
ตรุษจีน (春节) หรือ Chinese New Year คือ เทศกาลขึ้นปีใหม่ของจีน ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อ้างอิงว่ามีรากจากจีนโบราณกว่า 3,000 ปี โดยมีแนวคิดที่เกี่ยวกับฤดูกาลเพาะปลูก การขอพรจากฟ้าดิน และบรรพบุรุษ บนพื้นฐานพิธีกรรมสำคัญ ที่มุ่งเน้นใน 3 เรื่องหลัก คือ การขอบคุณอดีต การปัดเป่าสิ่งไม่ดี และการขอความรุ่งเรืองปีใหม่ ผ่านพิธีกรรมสำคัญ เช่น การไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ การรวมญาติ ตลอดถึงการให้ “อั่งเปา”

วันตรุษจีน จึงถือเป็นประเพณีนิยมที่มีรากฐานยาวนานของชาวจีน และเนื่องจากจีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน โดยปรากฏหลักฐานการค้าระหว่างไทยจีนตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งนอกเหนือจากการค้า ยังมีคนจีนที่อพยพมาอยู่ที่สยามด้วย ซึ่งการอพยพครั้งสำคัญๆ หลักฐานที่ชัดเจนมากในสมัยอยุธยา ต่อเนื่องมาถึงสมัยธนบุรี ซึ่งพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งตามพงศาวดารระบุว่าทางจีนมีส่วนช่วยพระเจ้าตากสินในการกอบกู้อิสรภาพ และสร้างกรุงธนบุรี และหลังจากนั้นในสมัยต้น และกลางรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนจีนเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นมาก จึงเป็นคำอธิบายที่ชัดเจน ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆของคนจีน รวมทั้งวันตรุษจีน ที่เข้ามาในไทย และดำรงอยู่จนถึงวันนี้

สำหรับกรณีของไทย พบว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ มาจากแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ และไหหลำ ที่เข้ามาทำการค้าขาย ทำเหมือง ค้าข้าว ไปจนถึงด้านแรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงมีทั้งเรื่องของภาษา อาหาร ความเชื่อ พิธีกรรม การใช้ชีวิต การแต่งกาย ที่หลากหลายด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นคนจีนเชื้อสายใด สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง ก็คือ วันตรุษจีน ถือเป็น “วันสำคัญของชุมชนจีนในสยาม”จนถึงวันนี้ วันตรุษจีน ยังมีการสืบทอดทางวัฒนธรรมอยู่ในไทยอย่างแนบแน่น จนกล่าวกันว่า เทศกาลตรุษจีน “ฝังราก”ในไทยได้ลึกกว่าในหลายๆประเทศที่แม้จะมีจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่เช่นกัน สอดคล้องกับประโยคสำคัญที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” “ไทย-จีน” ที่มากกว่าการไหว้ : การผสมผสานทางวัฒนธรรมการผสมผสานทางวัฒนธรรมของคนไทยและคนจีน จนเป็นสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เชื่อว่าอยู่บน 4 ปัจจัยหลักๆ ประกอบด้วย

- มีการผสมกลมกลืนสูง จากการที่คนจีนในไทยมีการแต่งงานกับคนไทย และได้รับโอกาสที่เปิดกว้างในการรับราชการในไทย มีหลายๆ ตระกูลซึ่งเป็นที่รู้จักในไทย มีบรรพบุรุษที่เป็นคนจีน อย่างเช่น ต้นตระกูล ณ สงขลา บรรพบุรุษ คือ นายเหยี่ยง แซ่เฮา หรือ แซ่หวู เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน มณฑลฝูเจี้ยน อพยพมาอยู่ที่เมืองสงขลา เมื่อพระเจ้าตาก ได้ยกพลมาพักทัพที่สงขลาใน พ.ศ. 2312 มีผู้คนเข้าเฝ้าถวายตัวจำนวนมาก หนึ่งในนั้น คือ นายเหยี่ยง ซึ่งต่อมาพระเจ้าตากได้แต่งตั้งให้เป็น “หลวงอินทคีรีสมบัติ” นายอากรเกาะรังนก และอีก 2 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ” เจ้าเมืองสงขลา และกลายเป็นสกุลที่เป็นเจ้าเมืองสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจาก หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ ถึงแก่กรรม ในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ นายบุญหุ้ย บุตรชายคนโต ของ หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เป็นเจ้าเมืองสงขลาคนต่อมา และมีความชอบมากจนได้เลื่อนบรรดาศักดิ์สูงชั้นเจ้าพระยา เป็น “เจ้าพระยาอินทคีรี” ซึ่งตระกูล ณ สงขลา ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองสงขลา ต่อเนื่องถึง 8 คน ยาวนานกว่า 120 ปี เป็นตัวอย่างชัดของการได้รับโอกาสเข้ารับราชการและการดำรงชีพในไทย
- ไทยไม่กีดกันวัฒนธรรม และการใช้ชีวิตสไตล์คนจีน ซึ่งจุดนี้จะมีความแตกต่างจากบางประเทศ ที่อาจจะมีข้อห้ามข้อจำกัด ผิดกับ ไทย ที่ไม่ได้มีการห้ามพิธีกรรมจีน ไม่ได้บังคับเลิกภาษา หรือประเพณี คนไทยที่ผ่านมาจึงคุ้นเคยกับภาษาแต้จิ๋ว คุ้นเคยกับประเพณีต่างๆของชาวจีน โดยไม่รู้สึกแตกต่าง ส่งผลให้ชุมชนจีนในไทยสามารถดูแลวัฒนธรรมของจีนได้แม้จะอยู่ในไทย ที่สำคัญในช่วงรัชสมัยของ รัชกาลที่ 5–6 ชุมชนจีนในไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “ฐานพลังทางเศรษฐกิจ” ของไทย

- ความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมของจีน สามารถสอดคล้องและเข้ากับพุทธ และพราหมณ์ของไทยได้ อาทิ การไหว้เจ้าของจีน มีความคล้ายการทำบุญของไทย การเคารพบรรพบุรุษของจีน ก็สอดคล้องกับหลักความกตัญญูแบบไทย หรือแม้แต่เรื่องของความเชื่อ อย่าง ฮวงจุ้ย โชคลาง ก็สอดคล้องกลมกลืนกับความเชื่อพื้นบ้านของไทย เมื่อความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา ไม่ขัดแย้งกัน แต่กลับเสริมกัน จึงยิ่งทำให้การผสมผสานทางวัฒนธรรมสามารถดำรงได้อย่างราบรื่นยาวนาน
- การผสมผสานทางระบบเศรษฐกิจ ช่วยเกื้อหนุนให้เข้ากันง่ายขึ้น ในลักษณะของการอยู่ร่วมกันแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยบรรยากาศตรุษจีน เป็นเหมือนเทศกาลจับจ่ายที่ทั้งผู้ที่ยังยึดมั่นในประเพณี กับบรรดาพ่อค้า ตลาดธุรกิจและห้างร้านต่างๆ ล้วนได้ประโยชน์ เทศกาลตรุษจีน จึงกลายเป็นวัฒนธรรมเศรษฐกิจไปด้วย

ดังนั้น ตรุษจีนในไทยวันนี้ จึงไม่ใช่“วัฒนธรรมต่างชาติ” แต่กลายได้เป็น “วัฒนธรรมร่วมกัน”ระหว่างคนไทย คนไทยเชื้อสายจีน และคนจีน ไปแล้วอาหาร ความเชื่อ การแต่งตัว การให้ซองแดง ความกตัญญู และ ครอบครัวแม้ว่า รูปแบบของตรุษจีนในไทยจะไม่ใช่รูปแบบตรุษจีนจีนแท้แบบดั้งเดิม เนื่องจากมีสิ่งที่ “ไทยปรับประยุกต์เอง” เช่น อาหาร ของไหว้บางอย่างเป็นของไทยเข้ามามากขึ้น รูปแบบพิธี และความเชื่อ ได้ปรับให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่ความเป็นครอบครัวมากกว่าตระกูลใหญ่ บางบ้านจะมีการไหว้ ทั้ง ไหว้เทพเจ้าแบบจีน การไหว้บรรพบุรุษ การไหว้พระพุทธรูป การไหว้เจ้าที่

ขณะที่การแต่งกาย มีความนิยมในเสื้อผ้าโทนสีแดง แต่รูปแบบไม่ได้จำเพาะว่าต้องเป็นชุดจีน จะเป็นชุดไทย หรือชุดในปัจจุบันก็ได้ แค่มีสีสันแดง สดใส ทำให้แม้คนไทยจำนวนมาก ไม่ใช่คนเชื้อสายจีนโดยตรง ก็ยังร่วมเฉลิมฉลองได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกการให้ซองแดง ที่เป็นเรื่องความกตัญญู การตอบแทนความรักและความผูกพันในครอบครัว ในตระกูล ซึ่งธรรมเนียมจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่เคร่งครัด แต่สำหรับในไทยได้ผ่อนคลายกว่าในจีนมาก แม้จะยังคงอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญู การตอบแทนความรักและความผูกพัน แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ปรับให้สอดคล้องกับฐานะ ภาวะธุรกิจ และเศรษฐกิจในแต่ละปี

โดยสรุป “ตรุษจีนแบบจีนสยาม (Sino-Thai Chinese New Year)” ในสังคมไทยปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่“ประเพณีนำเข้า” แต่เป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของคนจีนกับสังคมไทย กว่า 200–300 ปี แล้วนั่นเองดังนั้น ตรุษจีนในประเทศไทย ยังคงมีแนวโน้มไม่จางหายไป แต่จะเปลี่ยนสถานะจากวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ไปเป็นวัฒนธรรมร่วมของสังคมไทยภาพประกอบ
01 – คำบรรยายจากในภาพ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จสงขลา ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ ๒๔๓๓) ประทับฉายรูปหมู่ หน้าศาลเจ้าหลักเมืองสงขลา กับพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณสงขลา) พระอนันตสมบัติ (เอม) และกรมการเมืองสงขลา
คณะที่ตามเสด็จ : สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ กรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ พระองค์เจ้าไชยยันตมงคล พระยาชลยุทธโยธิน พระยาเทเวศ

02 – ศาลพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาคนที่ ๔ช ในสายตระกูล ณ สงขลา โดยศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ในศาลหลักเมือง จังหวัดสงขลา ในปัจจุบั03 – เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) “ขุนนาง ๕ แผ่นดิน” อดีตเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ยังได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา เมื่อพ้นภารกิจทางการเมืองแล้ว ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและประธานองคมนตรีในรัชกาลที่ ๙ สำหรับในด้านฐานพลังเศรษฐกิจ โดยเมื่อ ปี พ.ศ. 2489 ได้เป็นผู้ก่อตั้ง และประธานคนแรก ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทย ที่ก่อตั้ง และบริหารงานโดยคนไทย และยังคงดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
04 – 05 บรรยากาศวันตรุษจีน
06 – อั่งเปา หรือซองแดง
โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์
