คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /เตรียมจัดใหญ่! ก้าวสู่ปีที่ 40 สื่อท้องถิ่นลายครามเมืองน้ำเค็ม ผู้ก้าวทันจากโลกน้ำหมึกสู่โลกดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

นายสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ ปรมาจารย์แห่งวงการนักหนังสือพิมพ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สื่อท้องถิ่นรุ่นเก๋าลายครามประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานตากยุดหนังสือพิมพ์เฟื่องฟูมาสู่ยุคดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการผลิตคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ปรับรูปแบบเรื่อยมาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ย้ำจุดยืนชัดเจนคือ “ฉับไว ทันเหตุการณ์ สะท้อนความจริง“

เจ้าของผลงานข่าวมากมายในฐานะที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐ ภาคตะวันออก เผยต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ข่าวบูรพาเติบโตควบคู่มากับความเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยาและพื้นที่ภาคตะวันออกมาโดยตลอด ทว่าในช่วง 10 ปีหลังสุด วงการสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ (Digital Disruption) ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือพิมพ์รูปเล่ม หันมาบริโภคข่าวสารผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าว

ทางกองบรรณาธิการข่าวบูรพาจึงได้ปรับเปลี่ยนทิศทางและยุทธศาสตร์ขององค์กร ด้วยการผันตัวเองจากสื่อสิ่งพิมพ์ก้าวเข้าสู่หน้าจอออนไลน์อย่างเต็มตัว มีการพัฒนาศักยภาพทีมข่าวในการรายงานสถานการณ์สด (Live) การนำเสนอข่าวสั้นที่กระชับ และการเข้าถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด

และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 40 ของข่าวบูรพา ทางกองบรรณาธิการได้เตรียมจัดงานฉลองครั้งใหญ่ในครบรอบปีนี้ พร้อมฉลองยอดวิวสุดปังทะลุ 300,000 วิว ในงานเปิดจะมีการเปิดตัวทีมงานข่าวบูรพาอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความพร้อมในการขยายฐานผู้อ่านออนไลน์ ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 นี้ ที่ร้านเซเว่นโฮล์ พัทยาใต้

“เราไม่เคยหยุดพัฒนา 39 ปีที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ และในก้าวต่อไปของข่าวบูรพาบนโลกออนไลน์ เรายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีอย่างดีที่สุดต่อไป“ อาจารย์ครูแห่งวงการสื่อสารมวลชนเมืองพัทยาและสุดยอดตำนานแห่งข่าวบูรพา ระบุ

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต้อนรับสมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ร่วมสัมผัสประสบการณ์การบริการแบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างการรับรู้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภายในงาน คณะผู้บริหาร ZEEKR PRIMUS นำโดย นายศราวิช ไชยมังกร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์เทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับสูง โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่พร้อมให้บริการในทุกด้าน

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ZEEKR PRIMUS ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว การมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่มีศักยภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่เหนือระดับในระยะยาว

นายศราวิช กล่าวว่า เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการในทุกมิติให้แก่ลูกค้า โดยการออกแบบและพัฒนาให้ ZEEKR HOUSE PRIMUS ราชพฤกษ์ เป็น FLAGSHIP SHOWROOM แห่งสำคัญ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อมอบการบริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ทั้งการจำหน่าย อะไหล่แท้ และการบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ ZEEKR ในอนาคต

การเปิดบ้านในครั้งนี้ ทำให้สมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ได้สัมผัสขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้อย่างดี เพราะเราเชื่อว่า ประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญของการครอบครองรถยนต์ในระยะยาว

สำหรับ ZEEKR HOUSE PRIMUS สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานระดับสูงตาม CI ของบริษัทแม่ ภายใต้การบริหารงานของ PRIMUS GROUP กลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์ในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมุ่งมั่งในการยกระดับมาตราฐานการบริการที่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาณ อุโบสถวัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อ.ท่าช้าง อ.สิงห์บุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 13.20 น #ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย #พระวัชรสิงหบุราจารย์ รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี. คณะสงฆ์พระสังฆาธิการจังหวัดสิงห์บุรี.

โดย #นายวราดิศร_อ่อนนุช #ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี

พร้อมนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีทั้งสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าศาล หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ อบต ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงาน และประชาชน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภายในพิธี ประธานในพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป ลงนามถวายความอาลัย และประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมถวายน้ำสรงพระศพตามลำดับ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า

พระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งสำนักพระราชวังได้แถลงอาการให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ต่อมา วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) อันเกิดจากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ร่วมกับภาวะความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ

แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดและสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 4

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตรจ.น่าน ประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ และเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต

จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569 ณ แปลงใหญ่ลำไยตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมี นายสมรรถพล ขอดเตชะ ประธานศพก.ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน และนายรัฐภูมิ ขันสลี ประธานแปลงใหญ่ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแผนแนวทางการขับเคลื่อน ศพก.

ให้มีศักยภาพ เข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด การรายงาน การดำเนินงานปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และแปลงใหญ่

ในพื้นที่ 15 อำเภอ และดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด (ชุดใหม่)/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน
เกษตรจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมทางหลวง “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง -สิงห์บุรี – ชัยนาท ตอน 2” จังหวัดสิงห์บุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 พร้อมด้วย. นายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน นางศศิธร ริ้วเหลือง ปลัดอาวุโสอำเภอค่ายบางระ จัน พ.ต.ท.พนม สำราญดี ผกก.สอบสวน สภ.ค่ายบางระจัน กรมพัฒนาที่ดิน ผู้นำชุมชน อบจ.อบต.เทศบาล ท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนข้าราชการ ตำรวจท่องเที่ยว . ตำรวจทางหลวง แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง ศาสนสถาน สถานศึกษา ผู้นำชุมชนผู้ใหญ่บ้านกำนัน จังหวัดสิงห์บุรี เข้าร่วมประชุม

นายกานต์ สินสืบผล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสิงห์บุรี ผู้แทนกรมทางหลวง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โครงการ
โดยมีวิทยากรให้ความรู้ 3 ท่าน. นายกันต์ณธีร์ เนติโรจนชัยชาญ ผู้จัดการโครงการ. นางสาวณฐฏ์มณฑน์ แสนพันธุ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม นายวิชิตโชค วิทูรชวลิตวงษ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 2 ในวันนี้
สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย

1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของกรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

กรมทางหลวง เปิดเวทีเดินหน้าศึกษาทบทวนความเหมาะสม “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1”

วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 | เวลา 09.00ณ หอประชุมอำเภอแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง นางสาว สุกัญญา กุลสุวรรณ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 โดยมี. นายนรินทร์ อร่ามโชติ นายอำเภอแสวงหา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง ข้าราชการ ตำรวจ แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท เข้าร่วมประชุม

โดย นายไพรัช มากสังข์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงอ่างทอง ผู้แทนกรมทางหลวงกล่าวรายงานโครงการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในวันนี้สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย
1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้


มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของ
กรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “อนุทิน” เยือนเวียดนามในฐานะนายกฯ ไทย เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้น ส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ฉลองสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม 50 ปี

แชร์เนื้อหานี้

กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม – วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ในโอกาสเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการต้อนรับจากนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ภายหลังพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมการหารือเต็มคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง การท่องเที่ยว พลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

นายอนุทินกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีไทยย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างดี โดยไทยและเวียดนามพร้อมผสานความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

สำหรับคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งสี่เหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามได้ส่งรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมการหารือเช่นกัน ทั้งด้านกลาโหม การต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม ทำให้การ

ประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนเวทีหารือระดับคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยและเวียดนามมีต่อกัน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อนุทินชาญวีรกูล #นายกรัฐมนตรี #ไทยเวียดนาม #VietnamThailand #ความสัมพันธ์50ปี #หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน #ฮานอย #รัฐบาลไทย #รัฐบาลเวียดนาม #ข่าวการเมือง #ข่าวต่างประเทศ #ไทยเวียดนาม50ปี #ASEAN #ความร่วมมือระหว่างประเทศ #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประชุมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ครั้งที่ ๒ แม่น้ำท่าจีน ชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ณ หอประชุมที่ว่าการอ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา ๐๙.๓๐ น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ ๒ งานจ้างสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แม่น้ำท่าจีน จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร

ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลโครงการ แนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสำรวจและออกแบบโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินการประชุมงานจ้างสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของผลการจัดทำการออกแบบรายละเอียดของโครงการตามข้อเสนอแนะจากการจัดประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ ๑ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ทุกภาคส่วนรับทราบ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อนำมาปรับแก้ไขแบบร่างรายละเอียดให้มีความเหมาะสม

ด้านวิศวกรรมและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมทั้งสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ภาคีเครือข่ายน่าน ร่วมขับเคลื่อนการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ เสริมสร้างความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดน่าน ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ หน่วยการศึกษาในพื้นที่ กลุ่มเกษตรกร และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง อำเภอเวียงสา อำเภอแม่จริม อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา และอำเภอปัว ได้จัดประชุม “เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความตระหนักด้านการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพในระดับจังหวัด” เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมน่านตรึงใจ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ การปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ และหลักการการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ (Access and Benefit Sharing: ABS) พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และภาคเกษตรกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพในระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบและเกิดประสิทธิภาพ


ภายในงานมีกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการดำเนินงานของ BEDO การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ การจำลองสถานการณ์การเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันกำหนดข้อเสนอเชิงปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานด้าน ABS

ในระดับพื้นที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรชีวภาพ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป/ลุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนขังกวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ว่าการอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย

ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง”จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีนายณัฏฐ์กร ศิริผ่องแผ้ว นายอำเภอเมือง ร่วมกับนางอัจนา ปาลบุตร พาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี จ่าจังหวัดสิงห์บุรี ไปรษณีย์ไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักทั้ง 6 อำเภอ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade กลุ่มผู้ผลิตสินค้า SMEs และเครือข่ายชุมชน เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนและพื้นที่ห่างไกล จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือในการบริหารจัดการโครงการ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ง่าย รวดเร็ว และใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้า OTOP มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนอีกทางหนึ่ง

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอท่าหลวงเตรียมความพร้อม! ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและแก้ปัญหาเชิงรุกฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี
นายกองตรีนงลักษณ์ อยู่พุ่มนายอำเภอท่าหลวงผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอท่าหลวงที่ 9 เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม “โครงการสำรวจศักยภาพ ปัญหาและความต้องการของพื้นที่อำเภอในพื้นที่จังหวัดลพบุรี”

โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนและซักซ้อมความเข้าใจ ก่อนลงพื้นที่จริงใน วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีกำหนดการเข้าตรวจเยี่ยมและสถานที่สำรวจจุดสำคัญในพื้นที่ตำบลซับจำปา ดังนี้:

  1. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ (ป่าจำปีสิรินธร) : เพื่อเตรียมพร้อมสถานที่ประชุมและจัดกิจกรรม
  2. พื้นที่ สวนทุเรียน : สำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อ
  1. บ้านเด็กนักเรียนทุน : เยี่ยมเยียนเพื่อรับฟังปัญหาและส่งเสริมด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด
  2. อ่างเก็บน้ำสะพานสี่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวบ้านต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรน่าน ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายจักรพันธ์ อินไสย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นางสาววิชชุดา ทวีชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ

รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอภูเพียง เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอภูเพียง ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

ซึ่งนำโดยนายจาตุรนต์ สุวรรณพินท์ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต พร้อมคณะ ลงพื้นที่ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569 ณ แปลงเกษตรของนายเกษม รุณใจ ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมีนายพงษ์ศิลป์ ผาลา นายอำเภอภูเพียง พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และคณะกรรมการศพก.และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ

ร่วมให้ข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับการทำการเกษตร ในการนี้นายเกษม รุณใจ ได้นำเสนอแนวคิดริเริ่มการทำการเกษตร ภายใต้แนวคิด “การไม่หยุดเรียนรู้และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวทัน”

ได้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และวางรากฐานและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่ทายาทและสมาชิกในครอบครัวอย่างเป็นระบบ ไปสู่ความยั่งยืนในอาชีพ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.สิงห์บุรี เดินหน้า “One Plan” จัดอบรมเตรียมความพร้อมจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี เชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารจัดเลี้ยงจุฑามาศ ภัตตาคารไพบูลย์ไก่ย่าง ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการอบรมสัมมนาการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2571-2575) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย

การจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมี นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิดภายในงาน นายชัชม์ชน เกษศรี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ ในนามคณะผู้จัดโครงการ

ได้กล่าวรายงานถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาจังหวัด และการบริหารราชการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ “One Plan” เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การอบรมสัมมนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ฉบับใหม่ (พ.ศ.2571-2575) ให้แก่ผู้บริหารท้องถิ่น บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน เพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนามีความครอบคลุม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาจำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด บุคลากรด้านแผนพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกมิติ

นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น เพื่อให้แผนพัฒนาที่จัดทำขึ้นสามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับให้เป็นเอกภาพ

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การประสานแผนพัฒนาระดับพื้นที่ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรวบรวมข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต

การจัดโครงการในครั้งนี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดอย่างมีทิศทาง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรนาน้อย ประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย นำโดยนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายสันติ มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายทวีศักดิ์ ธิขาว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอ

นาน้อย เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย ร่วมให้กำลังใจ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ผู้เข้ารับการคัดเลือกในการประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ในการนี้ ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมการประกวดฯ จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อย หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เกษตรกรเครือข่าย และ

ผู้เกี่ยวข้อง ที่เข้าร่วมติดตามและให้กำลังใจในการประกวดครั้งนี้
สำหรับการประกวดฯ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ได้นำเสนอผลงานการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสม แนวคิดริเริ่มในการทำไร่นาสวนผสม กิจกรรมและการจัดการภายในแปลง ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรสู่ชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรในแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง

การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ณ แปลงเกษตรของนายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ บ้านหนอง หมู่ที่ 10 ตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่านเรื่องและเรียบเรียง /นางสาวบัณฑิตา เผือทะนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย
/บุญยงค์ สดสะอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จึ้งนะออเจ้า! ศาลากลางบึงกาฬคึกคัก ผู้ว่าฯ นำข้าราชการแต่งชุดไทย ถวายบังคมก่อนประชุมกรมการจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

27 เม.ย. 2569 บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬเต็มไปด้วยสีสัน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นำคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยชุดไทยสไตล์ “ออเจ้า” เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ศาลากลางจังหวัด

ก่อนเริ่มการประชุม คณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการได้ร่วมกันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้มอบรางวัลให้แก่ผู้โชคดีจากการจับสลากกาชาดจังหวัดบึงกาฬ โดย รางวัลที่ 2 เป็น

ทองคำมูลค่า 10 บาท พร้อมทั้งมอบรางวัลอื่น ๆ ให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีของผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ภายหลังจึงเข้าสู่การประชุมกรมการจังหวัดบึงกาฬตามระเบียบวาระ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการ การขับเคลื่อนน

โยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารราชการในพื้นที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ การแต่งกายชุดไทยในการประชุมครั้งดังกล่าว ยังเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย

และสร้างสีสันให้กับบรรยากาศการปฏิบัติราชการของจังหวัดบึงกาฬอีกด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อลงกรณ์-FKII.ลุยส่งออกโมเดลใหม่ สร้างรายได้ประเทศ ผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ตลาดจีน ส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย 2.5 หมื่นล้าน พร้อมหนุน SME. บุกตลาดโลก

แชร์เนื้อหานี้

“อดีตรองนายกฯจุรินทร์”มั่นใจอีคอมเมิร์ซข้ามแดน(CBEC)คือทางรอดของประเทศ“ชยดิฐ”ชี้ความร่วมมือ (Collaboration)ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust)ที่ไทยต้องสร้างให้ได้ในงานเอฟเคไอไอ.บิสสิเนสฟอรั่ม “มิติใหม่การส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลกและตลาดจีนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา(TVA)นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน เอฟเคไอไอ.(FKI Thailand)ชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำที่สุดในอาเซียน และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะเติบโต0ปีนี้จะเติบโต0-2% ด้วยมูลค่าส่งออกต่ำกว่า12ล้านล้านบาท

เอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาจึงริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซ(FKII-TVA E-Commerce Alliance)ภายใต้
โมเดลใหม่คือการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน(CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 250 ล้านล้านบาทโดยจะเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ เอฟเคไอไอ.ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทหางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรรายแรกในวาระปีที่51ของความสัมพันธ์ไทย-จีน (The 1st Thai-China E-commerce Alliance) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI และโมเดลสตรีมมิ่งก์ผ่าน KOLs เจาะตลาดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 1,000 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดสตูดิโอไลฟ์สดที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อผลักดันการส่งออกทุเรียนและสินค้าไทยเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 27 เมษายนนี้

“เป็นก้าวเล็กๆที่จะเปิดตลาดที่กว้างกว่าและใหญ่กว่าด้วยโมเดลการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเช่นทุเรียน ผลไม้ไทย สินค้าเกษตร-อาหาร สินค้าเอสเอ็มอี.สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกแบบB2C”นอกจากนี้เอฟเคไอไอ.ยังมีแผนขยายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มการส่งออกสู่ตลาดโลกโดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Tmall Global, JD Worldwide, Douyin (TikTok China), Amazon (USA), Allegro (Poland/East EU), Zalando (Fashion-EU), Flipkart (India), JioMart (India), Wildberries (Russia), Ozon (Russia&CIS) เป็นต้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัลส่งต่อสินค้าไทยสู่ตลาดจีนและตลาดโลก” โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท การพึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิม (Offline Trade) จึงไม่เพียงพออีกต่อไป การทำธุรกิจการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (CBEC) จึงเส้นทางหลักในการขยายตลาด

นายจุรินทร์ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากการนำร่องไลฟ์สดขายผลไม้ไทยผ่านแพลตฟอร์ม Tmall ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้ถึง 16 ล้านคนภายในเวลาเพียง 15 นาที
“สินค้าไทยในยุคดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่อง (Storytelling) 2) การนำระบบ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด และ 3) ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)ในช่วงบรรยายพิเศษ “โอกาสในวิกฤตของไทย” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKI Thailand

ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตโลก (Perfect Storm) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ประเทศไทยไม่ใช่พญามังกร หรือพญาอินทรี แต่คือ”กวางน้อย” ที่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่รอดนายชยดิฐ เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) เพราะหากปราศจากสิ่งนี้ก็เหมือนรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมัน พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแนวคิด “สังคมสุขพอดี” ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบพอดี คือมีกำไรหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แทนการแข่งขันขับเคี่ยวเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

ภายใต้การลงนาม MOU ครั้งนี้ บริษัท หางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบ S2B2C ผ่านแบรนด์ “หลิวหว่านเต้า” (Liuwangdao) โดยมุ่งเน้นการยกระดับซัพพลายเชนทุเรียนไทย ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้ลึกถึงแหล่งเพาะปลูก ผสานกับการจัดส่งระบบ Cold Chain ควบคุมอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SF Express ที่การันตีการจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้บริโภคภายใน 72 ชั่วโมง ตลอดจนการสร้างศูนย์ไลฟ์สด 8 แห่ง และใช้ KOLs มืออาชีพกว่า 100 คน ในการผลักดันยอดขายเป้าหมายการเติบโตในปี 2026-2028 พันธมิตรทั้งสองฝ่ายได้วางแผนกลยุทธ์ 3 ปี โดยตั้งเป้ายอดขาย (GMV) ทุเรียนไทยในปี 2026 ที่ 500 ล้านหยวน ก่อนที่จะขยายเครือข่ายช่องทางการขายเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านราย และผลักดันยอดขายรวมให้ถึง 5,000 ล้านหยวน ภายในปี 2028

งานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวชฎาภา ชวนานนท์ เป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายปองพล อดิเรกสาร อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นาย

สรโชติ อำพันธ์วงษ์ รองประธานอาวุโสสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ผู้แทนสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) และผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) นายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และ e-Commerce และผู้ประกอบการไทยหลายรายตอกย้ำให้เห็นถึงก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีการส่งออกสินค้าไทยสู่การค้ารูปแบบใหม่.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินของตนมีหน้าที่ทั้งหมด 130 ไร่ ภายหลังมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำเนินการศึกษาและตรวจสอบ พร้อมแสดงความยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ

นายสุชาติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว

นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต

ด้านนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้

โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือการกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 ซึ่งจากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือวัดในศาสนาฮินดู

อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการรวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน

นายวรรณพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร

ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือบาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อค้าแม่ค้าเฮ! ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เซ็นคำสั่งเปิดด่านสิงขรเต็มรูปแบบ! กลับมาค้าขายตามปกติ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชายแดนกลับมาคึกคัก

แชร์เนื้อหานี้

เปิดด่านสิงขรเต็มรูปแบบ! จ.ประจวบฯ สั่งยกเลิกข้อจำกัดวันเวลาค้าขาย หลังสถานการณ์มูด่องคลี่คลาย
พ่อค้าแม่ค้าเฮ! ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เซ็นคำสั่งด่วนที่สุด เปิดทางด่านสิงขรกลับมาค้าขายตามปกติ ยกเลิกมาตรการคุมเข้มช่วงสู้รบ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชายแดนกลับมาคึกคักอีกครั้ง มีผลทันที 17 เม.ย. นี้


เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดที่ 4/2569 เรื่องการยกเลิกมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชั่วคราว และให้กลับไปใช้แนวทางปฏิบัติตามปกติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน

ยกเลิกมาตรการ “อังคาร-เสาร์” คืนวิถีการค้าเดิม
ก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบในพื้นที่บ้านมูด่อง ประเทศเมียนมา จังหวัดได้ออกมาตรการจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าให้ดำเนินการได้เฉพาะวันอังคารและวันเสาร์ ในช่วงเวลา 08.00 – 12.00 น. เท่านั้น เพื่อความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับทางหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกลุ่มผู้ประกอบการได้ร้องขอให้มีการทบทวน

เนื่องจากมาตรการเดิมทำให้เกิดความยากลำบากในการขนส่งสินค้าและไม่สอดคล้องกับวิถีการค้าที่เคยเป็นมายึดแนวทางเดิม เน้นความคล่องตัวแต่รัดกุมสำหรับแนวทางปฏิบัติใหม่ จะกลับไปยึดตามคำสั่งที่ 1/2566 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้:เปิดการค้าปกติ: สามารถทำการซื้อขาย นำเข้า-ส่งออกสินค้าได้ตามเวลาทำการปกติ ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร

แจ้งล่วงหน้า 1 วัน: ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าและยานพาหนะเป็นหนังสือต่อจังหวัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน เพื่อความเรียบร้อยในการจัดระเบียบจราจรและพื้นที่ขนถ่าย
คุมเข้มความถูกต้อง: การนำเข้า-ส่งออกต้องเป็นไปตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัดพื้นที่ขนถ่าย: กำหนดให้มีการขนถ่ายสินค้าใน “พื้นที่อ้างสิทธิ” ที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น

มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวการผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้ จังหวัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และส่งผลดีต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และการจ้างงานประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กลับมามีรายได้สะพัดดังเดิม

ทั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้งป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น ณ บริเวณด่านสิงขรอย่างใกล้ชิด
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บ้านห้วยหินดำ” ก็มีกะเหรี่ยง เรื่องจริงที่ทุกคนไม่รู้! เป็นแหล่งวัฒนธรรมและท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่ทุกคนจะติดใจ

แชร์เนื้อหานี้

มาทำความรู้จัก “บ้านห้วยหินดำ” กัน ตั้งอยู่ที่ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนของชาวกะเหรี่ยงโปว์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กะเหรี่ยงด้ายเหลือง” ที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานกว่า 200 ปี นับตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าตะวันตกซึ่งเป็นเขตรอยต่อของพื้นที่อนุรักษ์ ทำให้ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสูง และแม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

โครงสร้างของชุมชนยังคงยึดโยงกับระบบความเชื่อและวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยมี “เจ้าวัด” เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีบทบาทในการดูแลวิถีชีวิต ความเชื่อ และกฎเกณฑ์ของชุมชน ซึ่งถูกสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน วิถีชีวิตของคนในชุมชนจึงไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติ แต่เป็นการดำรงอยู่ร่วมกับป่าอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติของความเชื่อ การใช้ทรัพยากร และการดำรงชีวิตประจำวัน

หนึ่งในภูมิปัญญา สำคัญของชุมชนคือการทำเกษตรแบบ “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งมักถูกคนภายนอกเข้าใจผิดว่าเป็นการทำลายป่า แต่ในความเป็นจริงเป็นระบบการเพาะปลูกที่สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยจะใช้พื้นที่หนึ่งในการเพาะปลูกแล้วปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2–3 ปี ก่อนจะกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการนี้ช่วยให้ระบบนิเวศฟื้นฟูและยังคงความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามทางความเชื่อ เช่น การไม่ใช้พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำหรือ “สบห้วย” ในการทำเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าคนที่อยู่กับป่าไม่ได้ทำลายป่า แต่กลับเป็นผู้ที่เข้าใจและดูแลป่าอย่างลึกซึ้ง

ในด้านวัฒนธรรม ชุมชนยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะงานหัตถกรรม เช่น การทอผ้าด้วยกี่เอว การย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ และการออกแบบลวดลายที่มีความหมายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาปรับใช้ร่วมกับบริบทสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาเป็นสินค้าเพื่อสร้างรายได้โดยยังคงอัตลักษณ์เดิมไว้ได้ ขณะเดียวกัน วิถีการกินอยู่ก็สะท้อนความสัมพันธ์กับธรรมชาติผ่านการบริโภคพืชผลท้องถิ่น เช่น ข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีความหลากหลาย และสมุนไพรจากป่าที่ใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน

“บ้านห้วยหินดำ” ยังเป็นตัวอย่างของชุมชนที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างวิถีดั้งเดิมกับโลกสมัยใหม่ โดยมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเพื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและงานหัตถกรรมไปยังตลาดภายนอก ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดหลักความเชื่อและข้อปฏิบัติของชุมชน เช่น การไม่เลี้ยงสัตว์บางประเภทภายในพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องความสะอาดทั้งในเชิงกายภาพและจิตวิญญาณ

ในมิติของการท่องเที่ยว บ้านห้วยหินดำไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบมวลชน แต่วางตัวเป็น “พื้นที่เรียนรู้” สำหรับผู้ที่สนใจทำความเข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ เช่น งานฝีมือ การเกษตรพื้นบ้าน การทำอาหาร และการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากกว่าการบริโภคการท่องเที่ยวเพียงผิวเผิน

อย่างไรก็ตาม ชุมชนยังคงมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการจัดการท่องเที่ยว โดยไม่ได้ต้องการความนิยมในวงกว้างหรือการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่เปิดรับผู้มาเยือนที่มีความตั้งใจเรียนรู้และเคารพวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ บ้านห้วยหินดำจึงเป็นตัวอย่างของชุมชนที่สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันได้ หากมีการจัดการอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับคุณค่าของชุมชน

“สำหรับบางคน ป่าอาจเป็นเพียงพื้นที่สีเขียว แต่สำหรับชาวกะเหรี่ยง ป่าคือชีวิตที่หายใจไปพร้อมกัน” ในขณะที่สังคมเมืองมองป่าในฐานะทรัพยากรหรือพื้นที่ธรรมชาติ ชาวกะเหรี่ยงกลับมองป่าในฐานะ “ชีวิต” ที่เชื่อมโยงกับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง สำหรับพวกเขา ป่าไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือบ้าน แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น

ภาพจำของ “กะเหรี่ยง” ในสายตาคนนอกมักถูกผูกโยงกับ พื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือ แต่ในความเป็นจริง ชุมชนกะเหรี่ยงยังคงตั้งถิ่นฐานอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงผืนป่าตะวันตกอย่างจังหวัดสุพรรณบุรี ที่บ้านห้วยหินดำ อำเภอด่านช้าง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาว “กะเหรี่ยงโผล่วหรือที่คนไทยมักรู้จักกันในนามกระเหรี่ยงโปว์ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี ชุมชนแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากะเหรี่ยงไม่ใช่ “คนนอก” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ดำรงอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุลมาอย่างยาวนาน

วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงตั้งอยู่บนความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับธรรมชาติ พวกเขาเติบโต เรียนรู้ และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างเคารพ ทุกการใช้ทรัพยากรถูกกระทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่เพราะข้อบังคับทางกฎหมาย แต่เป็นเพราะความเชื่อว่าป่ามีชีวิต และสมควรได้รับการดูแลเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่น

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าคือ “ความเชื่อ” และ “วัฒนธรรม” ชาวกะเหรี่ยงมีการกำหนดพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ เช่น ป่าต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้าม ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์หรือทำลายได้ กฎเหล่านี้ไม่ได้ถูกบังคับโดยรัฐ แต่เป็นข้อตกลงร่วมกันของชุมชนที่ทุกคนเคารพอย่างเคร่งครัด

ในอีกมิติหนึ่ง อัตลักษณ์ของชุมชนยังสะท้อนผ่านวิถีชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าด้วยกี่เอว การใช้สีจากธรรมชาติ หรือการทำเกษตรอินทรีย์ที่พึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่อย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ควบคู่ไปกับโลกสมัยใหม่
ขณะเดียวกัน พิธีกรรมต่างๆ เช่น การขอขมาป่า หรือการขอบคุณผืนดินและสายน้ำ ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของธรรมชาติ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่ใหญ่กว่า

สำหรับชาวกะเหรี่ยง การทำลายป่าเปรียบเสมือนการทำลายชีวิตของตนเอง เพราะทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ป่าให้กำเนิดชีวิต และมนุษย์ก็มีหน้าที่ดูแลรักษาป่าให้คงอยู่
อย่างไรก็ตาม มุมมองจากคนนอกจำนวนไม่น้อยยังคงไม่เข้าใจวิถีชีวิตดังกล่าว และอาจมองเห็นเพียงภาพของการใช้ทรัพยากร โดยมองข้ามระบบความคิด ความเชื่อ และความรับผิดชอบที่ฝังรากลึกอยู่เบื้องหลัง

สิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงต้องการสื่อสารต่อสังคม คือพวกเขาไม่ได้ดำรงชีวิตแยกขาดจากธรรมชาติ แต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันอย่างสมดุลมาอย่างยาวนาน การรักษาป่าไม่ใช่ภารกิจพิเศษ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่แทรกอยู่ในทุกลมหายใจ ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เสียงจากผู้คนที่อยู่กับป่ามาอย่างยาวนานอาจเป็นคำตอบสำคัญที่สังคมควรเปิดใจรับฟัง

หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่ไม่ใช่เพียงการหลีกหนีความวุ่นวาย แต่เป็นการได้กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองและธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่นี่คืออีกหนึ่งคำตอบของการใช้ชีวิตแบบ slow life ที่ทั้งเรียบง่าย ลึกซึ้ง และเปี่ยมด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการมาพักผ่อนท่ามกลางผืนป่า การเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ทั้งในรูปแบบหมู่คณะหรือการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่แห่งนี้ไม่ได้มอบเพียงประสบการณ์ แต่ยังมอบมุมมองใหม่ของการอยู่ร่วมกับโลกใบนี้อย่างสมดุล และบางทีการเดินทางครั้งนี้ อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่สถานที่ที่คุณไป แต่เปลี่ยนวิธีที่คุณมอง ‘ชีวิต’ ไปตลอดกาล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรับนิวส์ / ชื่นมื่น! สงกรานต์บ้านกรูด 2569 ยิ่งใหญ่ ขบวนแห่นางสงกรานต์ตระการตา ขบวนนางรำ ทำบุญตักบาตร และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ณ ชายหาดบ้านกรูด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม โดยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความสนุกสนานและความอบอุ่นในครอบครัว

ไฮไลต์สำคัญของงานขบวนแห่นางสงกรานต์สุดอลังการ ซึ่งตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยดอกไม้ และสัญลักษณ์นางสงกรานต์ประจำปี งานฝีมือของพนักงานเทศบาลตำบลบ้านกรูด
โดยนางสงกรานต์ในปีนี้มาในชุดไทยประยุกต์ที่สะท้อนถึงความอ่อนช้อยของศิลปะท้องถิ่น โดยเคลื่อนขบวนไปตามถนนเลียบชายหาดบ้านกรูด ท่ามกลางเสียงดนตรีไทยเถิดเทิง และขบวนนางรำสวยงาม ที่สร้างความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

​พิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ณ บริเวณศูนย์การท่องเที่ยวชายหาดบ้านกรูด เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีและสืบสานประเพณีอันดีงาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยคณะบริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ผู้นำชุมชน พนักงานเทศบาล และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมรดน้ำขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ไทยกิจกรรมความบันเทิงและวัฒนธรรม​ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นเลิศรสของชาวบางสะพาน

โดยนายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด ระบุว่า การจัดงานในปีนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และตอกย้ำให้บ้านกรูดเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสสงกรานต์แบบวิถีไทยดั้งเดิม “สงกรานต์บ้านกรูดปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกจากการเล่นน้ำ แต่คือการกลับมาเจอกันของครอบครัวและการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ของพวกเราให้คงอยู่สืบไป”

โดยคณะผู้จัดงาน ได้เตรียม​มาตรการดูแลความปลอดภัย โดย สมาชิก อปพร.ทต.บ้านกรูด บูรณาการร่วมกับ​เจ้าหน้าที่ตำรวจ อส.และชรบ. รวมถึงหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ทต.บ้านกรูด ได้สนธิกำลังดูแลความเรียบร้อยรอบบริเวณงาน โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยทางถนน และทางน้ำ รวมถึงรณรงค์ “เมาไม่ขับ” เพื่อให้เทศกาลแห่งความสุขนี้มีแต่รอยยิ้มและความปลอดภัยของทุกคน จึงนับเป็นอีกหนึ่งพิกัดสงกรานต์ที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไม่เสื่อมคลาย

//////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0623644468

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สวนสัตว์นครราชสีมา รับขวัญสมาชิกใหม่ “ลูกฮิปโปแคระ” เพศเมีย ครบรอบ 37 ปี

แชร์เนื้อหานี้

นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 13.44 น. สวนสัตว์นครราชสีมาได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็น “ลูกฮิปโปแคระ” จำนวน 1 ตัว ซึ่งเกิดจากแม่หมูกรอบ (พี่สาวของหมูเด้ง) และพ่อขนุน

โดยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบว่าเป็นเพศเมีย มีน้ำหนักแรกเกิด 5 กิโลกรัม ความยาวลำตัว 57 เซนติเมตร และความสูง 23.5 เซนติเมตร สุขภาพโดยรวมแข็งแรงสมบูรณ์ดี เดินเก่งและเริ่มเรียนรู้การกินนมแม่ได้เป็นอย่างดี
เน้นสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ (Animal Welfare) ในช่วง 1 เดือนแรกนี้

ทางสวนสัตว์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและแฟนคลับ “ยังไม่เปิดให้เข้าชมตัวจริง” เนื่องจากเป็นช่วงที่น้องยังบอบบางมาก ต้องอาศัยการดูแลจากแม่หมูกรอบอย่างใกล้ชิด โดยมีทีมสัตวแพทย์และผู้ดูแล (Zookeeper) เฝ้าติดตามอาการตลอด 24 ชั่วโมง

เพื่อให้มั่นใจว่าน้องจะมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ที่สุด อย่างไรก็ตาม ทุกท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและภาพความน่ารักรายวันได้ทางเพจ Facebook: สวนสัตว์นครราชสีมา KORAT ZOO เชิญชวนร่วมกิจกรรม “ตั้งชื่อหลานสาวหมูเด้ง” เพื่อเป็นการเฉลยปริศนาทายวันเกิดที่ผ่านมา สวนสัตว์ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนุกต่อเนื่องกับกิจกรรม “ประกวดตั้งชื่อลูกฮิปโปแคระ” เพื่อชิงรางวัลพิเศษจากทางสวนสัตว์

ระยะเวลาร่วมกิจกรรม: ตั้งแต่วันนี้ – 20 เมษายน 2569 ช่องทาง: ผ่านช่องทางออนไลน์ (รายละเอียดติดตามได้ที่หน้าเพจสวนสัตว์)
เตรียมเปิดตัวยิ่งใหญ่ ครบรอบ 37 ปี สำหรับกำหนดการอวดโฉมความน่ารักอย่างเป็นทางการ นายธนชน ระบุว่าได้วางกำหนดเปิดตัวสมาชิกใหม่ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่เป็น วันครบรอบการก่อตั้งสวนสัตว์นครราชสีมา ปีที่ 37 โดยจะมีการจัดกิจกรรมต้อนรับอย่างอบอุ่นและเตรียมพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวให้ได้รับความประทับใจสูงสุด
“เรามุ่งหวังว่าสมาชิกใหม่ตัวนี้จะเป็นทูตสิทธิสัตว์และเป็น Soft Power สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า พร้อมสร้างความสุขให้กับชาวจังหวัดนครราชสีมาและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ แล้วพบกันวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ครับ” นายธนชน กล่าวทิ้งท้าย

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / Primus Group ทุบสถิติ! รับตลาด EV พุ่ง กวาดยอดจองสูงสุด ใน Motor Show 2026

แชร์เนื้อหานี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป และทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า Primus Group ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสร้างสถิติใหม่ในการทำตัวเลขยอดจองสูงสุดมากถึง 1,649 คัน จากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงรถยนต์ 5 ยี่ห้อชั้นนำ ได้แก่ Mercedes-Benz, Zeekr, MG, Deepal และ Aion ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 (BIMS 2026) ที่อิมแพค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group สามารถคว้ารางวัลยอดเยี่ยมหลายรายการ โดย ZEEKR PRIMUS รับรางวัลยอดจองสูงสุดอันดับ 1 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล, MG PRIMUS รับรางวัลยอดจองสูงสุด อันดับ 2 และ DEEPAL PRIMUS ได้รับรางวัลยอดจองสูงสุดอันดับ 1 ในรุ่น S07 ใหม่ รวมทั้งรางวัลที่ปรึกษาการขาย รางวัลด้านการตลาด และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทแม่ทั้ง 5 ยี่ห้อ ให้ความสำคัญกับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย

โดยมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่เหมาะสมในด้านราคาและความคุ้มค่า รวมทั้งการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง และมีแนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสนใจเป็นเจ้าของรถยนต์กลุ่มรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์จีน ที่มียอดจองมากกว่า 50% ของยอดจองทั้งหมดในงาน BIMS 2026 สะท้อนให้เห็นความต้องการของผู้บริโภคคนไทย และบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

ผสานกับวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของ Primus Group มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ และมีผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคคนไทยได้เป็นอย่างดี ผสานกับแนวคิดหลัก Customer Centric ที่มุ่งเน้นการบริการระดับลักชัวรีครบวงจร รองรับความต้องการและสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างมั่นคงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

นายณัฏฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า Primus Group ยังคงมุ่งพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ทั้งการขยายเครือข่าย การบริหารจัดการ และการยกระดับมาตรฐานบุคลากร-การบริการให้ครอบคลุมอย่างรอบด้าน เพื่อมอบประสบการณ์ตรงที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกระดับชั้น พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างมาตรฐานการบริการใหม่ที่เหนือระดับสำหรับลูกค้าของเรา ในฐานะผู้นำธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ของไทย

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group เปิดเผยว่า ในงาน BIMS2026 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ถือเป็นงานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติ ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคคนไทยเป็นอย่างสูง โดยปีนี้ มียอดจองรถยนต์โดยรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เติบโตกว่า 71.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนถึงกำลังซื้อและการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างชัดเจน
ในงาน BIMS 2026 กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group ได้สร้างผลงานอย่างโดดเด่น ด้วยการทำสถิติใหม่ มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 1,649 คัน พร้อมรางวัลยอดจองรถยนต์สูงสุด ทั้งในภาพรวมและแยกตามประเภทรุ่นรถยนต์ ครอบคลุมทั้งระดับองค์กรและระดับบุคคล รวมถึงรางวัลด้านการตลาดยอดเยี่ยม และรางวัลมาสเตอร์ของงาน BIMS 2026 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพการดำเนินงานขององค์กรโดยรวม

ความสำเร็จในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมงานในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารเครือข่ายผู้จำหน่าย ไปจนถึงการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของการขายและบริการหลังการขาย Primus group ยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการบริหารงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ทั้งรักษามาตรฐานด้านบริการให้มีคุณภาพและดียิ่งขึ้นต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี จัดกิจกรรมจิตอาสาปล่อยพันธุ์ปลา 1 แสนตัว เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายวราดิศร อ่อนนุชผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและระลึกถึงความสำคัญของวันข้าราชการพลเรือน (1 เมษายน) ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ สวนสาธารณะหนองหม้อแกง ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี

พร้อมนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีทั้งสอง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพนักงานราชการ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดสิงห์บุรี เข้าร่วมกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่

โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้ให้บริการที่ดี มีความเสียสละ และสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมนางสุพัตรา เผือกจีน ประมงจังหวัดสิงห์บุรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมประมงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด

จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อตอบแทนสังคม โดยกิจกรรมสำคัญในครั้งนี้ ได้แก่ การปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาว จำนวน 100,000 ตัว จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสิงห์บุรี ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ณ หนองหม้อแกง เพื่อเพิ่ม

ทรัพยากรสัตว์น้ำและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน
นอกจากนี้ ข้าราชการและประชาชนจิตอาสายังได้ร่วมกันทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสวนสาธารณะหนองหม้อแกง ให้มีความสะอาด สวยงาม และพร้อมรองรับการใช้ประโยชน์ของประชาชน

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนราชการต่าง ๆ ในจังหวัด สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนตามแนวคิด “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) ในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความสามัคคีและความมุ่งมั่นของข้าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ที่ร่วมกันทำความดีเพื่อสังคม เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2569 อย่างน่าประทับใจ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.นครปฐม เข้มซ้อมแผน รองรับเหตุฉุกเฉินภัยพิบัติ แผ่นดินไหวใหญ่ รวมถึงภัย ธรรมชาติ

แชร์เนื้อหานี้

โรงพยาบาลนครปฐม เข้มซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินภัยพิบัติ
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ รวมถึงภัยทางธรรมชาติอื่นๆ เช่นน้ำท่วม พายุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ เช่น อุบัติเหตุหมู่ อัคคีภัย และเหตุภัยจากสารเคมี ล้วนเป็นภัยที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนโรงพยาบาลนครปฐมจึงได้มีการจัดโครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ประจำปี 2569

โรงพยาบาลนครปฐม จัดโครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ประจำปี 2569 โดยมี นายอรรถวุฒิ พุ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในการอำนวยการควบคุมสถานการณ์ โดยมีนายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม ได้นำทีมการซ้อมแผนควบคุมสถานการณ์ มีผู้เข้าร่วมโครงการเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ 250 คน

รวมถึงการจัดการซ้อมแผนเกิดอุบัติภัยหมู่ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยมีผู้เข้าร่วม 250 คน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลชุมชนแปดแห่งในจังหวัดนครปฐม ศูนย์การแพทย์กาญจนา สถานพยาบาล มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์ กรมการสัตว์ทหารบก (ค่ายทองฑีฆายุ) และกองเรือนจำ มณฑลทหารบกที่ 11

โครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติเพื่อมุ่งเน้นในการทดสอบแผนปฏิบัติการและประเมินความพร้อมของโรงพยาบาลนครปฐมในการตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินและ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการ

ปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์ และสร้างความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ส่งเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพภายในโรงพยาบาลรวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องซึ่งได้มีการแบ่งกันเตรียมความพร้อมเป็นสองกิจกรรม โดยมีการประชุมและอภิปรายบทบาทหน้าที่และแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ Table top Exercise ภายใต้สถานการณ์สมมุติ

ซึ่งการสอบแผนดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมรับเหตุไม่คาดฝันซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติหรือเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ และเป็นการแสดงความ

พร้อมให้กับประชาชนให้เกิดความมั่นใจในการทำงานของทีมบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลนครปฐมในการเชื่อมโยงกับองค์กรและหน่วยงานต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในทุกรูปแบบ
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สายมูแห่ขอเลขเด็ด!! พิธีบวงสรวง และยกเศียรประกอบองค์ สมเด็จพุฒาจารย์โตพรหมรังสี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (20 มี.ค.69) เวลา 09.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา ต.คำโตนด อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี พระครูปลัดปรีดา โชติกโร หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ประธานในพิธี นายสมพงษ์ มีน้อย ผู้อำนวยการเครือข่าย สมาคม อสมช.ภาคประชาชน นายวิไล กับชัย อาจารย์โมนา ญาณทิพย์ พร้อมคณะศิษย์ยานุศิษย์ ร่วมจัดพิธีบวงสรวงและยกเศียรประกอบองค์สมเด็จพุฒาจารย์โตพรหมรังสี ขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 14 เมตร (องค์ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก) พร้อมจุดประทัดขอเลขเด็ดได้เลข ( 82 – 958 )

ภาพข่าว : วงศกร ศรีสวัสดิ์ ทีมข่าวสระแก้ว//รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม ร่วมหารือคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนครปฐม มุ่งเป้าคาร์บอนต่ำ-จัดการฝุ่น PM 2.5

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดนครปฐม – วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมมารีราชรัตตบัลลังก์ ศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ร่วมหารือแนวทางความร่วมมือและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครปฐม, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 5 และผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอโครงการสำคัญ 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย:
  1. การส่งเสริมความรู้และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint): เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับท้องถิ่น
  2. การจัดการมลพิษทางอากาศ (PM 2.5): มีการนำเสนอเครื่องมือตรวจวัดฝุ่นละอองสำหรับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเฝ้าระวังและป้องกันสุขภาพได้อย่างแม่นยำ
  1. การยกระดับมาตรฐานร้านอาหารในชุมชน: เพื่อส่งเสริมให้ร้านอาหารในพื้นที่ดำเนินกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือกับภาควิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การหารือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยอาศัยองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมหิดล มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนนครปฐมสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนสืบไป
    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ /ข่าว
    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / Primus Group ทุ่มอีก 120 ล้าน เปิด Zeekr House แฟลกชิปใหม่ ย่านราชพฤกษ์

แชร์เนื้อหานี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนชะลอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเร่งตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดของ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างหลากหลาย และมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 74%

เช่นเดียวกับ Primus Group ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดขายอันดับ 1 ในหลายแบรนด์ที่บริษัทดูแล โดยในปี 2568 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5,321 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มียอดขายรวม 3,211 คัน ส่งผลทำให้ TOAVH เติบโตกว่า 20% และมีรายได้รวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์เป็นกลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด

ด้วยการเติบโตของธุรกิจกลุ่มดีลเลอร์รถยนต์ สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Primus Group ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการระดับพรีเมียมแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า “Top of Mind Brand”

ล่าสุด Primus Group ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด Zeekr House Primus โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ของ Zeekr แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยโชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน CI ใหม่ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดโชว์รูมระดับพรีเมียม–ลักชูรี ที่ผสานความหรูหรา ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการที่ครอบคลุมทั้งด้านการจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า

นอกจากนี้ เพื่อการรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ในอนาคต ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ Primus Group ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย Primus Group ได้รับความไว้วางใจจาก ZEEKR ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นดีลเลอร์ Zeekr อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแผนเปิด Zeekr House Primus สาขาเชียงใหม่อีก 1 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมศกนี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group กล่าวว่า Primus Group ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) การมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและเลือกซื้อรถยนต์ การส่งมอบรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย รวมทั้งงานซ่อมสีและตัวถัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้วยหลักการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรางวัลความพึงพอใจของลูกค้า และรางวัลยอดขายอันดับ 1 จากหลายแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้แทนจำหน่าย สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการระดับสูง และศักยภาพของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ โดยแนวทางดังกล่าว จะนำมาใช้ในการบริหารงานและพัฒนา Zeekr House Primus ให้มีศักยภาพด้านบริการสูงสุดสำหรับลูกค้า Zeekr ด้วยเช่นกัน

Zeekr House Primus เป็นโชว์รูม Flagship แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยพื้นที่ใช้งานกว่า 2 ไร่ ภายในได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zeekr อย่างชัดเจน ด้านหน้าเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ Zeekr ครบทุกรุ่น ทุกแบบกว่า 6 คัน พร้อมโซนรับรองลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และบริการให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทั้งมีบริการอาหารว่าง-เครื่องดื่มที่เลือกสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เหนือระดับ และตอบโจทย์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการส่งมอบรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าในช่วงเวลาสำคัญของการรับมอบรถยนต์ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Primus Group ด้านศูนย์บริการหลังการขาย Zeekr House Primus ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งงานตรวจเช็ก ซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมถึงงานซ่อมสีและตัวถัง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ Zeekr พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีช่องซ่อมรวม 8 ช่อง รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 600 คันต่อเดือน

สาธุชนคนพัทยาแห่ร่วมพิธีปลงผม “นาคปริ้นซ์-ณัฐภัควัฒน์ ธีระพรสถานนนท์” ลูกชายเสี่ยสม พัทยา

เวลา 16.00 น. วันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่วัดป่าสุทธิภาวัน พัทยา จ.ชลบุรี ครอบครัวธีระพรสถานนท์ โดย นายศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ หรือ เสี่ยสม (บิดา) นางศิดารัศ รักธรรมสงบ (มารดา) ผู้บริหารโครงการเอสพีกรุ๊ป พัทยา ให้การต้อนรับกลุ่มสาธุชนจำนวนมากที่ทยอยร่วมพิธีปลงผมนาคปริ้นซ์-ณัฐภัควัฒน์ ธีระพรสถานนนท์ (บุตร) ในโอกาสอุปสมบทเข้าร่มกาสาวพัสตร์ตอบแทนพระคุณบิดา-มารดา

โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมคณะสมาชิกสภาเมืองพัทยา นายเชาวลิตร แสงอุทัย ส.ส.ชลบุรี นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา และนายดิโอ้ คูมาร์ ซิงห์ นายกสมาคมภารัต (อินเดีย) ชลบุรี

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีปลงผมนาคแล้ว ต่อมาในเวลา 18.00 น. เป็นพิธีเทศน์สอนนาค โดย พระครูพิลาสธรรมนิติ หรือพระอาจารย์มหาพิษณุ นิติธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธิภาวัน ก่อนในพรุ่งนี้ วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 จะเป็พิธีแห่นาคเข้าอุโบสถ และนำนาคเข้าสู่พิธีอุปสมบทที่วัดโพธิสัมพันธ์ พัทยา ก่อนมีพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ และฉลองพระใหม่ที่วัดป่าสุทธิภาวัน พัทยา ตามลำดับต่อไป

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ สมาชิกกรุงเทพฯ ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถวายสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “เปิดบ้านสานสัมพันธ์ ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ถวายสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์กรสมาชิกกรุงเทพมหานคร”

ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรสมาชิกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โอกาสนี้ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมแถลง ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ประจำปี 2569

โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ การยกระดับการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมปัจจุบัน ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้บรรยายแนวทาง การมีส่วนร่วมขององค์กรสมาชิกกับกิจกรรมและโครงการสำคัญของ

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรเครือข่ายเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนงานสาธารณประโยชน์และงานสังคมสงเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.จารุนันท์ อึ้งภากรณ์ รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ยังได้บรรยายในหัวข้อ สิทธิประโยชน์ขององค์กรสมาชิก ที่จะได้รับจากสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาองค์กรสมาชิกให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดย ดร.ณกรณ์ ไกรรณภูมิ ประธานกรรมการประสานงานกรุงเทพมหานคร สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ซึ่งได้จัดให้มี Relationship Building Workshop เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างองค์กรสมาชิก โดยทีม

วิทยากร Rocket Mind (RM) รวมถึงกิจกรรม ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อถวายสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างพร้อมเพรียงกันของเครือข่ายองค์กรสมาชิกกรุงเทพมหานคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาและเอกชน ลงนาม MOU ยกระดับการท่องเที่ยวบนรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมุ่งสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.30 น.นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมนางสาวเมธินี นิชรัตน์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทาง

วิชาการ (MOU) ครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างจังหวัดสิงห์บุรี กับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา และองค์กรภาคเอกชน รวมกว่า 18 หน่วยงาน เพื่อขยายฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อน

ณ ห้องจัดเลี้ยงเกษรา ร้านเกษราเบเกอรี่ จังหวัดสิงห์บุรีผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “เพื่อขยายฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีบนรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง” โดยมีผู้บริหาร

จากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร (คณะโบราณคดี), มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนอย่าง หอการค้าจังหวัด, สภาอุตสาหกรรม, และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ร่วมลงนามอย่างพร้อมเพรียง
บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยมีพันธกิจสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้:

  1. ด้านวิชาการ: ร่วมกันศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมของสิงห์บุรีให้เป็นที่ประจักษ์
  2. ด้านการมีส่วนร่วม: สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชน ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
  3. ด้านการสร้างมูลค่า: นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
  4. “การลงนามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่คือการหลอมรวมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย และพลังขับเคลื่อนจากภาคเอกชน เพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ของสิงห์บุรีมีชีวิต และสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวสิงห์บุรีได้อย่างยั่งยืน”

กองบรรณาธิการ/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านจัดโครงการ “รวมพลังสตรีน่าน เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569” แสดงพลังสตรี ส่งเสริมบทบาทสตรีพัฒนาชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่หอประชุมนันทพัฒน์ ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดโครงการ “รวมพลังสตรีน่าน เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569”

โดยมี นางพวงแก้ว พรมมิ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำสตรี และคณะกรรมการพัฒนาสตรีจากทั้ง 15 อำเภอ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี อันมีจุดเริ่มต้นจาก

การต่อสู้เรียกร้องสิทธิของแรงงานหญิงในอดีต และเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมบทบาทสตรีให้มีความเสมอภาคและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า ปัจจุบันสตรีมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความสามารถทัดเทียมบุรุษ และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงการดูแลครอบครัวและสังคมให้เข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพให้สตรีมีความรู้ ความสามารถ และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงพลังสตรีน่านจากกลุ่มสตรีทั้ง 15 อำเภอ การมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่สตรีดีเด่นด้านการพัฒนาชุมชนระดับจังหวัด ประจำปี 2569 จำนวน 5 ราย การแสดงแบบ “8 ชุดไทยพระราชนิยม” และกิจกรรม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

เพื่อรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทยและผ้าพื้นเมืองน่าน การสาธิตการทำบายศรี การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพสตรีและสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี รวมถึงนิทรรศการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม “พลังชุมชน เติมสุขทั่วไทย Give and Share Happiness” โดยองค์กรสตรีร่วมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส จำนวน 15 ราย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ภายหลังพิธีเปิด ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพสตรีและสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและพลังของสตรีจังหวัดน่านในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คนไทยในอิหร่าน 23 คน กลุ่มแรก เซ็ต 2 ถึงไทยแล้ว เตรียมรับกลุ่ม 2 กลับอีก 69 คน และยังมีคนไทยที่ยังไม่กลับ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ อาคารผู้โดยสารขาเข้าชั้น 2 โซน ซี คนไทย 23 คนที่พำนักอยู่ที่ประเทศอิหร่าน กลุ่มแรก เซ็ต 2 ที่ได้อพยพออกจากประเทศอิหร่าน ตั้งแต่เย็นวันที่ 7 มี.ค.69 ไปยังประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินตุรกีแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK 64 โดยเดินทางจากท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศตุรกี มาถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ในเวลา 08.20 น. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ที่ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศอิหร่าน หลังจากเมื่อวานนี้ได้เดินกลับมาถึงไทยแล้วส่วนหนึ่ง 29 คน โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ

นายวิชาวัฒน์ เปิดเผยว่า คนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิหร่านเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเป็นกลุ่มแรก รวม 52 คน โดยทยอยเดินทางกลับ 2 เที่ยวบิน ซึ่งเมื่อวานนี้มีคนไทยเดินทางถึงก่อน 29 คน และวันนี้เดินทางถึงเพิ่มเติมอีก 23 คน โดยส่วนใหญ่มีสภาพจิตใจที่ดี แม้จะมีอาการอ่อนล้าจากการเดินทาง เนื่องจากต้องเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะทางไกล แต่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งนี้ ตลอดการเดินทางกลับ ทางเราก็มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดจากกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งกรมการกงสุล กรมภูมิภาค รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศตะวันออกกลางและที่กรุงเตหะราน เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย

นายวิชาวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีคนไทยอีกประมาณ 69 คน ที่เตรียมเดินทางออกจากอิหร่านในลักษณะเดียวกัน โดยจะเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเตหะรานไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินกลับประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา เพื่อแจ้งเส้นทางการเดินทางของคณะคนไทย และขอความร่วมมือให้การเดินทางมีความปลอดภัย ขณะที่ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกอย่างน้อย 130 คน ซึ่งสถานทูตไทยยังคงติดต่อดูแล และชักชวนให้ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ ในประเทศอื่นของภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ก็มีคนไทยบางส่วนแสดงความประสงค์เดินทางกลับเช่นกัน โดยบางประเทศยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการตามปกติ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในภูมิภาคได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ยอมรับว่าสถานการณ์ในอิหร่านยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้จะไม่รุนแรงเท่าระลอกแรก แต่ยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้นทุกวัน ทำให้สถานการณ์ยังน่ากังวล และคาดว่ายังไม่ยุติลงในเร็ว ๆ นี้

นาย อาดิล สุขศาสน์กวิน อายุ 28 ปี นักศึกษาไทยในอิหร่าน กล่าวว่า นักศึกษาไทยรู้สึกขอบคุณรัฐบาล ที่ประสานงานตั้งแต่เริ่มมีการโจมตี และรู้สึกอุ่นใจที่คนไทยได้ช่วยเหลือกัน สำหรับการเดินทางจากกรุงเตหะรานไปตุรกีก็มีความลำบากอยู่บ้าง เนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างไกล โดยที่ตัดสินใจเดินทางกลับนั้น

ก็เป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะก่อนหน้านี้ได้รับคำแนะนำจากสถานทูต ให้ลงไปอยู่ชั้นใต้ดินเพราะสถานการณ์รุ่นแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนักศึกษาประเทศอื่นๆ ก็ได้เดินทางกลับประเทศตัวเอง นอกจากนี้ขณะที่มีการโจมตีกันนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการปิดการเรียนชั่วคราว แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้น่ากลัวตามที่ปรากฏในข่าว เพราะมีการโจมตีกันแค่บางจุดเท่านั้น โดยเฉพาะสถานที่ราชการ

เบื้องต้น ตนยังไม่มีข้อมูลว่ามีคนไทยที่อยู่ในอิหร่านไม่ประสงค์เดินทางกลับ แต่จากการสอบถาม ส่วนมากก็ประสงค์จะเดินทางกลับไทย รวมถึงเพื่อนของตนที่จะเดินทางกลับในกลุ่มถัดไป (69คน) อย่างไรก็ตามนายอาดิล กล่าวทิ้งท้ายว่า “การปกป้อง ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การปกป้องอธิปไตยก็เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ซึ่งชาวอิหร่านตอนนี้ก็ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่”
ด้าน น.ส.ญาเซมัญ สินารา อายุ 28 ปี คนไทยในอิหร่าน กล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ประเทศไทยเป็นหลัก แต่ว่า มีครอบครัวอยู่ที่อิหร่าน ซึ่งตั้งใจจะไปเยี่ยมญาติ

โดยได้ไปอยู่ที่อิหร่านได้ประมาณ 10 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น ซึ่งตนเองมีแผนที่จะบินกลับไทยอยู่แล้ว แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน ยอมรับว่า รู้สึกกลัวมาก และรู้สึกกลัวตาย เพราะในชีวิตไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ และไม่คิดว่าจะใกล้ตัวมาก เพราะบางที ระเบิดลงใกล้บ้าน จนทำให้ตัวบ้านสะเทือน เพราะไม่รู้ว่า ระเบิดจะมาลงที่บ้านเราหรือไม่ แม้ว่า ส่วนใหญ่ระเบิดจะลงตามสถานที่ราชการ โดยคนในครอบครัวที่อยู่อิหร่าน แม้เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาหลายครั้ง ก็มีความกังวลอยู่บ้าง เพราะในประเทศอิหร่านจะไม่มีหลุมหลบภายใต้ไต้ดิน แต่การใช้ชีวิต

ส่วนใหญ่คนอิหร่านจะใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป น.ส.ญาเซมัญ กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตนไม่ได้รับสัญญาณเตือนอะไร จากประเทศอิหร่านมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต โทรออกก็ไม่ได้ แต่สามารถโทรออกภายในประเทศได้ จึงทำให้ตนสามารถโทรติดต่อสถานทูตไทยได้ แต่โทรออกนอกประเทศไม่ได้ ด้าน นายอะเดล ทาบิอิ พ่อชาวอิหร่าน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 35 ปี จนได้สัญชาติไทย กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุการณ์ตนอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งลูกสาวได้โทรหาตนเองตอนประมาณ 01.30 น.

ซึ่งเวลานั้นมีระเบิดลงห่างจากบ้านเพียง 500 เมตร แต่ว่า บ้านไม่ได้รับความเสียหายน.ส.ญาเซมัญ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์วันนั้นคาดว่า จะเกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เพราะตอนอยู่บ้านคนเดียว และจำได้ว่า วันนั้นระเบิดลงทั้งวันในช่วงเวลากลางคืน จนบ้านสั่น ซึ่งเวลานั้นเราไม่รู้เลยว่า จะมีความปลอดภัยจริงไหม ตามที่คนพูดให้มีความสบายใจ โดยคนอิหร่านส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น มารู้พร้อมกันตอนประเทศอิสราเอลยิงแล้ว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ “วันนักข่าว” ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สมาคมสื่อมวลชนจังหวัด น่าน จัดกิจกรรมเนื่องใน วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนอหางชาติ ประจำปี 2569 โดย นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นำทีมสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านร่วมทำ

กิจกรรมทำความดีและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่นักข่าวที่ล่วงลับช่วงเช้า คณะสื่อมวลชนได้ร่วมถวายสังฆทาน เนื่องในวันนักข่าว ณ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่นักข่าวผู้ล่วงลับจากวงการสื่อมวลชน

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย โดยมี พระสุนทรมุณี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสามัคคีของคณะสื่อมวลชนในจังหวัดน่าน

หลังจากนั้น คณะสมาคมสื่อมวลชนได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม โดยจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน สังกัดสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแบ่งปันกำลังใจและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กนักเรียน

ต่อมา สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้ลงทะเบียนคงสภาพสมาชิกประจำปี และเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมร้าน ฮั้วเลิศรส อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยที่ประชุมได้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระ 2 ปี

ผลการประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เสนอชื่อและเลือก นายบุญยงค์ สดสอาด ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านอีกวาระหนึ่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2569 – 2570 พร้อมทั้งได้พิจารณาเรื่องสวัสดิการของสมาชิกสมาคมฯ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างอบอุ่น ก่อนเสร็จสิ้นกิจกรรมในวันนักข่าวประจำปี 2569

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่​ ขสป.แม่ยวมฝั่งขวา​ และขสป.สาละวิน ติดตามความคืบหน้าการตัดถนนและทำลายต้นไม้

แชร์เนื้อหานี้

(23 ก.พ.69) พล.ต.ต.นันนทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายณัฐ โก่งเกษร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายชัยชาญ ศรียงค์ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา​ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เพื่อขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังได้รับรายงานว่ามีการตัดถนนใหม่ระยะทาง 6.6 กิโลเมตร ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา และในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินอีก 1.278 กิโลเมตร ซึ่งนายอรรถพล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และสั่งการให้เร่งดำเนินการทำลายเส้นทางตัดใหม่และฟื้นฟูสภาพป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา​ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกำชับให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายอย่างถึงที่สุด

โดยวันนี้ 23 ก.พ.69 เวลา 09.30 น. ได้มีการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อสั่งการนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีการทําถนนในพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา​ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน จ. แม่ฮ่องสอน ณ สภ.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ กอ.รมน. แม่ฮ่องสอน ตำรวจชุดทีมสอบสวน ทหารพรานในพื้นที่ ฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชน ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมกันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งนี้ในที่ประชุมผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชนยืนยันว่า “พร้อมให้ความร่วมมือในทุกด้านกับทุกฝ่าย” และมีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี​ และพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่

ต่อมา เวลา 12.30 น. คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน เพื่อติดตามสถานการณ์การตัดถนนและตัดไม้ พล.ต.ต.นันนทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารมว.ทส.กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับคำสั่งจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯและรมว.ทส.ให้ลงพื้นที่ร่วมกับนายอรรถพล เจริญชันษา ออส.เพื่อติดตามข้อเท็จจริงว่ามีการตัดถนนตามที่มีการนำเสนอข่าวหรือไม่ ก็พบว่ามีการตัดถนนจริง เห็นทั้งถนนเส้นเดิมและถนนเส้นใหม่ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้ให้มาดูแลความเป็นธรรมกับราษฎรในพื้นที่และให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเมื่อมาเห็นแล้วก็พบว่ามีการกระทำผิดจริง พยานหลักฐานต่างๆก็จะอยู่ที่พนักงานสอบสวนจ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเจ้าหน้าที่คนใดที่กระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกคน ไม่มีละเว้น ขณะที่ทางกรมอุทยานฯก็ได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและดำเนินคดีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า วันนี้มาดูพื้นที่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา​ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพิสูจน์ทราบว่าบางพื้นที่ก็จะเป็นร่องรอยเดิม บางส่วนก็จะมีขนาดใหญ่พอที่รถจะวิ่งได้ บางส่วนก็เป็นร่องรอยรถจักรยานยนต์และคนเดิน เพราะฉะนั้นก็จะมีร่องรอยทั้งใหม่และเก่า แต่โดยรวมแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดใหม่ ซึ่งไม่ได้ผ่านกระบวนการการขออนุญาตตามระเบียบของทางราชการ อันนี้ถือว่าเป็นความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินการเอาผิดทางวินัยและกระบวนการตามกฏหมาย แต่อย่างไรก็ตามการรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นก็มีส่วนสำคัญว่ามีความต้องการอย่างไรกับถนนเส้นนี้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องมีการพูดคุยกันตลอดจนต้องผ่านขั้นตอนต่างๆเพื่อให้ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าว ได้สั่งปิดและฟื้นฟูสภาพป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา​ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน พร้อมกำชับให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายอย่างถึงที่สุด และให้เร่งดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง​ทั้งหมดด้วย…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เปิดงาน “ถนนสายวัฒนธรรม” ในเทศกาลกินปลาครั้งที่ 31 ชูนโยบายปีทองแห่งการท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดสิงห์บุรีเปิดพื้นที่โชว์อัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “กิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม” ภายใต้เทศกาลกินปลาและของดีเมืองสิงห์ ครั้งที่ 31 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งเน้นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. ณ บริเวณสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยคณะหัวหน้าส่วนราชการ และเครือข่ายทางวัฒนธรรมเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมผลักดันนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ปี 2569 เป็นปีทองแห่งการท่องเที่ยว

นายประสิทธิ์ พุ่มไม้ชัยพฤกษ์ วัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี ในฐานะคณะกรรมการจัดงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี ชมรมสิงห์นุรักษ์ ชมรมศิลปินร่วมสมัยสิงห์บุรี และสภาวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อสร้างพื้นที่ให้เครือข่ายวัฒนธรรมได้นำทุนทางปัญญามาถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนกิจกรรมเด่นภายในงาน (21 – 28 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองสิงห์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ:

ศิลปะเทิดพระเกียรติ: การวาดภาพน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงStreet Art & Crafts: ชมการเพ้นท์สตรีทอาร์ท และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานฝีมือจากศิลปินจังหวัดสิงห์บุรีโดยตรงการแสดงทางวัฒนธรรม: ชมการแสดงดนตรีไทย การแสดงหนังใหญ่ และศิลปะการแสดงที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสิงห์บุรี

นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวชื่นชมคณะกรรมการจัดงานและผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานจนประสบความสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะเป็นการบำรุงรักษาวัฒนธรรมสิงห์บุรีให้ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อีกด้วย
จังหวัดสิงห์บุรีจึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าชมงานถนนสายวัฒนธรรมในเทศกาลกินปลาและของดีเมืองสิงห์ ณ บริเวณสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี ต.บางมัญ อ.เมืองสิงห์บุรี ได้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ, ท้องถิ่น อ.ชุมแพ ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด.ครั้งแรก

แชร์เนื้อหานี้

ในวันศุกร์ ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา๑๐.๐๐ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมครั้งแรก ประจำปี 2569 นายอดิศักดิ์ สละ ท้องถิ่นอำเภอชุมแพ

ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม โดยพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่นฯ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพประธานในพิธี กล่าวเปิดการประชุมสภาอย่างเป็นทางการ จากนั้น
นางสาวศุภามาศ แก้วดวงดี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด ทำหน้าที่ เลขานุการสภาชั่วคราว อ่านประกาศเรื่องเรียก

ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลครั้งแรก และให้สมาชิกเสนอรายชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียดชั่วคราว ที่ประชุมเลือก นายสมพร โสกันทัต ผู้อาวุโสสูงสุดของสภา ทำหน้าที่เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียดชั่วคราว

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด ดังนี้-นายสุรศักดิ์ บุญเฮ้า ส.อบต.หมู่ 1-นายสมาน แก้วดวงตา ส.อบต.หมู่2-นายสวาท อ่อนอภัย ส.อบต.หมู่3-นายพิศิษฐ์ สีแก้ว ส.อบต หมู่ 4
-นายยุทธการณ์ ปาสาตัง ส.อบต.หมู่ 5-นายกิตติศักดิ์ นามนัย ส.อบต.หมู่6-นายเนียม บุดดาดวง ส.อบต.หมู่ 7-นายธีรภัทร ทานาม ส.อบต.หมู่ 8-นายสมพร โสกันทัต ส.อบต.หมู่ 9
-นายตรี ลุนอุดม ส.อบต.หมู่ 10

กล่าวคำปฏิญาณตนในที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด ลงมติเสนอชื่อ-นายกิตติศักดิ์ นามนัย ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด-นายตรี ลุนอุดม รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด-นางสาวศุภามาศ แก้วดวงดี เลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด

จากนั้นนายกิตติศักดิ์ นามนัย ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด ได้กำหนดวันประชุมสภา ครั้งต่อไป
ให้อยู่ในห้วงวันที่ 2 มีนาคม พ .ศ.2569 เพื่อให้การดำเนินงานของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียดเป็นไปอย่างมีระเบียบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายฯ

โดยคณะผู้บริหารชุดใหม่ นำโดย นายสำราญ ลุนอุดม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด จะได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในสมัยใหม่ของสภา ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2569 วินฅนชนข่าวสื่อรัฐทีวี

สี่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน โดยนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพเป็นประธานฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 10.45 นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ให้เกียรติเป็นประธานฯการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนบลโนนหันเป็นครั้งแรกตามบทบัญญัติและการปฏิบัติหน้าที่ในการบริหาร

เพื่อความสงบสุข พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อแสดงความยินดีและเป็นกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ สืบเนื่องมาจากเมื่อ 11 มกราคม 2569ได้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ ผลปรากฎว่านายคำพอง ยะวร

ได้รัการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหันอีกสมัย และสมาชิกอีกจำนวน 7 ท่าน 7 หมู่บ้าน คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปด้วยความราบรื่นตามข้อบังคับได้จัดการเปิดประชุมเป็นครั้งแรกใน 20 กพ.2569 หลังจากมีการรับรองผลการเลือกตั้ง

ส่วนของสภาฯเปิดให้มีการเลือกตั้งประธานสภาฯและรองประธาน ผลการเลือกตั้งประองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกเป็นเอกฉันท์ไร้คู่แข่งยกมือให้นายณรงค์ ตุ้มทอง เป็นประธาน

โดยมีผู้เสนอชื่อและผู้รับรองครบถูกต้องตามจำนวน ต่อมาได้มีนายวิศรุต ปู่เพ็ง ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 ขอนแก่น ร่วมแสดงความยินดีกับนายคำพอง ยะวร ที่ได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหันด้วย ณ.องค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

ภาพข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุตสาหกรรมน่าน จับมือภาคีเครือข่าย คลัสเตอร์เครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 เชื่อมโยงตลาด ท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดน่าน โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน จับมือภาคีเครือข่าย แถลงข่าวจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 ซึ่งได้จัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ เป็นประธานการแถลงข่าว นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ นายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ประธานคลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน และนางวราภณ์ ลำจวน

ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เครื่องเงินและผ้าทอน่านให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่านเข้าสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านให้คึกคักยิ่งขึ้น

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย เป็นที่ยอมรับของคนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีการประยุกต์โดยการนำลวดลายต่างๆ พัฒนารูปแบบเครื่องประดับเงินและผ้าทอให้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นสินค้าที่มีดีไซน์ทันสมัย ปรับเปลี่ยนตามทิศทางแฟชั่นและเป็นสากล เพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้แก่ผู้บริโภคสามารถซื้อและเลือกใช้หรือสวมใส่ เนื่องในโอกาสใดๆ ได้ตลอดทั้งปี

รวมถึงยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานแนวคิด “ต่อยอดอดีต” “ปรับปัจจุบัน” และ “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” จึงมอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่านจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านครั้งที่ 10 ขึ้น ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 256๙ ณ ข่วงเมืองน่าน(ข่วงน้อย) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตั้งแต่เวลา 09.00–21.00 น.

นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน กล่าวว่าน่านมีทุนที่ล้ำค่า ทั้งธรรมชาติ และภูมิปัญญา ที่ส่งต่อกันมา ที่ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ มีภูมิปัญญาในการรังสรรค์งานหัตถศิลป์ที่สวยงาม เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากมายที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งผ้าทอ เครื่องเงิน ของที่ระลึกของใช้ต่างๆ สินค้าเมืองน่านไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่คือ “Soft Power ที่มีมูลค่าสูง” ที่เชื่อมโยง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต”

การจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอน่าน ครั้งที่ 10 เป็นการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่าเป็น “ทศวรรษแห่งความสำเร็จ” โดยการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการจัดภายใต้แนวคิดที่ต้องการโชว์ให้เห็นว่า เครื่องเงินและผ้าทอน่าน “ไม่ได้มีดีแค่ความดั้งเดิม แต่มีความร่วมสมัย” (Contemporary) ที่คนทั่วโลกสวมใส่และใช้งานได้จริง ในชีวิตประจำวัน” บนพื้นฐานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ และกลิ่นอายของเมืองน่าน (NAN Silver & Textile Signature) ในงานจะประกอบด้วย นิทรรศการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ //

นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง// แฟชั่นโชว์ โดยคุณกานต์ ชนนิกานต์ (Miss Thailand 2023) พร้อมกับเหล่านายแบบ นางแบบ มืออาชีพ กว่า 20 คน การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-ผ้าทอจำนวน 60 คูหา กิจกรรม Workshop ที่เกี่ยวกับเครื่องเงินและผ้าทอ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ ผู้แทนการค้า Buyers และ Trader

ที่มีเครือข่ายด้านการตลาดทั้งใน และต่างประเทศซึ่งจะเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการที่จะได้ “ยกระดับสินค้าชุมชนสู่ห้างหรูและตลาดโลก” กิจกรรมส่งเสริมการขาย และกิจกรรมคืนกำไรที่จัดหนักกว่าทุกปี โดยเฉพาะรางวัลทองคำแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน และผ้าทอ ซึ่งรวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท กิจกรรมบันเทิงบนเวที พบกับศิลปิน บิว กัลยาณี อาร์สยาม 1 มีนาคม 2569 เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ 2 มีนาคม 2569 และการแสดงดนตรี และศิลปวัฒนธรรมเป็นประจำทุกวัน

ด้านนายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ประธานคลัสเตอร์เครื่องเงิน และนางและนางวราภณ์ ลำจวน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ได้กล่าวสนับสนุนการจัดงาน โดย คลัสเตอร์เครื่องเงินได้จัดช่างทำการสาธิตการทำเครื่องเงิน การตอก การสร้างลาย กิจกรรม Workshop เช่นการลงสีในเครื่องเงิน และบริการขัดล้างเครื่องเงินฟรี เป็นประจำทุกวัน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอ ได้

สนับสนุนการจัดนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าทอภายในงาน รวมถึงนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจัดแสดง ชุดไทยราชนิยม จำนวน 8 แบบ ตัดเย็บโดยใช้ผ้าทอเมืองน่าน กิจกรรม Workshop โดยการจัดทำพวงกุญแจผ้าเป็นของที่ระลึก พร้อมแจกแก่ผู้ที่รวมกิจกรรม เป็นประจำทุกวัน รวมถึงจัดหาช่างเย็บผ้า เพื่อให้บริการแก้ไขขนาดของผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่จำหน่ายภายในงาน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ทั้งนี้คลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน และคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ให้ความเห็นพ้องกันว่า การจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดของทางกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ที่จะสามารถรวมกลุ่มกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอในงานนี้ ซึ่ง

เป็นการง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานรับรองจากทั่วจังหวัดน่านได้ ณจุดเดียวในงานนี้ และยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่านเข้าสู่ตลาดสากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านให้คึกคักยิ่งขึ้น
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ สกลนคร เยี่ยมให้กำลังใจเด็ก ป.4 หลังถูกรุ่นพี่แกล้ง จนต้องตัดอัณฑะทิ้ง 1 ข้าง

แชร์เนื้อหานี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เยี่ยมให้กำลังใจเด็ก ป.4 หลังถูกรุ่นพี่แกล้ง จนต้องตัดอัณฑะทิ้ง 1 ข้าง พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งและใช้ชีวิตได้ปกติที่สุด

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. ณ บ้านเลขที่ 227 หมู่ 10 บ้านพาน ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยทีมแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เยี่ยมอาการและให้กำลังใจนักเรียนชายชั้น ป.4 ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ถูกรุ่นพี่แกล้งภายในค่ายลูกเสือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ต้องรับการผ่าตัดเอาอัณฑะออก 1 ข้าง

นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อมาให้กำลังใจและดูแนวทางช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งสภาพจิตใจและการดูแลของทางโรงเรียน โดยได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัด เพื่อนำเงินจากกองทุนยุติธรรมเข้ามาช่วยเหลือ รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ เหล่ากาชาดจังหวัด,

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), บ้านพักเด็กและครอบครัว และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เข้ามาดูแลครอบครัวน้องอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังขอให้คุณแม่พยายามลดความกังวล เพื่อร่วมกันโฟกัสไปที่การดูแลสภาพจิตใจของน้องให้กลับมาเข้มแข็งและใช้ชีวิตได้ปกติที่สุด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอาการล่าสุด ทีมแพทย์ระบุว่าน้องนักเรียนมีความเข้มแข็งและอดทนสูงมาก เนื่องจากมีพื้นฐานเป็นนักกีฬาฟุตบอล อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางการแพทย์ได้มีการชี้แจงถึงสาเหตุที่ต้องตัดอัณฑะทิ้ง 1 ข้างว่า เกิดจากภาวะ “อัณฑะบิดหมุนอย่างรุนแรง” (Testicular Torsion)

จนเกิดอาการขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่เนื่องจากน้องไม่ได้บอกใครในตอนแรก ทำให้แผลลุกลามจนเกินเยียวยา ทั้งนี้ ทีมแพทย์ยืนยันว่าจะให้การดูแลฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเต็มที่ต่อเนื่อง

ทางด้านนางสาวปรียะนันท์ ศรีรักษา มารดาของเด็กชายวัย 10 ขวบ ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและกังวลถึงอนาคตของบุตรชาย โดยคุณแม่ระบุว่าอยากให้ลูกย้ายโรงเรียนเนื่องจากที่ผ่านมาลูกมักจะถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเป็นประจำทุกปี และรู้สึกว่ายังไม่

ได้รับความเป็นธรรมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ตัวน้องนักเรียนเองกลับยืนยันกับผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่ว่า “ไม่อยากย้ายโรงเรียน” โดยให้เหตุผลว่ายังรักโรงเรียนและมีเพื่อนสนิทที่รักน้องอยู่ น้องมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเล่นกันที่แรงเกินไปในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น

สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น หน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามอบเงินเยียวยาและสวัสดิการคุ้มครอง โดยเฉพาะจากกองทุนยุติธรรมจังหวัดที่จะเข้ามาดูแลในส่วนของคดีความและการชดเชย ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้กำชับให้โรงเรียนและหน่วยงานทางการศึกษาดูแลความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

-สราวุต อ่อนทรวง ข่าวภูมิภาค 01 รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งาน “รักและศรัทธา” สุดอบอุ่น ศิลปิน–อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงานคับคั่ง เสริมพลังใจรับปีแห่งความสำเร็จ

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและแรงศรัทธาในงาน “รักและศรัทธา” ซึ่งจัดโดย คุณผ่องสิริ วงศ์เจริญชัยชนะ หรือ คุณหน่อย ประธานกรรมการบริหารบริษัท คเณชาแกลอรี่ จำกัด ณ ศูนย์อาหารไลฟ์พาร์คพันท้ายนรสิงห์ สมุทรสาคร ซึ่งจะเป็นแลนมาร์คแห่งใหม่ของเมืองสมุทรสาคร เพราะเป็นที่ประดิษฐาน “องค์พ่อพิฆเนศ คเณชา มรรคา” ซึ่งคาดว่าจะมีผู้คนหลั่งใหลเข้ามากราบสักการะกันเป็นจำนวนมาก

โดยได้รับเกียรติจาก นายนิรุจน์ แก้วนิล รองนายกเทศบาลเมืองพันท้ายนรสิงห์ แขกผู้มีเกียรติ ประชาชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคักพิธีเปิดเริ่มขึ้นอย่างเป็น ทางการ พร้อมคำกล่าวต้อนรับจากผู้บริหารถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ที่ต้องการส่งต่อพลังบวก ความรัก ความสามัคคี และสร้างกำลังใจให้ทุกคนก้าวสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าศิลปินและนักแสดงจากซีรีส์ “ปานดวงใจ Signature” ได้แก่ เล้ง ณัฐพล, แสตมป์ พรวศิน , พรีเมียร์ ศรัญญา, ปิ๊งปิ๊ง รภัทร, ออย เพชลดา จาก “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด” ช่อง 7HD และ ฟองเบียร์ ศศิธร พิธีกรคนเก่ง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์และแขกรับเชิญจากหลากหลายวงการ มาร่วมพบปะทักทายแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด สร้างความประทับใจตลอดทั้งงาน

นอกจากนี้ยังได้รับได้เกียรติจาก อาจารย์ทัตตะ ขันติชนะบำเพ็ญ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์และการทำนายไพ่พิฆเนศร์ ที่ได้มาทำพิธีบวงสรวง “องค์พ่อพิฆเนศ คเณชา มรรคา” องค์ประธาน และองค์ปฐมฤกษ์ เนื่องดาวราหูทับพระเสาร์ ที่เรียกได้ว่าเข้มขลังที่สุดถึง 38 องค์ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองเป็นเจ้าของได้ที่ คเณชาแกลอรี่ ได้เลย

ไฮไลท์สำคัญอีกช่วงคือกิจกรรมดูดวงและทำนายไพ่ยิบซี โดย “แม่หมอกระแต” ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้รับคำแนะนำในการเสริมสิริมงคลด้านการงาน การเงิน และชีวิต สอดคล้องกับแนวคิดของงานที่มุ่งหวังให้ทุกคนเริ่มต้นสิ่งดีๆ ไปพร้อมกัน และถ้าใครสนใจดูไพ่กะ “แม่หมอกระแต” ก็สามารถติดต่อจองคิวได้ที่ คเณชาแกลอรี่ เช่นกัน

ตบท้ายด้วยการบรรเลงเพลงเพราะๆ จาก 3 อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี ได้แก่ อาจารย์ณัฐพัชร์ วรวงศ์จิตติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอสไซน เรย์ มิวสิค กรุ๊ป จำกัด, อาจารย์จักรกฤษ วิบูลเจริญ อาจารย์ภาควิชาเปียโน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล และอาจารย์วิรุณ ทัศน์ทอง อาจารย์ภาควิชากีตาร์ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล

งาน “รักและศรัทธา” ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมมงคล แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งรอยยิ้ม ความหวัง และการรวมพลังของผู้คนที่เชื่อในความดีและความสำเร็จร่วมกัน ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยบรรยากาศแห่งความประทับใจ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฮือฮา!! วัดจุฬามณี จัดพิธีใหญ่บวงสรวงท้าวเวสสุวรรณ ๘ ทิศ พร้อมจุดธูปเสี่ยงทายเลข ขอเลขเด็ดใกล้วันหวยออก

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (7 ก.พ.69) ที่ วัดจุฬามณี ต.บางช้าง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม อาจารย์ฤทธิชัย มุ้ยแก้ว ได้จัดพิธีกรรมบวงสรวงใหญ่ องค์พ่อท่านท้าวเวสสุวรรณ 8 ทิศ วาระที่ 1 เพื่อเปิดทิศเปิดทางเปิดโชคเปิดลาถเปิดเงินเปิดทองไหลมาเทมาเปิดอำนาจบารมี โดยมี อาจารย์ฤทธิชัยโอม เวทย์ เฮง ปัง ดัง รวย เป็นพราหมณ์โหราเจ้าพิธีและ (ผู้จัดพิธี) ในการบวงสรวงองค์ท่านพ่อท้าวเวสสุวรรณ ในบริเวณลานบุญ วัดจุฬามณี มีพิธีกรทั้งหล่อและสวย คุณศิริวรรณ สองนาค และ อ.กรณ์รักษ์ จิรัชภาบริรักษ์

ภายในพิธียังมีคณะโหราอาจารย์มาเกือบ 40 ชีวิต เช่น..อ.แม่ เฮงปังดังรวย ,อ.สุรศักดิ์ เวทไชยยันต์ตรี ,อ.เณรแอร์ จอมขมังเวทย์ ,อ.เอส มหานิยม ,อ.โอม มนต์ขลัง ,อ.ประสิทธิ์ ลิ้นทอง , อ.ชาญชัย อ่านจิตทายชีวิต ,อ.มโหภส ,อ.นัจฑินี พลสินพยัคฆ์ ,อ.ณัฐศมล สุวรรณประภา ,อ.อุบล มงคล ,อ.ธนดล (อ.ไก่) ,อ.ย่าเดือน เฮงปังดังรวย ,อ.เจ บ้านพยากรณ์ศรีราชา ,อ.ธนังกร สุมามาลย์ ,อ.ประสิทธิ์ กุรเวชเวชสุวรรณ ,อ.สมชาย นิลบลย์ ,อ.กนกอร แสงไกร ,อ.พรหมปกรณ์ ไวยจรี ,อ.วัชระพงษ์ ทิพย์สมบัติ ,อ.บุญยิ่ง ผมพันธ์ ,อ.สายชล สุมมาตย์(คุณฝนสักคิ้วเศรษฐี 159)

,อ.วรินทร บำรุงกิจ(อ.อุ๊ ฤกษ์มหาเศรษฐี) ,อ.พิไลวรรณ โรจนะ(อ.เชียร์ฤกษ์มหาเศรษฐี) ,อ.พรวรินทร์ พันธ์สมศรี ,อ.พงษ์สิทธิ์ ปู่เจ้าสมิงพราย ,อ.อิน บ้านยุพราพ ,อ.เบนซ์ จิตสัมผัสญาณ ,อ.กัญญาโหรานาคาพยากรณ์ ,อ.สุวัฒน์ ธวัชชัยวัตร ,อ.นิด จิตรอาสา ,อ.ปู่ฤาษีโยคีเทพรัญจวนมงคลเทวะ ,อ.ปู่ฤาษีพยัคฆ์เมฆาบรมครูแห่งสรรพวิชา ,อ.บรรจง ,อ.นุ่น ,อ.โช๊ค ลูกพ่อแก่ พร้อมด้วย คณะศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศมาเข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก

ภายในงานได้จัดให้มีการบวงสรวงองค์ท่านพ่อท้าวเวสสุวรรณ จากนั้นเป็นเป็นการรำถวาย องค์พ่อท่านท้าวเวสสุวรรณและมีการ แสดงคณะสิงห์โต-มังกรทอง ศิษย์หลวงปู่อ๋อยวัดไทร และโปรยดอกไม้ลงบนสิ่งของที่นำมาบวงสรวงไหว้องค์พ่อท่านท้าวเวสสุวรรณ

จากนั้นเป็นการจุดธูปเสี่ยงเลข เพื่อขอเลขเด็ดองค์ท่านพ่อท้าวเวสสุววณที่ทุกคนรอคอย ได้เลข ( ๓ ๙ ๑ ) เพื่อนำไปเสี่ยงดวงรับโชครับทรัพย์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นี้ วาระที่ 2 จัดขึ้นที่ วัดเขาช่องลม ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นวาระที่ 2 ที่ จ.ชลบุรี อย่าลืมไปมูเตลูกันเพื่อ ความเป็นสิริมงคลต่อไป.