สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กฟผ.ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลทับสะแก จัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด “EGAT YOUTH CUP THAPSAKAE 2025”

วันที่ 28 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่สนามวัดนาล้อม ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด รุ่นอายุ 10 ปี และ อายุ 12 ปี “EGAT YOUTH CUP THAPSAKAE 2025”

โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก ผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ ผู้บริหารสถานศึกษา ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก และนักเรียน เข้าร่วมกิจกรรม

ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สนับสนุนงบประมาณให้กับผมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก เพื่อดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด ส่งเสริมการออกกำลังกาย และเพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรงต่อไป

//////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคตะวันออก

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568 จัดงานแถลงข่าว เปิดตัว Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคตะวันออกนำทีมโดย คุณณัฐกัญภรณ์ ธนันพัฒนวงษ์ ( คุณพิ้งค์) MD ภาคตะวันออก คุณอัญชลี พุทธวงษ์ (คุณตุ๊ก)
รอง MD ภาคตะวันออก

ได้จัดสาวงามตัวแทนภาคตะวันออก มา 3 ท่าน ได้แก่นางสาวศกุลพัตร์ ไชยประทุม(น้องเฟิร์ส) อายุ17ปี ตัวแทนสาวงามจาก จังหวัดชลบุรี นางสาวศิริรัตน์ แสนสุริวงค์ (ใบเฟริ์น ) อายุ 23 ปี ตัวแทนสาวงามจาก จังหวัดจันทบุรี

นางสาวณัฏฐธิดา ยิน (น้องเจได๋) อายุ 17 ปี ตัวแทนสาวงาม จังหวัดตราดโดยยังมีเหล่าสาวงามอีก 5 จังหวัด ที่รอเปิดตัว เวทีใหญ่ รวมทุกภาคครบทั้ง 5 ภาค ที่จะมาร่วมเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

ซึ่งปีนี้ กองประกวด จัดเต็ม มงกุฎ สายสะพาย พร้อม เงินรางวัล และของสมนาคุณ รวมมูลค่ามากถึง ล้านกว่าบาท โดยงานเปิดตัวสาวงามภาคตะวันออกในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก

ดร. พัชราภา ภักดีรัตน์ รองอันดับ 1 Miss Chinese International 1995, HongKong มามอบมงกุฎ ให้แก่ตัวแทนสาวงาม ทั้ง 3จังหวัด พร้อมทั้ง ตัวแทนสถานีโทรทัศน์ MV TV คุณเกตน์ศิรณี บุญมาฺ ฮ.นกเอี้ยงตาโต ร่วมเป็นเกียรติในการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคตะวันออก

พิธีกรในงานแถลงข่าว คุณชัยยงค์ แก้วกัน (คุณชัย)ผู้จัดเชิญมงกุฎโดย
เยาวชนยุวฑูต Miss Chinese MCITภาคตะวันออก 2025นายอริยพล พิพิธวัฒนรัฐชื่อเล่น. ดีโอ อายุ. 15 ปี

เด็กชายคุณัชญ์ โรจน์วิลาวัลย์(อิชิตัน) อายุ 10 ปี เด็กชายสพลดนัย ทองบุ
(น้องเตโช) อายุ 4 ปี เวทีประกวดMiss Chinese International Thailand 2025

จึงขอเชิญชวน พ่อแม่พี่น้อง สื่อมวลชน ดารานักแสดง ศิลปินนักร้อง กลุ่มมูเตลู และ ท่านผู้มีเกียรติ ทุกท่าน เชิญร่วมงานแถลงข่าว เปิดตัวสาวงามทั้ง 5 ภาค ภาคเหนือ / ภาคกลาง / ภาคอิสาน / ภาคตะวันออก / ภาคใต้

ในวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2568 เวลา 13.00-17.00น.
ณ Bangkok Would Siam Amazing Park กรุงเทพมหานคร

สนใจติดต่อร่วมเป็นสปอนเซอร์
โทร0863791138
คุณนกเอี้ยง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นร.รร.ศรีสวัสดิ์วิทยาคารน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง Gold Award ทั้ง 2 ทีม / สามสโมสรโรตารีน่าน ร่วมจัดพิธีสถาปนาคณะกรรมการบริหาร ประจำปี 2568–2569

โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่านขอแสดงความยินดีกับครูและนักเรียน ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง Gold Award ทั้ง 2 ทีม จากการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการประชุมวิชาการระดับโลก The 20th Asian Chemical Congress (ACC20) หรือ ASIACHEM2525

วันที่ 23 – 27 มิถุนายน 2568 ที่ Bangkok Thailand จัดโดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ และ The Federation of Asian Chemical Societies (FACS)

ทีมที่ 1 Science Project: Cleaning silver jewelry from everyday Items using the principles of electrochemistry
นักเรียนที่นำเสนอผลงาน คือ

  1. นายชัชชัย กันทะวงค์ ม.6/10
  2. นางสาวราชิดา สุขภิรมย์ ม.6/10
  3. นางสาวณัฐวลัณช์ สารเถื่อนแก้ว ม.6/9
  4. นางสาวธวัลรัตน์ อุตมีมั่ง ม.4/10
    ครูที่ปรึกษา นางรัตนาพรรณ อุตมีมั่ง

ทีมที่ 2 Science Project: Production of rayon fibers from used cotton wool and tissue, compared with cellulose fibers from cotton using a small-scale chemical technique นักเรียนที่นำเสนอผลงาน คือ

  1. นางสาววรดา กุศล ม.6/9
  2. นางสาวจอมสุรางค์ ธีรภาพวิเศษพงษ์ ม.6/10
  3. นางสาวชวัลญา เปี่ยมอริยธน ม.6/10
  4. นางสาวธวัลรัตน์ อุตมีมั่ง ม.4/10
    ครูที่ปรึกษา นางรัตนาพรรณ อุตมีมั่ง

ขอขอบคุณ คณะครู ผู้ปกครองนักเรียนและโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่านที่ให้การสนับสนุนในการนำเสนอโครงงานครั้งนี้/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

น่าน สามสโมสรโรตารีในจังหวัดน่าน ร่วมจัดพิธีสถาปนาคณะกรรมการบริหาร ประจำปี 2568–2569

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สโมสรโรตารีจังหวัดน่าน ประกอบด้วย 3 สโมสร ได้แก่ สโมสรโรตารีน่าน สโมสรโรตารีปัว และสโมสรโรตารีเวียงสา

ได้ร่วมกันจัดงานพิธี สถาปนาคณะกรรมการบริหารสโมสรโรตารีจังหวัดน่าน ประจำปี 2568–2569 อย่างยิ่งใหญ่

งานพิธีในครั้งนี้จัดขึ้นตามธรรมเนียมปฏิบัติของโรตารี เพื่อเป็นการส่งมอบตำแหน่งนายกสโมสรและคณะกรรมการบริหารจากชุดเดิมไปยังคณะกรรมการ

ชุดใหม่ ซึ่งจะรับหน้าที่ดำเนินกิจกรรมด้านจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชนต่อไป

ในโอกาสอันสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจาก นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีและกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งสมาชิก

โรตารีจากต่างจังหวัดที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสโมสรโรตารีน่าน

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยมิตรภาพ โดยมีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกโรตารีจากหลากหลายพื้นที่ ตอกย้ำ

เจตนารมณ์ของโรตารีในการ “บำเพ็ญประโยชน์เหนือความมุ่งหมายส่วนตน
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/วิสุทธิ์ ศรีเมือง ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งาน LOVE PRIDE PARADE BANGKOK 2025 เฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย

วันนี้ (29 มิถุนายน 2568) ‘จิราพร สินธุไพร’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE 2025” ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย และร่วมเดินขบวนพาเหรด โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นางศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานราชการ องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคีภาครัฐและเอกชนกว่า 200 องค์กร ที่ร่วมกันจัดขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนพลังความหลากหลายและความเท่าเทียมในสังคมไทย

รมต.จิราพร กล่าวตอนหนึ่งว่า “ปีนี้ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศใช้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ โดยไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในมิติอื่น ๆ ของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมที่ส่งเสริมความเท่าเทียม โดยเฉพาะกิจกรรมในช่วงเดือน

มิถุนายน หรือ Pride Month ที่ถือเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองสิทธิเสรีภาพของความเสมอภาคเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพในการที่จะมีโอกาสได้เลือก ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ตลอดทั้งเดือน”

รมต.จิราพร ย้ำว่า “กิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วง Pride Month นั้น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนความ เท่าเทียม และหลากหลายที่เป็นบริบทสำคัญในสังคมไทยแล้ว ยังเป็นการย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการจัดงานเทศกาลระดับโลกของ

ประเทศไทยในภูมิภาค ที่นำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก ช่วยส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย โดยการจัดงานต่าง ๆ ในเดือนนี้ ถือเป็นสิ่งสะท้อนความภาคภูมิใจของคนไทยในการก้าวเข้าสู่สังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียมอย่างแท้จริง“

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯโคราช พบสื่อ เพื่อสื่อสารการพัฒนาเมืองโคราช ไปสู่ประชาชน

เมื่อวันที่ (27 มิถุนายน 2568) ที่ห้องประชุมท้าวสุรนารี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พบปะพูดคุยกับสื่อมวลชน โดยมี นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ.นครราชสีมา , นายแพทย์สุพล ตติยพรนันทพร นพ.สสจ.นครราชสีมา, นายทวีศักดิ์ ศักดิ์ศินานนท์

นายช่างโครงการทางลอดแยกนครราชสีมา และ นายอิทธิกร พรมโพทิม ผู้ช่วยนายช่างฯ เข้าร่วมแถลงข้อมูลประเด็นความคืบหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ ผ่านสื่อมวลชนในพื้นที่ ให้ช่วยประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา

ในโอกาสนี้ อบจ.นครราชสีมา ได้ร่วมแถลงประเด็นภารกิจสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน คือ การปรับปรุง ซ่อมแซมถนนที่ใช้สัญจร เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก และถนนที่บูรณาการร่วมกับพี่น้องท้องถิ่นอย่าง เทศบาล และ อบต. ในพื้นที่ รวมถึงภารกิจการดำเนินการเกี่ยวกับ “น้ำ” ที่ได้ให้การสนับสนุนเครื่องกลและบุคลากร เพื่อช่วยเหลือ

อปท. ที่ร้องขอและประสานแผนเข้ามา และโครงการก่อสร้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)นครราชสีมา (แห่งใหม่) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภา อบจ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ทางจังหวัดนครราชสีมา ได้ประชาสัมพันธ์ภารกิจที่จะดำเนินการ อาทิ การสร้าง “Sky Walk บริเวณเขาเขื่อนลั่น ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว แลนด์มาร์คใหม่ ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ, การจัดงาน

โครงการวิ่ง Night Run ผ่านจุดไฮไลท์สำคัญเมืองย่าโม สานต่อโครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 เฉลิมพระเกียรติ กำหนดจัดวันที่ 2 พ.ย. 68 โดย สสจ.นครราชสีมา พร้อมเปิดรับสมัครร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 31 ส.ค.68, ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางลอด (แยกประโดก) มีความก้าวหน้ากว่า 67% เร็วกว่าแผนงาน 14.081%

ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.68 จากนั้นจะเป็นการเดินหน้างานระบบต่าง ๆของทางลอดเข้าดำเนินการต่อ คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จตรงตามสัญญา และความก้าวหน้าโครงการก่อเสร้างทางลอด (แยกนครราชสีมา) หรือ (แยกเทอร์มินอล) ที่มีความคืบหน้าผลรวมที่ 64.713% เร็วกว่าแผนงาน 17.146% คาดแล้วเสร็จ เม.ย.69

ทั้งนี้ ทางจังหวัดนครราชสีมา ได้มอบหมายสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสึมา จัดพบปะสื่อมวลชน ในรูปแบบการแถลงข่าวประจำเดือน โดยจะมีส่วนงานต่างๆ ร่วมบอกเล่าข่าวสารแก่สื่อมวลชน เพื่อนำไปขยายผลให้ประชาชนรับทราบต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธีรับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน ครั้งที่23/ 2568 ณ สถาบันลูกโลกสีเขียว / ธ.ก.ส. ผนึก ซีพีน่าน เดินหน้าเสริมองค์ความรู้ หนุนปลูกผักมูลค่าสูงเพิ่มรายได้ เมื่อเร็วๆ นี้

วันที่ 25มิถุนายน 2568 นำโดยผู้ใหญ่นัยนา ฑีฆาวงค์ พร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้เข้าพิธีรับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน ครั้งที่23/ 2568 ณ สถาบันลูกโลกสีเขียว 🌱

ชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่องและผ่านการประเมินในรอบ 5 ปี ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน ในวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. กรุงเทพฯ

🏆 ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน

ชุมชนบ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน
🌱ชุมชนบ้านห้วยหาด ชุมชน ห้วยหาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 23
ประเภทสิปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน

บทเรียนแห่งการปรับตัว ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพัฒนาอย่างยั่งยืน
.ท่ามกลางหุบเขาในอำเภอปัว จังหวัดน่าน ชุมชนบ้านห้วยหาด ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เคยใช้ชีวิตเรียบง่ายภายใต้ระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ ป่าไม้และลำน้ำห้วยหาดเป็นแหล่งอาหารแหล่งน้ำของชุมชน แต่เมื่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเข้ามา พื้นที่ป่าถูกแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การใช้สารเคมีอย่างหนักส่งผลให้แหล่งน้ำปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้บริโภคได้ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง สัตว์น้ำและพืชป่าหายไป คนในชุมชนเริ่มเผชิญกับปัญหาสุขภาพและหนี้สิน จุดเปลี่ยนและการตระหนักรู้

เมื่อชาวบ้านพบว่าแหล่งน้ำที่เคยใสสะอาดกลายเป็นน้ำที่ใช้ไม่ได้ และต้องซื้อจากภายนอก พวกเขาเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีสูง อีกทั้งยังพบว่าสารพิษตกค้างในร่างกายของคนในชุมชนสูงเกินค่ามาตรฐาน ความอยู่รอดของชุมชนไม่สามารถพึ่งพาแนวทางเดิมได้อีกต่อไป บ้านห้วยหาดจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนา มุ่งสู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
.จากไร่ข้าวโพดสู่การฟื้นฟูป่าและเกษตรอินทรีย์
ด้วยความร่วมมือของคนในชุมชน บ้านห้วยหาดได้เลิกปลูกข้าวโพด หันมาทำเกษตรผสมผสาน และ ฟื้นฟูป่าและลำน้ำห้วยหาด ชาวบ้านเริ่มปลูกป่าทดแทน ทำแนวกันไฟป่า และสร้างฝายชะลอน้ำกว่า 20 แห่งเพื่อรักษาระบบนิเวศ การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำกลายเป็นภารกิจสำคัญ ของชุมชน พวกเขาออกลาดตระเวนป่า ปลูกต้นไม้ริมลำห้วย และมีการบวชป่าเพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากร

ผลที่เกิดขึ้นคือ แหล่งน้ำของบ้านห้วยหาดกลับมามีคุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถนำมาใช้ผลิตน้ำดื่มสะอาดให้กับคนในชุมชนได้ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงน้ำสะอาดโดยไม่ต้องซื้อจากภายนอก อีกทั้งยังจำหน่ายให้กับพื้นที่ใกล้เคียง สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน
นอกจากนี้ การอนุรักษ์แหล่งน้ำยังส่งผลให้ “ปลามัน” ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่น เคยหายไปจากลำน้ำห้วยหาด กลับมาเพิ่มจำนวนขึ้น และกลายเป็นแหล่งอาหารและรายได้สำคัญของชุมชน
การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น
เมื่อป่าฟื้น น้ำกลับมาใสสะอาด ชุมชนก็สามารถพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างยั่งยืน โดยมี
กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น การทอผ้าไทลื้อที่ใช้สีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ การทำไม้กวาดดอกก๋ง จักสาไม้ไผ่ และแปรรูปสมุนไพรจากป่าชุน
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเปิดโฮมสเตย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียง ชิมอาหารชุมชน และสัมผัสธรรมชาติ
เกษตรอินทรีย์ ชุมชนหันมาทำนาขั้นบันได เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และปลูกพืชผักปลอดสารพิษ

บทเรียนของบ้านห้วยหาด : เมื่อชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านห้วยหาดไม่ใช่เพียงแค่การฟื้นฟูธรรมชาติ แต่คือการคืนความมั่นคงให้กับวิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน เมื่อคนในชุมชนสามารถร่วมกันคิด วิเคราะห์ และหาทางออกจากวิกฤตโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนัก
บ้านห้วยหาดในวันนี้เป็นหมู่บ้านที่พึ่งพาตนเองได้ จากชุมชนที่เคยต้องซื้อน้ำจากภายนอก พวกเขากลับสามารถผลิตน้ำดื่มของตนเองได้ จากชุมชนที่เคยต้องพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยว วันนี้พวกเขามีเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดจากทรัพยากรที่ดูแลด้วยมือของตัวเอง

นี่คือบทเรียนของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถไปด้วยกันได้ หากการจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างรู้คุณค่าและมีส่วนร่วมจากคนในชุมชน

สถาบันลูกโลกสีเขียว #รางวัลลูกโลกสีเขียว #บ้านห้วยหาด #ชุมชนบ้านห้วยหาด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ธ.ก.ส. ผนึก ซีพีน่าน เดินหน้าเสริมองค์ความรู้ หนุนปลูกผักมูลค่าสูงเพิ่มรายได้ เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จังหวัดน่าน (ซีพีน่าน) ได้ร่วมกับเดินหน้าจัดอบรมหลักสูตรเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกหนี้รายย่อย ภายใต้มาตรการพักชำระหนี้ของรัฐบาล ระยะที่ 2 โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับอาชีพ เพิ่มพูนรายได้ และเสริมทักษะการผลิต เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถกลับมาชำระหนี้ได้อย่างยั่งยืน

นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งเน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ช่วยฟื้นฟูทักษะด้านการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการผลิตแบบ

“ทำน้อย ได้มาก” ผ่านแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ตัวอย่างเช่น การแนะนำการปลูกพืชมูลค่าสูงอย่างผักสลัด ผักเคล และผักสวนครัวปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาอาชีพเดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเพื่อการแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูง

ปัจจุบันมีลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ได้เข้ารับการอบรมผ่าน “โครงการซีพีความดี ชุมชนยั่งยืน” จ.น่าน ไปแล้วรวม 1,725 ราย โดย ธ.ก.ส. ได้ให้การสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูอาชีพในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ด้วยอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปลงทุนปรับเปลี่ยนการผลิต ขยายอาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมศักยภาพในการชำระหนี้หลังสิ้นสุดมาตรการ

ทั้งนี้ “โครงการซีพีความดี ชุมชนยั่งยืน” โดยซีพีน่านและ ธ.ก.ส. ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและฟื้นฟูศักยภาพของลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 เพื่อร่วมกันสร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยให้เกษตรกรสามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลูกเรือประมง ลงห้องเก็บปลา เจอแก๊สเหม็นเน่า ขาดอากาศหายใจดับ 3 ศพ อาการโคม่า 1 ราย

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 มิถุนายน 2568 ร.ต.อ.(หญิง)พรอุมา แก้วประดิษฐ์ รอง สว.(สอบสวน)สภ.ปากน้ำชุมพร ได้

    รับแจ้งมีลูกเรือประมง หมดสติอยู่ในห้องเก็บปลาในเรือประมงชื่อ เรือสังข์วัฒนา 5 ขณะเรือจอดอยู่ที่แพปลา หมู่ 8 ตำบลปากน้ำชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย

    ที่เกิดเหตุพบเรือประมงลำดังกล่าวจอดอยู่ที่แพปลา ตรวจสอบภายในห้องเก็บปลาซึ่งเป็นปลาผสมหลายชนิด ที่ชาวประมงเรียกว่าปลาไก่ หรือปลาป่น สำหรับส่งเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ภายในห้องเก็บปลาดังกล่าว มีลูกเรือประมงหมด

    สติอยู่ 4 คน ทราบชื่อภายหลังคือ 1. นายปราโมทย์ สมรูป อายุ 33 ปี 2.นายน้อย เจริญสุข อายุ 45 ปี 3.นายวีรยุทธ สกุลีย์ อายุ 36 ปี และ 4.นายอาทิตย์ วิงสุวรรณ อายุ 28 ปี หน่วยก็ภัยรีบนำขึ้นมาปฐมพยาบาลทำ CPR เบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาลปากน้ำชุมพร แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา 3 ราย

    ตรวจสอบผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย คือ นายปราโมทย์ สมรูป อายุ 33 ปี นายน้อย เจริญสุข อายุ 45 ปี และ นายวีรยุทธ สกุลีย์ อายุ 36 ปี เนืองจากขาดอากาศเป็นเวลานาน ส่วนอีกคนคือ นายอาทิตย์ วิงสุวรรณ อายุ 28 ปี อาการโค่มา ยังไม่รู้สึกตัว ทั้งหมดเป็นคน อำเภอเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

    จากการสอบสวนทราบว่า เรือสังข์วัฒนา 5 ได้เข้ามาจอดเทียบท่าที่แพปลาปากน้ำชุมพร จากนั้นลูกเรือทั้ง 4 คน ได้ลงไปช่วยกันขนปลาที่จับมาได้ซึ่งเป็นปลาผสมหลายชนิด หรือที่เรียกว่าปลาไก่ อยู่ในห้องเก็บปลา ที่ใช้น้ำแข็งดองไว้ เพื่อ

    ขายให้โรงงาน ซึ่งภายในห้องดังกล่าวมีกลิ่นเหม็นเน่าจากปลาที่ดองน้ำแข็งเก็บไว้นานหลายวันกว่าจะเข้าเทียบท่า ทำให้เกิดเป็นแก๊สเน่า มีกลิ่นเหม็นฉุน จนเป็นเหตุให้ชาวประมงทั้ง 4 ราย ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต 3 ศพ และมีอาการโคม่า 1 รายดังกล่าว

    ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รวมรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานบุคคลและเก็บพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมโภชและบวงสรวง ศาลหลักเมืองจังหวัดชุมพร สืบสานประเพณี เสริมขวัญกำลังใจประชาชน


    ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514
    วันนี้ (27 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและสมโภชศาลหลักเมืองจังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

    ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร โดยมี ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา และพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวชุมพร ณ บริเวณศาลหลักเมืองชุมพร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

    สำหรับศาลหลักเมืองจังหวัดชุมพร ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร เป็นอาคารทรงปราสาท หลังคาจัตุรมุข ยอดปรางค์ ภายในประดิษฐานเสาหลักเมือง ซึ่งทำจากไม้ราชพฤกษ์อายุกว่า 100 ปี ที่ขึ้นอยู่บริเวณวัดถ้ำรับร่อ อำเภอท่าแซะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของเมืองชุมพรในอดีต ทั้งนี้ เสาหลักเมืองชุมพรได้ประกอบพิธีตัดไม้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2535

    และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2535 อีกทั้งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสรงน้ำ ทรงเจิม และทรงบรรจุแผ่นยันต์ยอดเสา ก่อนที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดศาลหลักเมืองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535

    โดยภายในงานมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาและพิธีพราหมณ์ รับชมชุดการแสดงรำบวงสรวง ศาลหลักเมืองชุมพร โดยกลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร ชมการบรรเลงเพลงดนตรีไทย“วงอังศุสิงห์” จากนักเรียนโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา

    เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและประชาชนชาวชุมพร ศาลหลักเมืองชุมพรถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน อีกทั้งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของบ้านเมือง ซึ่งการจัดพิธีในครั้งนี้ สะท้อนถึงความศรัทธาและการแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดิน อีกทั้งเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวชุมพรตลอดมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง ร่วมพิธีบวงสรวง และทำบุญให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ / เอสวีแอล กรุ๊ป ร่วมต้อนรับผู้ตรวจราชการฯ ส่งเสริมภาครัฐ โครงการ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง”

    วันนี้ 26 มิ.ย.2568 เวลา 09.09.น. พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมีสว.อก.สภ.ห้วยยาง น.ส.อุษณีย์ ทอดสนิทกำนัน ต.ห้วยยางพร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง
    และ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และ ประชาชนในตำบลห้วยยาง

    เข้าร่วมพิธีบวงสรวง และทำบุญ ให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเป็นศิริมงคล ณ วัดประชาสนธิ (น้ำตกห้วยยาง) ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จว.ประจวบคีรีขันธ์

    /////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    เอสวีแอล กรุ๊ป ร่วมต้อนรับผู้ตรวจราชการฯ ส่งเสริมภาครัฐ โครงการ “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง”

    เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) ร่วมให้การต้อนรับ นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง เขต 4 ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่พร้อมคณะกรรมการตรวจประเมินฯ ภายใต้โครงการคัดเลือกหมู่บ้านเข้มแข็งตามแนวทาง “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” (หมู่บ้านอยู่เย็น) ประจำปี 2568 ระดับเขต เขตตรวจราชการที่ 4 ครอบคลุมกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ซึ่งจัดขึ้น ณ ศาลาประชาคม หมู่ 4 บ้านระหาร ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับคณะกรรมการฯ ในโอกาสที่บ้านระหาร ผ่านการคัดเลือกในระดับจังหวัดฯ
    นางสาววันวิสาข์ หุ้นจิ้น ผู้จัดการส่วนชุมชนสัมพันธ์และพัฒนาชุมชน นำทีมในฐานะเป็นพี่เลี้ยงด้านงานพัฒนาชุมชน ในนามภาคเอกชน เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) ได้ร่วมดำเนินรายการตลอดงาน พร้อมถือโอกาสนำเสนอภาพรวมบทบาทของ SVL Group ผ่านบูธนิทรรศการที่สะท้อนความร่วมมือกับภาคประชาชนในมิติต่างๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการสนับสนุนการพัฒนาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน ที่ส่งเสริมงานพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
    การตรวจประเมินในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพของชุมชน แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ SVL Group ในการสนับสนุนการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งได้รับความชื่นชมจากคณะผู้ตรวจราชการฯ โดยเฉพาะการเป็นพันธมิตรภาคเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็งตามแนวทาง “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง”
    นอกจากนี้ SVL Group ยังคงยึดมั่นในพันธกิจ “เติบโตเคียงข้างชุมชน” พร้อมเดินหน้าสนับสนุนและเสริมพลังให้ชุมชนไทยก้าวสู่ความเข้มแข็งในทุกมิติ ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    /////////////////////

    ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรมเดินรณรงค์ ต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์และกล่าวคำปฏิญานตนต่อต้านยาเสพติด

    วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 16.00 น. นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะ ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัด

    อาวุโสอำเภอทับสะแก / รองผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก(1) พ.ต.อ.สาโรจน์ พิมพ์คุณากร ผกก.สภ.ทับสะแก /รอง ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก(2) พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง/รองผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก (3)

    ร่วมจัดกิจกรรมเดินรณรงค์เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ และกล่าวคำปฏิญานตนต่อต้านยาเสพติด เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ตามมติประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติกำหนดให้

    วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ภายใต้แนวคิด “Stop Drugs Start Power สร้างพลังไทย หยุดภัยยาเสพติด”เพื่อรณรงค์สร้างกระแส และปลุกจิตสำนึกในการป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงปัญหาอันเกิดจากยาเสพติด

    โดยมี นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายวิบูลย์ เทียนทอง นายกอบต.ทับสะแก พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ ทหาร ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.

    นักเรียน มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถาน เข้าร่วมการจัดกิจกรรม จำนวน 500 คน โดยได้ร่วมเดินรณรงค์ไปในตลาดอำเภอทับสะแกผ่านหน้าสถานีรถไฟและไปร่วมกล่าวปฏิญาณตนเจตนารมณ์การต่อต้านยาเสพติดที่หอประชุมอำเภอทับสะแก

    ///////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2568 วันเข้าพรรษาเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ณ มณฑลพิธีข่วงเมืองน่าน

    วันนี้ (27 มิ.ย.2568) เวลา 8.30 น. ณ ข่วงเมืองน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีดังกล่าว โดยมีพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ด้านนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2568

    พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองน่าน นายวิสุทธิ์ ไชยวงศ์ ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน นายชลิน วิชาญ ประธานชมรมประธานกรรมการชุมชนและผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน พุทธศาสนิกชน ชุมชน นักท่องเที่ยว ตลอดจนคณะครูและนักเรียนโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองน่านร่วมพิธี

    ซึ่งเทศบาลเมืองน่าน ได้กำหนดจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2568 ณ มณฑลพิธีข่วงเมืองน่าน และวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองน่าน โดยกำหนดให้มีการประกอบพิธีหล่อเทียนพรรษา ในวันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 8.30 น.เป็นต้นไป ณ ข่วงเมืองน่าน จากนั้นเทศบาลเมืองน่านจัดสถานที่อำนวยความสะดวกให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568

    ณ ข่วงเมืองน่าน พุทธศาสนิกชนร่วมบูชาแผ่นเทียนและเครื่องอัฐบริขารตามจิตศรัทธา และกำหนดการถวายเทียนพรรษาไปยังวัดต่าง ๆ จำนวน 26 วัด ในเขตเทศบาลเมืองน่าน ระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้ทำบุญร่วมกัน มีส่วนร่วมสืบสานอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดี

    งามของท้องถิ่นให้คงอยู่ถาวรสืบไป รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านอานิสงค์ของการหล่อเทียนและถวายเทียนพรรษาเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งปัญญา เจริญด้วยสติ ปัญญา อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ทุกประการ เทอญ

    งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายอำนวยการ
    สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองน่าน โทร 0 54710 234 ต่อ 119
    facebook เทศบาลเมืองน่าน www.nancity.go.th/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”นายกป๊อก-วิทยา“ นายก อบจ.ชลบุรี ทำบุญแซยิดวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี

    วันที่ 27 มิ.ย.68 ที่วัดเมืองใหม่ จ.ชลบุรี ครอบครัวคุณปลื้ม โดย นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี และ นางสิริลดา คุณปลื้ม ภรรยา ได้จัดพิธีทำบุญแซยิดวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยพบว่ามีมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายก อบจ.ชลบุรี กันเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการออกร้านให้บริการอาหาร ทั้งอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มมาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานกัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเป็นอย่างมาก ทั้ง ตัวแทนภาครัฐ เอกชน ประชาชน นักการเมืองท้องถิ่น และพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.เชียงราย เร่งเข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก มอบน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมลุยฟื้นฟูพื้นที่ ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

    วันที่ 27 มิถุนายน 2568 จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากใน ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรได้รับ

    ความเสียหายอย่างหนัก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะรองผู้อำนวยการจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ไม่ได้นิ่งนอนใจ

    เร่งระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน โดยมีนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ

    ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายอาทิตย์ รู้ทำนอง

    สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 1 นายสุชัด เสนคำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 2 นายสุใจ เชื้อเมืองพาน

    สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอพญาเม็งราย เขต 1 บุคลากรกองป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และกองสาธารสุของค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ในครั้งนี้

    สถานการณ์น้ำป่าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ประชาชนจำนวน

    มากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค เนื่องจากระบบประปาได้รับความเสียหายและมีโคลนจำนวนมากทับถม

    เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดส่งรถน้ำขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ในการอุปโภค

    ล้างทำความสะอาดบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยโคลน และใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียม ถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของที่จำเป็น และที่สำคัญ

    คือ น้ำดื่มสะอาด จำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความขาดแคลนด้านปัจจัยพื้นฐาน

    นอกจากทรัพยากรที่ส่งเข้าสนับสนุนแล้ว บุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ยังได้ลงพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการสำรวจความเสียหาย

    และวางแผนการฟื้นฟูในระยะต่อไป การช่วยเหลือในครั้งนี้มุ่งเน้นการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นอย่างครอบคลุม และรวดเร็วที่สุด

    เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกท่าน

    และยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็น

    ปกติสุขอบจเชียงรายเชียงราศูนย์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ(PDOSS)

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขนไม่พะยูง รับสารภาพได้ค่าจ้าง 15,000 บาท ต่อเที่ยว

    วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าที่ พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ร.ต.ต.ใจเทพ สาลี รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. ส.ต.อ.มาตภูมิ รัตนคช ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. ร่วมกับ นามเจ้าพนักงานตำรวจ กก.5 บก.ปทส. นำโดย ร.ต.ท.ทวีศักดิ์ สมบุญ รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ร.ต.ท.สมพร วิเศษสวัสดิ์ รอง สว.(ป.), ด.ต.วิสุท กันตังกุล ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. เจ้าพนักงานตำรวจ ปทส.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.จำนง เต็งประยูร รอง สว.กก.สส.ภ.จว.ชพ. ,ร.ต.ต.ประสาน สุวรรณโณ รอง สว.กก.สส.ภ.จว.ชพ. ,จ.ส.ต.ณัฐวุฒิ มึสติ ผบ.หมู่.กก.สส.ภ.จว.ชพ เจ้าพนักงานกอ.รมน.จว.ชพ. นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ ,จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง ,จ.ส.อ.พงศ์ศิลป์ รุ่งอาญา ,จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์

     ทำการจับ1.นายสมัย (สงวนนามสกุล)  อายุ 31 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1 1998 00083 53 4 บ้านเลขที่ 66 หมู่ 10 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยของกลาง ไม้พะยูง ความยาวประมาณ 2 เมตร รวมทั้งสิ้น 73 ท่อน(ไม้หวงห้ามประเภท ก.) .รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 ฒฌ 5915 กทม. เลขตัวถัง MP1TFR40JMT007548 หมายเลขเครื่องยนต์ 4JJ3WD6023 จำนวน 1 คัน  โทรศัพท์ ยี่ห้อเรดมี่ สีดำ ระบบทรูมูฟ หมายเลข 0957808116 จำนวน 1 เครื่อง เลขIMEI(ช่องซิม1) 865504060168585 เลขIMEI(ช่องซิม2)865504060168593
    เจ้าหน้าที่ตำรวจนำ รถวิทยุฯ 2406 ออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ขณะตรวจมาถึงบริเวณถนนเพชรเกษม ทล.4 กม.470-471  (ขาเข้า กทม.) ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร  ได้พบรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 ฒฌ 5915 กทม. ได้ขับรถแซงรถวิทยุฯ 2406 ของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม มาในช่องทางเดินรถทางขวา ด้วยความเร็ว และมีเหตุสงสัยว่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการเปิดสัญญาณไฟวับวาบ เพื่อเรียกรถคันดังกล่าวให้หยุด เพื่อตรวจสอบและว่ากล่าวตักเตือน เมื่อรถคันดังกล่าวจอดชิดบริเวณขอบทางด้านซ้าย พบ นายสมัย เครือสีดา (ทราบชื่อภายหลัง)  เป็นผู้ขับขี่รถกระบะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบใบขับขี่ และสอบถามนายสมัยฯ ว่าตนได้บรรทุกสิ่งใดมา เบื้องต้น นายสมัยฯ แจ้งว่าบรรทุกทุเรียนมาจาก อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสังเกตเห็น นายสมัยฯ  แสดงอาการพิรุธ ลุกลี้ลุกลน จึงขอทำการตรวจสอบภายในรถ ก่อนจะทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ให้ นายสมัยฯ ดูจนเป็นที่พอใจก่อนทำการตรวจค้นและนายสมัยฯ ยินยอมให้ตรวจค้น จากการตรวจสอบพบ  ท่อนไม้ซึ่งยังไม่ได้แปรรูป จำนวนหนึ่ง บรรทุกอยู่ภายในตู้ทึบของรถคันดังกล่าว ที่นายสมัยฯ ขับขี่มา จากการสอบถามนายสมัยฯ เบื้องต้นให้การว่า ท่อนไม้ที่บรรทุกมานั้น เป็นไม้พะยูง เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวนายสมัยฯและรถบรรทุกคันดังกล่าวพร้อมท่อนไม้ที่บรรทุกอยู่ในรถกระบะ มาทำการตรวจสอบโดยละเอียด ที่ หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่าแซะ  เจ้าหน้าที่สอบถามนายสมัยฯ ให้การว่า ไม้ที่ตนบรรทุกมานั้น เป็นไม้พะยูง โดยตนได้บรรทุกมาจาก พื้นที  จังหวัดสงขลา ซึ่ง มีชายชาวมาเลเซีย จำนวน 4 คน พร้อมรถบรรทุกติดแผ่นป้ายทะเบียนมาเลเซีย(จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้) นำไม้พะยูงมาให้ตน ซึ่งนัดรับกั บริเวณริมป่าทึบข้างทางและไม่ทราบจุดที่แน่นอน ในพื้นที่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และนำไปส่ง บริเวณ ริมแม่น้ำโขง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยตนได้รับการว่าจ้างจาก จากนายชัยยพล ถาวรหิรัญพัทธ์ โดยได้ติดต่อและรับงานดังกล่าว ผ่านทางแอบพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งใช้ชื่อ”ขุนเดช” ได้รับค่าจ้างครั้งล่ะ 15,000 บาท  โดยค่าจ้างดังกล่าว ได้รับโอนผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลขบัญชี 0908287878 ชื่อบัญชี นายชัยยพล  ถาวรหิรัญพัทธ์ โดยนายสมัยฯ ให้การเพิ่มเติมว่าตนได้รับการว่าจ้างให้บรรทุกไม้พะยูง จากนายชัยยพลฯ มาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จนกระทำถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบและจับกุมในครั้งนี้ 

    จากการตรวจสอบโดยละเอียด พบว่าไม้พะยูงขนาดความยาวประมาณ 2 เมตร จำนวน 73 ท่อน เป็นไม้หวงห้าม ประเภท ก.(ไม้หวงห้ามธรรมดา) ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 ลำดับที่ 53 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ นำไม้หวงห้ามเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาต(ไม่มีใบเบิกทาง) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

    นายสมัย เล่าว่า บรรทุกมาจากสะเดาหาดใหญ่จะนำไปที่จังหวัดหนองคายโดย ได้รับค่าจ้างขนไม้มาเที่ยวละ 15,000 บาทโดยครั้งนี้ได้ขนไม้พะยูงมาเป็นครั้งที่ สี่ ส่วนเที่ยวที่ผ่านมาไปลงที่หนองคายในครั้งนี้จะไปที่โพนพิสัยบริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อนที่รับจ้าง แนะนำมาให้ไปขนไม้ปกติก็จะมีอาชีพรับจ้างทั่วไปขนข้าวขนของขนย้ายบ้านย้ายของให้กับชาวบ้าน อยู่ตลอดส่วนใหญ่ที่ผมเดินทางเข้าไปรับไม้ก็จะเป็นเที่ยวสุดท้ายตลอดส่วนไม้น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้เยอะครับ
    เจ้าหน้าที่ ตั้งข้อกล่าวหาว่า .

    มีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรค2(2) นำไม้หวงห้ามเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาต(ไม่มีใบเบิกทาง) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 ผู้ถูกจับกุมทราบข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับข้างต้นแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวพร้อมของกลางนำส่ง พงส. สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดยิ่งใหญ่เปิดมหกรรมทุเรียนชุมพร Chumphon Durian Expo 2025

    เมื่อเวลา 17.30 .วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่เวทีชั่วคราว ภายในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นายเธียรชัย ชูกิตติ

    วิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมทุเรียนคุณภาพ” (Chumphon Durian Expo 2025) โดยมี นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน

    นายเธียรชัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าว เพื่อผลักดันจังหวัดชุมพรสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมทุเรียน” ของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพ การดูแลรักษา และการควบคุมมาตรฐานสินค้า เพื่อยก

    ระดับผลผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่เกษตรกร

    นายสุบรรณ์ กล่าวว่า จังหวัดชุมพรเป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญของภาคใต้ มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 ชุมพรมีพื้นที่ปลูกกว่า 334,576 ไร่ ส่งออกทุเรียนไปสู่ประเทศจีนมากถึง 60%

    งานมหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร กำหนดจัดระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2568 มีกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมวิชาการเพื่อการผลิตทุเรียน การเสวนาวิชาการ

    นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร การสาธิตการดูแบรักษาทุเรียน การแปรรูปและเพิ่มมูลค่า กิจกรรมชิม ช้อป สินค้าทุเรียนและผลิตภัณฑ์แปรรูปทุเรียนจากชุมชน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

    เด็กไทยว่ายน้ำได้ เปิดฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ภายใต้โครง การฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ
    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

    วันนี้ (25 มิ.ย. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้จังหวัดชุมพรประจำปี 2568 ในการฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ณ สระว่ายน้ำโรงเรียนมันตานุสรณ์ ตำบลตากแดด อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมีเด็ก เยาวชน ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วม ฝึกอบรม จำนวน 140 คน ซึ่งโครงการฯดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน มีทักษะการว่ายน้ำ สามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ และรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำได้

    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในกลุ่มเด็กอายุ 5 -14 ปี และเป็นอันดับต้นๆ ของเด็กไทยโดยรวม โดยในแต่ละวันมีคนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 10 คน ซึ่ง 1 ใน 5 เป็นเด็กอายุ ต่ำกว่า 15 ปีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในประเทศไทยได้ ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็ก โดยเน้นย้ำ

    ในประเด็นสำคัญ คือการสอนให้เด็กว่ายน้ำเป็น และมีทักษะด้านความปลอดภัยทางน้ำสำหรับเด็กวัยเรียน และในปัจจุบันมีสถานศึกษาต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการเรียนว่ายน้ำ และมีการสนับสนุนและบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในโรงเรียน นับว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั้งภาครัฐบาล และ

    เอกชน ทำให้นักเรียนในสังกัดได้มีโอกาสเรียนว่ายน้ำเพื่อเป็นนักกีฬา และสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำได้อย่าง ปลอดภัยรวมทั้งรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทาง น้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และเป็นการส่งเสริมการป้องกัน และควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนเป็นรากฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดีในทุกพื้นที่

    นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินงานโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้จังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 ฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ในกลุ่มเด็ก เยาวชน อายุ 6 – 14 ปี ระหว่างวันที่ 23 – 28 มิถุนายน 2568 มีผู้สมัครเข้าร่วม ฝึกอบรม จำนวน 2 รุ่น ๆ ละ 70 คน จำนวน 140 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน มีทักษะการ ว่ายน้ำสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ และรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ

    ได้ ส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้นำเอาทักษะไปพัฒนาให้มีขีดความสามารถของตนเองให้สูงขึ้น ได้ใช้เวลาว่างด้วยการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา และออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอบายมุขสิ่งเสพติด และปัญหาเด็กติดเกมออนไลน์ ร่วมถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ รู้จักใช้ชีวิต ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก ภาครัฐ และเอกชน จังหวัดชุมพร กรมพลศึกษา และโรงเรียนมันตานุสรณ์ ได้ให้การสนับสนุนวิทยากร และสถานที่ในการจัดโครงการฯ อีกด้วย


    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ประชุม” ผลักดันการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบสร้างวัฒนธรรมจังหวัดแพร่

    เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ห้องประชุม จดหมายเหตุ ศาลากลางจังหวัดแพร่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานการ ประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ จังหวัดแพร่ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จังหวัดแพร่ จัดขึ้น เพื่อรายงานผลการขับเคลื่อนแผน ปฏิบัติกาฯ และผลการดำเนินงานโครงการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐประจำปี 2568

    น ายศรัณ อภิสิทธิเวช ผูู้อำนวยการสำนักงางานป.ป.ช.แพร่ รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานในปี 2568 จังหวัดแพร่มีเรื่องกล่าวหาร้องเรียน 52 เรื่อง ร้องเรียน
    หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค 27 เรื่อง องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น 21 เรื่อง สถานศึกษา 3 เรื่อง และโรงพยาบาล 1 เรื่อง ซึ่งข้อกล่าวหาทีถูกต้องเรียนมากสุดคือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจ ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบหรือสุจริต 36 เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้าง 10 เรื่อง ร่ำรวยผิดปกติ 3 เรื่อง การ ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วน รวม 2 เรื่อง และเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 1 เรื่อง

    “ในปี 2567 ผลการประเมินคะแนนความโปร่งใสและการทุจริตในภาพรวมของทั้งประเทศ โดยองค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนต่ำสุดในรอบ 10 ปี แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของต่างชาติมองประเทศไทยเรื่องการทุจริตในด้านลบค่อนข้างมากได้คะแนน 34 คะแนน อยู่ในอันดับ 107 จาก 180 ประเทศ”

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานภาคประชาชน ตั้งองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง และส่วนราชการ
    จำนวนมาก ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดแพร่ได้
    ยึดมั่น ทำงานในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยความ
    ชื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและเป็นธรรม สร้างวัฒนธรรมค่า
    นิยมสุจริต มีทัศนคติและพฤติกรรมในการต่อต้านการ
    ทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน
    ระดับจังหวัดให้บรรลุเป้าหมายต่อไป

    ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
    061-595-5297

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลพบุรี สภ.โคกสำโรง ภ. จว.ลพบุรี ร่วมกิจกรรมงานวันต่อต้านยาเสพติดโลก 2568

    วันที่ 26 มิ.ย.68 เวลา 09.30 น. สภ. โคกสำโรง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.ฯ พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ โดย พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.(ชส.)ฯ ร.ต.อ.โกวิทย์ พลั่วพันธ์ รอง สวป.(ชส.)ฯ ด.ต.พฤกษ เหมาะสมัย ผบ.หมู่(ป.)ฯ ส.ต.ต.ศรัณญ์ บุญภาพ ผบ.หมู่(ผช.พงส.)ฯ ร่วมกิจกรรม วันต่อต้านยาเสพติดโลก 26 มิ.ย.2568

    กับโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลโคกสำโรง ด้วยการเดินรณรงค์ และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของยาเสพติด โดย มีนางสาวกัญญ์ดา ศรพรหมกุล รองปลัดเทศบาลตำบลโคกสำโรง รักษาการผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียน

    อนุบาลเทศบาลตำบลโคกสำโรง คณะครู บุคลากร และนักเรียน หน่วยงาน ภาครัฐ ประชาชนชาวโคกสำโรง ร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของยาเสพติด และการแก้ปัญหา ดังนี้

    1. เพื่อให้ประชาชน ชุมชน เยาวชน และหน่วยงานภาคี รับรู้และเห็นถึงความสำคัญของวันต่อต้านยาเสพติด ในการที่จะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด
    2. เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนในชาติ ที่ร่วมเป็น “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด”
    1. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายในทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตระหนักถึงภัยจากยาเสพติดและเข้าร่วมในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อการเอาชนะยาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน
    2. เพื่อให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของการผนึกกำลังของคนในชาติ เพื่อร่วมแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมด

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
    อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “พลิกโฉมเมืองด้วยการจัดรูปที่ดิน ความร่วมมือรัฐ – ท้องถิ่น – ประชาชนขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองน่านสู่อนาคต”

    วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน นายสุนิรันดร์ ท้วมยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ร่วมมอบโฉนดที่ดิน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ผู้บริหารทุกภาคส่วน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมชื่นชมความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้นำมาซึ่งความยินดีและความภาคภูมิใจที่พี่น้องชาวน่าน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐผ่านโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ในพื้นที่ 532 ไร่ 1 งาน 23.90 ตารางวา

    โดยมีเจ้าของที่ดิน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 146 ราย พัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม ระหว่างถนนโครงการสาย ค5 และ ค8 ผ่านพื้นที่โครงการในแนวทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เชื่อมระหว่างถนนมหายศและถนนโครงการเสนอแนะของกรมทางหลวง สภาพพื้นที่ ก่อนดำเนินโครงการ ที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา พื้นที่ว่าง ยังไม่มีถนนเข้าถึงแปลงที่ดิน จึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีการใช้ประโยชน์เฉพาะพื้นที่ตอนใต้และทางตะวันออกของพื้นที่ตามแนวถนนปัจจุบันเท่านั้น ประกอบกับทางตอนใต้ของพื้นที่โครงการฯ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรร จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและเหมาะสมในการพัฒนาให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต สอดคล้องกับการวางผังเมืองและการพัฒนาตามผังถนนโครงการที่วางไว้เกิดการพัฒนาเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นเมืองน่าอยู่ ป้องกันการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง เพิ่มมูลค่าของที่ดิน และทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังดำเนินโครงการแล้วเสร็จเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง นำมาซึ่งประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน ชุมชน และเมือง ณ บริเวณพื้นที่โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดรูปที่ดิน Land Readjustment ถือเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นกลไกการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนหรือประชาชน และเป็นภารกิจสำคัญที่จังหวัดน่านและกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่มีปัญหาหรือเดือดร้อนจากการใช้ที่ดิน ให้สามารถมีส่วนร่วมกับรัฐ ในการพัฒนาที่ดินและคุณภาพชีวิตของตนและชุมชน โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมพัฒนาเมือง ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตรงวัตถุประสงค์ มีสาธารณูปโภคที่เพียงพอและได้มาตรฐาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเมืองที่ตอบโจทย์กับยุคสมัย อีกทั้งเป็นวิธีการพัฒนาเมืองที่เจ้าของที่ดินยินยอมพร้อมใจเข้าร่วมโครงการฯ ร่วมคิดร่วมพัฒนาไปด้วยกัน ขอขอบคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดิน ภาคเอกชน และทุกส่วนราชการที่ได้ร่วมกันผลักดัน และสนับสนุนการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบันนับว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์และนำมาสู่การเปิดใช้ถนนในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการจัดรูปที่ดินจังหวัดน่านแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ โดยภาคีต่างๆ และนำไปสู่การขยายผลการพัฒนาพื้นที่แห่งอื่นๆ ต่อไป

    นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผังเมืองสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กรมฯ ได้นำวิธีการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเมือง โดยการก่อสร้างถนนตามแนวเส้นทางที่กำหนดไว้ในผังเมืองแก้ปัญหาที่ดิน ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ โดยการนำที่ดินหลายแปลงมารวมกัน แล้วดำเนินการจัดระเบียบและปรับรูปร่างแปลงให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ พร้อมกับวางโครงข่ายคมนาคม สร้างถนนเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ และจัดวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า ประปา และระบบระบายน้ำ เพื่อให้พื้นที่นั้นพร้อมรองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต แนวทางนี้ช่วยให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่มีการพัฒนา เช่น พื้นที่ว่างใจกลางเมือง พื้นที่ชานเมืองที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ สร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

    นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเน้นย้ำว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่เมืองและชุมชนโดยเชิญชวนให้ประชาชนเจ้าของที่ดินนาแปลงที่ดินมารวมกันและปันที่ดินของตนส่วนหนึ่ง เพื่อใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน เข้าถึงที่ดินทุกแปลงโดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน พร้อมกับการจัดรูปแปลงที่ดินใหม่ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีโครงการแล้วในพื้นที่ 54 จังหวัด 71 โครงการ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดิน 19,225 ไร่ คิดเป็นจำนวนแปลงที่ดินที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 5,816 แปลง มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 50,039 ล้านบาท ถนนได้รับการพัฒนา เป็นระยะทาง 217 กิโลเมตร ซึ่งทำให้รัฐประหยัดงบประมาณเวนคืนที่ดิน กว่า 2,772 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ได้รับการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและออกโฉนดที่ดินแปลงใหม่แล้วเสร็จ บนพื้นที่ 532 ไร่เศษ มีแปลงที่ดิน 185 แปลง เจ้าของที่ดิน 146 ราย ที่มีความพร้อมและยินดีเสียสละที่ดินให้กับโครงการ เพื่อให้ที่ดินได้รับการพัฒนาและมีระบบโครงข่ายคมนาคมที่สะดวก ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างถนน ตามผังเมืองรวมเมืองน่านภายในโครงการ เป็นเงินทั้งสิ้น 125 ล้านบาท และได้เปิดเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนใช้สัญจรอย่างสะดวกและเข้าถึงที่ดินทุกแปลง ซึ่งนับว่าการจัดรูปที่ดิน ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ถือเป็นประโยชน์กับจังหวัดน่านเป็นอย่างยิ่ง

    นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน กล่าวทิ้งท้าย โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ถือเป็นโครงการตัวอย่างของการพัฒนาเมือง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างสูง โดยโครงการะยะที่ ๑ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วมจากสำนักงาน ก.พ.ร. ประจำปี พ.ศ. 2562 และสามารถขยายผลจนได้รับรางวัลในประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น ประจำาปี พ.ศ. 2567 กรมโยธาธิการและผังเมือง และ จังหวัดน่าน จึงจัดพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อเปิดการใช้ถนนอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วิธีการพัฒนาเมืองด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

    “จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ : พัฒนาพื้นที่ พัฒนาเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิต”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื้อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “แม่ทัพกุ้ง” ลงพื้นที่มุกดาหาร มอบพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร ลั่น “ไม่กลัวคุณไสยหมอผีเขมร” – ชาวบ้านแห่ต้อนรับอบอุ่น มอบแจ่วแมงแคง ดอกกุหลาบแดง เป็นกำลังใจ

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มิถุนายน 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางไปยังวัดศรีบุญเรือง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อ

    ถวาย “พระพุทธปฏิมา ปางสะดุ้งมาร” สมัยอู่ทอง แด่พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อนำประดิษฐานภายในอุโบสถของวัด

    ในพิธีดังกล่าวมี นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พลตำรวจตรีไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ข้าราชการระดับจังหวัด และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีด้วย

    ขณะเดินทางถึงประตูวัด พลโท บุญสิน ได้ลงจากรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ท่ามกลางชาวบ้านที่มารอต้อนรับแน่นขนัด หลายคนผูกผ้าขาวม้าตามประเพณีอีสาน มอบ

    ดอกกุหลาบ และ “แจ่วแมงแคง” อาหารพื้นบ้านยอดนิยม พร้อมขอถ่ายรูปและเซลฟี่อย่างคึกคัก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ยังพูดคุยทักทายกับชาวบ้านด้วยภาษาอีสานอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

    ภายหลังพิธี แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงาน พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวว่ามีหมอผีจากฝั่งกัมพูชาร่ายมนต์ใส่

    ตน โดยกล่าวว่า “ผมไม่กลัวหรอกครับ ไม่มีคุณไสยหรือมนต์ดำใดจะทำลายคุณงามความดีที่เรายึดถือได้ ความดีของเราต่างหากที่คุ้มครองเรา”

    พลโทบุญสินพาดกลาง #แม่ทัพภาคที่2 #กองทัพภาคที่2 #วัดศรีบุญเรือง #มุกดาหาร #แม่ทัพภาคอีสาน #ข่าววันนี้

    เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯ เปิดประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน 2025 เน้นย้ำความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง และมั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน

    วันที่ 25 มิ.ย.68 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดการประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน (ASEAN Coast Guard Forum 2025: ACF 2025) ซึ่งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ที่โรงแรมฮิลตัน พัทยา จังหวัดชลบุรี

    นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้สู่เมืองพัทยา และแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีเปิดเวทีความร่วมมืออันสำคัญของภูมิภาค ซึ่งเป็นเวทีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่ง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอาเซียน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาค เนื่องจากท้องทะเลไม่เพียงเป็นเส้นทางการค้าสำคัญและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประเทศสมาชิกต้องร่วมกันปกป้องจากภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบ การค้ายาเสพติด การประมงผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมผู้ร่วมจัดงานที่ทุ่มเทดำเนินการประชุมจนสำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดเวทีให้หน่วยงานทางทะเลจากประเทศอาเซียน ผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญ อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีที่ผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกรอบความร่วมมือและปฏิบัติการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาว ในการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายด้วยการอวยพรให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักของปีนี้คือ “ส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง มั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน” (Fostering Maritime Safety, Security, and Prosperity in ASEAN) ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการการฝึก และรับฟังการบรรยายสถานการณ์การฝึกของศูนย์ปฏิบัติการ ศรชล. พร้อมรับชมการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (Search And Rescue: SAR)

    อนึ่ง การประชุม ASEAN Coast Guard Forum เป็นการประชุมหน่วยยามฝั่งในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของประเทศในอาเซียน มีผู้แทนหน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่งและหน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเลจากประเทศสมาชิกและประเทศสังเกตการณ์อาเซียนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนการจัดการประชุมฯ รวมผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งหมดประมาณ 50 คนโดยในปีนี้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2025 ตามมติที่ประชุม ACF 2023 ซึ่งอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2566 โดยฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2024 เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัวห้างหุ้นส่วนจำกัด พหุธน บุรีรัมย์ เอเจนซี่ (BRF) ศูนย์รวมพลังนักธุรกิจเครือข่ายสายเลือดใหม่

    บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จุดไฟแห่งความสำเร็จลุกโชนขึ้นอีกครั้งกลางเมืองบุรีรัมย์ เปิดตัวห้างหุ้นส่วนจำกัด พหุธน บุรีรัมย์ เอเจนซี่ (BRF) ศูนย์รวมพลังนักธุรกิจเครือข่ายสายเลือดใหม่ ภายใต้การนำของสองผู้นำรุ่นใหม่มากความสามารถ RCM ภุชงค์ สุดสวาท และ SE สาวิตรี สะอาดล้วน ที่ร่วมกันผลักดัน BRF ให้กลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนเครือข่ายธุรกิจ  ซูเลียนแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    บรรยากาศภายในงาน Grand Opening สุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้รับเกียรติสูงสุดจาก ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง พันธมิตรทางธุรกิจ สมาชิก และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม

    ไฮไลต์ของงานอยู่ที่เวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่ได้ 3 สุดยอดวิทยากรระดับแนวหน้า RCD ปราโมทย์ คงชัยRCD วิมุกดา ภูทับทิม และ RCD ไพบูลย์ เมืองอุดม มาร่วมแชร์ประสบการณ์จริง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และกลยุทธ์เด็ดที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมปลุกพลังในตัวผู้ร่วมงานให้กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด และเดินหน้าสู่ความฝันด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังบวก

    งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การเปิดบ้าน BRF เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “วิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของซูเลียน” ที่มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างรายได้อย่างมั่นคง และมอบโอกาสให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้ได้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า “ภาคอีสาน” พร้อมแล้วที่จะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจซูเลียนในระดับประเทศ

    ก่อนจบงานยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับกิจกรรม “จับแจกรางวัลอั่งเปาเงินสด” ที่สร้างทั้งเสียงหัวเราะ ความสุข และพลังใจให้กับสมาชิกทุกคนได้กลับบ้านไปพร้อมแรงบันดาลใจเต็มพิกัด!

    BRF ไม่ใช่แค่ศูนย์ธุรกิจ แต่คือศูนย์กลางความฝันที่จับต้องได้ และก้าวต่อไปของความสำเร็จที่เริ่มต้นจากใจกลางบุรีรัมย์!

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ใขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ปีงบประมาณ 2568

    วันที่ 25 มิ.ย. 2568 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.นครินทร์
    สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบ ฯ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สก. ห้วยยาง อำเภอห้บสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    มอบหมายให้ พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษฎา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง ตำรวจชดปฏิบัติการตำบลยั่งยืนฯ

    นายกิตติรัตน์ ส้มแป้น ปลัดฝ่ายทะเบียนอำเภอทับสะแก นายบุญช่วย โพธิ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านไรใน นายทิวา สุขอวบอ่อง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 บ้านแสงทอง

    ต่าบลแสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข ( อสม.)คณะกรรมการคุ้ม และ น.ส.ธาราพันธ์ มีแก้ว พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

    ได้ร่วมดำเนินการกิจกรรมบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จำนวนผู้กล้า/ผู้บำบัด ในโครงการจำนวน 34 คน รายละเอียด ดังนี้ 1.การตรวจปัสสาวะหาสาเสพติด ในผู้กล้า/ผู้บำบัด

    2.ร่วมกิจกรรมอาสาพัฒนาและนิทรรศการบำบัด โดยร่วมปลูกป่าด้วยการยิงเมล็ดพันธ์พืช เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ความเข้าใจ รักหวงแหน และปกปักรักษา ในทร้พยากรธรรมซาติ อันมีค่าของชาติ และมีความสมัครสมานสามัคคี ในทีมในหมู่คณะ

    3.อบรมให้ความรู้/ตักเตือน/เน้นย้ำ ให้ประพฤติตนในการ ลด/ละ/เล็ก ยาเสพติด เมื่อได้เข้าสู่โครงการนี้แล้วให้ได้มีผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด และ ปลุกเร้า/ฝึก

    จิตใจ ให้จิตใจมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในการต่อสู้กับยาเสพติด ด้วยตัวของตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไป ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก

    //////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย
    จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    อำเภอทับสะแก เปิด “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแกจับผู้ต้องหา 5 ราย ดำเนินคดี 1 ราย อีก 4 ราย สู่กระบวนการบำบัด

    วันที่ 25 มิ.ย.68 ตามแนวทางขับเคลื่อนกรมการปกครอง ประจำปี 2568 ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ /ผอ.ศอ.ปส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ สั่งการให้นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก

    มอบหมายให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยสมาชิก อส.อ.ทับสะแกที่ 6 ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ม.5 ต.ทับสะแก จากการตรวจสอบได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 5 ราย และมีการสมัครใจยินยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัด รพ.ทับสะแก จำนวน 4 ราย และดำเนินคดี จำนวน 1 รายซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกจับกุม ดังนี้

    1. จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยการจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2. เป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย 3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 6 เม็ด โดยได้บันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนสภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
      //////////////////////////
      ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคนที่มุกดาหาร หลังลื่นล้มมีแผลถลอก ก่อนมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

    เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดมุกดาหารได้ตรวจพบผู้ป่วยชายรายหนึ่งที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงบริเวณแขนขวา ที่โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยแพทย์สงสัยว่าอาจเป็นการติดเชื้อ “เนโครไทซิง ฟาซิไอไทติส” (Necrotizing Fasciitis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบคทีเรียกินเนื้อคน”

    จากการสอบถามประวัติพบว่า ผู้ป่วยพักอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ก่อนหน้านี้ได้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม ทำให้มีบาดแผลถลอกเล็กน้อยที่บริเวณแขนและข้อศอกขวา หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจติดขัดจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

    ต่อมา ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบบาดแผลบริเวณแขนขวาอย่างละเอียด และพบว่ามีอาการอักเสบรุนแรง ลักษณะเนื้อเยื่อเริ่มเน่าเปื่อย และตั้งข้อสงสัยว่าอาจติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน

    ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะเชื้อแบคทีเรียจะทำลายเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

    นพ.พงศ์พิพัฒน์​ คุณะชัย​ ประจำ​ร.​พ.มุกดาหาร​ กล่าวว่าเคสนี้เป็นคนไข้ผมเองครับ​ แผลติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อ ชื่อ Streptococcus pyogenase ที่แขน ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีภาวะชอค
    ระบบการทำงานของอวัยวะล้มเหลว ต้องให้ยากระตุ้นความดันเลือด และใส่ท่อช่วยหายใจ

    หลังผ่าตัดเนื้อตายและให้ยาปฏิชีวนะ อาการก็ดีขี้นตามลำดับ .. วันนี้ ผู้ป่วยได้กลับบ้านแล้วครับ ช่วงฤดูทำนาพบได้บ่อย ต้องระวังด้วยครับ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิกาญจนบารมี จัดโครงการคัดกรองมะเร็งนรีเวชในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติฯ

    มูลนิธิกาญจนบารมี จัดหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ และโครงการคัดกรองมะเร็งนรีเวชในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อค้นหาผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งรีเวช

    ***เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 68 ที่สนามหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (Mammogram) ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหา

    มงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 ก.ค. 67 ซึ่งโครงการดังกล่าว มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม จัดขึ้นเพื่อค้นหาคัดกรองผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเล็งเต้านม และมะเล็งนรีเวช สร้างความตระหนักการคัดกรองตรวจเต้านมด้วยตนเอง และให้ประชาชนที่มี อายุ 40 ปี ขึ้นไป ได้รับการตรวจเต้านมจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยมี นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอกันทรารมย์ พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

    ;

    ***นายวิจิตร บัวจูม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม เปิดเผยว่า มะเร็งเต้านม และมะเร็งนรีเวช เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง มักเกิดกับผู้หญิงทีมอายุ 40 ปี ขึ้นไป หรือ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม แต่ทั้งนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การดีมสุรา การรับประทานอาหารไขมันสูง

    และขาดการออกกําลังกาย ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมสามารถป้องกันได้ ด้วยการออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที ประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป ไม่บริโภคอาหารไขมันสูง นอกจากนีผู้หญิงทุกคนควรที่จะฝึกคล้าเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

    ***โดยองค์การบริหารส่วนตําบลคําเนียม เล็งเห็นความสําคัญของการคัดกรอง การตรวจเต้านมด้วยตนเอง จึงได้จัดกิจกรรมคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ ในสตรีกลุ่มเสียงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งโครงการจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 25-26 มิถุนายน 2568 โดยมีประชาชนน เพศหญิงเข้ารับบริการ จำนวน 670 คน
    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “อำเภอปากคาดคัพ” ฟุตบอลมวลชนกระชับมิตร พร้อมชิงชัย28-29มิถุนายนนี้

    เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดโครงการแข่งขันฟุตบอลมวลชนกระชับความสัมพันธ์ในท้องถิ่น “อําเภอปากคาดคัพ” เปิดสนามสนามแรก ร่วมฉลองงาน fruit festival

    ด้วยรายการแข่งขันฟุตบอล ” อําเภอปากคาดคัพ” โดยมีนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด เป็นประธานการประชุมผู้จัดการทีมฟุตบอล ที่ส่งทีมเข้าร่วม

    การแข่งขันฟุตบอล ” อําเภอปากคาดคัพ ” พร้อมเป็นสักขีพยาน การจับฉลากแบ่งสายการแข่งขัน ซึ่งจะจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 28 – 29 มิถุนายน 2568 ซึ่งเพื่อ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน

    นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ จึงขับเคลื่อนนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ โดยการบูรณาการกิจกรรมโครงการให้สอดคล้องสอดรับ กับ ชุมชนท้องถิ่น โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนการประสานงานการจัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล “อําเภอปากคาดคัพ”

    เป็นอย่างดี จากนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด และคาดว่าพี่น้องประชาชนที่อําเภอปากคาด และใกล้เคียง ที่มาเที่ยวงาน เทศกาล ปากคาด “fruit festival” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2568 ก็สามารถร่วมชมการแข่งขันฟุตบอล “อําเภอปากคาดคัพ” ได้สนุกสนานเช่นกัน

    สำหรับทีมฟุตบอลที่เข้าร่วมการแข่งมี 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นประชาชน จำนวน 8 ทีม ทีมปากคาดพิทยาคม ทีมปกครองอำเภอปากคาด ทีมมาดามเบญxสุดหล่อซอย10 ทีมพลังใบ ทีมบ้านไข่ ทีมหนองยองxดามสโต ทีมตับแต่ง และทีมหนองยองพิทยาคมฯ รุ่นVIP ทีมVIPรัตนวาปี ทีมVIPปากยิ้มยูไนเต็ด ทีมVIPโซ่พิสัย และทีมVIPปากคาด

    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด.ช.วัย 15 ถูกเตะสลบคาโรงเรียน ครอบครัวจี้เรียกร้องความเป็นธรรม ยันไม่เคยขอโทษ /สามี ยิงภรรยาเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ดื่มเหล้า เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง

    จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เฉลิมชาติ โคตรธิสาร” ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยในคลิปจะเห็นนักเรียนชายที่สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง เตะเข้าที่ใบหน้าของนักเรียนชายอีกคนที่สวมชุดนักเรียน จนสลบคาที่ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะช่วยดึงร่างของเด็กที่ถูกทำร้ายขึ้นมา พร้อมโพสต์ข้อความว่า
    “หลานชายถูกเตะหลับคากลางอากาศ ช่วยหน่อยนะครับ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ช่วยแนะนำด้วยครับ เด็กอายุ 13 ปี คู่อริเป็นลูกทหาร เหตุเกิดที่ จ.อุบลฯ”

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพูดคุยกับครอบครัวของเด็กชาย ก (เด็กชายวายุ โสดากุล อายุ 15 ปี) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยเด็กชายวายุได้โชว์บาดแผลตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหลัง ข้อศอก และริมฝีปากที่ยังคงแดงอยู่ ซึ่งสามารถเห็นบาดแผลได้ชัดเจน แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 1 เดือนแล้วด.ช.วายุ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 โดยเริ่มจากการที่รุ่นน้องมาตบหัวตน ตนจึงตบหัวกลับในวันนั้น วันถัดมารุ่นน้องได้เรียกตนไปพูดคุยที่บริเวณหลังพระใหญ่ ตนจึงไปคนเดียว โดยเข้าใจว่าอาจจะไปเล่นตะกร้อ เพราะรุ่นน้องได้พาเพื่อนในห้องอีก 2 คนมาด้วย ไม่คิดว่าจะถูกทำร้าย หลังจากนั้นจึงถูกทำร้ายร่างกายจนรู้สึกเหมือนหมดสติ จำเหตุการณ์ไม่ได้ และมารู้สึกตัวอีกครั้งประมาณ 2 ทุ่ม พบว่าตนเองปากแตก เจ็บท้ายทอย มีรอยช้ำบริเวณท้ายทอย ศอกทั้งสองข้าง และแผ่นหลัง


    หลังเกิดเหตุ ตนและฝ่ายคู่กรณียังไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด แต่เห็นว่าคู่กรณีโพสต์โน้ตในอินสตาแกรมว่า“เงินก็ให้ไปแล้ว ยังเอาคลิปไปลงอีก”ซึ่งตนไม่ทราบว่าอีกฝ่ายพูดถึงเงินจำนวนใด เพราะไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อย่างใด ทั้งที่พ่อของอีกฝ่ายได้พูดคุยทางโทรศัพท์ว่าจะโอนเงินค่าเยียวยาจำนวน 10,000 บาท ให้ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนัดเจรจาใด ๆด.ช.วายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ได้มาขอโทษ และตนยังคงรู้สึกโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากเหตุการณ์ตนได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และโรงพยาบาลเบญจลักษ์ ซึ่งแพทย์ระบุว่ามีอาการฟกช้ำตามร่างกายและเจ็บบริเวณท้ายทอย

    ด้านนายสุรพล โสดากุล อายุ 44 ปี บิดาของ ด.ช.วายุ เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ติดต่อผู้ปกครองของคู่กรณีก่อนเพื่อพูดคุย แต่ในตอนแรกอีกฝ่ายไม่ยอมเข้ามาไกล่เกลี่ย อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน จึงขอรอหมายเรียกหรือหมายศาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ปกครองของคู่กรณีได้ติดต่อกลับมาว่า หากกลับมาจากชายแดนเมื่อใด จะขอเปิดใจพูดคุยอีกครั้งนายสุรพลกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่ได้รับการขอโทษใด ๆ จากทั้งฝ่ายนักเรียนคู่กรณีหรือผู้ปกครอง และทางโรงเรียนก็เพียงแจ้งว่าจะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยคลิปวิดีโอเท่านั้น ไม่มีการติดต่อหรือดูแลเยียวยานักเรียนผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยหลังจากเหตุการณ์ ด.ช.วายุ ยังไม่ได้กลับไปเรียน และตนมีแผนจะย้ายบุตรมาเรียนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ แทน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชาย

    ทั้งนี้ ครอบครัวของ ด.ช.วายุ ได้แจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันถัดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนพุทธเมตตาวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคู่กรณีได้นัดเจรจาไกล่เกลี่ยในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้/////

    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สามี 32 ปี อยู่อาศัยกับภรรยา วัย 19 ปี ขณะนั่งดื่มเหล้าขาว เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง เปิดกล่องปืนสั้น 9 มม.ยิงเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ก่อนโทรบอกน้าสาว ให้มาช่วยเมีย ร้องไห้กอดร่างอยู่ ตร.รุดสอบหาปืน

    วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 11.45 น. เจ้าหน้าที่ สภ.เบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านเสียว หมู่ 12 ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ จึงรุดออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว ในที่เกิดเหตุในบ้านปูน ห้องโล่ง ประตูกระจกแบบเปิดออกสองข้าง ภาพที่ปรากฎด้านในห้อง พบร่องรอยการต่อสู้ พบคราบรอยเลือดกระจายอยู่เต็มพื้นปูน พบกล่องปืน 1 กล่อง พบลูกกระสุนปืน 9 มม.จำนวนหนึ่ง ราว 11 นัด ที่ห่อไว้ในถุงพลาสติก พบขวดเหล้าขาว 1 ขวด พบซองห่อยาบ้า ที่ยังมียาบ้าอยู่ 2 เม็ด และปล่อยว่าง 1 ช่อง สอบเบื้องต้น มีผู้ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กำลังส่ง รพ.เบ็ญจลักษ์ ทราบชื่อ นางสาว ภัคนันท์ ปัทราช หรือ อุ้ม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ได้มาอาศัยอยู่กับสามี ราว 3 เดือนเศษ

    ที่บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว หมู่ที่ 12 ตำบลท่าคล้อ ในฐานะสามีภรรยากัน กับ นายคมสัน ทองสุ หรือ บรีส อายุ 32 ปี มาอยู่ด้วยกัน 3 เดือนเศษ ขณะที่อุ้ม มีลูกติด 1 คน อายุ 4 ขวบเศษ โดยเบื้องต้น นายบรีส เป็นผู้ก่อเหตุยิงภรรยาตนเอง 1 นัด กระสุนเข้าที่ท้ายทอย ทะลุโหนกแก้ม อาการสาหัส 50/50 ถูกส่งต่อเข้า รพ.เบ็ญจลักษ์ และส่งต่อไปที่ รพ.ศรีสะเกษ โดยมีพ่อแม่ตามไปดูแลด้วย อาการหนัก 50/50 ยังไม่ได้สติ ขณะที่ในที่เกิดเหตุยังไม่พบอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ได้พยายามหารอบบ้านแล้ว ปรากฏว่ายังไม่พบ ซึ่งหลังนายบรีส ได้สติ จะได้สอบถามอีกครั้ง
    เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว นายบรีส ไว้ที่เตียงไม้ไผ่หน้าบ้าน และพยายามสอบถามหาสาเหตุ โดยนายบรีส ยังอยู่ในอาการที่มึนเมา แต่ไม่ทราบว่าเมายาบ้า หรือ เมาเหล้าขาว ได้เล่าแบบเมาๆ ว่า ตนรับว่าตนเป็นคนยิงมีย แต่ตนรักเมียตนมาก ที่ยิงตนไม่รู้สึกตัว เพราะตนเมา ตนไม่เคยทำร้ายเมีย และรับว่า เมื่อวานเย็นเสพยา ไป 1 เม็ด แต่ก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มเหล้า คุยกันอยู่กับเมีย จากนั้นตนก็ไม่รู้เลยว่า ยิงเมียตนตอนไหน

    นาง พัชนี ผิวนวล อายุ 31 ปี ( เสื้อสีเนื้อ ) น้าของอุ้ม เล่าว่า น้องสาวตน ได้มาอยู่อาศัยกับนายบรีส 3 – 4 เดือนแล้ว ในฐานะสามีภรรยา แต่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนกัน โดยน้องสาวตนมีลูกติด 1 คน อยู่ระดับอนุบาล 2 แต่ให้อาศัยอยู่กับตายายเลี้ยง อยู่บ้านเก่า ที่บ้านหนองยาง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ที่รู้เพราะนายบรีส โทรบอกว่า ให้มาช่วยภรรยาตนด้วย เพราะภรรยาเขาถูกยิง แค่นั้นก็วางวาย ตนก็ให้สามีตนขับรถมาจากบ้านเหล่ายอด มาดู ก็พบเห็น นายบรีส กำลังล้างเลือดออกจากแขน จากตัว เพราะเขากอดเมียเขา หลังเขายิงเมีย ก่อนเจ้าหน้าที่ รพ.เบ็ญจลักษ์ จะมาถึง และนำตัวภรรยาส่ง รพ.

    ขณะที่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จาก ภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เข้าตรวจสอบเขม่าดินปืนในมือ ในร่างกายของนายบรีส และเก็บหลักฐานในที่เกิด ซึ่ง พันตำรวจเอก เกื้อประยูร หลักบุญ สารวัตรสอยสวนเวร สภ.เบ็ญจลักษ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับนายบรีส คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พกพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน มาในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต รอการสอบสวนอีกครั้ง
    ////////////////////////////
    ภาพ/ข’าววนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เปิดเผยถึงผลกระทบหลังจากปิดด่านชายแดนช่องสะงำจ. ศรีสะเกษ

    ***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ร่วมถึงสถานการณ์การที่ประกาศล่าสุดให้มีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ร่วมถึง ด่านถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ก่อนปิดด่าน และหลังปิดด่าน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ต่างกัน เบื้องต้นเราได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการที่ในพื้นที่ด้านชายแดน อัพเดทสถานการณ์ปัญหาในทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการค้าด้านชายแดนซบเซา เงียบเงา ก่อนหน้าทางผู้ประกอบมีการปรับตัวมาแล้วรอบหนึ่ง ช่วงปรับเวลา ปรับวันเปิด-ปิด ด่าน แต่มีประกาศปิดด่านล่าสุดรอบนี้ก็ไม่ผิดกับการที่คาดไว้ เพราะผู้ประกอบการเตรียมการ เตรียมการรับมือ ไว้แล้วว่าอาจจะมีการปิดด่านลง แต่ทางภาคธุรกิจทางเราก็อยากให้มีการชัดเจนในเรื่องต่างๆ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มีการวางแผนอนาคตในการรับมือได้ทัน

    ***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า เบื้องต้นด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เป็นด่านที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เท่ากับด่านปอยเปต หรือ ด่านทางสะแก้ว ซึ่งด่านช่องสะงำของเราส่วนมากจะเป็นด่านที่ค้าขายเครื่องอุปโภค บริโภคให้กับทางกัมพูชาอาทิเช่นเครื่องดื่มมาม่าของแห้งต่างๆ ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็จะเป็นการส่งออกสินค้าทางการเกษตรกรมายังประเทศไทย เช่น มันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าทุกวันนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าไปขายที่ฝั่งกัมพูชาได้ ก็ต้องปรับตัวหันมาขายสินค้าภายในประเทศแทนมากขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการปิดด่านในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นประเทศกัมพูชาที่ได้ผลกระทบเช่นกัน และมากกว่าประเทศไทยแน่นอน โดยเฉพาะการส่งออก (มันสำปะหลัง) จากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย ซึ่งถ้าปิดด่านถาวรก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับการส่งออกมันสำปะหลังจะทำให้มันสำปะหลังตกค้างในประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากจะส่งไปขายยังประเทศอื่นก็คงยากเพราะไม่ได้วางแผนหรือติดต่อการค้าไว้ก่อน

    ***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนมูลค่าเศรษฐกิจการค้าชายแดน การซื้อขาย ภาพรวมตอนนี้ถ้ามีการปิดด่าน ปิดการค้าเลย ตลอด 1 เดือน เราจะเสียเงินประมาณ 100 ล้านบาท ไป แต่ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เราไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาทาการเมือง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนไปด้วย ซึ่งทางผู้ประกอบการทุกคนอยู่ข้างรัฐบาล อยู่ข้างทหาร กันหมด ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้รับความเป็นธรรม และมาตรการต่างที่ทำออกมาทางผู้ประกอบการเราเข้าใจ

    ***ในส่วนปัญหาด้านการท่องเที่ยว และยอดการจองโรงแรม ในช่วงนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ได้รับผลกระทบด้านจิตวิทยาเพียงเท่านั้น เพราะว่ายังมีนักท่องเที่ยวบ้างรายคิดว่าพื้นที่ชายแดนมันเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น แต่จากการได้พูดคุยกับผู้ประกอบการโรงแรมส่วนหนึ่งก็ได้ยินมาว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไร เพียงแต่ว่าพอมันเกิดบรรยากาศการตึงเครียดในพื้นที่ บรรยากาศการท่องเที่ยว บรรยากาศการอยากจับจ่ายซื้อใช้ส่อยของคนในประเทศมันเลยลดลงด้วย

    ***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฝากถึงรัฐบาลไทย และกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลมีเอกภาพกับทางกองทัพ และให้รัฐบาล และกองทัพ ออกมาตรการออกมาให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน ถ้าจะเข้มงวดก็ให้เข้มงวดไปเลย ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราทะเลาะกันเอง ทำให้ภาพที่ออกไปทำให้ประเทศไทยเราเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังอยากจะฝากถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากทางรัฐบาลด้วย ถึงผลกระทบจากปัญหาชายแดน ว่าจะมีโครงการไหนบ้างที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น หาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่ส่งออกไม่ได้ หรือ โครงการสินเชื่อต่างๆเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงิน ในช่วงที่ผู้ประกอบการขาดกระแสเงินสดในช่วงนี้ด้วย
    ภาพ/ข’า ววนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัทยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มความสมดุลทางธรรมชาติชายหาดจอมเทียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    วันที่ 24 มิ.ย.68 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ร่วมกับกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน โดยมี นายปรีชา ค้าขาย ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการ

    นายกเมืองพัทยา นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น รองประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมสมาชิกสภาเมืองพัทยา และผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน ประธานชุมชนชัยพฤกษ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม ที่บริเวณกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

    นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยา กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์อนุบาลสัตว์น้ำ ประกอบด้วยกุ้งแชบ๊วย จำนวน 100,000 ตัว และหอย

    หวาน จำนวน 1,000 ตัว เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอยหวานนั้นเพาะพันธุ์ได้ยากกว่าสัตว์น้ำอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ต้องควบคุม เช่น คุณภาพน้ำทะเล ความสะอาดของน้ำ ซึ่งคุณภาพน้ำทะเลที่มีความเค็มไม่คงที่ และการเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบูมอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของหอย 

    ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะร่วมกันนั่งเรือเล็กของกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียนนำไปปล่อยที่แนวปะการังกลางทะเล ทั้งนี้เมืองพัทยานอกจากจะมีการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีเรื่องของอาหารซีฟู้ดด้วย ดังนั้นเรื่องของการอนุบาลสัตว์น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนัก เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้มีปริมาณมากขึ้น และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เฮง เฮง รับซื้อ หรือ เช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด ชลบุรี

    วันที่ 23 มิถุนายน 2568เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้นาย ภูวดล พุทธ์เทศน์ ( เฮงกรรมการผู้จัดการบริษัทฝากขาย – ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

    นางสาว นทัยวรรณ ถิ่นถาวรซื้อทาวน์เฮ้าส์สองชั้น พฤกษาวิลล์ 74 บางพระ
    392/41 ม.10 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จะ.ชลบุรี

    สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา เสี่ย เฮงๆ จัดให้ท่านใดสนใจอยากได้บ้านมือสองบ้านสวยๆ ( แถวศรีราชา ) เสี่ย ( เฮง เฮง ) มีทีมงานครบวงจรสนใจ

    ติดต่อเบอร์โทรนี้ได้ – 0917432784
    – 0813291222
    ( เฮง เฮง )

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ศรีสะเกษ ขุนหาญผนึกกำลังซ้อมแผนหนีภัย! นักเรียน-ชุมชนกว่า 350 คน ฮึดรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ที่โรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ หมู่บ้านห้วยจันทร์ ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มีการ

    จัดกิจกรรมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพและหลบภัยหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

    กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายปวิช รัตวาลย์ นายอำเภอขุนหาญ โดยมอบหมายให้ นายทวี นพเก้า กำนันตำบลห้วยจันทร์ เป็นผู้แทนดำเนินการ พร้อมด้วย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 2209, นายกองค์การบริหาร

    ส่วนตำบลห้วยจันทร์, ผู้นำชุมชน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ รวมกว่า 350 คน

    การซักซ้อมมีทั้งการประชุมคณะทำงาน การฝึกเข้า “บังเกอร์หลบภัย” การฝึกแถวอพยพ และแผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุวิกฤตจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

    ทั้งนี้ กิจกรรมได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำชุมชน คณะครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนที่อาจเกิดขึ้น////
    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่เฒ่าวัย 74 ปี ถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า

    วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อรายงาน เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ จากกรณี แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน

    ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปี

    ลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า
    เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

    วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น. นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งประสบอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และต้อง

    เลี้ยงดูบุตรชายที่ประสบอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในโอกาสนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท ถุงยังชีพ จำนวน 1 ชุด และผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในเบื้องต้ น

    นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ ลูกสาวป้าแต๋ว เล่าว่า อาการของแม่ยังไม่ดีขึ้น หลังจากที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล กลับมาที่บ้านก็มีอาการบวมที่แผลและบอกว่าออกร้อนบริเวณที่แผล และไม่สามารถนอนได้เพราะมีอาการเจ็บ ปวดที่ขาที่หักสาเหตุที่เกิดจากรถชน และยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบก็หมดได้เก็บตัวอย่างไป

    ซื้อมารับประทานเพิ่มก็ยังไม่ดีขึ้น ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูล

    บาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
    วอนผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต่างด้าวเหิม เปิดบ่อนชนไก่ ใหญ่ที่สุด พื้นที่ปากน้ำหลังสวน จ่ายหนักกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง กอรมน.ชุมพร.บุกจับ เผ่นหนีกระเจิง

    วันที่ 23 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร. พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,

    พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธ์ รอง ผกก. สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวนฯ ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง.จ.ส.ต.อิสรพงษ์ อนุตรเวสารัชน์ จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์ และ จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว ผบ.หมู่ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการ ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ

    และ จ.ส.อ.พงษ์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล สว.กก.5 บก.ป. ด.ต.บรรจบ งานดี ด.ต.ณัฏฐ์ธนัน ม่วงยืนนาน ส.ต.อ.ทวีศักดิ์ สูงสง่าวงศ์ ผบ.หมู่.กก.5 บก.ป. เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง นำโดย นายเกียรติภูมิ โภคผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชำนาญงาน
    เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทท.3

    ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3. ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ต.ต.ยุทธพงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส. ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ด.ต.สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3

    เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.ชุมพร ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร, พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส) ตม.จว.ชุมพร พร้อมด้วย ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์, ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ, ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากน้ำหลังสวน

    นำโดย พ.ต.ท.วัชรินทร์ เพชรทอง สว.สส.สภ.ปากน้ำชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.ต.ยุทธชัย ชำนาญการ และ ด.ต.ณัฐวุฒิ มณีนวล ผบ.หมู่ สส.สภ.ปากน้ำหลังสวนได้ร่วมกันจับกุมตัว 1. MR.Hein Min Soe (นายฮิน มิน โช) สัญชาติเมียนมาร์ 2. Mr.Aye Naing (นายเอ นาย) สัญชาติเมียนมาร์ 3. Mr.Moe Win (นายโม วิน) สัญชาติเมียนมาร์ 4. Miss Ma Ngy (นางมา แง) สัญชาติเมียนมาร์ 5. Mr.XOKMIXAY (โชคมีชัย) สัญชาติลาว

    6. MR.AUNG THU (อาว ทุ) สัญชาติเมียนมาร์ 7. นายบุญหลาย เรื่องเดช อายุ 50 ปี ที่อยู่ 5 ม.4 ต.เหล่ากวาง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ 8. นายแดง วรรณพาน อายุ 75 ปี ที่อยู่ 333 ม.13 ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร 9. นายอนุชัย ปิยะวงษ์ อายุ 48 ปี ที่อยู่ 54/1 ม.6 ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร 10.

    นายสวัสดิ์ รุ่งแสง อายุ 48 ปี ที่อยู่ 182 ม.6 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร 11. นายนิพนธ์ อินทร์น้อย อายุ 49 ปี ที่อยู่ 41/1 ม.2 ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร 12. นายธวัชชัย ควนทองสุข อายุ 33 ปี ที่อยู่ 9849 ม.13 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ

    วันนี้ (23 มิ.ย. 68) เวลา 10.00น. ณ ห้องทับทิม โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร ร่วมด้วย

    นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายวิบูลย์ศักดิ์ โพธิ์ธารส รองนายกเทศมนตรีฯ นายณัฐวัฒน์ โชติกสถิตย์ ประธานสภาเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลฯ นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลฯ นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลฯ และหัวหน้าส่วนการงาน ร่วมเป็นเกียรติใน

    นางวรางคณา สรรเสริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ เพื่ออบรมส่งเสริมฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและรายได้ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คงความแข็ง

    แรงไว้ให้นานที่สุด โดยหลักการดำเนินการ อยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ผู้สูงอายุมีคุณค่า มีศักยภาพและมีศักดิ์ศรี ควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้สังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้สูงอายุและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

    ในการอบรมครั้งนี้ ใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองชุมพร มีนักเรียนผู้สูงอายุเข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 230 คน และมีจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียน จำนวน 25 คน ระยะเวลาการอบรม 3 เดือน ทุกวันพฤหัสบดี หลักสูตรการอบรม เรียนรู้การส่งเสริม ฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและการส่งเสริมรายได้ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพิ่มทักษะชีวิตแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนการเป็นคลังปัญญาให้ลูกหลาน

    ด้านนายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กล่าวว่า โครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร เป็นการเตรียมการรองรับสถานการณ์และสังคมผู้สูงอายุ ของประชากรในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยการส่งเสริมความรู้และเรียนรู้การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เรียนรู้และพัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง จะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานดูแลคุณภาพชีวิตของประชากรในเขตของเทศบาลเมืองชุมพร

    ได้มีการดึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง ร่วมดำเนินงานในการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ และใช้ชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ ยึดหลักแนวคิดทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า เข้าสู่วัยชราอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และส่งต่อภูมิปัญญาสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้ลูกหลานต่อไป

    และผมขอชื่นชมจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 25 คน ที่เสียสละเวลาและกำลังกายในการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนผู้สูงอายุทุกท่านในที่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการมาเป็นนักเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพรในครั้งนี้

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 599 ถุงยังชีพแห่งความหวัง ถวายพระกุศลสมเด็จพระสังฆราช ครบ 98 พรรษา

    🌸 ในบ่ายวันอาทิตย์ที่แสงแดดส่องประกายอบอุ่น วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ศาลาการเปรียญวัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.ราชบุรี จ.ราชบุรี ช่วงเวลาแห่งบุญและการแบ่งปัน

    🏛️ #พิธีแห่งเมตตาธรรมที่งดงาม มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดยคุณเมลดา โอฬาร์ชน และคุณวนิดา เลิศสุวานนท์ กรรมการอุปถัมภ์ พร้อมด้วยคุณสาธิมา ลาชโรจน์

    รองประธานมูลนิธิฯ ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 98 พรรษา

    🧡 #599ถุงยังชีพ… 599 ดวงใจแห่งความหวัง สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง คือการมอบถุงยังชีพจำนวน 599 ชุด ให้แก่ตัวแทนตำบลและหมู่บ้านในจังหวัดราชบุรี ตัวเลข 599 ไม่ใช่เพียงแค่จำนวน แต่เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจ 599 ดวงที่จะได้รับความอบอุ่นและกำลังใจในช่วงเวลาที่ต้องการ

    💎 #เมื่อถุงยังชีพกลายเป็นสะพานแห่งเมตตา ถุงยังชีพแต่ละใบไม่ได้บรรจุเพียงแค่สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวังดี การให้ทานในรูปแบบนี้เป็นการขยายวงกว้างของเมตตาธรรม ที่ไหลเวียนจากผู้ให้สู่ผู้รับ และสร้างคลื่นแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการมีพระ

    พรหมมงคลวัชราจารย์ (ไสว วัฑฒโน) ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ในพิธีครั้งนี้ ยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความหมายลึกซึ้งให้กับงาน เสียงพระสวดมนต์ที่ก้องกังวานไปทั่วศาลาการเปรียญ ดุจจะเป็นการส่งผ่านพรพระราชทานให้ถึงทุกหัวใจที่อยู่ในงาน

    🧘‍♀️ #นั่งสมาธิน้อมส่งบุญ ช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนทุกคนนั่งสมาธิและเจริญจิตภาวนาร่วมกัน เป็นภาพที่สวยงามและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในความเงียบสงบนั้น หัวใจของทุกคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว น้อมถวายความกตัญญูและความเคารพต่อสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นแสงประทีปนำทางด้านจิตใจให้แก่ชาวพุทธทั่วโลก

    🌟 #อานิสงส์ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การทำบุญครั้งนี้สร้างผลดีในหลายมิติ สำหรับผู้ให้ทาน ได้รับบุญกุศลและปลูกฝังจิตใจให้มีเมตตากรุณา ขณะที่ผู้รับได้

    รับทั้งความช่วยเหลือในทางวัตถุและความอบอุ่นใจในทางจิตใจ สำหรับสังคมโดยรวม งานนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามัคคี และสืบทอดประเพณีอันงดงามของการทำบุญตามหลักพุทธศาสนา

    🌈 #เมื่อน้ำใจไทยเบิกบาน การจัดงานในโอกาสพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราช 98 พรรษา ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการให้ การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกัน

    ด้วยเมตตา กรุณา ขอให้พระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช และบุญกुศลจากการทำงานครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความสุข ความเจริญ และสันติสุขแก่ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง และขยายไปสู่สังคมไทยและโลกใบนี้ตลอดไป🙏

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จ.ภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ

    ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือทางรถยนต์ โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านตำนานและ Grand Moment เมืองหลัก – เมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัด มุ่งสู่การกระตุ้นเป้านักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 26.5 ล้านคน-ครั้ง ดันรายได้ท่องเที่ยวโตไม่ต่ำกว่า 1.74 ล้านบาท
    วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ ร้านอาหารเคียงน้ำ จังหวัดตาก

    นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ต้อนรับคณะคาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี ททท.สำนักงานตาก ผู้แทนภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตากร่วมต้อนรับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตากกล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มาต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวทุกท่านอย่างเป็นทางการจังหวัดตากเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี และแหล่ง

    ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีและความอบอุ่นจากคนในท้องถิ่น ทุกท่านจะได้เห็นศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดตากในการต้อนรับนักท่องเที่ยวบนมาตรฐานความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระผมเชื่อมั่นว่าหลังจากที่ท่านได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแล้วจักช่วยทำให้ท่านสามารถประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวและแบ่งปันความสุข บอกเล่าประสบการณ์ที่มีคุณค่าของจังหวัดตากต่อไปได้ สุขทันทีที่เที่ยวตาก

    นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม “คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2568 โดยในครั้งนี้ ททท. ได้นำคณะคาราวานฯ จำนวน 150 คน พร้อมด้วยรถยนต์จำนวน 35 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าสู่ประเทศไทย ณ ด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเดินทางสัมผัสประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

    กิจกรรมคาราวานในครั้งนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าจดจำและแตกต่างออกไปจากเดิม ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (story telling) 17 ตำนานอันน่าประทับใจ ในเส้นทางท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ตำนานพระแก้วมรกต จังหวัดเชียงราย ตำนานไทลื้อ จังหวัดพะเยา ตำนานกระซิบรัก

    ปู่ม่าน ย่าม่าน จังหวัดน่าน ตำนานบ้านเก่า เมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ตำนานเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำนานพระอจนะพูดได้ จังหวัดสุโขทัย ตำนานเมืองสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ตำนานเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร ตำนานเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำนานปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ตำนานแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ตำนานชั่วฟ้าดินสลาย จังหวัดกำแพงเพชร ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ตำนานเขลางค์นคร จังหวัดลำปาง ตำนานพระนางจามเทวี จังหวัดลำพูน ตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตำนานเจ้าดารารัศมี จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ภูมิภาคภาคเหนือยังได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทาง Grand Momentที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก แหล่งท่องเที่ยวชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความหลากหลายของอาหารพื้นเมือง สินค้าหัตถกรรมฝีมือประณีตรวมทั้งไมตรีจิตอันอบอุ่นของผู้คนในภาคเหนือ

    นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก กล่าวว่าคาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าพื้นที่จังหวัดตากใน วันที่ 22-23 มิถุนายน 2568 โดยจังหวัดตากนำเสนอตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วัดดอยข่อยเขาแก้ว) ในงานเลี้ยง ททท.สำนักงานตากได้นำสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมาเสนอขาย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ รวมไปถึงเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของจังหวัดตากให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างซึ่งถือได้ว่าเป็นการเพิ่มวันพักค้างและกระจายรายได้สู่จังหวัดตากต่อไป

    เที่ยวตากหน้าฝน #TATTAK #คาราวานตามรอยตำนาน17จังหวัดภาคเหนือGoNorthThailand #amazingthailand/ข่าวชวลิต วิกุล ชัยกิจ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ.ต.ท.ธงชัย เนื่องพืช นย.ทต.บ้านถิ่นฯ ร่วมประชุมชี้แจงการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พันตำรวจโท ธงชัย เนื่องพืช นายกเทศมนตรีตำบลบ้านถิ่น นายรักษา ถิ่นหลวง นายสมพงษ์ เหมืองหม้อ รองนายกเทศมนตรีฯ พันตำรวจโทประพันธ์ ธุระกิจ ที่ปรึกษา นายแก้วศักดิ์ โป่งสม เลขานายกฯ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านถิ่นฯ

    ทนายวินัย ทองคุ้ม ที่ปรึกษากิตติ มศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลบ้านถิ่น นางอัจฉรา นันต๊ะยานา ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านถิ่น นายกฤษกร ขยันการ รองประธานสภาเทศบาลฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านถิ่น ที่มีที่ดินติดกับ ลำเหมืองร่องฮ่าง และลำเหมืองหัวไหน่

    การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เทศบาลตำบลบ้านถิ่นกับกรมชลประ ทานจังหวัดแพร่ โดยมี ฝ่ายปกครองตำบลบ้านถิ่นนำโดย นายภาสกร หม้อกรอง กำนัน ตำบลบ้านถิ่น เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชี้แจงแผน

    การดำเนินงาน กำจัดสิ่งกีด ขวางทางลำน้ำ ในพื้นที่ลำเหมืองดังกล่าว โดยมีวัตถุ
    ประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมในการระบายน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ ป้องกันปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

    มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังข้อมูลจำนวนมาก พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวม “เทศบาลตำบลบ้านถิ่นจะดำเนินงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน”

    cr. @สท กฤษกร ขยันการ
    ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
    061-595-5297

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดการแข่งขันวิ่งแหวกทะเล สู่เกาะพิทักษ์ อ.หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 จ.ชุมพร

    วันนี้(22 มิ.ย. 68)นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร, ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ

    รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายจีรศักดิ์ แสงหอย นายอำเภอหลังสวน ร่วมเปิดงาน วิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568

    ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งจากฝั่งข้ามไปยัง “เกาะพิทักษ์” เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จังหวัดชุมพร พร้อมกับการออกกำลังกาย และการส่งเสริมการเพิ่มรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดชุมพร

    โดยอำเภอหลังสวน ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด และเทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน จัดโครงการวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการ

    จัดการแข่งขันวิ่ง “หนึ่งเดียวในสยาม” ที่แตกต่างจากการแข่งขันมินิมาราธอนทั่วไป ด้วยการ “วิ่งแหวกทะเล” จากฝั่งข้ามไปยัง “เกาะพิทักษ์” เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร เริ่มปล่อยตัวบริเวณเรือจำลองจักรีนฤเบศร ปากน้ำหลังสวน

    ใช้เส้นทางถนนเลียบชายทะเลที่สวยงาม และเข้าสู่เส้นชัยบนเกาะพิทักษ์ซึ่งอยู่ห่างฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะต้องวิ่งลุยน้ำทะเล ระดับน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร

    นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน “วิ่งฟันรัน” ระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร มีจุดปล่อยตัว ณ ศูนย์หมู่บ้าน หมู่ที่ 13 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และเข้าเส้นชัยที่เกาะพิทักษ์เช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย และสร้างความสามัคคี รักษาประเพณีอันดีงามไว้สืบไป

    สำหรับกิจกรรมการจัดงานวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568 ได้จัดให้มีการแข่งขัน แยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทมินิมาราธอน เส้นทางวิ่งประมาณ 14 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นจากเรือจำลองจักรีนฤเบศร ตำบลปากน้ำ สู่เกาะพิทักษ์ และประเภทฟันรัน เส้นทางวิ่งประมาณ 3 กิโลเมตร

    จุดเริ่มต้นจากศูนย์เรียนรู้และขับเคลื่อน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านท้องครก หมู่ที่ 13 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จุดเส้นชัย ณ เกาะพิทักษ์ โดยผู้เข้าเส้นชัยลำดับที่ 1 ถึง 5 ทุกคน จะได้รับถ้วยรางวัลและผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัย จะได้รับเหรียญรางวัลทุกคน นอกจากนี้ยังมีรางวัลโอเวอร์ออ , รางวัลสำหรับนักวิ่งชาวต่างชาติ, และมีเงินรางวัลและถ้วยรางวัล มอบให้เป็นที่ระลึก สำหรับนักวิ่งที่แต่งกายชุด แฟนตาซีทุกคน

    กิจกรรมวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนร่วมออกกำลังกาย เสริมสร้างสุขภาพให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ แหล่งท่องเที่ยวร้านอาหาร และสถานที่พักผ่อนในพื้นที่อำเภอหลังสวน รวมไปถึงของดีของเด่นในจังหวัดชุมพร ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ สถานที่ท่องเที่ยว

    การเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรมของชาวจังหวัดชุมพร ให้เป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป พร้อมกับการเพิ่มรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นและส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะนักวิ่งจากต่างจังหวัด ได้สัมผัสกับเส้นทางวิ่งที่แปลกไม่เหมือนที่ใด มีเส้นทางวิ่งที่โค้ง ลาดเอียง สูงชัน และพิเศษสุดคือต้องวิ่งข้ามทะเลไปยังจุดหมาย เส้นชัย ณ เกาะพิทักษ์ อีกด้วย

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแข่งขัน OFF-ROAD เชื่อมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย จ.นราธิวาส คาดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

    วันที่ 22 มิ.ย.68 ที่บริเวณหลังมัสยิดตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส มอบหมายให้ นายวิชาญ เศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดการแข่งขัน OFF-ROAD เชื่อมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย ซึ่งจัดต่อเนื่องครั้งที่ 6 ประจําปี 2568

    ตามโครงการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชายแดนใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อำเภอระแงะและพื้นที่อำเภอใกล้เคียง โดยมี นาย

    ณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอระแงะ และผู้เข้าแข่งขันจากประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมงาน ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานจำนวนมากนายวิชาญ เศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า

    การแข่งขัน OFF-ROAD ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดนราธิวาส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และมอบความสุขให้ชาวนราธิวาส อีกด้วย

    การแข่งขัน OFF-ROAD ในครั้งนี้ จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาสร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กำหนด

    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2568 ประกอบด้วย กิจกรรมการแข่งขัน รุ่นเอ็นดูโร่ และรุ่นปีกนก รวมผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 300 คน จำนวน 80 คันรถ
    //////////////////////////////////
    ข่าว/กรียา/นราธิวาส

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ #ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีเครือข่ายและผู้ประกอบการกาแฟ มาร่วมออกร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ และมีภาคส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

    นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวว่า #สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้จัดงาน “งานเสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ มูลค่าสูง สู่การพัฒนากาแฟน่าน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเสน่ห์ของกาแฟคุณภาพจากผืนดินน่าน

    และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ซึ่ง กาแฟน่าน ขณะนี้ เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ กาแฟจากน่านสามารถคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ

    #จังหวัดน่าน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากาแฟในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งโครงการนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดน่าน และดำเนินการโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชน พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายกาแฟ และสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    โดยก่อนหน้านี้ โครงการฯ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อวางรากฐานและประชาสัมพันธ์เส้นทางกาแฟของจังหวัดน่าน ได้แก่ การจัด Workshop การจัดกิจกรรม Blogger Fam Trip การรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของแหล่งกาแฟ และการจัดทำคู่มือเส้นทางท่องเที่ยวกาแฟ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชาวน่านอย่างแท้จริง

    สำหรับ “งานเสน่ห์กาแฟน่าน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–21มิถุนายน 2568 โดยภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ บูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกาแฟ เมล็ดกาแฟคุณภาพ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกาแฟ และสินค้า OTOP การสาธิตและ

    Workshop การชงกาแฟ โดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดน่าน ในการผลักดันกาแฟให้เป็นมากกว่าสินค้าเกษตร แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา เตือน”ทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบทมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี”

    ขอความร่วมมือ ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้อยู่อาศัยริมเขตทางหลวงชนบท ช่วยสอดส่อง รักษาความสะอาดเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนายไพรวรรณ์ เขียวอ่อน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาเตือนประชาชน “ห้ามทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบท” ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เดิน ทางสัญจรไป – มา เช่น การทิ้งขยะออกจากรถยนต์ที่แล่นอยู่บนท้องถนน การเทน้ำเสียทิ้งบนท้องถนนหรือเท

    ทิ้งริมเขตทางหลวงชนบท จนไหลเข้ามาบนทางจราจร การทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างในเขตทางหลวงขนบทที่อยู่ติดริมทางจราจร การบรรทุกหิน ดิน ทราย ท่อนไม้ ยางพาราหรือสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ปิดคลุมหรือผูกมัดสิ่งเหล่านั้นให้ดี ทำให้สิ่งของดังกล่าวร่วงหล่นบนทางจราจรหรือไหล่ทาง อาจส่งผลให้เกิด

    อุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทางได้ถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 45 “ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย น้ำโสโครก เศษหิน ดิน ทราย หรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล เศษหิน ดิน ทราย ตกหล่นนทางจราจรหรือไหล่ทาง” หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 72 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ทั้งนี้ขอความร่วมมือจากประชาชนอย่านำขยะมาทิ้งในเขตทางหลวงชนบทโดยเฉพาะทางหลวงสาย ฉ หมายเลข1111 ช่วงกม.5 ขาออกไปทางขอนแก่นและกม.3 ขาไปจ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีการลักลอบนำขยะมาทิ้งในบริเวณดังกล่าวจำนวนมากโดยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณดังกล่าว ซึ่งแม้จะมีการติดป้ายห้ามทิ้งขยะไว้แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบนำขยะมาทิ้ง เป็นการทำให้ทัศนียภาพไม่น่าดูและเสียภาพลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา โดยทางแขวงฯต้องเสียงบประมาณในการจัดเก็บขยะไปทิ้งจำนวนมาก

    ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา กล่าวอีกว่า แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาจะนำกล้องcctv มาติดตั้งในบริเวณที่มีการลักลอบทิ้งขยะ ซึ่งหากตรวจพบว่าผู้ใดนำขยะมาทิ้งในเขตทางจะมีการแจ้งความดำเนินคดีทุกราย
    ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าวในเขตทางหลวงชนบท โปรดแจ้งสายด่วน 1146 เพื่อร่วมดูแลรักษาความสะอาดบนท้องถนนให้เกิดความสะดวก ปลอดภัยต่อประชาชนและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง