คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นายกฯ อนุทิน และ คู่สมรส” รัฐมนตรี นุ่งโจงห่มสไบ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (21 ก.พ. 69) เวลา 17.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” ณ บริเวณ

อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี และเวทีกลาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์

ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี คณะรัฐมนตรี คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบุรี ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการผู้จัดงานฯ ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมากร่วมในงานอย่างคึกคัก

โอกาสนี้ นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นำคณะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น รับชมการแสดงพิธีเปิดชุด “ตามรอยเสด็จเพชรบุรี สมเด็จพระพันปี ชาวเพชรบุรีน้อมรำลึก” โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และรับชมการจุดพลุเฉลิมฉลอง 1,350 นัด ก่อนเดินเยี่ยมชมนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ OTOP

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ได้มาพบพี่น้องชาวเพชรบุรีด้วยความตื่นเต้นและดีใจ และเชื่อว่าทุกท่านก็คงไม่ผิดหวังที่ได้มาเห็นความสวยงามของจังหวัดเพชรบุรีมองไปด้านซ้ายมือเห็น “เขาวัง” ที่มีความสวยงามมากเลย ยิ่งมีการประดับไฟยิ่งมีความสวยงามอลังการ

ทั้งยังได้มีความใกล้ชิดกับชาวเพชรบุรี ได้เห็นรอยยิ้มการทักทายได้รับการต้อนรับเราสามารถรู้สึกได้ งานวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่งดงามของเมืองเพชรบุรี ถือเป็นวัฒนธรรมที่สืบสานมาจากรุ่นสู่รุ่น

“จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดสู่ภาคใต้ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีความรุ่งเรืองมายาวนาน มีชื่อเสียงด้านอาหารถิ่นรสเลิศ มาแล้วต้องลืมคำว่าเบาหวาน โดยเฉพาะ “ขนมเมืองเพชร”

ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการอาหารในประเทศไทยให้ความสำคัญและห่วงใยกับสุขภาพของประชาชน ได้มีมาตรการลดความหวานลดน้ำตาลลงไป แต่ก็ยังคงความหอมความอร่อยอยู่

ตนจึงเชื่อว่าเพชรบุรีจะยังเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารถิ่นรสเลิศ UNESCO และองค์การที่เกี่ยวข้องในระดับสหประชาชาติ ได้ยกให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีครบ

ไม่ว่าจะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่ล้ำค่าอย่าง “ผืนป่าแก่งกระจาน” แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่พวกเราชาวเพชรบุรี แต่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศนะให้ความสนใจในการมาเที่ยวเพชรบุรีในช่วงนี้ซึ่งก็จะมีการเสริมสร้างรายได้

ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และยังเป็นเวทีแห่งการอนุรักษ์และสืบสานมรดกท้องถิ่นด้วยความภาคภูมิใจ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ ขอขอบพระคุณทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบุรีที่ได้ร่วมกันจัดงานครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติและเป็นที่ภาคภูมิใจของพี่น้องประชาชน ขอบคุณชาวเมืองเพชร ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศโดยการแต่งกายด้วยชุดไทยอย่างงดงามเป็นที่น่าชื่นชม ขอให้การจัดงานครั้งนี้พบแต่ความสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพื้นที่อื่น ๆ ในการพัฒนากิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวต่อไป

นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า ช่วงนี้ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศพากันหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย เพราะเขามีความมั่นใจในประเทศของเรา เขาเชื่อว่ามาที่นี่มีความปลอดภัย ได้รับการต้อนรับที่ดีจากประชาชนคนไทย ได้พบกับสิ่งที่เขาต้องการ บ้านเรามีทั้งน้ำแม่น้ำ ทะเล ภูเขา อาหารที่อร่อย

และมีคนท้องถิ่นที่มีจิตใจงดงาม สิ่งเหล่านี้คือการที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพากันหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ดังนั้นในฐานะรัฐบาลขอให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนว่าพวกเราจะทำอย่างสุดความสามารถที่จะนำความผาสุก ความอยู่ดีกินดี ความมั่นคงความปลอดภัย มอบให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกคน

ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า พระนครคีรี (เขาวัง) เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ซึ่งเป็นวังแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนภูเขา จึงเป็นพระบรมราชานุสรณ์ที่ทรงคุณค่าในพระราชวงศ์จักรีและเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ จังหวัดเพชรบุรีจึงได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลององพระนครคีรีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปีนี้เป็นครั้งที่ 39 กำหนดจัดในระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 จำนวน 10 วัน 10 คืน มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยและชาวเพชรบุรีอีกทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบุรีให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี ภาพ/ข่าว โดย.กองสารนิเทศ สป.มท.ครั้งที่ 164/2569 วันที่ 21 ก.พ. 69

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทาน ปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อำเภอ

เมือง จังหวัดนครปฐม โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงนครปฐม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รองนายกเหล่า

กาชาดจังหวัดนครปฐม รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการศูนย์/สถาบัน/สำนัก อาจารย์ ข้าราชการ ประธานสภานักศึกษา นักศึกษา ผู้แทนนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้แทนนักเรียนโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในการนี้ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาบัณฑิต จากคณะมัณฑนศิลป์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะโบราณคดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะอักษรศาสตร์ และคณะดุริยางคศาสตร์ รวม 3294 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า “บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้รู้ ผู้มีความสามารถเพียงพอที่จะออกไปประกอบอาชีพการงาน เพื่อสร้างความสำเร็จแก่ตนเองและส่วนรวม

ในการทำงานสร้างสรรค์ความสำเร็จและความเจริญนั้น นอกจากจะต้องมุ่งกระทำแต่เฉพาะการงานที่สุจริตและเป็นประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษเสียหาย ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว บัณฑิตควรตระหนักด้วยว่า คนเราแม้จะมีความรู้ความสามารถสูง

แต่ก็ไม่อาจสร้างความสำเร็จทุกสิ่งได้โดยลำพัง หากต้องได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากผู้อื่นฝ่ายอื่นอย่างพร้อมเพรียงด้วย บัณฑิตจึงต้องมีความเฉลียวฉลาดในการประสานสามัคคี ประสานประโยชน์กับผู้ร่วมงานทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กิจการ

งานที่ทำจะได้ดำเนินลุล่วง และสำเร็จผลเป็นประโยชน์ที่แท้ คือเป็นความเจริญมั่นคงแก่ตัวบัณฑิตเอง แก่งานที่ปฏิบัติและแก่ประเทศชาติของเรา” สนง.ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เผยเบื้องหลังการตัดต้นไม้ทำถนนในเขตป่าอนุรักษ์ ลักลอบทำไม้และขนของเถื่อนตามชายแดนเสาหินตัดผ่านเข้าสู่ จ.เชียงใหม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 17 แหล่งข่าวด้านชายแดน แฉเบื้องหลังการลักลอบตัดถนนขึ้นมาใหม่ เผยว่า มีกลุ่มนักลงทุนชายแดนร่วมกันทำถนนลัดเลาะตามสันเขาเพื่อมาเชื่อมต่อกับถนนเดิมระหว่างบ้านห้วยกองเป๊าะไปยังหย่อมบ้านแม่สำเพ็งเหนือ ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย ไปหมู่บ้านแม่สอง ที่บ้านเสาหิน ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง

เป็นกลุ่มขบวนการซื้อขายสินค้าชายแดนในพื้นที่ ที่ต้องการลักลอบนำเข้าแร่ โค/กระบือและยาเสพติด รวมไปถึงไม้สักทอง และไม้ประดู่ จากชายแดนบ้านเสาหิน เพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางเดิม เสาหิน-แม่สะเรียง มาทะลุที่ อ.แม่ลาน้อย ก่อนส่งสินค้าไปยังเชียงใหม่ เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมจาก เจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีด่านตรวจจำนวน 2 ด่าน**

กลุ่มขบวนการดังกล่าว ประกอบด้วย อดีตนายก อบต.ในพื้นที่ร่วมมือกับ ผู้รับเหมารายใหญ่ในพื้นที่ ร่วมกับ ผู้ใหญ่บ้านอีก 2 หมู่บ้าน ในพื้นที่เช่นเดียวกัน วิธีการก่อนหน้าที่จะมีการตัดถนน ได้มีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า นำไม้ประดู่และไม้สักทองในพื้นที่ อ.แม่ลาน้อย ลอบส่งออกไปขายในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง และในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นประจำ หลายคนรู้จักดี เพราะโลดแล่นอยู่วงการค้าขายในชายแดนแถบนี้มานาน*

วิธีการคือ ให้ชาวบ้านลักลอบตัดและแปรรูปไม้ จากนั้นจะลำเลียงไม้เถื่อนส่วนหนึ่ง จะนำมาพักไว้ในวัดแห่งหนึ่ง ในตำบลแม่ลาหลวง โดยอ้างกับชาวบ้านว่านำไม้มาสร้างวัด แต่ข้อเท็จจริงเป็นการนำไม้มาพักรอก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายไม้ โดยใช้

เส้นทาง จากบ้านแม่ลาหลวง ไปยัง จ.เชียงใหม่ และอีกเส้นทางหนึ่งคือ ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย – อ.แม่สะเรียง ซึ่งเส้นทางที่ตัดใหม่ดังกล่าวฯ ผ่านแต่ป่าเขา ไม่มีด่านตรวจใดๆคอยสกัดกั้นตรวจสอบ มีสินค้า โค กระบือ และแร่ ผ่านเข้ามาเส้นทางนี้

สำหรับเส้นทางลำเลียง นี้ จาก อ.แม่ลาน้อย – บ้านละอูบ – บ้านห้วยห้อม – ดูลาเปอร์ – แม่ตีคี – รองเหนือ – แม่แฮ – ห้วยหินฝน – เลี้ยวขวาไป ทะลุเขต อ.แม่แจ่ม ที่บ้านป่าเทอ เข้า อ.แม่แจ่ม ผ่านวงเวียน เลี้ยวขวา ไปดอยอินทนนท์ไปทะลุออก อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ โดยจาก อ.แม่ลาน้อย – อ.แม่แจ่ม ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ร่นระยะเวลามาก จากการวิ่งเส้นเดิม แม่ลาน้อย-แม่สะเรียง-ฮอด-เชียงใหม่

ใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงโดยห้วงก่อนหน้านั้น กลุ่มขบวนการดังกล่าว ได้ใช้เส้นทางที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ในการลำเลียงสิ่งผิดกฎหมายออกไปเป็นจำนวนมาก โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่ ไม่ทราบ จึงทำให้ไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด ปล่อยให้กลุ่มขบวนการดังกล่าวเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบภาค 1 ขยายผล เจอจุดรับซื้อช่อดอกกัญชา ที่ถูกปล้นตำรวจสืบสวนภาค 1 /สุดคึกคัก วันจ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีน 69 ที่ตลาดปากน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

สืบภาค 1 ขยายผลจากผู้ต้องหาจนเจอจุดรับซื้อช่อดอกกัญชาที่ถูกปล้น
ตำรวจสืบสวนภาค 1 แกะรอยจากคดีปล้นช่อดอกกัญชากลางวันแสก ๆ ในพื้นที่ปทุมธานี ก่อนขยายผลตามเส้นทางจำหน่าย กระทั่งเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านแพรกษาใหม่ พบของกลางจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ดำเนินคดีตามกฎหมาย เร่งสอบสวนเชื่อมโยงเครือข่ายเพิ่มเติม

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ตำรวจกองกำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 นำโดย พ.ต.อ.นัฎฐพงษ์ ศรีเพ็ญประภา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 , พ.ต.ท.ปรัชญ์ อุปริกชาติพงษ์ รอง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 , พ.ต.ท.ดนัยพร หาญกร รอง ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.1 , พ.ต.ต.วรภัทร แก้วดวงเทียน สว.กก.สส.2 บก.สส.ภ.1 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู นำโดย พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู , พ.ต.ท.ตุลชัย สมใจ รอง ผกก.สส.สภ.บางปู , พ.ต.ท.พิษณุศักดิ์ เติมเต็ม สว.สส.สภ.บางปู

ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ดังนี้ 1.นายวชิรวิทย์ คารมหวาน อายุ 26 ปี และ 2.นายวรากร คารมหวาน อายุ 31 ปี พร้อมด้วยของกลางจำนวน 174 รายการ เป็นช่อดอกกัญชาน้ำหนักทั้งหมด 157.66 กิโลกรัม รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด 2 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกัน จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุม (กัญชา) เพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต” อันเป็นความผิดตามมาตรา 46 และมีโทษตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542″ โดยจับกุมได้คาบ้านพัก ใน ม.5 ต.แพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ

สำหรับการขยายผลเข้าจับกุมและยึดดอกกัญชาจำนวนมากรายนี้นั้น มาจาก ด้วยเมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 13.30 น. คนร้ายจำนวน 10 คนได้ร่วมกันก่อเหตุปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ในหมู่บ้าน ตำบลบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ความเสียหายเงินสดประมาณ 800,000 บาท ช่อดอกกัญชาประมาณ 100 กิโลกรัมความเสียหายมูลค่าประมาณ 2.5 – 3 ล้านบาท
จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหา

ได้นำของกลางทั้งหมดมาขายให้ นายวชิรวิทย์ คารมหวาน อายุ 26 ปี และ นายวรากร คารมหวาน อายุ 31 ปี จึงได้ทำการขอหมายค้นที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ หมายค้นที่ ค.105/2569 ลง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทำการล่อซื้อและเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่หลังดังกล่าว จึงได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบ นายวชิรวิทย์ฯ , นายวรากรฯ อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมพร้อมด้วยของกลางดังกล่าวข้างต้น โดยรับซื้อมา กิโลกรัมละ 4,600 บาท จำนวน 156 กก. เป็นเงินทั้งสิ้น 720,000 บาท


เมื่อช่วงบ่าย วันนี้ ( 15 กุมภาพันธ์ 69 ) ที่ ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ บรรยากาศการจับจ่ายชื้อของไหว้บรรพบุรุษของคนไทย เชื้อสายจีน ที่ตลาดปากน้ำเป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านจนมาถึงช่วงบ่ายแก่ ๆ ก็ยังมีประชาชนทยอยเดินมาจับจ่ายซื้อของอยู่ ซึ่งแต่ละร้านขายของ ทั้ง ร้านผลไม้ ขนมที่เกี่ยวกับไหว้บรรพบุรุษ และร้านเครื่องเซ่นไหว้ นั้นมีลูกค้าเข้าร้านกันไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน

โดยวันนี้เป็นวันจ่าย และ ในพรุ่งนี้จะเป็นวันไหว้
โดยจากการสอบถาม แม่ค้าขายเครื่องไหว้ บอกว่า การจับจ่ายซื้อของในปีนี้ค่อนข้างดี ลูกค้าซื้อของง่ายกว่าปีที่ผ่านมา และการจับจ่ายซื้อของนั้นคึกคักมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งคาดว่ายอดขายนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว
ส่วน แม่ค้าร้านขายเป็ดและหัวหมู บอกว่า

ปีนี้ยอดขายไปได้เรื่อย ๆ แต่ก็จะเงียบกว่าปีที่แล้ว เพราะลูกค้ามีทางเลือกเพิ่มขึ้นมา เพราะว่าห้างใหญ่ ๆ ก็มี เป็ด ไก่ หัวหมู ซึ่งวันนี้เป็นวันอาทิตย์ลูกค้าบ้างคนไม่ชอบอากาศร้อน และเฉอะแฉะ ก็อาจไปซื้อของเซ่นไหว้ที่ห้างซึ่งมีอากาศเย็นสบายกว่า แต่ทางร้านไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไรนัก เนื่องจากยังมีฐานลูกค้าประจำอยู่ที่สั่งซื้อกันอยู่ประจำ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

อภินิหาร !! องค์ท้าวเวส เสกฝาท่ออันใหม่ให้ชาวบ้าน เผย ท่านเป็นทุกอย่างให้กับมนุษย์จริง ๆ ปกติเห็นอยู่บนผนังบ้าน แต่ครั้งนี้มาเป็นสัญลักษณ์เตือนภัยอยู่บนฝาท่อที่ชำรุด ป้องกันภัยไม่ให้คนตกลงไปได้รับบาดเจ็บ และยังดลใจให้เทศบาลฯมาซ่อมเปลี่ยนฝาท่ออันใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจากมีชาวบ้านในชุมชนโครงการ 4 แท็งค์น้ำซอย1หรือ ซอยเทศบาลบางปู 91 ถ.สุขุมวิท ต.บางปู อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ ได้ถ่ายคลิปฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดเป็นรูขนาดใหญ่ ซุ่มเสี่ยงทำให้เกิดอันตรายกับคนในชุมชน แต่มีคนนำผ้ายันต์สีแดงของท้าวเวสสุวรรณมาพันกับหัวเสาปักไว้เตือนภัย โดยเสียงในคลิปยังเอ่ยว่า “ ผ้ายันต์ท้าวเวสสุวรรณ ท่านมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ปกติจะเห็นอยู่บนผนังบ้าน แต่ครั้งนี้มาเป็นสัญลักษณ์เตือนภัยอยู่บนฝาท่อ ป้องกันอันตรายไม่ให้คนตกลงไป ท่านเป็นทุกอย่างให้กับมนุษย์จริง ๆ ”

โดยผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังซอยดังกล่าว พบกับป้าเสาวลักษณ์ อายุ 69 ปี ได้ยืนรอผู้สื่อข่าวและ พาไปดูผ้ายันต์ฯที่ปักไว้ พร้อมให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า ตนเป็นภรรยาของประธานชุมชน ซึ่งตอนนี้ป่วยรักษาตัวอยู่ จึงต้องทำหน้าที่แทน ปกติทุกวัน ตนต้องพาสุนัขมาเดินเล่น เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เห็นฝาท่อระบายน้ำจุดนี้แตกชำรุดเป็นรูขนาดใหญ่ กลัวว่าคนในชุมชนจะเดินหรือขับขี่รถ จยย.พลัดตกลงไปได้รับบาดเจ็บ ตน จึงนำผ้าสีแดงในบ้านมาผูกติดกับหัวเสาแล้วนำมาปักไว้เป็นสัญลักษณ์เตือนภัย โดยไม่ทราบว่า

ผ้าสีแดงนั้นเป็นผ้ายันต์ท้าวเวสสุวรรณ ส่วนการซ่อมถนนและเปลี่ยนฝาท่ออันใหม่นั้น น่าจะเป็นแผนการทำงานที่เทศบาลฯ มีไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตนก็ต้องยกมือไหว้กราบผ้ายันต์สีแดงท้าวเวสสุวรรณ เสมือนดลใจให้เทศบาลฯ มาซ่อมถนนเปลี่ยนฝาท่ออันใหม่ได้เร็วกว่าที่คิดไว้ พร้อมทั้งขอบคุณผู้บริหารเทศบาลตำบลบางปู ที่ใส่ใจดูแลชุมชน ทำให้ชาวบ้านได้รับความปลอดภัยในการสัญจรบนถนน ท้าวเวสสุวรรณ ในส่วนเรื่องความเชื่อความศรัทธานั้น ป้าถึงกับยกมือไหว้ บอกนับจากนี้ขอให้โชคดี มีลาภ โดยผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นบนผ้ายันต์มีเลขไทยคล้ายกับเลข ๕ และ ๗ กลับด้าน อีกด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “วันนี้ก็รัก พรุ่งนี้ก็รัก วันต่อๆไปก็รัก นานแค่ไหนก็รัก”ทะเบียนอำเภอ ถูกเนรมิตเป็นดินแดนแห่งความรัก ด้วยซุ้มดอกไม้ Happy Valentines Day มุม Check in ถ่ายภาพคู่สวยๆ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569“รัก ณ นครชัยศรี Happy Valentines Day”เริ่มต้นชีวิตคู่ในวันพิเศษ กับสถานที่แห่งความรัก สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรี ❤️ วันแห่งความรัก วาเลนไทน์นี้ สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรี เปิดประตูคู่รัก 🖊️ จดทะเบียนสมรส

โดย นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ขอมอบความสุขให้กับทุกคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส และมอบของขวัญเป็นที่ระลึก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยาน

วันนี้ไม่ใช่แค่การจดทะเบียนเพื่อเก็บกระดาษใบเดียว แต่คือการได้รับสิทธิ์ในการดูแลกันและกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “วันนี้ก็รัก พรุ่งนี้ก็รัก วันต่อๆไปก็รัก นานแค่ไหนก็รัก”

ภายในสำนักทะเบียนอำเภอ ถูกเนรมิตเป็นดินแดนแห่งความรัก ด้วยซุ้มดอกไม้ Happy Valentines Day มุม Check in ถ่ายภาพคู่สวยๆ อำนวยความสะดวกโดย ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่อำเภอนครชัยศรี

พร้อมดูแลให้บริการด้วยรอยยิ้ม ณ สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไฟไหม้รับตรุษจีน เรือยอร์ชกว่า 40 ล้าน วอด เป็นเรือชาวต่างชาติ สิงค์โป เรือยอร์ช 3 ชั้น ประมาณ 200 ที่นั่ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ ไฟลุกไหม้อู่ต่อเรือ ยอร์ช ริมชายหาด บ้านทุ่งประดู่ หมู่ที่ 3 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จึงประสาน อาสามูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถาน และ รถดับเพลิงของเทศบาลตำบลทับสะแก และ อบต. ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ประมาณ 10 คัน ไปร่วมระงับ เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว

บริเวณที่เกิดเหตุ เป็นโรงงานต่อ เรือ ซึ่ง ดำเนิน กิจการ ต่อเรือยอร์ช ขนาด 3 ชั้น ประมาณ 200 ที่นั่ง ถูกเพลิงโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำสกัดไฟที่กำลังลุกใหม้เรือ และโครงสร้างเหล็กอาคารหลังคาแมนชั่นชีทอย่างเร่งด่วน

ซึ่งอาคารดังกล่าวได้ทรุดตัวลงมา พร้อมตู้คอนเทรนเนอร์อีกประมาณ 10 ตู้ ถูกไฟโหมใหม้เสียหายไปด้วย หลังเกิดเหตุ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก รุดอำนวยการและตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ พระสุพจน์ ซึ่งธุดงนั่งประฎิบัติธรรมใกล้ที่เกิดเหตุ ทราบว่า ขณะตนเองนั่งปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอีกรูป ก็เห็นควันไฟพวยพุ่งขึ้นมาจึงออกไปดู

พบเพลิงกำลังลุกใหม้อยู่ใต้ท้องเรือจึงน้ำน้ำใส่ถังไปดับ แต่ลมกระโชกแรงไม่สามารถดับได้ และไฟได้โหมลุกขึ้นเข้าไหม้เรือยอร์ชลำดังกล่าว ด้านนายจรัญ ศรีชะเอม ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านทุ่งประดู่ กล่าวว่า ตนเอง

กำลังซ่อมเรือประมงอยู่ที่ปากคลองเห็นควันไฟขนาดใหญ่พวยขึ้นท้องฟ้า จึงวิ่งมาดูพร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อนำรถดับเพลิงมาระงับเหตุ ซึ่งจากการสอบถามทราบว่า เรือยอร์ชลำดังกล่าว มี บริษัท ซี แมน ยอร์ช เป็นผู้ต่อเรือ ซึ่งเป็นเรือของชาวต่างชาติสิงค์โป เป็นแบบ เรือยอร์ช 3 ชั้น ประมาณ 200 ที่นั่ง ราคาผลิตประมาณกว่า 40 ล้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ให้ พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ตรวจหาสาเหตุ เพลิงไหม้ ครั้งนี้ให้ละเอียดอีกต่อไป

////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมศุลกากร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจยึดสัตว์มีชีวิต จำนวนกว่า 400 ตัว

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตามที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนา

ระบบควบคุมทางศุลกากร สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดการลักลอบนำเข้า – ส่งออก ซากสัตว์ หรือการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจัง สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ดำเนินการ อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร บูรณาการความร่วมมือกับด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้โดยสารชาย สัญชาติเกาหลี ซึ่งเดินทางจากเมืองมอมบาซา สาธารณรัฐเคนยา

ผ่านกรุงแอดดิสอาบาบา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทยผลการตรวจค้นพบ สัตว์มีชีวิตจำพวก แมงมุมทารันทูล่า แมงป่อง ตะขาบ และจิ้งจกแคระ จำนวนกว่า 400 ตัว มูลค่า

เบื้องต้นประมาณ 75,000 บาท การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ค้าเซ็ง! เจอแบงก์ 100 ปลอมอาละวาดหนัก ว่อนตลาดมุกดาหาร แม่ค้าเฒ่าโชว์สูตรเด็ด “จุ่มน้ำสีละลาย” เตือนภัยร้านค้าอย่าชะล่าใจ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเดือดร้อนจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ จ.มุกดาหาร หลังพบธนบัตรปลอมฉบับละ 100 บาท ระบาดหนักในตลาดสดคำอาฮวน ต.คำอาฮวน อ.เมือง จนต้องออกมาเตือนภัยให้ระวังมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบลูกค้า

นางบุญ โสภาพัฒน์ อายุ 70 ปี แม่ค้าขายผัก ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนได้รับธนบัตรฉบับละ 100 บาทที่คาดว่าเป็นของปลอมมาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าได้รับมาจากลูกค้ารายใดเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวมีคนมาจับจ่ายซื้อของจำนวนมาก จนกระทั่งมานับเงินตรวจสอบภายหลังจึงพบความผิดปกติ เนื่องจากผิวสัมผัสและสีสันดูแปลกตาต่างจากธนบัตรฉบับอื่น

เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจน นางบุญได้ทำการทดสอบต่อหน้าผู้สื่อข่าวโดยนำธนบัตรฉบับดังกล่าวไปแช่ในน้ำ ปรากฏว่าเพียงครู่เดียวสีแดงจากธนบัตรเริ่มละลายหลุดออกมาทำให้น้ำเปลี่ยนสี และตัวธนบัตรมีสภาพซีดจางลงทันที ซึ่งผิดจากธนบัตรจริงที่จะมีความคงทนต่อการเปียกน้ำ

นางบุญยังได้ฝากเตือนไปยังเพื่อนร่วมอาชีพว่า “ช่วงนี้ให้ตรวจเช็กเงินให้ดีก่อนรับ ทางที่ดีเตรียมน้ำใส่แก้ววางไว้หน้าร้านเลย ถ้าไม่แน่ใจให้เอามือจุ่มน้ำแล้วลูบที่แบงก์ดู ถ้ามีสีติดมือหรือสีละลายออกมา แสดงว่าเป็นของปลอมแน่นอน”ทั้งนี้ มิจฉาชีพจะเลือกสบโอกาสในช่วงที่แม่ค้ากำลังยุ่ง หรือช่วงโพล้เพล้ที่แสงสว่างไม่เพียงพอในการใช้ธนบัตรปลอมแลกเปลี่ยนสินค้า จึงขอให้ประชาชนสังเกตสัญลักษณ์และแถบฟอยล์สะท้อนแสงบนธนบัตรอย่างละเอียดก่อนรับเงินทุกครั้ง
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.จ.นครปฐมลงพื้นที่ กรณีราษฎรกว่า 150 คน ยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้ว่าฯให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กอ.รมน.ภาค 1 โดย กอ.รมน.จังหวัดนครปฐม พ.อ.ภูมิพศุตม์ เตี๊ยะเพชรดี รองผอ.รมน.จังหวัดนครปฐม(ท.)ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฯ ต.สระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม กรณีมีราษฎรยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 69 มีราษฎร ต.สระพัฒนา จำนวนประมาณ 40 คน นำหนังสือคัดค้านให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
1.บริษัท เวฬา ก่อสร้าง จำกัด ประกอบกิจการ ทำผลิตภัณฑ์ แอสฟัลท์ติกคอนกรีต(ยางมะตอย)

บริษัท ตือแมท จำกัด ประกอบกิจการฉีดขึ้นรูปพลาสติก
ซึ่งบริษัท เวฬา ก่อสร้าง จำกัด ประกอบกิจการ ทำผลิตภัณฑ์แอสฟัลท์ติกคอนกรีต/อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม ได้พิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ และบริษัท ตือแมท จำกัด ประกอบกิจการฉีดขึ้นรูปพลาสติก ปัจจุบันอยู่ระหว่างประกาศรับฟังความคิดเห็น โดยราษฎรมีความกังวลในด้านมลพิษจากการประกอบกิจการโรงงาน

ต่อมาเวลา 14.00 น. นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มอบหมายให้ นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ/ข้อเท็จจริง ให้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างโรงงาน ในขณะตรวจสอบพื้นที่พบนายก ผู้ร้องและราษฎรจำนวนประมาณ 150 คน อยู่ในพื้นที่บริเวณก่อสร้างโรงงาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฯ จึงดำเนินการพูดคุย/ชี้แจงเบื้องต้น กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้มีข้อสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฯ สรุปดังนี้

.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม ให้ตรวจสอบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ว่าได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนซึ่งกำหนดไว้ในระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือไม่
2.อำเภอกำแพงแสน ให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการปฎิบัติตามขั้นตอนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การจัดรับฟังความเห็นประชาชน

ในพื้นที่ก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม หากพบการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่ระเบียบกฎหมายกำหนด ให้ประสานอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายกำหนดโดยเคร่งครัด
ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาในพื้นที่ตำบลสระพัฒนาเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมศุลกากรจับกุมผู้โดยสารลักลอบขนเฮโรอีน 4.815 กิโลกรัม มูลค่า 1.44 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ สำนักงานฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 1 อาคารคอนคอร์ด เอ สนามบินสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม นางสันธนิ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกาการตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พ.ต.อ.ทองรชฎ เหรียญสุวงษ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรทำอากาศยานสุวรรณภูมิ

    น.อ.ชนันนัทธ์ รอดกุล ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยปฏิบัติการ Airport Interdiction Task Force (AITF) ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าว จับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยจับกุมผู้ต้องหา ชาวแทนชาเนีย อายุ 46 ปี พร้อมด้วยเฮโรอีน (Heroine) 4.815 กิโลกรัม มูลค่า 1.44 ล้านบาท

    โดย นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการกองสืบสืบสวนและปราบปราม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กรมศุลกากร และหน่วย AITF ร่วมกันตรวจสอบผู้โดยสารชาย ชาวแทนซาเนีย อายุ 46 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงในการลักลอบนำยาเสพติดให้โทษผ่านราชอาณาจักร โดยเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง

    สาธารณ์รัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อมาเปลี่ยนเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย และมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติฮาชรัทชาห์จาลาล สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันตรวจสอบกระเป้าสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง ด้วยเครื่องเอกซเรย์ ณ อาคารปฏิบัติการกระเป้าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน (Transfer Baggage Terninal)

    โดยพบเหตุต้องสงสัยภายในกระเป้าสัมภาระ ต่อมาเจ้าหน้าที่ฯ สังเกตการณ์บริเวณเคาน์เตอร์เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง พบชายชาวแทนซาเนียดังกล่าวมาทำการรอเรียกขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้แสดงตัวและขอให้แสดงหนังสือเดินทางพร้อมทั้งให้ผู้โดยสารเปิดกระเป้าสัมภาระ ผลการตรวจสอบพบวัตถุต้องสงสัยเป็นผงสีขาว ซุกซ่อนอยู่ภายในถุงกาแฟและผงเกลือแร่ เจ้าหน้าที่ฯ จึงตรวจสอบผงสีขาวด้วยน้ำยาทดสอบ ONCBOSI MARQUIS REAGENT

    พบว่าวัตถุดังกล่าว คือยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 4,815 กรัม มูลค่าประมาณ 4,444,500 บาท ซึ่งหากผู้โดยสารสามารถนำไปถึงประเทศปลายทางได้ จะมีมูลค่าประมาณ 6,490,000 บาท เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้จับกุมผู้โดยสารพร้อมทั้งตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหากรณีนี้ เป็นการนำเข้าและพยายามนำออกซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน โดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ด้าน นายเอกวุฒิ ยืนยันว่าการจับกุมพ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติรายนี้ ไม่ใช่การใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักยาเสพติดแต่อย่างใด แต่เป็นในลักษณะการมาเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปต่อยังประเทศปลายทางเท่านั้น ซึ่งจากการจับกุมได้ จะเห็นได้ว่าในส่วนของประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผ่านทางท่าอากาศยานมีความเข้มงวดเป็นอย่างมาก

    ขณะที่ น.อ.ชนันนัทธ์ รอดกุล ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บอกว่า สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย นาย กิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูม ได้ให้ความสำคัญมาตรการป้องกันการกระทำความผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องของการลักลอบขนยาเสพติดผ่านทางสายการบินหรือผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงมีการสั่งคุมเข้ม

    ทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยตรวจจับและตรวจสอบ รวมถึงการฝึกฝนและพัฒนาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าในการเพิ่มทักษะที่จะคอยเฝ้าระวังให้มีความเชี่ยวชาญทันรูปแบบของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ต่อ จึงฝากเตือนผู้ที่จะกระทำความผิดทุกรูปแบบรวมถึงนักค้ายาที่จะใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นทางผ่านนั้นทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดจึงเป็นการยากที่จะรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 ควบคุมการลักลอบนำสารตั้งต้น ใช้ผลิตยาเสพติด ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อ. 1 ชั้น 2

    แชร์เนื้อหานี้

    30 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.5 เข้าร่วมประชุมการควบคุมการลักลอบนำสารตั้งต้นไปใช้ในการผลิตยาเสพติด ครั้งที่ 1/2569 โดยมี พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

    ร่วมกับ นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส., นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์
    อธิบดีกรมศุลกากร, นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม, นายแพทย์รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วยตัวแทนในสังกัด ตร. ได้แก่ บช.น.,ภ.1–9, บช.ก., บช.ตชด. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 ตร.

    ที่ประชุมได้มีแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

    1. ปรับปรุงรายการบัญชีสารเคมีที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมสารที่อาจจะนำไปผลิตยาเสพติด
    2. บูรณาการร่วมทุกหน่วยงานในการติดตามการขนส่งสารเคมีภัณฑ์ที่เข้าข่ายฯ ร่วมตรวจสอบสถานประกอบการ โรงงาน โกดัง อย่างจริงจัง
    3. กำหนดมาตรการนำเข้า นำผ่านสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในการควบคุม
    1. กำหนดมาตรการส่งออก และการควบคุมเป็นกรณีพิเศษในส่วนของพื้นที่ชายแดน เช่น พื้นที่ จ.ตาก จ.เชียงราย จ.กาญจนบุรี เป็นต้น
    2. พัฒนาระบบระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการนำเข้า นำผ่าน การส่งออก และการเคลื่อนย้ายสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไปยังพื้นที่ชายแดน
    3. ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย ครอบคลุมชนิดและประเภทของสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงอัตราโทษสำหรับความผิดในส่วนที่เกี่ยวข้อง

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข่าวกรอง และการปฏิบัติการ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิตยาเสพติด ซึ่งหากสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ปริมาณยาเสพติดที่ลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทยลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดได้ที่สายด่วน 191, 1599
    และ line@police5 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงหรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันปกป้องลูกหลานของชาติให้ห่างไกลจาก “ยานรก” และร่วมสร้างสังคมที่ปลอดภัย มั่นคง และอนาคตที่ยั่งยืนขอประเทศไทยอย่างแท้จริง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภรณ์ณิภัทร สนสาขา ( น้องกี้) ได้เป็นตัวแทนจ.นครปฐม สู่เวทีประกวดนางสาวไทยระดับประเทศ และการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ

    แชร์เนื้อหานี้

    สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม ประกาศผลการประกวดนางสาวไทย และมอบมงกุฎนางสาวไทยนครปฐม 2569 ให้กับ นางสาวภรณ์ณิภัทร สนสาขา ( น้องกี้) ได้เป็นตัวแทนจังหวัดนครปฐม สู่เวทีประกวดนางสาวไทยระดับประเทศ และการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ

    วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีประกาศผลการประกวดนางสาวไทยนครปฐม พร้อมเปิดตัวและมอบมงกุฎนางสาวไทยนครปฐม 2569 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในการมอบรางวัลและมอบช่อดอกไม้ในครั้งนี้

    โอกาสนี้ นางสาวณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม และกรรมการสมาคมฯ ประกอบด้วย Mr. ลี อาบาร์ ประธานกรรมการบริษัท พรประเสริฐรังนกไทย จำกัด ,คุณรุ่งนภา แก้วศรีพันธ์ ประธานกรรมการบริษัทรุ่งนภา ท็อปแลนด์ 2015 จำกัด และกรรมการสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ , คุณสุภจิรา ดุรงค์เดช บริษัทมาซูม่า (ประเทศไทย) จำกัด และและกรรมการสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ, คุณชริยา มีใจดี สมาคมสตรีนักธุรกิจฯ , คุณกิรณา ปิติศศิกร บริษัทซีพีเอ็ม อกรีคัลเจอร์ จำกัด,

    คุณศศิพิมล แก้วทวีทรัพย์ ประธานกรรมการบริษัทระฆังทองพลาสติก จำกัด และกรรมการสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ, และคุณกตัญชลี แซ่อึ้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทไพโอเนียร์ เอ็นจิเนียริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมแถลงการจัดประกวดนางสาวไทยนครปฐม 2569 ซึ่งในปีนี้ได้แก่ หมายเลข 4 นางสาวภรณ์ณิภัทร สนสาขา ( น้องกี้) อายุ 24 ปี ได้เป็นตัวแทนจังหวัดนครปฐม สู่เวทีประกวดนางสาวไทยระดับประเทศ และการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ

    รองอันดับ 1 หมายเลข 1 นางสาวสิตานัน ดำชุม (น้องใบเฟิร์น) อายุ 27 ปี รองอันดับ 2 หมายเลข 7 นางสาวกมนธิดา อาภาวงศ์กวิน (น้องเกรซ) อายุ 19 ปี
    รองอันดับ 3 หมายเลข 6 นางสาวพัสตราภรณ์ แพรอัตถ์ (น้องลูกพั้นซ์) อายุ 18 ปีรองอันดับ 4 หมายเลข 2 นางสาวกัญญาณัฐฏ์ บุญมา (น้องออมสิน) อายุ 18 ปีรางวัลขวัญใจมหาชน หมายเลข 6 นางสาวพัสตราภรณ์ แพรอัตถ์ (น้องลูกพั้นซ์) อายุ 18 ปี

    รางวัลชมเชย หมายเลข 3 นางสาวชญาภัช สมศักดิ์ (น้องผ้าแพร) อายุ 26 ปี และ หมายเลข 5 นางสาวกัญญาณัฐ ร่างใหญ่ (น้องเพลงพราว) อายุ 21 ปี
    นางสาวสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ กรรมการสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม และประธาน Young BPY ประเทศไทย

    กล่าวว่า สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย -จังหวัดนครปฐม เป็นองค์กรสาธารณะกุศล สนับสนุนนักธุรกิจและวิชาชีพให้อยู่ในระดับแถวหน้าของสังคม ไม่ว่าจะเป็นระดับจังหวัดและระดับชาติ ในงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม

    วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม ด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีงามของจังหวัด ผ่านเวทีการประกวด แสดงถึงความงดงามของวัฒนธรรมไทย ผ่านการแสดงออกทั้งในเรื่องของการแต่งกาย และศิลปะการแสดงต่างๆ อีกทั้ง

    ค้นหาสาวงามที่มีคุณสมบัติความพร้อมทั้งด้านบุคลิกภาพ สติปัญญา ความสามารถ และจิตสำนึกเพื่อสังคม ในการเป็นตัวแทนของจังหวัดนครปฐม เพื่อส่งเข้าสู่เวทีการประกวดนางสาวไทยในระดับประเทศ รวมไปถึงการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ในการเป็นเวทีสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งเสริมสิทธิของสตรี ส่งเสริมความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมในประเด็นต่างๆ ในสังคม

    นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของจังหวัดนครปฐม ซึ่งเวทีการประกวดเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจ
    ร่วมกันของคนในจังหวัดอีกด้วย
    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาสัมพันธ์อุตรดิตถ์ จัดโครงการบริหารเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ระดับจังหวัด เสริมศักยภาพเครือข่าย รับการเลือกตั้งและประชามติ ปี 2569

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมสวนอาหารแลบัว ตำบลป่าเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

    นายสรพงษ์ มานะสุขอนันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการบริหารเครือข่ายในระดับจังหวัด กิจกรรมการสร้างและพัฒนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์จังหวัด

    ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์จัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ให้แก่เครือข่ายในพื้นที่ โดยมี นางสาวนันทนีย์ ติบใจ ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ และ นายฉลองฤทธิ์ ศรีสูงเนิน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และหัวหน้าส่วนราชการร่วมด้วย

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์จังหวัดให้มีความเข้มแข็ง สามารถผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกระบวนการประชาธิปไตย

    กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้แทนสื่อมวลชน และผู้แทนอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน รวมจำนวนทั้งสิ้น 41 คน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารของภาครัฐไปสู่ประชาชนในระดับพื้นที่อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน จังหวัดอุตรดิตถ์มุ่งหวังให้เครือข่ายการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่สามารถทำงานเชิงรุก สร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของรัฐ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

    นาคา คะเลิศรัมย์/อุตรดิตถ์

    พยานเข้าพบพนักงานสืบสวน กดต.ภายหลังจาการร้องเรื่องพบการทุจริตการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา

    วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ นายนิกร กล่ำทอง ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แสนตอ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นำเอกสาร หลักฐาน และพยาน 3 คน เข้าพบพนักงานสืบสวนสอบสวน กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ หลังจากเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา นายนิกร ได้เข้ายื่นเอกสาร หลักฐานการกรทำผิดกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น กรณี การเลือกตั้ง นายก อบต.แสนตอ ที่จัดการเลือกตั้งไป

    วันที่ 11 มกราคม 2569 นายนิกร กล่าวว่า จากที่ตนในฐานะผู้สมัคร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แสนตอ ได้รวบรวมหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นรายหนึ่ง ในพื้นที่ ต.แสนตอ ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงช่วงการเลือกตั้ง นายกฯและ สมาชิก อบต.วันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ต่อ กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามกระบวนของกฎหมายเลือกตั้ง ล่าสุดได้รับการประสานจาก กกต.จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ตนในฐานะผู้ร้อง นำพยาน 3 ปาก เข้าสู่กระบวนการดำเนินการไต่สวน ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน กกต.จงหวัดอุตรดิตถ์ เรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

    หนึ่งในพยาน กล่าวว่า วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 18.00-19.00 น.ขณะที่ตนและมารดาอยู่ที่บ้าน ได้มี หัวคะแนน(ผู้หญิง)ของผู้สมัคร นายก อบต.แสนตอรายหนึ่ง มาหาที่บ้านพร้อมยื่นซองกระดาษสีขาว 3 ซองที่ข้างในมีเงินจำนวน 347 บาท พร้อมบอกให้เลือกผู้สมัครนายก อบต.รายหนึ่ง โดยที่บ้านมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 3 คน เมื่อมีการร้องการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตนจึงมาเป็นพยาน

    นายฉลองฤทธิ์ ศรีสูงเนิน ผอ.สนง.คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ (กกต.) กล่าวว่า การเลือกตั้ง อบต.ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนให้ความสนใจมาก มาใช้สิทธิ์กว่าร้อยละ 70 ส่วนการร้องเรียนกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ยอมรับว่ามี ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้สามารถมาร้องเรียนได้ที่ สนง.กกต.จังหวัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป

    อย่างไรก็ตามสำหรับการเลือกตั้ง นายก อบต.และ สมาชิก อบต.ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 11 มค.ที่ผ่านมา มีทั้งหมด ทั้ง 50 แห่ง โดย อบต.บ่อเบี้ย,อบต.ท่าแฝก,อบต.สองห้อง,อบต.พญาแมน,อบต.ท่ามะเฟื่อง,อบต.น้ำหมัน,อบต.ผาเลือด และ อบต.หาดงิ้ว จัดการเลือกตั้งเฉพาะ สมาชิก อบต. ส่วนอีก 42 อบต.จัดการเลือกตั้งทั้ง นายก อบต.และ สมาชิก อบต. ผลการเลือกตั้งรอ กกต.ประกาศรับรอง

    นาคา คะเลิศรัมย์/อุตรดิตถ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จัดกิจกรรมเนื่องในวันครู

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายอรรภวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ เนื่องในวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี 2569 โดย ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ร่วมกับ ร่วมกับกลุ่มโรงเรียนในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม

    เพจอีจัน และครูจากโรงเรียนต่างๆ กว่า 2,000 คน จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกทั้งเพื่อระลึกถึงคุณครูของบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูและประชาชน ตลอดจนส่งเสริม ยกย่อง เชิดชูเกียรติให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ทำคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนและเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

    สำหรับการจัดกิจกรรมเนื่องในวันครู ประจำปี 2569 ประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 93 รูป, พิธีแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์, พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 93 วินาที, พิธีน้อมรำลึกบูรพาจารย์, พิธีบูรพาจารย์รำลึกถึงบุญคุณ และพิธีมอบเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครู โดยมี โรงเรียนวัดหนองปลาไหล ผอ.ชุติสรา หาดแมน ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ผู้อำนวยการสถานศึกษาดีเด่น

    คุณครูน้ำฝน ทองสายใหญ่ ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นคุณครูพรรณทิภา สุวรรณเจริญ ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นคุณครูวาทินี ปรีสำเนียง ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นเนื่ิองในวันครูแห่งชาติครั้งที่70 และยังมีบุคลากรทางกางการศึกษาดีเด่น และบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ ด้านการศึกษา อีกด้วย

    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สจ.โป่ง” ปลุกกระแสพลังเงียบในใจประชาชน เขต 1 นราธิวาส

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (15 มกราคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปารมี พิมานแมน หรือ “สจ.โป่ง” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนราธิวาส (อำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอยี่งอ) พรรค รวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 ได้ลงพื้นที่เดินเท้าพบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อย บริเวณหาดนราทัศน์และชุมชนริมทะเล เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้านปากท้องและเศรษฐกิจฐานรากอย่างใกล้ชิด

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ “เข้าใจ เข้าถึง และพร้อมแก้ปัญหา” โดยนายปารมีให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่จริง ไม่เน้นพิธีการ แต่เปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่ประชาชนให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดใจ

    แหล่งข่าวในพื้นที่ลุ่มน้ำบางนราระบุว่า นายปารมี หรือ “สจ.โป่ง” ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองคุณภาพ มีวิสัยทัศน์ ทำงานหนัก และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงดำรงตำแหน่ง สจ. ส่งผลให้กระแส “พลังเงียบ” ในเขต 1 เริ่มขยับตัว หลังประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มเบื่อหน่ายการเมืองระบบบ้านใหญ่ และมองหาทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคตพื้นที่

    ชาวบ้านหลายระดับชั้นให้ความเห็นตรงกันว่า นายปารมีเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงง่าย พูดจริง ทำจริง และมีคุณสมบัติพร้อม ทั้งด้านประสบการณ์ ต้นทุนทางสังคม และความเข้าใจพื้นที่ ส่งผลให้ชื่อของ “สจ.โป่ง” เริ่มเข้าไปอยู่ในใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตาในสนามเลือกตั้งเขต 1

    ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 อำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอยี่งอ กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น โดยประชาชนต่างเฝ้าติดตามท่าทีและผลงานของผู้สมัครอย่างใกล้ชิด นายปารมี พิมานแมน (สจ.โป่ง) ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 นราธิวาส พรรค รวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5
    ///////////////
    ข่าว/กรียา/นราธิวาส

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙

    แชร์เนื้อหานี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์มอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙

    วันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์
    เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน

    แก่นักเรียนดีเด่น และครอบครัวส่งเสริมคุณธรรมในวัยเด็ก ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน ๔๒ ราย และผู้แทนนักเรียนผู้พิการทางสายตา จำนวน ๑ ราย

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาส วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙ณ ห้องประชุม ชั้น ๓ ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

    การจัดพิธีในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการศึกษา การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป

    ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำคณะเข้าพบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สวัสดีปีใหม่ 2569

    วันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น.ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมด้วยดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ

    สภาสังคมสงเคราะห์ฯคุณนันทิยา วงศ์วานิชย์ รองเลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯและ คุณวรัญญู วอทอง กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯได้เข้าพบเพื่อ สวัสดีปีใหม่ ประจำปี 2569
    แก่ คุณสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

    โดยมีคุณพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
    คุณศุภพงษ์ เชาวน์แล่น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
    คุณชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
    และ คุณจิรนันท์ สุทธรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนช่วยอำนวยการและประสานราชการ กรมประชาสัมพันธ์

    ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารกรมประชาสัมพันธ์ การเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการแสดงความปรารถนาดีเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสังคม และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ–บอลิคำไซ เชื่อมเศรษฐกิจสองฝั่งโขง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 17.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมในพิธีเปิด สะพานมิตรภาพไทย–ลาว

    แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ณ บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    โอกาสนี้ คณะองคมนตรี พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะรัฐมนตรีไทยและ สปป.ลาว ผู้บริหาร

    ระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ตุลาการ ทหาร พลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ออกแบบเป็น สะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาวรวม 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนและถนนเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมทั้งสองประเทศ โดยได้วางศิลาฤกษ์

    เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 แนวคิดการออกแบบโครงสร้าง ได้นำแรงบันดาลใจจาก “แคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้าน สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม

    ความเป็นมิตรไมตรี และความผูกพันของประชาชนไทยและ สปป.ลาว เสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

    สะพานแห่งนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง รองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับกรอบความ

    ร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) เชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

    ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เปิด จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการทุกวัน เวลา 06.00–22.00 น.

    ปัจจุบัน ประเทศไทยและ สปป.ลาว มีสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงรวม 5 แห่ง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิด “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” เทิดพระเกียรติฯ หนุนท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย (Chiang Rai Flower and Art Festival 2025)” ณ สวนไม้งามริมน้ำกก อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งจังหวัดเชียงรายจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สายนทีแห่งศรัทธา ธ

    สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ แม่บ้านมหาดไทย จังหวัดเชียงราย เฝ้ารับเสด็จฯ

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กราบทูลรายงานว่า จังหวัดเชียงรายตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น และเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

    ยกระดับงานสู่การเป็นเทศกาลท่องเที่ยวระดับประเทศ สนับสนุนการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 19 กลุ่ม และเปิดโอกาสสร้างรายได้ให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569

    การจัดงานครั้งนี้แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่ Summer, Rainy, Winter และ Spring ถ่ายทอดความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ผสานศิลปะร่วมสมัย เทคโนโลยี แสง สี เสียง

    และอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา ภายใต้แนวคิด Reflect of Seasons พร้อมนิทรรศการพระราชกรณียกิจ การแสดงจากเยาวชน กิจกรรม “Chiang Rai Talent” การออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และโซน Food Truck ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราว อัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านสวนไม้ดอกและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม สร้างการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง


    ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายเป็นอย่างดี สะท้อนพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ภาพ/ข่าว โดย.พงศกร ตันสุวรรณ.

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.กลาโหม เข้าเคารพศพให้กำลังครอบครัว พลทหารวุ้น ย้ำจะดูแลเรื่องเงินดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด

    แชร์เนื้อหานี้

    ***เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 68 ที่วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) พร้อม พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะลงพื้นที่เข้าเคารพศพ และเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ พลทหาร วุ้น สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ที่สละชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณ สมรภูมิเนิน 350 อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมี นาย นายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำข้าราชการ พี่น้องประชาชนให้การต้อนรับ

    ***หลังจากที่เคราพศพ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ พลทหาร วุ้น ได้เปิดห้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับทางครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที หลังจากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนติดตามความคืบหน้าและวีรกรรมของพลทหาร ภานุพัฒน์ มาโดยตลอด ตนเสียใจแต่ก็ภาคภูมิใจ และก็ขอบคุณ พลทหาร วุ้น ของคุณครอบครัว ที่เสียสละทุกอย่างให้กับแผนดินไทย ที่มาวันนี้มาพูดคุยเยี่ยมเยือน ซึ่งที่ประห่วงเรื่องแรกก็คือเรื่องเงินดูแลครอบครัว

    โดยเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงแล้ว ตนก็หมดห่วงไป อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นห่วงคือเรื่องบ้าน ตอนนี้ได้คุยกับกระทรวง พม. แล้ว ซึ่งทางกระทรวงรับปากจะเข้าไปสนับสนุนในเรื่องการสร้างบ้านใหม่กับครอบครัวของพลทหาร วุ้น และเรื่องสุดท้ายที่เป็นห่วงคือเรื่องอนาคตน้องสาวของพลหทาร วุ้น ตอนนี้มีการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสานเข้ามาว่าจะสนับสนุนการเรียนของน้องจนจบ ถ้าน้องสาวพลทหารต้องการจะเข้าไปเรียนหลังเรียน ขบ ม.6 ส่วนเรื่องการบรรจุทายาททางครบอครัวให้น้องสาวเจริญรอยตามพี่ชายรับราชกหารทหารต่อไป ซึ่งหลังเรียนจบ ป.ตรี แล้วทางกรมทหารก็จะรับเข้าราชการเป็นทหารทันที

    ***พล.อ.ณัฐพล รมว.กลาโหม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในตอนนี้ พี่น้องประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สีแดง ทางกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนทั้งในส่วนที่อยู่ในศูนย์พักพิงและที่อยู่บ้านมีทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทางนายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สอดส่องดูแลและตรวจตาทำให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจ ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ทางกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าไทยเราจะปกป้องอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

    ***ส่วนของเรื่องการเตรียมความพร้อมต่างๆจะไม่ขอลงรายละเอียดมากจะขอพูดเป็นกรอบ ทางกระทรวงกลาโหมมอบให้ทางกองทัพโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหน่วยงานต่างๆช่วยกันพิจารณาดูแลและประเมินตามสถานการณ์สวนทางกระทรวงกลาโหมก็จะพิจารณาตามกรอบนโยบายของรัฐบาล ส่วนการจะหยุดยิงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับทางกัมพูชา ทางประเทศไทยเราจะยึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด ถึงแม้กัมพูชาจะออกมาพูดต่อสาธารณะว่าต้องการสันติภาพ หรือต้องการหยุดยิง แต่ทางการปฏิบัติจริงและหน้างานนั้นกัมพูชายังระดมยิงมายังฝั่งไทยอยู่ตลอด ถึงอย่างไรทางไทยเราก็ยังยืนยันที่เรายิงหรือทำลายจุดยุทธศาสตร์ของกัมพูชาเพื่อป้องกันตัวเอง เราไม่ต้องการที่จะไปรุกรานใครครับ

    ตราบใดที่กัมพูชายังมาลุกลามเราลุกล้ำอธิปไตยเรา เราก็จะต้องป้องกันตัวเองโดยได้สัดส่วนและเท่าที่จำเป็น ทหารกัมพูชาใช้ประชาชนบ้านเรือนประชาชนเป็นที่มั่นทางการทหารเราก็ต้องทำลายเป้าหมายทางทหารเหมือนกัน ทางไทยเราทำลายคลังอาวุธทำลายเส้นทางการลำเลียงทหารที่จะมาทำร้ายไทยเราเราถึงจำเป็นที่จะต้องทำลายก่อนเพื่อความปลอดภัย ***จึงอยากทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าทำไมเราถึงทำลายคลังอาวุธของกัมพูชา หรือที่เราต้องไปโจมตีทางลึกเพราะตัวอาวุธที่ทหารกัมพูชามาใช้ยิงกับเรานั้นกัมพูชานำอาวุธไปไว้ในหมู่บ้านสุดท้ายแล้วทางประชาชนชาวกัมพูชาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ

    ***ด้าน นางพิชญ์สินี เสาร์สา แม่ของพลทหาร วุ้น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์มาแล้วสองคืน จนถึงขณะนี้ ตนยังไม่เคยฝันเห็นลูกชาย แต่จะได้ยินเพียงเสียงของลูกในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะจังหวะที่รับแขกและมีผู้คนมาให้กำลังใจตลอดทั้งวัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลีย เมื่อคิดถึงลูกก็จะมีบ้างที่นั่งร้องไห้ แต่ทุกครั้งที่ร้องไห้ จะเหมือนได้ยินเสียงลูกชายพูดปลอบใจว่า “จะร้องไห้ทำไม” ทำให้ตนหยุดร้องไห้ลง ราวกับเป็นเสียงเตือน เพราะเชื่อว่าลูกไม่อยากให้แม่เศร้าหรือเสียใจ ตนขอขอบพระคุณผู้ใหญ่และทุกภาคส่วนที่เดินทางมาให้กำลังใจ ลูกชายได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติและประเทศ ทุกคนก็ให้ความใส่ใจและดูแลแม่เป็นอย่างดี เหมือนกับสิ่งที่ลูกชายอยากให้เกิดขึ้น

    ***ส่วนกรณีข่าวที่มีรายงานว่า หลังลูกชายเสียชีวิต มีการถ่ายคลิปและแอบนำอาวุธปืนประจำกายของลูกไปนั้น แม่ยอมรับว่าได้ยินเพียงจากข่าวเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในอาการช็อก แต่เมื่อทราบเรื่องก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก จนเกิดความคิดอยากไปทำหน้าที่รับใช้ชาติด้วยตนเอง ตนย้ำว่าภูมิใจในตัวลูกชายมาก แม้บางครั้งจะมีความน้อยใจอยู่ในใจว่า ลูกชายรักประเทศชาติมากกว่าแม่หรือไม่ แต่เมื่อย้อนคิดกลับไป ตนเองก็รักประเทศชาติไม่ต่างกัน จึงไม่แปลกใจที่ลูกชายจะมีหัวใจเช่นเดียวกัน และวันนี้ลูกได้มอบทั้งหัวใจและชีวิตให้กับประเทศไทย ตนก็ต้องยอมรับและภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกได้ทำ

    ***ก่อนหน้านี้ เคยตั้งใจให้ตนเองสมัครเป็นนายสิบ แต่ด้วยปัญหาสุขภาพ จึงสละโอกาสให้กับลูก ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยตั้งใจว่าต้องเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อน จึงจะสามารถสมัครได้ สิ่งที่อยากให้จดจำเกี่ยวกับลูกชาย คือ เขาเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เพื่อประเทศชาติ รักในศักดิ์ศรี ตนไม่รู้สึกเสียดายเลย และภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้เขาเป็นลูก สิ่งที่ลูกชายกังวลมากที่สุดคือ กลัวว่าแม่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครดูแล แต่วันนี้คนทั้งประเทศได้ร่วมกันให้กำลังใจครอบครัว โดยเฉพาะแม่ของพี่วุ้น ซึ่งถือเป็นผลแห่งความดีและความเสียสละที่ลูกชายได้กระทำไว้

    ***นางพิชญ์สินี กล่าวต่อไปว่า ตนยอมรับว่า อยากให้สถานการณ์ยุติการสู้รบโดยเร็ว แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็อยากฝากถึงคุณแม่ของทหารทุกนายให้เตรียมใจไว้เช่นเดียวกัน เพราะเราทุกคนรักในศักดิ์ศรีของประเทศ พร้อมฝากถึงผู้มีอำนาจให้แก้ไขสถานการณ์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอพยพหลายครั้ง ผู้ใหญ่อาจพอรับได้ แต่เด็ก ๆ ต้องเสียทั้งโอกาส ค่าใช้จ่าย และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในระยะยาว
    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดรางหมัน จัดอุปสมบทนาคหมู่ 64 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

    แชร์เนื้อหานี้

    วัดรางหมัน จัดอุปสมบทนาคหมู่ 64 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

    และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 และถวายเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่ พระราชมงคลวชิราคม ( หลวงปู่แผ้ว ปวโร)

    ที่วัดรางหมัน จัดพิธีอุปสมบทนาคหมู่จำนวน 64 รูป เพื่อถวายพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม

    ราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในรัชกาลที่ 10 โดยมี . นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานพิธีอุปสมบทนาคหมู่จำนวน 64 รูป

    โดยอุปสมบทเป็นระยะเวลา 9 วัน ณ วัดประชาราษฎร์บำรุง (รางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นำโดยสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นอำเภอกำแพงแสน

    หัวหน้าส่วนราชการอำเภอกำแพงแสน และประชาชนทั่วไปร่วมพิธีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยพร้อมเพรียงกันบรรยากาศงานบรรพชาอุปสมบทหมู่ดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย สงบ และเปี่ยมด้วยศรัทธา ตั้งแต่ขบวนแห่นาค พิธีภายในพระอุโบสถ

    จนถึงการประกอบสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีถวายแด่ พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร)

    ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มธรรมและที่พึ่งทางจิตใจของศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย พร้อมกันนี้ ยังเป็นการถวายเป็น พระราชกุศล
    แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร

    มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

    นายสมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขาฯรมว.กระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win รักษาความปลอดภัย(ชรบ.)

    แชร์เนื้อหานี้

    18 ธันวาคม 2568 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ของชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) “เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน”โดยมีนายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยร่วมพิธีเปิดโดยมีนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัยกล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการกิจกรรมฯในงานมีรายละเอียดกิจกรรมดังนี้ มีการร้องเพลงมาร์ช ชรบ และกล่าวร่วมส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้า”ศรีสัชนาลัยส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้าสู้ๆๆมีการร้องเพลงชาติไทย

    แสดงพลังความรักชาติ กิจกรรมแสดงการฝึกระเบียบแถวฝึกการตรวจค้นการตั้งด่านของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ)อนึ่งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)เป็นประชาชนจิตอาสา เสียสละทำหน้าที่ดูแล ความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน ทำหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการช่วยเหลือเจ้าพนักงานของหน่วยกำลังคุ้มครองและรักษาความสงบ เรียบร้อยภายในหมู่บ้าน พ.ศ. 2551 โดยมีภารกิจหลัก ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจลาดตระเวน การสืบสวนหาข่าว การป้องกันบรรเทาสาธารณภัยการป้องกันปราบปราม การกระทำผิดทางอาญา โดยเฉพาะขณะนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายการแก้ไข ปัญหายาเสพติด

    โดยใช้ชื่อปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ในการป้องกันและปราบปรามแก้ไข ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็น การประชาคม การ Re X-Ray การสร้างกฎชุมชน การดำรงความเข้มแข็งของหมู่บ้าน โดยชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)ต้องออกตรวจตรา รักษาความสงบและป้องกันปราบปรามผู้ค้า ผู้เสพ ป้องกันการกระทำผิดทางกฎหมาย อำเภอศรีสัชนาลัย จึงได้กำหนดจัดกิจกรรม “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ของชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ดั่งคำปฏิญาณที่ว่า “เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ และส่งเสริมให้ ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

    ในการปฏิบัติ หน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง ตาม นโยบาย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5″ ขอให้ผู้บังคับบัญชามั่นใจได้ว่า ชรบ.จะปฏิบัติหน้าที่ พิทักษ์ส่วนหลังให้แนวหน้าอย่างเข้มแข็ง และเป็นรั้วในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ของหมู่บ้าน ทางด้าน นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน และจะสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจาก ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อันนำไปสู่ สังคมที่ปลอดภัยในทุกมิติและ ขอให้ท่านมั่นใจว่ากรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการสนับสนุนดูแลการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้ดีที่สุด

    ชรบ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนภารกิจ ของ กรมการปกครองในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในประเทศให้บรรลุผล สัมฤทธิ์ เนื่องจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นราษฎรที่มีจิตอาสาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ มีความรัก ความห่วงใยมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อหมู่บ้าน และชุมชนของตนเอง อันสะท้อน ให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของราษฎรในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างหมู่บ้านเข้มแข็ง ปลอดภัย และน่าอยู่ ดั่งคำปฏิญาณที่ว่า“เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน”นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว หลังจากนั้นนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะได้มอบชุดปฏิบัติการเสื้อกั๊กให้กับ ชรบ 550 นายที่มาร่วมงาน
    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ คุมเข้มขนส่งน้ำมันชายแดน พบส่วนหนึ่งย้ายมาจากด่านช่องเม็ก หลังถูกห้ามส่งออก ก่อนส่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 แทน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายวรญาณ บุญณราช วรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พ.อ.วุฒิชัย สุคนธวัฒน์ วุฒิชัย สุคนธวัฒน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาย

    ในจังหวัดมุกดาหาร และนางกนกวรรณ สุขศิริ กนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ร่วมตรวจสอบรถบรรทุกขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เตรียมข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 จากจังหวัดมุกดาหารไปแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ณ บริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร

    จากการตรวจสอบพบว่า รถบรรทุกน้ำมันที่มีการส่งออกผ่านด่านพรมแดนมุกดาหารตามปกติมีจำนวน 18 คัน รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้น 720,000 ลิตร แยกเป็นหจก.น้ำเพชรมุกดาหาร (ปตท.) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 8 คัน รวม 320,000 ลิตร

    บริษัท เอสบีเอ็ม อินเตอร์ จำกัด (บางจาก) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 8 คัน รวม 320,000 ลิตรบริษัท ปัทมวัชร การปิโตรเลียม จำกัด (บางจาก) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 2 คัน รวม 80,000 ลิตร

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบรถบรรทุกขนส่งน้ำมันจำนวน 15 คัน ซึ่งย้ายเส้นทางมาจาก ด่านศุลกากรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังถูกห้ามไม่ให้ส่งออกในพื้นที่ดังกล่าว และ

    เปลี่ยนมาใช้เส้นทางด่านพรมแดนมุกดาหารแทน โดยมีปลายทางเป็นนครปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว รวมปริมาณน้ำมัน 637,000 ลิตร แยกเป็นน้ำมันเบนซิน 237,000 ลิตร และน้ำมันดีเซล 400,000 ลิตร

    โดยการตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการคุมเข้มตรวจสอบการส่งออกน้ำมันเชื่อเพลิงและ ยุทธ์ภัณฑ์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ว่ามีความเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายผิดปกติหรือไม่

    มุกดาหาร #ตรวจเข้มชายแดน #รถน้ำมัน #ด่านช่องเม็ก #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ศุลกากรมุกดาหาร #ข่าวชายแดน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.โคราช ตรวจเข้ม รร.กลางเมือง / ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน / ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่า 300 ล้าน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 10.00–12.30 น. สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยและความมั่นคง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังบุคคลต่างชาติที่อาจเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้าง

    การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย ร.ต.อ.สากล รอดคำทุย รองสารวัตรป้องกันปราบปราม (ร้อยเวร 20) และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับ นางสาวสมทรง เขียวเกษม ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมา รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครราชสีมา และคณะฝ่ายปกครอง

    เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมและที่พักในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอร์ฟอร์จูน, โรงแรม KS พาวิลเลี่ยน, โรงแรมซิตี้ ปาร์ค, โรงแรมแคนทารี่, โรงแรมโครานารี, โรงแรมเดอ วี ลอฟท์, โรงแรมเซ็นเตอร์ พอยต์ และโรงแรมไทยโฮเต็ล 2

    จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีบุคคลต้องสงสัยหรือชาวต่างชาติที่เข้าข่ายเป็นทหารรับจ้างเข้าพักแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับและประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการโรงแรม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือมีพฤติการณ์ผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย

    การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเชิงรุกในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา.

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ / ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน และเล่นว่าว

    เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 น ที่ ห้องสวนปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้เรียกประชุม เตรียมความพร้อมและติดตามผลการปฏิบัติสถานการณ์ด้านแนวชายแดน ไทยกัมพูชา

    โดยมี พ.ต.อ.นิรันดร์ แก้วอิน รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา , พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา,พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.สภ.โพธิ์กลาง , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.จอหอ , พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผกก.สภ.มะเริง , พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ ผกก.สภ.พลกรัง เข้าร่วมประชุม

    พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่มีการแชร์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการพบ ชาวต่างชาติหรือบุคคลต้องสงสัยแฝงตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงป้องกันจากความห่วงใยของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบพฤติกรรมหรือสิ่งผิดปกติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแต่อย่างใด

    พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 3 อย่างเคร่งครัด โดยมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสถานที่พักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ และบ้านเช่า เพื่อคัดกรองบุคคลต้องสงสัยหรือวัตถุที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความเข้มแข็ง และจนถึงขณะนี้

    ยังไม่พบสิ่งผิดปกติทั้งในส่วนของบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย สำหรับการดูแลชาวต่างชาติในพื้นที่นั้น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในแต่ละปีเกือบ 9 ล้านคน ตำรวจภูธรได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติเป็นประจำอยู่แล้ว และในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันได้เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ

    ในส่วนกรณีการบินโดรน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้มีการกำชับและประชาสัมพันธ์ข้อห้ามการบินโดรนในช่วงสถานการณ์พิเศษดังกล่าว โดยเมื่อได้รับแจ้งจากประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจสอบทุกกรณี และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโดรนหรือการกระทำใดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงพร้อมกันนี้

    ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ บุคคลต้องสงสัย หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ขอให้รีบแจ้งสายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนงดการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้บริการประชาชนในเหตุเร่งด่วนอื่น ๆ

    ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่าเกือบ 300 ล้าน

    กลางดึกสีคิ้ว คนร้ายไหวตัวทิ้งรถหลบหนี เมื่อคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้นโยบาย “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” สามารถสกัดตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทเอมเฟตามีน หรือยาไอซ์ ได้จำนวนมากถึง 12 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

    บริเวณริมถนนหน้าหน่วยสอบสวนตำรวจทางหลวงสีคิ้ว กิโลเมตรที่ 155 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ปริญญ์ โคตรมณี สวญ.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภาณุ พละศักดิ์ สว.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.ธีรพงศ์ ตาบัวตูม สว.(สอบสวน), ร.ต.อ.ณัฐพล ฤทธิรงค์ รอง สว.(สอบสวน) รวมถึงข้าราชการตำรวจทางหลวงชุดปฏิบัติการ

    สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับไม่ประสงค์ออกนาม ว่าจะมีขบวนการลำเลียงยาเสพติดใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ต้นทาง มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

    เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าระวังบนถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 เมื่อพบรถต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้จอดรถบริเวณไหล่ทาง ก่อนเปิดประตูวิ่งหลบหนีไปในความมืด ทิ้งรถยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบสีดำจำนวน 12 กระสอบ บรรจุยาไอซ์เป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังตรวจยึดรถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ซึ่งตรวจสอบพบว่าใช้ทะเบียน กษ 7347 นครราชสีมา และพบแผ่นป้ายทะเบียน กษ 183 พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 แผ่น คาดว่าเป็นการสวมทะเบียนเพื่ออำพรางการขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีมาดำเนินคดี

    ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถน้ำมัน รอข้ามด่านมุกดาหาร หลังกองทัพภาคที่ 2 คุมเข้มชายแดนช่องเม็ก

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามคำสั่งของ กองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท รวมถึงยุทโธปกรณ์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

    โดยงดการส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้รถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากไม่สามารถข้ามแดนไปยัง สปป.ลาว ได้

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความเคลื่อนไหวการขนส่งน้ำมันผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) อ.เมือง จ.มุกดาหาร พบรถขนส่งน้ำมันจอดรอข้ามแดนกว่า 20 คัน

    จากการสอบถามพนักงานขับรถรายหนึ่งเปิดเผยว่า การจอดรอข้ามด่านลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะวันจันทร์จะมีรถเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีคำสั่งห้ามขนส่งทางฝั่งอุบลราชธานี

    ต้องจับตาว่าจะมีรถน้ำมันหลั่งไหลมาใช้เส้นทางด่านมุกดาหารเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหากมีการนำส่งน้ำมันผ่านมุกดาหารแล้วต่อไปยัง กัมพูชา จะทำให้ระยะทางและต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    คุมส่งออกน้ำมัน #ช่องเม็ก #ด่านมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวชายแดน #โลจิสติกส์ #กองทัพภาคที่2 #มุกดาหาร #อุบลราชธานี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้__////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สตูลจับมือโคราช ดันอันดามันสู่ตลาดอีสาน เปิด Roadshow Andaman ครั้งที่ 3 กลางเซ็นทรัลโคราช

    แชร์เนื้อหานี้

    กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ ล่าสุดจัดกิจกรรม “Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ” ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 11 – 14 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุรินทร์, พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา, พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา, ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดสตูล, นายประคัลภ์ ศรีจุฑารัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช, ประธานอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา ตรัง และสตูล) รวมถึงผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ด้าน นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในนามผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในฐานะหน่วยงานหลัก มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งมีอัตลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ อุทยานธรณีโลกสตูล (UNESCO Global Geopark) ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืนสำหรับกิจกรรม Roadshow and Consumer Fair Andaman ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวม 240 ผู้ประกอบการ แบ่งจัดครั้งละ 60 ผู้ประกอบการ

    โดยแต่ละจังหวัดจัดแสดงจังหวัดละ 10 บูธ นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมแล้วในครั้งที่ 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (23 – 26 ตุลาคม 2568)ครั้งที่ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 2 กรุงเทพมหานคร (21 – 24 พฤศจิกายน 2568)ครั้งที่ 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา (11 – 14 ธันวาคม 2568)และเตรียมจัด ครั้งที่ 4 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 20 – 23 ธันวาคม 2568

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Table Top Sale เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวในโอกาสนี้ นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี และเชิญประธานกล่าวเปิดงาน Roadshow and Consumer Fair Andaman ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “คณะสงฆ์–ส่วนราชการโคราชผนึกกำลัง แถลงจัดงานทำบุญเมือง 558 ปี ตักบาตรพระหมื่นรูป 8 มี.ค. 69”

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมปทุมญาณมุนี วัดบึงพระอารามหลวง คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ได้แถลงข่าวเตรียมจัดงานมหามงคล “ทำบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 06.00–08.30 น. บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ใจกลางเมืองนครราชสีมา

    การแถลงข่าวนำโดย พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดบึงพระอารามหลวง พร้อมด้วย พระมงคลรัตนสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) วัดศาลาลอย และ พระโกวิทกิตติสาร รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประกาศเชิญชวนประชาชนชาวโคราชและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี

    ภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา, นายธนากร ประพฤธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา และ นายชัชวาล วงจร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา

    คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสำนึกในความสำคัญของการธำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรบนแผ่นดินไทย อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญเนื่องในโอกาสที่เมืองนครราชสีมามีอายุครบ 558 ปี โดยจะมีการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 10,000 รูป ซึ่งถือเป็นกิจกรรมทางศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของจังหวัด

    พร้อมกันนี้จะจัดพิธี ทักษิณานุปทาน น้อมถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
    ,สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ,พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
    , สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงอุทิศส่วนกุศลแด่ ท้าวสุรนารี วีรสตรีผู้ปกป้องเมืองนครราชสีมา

    ทั้งนี้ คณะจัดงานเชิญชวนประชาชนชาวโคราชร่วมกันทำบุญใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและประชาชนในปี 2569

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคกลาง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 – 15.30 น. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยิและผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง

    จังหวัดนครปฐม โดย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้แจ้งสถานการณ์ การดำเนินการเตรียมการของเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 ส่วนต่อขยาย ณ ศาลาจังหวัดนครปฐม ที่ประชุมแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลาง การติดตามสถานการณ์ และคาดการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง ดังนี้

    1.ด้านการบูรณาการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระยะสั้น
    2.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร
    3.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า
    4.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง (ยานพาหนะ/โรงงานอุตสาหกรรม/การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่)

    5.การดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ประเด็นเน้นย้ำ กำชับในการปฏิบัติของเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง
    1.การแจ้งเตือน ติดตามเฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์สื่อสารข้อมูลประชาชน ทราบในช่องทางต่างๆเป็นระยะ พร้อม หากมีสถานการณ์อันตราย ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ cell broadcast

    2.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร ร่วมกันกำหนดพื้นที่ควบคุมการเผา ช่วงเวลา และเงื่อนไขการเผา
    3.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า จัดกำลังลาดตระเวนพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง จัดทำแนวกันไฟ ปิดป่าในช่วงสถานการณ์วิกฤต
    4.การควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินการเชิงรุก บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้o

    5.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้กลไกลท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น เฝ้าระวัง ติดตาม บรูณาการร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข เคาะประตูบ้านพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ป้องปราบการลับลอบเผา ในพื้นที่เกษตร ที่โล่ง และพื้นที่ริมทาง พร้อมสร้างการตระหนักรู้ มาตราการข้อกฎหมาย และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนแก่ประชาชน
    6.กรณีสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ใช้ระบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ อำนวยการ และแก้ไขปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
    ………………………………………………………..
    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม เพื่อให้ประชาชนขาดการติดต่อ

    แชร์เนื้อหานี้

    สำนักงาน กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม

    ประสานผู้ประกอบการ ทุกรายอัดสัญญาณเน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อให้ประชาชนไม่ขาดการติดต่อ

    นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

    และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน กสทช. เขต 41

    โดย จ.ยะลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล และนราธิวาส ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุม เป็นวงกว้าง

    โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และ เขต 41

    ลงพื้นที่ เร่งด่วนเพื่อดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบด้านการสื่อสาร

    นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมากที่สุด ทำให้ระบบการ สื่อสารบางพื้นที่เริ่มประสบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต เนื่องจากการไฟฟ้าแจ้งดับไฟในบางพื้นที่ จึงกระทบกับสถานี

    ฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ (cell ste) แต่ได้ประสานไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นำเครื่องปั่นไฟไฟไปเสริม และนำรถโมบายล์จาก จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยเสริม เพื่อให้ระบบการสื่อสารใช้งานได้

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และเขต 41 ได้มีการประสานงานกับเครือข่ายวิทยุสมัครเล่น

    ให้เตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจแจ้งเตือนภัย และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น ให้ข้อมูล

    สถานการณ์และเส้นทางการเดินทางให้กับทีมอาสากู้ภัยต่าง ๆ ที่จะเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงประสานศูนย์สายลม ซึ่งเป็น แม่ข่ายวิทยุสื่อสาร

    “ผมได้สังให้สำนักงาน กสทช. ภาคใต้ รายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประสานผู้ให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างใกล้ชิด

    เพราะขณะนี้ในหาดใหญ่น้ำท่วมสูง การไฟฟ้าถูกตัดขาด ส่งผลต่อระบบการสื่อสารในบางพื้นที่” นายไตรรัตน์ กล่าว

    ตอริก สหสันติวรกุล รายงานสดจากพื้นที่ จังหวัดปัตตานี

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เร่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่

    เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และมอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำให้ผู้นำท้องที่ทุกระดับ ทั้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกัน “x-ray พื้นที่” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน อาทิ

    ปัญหาสัญชาติ ยาเสพติด และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า–หมอกควันในช่วงหน้าแล้งที่จะถึงนี้

    ระหว่างการลงพื้นที่ ผู้นำท้องที่ได้รายงานปัญหาเร่งด่วนหลายประเด็น โดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ที่ทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

    ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าไม่เคยประสบปัญหามาก่อน อีกทั้งบางพื้นที่การเกษตรยังประสบปัญหาน้ำ

    ไม่เพียงพอ ขณะที่ทรัพยากรและอุปกรณ์ดับไฟป่ามีไม่ครบครัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่

    พร้อมกันนี้ ยังพบว่าตลิ่งแม่น้ำลาวในหลายจุดเกิดการพังทลาย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ ท้องถิ่นยัง

    ได้เสนอประเด็นการพัฒนาพุทธสถานพระเจ้ากือนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกินอีกด้วย

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดเชียงรายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเร่ง

    ด่วน รวมถึงผลักดันนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอเวียงชัยอย่างยั่งยืนต่อไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการชลประทานเชียงใหม่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำและหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเชียงใหม่และลำพูน วางแผนป้องกันภัยแล้ง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันพุธ ที่ 3 ธ.ค. 68 นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2569 พื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน) โดยมี นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1, นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่, นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1, นายสุภรณ์วัฒน์ สุรการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานลำพูน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชลประทาน กลุ่มผู้ใช้น้ำเชียงใหม่ และลำพูน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยของประเทศไทยในปี 2568 สูงกว่าปกติ 9 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ลานีญา ปัจจุบันเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำก็บกัก 279.327 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 105.41 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าปี 67 ประมาณ 1.164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 0.41 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 255.827 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97.27 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าปี 67 ประมาณ 37.122 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 16.97 เปอร์เซ็นต์ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ปีนี้มีปริมาณน้ำเต็มเก็บกักเต็มความจุ พร้อมกันนี้ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ ส่งน้ำเป็นรอบเวร โดยจะเริ่มส่งน้ำก้อนแรก ในวันที่ 2 ม.ค. 69 ไปสิ้นสุดวันสุดท้าย 28 พ.ค. 69 รวม 21 รอบเวร อัตราการส่งน้ำรวมทั้งหมด 80 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปีนี้ได้ส่งน้ำน้อยกว่าปีทีที่ผ่านมา ในปี 67/68 ที่ผ่านมา ได้ส่งน้ำ 21 รอบเวร ปริมาณน้ำรวม 91.41 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงยังคงมีปริมาณมาก

    นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิงตอนบน ตั้งแต่ด้านท้ายฝายแม่แฝกจนถึงบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล มีความต้องการใช้น้ำจากแม่น้ำปิงมากขึ้นในด้านอุปโภค-บริโภค (ประปา) และด้านการเกษตร แต่แม่ม่น้ำปิงมีปริมาณต้นทุนจำกัดโดยเฉพาะฤดูแล้ง จึงจำเป็นต้องส่งน้ำจากเขื่อนแม่งัดฯ ให้การสนับสนุนเป็นประจำทุกปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิงตอนบนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดำเนินการตามมาตรการของสำนักงานชลประทานที่ 1 ในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประหยัดน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้กรณีฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนหรือต่อเนื่องไปในฤดูแล้งปีถัดไป จึงได้มีการจัดการประชุมในวันนี้

    พร้มดำเนินการตามนโยบายของกรมชลประทาน และแผนการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่ทางสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้วางไว้ 6 มาตรการ คือ 1.ประตูระบายน้ำ/ฝาย เปิด รับน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ตามแผนการเพาะปลูกและจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้เท่านั้น 2.จะรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำปิง เพื่อความมั่นคงของตลิ่ง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ 3.เฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลองและแหล่งน้ำต่างๆ 4.การประปาส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น สูบน้ำได้ตามปกติ 5.ขอความร่วมมืองดเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำปิงและในระบบชลประทาน (คลองส่งน้ำ/เหมืองส่งน้ำ) และ 6.ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกตามปฏิทินการสูบน้ำที่ได้วางแผนรอบเวรไว้แล้ว

    มีการจัดทำแผนที่และข้อมูลเจ้าหน้าที่ พร้อมเบอร์โทรของผู้ดูแลในส่วนงานต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งฝาย ประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ เพื่อให้การบริหารน้ำและการประสานงานได้สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก่อนส่งน้ำได้ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำติดตามข่าวสถานการณ์น้ำต้นทุน เพื่อวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ทางกลุ่มไลน์ “ลุ่ม น้ำปิง” พร้อมแจ้งความต้องการเพาะปลูกพืชให้เจ้าหน้าที่ เพื่อวางแผนการเพาะ

    ปลูกและแผนการส่งน้ำ ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการ ร่วมประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำประจำปี เพื่อร่วมจัดทำข้อตกลงการส่งน้ำและการใช้น้ำร่วมกัน ส่วนช่วงระหว่างส่งนน้ำ ในพื้นที่เพาะปลูกพืชให้เป็นไปตามแผนฯ ใช้น้ำตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด แจ้งผลการส่งน้ำ และช่วยติดตามแก้ไขปัญหาการส่งน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ และสามารถขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และหลังส่งน้ำ จะมีการแจ้งผลความก้าวหน้าการเพาะปลูกพืช / ผลผลิต เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบและเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป…

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ รมว.กระทรวงมหาดไทย ประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์ วันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 256

    แชร์เนื้อหานี้

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

    วันที่ 24 พ.ย. 68 เวลา 07.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า

    เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

    โดยมี หน่วยราชการในพระองค์ คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคส่วนต่าง ๆ ประชาชนจิตอาสา และประชาชนร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก ณ วัดพระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม การนี้ พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และคณะสงฆ์ รวม 100 รูป รับบิณฑบาต

    รัฐบาลกำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดาเนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาล ดำเนินการจัด 1. พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล 2. พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า

    และพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา 3. การตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า และพระรูปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

    เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดาเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และ 4. กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายพระราชกุศลถวายพระกุศล เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2568
    จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ 19 พ.ย.68 นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 7

    โดยมีนายสุรินทร์ จันทร์เทพ ผู้บัญชาการเรือจำจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนราธิวาส / ยุติธรรมจังหวัดนราธิวาส , ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส และผู้อำนวยการสำนักงาน

    บังคับคดีจังหวัดนราธิวาสและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อาทิ การดูแลสวัสดิภาพผู้ต้องขัง

    ทั้งด้านอาหารและสุขภาพ เยี่ยมชมห้องแม่และเด็ก เยี่ยมชมการประกอบกิจกรรมของผู้ต้องขังหญิง การฝึกทักษะอาชีพ เพื่อสร้างรายได้แก่ผู้ต้องขัง หลังพ้นโทษกลับสู่สังคม จากนั้นได้รับฟังผลการดำเนินงานตลอดจนปัญหาอุปสรรคของเรือนจำจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงาน

    ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ โดยปัญหาสำคัญของเรือนจำขณะนี้คือ เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียภายในเรือนจำฯ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งร้อยละ 30 ของผู้ต้องขังในเรือนจำ

    ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมความรู้ การศึกษาแก่ผู้ต้องขัง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มทักษะอาชีพสามัญ สร้างองค์ความรู้ด้านอาชีพ

    ควบคู่การให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการกระทำความผิดกฎหมายเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ หากพ้นโทษไปแล้ว
    นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานของกระทรวงยุติธรรม

    คืออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการประสานการทำงานร่วมกัน ลดกำแพงระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนงานอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    นอกจากนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ยังได้ฝากเน้นย้ำให้เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ได้ดูแลเรื่องการฝึกทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพสุจริตยังสถานประกอบการต่างๆได้ เมื่อพ้นโทษออกไป ซึ่งจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ

    ทั้งนีัเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ขับเคลื่อนตาม นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นโยบายหลัก การน้อมนำพระราโชบาย หลักการทรงงาน และเรียนรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ,

    การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน และครอบครัว และขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามภารกิจ “ปฏิบัติการภาครัฐจริงใจ ข้าราชการ

    ไร้ยาเสพติด IKHLAS OPERATION จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด “บ้านลำภู” ภายในเรือนจำฯ อีกด้วย

    สำหรับเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 3,086 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังต่างด้าว 97 ราย โดยยอดผู้ต้องขังแต่ละคดี 3 อันดับแรก คือ คดียาเสพติด ,ทรัพย์ ,เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย //ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือก ดันเยาวชนใช้พลังบวก/ทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชุมพร มีการจัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ฟุตซอลเยาวชนชายรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (เกิดปี 2554) ชิงถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติ รอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดชุมพร โดยมี นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธาน พร้อมจับฉลากแบ่งสายการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

    ร่วมงานแถลงข่าวประกอบด้วย นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพรนายกันตณัช รัตนวิก เครือข่ายงดเหล้าภาคใต้ตอนบน
    นายเฉลิมพล ก่อกิจเถกิงกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ฝ่าย

    กิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพรนายสุเมธ อัครพงศ์ ผอ.การกีฬาแห่งประเทศไทย จ.ชุมพร
    รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายกีฬา ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ


    บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีทีมเข้าร่วมครบ 16 ทีม สะท้อนกระแสความนิยมของกีฬาฟุตซอลในหมู่เยาวชนชุมพรแนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล – ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน”การแข่งขันปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปลูกฝังวินัยให้เยาวชนห่างไกลอบายมุข สอดคล้องกับเป้าหมายของเครือข่ายงดเหล้า ภาคีด้านกีฬา และหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเชิงบวกให้เด็กและเยาวชน

    สาระสำคัญจากคำแถลงของผู้บริหารสองหน่วยงาน
    นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพร
    ย้ำความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้เทียบเท่าระดับภาค และเตรียมรองรับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ที่จังหวัดชุมพรได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคม 2566 เช่น กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 8พร้อมเน้นว่าฟุตซอลรายการนี้คือเวทีสำคัญสำหรับเยาวชนในการแสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับประเทศ

    นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพรกล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กชุมพร พร้อมยืนยันว่า อบจ.จะสนับสนุนกีฬาทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งเวทีการแข่งขันและกิจกรรมปลอดภัยสำหรับเยาวชน“ดีใจที่มีทีมสมัครครบ 16 ทีม แสดงให้เห็นว่ากีฬาคือหัวใจของเด็กชุมพรจริง ๆ ขอให้น้อง ๆ เล่นอย่างเต็มที่และมีน้ำใจนักกีฬา” นายก อบจ. กล่าวทิ้งท้าย

    กำหนดการสำคัญ09.30 น. นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องลงทะเบียน10.00 น. เปิดแถลงข่าว แนะนำผู้เข้าร่วม ถ่ายภาพร่วมกันและจับฉลากแบ่งสาย
    11.00 น. เสร็จสิ้นพิธีการ การแข่งขันฟุตซอล SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัดชุมพร จะเริ่มต้นเร็ว ๆ นี้ โดยทีมชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่รอบระดับประเทศ

    มทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน
    ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-892-3514 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 44 (ศบภ.มทบ.44) โดยหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (นฝ.นศท.มทบ.44) ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในคลองสายต่าง ๆ เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายจุด

    ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่ทันที เวลา 11.00 น. ศบภ.มทบ.44 ได้จัดกำลังพล 1 ชุดปฏิบัติการ พร้อมรถบรรทุกขนาดเล็ก (FTS) จำนวน 1 คัน ลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ หมู่ 3 ตำบลช่องไม้แก้ว หมู่ 2 ตำบลตะโก หมู่ 8 ตำบลทุ่งตะไคร
    เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นให้การช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของ อำนวยความสะดวกในการสัญจร และช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน แจกจ่ายน้ำดื่ม – ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการยังได้แจกจ่ายน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดพบว่า ฝนหยุดตกแล้ว และระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติเร็ว ๆ นี้
    อย่างไรก็ตาม ศบภ.มทบ.44 ยังคงจัดกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

    ประกาศแจ้งเตือนประชาชน – ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน  ขอแจ้งเตือนประชาชนในหลายพื้นที่ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิด หลังจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงเช้า–บ่าย ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงบริเวณใกล้คลองและลำห้วยต่าง ๆ พื้นที่เสี่ยงที่ควรติดตามใกล้ชิดได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตอำเภอเมือง อำเภอทุ่งตะโก หลังสวน และละแม พื้นที่ใกล้คลองสาขา และจุดที่เคยเกิดน้ำล้นตลิ่งเป็นประจำ ชุมชนที่มีระดับน้ำระบายออกได้ช้า คำแนะนำประชาชน หลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็ก เฝ้าติดตามระดับน้ำรอบบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำ เก็บของขึ้นที่สูง ป้องกันทรัพย์สินเสียหาย ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยควรอยู่ในที่ปลอดภัย ติดตามประกาศเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง
    เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานกำลังเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบเหตุฉุกเฉินหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุทยานฯ ศรีลานนา ร่วมกับทหารและตำรวจ จับกุมชายอ้างรับจ้างเฝ้าไม้ที่ลักลอบตัดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

    แชร์เนื้อหานี้

    (14 พ.ย. 68) #นายอานนท์ #กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา โดยการนำของนายอานนท์ กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา พร้อมด้วย หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.2 (ปางมะเยา) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.3 (บ้านออน) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.6 (ห้วยกุ่ม) สายตรวจส่วนกลางอุทยานแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว และทหารกองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 1

    ผลจากการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อเนื่องจากคดีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และได้รับแจ้งจากผู้หวังดีเพื่อหวังสินบนนำจับว่า มีการลักลอบตัดไม้มีค่า บริเวณป่าดอยผาหมวก ท้องที่หมู่ 7 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จึงร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามที่ได้รับแจ้งในพื้นที่ดังกล่าว

    เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนถึงบริเวณดังกล่าว พบชายบุคคลหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลังว่า นายกฤษณะ อยู่ที่ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบถาม นายกฤษณะ ให้การรับสารภาพว่าได้รับจ้างจากกลุ่มบุคคลหนึ่ง ให้ตนเองมาเฝ้าระวังดูต้นทาง และเฝ้าระวังไม้ (เวรยาม)

    โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท ครั้ง/วัน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ และได้ตรวจสอบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุพบไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน กองกระจัดกระจาย จึงได้ตรวจวัด ตรวจนับไม้ของกลางไม้ประดู่ จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร

    คณะเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้นายกฤษณะ ทราบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ จึงร่วมกันตรวจสอบ/ตรวจนับ พร้อมตรวจยึดไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร ค่าเสียหายของรัฐ 940,800 บาท พร้อมจัดทำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และทางอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จะดำเนินการขยายผลขบวนการทำไม้มีค่าต่อไป

    ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) และตามข้อสั่งการของท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (นายอรรถพล เจริญชันษา) และอำนวยการโดยท่านผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (นายกริชสยาม คงสตรี) ให้ดำเนินการเข้มงวด การออกตรวจลาดตระเวน ป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม เกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายการป่าไม้ และการลักลอบทำไม้มีค่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์////

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจัดการแสดงโขน /น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

    แชร์เนื้อหานี้

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของชาติ “โขน” มหากาพย์รามเกียรติ์ ตอน “นางลอย – ยกรบ” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    อันเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินการแสดงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารผู้โดยสารหลัก และ

    อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ถ่ายทอดความงดงาม วิจิตร และทรงพลังของศิลปะแห่งโขน พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติไทย

    ให้ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด

    ทสภ.มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ World Class Hospitality พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานร่วมเป็นพื้นที่เผยแพร่วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านศิลปะการแสดงอันงดงามที่แตกต่างอย่างไม่เหมือนใคร


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

    เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานภาพบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสาย ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 5-10 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด

    แม้น้ำจะท่วมแต่บรรยากาศยังคงคึกคัก แม่ค้าบอกว่า “ชินแล้ว” เพราะช่วงปลายปีแบบนี้มักเกิดน้ำหนุนสูงเป็นประจำ เดี่ยวมันก็ลด ประมาณครึ่งชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง สถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ

    โดยเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ได้มีประกาศเตือน จาก ปภ.แจ้งสถานการณ์น้ำ ผ่าน sms ระบบโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับ น้ำเหนือ เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำ 2,800 ลบ.ม./วินาที และ น้ำทะเลหนุน ถึง วันที่ 14 พฤศจิกายน 68 ทำให้มีผลกระทบในพื้น อำเภอเมือง และ อำเภออื่น ๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ

    จากการสอบถามแม่ค้าที่ ให้ข้อมูลว่า กรณีที่น้ำท่วมตลาดนั้นก็มีผลกระทบกับยอดขายบ้าง เพราะลูกค้าบ้างคนเห็นน้ำท่วมแล้วเขาก็ไม่เข้ามาแต่ก็ยังมีขาประจำที่เข้ามาซื้ออยู่ ส่วนการปรับตัวระหว่างที่น้ำขึ้นเราก็ต้องเอาของหนีหลบน้ำหน่อย

    เดียวสักพักน้ำก็ลงแป๊บเดียวโดยน้ำท่วมนั้นก็ไม่นาน บ้างที่ก็ครึ่งชั่วโมงบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง 2 ชั่วโมงบ้างแล้วแต่ระดับน้ำ เป็นอย่างนี้ประจำ ช่วงฤดูน้ำทะเลหนุน แต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งปี


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขารัฐมนตรีว่ามหาดไทย..สถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น. 8 พย. 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    เลขารัฐมาตรีมหาดไทยพร้อมพ่อเมืองสุโขทัยลงพิ้นที่แก้ไขและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น.ของวันที่8พย.2568

    นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมรักษ์ ยกน้อยวงค์รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยและนายอำเภอเมืองสุโขทัยหัวหน้าส่วนงานราชการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

    ตำบลปากแคว ตำบลบ้านกล้วย โรงพยาบาล
    สุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย พร้อมทั้งเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเครื่องสูบน้ำระยะไกล จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 8 กำแพงเพชร และเขต9 พิษณุโลก เครื่องสูบน้ำนวัตกรรม เขต 9 พิษณุโลก

    สูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมที่ยังมีระดับไม่สูงมากพอรับมวลน้ำได้และ คราดว่าภายใน 2 วัน น้ำน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง.ทั้งนี้เนื่องจากพายุฝน พายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดสุโขทัยทำให้มีฝนตกปริมาณน้ำฝนมากตกลงมา

    ในพื้นที่พร้อมมวลน้ำทที่ล้นสปริงเวย์จากอ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่านเก็บน้ำแม่รำพันทีอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสุโขทัยทำให้มีมวลน้ำมากไหลลงสู่ตัวเมืองจึงทำให้มวลล้นคลองส่งน้ำไหลเอ่อท่วมตัวเมืองดังกล่าว.
    กิตติ(ถาวร) พรดวงจันทร์ สุโขทัย 0821632939

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ถ้ำพระยานคร” น้ำพระราชหฤทัยพิสูจน์พระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    แชร์เนื้อหานี้

    ท่ามกลางเทือกเขาสามร้อยยอดอันเขียวชอุ่ม อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียว นั่นคือ “ถ้ำพระยานคร” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสมบัติทางธรรมชาติที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ประทับพระราชลัญจกรแห่งความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อพสกนิกรและผืนแผ่นดินไทย ภายในถ้ำพระยานครมี “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์”

    ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นพระที่นั่งไม้สักทองที่ออกแบบอย่างประณีต สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับธรรมชาติอันงดงามของถ้ำ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระที่นั่งแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2495 และด้วยความสำคัญอันยิ่งใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์จึงได้ใช้รูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์เป็นตราประจำจังหวัด
    สองครั้งแห่งพระราชดำเนิน บทพิสูจน์พระราชหฤทัย – ครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2501

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินประพาสถ้ำพระยานครเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสนั้น ทรงพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่ชาวบ้านที่มารับเสด็จ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกร

    ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2524 เส้นทางแห่งพระราชปณิธานที่เดินด้วยพระบาท การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นเขาไปยังถ้ำพระยานครด้วยพระองค์เอง เพื่อต้องการสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การเสด็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยือนสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติต้องเริ่มจากการเข้าใจและใส่ใจอย่างจริงจัง การเดินเท้าขึ้นเขา 2 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนเราว่า ธรรมชาติไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่ต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามในการเข้าถึง

    ความงามที่แท้จริงไม่ได้มาง่าย ต้องผ่านความเหนื่อยยาก แต่สิ่งที่ได้รับคือความประทับใจที่คงอยู่ตลอดไป การทำงานเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การนั่งสั่งการจากที่สูง แต่คือการลงมือทำด้วยตนเองแม้จะยากลำบาก ถ้ำพระยานคร และเขาสามร้อยยอดเป็นมากกว่าแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียวที่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงสืบสานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 นั่นคือการอนุรักษ์ธรรมชาติ การดูแลผืนป่า และการใส่พระทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

    บริเวณเขาสามร้อยยอดที่ถ้ำพระยานครตั้งอยู่ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้ที่สมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด การอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้จึงสอดคล้องกับพระราชปณิธานในการรักษาสมดุลของธรรมชาติเพื่อลูกหลานของไทยในอนาคต วันนี้ หากทุกท่านมีโอกาสเยือนถ้ำพระยานคร และได้เดินตามรอยพระบาทบนเส้นทาง 2 กิโลเมตรที่ทรงเคยเสด็จ ท่านจะไม่ได้แค่ชื่นชมความงามของธรรมชาติระหว่างทาง หินงอก หินย้อย หรือความศักดิ์สิทธิ์ของพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เท่านั้น แต่ควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานสีเขียวที่ทรงปลูกฝังไว้ในดินแดนแห่งนี้ เส้นทางที่ชันและเหนื่อยยากนั้น กลายเป็นบทเรียนว่า “ทุกสิ่งที่มีค่าต้องแลกมาด้วยความตั้งใจและความพยายาม”

    “ถ้ำพระยานคร” ไม่ใช่แค่ถ้ำ  แต่เป็นห้องเรียนแห่งธรรมชาติที่สอนเราถึงความหมายของพระราชปณิธานสีเขียว การดูแลธรรมชาติด้วยหัวใจ เดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น และยึดมั่นด้วยความรักที่มีต่อแผ่นดิน สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ การมีอยู่ของระบบนิเวศเฉพาะถิ่นภายในถ้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของเขาสามร้อยยอด นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นบางชนิด ที่ไม่สามารถพบได้ที่อื่นในโลกนี้ เช่น จิ้งจกนิ้วยาวสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Bent-toed Gecko)

    สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมถ้ำได้อย่างสมบูรณ์ และ ตุ๊กกายสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Skink) สัตว์เลื้อยคลานอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนกระบวนการวิวัฒนาการที่โดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ การค้นพบสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่เน้นย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าอนุรักษ์ระดับสากล หากพื้นที่ถูกทำลาย สัตว์เหล่านี้ก็จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงเป็น “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”

    จึงขอเชิญชวนท่านร่วมเดินตามรอยพระบาท ขึ้นไปยังถ้ำพระยานคร ด้วยความเคารพและตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต. นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /วงการบันเทิงเศร้า เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตวัย 76 ปี

    แชร์เนื้อหานี้

    บิณฑ์ ไม่ทิ้งอดีตพระเอกดาวพระศุกร์จัดพิธีวาระสุดท้ายส่งร่าง พล พลาพร
    จากกรณีที่ทางด้าน คุณ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เคยออกมาโพสต์เรื่องเศร้าของคนในวงการบันเทิง เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตลงในบ้านสุขสุดท้าย ด้วย วัย 76 ปี

    สาเหตุจากการติดเชื้อในต่อมลูกหมาก โดยเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.40 น. บ้าน สุขสุดท้าย ที่ทางคุณบิณฑ์ ได้รับคุณ พล พาลาพร ไปดูแลอย่างดีเรื่อยมากระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยทางด้าน คุณบิณฑ์ ได้นำร่างมาประกอบพิธีทางศาสนา ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่คืนวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    ล่าสุดวันนี้ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ทางคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมคณะ และ พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่สนิทและคุ้นเคยกับทางคุณ พล พลาพร

    ได้ร่วมกันจัดพิธี ฌาปนกิจ ให้กับร่างของคุณ พล ณ เมรุ วัดบางพลีใหญ่กลาง โดยการจัดงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย ซึ่งมีบุตรสาวทั้งสองคนเดนิทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    ด้าน คุณ บิณฑ์ ระบุว่า สำหรับ คุณ พล พลลาพร หลังจากล้มป่วยเป็นอัมพาตมาได้ระยะและต้องอยู่ในบ้านพักคนเดียวโดยไม่มีใครดูแลเมื่อห้าปีที่ผ่านมา หลังจากที่ตนเองทราบข่าวก็เดินทางไปรับมาดูแลในบ้านสุขสุดท้ายอย่างดีจนแกมีความสุขดี

    ทุกครั้งที่ตนเองไปที่บ้านสุขสุดท้าย แกจะคอยจับมือบีบมือตนเองจนแน่นเพื่อแสดงออกให้รู้ว่าเขายังแข็งแรงและมีรอยยิ้มมีความสุขอยู่ในบ้านสุขสุดท้าย กระทั่งมาถึงวาระสุดท้ายของแก ซึ่งตนเองก็เสียใจที่สูญเสียแกไป และเมื่อแก

    จากไปก็จึงทำหน้าที่ดูแลจนวาระสุดท้าย ให้ดีที่สุด หากบอกพี่พลให้รับรู้ได้ตนเองก็อยากบอกแกไม่ต้องห่วงอะไรอีก โดยเฉพาะลูกๆสองคนก็เดนิทางมาร่วมงานและมาหาแกแล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางลูกๆจะนำอัฐิแกไปลอยอังคารด้วยตัวเอง


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ทำดี 100 วัน” ลุยใต้! วันที่ 6 จัดเลี้ยงข้าวหมกไก่-มอบถุงยังชีพ ตอกย้ำพลังหนุนจาก ‘ผบช.ภ.9-เลขาฯ ศอ.บต.’

    แชร์เนื้อหานี้

    ความคืบหน้าโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ของแผ่นดิน” โดยการนำของ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (JSD-South) ที่เข้าสู่วันที่ 6 ของการดำเนินงานอย่างเข้มข้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมฯ เปิดเผยถึงการดำเนินกิจกรรมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือและการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพื้นที่ ได้แก่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมหลักในแต่ละวันของโครงการ “ทำดี 100 วัน” เน้นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม โดยวันนี้ ( 31 ต.ค. 68 ) ทางสมาคมสื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดเลี้ยง “ข้าวหมกไก่” และ มอบถุงยังชีพ ให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะขยายมิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

    นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า การช่วยเหลือไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมอบอาหารและถุงยังชีพเท่านั้น แต่ยังมีการดำเนินการในมิติอื่น ๆ ตลอด 6 วันนี้ ได้ดำเนินการ มอบอิฐ สำหรับสร้างและซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้ยากไร้ มอบสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็น ให้กับผู้ป่วยติดเตียง เลี้ยงอาหาร และ มอบข้าวสารอาหารแห้ง โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ วันละ 100 ชุด จำนวน 100 วัน การร่วมกัน พัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในชุมชน นอกจากกิจกรรมภาคสนามแล้ว โครงการยังได้ขยายผลสู่ภาคการศึกษา โดยมีเป้าหมาย โรงเรียนกว่า 100 สถาบัน เข้าร่วมการประกวดกิจกรรม “ทำดี 100 วันเพื่อแม่ของแผ่นดิน”

    นักเรียนจากทั้ง 100 สถาบันนี้ จะเข้าร่วมการประกวด เรียงความ เพื่อชิงรางวัลจากผู้ใหญ่ใจดี โดยสมาคมสื่อมวลชนฯ ได้กำหนดจัด พิธีมอบรางวัลดังกล่าวในวันนักข่าว ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2568 นี้ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมทำความดีในโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสร้างสรรค์สังคมชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้น
    ขณะเดียวกัน

    นางสาวรอกาฮา กามา ครูจากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะมิติของการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดงออกผ่านการประกวดเรียงความ “การที่สมาคมสื่อมวลชนฯ เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วม”ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผ่านการเรียงความนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ขอชื่นชมสมาคมสื่อมวลชนฯ ที่เชิญชวนโรงเรียนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนชนบทที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง อย่างโรงเรียนของตน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่ได้ให้นักเรียนร่วม ‘ทำดี 100 วัน’ เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ แล้วยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับโอกาสได้แสดงออกอีกด้วย”

    นางสาวรอกาฮา ยังกล่าวขอบคุณไปยังภาคีเครือข่ายและผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่เล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนต่อกิจกรรมครั้งนี้อย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อการพัฒนาเยาวชนและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามในพื้นที่ชายแดนใต้ โครงการ “ทำดี 100 วัน” ที่ดำเนินงานต่อเนื่องและขยายผลไปสู่ภาคการศึกษาเช่นนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้เปราะบาง แต่ยังช่วยส่งเสริมศักยภาพและความสามัคคีในชุมชนไปพร้อมกัน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ พระอุโบสถ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คณะพระภิกษุสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย

    ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ จุดเทียนธูปหน้าตูพระธรรม และตัวแทนไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช

    ชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 10 รูป สวดอภิธรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ อบต.บางพลี ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี และประชาชนชาวอำเภอบางพลี เข้าร่วมพิธี


    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แจ้งแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศ และวัดไทยในต่างประเทศ ดำเนินการบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชา พร้อมพระฉายาลักษณ์ หรือพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะภายในพระอุโบสถ

    หรือสถานที่ให้สมพระเกียรติ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบกำหนดสัตตมวาร (7 วัน) ปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) ตามกำหนด

    พร้อมจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ฟังธรรม และถวายสังฆทาน ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลในวันสำคัญตามกำหนด และให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ ในพิธีดังกล่าว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