คิกออฟแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

จังหวัดบึงกาฬ เตรียมเปิดตัวแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมแห่งบึงกาฬ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ และ กลุ่ม YEC จังหวัดบึงกาฬ ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาจาก นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

แคมเปญนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ แต่เป็นการรวมพลัง “ร่วมคิด ร่วมทำ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวบึงกาฬในฐานะเมืองแห่งน้ำตก

ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬได้กำหนดจัดกิจกรรม “คาราวานท่องเที่ยวเส้นทางน้ำตก 7 แห่ง” พร้อมทดลองใช้ “Bueng Kan Passport” สำหรับสะสมตราประทับสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดยจะมีพิธีปล่อยขบวนคาราวาน ณ บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ

กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการเตรียมความพร้อมของจังหวัดบึงกาฬ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักกีฬาจากต่างประเทศ ที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเปิด สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภ.จว.บึงกาฬ จับกุมขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งข้อมูลจากศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่ทำธุรกรรมถอนเงินสดจากบัญชีในพื้นที่อำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มบุคคล 3 ราย ประกอบด้วยชาย 2 ราย และหญิง 1 ราย เข้าทำธุรกรรมถอนเงินสดจำนวน 260,000 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหน้าโรงเรียนบึงกาฬ ก่อนนำเงินไปฝากต่อที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาตลาดสดบึงกาฬ เข้าบัญชีหญิงชาวต่างชาติ สัญชาติ สปป.ลาว เพื่อฟอกให้เป็นเงินสะอาด

จากการสืบสวนเพิ่มเติม ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีเครือข่ายรวมประมาณ 10 คน พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยเช่าห้องพักจำนวน 3 ห้อง มี “เจ้นาง” ชาวลาว เป็นนายทุนผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับในครั้งนี้ได้เดินทางโดยเครื่องบินจากจังหวัดหาดใหญ่ มาลงที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้าพักที่จังหวัดบึงกาฬ และในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ได้เปิดบัญชีธนาคารในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ก่อนถอนเงินสดมาฝากต่อเข้าบัญชีของเครือข่ายข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลการสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ
พลตำรวจตรีศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ

พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์
พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช
และพ.ต.อ.ประยุทธ์ พิทักษ์เผ่าสกุล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านสุดทนร้อง นักข่าว กอ.รมน ตรวจสอบปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ร้องจนเบื่อ เหม็นเหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกรโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 โดย นายธีรศาสตร์  ช้างปลิว นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนตรวจและบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย และกำนันตำบลห้วยทราย เข้าร่วมตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ในพื้นที่ หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ผ่านมาเมื่อปี/2567การตรวจสอบพบว่าเป็นการเลี้ยงสุกรประเภท ข มีระบบบำบัดน้ำเสียเป็นแบบ Biogas และบ่อปรับเสถียร ขณะตรวจสอบ

มีการเปิดใช้งานระบบบำบัดน้ำเสียตามปกติ ไม่พบมีการระบายน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก บริเวณบ่อบำบัดท้ายโรงเรือนพบมีกลิ่นเหม็น จากการสอบถามฟาร์มพบว่ามีการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาเวียนใช้ในโรงเรือน และมีการฉีดพ่นน้ำยา EM เป็นประจำทุกวันหรือไม่จาก ตรวจสอบบริเวณบ่อ Biogas ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และบ่อปรับเสถียรคันดินยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ คณะตรวจสอบ มีข้อเสนอแนะให้
เพิ่มความถี่ในการกำจัดกลิ่น ปรับปรุงพื้นที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พร้อมทั้งมอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ดำเนินการติดตามการแก้ไขปัญหาของฟาร์มสุกรดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่20ตุลาคม2568ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหากลิ่นเหม็นจากฟาร์มเลี้ยงดังกล่าวยังพบปัญหาเดิมๆซ้ำซากส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางเข้าร้องเรียน กับนิติกร อบต.ห้วยทราย เพื่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามลงพื้นที่หาทางออกให้กับชาวบ้าน เนื่องจากฟาร์มดังกล่าวค่อยข้างมีฐานะเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านทำให้ไม่กล้าเปิดหน้าร้องเรียน ซึ่งปัญหานี้คงต้องรอการพิจารณาจากส่วนกลาง และจังหวัดอย่างจริงจังต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ.ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ปราบปรามลักลอบส่งออกกัญชายึดพัสดุต้องสงสัยกว่า 1,500 ชิ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจยึด พัสดุต้องสงสัย คาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น ผ่านระบบขนส่งพัสดุหลังพบพัสดุต้องสงสัยตกค้างจำนวนมาก

ที่ศูนย์ไปรษณีย์ไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดด้านกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข,

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา,นายวิน ธนพชรโภคิน ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงฯ ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับไปรษณีย์ไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบ ส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางตรวจสอบพัสดุบันทึกหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย


โดยมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เข้าตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด และศุลกากร ทำการบันทึกตรวจยึด พร้อมระบุรายละเอียดผู้ส่ง-ผู้รับปริมาณ และเหตุผล ก่อนดำเนินการแจ้งความ และส่งมอบของกลาง ให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า การลักลอบส่งออกช่อดอกกัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาในประเทศจะถูกปลดล็อกบางส่วน แต่การส่งออกยังถูกควบคุมเข้มงวด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2568 กรมฯ

ได้ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง พบผู้กระทำผิดจำนวน 33 ราย ยึดช่อดอกกัญชากว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง พร้อมสร้างความตระหนักให้ประชาชน รับทราบถึงข้อห้ามในการส่งออกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.บ้านดู่ จัดกิจกรรม “วันสถาปนา ประจำปี 2568” 🇹🇭ณ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จ.เชียงราย

วันนี้ (17 ตุลาคม 2568) เวลา 07.30 น.พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผกก.สภ.บ้านดู่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาตรี ชราชิต รอง ผกก.ป.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.สมชาย เด่นตี รอง ผกก.(สอบสวน)

สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.รัฐพัฒน์ ยานะนวล รอง ผกก.สส.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.ธวัชชัย มูลแก้ว สว.อก.ฯ รรท.สว.จร.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง สวป.(ชม.) สภ.บ้านดู่ พร้อมด้วยคณะ กต.ตร.สภ.บ้านดู่ และข้าราชการตำรวจทุกนาย ร่วมกิจกรรม “วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”

📍โดยมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ
🙏 กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
🗣️ กล่าวอุดมคติตำรวจ คำปฏิญาณตน และอ่านสาส์นจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในการเป็นตำรวจของประชาชน

🏅ในโอกาสนี้ ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม จำนวน 5 นายข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น จำนวน 10 นายผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสถานีตำรวจ จำนวน 2 นาย

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนาย
ให้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น 💙

วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ2568 #สภบ้านดู่ #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายตำรวจเพื่อประชาชน #BanduPolice #PoliceDay #ภาคภูมิใจตำรวจไทย 🚓🇹🇭

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตร วันตำรวจ ประจำปี 2568 /เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ

วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.ธัญญะ จิตรจารุวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ห้วยยาง

พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.พ.ต.ต.พิเชษฐ์ วุฒาพานิชย์ สว.สส.พ.ต.ท.จักราวุธ กลางคาร พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วย นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะกรรมการ กต.ตร. และข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง พร้อมทั้งครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานวันตำรวจ ประจำปี 2568

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมพิธีบูชาศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยางที่เสียชีวิต จากนั้น ข้าราชการดำรวจ และครอบครัว

พร้อมบุตร-ธิดา ได้ร่วม พิธีมอบทุนฯ การศึกษาจำนวน 29 ทุน รวมเป็นเงิน 41,500 บาท และร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นศิริมงคล และในช่วงบ่ายร่วมแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคี

สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ต้องเดินทางไปรับผลการประเมินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ 2568 อันดับที่ 1 ของภาค 7 ( ดีเด่น) จาก พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 จึงได้มาดำเนินกิจกรรมในวันนี้

เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
   เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จาก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVL), บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด (LINE) และ

บริษัท เอสวีแอล พร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVLP) ร่วมถวายปัจจัยจำนวน 70,000 บาท เพื่อร่วมเทศกาล “ทอดกฐินสามัคคี” ประจำปี 2568 โดยร่วมถวายแก่ 14 วัด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ในฐานะตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน

ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ร่วมงานบุญต่อเนื่องทุกปีกับพี่น้องชาวบางสะพาน SVL Group ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก! รถต้องสงสัยฝ่าด่านตรวจโชคชัย ตำรวจขับไล่ล่าเข้ามากลางเมืองมุกดาหาร

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณด่านตรวจโชคชัย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์ โตโยต้า revo แคป สีดำ หมายเลขทะเบียน บท 6702 มุกดาหาร บรรทุกถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ 2 ถัง ขับมาจากอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหาร

เมื่อถึงจุดตรวจ คนขับกลับ เร่งเครื่องฝ่าด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขับรถสายตรวจไล่ติดตาม พร้อมประสานกำลังจาก สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าสกัดจับ

จนสามารถสกัดรถได้ บริเวณถนนมุกดาหาร–คำชะอี ตรงข้ามสามแยกตาดแคน พบคนขับเป็นชายวัยรุ่น มีหญิงสาวนั่งมาด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมนำรถยนต์ไปตรวจสอบโดยละเอียดที่ สภ.นิคมคำสร้อย

ข่าวด่วน #มุกดาหาร #ตำรวจไล่ล่าคนร้าย #ฝ่าด่านตรวจ #ข่าววันนี้ #อุบัติเหตุ #เหตุระทึก ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ Big Event รับทัพนักกีฬา 20 จว.ภาคอีสาน สู่ “โคราชเมืองกีฬา” ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์”

“เจ้าเหรียญทอง” จะเป็นใคร มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ไปพร้อมกัน 20 – 30 ต.ค. นี้ ที่โคราชไฟกระถางคบเพลิงถูกจุดขึ้น ระเบิดศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ศักดิ์ศรีแห่งกีฬานักเรียนท้องถิ่น รวมเหล่า ขุนพล 16 ชนิดกีฬา ตัวเต็ง จาก อปท. 20 จว.ภาคอีสาน ร่วมคว้าเจ้าเหรียญทองกันแบบดุเดือด ตลอดการแข่งขัน 10 วัน ด้าน อบจ.โคราช เจ้าภาพ เนรมิตพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่อลังการ สมศักดิ์ศรี “โคราชเมืองกีฬา”

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ เมนสเตเดียม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ. นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 40 “ย่าโม โคราชเกมส์” โดยมี นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันกล่าวรายงาน พร้อม รองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด พร้อมส่งนักกีฬา เข้าร่วมการแข่งขัน

ทั้งนี้ พิธีการเริ่ม เวลา 17.30 น. วงโยธวาทิตเข้าสู่สนามบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ เปิดตัวด้วยการแสดงไฮไลท์ พิธีเปิดจากนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ก่อนที่ขบวนพาเหรดคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน เข้าสู่สนาม และชมการแสดงนาฏมวยไทย จากนั้นเป็นการเชิญธงชาติ ธงกีฬานักเรียน อปท. แห่งประเทศไทย ธงประจำ จ.นครราชสีมา ธง อบจ. 19 จังหวัด และ ธง อบจ.นครราชสีมา ขึ้นสู่เสาธง และ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าววัตถุประสงค์การจัดแข่งขันกีฬา ต่อประธานพิธีเปิด พร้อมกันนี้ ประธานในพิธีกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหาร นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และกล่าวเปิดการแข่งขัน จากนั้น นักกีฬา ได้วิ่งคบเพลิงจุดไฟกระถางคบเพลิง และปิดท้ายด้วยการจุดพลุดอกไม้ไฟที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสะกด อารมณ์ผู้ชมทั้งสนาม ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีเปิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“สามัคคีคือพลัง” มาร่วมชม ร่วมเชียร์ พร้อมให้กำลังใจทัพนักกีฬาทั้ง 16 ชนิดกีฬา จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน และร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ที่ได้เดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน และยังถือ โอกาสเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินสะพัด ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 10 วันของการแข่งขัน ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ระหว่างวันที่ 20 – 30 ตุลาคมนี้ ณ สนามกีฬาภายในจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับกีฬาที่ใช้ทำการแข่งขัน จำนวน 16 ชนิดกีฬา ทั้งประเภทชาย – หญิง ประกอบด้วย (1) ฟุตบอลชาย
ณ สนาม มทส. / สนามกีฬา รร.ศีรษะละเลิง (2) ฟุตบอลหญิง ณ สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สำนักช่าง อบจ. / วิทยาลัยนครราชสีมา และสนามกีฬา 80 พรรษาฯ (3) ฟุตซอล (ช/ญ) ณ สนามกีฬา ทต.บ้านใหม่ / สนามกีฬา สสจ.นม. / สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สนาม รร.ราชวิทยาลัย / อาคารลิปตพัลลภ – อาคารชาติชายฮอลล์ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (4) วอลเลย์บอลในร่ม ณ สนาม รร.สุรนารี / สนาม มทร.อีสาน / สนาม มทส. (5) วอลเลย์บอลชายหาด ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (6) เปตอง ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (7)

หมากรุกไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (8) หมากออสไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (9) หมากล้อม ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (10) เทเบิลเทนนิส ณ หอประชุม รร.เตรียมน้อมฯ โคราช (11) เซปักตะกร้อ ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (12) แบดมินตัน ณ สนามแบดฯ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร ภาค 3 (13) E-SPORT ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช (14) เทคบอล ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (15) กรีฑา ณ เมนสเตเดียม สนามกีฬา 80 พรรษาฯ และ (16) จักรยานขาไถ ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

หนุ่มโรงงานขับมอไซค์ชนสิบล้อดับติดใต้ท้องรถหนุ่มโรงงานขับมอเตอร์ไซด์ด้วยความเร็วสูงชนรถบรรทุกไก่ตัดหน้ากระทันหัน.เบรคไม่ทันชนอย่างแรงร่างกระเด็นอัดก็อปปี้อยู่ใต้ท้องรถตายคาที่ จุดเกิดเหตุ บริเวณ ถนน 224.หน้าโรงงานคาร์กิล อำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 21ตุลาคม.2568 เวลา 7.50 น เกิดอุบัติเหตุพนักงานของโรงงานคาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย.จังหวัดนครราชสีมา ขับขี่รถมอเตอร์ไชด์ทะเบียน1กต.2399 สระบุรี ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกับรถบรรทุก10ล้อ หมายเลขทะเบียน 89-1967.นครราชสีมา คนขับสิบล้อ ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายไพศาล ศรีสุข อยู่บัานเลขที่.30 หมู่1 บ้านโคกสะอาดตำบล อรพิม อำเภอ ครบุรี จังหวัดนครราชสีมาได้ขับรถบรรทุกมาส่งไก่ ของบริษัท คาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

ช่วงเวลา 7.50น.ได้ขับรถกลับ ออกจากโรงงานดังกล่าวพนักงานรักษาความปลอดภัยได้โบกรถให้ตนเองขับออกไปช่วงจังหวะนั้นได้มีมอเตอร์ไชด์ของพนักงานโรงงานดังกล่าว ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกลางรถบรรทุกเข้าอย่างแรงทำให้คนขับมอเตอร์ไชด์กระแทกกับตัวรถแล้วมุดไปคาอยู่ใต้ท้องรถเสียชีวิตทันที
ซึ่งสภาพรถมอเตอร์ไซค์มีสภาพพังยับเยินหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าตนได้ยินเสียงดังมาจากกลางถนนเห็นรถบรรทุกวิ่งออกมาจากโรงงาน.และ รถมอไซค์โรงงานเดียวกัน วิ่งมาบนถนนสาย224 อำเภอโชคชัย-ครบุรีด้วยความเร็วสูง.พุ่งชนรถบรรทุกด้วยความแรงเป็นเหตุให้คนขับขี่มอไชด์เสียชีวิตทันที

นายไพศาลคนขับขี่รถบรรทุกบอกว่าตนส่งไก่เสร็จแล้วกำลังจะกลับไปยังบริษัท เอสแอนด์พี ที่อยู่ห่างออกไป 30 กิโลเมตร ระหว่างขับรถกลับได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นชึ่งตนก็ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก พร้อมกันนีั.ตำรวจ สภ.โชคชัยเร่งสืบสวนหาสาเหตุ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตามกฎหมายต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / จับขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ต เจอข้อหาหนัก/ รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว/จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตำรวจทางหลวงชุมพร-ตม.ชุมพร ผนึกกำลังสกัดขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ตหวังตบตาเจ้าหน้าที่ เจอข้อหาหนัก ปลอมหนังสือเดินทาง-ตราประทับ โทษจำคุกสูงถึง 10 ปี
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงาน พ.ท.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล.จับกุม
บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวง ส.ทล.๔ กก.๒ บุก.ทล. น้ำโดย ร.ต.ชรัญ ปาณะศรี รอง สว. ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล, ด.ต.หญิง มณีรัตน์ จันทร์ประณต, จ.ส.ต.สราวุธ กรรณสุรางค์ ,จ.ส.ต.อมรเทพ อินนิมิตร ผบ.หมู่ ส.ทล.๔ กก.ทล, เจ้าหนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.ชุมพร, ร.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.ตม.ชุมพร, ด.ต.สัณชัย ชื่อตรง, ด.ต.ยุทธพงษ์ อบเชย, ด.ต.ศราวุฒิ เล่งระบำ ผบ.หมู่ ตม.ชุมพร

สถานที่จับกุม ริมถนน ทล.41 กม.482 ขาล่องใต้ ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพรร่วมกันจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน ในข้อหา

  1. ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม 2. ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น 3. เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมตรวจยึดของกลาง หนังสือเดินทางประเทศเมียนมา (ปลอม) จำนวน 13 เล่ม

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพรออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเมื่อถึงบริเวณถนนเพชรเกษม กม.482 ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่พบรถตู้โดยสารซึ่งขับมาทางช่องทางซ้ายมีลักษณะบรรทุกหนักน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถติดตามพร้อมเปิดสัญญาณไฟเรียกให้รถคันดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ขับขี่ คือ นายคุณากรฯ สัญชาติไทย และตรวจพบบุคคลต่างด้าวที่โดยสารมาภายในรถจำนวน 13 คน (ชาย 10 คน และหญิง 3 คน)

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถาม นายคุณากรฯ (ผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร) ว่ารับคนต่างด้าวมาจากที่ใด โดยนายคุณากรฯ แจ้งว่ารับมาแรงงานต่างด้าวมาจากจังหวัดราชบุรีเพื่อจะไปส่งที่จังหวัดชุมพร จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางที่แรงงานต่างด้าวนำติดตัวมาด้วย โดยพบว่าหนังสือเดินทางมีลักษณะผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญมาทำการตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร ผลการตรวจสอบพบว่าหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา ทั้ง 13 เล่ม เป็นของปลอม

พบมีการแก้ไขตัวเลข ชื่อ-สกุล ลักษณะตัวอักษร ตัดต่อภาพใบหน้า ประกอบกับผู้ต้องหาไม่สามารถจำรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของตนเองที่ตรงกับหนังสือเดินทางได้ และเมื่อตรวจสอบการตรวจลงตรา (VISA) ภายในหนังสือเดินทางก็ไม่พบข้อมูลในระบบของตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาให้ทราบว่า “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม, ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น และเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต” พร้อมจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น แรงงานต่างด้าวทั้ง 13 คน ให้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยแจ้งถึงสาเหตุที่ทำหนังสือเดินทางปลอมก็เพื่อหวังที่จะตบตาเจ้าหน้าที่ในระหว่างการเดินทาง โดยยอมจ่ายค่าจ้างทำหนังสือเดินทางปลอมในราคาเล่มละ 15,000 บาท ให้กับนายหน้าชาวเมียนมา จากนั้นได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากเมืองพะยาโตนซู ผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี
ในส่วนของคนขับรถตู้ ให้การว่าขณะที่ตนเองขับขี่รถตู้เพื่อนำส่งผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปยังจุดหมาย ได้มี เจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอตรวจสอบภายในรถ ตนจึงให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตามปกติ โดยตนไม่ทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารกลุ่มนี้เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เนื่องจากมีพาสปอร์ตมาแสดงก่อนใช้บริการรถตู้ของตนทุกคน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน ในปัจจุบันมีการปลอมหนังสือเดินทางในกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว นำแรงงานต่างด้าวที่มาสมัครงานไปขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนรับเข้าทำงาน และในส่วนของแรงงานที่มีความจำเป็นจะต้องขึ้นทะเบียนผ่านนายหน้า ขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายหน้าให้ดี ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของ “นายหน้าเถื่อน”
สำหรับโทษของการใช้หนังสือเดินทางปลอม มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และมีโทษปรับ ตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท

รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว จนมุมคาบ้านพัก
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านมาบอำมฤต ร่วมกับ บก.สส.ภ.8 และชุดเฉพาะกิจ ภ.จว.ชุมพร จับกุม นายอดุลย์ หรือต้อม อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีชิงทรัพย์โดยมีอาวุธพร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง เหตุเกิดพื้นที่ ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จากกรณี วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 15.45 น. น.ส.ละมุลาผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีแดง-ดำ ออกจากบ้านในหมู่บ้าน ถูกคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาชิงทรัพย์ โดยใช้มีดขู่ชิงทรัพย์ ภายในซอย ทรัพย์สินที่ถูกชิงไป กระเป๋าผ้าสีฟ้า เงินสดประมาณ 19000 บาท บัตร ATM ธ.กรุงเทพ พร้อมบัตรประชาชน พระเครื่อง 1 องค์ โทรศัพท์มือถือ OPPO สีดำ พร้อมซิม AIS

เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนโดยตรวจสอบกล้อง CCTV หลายจุด พบภาพคนร้ายขับรถ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขณะหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ ต่อมาพบว่าคนร้าย เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเกิดเหตุ จากเสื้อสีขาวเป็นสีเหลือง(ตรวจพบเสื้อสีขาวและกระเป๋าของผู้เสียหายในพงหญ้า ระหว่างทางหลบหนี) ตรวจสอบ สัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย พบว่ามีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตำแหน่งของผู้ต้องสงสัย จากพื้นที่ ต.ดอนยาง ไปถึงบริเวณบ้านหนองมาก
ต่อมา พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต มอบหมายให้ตำรวจชุดสืบ สภ.บ้านมาบอำมฤต ตรวจสอบ ตำรวจติดตามจนพบรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ทิ้งไว้ในสวนยางใกล้บ้านผู้ต้องสงสัยจากการตรวจสอบพบว่า นายอุดลย์ หรืออ้อม แก้วดำ เป็นผู้ครอบครองรถและมีพฤติการณ์ตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด พยานคือ ยืนยันภาพบุคคลในกล้องว่าเป็นนายอุดลย์ ตำรวจสอบสวนและเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมด (ภาพจาก CCTV, โทรศัพท์, เสื้อผ้า, รถจักรยานยนต์) สรุปว่าคนร้ายคือ นายอุดลย์ หรือ ต้อม

เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายอุดลย์ หรือ ต้อม สถานที่จับกุม บ้านพักไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เมื่อ 21 ต.ค. 68 เวลาประมาณ 04.00 – 15.00 น. นำโดย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชาติชาย มูลลักษณ์ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชัยญากรณ์ ศรีสัมฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.บ้านมาบอำมฤต , ร.ต.อ.มนตรี บุญรัตนไพโรจน์ รอง สว.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,ร.ต.ท.วัชรินทร์ เมฆา ,ร.ต.ต.โสภณ หญีตคง รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ท.ปัญญา ศรีวิลัย รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ต.โยธิน ทั่งเหล็ก รอง สว(ป)ฯ ,ด.ต.เอก ตันลักขณาชัย ,จ.ส.ต.ณภัทรพงษ์ แก้วโกมล ผบ.หมู่(ผช.พงส)ฯ ,จ.ส.ต.วิศิษฏ์ เชี่ยวเลี่ยน ผบ.หมู่.(ป)ฯ ,ส.ต.อ.ณัฐพล แก้วพิชัย ผบ.หมู่.(ป)ฯ , ส.ต.อ.สิทธิโชค เหมาะเจาะ ผบ หมู่(ป)ฯ ,ส.ต.ท.จุฑาชัย พินทอง ผบ.หมู่(ผช.พงสฯ)ฯเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด บก.สส.ภ.8 นำโดย พ.ต.ท.ฐิติณัฏฐ์. ศรีสังข์ รอง ผกก.สืบสวน 3 ปรก.หน.ชป.ชุมพร ,ร.ต.อ.ปรัชญา ชัยงาม รอง สว. กก.สส.3 บก.สส.ภ.8 ,ด.ต.เริงชัย แดงบำรุง ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.ภ.8 ,จ.ส.ต.เป็นหนึ่ง ชาญนคร ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.กันตพงษ์ เพียรดี ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ฉก.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.ศักดิ์ไชย ไชยศรี รอง สวฯ ,ร.ต.ท.ธวัชชัย บุญส่งแก้ว รอง สวฯ ,ร.ต.ท.วิวัฒน์ ทองศิริ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.คนึง อินทรสุวรรณ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ประดิษฐ์ จันทร์เกตุ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ไพรัตน์ อินกล้า รอง สว.ฯ ,ด.ต.กฤษดา กุมพิมล ,ด.ต.นันทโชติ ผลพานิช
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอย กก.ตชด.41 นำโดย ร.ต.ท.สาคร ไชยฉิม ผบ.มว.สค ,ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ บุตบัณฑิตย์ผบส.สะกดรอย กก.ตชด.41เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเครื่องมือพิเศษ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ส.ต.ท.รัฐพงศ์ แท่นนาค ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.ศุภณัฐ ศิริพันธ์ ผบ หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8

ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอดุลย์ หรือต้อม แก้วคำ (1-8602-00062-72-8) อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 ม.5 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร (จากการตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนราษฎร) เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร ที่ จ.413/2568 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตามคดีอาญาที่ 262/2568 ของสถานีตำรวจภูธรบ้านมาบอำมฤต ในฐานความผิด “ชิงทรัพย์ โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีอาวุธ(มีด) โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม” พร้อมด้วยของกลาง 1.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi Note 13 5g สีดำ หมายเลขอีมี่

1 : 865063076424128 หมายเลขอีมี่ 2 :865063076424136 จำนวน 1 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Realme สีฟ้า ดำ หมายเลขอีมี่ 1 : 863571042360434 หมายเลขอีมี่ 2 : 863571042360426 จำนวน 1 เครื่อง 3.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อซัมซุง สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด) 4.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อ Beyand สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด)เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนนายอุดลย์ หรือ ต้อม ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวบรวมหลัดฐานที่ก่อเหตุแล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.บ้านมาบอำมฤตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง พื้นที่ อ.ท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อ 21 ต.ค.68 เวลา 09.45 น. ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร,พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รอง ผอ.รมน. จังหวัด ชุมพร.พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธุ์ รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร.พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร,พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร,พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวน

ภ.จว.ชุมพร,ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ สมสนิท รอง สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา,ด.ต.ธรัช วัฒนไชย,จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์, จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว.ส.ต.ท.ณัฐชัย สุขประวิทย์ ส.ทท.๒ กก.ทท.๒ บก.ทท.๓ นำโดย ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ค.ต.ยุทธ พงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ต.ต. สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท. กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ), พ.ท.ชาญณรงค์ ทองแก้ว หน.ฝ่ายการข่าวฯ, จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง

ผช.หน.ชรต.๔๐๓(ชพ), จ.ส.อ.พงค์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ สตม.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส.) ตม.จว.ชุมพร,ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์ ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพร ร้อย ตชด.๔๑๔ นำโดย ร.ต.ท.นพพนันท์ ศรีสุภะ รอง.ผบ.ร้อย ตชด๔๑๔..ร.ต.ท.สิทธิพงษ์ ชื่นจิตร หัวหน้า ชุด ชป.ข่าวลับ.ด.ด.ทศพล รัตนบุตรา เจ้าหน้าที่ประจำชุด, ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ อินทนา เจ้าหน้าที่ประจำชุด
ได้ร่วมกันจับกุมตัว บริเวณถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ กม.458 ถึง กม.459 ม.2 ต ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

๑.MR.WILL YAN TUN อายุ ๒๐ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างด้าว ๖๖๗๔๖๙๐๐๐๐๕๔๙ ผู้ขับขี่ ๒.MR.MG AUNG SAN อายุ ๒๔ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างดาว ๖๖๔๔๖๙๐๐๐๕๐๑๐ ผู้ชอน
3.MR.HEIN MIN TUN อายุ 19 ปี 4.MR.NINE NINE OO อายุ 21 ปี 5.MRS.AYE THET TUN อายุ 20 ปี
6.MRS.THU ZAR MON อายุ 30 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ๑๑๐ไอ สีน้ำเงินดำ ป้ายทะเบียน ๑กง๔๘๖๑ เพชรบุรี พร้อมพ่วงข้างมีหลังคา จำนวน ๑ คัน

สอบถามผู้นำพา แจ้งว่าตนทำงานอยู่ล้งทุเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอท่าแซะ ได้ไปรับเพื่อนกลุ่มแรงงานต่างด้าว ที่หลบหนีเข้าเมือง แล้วมาแอบหลบซ่อนอยู่กับเพื่อนแรงงานด้วยกันบริเวณข้างเคียง เพื่อพาไปหาสมัครงาน จนมาเจอชุดเจ้าหน้าที่ตรวจและถูกจับกุม
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันให้พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ตามมาตรา ๖๔ แห่ง พระราชบัญญัติคนเขาเมือง พ.ศ.๒๕๒๒”เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานจึงนำส่งตัว สภ.ท่าแซะ ดำเนินคดี ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เทศกาลถือศีลกินเจ 68

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ประเพณี ถือศีล-กินเจ 68 มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกับ นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นพพร มีสติ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ อาสาสมัครกู้ภัย และประชาชน

ร่วมงาน ทำพิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา สัญญาณแห่งการเริ่มต้น เทศกาลถือศีลกินเจ 68 ร่วมกันละเว้นจากการเบียดเบียน รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจแข็งแรง เจริญในธรรม และอิ่มบุญตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ณ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ กล่าวต้อนรับในวันนี้ก็นับว่าเป็นอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราชาวชุมพรได้ร่วมกันจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล–กินเจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบกรรมดี และเป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันถือศีล–กินเจเป็นจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ซึ่งทราบว่าจังหวัดชุมพรเป็นเป้าหมายของผู้เดินทางจำนวนมาก ที่ประสงค์จะร่วมเทศกาลถือศีล-กินเจ ด้วย เป็นประจำทุกปีอันเนื่องจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสมบูรณ์ สวยงาม

สภาพสังคมที่มีความสงบสุขไม่วุ่นวายมาก สภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน เพื่อไปขยายผลต่อในโอกาสข้างหน้า ซึ่งจะสร้างความเจริญแก่ชุมชนพร้อมกับยึดมั่นในปณิธานของสถานที่โรงเจลิบฮกตั๊วแห่งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำความดีเพื่อคนชุมพร” ได้ปลูกฝังในจิตใจให้ยั่งยืนสืบไป

เทศกาลกินเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งแห่งการถือศีล บำเพ็ญบุญ เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการเข้าร่วมเทศกาลกินเจ นอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่น เบิกบาน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมีความสุข

กระผมถือโอกาสอันดีและเป็นมงคลนี้ขอต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ท่านนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คณะหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานเทศกาลถือศีล-กินเจ ประจำปี 2568 ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง

ขอให้อานิสงส์แห่งการประกอบความดีได้ตอบสนองแต่สิ่งดี ๆ และเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอดไป นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าวด้วยในรอบหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน ช่วงเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 และไปสิ้นสุดในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับคริสต์ศักราชที่ 2025

จะตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ทั้งนี้ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจัดล่วงหน้า 1 วัน เป็นการเตรียมพร้อม เทศกาลถือศีล-กินเจ ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญ ทางเทศบาลเมืองชุมพร จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และโรงเจหลิบฮกตั๊วแห่งนี้ ได้ร่วมกันจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ อันเป็นประเพณีของท้องถิ่นชุมพร ที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อันนำมาซึ่งความสงบร่มเย็น ความสามัคคี มีศีลธรรม มีคุณธรรม ของประชาชนในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย – ใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรงกลับคืนมา ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน ได้มีความอบอุ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เทศบาลเมืองชุมพร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภายใต้การนำของกระผม นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีถือศีล-กินเจ จึงได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมพร จัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามแนวทาง

ที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด สำหรับการจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ เป็นเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมได้มีความสมบูรณ์อันนำความเจริญให้เกิดแก่ท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายไทย – เชื้อสายจีนและอื่น ๆ ที่ศรัทธาในประเพณีถือศีล – กินเจ
  2. เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม การถือศีล การปฏิบัติธรรมให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นของท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความสามัคคีปรองดองถ้วนหน้า
  1. เพื่อสร้างความสำนึกรักชุมชน รักท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจเพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจ ให้กับคนในพื้นที่
  2. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นมีการสะพัดยิ่งขึ้น
    การจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น เพราะจะมีประชาชนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในชุมพรมากขึ้น ในช่วงระยะ 10 วันนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมารับอาหารเจทานได้จากโรงครัวที่จัดบริการตลอดช่วงเทศกาลนี้ ก็ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันสร้างความดี มีคุณธรรม ขยายผลยิ่งๆขึ้นไป
    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กระผม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลถือศีล – กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้
    การถือศีล – กินเจ นับว่าเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความสุขสงบสะอาดงดงามทั้งกาย และจิตใจ ถือเป็นศิริมงคลยิ่งแก่ผู้ประพฤติตน ในช่วง 1 ปี จะมีเทศกาล ถือศีล – กินเจ ขึ้น 1 ครั้ง แม้จะมีระยะเวลาเพียง 10 วัน ก็หวังว่าจะส่งผลให้จิตใจของพี่น้องชาวชุมพร ได้หันมาทำความดีให้แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นโอกาสดีของชาวจังหวัดชุมพรที่มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวสายบุญซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นและจังหวัดชุมพร ดียิ่งขึ้นจะมีการ

จับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกมิติหนึ่งด้วย
จังหวัดชุมพร นับว่าโชคดี ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ริเริ่มก่อเกิดให้มีประเพณีถือศีล – กินเจ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากความเข้มแข็ง ของพี่น้องประชาชนผู้สืบเชื้อสายทั้งไทย-จีน ได้ร่วมมือกัน ในขณะที่หลายๆ จังหวัดไม่มีประเพณีนี้ ก็ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้จุดแข็งข้อนี้ มาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาจังหวัด

ได้อีกทางหนึ่ง โดยการประสานบูรณาการร่วมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายอื่นๆ ที่จะทำให้เติบโตได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทางจังหวัดเองก็มีความมั่นใจว่าสามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางมายังจังหวัดชุมพรได้ เพราะปัจจุบันจังหวัดชุมพร ก็ได้พัฒนาไปมากโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานถนนสายต่างๆ ก็มีความสะดวกมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดีอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้สวยงามคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์

กระผมขอขอบคุณสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายที่ให้ความร่วมมือสนับสนุน จนได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น ขอให้การจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล – กินเจได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขอให้ทุกท่านได้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะทำความดีมากขึ้น มีองค์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ จงช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ท่านรวมถึงครอบครัวให้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขับเคลื่อน ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จ.น่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดสากล

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรม

จังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่

ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย

ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/เครดิตสนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จีนจับมือไทยร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดศูนย์วิจัยร่วมมือที่ศูนย์เศรษฐกิจ

​ไทย-จีน ร่วมเปิดศูนย์วิจัย มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางผลผลิตมันสำปะหลังเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลดีจากการร่วมมือ ไทย-จีน ในครั้งนี้
​ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.กำไร เขือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทางศูนย์ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี มันสำปะหลังไทย – จีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์แห่งนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างทั้ง ไทย-จีน พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น คลัสเตอร์เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอด สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศจีน และร่วมมือจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยระหว่างประเทศ ร่วมกันอีกด้วย

ทางด้านนางสาวธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ ในฐานะผู้ประกอบการด้านมันสำปะหลังจากบริษัท สงวนวงษ์ อุตสาหกรรม ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังและสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังระดับประเทศ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าทางการเกษตร เริ่มต้นที่มันสำปะหลังก่อนและค่อยขยายไปยังพืชเกษตรกรของไทยในรายอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอ้อยหรือข้าวโพด

วันนี้มันสำปะหลังเราเจอวิกฤตผลผลิตต่ำจนทำให้การค้าของเรา สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วันนี้ประเทศลาวและเวียดนามเขามีผลผลิตที่ดีกว่าปละต้นทุนต่ำกว่าไทยเราทำให้เขาสามารถแย่งตลาดมันสำปะหลังของไทยเราไปค่อนข้างมาก หากเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆให้กับเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น เราก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างลาวและเวียดนามได้ เกษตรกรเราก็จะมีทางรอด ทำให้เชื้อแป้งมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น เราก็จะแข่งขันได้ในอนาคต

ด้านนายสมชาย ศรีตระกูลประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังของไทยปีนี้จากการสำรวจของ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย พบว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณที่ลดลงค่อนข้างมาก เพราะปริมาณฝนสามารถทำให้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายของเกษตรกรอยู่ที่ 1.80-2.00 บาท /กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 3 ตัน เศษๆเท่านั้น ความร่วมมือไทย-จีน ครั้งนี้ นัยว่าเป็นเรื่องที่ดี

จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาช่วยทำให้ เกษตรกรปลูกและผลิตมันสำปะหลังให้มีจำนวนมากขึ้น 4-5 ตัน/ไร่ และปริมาณเชื้อแป้งจะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดจากประเทศจีนซึ่งนำแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถึง 50% ของผลผลิตทั้งประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีนมาวิจัยร่วมกับจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถปลูกมันสำปะหลังได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นัยว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านชูป้าย “ยุติความรุนแรงปฏิเสธความรุนแรง” ร่วมส่งเสียงเรียกร้องให้คืนความสงบสู่ชุมชน

วันนี้( 17 ตุลาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลังของชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่อำเภอยี่งอ พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง”หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดร้านน้ำชากลางชุมชน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บรวม 17 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 4 ราย ถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนที่เหลือแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง” รวมพลัง “ปฏิเสธความรุนแรง“ ซึ่งบรรยากาศของการเดินขบวนในวันนี้เต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจของประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการแสดงออกถึงจุดยืนร่วมกันว่า “ไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ” ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยต่างถือป้ายข้อความ “ยุติความรุนแรง” “ปฏิเสธความรุนแรง” และ “คืนสันติสุขให้บ้านเรา” เพื่อส่งสารไปยังผู้ก่อเหตุให้ยุติการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่เคยสงบและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชาวบ้านจึงออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้คืนความสงบสุขให้กับพื้นที่ และยืนยันว่า “การใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาใด ๆ”นายนิมูฮัมหมัด นิเลาะ ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียใจและความตกใจให้กับคนในชุมชนอย่างมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยี่งอถือเป็นพื้นที่สงบ ไม่ค่อยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

“ครั้งนี้เราทุกคนรู้สึกช็อกครับ เพราะยี่งอของเราไม่เคยมีเหตุแบบนี้มานานแล้ว ชุมชนเราสงบ อยู่กันแบบพี่น้อง เราเจอกันทุกวันที่ร้านน้ำชา กินข้าวด้วยกัน คุยกันเหมือนครอบครัว แต่พอเกิดเหตุแบบนี้ ทุกคนเศร้าและกลัวมากครับ”หลังเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้พูดคุยกันและตัดสินใจรวมพลังออกมาเดินขบวน เพื่อส่งเสียงถึงผู้ก่อเหตุว่า “พวกเราชาวยี่งอไม่ต้องการความรุนแรงอีกต่อไป”“เรามาเดินกันวันนี้เพราะอยากบอกว่า พอแล้วครับ อย่าทำแบบนี้กับคนบริสุทธิ์อีกเลย… หลังจากนี้เราจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ใครมาจากนอกพื้นที่เราก็จะคอยสังเกต คอยแจ้ง ถ้ามีสิ่งผิดปกติ เราไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บอีก”เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า“เหตุการณ์เมื่อวาน ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายในยี่งอ อยากให้ลูกหลานของเรากลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอีกครั้ง อยากเห็นบ้านเราสงบเหมือนเดิมครับ”

และในวันเดียวกัน นายกิตติพงษ์ อำพันธ์ นายอำเภอยี่งอ พร้อมด้วย น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและญาติ รวมถึงครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือเบื้องต้นนายกิตติพงษ์เปิดเผยว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามี 11 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิด และขณะนี้ได้จัดทำข้อมูลเพื่อเสนอจังหวัดช่วยเหลือเยียวยาทั้งในส่วนของทรัพย์สินและร่างกาย เราได้มอบเงินช่วยเหลือรอบแรกไปแล้ว

และกำลังเร่งเอกสารเพื่อจ่ายรอบสองให้กับผู้บาดเจ็บสาหัสทั้ง 4 ราย ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในเขตชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนขณะที่ น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม กล่าวว่า หน่วยความมั่นคงทั้งสามฝ่าย — ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง — ได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เราจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้กระทำต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน

อย่างไรก็ตามแม้เหตุระเบิดในครั้งนี้จะสร้างบาดแผลทั้งทางกายและใจ แต่การรวมตัวของชาวบ้านในครั้งนี้สะท้อนพลังของประชาชนที่ไม่ยอมให้ความรุนแรงมาทำลายความสงบสุขที่ร่วมกันสร้างมา ทุกเสียง ทุกก้าวของชาวยี่งอในวันนี้ คือคำประกาศชัดเจนว่า “เราปฏิเสธความรุนแรง และจะร่วมกันปกป้องบ้านของเราให้ปลอดภัยอีกครั้ง”
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.จัดกิจกรรม Road Show ทะเลตราด สู่ ภูผาน่านเชื่อมโยง ท่องเที่ยว – โอทอป / น่านเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ แข่งขันได้ในตลาดสากล

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด นำโดย คุณมุกดา เจริญประสิทธิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด และว่าที่ ร้อยตรีกรกฎ โอกาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้นำคณะกรรมการและ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เดินทางมาจัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว แนวทาง/รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และบูรณาการการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

ซึ่งมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน พร้อมคณะกรรมการ รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ร่วมพบปะและให้การต้อนรับ ณ โรงแรมนานกรีนเลควิว รีสอร์ท ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน/ส่งเสริมและผลักดันการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด

ให้เป็นภาคีเครือข่ายท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค ระหว่าง จังหวัดตราด ซึ่งมีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกของประเทศไทย และมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา กับจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกล้านนา (ภาคเหนือ) และมีชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับบริบทของคนในแต่ละพื้นที่ คือ คนที่อยู่ติดทะเล (ตราด) ก็อยากมาเที่ยวชมบรรยากาศทะเลหมอก และสัมผัสธรรมชาติภูเขา รวมทั้งสายน้ำต้นกำเนิดแห่งลำน้ำ ส่วนคนภูขา (น่าน) ก็ออยากเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มีแนวคิดที่จะจุดขายในการท่องเที่ยวเชื่อมโยงว่า “กระซิบรัก..ที่น่าน แต่งงาน…ที่ตราด”

โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด มีกำหนดดการเดินทางมาเยือนจังหวัดน่าน ตั้งแต่ วันที่ 16-19 ตุลาคม 2568 และนำได้นำผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีจังหวัดตราด มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย บริเวณข่วงเมืองน่าน ในวันที่ 17 และ 18. ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-20.00 น. ณ บริเวณลานข่วงน้อย ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่านฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดตราด อีกด้วย

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว พันเอกวัฒนาฯ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่านพร้อมคณะกรรมการ และนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ได้ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับ นายอนันต์ สีแดง ใน

โอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ท่านใหม่ เพื่อร่วมกันผลักดันในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่านอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป/ข่าว/พ.อ.พยอม บุญทร/ภาพ/ร.ต.อซสถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพิ่มคุณค่าไผ่น่านอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ของจังหวัดน่าน ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์

โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่ การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม

เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอกย้ำความเป็นเลิศ ติดอันดับ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้ ติดอันดับ 1 ใน 50 ท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก (Most Connected Airport) จากรายงาน OAG Megahubs 2025 ซึ่งจัดทำโดย OAG (Official Airline Guide)

หน่วยงานผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบินชั้นนำระดับโลก โดย ทสภ.อยู่ในลำดับที่ 12 ในกลุ่ม Global Airport Megahubs และติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในกลุ่ม Top International by region นอกจากนี้ ท่าอากาศยานดอนเมืองติดอันดับที่ 22 ในหมวด Low-Cost Carrier Airports Megahubs ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวของ OAG

เป็นการพิจารณาจากจำนวนที่นั่งที่จัดในเที่ยวบินในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2567 – สิงหาคม 2568 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากวันที่มีปริมาณการเดินทางมากที่สุด เพื่อแสดงศักยภาพและความหนาแน่นของการเชื่อมต่อเที่ยวบินในสนามบินต่างๆ ทั่วโลก การที่ ทสภ.

ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดของโลกสะท้อนให้เห็นว่า ทสภ. มีศักยภาพในการเชื่อมต่อเที่ยวบินและเส้นทางการเดินทางทางอากาศทั่วโลก ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและความ

พร้อมในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน ตลอดจนความพร้อมด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดสายการบินให้ทำการบินมายังประเทศไทยมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ ทสภ. ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคองเผยสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง

สถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคองวันนี้ ปริมาณน้ำมีมากน้อยเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำ ของประชาชนหรือไม่ อย่างไรนายไพฑูรย์ ยังรักษา ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เผยว่า

สถานการณ์น้ำวันนี้ อยู่ที่ 115 ล้านลูกบาศก์เซนติเมตร คิดเป็นความจุอยู่ที่ประมาณ 37% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ววันเดียวกัน อยู่ที่ประมาณ 108 ล้านฯ หรือ 34% ต่างกันประมาณ 7 ล้าน

หลังจากพ้นฤดูฝน คือ วันที่ 1 พ.ย.2568 คาดการณ์ว่าน้ำจะเข้าอ่างประมาณ 110 – 115 ล้านฯ ประมาณความจุ 40 กว่าเปอร์เซ็น แผนการใช้น้ำของเราเดี๋ยวจะมีการประชุม GMC ถ้าน้ำไม่ถึง 50% การทำนาปัง หรือปลูกพืชฤดูแล้ง เราจะงดให้การสนับสนุนก่อน น้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค เราจะให้ความสำคัญก่อน ให้ใช้ประมาณ 70 ล่านฯ ฤดูแล้งประมาณ 23 ล้านฯ ฤดูฝนประมาณ 35 ล้านฯ

รักษานิเวศน์ฤดูฝนอยู่ที่ 26 ล้านฯ ฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านฯ แผนที่เราวางไว้ ปัจจุบันฝนตกในปีนี้ ค่าเฉลี่ย ที่โคราชประมาณ 1000 มิล/ปี ตอนนี้ฝนตกแล้วประมาณ 806 มิล คิดเป็นเปอร์เซ็น คือ 82%

น้ำเข้าอ่างอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าล้านฯ แต่ปีนี้ น้ำเข้าอ่างแล้ว 81 ล้านฯ ล่าสุดเมื่อเช้า เข้าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านฯ กว่าๆ ค่าเฉลี่ยของน้ำเข้าอ่างแต่ละปี อยู่ที่ประมาณ 260 ล้านฯ

การบริการจีดการน้ำในตอนนี้คือ ฝนตกท้ายเขื่อนค่อนข้างเยอะ โซนท้ายเขื่อนลงมา น้ำเริ่มท่วม จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ เกิดน้ำท่วม เราบริหารการจัดการน้ำ โดยการปิดเขื่อนวันพุธที่ผ่านมา โดยอาศัยน้ำที่ตกท้ายเขื่อน นำมาบริหารการจัดการท้ายเขื่อน การบริหารการจัดการน้ำ.ไม่น่ามีปัญหา

แต่ต้องมีความปราณีต เราจะเน้นการใช้น้ำอุปโภค บริโภค เป็นหลัก น้ำในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้ว ผมรับประกันน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภค ไม่น่าขาด ฝากถึง ประชาชนใช้น้ำให้ประหยัด

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสนอถนนเส้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง รับฟังความคิดเห็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี

วันที่ 16 ต.ค.68 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน เข้าร่วมพิธีเปิดฯ ณ ห้องปทุมทิพย์ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ดำเนินงานโดย นางสาวปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร

โดยนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สลุย อำเภอท่าแซะ ได้นำเสนอถนนเส้นเลียบชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นเส้นทาง
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน นำเสนอทางลอดใต้สะพานถนนเพชรเกษม เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นำเสนอกล้วยเล็บมือนางสินค้า GI ของจังหวัดชุมพรควบคู่กับทุเรียน เพื่อจะนำไปสู่การตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนแบบยั่งยืนที่มีการบริหารโดยชุมชนและตรงเป้าหมายในการอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนจังหวัดร่วมกันต่อไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท. ตชด.44 ปอเนาะ ถูกยิงเสียชีวิต ขณะทำการวิสามัญคนร้ายไป 1 ราย จับ 1 ราย ยึดปืน 2 กระบอก/ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน

วันที่ 16 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า (วานนี้ 15 ตค.) เมื่อเวลาประมาณเวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผกก.สภ.สายบุรี จว.ปัตตานี ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด บริเวณสถาบันปอเนาะมะอ์หัด อัตตัรบียาตุลฮะดีซะห์ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนและ ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.44 เข้าไปทำการตรวจสอบ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ปรากฏว่าพบชายต้องสงสัยได้วิ่งออกมาจากหอพัก

ซึ่งอยู่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะเเห่งนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นจนกระทั่งจับกุมตัวได้ ทำการค้นในตัวพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนจึงได้ควบคุมตัว สอบสวนทราบชื่อ นาย ซูรฮาฟีซี สือแม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบประวัติพบว่ามีหมายจับ ป.วิญา จำนวน 1 หมาย จึงได้ทำการจับ

จากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอกำลังเสริมจากชุดปฏิบัติการร่วมของ จ.ปัตตานี และ กำลังเสริมของกองกำลังทหารพรานจังหวัดภาคใต้ นำกองกำลังเข้าพื้นที่ปะทะ ณะที่ทาง จนท.ได้ เข้าเสริม กำลังเพื่อกระชับพื้นที่ จำกัดวงพื้นที่เพื่อทำการ ปิดล้อม นั้นซึ่งขณะที่ตรวจค้น จนท.ชุดเเรกที่เข้าไปเเละตามตัวมาตลอด จึงได้ประเมิณว่า เชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายอีก2-3คนหลบ ซ่อนตัวภายในสถาบันปอเนาะนี้ ภายหลังทราบว่า มีการปิดล้อมพื้นที่ อ.สายบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่เกิดเหตุทันที เนื่องจากเป็นสถาบันปอเนาะ บ่มเพาะความรู้ด้านศาสนาอิสลาม เเต่คนร้ายกลับมาอาศัยอยู่ภายในปอเนาะ จึงได้ทราบอย่างมั่นใจว่ามีคนรเ้ายอีกคนอยู่ภายในปอเนาะจนกระทั่งเวลาผ่านมา 4-5 ชม. ราวๆเวลา 20.30 น.จากนั้นเจ้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นภายในหอพัก แต่ละหลัง ขณะที่ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (ตชด.44) ได้เข้าไปตรวจค้นภายในหอพักหลังหนึ่งหรือเรียกว่าปอเนาะหลังปรากฏว่า คนร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวภายในตู้เสื้อผ้า ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ ดต. สมศักดิ์ หลายนัด จนล้มลงกองกับพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากนั้นคนร้ายที่ยิง ดต.สมศักดิ์ ได้กระโดดหนีออกจากทางหน้าต่าง เเละคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนที่ยิงไปก่อนนั้นติดตัวไปด้วย ซึ่งขณะกระโดดหนีทางหน้าต่างคนร้ายได้อาวุธปืน ยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อ เปิดเส้นทางหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้เป็นเหตุทำให้คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตทันทีตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนที่ดังกล่าวไว้เพื่อนำไปพิสูจย์ตามดีเอ็นเอของคนร้ายว่าเคยก่อเหตุที่ไหนมาเเล้วบ้าง ในส่วนของ ดต. สมศักดิ์ ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี แพทย์พยาบาลได้พยายาม ช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากกระสุนปืนได้เข้าบริเวณศรีษะ และลำตัวหลายนัด ทำให้เสียเลือดมาก ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิต ในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เดินทางไปที่เกิดเหตุ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องว่าคนร้ายที่เสียชีวิตและผู้ต้องหาเข้ามาภายในสถาบันปอเนาะได้อย่างไร
ตำรวจและทหารพรานที่ขอกำลังเสริมมานั้นรอฟังคำสั่งจาก ผ.บเหตุการณ์
ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสืบ

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิดบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถาบันปอเนาะดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง ขณะตรวจสอบก็ไม่พบจุดที่เกิดระเบิด แต่ด้วยก่อนหน้านี้ได้รับแจ้ง จากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีกลุ่มก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการเข้ามาหลบซ่อน และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ฝึกอาวุธและร่างกายเพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจค้น อย่างละเอียด กระทั่งเกิดการปะทะกันขึ้นกับคนร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 1 ราย ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย สำหรับผู้ต้องหาที่จะจับกุมได้นั้นได้กำชับให้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มมาตรการคุมเข้มสถานที่ต่างๆ และดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบตอบโต้ ส่วนคนร้ายที่เสียชีวิตนั้นยังต้องรอการพิสูจน์ลายนิ้วมือว่าเป็นใคร ส่วนอาวุธปืนที่ยึดได้จากศพและยึดได้จากผู้ต้องหาได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าอาวุธปืนทั้งสองกระบอกเคยก่อเหตุที่ใดมาบ้าง เชื่อว่าจะมีการเชื่อมโยงอีกหลายคดี

