สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษเตรียมจัดประกวด มิสแกรนด์ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 ดึงสาวงามร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชายแดน

***เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 68 ที่ คิงส์ วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ จำกัด ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ศรีสะเกษ ภายการการถือลิขสิทธิ์ของบริษัท พรอมต์ชนม์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จากบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อม นายนพวิทย์ สุระศรีพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารคิงส์วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ และบริษัทในเครือคิงส์วัสดุ นำสาวงามผู้เข้าร่วมประกวด และอดิตมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ ร่วมแถลงเตรียมจัดการประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 เพื่อค้นหาตัวแทนของจังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี 2026 เพียง 1 คน จากตัวแทนมิสแกรนด์ทั้ง 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าร่วมการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026 ในช่วงเดือน มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ พร้อมเปิดตัวผู้สนับสนุนการประกวดอย่างเป็นทางการ

***นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร เปิดเผยว่า การประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ในครั้งนี้จะนำสาว
งามมิสแกรนด์ของแต่ละอำเภอ ไปเป็นกระบอกเสียงสื่อกลางในการขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด
ศรีสะเกษในด้านต่างๆ อาทิ ของดีศรีสะเกษ, สถานที่ท่องเที่ยวในศรีสะเกษ และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกองประกวดจะมีการนำผู้ประกวดลงพื้นที่ชายแดน เพื่อไปสัมผัสกับชายบ้านตามแนวชายแดน ให้ได้รู้ถึงปัญหาชายแดนในพื้นที่จริง และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการประกวดจะได้เข้าร่วมกับกิจกรรมต่างๆกับทางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจะได้ช่วยโปรโมทกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆของจังหวัดศรีสะเกษ อีกด้วย

***ทั้งนี้ มิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 นอกจากมงกุฎเพชร และรางวัลต่างๆที่จะได้รับแล้ว ทาง บริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด จะเข้ามาช่วยผลักดันให้น้องๆได้เป็นนักร้อง นักแสดง ในเครือบริษัท ไทบ้าน อีกด้วย เพื่อจะเข้ามาช่วยขับเครื่อง ส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ อีกทางหนึ่ง โดยปีนี้นอกจากความสวย ความสามารถเฉพาะตัวของผู้สมัครแล้ว ทางกองประกวดจะมีการให้น้องได้มีประสบการด้านโซเชียล ได้ไลน์สดขายของออนไลน์ เพื่อน้องจะได้มีอาชีพต่อ มีช่องทาง มีรายได้ หลังจบการประกวด


***เบื้องต้นสาวงามที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวด และเข้าไปดูรายละเอียนได้ที่ https://forms.gle/fBRwDub2QZrvztgc9 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งจะเริ่มมีการเก็บตัวผู้ประกวดในวันที่ 23-27 ธันวาคม 2568 ส่วนการประกวดจะมี 2 วัน คือในวันที่ 26 ธ.ค. 68 จะประกวดรอบ Preliminary Competition (รอบพรีลิม) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และวันที่ 27 ธ.ค. 68 จะเป็นการประกวดรอบ Final Competition (รอบตัดสิน) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. ซึ่งสามารถชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง youtube : Grand TV ได้ในวันและเวลาดังกล่าว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย

เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และ สภ.โพนพิสัย

ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคง

ในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป
ภาพ/ข่าว : วัชรา – พรพิพัฒน์ ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง.รถส่งออกกระทบรายได้ประชาชนราษฎรตำบลห้วยผา ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจ.แม่ฮ่องสอน

ร้องรถส่งออกกระทบรายได้ประชาชราษฎรตำบลห้วยผา อ.#เมืองแม่ฮ่องสอน จ.#แม่ฮ่องสอน #ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิงวอนขอให้ราษฎรในพื้นที่มีรายได้จากการขับรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดน ส่งออกไปยังช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้งเหมือนเดิม เนื่องจากราษฎรขาดรายได้และการใช้รถสไลด์และรถจอขนรถขึ้นไป ทำถนนเสียหาย ก่ออุบัติเหตุได้ง่าย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. นายสุพัฒน์ กันทะสี ตัวแทนราษฎรตำบลห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่อง การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งรถยนต์ ส่งออกชายแดนร้องแห้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อราษฎรและก่อความเสียหายต่อผิวถนนและรวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ตามที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง นำรถยนต์ เก่าส่งออกไปยังประเทศเมียนมาร์ ผ่านช่องทางห้วยผึ้ง ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการบรรทุกบนรถสไลด์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งผ่านหมู่บ้านชุมชนไปยังจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนร้องแห้งนั้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขนส่งรถดังกล่าว

  1. รถที่วิ่งรับจ้างขนส่ง ขับขี่ด้วยความเร็วสูงในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน ทำให้เกิดการชนทับสัตว์เลี้ยง (สุนัข,ไก่ ฯ)ของชาวบ้านเป็นประจำ จากการเร่งรีบทำรอบของรถบรรทุก
  2. ถนนในช่วงบ้านห้วยผึ้งถึงบ้านห้วยทรายขาว เป็นถนนกว้างเพียง 4 เมตร ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถที่จะวิ่งสวนทางกันได้ ต้องหลบลงไหล่ทาง ทำให้เหยียบท่อประปาภูเขาของหมู่บ้านเสียหาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่มารับผิดชอบ ชาวบ้านต้องทำการซ่อมแซมเอง และยังทำให้ไหล่ทางเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  3. รถบรรทุกมีความสูง เกี่ยวสายไฟฟ้า สายระบบสื่อสารของชาวบ้านเสียหายจากการบรรทุกที่สูงเกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งในพื้นที่ได้มีนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนในตัวเมือง ทุกๆวัน จึงมีความเสี่ยงต่อบุตรหลานเขาวชนในพื้นที่ ที่อาจเกิดอุบัติเหตุเพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็วและมีขนาดใหญ่ในทุกๆปีห้วงวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชุมชนจะร่วมกันพัฒนารักษาความสะอาดตัดหญ้าตามแนวถนนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมากลับไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆจากการประกอบการชายแดนนี้เลย

จากมาตรการ ในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านต่อชุมชนในพื้นที่แต่อย่างใด ยังได้สร้างผลกระทบทั้งมลภาวะฝุ่น เสียง และความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้านของชุมชน เสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ข้าพเจ้าผู้มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือนี้จึงขอความอนุเคราะห์มายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทบทวนมาตรการในการขนส่งสินค้า การส่งออกของจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง ที่พี่น้องราษฎรได้รับผลกระทบในครั้งนี้ด้วย

ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการจะ ขนรถเพื่อส่งออกไปช่องทางจุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง เวลาประมาณ 05.00 น. ของทุกวัน เพื่อจะเอาเที่ยวให้มาก สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก ถ้าบางวันรถที่มาจากเชียงใหม่ ตี 3 ตี 4 ขับขึ้นไปเสียงดังมาก ตอนขาลงมาก็ขับไวทำเวลาอีกแล้วประจวบเหมาะกับรถนักเรียนที่เรียนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน.จะรับไปส่งด้วยเด็กบางคนก็นำมอเตอร์ไซค์ไปเองเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

นายสุชาติ งามประพฤติ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตอนแรกก็กระทบเหมือนกันแต่ว่ากระทบน้อยหน่อย คือมีการกระจายให้คนในชุมชนรับจ้างขับรถเที่ยวละ 500 บาท ขับรถส่งออกขึ้นช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่มาภายหลังได้มีการนำรถส่งออกบรรทุกบนรถสไลด์ หรือรถจอ บรรทุกขึ้นไปแทน เนื่องจากถนนแคบ ทำให้บางที่ก็ทรุด ปูนแตก เหยียบท่อประปา มันกระทบหนักกว่าเดิม ที่สำคัญชาวบ้านไม่มีรายได้แล้ว เขาให้รายละ 500 บาท ต่อ 1 เที่ยว ทำให้ชาวบ้านมีรายได้พอใช้จ่ายบ้าง แต่ช่วงหลังตามระเบียบของจราจร เขาให้บรรทุกบนรถสไลด์แทนการขับขึ้นไปเอง ข้อเสียคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถสวนทางกันได้เนื่องจากถนนแคบ เวลารถน้ำหนักเกินทำให้ ถนนเสียหาย อยากให้มีปัญหาน้อยที่สุดด้วยการให้ชาวบ้านขับรถขึ้นไปเหมือนเดิม//

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เตรียมแผนลดอุบัติเหตุปี 2569/ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ครั้งที่ 3/2568 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) จากห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีคณะกรรมการศปถ.จังหวัดชุมพรเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมเกาะลังกาจิว ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชุมพร

การประชุมครั้งนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ พร้อมรับทราบการจัดกิจกรรมรณรงค์ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims)” และการเตรียมจัดกิจกรรม “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ในวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสูญเสียและความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาร่างแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและวันหยุดสำคัญ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานในจังหวัดและระดับประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565–2567

นายเธียรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมกันสร้างถนนปลอดภัย “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เพื่อให้ชุมพรเป็นเมืองแห่งความปลอดภัยในการเดินทางอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ดื่มสุราก่อนและขณะขับรถ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขี่จักรยานยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อนั่งรถยนต์ ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับขี่ และตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

ครูศรียาภัยถ่ายทอดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระพันปีหลวง ด้วยปลายดินสอแห่งความจงรักภักดี
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-8923514 ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านปลายดินสอ

สร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คู่กับ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และการครองชีวิตคู่ที่ควรเป็นแบบอย่างของพสกนิกรชาวไทย
นายประสิทธิ์ เพ็ชรจร ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย อำเภอเมืองชุมพร เปิดเผยว่า ตนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์พระบรมสาทิสลักษณ์ทั้งสองพระองค์ มาจากความประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ทั้งสองทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งหนใด สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงติดตามไปด้วยเสมอ แสดงถึงความรัก ความเสียสละ และความผูกพันอันลึกซึ้ง เป็นชีวิตคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทยทุกคน

ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ของครูประสิทธิ์เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด แสงธรรมแห่งศรัทธา” ประพันธ์และเรียบเรียงโดย “พลอยพันแสง” ซึ่งเคยวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และได้รับคัดเลือกจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มหลายครั้งครูประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดทั้งสองใช้เทคนิคดินสอผสมคาร์บอนและชาโคล เพื่อให้เกิดความนุ่มนวลและละเอียดอ่อน สื่อถึงพระเมตตาและอิริยาบถอันสง่างามของทั้งสองพระองค์ ภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานศิลปะ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีและแรงบันดาลใจทางจิตใจของศิลปิน

นอกจากนี้ ในฐานะครูผู้สอนศิลปะ ครูประสิทธิ์ยังปลูกฝังความจงรักภักดีในหมู่เยาวชน โดยมอบหมายให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “โครงการแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เช่น งานด้านหัตถกรรม ศิลปาชีพ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย โดยมีศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทรงริเริ่มไว้

“ภาพการครองชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนคนไทย นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพ่อของแผ่นดินแล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่ทรงงานเพื่อประชาชนเสมอมา พวกเราควรน้อมนำแนวพระราชดำริและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต” ครูประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน
ธนากร โกศลเมธีรายงสย 0818923514 31 ทีมประชันฝีพายกลางคลองบางแหวน เสียงเชียร์กึกก้อง – ต่อยอดงานลอยกระทงสร้างสีสันชุมชน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่บ้านบางแหวน หมู่ที่ 4 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายวิทยา สุวรรณ์สิทธิ์ นายอำเภอปะทิว เป็นประธานเปิดการแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพาย ภายใต้โครงการ “กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน”

โดยมีนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร ทีมงานพลังชุมพร นายทรงสิทธิ์ พุ่มศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง นายสุนทร ธรรมเนียม ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอปะทิว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน และนักกีฬาร่วมงานอย่างคึกคัก

นายสิทธิพร บัวบาน ผู้ใหญ่บ้านบางแหวน ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน กล่าวว่า โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวนต้านภัยยาเสพติด ประจำปี 2568 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านสำนักงาน ป.ป.ส. เมื่อปี 2546 เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน

สำนักงาน ป.ป.ส. ได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกันใช้พลังสามัคคีในการขจัดภัยยาเสพติดให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความปรองดอง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ บ้านบางแหวนได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเภท 6 ฝีพาย มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 31 ลำ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 5 พฤศจิกายน ยังจะมีการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ บ้านบางแหวน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

“อัครา” เปิดสาขาพรรคกล้าธรรม ว่าที่ผู้สมัครครบทั่ง 3 เขต ชูนโยบายพัฒนาชุมพร ใจถึงพึ่งได้ ทำไม่มีวันหยุด
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร

เพื่อเป็นประธานเปิดสาขาตัวแทนพรรคกล้าธรรม ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีนายบุญสิงห์ วรินรักษ์ รองหัวหน้าพรรค และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร ผู้อำนวยการพรรค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางมาด้วย
ภายในงาน มีประชาชนชาวชุมพรให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคกล้าธรรม จังหวัดชุมพร ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสุรชัย แดงละอุ่น เขต 1, นายสมมิตร ทองเหลือ เขต 2 และ ดร.ชลทิพย์ สุวรรณการ เขต 3

นายอัครา กล่าวระหว่างพบปะประชาชนว่า “วันนี้พรรคกล้าธรรมตั้งใจมาเปิดพื้นที่ทำงานการเมืองในชุมพร เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และจะนำความต้องการเหล่านี้ไปกำหนดเป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศ เรามีความผูกพันกับชุมพรดี เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เข้าใจวิถีชีวิตและปัญหาของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี”รัฐมนตรีฯ ยังกล่าวถึงนโยบายสำคัญของพรรคว่า จะมุ่งพัฒนาคนและอาชีพภายใต้ 4 กระทรวงที่พรรคกำกับดูแล โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสังคม พร้อมดึงศักยภาพของจังหวัดชุมพรที่อุดมสมบูรณ์

ไปต่อยอดด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงท่าเรือ 2 ฝั่งชุมพร–ระนอง เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคง “เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตทั่วประเทศ และหวังจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวชุมพร ช่วยกันสนับสนุนพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้จังหวัดของเรา” นายอัครากล่าว

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักธุรกิจท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ต่างกล่าวว่ารู้สึกดีที่จังหวัดชุมพรได้รับความสนใจจากภาครัฐและพรรคการเมือง ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืน
ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนยังมองว่า การที่มีการเปิดสาขาพรรคการเมืองในจังหวัด จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนโยบายและมีส่วนร่วมในการพัฒนา

บ้านเกิดมากขึ้น พร้อมฝากความหวังให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดชุมพร เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางพัฒนาในสาขาพรรคกล้าธรรม สี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชุมพรให้น่าอยู่และเติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

จากกรณี นายเสนอ เกิดแก้วหรือหนึ่ง อายุ 62 ปี ชาว อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนยางพารา พร้อมด้วย ลูกชาย และลูกเขย รวม 7 คน เดินทางออกจากบ้านพักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค.68 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมถวายอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ครอบครัว นายเสนอ แก้วเกิด เดินทางเข้าพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมดได้หยุดพักผ่อนหลับนอนที่ วัดรักดีคีรีวัน ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตรอยต่อ อ.ทับสะแก

โดยนายเสนอ แก้วเกิด กล่าวว่าตนและครอบครัว ออกเดินทางเป็นวันที่ 11 แล้ว ระยะทางกว่า 280 กม. ซึ่งการเดินไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งต้องเดินกี่กิโลเมตร มืดไหนนอนนั้น เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ซึ่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดีครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคนในครอบครัว และไม่มีอุปสรรคใดๆระยะเวลา

การเดินทางมีเพียงบางช่วงที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดเดิน คาดว่าจะเดินเท้าผ่านจังหวัดประจวบได้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน ซึ่งนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากจังหวัดประจวบตั้งแต่ อ.บางสะพานน้อยจนถึง อ.หัวหินมีระยะทางกว่า 220 ก.ม.ที่ผ่านมา การเดินเท้าครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจของคนในครอบครัว และพสกนิกรที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ แม่ของแผ่นดิน อย่างใกล้ชิดที่สุด

จากนั้นนายเสนอได้เดินทางออกจากร้านข้าวแกง อาหารเช้าของวันนี้ ไปตามริมถนนเพชรเกษมขาขึ้นกรุงเทพโดยมีนายสิทธิชัย ทองสุวรรณ อายุ 27 ปี ลูกเขย ถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เดินนำหน้าขบวน มีอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยค่ำวันนี้น่าจะพักที่คลองวาฬ เขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีชาวบ้านที่เห็นคณะเดินก็จะมอบของ น้ำ ของกิน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินครั้งนี้

ชาวบ้านกรูดจัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

เมื่อค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ที่บริเวณคลองวังพลูสถานที่จัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางเทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ร่วมจัดพิธีถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายวิฑูรย์ พุกจันทร์ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)

นายวิชาญ แก้วจีน ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านกรูด นายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัดเทศบาล พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี

จากนั้น นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อม ผู้นำชุมชน ได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตตำบลธงชัย จำนวน 7 โรงเรียน

จากรายได้หลังจากการจัดกิจกรรม “บ้านกรูดรันเดอร์แลนด์” BANKRUT RUNDERLAND 2025 ครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ โรงเรียนธงชัยวิทยา โรงเรียนวัดดอนยาง โรงเรียนวัดธงชัยธรรมจักร โรงเรียนวัดถ้ำคีรีวงศ์ โรงเรียนบ้านหนองระแวง โรงเรียนบ้านหนองมงคล และโรงเรียนบ้านดอนสำราญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบ้านไฟไหม้ จากกองทุนพระตำหนักเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ เขาธงชัย จำนวน 4 ครอบครัว จากนั้นได้ร่วมกันลอยกระทงประจำปี ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกสุชาติ ปล่อยแถว สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวรับไฮซีซัน พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน/พัทยาเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

มีรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยใช้พื้นที่ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา(บาลีฮาย)ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันปล่อยแถว

ทั้งนี้ ในนามจังหวัดชลบุรี โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ และนายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 2 พันเอกประเสริฐ ใจกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร เมืองพัทยาและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด

ในส่วนของเมืองพัทยาถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่ร่วมมือกันดูแลนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถือได้ว่าไฮซีซั่นนี้เป็นการแสดงการเพิ่มศักยภาพเรื่องมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มระบบในสายตานานาชาติด้วย เพราะมีชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยื

วันที่ 5 พ.ย.68 มีตัวแทนหลากหลายภาคส่วนในเขตพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ที่โรงละครอัลคาซ่าร์ พัทยา จ.ชลบุรีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า

การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งสพคัญในการสร้างเม็ดเงินเจ่าสสู่ประเทศ สิ่งสำคัญคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการสร้างเมืองท่องเที่ยวสีเขียวในนามตัวแทนภาครัฐอยากขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวเพื่อ

ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักตามที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมอย่างที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

หาดพัทยาขอความร่วมมือไม่ลอยกระทงลงทะเล คนแห่ขอขมาพระแม่คงคาคึกคักสวนสาธารณะหนองปรือ

ค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ในค่ำคืนวันลอยกระทง ประจำปี 2568 มีรายงานบรรยากาศเทศกาลขมาพระแม่คงคาในปีนี้ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวและประชาชนพาบุตรหลานและคนในครอบครัวเข้าร่วมด้วยบรรยากาศที่คึกครื้น

ทั้งนี้ เมืองพัทยาได้ขอความร่วมมือให้งดการลอยกระทงประจำปีนี้ลงทะเลเพื่อรักษาสภาพแวเล้อม ไม่สร้างมลพิษทางน้ำ โดยมีการจัดสถานที่หลักบริเวณสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ และมีการเตรียมจุดให้ลอยกระทงแทนจากที่ผ่านมาจะเปิดให้ลอยกระทงลงทะเล ซึ่งสร้างขยะเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเปลี่ยนหมุดหมายจากชายหาดพัทยาเป็นสถานที่อื่นใกล้เคียงแทน ทำให้บรรยากาศงานลอยกระทง ประจำปี 2568 ของเทศบาลเมืองหนองปรือดูมีสีสันขึ้นอย่างถนัดตา โดยในงานได้รับเกียรติจากนายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และคณะ ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

พัทยาวางกรอบร่วมเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (The 33rd SEA Games 2025) ในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมี สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 จังหวัดเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เมืองพัทยาในฐานะหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาชั้นนำจาก 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และ ประเทศไทย โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสนามแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบการต้อนรับให้ครบวงจร มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพเมืองพัทยาสู่การเป็น “Sports City” หรือ เมืองกีฬาแห่งภูมิภาคอาเซียน

สำหรับสนามแข่งขันในพื้นที่เมืองพัทยา ที่จะใช้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประกอบด้วย กีฬาแฮนด์บอล แข่งขันระหว่างวันที่ 9 – 19 ธันวาคม 2568 ที่อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก (พัทยา), กีฬาเจ็ตสกี แข่งขันระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาปัญจกีฬา (Modern Pentathlon) แข่งขันระหว่างวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวินด์เซิร์ฟ แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 18 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไอซ์ทะลักรับลอยกระทง!! นรข.บึงกาฬ แถลงสกัดยึดยาไอซ์กว่า 137 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 137 ล้าน

ที่ สถานีเรือบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการตรวจยยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 137 ห่อ ห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 137 ล้านบาท

ซึ่งดำเนินการตรวจยึดโดยสถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนององคาย ตามนโยบายของ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ที่เน้นย้ำให้หน่วยในบังคับบัญชาปฏิบัติตามภารกิจที่กองทัพเรือมอบหมายคือ การ

ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธธรรมในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบก ในการรักษาความมั่นคงและป้องกันประเทศ

น.ท.จักรกฤษ วังกรานต์ หน.สน.เรือบึงกาฬ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.30 น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชา จากนั้นผู้บังคับบัญชาก็สั่งการทันทีให้เร่งวางแผน และประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและจับกุม

จึงได้ออกวางกำลังและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนกระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.50 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณด้านใต้ป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือกีบเพลายาวลักษณะต้องสงสัยแล่นมาจากกลางลำแม่น้ำโขงแล่นตรงเข้ามายังป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ต.โคกก่อง อ.เมืองบึงกาฬ และแล่นทวนน้ำโขงขึ้นไปด้านเหนือน้ำ เมื่อเห็นดังนั้นชุดซุ่มฯ จึงได้ออกจากจดซุ่มและเคลื่อนตัวติดตามเรือต้องสงสัยลำดังกล่าวไป

เมื่อเรือลำดังกล่าวแล่นมาถึงด้านใต้ บ.ห้วยดอกไม้ กลุ่มบุคคคลต้องสงสัยที่นั่งมากับเรือจำนวน 2 คน ได้ช่วยกันทิ้งกระสอบต้องสงสัยลงจากเรือกองไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเห็นดังนั้น ชุดชุ่มฯ จึงได้ส่งสัญญาณตะโกนให้หยุด และแสดงตัวเป็น จนท.นรข.เพื่อขอทำการตรวจสอบ แต่ชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน ได้ผลักหัวเรือออกจากฝั่งและขับออกไปกลางลำแม่น้ำโขงทันที จากนั้น จนท.ได้เข้าทำการ

ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองกองกระจัดกระจายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จำนวน 7 กระสอบ เมื่อทำการเปิดตรวจสอบพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ทั้ง 7 กระสอบ รวมจำนวน 137 ห่อ จึงได้ทำบันทึกตรวจยึด และจะนำของกลางส่ง สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//ยึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภาคอีสาน/บึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนชาวบึงกาฬ จัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เวลา 08.39 น. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมเพรียงกันบริเวณสนามฟุตบอล โรงเรียนบึงกาฬ ต่อมาเวลา 09.00 น. ประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณจัดกิจกรรม และเวลา 09.02 น. ประธานในพิธีประจำจุดเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ และกล่าวถวายความอาลัย

ภายในงาน คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบึงกาฬได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยการแปรอักษรเป็นพระนามาภิไธยย่อ “ส.ก.” และคำว่า “บึงกาฬ” สื่อถึงความรัก ความภาคภูมิใจ และความสามัคคีของชาวบึงกาฬที่มีต่อพระมหากษัตริย์

จากนั้น ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ กล่าวปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” และถวายความเคารพตามแบบพระราชนิยม

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมบันทึกภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพ เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย – ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว และหน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง สืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง พิธีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ประจำปี 2568

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. ที่บริเวณสระน้ำวิหารหลวงปู่กิ่ม อรรถโกวิทวุฒิคุณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าคุณแจ้ “พระวชิรคณาทร” เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อม พระอาจารย์มหาเสน่ห์ และพระอาจารย์เดช แห่งวัดบางพลีใหญ่กลาง พายเรือรับบิณฑบาตทางน้ำ

เนื่องในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง วัดบางพลีใหญ่กลาง ประจำปี 2568 โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นางเจียม รุ่งเรือง ประธาน อสม.ตำบลบางพลีใหญ่ นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี นายธีรพัชญ์ ศรีนาเครือธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง

ตลอดจน คณะไวยาวักจร คณะกรรมการวัด ทีมแพทย์ พยาบาล จากศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่ ช้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี อุบาสก อุบาสิกา และคณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง และประชาชนชาวตำบลบางพลีใหญ่ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์

สำหรับ ประเพณีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ณ วิหารหลวงปู่กิ่มวัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเจ้าคุณแจ้ ได้ร่วมกับ อบต.บางพลีใหญ่ คณะพระภิกษุสงฆ์ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดบางพลีใหญ่ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวชุมชนและคนในท้องถิ่น

มีความเชื่อในอดีตว่าเป็นการทำบุญขอขมาพระแม่คงคา โดยกำหนดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าของวันลอยกระทง ส่วนช่วงเย็นจะมีพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี ร่วมสนับสนุนกระทงเพื่อการศึกษา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

วัดบางพลีใหญ่กลาง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” ในวาระปัณรสมวาร 15 วัน แห่งการสวรรคต

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่โบสถ์วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระ(ปัณรสมวาร) 15 วัน แห่งการสวรรคต

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี “เจ้าคุณแจ้” พระวชิรคณาทร เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะพระสงฆ์ 10 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประกอบพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์สดับปกรณ์ กรวดน้ำ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
ภายในพิธีมีหัวหน้าส่วนราชการ

หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ องค์กรเอกชน โรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง สถาบันการศึกษา และพสกนิกรชาวอำเภอบางพลีหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดง

ความอาลัยด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายพระราชกุศลในวาระปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 จนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ


เดียว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจ ฝ่ายปกครองโคกสำโรง ลพบุรี ร่วมพิธีปล่อยแถวมาตราการดูแลความปลอดภัย และกวาดล้างอาชญากรรมวันลอยกระทง ปี 2568

วันพุธ ที่ 5 พ.ย. 2568 เวลา 17.30 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร (สวป.) สภ.โคกสำโรง สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง โรงพยาบาลโคกสำโรง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ และอาสาสมัคร พร้อมข้าราชการตำรวจ ร่วมออกตรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยงานวันลอยกระทง ประจำปี 2568

โดยพิธีปล่อยแถววันนี้เน่นย้ำกำลังพล จนท.ทุกนายเพิ่มความเข็มงวดกวดขัน ระเบียบวินัยจารจร ระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานความมั่นคงทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีคึกคัก

สำหรับการระดมกวาดล้างครั้งนี้ มุ่งเน้นป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งคดีอาญาทั่วไป ยาเสพติด อาวุธปืน การพนัน การแข่งรถในทางสาธารณะ รวมถึงการลักลอบจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟ และโคมลอย

พร้อมจัดกำลังเข้มดูแลพื้นที่จัดงานลอยกระทงทุกแห่งของอำเภอโคกสำโรง “ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเพื่อให้อำเภอโคกสำโรง เป็นอำเภอปลอดภัยในทุกเทศกาล”

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีลอยกระทงเมืองชุมแพ ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัยพระแม่ของแผ่นดิน” พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นิทรรศการ ประเพณีลอยกระทงเทศบาลเมืองชุมแพ ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัยพระแม่ของแผ่นดิน” เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 18.45 น.นายเสกสิทธิ์ สัธนะกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมแพ เป็นประธานเปิดงานพิธีประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ในตำนานเล่าว่าเป็นประเพณีที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์โดยเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา

ให้ชีวิตได้เจริญรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกๆปีและเทศบาลเมืองชุมแพได้จัดนิทรรศการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณให้ข้าราชการ ประชาชนลงนาม

เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัย พระแม่ของแผ่นดิน” โดยมีนายสิงหภณ ดีนาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 ขอนแก่น นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ

พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชุมแพ นายเกรียงไกร วิริยะอาชา นายอาทิตย์ ถนอมทุน นางสาวรติมา สิริวรพิทักษ์ รองนายกเทศมนตรี ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาฯ ประชาชนในเขต 38 ชุมชนร่วมงานมากมาย เสร็จพิธีร่วมกันลอยกระทง ณ.หนองน้ำกุดน้ำใส เขตเทศบาลเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ถ้ำพระยานคร” น้ำพระราชหฤทัยพิสูจน์พระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ท่ามกลางเทือกเขาสามร้อยยอดอันเขียวชอุ่ม อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียว นั่นคือ “ถ้ำพระยานคร” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสมบัติทางธรรมชาติที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ประทับพระราชลัญจกรแห่งความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อพสกนิกรและผืนแผ่นดินไทย ภายในถ้ำพระยานครมี “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์”

ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นพระที่นั่งไม้สักทองที่ออกแบบอย่างประณีต สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับธรรมชาติอันงดงามของถ้ำ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระที่นั่งแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2495 และด้วยความสำคัญอันยิ่งใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์จึงได้ใช้รูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์เป็นตราประจำจังหวัด
สองครั้งแห่งพระราชดำเนิน บทพิสูจน์พระราชหฤทัย – ครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2501

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินประพาสถ้ำพระยานครเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสนั้น ทรงพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่ชาวบ้านที่มารับเสด็จ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกร

ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2524 เส้นทางแห่งพระราชปณิธานที่เดินด้วยพระบาท การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นเขาไปยังถ้ำพระยานครด้วยพระองค์เอง เพื่อต้องการสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การเสด็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยือนสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติต้องเริ่มจากการเข้าใจและใส่ใจอย่างจริงจัง การเดินเท้าขึ้นเขา 2 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนเราว่า ธรรมชาติไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่ต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามในการเข้าถึง

ความงามที่แท้จริงไม่ได้มาง่าย ต้องผ่านความเหนื่อยยาก แต่สิ่งที่ได้รับคือความประทับใจที่คงอยู่ตลอดไป การทำงานเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การนั่งสั่งการจากที่สูง แต่คือการลงมือทำด้วยตนเองแม้จะยากลำบาก ถ้ำพระยานคร และเขาสามร้อยยอดเป็นมากกว่าแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียวที่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงสืบสานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 นั่นคือการอนุรักษ์ธรรมชาติ การดูแลผืนป่า และการใส่พระทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

บริเวณเขาสามร้อยยอดที่ถ้ำพระยานครตั้งอยู่ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้ที่สมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด การอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้จึงสอดคล้องกับพระราชปณิธานในการรักษาสมดุลของธรรมชาติเพื่อลูกหลานของไทยในอนาคต วันนี้ หากทุกท่านมีโอกาสเยือนถ้ำพระยานคร และได้เดินตามรอยพระบาทบนเส้นทาง 2 กิโลเมตรที่ทรงเคยเสด็จ ท่านจะไม่ได้แค่ชื่นชมความงามของธรรมชาติระหว่างทาง หินงอก หินย้อย หรือความศักดิ์สิทธิ์ของพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เท่านั้น แต่ควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานสีเขียวที่ทรงปลูกฝังไว้ในดินแดนแห่งนี้ เส้นทางที่ชันและเหนื่อยยากนั้น กลายเป็นบทเรียนว่า “ทุกสิ่งที่มีค่าต้องแลกมาด้วยความตั้งใจและความพยายาม”

“ถ้ำพระยานคร” ไม่ใช่แค่ถ้ำ  แต่เป็นห้องเรียนแห่งธรรมชาติที่สอนเราถึงความหมายของพระราชปณิธานสีเขียว การดูแลธรรมชาติด้วยหัวใจ เดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น และยึดมั่นด้วยความรักที่มีต่อแผ่นดิน สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ การมีอยู่ของระบบนิเวศเฉพาะถิ่นภายในถ้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของเขาสามร้อยยอด นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นบางชนิด ที่ไม่สามารถพบได้ที่อื่นในโลกนี้ เช่น จิ้งจกนิ้วยาวสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Bent-toed Gecko)

สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมถ้ำได้อย่างสมบูรณ์ และ ตุ๊กกายสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Skink) สัตว์เลื้อยคลานอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนกระบวนการวิวัฒนาการที่โดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ การค้นพบสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่เน้นย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าอนุรักษ์ระดับสากล หากพื้นที่ถูกทำลาย สัตว์เหล่านี้ก็จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงเป็น “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”

จึงขอเชิญชวนท่านร่วมเดินตามรอยพระบาท ขึ้นไปยังถ้ำพระยานคร ด้วยความเคารพและตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต. นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ททท.น่าน จับมือพันธมิตร จัดงาน “Amazing Nan Marathon 2025”ชวนวิ่งรับลมหนาวกลางข่วงเมืองน่าน ดึงนักท่องเที่ยวสุขภาพร่วมกว่า 4,000 คน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568เวลา 17.30 น. ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ โรงแรมดิ อิมเพรส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน — จังหวัดน่านจัดการประชุม “ขับเคลื่อนเมืองน่านสู่การเป็น

สมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน” โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมประกาศเจตนารมณ์ “น่านเมืองสร้างสรรค์” อย่างเป็นทางการ

ในการนี้ มี ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน คณะทำงานขับเคลื่อนน่านเมืองสร้างสรรค์ สื่อมวลชน และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางพัฒนาจังหวัดน่านในมิติของหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ในวันนี้ (31 ตุลาคม 2568) จังหวัดน่านได้รับการคัดเลือกให้เป็น สมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN)

ในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดในการยกระดับคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีโลก ทั้งนี้ จังหวัดน่านได้กำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ไว้ว่า“Living Crafts and Folk Art for Sustainability”หรือ “สืบสานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585)

ภายใต้วิสัยทัศน์ “น่านเมืองสร้างสรรค์และเมืองอัจฉริยะ เชื่อมโยงอนุภูมิภาคสู่สากล ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ยั่งยืน”
การได้รับการรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการต่อยอดอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน ทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นบ้าน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ “น่านเมืองสร้างสรรค์” เป็นเมืองแห่งคุณค่าที่ยั่งยืนต่อไป/ ข่าว/ พ.อ.พยอม บุญทร/ภาพ/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/ บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ททท.สำนักงานน่าน จับมือพันธมิตร จัดงาน “Amazing Nan Marathon 2025”ชวนวิ่งรับลมหนาวกลางข่วงเมืองน่าน ดึงนักท่องเที่ยวสุขภาพร่วมกว่า 4,000 คน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน ร่วมกับบริษัท รูทแมพ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน จัดกิจกรรม “Amazing Nan Marathon 2025” ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว

ภายในงานมีการแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะทาง ได้แก่ Marathon 42 กิโลเมตรHalf Marathon 21 กิโลเมตรMini Marathon 10 กิโลเมตรFun Run 5 กิโลเมตรโดยมีนักวิ่งและผู้ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 4,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและคึกคักใจกลางเมืองน่าน

กิจกรรมได้รับเกียรติจาก นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชนร่วมในพิธี อาทิ เทศบาลเมืองน่าน, สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) น่าน, การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน (กกท.น่าน) รวมถึงพันธมิตรจากภาคเอกชนในพื้นที่

การจัดงาน “Amazing Nan Marathon 2025” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ของจังหวัดน่านในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ “น่าน เมืองสร้างสรรค์แห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านของ UNESCO” ซึ่งจังหวัดน่าน น่าน…ก้าวสู่ “เมืองสร้างสรรค์แห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน” ของ UNESCOจังหวัดน่านยังได้รับข่าวดีระดับนานาชาติ เมื่อ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศผลการคัดเลือกสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขา หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art)

การนำเสนอของจังหวัดน่านโดดเด่นด้วยแนวคิด “ปราชญ์ท้องถิ่น – ชุมชน – ธรรมชาติ” (Artisans – Community – Nature) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองเก่าที่มีชีวิต (Living Old City) ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ไม่เพียงถูกอนุรักษ์ไว้ แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

น่านมีความโดดเด่นทั้งด้าน ผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์, งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยน, งานจักสานและงานไม้แกะสลักหัวเรือแข่งพญานาค, รวมถึง มรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก และ จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” อันเป็นที่รู้จักในระดับโลก ตลอดจนหัตถกรรมร่วมสมัยอย่าง ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI) ซึ่งเป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างกลมกลืน

การได้รับการรับรองจากยูเนสโกในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดน่าน ในการยืนยันศักยภาพของเมืองเล็กที่มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและความยั่งยืน ต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และชุมชนอย่างมีคุณภาพ การจัดงาน “Amazing Nan Marathon 2025” ในครั้งนี้ จึงนับเป็นกิจกรรมที่สะท้อนภาพลักษณ์ของ “น่าน” ได้อย่างสมบูรณ์ — เมืองแห่งสุขภาพ ศิลปะ และวัฒนธรรม ที่เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสเสน่ห์ของ “เมืองสร้างสรรค์” ท่ามกลางธรรมชาติและรอยยิ้มของผู้คนเมืองน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปัตตานี.- ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฎิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา14.30 น.ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 พลตรีณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วยคณะฯเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฏิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 ซึ่งการนี้ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ และการปฏิบัติงานของหน่วยในห้วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ฝ่ายอำนวยการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามแผน ยุทธศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพบก

ได้มีการให้คำแนะนำแก่หน่วยปฏิบัติในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเข้าใจในเจตนารมณ์ของแผนยุทธการอย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถนำไป ปรับ ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบ

ซึ่งการให้คำแนะนำดังกล่าวครอบคลุมถึงแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจด้านการข่าว การรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติทางยุทธวิธี และการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์และสร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทุกคนได้ทุ่มเท เสียสละ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในโอกาสนี้ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติงานของหน่วย พร้อมเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างมีวินัย ยึดหลักกฎหมาย ควบคู่กับการใช้ความเข้าใจและความอ่อนโยนต่อประชาชน เพื่อสร้างความไว้วางใจและนำพาพื้นที่ไปสู่ “สันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อม

ทั้งพบปะพูดคุยกับกำลังพลอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วย เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายในการปฎิบัติภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่หน่วยฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่/การสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกนายของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 ปฏิบัติงานด้วยความอดทน เสียสละ และยึดมั่นในหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและสงบสุข

ทั้งนี้ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีให้ความสำคัญสูงสุดในด้านความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานและความปลอดภัยภายในฐานและรอบ ๆ ฐานปฏิบัติงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของทุกหน่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และยุทโธปกรณ์ ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงได้เน้นย้ำ
กับกำลังพลถึงการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุม ทั้งการจัดเวรยามตรวจการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันฐาน เช่น กล้องวงจรปิด ระบบไฟส่องสว่าง และจุดตรวจรอบฐานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับกำลังพลทุกนาย ให้ตระหนักถึงการมีระเบียบวินัย การเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติรอบตัว และการรายงานเหตุการณ์อย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเหตุร้าย แต่ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงในพื้นที่ และสะท้อนถึงความพร้อม ความเข้มแข็ง และความเสียสละของผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่มุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขของประชาชน

ตอริก สหสันติวรกุล
ผู้สื่อข่าว TOPNEWS / ปัตตานี

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ระดมจิตอาสาพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ 4 อำเภอของปัตตานี ต่างมาตรวจตราสภาพพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่นี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 2 พย.68 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 จัดกิจกรรม “จิตอาสาฯ พัฒนาสถานศึกษา” โดยบูรณาการความร่วมมือกับบุคลากรทางการศึกษาและอาสาสมัครจิตอาสาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาปรับปรุงทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสายบุรี อำเภอกะพ้อ อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่สะอาดถูกสุขลักษณะและปลอดภัยสำหรับนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน

ในการดำเนินกิจกรรม เจ้าหน้าที่ทหารพราน บุคลากรทางการศึกษา และอาสาสมัครจิตอาสาได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างทั่วถึง ทั้งบริเวณห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ อาคารเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน ห้องน้ำ รวมถึงพื้นที่โดยรอบ พร้อมดำเนินการขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคบนพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษามีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกำลังพลกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชน รวมถึงปลูกจิตสำนึกด้านการอนามัยและความรับผิดชอบส่วนรวมให้เกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกฝ่าย อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน และ เป็นส่วนหนึ่งของ

ภารกิจในการสร้างความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างความปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้การเปิดภาคเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น นักเรียนสามารถมาโรงเรียนด้วยความมั่นใจและมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องต่อไป

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หมู่บ้านพฤกษา 15 เปิดงานลอยกระทงเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ชาวหมู่บ้านพฤกษา 15 พร้อมใจแต่งชุดดำ ร่วมพิธีถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง” ก่อนเปิดงานลอยกระทงประจำปี บรรยากาศเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและอบอุ่นจากพลังชุมชน
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ลานเอนกประสงค์หมู่บ้านพฤกษา 15 ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ นายอำนวย บุญริ้ว

นายกเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทงประจำปีหมู่บ้านพฤกษา 15 โดยมีนายวิชา นาป้อม ประธานนิติบุคคลหมู่บ้านพฤกษา 15 นางสาวกัญญดากร เรืองฤทธิ์ รองประธานนิติบุคคลฯ พร้อมด้วยสมาชิกเทศบาล คณะกรรมการหมู่บ้าน ฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่กว่า 200 คน

เข้าร่วมในพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวภายในงานมีการจัดพิธีถวายความอาลัยอย่างสงบและสมเกียรติ ผู้เข้าร่วมงานพร้อมใจกันสวมชุดดำหรือชุดสุภาพเรียบร้อย ยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ก่อนเข้าสู่กิจกรรมเปิดงานลอยกระทงประจำปีขณะที่บรรยากาศบริเวณริมทะเลสาบของหมู่บ้านเป็นไปด้วยความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้ากว่า 300 ร้านในชุมชนนำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในพื้นที่ โดยหลายร้านเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยเป็นไปอย่างคึกคัก

สำหรับหมู่บ้านพฤกษา 15 ถือเป็นพื้นที่ที่มีการจัดงานลอยกระทงอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปกติจะมีการประกวด “หนูน้อยนพมาศ” และ “นางสาวนพมาศ” เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทย แต่ในปีนี้ได้ปรับรูปแบบงานให้เรียบง่ายขึ้น งดการประกวดและกิจกรรมอื่นๆ

เพื่อถวายความอาลัยต่อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” พร้อมคงไว้ซึ่งการออกร้านแสดงสินค้าและกิจกรรมชุมชน เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงขับเคลื่อนไปได้

งานลอยกระทงหมู่บ้านพฤกษา 15 ปีนี้จึงเปี่ยมด้วยทั้งความสงบ เรียบง่าย และอบอวลด้วยความจงรักภักดีของประชาชนที่พร้อมใจกันสืบสานประเพณีไทย ควบคู่กับการแสดงออกถึงความภักดี


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สระบุรี เจ้าภาพจัดงานพบปะสังสรรค์ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. เริ่มลงทะเบียนเข้าสู่งาน “งานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ณ ตลาดพูลทรัพย์ รังสิต-ปทุมธานี ตำบล บ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี โดยมี นายประสิทธิ์ กิจบุญเลิศ (ประธานรุ่น)
นายธวัชชัย ศรีกิติกุลชัย ประธานร่วมการจัดงานและเจ้าของตลาดพูลทรัพย์

เจ้าของสถานที่นายสำราญ เปสลาพันธ์ รองประธานฯ
นายมงคล โชติอำไพกรณ์ เลขานุการจัดงานฯ
นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ ผู้ประสานการจัดงานภาคกลางศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง รวมทั้งเพื่อนๆศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกท่านร่วมงานฯ

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นของกลุ่มเพื่อนภาคกลาง ลพบุรี-สระบุรี จัดเพื่อให้พวกพ้องน้องพี่ทุกจังหวัด “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ได้มาร่วมพบปะสังสรรค์ทุกปี เพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีพร้อมใจในหมู่คณะ ร่วมแสดงออกถึง การถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

และเป็นการจัดงานพบปะสังสรรค์ พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบเรียบง่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประชาชนชาวไทยอยู่ในช่วงของความโศกเศร้าอาลัย และเป็นการถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

หลังจากที่ทุกคน ศิษย์เก่าคนเล้าบ้านโป่ง ได้เรียนจบออกไปแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายหาที่เรียนต่อในสถานที่ใหม่ และหลายคนก็แยกไปประกอบอาชีพการงานของตัวเอง ก็จะได้นัดกันมาพบเป็นประจำของทุกๆปี แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีอยู่ในใจเหมือนนั้นคือ “ความกตัญญูรู้คุณของอาจารย์ รู้คุณแผ่นดินไทย และประกอบอาชีพโดยสุจริต” จะยึดอยู่ในใจของศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกคน

ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง เป็นกลุ่มที่ รวมตัวกันอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เคยกินเคยนอน ฝึกเรียนเขียนอ่าน ร่วมกันมาในห้องเดียวกัน คุณครูเล้า จะเริ่มสอน ตั้งแต่ ชั้นต่ำสุด และต่อถึงชั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการสอนแบบโฮมรูม ผู้ที่เรียนในชั้นนั้น วิชานั้นต้องตั้งใจเรียน ตำราเรียน

เป็นแบบโบราณสัมผัส 3 พยางค์ กึ่งๆคำกลอนสอนให้ กตัญญูรู้คุณคน และวิชาวิทยาศาสตร์ กำเนิดโลก วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และได้สอนถึงชาติพันธุ์มนุษย์มี 5 ผิวสี การเริ่มทอผ้าไหมในสมัยพระเจ้าหวงตี้ การปกครองช่วงสงครามสามก๊กอย่างละเอียด สอนเลขแบบ “ดีดลูกคิด” สอนถึงระดับสูงสุด เทียบเท่า ม.6 ตำราเรียน แบบโบราณ

การจัดงานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งครั้งนี้ เพื่อความรักสมัครสมาน ความสามัคคี ในหมู่คณะ “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” โดยจะมีการจัดขึ้นทุกๆปี ในปีหน้าทางเพื่อนกรุงเทพมหานครฯ จะเป็นเจ้าภาพจัด ถือว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นเก่ารุ่นแรกๆ ที่ยังเหลืออยู่ ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้เห็นเป็นแบบอย่างต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ / ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการคนละลูก มอบเกียรติบัตรแสดงความยินดี ชมรมทูบีนัมเบอร์วัน จังหวัดพังงา ประจำปี พ.ศ.2567

โดยนายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอตะกั่วป่า (ที่ 7 ซ้ายมือ)ประธานพิธีเปิดมอบรางวัล วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ.ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงาชมรมทูบีนัมเบอร์วัน จังหวัดพังงา ได้ส่งชมรมทูบีนัมเบอร์วัน เข้าประกวดชมรมทูบีนัมเบอร์วันระดับประเทศ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ณ.อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร มีชมรมทูบีนัมเบอร์วัน จากจังหวัดพังงา ได้รับรางวัล 11 ชมรม ดังนี้1.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันอำเภอตะกั่วป่า 2.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันชุมชนตลาดใหญ่

  1. ชมรมทูบีนัมเบอร์วันชุมชนเสนานุชรังสรรค4.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนเทศบาลบ้านย่านยาว
  2. ชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนสตรีพังงา6.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนทุ่งโพธิ์วิทยา
  3. .ชมรมทูบีนัมเบอร์วันชุมชนบ้านย่านยาว
  1. ชมรมทูบีนัมเบอร์วันวิทยาลัยเทคนิคพังงา9.ชุมชนทูบีนัมเบอร์วันบริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด(มหาชน)10.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนพังงา11.ชมรมทูบีนัมเบอร์วันเรือนจำจังหวัดพังงา12.นางสาววงเดือน โกยดุลย์ บุคลากรผู้ปฎิบัติงานดีเด่นโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ปี 2567 ในโอกาสนี้ ศุภชัย ตัณฑสมบูรณ์ ประธานโครงการคนละลูก กล่าว รู้สึก มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่โครงการคนละลูกได้มีโอกาสร่วมแสดงความยินดี ในครั้งนี้ และขอขอบคุณ THAI PRINTING CENTER บริษัท กีล่าสปอร์ต จำกัด Allgether Design ร้านบ้านปกไหม ที่สนับสนุนโครงการคนละลูกมาโดยตลอด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ฝนถล่มสมุทรปราการคืนที่ 2 ถนนแพรกษาจมบาดาลซ้ำ หนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ถูกคลื่นรถบัสซัดล้มจมน้ำ – ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ตรวจระบบระบายน้ำ

จากกรณี ฝนตกต่อเนื่องในคืนที่ 2 ของจังหวัดสมุทรปราการ ( วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ) ซึ่งตกหนักเบาสลับกันไปมากันหลายชั่วโมง ทำให้มีน้ำท่วมขังพื้นผิวการจราจร บน ถนนแพรกษา ช่วงตั้งแต่ปากซอยแพรกษา 1 ไปจนถึง ซอยแพรกษา 8 ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร โดยน้ำท่วมขังทั้ง 3 ช่องการจราจร ระดับน้ำสูงเสมอฟุตบาท ทั้งขาไปและขากลับ

ทำให้รถจักรยานยนต์ และ รถยนต์ สัญจรผ่านได้ลำบาก และมี รถเสียกลางน้ำหลายคันส่วน บริเวณแยกศรีเทพา ซึ่งเป็นจุดตัดของ ถนนเทพารักษ์ และ ถนนศรีนครินทร์ นั้น มีปริมาณน้ำท่วมขัง 10-15 เซนติเมตร น้ำท่วมรอบแยก โดยที่ ถนนศรีนครินทร์ ตั้งแต่ แยกศรีเทพา

ไปจนถึง แยกการไฟฟ้า มีปริมาณน้ำท่วมขังเสมอฟุตบาท รถจักรยานยนต์และรถเก๋งผ่านได้ลำบาก ส่วน ถนนเทพารักษ์ ตั้งแต่ แยกศรีเทพา ไปจนถึง แยกเทพารักษ์ มีน้ำท่วมขังเป็นช่วง ๆ ตลอดสาย น้ำเสมอฟุตบาท ( คลิปแนวตั้งจาก ธน 19-170 บลข.ปากน้ำ ) ในไลน์กลุ่มบรรเทาสาธาณะภัย ด้านแยกปู่เจ้าสมิงพราย

ซึ่งเป็นจุดตัดของถนนสุขุมวิท กับ ถนนปู่เจ้าสมิงพรายนั้น มีน้ำท่วมรอบแยก ปริมาณเสมอฟุตบาท ซึ่งทางด้านเทศบาลที่รับผิดชอบในพื้นที่เร่งสูบน้ำที่ท่วมพื้นผิวการจราจรออกอย่างเร่งด่วนเพื่อเร่งคืนพื้นผิวการจราจรโดยเร็ว แต่ในพื้นที่ขณะนี้ ( 22.00 ) วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568

ก็ยังมีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย ส่วนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ขี่ผ่านน้ำท่วมจนเกิดอุบัติเหตุคลื่นน้ำซัดจนพลิกคว่ำ ( เสื้อดำ ) เล่าว่า ตนเองขี่รถมาตามปกติซึ่งขณะที่กำลังขี่ฝ่าน้ำท่วมนั้น มีรถบัสได้ขับผ่านมาทำให้คลื่นน้ำนั้นซัดจนรถจักรยานยนต์ของตนเองล้มไปกับน้ำท่วม แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมาย ด้าน ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ตนเองแต่มือของเขาชูอยู่เหนือน้ำ

โดยที่คลื่นน้ำจากรถบัสซัดรถจักรยานยนต์ของเขาจนลอย ตัวของเขาจมน้ำตนเองก็เลยช่วยกันขึ้นมาซึ่งตรงที่เขาจมนั้นน้ำลึกด้วย โดยทั้งวันนี้ ทางด้าน นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ

ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี ซึ่งมีน้ำข่วงขังพื้นผิวการจราจร ถนนเทพรัตน์ ช่องคู่ขนาน หลายจุด และ ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ เดินทางตรวจสอบประตูระบายน้ำคลองบางปิ้ง

ขอบคุณภาพน้ำท่วมถนนศีนครินทร์ : ธน 19-170 บลข.ปากน้ำ
ขอบคุณภาพผู้ว่าลงพื้นที่ตรวดน้ำท่วมขังบางนาตราด : FB : สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว สมุทรปราการ ขอบคุณภาพผู้ว่า และ รองนายก อบจ. ลงพื้นที่ตรวดประตู้น้ำบางปิ้ง : FB : Torsak Asvahem

เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /วงการบันเทิงเศร้า เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตวัย 76 ปี

บิณฑ์ ไม่ทิ้งอดีตพระเอกดาวพระศุกร์จัดพิธีวาระสุดท้ายส่งร่าง พล พลาพร
จากกรณีที่ทางด้าน คุณ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เคยออกมาโพสต์เรื่องเศร้าของคนในวงการบันเทิง เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตลงในบ้านสุขสุดท้าย ด้วย วัย 76 ปี

สาเหตุจากการติดเชื้อในต่อมลูกหมาก โดยเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.40 น. บ้าน สุขสุดท้าย ที่ทางคุณบิณฑ์ ได้รับคุณ พล พาลาพร ไปดูแลอย่างดีเรื่อยมากระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยทางด้าน คุณบิณฑ์ ได้นำร่างมาประกอบพิธีทางศาสนา ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่คืนวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ทางคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมคณะ และ พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่สนิทและคุ้นเคยกับทางคุณ พล พลาพร

ได้ร่วมกันจัดพิธี ฌาปนกิจ ให้กับร่างของคุณ พล ณ เมรุ วัดบางพลีใหญ่กลาง โดยการจัดงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย ซึ่งมีบุตรสาวทั้งสองคนเดนิทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ด้าน คุณ บิณฑ์ ระบุว่า สำหรับ คุณ พล พลลาพร หลังจากล้มป่วยเป็นอัมพาตมาได้ระยะและต้องอยู่ในบ้านพักคนเดียวโดยไม่มีใครดูแลเมื่อห้าปีที่ผ่านมา หลังจากที่ตนเองทราบข่าวก็เดินทางไปรับมาดูแลในบ้านสุขสุดท้ายอย่างดีจนแกมีความสุขดี

ทุกครั้งที่ตนเองไปที่บ้านสุขสุดท้าย แกจะคอยจับมือบีบมือตนเองจนแน่นเพื่อแสดงออกให้รู้ว่าเขายังแข็งแรงและมีรอยยิ้มมีความสุขอยู่ในบ้านสุขสุดท้าย กระทั่งมาถึงวาระสุดท้ายของแก ซึ่งตนเองก็เสียใจที่สูญเสียแกไป และเมื่อแก

จากไปก็จึงทำหน้าที่ดูแลจนวาระสุดท้าย ให้ดีที่สุด หากบอกพี่พลให้รับรู้ได้ตนเองก็อยากบอกแกไม่ต้องห่วงอะไรอีก โดยเฉพาะลูกๆสองคนก็เดนิทางมาร่วมงานและมาหาแกแล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางลูกๆจะนำอัฐิแกไปลอยอังคารด้วยตัวเอง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก.

วันที่ 3 พ.ย.68 เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24)

โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กิโลกรัม

ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2

ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด

ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ นครราชสีมา/แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568

ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

กองทัพภาคที่2

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ

พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

กองทัพภาคที่2 เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/คนบึงกาฬรักสุขภาพร่วมกิจกรรม “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ เมืองไทยไร้สโตรค” คึกคัก

บึงกาฬ – วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. ที่บริเวณถนนข้าวเม่าริมโขง เทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ เมืองไทยไร้สโตรค” ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ใน 7 สนามทั่วจังหวัดบึงกาฬ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ หมั่นออกกำลังกาย ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งข้าราชการ พ่อค้า นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยผู้ร่วมกิจกรรมสามารถเลือกได้ตามความถนัด ทั้งการเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน ระยะทาง 5 กิโลเมตร เส้นทางรอบแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

สำหรับจังหวัดบึงกาฬได้จัดกิจกรรมพร้อมกันใน 7 สนาม ได้แก่สนามอำเภอเมืองบึงกาฬ ถนนข้าวเม่าริมโขงสนามอำเภอโซ่พิสัย ถนนหน้าที่ว่าการอำเภอโซ่พิสัยสนามอำเภอเซกา หน้าที่ว่าการอำเภอเซกาสนามอำเภอพรเจริญและอำเภอศรีวิไล บริเวณวัดภูทอก บ้านนาคำแคนสนามอำเภอบึงโขงหลง ที่ว่าการอำเภอบึงโขงหลงสนามอำเภอปากคาด

ลานพญานาคริมโขง เทศบาลตำบลปากคาดสนามอำเภอบุ่งคล้า สะพานแขวนกิ้งก่าภูวัว ริมโขงบุ่งคล้าโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน–วิ่ง–ปั่น ป้องกันอัมพาต” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เมืองไทยไร้สโตรค” มุ่งสร้างสังคมสุขภาพดี ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายมติชน ชูทับทิม รองนายก.อบจฉะเชิงเทรา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ปี 2568 ณ.วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.50 น. ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานถวายผ้าพระกฐิน

พระราชทาน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย ส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธี โดยมี พระราชวชิรประชานาถ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา(ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

เพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสาธารณะประโยชน์ กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราช

บริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร โดยปัจจุบันกรมการศาสนาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย โดยวันนี้ ยอดรวมทั้งสิ้น 2,525,568 บาท เพื่อถวายให้กับวัดสมานรัตนาราม ต่อไป ฉะเชิงเทรา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ทำดี 100 วัน” ลุยใต้! วันที่ 6 จัดเลี้ยงข้าวหมกไก่-มอบถุงยังชีพ ตอกย้ำพลังหนุนจาก ‘ผบช.ภ.9-เลขาฯ ศอ.บต.’

ความคืบหน้าโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ของแผ่นดิน” โดยการนำของ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (JSD-South) ที่เข้าสู่วันที่ 6 ของการดำเนินงานอย่างเข้มข้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมฯ เปิดเผยถึงการดำเนินกิจกรรมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือและการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพื้นที่ ได้แก่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมหลักในแต่ละวันของโครงการ “ทำดี 100 วัน” เน้นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม โดยวันนี้ ( 31 ต.ค. 68 ) ทางสมาคมสื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดเลี้ยง “ข้าวหมกไก่” และ มอบถุงยังชีพ ให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะขยายมิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า การช่วยเหลือไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมอบอาหารและถุงยังชีพเท่านั้น แต่ยังมีการดำเนินการในมิติอื่น ๆ ตลอด 6 วันนี้ ได้ดำเนินการ มอบอิฐ สำหรับสร้างและซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้ยากไร้ มอบสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็น ให้กับผู้ป่วยติดเตียง เลี้ยงอาหาร และ มอบข้าวสารอาหารแห้ง โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ วันละ 100 ชุด จำนวน 100 วัน การร่วมกัน พัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในชุมชน นอกจากกิจกรรมภาคสนามแล้ว โครงการยังได้ขยายผลสู่ภาคการศึกษา โดยมีเป้าหมาย โรงเรียนกว่า 100 สถาบัน เข้าร่วมการประกวดกิจกรรม “ทำดี 100 วันเพื่อแม่ของแผ่นดิน”

นักเรียนจากทั้ง 100 สถาบันนี้ จะเข้าร่วมการประกวด เรียงความ เพื่อชิงรางวัลจากผู้ใหญ่ใจดี โดยสมาคมสื่อมวลชนฯ ได้กำหนดจัด พิธีมอบรางวัลดังกล่าวในวันนักข่าว ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2568 นี้ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมทำความดีในโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสร้างสรรค์สังคมชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน

นางสาวรอกาฮา กามา ครูจากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะมิติของการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดงออกผ่านการประกวดเรียงความ “การที่สมาคมสื่อมวลชนฯ เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วม”ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผ่านการเรียงความนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ขอชื่นชมสมาคมสื่อมวลชนฯ ที่เชิญชวนโรงเรียนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนชนบทที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง อย่างโรงเรียนของตน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่ได้ให้นักเรียนร่วม ‘ทำดี 100 วัน’ เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ แล้วยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับโอกาสได้แสดงออกอีกด้วย”

นางสาวรอกาฮา ยังกล่าวขอบคุณไปยังภาคีเครือข่ายและผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่เล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนต่อกิจกรรมครั้งนี้อย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อการพัฒนาเยาวชนและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามในพื้นที่ชายแดนใต้ โครงการ “ทำดี 100 วัน” ที่ดำเนินงานต่อเนื่องและขยายผลไปสู่ภาคการศึกษาเช่นนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้เปราะบาง แต่ยังช่วยส่งเสริมศักยภาพและความสามัคคีในชุมชนไปพร้อมกัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 จับกุมชาวจีน 18 คน เมียนมา 2 คน ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “จีนหลอกจีน” เช่าบ้านหรู พื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

30 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5, บก.ตม.5, ตม.จว.เชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นำกำลังเข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 161/11 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตามหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ค.602/2568 ลง 29 ต.ค.68 เนื่องจากสืบทราบข้อมูลว่า บ้านหลังดังกล่าว มีกลุ่มชาวจีนอาศัยอยู่ และมีลักษณะต้องสงสัยกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (แก๊งคอลเซ็นเตอร์)

ผลการตรวจค้นพบ

  • ชาวต่างชาติสัญชาติจีน จำนวน 18 ราย (ชาย 14, หญิง 4)
  • ชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 2 ราย

ตรวจยึดอุปกรณ์

  • คอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือ จำนวน 80 เครื่อง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดแอบอ้างเป็นคอลเซ็นเตอร์ (จีนหลอกจีน) อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุ (SMS) หลอกลวงว่ามีพัสดุตกค้าง หรือ เจ้าหน้าที่ประกัน เพื่อโทรสอบถามเอาข้อมูล แอบอ้างยกเลิกกรมธรรม์ เมื่อเหยื่อหลงกลจะเข้าใจผิดว่าเหยื่อจะได้รับเงินประกันคืน จากนั้นจะมีการสนทนากับเหยื่อเพื่อหลอกลวงให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน(เงิน) ของเหยื่อ โดยจะทำการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้กล่าวว่าตำรวจภูธรภาค 5 ได้ถือปฏิบัติตามนโยบาย รัฐบาล และ ผบ.ตร. เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้ให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้กำชับเด็ดขาดว่าข้าราชการตำรวจในสังกัดต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย

ไม่มีละเว้น และได้ขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนในการช่วยแจ้งเบาะแสหากพบพฤติกรรมต้องสงสัยของชาวต่างชาติเช่นพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน – มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า–ออกไม่เป็นเวลา , มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา – มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ และมีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก เป็นต้น โปรดแจ้งสายด่วน 191 และช่องทาง LINE official ของตำรวจภูธรภาค 5 ไอดี @police 5 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง///

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “อร่อยล้ำ GI สมุทรปราการ” 29 ตค.-2 พย. 2568 ที่ศูนย์การค้า มาร์เก็ต วิลเลจ สุวรรณภูมิ

พัฒนาชุมชน สป. จัดงานอร่อยล้ำ GI สมุทรปราการ พัฒนาชุมชนจังหวัดสมุทรปราการ ได้จัดโครงการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัดในทุกมิติ ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐานด้วยแนวทาง BCG Model แบบบูรณาการสู่เศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรม ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน ด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ ด้วยแนวทาง BCG Model แบบครบวงจร จึงได้จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จังหวัดสมุทรปราการภายใต้ชื่อ “อร่อยล้ำ GI สมุทรปราการ” ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม-2พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การค้า มาร์เก็ต วิลเลจ สุวรรณภูมิ

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ ลานกิจกรรม ศูนย์การค้า มาร์เก็ต วิลเลจ สุวรรณภูมิ สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดสมุทรปราการ โดย นางสาวสุขนันทิพย์ ศรีสมวงษ์ พัฒนาการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงาน อร่อยล้ำ GI สมุทรปราการ มีนางสาวอวยพร สงแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน

โดยก่อนเริ่มเข้าสู่พิธีการ ทุกคนที่เข้าร่วมงานต่างยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความเคารพและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้มีการแสดงจินตลีลาประกอบบทเพลงอาลัยพระพันปี โดยคณะหุ่นคนมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ โดยนางสาวสุขนันทิพย์ ศรีสมวงษ์ พัฒนาการจังหวัดสมุทรปราการ

ประธานในพิธี ได้มอบรางวัลกิจกรรมในการประกวดสินค้าเกษตร (GI) ของจังหวัดสมุทรปราการ ภายในงานยังมีการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เอิ้นขวัญ วรัญญา กิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารเมนูใหม่โดยใช้สินค้า GI ของจังหวัดสมุทรปราการโดยเชฟตุ๊กตา “บ้านยี่สาร” ภายในงานยังมีบูธสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จังหวัดสมุทรปราการ กว่า 42 ร้านค้า


จังหวัดสมุทรปราการตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยา และเหนืออ่าวไทย ลักษณะภูมิประเทศ ส่วนใหญ่พื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลางจังหวัด และมีลำคลองมากมาย เกษตรกรมีศักยภาพทั้งด้านการเพาะเลี้ยงและแปรรูปที่เป็นอัตลักษณ์ และสภาพพื้นที่เหมาะแก่การทำการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งน้ำจืด และชายฝั่ง เช่น ปลาสลิด กุ้งก้ามกราม กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาว หอยแครง หอยแมลงภู่ ปลากะพงขาว และ ปูทะเล เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีพืชผลทางเกษตร อาทิ ข้าว มะม่วง มะพร้าว พืชผักสมุนไพร โดยเฉพาะปลาสลิดและมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร โดยการส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยทั้งตลาด ในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ช่วยส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มใน ห่วงโซ่สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอย่างยังยืน

โดยอาศัยจุดเด่นทั้งเอกลักษณ์และความโดดเด่นของสินค้าเกษตรเฉพาะพื้นที่ ผสมสานภูมิมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพ ชื่อเสียงและคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์จังหวัดสมุทรปราการ จึงจัดทำโครงการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าGIก่อให้เกิดรายได้ กับเกษตรกรและท้องถิ่นอย่างแท้จริงต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรณรงค์งดปล่อยโคมลอย พลุ ดอกไม้ไฟ หรือฉายแสงเลเซอร์ขึ้นท้องฟ้า ช่วงเทศกาลลอยกระทง เพื่อความปลอดภัยทางการบิน
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนโดยรอบ งดปล่อยโคมลอย จุดพลุ ลูกโป่ง ดอกไม้ไฟ หรือฉายแสงเลเซอร์ขึ้นท้องฟ้า ในช่วงเทศกาลลอยกระทง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานและความปลอดภัยด้านการบิน ทสภ. ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ประเพณีไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การปล่อยโคมลอย จุดพลุ ลูกโป่ง จุดดอกไม้ไฟ ฉายแสงเลเซอร์ขึ้นท้องฟ้า เป็นกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่ออากาศยาน การปฏิบัติงานของท่าอากาศยาน ตลอดจนอาจส่งผลร้ายแรงต่อชีวิต และทรัพย์สิน ในโอกาสนี้ ทสภ.

จึงขอความร่วมมือหน่วยงานและประชาชนโดยรอบ ทสภ. งดการกระทำดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อการบินในบริเวณพื้นที่โดยรอบสนามบิน หรือหากมีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยโคมลอยหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอในท้องที่ก่อน อย่างไรก็ตาม ทสภ.

ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบินจากการปล่อยโคมลอย การจุดพลุ ลูกโป่ง ดอกไม้ไฟ หรือฉายแสงเลเซอร์ขึ้นท้องฟ้า พร้อมชี้แจงถึงบทลงโทษตามกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นหากมีการกระทำดังกล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ทสภ. จะดำเนินการตรวจสอบทางวิ่งทางขับเพื่อไม่ให้มีวัสดุแปลกปลอมบนทางวิ่งทางขับอันเป็นอันตรายต่ออากาศยาน โดยจะเฝ้าระวังเป็นพิเศษบริเวณแนวขึ้น – ลง ของเครื่องบิน และบริเวณพื้นที่โดยรอบสนามบิน รวมถึงได้มีการประสานกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ดูแลบริหารจัดการการจราจรทางอากาศในการบินเข้า – ออก ทสภ. ในช่วงเวลาดังกล่าวให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดตลอดช่วงเทศกาล
หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายมาตรฐานท่าอากาศยานและอาชีวอนามัย ทสภ. หมายเลขโทรศัพท์ 0 2132 5619


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศสมเด็พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อช่วงเย็น วันที่ (30 ต.ค. 2568) เวลา 17.00 น. ที่วัดอ่างสุวรรณ ( หนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส

(จพง.ปค.ชำนาญการพิเศษ) ปฏิบัติหน้าที่ รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดหนองหอย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายเชาว์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก

พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ทับสะแก สภ.ห้วยยาง ผู้บริหารท้องิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา

ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว สมาชิก อส.อ.ทับสะแก ที่ 6 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

///////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /รถตู้ส่งนักเรียน ภูกระดึง-ชุมแพ มีนักเรียน15 คน บาดเจ็บ1 เสียชีวิต 1 นายอุบัติเหตุในพื้นที่ นาหนองทุ่ม

รถตู้รับส่งนักเรียนจากอำเภอภูกระดึงมุ่งหน้าไปส่งนักเรียนชุมแพศึกษา มีนักเรียนโดยสารและคนขับ15 คน บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และเสียชีวิต 1 นาย(นายจักรพงศ์ ลายวงษ์สุวรรณ นักเรียนชุมแพศึกษา ม.6/3)
อุบัติเหตุในพื้นที่ตำบลนาหนองทุ่ม รถมุ่งหน้าเข้าอำเภอชุมแพ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2568 เวลา 07.36
นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ นายศุภฤกษ์ น้อยสุวรรณ นายอำเภอภูกระดึง พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับสถานีตำรวจ สภ ชุมแพ นายธนวัฒน์ ทัศคร หัวหน้าหมวดทางหลวงโนนหัน รุดดูที่เกิดเหตุ ณ ก ม. 252


พร้อม หน่วยกู้ภัย “เต็กก่า” จีแชเกาะ ชุมแพ ,หน่วยกู้ชีพนาหนองทุ่ม หน่วยกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ กู้ภัยมงกรศรีบุญเรือง หน่วยกู้ภัยภูกระดึง เหตุรถยนต์ชนรถรับส่งนักเรียน มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
บริเวณ กม.252 ตำบลนาหนองทุ่ม


รถรับส่งนักเรียนมุ่งหน้าอำเภอชุมแพ ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อ NISSAN ทะเบียน กพ 9403-ขอนแก่น เฉี่ยวชนรถตู้รับ-ส่ง นักเรียน ยี่ห้อ TOYOTA ทะเบียน ขน 3681-กาฬสินธุ์ มีผู้โดยสารเป็นนักเรียน 15 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ 1 ราย

ผู้บาดเจ็บถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลภูกกระดึง ส่วนผู้เสียชีวิตแพทย์เวรโรงพยาบาลชุมแพและร้อยเวรสภ.ชุมแพชันสูตรที่เกิดเหตุ

วินสื่อรัฐทีวีขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ทำบุญใหญ่ปี 68 จัดทอดกฐินวัดเก่าเมืองมะขาม ได้ยอดกฐิน 310,999 บาท

มีรายงานว่า ครอบครัวแสงแก้ว โดย คุณพ่อทา แก้วแสง คุณแม่พวง แก้วแสง และนางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ได้จัดทำบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 วัดอู่เรือ ซึ่งเป็นศาสนสถานเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ตำบลหนองแจง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

กิจกรรมงานบุญใหญ่ในครั้งนี้ดำเนินการโดยครอบครัวแก้วแสง ทีมงานเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี พัทยา ร่วมกับสาธุชนและนักท่องเที่ยวผู้ใจบุญในเขตเมืองพัทยาร่วมกันทำบุญทอดกฐินดังกล่าวเป็นยอดเงินรวม 310,999 บาท (สามแสนหนึ่งหมื่นเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทถ้วน พร้อมแจกเงินเด็กและผู้สูงอายุที่มาร่วมบุญคนละ 200 บาท ก่อนปล่อยพันธุ์ปลาอีกกว่า 4,000 ตัว

นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เล่าว่า วัดอู่เรือ ตั้งอยู่บ้านอู่เรือ หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแจง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ อบต.หนองแจง เป็นวัดเก่าแก่มาหลายชั่วอายุคน

ในวัดมีศาลา 1 หลัง หอระฆัง 1 หลัง กุฏิ 4 หลัง เมรุ 1 หลัง มีพระสมยศ ตปสีโล เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ปัจจุบันมีพระจำพรรษาทั้งหมด 3 รูป ด้วยทางวัดอยู่ห่างไกลความเจริญและยังต้องการปัจจัยในการทำนุบำรุง ทางคณะจึงได้จัดกิจกรรมทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้ขึ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ที่วัดอู่เรือ ทางคณะได้ไปสักการะศาลพ่อหลักเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ และหลวงพ่อภูทับเบิก จากนั้นจะแวะทำบุญที่วัดผาซ่อนแก้ว วัดชื่อดังของเมืองมะขาม ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย — ตำรวจภูธรบึงกาฬคุมเข้มสร้างความปลอดภัยช่วงเทศกาลลอยกระทงและฮาโลวีน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันฮาโลวีนและวันลอยกระทง พร้อมให้โอวาทแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

โดยมี พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นำข้าราชการตำรวจในสังกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และอาสาสมัคร เข้าร่วมบูรณาการกำลังระดมตรวจตราพื้นที่ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีประชาชนออกมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรมจำนวนมาก เช่น เทศกาลลอยกระทงและวันฮาโลวีน

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตลอดช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนชาวบึงกาฬ “อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย”
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ….การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก…”อลงกรณ์ พลบุตรในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน “แร่หายาก” (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียน สถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

จุดเปลี่ยนของอาเซียน: เมื่อสหรัฐฯรุกกลับ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากจีนประกาศใช้มาตรการใหม่อย่างครอบคลุมเพื่อจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนล่วงหน้า และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมออกข้อจำกัดใหม่ต่อการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญบางประเภท เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเทคโนโลยีของตนเองการลงนามข้อตกลงกับ 4 ชาติอาเซียนในครั้งนี้ คือการปฏิบัติการเชิงรุกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. กระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน
  2. สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตและแปรรูปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน
  3. เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
    โดยเฉพาะอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯในการพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์
  4. จีนรุกก่อน: ความร่วมมือมาเลเซียโรงสกัดแร่หายากแห่งใหม่

ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey 2025 ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างยิ่งของจีนในตลาดแร่หายากโลก โดยจีนควบคุม 71% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และครองส่วนแบ่งสูงถึง 86% ของการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งปัจจุบัน แร่หายากจัดเป็นหมวดแร่ธาตุยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน จนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น หลอดไฟ หน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้ยูโรเปียมเป็นส่วนประกอบ และการขัดกระจกหรือกลั่นน้ำมันที่ใช้ซีเรียมและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงทางยุทธวิธีเช่นขีปนาวุธนำวิถีและระบบอาวุธต่างๆความได้เปรียบของจีนถูกแปลงเป็นอำนาจต่อรองผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก โดยในเดือนกรกฎาคม 2023 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งส่งผลกระทบถึง 94% ของอุปทานโลก

