สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขายแอลกอฮอล์ ในวันทางศาสนาได้ กำหนดโซนนิ่ง 5 ตำบลใน อ.เมือง / สภ.ละแมจับกุมผู้ต้องตามหมายจับของ ศาลจังหวัดหลังสวน 1ราย

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตามที่จังหวัดชุมพร แจ้งให้อำเภอเมืองชุมพร พิจารณากำหนดพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ตามข้อ 3 ของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 โดยให้คำนึงถึงสภาพสังคม วัฒนธรรม และประเพณีของพื้นที่ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาจังหวัด หรือแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เช่น ข้อมูลสถานการณ์พักแรม จำนวนผู้เยี่ยมเยือน รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่เป็นสำคัญ และวิเคราะห์ข้อดีที่จะได้รับและข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกมิติ และจัดทำแผนมาตรการป้องกันการกระทำความผิดตามกฎหมาย เพื่อรองรับการกำหนดพื้นที่หรือบริเวณดังกล่าว ตลอดจนรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพิจารณากำหนดพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองชุมพร นายเจริญโชค พรหมชุติมา นายอำเภอเมืองชุมพร ได้เชิญคณะกรรมการพิจารณากำหนดพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะในกรณีดังกล่าวผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจาก สภ.เมืองชุมพร สภ.ปากน้ำชุมพร สภ.บ้านวิสัยเหนือ สาธารณสุข อ.เมืองชุมพร พัฒนาการ อ.เมืองชุมพร ท้องถิ่น อ.เมืองชุมพร ผู้แทนจากเทศบาลเมืองชุมพร เทศบาลเมืองท่ายาง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ผู้แทนสมาคมโรงแรมจังหวัดชุมพร ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดชุมพร ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดชุมพร ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดชุมพร ผู้แทนสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ราชการ อ.เมืองชุมพรที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 1 ชั่วโมง และมีมติให้กำหนดพื้นที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนาจำนวน 5 พื้นที่คือ 1.เขตเทศบาลเมืองชุมพร (ต.ท่าตะเภา) 2.ตำบลนาทุ่ง 3.ตำบลนาชะอัง 4.ตำบลท่ายาง และ 5.ตำบลปากน้ำ โดยสถานที่สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ในสำคัญทางศาสนาทั้ง 5 วัน ในพื้นที่ 5 ตำบล จะต้องเป็นสถานประกอบการที่เปิดให้บรืการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ และร้านอาหารจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.ฎ.กำหนดพื้นที่ (Zonning), คำสั่ง หน.คสช.ที่ 22/2558, ปว.50 กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (กรณีที่มีการแสดงมหรสพ การแสดงดนตรี เต้นรำ รำวง รองเง็ง ดิสโกเธค คาราโอเกะ ตู้เพลง หรือการแสดงอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน) กฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนึ่ง ในการลงมติมีกรรมการงดออกเสียง 2 คนคือ นายอำเภอเมืองชุมพร (ประธานการประชุม) และ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดชุมพร ซึ่งอำเภอเมืองชุมพรจะนำมติของที่ประชุมเสนอต่อที่ประชุมในระดับจังหวัดต่อไป

สภ.ละแมจับกุมผู้ต้องตามหมายจับของ ศาลจังหวัดหลังสวน 1ราย
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.ต.อ.อนันท์ อนุตรเวสารัช ผกก.สภ.ละแม ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดหลังสวน จ.153/2568 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ยักยอก” มอบหมายให้
พ.ต.ท.พชร อ่วมทองดี รอง ผกก.ป.สภ.ละแม, พ.ต.ท.สุชาติ สิงหา รอง ผกก.สส.สภ.ละแม, พ.ต.ท.โตษณ พันธุ์ทอง,พ.ต.ท.วรรณโน จิตภิบาล สวป.สภ.ละแม ประกอบด้วย ร.ต.อ.สุชาติ หนูชัยแก้ว รอง สวป.สภ.ละแม,ร.ต.ท.ธรรมนูญ นกเขา, จ.ส.ต.อาทิตย์ อิศเรนทร์. จ.ส.ต.อภิชัย เผือกเกิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 36 ม.6 ต.สวนแตง อ.ละแม จว.ชุมพร
ชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ออกสืบสวนจับกุมความผิดต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ในห้วงระดมกวาด ล้างอาชญากรรมระยะแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 – 30 กันยายน 2568 จากการสืบสวนและสายลับแจ้งว่า บ้านเลขที่ 239 หมู่ที่ 9 ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นและมักมีกลุ่มวัยรุ่นมา มั่วสุมเสพยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบมาโดยตลอด และวันนี้ 24 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีการมั่วสุมจำหน่ายและเสพยาเสพติด จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เรียก และแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ ได้พบเจ้าของบ้าน และ นางสาว วัดนาหรือหนู (สงวนนามสกุล) ทราบชื่อภายหลัง อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สอบถามว่ามา ทำอะไร นางสาว รัตนาหรือหนู แจ้งว่าตนเป็นคนดูแลทำความสะอาดบ้าน จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เห็น นางสาวรัตนาฯ แสดงอาการทำที่มีพิรุธกระวนกระวายตลอดเวลา ต่อมา นางสาวรัตนาฯขอเข้าห้องน้ำอ้างว่าจะขอเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากที่ผู้ต้องหาออกมาจากห้องน้ำเป็นคนแรกและคนสุดท้ายในเวลานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย พ.ต.ต.โดษณ พันธุ์ทอง สว.สส.สภ.ละแม เจ้าพนักงาน ปปส.เลขที่ ๖๗๐๓๒๙๐ ได้แสดงบัตร และได้แสดงความบริสุทธิ์ให้ดูจนเป็นที่พอใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ขอทำการทดสอบหาสารเสพติดในปัสสาวะเบื้องต้น พบว่าให้ผลบวก (เป็นสีม่วง) แสดงว่ามีสาร เสพติดในตัวอย่างแต่ดูลักษณะท่าทางของผู้ต้องหา ท่าทางมีพิรุธสั่นกลัว ชุดจับกุมเชื่อว่าภายในบ้านอาจมียาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมายอื่นซุกซ่อนอยู่หากเนิ่นช้ากว่าจะขอหมายค้นมาทำการตรวจค้นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดอาจถูก โยกย้าย ซุกซ่อน ทำลายทำให้เสื่อมสภาพไปหรือบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลบซ่อนอยู่ บุคคลนั้นจะหลบหนีไปหรือมีทรัพย์สินได้มาจากการกระทำความผิด หรือได้ใช้ในการกระทำความผิดหรืออาจจะใช้เป็น พยานหลักฐานสิ้นสภาพไปจากเดิมเมื่อแจ้งเหตุแห่งการตรวจค้นให้ผู้ต้องหาทราบ และ พ.ต.ต.โตษณ พันธุ์ทอง ได้แสดงบัตร พร้อมตรวจสอบเอกสารบัตร ปปส.เข้าใจ และพอใจแล้วยินยอมให้ตรวจค้น และนำตรวจค้นตลอด โดย ร.ต.อ.ธนธัช ประเทียบดินทร์ เป็นผู้ตรวจค้น และผู้ต้องหานำตรวจค้น จากการตรวจค้นภายในห้องน้ำที่ผู้ต้องหาเข้าเป็นคนสุดท้ายพบของ กลางข้างต้น สอบถาม ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและขอให้คำให้การตามข้างต้น จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และได้นำตัว ผู้ต้องหามา สภ.ฯ และได้ตรวจเก็บปัสสาวะโดยนำปัสสาวะใส่ขวดปิดฉลาก ระบุชื่อ และเซ็นชื่อกำกับที่ฝ่าขวดเรียบร้อย และ ได้ทำหนังสือส่งโรงพยาบาลละแม เพื่อตรวจผลหาสารเสพติดยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจจากโรงพยาบาลละแม แพทย์ ยืนกันว่าพบสารเสพติดในตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหาตามหนังสือข้างต้น จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ เมื่อผู้ต้องหา ทราบ สิทธิ์ และข้อกล่าวหาดีแล้วให้การรับสารภาพตามรายละเอียดข้างต้น จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่ง พง ส.สภ.ละแม เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรมเพื่อสังคม “Life Vaccine for Social” คณะนักศึกษา หลักสูตรวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 ได้จัดกิจกรรมดีๆ CSR ภาคเหนือ เป็นครั้งที่ 2

กิจกรรมเพื่อสังคม “Life Vaccine for Social” คณะนักศึกษา หลักสูตรวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 ได้จัดกิจกรรมดีๆ CSR ภาคเหนือ เป็นครั้งที่ 2 โดยมอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาให้แก่ นักเรียน

โรงเรียน ตชด.พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีและเชียงใหม่ พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่ทหารอากาศกอง

บิน 41 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และ ตำรวจตระเวนชายแดน กก.33 เชียงใหม่ และตำรวจภูธรสิงห์บุรีระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2568

เมื่อวันศุกร์ ที่ 22 - 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 คณะผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคม (Life Vaccine for Social)” สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 นำโดย พล.ต.อ. สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ/ประธานหลักสูตรฯ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางจุรีภรณ์ เมฆินไกรราช ในฐานะผู้แทนนักศึกษา วชส.1 ร่วมกับ สมาคมตำรวจ, และ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)ได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานในพื้นที่ภาคเหนือ ครั้งที่ 2 พร้อมทั้งดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) รุดเยี่ยมให้กำลังใจ บำรุงขวัญมอบถุงยังชีพ และ เครื่องตัดหญ้า เครื่องกีฬา ให้แก่ทหารอากาศ กองบิน 41 ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่และตำรวจภูธรสิงห์บุรี พร้อมจัดทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม  โดยการมอบถุงยังชีพให้แก่ชาวบ้านที่ขาดโอกาส พร้อมมอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬา ให้แก่นักเรียนและพี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี - จ.เชียงใหม่ รวม 500 ชุด อุปกรณ์การศึกษาการกีฬาทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจน 150 ชุด โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้เข้ารับการอบรมวัคซีนชีวิต เพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (วชส.1)ทุกๆ ท่าน

ตำรวจภูธรภาค 1 เตือนภัย นักดื่มแอลกอกอฮออล์พึงระวัง พลาดถูกจับ นอนคุก ขึ้นศาล เสียเวลา เสียเงิน เสียประวัติ พร้อมกับแจงข้อกฎหมายและโทษ ที่จะเกิดขึ้น หลังจากเมาแล้วขับ…” ตำรวจภูธร ภาค 1

เตือนประชาชน ที่อยู่หรือเข้ามาทำภารกิจ ในเขตพื้นที่ 9 จังหวัดซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 รับผิดชอบ เมาแลัวขับ โดนเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอลล์ เสี่ยงติดคุกและถูกปรับเงินพร้อมโทษทางอาญา ยังเช็คตัวอย่างที่กำลังเป็นข่าวดัง….”

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์สายอุบล ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งควบคุมงานประชาสัมพันธ์ข่าวและแถลงข่าวเปิดเผยว่า

พลตำรวจโท สุรพลเปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้ มีความห่วงใย ในการขับรถ ของประชาชนซึ่งเดิมแอลกอฮอล์ซึ่งอาจ จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ ตนเองและ ประชาชนที่ใช้ ท้องถนนและ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกัน อาจก่อให้เกิด อันตรายและเสียชีวิตได้

จึงให้ งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง คือ1.) 🚨รู้หรือไม่ หากปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “เมาแล้วขับ””เมาขับ“ อันตรายถึงชีวิต ผิดกฎหมาย อาจต้องโทษสูงสุด จำคุก 10 ปี 🚨

🌡️ เช็กเลย ปริมาณ ”แอลกอฮอล์“ แค่ไหน = เมาแล้วขับ
▪️ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัม % ( สำหรับบุคคลทั่วไป )
▪️ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัม % ( สำหรับผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี หรือ มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว ) 📍กฎหมายเกี่ยวกับเมาแล้วขับ ขับขี่ขณะดื่ม – เมาสุรา

เมาแล้วขับ – กระทำผิดครั้งแรก มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับ 5,000 – 20,000 บาทเมาแล้วขับ – หากทำผิดซ้ำ ภายใน 2 ปี นับแต่กระทำผิดครั้งแรก เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 – 100,000 บาท ( ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ )

เมาแล้วขับ – หากทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต โทษสูงสุด 10 ปี ปรับ 200,000 บาท เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ❗️ทั้งนี้หากต่อสู้ ขัดขวางเจ้าหน้าที่ ❗️

จะเข้าข่ายความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ( ป.อาญา ม.138 ) “เมาไม่ขับ“ ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมาไม่ขับ #ขับขี่ปลอดภัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติRoyalthaipolice

2.) สภ.นครหลวง ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา🚨⛑⛑ สวมหมวกนิรภัย ขับขี่ปลอดภัยในท้องถนน⛑⛑⛑ 👮🚨🪖 ตำรวจ สภ.นครหลวง ร่วมกับนายก อบต.แม่ลา รับมอบหมวกกันน็อก จำนวน 70 ใบ

จากบริษัทโรงผลิตไฟฟ้าเอกชน นิคมนครหลวง เพื่อสนับสนุนโครงการ “ขับขี่ปลอดภัยในท้องถนน” แจกจ่ายให้ประชาชน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนความปลอดภัยบนท้องถนน👮🚨🪖 Cr.#ตำรวจทำดี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ประจำปี งบประมาณ 2568 งบสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ ต.โนนหัน

วันจันทร์ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายนิโรจน์ แพ่งศรีสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน กล่าวเปิดงาน โครงการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก ประจำงบประมาณ 2568

ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองคลอง กล่าวรายงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมเฝ้าระวังโรค มือ เท้า ปาก ให้แก่ ครู/ ผู้ดูแลเด็ก ผู้ปกครอง นายนิโรจน์ แพ่งศรีสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน กล่าวถึงโครงการ ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลโนนหัน มีวัตถุประสงค์ในการเฝ้าระวังโรค มือ เท้า ปาก

ให้กับผู้ปกครอง บุคคลากร ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นโรคติดต่อในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และอบรมความรู้เรื่องการเฝ้าระวังในครั้งนี้ มีกิจกรรมฝึกปฏิบัติทักษะการล้างมือที่ถูกวิธี
นางสาวณัฐริกา ทาเชาว์

ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กล่าวขอบคุณผู้ปกครอง และเด็กในศูนย์พัฒนาจำนวน 60 คน ที่พาบุตรหลานร่วมกิจกรรมฯครั้งนี้
ผู้มีเกียรติ ทั้งท้องที่ และท้องถิ่น ร่วมงานครั้งนี้ เช่น

นายสันติ แก้วมูลตรี รองนายก อบต โนนหัน-นายกิตพศ นามนัย เลขานุการนายก อบต โนนหัน-นางขนิษฐา เลิศอุดมโชค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบลโนนหัน-นางสาวจตุรภัทร จันหา รองปลัด อ.บ.ต.โนนหัน
-นางสาวณัฐริกา ทาเชาว์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
-นางสาวรุ่งศริ ภูมิคอนสาร

นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ โครงการป้องกันโรค มือ เท้า ปาก มีการฝึกทักษะการล้างมือที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครองและเด็ก ร่วมกันทำความสะอาด อาคาร สถานที่อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ และของเล่นต่างๆ ภายในศูนย์ ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองคอง

ขอนแก่นเมืองหัตกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธรภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ ภ.จว.ลำปาง และ ภ.จว.น่าน

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ สภ.แม่พริก จว.ลำปาง และ สภ.เวียงสา จว.น่าน ดังนี้

  1. วันที่ 23 ส.ค.68 – สภ.แม่พริก จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน, รถยนต์บรรทุก 1 คัน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 8,000,000 เม็ด
  2. วันที่ 24 ส.ค.68 – สภ.เวียงสา จว.น่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 คน, รถยนต์กระบะ 1 คัน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด

โดยมี พล.ต.ต.ภูมิปัญญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 , น.ส.นิตยา พงษ์พาณิช รอง ผวจ.ลำปาง, พ.อ.กวิน ยาวิชัย รอง ผบ.มทบ.32, พ.อ.สันทัด ภัทรกิตตินนท์ ผู้แทน กอ.รมน.ลำปาง, ผู้แทน ผอ.ปปส.ภาค 5, รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง, รอง ผบก.ภ.จว.น่าน, ผกก.สภ.แม่พริก, ผกก.สภ.เวียงสา ร่วมแถลงผลการจับกุม

ณ ลานแถลงข่าวตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ถ.ลำปาง – แจ้ห่ม ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง จว.ลำปางสรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจฎธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 24 ส.ค.68จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 22,734คดีรายสำคัญ 232 คดี
ยึดของกลางยาเสพติด

ยาบ้า 240 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,400 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 197 กิโลกรัมเศษเคตามีน 1,840 กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 155 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด ประมาณ 1,130 ล้านบาทเศษ….

สมจิตร แสงบันลังค์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจทางหลวง รวบหนุ่มเมียนมา ลักลอบขนแรงงานเถื่อน อัดแน่นกระบะ 13 ชีวิต

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 24 สิงหาคม 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ป. ปฏิบัติราชกาา บก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง, พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผกก.2 บก.ทล.

 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.กล้า  สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ชรัณ ปาณะศรี รอง สว. ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ด.ต.วงศ์วริศ ทรัพย์คนาสกุล ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., จ.ส.ต.สราวุธ กรรณสุรางค์ ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.,
สถานที่จับกุม บริเวณเหตุเกิด ทล.41 (เอเชีย) กม.24 ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร     ร่วมกันจับกุมตัว  1. นายจอ ตู ยะ อายุ 42 ปี เชื้อชาติ มอญ  สัญชาติ เมียนมา 2. บุคคลต่างด้าวสัญชาติ เมียนมา ชาย 7 คน หญิง 6 คน รวมทั้งหมด 13 คน  พร้อมยึดของกลาง 1 รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ MAZDA สีเทา   2. โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ OPPO หมายเลขโทรศัพท์ (ซิม2)

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.68 เวลา 05 : 55 น. น. ขณะเจ้าหน้าที่รวจทางหลวงชุมพร ขับรถวิทยุ 2408 ออกตรวจบนถนนเอเชีย (ทล.41) กม.24 ต.ครน อ.สวี เจอรถมาสด้า สีเทา ทะเบียน ผก 4743 นครปฐม ขับแซงขึ้นมาช่องขวา กระจกติดฟิล์มทึบ และท้ายรถปิดคลุมมิดชิด จึงใช้ไฟฉายส่อง พบมีคนนั่งเต็มคัน
เจ้าหน้าที่จึงเรียกตรวจ พบผู้ขับคือ นายจอ ตู ยะ ชาวเมียนมา ภายในรถมีแรงงานต่างด้าวเพื่อนร่วมชาติ 13 คน (ชาย 7 หญิง 6) ไม่มีเอกสารอนุญาตเข้าประเทศ จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาที่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

สอบสวน นายจอ ตู ยะ รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากนายหน้าคนมอญในชุมพร ติดต่อผ่านเบอร์โทร ให้ไปรับแรงงานต่างด้าวที่ ต.ขุนกระทิง อ.เมือง ชุมพร ช่วงตี 2 วันที่ 24 ส.ค. 68 แล้วจะขนไปส่งปลายทาง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยได้ค่าจ้าง 12,000 บาท

ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย” ในความผิดฐาน ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม, เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอานาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนส่งตัวผู้ต้องหา พร้อมแรงงานต่างด้าว และรถของกลาง ให้พนักงานสอบสวน สภ.สวี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ก๊วนกอล์ฟชุมพรระดมทุนสร้างศาลาพลับพลาพิธี มทบ.44 ได้ยอดบริจาครวม 336,180 บาท

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ณ คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ มณฑลทหารบกที่ 44 (มทบ.44) จังหวัดชุมพร มีพิธีมอบรางวัลการแข่งขันกอล์ฟการกุศลชิงถ้วยรางวัลแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสร้างศาลาพลับพลาพิธีประจำค่ายเขตอุดมศักดิ์ พลตรีสมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 (ผบ.มทบ.44) เป็น

ประธานในพิธี พร้อมด้วยนางณัฐวรรณ ฉายะบุตร ประธานจริยธรรมจังหวัดชุมพร และนักธุรกิจชื่อดังในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายในงานมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนสร้างศาลาพลับพลาฯ ดังนี้:

นางณัฐวรรณ ฉายะบุตร ประธานจริยธรรมจังหวัดชุมพร มอบเงิน 100,000 บาทนายนิษกัณฐ์ ยังสุข โดยมีนายนันพิพัฒน์ ดวงธิราช เป็นผู้แทนมอบเงิน 100,000 บาทดร.ธน บุญเกิด

โดยมีนายสุธานน บุญเกิด เป็นผู้แทนมอบเงิน 36,180 บาทโปรอวย ศิริธร นาแพง มอบเงิน 60,000 บาทนายอนุวัติ วัชรพงษ์ เจ้าของบริษัท อีซูซุสุพรภัณฑ์ชุมพร จำกัด มอบเงิน 20,000 บาทนายสรไกร เมืองเทียน มอบเงิน 10,000 บาท

นายภาคย์ นวษุกร มอบเงิน 10,000 บาท ยอดบริจาคในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 336,180 บาท ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างศาลาพลับพลาพิธีเพื่อประโยชน์ของค่ายเขตอุดมศักดิ์และชุมชนต่อไป

พลตรีสมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้เห็นบรรยากาศนักกอล์ฟอยู่ในกิจกรรมจนวินาทีสุดท้ายถือว่าทุกท่านทุกคนให้ความเป็นกันเองกับ มทบ.44 บรรยากาศมีความอบอุ่นมาก และในโอกาสครั้งต่อๆไปคง

จะได้มีโอกาสจัดงานในลักษณะนี้อีก แล้วหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากนักกอล์ฟในจังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพัทลุงแล้วก็จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มาให้มากยิ่งขึ้นไป ในวันนี้ประสบความสำเร็จที่ได้ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจจากกำลังพลและครอบครัวของมณฑลทหารบกที่ 44 แล้วก็นักกอล์ฟทุกท่านที่ได้มาร่วมกันในวันนี้ขอขอบคุณมากๆครับผม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เวทีเอฟเคไอไอ.ฟอรั่ม“ฟันธงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือคานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจเอไอ.”(AI Economy)และรัฐบาลเอไอ.(AI Government)

สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation:FKI Thailand) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดงานสัมมนาFKII National Forum ในหัวข้อ “AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI Technology )คือคานงัดสร้างจุดหักเห(Turning Point)สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ.(AI Economy)ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆเช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอรัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำโตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังพร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง“เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบอัโมัติ(Automation)เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วนเช่น รัฐบาลเไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์(AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการพัฒนานโยบายสาธารณะ“ นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน(Transformation)ศักยภาพประเทศใหม่โดยใช้AIและเทคโนโลยีดิจิตอล เช่นประเทศเดนมาร์กจัดตั้งAgency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลกในด้านรัฐบาลดิจิตอลประเทศเกาหลีใต้สร้างโครงสร้างเครือข่ายGovernment Superhighway Network (GSN)บริการภาครัฐอย่างทั่วถึง ประเทศเอสโตเนียเปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99%ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์อัพเกรด70% ระบบราชการบนคลาวด์และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า” Smart Nation”สหราชอาณาจักรจัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ”Digital Skills Partnership“ สำหรับประเทศไทยต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนาAIและเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากAI สู่Generative AI , Agentic AIและปีนี้AGI (Artificial General Intelligence)มาแล้วหากเราตื่นรู้ตื่นตัวทันสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วยในขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวาได้ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Tripเป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำที่ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3)Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Powerโดยระบุว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ“AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในทุกมิติทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ “Being Digital” ไปสู่ “Being Digital-Driven” โดยต้องคำนึงถึง “Human Loop” ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็นController และเสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%”
 ทางด้านดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้เปิดเผยว่า “ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยที่อยู่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริง ๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย. โดยเน้นย้ำว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่ ๆ” และงานใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา”

ส่วนนายอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นายคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่1) Smart Design: AI ช่วยในการออกแบบลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ2) Digital Manufacturing: การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
3) Intelligent Equipment: การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ4) Safety & Security: ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น.สำหรับนายพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd.นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็น ผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย ทางด้านนายสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officerบริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
1) ลดต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
2) ทำงานได้เร็วขึ้น: AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
3) เพิ่มยอดขาย: การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน. ท่านยังได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมการรอคอย!มงลง “วีนา” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์2025 ตัวแทนสาวไทย ชิงมงจักรวาล “Miss Universe” ครั้งที่ 74 ปลายปีนี้

23 สิงหาคม 2568 กรุงเทพฯ : นับเป็นค่ำคืนที่แสงระยิบระยับเมื่อ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด “Miss Universe Thailand” โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Universe Thailand & Vice President of Miss Universe Asiana จัดการประกวดรอบตัดสิน (Final Competition)

มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 ( Miss Universe Thailand 2025) ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 โดยมีคณะกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ เหล่าซุป’ตาร์ตัวแม่ในสังกัด MGI เดินพรมแดงเข้างาน THE NEW ERA Celebrations: Red Carpet with MGI STARS! อาทิ อิงฟ้า วราหะ ,ชาล็อต ออสติน , อุ้ม-มีนา , หลิน-ใบมิ้นท์ ฯลฯ รวมถึง ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ฯลฯ และทัพ

สื่อมวลชน เข้าร่วมงาน รวมถึงที่กำลังรับชมผ่านทาง Youtube Live : Grand TV
ความตื้นเต้นเริ่มต้นขึ้นและเรียกเสียงเชียร์เต็มฮอลล์ เมื่อกองประกวดฯเปิดฉากด้วยโอเพนนิ่งโชว์ เปิดตัว 77 สาวงามตัวแทนจาก 77 จังหวัด เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แสง สี เสียง โปรดักชั่นของเวทีที่ระดับบอสณวัฒน์ไม่เคยทำให้แฟนนางงามผิดหวัง อลังการงานละเอียด โดยมี แมทธิว ดีน และ นาตาลี เกลโบว่า Miss Universe 2005 รับหน้าที่พิธีกร

ต่อมา พิธีกรได้ประกาศรางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม (Best National Costume) ได้แก่ MUTจันทบุรี “เฟนิษ ณิชารีย์ ชิงดวง” ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และรองชนะเลิศชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ได้แก่ MUT กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต พิจิตร นราธิวาส ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ตามด้วยรางวัล นางงามผู้เปล่งประกายด้วยความพยายาม ได้แก่ MUTสระแก้ว “แตงกวา อภิรตา พุทธชัย” ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท

รางวัล Best Tiktok Content Creator By Numju Rachi ได้แก่ MUT กรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัล นางงามผิวสวยออร่า By Numju Rachi ได้แก่ MUT สระบุรี “วีนา ปวีนา ซิงห์” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัล KATHY POWER OF UNIVERSE ได้แก่ MUTสระบุรี “วีนา ปวีณา ซิงห์” ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท
รางวัล Miss Beleaf Natural ได้แก่ MUTปทุมธานี อมองดีน กลาสเซต์ ได้รับเงินรางวัล100,000 บาท รางวัล Friend of Glass Skin ได้แก่ MUTสระบุรี “วีนา ปวีนา ซิงห์” ได้รับเงินรางวัล100,000 บาท

จากนั้นพิธีกรประกาศ 18 คนสุดท้าย โดยผู้ที่เข้ารอบอัตโนมัติจากการเป็นผู้ชนะในแคมเปญดังนี้ รางวัล Best Seller Award ได้แก่ MUTสระบุรี แคมเปญ Inspire U to The Universe ได้แก่ สุราษฏร์ธานี “ขิง ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร” และรางวัล Miss Popular Vote ได้แก่ MUTกรุงเทพมหานคร ตามด้วยนางงามที่เข้ารอบ 18 คนสุดท้าย ได้แก่ MUTนครนายก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต สงขลา สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ปทุมธานี ลพบุรี

ตามด้วยการอวดโฉมสาวงาม 18 คนที่เข้ารอบ ในชุดว่ายน้ำ ต่างจัดเพอร์ฟอร์แมนซ์ แบบไม่มีกั๊ก รางวัลชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม ได้แก่ MUTกรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง”
แต่ละวินาทีตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆเมื่อพิธีกรประกาศผลผู้ที่เข้ารอบ TOP 10 ได้แก่ MUTปทุมธานี ภูเก็ต สุพรรณบุรี ลพบุรี นครนายก สระบุรี นครศรีธรรมราช พังงา กรุงเทพมหานคร สงขลา

และประกาศรางวัล “Best in Evening Gown” presented by Janua (น้ำหอมแจนยัวร์) ได้แก่ MUTลพบุรี “เจ้าหญิง สุมิตา คุมาประโคน” รางวัล Miss Photogenic Award Presented by Aura Rich ได้แก่ MUTอุตรดิตถ์ “ ยีนส์ พิชญาวี โยโกยาม่า” ตามด้วยการประกวดชุดราตรี พร้อมโชว์พิเศษจากศิลปิน เจมีไนน์ – โฟร์ท กับเพลง หนึ่งในร้อย เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์ พิธีกรประกาศ TOP 5 ได้แก่ MUTสระบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และ นครศรีธรรมราช ทำให้อีก 5 สาวงาม สุพรรณบุรี ลพบุรี นครนายก พังงา สงขลา รั้งตำแหน่งรองอันดับ 5 ทันที

พิธีกรนำเข้าสู่รอบตอบคำถามโดยค่ำคืนสุดพิเศษสิ้นสุดลงเมื่อพิธีกรประกาศผล TOP 3 ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่มีทั้งผู้ที่ผิดหวังและสมหวัง โดยสาวงามผู้เข้ารอบสุดท้ายนี้ ได้แก่ MUTภูเก็ต MUT กรุงเทพมหานคร และ MUTสระบุรี ส่งผลให้ MUTนครศรีธรรมราช และ ปทุมธานี ดำรงตำแหน่งรองอันดับ 3

ทั้ง 3 สาวเดินเฉิดฉายอีกครั้งเป็นรอบสุดท้าย พร้อมตอบคำถามและวินาทีสำคัญที่ทำให้ทั้งฮอลล์แทบหยุดหายใจ เมื่อพิธีกรได้ประกาศผู้ได้ครองมงกุฏมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025( Miss Universe Thailand 2025) ได้แก่ MUTสระบุรี “วีนา ปวีนา ซิงห์” คว้ามงกุฎ “The Shining of the New Era” ประกายแห่งการกำเนิดใหม่ของจักรวาล” มูลค่า 1,500,000 บาท ให้เกียรติสวมมงกุฎโดย นาตาลี เกลโบว่า มิสยูนิเวิร์ส 2005 และรับเงินสดมูลค่า 2,000,000 บาท

รวมถึงรางวัลจากผู้สนับสนุนอีกมากมาย โดย วีนา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 ( Miss Universe Thailand 2025) จะเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 (Miss Universe 2025) ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศไทย ในปลายปี 2568 นี้ ตำแหน่งรองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 ได้แก่ MUT กรุงเทพมหานคร แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง

รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 ได้แก่ MUTภูเก็ต อเดล นฤมล พิมพ์ภักดีรับชมจัดการแข่งขันรอบตัดสิน (Final Competition) Miss Universe Thailand 2025 : The New Era ย้อนหลังได้ที่ Youtube : Grand TV
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของกองประกวดฯ

ที่จะพาทุกท่านไปสู่จักรวาล
ได้ในช่องทาง Facebook : Miss Universe Thailand
Instagram @missuniversethailand / X : @missu_thailand / TikTok : @officialmuthTheNewEraofMUT #MissUniverseThailand #MissUniverseThailand2025 #MGIxMUT

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น “ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด จับกุมผู้ค้าผู้เสพ”

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2568 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ได้จัดโครงการ ฟ.ฟันยิ้มสวย กองทุนหลักประกันสุขภาพนายบุญส่ง ทองมูล นายกเทศมนตรีตำบลโนนหัน เป็นประธานในพิธี

พร้อมด้วย นายอัมรินทร์ อารัมภวิโรจน์ รองนายกเทศมนตรีตำบลโนนหัน
นายณัฐวุฒิ วิเศษวงษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา
นายประจวบ ดีบุญมี ณ ชุมแพ ประธานกรรมการสถานศึกษา
นายณัฐวุฒิ เเสงสว่าง สมาชิกสภาเทศบาล/กรรมการสถานศึกษา

รวมถึงปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่าย เเละได้รับความรู้จาก
วิทยากร นางสาวกัญญารัตน์ สอนเวียง เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขปฏิบัติงาน
เเละผู้ปกครองเด็กนักเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นการอบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูเเลสุภาพในช่องปากเเละเคลือบฟลูออไรด์วานิชให้กับเด็กนักเรียน

สื่อรัฐทีวี /สื่อรัฐนิวส์

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ตัั้งแต่เวลา 11.30 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ /ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยชุดปฏิบัติพิเศษฝ่ายปกครอง

ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลบัญชีผู้ค้าผู้เสพ(Re x-ray) ประกอบกับมีคำร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีลูกหลานมั่วสุมเสพยาบ้า และเกิดทรัพย์สินในหมู่บ้านสูญหาย จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการจับกุมผู้ทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

อำเภอชุมแพ จึงได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามนโยบาย “ปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด” ในพื้นที่ตำบลวังหินลาด และตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ และจับกุมผู้ทำความผิดดังนี้

1) นายศราวุธ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ชาวตำบลนาจาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ของกลางยาบ้า 15 เม็ด และผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด2) นายกฤตยศชญ์ (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี ชาวตำบลโนนหันอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของกลางอาวุธปืนไทยประดิษฐ์จำนวน 2 กระบอก พร้อมลูกกระสุนปืน ขนาดจุด .38 special 15 นัด กระสุนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 2 นัด

3) นายราวี (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ชาวตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ของกลางผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด4) นายสุริยา (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวตำบลวังหินลาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของกลางผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุดจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาทำบันทึกจับกุม ณ ที่ว่าการอำเภอชุมแพ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น “ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด จับกุมผู้ค้าผู้เสพ”

ปกครองอำเภอชุมแพ จับตำรวจยศนายดาบเสพยา!! ที่แท้ตำรวจเวียงเก่า นำส่ง พงส.สภ.ชุมแพ ดำเนินคดี

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ตัั้งแต่เวลา 14.30 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ /ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส พ.ต.ท.ลักษ์ ด้วงลำพันธ์ รอง ผกก.สว.สส. สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง

พร้อม ชุดปฏิบัติพิเศษฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ชุมแพ อำเภอชุมแพ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามนโยบาย “ปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด” ในพื้นที่ อำเภอชุมแพ และจับกุมผู้ทำความผิดตามบัญชีผู้ค้า ผู้เสพ (Re x ray) ดังนี้

1) นายพิเชษฐ์ (ตามสมมุติ) อายุ 44 ปี ชาวตำบลหนองเสาเล้า อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นของกลาง ยาบ้า จำนวน 3,840 เม็ด และอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 2 นัด2) นายไพรวัลย์ (นามสมมุติ) อายุ 52 ปี ชาวตำบลหนองสองเล้า อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของกลาง ยาบ้า จำนวน 1 เม็ด

3)นายมาลี (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ชาวตำบลหนองเขียด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของกลางผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด

 จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี/น.ส.พ.สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ที่ทหารบก 44 การแข่งขันกอล์ฟการกุศลชิงถ้วยเกียรติยศ พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ผู้ว่าฯจ.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 จะมีการแข่งขันกันในช่วงเช้าหนึ่งรอบ เวลา 07.00 น และช่วงบ่ายอีกหนึ่งรอบ เวลา 12.30 น ณ สนามกอล์ฟค่ายเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง จ.ชุมพการแข่งขัน เป็นการแข่งขันแบบ Stroke Play จำนวน 18 หลุม

ในการแข่งขัน ประเภทบุคคลจำกัดไฟล์ท ใช้ Handicap มาแบ่งไฟล์ท ใช้กฎข้อบังคับ USGA. และ The Royal $ Ancient Golf Clup of St. Andrews ร่วมกับ Local Rules ของ สนามแข่งขัน ประเภทการแข่งขัน ประเภททีมทั่วไป

ทีมละ 6 คน ใช้ผลคะแนนสุทธิ (Net Score) ผู้เล่นที่มีแต้มต่อสูงกว่า 18 ให้คิดแต้มต่อ 18 ประเภทบุคคล ผู้แข่งขันประเภททีม มีสิทธิรับรางวัล ประเภทบุคคลด้วย

โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 Fight ดังนี้ – Flight A แต้มต่อ 0-12 Flight B แต้มต่อ 13-18 – Flight C แต้มต่อ 19 – 24 คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ต้องเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น

ประเภทบุคคล – LOW GROSS ถ้าแต้ม GROSS เท่ากันให้ผู้ที่มีแต้ม ต่อมากกว่าเป็นผู้ชนะ ถ้าแต้มต่อเท่ากันให้เปรียบแต้ม หลุมต่อหลุม โดยเริ่มตั้งแต่หลุมที่ 18 ของสนามย้อนขึ้นไป

ใครทำแต้มได้น้อยกว่าเป็นผู้ชนะ – LOW NET ถ้าแต้ม NET เท่ากันให้ผู้ที่มีแต้มต่อน้อยกว่า เป็นผู้ชนะ ถ้าแต้มต่อเท่ากันให้เปรียบเทียบแต้มหลุมต่อหลุม โดยเริ่มตั้งแต่หลุมที่ 18 ของสนามย้อนขึ้นไป ใครทำแต้ม ได้น้อยกว่าเป็นผู้ชนะ

ผู้เล่นต้องส่ง SCORE CARD ให้กับคณะกรรมการจัดการ แข่งขัน เพื่อตรวจสอบภายใน 30 นาที หลังจากเสร็จการแข่งขัน – กรณีประท้วงผลการตัดสิน ต้องทำภายใน 30 นาที หลังจากตัดสินผลการแข่งขัน – การตัดสินของคณะกรรมการ ถือว่าสิ้นสุด

หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน ขอเชิญผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่าน ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ และร่วมพิธีมอบรางวัลทุกประเภท ณ คลับเฮ้าส์ สนามกอล์ฟค่ายเขตอุดมศักดิ์ ถ้วยรางวัล

ประเภททีม รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากแม่ทัพภาคที่ 4ประเภทบุคคล Low gross รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ จากแม่ทัพภาคที่ 4 Flight A รับถ้วยฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร Flight B รับถ้วยฯ

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชุมพร Flight C รับถ้วยฯ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร อาวุโส (70 ปีขึ้นไป) และสุภาพสตรี รับถ้วยฯ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44

เยาวชน อายุไม่เกิน 14 ปี รับถ้วยฯ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร
วัตถุประสงค์การแข่งขันกอล์ฟการกุศลชิงถ้วยเกียรติยศ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4

และนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร รายได้เพื่อสมทบทุนสร้างศาลาพลับพลาพิธี บริเวณลานพื้นแข็งค่ายเขตอุดมศักดิ์ และ เป็นสวัสดิการให้กับกำลังพลและครอบครัว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักท่องเที่ยววอนจัดระเบียบอ่าวไข่ หาดหรูเมืองสุนทรภู่ ครูกวีศรียูเนสโก้

ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่เดินทางไปพักผ่อนยังอ่าวไข่ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหาดหรูแห่งเมืองระยอง แต่ยังพบว่ามีหลายจุดที่ยังต้องจัดระเบียบปรับปรุงแก้ไขเพื่อความเป็นมาตรฐานของแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวนานาชาติจากทุกมุมโลกที่ต้องการมาเยือน

โดยยังพบว่าในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวยังไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเรื่องของการไม่มีจุดจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชัดเจน, การจัดวางถังขยะใกล้ทางระบายน้ำลงทะเล, การยึดพื้นที่จอดรถสองข้างถนนของผู้ประกอบการเอกชน รวมการความหมิ่นเหม่เรื่องการก่อสร้างอาคารรุกล้ำที่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทางจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่จะให้อ่าวไข่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าของจังหวัดระยองอย่างแท้จริง และเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกและประเทศไทย อันจะส่งผลถึงเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวที่จะเข้ามาอีกเป็นจำนวนมากในอนาคต

อนึ่ง อ่าวไข่ จ.ระยอง เป็นอ่าวเล็กๆ ความยาวประมาณ 500 กม. อยู่ใกล้กับหาดแม่พิมพ์ เป็นชายหาดที่มีความสงบ และเป็นที่ถูกใจของผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมทางทะเล และเป็นเป้าหมายของการเดินทางของนักเซิร์ฟจากทั่วโลก ความสวยงาม

ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ เกาะขี้ปลา ที่อยู่ห่างจากชายหาดไม่ไกล ด้วยความโดดเด่นทางธรรมชาติความสมบูรณ์ของธรรมชาติ อ่าวไข่ จึงได้ชื่อว่าเป็นชายหาดหรูแห่งเมืองสุนทรภู่ บรมครูกวีศรีแห่งชาติ ที่ยูเนสโก้ยกย่อง

ลาน้องไปช่องบก – ดวงดี ศรีวิชัย สื่อรัฐทีวี

เพลงของนักร้องรุ่นใหญ่ ดวงดี ศรีวิชัย ที่เจ้าตัวบอกว่าแม้เด็กสมัยใหม่ จะคุ้นชินกับเพลงลูกทุ่งแบบผสมผสานตามยุคตามสมัย แต่เจ้าตัวเองขอยืนยันที่จะร้องเพลงลูกทุ่งแบบดั้งเดิม คือ ชัดถ้อยชัดคำและมีการเอื้อนเสียงที่ชัดเจน

ประวัติ ดวงดี ศรีวิชัย อดีต รองผู้อำนวยการฝ่ายการท่า ท่าอากาศยานสุวรรณภมิ
อดีตเคยรับราชการในกองทัพอากาศ ด้านศิลปิน ชนะเลิศดาวรุ่งเสียงทอง ข่อง 7 สี ลูกทุ่งหน้าใหม่ชายยอดนิยมมหานครอวอร์ดส ฮิตเก่าทำใหม่ยอดนิยมมหานครอวอร์ดส ดาวเมฆขลาลูกทุ่งตอบแทนคุณดีเด่น บ้านเกิด จังหวัดตรัง
เบอร์โทรติดต่อ 063-5322956 065-1942919

ลาน้องไปช่องบก คำร้องทำนอง อ.แดง ธิดาทิพย์ เรียบเรียง อ.มาร์ค ใบเตย

ทหารกล้า วันนี้ต้องลาแฟน พี่จะไปชายแดน น้องอย่านั่งคอตก บอกคนดี พี่จะไปช่องบก โอ้เมียจ้า น้องอย่าน้ำตาตก ที่ชายแดนช่องบก ตอนนี้มีปัญหา เขตชายแดน ถูกเขมรรุกราน เหล่าชายชาติทหาร ต้องปกป้องพารา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั่วฟ้าเมืองไทย โปรดคุ้มครองทหารไทย ให้ปลอดภัยด้วยหนา หลวงปู่ทวด หลวงพ่อโสธร กรมหลวงชุมพร ช่วยปกปักรักษา หลวงปู่ฝั้น ปู่มั่น ปู่โต๊ะ

พร้อมทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่ทิมต้องพา พระสมเด็จ กราบไหว้เสร็จคล้องคอ ผ้าถุงแม่ ไม่ลืมรูปถ่ายพ่อ ป้องกันตัวไว้คอ ท่องนะโม คาถา พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ น้องอยู่หลัง จงรอคอยฟังข่าว คอยติดตามเรื่องราว อย่ามัวนั่งโศกา ประเทศชาติไทยเราสำคัญ ใครมาแย่งแบ่งปัน นั้นไม่ได้หรอกหนา ศาสน์กษัตริย์ สิ่งที่เราเทิดทูน

ใครมาทำวายวุ่น เราไม่ยอมดังว่า ประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เหล่านักรบ ทหาร ยอมพลีชีพแลกมา แผ่นดินทองของเราต้องไม่แหว่ง ใครมาชิงมาแย่ง เราพร้อมสู้ยิบตา ทหารไทย หัวใจ นักสู้ ทหารไทย หัวใจ นักสู้ ใครคิดเป็นศัตรู มันต้องสิ้นชีวา ทหารกล้า

วันนี้ต้องลาแฟน พี่จะไปชายแดน น้องอย่านั่งคอตก บอกคนดี พี่จะไปช่องบก โอ้เมียจ้า น้องอย่าน้ำตาตก ที่ชายแดนช่องบอก ตอนนี้มีปัญหา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้กำกับฯ “ใหญ่ – กรภัทร์” พร้อมนำคอหนังสู่มิติใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทยในผลงานเรื่องล่าสุด “รอด/ตาย – Survive or Die?”

คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังและละครทีวีมาหลายปี ล่าสุด ผู้กำกับฯ ”ใหญ่ – กรภัทร์ ทั่งศรี“ พร้อมแล้วกับการนำเสนอ ”รอด/ตาย“ ผลงานเรื่องล่าสุดสู่สายตาคอหนัง ”ผมเชื่อเสมอว่าหนังที่ดีต้องเริ่มจากบทภาพยนตร์ที่ดีก่อน ดังนั้นจึงพยายามวางโครงสร้างให้ ’รอด/ตาย’ มีความแตกต่างไปจากหนังไทยแนวเขย่าขวัญทั่วไป“ ผู้กำกับฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานในหนังเรื่องใหม่

“ดังนั้นสิ่งที่ รอด/ตาย พยายามจะทำก็คือการเล่าเรื่องในแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรเดิม ๆ แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงความรู้สึกของคนดูในระดับที่ลึกกว่าหนังเขย่าขวัญทั่วไปในปัจจุบัน เพราะ รอด/ตาย กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ต่างออกไปด้วยวิธีการนำเสนอที่สดใหม่ของกลวิธีการเล่าเรื่อง ที่สำคัญผมมั่นใจว่า รอด/ตาย เป็นหนังที่มีศักยภาพในตัวเองมากพอที่จะเรียกให้คนดูหันมาให้ความสนใจ และยังสามารถพาคนดูออกจากกรอบเดิมๆ และเรียกเอาศรัทธากลับคืนมาให้กับวงการภาพยนตร์ไทยได้อีกครั้ง“

เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อพบกับ “รอด/ตาย – Survive or Die?” มิติใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ไทยโดยผู้กำกับฯ ”ใหญ่ – กรภัทร์ ทั่งศรี“ ตั้งแต่ 13 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปในโรงภาพยนตร์พร้อมกันทั่วประเทศ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนข. จัดเวที ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมประกาศความพร้อม การประมูลโครงการฯ ตามนโยบายของรัฐบาล /พบประชาชน ครั้งที่ 8 พื้นที่ต.วังใหม่ จ.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ได้ดำเนินการจัดการสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ ห้องลอฟท์ มาเนีย 1 โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูทิกโฮเทล อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการ ข้อมูลและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้อมูลรูปแบบการลงทุนจากข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยและต่างชาติ โดยได้รับเกียรติจาก นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการสัมมนาในครั้งนี้ และมีตัวแทนจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมการสัมมนา

นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดโครงการฯ ในทุกประเด็น ซึ่งจากการศึกษาพบว่าโครงการฯ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการลงทุน (EIRR) คิดเป็น 17.38% (กรณีวิเคราะห์เฉพาะท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง และการพัฒนาพื้นที่หลังท่า) โดยรูปแบบโครงการฯ ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย ทำเลที่ตั้งบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร และท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ทำเลที่ตั้งบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง เชื่อมโยงท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งด้วยเส้นทางคมนาคม พาดผ่านพื้นที่ 2 จังหวัด 2 อำเภอ 9 ตำบล ได้แก่

จ.ระนอง อ.เมืองระนอง ต.ราชกรูด และ จ.ชุมพร อ.หลังสวน ต.บางน้ำจืด ต.นาขา ต.วังตะกอ ต.หาดยาย อ.พะโต๊ะ ต.ปังหวาน ต.พระรักษ์ ต.พะโต๊ะ ต.ปากทรง ระยะทางรวม 89.35 กิโลเมตร ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองขนาด 6 ช่องจราจร ทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน (Standard Gauge) และทางรถไฟขนาดราง 1 เมตร (Meter Gauge) พร้อมถนนบริการ ภายในพื้นที่เขตทาง 175 เมตร โดยมีการใช้ระบบขนย้ายตู้สินค้าที่ท่าเรือเป็นระบบท่าเรืออัตโนมัติ (Automation Port) การบริหารจัดการท่าเรือที่ทันสมัย (Smart Port) และการบริหารท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Port) รวมทั้ง มีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หลังท่าที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมีการพัฒนาโครงการ

แลนด์บริดจ์ จะสามารถลดเวลาในขนส่งตู้สินค้าได้ถึง 4 วันและสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงถึง 15% และจะทำให้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าในการนำเข้าและส่งออกตู้สินค้าของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ สนข. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน และศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรอบด้านจากการพัฒนาโครงการ ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบคมนาคมทั้งทางถนน ทางรถไฟ และสนามบินในพื้นที่ ทำให้เกิดความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และการขนส่งตู้สินค้าเพื่อกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ (2) การสร้างโอกาสการจ้างงานในพื้นที่ และทั้งประเทศถึง 280,000 ตำแหน่ง (3) การเพิ่มโอกาสของภาคเอกชนไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและประมง อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ยา เวชภัณฑ์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น และ (4) เกิดการพัฒนาต่อเนื่องทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (น้ำประปา ไฟฟ้า การกำจัดขยะ) นอกจากนี้ในการศึกษามีการระบุให้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพเพื่อส่งเสริมทักษะให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อรองรับการจ้างงานของคนในพื้นที่ เข้าทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการพัฒนา โครงการ

สำหรับประเด็นข้อกังวลต่าง ๆ จากภาคประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เช่น ผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ หรือมาตรการในการชดเชยเยียวยา กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นอย่างไรนั้น ทาง สนข.ได้รับทราบข้อกังวลทั้งหมดจากประชาชนผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากกว่า 60 เวที และได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบร่วมกับผลการศึกษา เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยยึดหลักการพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในการศึกษาครั้งนี้มีการกำหนดให้ผู้รับผิดชอบโครงการทำการจัดตั้งกองทุน โดยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สมทบเงินเข้ากองทุน และนำเงินในกองทุนเพื่อไปใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนมีการพัฒนาโครงการ

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มีความสมบูรณ์และสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการในขั้นตอนต่อไป สนข.กำลังจัดเตรียมเอกสารประกวดราคาเพื่อดำเนินการจัดหานักลงทุนทั้งชาวไทย และต่างชาติเข้ามาดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะมีความพร้อมในการประกวดราคาในปีหน้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และประชาชนทั้งประเทศมีความกินดีอยู่ดี มีรายได้ มีงานทำต่อ

จังหวัดชุมพรพบประชาชน ครั้งที่ 8 พื้นที่ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้(22 ส.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร, นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์ ปลัดจังหวัดชุมพร ร่วมโครงการจังหวัดพบประชาชนจังหวัดชุมพร “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ประจำปี 2568

ณ สำนักงานเทศบาลตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมีหัวหน้าส่วนราชหาร ข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ สาธารณสุข เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร แม่บ้านมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมออกหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน

โดยนำบริการต่างๆ อาทิ บริการด้านการแพทย์ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่นสายตาฟรี บริการทำบัตรประชาชนนอกสถานที่ บริการให้คำปรึกษา รับร้องเรียนร้องทุกข์ แจกพันธุ์ต้นไม้ พืชผัก พันธุ์ปลา มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ มอบทุนการศึกษา และมอบจักรยาน ให้แก่นักเรียน เป็นต้น
โครงการจังหวัดพบประชาชนจังหวัดชุมพร “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

เป็นโครงการสืบเนื่องมาจากแผนพัฒนาจังหวัดชุมพร พ.ศ. 2566 – 2570 สอดคล้องตามแนวทางการพัฒนา ที่ยั่งยืนและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้เป้าหมายการพัฒนา (วิสัยทัศน์) ที่ว่า “ชุมพร เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจดีและมีคุณค่ามุ่งสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดในการสร้างคนคุณภาพ พัฒนาสังคมแห่งความสันติสุข มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและ

ทรัพย์สิน และการพัฒนาชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว จังหวัดจึงได้จัดหน่วยบริการประชาชนขึ้น โดยบูรณาการหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรเอกชนต่าง ๆ ร่วมออกพบปะ เยี่ยมเยียน พร้อมนำบริการของภาครัฐ มาให้บริการพี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการออกหน่วยบริการ ไว้เดือนละหนึ่งครั้ง หมุนเวียนไปยังอำเภอต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอ


นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ เปิดเผย กระผมมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาพบปะ เยี่ยมเยียน พี่น้องประชาชนชาวตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร ทุกท่าน ในวันนี้ ภายใต้เป้าหมาย การพัฒนา (วิสัยทัศน์) ที่ว่า “ชุมพร เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจดีและมีคุณค่า มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนา จังหวัด ในการสร้างคนคุณภาพ พัฒนาสังคมแห่งความสันติสุข มีความ มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการพัฒนาชุมชนให้มีความ มั่นคง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว จังหวัดจึงได้จัดหน่วยบริการ ประชาชนขึ้น

โดยบูรณาการหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรเอกชนต่าง ๆ ร่วมออกพบปะ เยี่ยมเยียน พร้อมนำบริการของภาครัฐมาให้บริการพี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการออกหน่วย บริการไว้เดือนละหนึ่งครั้ง หมุนเวียนไปยังอำเภอต่าง ๆ ครอบคลุม พื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร และ

ในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดี ที่จังหวัดได้นำงานบริการ ของหน่วยงานต่าง ๆ มาให้บริการ และดูแล แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ในพื้นที่ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร จึงอยากให้ทุกท่านที่ได้มาร่วมงานโครงการในวันนี้ ได้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหน่วยงานที่ออกหน่วยให้บริการ ในครั้งนี้ มีความตั้งใจและพร้อมที่จะให้บริการแก่พี่น้องประชาชนทุก ๆ ท่านด้วยความยินดียิ่ง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.ตรวจเยี่ยม ทภ.4และมทบ.44 ในการดำเนินโครงการฯ ประจำปี 2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น พล.ต.มานพ แฝดกลาง ผอ.ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.เดินทางมาตรวจเยียมการดำเนินโครงการ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่กำลังพล ทบ. ที่ปลดพิการทุพพลภาพ และครอบครัว ประจำปี2568

เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมกับ พ.อ.หญิง โสมนัส ว่องไววุฒิกุลเดช รอง หน.คณะฯ/ ที่ปรึกษา ศปปค.ฯ พ.อ.หญิง อัจฉรี อ่อนแก้ว หน.ชป.4 ร.อ.สุทธิชัย โสดามรรค นายทหารประจำศูนย์ ร.ท.ชุมพล พานพระ นายทหาร ปฏิบัติการ พร้อมคณ

คณะเดินทางออกจากบ้านพักรับรอง บทม.44 สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และ พระอนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพร ค่ายเขตอุดมศักดิ์  เสร็จแล้ว คณะตรวจเยี่ยมฯ เข้าเยี่ยมคำนับ ผบ.มทบ.44  ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า โดยมี รองประธาน สม.ทบ.มทบ.44 , ฝสธ., ฝอ.มทบ.44 , คุณพรชนก  บุญโพธิ์แก้ว ผอ.ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร (พมจ.) ,
คุณวงเดือน  คงจร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร และ คุณพิชัย  โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่คณะตรวจเยี่ยม ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า บก.มทบ.44

ต่อจากนั้น คณะตรวจเยี่ยมฯ ออกเดินทางที่บ้านเลขที่ 31 ม.6 ต.ตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ตรวจเยี่ยมโครงการโครงการเลี้ยงไก่ไข่ (ปศุสัตว์) ของ จ.ส.ท.ธนัส สุขจตุรภัทร ผู้ดูแลใช้สิทธิแทนบุพการี นางบุญเยาว์ ชัยบุรี อายุ 68 ปี
การดำเนินการโครงการได้รับการสนับสนุนโครงการฯจาก บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ปีที่ได้รับ พ.ศ.2568

ได้รับตลอดปีดำเนินการโครงการ จำนวน 116,836.50 บาท 1.จัดชื้อวัสดุสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 40,000 บาท 2.จ่ายค่าจ้างช่างสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 10,000 บาท

3. จัดซื้อไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เป็นเงิน 7,500 บาท 4. ค่าอาหารสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 36,000 บาท 5. วิตามินสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 12,540 บาท ผลสรุปได้ดำเนินการเลี้ยงไก่ไข่ไปตามแผนงานของโครงการ ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินโครงการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านตำบลคีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา เดินหน้าประกาศ “ไม่เอาพืชกระท่อม” แสดงจุดยืนด้วยการ ตัด-โค่น-เผา ต้นกระท่อม

22 สค.68 ชาวบ้านใน ต.คีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต ร่วมกับอำเภอธารโต ได้ร่วมกันโค่นต้นกระท่อมพร้อมนำไปเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “ไม่เอาพืชกระท่อม” หลังพบวัยรุ่นในพื้นที่ได้นำใบกระท่อมมาต้มและนำไปผสมกับสารเสพติดแล้วนำไปดื่มทำให้เกิดอาการมึนเมา ทั้งนี้ เป็นไปตามวาระการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิบัติการ 120 วัน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิด โดยมีเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต กล่าวว่า การกวาดล้างยาเสพติดถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน แม้ว่าพืชกระท่อมจะถูกปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดแล้วก็ตาม แต่เมื่อสังคมตระหนักถึงโทษภัยที่แท้จริง ชาวคีรีเขตจึงได้มีการรณรงค์ให้โค่นทำลายและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นปัญหาซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พืชกระท่อมยังคงก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้ในทางที่ผิด

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวด้วยว่า ล่าสุด ได้มีการดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนระดับหมู่บ้าน เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายกว้าง ทั้งด้านการศึกษา กีฬา และการรวมกลุ่มกับเพื่อนฝูง เมื่อได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจถึงโทษของพืชกระท่อมอย่างแท้จริง ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงและสื่อสารต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของสังคม นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกำลังในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และองค์กรท้องถิ่น โดยมีผู้นำชุมชนและกำนันตำบลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องปราม

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ระบุด้วยว่า การกวาดล้างและป้องกันปัญหายาเสพติด รวมถึงพืชกระท่อม จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อชุมชนมีความเข้าใจตรงกันและเห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงการใช้พลังของสื่อมวลชนเป็นช่องทางเผยแพร่และกระจายข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การรณรงค์มีพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ภาพข่าว/ อัมรัน เเมหะ สวท.ยะลา
ตอริก สหสันติวรกุล ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการข่าวภูมิภาคใต้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ทุกพื้นที่

‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ให้ทุกพื้นที่เข้าถึงได้-ปลอดภัย

การจัดกิจกรรม โดยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย พัฒนาจังหวัดนครราชสีมา สู่ “เมืองสุขภาพนานาชาติ-เมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ-Tourism for All” ต้นแบบอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลอย่างยั่งยืน เวลา 14.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่ายจัดพิธี “เปิดเมืองอารยสถาปัตย์ เมืองกีฬา และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design (UD)

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวเปิดงานว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2568 มีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณ 21.87% ของประชากรทั้งประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า

การหกล้มและอุบัติเหตุในที่พักอาศัยที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตนำไปสู่ภาวะพิการ โดยทุกปีมีผู้สูงอายุหกล้มกว่า 30% หกล้มนอกบ้าน 65% หกล้มภายในบ้าน 35% สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันสูงถึง 65.4% ตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได 5.6% และยังมีคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาล จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design)


แนวทางอารยสถาปัตย์จึงเป็นแนวทางที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลดีทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดและประเทศในระยะยาว โครงการนี้คือก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนครราชสีมาสู

เมืองสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism)การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง ปลอดภัย สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่กำหนดให้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์เป็นวาระสำคัญของประเทศ

นายประเสริฐ รองนายกฯ ได้กล่าว ขอบคุณจังหวัดนครราชสีมา สสส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ และแสดงความหวังว่างานดังกล่าวจะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของอารยสถาปัตย์ และขับเคลื่อนโคราชสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล” อย่างยั่งยืนต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมัชชาการศึกษา จ.น่านรับรางวัลสมัชชาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และดร.ศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่านได้มอบหมายให้ ดร.สำรวย ผัดผล นายบุญยงค์ สดสอาด ดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ นางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ นางปิยะนุช ไชยสมทิพย์ นางสาวปาลิกา คำวรรณ์ สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ในโอกาสเดียวกันนี้สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่านได้รับรางวัลสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่ ณ โรงแรมทีเค พาเลชแอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตย มุ่งสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมเดอะวันคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนพรรคการเมืองในพื้นที่เข้าร่วม ขณะที่ นายไพรัต คัณทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการ

ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต. ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การจัดโครงการในครั้งนี้ ยังเป็นเวทีให้พรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาพรรคในเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และส่งเสริมการเมืองไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรม
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุก​จับปลัด อบจ.มุกดาหาร เรียกรับเงินผู้รับเหมา 7 แสนบาท​ตำรวจ-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. สนธิกำลังบุกล็อกคาห้องทำงาน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับนายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 4, นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ,

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร, นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและการข่าว 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิ ชอบภาค 4 ที่ 21/2568 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2568

สืบเนื่องจากผู้รับเหมารายหนึ่งร้องเรียนว่าผู้ต้องหาเรียกรับเงินร้อยละ 8–10 ของวงเงินโครงการก่อสร้างและเสริมผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกจำนวน 7 โครงการ วงเงินรวมกว่า 12 ล้านบาทผู้รับเหมาระบุว่า หลังดำเนินงานเสร็จสิ้นทั้งหมดและได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 10,278,000 บาท ส่วนอีก 5 โครงการ มูลค่า 2,495,000 บาท

ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากปลัด อบจ.มุกดาหาร ชะลอการอนุมัติ พร้อมทั้งเรียกรับเงิน ร้อยละ 10 ของวงเงินโครงการ หากไม่ยอมจ่าย จะสั่งตรวจสอบย้อนหลังโดยอ้างว่าโครงการไม่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยอมตกลงที่จะจ่ายเงินให้โดยได้มีการต่อรองจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจนสามารถตกลงกันได้เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้แก่ปลัด อบจ.มุกดาหาร ไปแล้ว 500,000 บาท โดยนัดจ่ายส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาทในภายหลังหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมปลัด อบจ.มุกดาหาร

พร้อมเงินสดของกลางจำนวน 200,000 บาท ที่ห้องทำงานของปลัด อบจ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและแจ้งดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157

เบื้องต้น ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.เมืองมุกดาหาร และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

#ปลัดอบจมุกดาหาร #สินบนผู้รับเหมา #บกปปป #ปปช #ปปท #จับคาห้องทำงาน #ทุจริตคอร์รัปชัน #ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #มุกดาหาร
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สกัดจับรถขนยาเสพติดลงใต้ ได้ของกลางเป็นยาบ้า 1 ล้านเม็ด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชลผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง, พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผกก.2 บก.ทล.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ชรัณ ปาณะศรี รอง สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.วิมล แก้วชู, ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

ร่วมกันจับกุมตัว นายสุริยาฯ อายุ 49 ปี ในความผิดฐาน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือประชาชนทั่วไป, เป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย แชะ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

พร้อมยึดของกลาง ยาบ้าจำนวน 1,000,000 เม็ด สถานที่จับกุม บริเวณทางหลวงหมายเลข 41 ( เอเชีย ) กม.18+400 (ขาล่องใต้) ต.วิสัยเหนือ อ.เมือง จ.ชุมพรพฤติการณ์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกตรวจพื้นที่บนถนนทางหลวงหมายเลข 41 ช่วง กม.18+400 ขาล่องใต้ พื้นที่ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็น รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์น้ำตาล มีพฤติกรรมน่าสงสัย เนื่องจากติดฟิล์มดำทึบผิดปกติ คาดว่าจงใจจะใช้รถยนต์ในการอำพรางบรรทุกสิ่งของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงท้ายรถคันดังกล่าวมีลักษณะห้อยต่ำ คล้ายบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบทะเบียนรถคันดังกล่าวในระบบฐานข้อมูล Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง พบว่าเจ้าของรถคันดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งต่อมาเมื่อผู้ขับขี่รถคันต้องสงสัยได้พบกับรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้ขับขี่กลับชะลอความเร็ว แสดงอาการพิรุธจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทำการเรียกตรวจสอบ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรถยนต์คันดังกล่าวให้หยุดได้แล้วนั้น เจ้าหน้าที่พบพิรุธว่าผู้ขับขี่มีอาการรีบเดินลงมาจากรถทันที ซึ่งคาดว่าเป็นการพยายามที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินไปที่รถ จากพิรุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าทำการตรวจค้นรถคันดังกล่าวอย่างละเอียด โดยพบกระสอบปุ๋ยสีขาว 5 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสารและท้ายรถ ซึ่งเมื่อเปิดกระสอบออกมาพบเป็น “ยาบ้า” บรรจุแท่งพลาสติกอย่างแน่นหนา จำนวน 100 มัด หรือ 1,000,000 เม็ด

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามนายสุริยาฯ ผู้ขับขี่ โดย นายสุริยาฯ รับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้ลำเลียงยาเสพติด จากนายเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นคนที่จะคอยมอบงานรับ-ส่งยาเสพติดในพื้นที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ให้กับตนเอง โดยครั้งนี้นายสุริยาฯ ได้รับงานให้ขึ้นไปรับยาเสพติดล็อตใหญ่ จากพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อนำไปส่งทางภาคใต้

โดย นายสุริยาฯ ให้การว่าได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท แต่ยังไม่ทันส่งของถึงที่หมายกลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังยอมรับว่า ตนเองได้เสพยาบ้าระหว่างการเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจปัสสาวะ พบมีสีม่วงชัดเจน และเมื่อส่งตรวจที่โรงพยาบาลผลยืนยัน “เป็นบวก” มีสารเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่งดำเนินคดีกับ พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเล ชุมพร และพื้นที่ชายหาด เฉลิมพระเกียรติ

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (21 ส.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นำจิตอาสาพระราชทาน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ

ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมกิจกรรมเก็บขยะใต้น้ำและชายหาดจังหวัดชุมพร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ภายใต้โครงการประชารวมใจรักษ์ทะเลไทย

เทิดไท้องค์ราชัน โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) จังหวัดชุมพร

ณ บริเวณลานอเนกประสงค์หน้าเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยจิตอาสาได้ช่วยกันเก็บขยะชายหาด

ณ บริเวณพื้นที่ชายหาดปากน้ำชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และดำน้ำเก็บขยะใต้

ทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณพื้นที่ระดับความลึกของน้ำทะเลไม่เกิน 10 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

สำหรับกิจกรรมเก็บขยะใต้น้ำและชายหาดจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

ด้วยการลดปริมาณขยะใต้ทะเลและชายฝั่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจภาคทะเลและสิ่งแวดล้อมของประเทศ รวมถึงให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญและมีส่วน

ร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แต่งตั้ง ดร.จิต นั่งนายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร จ.ประจวบ ประชุมเครือข่าย 8 จังหวัดองค์กรภาคีฯผู้ประกอบการร้าน

วันที่ 20 สิงหาคม 68 ที่ รร.ปราณบุรีคาบาน่า รีสอร์ท อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติพัฒน์ สำแดงเดช นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแฝงลอย แห่งประเทศไทย นำคณะผู้ประกอบการร้านค้าแฝงลอยฯ กลุ่ม 8 จังหวัดภาคกลาง ร่วมประชุมสัญจร เพื่อกำหนดกฏเกณฑ์ รูปแบบ ระเบียบ ในรูปแบบของแต่ละจังหวัดในนามของสมาคมฯ

เพื่อให้สอดคล้องขานรับกับนโยบายของทางรัฐบาล พร้อมกันนี้ก็ได้มีการแต่งตั้ง ดร.จิตสิริกร หน่อทิม เจ้าของร้านอาหาร”อิ่มอกอิ่มใจ” เป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยแห่งประเทศไทย(สาขาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ขึ้นมารองรับ การขยายเครือข่าย สมาคมฯ ออกสู่ทั่วประเทศให้ผู้คนได้รับรู้ ว่าแต่ละจังหวัด นั้นจะมีรายการ อาหาร ในระดับท้องถิ่นที่มีคุณภาพ ให้ได้เห็น

สำหรับในการแต่งตั้ง นายกสมาคมฯ ของจังหวัดประจวบฯ ในครั้งนี้ทาง ดร.สิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ปข. นายภาณุมาศ อจลบุญ อัยการจังหวัดหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหินชะอำ ดร.สมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจวบฯ และคณะฯ ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ที่ทางสมาคมฯ นี้จะยกระดับร้านค้าอาหารของ ปข. รวม 8 อำเภอ ให้ผู้คนทั่วประเทศได้รู้จัก

ดร.สิทธิชัยฯ กล่าวว่า ตนเองขอแสดงความยินดี กับสมาคมฯ และก็ทราบดีว่านายกฯ นั้นก็มีร้านอาหารที่อร่อย และเป็นเสน่ห์ ให้กับผู้ที่มาเยือน จนทำให้เกิดความประทับใจ และเป็นเอกลักษณ์ ให้กับ จ.ประจวบฯ การที่ได้มีการรวมตัวกันในสัดส่วนของ ร้านอาหาร แผงลอย ในแต่ละอำเภอ ก็จะทำให้ผู้คนที่มาได้จักอาหารการกิน มากยิ่งขึ้นทำให้โครงการนโยบาย”ประจวบต้องไปต่อ”

ได้เดินไปสู่เป้าหมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้นการที่ทางคณะองค์กรภาคีเครือข่าย 8 จังหวัด และนายกสมาคมฯ มาร่วมกันในวัน ตนเองในฐานะ ผวจ.ปข.ก็ขอแสดงความยินดีที่มาเยือน ซึ่งตนเองก็จะพาคณะของสมาคมฯ ปข.ได้เยือนทางสมาคมฯ ในแต่ละจังหวัดด้วยเช่นกัน
/////////////////////////// ข่าว ณัฐธภพ พันสาย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าของสวนสมุนไพรแจ้ง เอาผิดชายฉกรรจ์บุกรุกพื้นที่จับกุมคนสวนโดยไม่มีหมายศาล ทนายความจ่อเอาผิดอีกหลายคดี

น.ส.สุภาดา วงศ์ซิ้ม เจ้าของสวนสมุนไพร ได้ลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แกลง ว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองของอำเภอ บุกรุกเข้าไปในพื้นที่บ้านเลขที่ 8/2 ม.5 ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง โดยไม่มีการแสดงบัตรเจ้าหน้าที่และหมายศาล

จากนั้นได้ควบคุมตัวพงศ์สุระ ลาภเงิน ซึ่งเป็นผู้ดูแลบ้านและสวน ก่อนจะบังคับขู่เข็ญให้ปลดล็อกรหัสโทรศัพท์ ก่อนจะชิงเครื่องโทรศัพท์ไปลบข้อมูลภาพถ่ายในเครื่องที่ผู้ดูแลบ้านและสวนได้ถ่ายไว้ขณะกลุ่มชายดังกล่าวบุกรุกเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ก่อนทั้งสามคนจะข่มขู่ต่างๆ นานา พร้อมทั้งทำร้ายร่างกาย และบังคับขึ้นรถยนต์ไป โดยไม่ทราบว่าไปที่ใด จึงเข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

ด้าน นายณัฐพล ทองคำ ทนายความ เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบและสร้างความต่อเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีคนงานมาคอยดูแลพันธุ์ไม้ที่เพาะปลูกไว้ในสวน ซึ่งจะได้เดินทางมาแจ้งความเอาผิดในข้อหาแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน, ชิงทรัพย์, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157, การเข้าตรวจค้นไม่มีหมายศาล, การจับกุมไม่มีหมายศาล, ร่วมกันบังคับข่มขืนใจผู้อื่น, ร่วมกันทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแถลงข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2568 เน้นย้ำการฟื้นฟูเยียวยา และการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน / สพป.น่าน เขต 1โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ ห้องประชุมเจ้าฟ้าอัตรวรปัญโญ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานในการแถลงข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2568 ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในแต่ละเดือนพร้อมนำเสนอผลการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว

โดยมีประเด็นแถลงข่าวเรื่องการฟื้นฟูเยียวยา และการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่าน โดยมีหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน และท้องถิ่นจังหวัดน่านรายงานความคืบหน้าและตอบข้อซักถาม โดยจังหวัดน่าน

ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเป็นธรรม เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานในระยะต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สพป.น่าน เขต 1 เดินหน้าพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์เรียนรู้ตามแนวทาง โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย (ขั้นเฉพาะทาง) เรื่อง “เทคโนโลยี : จากที่นี่ไปที่นั่น” และการจัดทำโครงงานรูปแบบวัฎจักรสืบเสาะ สำหรับครูผู้สอนชั้นปฐมวัย

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมเวทีวิชาการ ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 เป็นประธานเปิดการอบรมและบรรยายพิเศษการพัฒนาสมรรถนะการจัดประสบการณ์เรียนรู้ตามแนวทาง

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับปฐมวัย (ขั้นเฉพาะทาง) เรื่อง “เทคโนโลยี : จากที่นี่ไปที่นั่น” และการจัดทำโครงงานรูปแบบวัฎจักรสืบเสาะ สำหรับครูผู้สอนชั้นปฐมวัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดกลักการของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย

ให้ครูปฐมวัยสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับวัย ตลอดจนส่งเสริมให้ทักษะการจัดกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learnnig) และสร้างเครือข่ายครูปฐมวัยด้านการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีครูปฐมวัยในสังกัดเข้ารับการอบรม จำนวน 80 คน และทีมวิทยากรประกอบด้วย

นายนภัทร เครือผดุงสกุล ศึกษานิเทศก์ผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network : LN) วิทยากรเครือข่าย (Local Trainer : LT) และครูแกนนำระดับปฐมวัย จำนวน 20 คน โดยมี นางศิริรัตน์ แย้มศิลป์ ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ กล่าวรายงาน
ในโอกาสนี้ ดร.วิเชียร วาพัดไทย

ได้ชื่นชมครูปฐมวัยทุกคนที่ทำงานด้วยความเสียสละและเอาใจใส่ลูกๆนักเรียน ขอให้คุณครูปฐมวัยทุกท่าน ได้ตั้งใจปฏิบัติงาน และให้สอดแทรกการสอนประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามความเหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน มีความจงรักภักดีและมีความภาคภูมิใจชาติ ศาสนา และพระมาหากษัตริย์ มานพ เถรหมื่นไวย ภาพ/ข่าว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สคทช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ (21 สิงหาคม 2568) เวลา09.00น. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชุมชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ในการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน (เพิ่มเติม) ของตำบลสะแกราช อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ที่ดินและทรัพยากรดิน คณะทำงานและเลขานุการฯ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการ

นโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และเจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องที่ท้องถิ่น อำเภอปักธงชัย เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ณ อาคารเอนกประสงค์อบต.สะแกราช อำเภอปักธงชัย จังหวัดนคราชสีมา
ทั้งนี้ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) และแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน

สำหรับแบบรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชน ในการกำหนดพื้นที่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน (เพิ่ม) นั้นจะเน้นกลุ่มเป้าหมาย 3 ส่วนคือ 1.กลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
(ประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์หรือได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน) 2.ชุมชนที่เกี่ยวข้อง (ประชาชนที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยมีชื่ออยู่
ในทะเบียนบ้าน บริเวณหมู่บ้านถัดไปในบริเวณเพิกถอน/ขยาย ระยะห่างไม่เกิน 1 กิโลเมตร) 3.ประชาชนทั่วไป โดยใช้ประเด็นคำถาม : เส้นแนวเขตที่ใช้ในการปรับปรุงแผนที่แมวรขสุขยานแห่งฮานาติกับสาม

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับกรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์บ้า และพันธุ์พืช จะดำเนินการปรับปรุงเส้นแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 โดยใช้เส้นแนวเขตอทยานแห่งชาติลานปี 2543 เพื่อแก้ไขปัญหาแนวเขตทับซ้อนที่ดินของรัฐ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็น จะเลือกตอบว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย พร้อมระบุเหตุผล

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศแนวเขตอุทยามแห่งชาติทับลาน ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ นำผลที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.บึงกาฬ สกัดจับยาแก้ไอลักลอบส่งออก สปป.ลาว พบมีโคเดอีน จัดเป็นยาเสพติดประเภท 3

บึงกาฬ – สถานีเรือบึงกาฬ(สน.บึงกาฬ) หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตหนองคาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและฝ่ายปกครอง ตรวจยึดยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมจำนวนมาก ขณะขบวนการลักลอบเตรียมส่งออกไปยัง สปป.ลาว โดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่สถานีเรือบึงกาฬ นรข.เขตหนองคาย ทหารเรือนรข. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและฝ่ายปกครอง แถลงข่าวตรวจยึดยาแก้ไอ จำนวน 2,400 ขวด จากการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานตำรวจบึงกาฬพบว่า ยาแก้ไอทั้งหมดมีส่วนผสม โคเดอีน ซึ่งตามกฎหมายไทย หากอยู่ในตำรับยาสำเร็จรูป จะถูกจัดเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 3 การลักลอบครอบครองหรือจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่ามีความผิดร้ายแรง ทั้งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ และพระราชบัญญัติศุลกากร

เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางทั้งหมด และส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเครื่องดื่มผิดกฎหมายที่นำยาแก้ไอไปผสมกับพืชกระท่อม หรือที่เรียกว่า “4×100” ซึ่งอันตรายและผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด การตรวจยึดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เวลา 20.50 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. และ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย

โดย น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หัวหน้าสถานีเรือบึงกาฬ จัดเจ้าหน้าที่ทำการลาดตระเวนทางบก ตามเส้นทางริมโขง บ้านท่าไคร้ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มคนต้องสงสัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทางบกพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยกำลังลำเลียงลังกระดาษบรรจุยาแก้ไอไปยังริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่

ผู้ต้องสงสัยได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบพบลังกระดาษ 12 ลัง ภายในบรรจุขวดยาแก้ไอรวมทั้งหมด 2,400 ขวด จึงนำกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีเรือบึงกาฬ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา“ร่วมกันลักลอบนำหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร” ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242

พร้อมทำบันทึกการตรวจยึดและส่งของกลางไปยังด่านศุลกากรบึงกาฬเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ “ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” พร้อมพิธีถวายพระราชกุศล

จังหวัดบึงกาฬ โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ “ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 06.30 น. ณ วัดโชติรสธรรมากร ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ

โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากกิจกรรมเริ่มต้นด้วย พิธีตักบาตรเช้า

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาและเรียบง่าย ผู้เข้าร่วมต่างพร้อมใจแต่งกายด้วยผ้าไทย นุ่งซิ่น หิ้วปิ่นโต หิ้วตะกร้า นำอาหารมาร่วมตักบาตรและทำบุญตามวิถีชุมชน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม

พร้อมกันนี้ ได้จัด พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวันราชธิดา เพื่อทรงหายจากอาการประชวรโดยเร็ววัน

โครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสร้างกุศลร่วมกัน แต่ยังช่วยปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เสริมสร้างความสามัคคีในสังคม และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไป ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจทางหลวงจับหนุ่มขับรถมินิบัสรับจ้างขนบุหรี่ไฟฟ้าเป็นรายได้เสริม 8 ลัง 1,440 ชิ้น

เมื่อเวลา 22.30 น ของคืนวันที่ 19 ส.ค.68 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.ฐิติวัสส์ แซมเขียว รอง ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.ธนาคาร จันทร์กระจ่าง รอง ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.สวรรยา เอียดตรง สวญ.ส.ทล.5 กก.7 บก.ทล. และ พ.ต.ท.ธรรศพงศ์ ศรียะพันธ์ สว.ส.ทล.5 กก.7 บก.ทล. สั่งการให้ ร.ต.ท.กมล ทองคำ รอง สว.(ป.) ส.ทล.5 กก.7 บก.ทล. นำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจจุดสกัด หน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงกลาพอ

ซึ่งตั้งอยู่ ต.ทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ในการตรวจค้นยานพาหนะต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีเข้ามาในพื้นที่จนกระทั่งเจ้าหน้าที่พบรถโดยสารประจำทางมินิบัส สายยะลา – สุไหงโก-ลก ยี่ห้อเบนซ์สีขาว ทะเบียน 10-1493 ปัตตานี ขับผ่านมาโดยที่ไม่มีผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่นายอิบรอเฮง ลาแซ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 ม.2 ต.ตะโละ อ.ยะหริ่ง จว.ปัตตานี ซึ่งเป็นคนขับได้แสดงท่าทีมีพิรุธ จากการตรวจสอบภายในรถเจ้าหน้าที่

พบลังกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่ใต้บริเวณชั้นวางเท้าที่นั่งของผู้โดยสาร จำนวน 8 ลังเจ้าหน้าที่จึงได้แกะตรวจสอบเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ยี่ห้อ Salt hub จำนวน 8 ลังๆละ 18 กล่องๆละ 10 ชิ้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,440 ชิ้น
จากการสอบสวนในเบื้องต้น นายอิบรอเฮง ให้การรับสารภาพว่า ตนรับจ้างขนสินค้าจากพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ไปส่งมอบให้กับลูกค้าอีกทอดหนึ่งในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในราคาเที่ยวละ 1,600บาท

เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางดังกล่าวทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและรถโดยสารประจำทางมินินัส และนำตัวนายอิบรอเฮง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สายบุรี เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร
////////////////////////////// ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.หว้านใหญ่ จับ “แม็ก โพนทราย” ยาบ้า 46,000 เม็ด – ปืน .32 กระสุน 12 นัด / อุบัติเหตุสลด! กระบะเสียหลักพลิกคว่ำ ถนนชยางกูร มุกดาหาร ดับ 2 เจ็บ 1

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เข้าตรวจค้นกระท่อมไม่มีเลขที่ หมู่ 4 ต.ดงหมู อ.หว้านใหญ่ หลังสืบ

ทราบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติด พบ นายณรงค์ศักดิ์ หรือ “แม็ก” อุทุมภา อายุ 25 ปี ชาว ต.โพนทราย อ.เมืองมุกดาหาร ยืนอยู่บริเวณกระท่อม ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นภายในกระท่อม พบของกลางเป็น ยาบ้า 46,000 เม็ด, อาวุธปืนขนาด .32 ไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอก และ กระสุนปืน .32 จำนวน 12 นัด

ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพ.ต.ท.พงษ์สักก์ หงษ์เวียง สว.(สอบสวน)ฯ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จับยาเสพติด #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #ยาบ้า46000เม็ด #ตำรวจหว้านใหญ่ #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

มุกดาหาร​ -​ อุบัติเหตุสลด! กระบะเสียหลักพลิกคว่ำ ถนนชยางกูร มุกดาหาร ดับ 2 เจ็บ 1

เมื่อเวลา 02.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 มูลนิธิการกุศลมุกดาหาร “เต็กก่า” จีหมกเกาะ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุตำรวจและศูนย์นเรนทรจังหวัดมุกดาหาร ให้เข้าช่วยเหลือเหตุรถยนต์ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ บริเวณถนนชยางกูรเลยโรงเรียนทีโอเอ เทศบาลเมืองมุกดาหาร ไปประมาณ 1 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่กู้ชีพ–กู้ภัยเต็กก่า พร้อมอาสาสมัครได้จัดกำลังเข้าที่เกิดเหตุ โดยนำรถพยาบาล 1 คัน และรถอุปกรณ์ตัดถ่าง–ส่องสว่าง 1 คัน เข้าสนับสนุน พบรถยนต์กระบะแคป Chevrolet ทะเบียน บบ 1142 ศรีสะเกษ พลิกคว่ำอยู่บริเวณข้างถนน

ตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บเป็นหญิง อายุ 24 ปี อยู่ด้านนอกตัวรถ และมีผู้เสียชีวิตติดภายในรถจำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา ก่อนนำผู้บาดเจ็บและร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #ถนนชยางกูร #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////เด​วิท​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อไปไม่รอด ชาวบ้านลุกฮือ! ลงชื่อคัดค้านทะลุเกือบพันคน จี้ยกเลิก MOU ใกล้แหล่งน้ำและชุมชน มกเม็ดไม่โปร่งใส ใครเอี่ยวมีหนาว

ผู้สื่อข่าวเชียงรายรายงานว่าเวลา09.00น.วันที่ 19 สิงหาคม 2568 กลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จากหลายตำบลประกอบด้วยตำบลแม่เย็นตำบลลลทานตะวันตำบลป่าหุงตำบลหัวง้ม อ.พาน จ.เชียงรายได้นัดชุมนุมที่โรงเรียนบ้านท่าหล่มตำบลทานตะวัน อำเภอพานจังหวัดเชียงรายเพื่อ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการถึงประเด็นคัดค้านโรงงานไฟฟ้าจากขยะ พี่จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ตำบลแม่เย็นอำเภอพานจังหวัดเชียงราย ในการชุมนุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชุมนุมและลงชื่อในหนังสือคัดค้านไม่เอาโรงงานไฟฟ้าจากขยะ ล่าสุดทะลุเกือบหลักพันคนแล้ในที่ชุมนุมมีแกนนำ

ผู้คัดค้านที่นำโดย พันตรี สมเจต ช่างซอได้เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตัวบุคลแสดงความคิดเห็น ต่อหน้าประชาชนเป็นจำนวนหลายร้อยร้อยคนที่มาชุมนุม อาทิ สจ.เขตพื้นที่อำเภอพาน แกนนำต่อต้านที่ตำบลป่าหุ่งฯลฯ

การปราศัยแสดงความคิดเห็น หยุดในเวลา12.00น.เพื่อทานอาหารกลางวัน และจะมีการตั้งขบวนรถแห่ออกจากที่จุดชุมนุมไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอพาน วกกลับทางแยกเข้าตัวอำเภอพานบริเวณพระธาตุจอมแย่

ขาล่อง มุ่งตรงไปยังตำบลแม่เย็นผ่านไปยังจุดบ้านสันไม้ฮาม บริเวณที่ดินที่ตั้งโครงการโรงงานไฟฟ้าฯไปต่อเรื่อยๆผ่านหน้าที่ทำการอบต.แม่เย็น และสิ้นสุดรร.บ้าท่าหล่มที่ตั้งจุดชุมนม ขบวนรถแห่ครั้งนี้ยาวนับ1กิโลเมตร

พันตรี สมเจต ช่างซอแกนนำต่อต้าน ได้กล่าวต่อที่ชุมนุมว่านัดหน้าจะมีการรวมตัวอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติและได้คำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU โรงงานไฟฟ้า พลังงานจากขยะตามหนังสือที่ยื่นไปถึงหลายหน่วยงานก่อหน้าที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่.
สมจิตร แสงบัลลังค์ ทีมงานข่าวเชียงราย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สวนกระแสเศรษฐกิจแย่ขายอาหารเช้าราคาจับต้องได้ ชาวบ้านอุดหนุนเพียบ.

เมื่อเวลา05.30นของวันที่20 สิงหาคม 2568ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ได้ไปที่ร้านขายน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ซึ่งมี ป้าวัย 61 ชื่อนางเคียง พนม ยึดอาชีพขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ขายดีหลักพันบาทต่อวัน เคล็ดลับที่ขายดีมากว่า30ปี คือ ความซื่อสัตย์

หนึ่งในเทรนด์อาหารเช้า ปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ยังติดโผ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย อย่างปาท่องโก๋ร้าน ร้านป้าเคียงเป็นร้ายเล็กๆ คล้ายรถเข็น ป้าแกขายน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋มาตั้งแต่เป็นสาวจนปัจจุบันป้าเคียง พนม อายุ 61 ปี ก็ยังขายน้ำเต้าหู้ในราคาถุงละ5บาทปาท่องโก๋ตัวละ1บาทเป็นราคาที่ประชาชนจับต้องได้ในเวลาเศรฐกิจขาลง ที่สี่แยกไฟแดง ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ทุกวัน ตั้งแต่เช้ามืดจนเวลาประมาณเก้าโมงเช้าของที่ชายหมดป้าก็จะกลับบ้าน และเป็นร้านน้ำน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ร้านเดียวในตำบลสารจิตรที่ขายมานานมีลูกค้าทั้งตำบลสารจิตรและตำบลบ้านแก่ง ทั้งสองตำบล มาซื้อน้ำเต้าหู้ปาท่องโก่กันทุกวัน ไม่ใช่มีแต่น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋นะ ป้าเคียง แกยังร้อยมาลัยและทำดอกไม้เป็นกำมาขายอีกด้วย ซึ่งได้การตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องสูตรการทำนั้นป้าเคียงแกเล่าว่า

สูตรในการทำปาท่องโก๋นั้น ตนเองเตรียมแป้งตั้งแต่ตีหัวค่ำประมาณสองทุ่งจะผสมแป้งตามอัตราส่วนที่สมดลกันน่าจะคล้ายกับแม่ค้าที่อื่นที่ทำแต่ที่กรอบและอร่อยไม่อมน้ำมันนั้น ป้าเล่าว่า ต้องใช้น้ำมันที่ร้อน และเปลี่ยนน้ำมันทุกวัน และเวลาที่ทอดจะต้องสังเกต ดูว่าจะมีคราบแป้งที่ไหม้ติดก้นกระทะหรือไม่ ถ้ามองเห็นว่ามีแป้งติดกันกระทะและไหม้ป้าเคียง

จะหยุดทอดปาท่องโก๋และนำน้ำมันมาเทเพื่อทำความสะอาดก้นกระทะเมื่อล้างเสร็จก็นำมาทอดใหม่ ด้วยอุณหภูมิที่ปานกลางไฟไม่แรงจนเกินไป ต้องคอยดูพลิกตัวปาท่องโก๋ด้านที่สุกไว้ด้านบนเพื่อให้อีกด้านได้สุกเมื่อแล้วใช้ตระแกรงตักเขย่าให้น้ำมันออกแล้วนำใส่ถาดที่วางไว้ขาย เท่านี้ก็จะได้ปาท่องโก่ที่กรอบนอกนุ่มในไม่อมน้ำมัน ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ป้าเคียงแกเตรียมต้มมาจากบ้านโดยลุกต้มน้ำเต้าหู้ตั้งแต่ตีหนึ่งทำตามสูตรปกติทั่วไป

ต้มเสร็จบรรจุใส่ถุงพลาสติก แล้วนำเก็บใส่กล่องโพมไว้เพื่อรักษาอุณหภูมิให้น้ำเต้าหู้นั้นร้อยอยู่เสมอเวลาตีสามก็นำออกไปขายที่สี่แยกสารจิตรลูกค้าที่มาประจำมีทุกที่มีทั้งรับไปขายต่อและทานเองแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า นางคียง พนม กล่าว
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วช. ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัยลด PM2.5 ที่จังหวัดน่าน สร้างเครือข่ายจัดการเศษวัสดุเกษตร-ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

วันที่ 19–20 สิงหาคม 2568 — สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้แผนงานวิจัย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของแผนงาน

ในการนี้ นายสุชัช ศุภวัฒนาเจริญ ผู้อำนวยการภารกิจการวิจัยของประเทศด้านสัตว์เศรษฐกิจ พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่ดำเนินงานและร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเครือข่ายท้องถิ่น ในโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hotspot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน”

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ดวงใจ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในจังหวัดน่าน อาทิ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดน่าน บริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดแคชชิว นัท ริช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) และองค์การบริหารส่วนตำบลส้าน

โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทางการเกษตร เพื่อลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของจุดความร้อนและ PM2.5 โดยเชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพทางเลือกในชุมชน เช่น การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ การเพาะพืชน้ำสำหรับอาหารสัตว์เศรษฐกิจ รวมถึงการแปรรูปผลผลิตและพัฒนาการตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงนอกฤดูการผลิต

พร้อมกันนี้ยังเน้นการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน ผสานกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และผลักดันแนวทางการบริโภคที่ยั่งยืน สู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำและความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาว

การประชุมและติดตามในครั้งนี้ ถือเป็นการสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ อันจะนำไปสู่รูปธรรมในการลดมลพิษทางอากาศ และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เข้มแข็งในชุมชนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร่วมกันลักลอบเล่น ไพ่.ไฮโล กลางเมืองชุมพร โดยไม่ได้รับอนุญาต

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงของวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ขณะที่ พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการฝ่ายการข่าว ด้วย กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งเบาะแสความมั่นคง ทางโทรศัพท์ สายด่วน 1374 เรื่องมั่วสุมเล่นการ พนัน ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด.ชพ. นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการฝ่ายการข่าว, จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง, จ.ส.อ.พงศ์ศิลป์ รุ่งอาญา,จ.ส.อ.ธนวรรธณ์ บรรจงศิริทัศน์, ส.อ.กิตติพันธ์ อ่อนแสง

เจ้าหน้าที่ กก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.จำนง เต็งประยูร รอง สวฯ, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง,จ.ส.ต.ณัฐวุฒิ มีสติ เจ้าหน้าที่ ปกครองจังหวัดชุมพร นำโดย นายเกียรติภูมิ โภคผล จนท.ปกครองปฏิบัติการ ลงตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบทราบว่ามีการลักลอบเล่นการพนัน(ไพ่.ไฮโล) บริเวณ ท่าตะเภา ต.ตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร

มีกลุ่มบุคลมั่วสุมเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบกลุ่มบุคคลดังกล่าวลักลอบเล่นการพนันไฮโล และไพ่ดรัมมี่ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจและแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิแก่ผู้ถูกจับกุม ได้ 8 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิแก่ผู้ถูกจับกุม ““ผู้ถูกจับกุมที่ 1 ถึง 8 ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน(ไพ่.ไฮโล)เอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และกล่าวหาผู้ถูกจับที่ 1 เพิ่มว่า

เป็นผู้จัดให้มีการลักลอบ เล่นการพนัน พนันเอาทรัพย์สินกัน จึงทำการตรวจยึดของกลางพร้อมนำตัวผู้ต้องหาและทำบันทึกที่ ที่ทำการหน่วย ปฏิบัติการพิเศษ กก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร โดยผู้ถูกจับคนที่ 5 ได้แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เล่นการพนัน (ไฮโล) พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาติ, ร่วมกันลักลอบเล่น การพนัน(ไฮโล)พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต” และผู้ถูกจับคนที่ 6-8 แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักลอบเล่น การพนัน(ไฮโล)พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต”

1 นางวณิภา สงวน นามสกุล ชาวต.ตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร 2 นายพิศิษฐ์ สงวนนามสกุล ชาว ต.สะพลี อ.ปะทิว 3นายดง สงวนนามสกุล ชาว ต.ท่าตะเภา อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร 4. นายกุมภา สงวนนามสกุล ชาว ต.บางลึก อ. เมืองชุมพร จ.ชุมพร พร้อมด้วยของกลาง1.ไพ่ สีน้ำเงิน ๑ สำรับ จำนวน ๕๒ ใบ 2.เสื่อปู สีเขียว จำนวน ๑ ผืน 3.ธนบัตรจำนวนหนึ่ง

5 นายสมชาย สงวนนามสกุล ชาว ถ.พิศิษฐพยาบาล ต.ท่าตะเภา อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร 6 นายกรุง สงวนนามสกุล ชาว ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ. จ.ชุมพร 7 นายพูลศักดิ์ สงวนนามสกุล ชาว ต.บางลึก อ.เมืองชุมพร 8 นายเฉลิมเกียรติ์ สงวนนามสกุล ชาว ต.นากระตาม อ.ท่า แซะ จ.ชุมพร พร้อมด้วยของกลาง 1ธนบัตรจำนวนหนึ่ง 2 ลูกเต๋า 3 ลูก 3 แผงไฮโล 1 แผง 4 จานพร้อมฝาปิด 1 ชุด

จึงทำการตรวจยึดของกลางพร้อมนำตัวผู้ต้องหาและทำบันทึก ที่ ที่ทำการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร หลังจากนั้นได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ให้กับ พงส.สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.ประจวบฯ จัดโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568

วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมประจวบแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ” ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

โดยมี นายไชยณรงค์ เชื้อวงค์สกุลรองนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ คนที่หนึ่ง นายยุทธชัย ปริยวาที เลขานุการนายกอบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

นายธรรมรัตน์ สิงห์ศรี ปลัดอบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นางจันทิสา แดงโชติ รองปลัด อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ.ประจวบฯ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ทั้ง 8 อำเภอ พนักงาน เจ้าหน้าที่ร่วมอบรมกว่า 150 คน

สำหรับกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพัฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจแก้ปัญหาและสนับสนุนติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร การมีส่วนร่วมของประชาชนมีรากฐานมาจากแนวคิดของระบอบประชาธิปไตย

โดยภาครัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ทั้งด้านการให้และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ รวมถึงการร่วมตัดสินใจในชั้นตอนการริเริ่มนโยบาย การจัดทำแผนงาน

โครงการ หรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความโปร่งใส่และเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น และเป็น
ที่ยอมรับร่วมกันของทุกภาคส่วน ดังนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ประจวบคีรีขันธ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ “เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน” ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ตระหนักถึงการสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ตนเอง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารงาน ภาครัฐ และนำไปถ่ายทอด

ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด/วิธีการปฏิบัติงานและประสานความร่วมมือกัน ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน สู่การพัฒนาท้องถิ่น
อย่างยั่งยืน

/////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ 2568

วันที่ 19 ส.ค.2568 ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำบลยั่งยืน ฯ หมู่ 1 บ้านไร่ใน ตำบลแสงอรุณอำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นายสิทธิพร คงหอม
นายอำเภอทับสะแกเป็นประธานในพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568

โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รองผกก.ป.สภ.ห้วยยางพ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยางพ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมีสว.อก.สภ.ห้วยยางน.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก

นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแสงอรุณ นายชาตรี วนิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยางนาย บุญช่วย โพธิ์ทองผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านไร่ใน นาย ทิวา สุขอวบอ่องผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2บ้านแสงทอง

พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจาก ทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุข ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประชาชนชุมชนบ้านไร่ใน และบ้านแสงทอง พร้อมผู้กล้า

ร่วมพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 พร้อมมอบป้ายคุ้มสีขาว สมุดประจำตัวผู้บำบัด แฟ้มข้อมูล พร้อมมอบพื้นที่ส่งต่อความยั่งยืนให้กับชุมชนบ้านไร่ในหมู่ 1 และบ้านแสงทอง หมู่ 2 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผู้ว่าโคราช เร่งฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดยาเสพให้มีรายได้ ตามแผนนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด

เมื่อวันที่(19ส.ค.68)นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีนำผู้ที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมโครงการบำนาญประชาชน ปลูกต้นไม้เป็นเงิน

ออม ชีวิตใหม่เริ่มได้ทุกวัน ตามนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด ได้มีงานทำ มีรายได้ ต่อยอดอาชีพที่ได้รับการฝึกฝน จนสามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการนำ 2 นโยบาย หลักของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ทั้งนโยบายบำนาญประชาชน ปลูกต้นไม้เป็นเงินออม และนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด มาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูและฝึกอาชีพให้กับกับผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด

โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้มีรายได้ ซึ่งไม่เพียงแต่การปลูกต้นไม้เพื่อเป็นรายได้ ทางจังหวัดนครราชสีมาได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดทุกราย อย่างใกล้ชิด

โดยวางแนวทางในการช่วยเหลือผู้ทั้งการฝึกฝนอาชีพและการได้รับการศึกษา เพื่อที่บุคคลเหล่านั้นจะสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป นายกิตติศักดิ์ กล่าว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อลังการงานดีไซน์ “ชุดประจำชาติ” มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025

ยิ่งใหญ่เกินต้านจริงๆสำหรับเวทีการประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era (มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2025 : เดอะ นิว เอร่า) รอบ National Costume (เนชั่นแนล คอสตูม) หรือรอบชุดประจำชาติ โดย บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด Miss Universe Thailand โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด MIss Universe Thailand & Vice President of Miss Universe Asiana จัดเต็มเพื่อแฟนนางงาม นอกจากจะได้เห็นความอลังการของชุดประจำจังหวัดที่เหล่าดีไซเนอร์สายเลือดไทยเนรมิตให้ผู้เข้าประกวด 77 จังหวัด ได้สวมใส่และนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยที่งดงาม การตัดเย็บที่สุดแสนปราณีต การเลือกสรรผ้าและลวดลายเอกลักษณ์ไทยอันทรงคุณค่า ผ่านการนำเสนอของผู้เข้าประกวดที่ต้องถ่ายทอดออกมาให้เห็นถึงแก่นแท้และรากเหง้าของประเทศไทย เพื่อช่วงชิงตำแหน่ง Best National Costume หรือชุดประจำชาติยอดเยี่ยม สนับสนุนรางวัลโดย Numju Vitamin Whitening lotion & Rachi Body Bright UV Protection

งานนี้แฟนนางงามไม่มีพลาด ตามชมตามเชียร์แน่น MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 และที่รับชมทาง Youtube Live : Grand TV เปิดเวทีด้วยพิธีกร ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และผู้สนับสนุน ก่อนจะเปิดตัวด้วยแฟชั่นโชว์ชุดประจำจังหวัดของ 77 สาวงามผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2025 ท่ามกลางแสง สี เสียง ที่กลายเป็น Talk Of The Town ทันทีเพราะเวที อลังการมาก! เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม นางงามและดีไซเนอร์ทำดี ทำถึง ทำเกินกว่าที่คาด บอสณวัฒน์ เปิดโอกาสให้ผู้ชมร่วมกด Like และ Share ผ่านทาง Facebook และ IG : Miss Universe Thailand เพื่อร่วมคัดเลือก TOP 20 National Costume โดย 10 ชุดจะมาจากคะแนนโหวตสูงสุด 10 อันดับ และ 10 ชุดมาจากคณะกรรมการ ก่อนจะประกาศผลผู้ชนะ Best National Costume และรองอีก 4 คำแหน่ง ในรอบตัดสิน Final Competition ค่ำคืนวันตัดสิน 23 สิงหาคมนี้ เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทาง Grand TV

ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการประกวด Inspire U To The Universe : Final round โดยผู้ที่เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายในรอบนี้ ได้แก่ 1. MUTกรุงเทพมหานคร แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง 2. MUTขอนแก่น ศศินันท์ กุหลาบ 3. MUTนครพนม วริศยา แสวงการ4. MUTนครศรีธรรมราช กมลพร ทองพล 5. MUTปทุมธานี อมองดีน กลาสเซต์ 6. MUTพัทลุง แวเนสซ่า เดเซเร ทิมเฮเด7. MUTระยอง ดวงเดือน คอลลินส์ 8.MUTราชบุรี ธารา ดิษฐะ-มาร์ชอลล์ 9. MUTสระบุรี ปวีนา ซิงห์ 10. MUTสุราษฎร์ธานี ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร โดยทุกคนมีเวลา 3 นาที ในการพูด Speech หัวข้อที่กำหนด พร้อมตอบคำถามพิเศษจาก บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล โดยผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวในรอบนี้จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และผ่านเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติทันที….

สำหรับการประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era (มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 : เดอะ นิว เอร่า) มุ่งเน้นตามหา The New Era Of Miss Universe Thailand ที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเฉิดฉายอยู่บนเวทีจักรวาล กับการประกวด Miss Universe ครั้งที่ 74 ที่ประเทศไทยได้สิทธิ์เจ้าภาพจัดการประกวดปลายปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่านางงาม The New Era ในยุคของ MGI ต้องไม่ธรรมดา นอกจากความสวยในระดับ 4B นั่นคือ Beauty Body Brain และ business ที่มีอย่างเพียบพร้อมแล้ว พวกเธอต้องมีแสง และแรงสนับสนุนที่ท่วมท้น ร่วมกันค้นหาผู้หญิงที่พร้อมที่สุด มีคุณค่ามากที่สุด รวมถึงมีความสำคัญ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้คนในประเทศไทยและโลกใบนี้ ภายใต้ 3E ได้แก่ Elegance (ความสง่างาม) Empowering (สร้างแรงบันดาลใจ) และ Entertainment

นอกจากการช่วงชิงคะแนนจากคณะกรรมการในทุกรอบการแข่งขันแล้ว แฟนนางงามทุกคนสามารถร่วมโหวตให้กับนางงามที่ชื่นชอบ เพื่อมุ่งสู่ตำแหน่ง Miss Popular Vote ที่จะนำพาสู่ Fast Track ผ่านเข้ารอบ 18 คนสุดท้าย โดยอัตโนมัติ โดยกองประกวดเริ่มทำการเปิดโหวตแล้วตั้งแต่วันนี้ทาง สำหรับการประกวดรอบสำคัญอื่นๆมีดังนี้วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 : Preliminary Competition (การแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง)วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 : รอบ Final Battle ของ Best Seller Award Top 3 MUTกรุงเทพมหานคร MUTเพชรบุรี และ MUTสระบุรีวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 รอบ Final Competition

ทุกรอบเริ่มเวลา 19.00 น. ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของกองประกวดฯ ที่จะพาทุกท่านไปเฟ้นหาดาวดวงใหม่เป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีจักรวาล ได้ในช่องทาง Facebook : Miss Universe ThailandInstagram @missuniversethailand / X : @missu_thailand / TikTok : @officialmuth

ภาพ/ข่าว RIN Online Media

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ จ.ชุมพร ตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ปี 2568 / ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ เข้าร่วมการตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ประจำปี 2568 ของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด

นายสัตวแพทย์พิชัยฯ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 รวมถึงเป็นพนักงานตรวจโรคสัตว์ประจำโรงงานเพื่อการส่งออก

การตรวจประเมินจัดขึ้น โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร และ ฝ่ายกิจการฮาลาล คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าร่วม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์จากกรมปศุสัตว์,ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร,ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล จากสำนักคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และจากสำนักคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชุมพร

โดยมีรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมิน ดังนี้ 1. นายคทาวุธ เลาะหมุด หัวหน้างานต่างประเทศฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — หัวหน้าคณะตรวจประเมิน 2. น.สพ.มาลิก อับดุลบุตร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมปศุสัตว์ — กรรมการคณะตรวจประเมิน 3. น.สพ.ประยูร ลีลางามวงศา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร — กรรมการคณะตรวจประเมิน 4. สกอจ.ชุมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล สกอจ.ชุมพร — กรรมการคณะตรวจประเมิน

5. นายเสกสันต์ แสงศรี ผู้เชี่ยวชาญการตรวจประเมินโรงเชือดฮาลาล ฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — เลขานุการคณะตรวจประเมิน 6. น.สพ. รฐนนท์ เข็มแก้วนายสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ — ผู้ช่วยคณะกรรมการตรวจประเมิน 7.นายอานัศ มะมิน นักศึกษาฝึกงาน — สังเกตการณ์

วัตถุประสงค์ของการตรวจประเมินครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงเชือดให้เป็นไปตามหลัก ศาสนาบัญญัติอิสลามและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

ธนากร โกศลเมธี 0818923514 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร (ตร.ทล.ชุมพร)

สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 ปฏิบัติหน้าที่บนถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ได้สกัดจับรถเก๋งต้องสงสัยคันหนึ่ง หลังสังเกตเห็นว่าท้ายรถคันดังกล่าวมีการบรรทุกสิ่งของที่น้ำหนักมากผิดปกติ

เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอให้รถต้องสงสัยจอดรถเพื่อขอตรวจค้น พบร่องรอยการดัดแปลงในส่วนของท้ายของกระโปรงรถด้านหลัง เมื่อรื้อและตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบกระสอบบรรจุยาบ้าอัดแน่นเต็มพื้นที่

รวมจำนวนกว่า 1,000,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่ามหาศาล จึงควบคุมตัวคนขับและผู้โดยสารที่มากับรถ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลเพื่อขยายผล)

ไปสอบสวนขยายผลที่สถานีตำรวจทางหลวง เพื่อหาเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยคาดว่ายาเสพติดล็อตนี้มีปลายทางที่จังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง

ก่อนจะถูกลำเลียงเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในที่สุด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ที่พยายามจะลักลอบผ่านจังหวัดชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมศิลปินเพลงไทยสากล จัดงานเปิดตัว single ใหม่เพลงไทยสากลและ MV แนววาย พร้อมเปิดตัว “เอ-ปิ๊ก” คู่จิ้นเป็นครั้งแรกของวงการเพลงไทย

สมาคมศิลปินเพลงไทยสากล เครือข่ายทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดย พลโท ม.ร.ว. วโรรส บริพัตร นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย

คุณณัฐคัลป์ –ทัตจิรา หมายพาณิชย์ ประธานอุปถัมภ์โครงการ และ อาจารย์วิภาส รวิภาส ที่ปรึกษาสมาคม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว SINGLE ใหม่เพลงไทยสากล และ MV เพลงไทยสากลแนววาย ณ ลานกิจกรรมชั้น 3 โครงการฟีนิกซ์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

โดย 3 นักร้องคุณภาพ ได้แก่ ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์ นักร้องระดับรางวัลพระราชทาน และศิลปินยอดนิยม นักร้องเพลงไทยสากลรางวัลพระราชทาน กับบทเพลง “อีกกี่วัน” ผลงานการประพันธ์ อาจารย์ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร เรียบเรียงเสียงประสานโดย จเร อับดุลราฮิม (นักดนตรีวงพิ้งค์แพนเตอร์)

พร้อมกับการเปิดตัว MV ซีรีส์วาย นำแสดงโดย ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์ และ ปิ๊ก-ธีรราช วงศ์มุสิทธิ์ พระเอกใหม่กับงานแสดงครั้งแรก ดีกรีอดีตนักวอลเล่ย์บอล สโมสรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ เต้-ปฏิพัทธ์ กันฉาย ซึ่งคาดว่ากลายเป็น “คู่จิ้น” “เอ-ปิ๊ก” อีกคู่ในวงการเพลงไทยบ้านเรา

นอกจากนี้ยังมีนักร้องเสียงคุณภาพอีก 2 ท่านได้แก่ ภูริช ปริวิสุทธิ์ ผู้ประกวดแข่งขันจากรายการ THE GOLDEN SONG ในบทเพลง “ขวัญใจมโนรมย์” ผลงานการประพันธ์ของ อาจารย์วิภาส รวิภาส และเพลง “สมน้ำหน้าตัวเอง” ขับร้องโดย จรวยพร จิตรีญาติ นักร้องดังยุค90

การเปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ วงการเพลงไทยสากลที่ไม่มีผลงานใหม่ๆ ออกมาสู่วงการ เพื่อร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์และพัฒนาบทเพลงไทยสากลสืบไป โดยมีการปรับการนำเสนอในแนวทางใหม่ๆ เพื่อได้รับฐานผู้ฟังคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีพิธีแต่งตั้ง “ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศิลปิน“ ของ สมาคมศิลปินฯ ได้แก่ ดร.วโรดม ศิริสุข โดย พลโท ม.ร.ว. วโรรส บริพัตร นายกสมาคมฯ เป็นผู้มอบเกียรติบัตร รวมทั้งสองนักแสดงหนุ่มซีรีส์วายสุดฮิต “ลอยแก้ว” ได้แก่

เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย และ แสตมป์-พรวศิน เรืองนุกูล มาร่วมแสดงความยินดี และเตรียมพร้อมที่จะขับร้องเพลงเพราะๆ ให้กับสมาคมฯ ในชื่อเพลง “สิ้นเยื่อขาดใย” ซึ่งจะเข้าห้องอัดในเร็วๆ นี้

ผลงานเพลง “อีกกี่วัน” และผลงานเพลงอื่นๆ สามารถติดตามชมได้ช่อง youtube สมาคมศิลปินเพลงไทยสากล

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง