สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มทภ.4 ชักชวนผู้นำศาสนารณรงค์ชักชวนชาวบ้านทำความดีละเว้นความชั่วเดือนรอมฎอน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 มค.68 ที่มัสยิดบันนังกาแย อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เดินทางร่วมกิจกรรมพบปะระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้นำศาสนาตลอดจนพี่น้องมุสลิม

ในพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมสำคัญทางศาสนาในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยแม่ทัพภาพที่ 4 กล่าวว่า ขอยึดมั่นในนโยบายที่วางไว้ ในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐของพี่น้องไทยมุสลิม

ที่จะให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สร้างความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจอย่างเต็มที่แก่ประชาชน เพื่อให้เดือนรอมฎอนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เจ้าหน้าที่และส่วนราชการพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

แต่ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันรณรงค์ชักชวนการทำความดีละเว้นความชั่วทั้งปวง สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนร่วมกันสร้างสังคมสันติสุขให้เป็นเดือนรอมฎอนสันติสุข

ปราศจากความรุนแรง อย่างไรก็ตามพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมอัตลักษณ์ความงดงามของคนในพื้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายชุดมลายู หรือการประกวดซุ้มประตู ทั้งนี้ทุกกิจกรรมสามารถกระทำ

ได้ตามความเหมาะสมโดยต้องไม่ละเมิดหรือผิดกฎหมาย หรือปล่อยให้บุคคลที่ 3 มาทำกิจกรรมแอบแฝง ส่งผลกระทบความมั่นคงรวมถึงขอให้ผู้ปกครองให้ช่วยกันกำชับลูกหลาน

ในเรื่องการเล่นจุดประทัดและดอกไม้ไฟ เพราะก่อให้เกิดอันตรายเพราะเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนาและผิดกฎหมาย ก่อนที่แม่ทัพภาค 4 จะมอบสิ่งของต่างๆที่ไปบริโภคในช่วงละศีลอดให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
///////////////////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐทีวี/ตร.ประจวบ ร่วมกับการไฟฟ้าปราณบุรี จับเหมืองบิทคอยน์กลางเมืองปราณ  พบเครื่องขุดบิทคอยน์ จำนวน 32 เครื่อง  ผู้ต้องหา 2 คน ข้อหาลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าหลวงอย่างผิดกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

Lavc58.134.100

เมื่อเวลา17.30 น. วันที่ 3 มี.ค.68 พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับรายงานว่ามีการลอบใช้ไฟหลวงขุดบิตคอยน์ ทำให้การไฟฟ้าได้รับความเสียหาย บริเวณบ้านเช่า ในซอยรัฐ,บำรุง 9 ตรงข้ามโรงเรียนบ้านตำหรุ ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.หงส์พรหม วิศิษฐ์ชนะชัย ผกก.สภ.ปราณบุรี พนักงานสอบสวน สืบสวน สภ.ปราณบุรี เจ้าหน้าพิสูจน์หลักฐานประจวบฯ  และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปราณบุรี รุดไปที่เกิดเหตุ

Lavc58.134.100

สืบเนื่องจากวันนี้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปราณบุรี ได้เข้าตรวจสอบบ้านแบ่งให้เช่า ห้องเลขที่ 110/10  พบว่าห้องดังกล่าวมีการใช้ไฟฟ้าผิดปกติ จึงประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรปราณบุรีมาร่วมตรวจค้น พร้อมขออนุญาตเจ้าของห้องเช่าเข้าตรวจค้นภายในห้อง พบว่าหลังห้องมีชั้นวางของมีเครื่องขุดบิทคอยอยู่เป็นจำนวนมากจำนวน 32 เครื่อง มีเครื่องบิทคอยที่กำลังเปิดเครื่องใช้ จำนวน 21 เครื่อง เจ้าหน้าที่จึงได้ยึด อายัดเครื่องขุดบิทคอยทั้งหมด ไว้เพื่อตรวจสอบ ซึ่งผู้ต้องหาให้การว่าพึ่งมาเช่าห้องทำได้ประมาณเดือนกว่าส่วนเครื่องขุดบิทคอยก็ซื้อเครื่องมือ 2 มาใช้ราคาไม่แพง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนนำเครื่องบิทคอยน์ พร้อมควบคุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ไปสอบสวบที่ สภ.ปราณบุรีต่อไป

Lavc58.134.100

พล.ต.ต.นครินทร์ ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จากการปฏิบัติหน้าที่ของการไฟฟ้ามาตรวจสอบบริเวณนี้พบว่ามีการใช้กระแสไฟฟ้าแบบผิดปกติจึงประสานบ้านเจ้าของผู้ใช้ไฟเข้าตรวจสอบพบว่ามิเตอร์ไฟเดินไม่ปกติ เดินช้า กระแสที่การไฟฟ้าวัดพบมีมีกระแสไฟเข้าไปผิดปกติ และได้ยินเสียงพัดลม เมื่อเปิดเข้าไปก็มีเครื่องใช้ในการขุดบิทคอยน์ซึ่งกำลังเปิดทำงานอยู่ จำนวน 20 ตัว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่มาเช่าไว้ จำนวน 2 รายซึ่งจะต้องดำเนินคดีทั้ง 2 คน เบื้องต้นผู้ต้องหา อ้างว่าพึ่งมาเช่าห้องได้ประมาณเดือนเศษๆ และจะสอบเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเป็นพยานและมีการกล่าวหาดำเนินคดี ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ส่วนการพิสูจน์ว่ามีข้อหาอะไรเพิ่มเติมพนักงานสอบสวนจะมาพิจารณาอีกครั้ง

Lavc58.134.100

นายกลยุทธ แก้วอัมพร หัวหน้าแผนกมิเตอร์การไฟฟ้าปราณบุรี กล่าวว่า วันนี้การไฟฟ่ลช้าได้มีการมาสุมตรวจสอบมิเตอร์ พบว่ามีการใช้กระแสมิเตอร์ 3 เฟดมีการใช้กระแสไฟค่อนข้างสูง ค่าไฟที่เกิดขึ้นมีปริมาณค่อนข้างน้อยไม่สอดคล้องกัน เมื่อเข้าไปตรวจสอบก็พบว่ามิเตอร์มีการละเมิดการใช้ไฟฟ้าเพื่อนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องขุดบิทคอยน์ ตรวจสอบพบว่ามีเครื่องบิทคอนย์จำนวน 35 เครื่อง ใช้งานจำนวน 21 เครื่อง ความผิดก็การละเมิดการใช้ไฟในการขุดบิทคอยน์เสียค่าเบี้ยปรับต่อการไฟฟ้าต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

Lavc58.134.100
Lavc58.134.100

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดบ้านวิชาการโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ ประชาชนม่วนคัก ได้ประชันฝีมือลาบ

แชร์เนื้อหานี้

เสียงเขียงดังสนั่น ผอ.การท่าหนุนจัดอีก เน้นส่งเสริมและสนับสนุนหมู่บ้านรอบกาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ในอนาคตอันใกล้เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เมื่อเวลา09.00 น.วันที่28กุมภาพันธุ์ 2568ที่ผ่านมาที่ ณ สนามโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงรายนายชัยวัฒน์  ศรีเสาวลักษณ์ ประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานเปิดบ้านวิชาการลานOTOPชุมชน โดยรอบอากาศยานครั้งที่ 1/2568 ต่อ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในวันดังกล่าวมี  การแสดงนิทัศน์การ ด้านวิชาการโรงเรียนบ้านป่าสักไก่   การแสดงนิทัศน์การสาธิตป้องกันอัคคีภัย แจกแผ่นพับสาระฯประโยชน์จากการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง การแสดงสินค้าOTOP สินค้าผักและอาหารพื้นบ้านจากซุ้ม4หมู 3,10,12,14,16,20จากนั้นประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงได้ตรวจเยี่ยมชมซุ้มแต่ละหมู่บ้านที่ได้นำสินค้าพื้นบ้านออกมาแสดง โดยมีการทักทายผู้นำหมู่บ้านและแม่บ้านพ่อบ้านที่ร่วมงานครั้งนี้  นอกจากนี้มีการแสดงการเต้นประกอบเสียงเพลงของกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ ประกวดร้องเพลงลูกทุ่งดาวรุ่งจากตัวแทน6 หมู่บ้าน 

ในเวลา11.00 น.มีการประกวดแข่งขันลาบเมืองเหนือ และเวลาบ่ายโมงมีการประกวดแข่งขันส้มตำลีลาทำให้บรรยากาศในบริเวณวานคึกคักสร้างสีสันความสนุกแก่ผู้ร่วมงาน ปิดท้ายด้วยการแสดงของนักเรียนบ้านป่าสักไก่ แสดงวงดนตรีไทย ฟ้อนแม่ระมิงค์ สวัสดีอาข่า  นาวาอากาศตรี สมชนก ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงกล่าวว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ได้ดูแลและสนับสนุนชาวบ้านในชุใชนโดยรอยท่าอากาศยานฯเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และส่งเสริมชาวบ้านให้ได้มีโอกาส เงินสร้างรายได้ในชุมชน ประกาศชื่อเสียงของดีหมู่บ้าน เป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้การท่าอากาศยานฯจังหวัดเชียงรายจะเป็นศูนย์กลางการซ่อมอากาศยานที่ใหญ่สุดในประเทศไทย อนาคตลูกหลานคนเชียงรายจะมีโอกาสเข้าทำงานเพราะจะมีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก การจัดงานในวันนี้การท่าอากาศยานฯเห็นความสามัคคีระหว่างผู้นำชาวบ้าน โดยเฉพาะกรรมการศึกษาโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ได้วางแผนการจัดงานออกมาดีเยี่ยมในโอกาสต่อไป ทางการท่าอากาศยานฯคงยังจะต้องสนับสนุนต่อไปเนื่องจากเห็นรอยยิ้มประชาชน  

ด้านนายชัยวัฒน์ ประธานกรรมการศึกษาโรงเรียนบ้านป่าสักไก่ กล่าวว่ารูปแบบการจัดงานปีนี้เราได้รับการตอบรับจากประชาชน6หมู่บ้าน สามารถแสดวผลงานทางด้านวิชาการของนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าสักไก่และความสามัคคีระหว่างผู้นำและประชาชน6หมู่บ้าน สินค้าพื้นบ้านผักปลอดสารพิษและอาหารพื้นเมืองขายดีมาก หมดทุกราย รวมทั้งได้ส่งเสริมสนับสนุนผีมือการทำลาบเมืองเหนือและส้มตำลีลา คัดสรรยอดฝีมือ และปีหน้าอาจจะมีการขยายและต่อยอดหมู่บ้านที่เข้าร่วมอีกหลายหมู่บ้านทั้งนี้อยู่ที่การสนับสนุนงบจากการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ต้องขอขอบคุณการท่าฯมาณโอกาสนี้.

ธนกฤต #วรรมณี #รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สว.มาเรีย ลงพื้นที่สะพานข้ามแยกแสงอรุณ หลังได้รับการประสานจากผู้นำและชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสะพานข้ามแยก ถนนเพชรเกษม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำในพื้นที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างสะพานข้ามแยกยูเทิร์นกลับรถ บ้านแสงอรุณ ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก

หลังได้รับการร้องขอแก้ไขว่า ช่วงถนนเพชรเกษมเลนคู่กับสะพาน ฝั่งขาขึ้น กทม. ที่จะเลี้ยวเข้าบ้านไร่ใน แบบโครงการเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถนนจะมีความลาดชันต่ำกว่าถนนสายรอง ประมาณ 1.50 เมตร รถเล็กอาจไม่สามารถ ขึ้น-ลง ได้ตามปกติ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน และผู้ปกครองที่มา รับ-ส่ง บุตรหลานจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมรับคำชี้แนะจากนายช่างผู้ควบคุมงานบริเวณจุดดังกล่าว

ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน (4 ช่องจราจร ) สัญญาที่ สท.1/10/2566 ลงวันที่ 25 เมษายน 2566 วันเริ่มต้นสัญญา วันที่ 26 เมษายน 2566 วันสิ้นสุดสัญญา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้รับจ้าง บริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด

ออกแบบโดยสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวงควบคุมงานโดย สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง ซึ่งหากทำตามแบบแปลนการก่อสร้างจะทำให้ถนนสายรองแยกเข้าบ้านไร่ใน จะมีความชันสูงเนื่องจากถนนเพชรเกษมจะต่ำลง ชาวบ้านเกรงได้รับอันตราย จึงขอให้ทาง กรมทางหลวงแก้ไข้แบบแปลนหรือทำถนนให้รับกับทางสายรองได้ไหม

ด้าน นายกวีวัฒน์ รุจิรปัญญานนท์ ผู้บริหาร หจก ตรงตวงปิโตรเลียม ซึ่งมีปั้มน้ำมันอยู่ช่วงขาลงสะพานข้ามแยกฝั่งขาขึ้น กทม.มีหนังสือร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีการดำเนินการก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 ตำแหน่ง กม. 340+770 ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับเปลี่ยน เบี่ยงทางจราจรหน้า PTT Station ประมาณ 200 เมตร และทราบว่าโครงการมีแผนจะสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน หจก.ตรงดวง ปีโตรเลียม

ในส่วนนี้จึงขอให้พิจารณายกเลิกการสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน หจก.ตรงตวงปีโตรเลียม หรือให้ทำเป็นก้างปลาจะดีกว่า โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ได้มีการตรวจรับงานโครงการบางส่วน ประธานโครงการ ได้รับปากว่าจะแก้ไขปรับปรุง ณ ปัจจุบันยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขใด ๆ จึงแจ้งทางศูนย์ดำรงธรรรมเพื่อเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 บ.ห้วยยาง-บางสะพาน ตำแหน่ง กม. 340+770 มาตกลงแบบการก่อสร้างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะทำการแก้ไขได้อย่างไร

น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบปัญหา ได้ลงพื้นที่ดูพบว่าการก่อสร้างของกรมทางหลวงนั้นมีประโยชน์ต่อชาวบ้าน แต่อยากให้กรมทางหลวงปรับแก้ไขเรื่องแบบแปลนการก่อสร้าง ให้สัมพันธ์เข้ากับสภาพปัญหาในพื้นที่ ให้กับชาวบ้านที่ต้องใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน โดยเบื้องต้นจะประสานไปทางกรมทางหลวงเพื่อหาแนวทางแก้ไขและปรับแปลนแบบได้แค่ไหน
//////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลตำบลป่งไฮ!!!!จัดกิจกรรม​เดิน-วิ่ง​ มินิมาราธอน PONGHAI RUN​ 2025 ป่งไฮสุขภาพดี

แชร์เนื้อหานี้

เช้าวันที่​ 2 มีนาคม 2568​ ที่บริเวณสนามหน้าอาคารเทศบาลตำบลป่งไฮ อ.เซกา จ.บึงกาฬ นายปรีชา กุมภิโร นายกเทศมนตรีป่งไฮ เป็นประธานในพิธีเปิดและปล่อยตัวนักวิ่ง กิจกรรม PONGHAI RUN​ 2025​ ป่งไฮสุขภาพดี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ​ สมาชิกสภา​เทศบาล​ นักวิ่งสุขภาพ เข้าร่วมในพิธี​ฯ

โดยมีนางสาวภัณฑิรา อินธิเสน หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาตำบลป่งไฮ ในนามของคณะผู้จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง มินิมาราธอน PONGHAI RUN 2025​ ป่งไฮสุขภาพดี กล่าวว่าการจัดกิจกรรมวิ่งในครั้งนี้ ​

เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการออกกำลังกายใส่ใจดูแลสุขภาพ แบบมินิมาราธอนระยะทาง 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นประเภทถ้วยรางวัล 5 ประเภท ประเภทรุ่นที่ 1 อายุไม่เกิน 34 ปี มี 6 รางวัล

แบ่งเป็นชาย 1-3 หญิง 1-3 ประเภทรุ่นที่ 2 อายุ 35-50 ปี มี 6 รางวัล แบ่งเป็นชาย 1-3 หญิง 1-3 ประเภทรุ่นที่ 3 อายุ 51 ปีขึ้นไป มี 6 รางวัล แบ่งเป็นชาย 1-3 หญิง 1-3 ประเภทรุ่นที่ 4

Overall เป็นชาย 2 หญิง 2 ประเภทรุ่นที่ 5 แต่งชุดแฟนซี 2 ถ้วยรางวัล โดยผู้ที่เข้าเส้นชัยของแต่ละรุ่น จะมีถ้วยรางวัล​ อันดับที่ 1 จะได้ถ้วยรางวัลพร้อมเงินรางวัล รางวัลที่ 2 ถ้วยรางวัลพร้อมเงินรางวัล รางวัลที่ 3 ถ้วยรางวัลพร้อมเงินรางวัล

นายปรีชา กุมภิโร นายกเทศมนตรีป่งไฮ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันคนให้ความสำคัญต่อสุขภาพมากขึ้น การวิ่งกลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะการวิ่ง มาราธอนที่เป็นกีฬายอดนิยมของคนทั่วโลก สำหรับงานวิ่งมินิมาราธอนของ​เทศบาลตำบลป่งไฮ

ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในปีนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมจำนวน 500 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พนักงาน​ และประชาชนทั่วไป

ให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายด้วยการเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ รวมทั้งเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชนและในจังหวัดบึงกาฬ ให้รู้รักสามัคคีอีกด้วย

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//0961464326

สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์ / ศึกมหากุศล ครั้งยิ่งใหญ่ ณ.ตลาดชุมชนดงขี้เหล็ก ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี

แชร์เนื้อหานี้

ศึกมหากุศล ครั้งยิ่งใหญ่ณ.ตลาดชุมชนดงขี้เหล็ก ประธานกล่าวงานการเปิดแข่งขันชกมวย นายก อุดม ตระกูลษา

วันที่ 1 มีนาคม 2568 ศึกมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ ณ.ตลาดชุมชนดงขี้เหล็ก ประธานกล่าวเปิดงาน นายกอุดม ตระกูลษา และให้เกียรติคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยทั้งคู่ และผู้สนับสนุนอีกหลายๆท่าน กำนัน อรรถรส จันทร์ชัย นายภาณุพงศ์ กล่ำสวัสดิ์ สจ.แมน

นายคำภู วงษคำหาญ รองนายก อบต ดงขี้เหล็ก ลุงสืบ ประธานกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ นายเฉลิมเกียรติ จำปาทอง ผู้ใหญ่ไก่ หมู่ 15 นายกิตติศักดิ์ กัญจน์ปัทมภพ ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับนักมวย อธิวัฒน์ กัตพงษ์ โปรโมเตอร์

ประกบคู่มวย อ.บัวทอง ดีสม และปุ้ย ปราจีน
ณ.ตลาดชุมชนดงขี้เหล็ก ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
เอ คนข่าวรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สว.มาเรีย ลงพื้นที่สะพานข้ามแยกแสงอรุณ หลังได้รับการประสานจากผู้นำและชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสะพานข้ามแยก ถ.เพชรเกษม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำในพื้นที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างสะพานข้ามแยกยูเทิร์นกลับรถ บ้านแสงอรุณ ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก หลังได้รับการร้องขอแก้ไขว่า ช่วงถนนเพชรเกษมเลนคู่กับสะพาน ฝั่งขาขึ้น กทม. ที่จะเลี้ยวเข้าบ้านไร่ใน แบบโครงการเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถนนจะมีความลาดชันต่ำกว่าถนนสายรอง ประมาณ 1.50 เมตร รถเล็กอาจไม่สามารถ ขึ้น-ลง ได้ตามปกติ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน และผู้ปกครองที่มา รับ-ส่ง บุตรหลานจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมรับคำชี้แนะจากนายช่างผู้ควบคุมงานบริเวณจุดดังกล่าว

ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน (4 ช่องจราจร ) สัญญาที่ สท.1/10/2566 ลงวันที่ 25 เมษายน 2566 วันเริ่มต้นสัญญา วันที่ 26 เมษายน 2566 วันสิ้นสุดสัญญา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้รับจ้าง บริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด ออกแบบโดยสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวงควบคุมงานโดย สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง ซึ่งหากทำตามแบบแปลนการก่อสร้างจะทำให้ถนนสายรองแยกเข้าบ้านไร่ใน จะมีความชันสูงเนื่องจากถนนเพชรเกษมจะต่ำลง ชาวบ้านเกรงได้รับอันตราย จึงขอให้ทาง กรมทางหลวงแก้ไข้แบบแปลนหรือทำถนนให้รับกับทางสายรองได้ไหม

ด้าน นายกวีวัฒน์ รุจิรปัญญานนท์ ผู้บริหาร หจก ตรงตวงปิโตรเลียม ซึ่งมีปั้มน้ำมันอยู่ช่วงขาลงสะพานข้ามแยกฝั่งขาขึ้น กทม.มีหนังสือร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีการดำเนินการก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 ตำแหน่ง กม. 340+770 ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับเปลี่ยน เบี่ยงทางจราจรหน้า PTT Station ประมาณ 200 เมตร และทราบว่าโครงการมีแผนจะสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน

หจก.ตรงดวง ปีโตรเลียม ในส่วนนี้จึงขอให้พิจารณายกเลิกการสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน หจก.ตรงตวงปีโตรเลียม หรือให้ทำเป็นก้างปลาจะดีกว่า โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ได้มีการตรวจรับงานโครงการบางส่วน ประธานโครงการ ได้รับปากว่าจะแก้ไขปรับปรุง ณ ปัจจุบันยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขใด ๆ จึงแจ้งทางศูนย์ดำรงธรรรมเพื่อเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 บ.ห้วยยาง-บางสะพาน ตำแหน่ง กม. 340+770 มาตกลงแบบการก่อสร้างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะทำการแก้ไขได้อย่างไร

น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบปัญหา ได้ลงพื้นที่ดูพบว่าการก่อสร้างของกรมทางหลวงนั้นมีประโยชน์ต่อชาวบ้าน แต่อยากให้กรมทางหลวงปรับแก้ไขเรื่องแบบแปลนการก่อสร้าง ให้สัมพันธ์เข้ากับสภาพปัญหาในพื้นที่ ให้กับชาวบ้านที่ต้องใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน โดยเบื้องต้นจะประสานไปทางกรมทางหลวงเพื่อหาแนวทางแก้ไขและปรับแปลนแบบได้แค่ไหน
//////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / Open Up Communication เสริมทัพกิจกรรม “มังกรหยก” สุดยิ่งใหญ่แบบต่อเนื่อง

แชร์เนื้อหานี้

จากกระแสความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ “Legends of The Condor Heroes : The Gallants – มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งมีซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่ง ‘เซียวจ้าน’ รับบท ก๊วยเจ๋ง ที่พากระแสหนังจีนกลับมาขึ้นแท่นเปิดตัวหนังยอดนิยมอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกที่เข้าฉายในไทย ด้วยยอดขาย 12.3 ล้านบาททั่วประเทศ ที่สำคัญกลุ่มแฟนคลับของพระเอกหนุ่ม ‘เซียวจ้าน’ ที่จัดโดย @YiZhanForeverTH และ Open Up Communication ยังทำกิจกรรมเหมาโรง “สยามภาวลัย” กว่า 1,052 ที่นั่งไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหล่าเอฟซียังพากันตบเท้าชวนกันมาแต่งชุดจอมยุทธ์ไปตะลุยยุทธภพกับ “ก๊วยเจ๋ง” จนกระหึ่มโรงภาพยนตร์ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเครื่องดื่มแบรนด์ if ซึ่ง เซียวจ้าน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้นำสแตนดี้และของรางวัลจากจีนมามอบความสุขให้แฟนคลับอย่างมากมายอีกด้วย

และกิจกรรมของแฟนคลับเซียวจ้าน กับภาพยนตร์เรื่อง “มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยในวันที่ 8 – 30 มีนาคม 2568 ทางกลุ่ม FC @YiZhanForeverTH จะจัดทำ โฟโต้แกลอรี่ เพื่อเป็นการโปรโมท Xiao Zhan x Guo Jing ณ ศูนย์การค้า Union Mall Union Co-Event Space Zone C ชั้น G โดยแฟนๆสามารถไปถ่ายภาพนิทรรศการได้ทุกวัน และพลาดไม่ได้กับ “กิจกรรมรอบเหมาโรงหนังดูมังกรหยกพิเศษสุดของแฟนคลับเซียวจ้าน” ที่นอกจากจะได้ดูหนังแล้ว ยังมีของที่ระลึกที่น่าเก็บสะสมและได้ลุ้นรางวัลอีกมากมาย โดยจะเปิดจองรอบพิเศษฉบับเสียงพากย์ไทย ใน วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2568 และในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถจองตั๋วมาร่วมงานได้ที่ Line ID @475yazyr หรือติดตามรายละเอียดได้ที่

X Twitter: https://x.com/YIZHANForeverTH

Facebook: https://www.facebook.com/YIZHANForever

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง ชาวบ้านช่วยกันหิ้วยายพิการหนีตายออกจากบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ เบื้องต้นคาดไฟฟ้าลัดวงจร

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเหตุไฟกำลังลุกไหม้บ้านที่บ้านนาเจริญ ตำบลหนองหมี อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ พอไปถึงไฟกำลังลุกไหมบ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ บ้านเลขที่ 35 หมู่ 12 ตำบลหนองหมี อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

ซึ่งไฟได้ไหม้จากชั้นบนลงมาชั้นล่าง มี นายอระชอน โนนทอง อายุ 59 ปี และ นางหนูเพียง โนนทอง อายุ 67 ปี (เป็นหญิงพิการ) ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน นั่งร้องให้อยู่ข้างบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ทั้งหลัง เจ้าหน้าดับเพลิงจาก อบต. หนองหมี และจาก อบต.ใกล้เคียง ได้ช่วยกันฉีดน้ำดับไฟ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็สามารถควบคุมดพลิงไว้ได้

***จากการสอบถาม นางหนูเพียง โนนทอง เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ตนอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ ตน สามี และลูกชายนอกจากนี้ตนยังพิการนิ้วกุดด้วย เดินลำบาก ตอนเกิดเหตุตนนั่งกินข้าวอยู่ที่หน้าบ้าน ตอนนั้นตนได้ยิงเสียงดัง ตุ้ม ตุ้ม 2ครั้ง อยู่บนบ้าน และไฟก็เริ่มลุกไหม้

ตอนนั้นตนต้องกัดฟังพยายามเข้าไปในบ้านเพื่อจะไปเอาทรัพย์สินและโฉนดที่ดินที่อยู่บนบ้าน แต่ก็หอบมาได้แค่กระเป๋าใส่เอกสารบางส่วน เท่านั้น เนื่องจากตนเดินลำบาก ก่อนที่เพื่อนบ้านจะเข้ามาช่วยหิ้วปีกตนออกจากกองไฟ ส่วนทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ก็จะมี ทั้งทีวี ดูเย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว และฉโนดที่ดินส่วนหนึ่ง ถูกไฟไหม้วอดเสียหายทั้งหมด

***ด้าน นางจันทร์ศรี คำเอี่ยม อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมีบ้านติดกัน เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกินเหตุตนได้ยิงเสียงดังที่ชั้น 2 ของบ้านหลังเกิดเหตุ ก่อนจะมีประกายไฟและเห็นไฟกำลังลุกไหม้จากชั้น 2 ตอนนี้ตนก็ร้องกระโกนเรียกพี่น้อง เรียกชาวบ้านคนอื่นๆให้ เข้ามาช่วยดับไฟ

และพาตัว นางหนูเพียง ออกมาจากบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ ซึ่งตามปกติทุกวัน นางหนูเพียง จะชอบนอนอยู่ในบ้าน และจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับแก โชคดีที่ตนเห็นเหตุการก่อนจึงเข้าไปช่วย นางหนูเพียง ออกมาจากบ้านได้ทัน เพราะตอนนั้นที่บ้านไม่มีใครอยู่เลยมีเพียง นางหนูเพียง อยู่บ้านเพียงคนเดียว ตอนไฟไหม้นางหนูเพียรหวงของและพยามยามจะเข้าไปเอาของในบ้าน

***เบื้องต้นคาดว่า มิเตอร์ไฟฟ้าที่ชั้น 2 ของบ้าน หน้าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรแล้วระเบิดทำให้ เกิดประกายไฟจนทำให้ ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว บวกกับชั้น 2 ของบ้านเป็นไม้จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำไห้ไฟไหม้วอดทั้งหลัง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต ส่วนทรัพย์สิน และความเสียหาย ต้องรอเจ้าหน้าที่เข้ามาประเมินอีกครั้ง การจะได้ดำเนินการต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ญาติร่ำไห้แทบขาดใจ “เผาหมู่” เหยื่อรถบัสมรณะ 18 ศพ ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (1 มีนาคม 2568) ที่วัดป่าวิเวกธรรมคุณ วันนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะที่ญาติผู้เสียชีวิตและประชาชนทยอยเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพเหยื่ออุบัติเหตุรถบัสพลิกคว่ำที่ปราจีนบุรี โดยเวลา 14.30 น.

มีพระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆารวาส พร้อมด้วย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมอาลัยฌาปนกิจศพ 13 ราย

โดยพิธีญาติและชาวบ้านได้จัดตามประเพณีเผาศพโบราณ ที่ชาวบ้านภาคอีสานเรียกว่า เผาด้วยกองฟอน หรือเชิงตะกอน ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานกว่า 3,000 คนส่วนที่วัดวิเวกพัฒนาราม ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ได้มีพิธีฌาปนกิจในช่วงสายของวันนี้เช่นเดียวกัน และในวันที่ 2 มี.ค. มีพิธีฌาปนกิจ 1 ราย เวลา 14.00 ที่วัดบ้านหนองกุงพัฒนา ต.พรเจริญ อ.พรเจริญ

ขณะที่ทางญาติต้องการให้ผู้เสียชีวิตไปสู่สุคติพร้อมๆ กัน จึงจัดพิธีเผาศพด้วยกองฟอน ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน บางคนร้องไห้แทบขาดใจ

และบางรายได้แต่กอดโลงศพร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด เนื่องจากต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด เพราะผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถทัวร์มรณะครั้งนี้ มีจำนวนมากถึง 18 คน และทั้งหมดเป็นญาติพี่น้องกัน อีกทั้งบางครอบครัวมีผู้เสียชีวิตเกือบทั้งสองสามีภรรยา

ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต เดินทางมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายกว่า 3,000 คน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบึงกาฬเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 096146432

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปปช.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ปมเบิกเงิน OT แต่ตัวไม่อยู่ ทีมผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิค ด้าน ผอ.วิทยาลัยเทตนิด แจง ไม่เงิน OT แต่เป็นเงิน ค่าธุรการ

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงายว่า จากกรณีที่มีเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้ลงภาพคณะผู้บริการ พร้อมข้อความว่า เบิก OT แต่ตัวไม่อยู่ ทีมผู้บริหาร วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ นำทีมโดย “ผอ.นิ” ตามด้วย “วุฒิ” รองผอ.ฝ่ายวิชาการ “ญา” รองผอ.ฝ่ายบริหารทรัพยากร “สุ” รองผอ.ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ และ “วรรณคดี” รองผอ.ฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา เบิกเงินค่าล่วงเวลาจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.30 – 20.30 น. แต่ตัวไม่อยู่ทำงาน บางคนหายไปตั้งแต่ บ่าย 3 พอใกล้เบิกก็เซ็นลงเวลาย้อนหลัง ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว

***ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 68 นายอดุลย์ วันดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางไปที่ วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่เป็นประเด็นบนโซเชียล โดยมี นายนิรันดร์ สมมุติ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ พร้อม คณะผู้บริหารให้การต้อนรับและเข้ามาชี้แจง

***นายอดุลย์ วันดี ผอ ปปช.ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ที่มาวันนี้เพื่อมาสอบถามรายละเอียดถึงเงินค่าล่วงเวลาที่เบิกจ่ายออกไป ว่าเป็นเงินอะไร มีการเบิกจ่ายออกไปถูกต้องหรือไหม มีขั้นตอนวิธีการแนวทางอย่าไร พร้อมกับได้มีการขอข้อมูลเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษา ตรวจสอบ โดยเบื้องต้นเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครมาร้องเรียนที่ ปปช. แต่เนื่องจากเป็นประเด็นในโซเชียล เกี่ยวข้องกับทางราชการ และมีประชาชนให้ความสนใจ ตามหน้าที่ของ ปปช. จึงต้องลงมาตรวจสอบ ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

***ด้าน นายนิรันดร์ สมมุติ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เปิดเผยว่า เงินที่ประเด็นอยู่ขณะนี้เค้าเรียกว่าเป็น ค่าธุรการ ที่ข้าราชการ ลูกจ้าง ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ซึ่งจะคิดชั่วโมงละ 50 บาท วันหนึ่งก็จะมีการคิดค่าทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 16.30 น. ถึง 20.30 น. รวมแล้วจะได้ค่าล่วงเวลา 200 บาท ต่อวัน ไม่รวมวันเสาร์- อาทิตย์ และ หยุดวันนักขัตฤกษ์ ซึ่งช่วงเบิกเงินล่วงเวลานี้ จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคนที่มีรายชื่อเบิกเงินตรงนี้มีทั้งผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างช่วงคราว รวมแล้วกว่า 70 คน และแต่ละคนก็ได้เงินค่าล่วงเวลาไม่เท่ากัน เพราะบางคนมาทำงานไม่เท่ากัน โดยเงินตรงนี้เป็นเงินที่เรามีการเบิกไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถดำเนินการเบิกได้

***ส่วนประเด็นที่ว่าทำการเบิกเงินไปแต่ไม่อยู่ทำงาน บางคนหายออกไปตั้งแต่บ่าย 3 ซึ่งในส่วนนี้ตนของยืนยันว่าทุกคนมาทำงานและอยู่ปฏิบัติงานตามเวลาจริงๆ โดยอีกอย่างหนึ่งวัตถุระสงค์ของเงินตรงนี้มันเป็นเงินที่ไม่ใช้เอามาจ่ายกับครูผู้สอนที่สอนล่วงเวลาราชการแต่อย่างเดียว เป็นเงินที่จ่ายให้ทั้งผู้บริหารที่เข้ามาทำงานบริหารงานทั่วไปทุกๆอย่าง และด้านการจัดการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องจ่ายให้กับลูกจ้างชั่วคราวที่มาปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ รวมถึงดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน นักศึกษา ด้วย โดยตนมันใจในสิ่งที่ตนทำงานมาว่าถูกต้องตามระเบียบพร้อมให้ตรวจสอบได้
////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /กรมป่าไม้ เปิดยุทธการ พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก /อ.ขุนตาล จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

อธิบดีกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่คาดว่ามีการบุกรุก ยึดถือครอบครอง เข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว

สืบเนื่องจากการร้องเรียน/แจ้งเบาะแส และการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด พบว่ามีการบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะทุเรียน และยางพารา

อยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระหว่างเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดดำเนินคดี ไปแล้วกว่า 15 คดี เนื้อที่กว่า 2,250 ไร่ ซึ่งเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการลงพื้นที่ติดตาม ศึกษา และให้คำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 กรมป่าไม้ โดยหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำโดยนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุด ร่วมกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) หน่วยงานในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) และ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นำโดย พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.กก.2 เปิดยุทธการ “พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” เพื่อร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในท้องที่จังหวัดจันทบุรี ที่คาดว่าจะมีการบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 10 จุด เนื้อที่ประมาณ 800 ไร่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ตรวจยึดคืนพื้นที่ป่าเนำกลับมาฟื้นฟูสภาพป่า และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ และจะขยายผลไปในท้องที่จังหวัดตราด ต่อไป

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบและตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง เพื่อทำสวนทุเรียน ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม ท้องที่ หมู่ที่ 4 บ้านโชคดี ตำบลบ่อเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2 แปลง ดังนี้

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุกปลูกทุเรียน เนื้อที่ 2-1-40 ไร่ พร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย แปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง โดยนำเครื่องจักรกลหนักเข้ามาปรับพื้นที่ และมีการทำไม้ขนาดใหญ่ เพื่อปลูกทุเรียน และยางพารา เนื้อที่ 63-0-08 ไร่

ซึ่งผู้ต้องสงสัยเพศชาย ได้อาศัยความชำนาญพื้นที่ขับรถมอเตอร์ไซค์วิบากหลบหนีเจ้าหน้าที่ออกไป จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ตกพรม จ.จันทบุรี ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31 และ ชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 73 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 72 ตรี และมาตรา 69 เพื่อดำนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเป็นการต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจต่อไป..

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิด โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับสถานีดำรวจ เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม ของ ภ.จว.เชียงใหม่

โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.หน.สถานี ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่,

ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้ารับการอบรม จำนวน 400 คน ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมฯ ณ อาคารศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่…

อำเภอขุนตาล #จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ #พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

วันนี้ (27 ก.พ. 68) #นายนรศักดิ์ #สุขสมบูรณ์ #รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568 ที่บริเวณลาน

อเนกประสงค์ ศาลารอยพระบาท บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย #โดยมีนางพรจิตร #สุขสมบูรณ์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย #นายอดิเรก #ไลไธสง #นายอำเภอขุนตาล #ส่วนราชการในพื้นที่ ประชาชน และหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

ซึ่งอำเภอขุนตาล กำหนดจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนากิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมประชาชนและกองกำลังทหาร ในพื้นที่อำเภอขุนตาล เมื่อ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2525 และได้ทรงประทับรอยพระบาทของพระองค์ลงบนแผ่นปูนพลาสเตอร์ บนศาลาดอยพญาพิภักดิ์ บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อันนำมาซึ่งความสงบสุขบนพื้นที่แห่งนี้

พร้อมกันนี้ยังไม่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงการออกร้านแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในพื้นที่และการแสดงศิลปะวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย///

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร ภาค 3 แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 น. ณ บก.สส.ภ.3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมาตำรวจภูธรภาค 3 แถลงข่าวปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ตามนโยบายรัฐบาลจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 3 โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 พล.ต.ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.๓ /รอง ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายมานพ แสงโสทร ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ กวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ การทำลายเครือข่ายตัดวงจรยาเสพติดทุกระดับ โดยให้ร่วมกันบูรณาการด้านการข่าว การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวมถึงการร่วมมือกันในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่ตอนในโดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3 พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง.ผบก.สส.ภ.3 พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.อ.ทศพร เพียรปรุ ผกก.สืบสวน ๒ บก.สส.ภ.๓ ,พ.ต.อ.พรเทพ ทุ้ยแป ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วีณวัฒน์ ศรีแย้ม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง,พ.ต.อ.สิทธิพล ทิมสูงเนิน ผกก.สภ.โนนสูง, , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.บ้านปรางค์ พ.ต.อ.อิทธิพัทน์ ศรีมั่น ผกก.สภ.พระทองคำ สั่งการให้

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน นำโดย พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.คำพู พลอยผักแว่น รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.3/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., ร.ต.อ.หญิง เพ็ญแข ชัยรัตน์กรกิจ/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง , เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านปรางค์, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระทองคำ , และได้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังร่วมกับ และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมสืบสวนจับกุม เครือข่ายที่ 1 วันที่ 28 ก.พ.2568 1.นายสายชล หรือดำ ศรีหนองห้าง อายุ 54 ปี เลขประจำตัวประชาชน 5470500012838 ที่อยู่ 95/1 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
2.นายสุทธิพงษ์ หรือมอส ธรรมาภิรมย์ อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500065751 ที่อยู่ 198 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
3.นายยุทธศักดิ์ หรือแนส วิถี อายุ 44 เลขประจำตัวประชาชน 3470500296384 ที่อยู่ 125 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร4.นายโชคทวี หรือเล็ก แสนโคตร อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500063740 ที่อยู่ 216 ม.7 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนครพร้อมของกลาง 1.ยาบ้า จำนวน 2,390,000 เม็ด (สองล้านสามแสนเก้าหมื่นเม็ด)ตรวจยึดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด-รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน 300,000 บาท)-รถยนต์เก๋ง จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท)โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุม สืบสวนทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดชาว สปป.ลาว จะทำการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.บึงกาฬ ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทย ผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 และภาค 4 โดยเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวใช้ รถยนต์กระบะ ในการขนลำเลียงยาเสพติด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 , กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร

จังหวัดนครราชสีมา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว จนกระทั่งพบรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะต้องสงสัย ซึ่งมีการเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก จว.สกลนคร มีลักษณะขับขี่ตามกันมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจะมีลำเลียงนำยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทยและเชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เส้นทางที่เคยวิ่งลำเลียงยาเสพติดมาก่อนหน้านี้ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแผนในการจับกุม โดยวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ โดยวางกำลังเฝ้าดู พร้อมทั้งสะกดรอยติดตาม และเพื่อให้ทราบถึงขบวนการในการลำเลียงยาเสพติดและผู้สั่งการในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้ขับรถยนต์ติดตามโดยพบว่ารถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าวที่บรรทุกสิ่งของบริเวณท้ายกระบะบรรทุกโดยใช้ผ้าใบปกคลุมปิดบังสิ่งของไว้ โดยรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าววิ่งมาถึงบริเวณ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เพื่อตั้งด่านจุดสกัดยานพาหนะที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว สามารถสกัดรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะได้จำนวน 2 คัน พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน และของกลางยาบ้าจำนวน 2,390,000 เม็ด ทเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลาง มายัง กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.3 พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 3 เพื่อตรวจเก็บพยานหลักฐาน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อทราบถึงขบวนการและเครือข่ายยาเสพติด สอบถามผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การรับว่าพวกตนเองได้รับการว่าจ้างจากนายพจน์ ไม่ทราบชื่อและสกุลจริง ให้ลำเลียงยาเสพติดไปส่งที่ จว.สระบุรี เมื่อไปถึงแล้ว จึงแจ้งให้นายพจน์ ทราบ และนายพจน์ จะแจ้งให้ทราบว่าไปส่งต่อที่ใด แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ก่อน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างในการลำเลียงยาเสพติดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเครือข่ายที่ 2ภายใต้การอำนวยการของ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 , พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.3 ,พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ,พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.3,
สั่งการให้ พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.อิทธิพล เพ็ญเดิมพันธ์ สว.กก.สืบสวน 1ฯ ร.ต.อ.โสภณ ละเอียด และ ร.ต.อ.ธนะศักดิ์ ปุ๊กกระโทก รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ ว่าที่ ร.ต.ต.สันติชัย ไชยเสริฐ, ปรกฯ รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 , เจ้าพนักงาน ปปส.ภ.3 ร่วมกันทำการสืบสวนจับกุม ร่วมกันสืบสวนจับกุม

เครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 3 จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย รวมยาบ้า 202,806 เม็ด ตรวจยึดทรัพย์สิน ประมาณ 1,300,000 บาท
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายอำนาจ หรือแอ๋ม มุ่งปานกลาง อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 2 ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์น.ส.รุ้งนภา หรือก้อย สัญญารักษ์ อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์นายนพชัยหรือบูม รักไร่ อายุ 25 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 246 หมู่ที่ 3 ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมาน.ส.ลินดาหรือกิ๊ก ยอดพิกุล อายุ 27 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 207 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ในฐานความผิด “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 24,000 เม็ด , โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่องตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 900,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ จากการจับุกม นายธนพล หรือทัดฯ พร้อมด้วยยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผุ้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณ ริมถนนหน้าทางเข้าแก้วมณีรีสอร์ท ม.2 ต.สารภี อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมานำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปต่อมาชุดสืบสวนได้ทำกาขยายผลจับกุมเครือยาเสพติดกลุ่มนักค้าชาวลาว ได้เพิ่มเติมดังนี้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายบุญช่วย หรือจุ้ย ด้วงชำนาญ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 105 หมู่ 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ในความผิดฐาน “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”
พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 132,000 เม็ด และได้ทำการตรวจยึดยาบ้าอยู่ภายในบ้าน จำนวน 200,00 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 152,000 เม็ด , ตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 200,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ ทำการจับกุม นายนพชัยหรือบูม พร้อมพวกรวม 4 ราย และยาบ้า จำนวน 42,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณทางเข้าบ้านเลขที่ 105 ม. 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่งทั้งสองราย ได้จากการขยายผลการจับกุมยาเสพติดนายเจตพล หรือแจ๊บฯ เพชรกระโทก อายุ 23 ปี ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 806 เม็ดและขยายผลจับกุม นายธนพล หรือทัต เทกระโทก อายุ 30 ปี ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า

ภาพ/ข่าว : ตำรวจภูธรภาค 3

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่ามุกดาหารมอบสิ่งของพระราชทาน แก่ผู้ประสบอัคคีภัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น. นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้ นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร เชิญสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้แก่ผู้ประสบเหตุอัคคีภัย ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับความเสียหาย 1 หลังคาเรือน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์

ในการนี้ นายคมเพชร สีดามาตร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร​ พร้อมด้วย นางวิลาวัลย์ คุ้มสุวรรณ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร​ ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนตำบลกุดแข้ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสงเคราะห์ผุ้ประสบภัย ร่วมลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือ ดังกล่าวจังหวัดมุกดาหารให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้​ สิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จำนวน 1 ชุด​

พมจ.มุกดาหาร มอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน 3,000 บาท พร้อมถุงยังชีพ 1 ชุด​ เหล่ากาชาดมอบของช่วย เหลือเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 2 ชุด​ เงินสดจำนวน 8,000 บาท​ กระติกน้ำร้อนจำนวน 1 เครื่อง​ ชุดเสื้อผ้าจำนวน 3 ชุด​ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยมอบเงินสดจำนวน 2,000 บาท​ และเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 1 ชุด​ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ มอบสิ่งของช่วยเหลือในเบื้องต้น และได้สำรวจความเสียหายเพื่อจะให้การช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักอาศัยของนางบาหยัน คำจันทร์ บ้านเลขที่ 105 หมู่ 4 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร บ้านพักอาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง มีผู้พักอาศัยจำนวน 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน

ขณะนี้ผู้ประสบภัยได้พักอาศัยอยู่บ้านลูกสาวที่อยู่ใกล้เคียง​ การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นเทศบาลตำบลกุดแข้และเทศบาลตำบลโพนทรายเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้เรียบร้อยแล้ว​ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนและความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจและจะรายงานเพื่อทราบต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777