#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ม.มหิดล จัดงาน “ENVI Mahidol Open House World Environment Day 2026”

แชร์เนื้อหานี้

ผนึกกำลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน “ENVI Mahidol Open House World Environment Day 2026” ณ อาคารสิ่งแวดล้อมพัฒนดล มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธีเปิด โดยกล่าวถึงความสำคัญของวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมเน้นย้ำว่า “สิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของมนุษยชาติเพื่อส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นถัดไป” และชี้ให้เห็นว่าการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตพลังงาน และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก การจัดงาน “ENVI Mahidol Open House World Environment Day” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จึงมุ่งสร้างการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการขยายโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีเปิดงาน ผู้บริหาร คณาจารย์ และแขกผู้มีเกียรติ ได้ร่วมกิจกรรม “รดน้ำต้นไม้” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการบ่มเพาะองค์ความรู้ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อแนวคิดการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนสู่คนรุ่นต่อไปกิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการเสวนาพิเศษหัวข้อ “NEXT MOVE TO NET ZERO: เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่ยุคคาร์บอนต่ำ” เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางการปรับตัวขององค์กรในบริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำการประชุมวิชาการระดับชาติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 2 ซึ่งมีผู้สนใจส่งผลงานวิชาการเข้าร่วมนำเสนอจำนวน 85 บทความ แบ่งเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 69 บทความ และภาคโปสเตอร์ 16 บทความ

กิจกรรม “ENVI Mahidol–School Hackathon” เวทีแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมของเยาวชนจากโรงเรียนเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ จำนวน 20 โรงเรียน ประกอบด้วยการนำเสนอโครงงาน 20 ทีม และการนำเสนอผลงานในรูปแบบโปสเตอร์ 26 ทีมนิทรรศการและบูธวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม โดยนักศึกษาและหน่วยงานภาคี รวมถึงการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวจากภาคเอกชนชั้นนำการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านการออกร้านผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากชุมชนในจังหวัดนครปฐม อาทิ ชุมชนเกาะลัดอีแท่น ตำบลไร่ขิง และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ตำบลกระทุ่มล้ม

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และเยาวชน ในการร่วมกันสร้างองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม และผลักดันแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน และขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน เพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติม งานสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โทรศัพท์ 0 2441 5000 ต่อ 2222
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าผ้าไตร ๔๗ ไตร พร้อมเครื่องไทยธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ พระวิหารหลวง วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา ได้มีพิธีปิดโครงการขับเคลื่อนธรรมนาวา “วัง” สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิ ปีที่ ๙ อย่างสมพระเกียรติและยิ่งใหญ่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน ๔๗ ไตร พร้อม เครื่องไทยธรรมพระราชทาน ถวายแด่พระสงฆ์ เพื่อน้อม ถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมราชชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พลโท ปณต แสงเทียน ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ระดับ ๑๐ เป็นผู้แทนพระองค์ในการถวายผ้าไตรพระราชทานพร้อมด้วยพันเอก(พิเศษ)บุญสิทธิ์ ศรีพงษ์ถวายผ้าไตรพระราชทาน จำนวน ๔๗ ไตร พร้อมเครื่องไทยธรรมพระราชทานถวายแก่ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี (ยงยุทธ ยุตฺตธมฺโม ป.ธ.๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๓ เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง ประธานขับเคลื่อนโครงการธรรมนาวา “วัง” ปีที่ ๙ และพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมจำนวน ๔๗ รูป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล การปฏิบัติธรรมนาวาวัง

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจาก พระราชปริยัติ (ณษิกรณ์ อรินฺทโม) เจ้าคณะจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย. พระครูอภิรักษ์ชินวงศ์ วิ. ดร. (พระครูไทย) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม วรวิหาร ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธชินวงศาราม ประธานมูลนิธิพุทธสุวัณณภูมิ รองเจ้าคณะจังหวัด และพระสังฆาธิการคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา แม่ชีและอุบาสกอุบาสิกา เข้าร่วมพิธี แสดงถึงพลังศรัทธาและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา

โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายเกรียงศักดิ์ ปานศิลา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพะเยา พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา นางกมลรัตน์ ทองจิบ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพะเยา และ พ.อ.โรมรัน ชูก้าน รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๔ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โครงการขับเคลื่อนธรรมนาวา “วัง” ปีที่ ๒ จัดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการพัฒนาจิตใจของเยาวชนและประชาชน ให้มีคุณธรรม จริยธรรม และสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ฝึกฝนตนเองให้มีสติ มีวินัย และมีจิตสาธารณะ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสังคมแห่งความดีงาม ความสามัคคี และความสงบสุข
พิธีปิดในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของคณะพระภิกษุสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ในการสืบสานพระพุทธศาสนา และสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

โครงการ ขับเคลื่อนปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมนาวา “วัง” สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิปีที่ ๙ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ (ระยะที่ ๒)งาน ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาผู้รับผิดชอบ พระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๓ เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร ลักษณะโครงการ ต่อเนื่อง ระยะเวลาดำเนินการ เมษายน ๒๕๖๙ – ธันวาคม ๒๕๖๙

๑. หลักการและเหตุผล
พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน วิถีชีวิตของชาวไทยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ชาวไทยร้อยละ ๙๕ นับถือพระพุทธศาสนา และนำหลักการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีของหมู่คณะและในหมู่มนุษยชาติ ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นเครื่องดับความเร่าร้อนใจ ทำให้ใจสงบร่มเย็น และยังเป็นบ่อเกิดแห่งเจริญธรรม ศีลธรรมและคุณธรรม ช่วยให้มนุษย์มีหลักในการดำเนินชีวิตที่ดี รู้จักเหตุผล ผิดชอบชั่วดีด้วยตนเอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธามั่นคงอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ห่วงใยพสกนิกรภายใต้ร่มพระบารมีโพธิสมภารของพระองค์ ที่ต้องแหวกว่ายในคลื่นกระแสแห่งความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง จึงมีพระราชดำรัสขอความเมตตาจากคณะสงฆ์ช่วยรับเป็นภารธุระนำพาพสกนิกรของพระองค์ดำเนินไปตามแนวทางแห่งอริยมรรคอย่างถูกต้องแม่นยำ

พระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา มีหน้าที่ในการศึกษาเรียนรู้คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดความเข้าใจแล้วปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน และต้องสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตามการสอนผู้อื่นเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ การสอน การอบรม การแสดงธรรมเทศนา การปาฐกถาธรรม หรือแม้แต่การออกธรรมยาตรา เป็นต้น วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร โดยพระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๓ เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร ตระหนักถึงหน้าที่สำคัญของพระสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ได้ทราบและถือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสันติสุขในหมู่มนุษยชาติ จึงได้จัดกิจกรรรมเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่หลากหลาย ได้แก่ การอบรมปฏิบัติธรรมในประเทศไทย ธรรมยาตราในประเทศไทยและประเทศอินเดีย โดยได้จัดทำเป็นโครงการ ขับเคลื่อนปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมนาวา “วัง” สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิปีที่ ๙ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
๒.๒ เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มีความสนใจ เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมนาวา “วัง”
๒.๓ เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมนาวา “วัง”
๒.๔ เพื่อสร้างศาสนทายาทให้คงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนาสืบต่อไป.

พระธรรมวชิรกวี (ยงยุทธ ยุตฺตธมโม ป.ธ.๙) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 9 ประโยค ณ พุทธมณฑลประจำจังหวัดสิงห์บุรี

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 19.00 น. ท่านคุณพระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาส วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์งานพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 9 ประโยค

โดยมี นางสาววีรวรรณจันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำอุบาสกอุบาสิกา ร่วม ในพิธีทรงตั้งเปรียญธรรม 9 ประโยค เพื่อเชิดชูเกียรติพระภิกษุสามเณรผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ประจำปีพุทธศักราช 2569

ณ พุทธมณฑลประจำจังหวัดสิงห์บุรี วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร พระอารามหลวง พระวัชรสิงหบุราจารย์ (คว้างกลุยาณรโต ป.ธ.๔) รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ท่าช้าง คณะสงฆ์จังหวัดสิงห์บุรี พระสังฆาธิการจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

เจ้าคณะตำบล สวดเจริญพระพุทธมนต์ มีพระภิกษุผู้สอบได้ เปรียญธรรม_9ประโยค จำนวน 2 รูป ได้แก่ พระมหาอภิสิทธิ์จรณธมฺโม วัดพุน้อย และ พระมหาอัครเดชจกฺกวโร วัดพระนอนจักรสีห์ สำนักเรียนคณะจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคณะสงฆ์และชาวจังหวัดสิงห์บุรีเป็นอย่างยิ่ง

พิธีทรงตั้งเปรียญธรรมเป็นพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องพระภิกษุสามเณรผู้สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในระดับสูงสุด อันแสดงถึงความวิริยะอุตสาหะ ความรู้ความสามารถ และความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ อุตสาหกรรมเชียงราย “พลิกโฉมมรดกท้องถิ่น สู่สินค้าพรีเมียม ด้วยพลังซอฟพาวเวอร์ ” เข้าร่วมล้นหลาม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องดอยตุง โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะ ธานี จังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิด และรับคำกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลิกโฉมมรดกท้องถิ่นสู่สินค้าพรีเมียมด้วยพลังซอฟต์พาวเวอร์”
ภายใต้โครงการบูรณาการ การค้า การลงทุนกิจกรรมอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก (East-Northern Industrial Fair bolbb)

ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๙ณ เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงรายจากนายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายในครั้งนี้มี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายอุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน วิทยากรผู้ประกอบการและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกลุ่ม

ภาคเหนือตอนบน ๒ ให้ดำเนินกิจกรรมอุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก (East-Northerndustrial Fair ๒๐๒๖๖) ภายใต้โครงการบูรณาการ การค้า การลงทุน ตามแผนปฏิจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ (เชียงราย พะเยาน่าน) โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย ๕ กิจกรรม ได้แก่
กิจกรรมที่ ๑ กิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์
ซอฟต์เพาเวอร์กิจกรรมที่ ๒ กิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาเครือข่าย

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมล้านนาตะวันออกกิจกรรมที่ ๓ กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมล้านนาตะวันออกและสร้างโอกาสทางการตลาด
กิจกรรมที่ ๕ กิจกรรมพบปะทางธุรกิจผู้ประกอบการอุตสาหกรรมล้านนาตะวันออก(Business Matching)กิจกรรมที่ ๕ กิจกรรมพัฒนาและยกระดับการตลาดยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลิกโฉมมรดกท้องถิ่นสู่สินค้าพรีเมียมด้วยพลังซอฟต์

พาวเวอร์” ในวันนี้ เป็นการสัมมนาฯ ภายใต้กิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ชอฟต์เพาเวอร์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ซอฟต์เพาเวอร์ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและทุนทางวัฒนธรรมสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านแนวคิดซอฟต์เพาเวอร์

ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม SMEs ทายาทธุรกิจ นักศึกษา ผู้ว่างงานและประชาชนทั่วไป ๔ จังหวัดๆ ละ ๑๐๐ คน รวมทั้งสิ้น ๔๐๐ คน กำหนดจัดการสัมนาฯ ๔ ครั้งจังหวัดๆ ละ ๑ ครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑ การสัมมนาฯ ประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ ดังนี้

๑.กลยุทธ์การบริหารแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ ๒.กลยุทธ์การสร้างเสน่ห์สินค้าหัตถศิลป์ไทย๓. แนวโน้มธุรกิจของอุตสาหกรรมกลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป ๔.การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างแนวคิดในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยตอบสนองความต้องการของตลาด

และสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้อย่างยังยืน โดยในวันนี้ได้รับเกียรติจากภญ.ดร.เมธ์วดี เรียววิไลสุข เป็น ProductSpecialistChemotherapy/Antibioticsอาจารย์พิเศษ ภาควิชาเภสัชกรรม บริหารเภสัชกิจคุณรัฐ เปลี่ยนสุข นักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ และการบริหารธุรกิจ และเป็นเจ้าของแบรนด์ “Sumphat Gallery” ที่มีผลงานโดดเด่นระดับประเทศ

ในการสัมนาครั้งนี้มีผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานกาศรัฐ ภาศเอกชน และผู้สนใจเจ้าร่วมการสัมมนาฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความตื่นตัวในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของพื้นที่ บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว กระผมขอเรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายประธานในพิธี ให้เกียรติกล่าวเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลิกโฉมมรดกท้องถิ่นสู่สินค้าพรีเมียมด้วยพลังซอฟต์พาวเวอร์”โดยการสัมมนาจัดขึ้น1วันตามโปรแกรมที่จัดวางไว้สนเสร็จสิ้นโครงการ.
นายธนกฤต วรรมณี รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ รวบคารถบรรทุก! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและ

ได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ

ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / BRAVE แบรนด์วิสกี้และบรั่นดีน้องใหม่ เขย่าวงการเครื่องดื่มพรีเมียม เปิดตัวยิ่งใหญ่ชูแนวคิด “ความสุข…ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง” 💸✨

แชร์เนื้อหานี้

กรุงเทพฯ — สิ้นสุดการรอคอย! ค่ำคืนวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา วงการเครื่องดื่มไทยต้องจารึกหน้าใหม่ เมื่อ BRAVE แบรนด์เครื่องดื่มวิสกี้และบรั่นดีน้องใหม่ที่น่าจับตาที่สุดแห่งปี ได้จัดงาน Grand Opening เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ ณ โรงละคร Calypso เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (โกดัง 3) ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟในธีม Luxury Black & Gold 🖤💛

การเปิดตัวในครั้งนี้ นำทัพโดยทีมผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกล คุณบารมี ทองรอง (CEO และ Brand Ambassador) ร่วมด้วย คุณภคมน คุณัชญาณโชค (ผู้บริหารร่วม) ที่มาร่วมเผยทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์การขับเคลื่อนแบรนด์ ภายใต้แนวคิดหลัก “ความสุข ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง” เพื่อสร้างนิยามใหม่ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มคุณภาพระดับพรีเมียมได้ในราคาที่จับต้องได้จริง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

💐 ชูรสสัมผัสที่แตกต่าง แตกไลน์มิติใหม่ของวิสกี้และบรั่นดี
ไฮไลต์สำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูในงานคือ BRAVE Golden Whisky Premium from Scotland 🏴󠁧󠁢󠁳ก็อตแลนด์ ที่ให้รสสัมผัสนุ่มละมุน ตั้งแต่แตะจรดปลายลิ้น มอบความรู้สึกหอมหวานและสดชื่นราวกับอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนาส่วนผสมมาอย่างลงตัวเพื่อตอบสนองรสนิยมของคอเครื่องดื่มชาวไทยโดยเฉพาะ

นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว BRAVE ยังประกาศจุดยืนชัดเจนในการเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญและพร้อมส่งเสริมสร้างสรรค์ด้านสังคมรวมถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะเติบโตควบคู่ไปกับสังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน 🌿🤝

ภายในงานคลาคล่ำไปด้วยพันธมิตรทางธุรกิจ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกว่า 100 ท่าน ที่มาร่วมดื่มด่ำไปกับ Grand Opening Show สุดอลังการ กิจกรรม Test Drinks และปิดท้ายค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองด้วยช่วง BRAVE Party Music & Drink อย่างสนุกสนาน

สำหรับผู้ประกอบการ ร้านค้า หรือผู้ที่สนใจร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจ/ตัวแทนจำหน่าย สามารถติดต่อเพื่อร่วมเติบโตไปกับแบรนด์ได้ที่:
Line OA (แบรนด์): @braveth
ฝ่ายการตลาด: Line OA : @yimwan
โทรศัพท์: 084-3246491

🎬 Organizer by: บริษัท ยิ้มหวาน บางกอก กรุ๊ป จำกัด (Yimwan Bangkok Group Co., Ltd.)

BRAVE #BraveOfficialTH #BraveGoldenWhisky #บรั่นดีไทยแท้ #วิสกี้ไทย #ความสุขที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง #GrandOpening #CalypsoAsiatique #YimwanBangkok #PremiumWhisky #BrandyThai #ข่าวประชาสัมพันธ์ #ยิ้มหวานบางกอกกรุ๊ป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกฯ พร้อมด้วย ปลัด อบจ.โคราชรับมอบโล่เกียรติยศ “หน่วยงานดีเด่น – บุคคลดีเด่น”ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก กระทรวง พม.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 #นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ.นครราชสีมา รับมอบโล่ บุคคลดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569

พร้อมด้วย #นายวุฒิชัย วงค์ปัญโญ ปลัด อบจ.นครราชสีมา รับมอบรางวัล หน่วยงานดีเด่น จังหวัดต้นแบบ และสถาบันศึกษาต้นแบบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก

นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ประธานในพิธีฯ ภายในงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงาน

และจังหวัดที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพมหานคร

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สายข่าวชี้เป้า! ทหารพรานดอนตาลสกัดจับ “พาย นาสะเม็ง” คากระเป๋าสะพาย ยึดยาบ้าซุกเตรียมส่งลูกค้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. กองบังคับการควบคุมที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2107 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.พิชิตพล เคนดา ผู้บังคับกองร้อย ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่า มีการลักลอบรับ-ส่งยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) บริเวณถนนทางการเกษตร พื้นที่บ้านนาหว้า หมู่ 4 ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการกำลังร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอดอนตาล และผู้นำชุมชนตำบลนาสะเม็ง วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณจุดเป้าหมายตามข้อมูลที่ได้รับ

กระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่พบชายต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจค้นตามขั้นตอน โดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้ถูกตรวจค้นรับทราบจนเป็นที่พอใจ และได้รับความยินยอมให้ทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินแบบกดปิดดึงเปิด และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง

ผู้ถูกจับกุมทราบชื่อต่อมาคือ นายพลวัต บุทธิจักร์ หรือ “พาย” อายุ 37 ปี ชาวตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยจากการสอบถามเบื้องต้น นายพลวัตให้การยอมรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองจริงเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจนับอย่างละเอียด และจัดทำบันทึกการจับกุม ณ ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ฉก.ทพ.2107 บ้านตาลรุ่ง ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารจากการตรวจนับพบของกลางเป็นยาบ้าลักษณะกลมแบน ผิวเรียบ ด้านหนึ่งมีอักษร WY ประกอบด้วยยาบ้าสีแดงจำนวน 235 เม็ด และยาบ้าสีเขียวจำนวน 2 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น 237 เม็ด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแคปชั่น ชาวบ้านแจ้งเบาะแส ทหารพราน 2107 ร่วมฝ่ายปกครองดอนตาล ซุ่มตรวจจับผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 237 เม็ด ซุกในกระเป๋าสะพายข้าง เจ้าตัวยอมรับเป็นของตนเอง ก่อนถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน2107 #ฉกทพ21 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ดอนตาล #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกทั้งวัน! ไฟไหม้เตาอบยางพาราโรงงานดังมุกดาหาร ปะทุซ้ำหลายระลอก ชาวบ้านผวาควันพิษ-ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมพื้นที่ ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสารฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลโพนทรายว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานยางพารา บริษัท ธงทอง รับเบอร์ จำกัด เลขที่ 261 หมู่ 7 ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

ภายหลังรับแจ้ง นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิงจำนวน 2 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อสนับสนุนการควบคุมเพลิงทันที

จากนั้นเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลโพนทราย เทศบาลตำบลมุกดาหาร เทศบาลตำบลกุดแข้ เทศบาลตำบลบางทรายใหญ่ และเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้บูรณาการกำลังร่วมกันเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยระดมรถดับเพลิงและรถบรรทุกน้ำฉีดลดอุณหภูมิบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง

การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จุดเกิดเหตุอยู่ภายในเตาอบยางพารา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสะสมความร้อนสูง แม้เปลวไฟจะยังไม่ลุกลามไปยังอาคารผลิต คลังสินค้า หรือส่วนอื่นของโรงงาน แต่ยังคงเกิดการครุไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันการลุกลาม

ต่อมาเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในระดับหนึ่ง และจำกัดวงเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังทรัพย์สินส่วนอื่นของโรงงาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยางพาราแปรรูปเป็นวัสดุที่สามารถสะสมความร้อนได้เป็นเวลานาน จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการครุไหม้หรือปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

ล่าสุดเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าไฟยังคงลุกไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะภายในเตาอบ ทำให้ยังไม่สามารถยุติภารกิจได้ โดยทุกหน่วยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในเวลาต่อมา นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมอำนวยการและบัญชาการเหตุการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมและมีโอกาสเกิดการปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

กระทั่งเวลา 16.15 น. สถานการณ์เกิดความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเตาอบยางพาราเกิดการปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผนังคอนกรีตบางส่วนแตกร้าวจากแรงดันความร้อนสะสมและก๊าซภายใน เจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย พร้อมเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุเพลิงไหม้ที่กินระยะเวลายาวนานยังสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เนื่องจากยางพาราเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เมื่อเกิดการเผาไหม้อาจปลดปล่อยก๊าซและสารมลพิษหลายชนิด อาทิ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM10 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมสูงและเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไฟไหม้โรงงานยางพารา #ธงทองรับเบอร์ #มุกดาหาร #ไฟไหม้มุกดาหาร #เพลิงไหม้ #โรงงานยางพารา #ผู้ว่ามุกดาหาร #ปภมุกดาหาร #ดับเพลิง #ควันพิษ #PM25 #ข่าวด่วน #ข่าวมุกดาหาร #อำเภอเมืองมุกดาหาร #ThailandNews #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ลอบขนกลางวันแสกๆ! นรข.มุกดาหาร-ปค.หว้านใหญ่ตามแกะรอยจับเรือกีบลอบขนอะโวคาโดเถื่อน 2.4 ตัน ชายแดนริมโขง ยึดของกลาง 120 ลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอหว้านใหญ่ที่ 6 ร่วมบูรณาการปฏิบัติงานกับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม

โดยมีสถานีเรือมุกดาหารเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกองร้อยทหารพรานที่ 2103 และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ออกลาดตระเวนและเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขงผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอะโวคาโดลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวนประมาณ 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2,400 กิโลกรัม พร้อมเรือกีบ จำนวน 1 ลำ ได้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของสินค้าและเรือของกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีลักษณะต้องสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตรวจสอบที่มาและดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ การบูรณาการกำลังของฝ่ายปกครอง หน่วย นรข. ทหารพราน และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเกษตร และความมั่นคงของประเทศ
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #อะโวคาโดเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #นรข #สถานีเรือมุกดาหาร #ทหารพราน2103 #ฝ่ายปกครอง #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวชายแดน #ปราบปรามสินค้าหนีภาษี #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

ปิดเส้นทางค้าเถื่อนชายแดน! แก๊งลอบขนผลไม้จากลาวสะดุด นรข.-ปค.หว้านใหญ่ บุกยึดอะโวคาโด 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็ก

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม พร้อมด้วย นายทินกร พลเยี่ยม ปลัดอำเภอหว้านใหญ่ ผู้แทนด่านศุลกากรมุกดาหาร ตำรวจน้ำมุกดาหาร

ด่านตรวจพืชมุกดาหาร กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจยึดอะโวคาโดลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จำนวน 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2.4 ตัน พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาว 1 ลำ

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนอะโวคาโดจากฝั่ง สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังประเทศไทย บริเวณบ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้งจึงได้ประสานขอกำลังสนับสนุนจากนางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กองร้อยทหารพรานที่ 2103 รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์หางยาวแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมตลิ่ง จากนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันลำเลียงลังสินค้าจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้ต้องสงสัยและคนขับเรือได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

จากการตรวจสอบพบภายในลังบรรจุผลอะโวคาโดจำนวน 120 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 2,400 กิโลกรัม จึงทำการตรวจยึดพร้อมเรือเหล็กของกลาง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหารดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลติดตามตัวผู้กระทำความผิด ก่อนส่งมอบของกลางให้ด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรขมุกดาหาร #นรขเขตนครพนม #สถานีเรือมุกดาหาร #อะโวคาโดเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #แม่น้ำโขง #หว้านใหญ่ #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ศุลกากร #ปราบปรามการลักลอบนำเข้า #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวภูมิภาค #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

อุกอาจกลางโขง! ขบวนการผลไม้เถื่อนส่งเรือคุ้มกันสกัด นรข. เพื่อช่วยคนขับหนีข้ามแดน ยึดอะโวคาโดเถื่อน 3.7 ตัน พร้อมเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ที่ใช้ลำเลียง “เผยขบวนการไม่เข็ด” ทั้งที่พึ่งถูกยึด 2.4 ตัน โยงเครือข่ายนำเข้าจากเวียดนาม เตือนผู้บริโภคเสี่ยงอันตรายสารปนเปื้อน

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำเข้าพืชผลทางการเกษตรจากฝั่งนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่สถานีเรือมุกดาหารได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 วางกำลังเฝ้าตรวจและลาดตระเวนทั้งทางบกและทางน้ำบริเวณพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง

กระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ พบเรือเหล็กขนาดใหญ่ติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมตลิ่ง จากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน วิ่งกรูเข้ามาช่วยกันขนย้ายลังสินค้าจากภายในเรือขึ้นมาบนฝั่งอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังขนถ่ายสินค้าได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง ขณะที่คนขับเรือได้เร่งเครื่องยนต์พยายามหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมุ่งหน้ากลับไปยังฝั่งนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

เจ้าหน้าที่สถานีเรือมุกดาหารจึงนำเรือตรวจการณ์ความเร็วสูงออกติดตามและพยายามเข้าสกัดจับกุมกลางลำน้ำโขง แต่ระหว่างการไล่ล่า ปรากฏว่ามีเรืออีก 2 ลำ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรือคุ้มกันของขบวนการ แล่นเข้ามาขวางเส้นทางและสกัดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถเข้าประชิดเรือต้องสงสัยได้ทัน

จากนั้นกลุ่มผู้ร่วมขบวนการได้ช่วยนำตัวคนขับเรือขนอะโวคาโดขึ้นไปยังเรือคุ้มกันอีกลำ ก่อนเร่งเครื่องหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ได้สำเร็จ ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเรือเหล็กที่ใช้ในการลำเลียงสินค้าไว้ได้

จากการตรวจสอบภายในเรือและบริเวณริมตลิ่ง พบอะโวคาโดบรรจุลังจำนวน 150 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 3,700 กิโลกรัม ถูกทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีลักษณะต้องสงสัยว่าลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า อะโวคาโดที่ตรวจยึดได้มีลักษณะตรงกับอะโวคาโดพันธุ์ 034 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการเพาะปลูกเป็นจำนวนมากในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเชื่อว่าถูกลำเลียงผ่านประเทศเพื่อนบ้านก่อนส่งต่อเข้ามายังประเทศไทย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ นรข.มุกดาหาร ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ได้ตรวจยึดอะโวคาโดสายพันธุ์เดียวกันที่ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรในพื้นที่อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 120 ลัง น้ำหนักประมาณ 2,400 กิโลกรัม ทำให้ในช่วงเวลาเพียง 4 วัน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอะโวคาโดเถื่อนได้รวมกว่า 6 ตัน

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สถานีเรือมุกดาหารเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการ ผู้ขนย้ายสินค้า และนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรข้ามชาติรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้แจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้หรือสินค้าเกษตรที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิชาการเกษตร จึงอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง ยาฆ่าแมลง หรือสารกันเชื้อราเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อะโวคาโดเถื่อน #นรขมุกดาหาร #นรขเขตนครพนม #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #ลักลอบนำเข้า #ผลไม้เถื่อน #เรือคุ้มกัน #ไล่ล่ากลางโขง #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวมุกดาหาร #ทหารพราน2103 #ศุลกากร #สินค้าเกษตรเถื่อน #ปราบปรามการลักลอบนำเข้า #MukdahanNews #ข่าววันนี้ #เวียดนาม034 #เตือนภัยผู้บริโภค #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ยกทัพของดี 3 จังหวัด อัตลักษณ์ท้องถิ่นกว่า 100 ร้านค้า มาให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ

แชร์เนื้อหานี้

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” นำสินค้าดีเด่นดัง จังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี โรดโชว์สมุทรสาคร หวังสร้างตลาดใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และจับคู่ธุรกิจการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ

ช่วงค่ำวันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” โดยมีนางอุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคกลาง เข้าร่วมงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ภายใต้แนวคิด “เชื่อมการค้า สร้างโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สู่สากล”

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด “สามบุรี” ให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจใหม่

ภายในงานมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่าย ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน สินค้านวัตกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าเคลือบยางพารา นิคแนค ตู้ไม้สักจิ๋วลายไทย จากจังหวัดราชบุรี, งาดำอบเกลือแม่ชั้น กาแฟสาละวะ ไล่โว่ วุ้นเส้นท่าเรือ

มีดเรือทอง พอลลี่เครื่องหนัง จากจังหวัดกาญจนบุรี นุสราขนมจีบหมู่จัมโบ้ กะลาตาเดียว กลุ่มจักสานผักตบชวา บ้านห้วยหวาย ตุ๊กตาไทยทรงดำบ้านดอน สุพรรณบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม MOU พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย

งาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดสามบุรี ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเวทีสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทีมข่าวสมุทรสาคร