คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ป.ป.ช. ประจวบฯ แถลงผลงานปี 2569! ยอดร้องเรียนทะลุ 207 เรื่อง “กระบวนการยุติธรรม” 80% ทุจริตยังรุนแรง

แชร์เนื้อหานี้

 ประจวบคีรีขันธ์ — สถานการณ์ปัญหาการทุจริตในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดงานแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2569 เผยยอดเรื่องร้องเรียนพุ่งสูงถึง 207 เรื่อง สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอภิชาติ ปุณยธัญพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานการแถลงผลงานประจำปี โดยมี นายปราโมท ตั้งซุ่ยยัง ประธานชมรมสตรองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช., คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มชมรม Strong จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายอภิชาติ เปิดเผยสรุปผลการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการปราบปรามการทุจริต ด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน และด้านการป้องกันการทุจริต โดยด้านการปราบปรามฯ พบว่ายอดเรื่องร้องเรียนรวมสุทธิในปีนี้สูงถึง 207 เรื่อง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยภาพรวม 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่เพียง 132 เรื่อง และยังคงมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบรับคำกล่าวหาค้างดำเนินการอีก 100 เรื่อง

เมื่อวิเคราะห์แยกประเภท พบว่า กระบวนการยุติธรรม ครองอันดับหนึ่งอย่างเหนือล้ำด้วยสัดส่วนถึง 81.16% คิดเป็น 168 เรื่อง ทิ้งห่างอันดับถัดไปอย่างมาก ดังนี้ – กระบวนการยุติธรรม 168 เรื่อง (81.16%) สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน: 16 เรื่อง (7.73%)การบริหารงานบุคคล: 15 เรื่อง (7.25%)ที่ดิน: 3 เรื่อง (1.45%)การเงินและการธนาคาร: 2 เรื่อง (0.97%)เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดลักษณะความผิด พบว่าปัญหาการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เป็นประเด็นหลัก

  • การใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต: 12 เรื่อง
  • การจัดซื้อจัดจ้าง: 10 เรื่อง
  • การเรียกรับสินบน: 7 เรื่อง
  • เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์: 5 เรื่อง
  • ในส่วนของการทำงานเชิงรุก มีการรับเรื่องตรวจสอบเบื้องต้นใหม่ 9 เรื่อง (เสร็จสิ้น 24 เรื่อง) และรับเรื่องไต่สวนใหม่ 7 เรื่อง (ไต่สวนเสร็จสิ้น 9 เรื่อง)
  • รับบัญชีทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่ง: 162 บัญชี
  • รับบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง: 134 บัญชี
  • บัญชีที่คณะกรรมการมีมติแล้ว: 56 บัญชี
  • อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ: 5 บัญชี
  • สถานะบัญชีปกติ: 79.39%
  • ประกาศเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินแล้ว: 42 บัญชี

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจวบคีรีขันธ์ ยังเดินหน้าสร้างระบบป้องกันอย่างเข้มข้น:

  • ลงพื้นที่กำกับติดตามหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา รวม 16 ครั้ง
  • คุมเข้มมาตรการป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกเข้าเรียน 1 โรงเรียน
  • เฝ้าระวังโครงการอาหารกลางวันนักเรียนใน 6 โรงเรียนอย่างใกล้ชิด
  • ตั้งโต๊ะเฝ้าระวังโครงการเมกะโปรเจกต์ งบประมาณ 500 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 3 โครงการ
  • ผลักดันหลักสูตร e-Learning สถาบันอุดมศึกษา จำนวน 2 แห่ง

สรุปภาพรวม ป.ป.ช. ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันสถานการณ์ทุจริตในพื้นที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมที่มีเรื่องร้องเรียนสูงเป็นพิเศษ พร้อมย้ำเดินหน้าตรวจสอบเข้มทุกด้าน และสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ระดับรากฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อย่างยั่งยืน

///////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “พ่อเมืองนราธิวาส” ดีเดย์ยึดสวน ร.5 ดักจับสายควัน! ชู “NARATHIWAT MODEL” ปรับโหด 5,000 บาท รับงานใหญ่ “ของดีเมืองนรา 2569”

แชร์เนื้อหานี้

ผู้ว่าฯนราธิวาสผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งสาธารณสุข ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคีเครือข่าย ลุยยกระดับจังหวัดสู่ต้นแบบความเป็นเลิศด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับประเทศ ประกาศพื้นที่สวนสาธารณะเมืองนราธิวาสเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% พร้อมปูพรมเข้มรับเทศกาลใหญ่ “งานของดีเมืองนรา ประจำปี 2569” งัดมาตรการเด็ดขาด “เจอจริง จับจริง ปรับจริง” ปรับสูงสุด 5,000 บาท หวังคุ้มครองประชาชน เด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบางจากพิษภัยควันบุหรี่มือสองและมือสามอย่างยั่งยืน

วันที่11ก.ย.69 ณ สวนสาธารณะเมืองนราธิวาส นายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นำทีมเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายบูรณาการ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองนราธิวาสโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รณรงค์สร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อน “สวนสาธารณะปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า”

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญเพื่อรองรับการจัดงาน “ของดีเมืองนรา ประจำปี 2569” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–21 กันยายน 2569 ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา (สวน ร.5) จังหวัดนราธิวาส โดยมุ่งหวังให้การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและผู้มาร่วมงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนกำชับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างเคร่งครัด

ซึ่งทางจังหวัดได้ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการติดป้าย “ห้ามสูบบุหรี่” ให้เห็นอย่างชัดเจนทั่วบริเวณงาน ซึ่งได้รับการออกแบบป้ายเขตปลอดบุหรี่รูปแบบเฉพาะของจังหวัดเพื่อสร้างการรับรู้ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “NARATHIWAT MODEL : นราธิวาสโมเดล” ซึ่งมุ่งยกระดับการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม และสามารถนำไปเป็นต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับไฮไลต์และมาตรการสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายภายในงานประกอบด้วยการตั้งชุดปฏิบัติการบูรณาการ จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เทศบาล และเจ้าพนักงานตามกฎหมายจากกระทรวงสาธารณสุข มาประจำ ณ จุดสอดส่องดูแลและจุดหน้างาน เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันทีการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษ ดำเนินการปรับทางวินัยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่

โดยช่องทางแจ้งเบาะแสประชาชน จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์พร้อมสแกน QR Code เพื่อให้ประชาชนผู้ร่วมงานสามารถสแกนแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้โดยสะดวกและรวดเร็ว ด้านนายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า เนื่องจากพื้นที่สาธารณะและพื้นที่จัดงานศูนย์กลางเป็นจุดที่มีประชาชนมารวมตัวกันจำนวนมาก การบังคับใช้กฎหมายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ ประการแรก

เพื่อปกป้องสุขภาพของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองและมือสาม และประการที่สอง คือการจำกัดพื้นที่ของผู้สูบ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการลด ละ และเลิกสูบบุหรี่ในที่สุดจังหวัดนราธิวาสจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะมาร่วมงาน “ของดีเมืองนรา ประจำปี 2569” ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด งดเว้นการสูบบุหรี่ทุกประเภทภายในบริเวณงาน เพื่อร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาพที่ดีภายใต้คำขวัญ “ปลอดบุหรี่ ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสุขภาพดีของทุกคน”
///////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / พัทยาแต่งไทยรับคณะทหารเรือสหรัฐฯ นายกเบียร์ชูซอฟต์เพาเวอร์มอบมาลัยผ้าไทยต้อนรับ คาดเงินสะพัด 100 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 กันยายน 2569 ที่โรงแรมฮาร์ดร็อค พัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา และผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับนาวาเอก แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln –

CVN-72) พร้อมกำลังพล โดยมีเจ้าหน้าที่แต่งชุดไทยรอต้อนรับ จากนั้นนายกเมืองพัทยา ได้มอบพวงมาลัยผ้าไทย ให้นาวาเอก แดน คีเลอร์ และกำลังพลบางส่วน ขณะที่นาวาเอก แดน คีเลอร์ ก็ได้มอบแบบจำลองเรือ ซึ่งมีการสลักชื่อนายปรเมศวร์ ให้ไว้เป็นของระลึก

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า การมาต้อนรับในครั้งนี้แทนที่จะให้เป็นพวงมาลัยดอกมะลิใช้แล้วต้องทิ้ง จึงมีการประสานไปทางประธานสภาพัฒนาสตรีเมืองพัทยา ซึ่งมีการทำสินค้าชุมชนผ้าไทยอยู่แล้วให้จัดทำมาลัยผ้าไทย โดยเมื่อแกะออกสามารถใช้ประโยชน์เป็นผ้าพันคอได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนซอฟพาวเวอร์ผ้าไทยได้อีกด้วย

นายกเมืองพัทยา ยังได้กล่าวยินดีต้อนรับ พร้อมขอให้กำลังพลที่มาพักผ่อนท่องเที่ยวมีช่วงเวลาที่ดีที่เมืองพัทยา เมืองพัทยาความผูกพันกับทหารเรือสหรัฐฯ มายาวนาน และมีการมาพักผ่อนเป็นระยะ

แต่ครั้งนี้มีความพิเศษเพราะเป็นเรือรบเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไปปฏิบัติการและใช้เวลายาวนานในทะเล ซึ่งช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ใช้จ่ายจึงหวังว่าการมาขึ้นฝั่งในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งโรงแรมที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว และนวดสปา

“วันนี้สปอตไลต์ทั้งจากไทยและต่างชาติ มองมาที่เมืองพัทยา ซึ่งจะเกิดการกระจายรายได้ในเมืองพัทยา ทหารหนึ่งคนใช้จ่ายประมาณ 100-150 เหรียญ ต่อวัน คาดว่ามีรายได้กระจายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทในทริปนี้“ นายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยา ระบุ

ด้าน พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา เผยว่า ช่วงที่ผ่านมาผู้ช่วยทูตทหาร และกองทัพเรือสหรัฐ ได้มีการพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งในส่วนตำรวจได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง และเมืองพัทยา รวมถึงทุกภาค

ส่วน ในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ที่คิดว่ากำลังพลจะไปท่องเที่ยว ขอให้เชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะดูแลกำลังพลที่มาท่องเที่ยวให้ดีที่สุด รวมถึงนักท่องเที่ยวท่านอื่นด้วย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยบูรณาการดูแลตลอด 24 ชม.

ขณะที่ นาวาเอก แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln – CVN-72) ได้กล่าวยินดีที่ได้มาเยือนเมืองพัทยาในครั้งนี้ ขอบคุณนายกเมืองพัทยาที่ให้การต้อนรับกำลังพลซึ่งทั้งหมดมีความตั้งใจที่จะมาพักผ่อนที่เมืองพัทยา การต้อนรับสู่เมืองพัทยาที่ยอดเยี่ยม ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ สทนช.จัดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ที่จังหวัดนราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (26 ส.ค.69) นายอนิรุทธ์ บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ.2566-2580) ที่ห้องประชุม โรงแรมตันหยง อำเภอเมืองนราธิวาส โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประชาชนจากพื้นที่ 13 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส เข้าร่วม

นายอนิรุทธ์ บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต การเกษตร อุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติกับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชน

พร้อมกันนี้ ได้ชื่นชมการดำเนินงานที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางพัฒนา โดยข้อมูลจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ จะเป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงแผนแม่บทให้มีความสมบูรณ์ สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นางสาวดวงฤทัย มงคลเคหา ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนแม่บททรัพยากรน้ำ 20 ปี และบริบทปัจจุบันของพื้นที่

หลังจากจัดประชุมปฐมนิเทศและรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นแล้ว สทนช. ได้จัดประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการ ข้อมูลสภาพปัญหา ศักยภาพ และทิศทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งเปิดเวทีให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาทั้งนี้ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนจะถูกนำไปปรับปรุงแผนและแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืน

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์พยอม รัตนมณี ผู้จัดการโครงการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า หลังจากการประชุมปฐมนิเทศที่ผ่านมา คณะผู้ดำเนินงานได้รวบรวมข้อมูลและศึกษาความก้าวหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีนำเสนอผลการดำเนินงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และปัญหาจากทุกภาคส่วนในพื้นที่โดยข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปบูรณาการร่วมกับการศึกษาทางวิชาการ เพื่อจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

นางสาวดวงฤทัย มงคลเคหา ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่าวันนี้เป็นการประชุมกลุ่มย่อยที่ 1 ของโครงการจัดทำแผนแม่บทของพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 ล่าง โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำ “แผนแม่บท” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างครบถ้วนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายสำคัญของการจัดทำแผนแม่บท คือการนำไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยพื้นที่ที่อยู่ในขอบเขตการศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา รวมถึงพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อยการดำเนินงานครั้งนี้ต้องการมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำให้ครอบคลุมทุกระบบและทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพน้ำ เพื่อให้สามารถวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการบริหารจัดการในระยะยาว เพื่อให้เกิดประโยชน์และความยั่งยืนกับประชาชนในพื้นที่

สำหรับการจัดทำแผนแม่บทในครั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ได้ว่าจ้างที่ปรึกษา คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้เข้ามาดำเนินการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของลุ่มน้ำในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทมีข้อมูลที่ครบถ้วนและครอบคลุมทุกมิติสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือ มิติการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่ เพราะการบริหารจัดการน้ำจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่และได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำโดยตรง

ดังนั้น ในการจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ จึงต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา ความต้องการ และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการหรือแนวทางต่าง ๆ ที่จะนำเข้ามาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำไม่ว่าจะเป็น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง หรือปัญหาด้านคุณภาพน้ำ ประชาชนในพื้นที่จะมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างไร ก็สามารถสะท้อนข้อมูลเหล่านั้นเข้ามา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประกอบการพิจารณาและออกแบบแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่

การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจึงถือเป็นส่วนสำคัญของการศึกษา เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทและปัญหาที่แตกต่างกัน การนำข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่มาประกอบการจัดทำแผน จะช่วยให้แผนแม่บทที่ออกมามีความเหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนท้ายที่สุด เป้าหมายของการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำภาคใต้ 2 ล่าง คือการสร้างกรอบการบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมทุกระบบ ทุกมิติ และสามารถตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 ล่าง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป
////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทส. ลุยฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำตกห้วยแก้ว ชูโมเดล “ป่าเปียก” สู้ไฟป่า-ต่อลมหายใจสัตว์ป่า

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายพิชิต สมบัติมาก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามภารกิจ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ โดยมี นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการในสังกัด ทส.

ในพื้นที่ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำตกห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้น นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโดยรอบในพื้นที่ของโครงการ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นคืนความสมดุลของระบบนิเวศ ดึงความชุ่มชื้นกลับสู่ธรรมชาติ

ทั้งนี้ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้มอบนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงรุก โดยเน้นย้ำให้เกิดการบูรณาการข้ามหน่วยงานภายใน ทส. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับโครงการไปสู่การสร้าง “ป่าเปียก” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกลไกนี้จะเป็นกุญแจสำคัญ

ในการกักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มแหล่งน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์สำหรับใช้ในภารกิจดับไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการปลูกป่าทดแทน เพื่อฟื้นฟูผืนป่าเชียงใหม่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ต่อไป……

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ น้ำทะเลซัดตลิ่งสวนสาธารณะริมทะเลกระทิงรายพังกว่า 20 เมตร นักออกกำลังกายวอนแก้ไข

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปออกกำลังกายบริเวณสวนสาธารณะเมืองพัทยาริมชายหาดกระทิงรายว่าน้ำทะเลได้ซัดจนตลิ่งสวนสาธารณะได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจสอบ

พบว่าบริเวณริมตลิ่งช่วงกลางโครงการสวนสาธารณะ น้ำทะเลได้ซัดจนตลิ่งพังเป็นแนวยาวกว่า 20 เมตร ทำให้ดินใต้ฐานทรุดตัวจนพื้นปูนแตก และทำให้ช่วงปลูกต้นไม้ริมทะเลบริเวณดังกล่าวแตกพังจำนวน 3 จุด รวมทั้งฟุตปาธใกล้ที่นั่งพักได้รับความเสียหายด้วย

ข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นเป็นต้นไปจะมีประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักออกกำลังกาย นักเรียน นักศึกษา มาออกกำลังกายบริเวณสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งเดิน วิ่งและปั่นจักรยาน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการซ่อมแซมปรับปรุงในส่วนที่ได้รับความเสียหายด้วย

เลขานายกพัทยา‘ ลงพื้นที่ตรวจสอบตลิ่งพังริมหาดกะทิงราย สั่งปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ก่อนชงนายกฯ หาแนวทางแก้

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและสำรวจความเสียหายบริเวณทางเดินเท้าภายในสวนสาธารณะเมืองพัทยาริมหาดกะทิงราย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังรับทราบข้อร้องเรียนจากประชาชนไปออกกำลังกายที่สถานที่ดังกล่าวในการเบื้องต้น พบว่าริมตลิ่งทางเดินเท้าและแนวกั้นคลื่นได้รับความเสียหายเป็นทางยาวกว่า 50 เมตร

นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการเมืองพัทยา ที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาทำนองนี้มาแล้ว โดยพบว่าแนวกั้นคลื่นระยะทางรวม 59 เมตร ได้รับความเสียหายตลอดแนว ทำให้น้ำทะเลเข้ากัดเซาะตลิ่งพัดพาดินใต้ทางเดินเท้าจนเป็นช่องกว้าง ส่งผลให้พื้นทางเดินเท้า และช่องปลูกต้นไม้เสียหาย

โครงการก่อสร้างกำแพงกันดิน ชายหาดกะทิงราย ความยาวประมาณ 59 เมตร เมืองพัทยาได้ประกาศหาผู้รับจ้าง ด้วยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจำนวน 2 ครั้ง แต่ไม่มีผู้รับจ้างยื่นข้อเสนอ จึงได้ทำการยกเลิกการยื่นข้อเสนอ และจะดำเนินการออกแบบใหม่ พร้อมจัดทำราคากลางใหม่ โดยงานที่จะออกแบบใหม่จะมีความยาวเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยออกแบบไว้ เนื่องด้วยพื้นที่มีการกัดเซาะยาวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาทำแผงรั้วเหล็กมาปิดกั้นบริเวณที่อาจเกิดอันตราย พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน และคนที่มาใช้สถานที่ออกกำลังมีความระมัดระวัง โดยเมืองพัทยาจะได้เร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนในการเบื้องต้นไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และจะได้นำข้อมูลรายงานต่อนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เพื่อหาแนวทางแก้ไขซ่อมแซมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

ส.F&B ภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย เตรียมจัดโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโอกาส มูลนิธิบ้านจริงใจพัทยา 31 ส.ค.นี้

ดร.ศุภชัย ศรีทับทิม นายกสมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออก เตรียมจัดโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโิอกาส มูลนิธิบ้านจริงใจพัทยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาส ด้วยการสนับสนุนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องแต่งกาย และของใช้ทั่วไป ให้แก่เด็กๆ ในดูแลของมูลนิธิฯ

และเป็นการสนับสนุนการศึกษา โดยจะได้มอบอุปกรณ์การเรียนเพื่อเพิ่มโอกาสและความพร้อมในการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ตลอดจนเพื่อส่งเสริมจิตสาธารณะและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นศูนย์กลางให้สมาชิกสมาคมฯ และประชาชนทั่วไปได้ร่วมแบ่งปันน้ำใจ สร้างประโยชน์คืนสู่ชุมชนท้องถิ่น

สมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออกฯ ชวนประชาชนทั่วไปร่วมบริจาคสิ่งของ ในโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโอกาส ที่มูลนิธิบ้านจริงใจ พัทยา วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13:00 – 15:00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คุณโบว์ (เลขาธิการสมาคมฯ) หมายเลข 097-354 0514 และคุณโฮม (นายกสมาคมฯ) 089-086 4441

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ณ รร.บางระจันวิทยาจ.สิงห์บุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 19.39 น.ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมสมาชิกและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อมทรง #เปิดชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ณ #โรงเรียนบางระจันวิทยา อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

โดยมี #นายวราดิศร_อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรสิงห์บุรี หัวหน้าศาล นำหัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชน ร่วมรับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง

จังหวัดสิงห์บุรีได้ดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มาอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ปี โดยบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ให้เยาวชน “กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก” และยึดมั่นในค่านิยม “เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด” การดำเนินงานปัจจุบันมีสมาชิกอายุ 6 – 24 ปี จำนวน 39,495 คน (คิดเป็นร้อยละ 82)

มีชมรมรวม 284 ชมรม ครอบคลุมทั้งสถานศึกษา ชุมชน สถานประกอบการ สถานพินิจฯ เรือนจำ และสำนักงานคุมประพฤติ พร้อมศูนย์เพื่อนใจฯ อีก 40 แห่ง โดยจังหวัดสิงห์บุรีเป็น “#จังหวัดต้นแบบระดับเงิน”

โดยมีผลงานชมรมเด่น ดังนี้กลุ่มต้นแบบระดับทอง: เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรีกลุ่มต้นแบบระดับเงิน: สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี, บริษัท คอมพาวเคลย์ จำกัด และโรงเรียนบางระจันวิทยากลุ่มดีเด่นระดับประเทศ: ชุมชนบ้านท่าข้ามกลาง

สำหรับศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE โรงเรียนบางระจันวิทยา เปิดให้บริการทั้ง onsite และ online ภายใต้แนวคิด “ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา พัฒนา EQ” พร้อมส่งเสริมทักษะอาชีพหลากหลาย อาทิ การทำดอกไม้จากเกล็ดปลา ลายผ้ารวงทอง ตุ๊กตาชาววัง งาน Coding และเครื่องประดับศิราภรณ์

ในโอกาสนี้ ได้พระราชทานพระอนุญาตให้สมาชิกโครงการ “ใครติดยายกมือขึ้น” จากสถานพินิจฯ และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี เข้าเฝ้ารับพระราชทานกำลังใจเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมทั้งพระราชทานคำแนะนำแก่ตัวแทนเยาวชนเพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป

ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี รับสิ่งของพระราชทานจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ในโอกาสเสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ณ โรงเรียนบางระจันวิทยา

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 19.39 น. #ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมสมาชิกและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อม #ทรงเปิดชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ณ โรงเรียนบางระจันวิทยา อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

ในการนี้ #นายวราดิศร_อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าศาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชนชาวจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมเฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง และในช่วงส่งเสด็จกลับ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี #ได้รับสิ่งของพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่จังหวัดสิงห์บุรีและผู้ปฏิบัติงานโครงการ TO BE NUMBER ONE เป็นอย่างยิ่ง

จังหวัดสิงห์บุรีดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 ปี โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตาม 3 ยุทธศาสตร์หลักของโครงการ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมให้ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก” และยึดมั่นในค่านิยม “#เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด”

ปัจจุบันจังหวัดสิงห์บุรีมีสมาชิกโครงการ TO BE NUMBER ONE อายุระหว่าง 6–24 ปี จำนวน 39,495 คน คิดเป็นร้อยละ 82 มีชมรม TO BE NUMBER ONE จำนวน 284 ชมรม ครอบคลุมสถานศึกษา ชุมชน สถานประกอบการ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เรือนจำ และสำนักงานคุมประพฤติ รวมทั้งมีศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE จำนวน 40 แห่ง โดยจังหวัดสิงห์บุรีได้รับการยกระดับเป็น “จังหวัดต้นแบบระดับเงิน”

สำหรับผลงานชมรม TO BE NUMBER ONE ที่มีความโดดเด่น ได้แก่กลุ่มต้นแบบระดับทอง คือ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรีกลุ่มต้นแบบระดับเงิน ได้แก่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี บริษัท คอมพาวเคลย์ จำกัด และโรงเรียนบางระจันวิทยาและกลุ่มดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ ชุมชนบ้านท่าข้ามกลาง

ด้านศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE โรงเรียนบางระจันวิทยา เปิดให้บริการทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ภายใต้แนวคิด “ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา พัฒนา EQ” พร้อมส่งเสริมทักษะอาชีพและการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การทำดอกไม้จากเกล็ดปลา การออกแบบลายผ้ารวงทอง การทำตุ๊กตาชาววัง งาน Coding และการจัดทำเครื่องประดับศิราภรณ์ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

โอกาสเดียวกันนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานพระอนุญาตให้สมาชิกโครงการ “ใครติดยายกมือขึ้น” จากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี เข้าเฝ้ารับพระราชทานกำลังใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมพระราชทานคำแนะนำแก่ตัวแทนเยาวชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองต่อไป

การเสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในครั้งนี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นขวัญกำลังใจแก่เด็กและเยาวชน สมาชิกโครงการ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของจังหวัดสิงห์บุรี ในการร่วมกันขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ท่านพัฒนา พร้อมพัฒพัฒน์) ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.15 น. ท่านพัฒนา พร้อมพัฒพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่โรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี สส.จังหวัดลพบุรี เขต1 เขต 2 และเขต 3 พรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี

นายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง) คณะผู้บริหาร กรรมการบริหารโรงพยาบาลโคกสำโรง เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง ร่วมต้อนรับ ณ บริเวณโรงพยาบาลโคกสำโรง รัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางเยี่ยมชม อาคารหลวงปู่บุญตา โรงพยาลโคกสำโรง และสถานที่ฟอกไตเทียมโรงพยาบาลโคกสำโรงนายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง กล่าวต้อนรับพร้อมนำเสนอแผนพัฒนาโรงพยาบาลโคกสำโรง และขอรับสนับสนุน รัฐมนที่ว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อเสนอแนะและมอบนโยบายสอบถาม เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง

จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการ สถานที่ก่อสร้างหน่วยไตเทียม และรับฟังบรรยายถึงอาคารผู้ป่วยใน 7 ชั้น บูธให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บูธคัดกรองกล่า 80 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลโคกสำโรงได้เติบโตจากศูนย์ศาลาขนาดเล็กพัฒนาสู่โรงพยาบาลชุมชน ที่เป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อำเภอโคกสำโรงและพื้นที่ใกล้เคียงจากโรงพยาบาลขนาด 10 เตียงขยายเป็น 30 เตียงและพัฒนามาเป็นโรงพยาบาล 120 เตียง พร้อมเพิ่มศักยภาพการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของประชาชน

ปัจจุบันโรงพยาบาลโคกสำโรงมีภารกิจที่มากกว่าการรักษาผู้ป่วยทั่วไป แต่เป็นโรงพยาบาลแม่ขายที่ให้บริการประชาชนในหลายอำเภอรวมถึงเป็นจุดรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุจากเส้นทางคมนาคมสายหลักของประเทศ จำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดภาวะความแออัดของหอผู้ป่วยอัตราการครองเตียงสูงเกินศักยภาพในหลายช่วงเวลาบุคลากรต้องปฏิบัติงานภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ ขณะที่ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความไม่สะดวกในการเข้ารับบริการ แม้โรงพยาบาลจะพยายามปรับปรุงและขยายบริการมาโดยตลอด รวมถึงการจัดตั้งหน่วยไตเทียมและพัฒนาระบบบริการด้านต่างๆ

แต่พื้นที่อาคารเดิมไม่สามารถรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป การก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 7 ชั้น จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาล อาคารแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มจำนวนเตียงลดความแออัดพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการรักษาเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและรองรับการขยายบริการทางการแพทย์ในอนาคต ไม่เพียงตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในวันนี้ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุซับซ้อนและเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

โรงพยาบาลโคกสำโรงเติบโตได้ด้วยพลัของบุคลากรความร่วมมือของภาคีเครือข่ายและการสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วน วันนี้ถึงเวลาอีกหนึ่งก้าวสำคัญการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 7 ชั้นไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ แต่คือการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สร้างความปลอดภัยให้ผู้ป่วยและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขของจังหวัดลพบุรี โรงพยาบาลโคกสำโรงพร้อมก้าวสู่อนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนทุกคน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดฉาก “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดการค้าเสรีระดับโลก

แชร์เนื้อหานี้

ประจวบคีรีขันธ์ เปิดฉาก “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดการค้าเสรีระดับโลก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เปิดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” อย่างเป็นทางการ ภายใต้โครงการ

พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายช่องทางการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การค้าระหว่างประเทศ โดยมีพาณิชย์จังหวัด ผู้ซื้อ นักลงทุน คณะผู้แทนทางการค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งในรูปแบบการร่วมงานในสถานที่จริง และการเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์จากต่างประเทศ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญและมิติใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวทางผ่านและเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม มุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าเชื่อมโยงภูมิภาค” โดยเป็นพื้นที่สร้างโอกาสทางการค้าจริงที่เชื่อมโยงความต้องการของผู้ซื้อ (Demand) และผู้ขาย (Supply)

ได้อย่างตรงจุด หลังจากที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับการบ่มเพาะและยกระดับศักยภาพจากการอบรมเชิงลึกพร้อมคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง ให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจของผู้ซื้อและนักลงทุนระดับสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แสดงศักยภาพ นำเสนอจุดเด่น นวัตกรรม และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อรายใหญ่ สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ

ซึ่ง นางสาว อภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯได้กล่าวเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าด้วยความมั่นใจ ใช้ทักษะและความรู้ในการเจรจาการค้า พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้ซื้อเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจ โดยคาดหวังว่ากิจกรรมในวันนี้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นำไปสู่การลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOU) การเกิดคำสั่งซื้อสินค้ามูลค่ามหาศาล และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายาก ปรากฏโชว์ตัวใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่า

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด บันทึกภาพนาทีประวัติศาสตร์ เลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายาก เดินอวดโฉมอย่างสง่างามบริเวณใกล้ที่ทำการอุทยานฯ สร้างความตื่นเต้นและยินดีให้กับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวที่พบเห็น

เลียงผา (Capricornis sumatraensis) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในธรรมชาติ โดยมักอาศัยอยู่ตามภูเขาหินปูนที่สูงชันและเงียบสงบ การปรากฏตัวของเลียงผาในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

นายเอกฤทธิ์ ดวงมาลา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เปิดเผยว่า “การได้พบเห็นเลียงผาในระยะใกล้เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผืนป่าสามร้อยยอดเป็นบ้านที่ปลอดภัยและสมบูรณ์สำหรับสัตว์ป่าหายากชนิดนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

ชาวบ้านในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ และนักท่องเที่ยวที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ ทั้งนี้ อุทยานฯ จะยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามมาตรการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลาดตระเวนเฝ้าระวัง การศึกษาวิจัย และการรณรงค์สร้างจิตสำนึก เพื่อให้เลียงผาและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ได้อย่างยั่งยืน”

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ อย่างเคร่งครัด ไม่รบกวนสัตว์ป่า ไม่ทิ้งขยะ และช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าสามร้อยยอดไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป.

เทศบาลหัวหินลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเช่าบ่อฝ้าย หลังโซเชียลตั้งข้อสงสัยเรียกเก็บเงินเพิ่ม เจ้าหน้าที่ตรวจพบ มีการระบุในสัญญาเช่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน พร้อมด้วย พันจ่าเอกเรื่องเดช สิทธิชัย หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักปลัดเทศบาล นายภูมิรินทร์ สุขประเสริฐ รก.หัวหน้าฝ่ายควบคุมและจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม กอง

สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในฐานะ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประจำเทศบาลนครหัวหิน ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องพักในชุมชนบ่อฝ้าย หลังมีกระแสข่าวในสื่อออนไลน์ว่า ผู้เช่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมจากค่าเช่ารายเดือน

นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน กล่าวว่า ประเด็นข้อสงสัยในสื่อออนไลน์ดังกล่าว นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน มีความห่วงใยผู้ที่เกี่ยวข้องจึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้คำแนะนำในข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ในกรอบอำนาจหน้าที่ของเทศบาลนครหัวหิน

ด้านพันจ่าเอกเรื่องเดช สิทธิชัย หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักปลัดเทศบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตรวจสอบสัญญาเช่าห้องพัก ซึ่งทางผู้ประกอบการมีเอกสารแสดงทั้งหมด พร้อมทั้งตรวจ เตือน ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายหอพัก กฎหมายการสาธารณสุข และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

”ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บเงินเพิ่มเติม 300 บาท จากค่าเช่าห้องพักรายเดือน กรณีนำบุคคลภายนอกเข้าพักในห้องพักนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ในสัญญาเช่าห้องพัก มีการระบุรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยในห้องพัก โดยมีการทำสัญญากันไว้ระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่า ทั้งนี้ผู้ให้เช่าชี้แจงว่า มีการทำความเข้าใจกับผู้เช่าแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดผู้เช่าเข้าใจ และยังพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักตามปกติ“


นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ซิ่งหนีไม่รอด! จับหนังหมูเถื่อน 2.5 ตัน ชนการ์ดเรลกลางมุกดาหาร ศพร.รวบคนขับ ยึดของกลาง 130 กระสอบ ขยายผลถึงเครือข่ายนำเข้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดปฏิบัติการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบขนส่งหนังหมูเถื่อนเข้าสู่พื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์และติดตามเป้าหมายอย่างใกล้ชิด

ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บจ 7838 มุกดาหาร มีลักษณะตรงตามข้อมูลที่ได้รับ จึงสะกดรอยติดตามเพื่อตรวจสอบ แต่เมื่อผู้ขับขี่รู้ตัวว่าถูกติดตาม ได้เร่งเครื่องหลบหนีไปตามถนนสายด่านคำ–คำตุนาง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

กระทั่งถึงช่วงทางโค้งบริเวณหน้าสวนน้ำยิ้มแย้ม รถกระบะคันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งชนการ์ดเรลข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ขับขี่ไว้ได้ ทราบชื่อคือ นายพรสุทธิวัฒน์ จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบสีเขียวจำนวน 130 กระสอบ

ภายในบรรจุหนังหมู น้ำหนักรวมประมาณ 2.5 ตัน จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า หนังหมูดังกล่าวมีต้นทางจากประเทศเยอรมนี ลำเลียงผ่านประเทศเวียดนาม ก่อนถูกลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมนำส่งด่านกักกันสัตว์เพื่อดำเนินการฝังกลบและทำลายตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านโรคระบาดและความปลอดภัยทางอาหาร ขณะเดียวกันได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลถึงเครือข่ายผู้นำเข้า ผู้ร่วมขบวนการ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างละเอียด

รวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร กฎหมายด้านการกักกันสัตว์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหารและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ฯ ออกโรงป้องภาคเกษตรปศุสัตว์หลังจีนยื่นขอเปิดตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกมาไทย ชี้ใครเซ็นอนุญาตคนนั้นขายชาติ เผยกว่าจะกลายเป็นครัวโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายกสมาคมไก่ฯ ออกโรงป้องภาคเกษตรปศุสัตว์หลังจีนยื่นขอเปิดตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกมาไทย ชี้ใครเซ็นอนุญาตคนนั้นขายชาติ เผยกว่าจะกลายเป็นครัวโลก กว่าเนื้อไก่ไทยจะได้รับการยอมรับเรื่องมาตรฐานส่งออกลำบากแค่ไหน นักการเมืองไม่รู้ให้มาถาม ยันระบบผลิตไทยเพียงพอทั้งบริโภคและส่งออก

จากกรณีที่ กรมปศุสัตว์ ได้ออกมายืนยันว่า ประเทศจีน ได้ยื่นคำขอเปิดตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกมายังประเทศไทย พร้อมระบุว่ายังเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง โดยยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าแต่อย่างใด และต้องผ่านกระบวนการพิจารณาความปลอดภัย รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรอย่างรอบคอบก่อนนั้น

วันนี้ ( 28 ก.ค.69) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ ได้ออกโรงต้านการเปิดตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ปีกให้กับประเทศจีน เผยกว่า 30 ปีที่สมาคมฯ เดินหน้าต่อสู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตไก่ของไทย ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ เพื่อสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกจนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็น “ครัวของโลก”

ดังนั้น หากรัฐบาลอนุมัติให้มีการนำเข้าไก่จากประเทศจีน จะถือว่าเป็นรัฐบาลที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมาก เพราะในอดีต เกษตรกรไทย ต้องล้มลุกคลุกคลานกับปัญหาราคาทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ จนสามารถพัฒนาระบบการเป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออกที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และยังสามารถช่วยให้คนไทยได้รับประทานเนื้อไก่ที่มีคุณภาพ โดยที่ภาครัฐไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือ

แต่ในวันนี้ เมื่อตลาดส่งออกเนื้อไก่ของไทยกำลังไปได้ดีในต่างประเทศ จากการยอมรับเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดีจนอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไก่ในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งทำงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และยังสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

“ กว่าพวกเราจะมีความมั่นคงอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านความยากลำบากมาอย่างมาก เพิ่งจะมีความสุขได้เพียงไม่กี่ปี หากรัฐบาลไทย อนุมัติให้นำเข้าไก่จากจีน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องโรคที่อาจติดเข้ามา เพราะเรายังไม่ทราบมาตรฐานด้านสุขอนามัย ด้าน Food Safety และความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ ที่อาจมากับสินค้านำเข้า”

ดร.ฉวีวรรณ ยังเผยอีกว่าที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ทราบดีว่า เกษตรกรไทยถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนมากเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัย ที่หลายครั้งแทบจะรับภาระไม่ไหว แต่สุดท้ายรัฐบาล กลับจะมีการอนุมัติให้นำเข้าไก่จากจีน โดยไม่คำนึถึงเรื่องของสุขอนามัยและผลกระทบรุนแรงที่อาจมีโรคอีกหลายชนิดตามมา จึงอยากถามผู้ที่มีแนวคิดในเรื่องนี้ว่า กำลังจะพาประเทศไทย ไปในทิศทางใด

พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทย ผลิตเนื้อไก่ได้เพียงพอต่อความต้องการและมีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดีที่สุดจนได้รับการยอมรับจากประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ส่งสินค้าประเภทนี้ให้กัน

“ ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ติดอันดับโลก แล้วเหตุใดเราจึงต้องนำเข้าไก่จากจีน หากมีเชื้อโรคติดเข้ามา ลูกค้าต่างประเทศ ที่เคยเชื่อมั่นสินค้าไทยอาจยกเลิกคำสั่งซื้อทั้งหมด ซึ่งก็จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านปศุสัตว์ และเกิดความเสียหายอย่างมหาศาลอีกหลายด้านและตัวอย่างก็มีให้เห็นทั้งเรื่องทุเรียน มะพร้าว และปัญหาสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญยังจะทำให้คนไทยที่จบการศึกษาต้องตกงานอีกมาก เช่นเดียวกับกรณีที่ กรมปศุสัตว์ เผยว่าจะต้องมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรก่อนนั้น ดิฉันมองว่าแค่คิดจะจัดเวทีในประเด็นนี้ก็ผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถกเถียง เพราะกว่าที่ประเทศไทย จะเป็นครัวของโลกที่สะอาดที่สุด เราต้องพัฒนาทั้งด้านสุขอนามัย Food Safety และระบบ Biosecurity มาอย่างหนัก”

ดร.ฉวีวรรณ ยังเผยถึงมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่ของไทยในแต่ละปีว่ามีจำนวนหลายแสนล้านบาท ขณะที่ตลาดภายในประเทศ ก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทเช่นกัน เพราะไก่และไข่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี ราคาย่อมเยา และผู้ประกอบการไทย สามารถควบคุมโรคจนทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจจนกลายเป็นอาหารหลักของคนไทยได้

วันนี้ คนไทย จำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของผู้เลี้ยง ผู้ขาย และผู้ส่งออก โดยในฐานะนายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอยืนยันว่าจะไม่ยอม หากรัฐบาลเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาเป็นผู้ส่งออกในประเทศไทย เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมของเรามีความพร้อมทุกด้าน ทั้งบุคลากรที่มีความรู้เรื่องการเลี้ยง การควบคุมสุขอนามัย และการป้องกันโรค

ดังนั้นหาก นักการเมืองรายใด เซ็นยินยอมเปิดตลาดเนื้อไก่ไทยให้จีน ย่อมถือว่าบุคคลนั้น รัฐบาลนั้น คือคนขายชาติและยังเป็นกลุ่มคนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมาก เพราะ จีน นอกจากจะเป็นทั้งคู่แข่งในการส่งออกเนื้อไก่กับไทยแล้ว วันนี้ยังมีแน้วโน้มว่าจะใช้เกลไกด้านราคา เข้ามาทุบตลาดเนื้อไก่ไทย และสิ่งที่ภาคเกษตรปศุสัตว์ของไทยควรได้รับจากรัฐบาล และหน่วยงานรัฐคือ เรื่องของการให้กำลังใจและการสนับสนุน ไม่ใช่การกำหนดมาตรการทำลายอุตสาหกรรมของตัวเอง ที่สำคัญในวันนี้ ผู้ประกอบการไทย มีความสามารถในการผลิตอาหารฮาลาน ส่งขายในตลาดตะวันออกกลาง จนได้รับการยอมรับจากชาวมุสลิมทั่วโลก

“ สุดท้ายนี้ ดิฉันอยากเชิญชวนให้คนไทยรับประทานไก่ไทย เพราะเป็นโปรตีนคุณภาพดี มีมาตรฐานด้านสุขอนามัยครบถ้วน ราคาย่อมเยาว์ และการเลือกบริโภคไก่ไทยยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูก ผู้เลี้ยง และผู้ประกอบการของประเทศไทยทั้งระบบ เราไม่จำเป็นต้องไปซื้อสินค้าจากที่อื่น ขอให้สนับสนุนสินค้าไทยของเราเพื่อช่วยคนไทยด้วยกัน” ดร.ฉวีวรรณ กล่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“หมูแดง” ฮิปโปแคระสวนสัตว์โคราช ฟันธง เลือก “สเปน” คว้าแชมป์โลก ดวลคำทำนาย “หมูเด้ง” สร้างสีสันก่อนเกมนัดชิง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์จัดแสดงฮิปโปแคระ สวนสัตว์นครราชสีมา นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา จัดกิจกรรมสร้างสีสันก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ คู่ระหว่างทีมชาติสเปน พบ ทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งจะแข่งขันในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 02.00 น. โดยให้ “หมูแดง” ฮิปโปแคระเพศเมีย ร่วมทายผลการแข่งขัน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมชมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ภายในกิจกรรม เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมอาหารจำนวน 2 ถาด โดยปักธงชาติสเปนและธงชาติอาร์เจนตินาไว้ในแต่ละถาด อาหารทั้งสองชุดมีชนิดและปริมาณใกล้เคียงกัน ประกอบด้วยหญ้าสำหรับสัตว์ ฟักทอง แครอท มะละกอ และผักบุ้ง ซึ่งเป็นอาหารแบบผสมที่นักโภชนาการสัตว์จัดเตรียมไว้เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ก่อนปล่อยให้ “หมูแดง” เลือกถาดอาหารตามธรรมชาติ

ผลปรากฏว่า “หมูแดง” เดินตรงไปเลือกถาดอาหารที่ปักธงชาติสเปน ส่งผลให้การทำนายครั้งนี้ชี้ว่า ทีมชาติสเปนจะเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก สร้างความคึกคักและเสียงเชียร์จากผู้ที่มาร่วมชมกิจกรรม

นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรมให้ “หมูแดง” ทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นเพื่อสร้างสีสันและความสุขให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยหมูแดงมีอายุประมาณ 3 ปี เป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมเป็นธรรมชาติ การควบคุมการเลือกหรือการเคลื่อนไหวทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นผลการเลือกจึงเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณของสัตว์

ที่ผ่านมา หมูแดงเคยร่วมทายผลการแข่งขันกีฬาหลายครั้ง มีทั้งทายถูกและทายผิด ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงและสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น ทางสวนสัตว์ไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการพนันแต่อย่างใด ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไร ก็ขอแสดงความยินดีกับทีมผู้ชนะ และขอเป็นกำลังใจให้ทีมที่พ่ายแพ้ พร้อมหวังว่าประชาชนชาวไทยจะมีความสุขกับการรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้

นายธนชนกล่าวเพิ่มเติมว่า การทายผลครั้งนี้ยังเป็นการประชันคำทำนายกับ “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระชื่อดัง ซึ่งเลือกทีมชาติอาร์เจนตินา ทำให้ทั้งสองตัวเลือกทีมตรงข้ามกัน เพิ่มความสนุกและสีสันให้แฟนฟุตบอลได้ร่วมลุ้นว่า ระหว่างหมูแดงกับหมูเด้ง ใครจะทายผลได้แม่นยำกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าหมูเด้งทายผลผิดมาแล้ว 2 นัด ทำให้หลายคนจับตาว่า การทำนายของหมูแดงในครั้งนี้จะสามารถทายผลได้ถูกต้องและพลิกสถานการณ์กลับมาได้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความสุข ความบันเทิง และส่งเสริมการท่องเที่ยวของสวนสัตว์นครราชสีมาในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สมเด็จพระสังฆราช โปรดประทานกัปปิยภัณฑ์แก่ พระอาพาธ 5 รูป เหตุรถพุ่งชนพระธุดงค์ ผู้ว่าฯ มุกดาหารร่วมพิธีสืบสานประเพณีเยียวยาจิตใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานกัปปิยภัณฑ์แก่พระภิกษุอาพาธจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุขณะเดินจาริกธุดงค์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร

ในการนี้ นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เชิญกัปปิยภัณฑ์พระประทานมายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อถวายแด่พระภิกษุอาพาธที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

จากนั้น นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้เชิญกัปปิยภัณฑ์พระประทานไปถวายแด่พระภิกษุอาพาธ จำนวน 5 รูป ณ ตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมี นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุต คณะสงฆ์จังหวัดมุกดาหาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระสังฆราช ก่อนเข้าเยี่ยมถวายกำลังใจพระภิกษุอาพาธ

พระภิกษุอาพาธที่ได้รับพระเมตตาโปรดประทานกัปปิยภัณฑ์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระภิกษุเยือน หาญชัย, พระภิกษุสุริยา เสียงใส, พระไพรวัลย์ พันโยธา, พระภิกษุพงษ์สันต์ ปานมน และพระภิกษุพิศิษย์ อ่อนยอง ซึ่งยังคงพักรักษาอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุภายใต้การดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด

โอกาสเดียวกัน คณะผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร คณะสงฆ์ และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ถวายกำลังใจแก่พระภิกษุอาพาธ พร้อมติดตามอาการและรับฟังรายงานการรักษาจากคณะแพทย์ของโรงพยาบาลมุกดาหาร

การโปรดประทานกัปปิยภัณฑ์ในครั้งนี้ นับเป็นพระเมตตาของสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงห่วงใยพระภิกษุผู้ประสบเหตุ และเป็นขวัญกำลังใจแก่พระภิกษุอาพาธ คณะสงฆ์ รวมถึงญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะพระธุดงค์ในจังหวัดมุกดาหาร

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารนำพิธีสวดถอดถอนจุดโศกนาฏกรรมพระธุดงค์ สร้างสิริมงคลให้พื้นที่ ผู้ว่าฯ มุกดาหารร่วมพิธีสืบสานประเพณีเยียวยาจิตใจประชาชน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณตลาดนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุรถกระบะพุ่งชนขบวนพระภิกษุที่กำลังจาริกธุดงค์จนเป็นเหตุให้มีพระภิกษุมรณภาพและได้รับบาดเจ็บหลายรูป พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พระวิฑูรวชิรโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ได้นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีสวดถอดถอนตามประเพณีโบราณ โดยมี นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเข้าร่วมพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พระราชรัตนโมลี กล่าวว่า คณะสงฆ์และจังหวัดมุกดาหารได้ร่วมกันประกอบพิธีตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมา เมื่อเกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีภารกิจมาก แต่ก็ให้ความสำคัญกับความทุกข์ของประชาชน ขณะที่คณะสงฆ์ก็พร้อมให้ความร่วมมือในทุกด้าน เพื่อช่วยสร้างความสบายใจแก่ประชาชนและหน่วยงานราชการ จึงได้จัดพิธีสวดถอดถอนขึ้นในครั้งนี้

ทั้งนี้ การประกอบพิธีมีวัตถุประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและสิ่งไม่ดีให้ออกจากพื้นที่ที่เกิดเหตุ พร้อมเสริมความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ ญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าของพื้นที่ และประชาชนทั่วไป ให้เกิดความสบายใจและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความมั่นคงทางจิตใจ

ด้าน พระครูศิริปุญญกิจ เจ้าอาวาสวัดบรรพตมโนรมย์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนขบวนพระภิกษุที่กำลังจาริกธุดงค์จนมีพระภิกษุมรณภาพและได้รับบาดเจ็บหลายรูป ถือเป็นเหตุอัปมงคลที่สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชน จึงมีความจำเป็นต้องประกอบพิธีสวดถอดถอนตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและประเพณีท้องถิ่น

ขณะที่ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จังหวัดได้รับความเมตตาจากคณะสงฆ์ในการประกอบพิธีสวดถอดถอน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ช่วยปัดเป่าสิ่งอัปมงคลออกจากสถานที่เกิดเหตุ และเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ผู้คนในพื้นที่ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

พระครูศิริปุญญกิจ กล่าวว่า พิธีสวดถอดถอนเป็นพิธีกรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในพื้นที่ภาคอีสานและล้านนา มีจุดประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคล คลายความผูกพันจากเหตุการณ์ร้ายแรงและการสูญเสียในสถานที่เกิดเหตุ ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชน โดยครั้งนี้มีพระภิกษุร่วมประกอบพิธีจำนวน 4 รูป เพื่ออธิษฐานให้พื้นที่กลับมามีความสงบ เป็นสิริมงคล และให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจ ทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่จังหวัดมุกดาหารได้มีการจัดพิธีสวดถอดถอนในลักษณะนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น. คณะสงฆ์จำนวน 10 รูป จะเดินทางมาประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และฉันภัตตาหารเช้า ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พื้นที่และชาวจังหวัดมุกดาหาร โดยกิจกรรมทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อเยียวยาจิตใจ คลายความโศกเศร้า ความวิตกกังวล และสร้างกำลังใจให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้ไปด้วยกัน

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อำเภอแม่สายและภาคีเครือข่ายร่วมเซ็นต์ MOU ซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย

แชร์เนื้อหานี้

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ราชภัฏเชียงราย เทศบาลเวียงพางคำ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ต.เวียงพางร่วมกับภาคีเครือข่ายผนึกกำลังทุกภาคส่วน MOU บูรณาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โชว์ศักยภาพความพร้อมซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย

3 ก ค 69 อำเภอแม่สายเดินหน้ายกระดับการจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบ โดยนาง อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นาย วรายุทธ

ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกัน

และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ศูนย์เฝ้าระวังภัยและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ราชภัฏเชียงราย เครือข่ายจัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

ตำบลเวียงพางคำ ตำบลบ้านดู่ และลุ่มน้ำลาว ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างกลไกการประสานงานที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

การลงนามในครั้งนี้ มีทั้งหมด 14 หน่วยงานในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายในการดำเนินการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในรูปแบบ (ICS.Drill)เพื่อเตรียมความ

พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการนำบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 มาถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ในการฝึกครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยที่ได้ถอดบทเรียนจากอดีตมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย สำหรับการบริหารจัดการน้ำนั้น ซึ่งการทำ MOU และการฝึกซ้อมแผนในครั้งนี้

ถือเป็นเครื่องยืนยันและมุ่งมั่นที่จะบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชนจิตอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยขึ้น อำเภอแม่สายจะสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สส.ไตรสรณคมน์ ระดมกู้ภัยรถตู้20คันทยอยรอรับสรีระสังขารพระธุดงค์กลับภูมิลำเนา และ “ออย แสงศิลป์” รอรับสรีระสังขารบิดา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ ทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ ภูมิลำเนา โดยญาติแต่ละรายต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ จำนวนมากจอดรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา ทันทีที่การดำเนินการด้านเอกสารแล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียและลดความแออัดภายในพื้นที่โรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเดินทางมาประจำการที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังภูมิลำเนาในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่ง เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

ในจำนวนญาติที่เดินทางมารอรับสรีระสังขาร มี “ออย แสงศิลป์” นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา เพื่อรอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดา ซึ่งร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

ด้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร รวมถึงประสานการส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลตามความประสงค์ของญาติ และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนา

นายไตรสรณคมน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน จังหวัดมุกดาหารในฐานะเจ้าของพื้นที่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง

พร้อมเร่งประสานการส่งสรีระสังขารและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติและปลอดภัยข่าวฉบับนี้ใช้รูปแบบการเขียนข่าวเน้นลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ภาษาเป็นทางการ และคงข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่คุณให้ทั้งหมด โดยเหมาะสำหรับเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าว หนังสือพิมพ์ และเพจข่าวท้องถิ่น.

มุกดาหาร “ออย แสงศิลป์” สูญเสียบิดา วอนมีผู้รับผิดชอบเหตุรถชนพระธุดงค์ ขณะตำรวจรอผลแพทย์ก่อนสอบสวนเด็กออทิสติก

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินธุดงค์บนถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภทที่ 7 (ออทิสติก) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร

ขณะนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินอาการที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทั้งเด็กและเป็นผู้พิการ การดำเนินคดีจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยจะต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยก่อนว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือไม่

หลังได้รับผลการประเมินแล้ว พนักงานสอบสวนจะนัดหมายทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ผู้ปกครองของเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน ชยธร ทองบุราณ (ออย แสงศิลป์) นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมารอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดาที่ร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะรายละเอียดของคดียังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และอยากให้มีการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก หากกฎหมายและพยานหลักฐานสามารถดำเนินการได้ พร้อมทั้งฝากเป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหารตั้งแต่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพทยอยเดินทางมารอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา โดยทุกครอบครัวต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่งจอดเรียงรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา โดยเจ้าหน้าที่จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสีย

นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.20 น. ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุผู้มรณภาพทั้ง 10 รูป ออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถสายตรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารเปิดสัญญาณไฟและไซเรนนำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ก่อนนำสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มีพระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ร่วมดำเนินการรับส่งสรีระสังขาร พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมส่งพระภิกษุผู้มรณภาพเป็นครั้งสุดท้าย

ด้านนายไตรสรณคมน์ หนองเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง ทั้งการส่งสรีระสังขารกลับภูมิลำเนา การส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษา และการดูแลพระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการช่วยเหลือทุกด้านจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชาวไทยและชาวมาเลเซีย ร่วมถวายเทียนพรรษา 1,450 เล่ม ให้กับวัดและที่พักสงฆ์ ทั่วจังหวัดน่าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน คุณสมชาย บวรวงศ์ดิลก พร้อมด้วยคณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวมาเลเซีย ส่วนราชการจังหวัดน่าน

ร่วมประกอบพิธีถวายเทียนพรรษา ภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจ ห่วงใยและแบ่งปัน” ประจำปี 2569 เพื่อส่งมอบเทียนพรรษาให้กับวัดและที่พักสงฆ์ ทั่วจังหวัดน่าน สำหรับใช้ในการประกอบศาสนกิจและจุดบูชาพระรัตนตรัยในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

สำหรับปีนี้ ได้จัดเตรียมเทียนพรรษาจำนวนทั้งสิ้น 1,450 เล่ม เพื่อมอบให้แก่วัดทุกแห่งในจังหวัดน่าน โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงพลังศรัทธาและความร่วมมือของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสืบสานพระพุทธศาสนา เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมสร้างบุญกุศลในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีจิตศรัทธาร่วมกันในการสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคมจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ เทียนพรรษาจำนวน 1,450 เล่ม จะถูกส่งมอบผ่านคณะสงฆ์ในทุกอำเภอของจังหวัดน่าน เพื่อกระจายไปยังวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตลอดช่วงเข้าพรรษา ประจำปี 2569 ต่อไป

พร้อมกันนี้พุทธศาสนิกชนชาวไทยและมาเลเซียยังได้นำข้าวสารอาหารแห้งมาถวายให้กับพระสงฆ์และสามเณรที่มาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารอีกด้วย

พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวมาเลเซีย ร่วมถวายเทียนพรรษา 1,450 เล่ม ให้กับวัดและที่พักสงฆ์ ทั่วจังหวัดน่าน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3/ข่าว พ.อ.พยอมลุญทร/ภาพ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/บุญยวค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคมฯ รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ผบช.ภ.5 นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น.
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.สันติ กองสมัคร

ผบก.กค.ภ.5 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.5
ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์

โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการทุกภาคส่วน และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 สาวลาววัย 33 ปี สูญหายหลังตกแม่น้ำโขง นรข.-กู้ภัยลาวระดมค้นหาข้ามคืนยังไม่พบตัว เร่งสอบคนขับรถตู้คลี่ปมเหตุ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เจ้าหน้าที่ไทยและ สปป.ลาว ยังคงเร่งค้นหาหญิงชาวลาววัย 33 ปี ที่สูญหายหลังตกลงแม่น้ำโขงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มิถุนายน 2569 โดยหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และทีมกู้ภัยฝั่ง สปป.ลาว ระดมกำลังค้นหาตลอดทั้งคืนแต่ยังไม่พบตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่

เกี่ยวข้องของแขวงสะหวันนะเขตอยู่ระหว่างสอบปากคำคนขับรถตู้เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.19 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุหญิงชาว สปป.ลาว สูญหายหลังตกลงในแม่น้ำโขงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บนสะพาน พบรถตู้โดยสาร สปป.ลาว หมายเลขทะเบียน กข 2648 สะหวันนะเขต ขับขึ้นสะพานมาจากด่านพรมแดนมุกดาหาร มุ่งหน้าไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ก่อนที่คนขับจะจอดรถตู้ไว้บริเวณกลางสะพาน จากนั้นหญิงรายหนึ่งได้ลงจากรถและเดินไปยังบริเวณรั้วสะพาน

ต่อมาทราบชื่อคือ นางขาวพอน พิมมะจัก อายุ 33 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยหลังจากลงจากรถได้เกิดเหตุทำให้ร่างตกลงไปในแม่น้ำโขง ขณะที่นายสีทอง บัวลาดพาสี คนขับรถตู้ ได้รีบวิ่งเข้าพยายามให้การช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเข้าถึงตัวได้ทัน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายสีทอง ให้ข้อมูลว่า ได้รับการว่าจ้างให้ไปรับนางขาวพอนที่ท่าอากาศยานนครพนม หลังเดินทางโดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานดอนเมืองมายังจังหวัดนครพนม ก่อนจะเดินทางกลับไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาวเมื่อรถเดินทางมาถึงบริเวณกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 นางขาวพอนได้ขอให้จอดรถชั่วคราว ก่อนจะลงจากรถและเดินไปยังบริเวณรั้วสะพาน กระทั่งเกิดเหตุสูญหายจากการตกลงสู่แม่น้ำโขงดังกล่าว

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ สถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ภายใต้การอำนวยการของ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้จัดเรือจู่โจมลำน้ำจำนวน 2 ลำ พร้อมกำลังพลออกค้นหาตามแนวแม่น้ำโขงบริเวณจุดเกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียงทันที

ขณะเดียวกัน ทีมกู้ภัยจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ได้สนธิกำลังนำเรือออกตรวจสอบตามลำน้ำโขงเช่นกัน โดยมุ่งเน้นบริเวณพื้นที่ด้านล่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 และพื้นที่โดยรอบ เพื่อค้นหาร่องรอยของผู้สูญหายอย่างไรก็ตาม การค้นหาทั้งจากฝั่งไทยและ สปป.ลาว ตลอดคืนที่ผ่านมา ยังไม่พบตัวนางขาวพอนแต่อย่างใดแหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว อยู่ระหว่างสอบปากคำนายสีทอง บัวลาดพาสี คนขับรถตู้โดยสารคันดังกล่าว

เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดการเดินทางและข้อมูลแวดล้อมต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งนี้ ผลการสอบถามและการรวบรวมข้อมูลยังไม่แล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานข้อมูลจากทุกฝ่ายเพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่การค้นหานางขาวพอนตามแนวลำน้ำโขงยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยและ สปป.ลาว

เบื้องต้นสาเหตุของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และยังไม่มีการสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศจะดำเนินการค้นหาและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงานมุกดาหาร

#แม่น้ำโขง #สะพานมิตรภาพไทยลาว2 #สะหวันนะเขต #นครพนม #นรข #กู้ภัยลาว #ค้นหาผู้สูญหาย #ชายแดนไทยลาว #ข่าวด่วน #ข่าวอีสาน #Mukdahan #MekongRiver #Savannakhet #ThailandLaosBridge2 #ข่าวมุกดาหาร #ชายแดนไทยลาวล่าสุด #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ลอบขนกลางวันแสกๆ! นรข.มุกดาหาร-ปค.หว้านใหญ่ตามแกะรอยจับเรือกีบลอบขนอะโวคาโดเถื่อน 2.4 ตัน ชายแดนริมโขง ยึดของกลาง 120 ลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอหว้านใหญ่ที่ 6 ร่วมบูรณาการปฏิบัติงานกับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม

โดยมีสถานีเรือมุกดาหารเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกองร้อยทหารพรานที่ 2103 และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ออกลาดตระเวนและเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขงผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอะโวคาโดลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวนประมาณ 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2,400 กิโลกรัม พร้อมเรือกีบ จำนวน 1 ลำ ได้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของสินค้าและเรือของกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีลักษณะต้องสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตรวจสอบที่มาและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ การบูรณาการกำลังของฝ่ายปกครอง หน่วย นรข. ทหารพราน และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเกษตร และความมั่นคงของประเทศ
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #อะโวคาโดเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #นรข #สถานีเรือมุกดาหาร #ทหารพราน2103 #ฝ่ายปกครอง #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวชายแดน #ปราบปรามสินค้าหนีภาษี #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

ปิดเส้นทางค้าเถื่อนชายแดน! แก๊งลอบขนผลไม้จากลาวสะดุด นรข.-ปค.หว้านใหญ่ บุกยึดอะโวคาโด 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็ก

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม พร้อมด้วย นายทินกร พลเยี่ยม ปลัดอำเภอหว้านใหญ่ ผู้แทนด่านศุลกากรมุกดาหาร ตำรวจน้ำมุกดาหาร

ด่านตรวจพืชมุกดาหาร กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจยึดอะโวคาโดลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จำนวน 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาว 1 ลำ

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนอะโวคาโดจากฝั่ง สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังประเทศไทย บริเวณบ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้งจึงได้ประสานขอกำลังสนับสนุนจากนางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กองร้อยทหารพรานที่ 2103 รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาวแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมตลิ่ง จากนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันลำเลียงลังสินค้าจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้ต้องสงสัยและคนขับเรือได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

จากการตรวจสอบพบภายในลังบรรจุผลอะโวคาโดจำนวน 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2,400 กิโลกรัม จึงทำการตรวจยึดพร้อมเรือเหล็กของกลาง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหารดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลติดตามตัวผู้กระทำความผิด ก่อนส่งมอบของกลางให้ด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรขมุกดาหาร #นรขเขตนครพนม #สถานีเรือมุกดาหาร #อะโวคาโดเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #แม่น้ำโขง #หว้านใหญ่ #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ศุลกากร #ปราบปรามการลักลอบนำเข้า #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวภูมิภาค #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

อุกอาจกลางโขง! ขบวนการผลไม้เถื่อนส่งเรือคุ้มกันสกัด นรข. เพื่อช่วยคนขับหนีข้ามแดน ยึดอะโวคาโดเถื่อน 3.7 ตัน พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ที่ใช้ลำเลียง “เผยขบวนการไม่เข็ด” ทั้งที่พึ่งถูกยึด 2.4 ตัน โยงเครือข่ายนำเข้าจากเวียดนาม เตือนผู้บริโภคเสี่ยงอันตรายสารปนเปื้อน

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้าพืชผลทางการเกษตรจากฝั่งนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่สถานีเรือมุกดาหารได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 วางกำลังเฝ้าตรวจและลาดตระเวนทั้งทางบกและทางน้ำบริเวณพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง

กระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ พบเรือเหล็กขนาดใหญ่ติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมตลิ่ง จากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน วิ่งกรูเข้ามาช่วยกันขนย้ายลังสินค้าจากภายในเรือขึ้นมาบนฝั่งอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังขนถ่ายสินค้าได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง ขณะที่คนขับเรือได้เร่งเครื่องยนต์พยายามหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมุ่งหน้ากลับไปยังฝั่งนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

เจ้าหน้าที่สถานีเรือมุกดาหารจึงนำเรือตรวจการณ์ความเร็วสูงออกติดตามและพยายามเข้าสกัดจับกุมกลางลำน้ำโขง แต่ระหว่างการไล่ล่า ปรากฏว่ามีเรืออีก 2 ลำ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรือคุ้มกันของขบวนการ แล่นเข้ามาขวางเส้นทางและสกัดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถเข้าประชิดเรือต้องสงสัยได้ทัน

จากนั้นกลุ่มผู้ร่วมขบวนการได้ช่วยนำตัวคนขับเรือขนอะโวคาโดขึ้นไปยังเรือคุ้มกันอีกลำ ก่อนเร่งเครื่องหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ได้สำเร็จ ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเรือเหล็กที่ใช้ในการลำเลียงสินค้าไว้ได้

จากการตรวจสอบภายในเรือและบริเวณริมตลิ่ง พบอะโวคาโดบรรจุลังจำนวน 150 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 3,700 กิโลกรัม ถูกทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีลักษณะต้องสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า อะโวคาโดที่ตรวจยึดได้มีลักษณะตรงกับอะโวคาโดพันธุ์ 034 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการเพาะปลูกเป็นจำนวนมากในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเชื่อว่าถูกลำเลียงผ่านประเทศเพื่อนบ้านก่อนส่งต่อเข้ามายังประเทศไทย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ นรข.มุกดาหาร ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ได้ตรวจยึดอะโวคาโดสายพันธุ์เดียวกันที่ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรในพื้นที่อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 120 ลัง น้ำหนักประมาณ 2,400 กิโลกรัม ทำให้ในช่วงเวลาเพียง 4 วัน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอะโวคาโดเถื่อนได้รวมกว่า 6 ตัน

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหารเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการ ผู้ขนย้ายสินค้า และนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรข้ามชาติรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้แจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้หรือสินค้าเกษตรที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิชาการเกษตร จึงอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง ยาฆ่าแมลง หรือสารกันเชื้อราเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อะโวคาโดเถื่อน #นรขมุกดาหาร #นรขเขตนครพนม #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #ลักลอบนำเข้า #ผลไม้เถื่อน #เรือคุ้มกัน #ไล่ล่ากลางโขง #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวมุกดาหาร #ทหารพราน2103 #ศุลกากร #สินค้าเกษตรเถื่อน #ปราบปรามการลักลอบนำเข้า #MukdahanNews #ข่าววันนี้ #เวียดนาม034 #เตือนภัยผู้บริโภค #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รับตัวคนไทย 106 คนกลับจากลาว คัดกรองเครือข่ายสแกมเมอร์-พนันออนไลน์-ค้ามนุษย์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 จังหวัดบึงกาฬ พร้อมหน่วยงานความมั่นคงของไทยและ สปป.ลาว ร่วมรับมอบตัวชาวไทยจำนวน 106 คน จากแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว หลังถูกควบคุมตัวจากคดีเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ และการค้ามนุษย์ ก่อนนำตัวเดินทางผ่านสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 5 เข้าสู่ประเทศไทย

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วย พ.อ.ศิวดล ยาคล้าย รอง ผอ.รมน.จังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ, พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผกก.กก.สส.1 บก.สส.ภ.4และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินการรับตัวและควบคุมเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. ขบวนรถนำตัวชาวไทยทั้งหมดเดินทางถึงหอประชุมใหญ่จังหวัดบึงกาฬ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ตำรวจไซเบอร์ จัดหางานจังหวัด แรงงานจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบึงกาฬ ร่วมตรวจสอบข้อมูล ทำทะเบียนประวัติ และคัดแยกบุคคล

เบื้องต้น หากพบว่ามีหมายจับหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ จะถูกควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ส่วนผู้ที่เข้าข่ายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือถูกหลอกไปทำงาน จะเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและคุ้มครอง ก่อนส่งกลับภูมิลำเนา

ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยว่า ทางการลาวยังควบคุมตัวคนไทยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ และการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ 3 เมืองหลักของ สปป.ลาว ได้อีกจำนวนมาก และจะทยอยส่งกลับประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการเดียวกันต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / กกต.ชลบุรี เปิดเวทีพบสื่อมวลชน สร้างความเข้าการทำงาน-รับรู้กฎหมายก่อนเลือกตั้งพัทยา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องเทียนกิ่ง 1 ชั้น 3 โรงแรมเฮลท์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นางสาวมนัสนันท์ วิทนา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมย่อยที่ 3 สำนักงาน กกต.ชลบุรี พบสื่อมวลชนท้องถิ่นโดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวจันทร์เพ็ญ วิริยะประกอบ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ในนามผู้ดำเนินจัดกิจกรรม สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี พบสื่อมวลชนท้องถิ่น กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี กำหนดจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น

รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับสื่อมวลชนท้องถิ่นในพื้นที่ ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งทุกระดับให้แต่ประชาชน ได้รับทราบข่าวสารได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อันดี สร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในหน้าที่ อำนาจ และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการสื่อสารสาธารณะและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสื่อมวลชนท้องถิ่นหลายแขนง ซึ่งประกอบด้วย สื่อมวลชน นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่จากเมืองพัทยา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความสำคัญของบทบาทสื่อมวลชนในการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งเป็นไปตามครรลองที่ดีของสังคมต่อไป

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จัดกิจกรรมวันความดันโลหิตสูงโลก 2569

จากข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ ปี 2568 พบว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ทั้งความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารเค็ม และการขาดการออกกำลังกายขณะที่หลายคนยังไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในภาวะเสี่ยง

โรคความดันโลหิตสูง ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบ ที่สำคัญของคนไทยและประชากรทั่วโลกเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจ สมอง ไต และดวงตา หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ไตวาย และสูญเสียการมองเห็นได้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทางโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จึงได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ใส่ใจวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยในวันข้างหน้า Check Today, Stay Safe Tomorrow” โดยมี แพทย์หญิงปิยาภรณ์ ทิพยะรัตน์ ผู้อำนวยการ รพ.กรุงเทพพัทยา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมกิจกรรมและกล่าวเปิดงาน

ภายในงานมีการเสวนาสุขภาพจากทีมแพทย์สหวิชาชีพ ที่จะร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะสำคัญ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยด้านสุขภาพ ได้แก่ นพ.ธีร์ทัศน์ ชมบัณฑิตย์ อายุรแพทย์โรคหัวใจพญ.วนันวัชญ์ ด่านวรพงศ์ อายุรแพทย์ระบบประสาทและผู้มีประสบการณ์ด้านโรคลมชักและ

เวชศาสดร์การนอนหลับ , นพ.วรา รักสงฆ์ จักษุแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ด้านท่อน้ำดา , นพ.ชวน พฤกษวิวัฒน์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังมีบูธตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคและรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ฟรี

นายกเล็กบางละมุงขอเสียงชาวบ้านจัด “เทศกาลหาหอยบางละมุง” สร้างร้ายได้ให้ท้องถิ่นพ่วงกระตุ้นท่องเที่ยว

วันที่ 14 พ.ค.69 เทศบาลตำบลบางละมุง โดย นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง พร้อมคณะผู้บริหาร ได้จัดโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อบรูณาการแผนพัฒนาท้องถิ่นและแผนพัฒนาหมู่บ้าน เทศบาลตำบลบางละมุง ประชาคมท้องถิ่น หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ที่โดมวิสุทธาจาร เทศบาลตำบลบางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมนำเสนอปัญหาในชุมชนเพื่อหาแนวทางแก้ไข

ในกิจกรรมทางตัวแทนประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ได้หยิบยกปัญหาในพื้นที่ของตนเองให้ทางคณะเทศบาลได้รับทราบ พร้อมร่วมกันหาทางออกเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไข ทั้งเรื่องถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ, ถนนชายทะเลมีแสงสว่างไม่เพียงพอ, การปรับปรุงสายไฟฟ้าและสายสื่อสาร, ปัญหาน้ำกัดเซาะชายหาด, ท่อระบายน้ำอุดตัน และอื่นๆ ก่อนทางเทศบาลจะนำไปหาแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรมต่อไป รวมทั้งนำเสนอโครงการการพัฒนาพื้นที่ใช้สอยในชุมชนด้วย

ทั้งนี้ นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดเทศกาลหาหอยบางละมุง เนื่องด้วยทะเลบางละลุงมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเลจำนวนมาก และหากมีการผลักดันจัดกิจกรรมจะทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสร้างรายได้ภายในท้องถิ่น รวมทั้งเป็นการกระตุ้นความคึกคักด้านการท่องเที่ยวไปในตัวด้วยอย่างไรก็ตาม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 พ.ค.69 นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด บรรยายสรุปพร้อมต้อนรับคณะของดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน

นายบรรดิษฐ์ ไวยมิตรา หัวหน้ากองควบคุมการปฏฺิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ณ ท่าเทียบเรือ C

ในการนี้ นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ได้ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลเชิงเทคนิค โดยประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า และ

การวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งสินค้าหนักและวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

“ท่าเรือประจวบ” ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความสำคัญระดับประเทศ ด้วยศักยภาพการในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงถือเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั่วไป ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน นับเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลอ่าวไทย

//////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0624644468

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.นครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ปราบปรามยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดนครปฐม กว่า 500 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายหลังมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด

นายเกรียงวิทย์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์ของนักปกครองท้องที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม

ขอแสดงจุดยืนว่า สมาชิกทุกคนพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและวินัย หากพบการกระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรมการปกครอง ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /รมต.กระทรวงพม. ลงพื้นที่เชียงราย อ.แม่จัน รับฟังปัญหา บ้านเล่าซีก๋วย ชุมชนอิ้วเมี่ยน  โรงเรียนเล่าฝู่   ถิ่นรัฐมนตรีช่วย”โฮม ” เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มเปราะบาง เสริมสร้างกลุ่มเด็กและสตรี  พร้อมรับฟังปัญหาที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การแก้ไข เน้นคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใจพร้อมรับฟังปัญหาสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ในการประชุมดังกล่าว ผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลบ้านดู่ ประชุมนอกรอบเพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับ ท่านนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)

เนื่องในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569ประเด็นในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการยกระดับการดูแลผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มเด็กและสตรีโดยเฉพาะการวางแผนจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องประชาชนสามารถนำเรียนถึงนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในวันที่ลงพื้นที่โรงเรียนผู้สูงอายุ  บ้านสันปอแตงตำบลบ้านดู่  อ.เมือง จ.เชียงราย ใน วันที่ 9 พ.ค.2569 เวลา 14.00.น.โดยจะมีผู้บริหารท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ และสส.เขียงรายเขต1 ให้การต้อนรับ.
ธนกฤต วรรมณีรายงาน

“จักรวีร์”ผู้การ มณฑลทหารบกที่ 37 เปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 ทหารใหม่กล้าแกร่ง พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เสียสละเพื่อชาติและรักษาอธิปไตย

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เวลา 10.00.น พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 ณ สนามฝึกหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมมอบธงประจำหน่วยฝึกทหารใหม่และให้โอวาทแก่กำลังพลผู้ฝึกทุกนาย เน้นย้ำให้ดูแลเอาใจใส่น้องทหารใหม่อย่างดีที่สุดโดยให้ทุกส่วนสนับสนุนการฝึกอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ได้ดำเนินกรรมวิธีรับทหารใหม่และเริ่มทำการฝึกในขั้นต้น ห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้นในวันนี้ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่ และต้อนรับทหารใหม่ เพื่อเริ่มการฝึกอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทหารใหม่ได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่มีความเสียสละในการรับใช้ชาติ รู้สึกอบอุ่นใจในครอบครัวทหาร และคลายความวิตกกังวลในการเข้ามาเป็นทหารใหม่ ซึ่งเป็นน้องใหม่ในรั้วของค่ายเม็งรายฯ ในลำดับพิธีมีการกล่าวต้อนรับทหารใหม่ และการกล่าวความรู้สึกของน้องทหารใหม่ในการเข้ามารับใช้ชาติ พิธีมอบธงประจำหน่วยฝึก ,การแนะนำผู้บังคับบัญชา,การกล่าวต้อนรับทหารใหม่พร้อมกล่าวให้โอวาท“น้องคนเล็กของกองทัพบก” ให้เป็นทหารที่มีระเบียบวินัย แข็งแกร่ง พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพบก สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน ได้ทุกโอกาส

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 กล่าวว่าทหารใหม่ที่ได้เข้ามารับราชการเป็นทหารกองประจำการถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีที่ได้ทำหน้าที่ลูกผู้ชายในการปกป้องรักษาอธิปไตยซึ่งเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคนนอกจากเกิดความภาคภูมิใจแก่ตนเอง และวงศ์ตระกูลแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความกล้าหาญความอดทน ความเสียสละ มีคุณธรรม มีอุดมการณ์แห่งความรักชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังได้รับการศึกษาตามโครงการขยายโอกาส และการฝึกวิชาชีพตามความถนัดของทหาร ก่อนที่จะปลดจากกองประจำการ ผมมั่นใจว่า การกระทำพิธีในวันนี้ จะเอื้อประโยชน์แก่ทหารใหม่ในการอยู่ร่วมกันกับผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นและเพื่อนทหารรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี
พร้อมกันนี้ ขอต้อนรับน้อง ๆ ทหารใหม่ทุกนายด้วยความยินดียิ่ง ที่พวกเราทุกนายจะต้องมาร่วมใช้ชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกนาย นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปตามที่น้อง ๆ ทหารใหม่ได้เข้ามารับราชการทหาร นับเป็นการเสียสละ และเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของลูกผู้ชายทุกคน ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่

จงมีความภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ ในห้วงระยะเวลานับต่อจากนี้ไป ในห้วงแรกของการเข้ามาใช้ชีวิตเป็นทหารใหม่ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดำเนินชีวิตแบบพลเรือน มาเป็นทหารนั้น บางคนอาจจะเกิดความท้อแท้ อึดอัด และ ขัดกับความรู้สึกที่ต้องมาอยู่ในระเบียบวินัยทหาร ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่ ค่อย ๆ ปรับสภาพ ใช้ความอดทน อดกลั้นให้มาก เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง น้อง ๆ ทหารใหม่ก็จะเกิดความคุ้นเคย และสามารถปฏิบัติได้ตามแบบฝึก และแบบธรรมเนียมทหารได้ สามารถอยู่ในระเบียบวินัยทหารได้เป็นอย่างดี หมือนเช่นทหารรุ่นพี่ ๆ ที่เคยผ่านห้วงนี้ของชีวิตมาก่อน สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในหน่วยฝึก ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่คิดว่าที่นี่เปรียบเสมือนบ้านของตนเอง ซึ่งจะมีผู้ฝึกครูฝึก ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น คอยดูแลเอาใจใส่น้อง ๆ ทหารใหม่เป็นอย่างดี จึงขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่ ได้คลายความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆขอให้ตั้งใจรับการฝึก และปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำของผู้ฝึกโดยเคร่งครัด ขอฝากให้ผู้ฝึก ครูฝึก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนาย ได้เสียสละทุ่มเทความรู้ความสามารถ พลังกาย พลังใจ และพลังสติปัญญา ในการถ่ายทอดวิชาความรู้ และชีวิตความเป็นทหารให้กับน้อง ๆ ทหารใหม่อย่างเต็มที่ และเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรอย่างจริงใจทั้งนี้ตลอดห้วงระยะเวลาในการฝึกผมและผู้บังคับบัญชาท่านอื่น ๆ จะได้หมุนเวียนลงไปตรวจเยี่ยม และพบปะพวกเราทุกนายอย่างต่อเนื่องขอให้ทุกนายตั้งใจฝึกศึกษาตามหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ต่อไป.
ธนกฤต วรรมณีรายงาน เครดิตภาพ/ข่าว มทบ.37

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.กรุงเทพพัทยา จับมือราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ จัดงาน “สัปดาห์ความรู้สู่ประชาชน” ยกระดับสุขภาพกระดูกและข้อคนไทยตะวันออก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 เมษายน 2569 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา ผนึกกำลังจัดโครงการ “สัปดาห์ความรู้สู่ประชาชน” ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี การสถาปนา และครบรอบ 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย มุ่งเน้นสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569 นี้ ที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พัทยา จ.ชลบุรี

โครงการดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และพญ.ชนิศา อินณชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) เชิงรุกแก่ประชาชน ส่งเสริมแนวทางการป้องกันโรคก่อนเกิดภาวะทุพพลภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและร่วมขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานพบกับกิจกรรมไฮไลต์เพื่อคนรักสุขภาพมากมาย อาทิ บูธตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น: บริการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) และทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด, เวทีเสวนาสุขภาพ (Health Talk): เจาะลึกเรื่องกระดูกและข้อ โดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ของศูนย์กระดูกและข้อ และศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ให้ความรู้ที่น่าสนใจในหลายหัวข้อ ได้แก่ “รู้ทัน ดูแลไว ข้อไม่ไปก่อนอายุ” โดย นายแพทย์สุรเดช ลอยเดือนฉาย,

“Back Pain No Gain” เจาะลึกเรื่องอาการปวดหลัง โดย นพ.พัชระ พรโสภนากร, “60 ยังแจ๋ว กระดูกยังเจ๋ง เปลี่ยนวัยทองให้เป็นเก๋า” โดย นายแพทย์บวรคุณ ตันติวุฒิกุล และ “หยุดปวดหลัง คืนพลังให้ชีวิตวัยเกษียณ” โดย นพ.พัชระ พรโสภนากร

การจัดงานในครั้งนี้เป็นรูปแบบ On Site ที่มุ่งเน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้สูงอายุ วัยทำงาน และประชาชนทั่วไปที่สนใจดูแลสุขภาพ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแพทย์โดยตรง พร้อมสร้างตระหนักในการดูแลระบบโครงสร้างร่างกายให้แข็งแรงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569 เวลา 11.00 – 19.00 น. ที่บริเวณชั้น 4 หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน สืบสานฮีดฮอย ป๋าเพณีปี๋ใหม๋เมืองน่าน การวะขอพร ผบ.มทบ.ที่ 38

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ ห้องรับรอง ผบ.มทบ.ที่ 38 ค่ายสุริยพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พ.อ.พยอมบุญทร ที่ปรึกษาสมาคมฯนายวิสุทธิ์ ศรีเมือง เลขานุการสมาคมฯ นายธงชัย สว่างวงษ์ อุปนายกสมาคมฯพ.ต.ธนกฤต นันทะชัยศรี คณะกรรมการสมาคมฯ ร.ต.ท.ชาญชัย บรรจง นางพรรณี ณ น่าน นายกฤษณ์ ธรรมศักดิ์ สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้สืบสาน

ฮีดฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองน่าน การวะขอพร พล.ต.บุญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ก่อนพิธีการวะท่าน ผบ.มทบ.ที่ 38 ได้ประสานผู้ไต้บังคับบัญชาให้วีดีโอคอลให้เห็นถึงต้นไม้ที่ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และสื่อน่าน ได้ร่วมกับผบ.มทบ.ที่ 38 ปลูกไว้ตอนมารับตำแหน่งใหม่ๆก็ประมาณ 1 ปี ต้นไม้ได้โตวันโตคืน จากนั้นพล.ต.บุญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผบ.มทบ.ที่38

ได้อวยพรให้ทีมข่าวและมอบกระเช้าผักให้กับทีมงานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านอีกด้วย ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆของมทบ.ที่ 38. สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ยินดีเป็นอย่างยิ่ง นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน กล่าวในตอนท้าย ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่วันสงกรานต์ แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณมีความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยมาขอขมาลาโทษซึ่งกัน

ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีต่อเนื่องจากวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยและขอขมาลาโทษที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่อีกทั้งเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอด

ไปตั้งแต่วันแรกของการเริ่มประเพณีสงกรานต์จนถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์ คำว่ารดน้ำดำหัวเป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาขอโทษผู้ใหญ่และขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือซึ่งจะมีการอาบน้ำ จริงๆ ฮือฮาทั้งตัวและดำหัวคือสระผมด้วยสิ่งที่ใช้สระผมก็จะเป็นน้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด การดำหัว ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการสระผม แต่ในพิธีกรรมโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปีหมายถึงการชำระสะสางสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิต ให้วิ ลาดพร้าว

ไปด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระจึงใช้คำว่าดำหัวมาต่อท้ายคำว่าลดน้ำซึ่งมีความหมายคล้ายกันกลายเป็นคำซ้อนคำว่ารดน้ำดำหัวประเพณีรดน้ำดำหัวถือว่าเป็นประเพณีที่ดีงามอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติ เวลาที่ยาวนานซึ่งการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่บุคคลผู้ที่ตนให้ความเคารพนับถือการรดน้ำดำหัวนั้นจะเป็นการขอโทษขออภัยซึ่งกันและกันที่เคยล่วงเกินกันหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกายล่วงเกินทางวาจาหรือว่าการล่วงเกินทางใจทั้งที่

ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ดอลลาร์หรือว่าลับหลังก็ตามประเพณีรดน้ำดำหัว หรือบางครั้งก็เรียกว่าประเพณีปีใหม่เมืองจะมีในระหว่างวันที่ 13 -15 เดือน เมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเองประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์เพียงวันเดียวหรือวันเถลิงศกนั่นเอง ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ของไทยเป็นการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่าการขอขมาลาโทษพร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อเสริมสิริมงคลของชีวิตและประเพณีนี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้ และเมษายนของ
ทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเอง

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน #สงกรานต์น่าน ปี2569การวะผบ.มทบ.38สืบสานประเพณีไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกรัฐมนตรี รมว.มท.พร้อมคณะ เดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย ผบช.ภ.5 ร่วมให้การต้อนรับ

แชร์เนื้อหานี้

20 เมษายน 2569 เวลา 13.20 น.พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, นายรัฐพล นราดิศร ผวจ.เชียงใหม่, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และน.อ.ธีระยุทธ์ เกื้อสกุล ผบ.บน.41

ร่วมให้การต้อนรับและติดตามรักษาความปลอดภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ ณ ท่าอากาศยาน บน.41 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เนื่องในโอกาสเดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในการประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)

จากนั้นเวลา 13.30 น. ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5 ) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ต่อมาในเวลา 15.30 น. ร่วมติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ทรัพยากรน้ำที่ 1 ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟ ป่าภูพิงค์ จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์

จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามภารกิจการป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ โดยมีหัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ให้การ

ต้อนรับและรายงานสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและดับไฟป่าของหน่วยงาน

ทั้งนี้ รมว.ทส. กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เสียสละ ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

และรักษาพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดเชียงใหม่จากนั้น รมว.ทส. และคณะได้เข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโบราณสถานภายในบริเวณสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ เพื่อความ

เป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบายให้มีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

เชื่อมโยงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

ในการนี้ นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้มอบหมายให้นายพงศ์พัฒน์ เสมอคำ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและรับนโยบายจาก รมว.ทส. เพื่อนำมาสนับสนุนภารกิจการดับไฟป่าในพื้นที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ร่วมกับหน่วยงาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บรรลุตามเป้าหมายต่อไป…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คืนป่าแลกอาชีพ” สบขุ่นโมเดลฟื้นป่า 1,908 ไร่ ชุมชน–ซีพี–รัฐ ผนึกกำลังแก้ปัญหาดอยหัวโล้นและหมอกควันไฟป่า

แชร์เนื้อหานี้

นายเกรียงไกร ฝีปากเพราะ นายอำเภอท่าวังผา เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตร “โครงการคืนป่าแลกอาชีพทางเลือก” ภายใต้ “สบขุ่นโมเดล” ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ขับเคลื่อนโครงการเพื่อฟื้นฟูผืนป่าต้นน้ำของจังหวัดน่าน ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับเกษตรกรที่ร่วมสละพื้นที่ทำกินบางส่วนคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรทางเลือกที่ใช้พื้นที่น้อยแต่สร้างมูลค่าสูง และสามารถอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างสมดุล โดยมี นายสำรวย ผัดผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง, นายยุทธนา ดวงประภากร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา, หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และชาวบ้านบ้านสบขุ่น เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ที่บริเวณโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่า สร้างรายได้ บ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน

นายอรรถวิทย์ ยุทธยศ ผู้จัดการทั่วไป ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัญหาดอยหัวโล้นและหมอกควันไฟป่าเป็นหนึ่งในวิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติในภาพรวม

เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยวางแนวทางดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ การลด การป้องกัน การสนับสนุน และการสร้างความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และภาคชุมชนในพื้นที่

ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกับชุมชนบ้านสบขุ่นดำเนินโครงการฟื้นฟูผืนป่า ภายใต้ “สบขุ่นโมเดล” โดยมุ่งเน้น 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และการสร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ยังได้ส่งเสริมอาชีพทางเลือกให้กับชุมชน เช่น โครงการ กาแฟสร้างป่าสร้างรายได้ ที่พัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิตในแปลง การแปรรูปที่มีคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาต้นแบบธุรกิจร้านกาแฟของวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า

สำหรับ โครงการคืนป่าแลกอาชีพทางเลือก ในปีนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 38 ราย คืนพื้นที่ป่ารวม 1,908 ไร่ ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ และหากรวมการดำเนินงานตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 สามารถคืนพื้นที่ป่าได้แล้วกว่า 6,313 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวจะให้ชุมชนบ้านสบขุ่นร่วมกันดูแลรักษาตามกติกาที่ชุมชนกำหนด

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการ มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรสมาชิกกลุ่ม จำนวน 5 ราย เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา พร้อมทั้ง มอบเครื่องเป่าลมและอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันและควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ อันเป็นการเสริมศักยภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดน่าน

อย่างไรก็ตามโครงการคืนป่าแลกอาชีพทางเลือก” ภายใต้ “สบขุ่นโมเดล” สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันฟื้นฟูผืนป่า ควบคู่กับการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมเดินหน้าการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนอย่างสมดุล เพื่อให้ผืนป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านกลับมาอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนต่อไปในอนาคต/ภาพ-ข่าว/รพีพร เพชรเจริญ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลอบขนกันไม่รอด! มุกดาหารสกัดขบวนการลอบขน “ลูกไก่เถื่อน” ซุกกล่องเวียดนาม เตรียมส่งต่อข้ามจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วยนางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร นางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 และนางกนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร และหน่วยงานความมั่นคง

ในพื้นที่ เข้าตรวจสอบรถบรรทุกสินค้าหมายเลขทะเบียน 90-9108 นครราชสีมา บริเวณตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับข้อมูลน่าสงสัยว่าอาจมีการลักลอบขนส่งสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

จากการตรวจค้นพบลูกไก่มีชีวิตจำนวนมาก ถูกบรรจุอยู่ภายในกล่องที่มีข้อความภาษาเวียดนามกำกับอย่างชัดเจน สร้างข้อสงสัยว่าเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เบื้องต้นคนขับรถบรรทุกให้การว่า ได้รับการว่าจ้างให้นำลูกไก่จากพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ไปส่งยังจังหวัดอำนาจเจริญ โดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้นำรถไปบรรทุกสินค้าเอง ทำให้ไม่ทราบแหล่งที่มาที่แน่ชัดของสินค้า

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #ศุลกากร #มุกดาหาร #ลอบขนสินค้า #ลูกไก่เถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร และปัจฉิมนิเทศ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568

แชร์เนื้อหานี้

ที่หอประชุม 100 ปีโรงเรียนราชินีบูรณะ (เทพผดุงพร) นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตร และปัจฉิมนิเทศ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568

โดยมีว่าที่ร้อยตรีมนต์เมืองใต้ รอดอยู่ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชินีบูรณะ ประธานเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดนครปฐม คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม กล่าวรายงาน ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

เข้าร่วมพิธีภายหลังประธานในพิธีได้มอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 523 คน เรียบร้อยแล้ว ตัวแทนนักเรียนได้กล่าวแสดงความรู้สึก จากนั้นนักเรียนทุกคนร่วมกันสวดฉันท์นมัสการอาจริยคุณเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณต่อคุณครูโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธี ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความสำเร็จ ซึ่งเป็นผลตอบแทนความวิริยะอุตสาหะอันยาวนานตลอดมาของนักเรียน

และในปีการศึกษานี้มีนักเรียนผ่านการคัดเลือก เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รอบที่ 1 (Portfolio) ได้แล้วจำนวน 248 คน ย่อมเป็นการแสดงให้ถึงความสำเร็จของนักเรียน ซึ่งนำความภาคภูมิใจมาสู่ครูและสถานศึกษา และขอให้นักเรียนประสบความสำเร็จในโอกาสต่อๆ ไป

นอกจากนี้นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จให้แก่นักเรียน รวมทั้งคณะครูและผู้บริหารอีกด้วย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม นำทีมตรวจสถานีบริการน้ำมัน สร้างความมั่นใจ ประชาชนด้านราคาและคุณภาพพลังงาน“

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม สำนักงานชั่งตวงวัด เขต ๐-๓ นครปฐม

สำนักงานพลังงานจังหวัดนครปฐมกอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครปฐม และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่อำเภอ

นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทั้งสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลัก สถานีบริการน้ำมันรายย่อย และตรวจสอบข้อร้องเรียน เพื่อกำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมาย อาทิ การแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ปริมาณน้ำมันต้องถูกต้องครบถ้วน คุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งป้องกัน

การฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า ราคาน้ำมันของแต่ละสถานีบริการ อาจมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากต้นทุนการจัดซื้อที่ต่างกัน ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ทำเลที่ตั้ง และการแข่งขัน ทางการค้าซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐสำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มี

ความผันผวนในช่วงนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานและราคาสินค้า

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรม ด้านราคา รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบด้านค่าครองชีพทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครปฐม หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม หรือสายด่วน 1569 ได้ตลอด 24ชั่วโมง

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ห้ามปั้มกักตุนน้ำมัน ฝ่าฝืนจำคุก7 ปี ปรับแสนสี่ ปจ.สมุทรสาคร ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีน้ำมัน พระราม 2 กำชับผู้ประกอบการ ขายในราคาเป็นธรรม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่13 มีนาคม 2569 นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร นำทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันแนวถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักที่มีประชาชนและรถบรรทุกใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบการแสดงราคาน้ำมัน ความถูกต้องของมาตรวัดหัวจ่าย รวมถึงปริมาณน้ำมันสำรองของแต่ละสถานีบริการ โดยมีนายอำพร วายลม พลังงานจังหวัด นายพงศ์สุธี สุขศิริ พาณิชย์จังหวัด ป้องกันจังหวัด ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมตรวจสถานีบริการน้ำมัน

พบว่า สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่มีปริมาณน้ำมันค่อยข้างที่จะน้อย โดยบางปั๊ม น้ำมันดีเซลหมด น้ำมัน E20 หมด น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณคงเหลือน้อย ซึ่งทางปั๊มก็มีการประสานคลังน้ำมันเพื่อไปรับน้ำมันเพื่อสามารถบริหารจัดการเติมน้ำมันได้ บางปั๊มน้ำมันที่มีการจำกัดการเติมน้ำมันอยู่ที่คันละไม่เกิน 1,000 บาท

แต่ละปั้มมีการน้ำป้ายมาติดที่ต่อหัวจ่ายว่า น้ำมันหมด, รอรับน้ำมันจากคลัง , ขออภัยในความไม่สะดวกน้ำมันอยู่ในระหว่างการจัดส่ง เป็นต้น ทั้งนี้ ปั๊มน้ำมันยังมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไปในการเติมน้ำมันที่ใส่แกลลอน หรือกรณีที่ลูกค้ามีความต้องการน้ำมันในปริมาณที่มาก ซึ่งจะเป็นลูกค้าประจำ ที่นำไปใช้ทางการเกษตร ก่อสร้าง และเรือประมง ทั้งก็เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาครได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการดูเรื่องปริมาณน้ำมันสำรองให้เพียงพอ พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าให้ชัดเจนและเปิดเผย

ห้ามกักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากตรวจพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ซึ่งทางจังหวัดสมุทรสาครจะมีการเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ใช้บริการบนเส้นทางถนนพระราม 2

และประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ทั้งนี้ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนถ้าพบเห็นปัญหาการกักตุน ราคาไม่เป็นธรรม สามารถโทรแจ้งได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร และศูนย์ดำรงธรรมทั้ง 3 อำเภอของจังหวัดสมุทรสาคร ได้ทันที
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นโยบาย Green Gain Hub พลิกโฉมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งเป้าเกษตรกรมีรายได้ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้การอำนวยการของนางสาว อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มอบหมายให้นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นาย

อำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในกิจกรรมย่อย จัดตั้ง “Green Gain Hup” ระดับจังหวัด เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับรับ

ซื้อวัสดุชีวมวลและผู้ผลิตพลังงานสร้างการรับรู้เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ ศาลาอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ ตำบลท่ากระชับ อำเภอนครชัยศรี

โดยมี นางสาวเอื้องพร นพคุณ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นางพลัศริญญาอมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลท่ากระชับ และเกษตรกร ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่และวัสดุเหลือใช้

ทางการเกษตรที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์และการสร้างรายได้จากเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อทดแทนการเผา รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ซึ่งนับว่าเป็นกำลังสำคัญในการที่จะช่วยดูแล

รักษาสภาพแวดล้อมร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคนิค วิธีการจัดการให้ถูกต้องในการจัดการเศษวัสดุเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ตลอดจนเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มุ่งเป้าเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรสู่ตลาดพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนและร่วมกันสร้างสรรค์ให้ “ นครปฐม หยุดฝุ่นพิษ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย”

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร.มอบนโยบายเข้มปราบลักลอบน้ำมันเถื่อนทั่วประเทศ “พล.ต.อ.ธัชชัย” ปล่อยเรือตรวจการณ์ ชัยจินดา ลุยตรวจอ่าวไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ถนนสุขุมวิท ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฐานะผู้อำนวยการ ศปนม.ตร. เป็นประธานประชุมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

ลงพื้นที่กองบังคับการตำรวจน้ำ เพื่อประชุมด่วนร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง นครบาล และภูธร 1 ถึง 9 เพื่อตอบรับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ในการเฝ้าระวังการส่งออกน้ำมันนอกราชอาณาจักร ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับมาตรการปราบปรามการลักลอบน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลและขับเคลื่อนการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการปราบปรามขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

โดยมาตรการสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ปฏิบัติการทางน้ำ มีการปล่อยเรือตรวจการณ์กว่า 30 ลำ รวมถึง “เรือชัยจินดา” ออกลาดตระเวนทั้งอ่าวไทยและอันดามัน โดยใช้เทคโนโลยีจากศูนย์ควบคุมสั่งการ มอนิเตอร์เรือทุกลำที่ขึ้นทะเบียน

หากพบเรือลำไหนออกนอกเส้นทาง หรือเป็นเรือนอกระบบที่เข้าข่าย “กองทัพมด” จะเข้าชาร์จตรวจค้นทันที / 2.ปฏิบัติการทางบก ตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางตะเข็บชายแดน เพื่อสกัดกั้นรถขนส่งที่แอบนำน้ำมันไปขายเก็งกำไรในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่าไทย

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ยังกำชับให้ตรวจสอบ “ปั๊มน้ำมัน” ที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า หรือนำสารโซลเวนท์มาเจือปนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี ส่วนพวกที่ลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี

ขณะที่น้ำมันเขียวซึ่งเป็นน้ำมันที่อยู่ในเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเรือน้ำมันเขียวจะไว้ใช้สำหรับการเติมน้ำมันให้กับเรือประมง ในน่านน้ำไทย จะมีการตรวจสอบเข้มตั้งแต่ก่อนออกจากท่าเรือว่าขนน้ำมันไปจำนวนกี่ลิตรเติมน้ำมันให้กับเรืออะไรบ้าง ควบคู่ไปกับการตรวจสอบผ่านดาวเทียมการเดินเรือบรรทุกน้ำมันเขียว ซึ่งถ้าพบความผิดปกติ ในการเติมน้ำมันเขียว จะสามารถทราบได้ทันที

ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.ธัชชัย ได้ทำพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ “ชัยจินดา” พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราและเฝ้าระวังการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายตามลำน้ำและพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณอ่าวไทย เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลที่มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความเสียหายต่อระบบพลังงานโดยรวมอย่างต่อเนื่อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต้อนรับ คนไทยชุดแรก 29 คน อพยพ จากอิหร่าน ถึงสุวรรณภูมิ ปลอดภัยดี เผยความรู้สึก หลังได้กลับบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ 9 มีนาคม 2569 ที่ ประตู 10 สนามบินสุวรรณภูมิ กระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับคนไทยชุดแรกจำนวน 29 คน ที่อพยพออกจากประเทศอิหร่าน และเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK 68 ซึ่งมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 15.02 น. โดยประมาณโดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางมาต้อนรับ พร้อมให้กำลังใจคนไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศอย่างปลอดภัย

ซึ่งเที่ยวบินดังกล่าวเป็นเที่ยวบินที่นำคนไทยชุดแรกจากอิหร่านเดินทางกลับประเทศ ท่ามกลางการติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลไทย เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง
โดยคนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะราน รวม 62 คน ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ 10 คนที่ไม่ได้เดินทางกลับมาด้วย ซึ่งในวันนี้มีคนไทยเดินทางกลับมา 29 คน ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านและนักศึกษา ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (10 มีนาคม 2569)

จะมีคนไทยเดินทางกลับมาอีก 23 คน และในวันที่ 10 มีนาคม จะมีคนไทยอีกหนึ่งกลุ่มประมาณ 75 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะราน เพื่อไปยังชายแดนตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 29 คน สามารถอพยพออกจากประเทศอิหร่านผ่านทางประเทศตุรกี และเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมระบุว่าในวันพรุ่งนี้จะมีคนไทยอีก 23 คน เดินทางกลับตามมา ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิหร่าน ที่ช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากคนไทยต้องเดินทางด้วยรถยนต์นานกว่า 10 ชั่วโมง จากกรุงเตหะรานไปยังชายแดนประเทศตุรกี

จากนั้นพักค้างคืนที่ตุรกี 1 คืน ก่อนเดินทางต่อด้วยเครื่องบินจากนครอิสตันบูลกลับประเทศไทย
นอกจากนี้ ในวันที่ 10 มีนาคม จะมีการนำคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 75 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะรานด้วยรถยนต์ไปยังชายแดนตุรกี และต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยเช่นเดียวกัน

โดยได้รับความร่วมมือจากทางการตุรกีและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเป็นอย่างดี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า การอพยพคนไทยครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยคนไทยในต่างประเทศ และต้องการให้คนไทยที่ประสงค์

จะเดินทางกลับประเทศสามารถเดินทางกลับมาได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีคนไทยบางส่วนที่ประสงค์จะพำนักอยู่ในอิหร่านต่อไป เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ พร้อมกันนี้ ยังได้ขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่ให้ความร่วมมือในการดูแลความปลอดภัยของคนไทย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางออกจากประเทศอย่างราบรื่น

ขณะที่นางสงกรานต์ ฟาโรคิห์ และนางศิริมา ดาแหม่ง ตัวแทนคนไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย เปิดเผยว่า รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย รวมถึงสมาคมคนไทยในอิหร่าน ที่ให้การช่วยเหลือและประสานงานการอพยพ

ในครั้งนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าการเดินทางจะค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องใช้เวลารวมกว่า 2 วันกว่าจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร แต่ทุกคนก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย โดยระบุว่าที่อิหร่านยังคงมีสถานการณ์ความตึงเครียดและมีการโจมตีทางอากาศเป็นระยะ แต่ประชาชนบางส่วนยังสามารถใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ

ตัวแทนคนไทย ยังกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา คนไทยในอิหร่านได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายช่วยเหลือกัน โดยมีการติดต่อประสานงานกันอย่างต่อเนื่องผ่านสถานทูตและสมาคมคนไทย เพื่อดูแลกันและกันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมขอบคุณคนไทยใน

ประเทศที่ส่งกำลังใจมาให้ ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับคนไทยที่ยังพำนักอยู่ในอิหร่าน ส่วนใหญ่ทำงานเป็นแม่บ้านและทำงานในร้านสปา โดยหลายคนพักอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ในบางพื้นที่มีชั้นใต้ดินสำหรับหลบภัย ขณะที่บางส่วนได้ย้ายไปอยู่รวมกับครอบครัวใหญ่ในพื้นที่ชนบทเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ การอพยพครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของคนไทยในพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีการอพยพในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดเมื่อครั้งสงคราม 12 วันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้หลายคนมีประสบการณ์และสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยในการอพยพครั้งก่อนต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์กว่า 14 ชั่วโมง และใช้เวลารวมเกือบ 24 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 5 มีนา สดุดีครูข่าวปฐมกาล ตำนาน ‘สุทัศน์ บุญช่วยเหลือ‘ 39 ปี แห่งการบุกเบิก จากโลกน้ำหมึกสู่โลก AI

แชร์เนื้อหานี้

5 มีนาคมของทุกปีจะถือเป็นวันสื่อสารมวลชน หรือ วันนักข่าว อีกหนึ่งสัมมาอาชีพที่มีบทบาทสะท้อนความจริงและปัญหาต่างๆ ของสังคม เพื่อหาแนวทางแก้ไขไม่มากก็น้อยตามวิถี หนึ่งสัมมาอาชีพที่อยู่คู่สังคมประเทศไทยนี้มาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งสัมมาอาชีพที่หล่อเลี้ยงใครบางคน ได้ทั้งปากท้องและจิตวิญญาณ

หากจะพูดถึงสื่อมวลชนที่ถือเป็นระดับครูวงการน้ำหมึกของพัทยา คุณสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ อดีตประธานกลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐภาคตะวันออก นานที่สุดถึง 21 ปี และเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งชมรมสื่อมวลชนเมืองพัทยาในครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2530 หรือ 39 ปีมาแล้ว ที่ปัจจุบันยังคงทำงานสื่อสารมวลชนแบบมืออาชีพที่ก้าวทันโลก AI

ป๋าสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ ผ่านการทำงานนักข่าวหรือสื่อมวลชนมาอย่างโชกโชน ได้สูญเสียพี่น้องคนข่าวไปมากมาย ด้วยประสบการณ์การทำงานด้วยตัวเองมาทุกรูปแบบเพื่อผลิตข้อมูลและเสนอข่าวสารออกสู่สาธารณชนตามแบบอย่างที่ได้สั่งสอนไปยังนักข่าวในเมืองพัทยาอีกหลายคนจนขยายสังคมมาจนปัจจุบัน

และด้วยผลของงานที่ตลกผลึกในความเป็นนักข่าวผู้คร่ำหวอดในสังคมพัทยามาอย่างยาว ทำให้ ป๋าสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ เป็นอีกหนึ่งบุคลากรด้านการข่าวระดับครูที่ยังคงทำงานผ่านสื่อและเทคโนโลยีจากโลกน้ำหนึกสู่โลก AI เป็นตำนานแห่งวงการนักข่าวที่คนรุ่นใหม่ควรถือเป็นแบบอย่างของผู้ใฝ่รู้ที่ไม่มีสิ้นสุด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผบช.ภ.5 ต้อนรับ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาปฏิบัติราชการ ที่ จ.แพร่

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 – 20.00 น. พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ ร่วมให้การต้อนรับและติดตามรักษาความปลอดภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ จ.แพร่ และเป็นประธานพิธีสักการะ และห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ งานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง จ.แพร่….

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ดูเต็ม! CP ALL Education Forum 2026 ทุ่ม 1,678 ล้าน สร้างคนให้พร้อมจริงสมัครรับทุนการศึกษาได้ที่เซเว่นกว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก แต่ “คนที่พร้อม” คือพลังขับเคลื่อนอนาคต โจทย์วันนี้ไม่ใช่การตามเทคโนโลยีให้ทันหรือจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร แต่คือการ “สร้างคน” แบบไหนให้โลกอนาคตเลือก

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) และโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SATIT PIM) จัดงาน CP ALL Education Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต แต่ยังเป็นเวทีแห่ง “โอกาส” ผ่านการมอบทุนการศึกษากว่า 40,200 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1,678 ล้านบาท ให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศ ผ่าน 12 เครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เยาวชนที่สนใจสามารถสมัครรับทุนได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ภายในงานยังรวบรวมกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และตัวจริงจากหลากหลายวงการ มาร่วมถ่ายทอดมุมมอง แบ่งปันประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ร่วมเปิดมุมมองการสร้างคนผ่านการศึกษาผ่าน ปาฐกถาพิเศษ “Go for Growth: วางหมากการศึกษา สร้างคนก้าวทันโลกอนาคต” ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซีพี ออลล์ย้ำจุดยืนเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ว่า “การสร้างคนผ่านการศึกษา” คือรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของประเทศ โดยมีหัวใจสำคัญคือการส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Work-based Learning (WBL) ที่เชื่อมการเรียนในห้องเรียนเข้ากับประสบการณ์ทำงานจริง ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เผชิญสถานการณ์จริง และพัฒนาทักษะที่สามารถใช้งานได้ทันทีหลังจบการศึกษา ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและก่อตั้งสถาบันการศึกษาครอบคลุมหลายระดับ

  • ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SATIT PIM) นำรูปแบบการเรียนการสอนสไตล์ฟินแลนด์ มาประยุกต์ใช้ เน้น Active Learning ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม คิด วิเคราะห์ ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างทักษะสำคัญแห่งอนาคตตั้งแต่วัยเรียน
  • ระดับอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) ทำหน้าที่ผลิตกำลังคนสายวิชาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ลดช่องว่างระหว่างสถานศึกษาและตลาดแรงงาน
  • ขณะที่ ระดับอุดมศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เปิดโอกาสให้เยาวชนต่อยอดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยมุ่งสร้างคนให้ “คิดเป็น ทำเป็น และเติบโตได้จริง” บนฐานความรู้ ทักษะวิชาชีพ และคุณธรรม
  • นอกจากนี้ ซีพี ออลล์เชื่อมโยง 12 เครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538 มีศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยเครือข่ายกว่า 50 แห่ง เพื่อลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขยายโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มีทุนการศึกษา มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ
  • สำหรับไฮไลท์ในปี 2569 เยาวชนที่สนใจ “ทุนการศึกษาจากซีพี ออลล์” สามารถสมัครรับทุนได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ วันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

โดย นายก่อศักดิ์ ชี้ให้เห็นความสำคัญ รากฐานการสร้างคน โดยถอดบทเรียนจากการบริหารของ ซีพี ออลล์ มาเป็นทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องมี

  • คิดเป็น (Strategic Thinking) : ตัดสินใจบนเหตุผลและข้อมูล มองผลกระทบระยะยาว ไม่หลงไปกับความสำเร็จหรือกำไรระยะสั้น
  • ปรับตัวเป็น (Agility) : ยึดคนเป็นศูนย์กลาง แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแต่ต้องมี Learning Agility ที่พร้อมจะเรียนรู้ใหม่และปล่อยวางความรู้เก่า (Unlearn & Relearn)
  • อยู่กับคนอื่นได้ (Collaboration) : สร้างความสำเร็จจากความไว้วางใจ ทำงานบนความแตกต่างได้ เพราะโลกอนาคตไม่ใช่การแข่งขันคนเดียวแต่คือการเติบโตเป็นทีม
    ชีวิตและธุรกิจเหมือนหมากล้อมตรงที่ไม่มี “หมากตัวเอก” ที่เก่งตลอดเวลา ทักษะที่เก่งวันนี้ อาจจะไม่เหมาะในอนาคต คนที่แพ้ในกระดานหมากล้อมไม่ใช่เพราะเดินหมากพลาดตาเดียว แต่เพราะอ่านกระดานไม่ออกและไม่ยอมปรับแผน การยอมรับความผิดพลาด ยอมเสียหมากบางตา เพื่อเรียนรู้และรักษาชัยชนะในภาพรวม กระดานที่ตึงเกินไปเกมจะจบเร็ว การศึกษาต้องสร้างคนเก่งที่ไม่หมดไฟ (Burnout) และเห็นความหมายของสิ่งที่ทำ

“ต้องสร้างคนให้วางหมากชีวิตเป็น ต่อให้โลกเปลี่ยนเร็วแค่ไหน คนของเราจะไม่หลุดกระดาน และจะเติบโตไปพร้อมโลกอย่างมีความหมาย” ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

ทั้งนี้ภายในงาน “CP ALL EDUCATION FORUM 2026” ซีพี ออลล์ มอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 ผ่าน 12 เครือข่ายความร่วมมือกว่า 40,200 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1,68 ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่เยาวชนไทยคน พร้อมขนทัพตัวแทนคนรุ่นใหม่จากภาคการศึกษา ผู้นำความคิด นำทีมดร.ศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย, ม๊าเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ CEO / influencer, แจ๊คกี้ – จักริน กังวานเกียรติชัย CEO OTH Ent มาร่วมถ่ายทอดมุมมอง แบ่งปันประสบการณ์ ในช่วงเสวนา Go Inspire Talk หัวข้อ No Fixed Path: คนที่โลกอนาคตเลือก ไม่ได้เดินเส้นเดียวกัน อีก 1 ไฮไลท์จาก ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ชวนมองภาพใหญ่ของระบบการศึกษาและทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ในโลกอนาคต ผ่าน Special Talk หัวข้อ “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” ภายในงานมีเครือข่ายการศึกษา คณาจารย์ นักเรียนเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

CPALLEducationForum2026 #ซีพีออลล์สร้างคน #FutureReadyPeople

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักบริหารการสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพี ออลล์
เอื้อมพร สิงหกาญจน์(เอื้อม), ธัญญา เทอเนอร์(ทีน่า) โทร. 087-7937997

***ข้อมูลเพิ่มเติม
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ มุ่งมั่นสร้างคนผ่านการศึกษาตามแนวทาง นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรากฐานทางการศึกษา ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาทุกระดับผ่านการสร้างความมือร่วมกับเครือข่ายการศึกษา
-ปี 2538 ร่วมมือกับสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาล ผลิตนักเรียน นักศึกษา ระดับ ปวช.และปวส.
-ปี 2548 สร้างโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์เทคโนธุรกิจเป็นแห่งแรก ต่อมายกระดับเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) ผลิตนักเรียน นักศึกษา ระดับ ปวช.และปวส.
-ปี 2549 ขยายศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์กว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ
-ปี 2550 สร้างสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ยกระดับการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา


-ปี 2550-2559 ขยายความร่วมมือร่วมกับเครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เครือข่ายอุดมศึกษา, โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่ออาชีพแก่เยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ , สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (Connext ED)
-ปี 2560 สร้างโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ (สาธิตพีไอเอ็ม) เปิดสอนระดับมัธยมศึกษา
-ปี 2565 เปิดสถาบันการศึกษาวิทยาการหุ่นยนต์ ALL Robotics ซึ่งเป็นความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์สำหรับภาคการศึกษาระหว่าง Robot LAB สหรัฐอเมริกา
-ปี 2568 ขยายความร่วมมือร่วมกับมูลนิธิชาวปักษ์ใต้ และมูลนิธิรักเมืองไทย

“อลงกรณ์”เตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง“คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี” โดยโพสต์ในเฟสบุ้ควันนี้วิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐหลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำพิพากษาว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)โดยมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงและการที่ผู้นำสหรัฐประกาศใช้กฎหมายการค้าอื่นเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10%จะส่งผลกระทบต่อไทยพร้อมกับเตือนรัฐบาลเร่งรับมือคลื่นลูกที่สองที่จะกระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยมีเนื้อหาบทวิเคราะห์ดังนี้

บทวิเคราะห์:“คลื่นลูกที่สองกระหน่ำเศรษฐกิจไทยหลังทรัมป์แพ้คดีภาษี”คำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนนโยบายเศรษฐกิจ “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจ ในการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act)โดยอำนาจในการจัดเก็บภาษี (Taxing Power) เป็นสิทธิขาดของ สภาคองเกรส ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเพราะการตีความกฎหมายผิดโดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และภาษีปราบยาเสพติด แต่ศาลชี้ว่ากฎหมายนี้อนุญาตให้ “ควบคุมการนำเข้า” เท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงการ “เรียกเก็บภาษี”

ผลกระทบต่อ “โลก” 1.ประเด็นการคืนเงินภาษี รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วกว่า 1.3 – 1.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5-5.5 ล้านล้านบาท) ให้แก่บริษัทผู้นำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ อย่างหนัก
2.ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แม้ศาลพิพากษาแล้วแต่ทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก ภายใต้กฎหมายอื่น (Section 122 ของ Trade Act 1974) ซึ่งใช้ได้ชั่วคราว 150 วัน ทำให้ความขัดแย้งทางการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ ธุรกิจทั่วโลกเริ่มสับสนว่าจะวางแผนการผลิตและการค้าอย่างไร เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาตามคำสั่งศาลและการโต้กลับของทำเนียบขาว
โดยพิจารณาท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐแถลงข่าวภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง และจะลงนามเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10 % อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1974
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเห็นว่า

มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่น ๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น มาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ และมาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน
ประการสำคัญคือประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศชัดเจนว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจาก
สภาคองเกรส

ผลกระทบต่อไทย สหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ทั้งนี้จากตัวเลขสถิติการค้าไทย-สหรัฐฯตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า มูลค่าการค้ารวมปี2568ประมาณ 93,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทย ส่งออกไปสหรัฐฯ (2568)72,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 12.9%)
ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐสูงถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้าเพราะเป็นสาเหตุให้ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีจากสหรัฐ อาจกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมากในปี 2569 แม้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะทำให้การจัดเก็บภาษีเดิมซึ่งไทยเคยถูกเรียกเก็บในอัตราตอบโต้สูงถึง 19% ตั้งแต่สิงหาคม 2568กลายเป็นโมฆะ แต่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ภาษีฐานตัวใหม่ (Baseline Tariff) ที่อัตรา 10% ทันทีภายใต้กฎหมายอื่น ก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกที่สองที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง


สถาบันการเงินและหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยระบุว่ามาตรการภาษี 10% นี้ อาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยลดลงประมาณ 1.9 ถึง 2.7 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการสูญเสียราว 1.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ความสูญเสียในภาคการค้านี้จะฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.5% – 1.9% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเดิมที่คาดการณ์ไว้
เมื่อพิจารณาในรายอุตสาหกรรม กลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง” คือกลุ่มสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกไปสหรัฐฯ ได้แก่

  1. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
    โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ การโดนภาษี 10% จะกดดันกำไรของผู้ผลิตในไทยอย่างหนัก
  2. เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องกล
    มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จะเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
  3. ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์
    มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า
  4. ยานยนต์และชิ้นส่วน
    มูลค่าประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์
  5. อัญมณีและเครื่องประดับ
    มูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อที่หดตัวของชาวอเมริกัน
    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังมีความหวังในเรื่อง “เงินคืนภาษี” โดยมีการประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายรวมทั่วโลกกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของไทยนั้น ผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ยื่นขอคืนภาษีส่วนต่าง (Refund) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งเริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ ACH เต็มรูปแบบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับคู่ค้าและอาจส่งผลดีกลับมายังผู้ผลิตในไทยได้ในระยะสั้น สรุปได้ว่า แม้คำตัดสินของศาลจะช่วยลด “เพดาน” ภาษีจาก 19% ลงมาอยู่ที่ 10% แต่การที่ภาษีนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภท (ยกเว้นกลุ่มเหล็กและอลูมิเนียมที่มีกฎหมายเฉพาะ) ทำให้ภาคเอกชนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
    การปรับตัวไปสู่ตลาดใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐฯ และการเร่งเจรจา FTA กับภูมิภาคอื่นจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากผลกระทบที่รุนแรงกว่านี้ในปีหน้า.

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /”นาตาลี” ปักธงเป็นนายกเทศบาลทับสะแก ตามความคาดหมาย ชนะคู่แข่งขาดลอย พร้อมดูแลพี่น้องชาวทับสะแก/สภ.ห้วยยาง จัดโครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รายงานว่า จากการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแกแทน นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน ที่ลาออกไปลงสมัคร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดย ได้ภรรยาคือ น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค บุตรสาว ท่านมนัญญา ไทย
เศรษฐ์ อดีต รมช.กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้มาร่วมเป็นกำลังใจบุตรสาวในครั้งนี้ด้วย

ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก (อย่างไม่เป็นทางการ) ผลปรากฎว่า น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค ผู้สมครนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก หมายเลข 1 ได้คะแนน 2,181 นายวิมลศักดิ์ ตันเจริญ ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนน 1,102

สำหรับ น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค ว่าที่นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก คนใหม่ เป็นภรรยา นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน ว่าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวทับสะแกทุกท่านที่ออกมาใช้สิทธิ์ และขอบคุณทุกท่านที่มอบความไว้วางใจ โดยตนเองจะเข้าไปทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

////////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0623644468

สภ.ห้วยยาง จัดโครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ 2569ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำบลยั่งยืนฯ หมู่บ้านน้ำตกสายหนึ่ง ม.11ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายมนต์ชัย หนูสายนายอำเภอทับสะเเกเป็นประธานในพิธีเปิด โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ 2569โดยมี พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงศ์เวียงจันทร์รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์

พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยางนางสาวณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะเเก ผู้แทนผู้อำนวยการ สกร.อำเภอทับสะเเก

นางรัตนากร ศรวัฒนาพัฒนาการอำเภอทับสะเเก นางสาวอุษณีย์ ทอดสนิท กำนันตำบลห้วยยาง นางพัชชา เเดงฉ่ำผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.ห้วยยาง นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ร.ต.เอนก รูปโคมชุด ฉก.จงอางศึก

นางสาวทิพวรรณ อิ่มชื่น รักษาการเเทน ผอ.รพ.สต.สภ.ห้วยยาง นางศศิมน พิมลสกลวงศ์ ผอ.รพ.สต.บ้านเนินดินแดง ผู้แทนองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง พร้อมทั้งชาวบ้าน ทั้ง 2 ชุมชน คือบ้านทุ่งยาว ม.3 เเละ บ้านน้ำตกสายหนึ่ง ม.11 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะเเก เข้าร่วมกิจกรรม

พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง กล่าวว่า การดำเนินงาน“โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569” สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง จ.ประจวบคีรีขันธ์

ได้กำหนดชุมชนเป้าหมาย 2 ชุมชน คือ บ้านทุ่งยาว ม.3 และบ้านน้ำตกสายหนึ่ง ม.11 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก โดยมีเป้าหมายในการดำเนินการค้นหาผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดในชุมชน โดยการ x-ray คนในชุมชนอายุเป้าหมาย 12-65 ปี เพื่อนำมาบำบัดรักษาในชุมชนด้วยกระบวนการ CBTx เพื่อ ลด-ละ-เลิกยาเสพติด

โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมสนับสนุนในโครงการ อาทิ สาธารณสุข ปกครอง ท้องถิ่น และตำรวจ ถือเป็น 4 เสาหลักของโครงการ และมีท่านนายอำเภอทับสะแก เป็นเสาเอกของโครงการ ช่วยกำกับดูแลหน่วยงานในปกครองอย่างดี ทั้งนี้

โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ได้ ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่สำคัญ คณะกรรมการคุ้มทุกคน จะเป็นผู้ช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ ผกก.สภ.ห้วยยาง กล่าว

//////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย 0623644468