กล่าวได้ว่าจีนคือผู้เล่นที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มสร้างพันธมิตรในอาเซียน
จีนเดินหน้าก่อนหนึ่งก้าวด้วยการลงนามความร่วมมือสำคัญกับมาเลเซีย เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซียมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีกำลังการผลิตสามารถแปรรูปแร่หายากได้ 5,000 ตันต่อปีด้วยเทคโนโลยีนำเข้าจากจีนโดยบริษัท China Nonferrous Metal Mining Groupคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2027โอกาสของอาเซียน: จากการเป็น “ผู้ตาม” สู่ “ผู้เล่นหลัก”อาเซียนไม่เพียงเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจเท่านั้นแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลก
1.มาเลเซียกำลังพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางแร่หายากของภูมิภาค2.เวียดนามมีศักยภาพเป็นฐานผลิตแร่หายากแทนจีน
3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อุดมด้วยทรัพยากรแร่และกำลังแรงงาน4.ไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในโลกสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

ทั้งนี้ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโครงการแร่หายากในประเทศไทย: ศักยภาพและความคืบหน้าเมื่อ“แร่หายาก”กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ประเทศไทยก็มีแร่หายาก และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ6 ของโลกโดยผลิตได้ 13,000 ตันในปี2024เพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้าและมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018ถือเป็นการเติบโตที่ “เร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตแร่หายากโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกและภาคใต้

  1. โครงการในจังหวัดนครราชสีมาโรงงานNeo Magnequenchที่นครราชสีมาผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่ฝBYD (จีน) ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 486 ล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก2.โครงการในจังหวัดกาญจนบุรี
    บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากนอกประเทศจีนรายใหญ่ที่สุด กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
    ทั้งนี้พื้นที่อำเภอทองผาภูมิมีการค้นพบแหล่งแร่โมนาไซต์ (Monazite) ซึ่งมีธาตุหายากกลุ่ม LREE (Light Rare Earth Elements) ที่มีค่าสูง เช่น แลนทานัม (Lanthanum) เซอเรียม (Cerium) และนีโอดิเมียม (Neodymium) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
    จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี คาดว่ามีปริมาณสำรองเบื้องต้นประมาณ 50,000 ตัน โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2028 3.โครงการในจังหวัดภูเก็ตและพังงา
    การสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแร่เซอไรต์ (Xenotime) และเซนอไทต์ (Synchysite) ในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีธาตุหายากกลุ่ม HREE (Heavy Rare Earth Elements) ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) และเออร์เบียม (Erbium)
    โดยบริษัท Thaisarco ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถลุงแร่ดีบุก กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกแร่โคลัมเบต-แทนทาไลท์ (Columbite-Tantalite) ที่มีธาตุหายากปนอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแยกแร่
    4.โครงการวิจัยและพัฒนา
    กรมทรัพยากรธรณีกำลังดำเนินการทำแผนที่แหล่งแร่หายากทั่วประเทศอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ทางธรณีฟิสิกส์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2026
    ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยกระบวนการแยกแร่หายากด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลสารเคมีและลดของเสียจากการผลิต ผลการศึกษาคาดว่าจะเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมแร่หายากถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมความพร้อมได้แก่
1.การพัฒนาบุคลากร
ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปแร่หายาก
3.การจัดการสิ่งแวดล้อม
กระบวนการแปรรูปแร่หายากต้องได้มาตรฐานสากล
4.การรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อนาคตที่ต้องจับตาการแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่ออัพเกรดสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน(Global Supply Chain)แร่หายากของโลก
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนรวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในเกมใหญ่เกมนี้ของเรา.

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

  1. U.S. Geological Survey (2025). Mineral Commodity Summaries: Rare Earths
  2. Reuters (26 ตุลาคม 2025). “U.S. signs trade and critical minerals pacts with four ASEAN nations”
  3. Department of Mineral Resources Thailand (2025). “รายงานการศึกษาศักยภาพแร่หายากในประเทศไทย”
  4. Lynas Rare Earths (2025). “Thailand Project Feasibility Study Report”
  5. Thaisarco (2025). “การศึกษาความเป็นไปได้การแยกแร่หายากจากแร่โคลัมเบต-แทนทาเลต”
  6. King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang (2025). “งานวิจัยกระบวนการแยกแร่หายากอย่างยั่งยืน”
  7. China Nonferrous Metal Mining Group 2025“ข้อมูลโครงการมาเลเซีย”
    หมายเหตุ:
    แร่ธาตุหายาก” (Rare Earths)
    แร่หายากเป็นกลุ่มของโลหะหนัก 17 ชนิด ประกอบด้วยธาตุเคมี ได้แก่ ซีเรียม (cerium), พราเซโอไดเมียม (praseodymium), นีโอไดเมียม (neodymium), โพรมีเทียม (promethium), ซามาเรียม (samarium), ยูโรเปียม (europium), แกโดลิเนียม (gadolinium), เทอร์เบียม (terbium), ดิสโพรเซียม (dysprosium), โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium), ลูทีเทียม (lutetium) และแลนทานัม (lanthanum) ซึ่งเป็นธาตุต้นแบบของกลุ่ม รวมถึงสแกนเดียม (scandium) และอิตเทรียม (yttrium) ทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า “แร่แรร์เอิร์ธ” หรือ “ธาตุหายาก”
    แม้แร่เหล่านี้จะพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ แต่เหตุที่ถูกเรียกว่า “หายาก” มาจากความยากในการสกัดให้ได้ในรูปแบบบริสุทธิ์ โดยมักกระจายตัวปะปนอยู่กับแร่ชนิดอื่นในปริมาณน้อย อีกทั้งกระบวนการสกัดต้องใช้สารเคมีเข้มข้นและก่อให้เกิดของเสียที่เป็นพิษจำนวนมาก จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

10 อันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก ปี 2024
1.จีน 270,000 ผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก ควบคุมตลาดกว่า 70% มีเหมือง Bayan Obo ที่มองโกเลีย
2.สหรัฐอเมริกา 45,000 ผลิตจากเหมือง Mountain Pass (California) ภายใต้บริษัท MP Materials
3.เมียนมา (พม่า) 31,000 แม้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังเป็นแหล่งแร่หนักสำคัญของจีน
4.ออสเตรเลีย 13,000 บ้านของ Lynas Rare Earths เหมือง Mount Weld หนึ่งในแหล่งแร่หายากชั้นนำของโลก
5.ไนจีเรีย 13,000 ดาวรุ่งใหม่ของแอฟริกา เริ่มจับมือฝรั่งเศสพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูป
6.ประเทศไทย 13,000 ผลิตพุ่ง 261% ในปีเดียวมีโรงงาน Neo Magnequench ที่โคราช
7.อินเดีย 2,900 มีทรัพยากรชายฝั่งมากแต่ผลิตน้อย เข้าร่วมโครงการ Minerals Security Partnership (MSP)
8.รัสเซีย 2,600 มีแหล่งสำรองใหญ่แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมืองหลักคือ Tomtor
9.มาดากัสการ์ 2,000 มีศักยภาพสูงแต่ถูกต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม
10.เวียดนาม 300 มีแหล่งแร่ใหญ่ แต่สะดุดเพราะคดีทุจริตในวงการเหมืองปี 2023

‘เสถียรธรรมสถาน’ เชิญชวนผู้ศรัทธา ร่วมส่ง – ปฏิบัติภาวนา เพื่อเป็นอาจาริยบูชา ‘แม่ชีศันสนีย์’


นางสายสัมพันธ์ ปัญญศิริ ประธานมูลนิธิเสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า เสถียรธรรมสถานกำหนดให้มีการเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ อย่างถาวร สู่เสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี โดยเรียกชื่องานนี้ว่า ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ ขอเชิญลูกศิษย์และผู้ศรัทธาแม่ชีศันสนีย์ได้ร่วมส่งท่านผ่าน

การร่วมงานสวดพระอภิธรรม ในวันที่ 28-30 ต.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ และในวันที่ 31 ต.ค. จะจัดเป็นขบวนเคลื่อนกายสังขารของแม่ชีศันสนีย์ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ ในเวลา 04.00 น. โดยคาดว่าจะถึงเสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ ในเวลาประมาณ 09.00 น. และจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมจนถึงวันที่ 2 พ.ย.นั้น


นางสายสัมพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกำหนดการงาน ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ชาตกาล และการเคลื่อนกายสังขารแม่ชีศันสนีย์ จากเสถียรธรรมสถาน สู่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี ดังนี้ วันที่ 28 – 30 ต.ค. ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ การปฏิบัติภาวนาในกิจกรรม Spiritual Trip ตั้งแต่เวลา 10.15น. และสวดพระอภิธรรมตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป

โดยระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. เวลา 17.00 – 18.00 น. จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยวันที่ 28 ต.ค. เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จาก ‘ผู้ได้โอกาส’ สู่ ‘ผู้ให้โอกาส’ โดย พระครูนนทสังฆกิจจาพิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 29 ต.ค. เรื่อง วันนี้ของเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่แม่ปลูก

โดย พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 30 ต.ค. พระธรรมเทศนา เรื่อง ‘หัวใจแม่หัวใจโพธิสัตว์ของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ โดย พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ส่วนวันที่ 31 ต.ค. ครบรอบ 72 ปี

ชาตกาล แม่ชีศันสนีย์ จะมีพิธีเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ สู่หุบเขาโพธิสัตว์ ตั้งแต่เวลา 03.00น. เมื่อถึงหุบเขาดพธิสัตว์ เวลา 14.00-15.30 น. จะมีกิจกรรม Spiritual Talk เวลา 17.00-18.00 น. พระธรรมเทศนา เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กับการให้ธรรม…ให้ทาง

ดูเรื่องนี้

โดย พระครูจารุปริยัติการ เจ้าอาวาสวัดหนองขุ่น จ.อุบลราชธานี จากนั้นวันที่ 1-2 พ.ย. ที่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี จะมีการจัดปฏิบัติภาวนาถวาย แม่ชีศันสนีย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line : @sdsline หรือ โทร. 02-510-6697

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ พระอุโบสถ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คณะพระภิกษุสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย

ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ จุดเทียนธูปหน้าตูพระธรรม และตัวแทนไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช

ชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 10 รูป สวดอภิธรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ อบต.บางพลี ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี และประชาชนชาวอำเภอบางพลี เข้าร่วมพิธี


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แจ้งแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศ และวัดไทยในต่างประเทศ ดำเนินการบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชา พร้อมพระฉายาลักษณ์ หรือพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะภายในพระอุโบสถ

หรือสถานที่ให้สมพระเกียรติ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบกำหนดสัตตมวาร (7 วัน) ปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) ตามกำหนด

พร้อมจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ฟังธรรม และถวายสังฆทาน ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลในวันสำคัญตามกำหนด และให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ ในพิธีดังกล่าว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบ ภาค 5, ศปอส.ภ.5, บก.สส.ภ.5 เปิดปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS”3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา บุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน

โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕ ร่วมกันจับกุม

1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่

2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” พร้อมของกลาง

  1. บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท)
  2. คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด
  3. โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน ​ 2 ​ เครื่อง
  4. กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​ 2,000 กล่อง
    5. เร้าเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​ 1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

​จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น

​จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น

​จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น

​(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป..

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เตือนภัยชาวมุกดาหาร! โจรแสบบุกขโมยพระและของมีค่าภายในร้าน “ลานเพลิน”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัยบุคคลในภาพ” หลังเกิดเหตุคนร้ายเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในร้าน ว่า

“วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ช่วง 06.24 น. มีโจรเข้ามาขโมยของที่ร้านลานเพลิน เส้นตัดใหม่ธนาคาร ธกส ได้ทรัพย์สินไปส่วนนึง รบกวนพี่น้องท่านใดเคยเห็นบุคคลในภาพ รบกวนแจ้งกลับทางผมด้วยนะครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง คนร้ายถอดปลั๊กกล้องที่

เขาสามารถเอื้อมถึงออกทั้งหมด แต่ไม่รู้อีท่าไหนมองไม่เห็นตัวด้านหน้ามัน ปีนขึ้นขโมยพระบนหิ้งไปแล้วก็หลบหนีออกไปทางหน้าร้าน ใครคุ้นๆกับท่าทางการเดิน หรือเคยเห็นคนนี้รบกวนแจ้งด้วยนะครับ จะไปเป็นภัยกับคนอื่น พอดีทางร้านเพิ่งทราบจะเข้าไปแจ้งความช่วงเช้านี้ ขอบคุณครับ”

ทั้งนี้ เหตุเกิดที่ร้าน “ลานเพลิน” บริเวณถนนเส้นตัดใหม่ ใกล้ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขามุกดาหาร คนร้ายซึ่งปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด ได้ก่อเหตุขโมยของภายในร้าน ก่อนถอดปลั๊กกล้องวงจรปิดบางตัวออก แต่ไม่ทันสังเกตว่ามีกล้องอีกมุมหนึ่งบันทึกภาพไว้ได้

จากภาพพบว่าคนร้ายเป็นชาย สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขาสามส่วนสีเข้ม ใส่หน้ากากอนามัย และถือถุงพลาสติกสีเหลือง เดินอยู่บริเวณหน้าร้าน ก่อนจะปีนเข้าไปขโมยพระเครื่องบนหิ้งบูชาและทรัพย์สินอื่น ๆ แล้วหลบหนีออกทางด้านหน้า

เจ้าของร้านระบุว่าเพิ่งตรวจสอบกล้องและพบเหตุ จึงเตรียมเข้าแจ้งความกับตำรวจในช่วงเช้าวันนี้ พร้อมฝากประชาชนช่วยสอดส่อง หากใครเคยเห็นบุคคลในภาพหรือจำลักษณะท่าทางได้ ขอให้แจ้งข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่น

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #เตือนภัย #ขโมยร้านลานเพลิน #มุกดาหาร #โจรขโมยพระ #วงจรปิดจับภาพ #ช่วยกันสอดส่อง #ภัยใกล้ตัว///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กฐินสามัคคี เพื่อสร้างศาลาเอนกประสงค์สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก)/ เทศบาลเมืองชุมพร เชิญชวนร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” นาน 44 วัน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) หมู่ที่ 8 ตำบลวังไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ได้มีการจัดพิธี ทอดกฐินสามัคคี เพื่อสมทบทุนสร้างศาลาเอนกประสงค์ของสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) โดยมีคณะศรัทธาชาวจังหวัดชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

การจัดงานครั้งนี้มี พระสุนทรสุธมฺโม รักษาการเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส ได้แก่ คุณอำไพ ปานคล้าย
รองประธานฝ่ายฆราวาสได้แก่

คุณธรรมนูญ เศวตเวช, คุณอัมพร เศวตเวช, คุณโสภณ อุดมศรี และ คุณนิตยา ขำจิต พร้อมด้วยคณะกรรมการดำเนินงานและอุปถัมภ์ นำโดย คุณอภิวัฒน์ วงศ์สุวัฒน์ และคณะ ร่วมแรงร่วมใจจัดงานอย่างเรียบร้อยงดงาม

ยอดกฐินสามัคคีในปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 349,618 บาท โดยจะนำไปใช้ในการก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ เพื่อให้เป็นสถานที่ใช้ประกอบศาสนกิจและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชนต่อไป บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและร่มเย็น พุทธศาสนิกชนจากหลาย

พื้นที่ต่างนำอาหารคาวหวานมาจัดโรงทาน ทั้งอาหารพื้นบ้าน ขนมไทย และเครื่องดื่มไว้บริการผู้มาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจ ความสามัคคี และพลังแห่งศรัทธาของชาวชุมพรที่ร่วมกันสร้างบุญใหญ่ในครั้งนี้
ธนากร โกศลเมธี
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชุมพร
โทร. 081-892-3514

เทศบาลเมืองชุมพร เชิญชวนร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” นาน 44 วัน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ชุมพร – วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน พ่อค้า และประชาชนชาวจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัด พิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พิธีบำเพ็ญกุศลฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 12 ธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 44 วัน ณ มณฑลพิธีลานเอนกประสงค์ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยเริ่มพิธีทุกวันเวลา 18.00 น.

พร้อมกันนี้ เทศบาลเมืองชุมพรยังขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพ จัดตั้งโรงทานถวายพระราชกุศล เพื่อร่วมสร้างบุญกุศลในวาระสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนี้ด้วย

ผู้สนใจแจ้งความประสงค์ร่วมเป็นเจ้าภาพหรือจัดตั้งโรงทานได้ที่ห้องปฏิบัติงานนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลเมืองชุมพรหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายศรีชัย วีรนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร

ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากภาคประชาชน โดย คุณณัฐวรรณ ฉายะบุตร (คุณนายหน่อย) ประธานคณะกรรมการจริยธรรมจังหวัดชุมพร ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อสมทบทุนการจัดพิธีในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างแห่งความจงรักภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

เร่งรัดตรวจสอบโครงการขุดลอกคลองหลังสวน งบกว่า 6 พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

ผู้สื่อข่าว : ธนากร โกศลเมธี โทร. 081-8923514
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเกาะพิทักษ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชุมพร สภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร ได้จัดการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร ครั้งที่ 1/2569

โดยมี นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร เป็นประธานการประชุม มีสมาชิกจากทุกอำเภอและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาแนวทางการบูรณาการโครงการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร รวม 6 โครงการสำคัญ ได้แก่

โครงการวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร

  1. โครงการพัฒนาคุณภาพทุเรียนชุมพรเพื่อการส่งออกตลาดจีน
  2. โครงการเพิ่มมูลค่าผลไม้ชุมพรด้วยนวัตกรรมแปรรูป
  3. โครงการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียน
  4. โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดและการกระจายผลผลิตทางการเกษตร
  5. โครงการบูรณาการสร้างการรับรู้แผนแม่บทพัฒนาเกษตรกรรม
    พร้อมทั้งมีการหารือร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569
    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าในการประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล สนับสนุนการขุดเจาะบาดาลและระบบท่อส่งน้ำ การขุดหลุมน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ รวมถึงการเร่งรัดสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
    ในช่วงการประชุม นายสุรินทร์ ทองน้อย สมาชิกสภาเกษตรกรอำเภอหลังสวน เขต 1 ได้สอบถามถึงความคืบหน้า โครงการขุดลอกคลองหลังสวน เพื่อผันน้ำออกสู่อ่าวไทย แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ตำบลพ้อแดง และตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ สำนักชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน
    โครงการดังกล่าวมีวงเงินงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวน โดยจะสามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลบ้านควน ตำบลพ้อแดง ตำบลนาพญา และตำบลบางมะพร้าว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 ไร่ และช่วยบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง โดยสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 3.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่กว่า 29,000 ไร่
    นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังกรมชลประทานแล้ว ซึ่งได้รับคำชี้แจงจากสำนักชลประทานที่ 14 ว่าการดำเนินโครงการมีอุปสรรค เนื่องจากมีราษฎรบางส่วนในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลท่ามะพลา ไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่ทำกินบริเวณหัวงานโครงการ ส่งผลให้ยังไม่สามารถเข้าดำเนินการสำรวจปฐพีวิทยาได้ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า สภาเกษตรกรจะเสนอแนวทางให้กรมชลประทานพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางการขุดลอกใหม่ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่กระทบสิทธิ์ของประชาชน และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของชาวอำเภอหลังสวนเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ กฟผ.แถลงข่าว กินข้าว เล่าเรื่อง กับสื่อมวลชน จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณเฮือนภูคา ผ้าน่านบุรี เดินหน้าดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า สร้างพลังงานมั่นใจเพื่อคนไทยทั่วประเทศ กฟผ. เดินหน้าภารกิจดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมเพิ่มพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสมและเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว

นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความสมดุล หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง ในราคาที่เหมาะสม

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ซึ่งรัฐบาลไทยและ สปป.ลาว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าเมื่อปี 2565 จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018 Rev.1) ที่กำหนดให้ประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนร้อยละ 10 ของกำลังผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมาย กฟผ. ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง จำนวน 1,460 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง จำนวน 912 เมกะวัตต์ เพื่อส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการลงทุนระบบส่งและต้นทุนรวมของการรับซื้อไฟฟ้ายังต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าในประเทศ จึงไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ทั้งนี้ การก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคของประเทศจำเป็นต้องดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัย มีความเสถียร และไม่เป็นภาระต่อประชาชนในระยะยาว

ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง กฟผ. กล่าวต่อไปว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่อย่างรอบคอบในการดำเนินโครงการฯ โดยพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่อยู่อาศัยของประชาชนให้มากที่สุด สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ. ได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ส่วน

พื้นที่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งนี้ พื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าธรรมชาติหรืออยู่นอกเขตป่าเสื่อมโทรม กฟผ. ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน เมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้แล้วจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสำรวจและคัดเลือกไม้ตามระเบียบ โดยไม้ทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของหน่วยงานภาครัฐ มิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กฟผ. และ กฟผ. พร้อมดำเนินการปลูกป่าทดแทนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและชดเชยพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ

โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ นอกจากช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังมีแผนดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินกิจกรรม อาทิ โครงการแว่นแก้ว โครงการน่าน Light Up & Smart City

โครงการกล้าดี การมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงการร่วมจัดงานประเพณีท้องถิ่นกับชาวบ้านในชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในชุมชนเจ้าของพื้นที่
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เป็นโครงการพลังงานของประเทศที่จะช่วยให้ภาคเหนือและคนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขทช.มุกดาหาร ตั้งจุดตรวจเข้ม! สกัดรถบรรทุกหนัก-ควันดำ ตรวจเอกสารขนส่ง

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทมุกดาหาร (ขทช.มุกดาหาร)

จัดตั้งจุดตรวจการณ์ขนส่ง บริเวณถนนเลี่ยงเมืองมุกดาหาร–อุบลราชธานี หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทย มุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถที่กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมถึงดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับรถที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

เพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศและลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบรถบรรทุกหนักและรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายต่อพื้นผิวถนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสังเกตพบว่ามีรถบรรทุกจำนวนมากที่แล่นมาจากทางอำเภอนิคมคำสร้อย และเมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองแล้วเห็นว่ามีการตั้งจุดตรวจการณ์ได้พากันยูเทิร์นกลับรถ

ไม่ยอมผ่านเข้าจุดตรวจเลี่ยงมาใช้ถนนเส้นในเพื่อจะแล่นไปทางด่านพรมแดนมุกดาหาร โดยคาดว่าอาจเกรงถูกตรวจสอบเอกสารการขนส่ง หรือพบว่ามีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

มุกดาหาร #ขนส่งมุกดาหาร #ตรวจรถบรรทุกหนัก #ควันดำ #PM25 #จุดตรวจการณ์ขนส่ง #ข่าวมุกดาหาร #บรรทุกเกิน #ตรวจเข้ม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ เขาช่องกระจก ยอดทำบุญทะลุ 2.4 ล้านบาท/พิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี

adminแก้ไขโปรไฟล์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วัดธรรมิการามวรวิหาร (เขาช่องกระจก) อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมีนางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง


สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ มียอดรวมเงินทำบุญทั้งสิ้น 2,498,014.75 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัดและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
วัดธรรมิการามวรวิหาร หรือ “วัดเขาช่องกระจก” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร

ตั้งอยู่เชิงเขาช่องกระจก ถือเป็นวัดสำคัญคู่เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาช่องกระจก ซึ่งเป็นจุดหมายทางศาสนาและการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นับเป็นอีกกิจกรรมที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสืบสานพระพุทธศาสนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป.

ผู้ว่าประจวบฯ นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี


เมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2568 และมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ประจำปี 2567 ณ หอประชุม องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี


ในการนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567 เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล โดยมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมพิธี สำหรับปีนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567

เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล รวมทั้งสิ้น 26 ราย แบ่งเป็น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน 6 ราย อิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 20 ราย พร้อมกันนี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ ได้นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม และตัวแทนผู้ทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมในพิธีด้วย


กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล มาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีส่วนร่วม

ในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับทางราชการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
โอกาสนี้ กรมการปกครอง

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลทุกท่าน ขอให้ทุกท่านได้รักษาคุณงามความดีและเกียรติคุณที่ท่านได้รับครั้งนี้ไว้สืบไป เพื่อจะเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป และขอให้ประสบความสุขความเจริญตลอดไป.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดกิจกรรมโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์เมืองน่านยั่งยืน”27/10/2568 – 77

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิชาคาม 1 ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานเปิดโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 โดยมี นายศิริพงษ์ สุขเสริมศาล หัวหน้าแผนกเสริมสร้างทัศนคติภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าววัตถุประสงค์โครงการฯ และ นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน กล่าวต้อนรับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน

สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเยาวชนกล้าดีจากพื้นที่ต่างๆ โดยก่อนการเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า

โครงการ “กล้าดี” เป็นกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังแนวคิดให้เยาวชนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ กล้าทำความดี และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า

ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ รวมถึงนวัตกรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยในช่วงท้าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสนับสนุนโครงการกล้าดีอย่างต่อเนื่องตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมเชิญชวนให้เยาวชนทุกคนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง” เพื่อร่วมสร้างเมืองน่านให้น่าอยู่และยั่งยืนสืบไป

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดกิจกรรม “Nan Youth Design Camp” หรือค่ายพัฒนาเยาวชนกล้าดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของเยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมออกแบบคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยความร่วมมือระหว่าง จังหวัดน่าน ,

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , มูลนิธิฮักเมืองน่าน , และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจังหวัดน่านได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ราบงาน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง