สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562

วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) โดยส่วนอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับกลุ่มงานกฎหมาย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ณ ห้องประชุมโรงแรมแพร่นครา อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมโรงแรมน่านตรึงใจ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมีนายกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 เป็นประธานการประชุม มีวัตถุประสงค์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และนำความคิดเห็นมาใช้เป็น

แนวทางการในพัฒนาพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันของกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมการประชุมจากหลายภาคส่วน เช่น

ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผู้เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน และสวนรุกขชาติผู้ขออนุญาต หรือผู้ได้รับอนุญาตให้กระทำการในอุทยานแห่งชาติ

วนอุทยาน และสวนรุกขชาติผู้อยู่อาศัยหรือทำกิน ภายใต้โครงการอนุรักษ์ และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖

ผู้ได้รับอนุญาตให้เก็บหาหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถเกิดใหม่ ทดแทนได้ในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอุทยานแห่งชาติตลอดจนประชาชนทั่วไป

หน่วยงานรัฐ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวมทั้งสิ้น 1๕0 คน แบ่งเป็น พื้นที่จังหวัดน่าน 78 คน และพื้นที่จังหวัดแพร่ 72 คน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช.ลงพื้นที่เร่งรัดติดตามคดี อช.แก่งกระจาน บุกจับนายทุนรุกที่ป่า 4,000 ไร่ เสียหายกว่า 100 ล้านบาท DSi เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

จากกรณี นายมงคล ไชยภักดี หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พ.ท.ชยานันท์ เสาตรง ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจยึดไร่มะม่วงของเอกชนรายหนึ่ง ในพื้นที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตที่ราชพัสดุ ร่วมเนื้อประมาณ 4,074–3–29 ไร่ (นส.3 ก.) บริเวณท้องที่หมู่ 1 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ในพื้นที่ใช้ประโยชน์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่ราชพัสดุ (ปข.605) ก่อนคณะเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาต่อ เอกชนและกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทแห่งหนึ่ง และบุคคลที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินปัจจุบัน จำนวน15 ราย ในฐานร่วมกันกระทำความผิดบุกรุกพื้นที่ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 , พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 , พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 , พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 , และ ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันที่ 5 ส.ค.68 นายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค7 นำคณะ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ภาค7 เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช.ประจวบฯ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSi ภาค7 เจ้าหน้าที่ทหาร ค่ายธนะรัชต์ สำนักงานธนารักษ์ ปลัดอำเภอหัวหิน ตร.สภ.หนองพลับ อบต.หนองพลับ สำนักโยธาธิการและผังเมือง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเร่งรัดติดตามคดี บุกจับนายทุนไร่มะม่วงของเอกชนรายหนึ่ง หลังพบมีการบุกรุกขุดดินไปขาย ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตที่ราชพัสดุ

ในพื้นที่ป่า4,000ไร่ บริเวณท้องที่หมู่1ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงสรุปการประชุม โดยไร้วี้แววเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.ประจวบ เข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด จากนั้นคณะเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานจะต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบแปลงที่ดิน4,000ไร่ดังกล่าว แต่ทางบริษัทแจ้งว่าไม่อนุญาติให้เข้ามาตรวจสอบได้จึงต้องเดินทางกลับ ขณะที่ด้าน นายนพพร ปทุมเหง่า ผอ.สบอ.3 สาขาเพชรบุรี หลังได้รับรายงานจากเรื่องนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวน หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป

นายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ปปช.ภาค7 กล่าวว่า เบื้องต้นจากการประชุมหารือกันวันนี้ ได้ข้อสรุป 3 เรื่องได้แก่ 1.เรื่องมาตรการขุดดินต้องมีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ให้มีหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยเดียว ซึ่งเรื่องนี้มีมติ ครม.แล้ว มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการให้มีมาตรการและเสนอ ครม.ต่อไป วันนี้ลงพื้นที่มาติดตามมาตรการดังกล่าวยังไม่มีมาตรการดำเนินการจากกระทรวงมหาดไทย หลังจากนี้จะนำเรียนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะเร่งรัดต่อไป 2.เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ ในที่ดินแปลงดังกล่าวที่มีการกล่าวอ้างว่าโดยมิชอบ ซึ่งหน่วยงานของรัฐในพื้นที่เข้าไปดำเนินคดีแล้ว เชื่อว่าทางทหารและอุทยานได้ทำเรื่องไปถึงกรมที่ดินและธนารักษ์

เพื่อขอให้เพิกถอน นส3ก. ที่เชื่อว่าออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ 3.เรื่องการขุดดินในพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการโดยมิชอบ ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเอกชนรายนี้แล้วที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ดังกล่าว และอยู่ในระหว่างดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน สภ.หนองพลับและ DSI แล้วอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่ อบต.หนองพลับที่มีหน้าที่อนุญาตการขุดดิน และกำกับดูแลต่างๆ ขณะนี้ยังไม่ดำเนินการอะไร ก็จะนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด อบต.หนองพลับ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ได้ข้อสรุปในการประชุมในวันนี้

ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ตรวจสอบพบมีความเสียหายรวมมูลค่ากว่า100 ล้านบาท. ขณะที่เรื่องการตรวจสอบการเก็บภาษี เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่า มีการเก็บภาษีที่ดินครบถ้วนหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ทาง ป.ป.ช จะติดตามเร่งรัดคดีนี้ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว ซึ่งหากเป็นความผิด กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2521 จนถึงปัจจุบันก็ขาดอายุความไปแล้ว

แต่ทางเอกชนไม่สามารถยกเรื่องอายุความมาต่อสู้ได้เพราะเป็นเรื่องทางแพ่งที่สามารถเพิกถอนสิทธิ์ได้ แต่ ป.ป.ช.มีความกังวลว่าคดีทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มาร้องเรียนแล้วก็ขาดอายุความเกือบทุกคดี ส่วนประเด็นที่เร่งรัดด่วนคือ กรณีเจ้าหน้าที่ของ อบต.หนองพลับ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการคาดว่าภายใน1เดือนจะต้องหาข้อสรุปได้
/////////////////
ทีมข่าวเฉพาะกิจ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. นำคณะ NCIA มาเลเซีย เยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางสาวนิโสรยา แวหะยี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับคุณ Wan Rodziana Wan Hassan และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA (Northern Corridor Implementation Authority)

ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลาและสตูล) ระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยและมาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยกับมาเลเซีย โดยมีท่าน Muhamad Danial Atif Bin Nasiren กงสุลมาเลเซีย ณ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ประสานงาน

สำหรับกิจกรรมในวันแรก (3 สิงหาคม 2568) เป็นการนำคณะเดินทางเยือนพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้กล่าวต้อนรับคณะเดินทาง โดยหน่วยงาน NCIA มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ

(NCER : (Northern Corridor Economic Region: NCER) ตามที่มาเลเซียได้ดำเนินนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชาติในการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่พัฒนาอย่างก้าวหน้าเป็นอย่างมากและมีสภาพที่เอื้อต่อการลงทุนมาก มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกลงทุนและจัดตั้งศูนย์ธุรกิจระดับโลกในพื้นที่ NCER ซึ่งแม้ว่ารัฐที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคเหนือของมาเลเซีย จะไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาสของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำเสนอให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส เพื่อเชื่อมโยงไทยกับมาเลเซียในด้านเศรษฐกิจและสังคม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทาง ศอ.บต. ที่ได้จัดกำหนดการให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้มาเยี่ยมชมศักยภาพของพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ที่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในภาคใต้ตอนล่าง มีเส้นทางรถไฟ มีสนามบินนานาชาติซึ่งกำลังขยายให้สามารถรองรับผู้โดยสารและสินค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ จังหวัดนราธิวาสยังมีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งความรู้วิชาการสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดสอนในหลักสูตรองค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อให้เรียนจบมามีงานทำและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งในช่วงเช้า คณะฯได้รับฟังการบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงชายแดนและการขนส่งระหว่างประเทศ แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อำเภอสุไหงโก-ลก

จังหวัดนราธิวาสกับรันเตาปันยัง รัฐกลันตันของมาเลเซีย ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก และความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก – รันเตาปันยัง โดยมีผู้แทนกรมศุลกากร กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูล

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะฯได้เดินทางไปมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษารองรับการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการสอนหลักสูตรสมัยใหม่ อาทิ ช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง ช่างเทคนิคอากาศยาน ช่างเทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า และช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยได้ชมห้องปฏิบัติการไฟฟ้าระบบราง และสถานที่ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอากาศยานอีกด้วย

ต่อจากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานนราธิวาสเพื่อรับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาท่าอากาศยานนราธิวาสสู่การเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับนานาชาติ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางบินระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับเมืองสำคัญของมาเลเซีย โดยเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการคมนาคมขนส่งทางอากาศของไทยกับมาเลเซีย โดยสำนักงาน NCIA ยินดีจะรับเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายในมาเลเซียต่อไป

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการ “ฟุตบอลคลินิกสัญจร” เพื่อจุดประกายฝันและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ทุกอ. สนับสนุน สลากกินแบ่งรัฐบาล และการท่องเที่ยวและกีฬาจ.บึงกาฬ

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเริ่มต้นสร้างพื้นฐานด้านกีฬาฟุตบอลแก่เยาวชนในชุมชน พร้อมเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้มีประสบการณ์จริงในระดับชาติและอาชีพ ซึ่งต่างเป็นบุคคลต้นแบบที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดบึงกาฬ

โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเข้าร่วมของ “เจ้าหมี” รัชชานนท์ ศรีนอก อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นเยาวชน และชุดปรีโอลิมปิก ผู้เคยค้าแข้งกับหลายสโมสรชั้นนำ อาทิ โอสถสภา, สุพรรณบุรี เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี และลำพูน วอริเออร์

อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก ประธาน แม้นศิริ อดีตนักฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทย สโมสร ปตท.ระยอง ซึ่งจะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายความฝันให้กับน้อง ๆ รุ่นใหม่

สำหรับโครงการฟุตบอลคลินิกสัญจร จะลงพื้นที่จัดกิจกรรมในทุกอำเภอของจังหวัดตลอดเดือนสิงหาคมนี้ โดยเปิดรับเยาวชนในท้องถิ่นเข้าร่วมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมศักยภาพทางกีฬาอย่างยั่งยืน

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เรือสำราญมุกดาหารปริ้นเซส” เกยตื้น! หลังน้ำโขงลดฮวบ ทำหัวเรือติดคาบันได

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า สถานการณ์ระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ยังคงผันผวนอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากที่ระดับน้ำ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เพิ่มสูงขึ้นถึง 12.08 เมตร ทำให้เรือสำราญ “มุกดาหารปริ้นเซส” ซึ่งปกติจะจอดเทียบท่าบริเวณโป๊ะหน้าเขื่อนป้องกันตลิ่ง ท่าเทียบเรือท่าข้าม(มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) เทศบาลเมืองมุกดาหาร ถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาติดชิดกับบันไดคอนกรีตของท่าเรือ

แต่ไม่กี่วันต่อมา ระดับน้ำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในวันนี้ (6 ส.ค.) วัดได้ที่ระดับ 11.18 เมตร ส่งผลให้หัวเรือที่เคยลอยน้ำอยู่กลับติดค้างแน่นอยู่บนบันไดของท่าเรือ ไม่สามารถเคลื่อนออกจากจุดเดิมได้ แม้คนขับเรือจะพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์และขยับเรือเป็นเวลานานนับชั่วโมงก็ไม่สำเร็จ

ขณะเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งประเมินแนวทางในการกู้เรือออกจากจุดดังกล่าว โดยอาจใช้วิธีลากจูงหรือวิธีอื่นเข้าดำเนินการ ก่อนที่ระดับน้ำจะลดต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนย้ายยุ่งยากมากขึ้น

เรือติดบันได #มุกดาหาร #เรือเกยตื้น #น้ำโขงลด #เรือมุกดาหารปริ้นเซส #ข่าวท้องถิ่น #เรือสำราญ #ท่าข้ามมุกดาหารสะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #เรือท่องเที่ยว #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวล่าสุด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.อรรถกร” ลงพื้นที่ จ.น่าน ระดมกำลัง เปิดปฏิบัติการเร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมน่าน

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตรงข้ามวัดภูมินทร์ ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยกระทรวงศึกษาธิการ และมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ร่วมกันปฏิบัติการฟื้นฟูความสะอาดในพื้นที่

จังหวัดน่าน ภายใต้โครงการ “คาราวานคืนความสะอาด เก็บกวาดขยะ ล้างถนน” เพื่อร่วมกันเร่งฟื้นฟูและบรรเทาปัญหาหลังอุทกภัย โดยมี นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

     นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยจากพายุ “วิภา” ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและการเกษตรเป็นวงกว้าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน และหน่วยงานในสังกัด จึงร่วมกับจังหวัดน่าน และภาคีเครือข่ายจิตอาสา 

จัดกิจกรรมปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในเบื้องต้น และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการเกษตรให้กลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การขุดลอกและปรับปรุงระบบส่งน้ำที่ตื้นเขินหรือได้รับความเสียหาย การซ่อมแซมอาคารชลประทานที่สำคัญ การให้ความช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบของแรงงาน เครื่องจักรกล และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้กล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ร่วมปฏิบัติงาน และปล่อยคาราวานรถสนับสนุนการทำความสะอาด รวมกว่า 30 คัน รถทุกคันเคลื่อนขบวนออกปฏิบัติการไปยังถนน และชุมชนต่างๆ ในจังหวัดน่าน เพื่อจัดเก็บรวบรวมขยะออกจากพื้นที่ ฉีดน้ำทำความ

สะอาดถนนเร่งแก้ปัญหามลภาวะและสิ่งแวดล้อมของเมืองน่าน สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ที่มุ่งหวังฟื้นฟูเมืองน่านให้กลับมาสวยงามและปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จากศรัทธาสู่น้ำใจที่ไหลหลั่ง #มูลนิธิพุทธภูมิธรรมร่วมสมทบปัจจัยช่วยผู้ได้รับผลกระทบ #กับคณะบุญหลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร

มูลนิธิพุทธภูมิธรรมร่วมสมทบปัจจัยแด่ หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิตร คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์ นำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค อาหารสดและแห้ง ไปมอบให้กับทหารและผู้อพยพที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะในพื้นที่ต่างๆในจ.ศรีสะเกษ

การเดินทางผ่าน 9 จังหวัดของคณะหลวงพ่อสมเกียรติ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 03:00 น. อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

“ไม่ได้ไปจะเสียใจ”หลวงพ่อได้บอกกล่าว การตัดสินใจจึงตอบรับตอนเกือบ 3 ทุ่ม การไปเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้รักชาติไทย ประเทศไทย และคนไทยสุดยอดที่สุดแล้ว

คณะเดินทางเล็กๆที่ไม่เล็กเลย นับรถที่บรรทุกของติดนัมเบอร์ได้ 29 คัน แต่ที่แจ้งกันบอกรวมแล้วเกือบ 40 คัน ไม่รวมสิบล้อขนข้าว และหกล้อนะ สนุกล่ะทีนี้ ความเร็วแต่ละคันไม่ธรรมดาเลย เมื่อยลุ้นทุกโค้ง

ในการนี้ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรมได้เดินทางไปช่วยผู้ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงได้เจอกับหลวงพ่อ และต่างช่วยกันทำหน้าที่อย่างที่สุดหลวงพ่อบอกว่า การสนทนาสั้นๆในแต่ละที่ ทำให้รู้ว่าชาวบ้านเขาทุกข์มาก กลับบ้านก็ไม่ได้ ไม่กลับก็ไม่ได้ ความห่วงความหวงและแน่นอน บ้านเราย่อมสบายที่สุด โรงเรียนถูกปิดการ

เรียนการสอน เปลี่ยนเป็นที่พักพิงชั่วคราว การอยู่การนอนตามอัตภาพ ไม่ได้มีความสะดวกสบายเท่าที่ควร แต่ก็ต้องอดทนกันไป วันนี้ด้วยเวลาที่มีจำกัด ได้ทานข้าวผู้อพยพ ต้องขอบคุณแม่ครัว ปักหลักทำอาหารตลอดเวลา สุดยอดมากๆ มีเรื่องราวมากมายที่ได้รับรู้และเรียนรู้ และจดจำ

งานนี้คงอีกยาว เรื่องจริงคือผู้อพยพยังเสี่ยงที่จะได้รับอนุญาติให้กับบ้านของตน
ขอให้ทุกแรงบุญที่ร่วมกันดูแลปกป้องรักษาชาติไทย ทหาร หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในบุญครั้งนี้ ตลอดจนผู้อพยพทุกๆท่าน จงมีแต่ความโชคดี บุญรักษาทุกคนเทอญ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.มุกดาหาร จัดประชุมเข้มวางแผนคุมเข้มความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ พร้อมมาตรการห้ามบินโดรน ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมภูสระดอกบัว ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการประชุมวางแนวทางรักษาความปลอดภัยอาคาร สถานที่ และพื้นที่สำคัญ ของ

จังหวัดมุกดาหาร โดยมี พ.อ.อำนวย ยอดพันธ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร (ทหาร) เข้าร่วมประชุมพร้อมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจถูกคุกคาม, วางแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ และจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึง มาตรการห้ามปล่อยหรือบังคับอากาศยานไร้นักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 78 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการใช้งานโดรนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร หรือบริเวณต้องห้าม สามารถแจ้งข้อมูล วัน เวลา สถานที่ และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (หากมี) ไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนฯ โทร. 02-568-8851ศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้นักบินฯ โทร. 02-126-7846

สถานีตำรวจ หน่วยทหาร หรือหน่วยความมั่นคงใกล้พื้นที่เกิดเหตุกอรมนมุกดาหาร #ห้ามบินโดรน #ข่าวมุกดาหาร #ความมั่นคงแห่งรัฐ #ชุดเคลื่อนที่เร็ว #มุกดาหารปลอดภัย #งดบินโดรนทั่วประเทศ #ความมั่นคง #ศาลากลางมุกดาหาร #ประชุมความปลอดภัย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ชลบุรี จัดระเบียบรถบริการสาธารณะบนเกาะล้าน สร่างมาตรฐานที่ดีด้านการท่องเที่ยว / ทีเส็บ–อีอีซี จัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

วันที่ 5 ส.ค.68 ที่วัดใหม่สำราญ เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่มอบสติ๊กเกอร์ตามโครงการจัดระเบียบรถบริการสาธารณะและรถประเภทอื่น ๆ บนเกาะล้านการดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการใช้รถบนเกาะล้าน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการจัดระบบควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดของพื้นที่การจราจร และไม่สามารถแยกแยะได้ว่ารถคันใดเป็นของผู้ประกอบการ รถเช่า หรือรถของชาวบ้าน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของคนในชุมชน และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี จึงได้กำหนดมาตรการห้ามนำรถขึ้นเกาะเป็นเวลา 14 วัน  เพื่อสำรวจและจัดทำระบบลงทะเบียนรถอย่างเข้มงวด โดยพบว่ามีรถบนเกาะล้านมากกว่า 3,500 คัน จากนั้นจึงได้จัดทำระบบสติ๊กเกอร์แยกประเภทการใช้งาน โดยแบ่งตามสีและลักษณะการใช้รถอย่างชัดเจนเบื้องต้นมีการมอบสติ๊กเกอร์ครอบคลุมรถทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่ รถกอล์ฟ, รถกระป๊อ, รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถจักรยานยนต์ปล่อยเช่า, รถแทรกเตอร์, รถยนต์ส่วนบุคคล 4 ล้อ, รถบรรทุก และรถสหกรณ์สองแถว โดยการจัดสรรสติ๊กเกอร์ในลักษณะนี้จะทำให้สามารถแยกแยะประเภทการใช้งานของรถได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่จราจรบนเกาะสำหรับแนวทางในอนาคต หากมีการร้องขอเพิ่มจำนวนรถบนเกาะ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอย่างน้อยสองในสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ เมืองพัทยา สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการนำรถจากกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาในพื้นที่มากเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของคนในชุมชน ทั้งนี้ โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดความแออัด คืนพื้นที่สาธารณะ สร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และยกระดับมาตรฐานระบบขนส่งบนเกาะล้านให้มีความเป็นระเบียบและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป



ทีเส็บ–อีอีซี ผนึกกำลังจัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ชูศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. จัดงาน “EEC EXPO 2025” เวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชูโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต พร้อมโชว์ความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนแบบครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือกับนักลงทุนรายสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมดิจิทัล พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ด้วยจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และระบบนิเวศเพื่อการลงทุนที่ทันสมัย ครบวงจร และเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เพื่อตอกย้ำศักยภาพดังกล่าว ทีเส็บ จึงร่วมกับสกพอ. เตรียมจัดงาน “EEC EXPO 2025” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความก้าวหน้าและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ ภิรัช คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทีเส็บจึงทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางธุรกิจ การประชุม นิทรรศการ และงานแสดงสินค้ารูปแบบต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับความพร้อมของพื้นที่ ทั้งในด้านบุคลากร ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการจัดงานไมซ์ เพื่อให้พื้นที่ EEC ไม่เพียงเป็นฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญ แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านกิจกรรมทางธุรกิจระดับนานาชาติ ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและกระจายรายได้สู่ชุมชน“การจัดงาน EEC EXPO 2025 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีเส็บในการใช้ ‘ไมซ์’ เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสร้างโอกาสในการพบปะ เจรจา และจับคู่ธุรกิจในระดับนานาชาติ

งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของพื้นที่ EEC รวมถึงแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งาน EEC EXPO 2025 จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างภาคนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค และยกระดับมาตรฐานการจัดงานไมซ์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกต่อไป”ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. หรือ อีอีซี กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ อีอีซี มีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท โดยเฉพาะในกลุ่ม 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ การแพทย์สุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรม BCG และบริการ ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวการจัดงาน EEC EXPO 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงถึงศักยภาพของพื้นที่อีอีซี สู่สายตานักลงทุนภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไปที่สนใจมองหาโอกาสทางธุรกิจ โดยภายในงานฯ จะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ผ่านรูปแบบงานแสดงนิทรรศการที่ล้ำสมัย รวมถึงการจัดเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจนถึงบริการแห่งอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย และพื้นที่อีอีซี ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญภายในงาน อาทิ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศ เวทีเสวนาทางนโยบายระดับสูง ซึ่งได้วิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ เอกชนร่วมกันถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Mega Project Mega Impact การขับเคลื่อนอนาคต EEC ด้วยพลังงานสะอาดและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน The Next Gen Workforce for EEC เป็นต้น ตลอดจนการจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน กลุ่มสตาร์ทอัพชั้นนำ และพื้นที่สำหรับแสดงสินค้า (Showcase) สำหรับผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่อีอีซีไม่น้อยกว่า 20 ราย “EEC EXPO 2025” งานแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนเวทีระดับนานาชาติ นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนครบวงจร เปิดโอกาสเชื่อมโยง นักลงทุนไทยและต่างชาติ สู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต จัดแสดงนิทรรศการ เทคโนโลยี และโซลูชั่นจากภาครัฐ เอกชน และสตาร์ทอัพชั้นนำ พร้อมกิจกรรม Business Matching และสัมมนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ จชต. มุ่งสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม

วันนี้ (5 สิงหาคม 2568) ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการและครอบครัวในพื้นที่ จชต. ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 จ.ยะลา

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูสภาพเด็กพิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเด็กพิการให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด (นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา) กลุ่มเป้าหมายประกอบ

ด้วยเด็กพิการ จำนวน 150 คน และผู้ปกครอง จำนวน 150 คน ตลอดจนครูประจำศูนย์การศึกษาโดยกิจกรรมในวันนี้ (5 สิงหาคม 2568) จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา

ทั้งนี้ ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมคนพิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เลือดเนื้อ เชื้อชาติไทย” ไปด้วยใจ ศูนย์รับผู้อพยพวัดป่าซำตารมย์ ต.ตระกาจ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2558 นำทีมโดย นายพัฒนา โต๊ะชาลี ที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ ด้านกฎหมาย นายสราวุต อ่อนทรวง บก.ข่าวภูมิภาคสำนักข่าวบางกอกทูเดย์ และ หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือพิมพ์เรื่องจริงผ่านเลนส์ พร้อมทีมงานและผู้ใหญ่ใจบุญ จากจังหวัดสกลนคร นครพนมกว่า30 ชีวิต ได้นำข้าวสารอาหารและน้ำดื่ม ไปมอบที่ศูนย์ บ้านซำตารมณ์ ลงพื้นที่จริง ในอำเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษ แก่ผู้อพยพที่ได้รับผลกระทบจากการประทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา

ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม 2568 ยอดทั้งหมด 330 คน รับผู้อพยจาก ต.รุง ต.ทุ่งใหญ่ ต.เมือง ต.หนองหญ้าลาด ต.สังเม็ก ต.ขนุน ต.บึงมะลู ต.น้ำอ้อม ต.เวียงเหนือ ต.ชำ ต.สวนกล้วย รวม 11 ตำบล ของอำเภอกันทรลักษ์ มีทั้งผู้สูงอายุ ผู้

พิการ เด็กเล็ก เด็กอ่อน และหญิงตั้งครรภ์ สื่งที่ต้องการจะเป็นอาหารสด หมู ปลา ไก่ ไข่ ผัก เพื่อนำมาทำอาหารให้กับผู้อพยพได้ทาน ทั้ง 3 มื้อ ต่อวัน ครับ และขอกราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ ใจบุญที่มอบ ข้าวสารมาม่าน้ำดื่มยากันยุง ขนม เสื้อผ้า สาด หมอน ผ้าห่ม และสิ่งจำเป็นต่างๆ และ

นายปัณณวิชญ์ กุลตังคะวนิชย์ นายอำเภอบ้านม่วงพร้อมชาวบ้านจังหวัดสกลนคร และพ่อค้าแม่ค้าจังหวัดนครพนม ทุกท่าน รายชื่อผู้สนับสนุน และร่วมบริจาคสิ่งของ จากอำเภอบ้านม่วงจังหวัดสกนคร นายสมพาร์น เหล่าไชย ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอ บ้านม่วง อ.ส. ยุทธนา สุ่มมาตย์ อ.ส. ธีระศักดิ์ บุญปากดี อ.ส. ปิติพงษ์ ศรีขันแก้ว.อ.ส. นันธวุฒิ ศรีสุธรรม อ.ส. เกียรติยศ เพชรนอก นางสาวพรรัตน์ หงษ์วิไล จนท.ปกครอง
นางภาวรินทร์ อาพัดนอก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

รายชื่อผู้ใหญ่ใจบุญและทีมงานจิตอาสาชาวบ้านลงพื้นที่มอบสิ่งของ
นางสาวภาวินี มูลสนาม นางสาวปุญณิศา มูลสนาม นางสาวกฤษชนก ไทยบวงนายพัฒนา โต๊ะชาลี นายธีระศักดิ์ น้อยชาลี นายธนภัทร น้อยชาลี นายสันตะ น้อยชาลี เด็กหญิงกัญญาภัทร น้อยชาลี เด็กหญิงฐิติภัทร น้อยชาลี เด็กหญิง

เสาวลักษณ์ น้อยชาลี นางสาวเสริม ภูดางวัว นางเตรียมจิตร ทุมกิ่ง
คุณอ่อนสา แจ่นประโคน คุณคำแสน ผลเคน คุณประเสริฐ เสริมสุข คุณวิไลลัก จันทโคตร คุณสมจิตร ราชเมือง คุณฉวีวรรณ คำเพ็ง คุณปัญญา คุณทรงธรรม วงค์เทศ คุณศุภกิจ โพธิ์ศรีมีสุข คุณคณิต ชัยจันทร์ ผู้สื่อข่าว บริษัทสุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์มสกล จำกัด นางสาวภาวินี มูลสนาม

นางสาวปุญณิศา มูลสนาม นางสาวกฤษชนก ไทยบวง นายพัฒนา โต๊ะชาลี นายธีระศักดิ์ น้อยชาลี นายธนภัทร น้อยชาลี นายสันตะ น้อยชาลี เด็กหญิงกัญญาภัทร น้อยชาลี เด็กหญิงฐิติภัทร น้อยชาลีเด็กหญิงเสาวลักษณ์ น้อยชาลี นางสาวเสริม ภูดางวัว นางเตรียมจิตร ทุมกิ่ง คุณอ่อนสา แจ่นประโคน คุณคำแสน ผลเคน คุณประเสริฐ เสริมสุข คุณวิไลลัก จันทโคตร

คุณสมจิตร ราชเมือง คุณฉวีวรรณ คำเพ็ง คุณปัญญา คุณทรงธรรม วงค์เทศ คุณศุภกิจ โพธิ์ศรีมีสุข คุณคณิต ชัยจันทร์ ผู้สื่อข่าวร้อยเอ็ด พ.ต.อ.ชัชวาล ดวงแก้ว ผกก.สภ.สว่างแดนดิน พ.ต.ท. สมพงษ์แรงรอบ รอง.ผกก.สส.สส.ภูผธรจังหวัดนครพนม คุณประสิทธิ์ สาขา ผู้อำนวยการแขวงการหลวงที่ 1 สกลนคร บริษัทสุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์มสกล จำกัด จีรพัฒน์ ไชยา บานเย็น ภาโสม วนิดา โพธิ์ไพร วิชาการ โพธิ์ไพร ดาว สมฤทธิ์ ชัญรัตน์ ก่อเกื้อ

สราวุต อ่อทรวง ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ลพบุรี รับมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 17.03 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางบัณฑิตา หมื่นพรม พัฒนาการจังหวัดลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำประธานและกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ประธานหมู่บ้านต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ปี 2568 เข้าร่วมพิธีมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน และร่วมรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้แทนหมู่บ้าน / ชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จังหวัดลพบุรี เข้ารับพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยเงินพระราชทานดังกล่าว จะนำไปเป็นทุนตั้งต้นและต่อยอดในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยแนวทางสันติวิธี ส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
/ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสียงดังสนั่น เก็บกู้ระเบิด-EOD เก็บกู้ระเบิดBM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้น อ.กันทรลักษ์ ไปผาหมออีแดง

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด EOD เข้าวางแผนเพื่อจะเก็บกู้ระเบิด BM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้นอำเภอกันทรลักษ์ จะไป ผาหมออีแดง ห่างจากปั๊ม ปตท.บ้านผือ ที่ลูกระเบิด BM-21 ตกลงมาใส่ที่ร้านสะดวกซื้อ ประมาณ 100-200 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในการวางแผนทำแนวกัน และเคลียร์พื้นที่เอาคนออก ปิดกั้นการจราจร 100% ก่อนจะมีการระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนดังกล่าว

***หลังจากระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนแล้วเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถแม็คโคร ของกรมทางหลวง เข้ามาขุดเคลียร์พื้นที่ เพื่อความปลอดภัย ให้เชื่อได้ว่าลูกระเบิดได้ถูกทำร้ายแล้ว โดย ร.ต.อ.ประวิทย์ สุทธวงษ์ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด-EOD เปิดเผยว่า

การเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการทำหน้าที่เข้าทำลายระเบิดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใช้พื้นที่ให้เร็วที่สุด ในการเก็บกู้ระเบิดจะมีส่วนสำคัญส่วนที่ยากที่สุดสำคัญที่สุด การทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้แล้วจะต้องทำงานร่วมกันในหลายๆภาคส่วน ทางเทศบาลป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การเข้าทำงานในแต่ละครั้งเราจะต้องประเมินความเสียหายก่อน

***ซึ่งการทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้ ลักษณะของปลูกระเบิดหัวจะปักลงดิน การเก็บกู้ระเบิดในครั้งที่ 2 นี้เรียบร้อยสมบูรณ์ดี มีการกั้นกระเซาะทรายเพิ่มเติมมากกว่าที่ผ่านมาเราจะต้องอาศัยจากประสบการณ์จากรอบที่ผ่านมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ เราใช้ TNT ในการทำลายระเบิด ลักษณะของการปักรูระเบิดครั้งนี้จะปังเอียง รอบนี้จะกู้ง่ายกว่ารอบที่ผ่านมา ความลึกของรูกระสุนที่ปักลงไปตามแนวเอียงประมาณ 1 .5 เมตร

**ต่อจากนี้เราจะต้องขุดหาหลักฐานว่าระเบิดทำงานสมบูรณ์ขนาดไหนถึงจะทราบว่าการทำงานของระเบิดเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ถนนประชาชนจะต้องใช้ในการสัญจรไปมาตลอดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทางชุดจะกู้ระเบิดจะทำงานในจุดที่เป็นพื้นที่สำคัญก่อนถึงจะทยอยไปตามจุดอื่นๆที่ยังมีลูกระเบิดหลงเหลืออยู่

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากเก็บกู้ระเบิดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ชุด EOD ยังได้เดินทางไปสำรวจอีกจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆจากจุดที่ทำร้ายประมาณ 100 เมตร หลังมีชาวบ้านมาบอกว่าพบมีหลุ่มคล้ายระเบิดอยู่ตรงจุดนี้ พอเจ้าหน้าที่เข้าพบว่าเป็นหลุ่มระเบิดจริงๆ คล้ายจะเป็นลูกระเบิด BM-21 หน้าจะเป็นชุดเดียวกันที่ยิงมาตกที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน แต่อาจจะเป็นคนละคัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ปิดกันพื้นที่ไว้ก่อน รอให้ประชุมวางแผนก่อนถึงจะหาวันเวลาลงเก็บกู้ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พล.ต.อ.ประจวบฯ รอง ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยม สภ.แม่โป่ง ติดตามโครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน

เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 พล.ต.อ. ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจภูธรแม่โป่ง (สภ.แม่โป่ง) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและประเมินผลโครงการ “สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับสถานีตำรวจ เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เมื่อเดินทางมาถึง สภ.แม่โป่ง พล.ต.อ.ประจวบฯ ได้รับการต้อนรับจาก พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5,พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว. เชียงใหม่,

นายนิติปกรณ์ แสงสุวรรณ นายอำเภอดอยสะเก็ด, พ.ต.อ.สุรชัย ศุภยศอมร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, พ.ต.ท.วิมล วงศ์สิงห์ สว.สภ.แม่โป่ง และข้าราชการตำรวจในพื้นที่ เทศบาลตำบลแม่โป่ง,กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนแม่โป่งประชาสามัคคี ก่อนจะมอบโอวาทและพูดคุยกับข้าราชการตำรวจเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประจวบฯ ยังได้พบปะพูดคุยกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 50 คน ที่มีส่วนร่วมในโครงการฯ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ พร้อมทั้งเป็นตัวแทนมอบทุนสร้างบ้านจำนวน 2 หลัง ให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ สภ.แม่โป่ง โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนรับมอบ

จากนั้นคณะตรวจประเมินได้เข้าประชุมภายในห้องประชุมของ สภ.แม่โป่ง โดยมีพ.ต.ท.วิมล วงศ์สิงห์ สว.สภ.แม่โป่ง ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของโครงการฯ ผ่านวิดีทัศน์ เพื่อให้คณะตรวจประเมินได้รับทราบข้อมูลและประเมินผลการทำงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป.

สมจิตร แสงบัลลังค์ ภาพ/ข่าว

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกระบะขน “อะโวคาโดเถื่อน” กว่า 2.7 ตัน! ลอบนำเข้าจากมุกดาหาร ส่งขาย​ปทุมฯ ผ่านด่านศุลกากร-กักพืชฉลุย…

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.สรศักดิ์ แสงจันทร์ สวญ.ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล. พร้อมด้วย ร.ต.อ.ปรัชญานนท์ ยงยิ่ง รอง สว., ร.ต.ต.อรรถพล สมหวัง, ร.ต.ต.ณรงค์ สายหยุด รอง สว. (ป) และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นายนันทวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี พร้อมของกลาง ผลอะโวคาโดสดบรรจุในตะกร้าพลาสติกสีดำ จำนวน 110 ตะกร้า น้ำหนักรวมประมาณ 2,750 กิโลกรัม

และรถกระบะสีขาว จำนวน 1 คัน บริเวณริมถนนมิตรภาพ ขาเข้า กทม. กม.4 ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบขนอะโวคาโดสดจาก อ.เมืองมุกดาหาร โดยไม่ผ่านด่านกักกันพืชและศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนมิตรภาพ จนพบรถต้องสงสัย ก่อนติดตามและแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พบผลไม้ต้องห้ามดัง

กล่าวโดยไม่มีเอกสารศุลกากร และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืช (Phytosanitary Certificate) ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนันทวัฒน์ฯ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับจ้างขนอะโวคาโดจากบ้านนาติ้ว ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อไปส่งที่ตลาดใน ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยรับค่าจ้าง 5,800 บาท ผ่านการติดต่อจากชายชื่อ นายสุรนาถ หรือ “อั้ม” ผ่านแอปพลิเคชัน Messenger โดยระบุว่าไม่ได้ผ่านการตรวจของด่านศุลกากรและด่านกักพืชใดเลยตั้งแต่มุกดาหารจนถึงจุดจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “นำเข้าสิ่งของต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืชจากประเทศต้นทาง” อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปอะโวคาโดเถื่อน #ลอบนำเข้า #กักพืช #ตำรวจทางหลวง #สระบุรี #มุกดาหาร #ตลาดปทุมธานี #ข่าวอาชญากรรม #จับของเถื่อน #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #กรมศุลกากร #กระทรวงการคลัง #ด่านกักพืชมุกดาหาร #กรมวิชาการเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปิดการแข่งขันกีฬาฟุตซอล กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร Supper cup


ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2568 พันตำรวจเอก ปัญญา ท้วมศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมือง ชุมพรให้เกียรติมาเป็น

ประธานปิดการแข่งขันกีฬาฟุตซอล กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร Supper cup ครั้งที่ 1 ร่วมกับ นายจรินทร์ ก๋งม้า ประธานสภาทนายความจังหวัดชุมพร /กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร นายธนากร โกศลเมธี กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร

การแข่งขันในครั้งนี้จำนวน ๓๕ ทีม โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพี้นที่ใกล้เคียงให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ รู้จักใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากอบายมุข และยาเสพติด ๒. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน

ตระหนักถึงการออกกำลังกายโดยใช้ กีฬาเป็นสื่อในการ พัฒนาร่างกายและจิตใจ ๓. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย มีน้ำใจนักกีฬา เกิดความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีภายในหมู่คณะ ๔. เพื่อให้เด็กและเยาวชนห่างไกลยาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล ” No Drugs No Dealers ”

รวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 50,000 บาท ผลสรุปทีมที่เข้าชิงชนะเลิศ อายุไม่เกิน12 ปี ทีม อนุบาลสวี อันดับที่ 1 ทีม ฉลามน้อย ระนอง อันดับที่ 2 ทีม รร.บ้านเขาถล่ม อัยดับที่ 3 ทีม สวนศรี. 29 อันดับที่ 4 อายุไม่เกิน 18ปี รร.ละเเมวิทยา

อันดับที่ 1 ทีม. 13. น้ำ อันดับที่ 2 ทีม. อาเเคร์ ออฟติค อันดับที่ 3 ทีม อื้อ . ฮือ อันดับที่ 4 พันตำรวจเอก ปัญญา ท้วมศรี กล่าวว่า การจัดการแข่งขันฟุตซอล ซุปเปอร์คัพ กต.ตร.สภ. เมืองชุมพรในครั้งนี้เป็นการต้านภัยยาเสพติด เป็นความมุ่งหวังว่าให้ น้องๆจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

ในนามของ กต.ตร. สภ. เมืองชุมพรขอขอบคุณอาคณะจัดการแข่งขัน และน้องนักกีฬาฟุตซอลที่เข้ามาแข่งขัน รวมทั้งทีมงานโรงเรียนเทศบาล1บ้านท่าตะเภาที่ช่วยจัดการแข่งขัน

ในครั้งนี้และหวังว่าน้องน้องจะมีใจรักในการเล่นกีฬา สร้างความสามัคคี ให้รู้รักสามัคคีรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย มีน้ำใจเป็นนักกีฬาและสุดท้ายนี้ก็ขอให้น้องน้องเดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมช.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบถุงน้ำใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่านจำนวน 900 ชุด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม2568 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยาการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยนายขรรค์ชัย แก้วเนตร นักธุรกิจส่งออกและคณะได้ลงพื้นที่จังหวัดน่าน มอบถุงน้ำใจจำนวน 900 ชุด

โดยมีนายสว่าง เปรม ประสิทธิ์ นายกอบต.สะเนียน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่าน อดีต ผู้สมัคร ส.ส.น่าน เขต 1 นางจรวยพร อินสาคำ อดีต ผู้สมัคร ส.ส.น่าน เขต 2 นายเรืองเดช จอมเมือง สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดน่าน อดีต ผู้สมัคร ส.ส.น่าน เขต 3(ผู้ประสานงานส.ส.สมบัติ)

นายรัฐภูมิ ขันสลี สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้แทนเกษตรกร 17 จังหวัดภาคเหนือ ผู้บริหารและทีมงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นางสาวอรประภา พุฒิหมื่น กรรมการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมมอบ โดยจุดที่ 1 มอบที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านท่าวังผาจำนวน155 ชุด มีนายบดินทร์ จิณะไชย กำนันตำบลท่าวังผากล่าวต้อนรับ ผญบ.พร้อมด้วย สท.เทศบาลตำบลท่าวังผา ให้การต้อนรับ จุดที่ 2 มอบที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์ชัย โดยมีนายพิพัฒน์ เพชรพิพัฒน์ นายอำเภอปัว กล่าวต้อนรับ นายอิทธิฤทธิ์ ยะแสง กำนันตำบลเจดีย์ชัย

นายสมศักดิ์ คำเขื่อน นายก อบต.เจดีชัย ผญบ.ผช.ผญบ.สอบต.พนักงานและลูกจ้างอบต.เจดีย์ชัย ให้การต้อนรับ จุดที่ 3 มอบที่ บ้านแสงดาว ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จำนวน 100 ชุดมีนางพวงแก้ว พรมมิ สอบจ.เขตอำเภอภูเพียง นายวรายุทธิ์ เขียวปัญญา กำนันตำบลฝายแก้ว นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหย่บ้านจังหวัดน่าน กล่าวต้อนรับ มีผญบ.ผช.ผญบ.สอบต.ให้การต้อนรับ จุดที่ 4 มอบที่ศาลาวัดน้ำปั้ว ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จำนวน 250 ชุด มีนายอดุลย์ ชนะภัย กำนันตำบลน้ำปั้วกล่าวต้อนรับ

ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นร่วมกันให้การต้อนรับ ถุงน้ำใจบางส่วนที่เหลือก็ให้อดีตผู้สมัคร ส.ส.นำไปมอบต่อให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่อไป ด้านนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าตนได้เป็นผู้แทน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ประธานมูลนิธิ มรว.เสนีย์ ปราโมทย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำถุงน้ำใจมามอบให้พี่น้องชาวน่านที่ประสบอุทกภัย ถึงแม้ของที่มามอบในวันนี้จะไม่มีค่ามากมายอะไรมากนัก แต่ก็มากด้วยน้ำใจและ

พร้อมกันนั้นได้นำความปราถนาดี ของ ดร.เฉลิม ชัย ศรีอ่อน ที่เป็นห่วงเป็นใยมายังพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยทุกท่านด้วย ที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ระดมรถน้ำทั้งในจังหวัดและเขตภาคเหนือ นำรถบรรทุกน้ำมาล้างทำความบ้านเรือนพี่น้องประชน สำนักงานส่วนราชการต่างๆอีกทั้งได้มอบน้ำดื่มให้กับผู้ประสบภัยอีกด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทองกล่าว

ด้านอดีต ผู้สมัคร ส.ส.น่านทั้งสมามเขต ขอกราบขอบพระคุณท่านดร.เฉลิม ชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหนาพรรค นายสมบัติ ยะศิลป์ รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ส.ส.จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ผู้ประสานงาน)นายขรรค์ชัย แก้วเนตร นักธุรกิจส่งออกและคณะที่นำขนมมามอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ/ภาพ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม /ข่าวบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจเยี่ยม ชป.จรยุทธ์ กำชับมาตรการควบคุมพื้นที่เชิงรุก-พิทักษ์กำลังพล ควบคู่ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ณ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยได้ให้กำลังใจแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เผชิญความเสี่ยง และประชุมร่วมกับผู้บังคับหน่วย พร้อมฝ่ายอำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ความมั่นคงร่วมกัน

ในการประชุมครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำจุดสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการ “ควบคุมพื้นที่เชิงรุก” ควบคู่กับ “แผนพิทักษ์กำลังพล” โดยมุ่งให้ทุกหน่วยปฏิบัติการไม่เพียงแค่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน แต่ต้องเดินหน้าสร้างความปลอดภัยเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยร่วมกับชุมชน สิ่งสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเน้นย้ำคือ

“ถ้าเจ้าหน้าที่เองไม่พร้อม หรือได้รับอันตรายเสียก่อน แล้วใครจะไปดูแลพี่น้องประชาชนได้?” ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนของผู้นำกองทัพภาคที่ 4 ว่า การดูแลประชาชนอย่างยั่งยืนเริ่มต้นที่ความพร้อมและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ต้องมีสติ รอบคอบ และไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถยืนหยัดทำภารกิจได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังแสดงความห่วงใยถึงกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา พี่น้องไทยพุทธ และประชาชนในทุกหลังคาเรือน ที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงเชิงมนุษยธรรม พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยเข้าถึงและสื่อสารกับประชาชนในภาษาที่เขาเข้าใจ โดยเฉพาะ “ภาษาไทยถิ่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของผู้นำทหารในพื้นที่ว่า ภารกิจความมั่นคงต้องไม่ละเลยมิติของมนุษยธรรมที่ดีงาม ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยทั้งในทางกายภาพและจิตใจ และเชื่อมั่นว่าทหารคือผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริง
//////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธี “รวมพลังทหารผ่านศึก เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” และกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้า

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 / หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพร ให้เกียรติมาเป็นประธาน กิจกรรม พิธี “รวมพลังทหารผ่านศึก เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” และกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้า ณ พระอนุสาวรี พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์

โดยมี นายทหารผู้บังคับบัญชา พร้อมกำลังพล มทบ.44 ร่วมกับ ทหารผ่านศึก ในเขตพื้นที่ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมกิจกรรม โดยจัดให้มีการกระทำพิธีพร้อมกันทั่วประเทศไทย สดุดีและให้กำลังใจแก่ทหาร

หาญที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนในขณะนี้ ด้วยการร้องเพลงชาติไทย
พ.ต.พินัย กยุคำ ทหารผ่านศึกอาวุโส กล่าว ในเหตุการณ์พิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา ขอสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว/ ของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน/ และอาสาสมัคร ทหารพรานทุกนาย/ แห่งกองทัพไทย

ผู้ซึ่งได้เสียสละเลือดเนื้อ แรงกาย และแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย อธิปไตยแห่งชาติ และเกียรติภูมิของแผ่นดินในการรบ/ ณ ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ความ ตึงเครียด อันตราย และภยันตรายจากกระสุนและระเบิด/ โดยเฉพาะทหารหาญผู้กล้า จำนวน 15 นาย ที่ยอมพลีชีพ พลีกาย เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย/ พวกเขามิได้ย่อท้อ ต่อภารกิจ

และมิยอมถอยแม้เพียงก้าว/พวกเขาคือผู้ที่ยืนหยัด ต่อหน้าอันตราย/ อย่างองอาจภายใต้ธงไตรรงค์ ด้วยหัวใจเปี่ยมด้วยจงรักภักดี เพื่อรักษาดินแดนที่บรรพบุรุษได้สละเลือด เนื้อไว้ เพื่อปวงชนชาวไทยทั้งชาติ/ และเพื่อสันติสุขของ ประชาชน/ พวกเราอดีตนักรบ ขอยืนยันกับน้อง ๆ นักรบที่ปฏิบัติ หน้าที่แนวชายแดนทุกนายว่า/ พวกเราทุกคนจะช่วยเป็นหู เป็นตา

เป็นยามเฝ้าบ้าน เพื่อสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหว ของข้าศึก ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความจงรักภักดี และจิตใจที่ รักชาติของท่าน/ จะประทับอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์ และจะเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานไทยตราบนาน

เท่านาน ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาล ดวงวิญญาณของเหล่าทหารกล้า ให้สงบสุขในสัมปรายภพ และขอจงปกปักรักษาทหารทุกนาย ที่ยังคงยืนหยัดอยู่แนวหน้า ให้ปลอดภัย และกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว ด้วยชัยชนะ ตลอดกาลและตลอดไป

พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 / หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชุมพร ในเหตุการณ์พิพาทชายแดน ไทย – กัมพูชา/ ข้าพเจ้าและ เหล่าทหารหาญ/

พร้อมด้วยพนักงานและลูกจ้างขององค์การ สงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ ทหารผ่านศึก ทั้ง ๗๗ จังหวัด ทั่วประเทศ ขอสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ของทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน/ และ อาสาสมัครทหารพรานทุกนาย แห่งกองทัพไทย

ผู้ซึ่งได้เสียสละเลือดเนื้อ แรงกาย และ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืน แผ่นดินไทย อธิปไตยแห่งชาติ และเกียรติภูมิของแผ่นดินในการรบ ณ ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ ความตึงเครียด อันตราย และภยันตราย จากกระสุนและระเบิด โดยเฉพาะทหารหาญผู้กล้า จำนวน 15 นาย ที่ยอมพลี ชีพ พลีกาย เสียสละปกป้องแผ่นดินไทย

พวกเขามิได้ย่อท้อต่อภารกิจ และมิยอมถอยแม้เพียงก้าว/ พวกเขาคือผู้ที่ยืนหยัด ต่อหน้าอันตราย อย่างองอาจภายใต้ ธงไตรรงค์ ด้วยหัวใจเปี่ยมด้วยจงรักภักดี เพื่อรักษาดินแดน ที่บรรพบุรุษได้สละเลือดเนื้อไว้/ เพื่อปวงชนชาวไทยทั้งชาติ และเพื่อสันติสุขของประชาชน ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความจงรักภักดี และจิตใจที่ รักชาติของท่าน

จะประทับอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนิจนิรันดร์ และจะเป็นแบบอย่างแก่ลูกหลานไทยตราบนานเท่านาน ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาล ดวงวิญญาณของเหล่าทหารกล้า ให้สงบสุขในสัมปรายภพ และขอจงปกปักรักษาทหารทุกนาย ที่ยังคงยืนหยัดอยู่แนวหน้า ให้ปลอดภัย/และกลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัว ด้วยชัยชนะ ตลอดกาลและตลอดไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.ดอนตาลจัดแข่งเปตอง “หมากบูน” เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายชาคริต ชุมจันทร์ นายอำเภอดอนตาล เปิดเผยว่า อำเภอดอนตาลเตรียมจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาเปตอง หรือ “หมากบูน” เชื่อมสัมพันธ์สองฝั่งโขง ระหว่างวันที่ 21 – 22 สิงหาคม 2568 ณ ลานอเนกประสงค์วัดท่าดอนตาล โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนเมืองแห่งการท่องเที่ยวและกีฬา (Tourism and Sports City)

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สนับสนุนกีฬาในพื้นที่ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมแสดงออกผ่านกิจกรรมสร้างสุขภาพแบบ Go Green และ Soft Power

📌 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 20 สิงหาคม 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอดอนตาล ชั้น 2 ห้องปกครอง หรือเพจ Facebook: ที่ว่าการอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร
☎️ โทร. 098-146-2543

ประเภทการแข่งขัน:
🔸 คู่ประชาชนทั่วไป (Open) – ค่าสมัคร 500 บาท
🔸 คู่ประชาชนทั่วไป ภายใน (เฉพาะผู้มีภูมิลำเนาหรือทำงานในเขตอำเภอดอนตาล) – ค่าสมัคร 300 บาท

💰 รางวัลรวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล
ประเภท Open
🥇 รางวัลชนะเลิศ 10,000 บาท
🥈 รองชนะเลิศอันดับ 1 – 7,000 บาท
🥉 รองชนะเลิศอันดับ 2 – 5,000 บาท
🏅 รองชนะเลิศอันดับ 3 – 2,000 บาท
ประเภท ภายใน
🥇 รางวัลชนะเลิศ 5,000 บาท
🥈 รองชนะเลิศอันดับ 1 – 3,000 บาท
🥉 รองชนะเลิศอันดับ 2 – 2,000 บาท
🏅 รองชนะเลิศอันดับ 3 – 1,000 บาท

🏁 การแข่งขันจะใช้กติกาของสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย
พร้อมข้อกำหนดพิเศษเกี่ยวกับนักกีฬาทีมชาติ 100 รายชื่อ และแต้มต่อสำหรับผู้หญิง เพื่อความเท่าเทียมในการแข่งขัน

🎯 “เปตองเชื่อมใจ สองฝั่งโขง รวมพลังคนรักกีฬา เพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน”เปตองหมากบูน #สองฝั่งโขงสัมพันธ์ดี #TourismSportCity #SoftPowerGoGreen #กีฬาเพื่อชุมชน #อำเภอดอนตาล #มุกดาหาร #กิจกรรมดีดีเพื่อท้องถิ่น #หมากบูน2568 #กีฬาเชื่อมใจคนสองฝั่ง #DonTanSportCity #ເປຕັງ #ເມືອງໄຊພູທອງ #ສະຫວັນນະເຂດ #ສປປລາວ #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เผาแล้ว 7 เหยื่อจากลูกระเบิดที่กัมพูชายิงตกลงมาใช้ประชาชน บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

***เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 3 ส.ค. 68 ที่ศาลาพุทธคุณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆารวาส ประกอบพิธีพระราชเพลิงศพ 7 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี

***โดยพิธีพระสงฆ์ตั้งพัดยศ สวดมาติกา เจ้าหน้าที่อัญเชิญกล่องเพลิงและผ้าไตรพระราชทาน เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าไตรบังสุกุลพระราชทาน จำนวน 5 ไตร

หน้าจิตกาธาน พระสงฆ์สมณศักดิ์ 5 รูป พิจารณาผ้าไตรพระราชทาน ประธานในพิธี ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ แขนผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมในพิธีขึ้นวางดอกไม้จันทน์ ถือว่าเสร็จพิธี

***ทั้งนี้หลังวางดอกไม้จันทน์ เสร็จแล้วจะมีคลื่อนศพไปตามวัดที่จัดไว้เพื่อไปฌาปนกิจศพ ดังนี้ ที่เมรุวัดมหาพุทธธาราม พระอารามหลวง จะมี 4 ร่าง ได้แก่ นางสาวรุ่งรัตน์ ประชัน, เด็กหญิงทักษพร ประชัน, เด็กชายพงศภัค ประชัน และ

เด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ขณะที่เมรุ วัดเจียงอี ศรีมงคลวราราม พระอารามหลวง จะมีร่างของ นางอรุณรัตน์ วันศรี ส่วนที่เมรุ วัดหลวงสุมังคลาราม พระอารามหลวง จะนำร่าง นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง ไปประกอบพิธี และที่เมรุ วัดเพียนาม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จะนำร่าง นายสมศรี ลาภบุญ ไปประกอบพิธีประเพลิง

***โดยหลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ว่างดอกไม้จันทน์เสร็จได้เดินเข้ามาคุยกับครอบครัวผู้สูญเสีย และกอดปลอบใจญาติผู้สูญเสีย พร้อมกับได้แลกเบอร์กันไว้เผื่นได้ติดต่อช่วยเหลือ โดยก่อนจะนำร่างไปฌาปนกิจได้มีการทำพิธีขอขมาผู้วายชนม์ ทั้งนี้บรรยากาศในแต่ละวัดที่นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย

ไปฌาปนกิจ ช่วงนำโลงศพขึ้นเมรุ และขึ้นเตาเผาศพ เป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติๆ ผู้มาร่วมงาน ต่างร้องไห้กอดรูปถ่ายกันระงม ผู้สื่อข่าวได้คุยกับ นายเอกรัฐน์ วันศรี อายุ 39 ปี เป็นลูกชายคนโตของ นางนางอรุณรัตน์ วันศรี ที่เสียชีวิตที่สวนยางหลังปั๊มน้ำมันที่ระเบิดตกลงใส่ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ต้องเสียคุณแม่ไป

วันที่เกิดเหตุตนได้คุยกับแม่ว่าวันที่ 5 หมอนัดแม่ตรวจหัวเข่าตนจะลางานเพื่อพาแม่ไปพบหมอที่โรงพยาบาล พอพูดเสร็จแม่ก็ปั่นจักรยานไปหยอดน้ำกรดที่สวนยางตรงจุดเกิดเหตุ แม่ไปไม่ถึงชั่วโมงระเบิดจากกัมพูชาก็มาลงจนทำให้แม่ตนเสียชีวิตคาที่ ตนอยากสะท้อนหรือถามทหารกัมพูชาว่าทำไมถึงต้องมายิงระเบิดใส่แม่ตนใส่ประชาชนจนทำให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องมาเสียชีวิต

***สุดท้ายนี้ตนอยากบอกแม่ว่า ตนรักและเป็นห่วงแม่เสมอเพราะที่ผ่านมาร่างกายแม่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงขอให้แม่ไปสู่สุคติไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลานอยู่ทางบ้าน จะดูแลกันเองตนจะเข้มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป หลังจากที่ทำพิธีพระราชทาน

เพลิงศพเสร็จครอบครัวก็จะปรึกษากันกับญาติก่อนว่าจะเอาอัฐิแม่ไปทำพิธีตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาแบบไหน แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ความปลอดภัยด้วยเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงอพยพไม่สามารถเข้าไปที่บ้านได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากชายแดนไทย – กัมพูชา

เมื่อวันที่(3ส.ค.68) เวลา10.30น. นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ,

นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา ,รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา, สมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา,ศิลปินแห่งชาติ ,ผู้แทนจากมทส.และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา

เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจังหวัดนครราชสีมา

\ โดยมี พ.อ. รัฐสรรค์ ภูวนาถวรกิตติ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับและ

รายงานความคืบหน้าการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ปลัดกระทรวงกลาโหม ในพิธีถวายทุนแด่พระภิกษุ สามเณร ผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ประจำปีพ.ศ.2568 (ปีที่ 4 )

บุญของท่านสำเร็จแล้ว❗️มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ร่วมบุญกับ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในพิธีถวายทุนแด่พระภิกษุ สามเณร ผู้สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ประจำปีพ.ศ.2568 (ปีที่ 4 )วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2568 เวลา 11.00 น.นางสาว สาธิมา ลาชโรจน์ รองประธานและผอ.ศูนย์อำนวยการ มูลนิธิพุทธภูมิธรรมเป็นตัวแทนทุกท่าน เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์

จากนั้นเวลา 13.30 น.พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ประธานในพิธีและคณะบุญ ร่วมถวายทุนแด่พระภิกษุสามเณรสอบได้เปรียญธธรรม 9 ประโยค จำนวน 72 รูปโดยแบ่งเป็นพระภิกษุจำนวน 53 รูป สามเณร 19 รูป ณ ห้องพินิตประชานาถ ชั้น 2 ภายในศาลาว่าการกลาโหมเพื่อเป็นการถวายความอุปถัปถัมภ์พระภิกษุสามเณร

ผู้รับภาระสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้มีขวัญและกำลังใจดำรงมั่นอยู่ในสนสมเพศ และเพื่อเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชศรัทธาถวายความอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรที่ ได้พากเพียรเรียนพระบาลีอันเป็นภาษาที่ทรงไว้ ซึ่งหลักคำสอนอันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

มูลนิธิพุทธภูมิธรรมกราบอนุโมทนาสาธุบุญ และนำบุญแด่กัลยาณมิตรทุกท่านที่ร่วมบุญในครั้งนี้เทอญ สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ1 สิงหาคม 2568 : 09.30 น. สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล โดย พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ นายกสมาคมฯ/กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ : รับบริจาคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้ว จาก รร.บรรจงรัตน์ ซึ่งมี นางวาม ดุลยากร ผอ.รร.,คณะผู้บริหาร รร.,นักเรียน,ประธานเครือข่าย รร.บรรจงรัตน์ทุกชั้น ร่วมในพิธีมอบ ณ รร.บรรจงรัตน์ อ.เมือง จ.ลพบุรี

***ขอขอบคุณผู้บริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ***สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลโรงเรียนบรรจงรัตน์ทหารผ่นศึกบัตรชั้นที่1


1 สิงหาคม 2568 : 13.00 น. สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล โดย พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ นายกสมาคมฯ/กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,

พล.อ.ทวี ณ ชาตรี รอง หส.ผศ.ล.บ. และคณะ : ลงพื้นที่มอบนมกล่องสำหรับเด็กนักเรียน จำนวน 22 ลัง ให้กับ รร.พลร่มอนุสรณ์มิตรภาพที่ 50 ซึ่งมี คณะครู นักเรียน ร่วมในพิธีรับมอบ ณ ห้องประชุม รร.พลร่มอนุสรณ์มิตรภาพที่ 50 ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี

*** ขอขอบคุณ รร.บรรจงรัตน์ : บริจาคนมกล่องสำหรับเด็กนักเรียน จำนวน 22 ลัง มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ***สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลพบุรีทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลมุก ร้อง กกต.กลาง – ศูนย์ร้องทุกข์ฯทำเนียบรัฐบาล ปมถูกใส่ร้ายผ่านไลน์ เชื่อทำคะแนนพ่ายโหวตโน

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นางสาวนันท์นภัส ธนวงศ์ทวีสิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลมุก เทศบาลตำบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หมายเลข 2 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เธออ้างว่า ถูกใส่ร้ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ก่อนการเลือกตั้ง

ผู้ร้องเรียนระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อความผ่านไลน์จากบุคคลชื่อ “กัญจนา…” และ “นันทนา…” โดยมีเนื้อหาจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กาไม่เลือกใคร” หรือ “โหวตโน” และมีถ้อยคำระบุเจาะจงว่า “อย่าไปกาเบอร์ 2 ได้” พร้อมใส่ร้ายว่าผู้สมัคร “ไม่ใช่คนในพื้นที่”

นางสาวนันท์นภัสระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 (5) และยังอ้างว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุตรของนายสนั่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงเป็นผู้สนับสนุนของนายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครหมายเลข 1

สำหรับผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ปรากฏว่า นางสาวนันท์นภัสได้รับคะแนนเสียงจำนวน 1,249 คะแนน ขณะที่จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด หรือ “โหวตโน” มีมากถึง 1,560 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนของเธอถึง 311 คะแนน

นางสาวนันท์นภัสจึงร้องเรียนให้ กกต. – หน่วยงานรัฐ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และแต่งตั้งตนเองเป็นนายกเทศมนตรี เนื่องจากเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และอาจมีการชี้นำประชาชนด้วยข้อมูลเท็จอีกด้วย

นายกเทศมนตรีตำบลมุก #เทศบาลตำบลมุก #ร้องเรียนเลือกตั้ง #โหวตโน #มุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #กกต #ข่าวเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง ///// ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ ผู้สื่อข่าวสื่อรัฐทีวี ประจำจังหวัดมุกดาหาร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การแข่งขันกีฬาฟุตซอล กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร Supper cup ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 50,000 บาท

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ นายจรินทร์ ก๋งม้า ประธานสภาทนายความจังหวัดชุมพร /กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร ให้เกียรติมาเป็นประธาน เปิดการแข่งขันกีฬาฟุต ซอล กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร

Supper cup ณ สนามฟุตซอล โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา จังหวัดชุมพร แบ่งประเภทการแข่งขันเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเยาวชนอายุไม่เกิน 12 ปี และประเภทเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ จาก พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร

พันตำรวจเอก ปัญญา ท้วมศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมือง ชุมพร ได้กำหนดจัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอล กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร Supper cup ชิงถ้วย ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองชุมพร และ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร โดยกำหนด

จัดการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ ๒ และ วันอาทิตย์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ โดยมีทีมเข้า ร่วมการแข่งขันในครั้งนี้จำนวน ๓๕ ทีม โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพี้นที่ใกล้เคียงให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

รู้จักใช้ เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากอบายมุข และยาเสพติด ๒. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงการออกกำลังกายโดยใช้ กีฬาเป็นสื่อในการ พัฒนาร่างกายและจิตใจ ๓. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย มี

น้ำใจนักกีฬา เกิดความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีภายในหมู่คณะ ๔. เพื่อให้เด็กและเยาวชนห่างไกลยาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล ” No Drugs No Dealers ” รวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด

นายจรินทร์ ก๋งม้า การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เด็ก – และเยาวชน ได้หันมาเล่นกีฬา ออกกำลังกาย เสริมสร้างสุขภาพ ให้มีร่างกาย พลานามัยที่แข็งแรง สมบูรณ์ รู้จักการ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อลดปัญหาการยุ่งเกี่ยว

กับยาเสพติด ทั้ง ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อสนองตามนโยบาย/ของ รัฐบาลอีกทางหนึ่งในการออกกำลังกาย ขอให้ทุกท่าน ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้

จงมีสุขภาพร่างกาย ที่ สมบูรณ์แข็งแรง มีน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยต่อกัน โอกาสนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ตลอดจนเดชะบารมีอันแผ่ไพศาล แห่งองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินี ได้โปรดดล บันดาลพระราชทานพรให้ท่าน และครอบครัว จงประสพแต่. ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจาก โรคาพยาธิ และภยันตรายทั้งปวง มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ตลอดไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานมอบรางวัล “FTI e-Influencer Awards 2025” ยกระดับพลังอินฟลูเอนเซอร์ไทยสู่เวทีสากล

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ร่วมกับสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย จัดงาน “FTI e-Influencer Awards 2025” เพื่อยกย่องอินฟลูเอนเซอร์ไทยทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ที่ใช้พลังของสื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมไทยในยุคดิจิทัล

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิธีมอบรางวัล อาทิ
• คุณปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมฯ และรองประธานสถาบันดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรมฯ เป็นประธานในพิธี
• คุณนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม
• คุณก่อพงศักดิ์ ตันติสิริรักษ์ นายกสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย
• คุณทรงสิทธา จันทรา อุปนายกสมาคมฯ
• ดร.เมธวิน กิติคุณ กรรมการบริหารสมาคมฯ

ในปีนี้ มีอินฟลูเอนเซอร์และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ได้รับรางวัลรวม 46 ท่าน ครอบคลุม 3 สาขา ได้แก่ สาขาองค์กร สาขาบุคคล และสาขาเยาวชน ซึ่งแต่ละรางวัลล้วนสะท้อนถึงบทบาทที่โดดเด่นในการสร้างแรงบันดาลใจและใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อประโยชน์ของสังคม หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการบรรยายพิเศษโดย Mr. Vikas R Jain (วิคาส อาร์ เจน) Founder & CEO จาก ACVISS Technologies ประเทศอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยและการป้องกันการปลอมแปลงสินค้า

โดยได้นำเสนอแนวทางการใช้ Blockchain และ QR Code ในการยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท คิกิเมะ และสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมสู่ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืนการจัดงาน FTI e-Influencer Awards 2025 ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยปลุกพลังอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวงการครีเอเตอร์และภาคอุตสาหกรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 9 พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่10ของ สำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz

วันเวลาผ่านไปไวปานวอก ขอฝากบอก เพื่อนพ้องน้องพี่ ที่เป็นFCของ คุณภูวนารถ ณ สงขลา บก. บห. Bangkok Wealth & Biz – บก.บห. BANGKOK TODAY และ นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ที่เวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 9 พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่10 บนอุดมการณ์ และจริยธรรมที่มั่นคง และ ตรงไปตรงมาโดยเฉพาะเป็นก้าวเดินในยุค Disrupt ที่สื่อพากันเหนื่อยล้ากันถ้วนหน้า
จากปี 2016 จนถึงวันนี้ครบ9ปีเต็ม สำหรับสำนักข่าว Bangkok Wealth & Biz ที่ยังเดินบนเส้นทางสายสื่อคุณภาพ จึงขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ กัลยาณมิตรทุกคนมาร่วมงานBangkok Wealth & Biz ก้าวสู่ปีที่ 10 ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ หมู่บ้าน ดิ เอมเมอรัลด์ การ์เด้น 1 ปากเกร็ด นนทบุรีพร้อมทั้งร่วมสานต่อโครงการร่วมร้อยดวงใจสู่สังคม ครั้งที่ 8 บริจาคเงินให้กับ โรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สำหรับโครงการ “เพื่อจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับคลินิกรักษ์ไต”


ยังมีเสียงกระซิบที่ส่งมาตามสาย จาก คุณภูวนารถ ณ สงขลา ว่า งานนี้งดรับกระเช้าดอกไม้ยินดี ขอเปลี่ยนเป็นการบริจาคเงินสดเพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลอู่ทอง ไม่ว่าจะเป็นน้องรักนักร้องที่ไม่พกเงินสดสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด ได้โดยไม่มีปัญหา !! งานเริ่มตั้งแต่10:30 น.เป็นการพบปะ ทักทาย ถ่ายรูปสังสรรค์ด้วยความผูกพันอันแน่น แฟ้นไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ พอได้เวลา อันสมควรแก่การบำรุงสุขภาพ ก่อนบ่ายอ่อนๆตอน11:45 น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ลิ้มรสอาหาร เมนูเด็ดเจ้าเก่า “ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่” ตามคำเรียกร้อง นอกจากนั้นในปีนี้คุณภูวนารถ ได้มีการมอบต้นไม้ที่ระลึกซึ่งทุกต้นเป็นผลิตผลจากแม่พันธุ์ในบ้านทั้งหมด ในธีม “ต้นไม้ในบ้าน ร่วมรักษ์โลก” มีทั้งไม้ประดับ สมุนไพร และไม้กินไม้ผลหลังจากนั้น เวลา 14:30 น. ปิดงาน
ส่วนการเดินทาง มาร่วมงานก็ไม่ยากอย่างที่คิด ถ้ามาจากสะพานพระราม 4, สะพานพระนั่งเกล้าฯ, ถนนราชพฤกษ์ และถนนชัยพฤกษ์ ปักหมุดชุดแรกที่ “เกาเหลาอากง” เมื่อถึงแล้ว ค่อยปักหมุด “หมู่บ้าน ดิ เอมเมอรัลด์ การ์เด้น 1” เพื่อป้องกันการถูก Map พาไปด้านหลังหมู่บ้านฯ ซึ่งจะเข้าไม่ได้ นะขอบอกอย่าให้Mapมันหลอกก็แล้วกัน ห้ามพลาด !! วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ หมู่บ้าน ดิ เอมเมอรัลด์ การ์เด้น 1 ปากเกร็ด นนทบุรี สวัสดี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำท่วม

1 สิงหาคม 2568 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ส่งมอบ “ถุงกำลังใจ” ชุดอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ชุด พร้อมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

โดยมี คุณบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ คุณณปภัช จันทรแสง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจข้าว ธุรกิจพืชครบวงจร และธุรกิจขนส่งและบริการ เป็นตัวแทน ส่งมอบให้แก่ นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ณ สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์

ตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เครือซีพีได้จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดน่าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือ โดยมี “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่งมอบของจำเป็นถึงชุมชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรภาคีในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากจังหวัดน่าน, เทศบาลเมืองน่าน, โรงครัวพระราชทาน, มูลนิธิเพชรเกษม, มูลนิธิฮักเมืองน่าน, โรงพยาบาลน่าน, ฝูงบิน 466 กองทัพอากาศน่าน และเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมที่สุด

การสนับสนุนในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ได้ร่วมกันส่งมอบวัตถุดิบสด อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสาร สัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการติดต่อสื่อสารของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่หลายชุมชนยังคงต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เครือซีพีจึงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรม Big Cleaning Day จ.น่าน โดยระดมทีม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ร่วมกับเยาวชนจิตอาสาจากโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา เข้าช่วยเก็บขยะ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ พร้อมจัดรถน้ำสะอาด รถขนขยะ และแจกไม้กวาดทางมะพร้าวจำนวน 1,000 ด้าม ให้ครัวเรือนที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อช่วยให้ชุมชนกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ได้บูรณาการการช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดส่งถุงกำลังใจ การส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม ระบบสื่อสาร การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดจนกิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรจิตอาสาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ชาวน่านสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมการประมงปัตตานี ร่วมกับ กำลังพลภาค 4 และ ศอ.บต. ร่วมส่งอาหารทะเลอบแห้งและของใช้จำเป็น จากใจชายแดนใต้ ช่วยแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา กว่า 6 พันชุด

วันนี้ ( 1 สิงหาคม 2568 ) เวลา 15.00 น. ที่สมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4

พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและภาคีเครือข่าย นำโดย นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ , คุณ อันน์เกตุ ลีลาไพบูลย์ นายกสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี, นายวีระ ศรีชัย หัวหน้าท่าเทียบเรือประมงปัตตานี และน้ำใจจากพี่น้องประชาชนชายแดนใต้

ร่วมส่งธารน้ำใจ ผ่านเครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง จำนวนกว่า 1,000 ชุด และอาหารทะเลอบแห้งกว่า 5,000 ชุด โดยลำเลียงด้วยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ จากมณฑลทหารบกที่ 46 ไปยังมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ส่งตรงถึงมือสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของทหารหาญที่อยู่แนวหน้า รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปอยู่ศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้เปิดศูนย์รับบริจาคเครื่องอุปโภคและบริโภค สิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันให้พี่น้องชาวใต้ ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนอีสานใต้ จากสถานการณ์การสู้รบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และช่วยเหลือภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ

ด้วยการร่วมบริจาคแบ่งปัน เสื้อผ้า อาหารแห้ง หรือสิ่งของจำเป็นต่างๆ ที่ สำนักมวลชนและกิจการพิเศษ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หมายเลขโทรศัพท์ 095-949-5549 (พันโท พุฒิเศรษฐ์ ตั้งเชยวิไล)

“ร่วมส่งธารน้ำใจไทยจากแดนใต้…สู่ชายแดนอีสานใต้ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และช่วยน้ำท่วม จังหวัดภาคเหนือของไทย”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9 !!เปิดโต๊ะแถลงข่าว 3 ฝ่าย คดีความมั่นคง ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ออกหมายจับ 63 หมาย จับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68  เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

และ กำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย

รวมผู้ต้องหา 13 คน ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาส

ให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่าง “จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมาการปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้

ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67 และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4 สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”

ภาพข่าว/ อับดุลหาดี จ.ยะลา

ตอริก สหสันติวรกุล
กองบรรณาธิการข่าว /
ผู้อำนวยการข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงาน

บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

วันนี้ 1 สิงหาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา

ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด


ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย


สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย อัดคืน ‘กัมพูชา’ ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’ ไล่ไทม์ไลน์ ‘กัมพูชา’ จุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ-รุกอธิปไตย เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ-โจมตีพลเรือน ใช้ ‘ประชาชนโล่มนุษย์’ บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทย ใช้อาวุธเคมี ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

1 ส.ค. 68 ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบก ได้ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะนักการทูต คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศไทย และ สื่อมวลชน ระบุว่า การดำเนินงานของกองทัพ ในการรักษาอธิปไตย และยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และย้ำถึงความมุ่งมั่งของกองทัพที่จะแก้ปัญหา ด้วยทวิภาคีที่ไทย และกัมพูชามีอยู่ ด้วยความจริงใจและโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุ เพื่อสร้างความตึงเครียด ด้วยกิจกรรมทางทหาร และพลเรือน โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ดังนี้ 13 ก.พ. 68 การพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม 28 ก.พ. 68 การเผาศาลาตรีมุข สัญลักษณ์ความร่วมมือ ไทย กัมพูชา และ สปป.ลาวมี.ค. ถึง เม.ย.68 ทหารกัมพูชา ดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดน เพื่อทางการทหาร เสริมความแข็งแรงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทาง และการขยายแนวเขตคูเลตเข้ามาในเขตประเทศไทย

เม.ย. ถึง พ.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชา ได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม และอาวุธยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดนไทย – กัมพูชาเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตามที่มีหลักฐานการพิสูจน์ ทราบจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยชาวออสเตรเลีย ต่อมาฝ่ายกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยเข้ามาขุดคูเลตติดต่อ

28 พ.ค. กัมพูชาเริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันตัว บริเวณช่องบก กองทัพและรัฐบาลไทยพยายามใช้แก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นผล

ห้วงเดือน ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหลายพื้นที่ในเขตแดนไทย จนทำให้ทหารไทยลาดตระเวน บาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ถึง 2 ครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ขาขาด 2 นาย และมีบางส่วนบาดเจ็บ

ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการจงใจ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งไทย และกัมพูชาให้สัตยาบัน นอกจากนั้นในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิด ภายใต้ความร่วมมือของนานาชาติ จนมีความปลอดภัยเป็นที่ประจักษ์แล้ว

ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชา พยายามแสดงการยั่วยุ โดยส่งทหารกัมพูชาทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบแสดงเป็นพลเรือน ตลอดจนจัดตั้งมวลชนชาวกัมพูชา จากกรุงพนมเปญและใกล้เคียง เข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อจัดกิจกรรม ทำคอนเทนต์ แสดงออกในลักษณะยั่วยุนักท่องเที่ยวชาวไทย ประชาชนไทยและทหารไทย

ในพื้นที่จนเกิดการกระทบกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างคนไทย และคน กัมพูชา ในพื้นที่ปราสาทต่าง ๆกองทัพบก ยังชี้แจง มาตรการควบคุมชายแดน และการเปิดฉากยิงของกัมพูชา เมื่อ24 ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ปราสาทตาเมือนธมโดยใช้ ปืนเล็กยาว, ปืน และ เครื่องยิงลูกระเบิด mortar จนนำไปสู่การปะทะกัน

จากนั้น ฝ่าย กัมพูชา ได้ ยกระดับเป็นการใช้กำลังรบ และอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. ถึง 30 กม.โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ , โรงเรียนใน จ.สุรินทร์ และ จ.ศีรสะเกษ , บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี

ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ปี และมีราษฎรต้องอพยพจำนวนมากกว่า 150,000 คนกองทัพบก กล่าวต่อว่า ฝ่ายไทยตอบโต้ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ(Article 51 of the UN Charter)

ซึ่งระบุว่า “ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎบัตรนี้จะกระทบสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นต่อรัฐนั้น”การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality)

โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อ ยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสียของพลเรือน และรักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติทั้งนี้ฝ่ายไทยมิได้มีเจตนาที่จะรุกรานหรือกระทำการใด ๆ ที่เกินขอบเขตการป้องกันตนเองจากการคุกคามโดยฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยทำการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีแบบ indiscriminate target ทำให้เกิดการสูญเสียทางพลเรือนของฝ่ายไทย นอกจากนี้ที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนในเขตชุมชนพลเรือน เสมือนเป็นใช้โล่ห์มนุษย์ ซึ่งฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ไปเป้าหมายดังกล่าว ถือเป็นการเจตนาละเมิด

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้ และไม่มีประเทศอารยธรรมใดในโลกที่ยอมรับการกระทำ ซึ่งไร้มนุษยธรรมในลักษณะดังกล่าวกองทัพยังสรุปถึง สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร หลังจากมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 แล้ว เวลาหลังเที่ยงคืน ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในพื้นที่ดังต่อไปนี้ (1) Chong Bok Area, Ubon Ratchathani Province(2) Sam Tae Area, Si Sa Ket Province(3) Pha Mor E Daeng, Si Sa Ket Province(4) Phu Ma Khua/Khanmar Area, Si Sa Ket Province(5) Phlan Yao Area, Si Sa Ket Province(6) Ta Kwai Temple, Surin Province

ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนถึงวันที่ 30 ก.ค.68 เวลา 05.10 น. และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 68 ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทยและการใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชา บินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนในของฝ่ายไทย อย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลกัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ ซึ่งตามข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Article 2(4) UN Charter)

การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็น การป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality) ตามสิทธิที่ระบุไว้ใน มาตรา 51 ของกฎบัตรฯ หลังจากฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธโจมตีด่านทหาร ฝ่ายปกครอง และชุมชนไทยในหลายพื้นที่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง

พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. , ปั้มน้ำมันบ้านผือ ที่หากจากชายแดน 30 กม.สำหรับการใช้ระเบิดเคมี เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี(Chemical Weapons Convention – CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมีทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย

กรณีภาพ “ระเบิดเคมี” ที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ โดยรัฐบาลกัมพูชา แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี2022 ซึ่งสามารถดูภาพดังกล่าวได้ผ่านทางสื่อออนไลน์ส่วนที่ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจำนวนมากนั้น อาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้และมีความเหมาะสมตามสัดส่วน เป็นเพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชา และกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร บริเวณแนวชายแดน ไม่ใช่การโจมตีเชิงรุก แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่วางกำลังและยิงอาวุธจากพื้นที่พลเรือน ใช้ชุมชนเป็น “โล่มนุษย์” ซึ่งเป็นการละเมิด International Humanitarians Laws อย่างร้ายแรงกองทัพบกชี้แจงต่อว่า ต่อประเด็นไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา ตามคำแถลงของ ‘เฮง รัตนา’ หัวหน้า CMAC ของกัมพูชา มีลักษณะชัดเจนของการ บิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง

ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ทั้งนี้ไทยขอประนาม และให้กัมพูชาหยุดการกล่าวหาอันเป็นเท็จ เพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และขอให้หันมาร่วมมือกับประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนอย่างสันติผ่านการเจรจาและความร่วมมือที่ตรงไปตรงมา ล่าสุด เมื่อ 30 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชาไปตรวจพื้นที่การรบห่างจากชายแดน 30 กม. แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเปลี่ยนแผน พาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบ ยังมีความเสี่ยงต่ออันตราย

กองทัพบก กล่าวสรุปช่วงท้ายว่าขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทย กับกัมพูชานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกลยิงต่อ เป้าหมายพลเรือน และทำให้เกิดความเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินหายของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้วแต่ ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ขอบคุณ ข้อมูลจากกองทัพไทย ข่าว/ภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.จว.ชุมพร แถลงข่าว No Drugs No Dealers ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด / ชนกลางยูเทิร์น วัดใจขุนกระทิง จักรยานยนต์ติดในซอกล้อ รถกระบะ เสียชีวิตคาที่

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้เกียรติ มาเป็นประธานในการแถลงข่าวปฏิบัติการกวาดล้าง ยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ณ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร พร้อมกับ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร และแถลงแนวทางการปฏิบัติในพื้นที่

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติเมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร 

โดยได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติการ อย่างเข้มข้นภายในระยะเวลา 3 เดือน (กรกฎาคม - กันยายน 2568)ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากหมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมประกาศเป็น "หมู่บ้านชุมชนปลอดภัยยาเสพติด" อย่างชัดเจนและยั่งยืน ด้าน พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำหนดให้มีการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญระดับชาติโดยมุ่งเน้นการดำเนินการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จึงได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศดำเนินการ ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม ผู้ค้าและ ผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มงวด และสรุปผลรายงานต่อเนื่อง ซึ่งผลการปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระหว่างวันที่ 18 - 31 กรกฎาคม 2568 จับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 147 คดี ผู้ต้องหา รวม 154 คน ของกลางยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 77,675 เม็ด ไอซ์ จำนวน 0.188 กรัม 

ของกลางอาวุธปืน ปืนสั้น จำนวน 2 กระบอก ปืนยาว จำนวน 4 กระบอก และจับกุมตามหมายจับ ผู้ต้องหาคดีสมคบฯ และฟอกเงิน จำนวน 8 หมาย 4 เครือข่ายตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรยังคงดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่องพร้อมเชิญชวนประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส และร่วมเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดภัยและปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ชนกลางยูเทิร์น วัดใจขุนกระทิง จักรยานยนต์ติดในซอกล้อ รถกระบะ เสียชีวิตคาที่

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 00.40 น. ว่าที่ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ชุมมาก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ พนักงานสอบสวนเวรคดีอาญา-จราจร

ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองชุมพร ว่ามีเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตที่เกิดเหตุ จึงรายงาน พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผกก.สภ.เมืองชุมพร ผู้บังคับบัญชาทราบ รุดไปที่เกิดเหตุพร้อมประสานไปยัง หน่วยกู้ชีพ กู้ภัยสายชล มูลนิธิชุมพร

เกิดเหตุ  ถนนเอเชีย 41 (ขาล่อง) บริเวณจุดกลับรถหน้าร้านเอสพี แทรคเตอร์ ม.8 ต.ขุนกระทิง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพรพบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน กษย 672 ชุมพร สภาพได้รับความเสียหายตัวรถติดอยู่ที่บริเวณล้อหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า  สีเทา ทะเบียน บว 35 ชุมพร ซึ่งบริเวณด้านหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวสภาพมีร่องรอยเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย  จอดอยู่ในช่องทางเดินรถช่องทางซ้ายของถนนที่เกิดเหตุ  จากการสอบสวน นายวสันต์ สงวนนามสกุล อายุ 54 ปี ชาว ต.สลุย  อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร แสดงตนเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าว และมี  นายสุนันท์ สงวนนามสกุล อายุ 55 ปี แสดงตนเป็นผู้ที่นั่งโดยสารที่เบาะนั่งข้างผู้ขับขี่ของรถยนต์กระบะคันดังกล่าว กำลังกลับรถ และมีรถจักรยานยนต์วิ่งตรงเข้ามาชนเต็มที่  และในที่เกิดเหตุยังพบเศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนควบของรถคันเกิดเหตุทั้งสองคันตกอยู่   ห่างออกไป ระยะประมาณ 10 เมตร พบศพของ นายจักริน  มะลิทอง สภาพศพนอนหงายเสียชีวิต  อยู่บนถนนบริเวณที่เกิดเหตุและติดกับศพของ นายจักรินฯพบกองคราบเลือดติดอยู่กับตัวศพฝั่งขวา และในที่เกิดเหตุยังพบเศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนควบของรถคันเกิดเหตุทั้งสองคันตกอยู่  ต่อมาได้ร่วมกับ แพทย์หญิง วิภาวรรณ  เสรีพิทักษ์กุล  แพทย์ประจำ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทำการชันสูตรพลิกศพและได้รับคำร้องทุกข์ไว้เป็นคดีชันสูตรพลิกศพที่ 347/2568สั่งการให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งศพ นายจักริน  มะลิทอง ผู้เสียชีวิต ไปเก็บรักษายัง รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ต่อไป

จากนั้น ว่าที่ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ชุมมาก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร จึงได้จัดทำบันทึก แผนที่ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุไว้ ต่อมาได้เดินทางกลับมายัง สภ.เมืองชุมพร และได้ลง ปจว. รับคำร้องทุกข์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นไว้เป็นคดีจราจรที่ 28/2568 ไว้แล้วและจะได้ดำเนินการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สุดอาลัย!สิ้นเจ้าคณะจ.ชุมพร ฝ่ายมหานิกาย / ถนนคนเดินฯชุมพรพร้อมใจติดธงชาติและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา / ทอดผ้าป่าสามัคคี สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) ยอดรวม 306, 417 บาท


ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า พระเทพวชิรปฏิภาณ (ดำเนิน อตฺถจารี) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร (มหานิกาย) และเจ้าอาวาสวัดบุรณะ (วัดนอก) พระอารมหลวง ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้ละสังขารที่โรงพยาบาลหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ในเวลาประมาณ 00.29 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สิริอายุ 72 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาญาติโยมและพุทธศานิกชนชาวชุมพร โดยญาติโยมและบุคคลใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุของการละสังขาร อาจเกิดจากโรคประจำตัวที่พระเทพวชิรปฏิภาณอาพาธมานานนั่นคือโรคไต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่ชัดจำเป็นต้องรอการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลหลังสวน วัดราชบุรณะ (วัดนอก) พระอารามหลวง และ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชุมพรก่อน

สำหรับ พระเทพวชิรปฏิภาณ (ดำเนิน อตฺถจารี) มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัณยบัฏว่า พระพรหมวัชรปฏิภาณ สุวิธานปฏิบัติศาสนกิจนายก ดิลกสุศีลาจารมหาบัณฑิต อภิธรรมปิฎกวรพุทธกิจสุตสิกขาสมาทาน
ไพศาลภัทรทัสสนียนิวาสนวีรธรรมาภรณ มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี ณ สถิต วัดราชบุรณะ (วัดนอก) พระอารามหลวง ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 16 (กิตติมศักดิ์) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ พระอารามหลวง ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลท่ามะพลา และที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอหลังสวน

ถนนคนเดินฯชุมพรพร้อมใจติดธงชาติและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ ถนน นวมินทร์ร่วมใจ (ถนนเลียบทางรถไฟ) ตรงข้ามร้านปะการัง ซึ่งเป็นสถานที่จัดตลาดนัดชุมชน

“ถนนคนเดินเลียบทางรถไฟชุมพร” บรรดาผู้ประกอบการที่นำสินค้า มีทั้งหมดประมาณ 140 บูธ เข้าร่วมจำหน่าย ได้พร้อมใจกันแสดงออกถึงความรักชาติ ด้วย

การประดับธงชาติไทยเต็มไปหมด มีประชาขมาเดินตลาดจำนวนนับ พัน ได้พร้อมใจยืนเคารพธงชาติในเวลา 18.00 น.

ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่มาเดินเลือกซื้อสินค้า ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยให้พี่น้องชาวไทยและเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวน

ชายแดน (ตชด.) ทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาด้วยเป็นการให้พ่อแม่พี่น้อง ชาวจังหวัดชุมพร ได้แสดงออกถึงความรักชาติ แผ่นดินของเราจะไม่ให้ใครมาย่ำยี จะไม่ยอมเสียให้ใครแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ดังคำที่ว่า คนไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

ทอดผ้าป่าสามัคคี สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) ยอดรวม 306, 417 บาท

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คุณพิจิตร อ่อนละมัยนายกสมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข จ.ชุมพร ร่วมกับคุณธรรมนูญ –คุณอำพร เศวตเวช คุณโสภณ อุดมศรี คุณนิตยา ขำจิตร และข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดผ้าป่าสามัคคี

พระสุนทร สุธมฺโม รักษาการเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) มีความประสงค์ จะสร้างศาลาอเนกประสงค์ สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก)เพื่อความสะดวกในการประกอบศาสนกิจ ในทางศาสนาให้สะดวกยิ่งขึ้น

จึงขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธามาร่วมสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ตามกำลังศรัทธาซึ่งจะกลายเป็น อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติ

มีประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ต่างได้นำเอาอาหารมาเปิดตลาดนาบุญเลี้ยงให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

และมีการแสดงฟ้อนรำนำขบวนกองผ้าป่ารอบหอระฆัง และเฉลิมฉลองกองผาป่า ก่อนท้องผ้าป่าในครั้งนี้ ยอดรวม 306, 417 บาทธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม“ พร้อมชิงชัยเก็บแรงกิ้ง “เดอะ ฮีโร่ เทควันโด อินเตอร์เนชันแนล แชมป์เปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8” ที่พัทยา

ตามที่สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ Heroes Taekwondo เลือกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่จัดการแข่งขันเทควันโดระดับนานาชาติ รายการ เดอะ ฮีโร่ เทควันโด อินเตอร์เนชันแนล แชมป์เปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8 (The 8th Heroes Taekwondo International Championchip) วันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ด้าน ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม นักกีฬาเทควันโดดาวรุ่ง ได้ร่วมลงแข่งขันรายการนี้ในประเภทต่อสู้ เยาวชนชาย รุ่นอายุ 15-17 ปี น้ำหนัก 45-48 กิโลกรัม โดยส่วนตัวมองรายการแข่งขันนี้เป็นรายการแข่งขันระดับนานาชาติที่มีหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ทำให้ได้เจอนักกีฬาเก่ง ๆ จากหลากหลายประเทศ

อย่างไรก็ดี ที่สำคัญคือรายการนี้จะมีการเก็บคะแนน Ranking สำหรับนักกีฬาไทย ทำให้ส่วนตัวค่อนข้างกดดันพอสมควร แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม ด้วยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอตามโปรแกรมที่โค้ชกำหนด และก็จะไม่ประมาทคู่ต่อสู้ และตั้งใจจะทำผลงานอย่างดีที่สุด

EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity โอกาสการลงทุนในพื้นที่ศักยภาพสูงแห่งอนาคต

งาน EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity เป็นงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาค ที่แสดงศักยภาพความพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคตในพื้นที่ EEC ด้วยการบูรณาการระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) – ทีเส็บ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

ภายในงาน จะได้พบกับการอัปเดตนโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่ EEC โดยรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เจาะลึกสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและมาตรการสนับสนุนพิเศษในพื้นที่ EEC โอกาสจับคู่ธุรกิจและขยายเครือข่ายกับผู้ประกอบการกว่า 100 หน่วยงาน บูธแสดงสินค้าจากภาคธุรกิจมากกว่า 100 บูธ และร่วมฟังเสวนากว่า 20 หัวข้อสำคัญ

งาน EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ ที่ภิรัชฮอลล์ 1-3 ไบเทค บางนา ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน >> https://ers-th.informa-info.com/eecx25 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://shorturl.asia/RLFwq

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.เชียงใหม่ บูรณาการกำลังปล่อยแถวระดมกวาดล้าง ตามยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด (No Drugs No Dealers) “ผนึกกำลังชุมชน ปลอดยาเสพติด”

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 05:30 น. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ , ผู้แทน ผอ.ปปส.ภาค 5 , ผู้แทนฝ่ายทหาร , พ.ต.อ.ชินเดช ดีแท้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่

(รับผิดชอบงานยาเสพติด) , ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ แม่ปิง ภูพิงค์ ช้างเผือก หางดง สารภี แม่ริม แม่โจ้ สันทราย สันกำแพง กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่และ จนท.ตำรวจ ทหาร ปกครอง หน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ จำนวน 180 นาย

เข้าร่วม พิธีปล่อยแถวปิดล้อมตรวจค้นระดมกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ตามโครงการ ยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด(No Drugs No Dealers)

ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ณ บริเวณลานหน้า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี

และทุก สภ. ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่ 38 สภ.ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพร้อมกันทุกพื้นที่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 75 เป้าหมาย

ยุทธการฟ้าสาง #เด็ดปีกนักค้ายา #ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด #No DrugsNoDealers #ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ #เชียงใหม่เมืองปลอดภัย #CMPD…..

…#สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หน่วยงานรัฐจับมือชุมชน ลงนามปฏิญญารวมพลัง “No Drugs No Dealers” พร้อมปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด

วันนี้ (1 ส.ค.2568) ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนราธิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.)

อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีลงนามปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” เพื่อป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีพ.ต.อ.ปรัชญา ไบเตะ ผกก.สภ.เมืองนราธิวาส ว่าที่ พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93

พ.ต.อ. ภัควัฒน์วันสนุก.ผกก.สภ.ตันหยง พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.สอบสวน รรท.ผกก.สภ.โคกเคียน ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงพลังและร่วมลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับการลงนามปฏิญญาและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นผลักดันมาตรการ “No Drugs No Dealers” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ปลอดภัย และห่างไกลยาเสพติด

จากนั้นนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.) อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” มุ่งผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งจัดขึ้นตามแผนปฏิบัติการเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเล็งเห็นความรุนแรงของสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและชุมชน โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับประชาชน

พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคม ซึ่งการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพร้อมเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ลดปัญหาความรุนแรง และนำพาชุมชนสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติดอย่างแท้จริง
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง กกต.มุกดาหาร สอบการเลือกตั้ง “นายกตำบลมุก” ไม่โปร่งใส “เบอร์ 2” ชี้ถูกใส่ร้ายผ่านไลน์ จูงใจให้คน “กาโหวตโน” จนแพ้

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นางสาวนันท์นภัส ธนวงศ์ทวีสิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หมายเลข 2 ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ตรวจสอบการกระทำของบุคคล 2 รายที่เผยแพร่ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 65 (5) โดยมีนายพิเชฐ สุภัคชูกุล หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้รับเรื่อง

โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 มีการส่งข้อความผ่านไลน์จากบุคคลชื่อ “กัญจนา…” และ “นันทนา…” โดยเนื้อหาในข้อความมีการแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กาไม่เลือกใคร” หรือ “กาโหวตโน” พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงหมายเลข 2 อย่างเจาะจงว่า “อย่าไปกาเบอร์ 2 ได้” และใส่ร้ายว่าผู้สมัครรายนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่

นางสาวนันท์นภัส ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และมีเจตนาจูงใจให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมโดยตรง และยังเปิดเผยว่าทั้งสองรายมีความเกี่ยวข้องเป็นบุตรของนายสนั่น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครหมายเลข 1

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนนเสียงจำนวน 1,249 คะแนน ขณะที่คะแนน “ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด” หรือโหวตโน มีจำนวนถึง 1,560 คะแนน ซึ่งมากกว่า 311 คะแนน

ผู้ร้องจึงขอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมุกดาหาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และแต่งตั้งตนเองเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตยุติธรรม

เทศบาลตำบลมุก #เลือกตั้งท้องถิ่น #ร้องเรียนเลือกตั้ง #กกตมุกดาหาร #คณะกรรมการการเลือกตั้ง #โหวตโน #นายกเทศมนตรีตำบลมุก #ข่าวมุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #โปร่งใสต้องมาก่อน #มุกดาหาร/////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ​ พิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด ร.8 พัน.2 ค่ายมหาศักดิพลเสพ จ.ขอนแก่น

30 กรกฎาคม​ 2568​ เวลา​ 17.00​น.​ พลตรีกิตติพงษ์​ เนื่องชมภู ผบ.มณฑลทหารบกที่​23 จัดทหารกองเกียรติยศรับศพทหารกล้า​ พลทหารสิรวิชญ์​ ภิญโญ​สุข​ ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่​  เมื่อวันที่​ 28 กรกฎาคม​ 2568​ ณ​ วัดสายทอง​ ต.หนองแดง​  อ.สีชมพู​ จ.ขอนแก่น​  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ​พลทหารสิรวิชญ์​ ภิญโญสุข​ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

19.00​น​ นายไกรสร​  กองฉลาด​  ผู้ว่าราชการ​จังหวัดขอนแก่น​ เป็นประธานในพิธีพระราชทาน​น้ำหลวงอาบศพ​ วางพวงมาลาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​และพระบรมวงศานุวงศ์​ เป็นประธานในพิธีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม​ และมอบสิ่งของพระราชทาน

พร้อมทั้งปลอบขวัญเป็นกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต​ โดยมีผู้แทนกระทรวงวัฒน​ธรรม​  ปลัดจังหวัด​ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด​ วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น​ ข้าราชการ​และประชาชนในพื้นที่อำเภอสีชมพูร่วมสดุดีทหารกล้า​ เป็นจำนวนมาก

พิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด ร.8 พัน.2 ค่ายมหาศักดิพลเสพ จ.ขอนแก่น

พ.อ.จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รอง ผบ.พล.ร.3/รอง ผบ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทนหน่วยฯ พร้อมคณะ ผบช./ฝสธ.ฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์

พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข ตำแหน่ง พลปืนเล็ก สังกัด ร.8 พัน.2 ซึ่งเสียสละปกป้องอธิปไตยผืนแผ่นดินไทย และได้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่/เหตุการณ์

ปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี พ.อ.ยุทธนา มหาวัน รอง ผบ.มทบ.23 เป็นประธานในพิธี ณ ศาลาการเปรียญวัดสายทอง บ.โพธิ์ทอง ต.หนองแดง

อ.สีชมพู จ.ขอนแก่นสดุดีทหารกล้า #วีรบุรุษทหารกล้ากองพลทหารราบที่3กองทัพภาคที่2 กองทัพบกRoyalThaiArmy

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /”ชั่งทองฟาร์ม” แจงอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาต ปมถูกร้องเปิดสวนสัตว์ใน จ.มุกดาหาร

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จังหวัดมุกดาหาร นางสาวอรกัญญา สะเภา ผู้บริหารบริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด และนายกสมาคมการค้าท่องเที่ยวมุกดาหาร ได้จัดแถลงข่าวนโยบายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผสมผสานธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง และสวนน้ำ

พร้อมทั้งชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะ โดยมีนายวีระพงษ์ ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครพนม นายอุกฤษฏ์ ศรีพิเมือง ปลัดเทศบาลตำบลคำอาฮวน และนางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าวด้วย

นางสาวอรกัญญา กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด ยังไม่ได้ดำเนินกิจการ “สวนสัตว์” ดำเนินการในรูปแบบประกอบกิจการฟาร์ม และคาเฟ่ มุ่งเน้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติและสัตว์

เลี้ยง ได้กำหนดนโยบายยกระดับกิจการ ขับเคลื่อนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มุ่งเน้นประกอบกิจการ

เพื่อสังคม สร้าง งานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ โอกาสนี้ผู้บริหารมีนโยบายยกระดับกิจการ เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ สวนน้ำ และดำเนินการยื่นขออนุญาตสร้างสวนสัตว์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการ

ดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาต เพื่อวัตถุประสงค์เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน แหล่งศึกษาดูงานและ สร้างสรรพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว รองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ร้อยตำรวจตรีสุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กรณี

การขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการ สวนสัตว์สาธารณะ “ช่างทองฟาร์ม” ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านคำเม็ก ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยขอให้ตรวจสอบว่า

ผู้ประกอบการได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตต่อส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง ตามกฎหมายว่าด้วยสวนสัตว์ สาธารณะ

และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าแล้วหรือไม่ รวมถึงขอให้ตรวจสอบว่า กระบวนการขออนุญาตดังกล่าวเป็นไปตามลำดับขั้นตอนและผังงานที่กำหนดไว้หรือไม่

ชั่งทองฟาร์ม #แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร #สวนสัตว์ยังไม่ได้รับอนุญาต #ร้องเรียนสวนสัตว์ #มุกดาหาร #กิจการสัตว์ป่า #คาเฟ่สัตว์เลี้ยง #การท่องเที่ยวเชิงเกษตร #กฎหมายสัตว์ป่า #สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.เม็งรายเชอร์วิส จก. และ บ. โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขอขอบคุณ บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการ พร้อมทีม รับมอบของบริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ

เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร บริจาคโดย บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ

เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพรุ่น SVM7621 จำนวน 10 เครื่อง ราคาเครื่องละ 100,000 บาท รวมมูลค่า 1,000,000 บาท

ไดร์เป่าผมยี่ห้อ Philips BHD 500 กำลังไฟ 2,100 วัตต์ จำนวน 28 เครื่อง ราคาเครื่องละ 850 บาท รวมมูลค่า 23,800 บาท ผ้าห่มไฟฟ้าขนาด 60 x 30 เชนติเมตร จำนวน 10 ผืน นมและขนมยูโร่ รวมมูลค่า 10,000 บาท

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง