คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีทำบุญตักบาตร วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (12 ส.ค.68) เวลา 07.30 น. นาย เธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้บริหาร นำข้าราชการพลเรือน ศาล

ตุลาการ ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศาสนิกชน ชาวชุมพรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จ

พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 วันแม่แห่งชาติ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงถึงความจงรักภักดี พร้อมตั้งจิตอธิษฐานแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งมีประชาชนแต่งกายชุดโทนสีฟ้า ร่วมทำบุญตักบาตร โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ออกรับบิณฑบาต ข้าวสาร

อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้ต่างๆ ณ บริเวณถนนปรมินทรมรรคา หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร นอกจากนี้ จังหวัดชุมพร ได้เชิญผู้นำทั้ง 3 ศาสนาในจังหวัดชุมพรร่วมประกอบพิธีทางศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ

พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ , ศาสนาอิสลาม ประกอบพิธีดุอาอ์ขอพร และศาสนาคริสต์ ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนาขอพร เพื่อถวายพระราชกุศล และสร้างความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนา ในครั้งนี้อีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. นำคณะ NCIA มาเลเซีย เยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางสาวนิโสรยา แวหะยี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับคุณ Wan Rodziana Wan Hassan และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA (Northern Corridor Implementation Authority)

ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลาและสตูล) ระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยและมาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยกับมาเลเซีย โดยมีท่าน Muhamad Danial Atif Bin Nasiren กงสุลมาเลเซีย ณ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ประสานงาน

สำหรับกิจกรรมในวันแรก (3 สิงหาคม 2568) เป็นการนำคณะเดินทางเยือนพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้กล่าวต้อนรับคณะเดินทาง โดยหน่วยงาน NCIA มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ

(NCER : (Northern Corridor Economic Region: NCER) ตามที่มาเลเซียได้ดำเนินนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชาติในการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่พัฒนาอย่างก้าวหน้าเป็นอย่างมากและมีสภาพที่เอื้อต่อการลงทุนมาก มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกลงทุนและจัดตั้งศูนย์ธุรกิจระดับโลกในพื้นที่ NCER ซึ่งแม้ว่ารัฐที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคเหนือของมาเลเซีย จะไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาสของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำเสนอให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส เพื่อเชื่อมโยงไทยกับมาเลเซียในด้านเศรษฐกิจและสังคม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทาง ศอ.บต. ที่ได้จัดกำหนดการให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้มาเยี่ยมชมศักยภาพของพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ที่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในภาคใต้ตอนล่าง มีเส้นทางรถไฟ มีสนามบินนานาชาติซึ่งกำลังขยายให้สามารถรองรับผู้โดยสารและสินค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ จังหวัดนราธิวาสยังมีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งความรู้วิชาการสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดสอนในหลักสูตรองค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อให้เรียนจบมามีงานทำและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งในช่วงเช้า คณะฯได้รับฟังการบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงชายแดนและการขนส่งระหว่างประเทศ แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อำเภอสุไหงโก-ลก

จังหวัดนราธิวาสกับรันเตาปันยัง รัฐกลันตันของมาเลเซีย ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก และความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก – รันเตาปันยัง โดยมีผู้แทนกรมศุลกากร กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูล

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะฯได้เดินทางไปมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษารองรับการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการสอนหลักสูตรสมัยใหม่ อาทิ ช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง ช่างเทคนิคอากาศยาน ช่างเทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า และช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยได้ชมห้องปฏิบัติการไฟฟ้าระบบราง และสถานที่ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอากาศยานอีกด้วย

ต่อจากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานนราธิวาสเพื่อรับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาท่าอากาศยานนราธิวาสสู่การเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับนานาชาติ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางบินระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับเมืองสำคัญของมาเลเซีย โดยเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการคมนาคมขนส่งทางอากาศของไทยกับมาเลเซีย โดยสำนักงาน NCIA ยินดีจะรับเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายในมาเลเซียต่อไป

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เรือสำราญมุกดาหารปริ้นเซส” เกยตื้น! หลังน้ำโขงลดฮวบ ทำหัวเรือติดคาบันได

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า สถานการณ์ระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ยังคงผันผวนอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากที่ระดับน้ำ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เพิ่มสูงขึ้นถึง 12.08 เมตร ทำให้เรือสำราญ “มุกดาหารปริ้นเซส” ซึ่งปกติจะจอดเทียบท่าบริเวณโป๊ะหน้าเขื่อนป้องกันตลิ่ง ท่าเทียบเรือท่าข้าม(มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) เทศบาลเมืองมุกดาหาร ถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาติดชิดกับบันไดคอนกรีตของท่าเรือ

แต่ไม่กี่วันต่อมา ระดับน้ำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในวันนี้ (6 ส.ค.) วัดได้ที่ระดับ 11.18 เมตร ส่งผลให้หัวเรือที่เคยลอยน้ำอยู่กลับติดค้างแน่นอยู่บนบันไดของท่าเรือ ไม่สามารถเคลื่อนออกจากจุดเดิมได้ แม้คนขับเรือจะพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์และขยับเรือเป็นเวลานานนับชั่วโมงก็ไม่สำเร็จ

ขณะเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งประเมินแนวทางในการกู้เรือออกจากจุดดังกล่าว โดยอาจใช้วิธีลากจูงหรือวิธีอื่นเข้าดำเนินการ ก่อนที่ระดับน้ำจะลดต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนย้ายยุ่งยากมากขึ้น

เรือติดบันได #มุกดาหาร #เรือเกยตื้น #น้ำโขงลด #เรือมุกดาหารปริ้นเซส #ข่าวท้องถิ่น #เรือสำราญ #ท่าข้ามมุกดาหารสะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #เรือท่องเที่ยว #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวล่าสุด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ชลบุรี จัดระเบียบรถบริการสาธารณะบนเกาะล้าน สร่างมาตรฐานที่ดีด้านการท่องเที่ยว / ทีเส็บ–อีอีซี จัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 ส.ค.68 ที่วัดใหม่สำราญ เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่มอบสติ๊กเกอร์ตามโครงการจัดระเบียบรถบริการสาธารณะและรถประเภทอื่น ๆ บนเกาะล้านการดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการใช้รถบนเกาะล้าน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการจัดระบบควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดของพื้นที่การจราจร และไม่สามารถแยกแยะได้ว่ารถคันใดเป็นของผู้ประกอบการ รถเช่า หรือรถของชาวบ้าน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของคนในชุมชน และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี จึงได้กำหนดมาตรการห้ามนำรถขึ้นเกาะเป็นเวลา 14 วัน  เพื่อสำรวจและจัดทำระบบลงทะเบียนรถอย่างเข้มงวด โดยพบว่ามีรถบนเกาะล้านมากกว่า 3,500 คัน จากนั้นจึงได้จัดทำระบบสติ๊กเกอร์แยกประเภทการใช้งาน โดยแบ่งตามสีและลักษณะการใช้รถอย่างชัดเจนเบื้องต้นมีการมอบสติ๊กเกอร์ครอบคลุมรถทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่ รถกอล์ฟ, รถกระป๊อ, รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถจักรยานยนต์ปล่อยเช่า, รถแทรกเตอร์, รถยนต์ส่วนบุคคล 4 ล้อ, รถบรรทุก และรถสหกรณ์สองแถว โดยการจัดสรรสติ๊กเกอร์ในลักษณะนี้จะทำให้สามารถแยกแยะประเภทการใช้งานของรถได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่จราจรบนเกาะสำหรับแนวทางในอนาคต หากมีการร้องขอเพิ่มจำนวนรถบนเกาะ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอย่างน้อยสองในสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ เมืองพัทยา สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการนำรถจากกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาในพื้นที่มากเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของคนในชุมชน ทั้งนี้ โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดความแออัด คืนพื้นที่สาธารณะ สร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และยกระดับมาตรฐานระบบขนส่งบนเกาะล้านให้มีความเป็นระเบียบและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป



ทีเส็บ–อีอีซี ผนึกกำลังจัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ชูศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. จัดงาน “EEC EXPO 2025” เวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชูโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต พร้อมโชว์ความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนแบบครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือกับนักลงทุนรายสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมดิจิทัล พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ด้วยจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และระบบนิเวศเพื่อการลงทุนที่ทันสมัย ครบวงจร และเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เพื่อตอกย้ำศักยภาพดังกล่าว ทีเส็บ จึงร่วมกับสกพอ. เตรียมจัดงาน “EEC EXPO 2025” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความก้าวหน้าและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ ภิรัช คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทีเส็บจึงทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางธุรกิจ การประชุม นิทรรศการ และงานแสดงสินค้ารูปแบบต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับความพร้อมของพื้นที่ ทั้งในด้านบุคลากร ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการจัดงานไมซ์ เพื่อให้พื้นที่ EEC ไม่เพียงเป็นฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญ แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านกิจกรรมทางธุรกิจระดับนานาชาติ ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและกระจายรายได้สู่ชุมชน“การจัดงาน EEC EXPO 2025 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีเส็บในการใช้ ‘ไมซ์’ เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสร้างโอกาสในการพบปะ เจรจา และจับคู่ธุรกิจในระดับนานาชาติ

งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของพื้นที่ EEC รวมถึงแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งาน EEC EXPO 2025 จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างภาคนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค และยกระดับมาตรฐานการจัดงานไมซ์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกต่อไป”ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. หรือ อีอีซี กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ อีอีซี มีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท โดยเฉพาะในกลุ่ม 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ การแพทย์สุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรม BCG และบริการ ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวการจัดงาน EEC EXPO 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงถึงศักยภาพของพื้นที่อีอีซี สู่สายตานักลงทุนภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไปที่สนใจมองหาโอกาสทางธุรกิจ โดยภายในงานฯ จะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ผ่านรูปแบบงานแสดงนิทรรศการที่ล้ำสมัย รวมถึงการจัดเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจนถึงบริการแห่งอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย และพื้นที่อีอีซี ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญภายในงาน อาทิ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศ เวทีเสวนาทางนโยบายระดับสูง ซึ่งได้วิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ เอกชนร่วมกันถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Mega Project Mega Impact การขับเคลื่อนอนาคต EEC ด้วยพลังงานสะอาดและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน The Next Gen Workforce for EEC เป็นต้น ตลอดจนการจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน กลุ่มสตาร์ทอัพชั้นนำ และพื้นที่สำหรับแสดงสินค้า (Showcase) สำหรับผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่อีอีซีไม่น้อยกว่า 20 ราย “EEC EXPO 2025” งานแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนเวทีระดับนานาชาติ นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนครบวงจร เปิดโอกาสเชื่อมโยง นักลงทุนไทยและต่างชาติ สู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต จัดแสดงนิทรรศการ เทคโนโลยี และโซลูชั่นจากภาครัฐ เอกชน และสตาร์ทอัพชั้นนำ พร้อมกิจกรรม Business Matching และสัมมนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ จชต. มุ่งสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (5 สิงหาคม 2568) ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการและครอบครัวในพื้นที่ จชต. ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 จ.ยะลา

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูสภาพเด็กพิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเด็กพิการให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด (นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา) กลุ่มเป้าหมายประกอบ

ด้วยเด็กพิการ จำนวน 150 คน และผู้ปกครอง จำนวน 150 คน ตลอดจนครูประจำศูนย์การศึกษาโดยกิจกรรมในวันนี้ (5 สิงหาคม 2568) จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา

ทั้งนี้ ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมคนพิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ลพบุรี รับมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 17.03 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางบัณฑิตา หมื่นพรม พัฒนาการจังหวัดลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำประธานและกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ประธานหมู่บ้านต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ปี 2568 เข้าร่วมพิธีมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน และร่วมรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้แทนหมู่บ้าน / ชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จังหวัดลพบุรี เข้ารับพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยเงินพระราชทานดังกล่าว จะนำไปเป็นทุนตั้งต้นและต่อยอดในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยแนวทางสันติวิธี ส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
/ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสียงดังสนั่น เก็บกู้ระเบิด-EOD เก็บกู้ระเบิดBM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้น อ.กันทรลักษ์ ไปผาหมออีแดง

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด EOD เข้าวางแผนเพื่อจะเก็บกู้ระเบิด BM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้นอำเภอกันทรลักษ์ จะไป ผาหมออีแดง ห่างจากปั๊ม ปตท.บ้านผือ ที่ลูกระเบิด BM-21 ตกลงมาใส่ที่ร้านสะดวกซื้อ ประมาณ 100-200 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในการวางแผนทำแนวกัน และเคลียร์พื้นที่เอาคนออก ปิดกั้นการจราจร 100% ก่อนจะมีการระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนดังกล่าว

***หลังจากระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนแล้วเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถแม็คโคร ของกรมทางหลวง เข้ามาขุดเคลียร์พื้นที่ เพื่อความปลอดภัย ให้เชื่อได้ว่าลูกระเบิดได้ถูกทำร้ายแล้ว โดย ร.ต.อ.ประวิทย์ สุทธวงษ์ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด-EOD เปิดเผยว่า

การเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการทำหน้าที่เข้าทำลายระเบิดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใช้พื้นที่ให้เร็วที่สุด ในการเก็บกู้ระเบิดจะมีส่วนสำคัญส่วนที่ยากที่สุดสำคัญที่สุด การทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้แล้วจะต้องทำงานร่วมกันในหลายๆภาคส่วน ทางเทศบาลป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การเข้าทำงานในแต่ละครั้งเราจะต้องประเมินความเสียหายก่อน

***ซึ่งการทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้ ลักษณะของปลูกระเบิดหัวจะปักลงดิน การเก็บกู้ระเบิดในครั้งที่ 2 นี้เรียบร้อยสมบูรณ์ดี มีการกั้นกระเซาะทรายเพิ่มเติมมากกว่าที่ผ่านมาเราจะต้องอาศัยจากประสบการณ์จากรอบที่ผ่านมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ เราใช้ TNT ในการทำลายระเบิด ลักษณะของการปักรูระเบิดครั้งนี้จะปังเอียง รอบนี้จะกู้ง่ายกว่ารอบที่ผ่านมา ความลึกของรูกระสุนที่ปักลงไปตามแนวเอียงประมาณ 1 .5 เมตร

**ต่อจากนี้เราจะต้องขุดหาหลักฐานว่าระเบิดทำงานสมบูรณ์ขนาดไหนถึงจะทราบว่าการทำงานของระเบิดเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ถนนประชาชนจะต้องใช้ในการสัญจรไปมาตลอดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทางชุดจะกู้ระเบิดจะทำงานในจุดที่เป็นพื้นที่สำคัญก่อนถึงจะทยอยไปตามจุดอื่นๆที่ยังมีลูกระเบิดหลงเหลืออยู่

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากเก็บกู้ระเบิดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ชุด EOD ยังได้เดินทางไปสำรวจอีกจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆจากจุดที่ทำร้ายประมาณ 100 เมตร หลังมีชาวบ้านมาบอกว่าพบมีหลุ่มคล้ายระเบิดอยู่ตรงจุดนี้ พอเจ้าหน้าที่เข้าพบว่าเป็นหลุ่มระเบิดจริงๆ คล้ายจะเป็นลูกระเบิด BM-21 หน้าจะเป็นชุดเดียวกันที่ยิงมาตกที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน แต่อาจจะเป็นคนละคัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ปิดกันพื้นที่ไว้ก่อน รอให้ประชุมวางแผนก่อนถึงจะหาวันเวลาลงเก็บกู้ต่อไป

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกระบะขน “อะโวคาโดเถื่อน” กว่า 2.7 ตัน! ลอบนำเข้าจากมุกดาหาร ส่งขาย​ปทุมฯ ผ่านด่านศุลกากร-กักพืชฉลุย…

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.สรศักดิ์ แสงจันทร์ สวญ.ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล. พร้อมด้วย ร.ต.อ.ปรัชญานนท์ ยงยิ่ง รอง สว., ร.ต.ต.อรรถพล สมหวัง, ร.ต.ต.ณรงค์ สายหยุด รอง สว. (ป) และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นายนันทวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี พร้อมของกลาง ผลอะโวคาโดสดบรรจุในตะกร้าพลาสติกสีดำ จำนวน 110 ตะกร้า น้ำหนักรวมประมาณ 2,750 กิโลกรัม

และรถกระบะสีขาว จำนวน 1 คัน บริเวณริมถนนมิตรภาพ ขาเข้า กทม. กม.4 ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบขนอะโวคาโดสดจาก อ.เมืองมุกดาหาร โดยไม่ผ่านด่านกักกันพืชและศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนมิตรภาพ จนพบรถต้องสงสัย ก่อนติดตามและแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พบผลไม้ต้องห้ามดัง

กล่าวโดยไม่มีเอกสารศุลกากร และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืช (Phytosanitary Certificate) ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนันทวัฒน์ฯ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับจ้างขนอะโวคาโดจากบ้านนาติ้ว ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อไปส่งที่ตลาดใน ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยรับค่าจ้าง 5,800 บาท ผ่านการติดต่อจากชายชื่อ นายสุรนาถ หรือ “อั้ม” ผ่านแอปพลิเคชัน Messenger โดยระบุว่าไม่ได้ผ่านการตรวจของด่านศุลกากรและด่านกักพืชใดเลยตั้งแต่มุกดาหารจนถึงจุดจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “นำเข้าสิ่งของต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืชจากประเทศต้นทาง” อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปอะโวคาโดเถื่อน #ลอบนำเข้า #กักพืช #ตำรวจทางหลวง #สระบุรี #มุกดาหาร #ตลาดปทุมธานี #ข่าวอาชญากรรม #จับของเถื่อน #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #กรมศุลกากร #กระทรวงการคลัง #ด่านกักพืชมุกดาหาร #กรมวิชาการเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เผาแล้ว 7 เหยื่อจากลูกระเบิดที่กัมพูชายิงตกลงมาใช้ประชาชน บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 3 ส.ค. 68 ที่ศาลาพุทธคุณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆารวาส ประกอบพิธีพระราชเพลิงศพ 7 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี

***โดยพิธีพระสงฆ์ตั้งพัดยศ สวดมาติกา เจ้าหน้าที่อัญเชิญกล่องเพลิงและผ้าไตรพระราชทาน เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าไตรบังสุกุลพระราชทาน จำนวน 5 ไตร

หน้าจิตกาธาน พระสงฆ์สมณศักดิ์ 5 รูป พิจารณาผ้าไตรพระราชทาน ประธานในพิธี ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ แขนผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมในพิธีขึ้นวางดอกไม้จันทน์ ถือว่าเสร็จพิธี

***ทั้งนี้หลังวางดอกไม้จันทน์ เสร็จแล้วจะมีคลื่อนศพไปตามวัดที่จัดไว้เพื่อไปฌาปนกิจศพ ดังนี้ ที่เมรุวัดมหาพุทธธาราม พระอารามหลวง จะมี 4 ร่าง ได้แก่ นางสาวรุ่งรัตน์ ประชัน, เด็กหญิงทักษพร ประชัน, เด็กชายพงศภัค ประชัน และ

เด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ขณะที่เมรุ วัดเจียงอี ศรีมงคลวราราม พระอารามหลวง จะมีร่างของ นางอรุณรัตน์ วันศรี ส่วนที่เมรุ วัดหลวงสุมังคลาราม พระอารามหลวง จะนำร่าง นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง ไปประกอบพิธี และที่เมรุ วัดเพียนาม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จะนำร่าง นายสมศรี ลาภบุญ ไปประกอบพิธีประเพลิง

***โดยหลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ว่างดอกไม้จันทน์เสร็จได้เดินเข้ามาคุยกับครอบครัวผู้สูญเสีย และกอดปลอบใจญาติผู้สูญเสีย พร้อมกับได้แลกเบอร์กันไว้เผื่นได้ติดต่อช่วยเหลือ โดยก่อนจะนำร่างไปฌาปนกิจได้มีการทำพิธีขอขมาผู้วายชนม์ ทั้งนี้บรรยากาศในแต่ละวัดที่นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย

ไปฌาปนกิจ ช่วงนำโลงศพขึ้นเมรุ และขึ้นเตาเผาศพ เป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติๆ ผู้มาร่วมงาน ต่างร้องไห้กอดรูปถ่ายกันระงม ผู้สื่อข่าวได้คุยกับ นายเอกรัฐน์ วันศรี อายุ 39 ปี เป็นลูกชายคนโตของ นางนางอรุณรัตน์ วันศรี ที่เสียชีวิตที่สวนยางหลังปั๊มน้ำมันที่ระเบิดตกลงใส่ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ต้องเสียคุณแม่ไป

วันที่เกิดเหตุตนได้คุยกับแม่ว่าวันที่ 5 หมอนัดแม่ตรวจหัวเข่าตนจะลางานเพื่อพาแม่ไปพบหมอที่โรงพยาบาล พอพูดเสร็จแม่ก็ปั่นจักรยานไปหยอดน้ำกรดที่สวนยางตรงจุดเกิดเหตุ แม่ไปไม่ถึงชั่วโมงระเบิดจากกัมพูชาก็มาลงจนทำให้แม่ตนเสียชีวิตคาที่ ตนอยากสะท้อนหรือถามทหารกัมพูชาว่าทำไมถึงต้องมายิงระเบิดใส่แม่ตนใส่ประชาชนจนทำให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องมาเสียชีวิต

***สุดท้ายนี้ตนอยากบอกแม่ว่า ตนรักและเป็นห่วงแม่เสมอเพราะที่ผ่านมาร่างกายแม่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงขอให้แม่ไปสู่สุคติไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลานอยู่ทางบ้าน จะดูแลกันเองตนจะเข้มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป หลังจากที่ทำพิธีพระราชทาน

เพลิงศพเสร็จครอบครัวก็จะปรึกษากันกับญาติก่อนว่าจะเอาอัฐิแม่ไปทำพิธีตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาแบบไหน แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ความปลอดภัยด้วยเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงอพยพไม่สามารถเข้าไปที่บ้านได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9 !!เปิดโต๊ะแถลงข่าว 3 ฝ่าย คดีความมั่นคง ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ออกหมายจับ 63 หมาย จับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68  เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

และ กำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย

รวมผู้ต้องหา 13 คน ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาส

ให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่าง “จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมาการปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้

ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67 และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4 สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”

ภาพข่าว/ อับดุลหาดี จ.ยะลา

ตอริก สหสันติวรกุล
กองบรรณาธิการข่าว /
ผู้อำนวยการข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงาน

บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

วันนี้ 1 สิงหาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา

ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด


ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย


สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.เม็งรายเชอร์วิส จก. และ บ. โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์

แชร์เนื้อหานี้

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขอขอบคุณ บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการ พร้อมทีม รับมอบของบริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ

เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร บริจาคโดย บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ

เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพรุ่น SVM7621 จำนวน 10 เครื่อง ราคาเครื่องละ 100,000 บาท รวมมูลค่า 1,000,000 บาท

ไดร์เป่าผมยี่ห้อ Philips BHD 500 กำลังไฟ 2,100 วัตต์ จำนวน 28 เครื่อง ราคาเครื่องละ 850 บาท รวมมูลค่า 23,800 บาท ผ้าห่มไฟฟ้าขนาด 60 x 30 เชนติเมตร จำนวน 10 ผืน นมและขนมยูโร่ รวมมูลค่า 10,000 บาท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร. ลงพื้นที่น่าน มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้ประสบภัย และให้กับข้าราชการตำรวจผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่น่าน มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้ประสบภัย และให้กับข้าราชการตำรวจผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยกล่าวให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย พร้อมสั่งการให้ตำรวจ เร่งช่วยเหลือประชาชน

ส่งอาหาร น้ำดื่ม น้ำอุปโภค บริโภค ตรวจตรา ดูแลทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ โดยมีพล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ให้การต้อนรับ และรายงานสถานการณ์ ผลกระทบจากพายุวิภา

ในการนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติแก่ข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ให้เตรียมแผนรับมือ หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมอีก ให้นำข้อมูลสถานการณ์น้ำในครั้งนี้ วางแผนรับมือในแต่ละห้วง อาทิ ก่อนเกิดอุทกภัย ควรแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ในพื้นที่

ลงถึงระดับหมู่บ้านชุมชน โดยเฉพาะหมู่บ้านเสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก พร้อมเตรียมช่วยเหลือยกของขึ้นที่สูง หรือหากมีการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ระหว่างเกิดภัย เร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย อพยพ ส่งอาหาร น้ำดื่ม ตรวจตราดูแลทรัพย์สินของประชาชน

โดยเฉพาะหลังคาเรือนที่อพยพ และช่วงน้ำลด เร่งช่วยเหลือประชาชนในการฟื้นฟู กวาด ล้าง ทำความสะอาดบ้านเรือน และสถานที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนดุจญาติมิตร

สำหรับความเสียหายของสถานีตำรวจในพื้นที่ พร้อมกับที่พักตำรวจ และข้าวของเครื่องใช้ ให้เร่งสำรวจความเสียหายและรายงานไปที่ส่วนกลาง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว “จ่าสิบเอก ธวัชชัย” ทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 3 บ้านโนนสังข์ศรี ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ครอบครัวของ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ทหารกล้าสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

โดยมี นายเฉลิมชัย บุสภา บิดาของผู้เสียชีวิต เป็นผู้รับพระราชทานสิ่งของ พร้อมด้วย นางวิไล บุสภา มารดา และ นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร ภรรยา ร่วมเข้ารับสิ่งของพระราชทานด้วยความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระเมตตา

ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้เชิญ พระราชกระแสทรงห่วงใย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งสร้างความตื้นตันใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีไหว้ครู ของนักศึกษา วิชาทหาร ศูนย์ฝึกค่ายเขตอุดมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น ณ อาคารอเนกประสงค์ นฝ.นศท.มทบ.44 พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 ให้เกียรติมาเป็นประธาน กิจกรรม พิธีไหว้ครู ของนักศึกษา วิชาทหาร ศูนย์ฝึกค่ายเขตอุดมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 ร่วมกับ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บังคับหน่วยฝึก นักศึกษาวิชาทหาร ผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร ครูฝึก น้องๆ นักศึกษา วิชาทหาร จำนวน 450 นาย

ร.อ. ยอดชาย  เมฆอากาศ  นายทหารเตรียมการ นฝ.นศท.มทบ.44 รายงาน ในนามตัวแทนของหน่วยฝึกนักศึกษา วิชาทหาร  ขอขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นอย่างสูง   ตามนโยบายของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน/ ให้หน่วยฝึกที่รับผิดชอบการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร  กระทำพิธีไว้ครูเป็นประจำทุกปี  และเปิด การฝึกศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร  ศูนย์ฝึกค่ายเขต อุดมศักดิ์แห่งนี้  มีสถานศึกษาวิชาทหารเข้าร่วมพิธีไหว้ครู  จำนวน 21สถานศึกษา โดยจัดตัวแทนนักศึกษาวิชาทหาร  มาร่วมพิธีไหว้ครูครบทุกสถานศึกษา  เนื่องจาก พิธีไหว้ครูดังกล่าว  เป็นประเพณีที่สำคัญ/ สำหรับ นักเรียนนักศึกษา  เพื่อที่จะให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสแสดงออกถึง  ความกตัญญูกตเวที  ต่อครู  อาจารย์   ซึ่งได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้ตามกรอบการ ฝึกของนักศึกษา วิชาทหาร/ และเพื่อเป็นการส่งเสริมศีลธรรม  จริยธรรม  ประเพณีที่ดีงามสืบไป  ในโอกาสอันเป็นสิริมงคลนี้  กระผมขอเรียนเชิญท่านประธาน  ได้กรุณาเจิมตำราเพื่อเป็นสิริมงคล  และขออนุญาตให้ผู้แทน นักศึกษาวิชาทหาร  เป็นผู้กล่าวนำในการไหว้พระสวดมนต์  กล่าวคำบูชาครู  และกล่าวคำปฏิญาณ  พร้อมทั้งนำพานดอกไม้ธูปเทียนไหว้บูชาครู  ตามลำดับต่อไป
พล.ต.สมคิด ชูเผือก เปิดเผยว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง/ ที่ได้มาเป็นประธานในพิธี ไหว้ครูของนักศึกษาวิชาทหารในวันนี้ พิธีไหว้ครูหรือบูชาครูนั้น ถือเป็นพิธีที่สำคัญ ตามประเพณีไทย ที่มีมาตั้งแต่โบราณ และมีอยู่ในทุกสาขาอาชีพของคนไทย พิธีไหว้ครูจึงเป็นการสร้างความ ผูกพัน ระหว่างครูกับศิษย์ ที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงยืนยาวตลอดไป ครูถือ ว่าเป็นบุคคลที่สังคมไทยให้การยอมรับ และให้การยกย่องเสมือนพ่อแม่ คนที่สองของศิษย์ เพราะครูจะต้องทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจอย่างหนัก ในการอบรมสั่งสอนให้ศิษย์เติบโต เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้และเป็นคนดีของสังคม ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนาย ตั้งใจรับการฝึกศึกษานำเอาวิชาความรู้จากครู หมั่นฝึกหัดตนเองให้เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละและอดทน เพื่อเป็นกำลังพลสำรองที่มีคุณภาพของกองทัพบก และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติสืบต่อไปในอนาคต

มทบ.44 ร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็น ข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.00 น. พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 44 และกำลังพลค่ายเขตอุดมศักดิ์ จัดกิจกรรม เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นี้ ณ สโมสรนายทหารสัญญาบัตร ค่ายเขตอุดมศักดิ์

จัดให้มีกิจกรรม พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน ๑๐ รูป ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคลและ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินและการลงนามถวายพระพร

พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 นำกล่าว กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อม กำลังพลค่ายเขตอุดมศักดิ์ ต่างมีความปลาบปลื้ม ปิติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็น ข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ต่างล้วนสำนึกในพระเมตตา และ พระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวง

ในการปฏิบัติ หน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชา และความวัฒนาสถาพร ของประเทศ พระบรมราโชวาท ที่พระราชทานแก่ข้าราชการ ในโอกาสต่างๆ ล้วนสร้างความสำนึกในหน้าที่ และความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งปวงข้าพระพุทธเจ้า จักได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตาม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนองพระราชปณิธาน ของใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ด้วยความจงรักภักดีสืบไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้ง จิตอธิษฐานด้วยความจงรักภักดี ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล

อีกทั้ง พลานุภาพแห่งองค์พระสยาม เทวาธิราช โปรดอภิบาลและดลบันดาลประทานชัยมงคล ให้ใต้ฝ่า ละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญ พร้อมด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญ ปกเกล้า ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำกำลังพลของค่ายเขตอุดมศักดิ์ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า .. (พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตน เป็นข้าราชการที่ดี และเป็นพลังของ

แผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตาม เบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหา ของประเทศชาติ และประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิต โดยยึดมั่น ในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางในพระบรม ราโชวาทตลอดไป”
พระพุทธเจ้าข้าขอรับ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ชุมพร – กก.ตชด.ชุมพรร่วมบริจาคโลหิตส่งให้ รพ.ชายแดน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 พ.ต.อ.จาริพัฒน์ ทองแดง ผกก.ตชด.41 ชุมพร พ.ต.ท.กุลนริศร์ นวมมณีรัตน์ รอง ผกก.ตชด.41 พ.ต.ท.หญิง วัชรี หยงสตาร์ สว.กก.ตชด.41 (จอส.,กร.) ว่าที่

พ.ต.ท.นฤชาติ เวชโช ผบ.ร้อย ตชด.414 นำข้าราชตำรวจ ตชด.จิตอาสา กก.ตชด.41 แม่บ้านตำรวจ จำนวน 180 นาย ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองเลือดส่งให้โรงพยาบาลในจังหวัดเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเกิดสถานการณ์สู้รบกันบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 115 นาย ได้โลหิตรวม 40,250 ซีซี

แถลงข่าวจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนชุมพร 7-15 ส.ค.2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การเรียนรู้อาคารแปดเหลี่ยม โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชุมพร เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนจังหวัดชุมพร ประจำปี 2568

โดยมี นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 นายเอกวุฒิ ไกรมาก ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย และ นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด (ทกจ.) ชุมพร ร่วมการแถลงข่าว มีบรรดาผู้แทนคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวประมาณ 200 คน

การแถลงข่าวสรุปได้ว่า อบจ.ชุมพร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนด้านกีฬา และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาเยาวชนจังหวัดชุมพรทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และวินัย ผ่านการฝึกฝน

ความมีน้ำใจนักกีฬา และการทำงานเป็นทีม โดยกำหนดจัดการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 16 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย 1.กรีฑา 2. ว่ายน้ำ 3.ฟุตซอล 4.ปันจักสีลัต 5.วอลเลย์บอล 6. มวยสากลสมัครเล่น 7.มวยไทยสมัครเล่น 8.วูซู 9.ยูยิตสู 10. เทเบิลเทนนิส 11. บาสเก็ตบอล 12. เทควันโด 13.เปตอง 14.เรือพาย 15.วู้ดบอล และ16. ฟุตบอล แบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ

การแข่งขันกีฬาเยาวชนจังหวัดชุมพรจะจัดระหว่างวันที่ 7-15 สิงหาคม 2568 ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันคือวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ สนามมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชุมพร ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป โดย นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร จะเป็นประธานในพิธี และมีคณะผู้บริหาร หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายในพิธีเปิดจะมีการเดินขบวนพาเหรดของนักกีฬา การแสดงจากเยาวชนจังหวัดชุมพร และการจุดคบเพลิงเป็นสัญลักษณ์แห่งการแข่งขัน

ตำรวจทางหลวงชุมพร รวมพลังจิตอาสา ร่วมบริจาคโลหิตส่งให้ รพ.ชายแดน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันนี้ (25 ก.ค. 68) เวลา 09.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัสชุมพร อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์

สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพรสภากาชาดไทย บริจาคโลหิตสำรองคงคลัง เพื่อส่งไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน(รองรับภัยจากการสู้รบ)

กิจกรรมในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรองโลหิตสำหรับส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในบางพื้นที่ อีกหนึ่งความห่วงใยจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่บนเส้นทางความปลอดภัย

“ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” “ทำทุกอย่างด้วยสำนึก เพราะเราคือ“ตำรวจทางหลวง” (ชุมพร – ระนอง)

น้องอมนำศาสตร์พระราชา เปิดศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา


วันนี้ (26 ก.ค. 2568) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลล์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กลุ่มจิตอาสา กลุ่มพลังมวลชน ผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ สื่อมวลชนและประชาชนชาวจังหวัดชุมพรเข้าร่วม ณ ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จังหวัดชุมพรโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและสิ่งปลูกสร้างในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เพื่อให้สามารถพัฒนาในมิติต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยรวม โดยได้มีการดำเนินการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้มีความพร้อมอย่างครบถ้วน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติให้แก่ประชาชนและผู้สนใจที่เข้ามาศึกษาดูงาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ที่มีต่อพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ประยุกต์ และอารยเกษตร มาส่งเสริมและต่อยอดเป็นฐานการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 9 ฐานการเรียนรู้ ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ฯ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 จังหวัดชุมพรกำหนดจัดพิธีเปิด “ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

ธิเบศรฯ อีกทั้งแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสมานฉันท์ และความสามัคคีของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดชุมพร พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ฝึกฝนเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ประยุกต์ และอารยเกษตร ผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 9 ฐาน รวมถึงสนับสนุนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชน

การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา ณ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร ไม่เพียงเป็นการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ยั่งยืน สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในชีวิตจริงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งปัญญา พลังของชุมชน และแบบอย่างของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ไทย ผู้ทรงเป็นดวงประทีปส่องนำทางสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของแผ่นดินไทยตลอดไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานพวงมาลาหลวง แด่จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ทหารกล้าผู้เสียสละ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จังหวัดมุกดาหาร

ประกอบพิธีอัญเชิญพวงมาลาหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพวงมาลาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ณ ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตโสม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ บ้านเกิดของผู้เสียชีวิตเลขที่ 37 หมู่ 3 บ้านโนนสังข์ศรี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายวรญาณ บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี

พร้อมด้วย พลตรี ฉัฐชัย มีชั้นช่วง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210, นาย นราวิชญ์ มณีฤทธิ์ นายอำเภอคำชะอี, ครอบครัวผู้เสียชีวิต ได้แก่ นางวิไล บุสภา มารดา, นายเฉลิมชัย บุสภา บิดา และ นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร ภรรยา หัวหน้าส่วนราชการ, ทหาร ตำรวจ และประชาชนเข้าร่วมในพิธีแสดงความอาลัยอย่างล้นหลาม

จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2534 อายุ 34 ปี บรรจุเป็นกองหนุนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 สมรสกับนางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร มีบุตรชาย 1 คน คือ เด็กชายธนดล ยุบสภา อายุ 1 ปี 1 เดือน

ทั้งนี้ กำหนดพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยวันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2568 งดสวดพระอภิธรรม และกำหนดพระราชทานเพลิงศพวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ วัดเจริญธรรมาราม ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร

“ขอแสดงความอาลัยแด่ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา… วีรชนผู้กล้า แห่งฐานฟ้าลั่น ชายแดนศรีสะเกษ ผู้สละชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ลงพื้นที่โรงเรียนอิสลามบูรณะโต๊ะนอ มอบข้าวสารและอุปกรณ์กีฬา สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนใต้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ลงพื้นที่โรงเรียนอิสลามบูรณะโต๊ะนอ ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อมอบข้าวสารจำนวน 6 กระสอบ สนับสนุนอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน

เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของโรงเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอ และมอบอุปกรณ์กีฬาเพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากยาเสพติด อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักความรัก ความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็กและเยาวชน

สำหรับการมอบสิ่งของในครั้งนี้ เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและชุมชนในพื้นที่ เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน รวมทั้งสนับสนุนการส่งเสริมด้านการศึกษาและการออกกำลังกาย อีกทั้งยังได้มีการพูดคุยสอบถามข้อมูลด้านการเรียนการสอน

รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการต่างๆของสถานศึกษา ซึ่งปัจจุบันทางโรงเรียนได้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้กีฬาเป็นกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้มีการผ่อนคลายให้นักเรียนได้มีกิจกรรมเสริม อีกทั้งเป็นการสร้างนักกีฬาหน้าใหม่ที่มีความสามารถควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนทางด้านร่างกายและจิตใจ

ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีคณะครูร่วมให้การต้อนรับและแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ให้การสนับสนุนและใส่ใจโรงเรียนในครั้งนี้
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษ คืบหน้าปะทะชายแดน เจ้าหน้าที่นำร่าง ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ออกจากพื้นที่แล้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 กรกฏาคม 2568 เหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา พื้นที่ชายแดน เขตเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเกิดการปะทะกันต่อเนื่องโดยเริ่มยิงตั้งแต่ เวลา 09.00 น.

โดยกระสุนของฝั่งกัมพูชาได้ยิงมาโดนร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน ปตท .บ้านผือ ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย และที่บ้านเรือนประชาชน 1 หลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไทย-กัมพูชา เริ่มเปิดฉากปะทะกันตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 08.00 น.

โดยกระสุนปืนของฝั่งกัมพูชาตกมาที่ฝั่งไทย (ตกที่ค่าย ตชด 224) ประมาณ 3 ลูก ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ EOD ที่ปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ระเบิดตั้งแต่ช่วงเช้าต้องออกจากที่เกิดเหตุด่วน ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือ

ยังไม่แล้วเสร็จแต่อย่างใด เพราะกระสุนของทางกัมพูชายิงมาใกล้กับจุดเกิดเหตุ จึงทำการอพยพชั่วคราว ก่อนที่จะดำเนินการเก็บกู้ระเบิดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ขณะที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญูได้เข้าทำการเก็บร่างของผู้เสียชีวิต ภายในร้านสะดวกซื้อ ( 7-11) ซึ่งจากการดำเนินการ

พบร่างผู้เสียชีวิตจำนวนทั้ง สิ้น 5 ราย โดย 1 ในนั้น เป็นพนักงานเซเว่น ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ ตรวจพิสูจน์ทราบต่อไป/////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น“เปิดปฏิบัติการ “ยุทธการ“ขัวเรียง” ทั้ง 12 หมู่บ้าน ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด “

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05:30 น. เป็นต้นไป ภายใต้การอำนวยการของ นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขก. นายยุทธพร  พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น  นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานในการ ปล่อยแถวกำลังพล ปฏิบัติภารกิจปิดล้อมตรวจค้นตาม "ยุทธการพิทักษ์ ขัวเรียง" ในพื้นที่ตำบลขัวเรียง ทั้ง 12 หมู่บ้าน อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น โดยมี พ.ต.ท.ลักษณ์ ด้วงลำพันธ์ รอง ผกก.สส.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอนายสมหมาย ชาน้อย สาธารณสุขอำเภอชุมแพ ร่วมปล่อยแถวกำลังพล กำลังพล ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. เจ้าหน้าที่ สภ.ชุมแพ และ ชุดปฏิบัติการตำบล ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวมกำลังพล 200 นาย บูรณาการกำลังร่วมปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้ “ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น” และ “ปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252” ผลการปฏิบัติ ดำเนินการควบคุมตัวผู้กระทำความผิด จำนวน 1 ราย มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ของกลางยาบ้า 6 เม็ด จึงได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ เพื่อดำเนินคดีต่อไป  และสามารถค้นหาผู้เสพและสมัครใจเข้ารับการบำบัด ขณะนี้นำตัวมาแล้วจำนวน 45 ราย รวมทั้งสิ้น 46 ราย ซึ่งหลังจากประเมินอาการ กลุ่มสีแดงนำเข้าโรงพยาบาล สีเหลือง/ส้ม เข้าศูนย์ CI และสีเขียวดำเนินการคุมประพฤติต่อไป  ทั้งนี้ อำเภอชุมแพ ได้ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้น กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำบลหนองเสาเล้า ซึ่งจะได้ประกาศเป็นตำบลสีขาวต่อไป

อำเภอบำบัดทุกข์บำรุงสุขChange for Goodสื่อรัฐทีวี / สื่อรัฐนิวส์ เมืองชุมแพ

ประชุมการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด “

 อังคาร 22 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.00 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานการประชุมการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี พ.ต.อ.รักชาติ  เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ นายสมหมาย ชาน้อย สาธารณสุขอำเภอชุมแพ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลขัวเรียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น  ในการนี้ที่ประชุมได้รับทราบ Roadmap Quick win 3 เดือน ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs No Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ตามข้อสั่งการของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงมหาดไทย และข้อมูลผลการดำเนินการ Re X-Ray ประชาคมค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติด และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด และร่วมพิจารณาข้อมูลผลการดำเนินการ Re X-Ray ประชาคมค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติด และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด จาก ทั้ง 12 ตำบลของอำเภอชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570)ภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภาคเหนือ พร้อมด้วย นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ผู้บริหารหน่วยงาน ผู้แทนสำนักงานวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วม โดยจัดระหว่างวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ เอ็มเพรส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการ

ด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 กำหนดเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีการกำหนดตัวชี้วัดหลักจำนวน 2 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดดัชนีคุณธรรม 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” และตัวชี้วัดหน่วยงานภาครัฐน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารงาน มีค่า ITA

เพิ่มขึ้น โดยกรมการศาสนา และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายคุณธรรมในทั่วทุกพื้นที่ เพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนคุณธรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย กรมการศาสนา และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กำหนดจัดงานสมัชชาคุณธรรมและการประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อติดตามผลสำเร็จของการดำเนินงาน และขยายเครือข่ายส่งเสริมคุณธรรมไปสู่มาตรฐานด้านคุณธรรม ที่มีขีดความสามารถในการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อสังคมให้เกิดการแพร่หลาย โดยการจัดงานระดับภูมิภาค 4 ภูมิภาค

มีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย วัฒนธรรมจังหวัด ผู้แทนหน่วยงาน/ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 680 คน ในส่วนของภาคกลาง ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเวลาดี นครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม และภาคใต้

ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเรือรัษฎา โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ทั้งนี้ การจัดงานฯ ประกอบไปด้วยกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม อาทิ การบรรยายพิเศษ เรื่อง สถานการณ์และแนวมโน้มคุณธรรมในสังคมไทย, ดัชนีชี้วัดคุณธรรม ทิศทางและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในโลกวิถีใหม่, ทิศทางการขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ :

จากนโยบายสู่การขับเคลื่อนในพื้นที่, การอภิปราย เรื่องการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทยสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน, และมีการนำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย การดำเนินการส่งเสริมคุณธรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) และการส่งเสริมคุณธรรมในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการขับเคลื่อนคุณธรรม การเสริมสร้างพลังเครือข่ายคุณธรรมให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และเป็นฐานรากในการต่อยอดคุณธรรมให้เจริญเติบโตครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รวบครบ! แก๊งตุ๋นเช่าสินสอด 5.5 ล้าน แล้วเชิดเงินหนี ตำรวจไล่ล่าถึงชลบุรีอีก 2 ราย จนจับครบทั้งทีม!”คืบหน้าปล้นร้านทองสะหวันนะเขต – พบรถคนร้ายเป็นเชฟโรเลต ครูซ แดง พ่นสีดำพรางตัว!

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ด.ต.กนกวงษ์ เปรมสุข ผบ.หมู่ (สส) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับตัวผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วย นางสาวศิริอร ศิริมงคล อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 165/20 ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และนายประติพล คำมุงคุณ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 3 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี โดยทั้งสองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.177/2568 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ฐานความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไว้ได้เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ส่งตัวให้ พ.ต.ต.วิรัตน์ วงค์สอน สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร รับดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ลูกสาวของหญิงวัย 60 ปี เจ้าของธุรกิจปล่อยเช่าสินสอดรายใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าแม่ของเธอตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพชาย-หญิง 3 คน ซึ่งร่วมกันวางแผนหลอกลวง
ผู้ต้องหาทั้งสาม ประกอบด้วย นางสาวพรทิพย์ (จับกุมได้ก่อนหน้านี้) นายประติพล หรือ “ปั๊ก” และนางสาวศิริอร หรือ “หมวย”
โดยใช้กลอุบายให้นางสาวพรทิพย์เข้าไปติดต่อเหยื่อ อ้างว่าต้องการ “เช่าเงิน” จำนวน 5,500,000 บาท เพื่อนำไปถ่ายภาพกับเงินก้อนดังกล่าว เพื่อสร้างเครดิตให้ดูน่าเชื่อถือ เสนอกับนายทุนรายใหญ่ เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเต็นท์รถ พร้อมเสนอจะจ่าย “ค่าเช่าเงิน” เป็นจำนวน 76,500 บาท

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้ตามข้อตกลง กลุ่มผู้ต้องหากลับไม่คืนเงินตามที่สัญญา และติดต่อไม่ได้ ผู้เสียหายจึงรู้ว่าถูกหลอก และเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุม น.ส.พรทิพย์ ได้ก่อน จากนั้นจึงประสานตำรวจพื้นที่จังหวัดชลบุรี กระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 รายได้ครบทั้งขบวนการในที่สุด ดังกล่าว

จับแก๊งตุ๋น #เช่าสินสอด #มิจฉาชีพออนไลน์ #มุกดาหาร #ขอนแก่น #ข่าวอาชญากรรม #โกงเงิน #ตำรวจไทย #หลอกลวง #เต็นท์รถลวงโลก #บ้านบึง #ชลบุรี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

คืบหน้าปล้นร้านทองสะหวันนะเขต – พบรถคนร้ายเป็นเชฟโรเลต ครูซ แดง พ่นสีดำพรางตัว!

เจ้าหน้าที่ลาวตรวจพบ หลักฐานสำคัญ จากเหตุปล้นทองร้านมาลัย กลางเมือง นครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยรถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นเชฟโรเลต ครูซ เดิมทีเป็น สีแดง แต่ถูก พ่นทับให้เป็นสีดำ เพื่อพรางตัวระหว่างการก่อเหตุ

จากภาพ กล้องวงจรปิด ยังเผยให้เห็นว่าบริเวณ ขอบประตูด้านในยังคงเป็นสีแดง ชัดเจน ไม่ได้ถูกพ่นสีทับเหมือนภายนอก

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถรุ่นดังกล่าว มีซันรูฟ ซึ่ง ไม่น่าจะเป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเวอร์ชันที่ขายในไทยไม่มีซันรูฟ อาจเป็นรถที่นำเข้าจาก จีนหรือเกาหลีใต้ ซึ่งผลิตรุ่นซันรูฟวางจำหน่ายในตลาดบางประเทศด้วย

🚨 ขณะนี้คนร้ายทั้ง 4 คนยังคง หลบหนี เจ้าหน้าที่ลาวเร่งไล่ล่าและขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

ปล้นร้านทอง #ChevroletCruze #เชฟโรเลต ครูซ #รถคนร้าย #ข่าวลาว #ร้านคำมาลัย #นครไกสอนพมวิหาน #สะหวันนะเขต #ลาว #ปลอมสีรถ #ซันรูฟไม่ใช่ไทยผลิต #ไล่ล่าโจรปล้นทอง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 4โจร!! ปล้นอุกอาจกลางเมืองสะหวันนะเขต สปป.ลาว! อาวุธสงครามครบมือ กวาดทองกว่า 300บาท ตม.มุกดาหารคุมเข้ม! สกัดคนร้ายปล้นร้านทองสะหวันนะเขต

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15:40 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุระทึกกลางเมืองสะหวันนะเขต สปป.ลาว คนร้าย 4 คนแต่งชุดดำ สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ใช้อาวุธสงครามบุกปล้นร้านคำ(ทอง) “มาลัย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าคิวรถโดยสารประจำทาง

ผู้ก่อเหตุลงมืออย่างอุกอาจในช่วงกลางวันแสก ๆ ก่อนหลบหนีขึ้นรถยนต์ Chevrolet สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มุ่งหน้าออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ล่าสุด เจ้าของร้านทอง “มาลัย” ประกาศตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 500 ล้านกีบ สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุ พร้อมทองรูปพรรณที่ถูกปล้นไป

ความคืบหน้าคดีปล้นร้านคำ(ทอง)มาลัย บริเวณหน้าคิวรถโดยสารนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อเวลา 15:40 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2568

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พบ รถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ถูกจอดทิ้งและ จุดไฟเผา เพื่อทำลายหลักฐาน ที่บริเวณ สวนยาง ใกล้วัดพระธาตุอิงฮัง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง

ขณะนี้ คนร้ายทั้ง 4 คนยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ลาวได้กระจายกำลังไล่ล่าทั่วพื้นที่ เผารถหนี! โจรปล้นทองสะหวันนะเขต จุดไฟเผารถทิ้งใกล้พระธาตุอิงฮัง – หนีลอยนวล!

ตม.มุกดาหารคุมเข้ม! สกัดคนร้ายปล้นร้านทองสะหวันนะเขต

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 พ.ต.อ.พิทักษ์พงษ์ เจริญกุล ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุปล้นร้านทองในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่งานตรวจบุคคลและพาหนะ เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบผู้โดยสารขาเข้าฝั่งไทย เพื่อป้องกันการหลบหนีของผู้ก่อเหตุและการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมายข้ามแดน

โดยให้ตรวจสอบรถโดยสารระหว่างประเทศขาเข้า อย่างละเอียด เพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายสัมภาษณ์และคัดกรองผู้โดยสารขาเข้า เพื่อประเมินพฤติกรรมที่น่าสงสัย ตรวจสัมภาระผู้โดยสารทุกรายผ่านเครื่องเอกซเรย์ของศุลกากร เพื่อค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการด้านการข่าวและการสืบสวน โดยมีการ บูรณาการข้อมูลร่วมกับฝ่ายลาว ได้แก่ ตม.ลาว และตำรวจแขวงสะหวันนะเขต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ต้องสงสัย รวมถึงการประชาสัมพันธ์รูปภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานความมั่นคงของไทยตามแนวชายแดนรับทราบ

พร้อมกันนี้ ยังสั่งการให้ ตรวจสอบรายชื่อและติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต้องสงสัยหรือผู้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลบหนีหรือซ่อนตัวในประเทศไทย

ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร #ชายแดนมุกดาหาร #ปล้นร้านทองลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวลาวไทย #ชายแดนเข้ม #ตรวจเข้มชายแดน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ลาวไทย #ด่านพรมแดนมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (19 ก.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปลงผมในกิจกรรมบรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชน

โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ศาล ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และญาติพี่น้องผู้มีจิตศรัทธา ร่วมพิธีปลงผม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอุปสมบท จำนวน 10 คน ณ วัดพรุใหญ่ หมู่ที่ 6 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชุมพรร่วมกับคณะสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนในจังหวัด

ได้ร่วมจัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของรัฐ ภาคี

เครือข่ายภาคเอกชน และประชาชน ได้มีโอกาสร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนในพระศาสนา มาปรับใช้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อันจะนำไปสู่การอยู่ในสังคมร่วมกันอย่างสันติสุข ตลอดจนเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทย

สำหรับกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ กำหนดระหว่างวันที่ 19 – 30 กรกฎาคม รวมระยะเวลา จำนวน 12 วัน เมื่อบรรพชาอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว จะจำวัดปฏิบัติธรรม ณ วัดพรุใหญ่ หมู่ที่ 6 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

โดยได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากพระครูสถิตญาณปยุต เจ้าคณะตำบลทะเลทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดพรุใหญ่ อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ พระวิทยากร ภัตตาหารและน้ำปานะ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาเป็นอย่างดียิ่ง

เร่งตรวจสอบซากสุนัขจรจัดตายหลายตัว

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพี เปิดเผยว่า นายนิกร คอนกำลัง นายก อบต.สะพลี ได้มอบหมายให้เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่งานกฎหมายและคดี และเจ้าหน้าที่ อบต.สะพลี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่

ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีสุนัขจรจัดเสียชีวิตหลายตัวในช่วงนี้ จึงเกรงว่าสุนัขอาจเป็นโรคติดต่อหรือโรคพิษสุนัขบ้า โดย อบต.สะพลีได้ประสานกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ปศุสัตว์อำเภอปะทิว ผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ต.สะพลี อ.ปะทิว

ออกตรวจสอบและพบว่า สุนัขทุกตัวที่เสียชีวิตมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรคหัดสุนัข แต่ไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าของสุนัขที่เกรงว่าสุนัขของตนอาจติดเชื้อด้วย สามารถป้องกันการติดต่อได้โดยการนำสุนัขไปฉีดวัคซีน พร้อมกันนั้น อบต.สะพลียังได้ประชาสัมพันธ์

ให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุช่วยกันสังเกตสุนัขและสัตว์เลี้ยงของตน หากมีอาการป่วยหรือซึมผิดปกติ ต้องรีบพาไปพบสัตว์แพทย์ และแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ

ส่วนสุนัขจรจัดที่เสียชีวิตก็ขอให้ฝังซากและพ่นยากำจัดเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบข้อมูลว่าโรคหัดสุนัขสามารถติดต่อหรือระบาดสู่คนได้ แต่เพื่อความปลอดภัยก็ควรมีการป้องกันไว้ก่อน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ รับรางวัลหมวดชุดรักษาความปบอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ดีเด่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี 2568”

แชร์เนื้อหานี้

16 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.00 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ  นำชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน บ้านแสนสุข หมู่ 5 ตำบลโนนสะอาด เข้ารับรางวัล “ หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ขรบ.) ดีเด่น  รางวัลรองชนะเลิศอัน 2 จาก นายคารม  คำพูิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น  พร้อมกันนี้ได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)ของอำเภอชุมแพ มาร่วมแสดงเนื่องในวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี 2568   ณ ห้องประชุมแก่นเมือง  ศาลากลาง จังหวัดขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์ ขอนแก่น สื่อสร้างสรรค์ข่าวสารเพื่อท้องถิ่น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.จ. ส.ท. ลงพื้นที่มอบของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ อ.สวรรคโลก จว.ส.ท.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ เวลา 09.00ของวันที่17ก.ค.2568 พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) มอบหมายให้ พ.ท.ดุสิต อยู่นิ่ม หน.ฝ่ายนโยบายและแผนฯ พรัอมด้วย จนท.กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. ลงพื้นที่มอบสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวของ พลทหารอัสนีย์ สีแดงสุวรรณ​ สังกัด​ ร้อย.ซ​บร​.1​ พัน.ซ​บร​.23​ บ​ชร​.3​ อยู่บ้านเลขที่ 28/1 ม.8 ต.คลองยาง อ.สวรรคโลก จว.ส.ท. ได้รับผลกระทบจากวาตภัยเมื่อวันที่ 15 ก.ค.68 ทำให้หลังคาบ้านบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย และครอบครัว พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบต่อไป
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พาณิชย์ศรีสะเกษ ชวนชม ชิม ช้อป FUN FOOD FEST ตลาดเขียว โขง ชี มูล 2025 ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน FUN FOOD FEST ตลาดเขียว โขง ชี มูล 2025 ศรีสะเกษ โครงการส่งเสริมตลาดสินค้าปลอดภัยและสินค้าอินทรีย์

ซึ่งพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ ภาครัฐและภาคเอกชน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค. 68 เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ และสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรปลอดภัยและสินค้าอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***นายจีระศักดิ์ ศรีเพชร พาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของ
ภาคและประเทศ

จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าปลอดภัยและสินค้าอินทรีย์ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย และสินค้าเกษตรอินทร์ทรีย์ ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จำนวน 45 ราย ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ 29 ราย จังหวัดอุบลราชธานี 5 ราย

จังหวัดอำนาจเจริญ 6 ราย Food Truck 2 ค้น และกิจกรรมรณรงค์ การบริโภคผลไม้ ชื่องาน “Thai Fruits Festival 2025 @SISAKET” โดยมีผลไม้มังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ทุเรียนภูเขาจากศรีสะเกษ กิจกรรมส่งเสริมการขาย และการแสดงดนตรี

ทั้งนี้จึงขอเชิญชวนที่ใครชอบชม ชิม ช้อป สามารถเดินเข้ามาในงาน FUN FOOD FEST ตลาดเขียว โขง ชี มูล 2025 ศรีสะเกษ ได้ที่ บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 18-20 ก.ค. 68 นี้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท.ปักธงแดงเตือนภัย หลังลำห้วยบังอี่น้ำแตะระดับวิกฤต – พบน้ำท่วมโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร ได้ลงพื้นที่สอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมห้วยบังอี่ บริเวณสะพานข้ามห้วย

ในพื้นที่ตำบลหนองแวง และตำบลนากอก อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พบว่าในช่วงเวลานี้มีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำในลำห้วยเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางส่วนของโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง

ขณะที่เจ้าหน้าที่โครงการชลประทานมุกดาหาร ได้ติดตั้งป้ายแจ้งเตือนระดับน้ำและปักธงแดงบริเวณจุดเฝ้าระวังบ้านห้วยกอก สะพานข้ามห้วยบังอี่ หลังระดับน้ำในลำห้วยเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับวิกฤต (มากกว่า 7.00 เมตร)

โดยธงแดงถือเป็นสัญญาณแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระดับวิกฤต โดยระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤตเริ่มล้นตลิ่ง ให้เคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ระวังภัยที่เกิดจากน้ำ และให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

อนึ่งขณะนี้ ได้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตตำบลหนองแวง และนากอก บางส่วนแล้ว

น้ำท่วมมุกดาหาร #ห้วยบังอี่ #ปักธงแดง #เตือนภัยน้ำท่วม #ธงแดงวิกฤต #ลำห้วยบังอี่ #นากอก #หนองแวง #นิคมคำสร้อย #น้ำหลาก #มุกดาหารวันนี้ #ข่าวน้ำท่วม2568 #ธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /「พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือ UNODC ส่งเสริมความร่วมมือต้านยาเสพติดในภูมิภาค」

แชร์เนื้อหานี้

(15 กรกฎาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงยุติธรรม แจ้งวัฒนะ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ นายเบเนดิกต์ ฮอฟมันน์ (Mr. Benedikt Hofmann) รักษาการผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก (United Nations Office on Drugs and Crime Regional Representative ad interim for Southeast Asia and the Pacific) พร้อมคณะ

เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางความร่วมมือในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในภูมิภาค โดยมี นางยศวันต์ บริบูรณ์ธนา รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวีร์ ไวยวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม ณ ห้องรับรองกระทรวงยุติธรรม ชั้น 11

ในการประชุมฯ ดังกล่าว ที่ประชุมได้หารือกันในประเด็นสำคัญ อาทิ การควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในไทยและในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ การพัฒนาความสอดคล้องของการบังคับใช้กฎหมายด้านยาเสพติด และมาตรการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในภูมิภาค การควบคุมกัญชาและกระท่อม ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในบัญชีควบคุมตามอนุสัญญาระหว่างประเทศของ UNODC ตลอดจนสถานการณ์ผู้ต้องขังในคดียาเสพติดในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 200,000 ราย

นอกจากนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เชิญ UNODC ร่วมให้ความเห็นและมีบทบาทในการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ว่าด้วยยาบ้า เมทแอมเฟตามีน และยาเสพติดสังเคราะห์ (2025 International Conference on Drug Policy: Yaba, Methamphetamine, and Synthetic Drugs) ซึ่ง สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 6 – 8 สิงหาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร โดย UNODC ยินดีสนับสนุนองค์ความรู้ในการประชุมดังกล่าว โดยเฉพาะข้อท้าทายในการพัฒนาความสอดคล้องของการบังคับใช้กฎหมายด้านยาเสพติด และมาตรการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ในภูมิภาค

ในการนี้ UNODC ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของไทยในการควบคุมยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญในระดับภูมิภาค รวมถึงการจัดการปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดนในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในภูมิภาค ทั้งนี้ UNODC ได้เน้นย้ำว่าคณะอนุกรรมการควบคุมสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ อันจะส่งผลให้การแก้ปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิผลอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ UNODC มีกำหนดจัดการประชุมทางเทคนิคระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ (Regional Technical Meeting on Chemical Control) ณ กรุงเทพมหานคร โดยจะเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ และร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพืือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้นแบบที่ดีของไทยให้กับประเทศต่างๆ ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ ศึกษาธิการจ.น่าน จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าการนำแผนพัฒนาการศึกษาจ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าการนำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน (พ.ศ.2566-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่าน (พ.ศ.2566-2570) สู่การปฏิบัติของหน่วยงานทางการศึกษา
ในพื้นที่จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 8.30 น. ณ ห้องประชุมศุภโชค ชั้น 3 อาคารอำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมี นายศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่าน เป็นประธาน
การประชุม พร้อมบรรยายเป้าหมายการติดตามความก้าวหน้าการนำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน ฉบับทบทวน

พ.ศ.2568 แผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 25 68 และคณะกรรมการติดตามความก้าวหน้าฯ ประกอบด้วย ว่าที่ร้อยตรีสมเดช อภิชยกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาชน นายบุญยงค์ สดสอาดนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นางปิยะนุช ไชยสมทิพย์ ผอ.กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล

นางสกนธรัตน์ วงศ์สิริโชตน์ ผอ.กลุ่มนโยบายและแผน นางพสชณันท์ พรหมจรรย์ และผู้รายงานผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย นายสุทธิพงษ์ โชติพิสุทธิ์เมธี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคน่าน นางสาวศศิรินทร์ มหาวงษนันท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา นางสาววริทธิ์นันท์ จันทรมนตรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างน่าน และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของอาชีวศึกษาจังหวัดน่าน 4 แห่ง

ได้นำเสนอผลการดำเนินงาน สภาพปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนวทางการดำเนินงาน ต่อจากนั้นคณะกรรมการร่วมกับที่ประชุมได้ระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายรายงานให้กระทรวงศึกษาธิการและที่เกี่ยวของให้ได้รับทราบต่อไป และในช่วงบ่ายคณะกรรมการได้เดินทางไปที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ วิทยาลัยน่าน ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าการนำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านดังกล่าว โดยมี นายภูดิท เรืองรอง คณบดี อาจารย์นิลุบล ศรีเทพ อาจารย์อิทธิโชตน์ โชติกุณพันธ์ และคณะ ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

สภาพปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนวทางการดำเนินงาน ระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอ เชิงนโยบายรายงานให้กระทรวงศึกษาธิการและที่เกี่ยวของให้ได้รับทราบต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านสบปืน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ร่วมงานชุมนุมยุวเกษตรกร ระดับประเทศ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 นางสาวกัลยา เจนจิจะ ครูที่ปรึกษาและสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านสบปืน เข้าร่วมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน

ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานชุมนุมยุวเกษตรกร ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ❝ ยุวเกษตรกรนวัตกรรม : สร้างสรรค์เกษตรยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน ❞ (Innovative Farm Youth : Mindful Creativity for Sustainability)

โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร

เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานยุวเกษตรกร วิทยากรและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กว่า 500 คน เฝ้า ฯ รับเสด็จ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โดยในพิธีเปิดมีการจัดนิทรรศการของกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 12 นิทรรศการ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้กับการดำเนินงานพัฒนายุวเกษตรกรทั่วประเทศต่อไป ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนายุวเกษตรกรไปแล้วมากกว่า 5,100 กลุ่ม

มีสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรในสถาบันการศึกษา กลุ่มยุวเกษตรกรนอกสถาบันการศึกษา และกลุ่มยุวเกษตรกรแบบผสม มากกว่า 67,000 คน ยุวเกษตรกรที่ผ่านการพัฒนาล้วนเกิดภาคภูมิใจ

และมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเอง นำไปสู่การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ภาคการเกษตรในอนาคต/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯ ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรี

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ลงพื้นที่เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯ ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 วันที่ 14 มีนาคม 2566 วันที่ 11 ธันวาคม 2567 และวันที่ 8 เมษายน 2568 สถาบันเจ้าหนี้ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จำนวน 2 ราย ณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาน่าน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และผ่อนชำระเงินต้นคงค้างครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ตามระยะเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 15 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย สำหรับการชดเชยเงินต้นร้อยละ 50 และดอกเบี้ยในส่วนที่เกษตรกรไม่ต้องรับภาระ และค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐบาลจะรับภาระจัดสรรชดเชยให้กับธนาคารฯ เมื่อเกษตรกรได้ชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งนี้การดำเนินการจัดทำสัญญาตามโครงการฯ เป็นการดำเนินการ ตามมติคณะรัฐมนตรี เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ข่าวประชาสัมพันธ์จากเกษตรอำเภอเชียงกลาง :
เข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวลำไยเมืองเชียงกลาง! ที่ 1 ไม่แพ้ใคร ลำไยยืน 1 ต้องเชียงกลาง ชวนลิ้มลองความหวาน กรอบ อร่อยไม่เหมือนใคร !!

นายเรวัต พรมสาส์น เกษตรอำเภอเชียงกลาง “ประกาศ !!! เริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยอำเภอเชียงกลาง” โดยอำเภอเชียงกลาง มีพื้นที่ปลูกลำไยมากกว่า 8,000 ไร่ มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดมากกว่า 6,000 ตัน พร้อมให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของลำไยเชียงกลางจากแหล่งผลิตคุณภาพของเรา!

…ลำไยเชียงกลาง… ความอร่อยที่เหนือกว่า หลายท่านอาจคุ้นเคยกับลำไย แต่ผมอยากจะบอกว่า ลำไยจากอำเภอเชียงกลางของเรามีความพิเศษไม่เหมือนใคร ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ดินที่เหมาะสม และอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ลำไยที่นี่มีรสชาติโดดเด่น คือ เนื้อหนา ไม่ฉ่ำน้ำ เม็ดเล็ก กลิ่นหอม รสชาติหวานกำลังดี และที่สำคัญคือ “ความกรอบ” อันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะติดใจจนวางไม่ลง

เกษตรกรอำเภอเชียงกลางปลูกลำไยด้วยความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลบำรุงรักษาต้นลำไยอย่างพิถีพิถัน การให้น้ำให้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าลำไยทุกลูกที่ออกจากสวนของเราเป็นลำไยที่มีคุณภาพ พร้อมส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

….สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงกลาง ขอเชิญชวนทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นชาวเชียงกลางเอง หรือผู้ที่สัญจรผ่านไปมา เข้ามาลิ้มลองความอร่อยของลำไยสดๆ จากสวนของเกษตรกรได้แล้ววันนี้! การสนับสนุนของท่านไม่เพียงแต่จะทำให้ได้สัมผัสกับลำไยคุณภาพดีเยี่ยมในราคาที่เป็นธรรม แต่ยังเป็นการช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องเกษตรกรของเราอีกด้วย

สามารถสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้ที่แปลงใหญ่ลำไยตำบลพญาแก้ว แปลงใหญ่ลำไยบ้านตึ๊ดใหม่ แปลงใหญ่ลำไยตำบลเชียงกลาง และแปลงใหญ่ลำไยตำบลพระพุทธบาท หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงกลาง 054-797103/เครดิต/ชาตรี ทำงาม สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/บุญ ยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศุลกากรสนธิ​กำลัง​นรข.สกัดจับรถกระบะขนอะโวคาโดเถื่อน 140 ลัง​ น้ำหนัก​ 3,500 กิโลกรัม​ กลางปั๊มดังมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ภายใต้การอำนวยการของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร และการสั่งการของนายภาคภูมิ เลิศวัฒนารักษ์ ผู้อำนวยการกองสืบสวนฯ และนางสาวกัญญูณัฐ พิพัฒน์กิจไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนฯ ได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ต่อมานายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร จึงได้มอบหมายให้นายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ส่วนสืบสวนและปราบปราม ๑ กองสืบสวนและปราบปราม สนธิกำลังกับ นาวาโท รุ่งเรือง มาสุทธิ หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ออกตรวจสอบตามข้อมูลที่ได้รับ

เมื่อไปถึงบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาผึ่งแดด เจ้าหน้าที่พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บน 6275 นครพนม ซึ่งมีคอกเหล็กบรรทุกสิ่งของต้องสงสัยอยู่ด้านท้ายรถ โดยมีนายเจษฎา พุทธรักษา ชาวอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นผู้ขับขี่

เจ้าหน้าที่จึงขอเข้าตรวจค้น พบผลไม้ชนิดอะโวคาโดจำนวน​ 1​40​ ลัง น้ำหนักประมาณ 3,500 กิโลกรัม ไม่มีเอกสารผ่านพิธีการศุลกากรที่ถูกต้อง และมีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้น นายเจษฎาให้การว่าได้รับว่าจ้างให้ขนสินค้าจากตัวเมืองมุกดาหาร ไปส่งยังตลาดในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยไม่ทราบว่าของดังกล่าวมีแหล่งที่มาอย่างไร

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมรถกระบะที่ใช้ในการกระทำความผิด ส่งมอบให้ด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรต่อไป

ศุลกากร​มุกดาหาร​ #นรข. #สถานีเรือมุกดาหาร #จับของเถื่อน #อะโวคาโดเถื่อน #ของกลาง #นำเข้าไม่ได้เสียภาษี #ข่าวมุกดาหาร #จับกลางปั๊ม #ขนของผิดกฎหมาย #ข่าวภาคอีสาน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอทับสะแก ร่วมจัดกิจกรรมประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางกฤษณา แผ่แสงจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ พร้อม นายสิทธิพร คำหอม นายอำเภอทับสะแก ร่วมเปิดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2568

โดยมี นายชาญวิทย์ อุณหสุทธิยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางอวยพร คีรีวิเชียร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายกอบต.แสงอรุณ นายเชาว์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง นายวิบูลย์ เทียนทอง นายกอบต.ทับสะแก นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน และประชาชนชาวทับสะแก ร่วมกิจกรรม

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และสืบทอดประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา พร้อมยกระดับให้เป็น Soft Power ของไทยที่สามารถสื่อสารถึงสากล เพื่อยกระดับเทศกาลประเพณีท้องถิ่น ให้เป็นงานวัฒนที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาในระดับจังหวัด ระดับชาติ และต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ ตามนโยบายจุดเน้นของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้เยาวขนและประชาชนในพื้นที่

ได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น และร่วมเป็นพลังในการสืบสาน และสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากของอำเภอทับสะแก โดยในปีนี้เราได้เพิ่มจุดเด่นใหม่ คือ “การนำเสนอหลากหลายทางวัฒนธรรมด้านอาหาร”

จากทุกตำบลในอำเภอ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นผ่านมิติอาหาร ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศไทย เพื่อสร้างความรัก ความผูกพัน และความสามัคคีในชุมชนใช้กิจกรรมวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประชาชนทุกกลุ่มในอำเภอทับสะแก การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความเมตตา อนุเคราะห์ จากคณะสงฆ์ทับสะแก

ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 27,000 บาท รวมทั้งได้รับความร่วมมือ และสนับสนุนจากหน่วยงาน สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรมทุกตำบล ตลอดจนภาคเอกชน และประชาชนชาวทับสะแกอย่างดียิ่ง จากนั้น นางอวยพร คีรีวิเชียร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทับสะแก

ได้มอบต้นเทียนประจำพรรษา ให้กับ นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน และ นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก ในฐานะ กำนันตำบลเขาล้าน พร้อมคณะเพื่อเตรียมนำไปเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมครั้งต่อไป ที่ตำบลเขาล้าน
/////////////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดขบวนแห่เทียนพรรษาพระราชทาน ถวาย วัดศรีเมืองใหม่ ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

แชร์เนื้อหานี้

พสกนิกร และพุทธศาสนิกชน ชาวอำเภอศรีเมืองใหม่ ต่างปลื้มปิติยินดี เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทาน เทียนพรรษา จากทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตน์ ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งพระราชทาน ให้วัดศรีเมืองใหม่

ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี โดย ท่านพระครูโสภณนพรัตน์ ได้ รับพระราชทานพัดรอง เชิญพระนามย่อ อร. ปักบนพัดรองจากพระหัตถ์ ของพระองค์

ในวันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 ณ มณฑลพิธีหน้าองค์หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี นายกิตติศักดิ์ ประดับศรี นางนงนุช ประดับศรี และ นาย

เด่นชัย สุขแสวง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านชาด ทำหน้าที่เป็น ผู้แทนกองงานเผยแผ่และส่งเสริมประเพณี ถวายเทียนพรรษาพระราชทานวัดอินทรวิหาร อารามหลวง แขวงบางพรหมกรุงเทพมหานคร

เป็นผู้เชิญต้นเทียนพระราชทานมา ถึงวัดศรีเมืองใหม่เพื่อทำพิธีถวายเทียนเข้าพรรษาพระราชทาน ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2568 โดยมี นายโกวิท แก้วสุขอยู่เจริญ นายอำเภอศรีเมืองใหม่มาเป็นประธานในพิธี นาย ธวัชชัย รุ่งเรืองชัย

ทอง นายกเทศมนตรี อำเภอศรีเมืองใหม่ ประธานจัดพิธีถวาย เทียนพรรษาพระราชทาน จัดขบวนแห่ และกล่าวรายงาน มีนางสาว วาทินี โภคกุลกานนท์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ พ่อค้า ประชาชนและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมขบวนแห่ อย่างพร้อมเพียง สมพระเกียรติพระองค์ท่าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นายสุนทร สืบแก้ว ไวยกรณ์ วัดศรีเมืองใหม่ เล่าว่าเป็นครั้งแรกที่อำเภอ

ศรีเมืองใหม่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อย่างล้นพ้น ที่ได้รับเทียนพระราชทานครั้งนี้ ซึ่งเป็นวัดเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ได้รับเลือก อำเภอศรีเมืองใหม่จึงขออนุโมทนา สาธุ บุญ กับพิธีมงคลดังกล่าว

ภาพ : ข่าว ผ่านเลนส์ 4343 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอุบลราชธานี รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาประทานเทียนประทีปวิจิตร ศรีอทิตยประทีปาทร ให้แด่ พระครูโกศลสิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 68 ที่วัดไพรพัฒนา ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พระครูโกศลสิกขกิจ หรือ หลวงพ่อพุฒ วายาโม ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ (ธ.) และเจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา ได้นำคณะพุทธศาสนิกชนชาว ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จัดขบวนแห่อัญเชิญเทียนพรรษา ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาประทานเทียนประทีปวิจิตร “ศรีอทิตยประทีปาทร” ประดับตราประจำพระองค์ เพื่อถวายแด่วัดไพรพัฒนา

เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2568 และขบวนแห่พัด(ตาลปัตร) เสาเสมา และเกียรติบัตร โดยขบวนแห่จัดอย่างยิ่งใหญ่สวยงาม เริ่มแห่จากสนามกีฬาวิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงวัดไพรพัฒนา ไปยังวัดไพรพัฒนา มีคณะข้าราชการแต่งกายด้วยชุดปกติขาว พร้อมด้วย พ่อค้า ประชาชนชาว ต.ไพรพัฒนา และคณะอาจารย์ นักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีหลวงปู่สรวงมาร่วมขบวนแห่จำนวนมาก

***เมื่อขบวนแห่มาถึงบริเวณหน้าศาลาทม วัดไพรพัฒนา นายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เป็นผู้อัญเชิญเทียนพรรษาประทานเทียนประทีปวิจิตร”ศรีอทิตยประทีปาทร”เข้าไปภายในศาลาทม โดยนำเข้าไปตั้งเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ จากนั้น นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และประกอบพิธีทางศาสนา

พิธีเปิดกรวยถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ พิธีถวายเทียนพรรษาประทานแด่ พระครูโกศลสิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา พิธีถวายเทียนพรรษา และจตุปัจจัยไทยธรรม แด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมี นายประหยัด ถิลา วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ นายก อบต.ไพรพัฒนา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ แต่งกายชุดปกติขาวมาร่วมพิธีจำนวนมาก

***ทั้งนี้เนื่องด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาประทานเทียนประทีปวิจิตร “ศรีอทิตยประทีปาทร”เพื่อถวายแด่วัดไพรพัฒนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2568 แด่ พระครูโกศลสิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา นำความปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นล้นพ้นให้กับชาวอำเภอภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และคณะศิษยานุศิษย์วัดไพรพัฒนา อันหาที่สุดมิได้ ซึ่งนับว่า เป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่ของวัดไพรพัฒนา เป็นอย่างยิ่ง

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จพิธี พระครูโกศลสิกขกิจ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา ได้นำเหรียญพระเครื่องของ หลวงปู่สรวง เทพวดาเดินดิน ที่ทั้งชาวไทย และชาวกัมพูชาเคารพ ศรัทธา มามอบให้กับผู้ที่มาร่วมพิธีในครั้งนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลในชีวิตต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทิ้งเปลือกทุเรียนลงแม่น้ำสายสำคัญที่ใช้แข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน / คนขับหลับในชนท้ายรถจอดติดไฟแดงเต็มแรง ดับ1 เจ็บสาหัส 1

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ตรวจสอบบริเวณ สะพานบ้านด่าน ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จุดที่มีกลุ่มชาย นำตะกร้าเปลือกทุเรียน ทิ้ง ลงแม่น้ำหลังสวน สายน้ำธารแห่งวัฒนธรรม แข่งเรือยาวขึ้นโขนชิงธง ชิงถ้วยพระราชทาน แถมคึกคะนองถ่ายคลิปโพสต์โชว์ลงสื่อโซเชียลมีคลิปจากรถยนต์กระบะ บรรทุกขยะเปลือกทุเรียนจำนวนมาก ใส่เข่งพลาสติก แล้วขับมาจอดบริเวณกลางสะพานบ้านด่าน แล้วมีชาย 2 คนลงมา ช่วยกันยกเข่งแล้วเทขยะและเปลือกทุเรียนลงไปในแม่น้ำหลังสวน ซึ่งทำอย่างสนุกสนาน โดยจะมี 1 ในกลุ่มคนดังกล่าว คอยถ่ายคลิปมือถือไว้ด้วย โดยมีหน้าตาระรื่น ไม่แคร์ ไม่สนใจ สายตาของชาวบ้านที่ขับตามหลังมา ต้องจอดรอเสียเวลา และรถที่ขับสวนเลนผ่านมาแต่อย่างใด และเมื่อทิ้งทุเรียนจนหมดแล้ว ก็ได้ขับรถออกไปจากสะพาน

ส่วนคลิปที่ 2 เป็นเวลากลางคืน มีชาย 3 คน ขับรถยนต์กระบะมาจอดบนสะพานจุดเดียวกัน แล้วช่วยกันขนเปลือกทุเรียนจำนวนมากท้ายรถยนต์กระบะโยนทิ้งลงไปในแม่น้ำหลังสวน อย่างสนุกสนามอย่างไม่มีจิตสำนึก โดยมีชายอีกคนยืนถ่ายคลิปมือถือ แล้ว นำไปโพสต์ลงในสื่อออนไลน์ติ๊กต๊อกชื่อ “@12eak มีคนเข้าไปดูแล้วคอมเม้นต่อว่าจำนวนมากผู้สื่อข่าวรายงานว่าแม่น้ำหลังสวน ถือว่าเป็นแม่น้ำที่ใหญ่และกว้างที่สุดของจังหวัดชุมพร เป็นลุ่มน้ำสานธารแห่งวัฒนธรรม อดีตที่ผ่านมาในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสผ่าน ถือเป็นแม่น้ำสายวัฒนธรรมของอำเภอหลังสวน และจากอดีตมาถึงปัจจุบัน แม่น้ำหลังสวน ในเป็นแม่น้ำจัดการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง ชิงถ้วยพระราชทาน เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ ที่มีเฉพาะลุ่มน้ำแห่งนี้แห่งเดียวของโลก

และได้เดินไปพบกับ นายปราโมทย์ อุทัยรัตน์ นายกเทศมนตรีเมืองสวน สอบถามถึงเหตุที่เกิดขึ้น ทางเทศบาลเมืองหลังสวนได้ดำเนินการจัดการอย่างไร ในเหตุที่มีกลุ่มชายนำขยะ(เปลือกทุเรียน)ทิ้งลงในแม่น้ำ ที่เป็นข่าวดังในขณะนี้
นายปราโมทย์ อุทัยรัตน์ กล่าวว่า มาตรการการรักษาความสะอาดของเทศบาลเมืองหลังสวนยึดหลักกฏหมายพรบรักษาความสะอาดพ.ศ. 2535ได้ดำเนินการจับกุมบุคคลที่มาทิ้งขยะลงในแม่น้ำโดยนำมาปรับโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทและในทุกๆปีเราจะปรับผู้กระทำความผิดได้ทุกปีไม่ได้ละเลยและทอดทิ้งในการรักษาความสะอาด ของบ้านเมืองของเราและทางเทศบาลก็มีสถานที่ที่ทิ้งขยะโดยมากจะมาจากลงทุเรียนที่เอามาทิ้งเราก็เปิดโอกาสให้ไปทิ้ง ขยะไซขยะของทางเทศบาลเราก็เปิดโอกาสให้ไปทิ้งเสียค่ารักษาความสะอาดในเรื่องทิ้งขยะของเราไม่ว่าจะเป็นเวลาราชการหรือถ้านอกราชการโทรหาให้นายกให้อนุญาตได้ทุกเวลา

ส่วนคลิปที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตทางเทศบาลก็กำลังดำเนินการติดตามหาตัวคนร้ายโดยได้นำ ทะเบียนรถไปสืบที่กรมขนส่งเพื่อตรวจสอบว่าเป็นรถของบุคคลใดโดยได้รูปลักษณ์มาจากกล้องวงจรปิดทั่วเมืองหลังสวนจะประสานกับตำรวจให้แน่ชัดว่าคนร้ายคือใครจะนำมาปรับโทษก็คือการปรับ 10,000 บาท โดยใช้มาตรา 57 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 วรรคหนึ่งมาตรา 19 มาตรา 23 มาตรา 30 มาตรา 33 วรรคหนึ่งหรือมาตรา 34 ต้องระวังโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

จากมาตรา 33 ห้ามมิให้ผู้ใดเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลมูลฝอยน้ำโสโครกหรือสิ่งอื่นใดลงบนถนนหรือในทางน้ำความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่เจ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือหรืออาคารประเภทเรือแพซึ่งจอดหรืออยู่ในท้องที่ที่เจ้าหน้าที่ทำงานท้องถิ่นยังไม่ได้จัดส้วมสาธารณะหรือภาชนะสำหรับทิ้งปฏิกูลหรือมูลฝอยคุณลุง ชาวบ้าน ฝากถึงหน่วยงานให้เข้ามาดูแลด้วย ในแม่น้ำลำคลองเขาเลี้ยงปลาหาปลามาทิ้งขยะลงแบบนี้น้ำก็เน่าเสียหมด พวกมักง่ายชอบนำขยะมาทิ้ง ทำให้แม่น้ำเน่าเสียแล้วก็ทำให้เสียชื่อกับชาวอำเภอหลังสวนเพราะคลองเค้าไม่แข่งเรือเป็นหน้าชูตาให้กับอำเภอหลังสวนมาทำแบบนี้เสียชื่อคนหลังสวนหมด

คนขับหลับในชนท้ายรถจอดติดไฟแดงเต็มแรง ดับ1 เจ็บสาหัส 1

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 9 ก.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลาประมาณ 22.35 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ ได้รับแจ้งมีเหตุรถบรรทุกสิบล้อชนกับรถ บรรทุกพ่วงสิบแปดล้อมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงแจัง พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.ท่าแซะผู้บังคับบัญชาทราบจึงเดินทางพร้อมแพทย์โรงพยาบาลท่าแซะ ปภ.ชุมพร กู้ภชีพกู้ภัยสาย ชลชุมพรตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ บริเวณแยกท่าแซะ ม. 16 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ ชุมพร ถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ พบมีผู้บาดเจ็บติดภายใน ไม่รู้สึก ตัว ไม่มีชีพจร หน่วยกู้ภัยสายชลชุมพร ปภ.ชุมพร หน่วยกู้ชีพอาสารพ.ท่าแซะ รถกู้ชีพ โรงพยาบาลท่าแซะ พร้อมอุปกรณ์ตัดถ่างจึง เร่งรัดไปยังจุดเกิดเหตุ ที่เกิดเหตุตรวจสอบพบ รถบรรทุก ทะเบียน 75-0937 กรุงเทพมหานคร รุ่น FF ยี่ห้อ HINO สี ขาว,ฟ้า,แดง มี นายนันทพงศ์ มีหล้า เป็นผู้ขับขี่ และนายรัฐศาสตร์ มีหล้า เป็นผู้โดยสาร ขับรถมุ่งหน้า

ลงใต้ เมื่อมาถึงแยกไฟแดงท่าแซะได้ชนท้าย รถบรรทุก ทะเบียน 700-1649 กรุงเทพมหานคร รุ่น FM1AKIB-SHT ยี่ห้อ HINO สี เขียว,แดง,เหลือง ที่จอดติดไฟแดงอยู่ หน่วยกู้ภัยสายชลชุมพร ปภ.ชุมพร หน่วยกู้ชีพอาสารพ.ท่าแซะ รถกู้ชีพ โรงพยาบาลท่าแซะ พร้อมอุปกรณ์ตัดถ่างจึง เร่งรัดไปยังจุดเกิดเหตุ ที่เกิดเหตุตรวจสอบพบ ผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย 1 ใน 3 ราย มี 1 รายติดอยู่ในตัวรถบรรทุกสิบล้อ ไม่รู้สึกตัว ไม่มี ชีพจร

(ได้รับการยืนยันจากทีมกู้ชีพโรง พยาบาลท่าแซะผู้บาดเจ็บเสียชีวิต) หน่วยกู้ภัย จึงเร่งรัดใช้เครื่องตัดถ่าง นำร่างผู้เสียชีวิตออก มา เป็นเพศชาย อายุ 55 ปีทราบชื่อภายหลัง นายนันทพงศ์ มีหล้า ผู้ขับขี่เสียชีวิต หน่วยกู้ภัยกู้ภัยสาย ชลนำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลท่าแซะ เพื่อทำการชันสูตรตามคำสั่งแพทย์ต่อไป และ

นายรัฐศาสตร์ มีหล้า ผู้โดยสาร ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่ง รพ.ท่าแซะ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ รวบรวมเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุพร้อมทั้งสอบถามพยานคนเห็นเหตุการณ์ อย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชนวนเหตุยิงพี่สาววัย 72 ปี กลัวโดนฮุบที่ดินสวนปาล์ม 5 ไร่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 จับแล้วน้องชายวัย 69 รัวยิงพี่สาววัย 72 ปี ดับหน้าร้านอาหารตามสั่ง ปมมรดกที่ดิน สารภาพแค้นแม่ตายกว่า 3 ปี ไม่ยอมแบ่งที่ให้ ปฏิเสธทำแผนกลัวไม่ปลอดภัย ส่วนลูกสาวผู้ตายผวากลัวผู้ต้องหาโหดได้ประกันตัวออกมายิงล้างครัว

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบสวนปาล์ม 5 ไร่ชนวนการก่อเหตุ อยู่บริเวณ ซอย บ้านดอนทราย ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร อยู่ห่างจากบ้านหลังเกิดเหตุประมา 9-10 กิโลเมมร พบสวนปาล์มและในบริเวณมีสุนัขดุมากวิ่งอยู่ภายในสวนและมีพืชอยู่หลายอย่าง

จากกรณี นายศุภชัย โพธิ์คีรี หรือตุ้ม อายุ 69 ปี น้องชาย ใช้อาวุธปืนสั้นขนาด .22 แม็กนั่ม รัวยิง นางสุภา ภู่ทอง อายุ 72 ปี พี่สาวตายอนาถหน้าบ้นตนเองที่เปิดเป็นร้านอาหารตามสั่งและขายของชำ แล้วยิงนางปราณี กุหลาบสี อายุ 68 ปี พี่สะไภ้

ของผู้ก่อเหตุ ที่มาช่วยพี่สะไภ้ที่ถูกยิงตายขายของที่บ้านหลังเกิดเหตุ ถูกกระสุนแถลบเข้าที่แขนขวาบาดเจ็บเล็กน้อย และนายศุภัย ยังลั่นกระสุนใส่ นางสาวนัฎ โพธิ์คีรี อายุ 53 ปี ลูกสาวผู้ตายซึ่งเป็นหลานสาวของผู้ก่อเหตุด้วย แต่วิ่งหนีรอดตายทั้ง 2 คน สามารถวิ่งออกมาได้

เหตุเกิดช่วงสายวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ที่ร้านอาหารตามสั่ง เลขที่ 7/8 ม.4 ต.ดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ส่วนมือปืนหลังก่อเหตุได้ขับรถยนต์กระบะอีซูซุ ตอนครึ่ง สีเขียว ทะเบียน บว.2763 ชุมพร หลบหนี วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว หลังเกิดเหตุตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.ท.ชาติชาย มูลลักษณ์ รอง ผกก.สส สภ.มาบอำมฤติ ภายใต้สั่งการของ พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.มาบอำมฤต ได้นำกำลังออกสอบปากคำพยานบุคคล พยานแวดล้อม จนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายศุภชัย โพธิ์คีรี อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆของผู้ตายนั่นเอง และบ้านอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลจังหวัดชุมพร ออกหมายจับในช่วงเย็นวันเดียวกัน ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น , ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรและยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน”

กระทั่งช่วงสามทุ่มของเมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจชุมดสืบสวน สภ.มาบอำมฤต นำโดย พ.ต.ท.ชาติชาย มูลลักษณ์ รอง ผกก.สส สภ.มาบอำมฤติ ได้ติดตามจับกุม นายศุภชัย โพธิ์คีรี อายุ 69 ปี ผู้ก่อเหตุได้ขณะหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 4 ตำบลดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร พร้อมตัวมาสอบสวน และคุมขังไว้ที่ สภ.มาบอำมฤต โดยมีบรรดาเครือญาติมาเยี่ยมและนำอาหาร น้ำ เครื่องดื่ม มาให้ผู้ต้องหาอยู่เรื่อยๆ

ด้าน พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.มาบอำมฤต หลังเกิดเหตุตำรวจก็ได้ขอศาลจังหวัดชุมพร อนุมัติหมายจับและติดตามจับกุมตัวได้ที่บ้านของผู้ต้องหาเอง พร้อมของกลางรถยนต์ที่ใช้หลบหนี อาวุธที่ใช้ก่อเหตุ และผู้ต้องหาก็รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยปมเหตุมาจากเรื่องที่ดินมรดก เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นคนอารมณ์ร้อน ค่อนข้างรุนแรง และเข้าใจว่าแม่ตายมานาน 3 ปีแล้ว แต่พี่สาวตนเองจะฮุบที่ดินทั้งหมด 5 ไร่ เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่ความจริงแล้วได้มีการพูดคุยจะแบ่งให้กับพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด 5 คน แต่เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นอารมณ์ร้อน ในร้อนค่อนข้างรุนแรง จึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น

พ.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า ผู้ต้องหามีความประสงค์จะไม่ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เนื่องจากกังวลและกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัย ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาอยู่แล้ว และจำนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดชุมพร ในวันพรุ่งนี้ต่อไปขณะที่ นางจรรยา ใสสะอาด 67 เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับนายศุภชัย โพธิ์คีรี หรือตุ้ม อายุ 69 ปี เป็นญาติ ลูกพี่ลูกน้องและมาเยี่ยม นายศุภชัย โพธิ์คีรี ได้สอบถามว่ารู้สึกยังไงแกก็ตอบว่าก็ยอมรับในการกระทำเกิดจากบันดาลโทสะยอมรับในการตัดสินใจของแกเอง เป็นลูกผู้ชายตัวผู้ก่อเหตุปกติแล้วอยู่ที่จังหวัดระนองไม่ได้อยู่ที่ชุมพรเพิ่งจะเดินทางกลับมาที่ชุมพรก็มาก่อเหตุในครั้งนี้

นางสาวนัฎ โพธิ์คีรี อายุ 54 ปี ลูกสาวผู้ตายและเป็นหลานสาวของผู้ก่อเหตุ ตำรวจได้เชิญตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม ที่ สภ.มาบอำมฤต ก่อนจะหลับไม่ที่วัดดอนยางซึงเป็นสถานที่ตั้งศพ นางสุภา ภู่ทอง อายุ 72 ปี ผู้เป็นแม่โดย นางสาวนัฎ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า แม่ตนที่ถูกยิงตายร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเพราะเพิ่งจะไปทำกายภาพที่โรงพยาบาลมา จึงเดินไม่สะดวกมากนัก จนมาถูกน้องชายตัวเองยิงตาย ซึ่งนายศุภชัยผู้ก่อเหตุนั้นทราบว่าวันเกิดเหตุได้คิดและไตร่ตรองไว้แล้วเนื่องจากมีชาวบ้านเห็นว่าคนร้ายขับรถตามหาแม่ตนมาตั้งแต่ตอนไปทำบุญที่วัดจนมาถึงบ้านแล้วก่อเหตุ

นางสาวนัฎกล่าวต่อว่า ตอนนี้ตนกลัวเรื่องความปลอดภัยมาก เพราะนายศุภชัยผู้ต้องหาเขาต้องการฆ่าตนกับแม่ล้างครัวเลย ตอนเกิดเหตุแม่ตะโกนบอกให้ตนวิ่งหนีได้ทัน ว่าไอ้ “ตุ้ม” มันมาดักยิงแม่”
ถ้านายศุภชัยผู้ต้องหา ได้ประกันตัวออกมาเขาต้องมาฆ่าตนแน่นอน และอยากให้รับโทษอย่างสาสมที่ได้ฆ่าพี่สาวของตนเอง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “แรงงานลาว-กัมพูชาแห่ข้ามแดนมุกดาหาร” หลังกองทัพใช้มาตรการควบคุมด่านชายแดนกัมพูชายัง ขณะที่​ตม.มุกดาหาร ตรวจเข้มคัดกรองสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568​ ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร และด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีแรงงานข้ามชาติจาก สปป.ลาว และกัมพูชา เดินทางมาจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เดิน

ทางมาจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดจันทบุรี และตราด เพื่อใช้บริการรถโดยสารระหว่างประเทศ (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) ข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เข้าด่านพรมแดนสะหวันนะเขต สปป.ลาว และข้ามกลับเข้ามาประเทศไทยโดยผ่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร เพื่อกลับเข้ามาอยู่และทำงานต่อในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พันตำรวจเอก พิทักษ์พงษ์ เจริญกุล ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณผู้เดินทางสัญชาติลาวและกัมพูชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉลี่ยวันละ 1,200-1,300 คนสำหรับแรงงานชาวลาว และประมาณ 45 คนสำหรับแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาด้วยวีซ่า Non L-A และบางส่วนได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา

สำหรับเหตุผลที่มีการข้ามแดนผ่านมาทางจังหวัดมุกดาหารเพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากมาตรการควบคุมชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทัพบกและกองทัพเรือได้กำหนดมาตรการควบคุม การเปิด-ปิด จุดผ่านแดน ทุกประเภทตลอดแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา อาทิ จังหวัดจันทบุรี ตราด และสระแก้ว อัน

เนื่องมาจากสถานการณ์ ชายแดน ไทย – กัมพูชา โดยให้งดการเดินทางผ่านเข้า – ออก ของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ งดการผ่านเข้า – ออก ของยานพาหนะทุกประเภท แต่ยังคงอนุญาตให้อํานวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม ตามความเหมาะสม ทำให้แรงงานกัมพูชาจำนวนหนึ่งต้องเดินทางมาข้ามแดนทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ที่มุกดาหารแทน

ทั้งนี้ ผู้เดินทางที่ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไม่เกิน 60 วัน เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยว การทำงาน หรือธุรกิจระยะสั้น

ปัจจุบัน ตม.มุกดาหาร ได้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ และระบบเทคโนโลยี พร้อมยกระดับมาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจแฝงตัวเข้ามา

พันตำรวจเอก พิทักษ์พงษ์ ยืนยันว่า แม้ผู้เดินทางจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพร้อมรับมือและให้บริการตามมาตรฐานอย่างเต็มที่แรงงานข้ามชาติ #ด่านพรมแดนมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #แรงงานลาว

#แรงงานกัมพูชา #เขมร #มาตรการควบคุมด่านตรวจคนเข้าเมือง #ตมมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #อาชญากรรมข้ามชาติ #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ชายแดนไทยลาว #มุกดาหาร #สะหวันนะเขต #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรมจังหวัดน่าน ประจำปี พ.ศ. 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงานสมัชชาคุณธรรมและตลาดนัดคุณธรรมจังหวัดน่าน ประจำปี พ.ศ. 2568 โดย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน และกรมการศาสนา ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ภาคีเครือข่ายทั้ง 6 เครือข่าย ขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่จังหวัดคุณธรรม มีเป้าหมายการขับเคลื่อนต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ.2566-2568) ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคการศึกษา เครือข่ายภาคศาสนา เครือข่ายภาคสื่อสารมวลชน เครือข่ายภาคชุมชนและประชาสังคม เครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน เข้าร่วมกิจกรรม

โดยปีที่ผ่านมา จังหวัดน่าน ได้มีการเจตนารมณ์ความร่วมมือของหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ เกิดการปรึกษาหารือการจัดกิจกรรมสมัชชาคุณธรรม การจัดตั้งกลไกเครือข่ายทางสังคมเพื่อรองรับการขับเคลื่อนสู่การเป็นจังหวัดคุณธรรมอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการทำงานต่างๆ มีการยกระดับการประเมินชุมชนองค์กร อำเภอ

คุณธรรมต้นแบบทำให้เกิดชุมชนคุณธรรมต้นแบบจำนวน 241 ชุมชน องค์กรคุณธรรมต้นแบบจำนวน 261 องค์กร อำเภอคุณธรรม จำนวน 15 แห่ง และมีการค้นหา ยกย่อง เชิดชู บุคคล หน่วยงาน องค์กร เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ เช่น ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม รางวัลวัฒนคุณาธร รางวัลวัฒนธรรมวินิต รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา รางวัลคนดีศรีจังหวัด และมีการประเมินชุมชน องค์กรต้นแบบโดดเด่น

สำหรับวัตถุประสงค์การจัดสมัชชาคุณธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนดี องค์กรดี ได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของกันและกัน เป็นเวที “ชม แชร์ เชียร์” เป็นการสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เกิดแรงจูงใจ ในการขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับองค์กร ชุมชน อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ที่

สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) ส่งเสริมให้คนไทยมี “พฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรม” เพิ่มขึ้น สู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และคุณธรรม 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู”

โดยรูปแบบการจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนงานวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการส่งเสริมคุณธรรม การแสดงพลังขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมจังหวัดน่านกว่า 100 หน่วยงาน และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการนำเสนอผลงานนิทรรศการองค์ความรู้ ผลสำเร็จการส่งเสริมคุณธรรมของภาคีเครือข่าย ในรูปแบบ “ตลาดนัดคุณธรรม ชม แชร์ เชียร์” จำนวนกว่า 20 บูธ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และสนับสนุนวิทยากรจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดกิจกรรมพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ฝึกอบรมมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว (รุ่นที่ 1 – 3)

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา ณ โรงแรม ดิ อิมเพรส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดโครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมหลัก พัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว สินค้า และบริการให้ได้มาตรฐานสากล โดยมี นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวรายงานการจัดฝึกอบรมมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว (รุ่นที่ 1-3) พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและผู้นำเที่ยว รวมจำนวน 150 คน

เข้าร่วมกิจกรรม จังหวัดน่าน ได้มอบหมายให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่าน สู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กิจกรรมหลักการพัฒนาแรงานและผู้ประกอบการ ยกระดับ

มาตรฐานการท่องเที่ยว สินค้า และบริการได้มาตรฐานสากล กิจกรรมย่อยฝึกอบรมมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว (รุ่นที่ 1-3) เพื่อเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ที่ดีด้านการท่องเที่ยว เสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่าน ให้สามารถอธิบายเล่าประวัติความเป็นมา ถ่ายทอดองค์ความรู้และอัตลักษณ์ของเมืองน่าน ให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างถูกต้อง และให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปรับใช้ในการบริการนักท่องเที่ยวต่อไป

โดยการพัฒนาศักยภาพของมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวในจังหวัดน่าน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณค่าอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วม โดยอาศัยแนวทิตหลัก ได้แก่ การต่อยอดอดีต ปรับปัจจุบัน และสร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต โดยแบ่งผู้เข้าร่วมอบรมออกเป็น 3 รุ่น รุ่นละ 50 คน ได้แก่ รุ่นที่ 1 หลักสูตรการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์เฉพาะภูมิภาค

(ภาคเหนือ) รุ่นที่ 2 หลักสูตรการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์เฉพาะจังหวัดน่าน และรุ่นที่ 3 หลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำเที่ยว (Tour Leader Training) พร้อมการจัดเสวนาในหัวข้อ “Next Step ก้าวสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ในประเด็นการพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว สินค้า และบริการให้ได้มาตรฐานสากล ด้านมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวอีกด้วยโดยในวันที่ 3 กรกฏาคม2568 ทางผู้จัดงานได้นำผู้เข้าอบรมและะสื่อมวลชนจังหวัดน่านศึกษาดูงานจุดที่ ที่ 1

ณ วัดพระธาตุช่อแฮ เป็นปูชนีสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่มืองแพร่มานานแต่โบราณ และเป็นพระ ธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีชาล เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองแพร่ และเป็นพระธาตุ ประจำปีขาล ตามตำนานระบุว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 1879-1881 สมัยพระมหาธรรมราชาธิ ราช (ลิไท) มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ก่ออิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่น ทองเหลือง ลงรักปิดทองเป็นศิลปะเชียงแสน และเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุและพระ บรมสารีริกธาตุส่วนของพระศอกข้างซ้ายของพระพุทธเจ้า ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน หลวงพ่อช่อแฮ พระประธานศิลปะล้านนาผสมผสานเชียงแสนกับสุโขทัย ส่วนของวิหาร ศิลปะล้านนาประยุกต์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธโลกนารถบพิตร พระปางนาคปรก

รวมทั้ง มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม และยังมีพระเจ้าไม้สัก ที่แกะสลักจากไม้สักทอง เป็นศิลปะ สมัยล้านนา พระเจ้านอน สร้างแบบก่ออิฐถือปูนและลงรักปิดทอง เป็นศิลปะแบบเมียนมา ธรรมาสน์โบราณ เป็นธรรมาสน์ไม้สักที่แกะสลักลวดลายแบบไทยผสมล้านนาพร้อมลงรักปิด ทอง ใกล้กันเป็นที่ตั้งกรุอัฐิครูบาศรีวิชัย จุดที่ 2 ณ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ คุ้มเจ้าบ้านวงศ์บุรี เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น ซึ่งมีรูปทรงเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือทรงขนมปังชิงหลังคามุงด้วยไม้ เรียกว่า “ไม้แป้นเกล็ด” ไม่มีหน้าจั่วเป็นแบบหลังคาเรือนปั้นหยา มีมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมาด้านหน้า ของตัวอาคาร หลังคามุขมีรูปทรงสามเหลี่ยม ทั้งปั้นลมและชายคาน้ำรอบตัวอาคารประดับ

ด้วยไม้แกะฉลุสลักลวดลายอย่างสวยงาม เป็นฝีช่างชาวจีนที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ภายใต้ตัว อาคารซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร มีห้องสำหรับเก็บข้าวของเงินทองและทรัพย์สมบัติ จำนวน 3 ห้อง ห้องกลางเป็นห้องทึบ ส่วนอีก 2 ห้อง ปีกซ้ายและปีกขวา มีช่องสำหรับใส่ เงิน ซึ่งห้องใต้ดินสำหรับเก็บสมบัตินี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคุกที่คุมขังนักโทษ ส่วนเครื่องจอง จำนักโทษที่จัดแสดงในห้องเพิ่งนำเข้ามาจัดแสดงเมื่อเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ จุดที่ 3 ณ วัดจอมสวรรค์ เป็นวัดไทยใหญ่ สร้างแบบสถาปัตยกรรมหม่า ด้วยความศรัทธาของชาวเงี้ยวที่มี
ถิ่นฐานอยู่ในเมียนมาและเดินทางเข้ามาค้าขายที่เมืองแพร่ ต่อมาได้รับการบูรณะจากชาวไทใหญ่

จึงเป็นวัดไทใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบเมียนมา ภายในวัดมีเรือนไม้สักหลังเดียว ซึ่งเป็นทั้งอุโบสถ วิหาร และกุฏิ มีลักษณะหลังคาช้อนลดหลั่นเป็นชั้น ตกแต่งด้วยลวยฉลุภายในแสดงให้ให้เห็น ฝีมือการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เพดานและเสาฉลุไม้ ประดับกระจกสีแบบโบราณ ในวัดประดิษ ฐานหลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้ไผ่สานลงรักปิดทอง พระพุทธรูปงาช้าง เป็นศิลปะ
แบบเมียนมา คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ ที่นำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลง รักแดงจารึกเป็นอักษรเมียนมา และยังมีบุษบกที่มีลวดลายวิจิตรงดงาม ประดิษฐานพระพุทธรูป หินอ่อน จุดที่ 4 กิจกรรมการท่องที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ้งโฮ้ง ต้นแบบของการนำเที่ยวและกิจกรรมสาธิตโดย ผู้เข้าร่วมได้ทำกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตอัตลักษณ์ของุชมชน เช่น การย้อมผ้าหม้อห้อม เวลา (บ้านป้าเหงี่ยม) เป็นวิถีชุมชนชาวไทยพวนที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตและจำหน่ายผ้าหม้อห้อม โดย มีประวัติความเป็นมาจากการอพยพของชาวไทพวนจากเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง สปป.ลาว) เข้า มาตั้งถิ่นฐานในเมืองแพร่ งานนี้ขอชื่นชมนางสาวนพรัตน์ ศตรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านพร้อมทีมงาน ผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ ชื่นชมคณะอาจารย์ทีมวิทยากรทุกๆท่าน ชื่นชมคณะทำงาน ผู้ประสานทุกๆท่าน และทีมไกค์น่าน ที่จัดงานได้อย่างไม่มีที่ติ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส.อ.ท. จับมือ อย. ผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมระดับภูมิภาค

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดงานแถลงข่าว “ดัชนีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม” โดยได้รับเกียรติจากนายโฆษิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงาน และนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ส.อ.ท. พร้อมนายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมแถลง เพื่อชี้แจงดัชนีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมทั้งหารือถึงแนวทางความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร OSSC ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา การจัดงานแถลงข่าว “ดัชนีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม” ในครั้งนี้ สืบเนื่องจาก

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ ส.อ.ท. โดยหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย และแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากกฎหมาย กฎระเบียบที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งหารือแนวทาง

การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ อันนำไปสู่การส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม ผ่านกลไกความร่วมมือ 3 ด้าน คือ การส่งเสริมนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการจัดทำดัชนีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ

นายโฆสิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม ในปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ที่พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล่านี้ ผ่าน 7 นโยบายด้านเศรษฐกิจสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.9 แสนล้านบาทในปี 2568 ส่งผลต่อการเพิ่ม GDP ของประเทศ โดยผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีนวัตกรรม มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จะช่วยเสริมพลังการขับเคลื่อนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพได้เป็นอย่างดี

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ส.อ.ท. ได้จัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ประกอบด้วย 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา อาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สมุนไพร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของอาเซียน ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตั้งแต่การพัฒนาด้านวัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2568 การผลิตและการส่งออกของสินค้าในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม จะเติบโตประมาณ 10% ตามการสนับสนุนและยกระดับสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และมีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความต้องการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การแข่งขันในระดับภูมิภาค และข้อจำกัดด้านเงินทุน

นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเสริมว่า อย.พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย Medical Hub ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม โดยร่วมมือกับ ส.อ.ท. ผ่านกลไกต่างๆ เช่น คณะทำงาน คณะอนุกรรมการ และโครงการ Sandbox โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสินค้ามูลค่าสูง รวมทั้งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรม

ปัจจุบัน อย. ขับเคลื่อนความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก คือ

  1. สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ด้วยการจัดตั้ง One Stop Service และยกระดับผู้ประกอบการให้พร้อมขึ้นทะเบียน
  2. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยส่งเสริมการใช้สถานที่ผลิตร่วมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
  3. สร้างความเชื่อมั่น ผ่านกลไกรับฟังข้อเสนอแนะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ อย. ยังได้จัดตั้ง “กองเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพ” เพื่อพัฒนาดัชนีวัดความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสุขภาพ และเตรียมนำ Big Data และ AI มาจัดการข้อมูล พร้อมพัฒนาระบบ Track and Trace และฉลากดิจิทัล (Digital Labeling) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“อย. เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่การเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง” นายแพทย์สุรโชค กล่าวทิ้งท้าย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่นายกฯตำบลมุก หลังพบผู้สมัครทำผิด ก.ม.เลือกตั้ง สั่งระงับสิทธิสมัคร 1 ปี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกค้าสั่งคณะุกรรมการการเลือตั้ง ที่ 2286/2568 เรื่อง จัดให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีต้าบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ใหม่ตามที่ได้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตําบลมุก อําเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง

ได้พิจารณาสํานวนการไต่สวนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตําบลมุก อําเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏว่า นายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีตําบลมุก กระทําการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม และมีคําสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายอนุชา ศรีโยหะ ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 17 วรรคสอง มาตรา 106 วรรคสี่ และมาตรา 107 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีคําสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตําบลมุก อําเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ใหม่ ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่ง

พร้อมกันนี้ กกต. ยังได้ออกประกาศเรื่องการขยายระยะเวลา ย่นระยะเวลา และงดเว้นการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งในกรณีที่ กกต. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกด้วยกกต #เลือกตั้งใหม่ #นายกเทศมนตรีตำบลมุก #เลือกตั้งท้องถิ่น #มุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #โปร่งใสสุจริต #ข่าวด่วน #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

มุกดาหาร​ -​แก้ไขแล้ว! ‘จุดเสี่ยง’ ราวกันตกตลาดอินโดจีนมุกดาหาร แต่ยังเหลือจุดอันตรายใกล้บันไดที่รอการปรับปรุง”

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร (ก.ธ.จ.มุกดาหาร) พร้อมที่ปรึกษา ได้ลงพื้นที่สอดส่องการก่อสร้างซ่อมแซมและปรับปรุงตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

พบว่า ราวกันตกสแตนเลสบริเวณชั้นบนของตลาด ซึ่งเดิมมีจุดเสี่ยงต่อความปลอดภัย โดยเฉพาะช่องว่างช่วงปลายและช่วงกลางที่อาจทำให้เด็กเล็กพลัดตกได้นั้น ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยเปลี่ยนวิธีการยึดจากแบบติดผนังเป็นยึดติดพื้นคอนกรีต เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดช่องว่างให้แคบลง ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องชื่นชมจังหวัดมุกดาหารที่เอาใจใส่และเข้าแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ยังคงพบราวกันตกอีก 1 จุด ที่บริเวณใกล้บันไดทางลง ซึ่งมีช่องว่างขนาดใหญ่พอที่เด็กเล็กอาจพลัดตกลงมาได้ ถือเป็นจุดเสี่ยงที่ยังรอการแก้ไข ซึ่งคาดว่าจะได้รับการปรับปรุงในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย

โดยรวมของพื้นที่สาธารณะตลาดอินโดจีน #มุกดาหาร #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #ธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหารลงพื้นที่ #กธจมุกดาหาร #ราวกันตกไม่ปลอดภัย #สอดส่องงานก่อสร้าง #ข่าวมุกดาหาร #เด็กต้องปลอดภัย #โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #กรมโยธาธิการและผังเมือง #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​