมายให้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ เลขา นายก อบจ.ชุมพร นำลูกจ้างจำนวน 2 คน เข้าช่วยงานสำนักทะเบียนอำเภอท่าแซะ เพื่อเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานในการจัดเรียงเอกสารให้กับสำนักทะเบียนในการเรียกผู้ที่มีรายชื่ออยู่มาสอบปากคำดำเนินการตามขั้นตอนการขอรับสิทธิ์คนไทยได้เร็วยิ่งขึ้น