คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 20 รายปลายทางจังหวัดสงขลาส่งต่อประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับรายงานจาก พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ) กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว มีแรงงานต่างด้าวมาแอบพักพิงอยู่บริเวณ เพิงพักชายเขา ในพื้นที่ บ.หาดหนองหอย ม.6 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จึงได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบ สนธิกำลัง ฝ่ายปกครอง จนท.ทหารกอ.รมน.จว.ชุมพร จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ชุมพร ตม.จว.ชุมพร ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเพิงพักชั่วคราวจำนวนสามหลังคุมด้วยผ้าใบสีฟ้าขาวและพบแรงงานชาวต่างด้าวจำนวน 20 รายต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมจับกุมบุคคลต่างด้าว สัญชาติพม่า เป็นชาย จำนวน 18 คน หญิงจำนวน 2 คน และร่วมกันนำตัวมาที่ สภ.ท่าแซะ

เพื่อคัดกรองเบื้องต้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรองฯ 1.MR.KYAW HTAY (นายจอ เท) อายุ 42 ปี สัญชาติ เมียนมา 2.MR.SOE MYINT AUNG (นาย โซ เมี๊ยะ อาว) อายุ 22 ปี สัญชาติ เมียนมา 3.MR.AUNG KO MYINT (นาย อาว โก มิ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 4.MR.MYO HTET NING (นาย มิว เทด นาย) อายุ 35 ปี สัญชาติ เมียนมา 5.MR.THEIN THAN HTAY (นาย เต ทาน เท้)

อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 6.MR.AUNG ZAYA (นาย อาว เซ ยะ) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา 7.MR.MOE WIN (นายมู เวน) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมา 8.MR.THEIN ZAW LWIN (นายเต ซอ ลุย) อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา

9.MR.MAUNG NAING (นาย มาว นาย) อายุ 37 ปี สัญชาติ เมียนมา 10.MR.U MYO (นายอู มิ้ว) อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 11.MR.THAN TONE AUNG (นายตาน เต อาว) อายุ 18 ปี

สัญชาติเมียนมา 12.MR.NAY MYO AUNG (นายเน มิว อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติเมียนมา 13.MR.AUNG MYO THUYA (นายอาว มิว ตู ยะ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 14.MR.MIN WAI AUNG (นายเม เว อาว) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา 15.MR.ZAW LIN AUNG

(นายซอ ลิน อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 16.MR.MAUNG LWIN (นายเมา ลวย) อายุ 44 ปี สัญชาติ เมียนมา 17.MR.AUNG THAN

(นายเอา แตะ) อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา 18.MR.NAING TUN (นายไน ทอน) อายุ 32 ปี สัญชาติ เมียนมา 19.MISS AYE AYE SOE (น.ส.เอ้ เอ้ ซู) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 20.MRS.YIN YIN HTAY (นาง เย เยน เท่) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา
จากการตรวจสอบชาวเมียนมาจำนวนดังกล่าวไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (พาสสปอร์ต )

จากการสอบถามชาวเมียนมา ให้การว่าตนเองเดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ สมม. ขึ้นรถโดยสารมาลงที่ย่างกุ้ง สมม. จากนั้นนายหน้าพาเดินทางต่อโดยรถโดยสารไปยัง เมาะลำไย สมม. และโดยสารรถตู้มาลงที่ เจดีย์สามองค์ จว.ก.จ. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 เวลา 0145 จากนั้นเดินทางต่อโดยรถเอสยูวี สีดำ (1 ในรถขน) โดยมีการสลับรถจำนวน 4 คัน

จนมาลงที่บริเวณสวนปาล์มน้ำมัน วันที่ 21 ต.ค.68 เวลา 1700 จากนั้นเดินเท้ามายังบริเวณ ป่าใกล้สวนปาล์มน้ำมัน และพักอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อรอเดินทางต่อไปไปยัง พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จว. ส.ข. และประเทศมาเลเซีย โดยเสียค่าเดินทางไป จว.ส.ข. เป็นเงินจำนวน 22,000 บาท

และประเทศมาเลเซียเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท โดยจะจ่ายเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมแรงงาน ฯ ส่ง สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขับเคลื่อน ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จ.น่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรม

จังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่

ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย

ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/เครดิตสนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีรับบัว 2568 ประชาชนสองฝั่งคลองสำโรงร่วมอธิษฐานโยนบัวคึกคักบริหน้าตักหลวงพ่อโต อ.บางพลี สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

เป็นประธานเปิดลานวัฒนธรรม ในงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 และร่วมโยนบัวลงที่บริเวณหน้าตักหลวงพ่อโตจำลองที่ล่องอยู่ในคลองสำโรง

ซึ่งสองฝากฝั่งคลองสำโรงประชาชนจำนวนมากต่างถือดอกบัวอธิษฐานก่อนโยนไปที่หน้าตักหลวงพ่อโต

จำลองที่ล่องในคลองสำโรง เพราะเชื่อกันว่า หากโยนบัวได้ถึงหลวงพ่อโต

คำอธิษฐานก็จะเป็นจริง สมความปรารถนาภายในงานมี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ

นางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ดร.พัฒนพงศ์ จงรักดี นายกเทศมนตรีตำบลบางพลี

นายวิชัย จันทร์จำรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ อาจารย์ชูศรี สัตยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางพลี

นางสาววัฒนจิต บูรณเทพ ผู้แทนจาก ททท. สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม

ขณะที่ นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมคณะผู้บริหาร และส.อบจ.ก็ได้ล่องเรือในคลองสำโรง เพื่อโยนข้าวต้มมัด น้ำดื่ม ไข่ต้ม ให้กับประชาชนริมสองฝั่งคลองสำโรง

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น โดยมีขบวนเรือแห่จากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมขบวนจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ร่วมแจกข้าวต้มมัดแก่ผู้มาร่วมงาน

งานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 ถือประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี

ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต

ความผูกพันกับสายน้ำ ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญา

ทางวัฒนธรรมของชาติ โดย กระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง

เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา โดยการโยนดอกบัวลง

ไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ เชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวไปในเรือ แล้วอธิษฐานสิ่งใดไว้ จะประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โฆษกสำนักนายก ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัย ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ พร้อมเผย รัฐบาลตั้ง ศูนย์ คอภ. และ ศชภ. เร่งเบิกจ่ายเงินเยี่ยวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 68 ดร.สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายก ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองศรีสะเกษ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และติดตามปัญหาน้ำท่วมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ลงพื้นที่จำนวน 40 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนโนนงาม, ชุมชนหนองหมู, ชุมชนหนองบัว, ชุมชนศรีสำราญ และ ชุมชนสะพานขาว

***ดร.สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายก เปิดเผยว่า ตอนนี้ในส่วนเหตุอุทกภัยทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วันนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ คอภ. ซึ่งศูนย์นี้จะช่วยอำนวยกาบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะมีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานาต่างๆ โดยศูนย์นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานศูนย์เอง

***นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเรียกว่า ศชภ. ซึ่งจะมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานศูนย์ โดยทั้งสองศูนย์จะทำหน้าที่บูรณาการร่วมกันกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของ

พี่น้องประชาชา ร่วมถึงเรื่องเงินเยี่ยวยาผู้ประภัย ที่เมื่อก่อนจะพบว่ามีปัญหาความล่าช้ามาโดยตลอด มาครั้งนี้ทางรัฐบาลจึงเห็นความสำคัญในจุดนี้ จะเร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยี่ยวยาให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่ต้องให้พี่น้องประชาชนไปรอเป็นครึ่งปี หรือ หนึ่งปี ถึงจะได้เงินเยี่ยวยา
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว หนึ่งเดียวในโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 สืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย สืบสานประเพณีท้องถิ่นของอำเภอบางพลี

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสืบสานประเพณีท้องถิ่นของอำเภอบางพลี ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนต่างถิ่นที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำของชาวอำเภอบางพลี ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประเพณีรับบัว อำเภอบางพลี

ได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติโดยกระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม 2568 จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา

โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ได้แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวังทุกอย่าง

สำหรับหลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) ศิลปะสมัยสุโขทัย ลักษณะเบิกเนตร ขัดสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ ตามตำนานกล่าวว่า ประมาณ 200 กว่าปี

หลวงพ่อโตลอยน้ำมาจากทางเหนือ พร้อมหลวงพ่อพุทธโสธร และหลวงพ่อบ้านแหลม โดยหลวงพ่อโตลอยเข้ามาตามคลองสำโรง ชาวบ้านได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปฏิบัติการทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้าแก้ไขปัญหาภัยแล้วให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ครั้งแรกในประเทศ เปิด ปฏิบัติการทดสอบ พลุปรับสภาพอากาศฝนหลวง โดยกรมฝนหลวง และการบินเกษตรจับมือกองทัพอากาศ ทำวิจัย ใช้พลุปรับสภาพอากาศแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ประชาชน

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาวาอากาศโท สุรสิทธิ์ วารี หัวหน้าแผนก 2 กองโรงงานสรรพาวุธ 4 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ นาวากาศตรี นรพงษ์ เอกหาญกมล รอง หน.ผวรบ.กสย.ศวอ.ทหารอากาศ นายปิ่นพงษ์ คงชนะ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้

นางสาวอรุณโรจน์ ศรีเจริญโชติ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวง ฯ และ ทหารอากาศ ได้ร่วมปฏิบัติการทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ ด้านบนของ ยอดเขาป่าชุมชนหมู่ที่ 2 บ้านห้วยใหญ่ ตำบลสองพี่น้องอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร

โดยการประสานงานจาก สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร อำเภอท่าแซะ เขต 3 ได้รับความร่วมมือจาก นายปรีชา มีสุวรรณ นายก อบต.สองพี่น้อง นายนิยม คล้ายอักษร ส.อบต.ม.2 น.ส.ปุญญิศา บัวเกิด ผญบ.ม.2 ผช.ผญบ. และ คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนเป็นอย่างดี

การดำเนินงานในวันนี้ชุดปฏิบัติการได้ยิงพลุ จำนวน 20 ลูกพร้อมกันในเวลา 10.20 น.ขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อให้เมฆรวมตัวกัน สามารถดำเนินการได้สำเร็จ โดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวง ฯ วัดสภาพอากาศก่อนการปฏิบัติงาน ในขณะปฏิบัติงาน และหลังปฏิบัติงาน เพื่อเก็บความชื้นในอากาศเทียบเคียงกับการใช้แท่นตรวจอากาศเคลื่อนที่วิเคราะห์อากาศพื้นล่าง ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ห่างจากจุดยิงพลุประมาณ 3 กม.วิเคราะห์ร่วมกับการบินตรวจอากาศตามหลักวิชาการของกรมฝนหลวง

นาวาอากาศโท สุรสิทธิ์ วารี หัวหน้าแผนก 2 กองโรงงานสรรพาวุธ 4 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ยิงพลุดัดแปลงสภาพอากาศ ทำหน้าที่ส่งสารแคลเซียมคลอไรด์ ขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกันจำนวน 20 ลูก ที่ความสูงประมาณ 1,500 ฟุต จากฐานยิงบนยอดเขา เชื่อว่าผลการวิจัยในครั้งนี้จะสำเร็จได้ ซึ่งกองทัพอากาศเกิดความภูมิใจที่ได้ร่วมกับกรมฝนหลวง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาภัยแล้วให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้

ด้านนายนพรัตน์ สัมฤทธิ์ กรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยใหญ่ เปิดเผยว่า จุดชมวิวป่าชุมชนบ้านห้วยใหญ่ มีความสูง 1,053 ฟุต มีการอนุรักษ์ต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ โดยในช่วงเทศกาลต่างๆจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมากางเต็นท์ ชมธรรมชาติทะเลหมอกในช่วงเช้า มีความชื้นสูง จึงเหมาะที่จะเป็น จุดที่จะ ทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้ จะมีประโยชน์มาก ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของจังหวัดชุมพรและไกล้เคียง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานบุญสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 73 พรรษา” และห่มผ้าพระธาตุ ประจำ12 นักกษัตริย์ และพระธาตุสำคัญ อีก 8 แห่ง

แชร์เนื้อหานี้

🔹สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพและร่วมงานบุญสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 73 พรรษา” และห่มผ้าพระธาตุ ประจำ12 นักกษัตริย์ และพระธาตุสำคัญ อีก 8 แห่ง

🔹พบกับมหกรรมอาหารอร่อยจากครัวคุณต๋อย
🔹โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหารายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน สนับสนุนการดำเนินงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนทั่วประเทศ

🔹โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธี
🔹ดร.วรรณปรียา โลหะวัฒนะกุล เป็นประธานจัดงาน และร่วมกับคณะทำงานทุกท่าน
🔹ในวันพุธที่ 1 – วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม2568

ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
🔹ติดต่อสอบถามรายละเอียด ที่สำนักหารายได้
โทรศัพท์ 095 – 958 – 2849 สภาสังคมสงเคราะห์

คณะผู้บริหาร สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ เทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ 7 กัณฑ์มหาพน12:39 Aoi ๕๖๕ ♾📡📸 1 ตุลาคม 2568 : 11.00-12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,ร.อ.พนม เปียอยู่ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายทหารผ่านศึกเพื่อความมั่นคง อ.ท่าวุ้ง,นางถุงเงิน เพ็ชรเจริญสุข ประธาน อสม.ม.5 ต.บางลี่ และคณะ :

ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษากรณีเรียนพิเศษสำหรับเด็กยากจน พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับนักเรียนยากจน คนพิการ ผู้สูงอายุ [อายุ 100 ปี] และผู้ยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***- สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 3 ชุด

– น.ส.เจนจิรา เอี่ยมแจ่ม : บริจาคทุนการศึกษากรณีเรียนพิเศษสำหรับเด็กยากจน จำนวน 1 ทุน#สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ #สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล#ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1 #ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4#เครือข่ายทหารผ่านศึกเพื่อความมั่นคงอำเภอท่าวุ้น



สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯและพิธีสู่ขวัญเรือ ประจำปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้จัดงานแถลงข่าวและพิธีสู่ขวัญเรือ เพื่อเตรียมการจัดงานประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดน่าน ประจำปี 2568

โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 ณ ริมน้ำน่าน เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ จังหวัดน่าน โดยมี พระราชนันทวัชรบัณฑิต รศ.ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง

พร้อมด้วย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน นายสุรพล เธียรสูตรนายกเทศมนตรีเมืองน่าน และ นายราเชนทร์ กาบคำ นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน

ร่วมการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ร่วมประกอบพิธีสู่ขวัญเรือควบคู่กับงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมที่มีความสำคัญสืบทอดกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการบูชาแม่น้ำน่านและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจน

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เรือแข่ง ฝีพายและชุมชน โดยพิธีดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขันเรือประเพณีของจังหวัดน่านในปีนี้ สำหรับงานประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดน่าน

นับเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่า สืบสานประเพณี แห่งสายน้ำ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การสร้างความสามัคคีในชุมชน และความผูกพันของผู้คนกับสายน้ำน่าน โดยในปี 2568 นี้ ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติแก่ทีมเรือผู้ขนะการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดแก่ชาวน่าน

โดยมีกิจกรรมสำคัญที่จะดำเนินการในปีนี้ ประกอบด้วย งานประเพณีแข่งเรือ ตานก๋วยสลาก ณ วัดพระธาตุแซ่แห้ง พระอารามหลวง ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2568 การประกวดการแกะสลักเรือจำลอง

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) การประกวดเรือสวยงาม การแสดงศิลปะ ความประณีตและภูมิปัญญาชาวน่าน และการแข่งขันเรือใหญ่โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นการผสานพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น เพื่อน้อมสืบสานประเพณีเก่าแก่คู่เมืองน่าน พร้อมทั้งมุ่งมั่นให้เป็นเวทีแห่งการสร้างความสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สร้างสรรค์ในระดับจังหวัดและภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนจังหวัดน่าน จึงขอเชิญชวนที่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งขาวไทยและต่างประเทศ มาร่วมสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันอันอื่น สนุกสนาน และร่วมสืบสานประเพณีแห่งสายน้ำ

ระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 ณ ริมแม่น้ำน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน โทร: 054-711-650 Email: saraban-nan@m-culture.go.th/บุญยวค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หญิงดวงดีถูกรางวัล 12 ล้าน หอบเงินแสนมาแก้บนซื้อที่ดินถวายวัดไตรสามัคคี แถมล้วงไหได้เลขเด็ดเพื่อลุ้นอีกงวด

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 ที่วัดไตรสามัคคี อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ นางทองใบ เมืองแสน อายุ 58 ปี พร้อมครอบครัว ซึ่งเป็นชาวบ้านกะปิ หมู่ 11 ตำบลหนองม้า อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางมาแก้บนด้วยการทำบุญ 9 วัด

และนำเงินหลักแสนมาช่วยซื้อที่ดินจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ถวายให้วัดไตรสามัคคี หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ถูกรางวัลที่ 1 รับโชคก้อนโต 12 ล้านบาท นอกจากนี้ นางทองใบยังล้วงไหเสี่ยงโชคต่อหน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณ ทั้งร่างยักษ์และร่างมนุษย์ เพื่อหาเลขเด็ดให้ได้ลุ้นในงวดนี้อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ได้เลข 068

***นางทองใบ เมืองแสน อายุ 58 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กันยายน 68 ซึ่งถูกจำนวน 2 ใบ ได้รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท ก่อนหน้าที่จะถูกรางวัล ตนได้เข้ามาทำบุญสังฆทานที่วัดไตรสามัคคีแห่งนี้ และนั่งอธิษฐานใต้ต้นไม้ใหญ่ ขอพรจากท้าวเวสสุวรรณ ให้ตนมีโชคลาภถูกรางวัลใหญ่ หากถูกรางวัลใหญ่ จะถวายเงินเพื่อซื้อที่ดินให้วัด และจะซื้อรถยนต์พาคนมาทำบุญ เนื่องจากตนไม่มีรถของตัวเอง เวลาจะมาวัดทำบุญต้องอาศัยรถคนอื่นอยู่เสมอ

***ดังนั้น หลังจากถูกรางวัลใหญ่ในครั้งนี้ ตนจึงเข้ามาที่วัดไตรสามัคคีเพื่อทำตามสิ่งที่ได้อธิษฐานไว้ โดยนำเงินไปซื้อที่ดินและนำโฉนดถวายให้วัด ตนรู้สึกดีใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตลำบากมาก ตนมีอาชีพทำนา ต้องเลี้ยงหลาน 3 คน รายได้ไม่พอใช้ ต้องคอยยืมเงินญาติพี่น้องเพื่อประทังชีวิต รอสิ้นเดือนให้ลูกสาวโอนเงินมาให้ใช้ ส่วนลูกชายก็ตกงาน ทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างยากลำบาก การถูกรางวัล 12 ล้านบาทครั้งนี้ เงินบางส่วนจะนำไปทำบุญ 9 วัด ตามที่ตั้งใจไว้ และจะแบ่งให้ลูก ๆ เพื่อนำไปสร้างอาชีพ ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ใช้เอง และเป็นทุนการศึกษาให้หลาน ๆ ในอนาคต

***ทั้งนี้ วัดไตรสามัคคี เป็นหนึ่งในวัดที่น่าเที่ยวชม และเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนพญานาค โดดเด่นด้วยเกาะนาคเมืองบาดาล ประติมากรรมแห่งศรัทธาที่งดงามวิจิตรตระการตา ราวกับอยู่ในเมืองบาดาล อีกทั้งยังเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในการถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณร่างยักษ์ใหญ่ และองค์ท้าวเวสสุวรรณในร่างมนุษย์ที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ภายในพระอุโบสถก็มีความวิจิตรงดงามไม่แพ้กัน เสมือนอยู่ในถ้ำบาดาลของพญานาค ทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ หลายคนมักมาขอพรตามจุดต่าง ๆ ของวัด และก็มักสมหวังอยู่เสมอ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ กับผู้ว่าฯ เหตุดินทรุดตัวหน้า รพ.วชิระ ถ.สามเสน กำชับตรวจสอบสาเหตุ ป้องกันดินสไลด์เพิ่ม และเคลียร์พื้นที่ ด้าน ปภ. จัดทีมปฏิบัติการ สนับสนุน กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (24 ก.ย. 68) เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกาจผจญ อุดม

ธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามเหตุดินทรุด หน้าโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ เผยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันทำงานเพื่อควบคุม สถานการณ์ – ด้านผู้ว่า กทม. อพยพคนจากจุดเสี่ยงเรียบร้อย รฟม. เร่งสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมปรับปรุงพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและเดินทางสัญจรได้ตามปกติโดยเร็ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทว กล่าวว่า จุดที่ดินทรุดเป็นโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งจะมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทำงานเพื่อควบคุมสถานการณ์แล้ว ได้

เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1-2 วันนี้ เบื้องต้นได้ประสานว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมในการประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับและให้บริการผู้ป่วยและคนไข้ได้ตามปกติ ซึ่งเบื้องต้น คาดว่าไม่มีอุปสรรคในการรักษา ส่งต่อ และดูแลคนไข้

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า กทม. ได้มีการ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง รฟม. กฟน. กปน. สปภ.กทม. วชิรพยาบาล และหน่วยอื่น ๆ เพื่อแก้ไขและควบคุมสถานการณ์ โดยเบื้องต้นต้องเร่งหยุดและป้องกันไม่ให้เกิดดินสไลด์ต่อเนื่อง ตอนนี้ทางกรมโยธาฯ ได้มีการประมวลสถานการณ์โดยรอบโรงพยาบาล ในส่วนของโรง

พยาบาลไม่มีข้อกังวลเพราะมีกำแพงกั้นดินอยู่ แต่เพื่อความปลอดภัยได้หยุดให้บริการผู้ป่วยนอกเพื่อลดการเดินทางของประชาชนเข้ามาในพื้นที่แล้ว ในส่วนของถนนฝั่งตรงข้ามที่เป็นสำนักงานตำรวจถือว่าเป็นเขตอันตราย ได้มีการควบคุมการเดินทางและกั้นไม่ให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่รัศมีประมาณ 100 เมตรจากจุดเกิดเหตุ ตอนนี้สิ่งที่เป็นห่วงคือฝนที่อาจจะตกลงมา ซึ่งอาจทำให้ดินสไลด์มากขึ้น จึงได้มีการประสานเตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่

ด้านผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เส้นทางที่เกิดเหตุเป็นสายสีม่วงใต้ เป็นอุโมงค์รถไฟใต้ดิน 2 ชั้น ตอนนี้ต้องเร่งตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์ขึ้น เบื้องต้นคาดเกิด

จากการเคลื่อนตัวของน้ำใต้ดินกับดินที่การเคลื่อนตัวทางอุโมงค์ชั้นล่างทำให้ตัวรอยต่อระหว่างอุโมงค์ทั้งสองชั้นมีการสไลด์ ทำให้ดินบางส่วนพร้อมกับน้ำไหลเข้าไป ซึ่งตอนนี้ได้เร่งทำงานเพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้เร็วที่สุด

“ตอนนี้ต้องตรวจสอบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร ใครต้องทำงานส่วนไหน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งบูรณาการทำงาน อาจจะต้องกลับใช้โมเดลการทำงานตอนที่ตึก สตง. ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างถล่ม และมุ่งเน้นการเคลียร์พื้นที่ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว“ นายอนุทิน เน้นย้ำ

เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ปภ. ประจำ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command Post: ICP) ปฏิบัติงานเป็นวงรอบ เพื่อติดตามข้อมูล ประสานการปฎิบัติงาน และสนับสนุนความช่วยเหลือให้กับ กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง ////////

#ปภ#ข่าว#อนุทิน#ดินถล่ม#วชิรพยาบาล

ลงพื้นที่ติดตามเหตุดินทรุดตัวหน้า รพ.วชิระ ถ.สามเสน ส่งทีมปฏิบัติการพิเศษ USAR Thailand พร้อมอุปกรณ์กล้องจับความความเคลื่อนไหวของโครงสร้างอาคาร เข้าช่วย กทม.

วันนี้ (24 ก.ย.68) เวลา 09.30 น.นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มอบหมายให้นายสหรัฐวงศ์ สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการติดตามสถานการณ์เหตุดินทรุดตัวบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

ในเบื้องต้นสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอรับการสนับสนุนทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ (USAR) พร้อมอุปกรณ์กล้องส่องความเคลื่อนไหวของโครงสร้างอาคาร เพื่อสนับสนุนภารกิจในการเข้าตรวจสอบพื้นที่ โดย

เฉพาะการตรวจสอบความทรุดตัวของอาคาร เพื่อความปลอดภัยในการเข้าปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป ซึ่ง ปภ.ได้จัดส่งทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ หรือ USAR พร้อมอุปกรณ์พร้อมอุปกรณ์ชุดค้นหาพิเศษเข้าสนับสนุน กทม. ในเวลา 10:00 น.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ให้ความรู้เรื่องสิทธิ คนพิการ มอบชุดเยี่ยม/รถวีลแชร์/ผ้าอ้อมสำเร็จรูป คนพิการ 12 ราย วัดศรีสุวรรณรัตนาราม [วัดดงแก้ว] ต.วังขอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

23 กันยายน 2568 : 13.30 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคน

พิการทางการเคลื่อนไหวสากล ร่วมกับ นางสุพิชชญา สาคร นายกสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะ,พล.อ.ทวี ณ ชาตรี รอง หส.ผศ.ล.บ. และคณะ,ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.โคกสำโรง และคณะ,รอง นายก อบต.วังขอนขว้าง,จิตอาสา รุ่น 8/25

เหล่าทหารปืนใหญ่,ผญบ.,อสม.,พ.ต.เฉลิม อินจำปา รองประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.โคกสำโรง ผู้ประสานงาน : ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยม/รถวีลแชร์/ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้คนพิการ จำนวน 12 ราย ณ ศาลาเอนกประสงค์ วัดศรีสุวรรณรัตนาราม [วัดดงแก้ว] ต.วังขอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

*** ขอขอบคุณผู้บริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 7 ชุด/ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนางศิริกาญจน์ เขื่อนเพชร : บริจาครถวีลแชร์ 1 คันนางสุพมณฑน์ คลังบุญครอง : บริจาคผ้าอ้อมสำเร็จรูป และแผ่นรองซับโรงแรม CENTARA : บริจาคแปรงสีฟัน ยาสีฟัน

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหว

สากลสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลพบุรีเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอโคกสำโรงองค์การบริหารส่วนตำบลวังขอนขว้างทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปัตตานี – เลขาฯ ป.ป.ส เปิดงาน ยุวสิงห์มหาดไทย รวมพลังต่อต้านยาเสพติด ชมดนตรีในสวน มาลีฮวนน่า สร้างมูลค่าทางเศษฐกิจในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน วันที่ 22 กันยายน 2568 20.30 น. ที่ สวนสาธารณะพรุจงเปือย หมู่ที่ 4 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จัดกิจกรรม “ยุวสิงห์มหาดไทย รวมพลังทำ ความดี ต่อต้านยาเสพติด มีการชมดนตรีในสวนมาลีฮวนน่า โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 200 คน

โอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาว อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายคอซีย์ มามุ ส.ส.ปัตตานี (เขต2ปัตตานี) นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนางรอมละห์ มามุ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาประดู่ โดยมี นายเชาวลิต สิทธิฤทธิ์ นายอำเภอโคกโพธิ์ ได้มาเป็นผู้กล่าวรายงานในพิธีเปิดกิจกรรมในครั้งนี้

ซึ่งภายในงานมีการเปิดบูทขายสินค้าต่างๆ กิจกรรมรวม กลุ่มสันทนาการ การเรียนรู้วิธีปฏิเสธยาเสพติด และ การเลือกคบเพื่อนที่ดี การดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา และการอยู่ร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ด้านกฎจราจร และการขับขี่ปลอดภัยจากสถานีตำรวจภูธรนาประดู่ และสถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ มีกิจกรรม แรลลี่เยี่ยมชม โครงการสร้างบ้านกาชาดและกลุ่มผู้เปราะบาง ที่ บ้านห้วยเงาะ ตำบลทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ ปัตตานี

นอกจากนี้แล้ว ไฮไลท์ที่ประชาชนให้ความสนใจ การแสดง ดนตรีในสวนจากวง “มาลีฮวนน่า” วงดนตรีเพื่อชีวิตในตำนาน มาทำการแสดง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุข และเสริมสร้างพลังอันเกิดจากความสามัคคีของคนในชุมชน นอกจากนี้การที่ชาวบ้านได้มีการเปิดบูทร้านค้าขายสินค้าในพื้นที่ยังก่อให้เกิดการกระตุ้นเม็ดเงินหลายล้านบาทเเละเศรษฐกิจที่กำลังก้าวไปข้างหน้าซึ่งกิจกรรม

ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และ ได้รับความร่วมมือจาก นายคอซีย์ มามุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปัตตานี เขต 2 ปัตตานี องค์การบริหาร ส่วนตำบลนาประดู่ ในการเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดงาน มีการเปิดวีดิทัศน์สรุปกิจกรรม ประธานยุวชนสิงห์ ได้นำกล่าวคำปฏิญาณตนเพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์ ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส.

ด้าน นางสาว อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า การจัดกิจกรรม ยุวสิงห์มหาดไทยรวมพลังทำความดี ต่อต้านยาเสพติดครั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และ สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่เยาวชนในพื้นที่

โดย กิจกรรมในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ในการป้องกัน และปราบปราม ยาเสพติดในเชิงรุก เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการสร้างเครือข่าย เยาวชนในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกัน การเข้าถึงยาเสพติดใน กลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อีกด้วย

ตอริก สหสันติวรกุล
ผอ.กองบรรณาธิการข่าว
(ศูนย์ข่าวภาคใต้ จ.ปัตตานี)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต! จนท.พัสดุ สพป.มุกดาหาร–เอกชน พัวพันสมคบฮั้วประมูล จัดจ้างปรับปรุงอาคารเรียน 3 แห่งในพื้นที่ อ.คำชะอี – ผอ.ร.ร.หลุดอาญาแต่เจอวินัยร้ายแรง

แชร์เนื้อหานี้

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 67-1-1427/2565 และคดีหมายเลขแดงที่ 1114-1-50/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียน 3 แห่ง ในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่พัสดุของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร (สพป.มุกดาหาร) ว่ามีการจัดจ้างปรับปรุงอาคารเรียนโดยวิธีพิเศษ ไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่เอกชน

การสอบสวนพบว่าในปี 2557 น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร ได้โน้มน้าวให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง คือ นายวิษุวัต วิมลเศรษฐ ร.ร.บ้านดงยาง 1 นางภัทร์สิริ ไชยธงยศ ร.ร.บ้านกกไฮโนนน้ำคำ และนายวิรัตน์ บุตรดีวงศ์ ร.ร.บ้านน้ำเที่ยงวันครู 2501 จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ อ้างว่าหากล่าช้า งบประมาณจะถูกตัด ซึ่งไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ น.ส.ทองม้วน เป็นผู้จัดหาผู้รับจ้างและคู่เทียบเอง ทำให้การจัดจ้างไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีโครงการที่เกี่ยวข้อง 3 รายการ ได้แก่
ปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านดงยาง 1 งบประมาณ 735,000 บาท ปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านกกไฮโนนน้ำคำ งบประมาณ 1,160,000 บาท และปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านน้ำเที่ยงวันครู 2501 งบประมาณ 200,000 บาทต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 107/2567 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 มีมติ คือ
ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง พ้นมูลความผิดอาญา แต่มีมูลผิด วินัยร้ายแรง ฐานละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบจนทำให้ราชการเสียหาย น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ เจ้าหน้าที่พัสดุ มีมูลผิดอาญาหลายฐาน ทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) สมคบเสนอราคา (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล 2542) และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. รวมทั้งผิด วินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่

นางนภาพร แสนโสม และนางจรรยพร วังคะฮาต มีมูลผิดวินัยร้ายแรง ฐานลงนามเอกสารจัดจ้างทั้งที่ไม่มีการเสนอราคาจริง นายจุบรรณ บรรจง และนางจิรภา พรหมพิบูลย์ ไม่มีมูลผิดอาญา แต่มีมูลผิดวินัยไม่ร้ายแรงส่วนภาคเอกชน นางอรัญญา คูสกุลวัฒน, นายอภิเดช ปัททุม, หจก.กลางประพันธ์ก่อสร้าง และนายแดนศักดิ์ ทิพนัส มีมูลผิดอาญา ฐานสมคบเสนอราคาและสนับสนุนเจ้าพนักงานทุจริต น.ส.ผาณิตา บุตรดีวงศ์ และหจก.ซีเอ็นเอส คณาทรัพย์ มีมูลผิดอาญาในลักษณะเดียวกัน ส่วนนางนันธิตา แสนโสม และหจก.สุทธิดา การโยธา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล

โดย ป.ป.ช.มีมติให้ส่งสำนวนและพยานหลักฐานไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีอาญา ได้แก่ น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ, นางอรัญญา คูสกุลวัฒน, นายอภิเดช ปัททุม, หจก.กลางประพันธ์ก่อสร้าง, น.ส.ผาณิตา บุตรดีวงศ์, หจก.ซีเอ็นเอส คณาทรัพย์ และนายแดนศักดิ์ ทิพนัสนอกจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องไปยัง ผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหารดำเนินการชดใช้ค่าเสียหาย และส่งข้อมูลเอกชนที่เกี่ยวข้องให้กรมบัญชีกลางขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ทิ้งงานต่อไป

ทั้งนี้ ยังพบว่าจังหวัดมุกดาหารได้ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2567 โดยมีชื่อนางอรัญญา คูสกุลวัฒน สารวัตรกำนันตำบลน้ำเที่ยง อำเภอคำชะอี ได้รับรางวัลขั้นที่ 2 ของสารวัตรกำนัน ด้วย

ปปช #ปปชมุกดาหาร #ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง #ข่าวการศึกษา #ปราบโกง #มุกดาหาร #ฮั้วประมูล #สพป #สพปมุกดาหาร #โรงเรียนบ้านดงยาง1 #โรงเรียนบ้านกกไฮโนนน้ำคำ #โรงเรียนบ้านน้ำเที่ยงวันครู2501 #คำชะอี #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลงพื้นที่เดินหน้าให้ความรู้ “พืชผักสมุนไพร หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู” สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงวัย ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hot spot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านกิจกรรม

“พืชผักสมุนไพร หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงวัยปลอดภัยจากฝุ่นละออง PM2.5” ณ พื้นที่ตำบลแม่สาคร อำเภอเวียงสา จังหวัดน่านการดำเนินงานในครั้งนี้นำโดย นางสาวแพรวพรรณ คำศิลา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาคร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ดวงใจ หัวหน้า

โครงการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ น้ำเย็น ผู้อำนวยการ รพ.สต.แม่สาคร และ นางบัณฑิตา ถึงสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สาคร ร่วมลงพื้นที่ให้ความรู้และสาธิตแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพแก่ อสม. และเกษตรกรในพื้นที่รวม 65 ราย จาก 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านสาคร หมู่ที่ 2 บ้านท่ามงคล หมู่ที่ 3 บ้านจะเข้ภูหอม หมู่ที่ 4 บ้านป่างิ้ว หมู่ที่ 5 บ้านไพรอุดม และ หมู่ที่ 6 บ้านป่าคา

กิจกรรมสาธิต “หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู” จัดขึ้นที่บ้านของ อสม. แกนนำในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อเป็นตัวอย่างการปลูกพืชผักสมุนไพรร่วมกับการใช้เศษเหลือวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่ เพื่อที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงจากโรคระบบทางเดินหายใจ และส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพแล้ว กิจกรรมยังมีเป้าหมายในการลดจุดความร้อนจากการเผาวัสดุการเกษตร โดยเน้นการสร้างความรู้เรื่องการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมทั้งวางแผนความร่วมมือกับเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “สังคมคาร์บอนต่ำ” และการบริโภคอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมายการลดฝุ่น PM2.5 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในระยะยาว/เครดิต/สรรเพชญ์ ปุละ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “จากฟาร์มถึงช้อน สะท้อนนวัตกรรมอาหารไทย “จัดยิ่งใหญ่ที่เซ็นทรัลโคราช

แชร์เนื้อหานี้

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) (TCEB) เทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ2 พาณิชจังหวัดนครราชสีมา เกษตรจังหวัดนครราชสีมา อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 และ องค์กรภาครัฐและเอกชน จัดงานแสดงสินค้า เตรียมจัดงาน Agro FEX 2025 (ฟู้ดเด้อ Fooder) ภายใต้แนวคิด ” จากฟาร์มถึงช้อน สะท้อนนวัตกรรมอาหารไทย” งานแสดงสินค้าและ นวัตกรรม ด้านการเกษตร และอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปืดเผยว่าการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารเกษตรและแปรรูปอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยมีกิจกรรมงานที่หลากหลาย อาทิกิจกรรม Business.Matching เชื่อมโยงการค้าระหว่างผู้ประกอบการ Exhibitor จาก ทั่วประเทศ และ Visitor ที่เป็นนักธุรกิจทั้งในประเทศ ผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึง คู่ค้าจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้พิเศษ คือ เราจะนำสินค้าเครื่องดื่มที่เป็นท้องถิ่น เช่นสุราท้องถิ่น เบียร์ คราฟ มาจัดแสดง และจัดเบียร์ทอร์ค และ.เบียร์ เทสติ้ง เพื่อคนที่สนใจต่อยอดธุรกิจ

นางธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานAgro FEX 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี แต่ยังเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่ประชาชน จะได้สัมผัสสินค้าคุณภาพและเรียนรู้วิถีอาหารปลอดภัย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าภายในงานกว่า.1,550 ล้านบาททางด้านนายสุวัชชัย นิมมานเทวินทร์ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองไมซ์ซิตี้ ที่มีศักยภาพความพร้อมในการรองรับการจัดงานแสดงสินค้า อย่างมีมาตรฐาน งาน AgroFex 2025 จะยิ่งเสริมเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและต่อยอดทางธุรกิจ การค้าการลงทุน และองค์ความรู้ระยะยาว โดย เฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรอาหาร และอุตสาหดรรมต่อเนื่อง โดยปีนี้ งาน AgroFex เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบาย และ วาระแห่งชาติ หลายด้าน


” ทีเส็บ (TCEB) ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้งานแสดงสินค้า อย่าง AgroFex เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจเกษตรไทยกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนงานภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Empower Thailand Exhibition (EMTEX) ที่มุ่งยกระดับงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพ ขึ้นระดับภูมิภาค โดยใช้กิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดเป็นตัวนำ และเป็นที่ปรึกษาร่วมวางกลยุทธ การขายตลาด สนับสนุนให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) สร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการให้มากที่สุด เพื่อให้งานแสดงสินค้านี้ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย ของภูมืภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต นายสุวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / “หัวหิน” จัดระเบียบขอทาน-คนเร่ร่อน ป้องกันอาชญากรรมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเมืองท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 7

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.68 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานปล่อยแถวการจัดระเบียบคนขอทานและคนไร้ที่พึ่ง ที่หน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 27

ร่วมกับ เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ หน่วยงานสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และภาคีเครือข่าย กองสวัสดิการสังคม เจ้าหน้าที่เทศกิจ ฝ่ายปกครองอำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน เพื่อสร้างความตระหนักและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559

พระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2556 รวมถึงสร้างความเข้าใจในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำการขอทาน คนเร่ร่อน และคนไร้ที่พึ่งในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน เพื่อป้องกันอาชญากรรมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีเมืองท่องเที่ยวระดับโลกนายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า ภายหลังปล่อยแถวเจ้าหน้าที่แล้ว

ได้ลงพื้นที่สำรวจภายในตลาดโต้รุ่งหัวหิน และถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลฯ หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนนักท่องเที่ยวว่าพบเห็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักษณะคล้ายคลึงกับผู้ป่วยจิตเวช คนไร้ที่พึ่ง เร่ร่อน หลายรายออกมาพักอาศัยอยู่ในที่สาธารณะตามริมถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดทำประวัติพร้อมทั้งแจ้งสิทธิตามกฎหมาย

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 11

ให้คำแนะนำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้น เราเน้นการให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่กระบวนการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้หากใครพบเห็นคนเร่ร่อน คนขอทาน กระบวนการค้ามนุษย์ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่งานรักษาความสงบ (เทศกิจ) ให้ดำเนินการได้ทันที หรือแจ้งที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 2

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สายด่วน 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 14

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง ลงพื้นที่ตรวจตราสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น.นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรงและนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม

ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ปริมาณน้ำในพื้นอำเภอโคกสำโรง โดยได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ผลการปฏิบัติงานดังนี้

เวลา 10.30 น. นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลหนองแขม

เพื่อตรวจสอบพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากบริเวณบ้านหลังที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นทางผ่านของน้ำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังซึ่งเป็นน้ำรอระบาย

โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ได้ปรึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวกับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแขมเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

เวลา 14.30 น. นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรงและนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองได้เดินทางไปยังถนนเส้น ทช.1008 ตำบลหลุมข้าว ร่วมกับ สภ.โคกสำโรง และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลหลุมข้าว

ตามที่ได้มีการลงสื่อโซเชียลกรณีมีชาวบ้านมาเล่นน้ำบริเวณถนนเส้นดังกล่าว จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นายอำเภอโคกสำโรงพร้อมองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าวลงพื้นที่ตรวจตราบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางมาเล่นน้ำและมีร้านค้าตั้งขายของ

โดยนายอำเภอโคกสำโรงได้กำชับองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าวให้ติดตั้งป้ายเตือนและติดตั้งกรวย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และจัดเวรยามเฝ้าระวังความปลอดภัยให้แก่ผู้มาท่องเที่ยวในพื้นที่ในช่วงนี้ต่อไป

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อพท.สุโขทัย สร้างสัมพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสุโขทัยจัดประชุมรวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา16:30 น. พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย และนายสิทธิพันธ์ แสงสุวรรณ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏฺิบัติการ อพท.สุโขทัย และเจ้าหน้าที่ อพท.สุโขทัย สร้างสัมพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสุโขทัย จัดประชุมรวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2568
    โดยมี ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย สมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ผู้สื่อข่าวช่อง ๓ สถานีวิทยุ อสมท จังหวัดสุโขทัย สถานีวิทยุ สวท.จังหวัดสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชน เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ในการนี้ได้รับเกียรติจาก นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย พร้อมพี่น้องสื่อมวลชน

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เครือข่าย สื่อมวลชนทุกท่านให้ความสําคัญและเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN)
    2. โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568
    3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง

    สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64% จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568

    ผลงานเด่น: รางวัลระดับชาติและนานาชาติ
    จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ

    1. รางวัลนานาชาติ
    • PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
    1. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)
    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
    1. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม
    • Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
    1. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง
    • ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง
    • ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง
      รวมทั้งหมด 7 รางวัล
    1. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)
    • ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร
      จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
    • ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณ อพท.สุโขทัย ในการบูรณาการร่วมกันในการขับเคลื่อนชุมชนเกิดผลงานเชิงประจักษ์มากมาย ถือว่าเป็นเครือข่ายสำคัญ แรงผลักดันหลักในการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง

    นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชน และ อพท.สุโขทัย ที่สร้างส่งเสริม สนับสนุน ชุมขนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ในนามประชาสัมพันธ์จักนำข้อมูลทั้งหมดไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ต่อไปให้นักท่องเที่ยว และบุคคลภายนอกได้ทราบถึงความสำเร็จของชุมชนจากการได้ รางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างการรับรู้ให้คนมาท่องเที่ยวสุโขทัยเพิ่มมากขึ้นต่อไป

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพท.สุโขทัย เล็งเห็นถึง ความสําคัญของเครือข่ายสื่อมวลชนในฐานะพันธมิตรสําคัญที่จะช่วยเผยแพร่เรื่องราวของชุมชน ผู้ประกอบการ ร้านค้า และเส้นทางการท่องเที่ยวต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง การประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสําคัญในการบูรณาการทํางานร่วมกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสุโขทัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน”

    การจัดประชุมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญของการสร้างเครือข่ายการสื่อสารด้านการ ท่องเที่ยว เพื่อให้จังหวัดสุโขทัยสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีชื่อเสียงในระดับโลกได้อย่าง มั่นคง

    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

    สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / โครงการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดูข้อกฎหมาย ป.ป.ช.จากกรณีข้าราชการท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล ถูกร่างแหดำเนินคดี ไปกับคณะผู้บริหารท้องถิ่น โดยตกเป็นจำเลยร่วม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ สนง. ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมานายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภ.3 เผยว่า พี่น้องท้องถิ่น อปท.มี 8 หมื่น หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล เวลาถูกกล่าวหา ก็คือตัวนายก แต่ ป.ป.ช. ดำเนินคดีทำใมมาถึงตัวเขาด้วย

    ซึ่งเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ตรงนี้เป็นหลักกฎหมายโดยแท้อยู่แล้ว ก็คือกระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมปฏิบัติ ในข้อกล่าวหานั้นๆ.ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าน เวลาดำเนินการ นอกจากจะดำเนินการกับ นายก ซึ่งถือว่าเป็นตัวการสำคัญ เราต้องดำเนินการกับผู้ปฏิบัติ และผู้สนับสนุน หมายถึงผู้ดำเนินการแทนนายก เป็นเรื่องปกติ จริงๆแล้ว กฎหมายมีทางออก ดูจาก พรบ.ป.ป.ช. ปี 2561มาตรา 134 เจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา

    สมมุติว่า มีการจัดซื้อจัดจ้าน ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ มาเห็นสิ่งที่นายกสั่งการไม่ถูกต้อง คุณสามารถคัดค้านได้ตาม มาตรา 134 เมื่อมีการคัดค้านและมีพยาน ตามกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ และกฎหมายยังมีทางออกอีกหนึ่งทาง คือ มาตรา 135 ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำทุจริต ไปกับเขาด้วย แต่เราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเล่าความจริงที่เป็นสาระ สำคัญ ในการดำเนินคดีกับตัวการ ข้าราชการผู้ปฏิบัติเหล่านี้

    สามารถร้องขอในการเป็นพยานได้ ที่สำคัญคดี ของ ป.ป.ช.คดีการจัดซื้อจัดจ้าน มีการพิจรณาหยิบยกเรื่องการเป็นพยานเกือบทุกคดี ไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนก่อการ แต่เขาทำเพราะถูกสั่ง แบบนี้กฎกมายต้องคุ้มครองกันเป็นพยาน เมื่อมีมติกันเป็นพยาน ก็ไม่ต้องรับผิดทางวินัย ในทางอาญา และ ละเมิด ตัวสั่งการเท่านั้น ต้องรับผิดชอบ

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ต.ศรีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่14 กันยายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสรภัญญะ ณ วัด

    โนนสะอาดอุดม บ้านโคกกุง โดย นายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข มอบหมาย นางสุมาลี มูลตรีภักดี
    รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

    กล่าวรายงานประกวดขับร้องสรภัญญะ ประเภททีม แบ่งออก3ประเภท ได้แก่-ประเภทยุวชน-ประเภทเยาวชน-ประเภทผู้สูงอายุ(ประชาชนทั่วไป)

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นให้มั่นคงสืบไป

    นายอิสระ บุตรโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดขับร้องสรภัญญะ
    มีผู้มาร่วมงานจำนวนมากทั้งภาคประชาชนทั่วไป ส่วนราชการ อบต.ศรีสุข สมาชิก อบต.ศรีสุข กำนันตำบลศรีสุข คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู

    นายอุไร ลาสอน เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู กล่าว
    งานประเพณีบุญทอดเทียน กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู

    วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2568 ขอขอบคุณด.ร.วิราวรรณ มูลตรีภักดี พร้อมญาติๆ สนับสนุนเงินรางวัลร้องสรภัญญะตำบลศรีสุข และนายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

    วินนิวส์/สมมาตร แอมไร่ ข่าว/ภาพ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณ เรือรบหลวงปราบ เพื่อความสวยงามของท้องทะเล/กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514 วันนี้ (15 ก.ย.68) เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 (ชุมพร) สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณเกาะง่าม เรือรบหลวงปราบ และเกาะหลักง่าม ได้ลอบ จำนวน 4 ลูก ภารกิจเสร็จสิ้น

    หนึ่งใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ของแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองรอง นำเสนอโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การที่ได้มาเที่ยวทะเลชุมพร ว่ากันว่าที่นี่หาดทรายสวย ใต้ทะเลสมบูรณ์เกินกว่าจะถูกมองให้เป็นแค่เมืองผ่าน เพราะจุดดำน้ำตื้นหมู่เกาะชุมพรแบ่งออกเป็นสองโซนใหญ่ กลุ่มแรกคือ เกาะง่ามน้อย ง่ามใหญ่ กะโหลก และ ทะลุ อีกกลุ่มคือ เกาะมัตรา หลักแรด ละวะ และ เกาะลังกาจิว การไปเที่ยวไม่ยากเลย มีบริษัทนำเที่ยวเอกชนให้บริการอยู่พอสมควร

    ฤดูท่องเที่ยวทะเลชุมพรเหมาะสมที่สุดคือมกราคมถึงเมษายน เหมือนกับทะเลโซนอื่นของประเทศ ส่วนฤดูมรสุมใหญ่ฝั่งภาคใต้อ่าวไทยปกติอยู่ระหว่างตุลาคมกับพฤศจิกายน เดือนที่เหลือจากที่ว่ามาให้ดูตามสภาพอากาศเวลานั้นอีกทีแล้วกัน อาจจะมีฝนตกบ้าง เว้นช่วงบ้างว่ากันไป

    แต่ก่อนไปยลอะไรที่สวยยิ่งกว่าต้องอดใจรอสักครู่ เพราะเรือมุ่งหน้าต่อสู่เกาะง่ามใหญ่
    ง่ามใหญ่เป็นเกาะกลุ่มเดียวกับง่ามน้อยนั่นแหละ ที่นี่มีทีเด็ดมีเรือรบหลวงปราบ เฉพาะใต้น้ำแต่ยังโดดเด่นด้วยหน้าผาหินทรงแปลกตามองคล้ายฝ่ามือคนข้างขวา ชาวบ้านเลยเรียกกันว่าฝ่ามือพระพุทธเจ้า นักท่องเที่ยวไหวเลยครับ อุทานถึงพระองค์ พระองค์ก็มา

    กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

    ธนากร โกสลเมธี รายงาน 0818923514 วันที่16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจากกรณี ผู้ใช้กรณีผู้ที่ใช้ Facebook ชื่อ Anong Panthong ได้ลงคลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมของกำนันนายนิรัตน์ เข้าระงับเหตุ ใช้เสียงดัง และเดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าวแต่ไม่พบใครอยู่ในบ้าน
    ทางด้าน นายนิรัตน์ ผุดเพชรแก้ว กำนันคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านหลายฉบับ และได้เก็บหนังสือร้องเรียนเหล่านั้นไว้ทุกฉบับทั้งหมด ชาวบ้านร้องเรียนว่า บ้านทำเสียงดัง ต.ท่าหิน อ. สวี จ.ชุมพร

    หลังดังกล่าวได้ เบิ้ลเครื่องรถและเสียงท่อไอเสียดังมากกว่าปกติจึงได้โทรไปหาพ่อของ คนดังกล่าวเพื่อแจ้งให้ทราบและยังได้ตักเตือนไปถึง พฤติกรรมของคนดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นมานาน หลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าดำเนินการอย่างไรเนื่องจากพ่อของคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปแตะต้องแต่ผมในฐานะที่เป็นผู้นำของคนทั้งตำบล ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวน่าจะเปิดเผยคลิปที่ถ่ายตั้งแต่ตอนต้นไม่ใช่ตัดต่อเอาตอนที่ออกมาตามสื่อโซเชียล

    ในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับน้องๆในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ ชรบ. ซึ่งเป็นบ้านที่ห่างจากบ้านหลังที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อย พร้อมกับได้ยิน เสียงเบิ้ลรถมอเตอร์ไซค์ ดังสนั่นหวั่นไหวมาก ตรงกับที่ชาวบ้านร้องเรียน ก็เห็นว่าเป็นเหตุเฉพาะหน้า จึงตั้งใจจะไปว่ากล่าวตักเตือนเพียงเท่านั้นทำให้ยังไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งเครื่องแบบให้เป็นที่เรียบร้อยแต่อย่างใด แต่เมื่อไปถึงกับถูกพูดจาด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงตะคอก

    ซึ่งเด็กกลุ่มนั้นยังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่แสดงอาการกริยาไม่สุภาพต่อผมทำให้ผมเกิดอาการโกรธ ก็เลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนในขณะที่กำลังเข้าไปปฏิบัติหน้าที่และมีอาการตามในคลิปที่เผยแพร่ในสื่อโซเซียล ส่วนเด็กและวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว กำลังอยู่ในลักษณะของการซ่อมรถ ซึ่งอาจจะมีไขควง หรือมีดหรือสิ่งอื่นใดที่อาจจะทำอันตรายต่อผมได้และผมก็มองเห็นไม่ชัดเพราะอยู่ในเวลามืดค่ำประมาณทุ่มกว่าๆ และใช้เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุเพียง 5 นาทีเท่านั้น ส่วนที่มีสื่อกระแสหลักหลายสื่อลงข่าวเพียงด้านเดียวของกลุ่มเด็กเหล่านั้นแต่ไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือสอบถามข้อเท็จจริงจากผมแต่อย่างใด จึงอยากจะขอความเป็นธรรมให้กับตัวผมด้วย

    กำนันตำบลท่าหินได้นำเอาเอกสารหนังสือร้องเรียนจำนวนมากที่มีชาวบ้านในเขตตำบลท่าหินและอยู่ใกล้เคียงกับบ้านหลังที่เกิดเหตุออกมาโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวดูและบอกว่าได้รับคำร้องเรียนมานานแล้วมาก กำนันท่าหินได้อ่านหนังสือของชาวบ้าน หนึ่งในจำนวนมากนั้นลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ว่าเนื่องจาก บ้ายดังกล่าว ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากการแต่งรถซิ่ง ของบรรดารถ จยย และส่งเสียงดังจากบ้าน หลังที่เกิดเหตุ และหนังสือฉบับอื่นๆอีกในข้อความคล้ายๆกันถึงความเดือดร้อนจากการแต่งรถเสียงดังและเบิ้ล รถเสียงดังในเวลาค่ำคืน นอกจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวยังมีประวัติพึ่งพ้นจากคุกออกมาไม่นานนักในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ใน การหลบหนี เข้ารับราชการทหารด้วย ส่วนในเวลาที่เกิดเหตุ ผมสังเกตเห็นคู่กรณีมีลักษณะของการก้มลงไปไม่ทราบว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเนื่องจากมืดจึงดึงอาวุธปืนออกมาจากสะเอวมาถือไว้เพื่อเป็นการป้องกันตัวและไม่ได้เล็งอาวุธปืนไปยังคู่กรณีแต่อย่างใดตามในคลิปที่เกิดขึ้น

       ทางด้านชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลท่าหินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เด็กวัยรุ่นที่บ้านหลังดังกล่าวได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งดัดแปลงส่งเสียงดังและเบิ้ลเครื่องอยู่เป็นประจำทั้งกลางวันและกลางคืนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้าน มาเป็นเวลานานนับเดือนหลายเดือนแล้วนายไตรทิพย์ สกุลประดิษฐ์ นายอำเภอสวี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ออกไปตามสื่อโซเชียลต่างๆของกำนันตำบล และได้เชิญกำนันมาสอบถามรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และได้ กล่าวว่ากำนันทำอย่างนั้นได้อย่างไรถึงแม้ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ก็ตาม ทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อพี่น้องประชาชน ในขณะนี้ กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะดำเนินการต่อไปพ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผกก.สภ.สวี  จังหวัดชุมพร กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏเป็นคลิปที่อยู่ในข่าวทางเราได้เรียกสอบปากคำในส่วนของผู้เสียหายเบื้องต้นแล้วยืนยันให้ดำเนินคดีซึ่งเกิดจากความกลัวที่ทางด้านกำนันไประงับเหตุเรื่องส่งเสียงดังแล้วก็มีการพูดโต้เถียงกันมีการชักอาวุธปืน ออกมาจากเอวที่เป็นไปตามภาพคลิปตามข่าวอยู่แล้วเราก็จำดำเนินไปตามตัวบทกฎหมายในส่วนนี้ซึ่งจะพิจารณาทุกส่วนในทุกตัวบทกฎหมายว่ากำนันมีอำนาจหรือไม่วันนั้นในวันเกิดเหตุมีการไปเนื่องจากเหตุอะไรมีเหตุผลกดเคืองกันมาก่อนไหมแล้วก็ในคลิปอาจจะ ถ่ายแค่มุมหนึ่งบุคคลที่โต้เถียง ด้วยทางเราไม่เห็นในส่วนนั้นจะต้องเรียกสอบปากคำทั้งหมดแล้วก็พิจารณาในส่วนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อหาถ้าหากว่ากำนันผิดในตัวบทกฎหมายไหนก็จะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในตัวบทกฎหมายนั้นในส่วนนั้นครับ

    สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / จัดกิจกรรม ” โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการ มอบชุดยังชีพให้ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ 40 ราย อ.วังสะพุง จ.เลย

    แชร์เนื้อหานี้

    14 กันยายน 2568 : 09.00-11.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,คณะจิตอาสาพระราชทาน 904,พระครูปริยัติสิทธิญาณ เจ้าคณะตำบลวังสะพุง เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด

    พร้อมด้วยคณะสงฆ์,นายนครินทร์ เทพรักษ์ รหส.ผศ.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย มอบหมายให้ น.ส.ยุพาพิน สายศรีแก้ว ผช.หน.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย และคณะ,ชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย และคณะ,นางจริยาพร พัฒนชัยกุล ประธานผู้ประสานงานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จ.เลย

    มอบหมายให้ นายณัฐกฤต สิมะลี เลขานุการ,พมจ.เลย และคณะ,ชมรมแม่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคน

    พิการฯ,ร.ต.อ.ชาญชัย วรรณโรจน์ คณะกรรมการผู้ไกล่เกลี่ย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ประสานงาน : ร่วมจัดกิจกรรม “โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” มอบชุดยังชีพให้กับ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 40 ราย ณ บ้านเลขที่ 111 ม.7 ต.ปากปวน อ.วังสะพุง จ.เลย

    *** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ชุดชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ราย และจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน

    สส.เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล : บริจาคน้ำดื่ม จำนวน 50 โหลโรงแรมเซ็นธารา : บริจาคแปรงสีฟันและยาสีฟัน จำนวน 10 ลังสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย คนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลยชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก เรือศักดิ์มงคลชัย ครองถ้วยพระราชทานฯเงินรางวัล 120,000 บาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สรุปผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 วันนี้(14 ก.ย. 68) การแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    สืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง ธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมความรักความสามัคคีของประชาชน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

    บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทย และจังหวัดชุมพร และการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดชุมพร โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 -14 กันยายน 2568 ณ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

    โดยมีนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันฯ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ร่วมมอบรางวัลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568

    สำหรับผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เรือยาวประเภท 32 ฝีพายผู้นำ ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 120,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1

    เรือเทพชินกร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 100,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพรแม่ย่าเน้ย สังกัด เทศบาลตำบลบางหมาก เงินรางวัล 80,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสิงโตทอง สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ เงินรางวัล 60,000 บาท

    เรือยาวประเภท 16 ฝีพายทั่วไป ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือเพชรบ้านนา Good Design ป.นำโชค สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 35,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือจระเข้ท่าม่วง

    สังกัด วัดหูรอ เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือฤทธิ์เทวดาเพชร 5 แยก สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 25,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรืออนันตชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม เงินรางวัล 20,000 บาท

    เรือยาวประเภท 32 ฝีพายประชาชนทั่วไปภายในจังหวัด ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ เรือพลอยชมพู สังกัด Good design เงินรางวัล 50,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือสะหัสชัย

    สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 40,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพระนเรศวร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 20,000 บาท

    เรือยาวประเภท 8 ฝีพาย ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่ เรือเพชรณภัทร สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 15,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือเจ้าแม่นาคราช เพชรอานุภาพ ฐิตะฐาน 2 สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา

    เงินรางวัล 12,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือป.รัตนชัย วัยรุ่นบ้านควน สังกัด วัดชลธารวดี เงินรางวัล 10,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสาวน้อยพนังตัก 2 เอเพ็กซ์ฟู้ด สังกัด เทศบาลตำบลนาชะอัง เงินรางวัล 8,000 บาท

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตามไปดู จ.แพร่ “จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองฯ ร่วมออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้า ใน.จแพร่ “

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 จังหวัดแพร่ อำนวยการโดย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายสมชาย อำพันกาญจน์ ปลัดจังหวัดแพร่ นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอเมืองแพร่ สั่งการให้ นายธรรมนูญ กาญจนครุฑ

    ป้องกันจังหวัดแพร่ นายอนุวัฒน์ สาน้ำอ่าง ผช.ป้องกันจังหวัดแพร่ นายปรีชา นุ่นปาน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ ฉก.หม้อห้อม (ร้อย.บก.บร.) และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองแพร่ ฉก.ช่อแฮ (ร้อย.อส.อ.เมืองแพร่ 1)

    บูรณาการร่วมกับ จนท.ตำรวจ สภ.เมืองแพร่ ทต.เมืองแพร่ ร่วมกันออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้ามาร์คโฟร์พลาซ่า บิ๊กซี และโลตัส ไม่พบการให้เข้าเล่นตู้คีบตุ๊กตาแต่อย่างใด และได้เข้าตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาบริเวณห้องเช่าภายในปั้มน้ำมันบางจาก ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ พบว่ามีตู้คีบตุ๊กตาสามารถให้ผู้ใช้บริการเข้าเล่นได้

    เจ้าหน้าที่ ฯ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ดังนี้ 1. ตู้คีบตุ๊กตาสีฟ้า จำนวน 1 ตู้ 2. ตู้คีบตุ๊กตาสีเหลือง จำนวน 1 ตู้ 3. ตู้คีบตุ๊กตาสีชมพู จำนวน 1 ตู้ 4. ป้ายขั้นตอนประชาสัมพันธ์การแลกเหรียญและธนบัตรการเล่นตู้คีบตุ๊กตา จำนวน 1 ป้าย

    จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าของปั้มน้ำมันดังกล่าวพร้อมนำของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองแพร่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

    ทีมข่าวบก รายงาน ธีรพงษ์ #ธงออน/#แพร่

    061-585-5297

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่ จากลำตะคองมายังบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน700ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนเทศบาล 4 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมลงนามสัญญาการกู้เงินกับ นายชวลิต ประวะภูโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจขนาดกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนางสาววมิรา สิงสนั่น เจ้าหน้าที่ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจ SME ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมากับธนาคารกรุงไทย สาขาจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่เทศบาล และสื่อมวลชล ร่วมในพิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน 700 ล้านบาท ตาม ที่เทศบาลนครนครราชสีมา ได้เสนอขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อมาดำเนิน โครงการ จัดหา น้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ งบประมาณให้ดำเนินโครงการ ในวงเงินงบประมาณ 1,995,430,000 บาทประกอบด้วย

    1. เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ สนับสนุนร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
    2. เทศบาลนครนครราชสีมาสมทบ ร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
    3. โดยมี รายละเอียดของโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าดังนี้
    4. ค่าก่อสร้าง วงเงินงบประมาณที่รับอนุมัติ 1,928,410,000 บาท ราคากลาง 1,915,500,000บาท ประกอบด้วย
      งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบ 2 แห่ง คือ สถานีสูบน้ำดิบเขื่อนมะเกลือใหม่ และสถานีสูบน้ำดิบที่
      โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า และงานวางท่อเหล็กหล่อเหนียว และท่อ HDPE ขนาด 1,200 มม. วางตามคลองธรรมชาติ ความยาว ประมาณ 35 กิโลเมตร
    5. ค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นค่าควบคุมงาน วงเงินงบประมาณ 67,020,000 บาท
      ราคากลาง 52,560,000 บาท

    การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นงบผูกพัน 5 ปี (งบประมาณปี 2568-2572) เทศบาล
    ต้องสมทบ 997,715,000 บาท เนื่องจากเทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้ เงิน จากแหล่งเงินกู้ และได้แสวงหาแหล่งเงินกู้จาก ธนาคารและ สถาบัน เงินกู้ ต่างๆ พบว่า ธนาคารกรุงไทย ให้ดอกเบี้ยต่ำ ที่สุด คือร้อยละ 1.95 บาทต่อปี เทศบาลจึงได้ดำเนินการ ตามระเบียบข้อกฎหมาย เพื่อขอกู้เงิน เมื่อได้รับอนุมัติ จากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จึงได้ดำเนินการ กู้เงิน จากธนาคารกรุงไทย โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน เพื่อการลงทุน โครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาล ในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสาธารณูปโภค สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    การค้าและการลงทุนของ จังหวัดนครราชสีมา ลดการสูญเสียน้ำดิบระหว่างการขนส่งผ่านท่อ เพิ่มปริมาณส่งน้ำผ่านท่อได้ประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (อัตราค่าน้ำประปาตั้งแต่ 5-25 ลูกบาศก์เมตร มีค่าเฉลี่ย 12.14 บาทต่อ ลูกบาศก์เมตรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อน้ำดิบ ประมาณ 10.80 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้ไฟฟ้าในการสูบน้ำ ประมาณ 10.61 ล้านต่อปี สามารถขยายการบริการประปาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นข้างเคียงได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง จากเดิม 76.70 ตารางกิโลเมตร เป็น 223.85 ตารางกิโลเมตร เทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีหนี้ค้างชำระ สามารถกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยได้ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.95 ต่อปี ซึ่งถูกกว่าการกู้เงินจากเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี การกู้เงินในครั้งนี้ได้ผ่านการประชุมประชาคมระดับนคร ผ่านการอนุมัติจากสภาเทศบาลนครนครราชสีมา

    ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ 4 ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 การกู้เงินได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการกู้เงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 และครั้งที่ 2/2568เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ เห็นว่า การขอกู้เงินของเทศบาลนครนครราชสีมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา จำนวน 700,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า มีความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2596 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดการอบรมอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่น รุ่นที่ 1 เสริมศักยภาพต้อนรับเทศกาล Green Season ปลายฝนต้นหนาว

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 8 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ บึงงามรีสอร์ท อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต้อนรับอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่นที่เดินทางมารายงานตัวเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาคการท่องเที่ยวและบริการ อาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่น รุ่นที่ 1 ภายใต้งบประมาณสนับสนุนตามแผนพัฒนาจังหวัดบึงกาฬ และนโยบายของนายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชนและการท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้มีคุณภาพและยั่งยืน

    ต่อมาในเวลา 13.00 น. นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวว่า “การจัดอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นเจ้าบ้านที่ดี สามารถดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีมาตรฐาน พร้อมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่จังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬที่ต้องการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การท่องเที่ยวบึงกาฬเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

    1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและการบริการตามมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย
    2. เสริมสร้างทักษะอาชีพและความสามารถในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลายและสร้างสรรค์
    3. ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว

    การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2568 ณ บึงงามรีสอร์ท อำเภอบึงโขงหลง โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน ประกอบด้วยผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การเป็นมัคคุเทศก์ที่มีคุณภาพ การตลาดเพื่อการท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬให้สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ

    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดแล้ว!! ศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน วัดตานีนรสโมสร จ.ปัตตานี รร.เทศบาล2

    แชร์เนื้อหานี้

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ 7 กันยายน 2568 ที่วัดตานีนรสโมสร (พระอารามหลวง) อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. ร่วมพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ,

    เลขาธิการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ,ผู้แทนชมรมพุทธมามกะศีล 5 จังหวัดปัตตานี , ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมี พระราชวัชรญาณโมลี รองเจ้าคณะภาค 18 เจ้าอาวาสวัดตานีนรสโมสร , พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ ตลอดจน พุทธศาสนิกชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    สำหรับศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษชน วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี เป็นความร่วมมือของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ บูรณาการร่วมกับวัดตานีนรสโมสร(พระอารามหลวง) มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขเเละสันติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดตั้งขึ้น เพื่อให้วัดตานีนรสโมสร เป็นศูนย์กลางในการศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์กลางในการประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน

    ในพื้นที่จังหวัดชายแดนนภาคใต้ ให้คำปรึกษาให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน รับเรื่องร้องเรียนประสานงานความช่วยเหลือและส่งต่อเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้วัดตานีนรสโมสร เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนต่อพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมในการเผยแพร่ความรู้ ประชาสัมพันธ์หลักการสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ ก่อนเปิดศูนย์ฯ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 5-6 กันยายน 2568 ณ โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายทั่วไป ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการเยียวยาตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมี พระสงฆ์ สามเณร เข้าร่วมอบรม 10 รูป และมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำศูนย์ประสานงานเข้าร่วม 50 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นจิตอาสาประจำศูนย์ฯ อีกด้วย

    ภาพ/รายงานข่าว : สำนักข่าว THE SRINGER TODAY

    ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 4 กันยายน ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (4 ก.ย.) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ

    ผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของไทย ได้จัดพิธีทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล ณ สโมสรฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่) ตั้งอยู่ใน ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมจัดพิธีสืบชะตาแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล

    โดยได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่านสงฆ์ และมี

    นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้วอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายธวัชชัย ศรีทอง ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

    นางเดชา จันทร์เล็ก นายเอกสิทธิ์ อ่ำฉอ้อน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอศรีราชา พร้อมด้วย นายอโนทัย เจริญสันติสุข คณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารนโยบายนายกอบจ.ชลบุรี

    และมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน ประชาชนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือและหน่วยงานต่างๆ จากทั่วประเทศทึ่ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.ฉวีวรรณ ทั่วสารทิศ เดินทางเข้าอวยพรวันเกิดเป็นจำนวนมาก

    ขณะที่ ดร.ฉวีวรรณ คำพา เผยว่าการช่วยเหลือสังคมและผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นสิ่งที่ตนยินดีทำและยึดมั่นมาโดยตลอด

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านอกจากการจัดพิธีทำบุญและพิธีสืบชะตาแบบล้านนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแล้ว ในทุกวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล

    ดร.ฉวีวรรณ คำพา จะมอบทุนบำรุงสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำทุกปี และในปีนี้มีโรงเรียนและสถานศึกษาที่ขอทุนเกือบ 2 ล้านบาท

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองคงจัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม ฟรี!! ครบุรี โคราช จัดงานใหญ่ “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ “ ปี 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2568 ณ หอประชุมตระกูลสุขเทศบาลตำบลเมืองคง อ.คง จ.นครราชสีมา มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับ เทศบาลตำบลเมืองคง จัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยเครื่องเมมโมแกรม(mammogram) ฟรี โดยมี สาธารณสุขเมืองคง รพ.เมืองคง การไฟฟ้าเมืองคง อสม. และผู้นำชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม

    นายไพศาล เกียรติชัยพัฒน นายกเทศมนตรีตำบลเมืองคง กล่าวว่า ประชาชนชาวเมืองคง 10 ตำบล เข้ามาคัดกรองดูความเสี่ยง ต้องขอขอบคุณ อสม. ผู้นำชุมชน ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้ามาคัดกรอง ใครก็มาตรวจได้ ขอแค่เป็นคนไทย จะต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด

    ในโอกาสนี้ ดร.นายแพทย์อิทธิพล สูงแผง หัวหน้าหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านม ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ตรวจพบ มีรายใหม่ 20,000กว่าราย และ 40 % เสียชีวิต สาเหตุ มีหลายปัจจัย คือ กรรมพันธ์ การออกกำลังกาย การกินอาหาร สุขภาพจิต การสัมผัสมลภาวะ ดิน น้ำ อากาส และผู้ที่ ติดบุหรี่เหล้า

    และความสัมพันธ์ของฮอร์โมนในร่างกาย ดร.นายแพทย์ อิทธิพล สูงแผง กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าตรวจเจอเร็ว จะหายเร็ว ส่วนใหญ่มาตรวจช้า ก้อนโตแล้ว วิธีป้องกันคือ คนที่เป็นกรรมพันธ์ ต้องตรวจบ่อยๆ ออกกำลังกาย อย่ากินหวานมัน และอย่าสัมผัสมลภาวะต่างๆ

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    รบุรี โคราช จัดงานใหญ่ “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ “ ปี 2568 แสดงพลัง รู้รักสามัคคี เป็นที่ประจักษ์ !!!

    เป็นที่ประจักษ์ รู้รักสามัคคี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานมหกรรม “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ ” ประจำปี 2568 จัดโดย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬากลางหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาสุขภาพ การออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่ายกายและจิตใจที่แข็งแรง ห่างไกลจากยาเสพติด ตลอดจนสร้างเสริมให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ด้วย โดยในงานได้จัดให้มี

    กิจกรรมการแข่งขันเต้นแอโรบิคจากสถานพยาบาลของรัฐภายในอำเภอครบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลครบุรี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพสต.) 17 แห่ง ร่วมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท

    โดยรับเกียรติจากนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนภาคเอกชนในท้องถิ่นร่วมเปิดงานและออกกำลังกายเต้นแอโรบิคเยี่ยมชมซุ้มนิทรรศการ และพบปะทักทายพี่น้องประชาชนชาวอำเภอครบุรีที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งและคึกคักด้วย

    นาทีเฉียดตายของสาวโรงงาน หน้านิคมอุตสาหกรรมนวนคร2 สูงเนิน โคราช

    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 07:10น.นาทีเฉียดตายของสาวโรงงานขณะรอกลับรถยูเทริน ภาพจากกล้องหน้ารถจับภาพได้ขณะรถบรรทุกตู้อาหารทะเลสดเสียหลักหักหลบรถบรรทุก6ล้อขณะกลับรถยูเทริน เลยทางด่วนขาเข้า กทม.หน้า นิคมอุตสาหกรรมนวนคร 2 สูงเนิน ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ภาพจากคลิปหน้าจากรถ

    จับได้ภาพได้รถบรรทุกตู้ 10ล้อ HINOทะเบียน 70-2436 สีเขียว ป้ายทะเบียนสระแก้ว มาด้วยความเร็วมาถึงจุดเกิดเหตุหักหลบรถบรรทุก6ล้อ สีขาวไม่ทราบป้ายทะเบียนขณะรอยูเทริน ทำให้พุ่งเสียหลักพลิกคว่ำทับรถจักรยานยนต์ Honda เวฟ125i สีน้ำเงิน ทะเบียน2กย2806นม สาวโรงงานขับรถจักรยานยนต์พังยับเยิน เฉียดตาย ตามคลิป

    หน้ารถ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยรู้สึกตัวดีมีอาการปวดหัวขอไปโรงพยาบาลเอง
    เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สูงเนิน ร่วมกับเจ้าหน้าที่หมวดการทางสูงเนิน และอาสาสมัครกู้ภัยฯ ร่วมเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ

    จนกระทั่ง สภาพการจราจรเข้าสู่สภาวะปกติโดยสามารถใช้ช่องทางเดินรถได้ตามปกติและใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าตำรวจร้อยลงบันทึกประจำวันเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

    ภาพ/ข่าว : กอล์ฟ สูงเนิน
    กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรกรแห่กดเงินไร่ละพันคึกคัก ขณะที่เกษตรกรบางรายไม่อยากให้ยุบสภา บางรายพร้อมเลือกตั้งใหม่ / เปิดใจทหารกล้าหน่วยบินโดรมทิ้งระเบิด หลังออกไปทำภารกิจ 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

    แชร์เนื้อหานี้

    ***ผู้สื่อข่าวรายนงานว่า จากกรณีที่ทางธนาคาร ธกส ได้ประกาศเริ่มโอนเงิน ไร่ละ 1,000 บาท ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังและนาปี ไร่ละ 1,000 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร ให้สามารถปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากขึ้นโดยจะแบ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละภูมิภาค ดังนี้
    1 ก.ย. 68 โครงการนาปรัง ปี 2568 เกษตรกร 769,461 ราย 6,280 ล้านบาท (ทั่วประเทศ)
    2 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 286,831 ราย 2,459 ล้านบาท (ภาคเหนือ)
    3 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 1,291,298 ราย 10,586 ล้านบาท (ภาคอีสาน)
    4 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 137,478 ราย 1,254 ล้านบาท (ภาคอื่น ๆ)


    ***ล่าสุดวันนี้ (3 ก.ย. 68) บรรยากาศที่หน้าตู้เอทีเอ็ม และหน้าตู้ปรับสมุดบัญชีธนาคาร ธกส. สาขาอำเภอเมืองศรีสะเกษ คึกคักเต็มไปด้วยชาวเกษตรกรที่มาต่อคิวยาว เพื่อรอปรับสมุดเงินฝาก ธกส. และกดเงินจากตู้กดเงินธนาคาร ธกส. โดยผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพูดคุยกับเกษตรกรรายหนึ่งได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ตนมากดเงินไร่ละ 1,000 บาท ถ้าได้เงินตัวไปตนจะนำไปซื้อปุ๋ยจ่ายค่าไถหว่านข้าว ปีนี้ถือว่าได้เร็วกว่าทุกๆปี

    ต้องขอขอบคุณรัฐบาลอยากให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือแบบนี้ทุกๆปีจะได้ช่วยเหลือชาวนา ส่วนความเห็นเรื่องการเมืองตนไม่อยากให้ยุบสภา เพราะเศรษฐกิจไม่เหมือนเดิมแล้วถึงใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คงเหมือนเดิม ตนอยากให้รัฐบาลชุดเก่าทำหน้าที่ต่อไป เหลืออีก 2 ปี รัฐบาลก็ต้องหมดวาระลงแล้วอยากให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยบริหารต่อไปอีก ถ้าเสื้อส้มกับเสื้อน้ำเงินจับมือกันโหวตนายกคนใหม่ตนไม่เห็นด้วย

    ***ด้าน นางไพบูลย์ ลาทุลี อายุ 70 ปี วันนี้ตนมาดูเงินไร่ละ 1,000 บาทที่รัฐบาลช่วยค่าปุ๋ยค่าเก็บเกี่ยววันนี้เงินเข้าบัญชีแล้ว ตนได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกไว้ 13 ไร่ ตนได้รับเงินทั้งหมด 10,000 บาท ตนรู้สึกดีใจและชื่นใจสุดๆตนขอขอบคุณรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชนตนจะเอาเงินนี้ไปซื้อปุ๋ยซื้อของใช้ใส่บ้านตนอยากให้รัฐบาลทำแบบนี้ตลอดทุกๆปี

    ปีนี้ถือว่ารัฐบาลให้เงินเร็วมากไม่เหมือนปีที่ผ่านๆมาจ่ายล่าช้า ส่วนความคิดเห็นเรื่องการเมืองตนขอเป็นใครก็ได้ขอแค่ให้เข้ามาพัฒนาให้เศรษฐกิจดีอยู่ดีกินดีก็พอ
    ***เช่นเดียวกับวินมอเตอร์ที่อยู่หน้าธนาคาร เปิดเผยว่า ส่วนตัวถ้ามีการยุบสภาจริง ก็ถือว่าดี จะได้คืนอำนาจให้กับประชาชน และพวกตนก็พร้อมเลือกตั้งนายกคนใหม่ เพื่อให้เข้ามาพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เปิดใจทหารกล้าหน่วยบินโดรมทิ้งระเบิด หลังออกไปทำภารกิจ 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

    ***เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านอีปาด ตำบลอีปาด อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ทราบข่าวว่า ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กลับบ้านมารักษาตัวแล้ว หลังออกไปปฏิบัติหน้าที่บินโดรนทิ้งระเบิกใส่ทหารกัมพูชา แล้วบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิด โดยพอไปถึง ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือ เอก ได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า วันนั้นเป็นวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมาตนได้รับภารกิจบินโดรมทิ้งระเบิดที่ปราสาทตาควายจังหวัดสุรินทร์ ภารกิจในวันนั้นจะมีทหารออิกปฏิบัติการทั้งหมด 10 นาย ซึ่งในนั้น 4 นาย จะเป็นของหน่วยตนที่มีหน้าที่นำโดรมออกไปทิ้งระเบิก

    ***โดยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีการยิงปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจุดที่ตนอยู่จะห่างจากจุดปะทะฝั่งกัมพูชาประมาณ 500 เมตร โดยจังหวะที่ตนกำลังก้มลงเก็บ notebook ได้มีระเบิดที่ยิงมาจากฝั่งกัมพูชาได้ตกลงข้างๆที่พวกคนอยู่ ทำให้สะเก็ดระเบิดโดนเพื่อนทหารและตนจนทำให้เพื่อนเสียชีวิตทั้ง 3 นาย และตนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็เท่ากับว่าไป 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

    ***ตนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ลูกตาทั้ง 2 ข้าง จนตนรู้สึกมองเห็นฝ้ามัวไปหมด และแขนข้างขวาโดนสะเก็ดระเบิดจนกระดูกหักตอนแรกตนคิดว่าแขนขาไปแล้ว ตนตั้งสติได้จึงร้องบอกให้เพื่อนๆดึงตัวเข้าที่กำบังจากนั้นเรียกหน่วยพยาบาลเข้าช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล อาการตอนนี้ดีขึ้นแล้วหมอให้ออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้านตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา หมอได้ผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกจากตาทั้ง 2 ข้างได้อย่างปลอดภัยตาข้างขวามองเห็น 100% แล้วแต่ตาข้างซ้ายยังมัวอยู่นิดหน่อยต้องใช้น้ำตาเทียมหยอด ส่วนแขนหมอได้ทำการผ่าตัดใช้เหล็กดามกระดูกหมอได้ผ่าตัดเย็บถึง 3 ชั้น เย็บกว่า 100 เข็ม ตอนนี้ก็เริ่มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

    ***ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง กล่าวต่อไปว่า จากการดูแม่ทัพภาคที่ 2 เล่าถึงตนและทหารทุกนายที่ได้รับบาดเจ็บตนรู้สึกภาคภูมิใจและขอขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ให้เกียรติและให้การดูแลพร้อมเข้ามาให้กำลังลูกน้องทุกนายที่ได้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ถ้าตนหายเป็นปกติแล้วถึงร่างกายจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ตนก็ยังจะขอกลับไปรับใช้ชาติต่อไป ถ้าในภารกิจแนวหน้ามีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตนไปปฏิบัติหน้าที่ตนก็ยังจะไปเหมือนเดิม ตนขอฝากเป็นกำลังใจให้กับพี่ๆน้องๆทหารแนวหน้าทุกนายที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ และอยากให้ทหารทุกนายมีแว่นไว้ป้องกันสายตาเพราะสายตาเป็นจุดที่สำคัญและเป็นจุดที่อ่อนโยนที่สุดถ้าเกิดเหตุเหมือนตนจะได้มีแว่นไว้ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดกับดวงตาเราได้

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่อมก๋อย มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนควบคู่การอนุรักษ์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม

    แชร์เนื้อหานี้

    3 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. – #นายอรรถพล #เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช #พร้อมด้วยนายกริชสยาม #คงสตรี #ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 นายชัยชาญ ศรียงค์ หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) และนายวิวัฒน์ ขุนฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำ สบอ.16 ได้ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พร้อมเน้นย้ำนโยบายและมาตรการป้องกันไฟป่าที่เข้มงวด โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นโยบายสำคัญคือการขับเคลื่อนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างแท้จริง โดยจะมีการจัดตั้ง “หน่วยพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์” หน่วยพัฒนาชุมชนเหล่านี้เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชุมชน เพื่อให้การสนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังได้มอบนโยบายสำคัญพร้อมกำชับให้หัวหน้าหน่วยพัฒนาฯ เร่งดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ได้แก่

    1. การจัดการที่ดิน ให้หัวหน้าหน่วยพัฒนาฯ สำรวจข้อมูลพื้นฐาน เพื่อทำความเข้าใจชุมชนและกำหนดขอบเขตที่ดินทำกินให้ชัดเจนตามมาตรา 121 พร้อมทั้งหยุดยั้งการขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม
    2. การส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยสำรวจและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน
    3. การบังคับใช้กฎหมาย ให้ดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดที่บุกรุกพื้นที่ตามมาตรา 121 อย่างจริงจัง หากพบการกระทำผิดจะตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการยกเลิกสิทธิ์การทำกินทันที
    4. การป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ให้ร่วมหารือกับชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดมาตรการป้องกันไฟป่าร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงควบคุมการเก็บหาของป่า หากพบการฝ่าฝืนว่ามีการเผาป่าเพื่อหาของป่าในพื้นที่ ให้ตัดสิทธิ์ในการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทันที

    นอกจากนี้นายครินทร์ หิรัญไกรลาส หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ได้นำเสนอสรุปผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย โครงการป่าไม้เพื่อชีวิต, การติดตามสถานการณ์การตัดไม้มีค่า, รายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่าประจำปีงบประมาณ 2568, แผนงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติบนดอยม่อนจอง และการดำเนินงานด้านการจัดตั้งหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชน

    โอกาสนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังได้มอบเสบียงอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานอีกด้วยนายอรรถพล กล่าวสรุปว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยจะทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบ” ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์สำหรับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

    สมจิตร แสงบันลังค์ DNP1362

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแถลงข่าวการจัดงาน เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ( Gastronomy Tourism ) เพื่อนกระตุ้นเศรษกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ จากการท่องเที่ยว

    แชร์เนื้อหานี้

    ช่วงค่ำ วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมเวอร์โซ หัวหิน อะวิรันดา คอลเลคชัน ตำบลหนองแก อำเ ภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ( Gastronomy Tourism ) เพื่อกระตุ้นเศรษกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ จากการท่องเที่ยว ให้กับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    โดยมี นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี ร.ท.สิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น.ส.ศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เชฟนพดล นุชเจริญ ประธานที่ปรึกษาชมรมพ่อครัว ชะอำ/หัวหิน นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศบาลตำบลบ้านกรูด พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม

    สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ เพื่อยกระดับฯ มาตรฐานอาหารไทยจากระดับชุมชนสู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายในงาน รวม เมนูอาหารคาว- หวานกว่า 100 เหนู อร่อยกับอาหารทะเลปลอดภัย IG OTOP อาหารสายสุขภาพ ฮาลาล Food Truck กับบรรยากาศบนชายหาดริมทะเลสุดชิลล์ ทั้ง 8 อำเภอ ในจังหวัดประจวบ ย๊าวยาว!! จุกๆไปเลย! กับงานดีๆ 2 ครั้ง

    ครั้งที่ 1 “จากคลื่นสู่ครัว” 29-31 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณ หาดเขากะโหลก อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ฟังเพลงเพราะๆกับศิลปิน เอ๊ะ จิรากร หน้ากากอีกาดำ” จากรายการ The Mask Singer อินฟูเอ็นเซอร์สายอาหาร โหน่งโชว์ ปรุงเมนู “กุ้งผัดกะปีตะไคร่” แจกชิมฟรี!! และพูดคุยกับอินฟูเอ็นเซอร์สายสุขภาพ “ฟิตกับแพม” คุณปาเมลา ปาสิเนตดี หรือ เปมิกา ปาสิเนตตี้ ชื่อ เล่น แพม มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017

    พิธีกรรายการ สามแซ็ป ช่อง 3 รวมชิมเมนูรังสรรค์ กับกิจกรรม แข่งขันทำอาหาร รางวัลรวมกว่า 3 หมื่นบาท จำนวน 10 ทีมครั้งที่ 2 “รสมือแม่” 12-14 กันยายน 2568 ณ บริเวณชายหาดบ้านกรูด อำเภอบางสะพานฟังเพลงจากหนุ่มประมงเสียงเล็ก “เล็ก-รัชเมศฐ์” นักร้องสักลาย ร้อยล้านวิวอินฟูเอ็นเซอร์สายอาหาร ชื่อดัง ปรุงอาหาร แจกซิมฟรี!!รู้จักกับเมนูอาหารชุมชนรสดังเดิม

    จากการโชว์ 8 ชุมชนทั้งสองครั้ง ชมไฮไลท์ควงกระบองไฟทุกค่ำคืน เวลา 20.40 น. ดนตรี การแสดง เกมรับของที่ระลึก สัมผัสอาหารแบบ Fine Dining และซมพลุสุดอรังการพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมบูรณาการ จัดกิจกรรมนาทีทอง โดยจำหน่ายกุ้งขาวแวนนาไมสด จำนวน 1,100 กิโลกรัม นำมาจำหน่ายราคาพิเศษ ไม่ต่ำกว่า 150 กิโลกรัมต่อวัน มีทั้งปรุงสุก และสดกลับบ้านงานเริ่ม 16.00-24.00 น. ทุกวัน

    ////////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เวทีเอฟเคไอไอ.ฟอรั่ม“ฟันธงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือคานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจเอไอ.”(AI Economy)และรัฐบาลเอไอ.(AI Government)

    แชร์เนื้อหานี้

    สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation:FKI Thailand) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดงานสัมมนาFKII National Forum ในหัวข้อ “AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI Technology )คือคานงัดสร้างจุดหักเห(Turning Point)สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ.(AI Economy)ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆเช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอรัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำโตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังพร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง“เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบอัโมัติ(Automation)เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วนเช่น รัฐบาลเไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์(AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการพัฒนานโยบายสาธารณะ“ นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน(Transformation)ศักยภาพประเทศใหม่โดยใช้AIและเทคโนโลยีดิจิตอล เช่นประเทศเดนมาร์กจัดตั้งAgency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลกในด้านรัฐบาลดิจิตอลประเทศเกาหลีใต้สร้างโครงสร้างเครือข่ายGovernment Superhighway Network (GSN)บริการภาครัฐอย่างทั่วถึง ประเทศเอสโตเนียเปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99%ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์อัพเกรด70% ระบบราชการบนคลาวด์และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า” Smart Nation”สหราชอาณาจักรจัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ”Digital Skills Partnership“ สำหรับประเทศไทยต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนาAIและเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากAI สู่Generative AI , Agentic AIและปีนี้AGI (Artificial General Intelligence)มาแล้วหากเราตื่นรู้ตื่นตัวทันสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วยในขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวาได้ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Tripเป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำที่ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3)Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Powerโดยระบุว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ“AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
    ในทุกมิติทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

    ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ “Being Digital” ไปสู่ “Being Digital-Driven” โดยต้องคำนึงถึง “Human Loop” ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็นController และเสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%”
     ทางด้านดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้เปิดเผยว่า “ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยที่อยู่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริง ๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย. โดยเน้นย้ำว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่ ๆ” และงานใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา”

    ส่วนนายอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นายคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่1) Smart Design: AI ช่วยในการออกแบบลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ2) Digital Manufacturing: การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
    3) Intelligent Equipment: การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ4) Safety & Security: ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น.สำหรับนายพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd.นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็น ผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย ทางด้านนายสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officerบริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
    1) ลดต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
    2) ทำงานได้เร็วขึ้น: AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
    3) เพิ่มยอดขาย: การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน. ท่านยังได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านตำบลคีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา เดินหน้าประกาศ “ไม่เอาพืชกระท่อม” แสดงจุดยืนด้วยการ ตัด-โค่น-เผา ต้นกระท่อม

    แชร์เนื้อหานี้

    22 สค.68 ชาวบ้านใน ต.คีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต ร่วมกับอำเภอธารโต ได้ร่วมกันโค่นต้นกระท่อมพร้อมนำไปเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “ไม่เอาพืชกระท่อม” หลังพบวัยรุ่นในพื้นที่ได้นำใบกระท่อมมาต้มและนำไปผสมกับสารเสพติดแล้วนำไปดื่มทำให้เกิดอาการมึนเมา ทั้งนี้ เป็นไปตามวาระการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิบัติการ 120 วัน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิด โดยมีเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568

    นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต กล่าวว่า การกวาดล้างยาเสพติดถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน แม้ว่าพืชกระท่อมจะถูกปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดแล้วก็ตาม แต่เมื่อสังคมตระหนักถึงโทษภัยที่แท้จริง ชาวคีรีเขตจึงได้มีการรณรงค์ให้โค่นทำลายและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นปัญหาซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พืชกระท่อมยังคงก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้ในทางที่ผิด

    นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวด้วยว่า ล่าสุด ได้มีการดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนระดับหมู่บ้าน เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายกว้าง ทั้งด้านการศึกษา กีฬา และการรวมกลุ่มกับเพื่อนฝูง เมื่อได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจถึงโทษของพืชกระท่อมอย่างแท้จริง ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงและสื่อสารต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของสังคม นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกำลังในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และองค์กรท้องถิ่น โดยมีผู้นำชุมชนและกำนันตำบลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องปราม

    นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ระบุด้วยว่า การกวาดล้างและป้องกันปัญหายาเสพติด รวมถึงพืชกระท่อม จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อชุมชนมีความเข้าใจตรงกันและเห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงการใช้พลังของสื่อมวลชนเป็นช่องทางเผยแพร่และกระจายข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การรณรงค์มีพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรม

    ภาพข่าว/ อัมรัน เเมหะ สวท.ยะลา
    ตอริก สหสันติวรกุล ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการข่าวภูมิภาคใต้

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ทุกพื้นที่

    แชร์เนื้อหานี้

    ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ให้ทุกพื้นที่เข้าถึงได้-ปลอดภัย

    การจัดกิจกรรม โดยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย พัฒนาจังหวัดนครราชสีมา สู่ “เมืองสุขภาพนานาชาติ-เมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ-Tourism for All” ต้นแบบอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลอย่างยั่งยืน เวลา 14.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่ายจัดพิธี “เปิดเมืองอารยสถาปัตย์ เมืองกีฬา และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design (UD)

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวเปิดงานว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2568 มีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณ 21.87% ของประชากรทั้งประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า

    การหกล้มและอุบัติเหตุในที่พักอาศัยที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตนำไปสู่ภาวะพิการ โดยทุกปีมีผู้สูงอายุหกล้มกว่า 30% หกล้มนอกบ้าน 65% หกล้มภายในบ้าน 35% สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันสูงถึง 65.4% ตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได 5.6% และยังมีคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาล จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design)


    แนวทางอารยสถาปัตย์จึงเป็นแนวทางที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลดีทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดและประเทศในระยะยาว โครงการนี้คือก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนครราชสีมาสู

    เมืองสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism)การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
    โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง ปลอดภัย สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่กำหนดให้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์เป็นวาระสำคัญของประเทศ

    นายประเสริฐ รองนายกฯ ได้กล่าว ขอบคุณจังหวัดนครราชสีมา สสส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ และแสดงความหวังว่างานดังกล่าวจะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของอารยสถาปัตย์ และขับเคลื่อนโคราชสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล” อย่างยั่งยืนต่อไป

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตย มุ่งสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมเดอะวันคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

    โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนพรรคการเมืองในพื้นที่เข้าร่วม ขณะที่ นายไพรัต คัณทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการ

    ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต. ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    การจัดโครงการในครั้งนี้ ยังเป็นเวทีให้พรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาพรรคในเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และส่งเสริมการเมืองไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรม
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุก​จับปลัด อบจ.มุกดาหาร เรียกรับเงินผู้รับเหมา 7 แสนบาท​ตำรวจ-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. สนธิกำลังบุกล็อกคาห้องทำงาน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับนายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 4, นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ,

    นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร, นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและการข่าว 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิ ชอบภาค 4 ที่ 21/2568 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2568

    สืบเนื่องจากผู้รับเหมารายหนึ่งร้องเรียนว่าผู้ต้องหาเรียกรับเงินร้อยละ 8–10 ของวงเงินโครงการก่อสร้างและเสริมผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกจำนวน 7 โครงการ วงเงินรวมกว่า 12 ล้านบาทผู้รับเหมาระบุว่า หลังดำเนินงานเสร็จสิ้นทั้งหมดและได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 10,278,000 บาท ส่วนอีก 5 โครงการ มูลค่า 2,495,000 บาท

    ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากปลัด อบจ.มุกดาหาร ชะลอการอนุมัติ พร้อมทั้งเรียกรับเงิน ร้อยละ 10 ของวงเงินโครงการ หากไม่ยอมจ่าย จะสั่งตรวจสอบย้อนหลังโดยอ้างว่าโครงการไม่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยอมตกลงที่จะจ่ายเงินให้โดยได้มีการต่อรองจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจนสามารถตกลงกันได้เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท

    ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้แก่ปลัด อบจ.มุกดาหาร ไปแล้ว 500,000 บาท โดยนัดจ่ายส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาทในภายหลังหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมปลัด อบจ.มุกดาหาร

    พร้อมเงินสดของกลางจำนวน 200,000 บาท ที่ห้องทำงานของปลัด อบจ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและแจ้งดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157

    เบื้องต้น ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.เมืองมุกดาหาร และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    #ปลัดอบจมุกดาหาร #สินบนผู้รับเหมา #บกปปป #ปปช #ปปท #จับคาห้องทำงาน #ทุจริตคอร์รัปชัน #ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #มุกดาหาร
    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ จ.ชุมพร ตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ปี 2568 / ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ เข้าร่วมการตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ประจำปี 2568 ของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด

    นายสัตวแพทย์พิชัยฯ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 รวมถึงเป็นพนักงานตรวจโรคสัตว์ประจำโรงงานเพื่อการส่งออก

    การตรวจประเมินจัดขึ้น โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร และ ฝ่ายกิจการฮาลาล คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าร่วม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์จากกรมปศุสัตว์,ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร,ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล จากสำนักคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และจากสำนักคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชุมพร

    โดยมีรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมิน ดังนี้ 1. นายคทาวุธ เลาะหมุด หัวหน้างานต่างประเทศฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — หัวหน้าคณะตรวจประเมิน 2. น.สพ.มาลิก อับดุลบุตร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมปศุสัตว์ — กรรมการคณะตรวจประเมิน 3. น.สพ.ประยูร ลีลางามวงศา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร — กรรมการคณะตรวจประเมิน 4. สกอจ.ชุมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล สกอจ.ชุมพร — กรรมการคณะตรวจประเมิน

    5. นายเสกสันต์ แสงศรี ผู้เชี่ยวชาญการตรวจประเมินโรงเชือดฮาลาล ฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — เลขานุการคณะตรวจประเมิน 6. น.สพ. รฐนนท์ เข็มแก้วนายสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ — ผู้ช่วยคณะกรรมการตรวจประเมิน 7.นายอานัศ มะมิน นักศึกษาฝึกงาน — สังเกตการณ์

    วัตถุประสงค์ของการตรวจประเมินครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงเชือดให้เป็นไปตามหลัก ศาสนาบัญญัติอิสลามและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

    ธนากร โกศลเมธี 0818923514 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร (ตร.ทล.ชุมพร)

    สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 ปฏิบัติหน้าที่บนถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ได้สกัดจับรถเก๋งต้องสงสัยคันหนึ่ง หลังสังเกตเห็นว่าท้ายรถคันดังกล่าวมีการบรรทุกสิ่งของที่น้ำหนักมากผิดปกติ

    เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอให้รถต้องสงสัยจอดรถเพื่อขอตรวจค้น พบร่องรอยการดัดแปลงในส่วนของท้ายของกระโปรงรถด้านหลัง เมื่อรื้อและตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบกระสอบบรรจุยาบ้าอัดแน่นเต็มพื้นที่

    รวมจำนวนกว่า 1,000,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่ามหาศาล จึงควบคุมตัวคนขับและผู้โดยสารที่มากับรถ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลเพื่อขยายผล)

    ไปสอบสวนขยายผลที่สถานีตำรวจทางหลวง เพื่อหาเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยคาดว่ายาเสพติดล็อตนี้มีปลายทางที่จังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง

    ก่อนจะถูกลำเลียงเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในที่สุด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ที่พยายามจะลักลอบผ่านจังหวัดชุมพร

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อชงัก!!ชาวบ้านเตรียมรวมตัวชุมนุมคัดค้านใหญ่ ไล่พ้น อ.พาน จ.เชียงใหม่

    แชร์เนื้อหานี้

    โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อชงัก!!โครงการฯชาวบ้านเตรียมรวมตัวชุมนุมคัดค้านใหญ่ ไล่พ้นอำเภอพาน ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานภาครัฐต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ ต่อคณะขับเคลื่อนวุฒิสภา รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านแล้ว
    ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนชาวตำบลแม่เย็นและตำบล

    ทานตะวัน ต่อต้านโรงไฟฟ้าไฟฟ้าขยะในพื้นที่ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 คณะผู้ต่อต้านได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายและสำนักงานกิจการ

    พลังงานจังหวัดเชียงรายและเดินทางไปยื่นหนังสือให้อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายหลังจากนั้นยังได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนวุฒิสภาที่ประชุมอยู่ที่อำเภอ อำเภอแม่จัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าได้รับการเปิดเผยจากแกนนำต่อต้านการสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะในตำบลแม่เย็นและตำบลทานตะวัน อำเภอพาน มีการนัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568เวลาตั้งแต่ เวลา09.00 น.เป็นต้นไป ณ เวทีโรงเรียน

    บ้านหนองหล่ม ต.ทานตะวัน อ.พาน เพื่อแสดงความคิดเห็นไม่เอาโรงงานไฟฟ้าขยะโดยมีการยื่นหนังสือขออนุญาตการใช้สถานที่การชุมนุมและใช้เสียง ต่อนายอำเภอพาน และผกก.สภ.พานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการตั้งเวทีแสดงความคิดเห็น สาเหตุไม่เอาโรงงานไฟฟ้าฯโดยจะมีสื่อทีวีและผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตุการณ

    สำหรับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับพื้นที่การสร้างโรงงานไฟฟ้าบ้านสุขสันติ หมู่ที่9 ต.แม่เย็น ดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวจากแหล่งข่าวชาวบ้านในพื้นที่ปัจจุบันมีการกว้านที่นาจำนวนนับ100ไร่บางรายมีการมัดจำ เพื่อเตรียมขายให้กับโรงงานไฟฟ้า

    ขยะ แต่เมื่อมีการตรวจสอบระเบียบของการก่อสร้างโรงงานประเภทอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องสร้างในพื้นที่ประเภทสีม่วง เท่านั้นส่วนที่นาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม อาจจะไม่สามารถทำได้ยิ่งใกล้ชุมชนที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ผังเมืองรวมจังหวัดเชียงราย.
    #สมจิตรแสงบัลลังก์

    ทีมข่าวบกรายงาน

    0654617905

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / องคมนตรี เปิดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส

    แชร์เนื้อหานี้

    วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธาน

    ในพิธีเปิดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ประจำปี 2568 โดยมีนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวรายงานการจัดงาน และ ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวต้อนรับ นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติตลอดจนประชาชนเข้าร่วมงานในครั้งนี้

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และจังหวัดนราธิวาส จัดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 16 – 18 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดิน

    โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ราษฎร รวมทั้งเผยแพร่ผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาพิกุลทองฯ ให้ประชาชนสามารถน้อมนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

    โอกาสนี้ องคมนตรี ได้มอบประกาศนียบัตรและรางวัล ให้แก่เกษตรกรที่ชนะการประกวดผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ ถั่วฝักยาว ข้าวโพดหวาน มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ต่อจากนั้นเยี่ยมชมนิทรรศการ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งนำองค์ความรู้การพัฒนาของแต่ละภูมิภาคมาจัดแสดง นิทรรศการ “ต่อยอดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาอาชีพ” จากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดนราธิวาส และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานตลาดนัดสินค้าเกษตร

    สำหรับงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการ ภายในงานยังมีกิจกรรมการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นจำนวน 6 หลักสูตร ทั้งเชิงปฏิบัติการและผ่านระบบออนไลน์ อาทิ หลักสูตร การทำแหนมเห็ด สบู่นมแพะ ปลาแดดเดียวสมุนไพร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม

    การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การเสวนาในหัวข้อ การวางแผนการผลิตพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และยังเผยแพร่ผ่านทางเพจ/เฟสบุ๊ค ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกด้วย
    ////////////ข่าว/กรียา/นราธิวาส