ภาพข่าว/ ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี

ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 นำกำลังเจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน หลังเหตุปะทะในพื้นที่ ต.บางเก่า อ.สายบุรี (วานนี้ 15 ตค.68) โดยเข้าไปช่วยเหลือกำชับ เน้นความปลอดภัยของเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 16 ตค 68 จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าบังคับใช้กฎหมายในบริเวณโรงเรียนปอเนาะ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

เหตุการณ์ปะทะและการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีการใช้พื้นที่บางส่วนของสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งหลบซ่อนและฝึกฝนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ


จนเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ EOD เสียชีวิต 1 นาย คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมได้อีก 1 ราย ทางด้านคนร้ายที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญ คือ นายมูลฮัมหมัด เจ๊ะโดสามะ ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี

โดยในช่วงเหตุการณ์ที่ทางจนท.ได้พบบุคคลเป้าหมาย จนเกิดเหตุปะทะกัน ซึ่งขณะนั้นนักเรียนหลายร้อยคนยัง อยู่ภายในปอเนาะทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียนปอเนาะจำนวน 132 คน (ชาย 83 คน หญิง 49 คน) จึงถูก จนท.ทหารพรานช่วยอพยพไปยังโรงเรียนบ้านป่าทุ่ง ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4404 ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มีการประสานให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้าน เนื่องจากนักเรียนหลายคนอยู่ในอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวจากเหตุการณ์

ผู้สื่อข่าวยังมีรายงานเพิ่มเติม อีกว่า พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ได้วิทยุ สั่งข้อสั่งการจากแม่ทัพพภาคที่4 ที่ได้กำชับไปยัง ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต) เฝ้าระวังอย่างสุดขีดกำลังซึ่งจะอาจเกิดเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่ จุดเปราะบาง โดยใช้การเช็ควิทยุสื่อสาร สื่อสารกันถึงมาตรการป้องกันที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเพื่อจำกัดเสรีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงงที่ยังกบดานอยู่หลายคนในพื้นที่ อ.สายบุรี , ไม้แก่น , กะพ้อ , ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ยังเผยอีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ และความจำเป็นในการดูแลความปลอดภัยของเยาวชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสงบ หากคุณต้องการให้ฉันช่วยร่างข่าวประชาสัมพันธ์หรือโพสต์สำหรับสื่อสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ฉันสามารถช่วยได้ทันที

นอกจากนี้แล้ว ทาง จนท. ฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนข่าวให้ทุกฐานปฏิบัติการในพื้นที่ยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อเหตุ

// ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์เมืองมุก ผนึกกำลัง สิงห์ดงหลวง! บุกจับผู้ค้ายาเสพติดกลางผึ่งแดด ยึดยาบ้า 400 เม็ด

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร / ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหาร (ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร)

ได้สั่งการให้นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหารที่ 2

บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอดงหลวง ภายใต้การอำนวยการของนายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง (ผอ.ศป.ปส.อ.ดงหลวง)

โดยมีนายชัช โชติชูชัย ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง (สิงห์ดงหลวง) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.ดงหลวงที่ 8 ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในเขตพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร

ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 400 เม็ด โดยแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” จำนวน 1 ราย และ“เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)

โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” จำนวน 1 ราย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มุกดาหาร #ยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #สิงห์ดงหลวง #ผึ่งแดด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ร้อยเอ็ด เตรียมจัดงานสมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี อย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมพระเวสสันดร ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม

การจัดงาน “สมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี” โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูมหาธรรมบาลมุรี รองเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าอาวาสวัดบ้านอ้น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และพิจารณารายละเอียดรูปแบบงาน รวมถึงร่างกำหนดการจัดงาน ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อนุสาวรีย์พระขัติยะวงษา ห้าแยกสายน้ำผึ้ง และ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดร้อยเอ็ด

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมสำคัญ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนาเมืองร้อยเอ็ด ตอกย้ำความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองของชาวร้อยเอ็ด ที่ร่วมกันสืบสานและพัฒนาเมืองให้มั่นคง ยั่งยืน และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์แห่งอีสาน

ทั้งนี้ ในการประชุมได้พิจารณา 2 เรื่องสำคัญ คือ รูปแบบการจัดงานและร่างกำหนดการกิจกรรม และ จำนวนผู้ร่วมรำสมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญที่จะสะท้อนพลังความสามัคคีของชาวร้อยเอ็ด
!!!!!!
คมกฤช พวงศรีเคน ภาพ
คณิต ไชยจันทร์ รายงานจาก จ.ร้อยเอ็ด
โทร 093-458-9192

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ร้านค้าประจวบฯ คึกคัก! ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประชาชนรอลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิ์ 29 ต.ค.นี้ /

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิด “ศูนย์ One Stop Service คนละครึ่งพลัส ประจวบคีรีขันธ์” โดยมีนางสาวกนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัดประจวบฯ นางมรกต ลิมปิวรรณ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคลังจังหวัดฯ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเดินทางมาเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก การเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปและร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในพื้นที่ จ.ประจวบฯ โดยได้จัดทีมงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ระหว่างวันที่ 15 – 26 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ

นายปรีดา สุขใจ กล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้ง “ศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส” เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชนกระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัดฯ และมีศูนย์กลางให้บริการฯ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัดฯ เปิดให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดได้ไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโอกาสในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ สำหรับร้านค้าได้เริ่มเปิดลงทะเบียนให้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 68

ในส่วนของประชาชนจะเปิดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 22.00 น. และใช้สิทธิได้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 ด้านสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% ของค่าสินค้าและบริการ มีวงเงินสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,400 บาท ผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 23.00 น. สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องอัปเดตแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกดเข้าร่วมโครงการฯ ได้เลย ที่ีผ่านมามีประชาชนจำนวนมากสอบถามเข้ามาและรอเข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตอบโจทย์“แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ยึดยาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ด 1 ล้านบาท ผู้ต้องหา 197 ราย เครือข่ายใหญ่7 ราย หลังแก๊งยาบ้าเปลี่ยนวิธีใช้รถแท็กซี่ขนยาบ้าพื้นที่ศรีสะเกษ

***วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พล.ต.ต.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดในช่วงวันที่ 1 – 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งจากปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งหมด 197 คน ของกลางยาบ้าจำนวน 199,975 เม็ด และยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาคดียาเสพติดรวมมูลค่าประมาณ 1,050,000 บาท ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ

***ทั้งนี้ สำหรับการปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในเดือนตุลาคม ชุดปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการ “238 พิทักษ์นครลำดวน” ซึ่งประกอบด้วยตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ สามารถสืบสวนติดตามและจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 1 เครือข่าย จำนวน 5 ราย ผู้ต้องหา 4 คน ของกลางยาบ้า 190,000 เม็ด และยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 920,000 บาท หนึ่งในนั้นเป็นรถแท็กซี่ที่พ่อค้ายาใช้ขับขนสินค้ากระจ่ายให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 7 ราย

***พล.ต.ต.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และขอความร่วมมือจากประชาชนและสถานประกอบการทุกแห่งในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ค้า หรือผู้ใช้สถานประกอบการในการกระทำผิดโดยสามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่านสายด่วนยาเสพติด 1599, สายด่วน 191, Application Police I lert U และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ สายด่วน 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างเข้มข้น โดยการร่วมมือของประชาชนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการจับกุมและปราบปรามแล้ว ข้อมูลจากชาวบ้านถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยลดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ


***นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การปฏิบัติการนี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยต้องดำเนินการอย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการปราบปรามแหล่งผลิตและเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด


***นโยบายของรัฐบาลเน้นการดำเนินงานตามกฎหมายไทยและหลักสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนและพื้นที่ตอนใน การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด การปิดล้อมตรวจค้น การทำลายเครือข่าย และการสืบสวนขยายผลผู้ค้ายาเสพติดในทุกระดับ จึงถือว่าการจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “พิฆาตทรชนคนค้ายาอีสานใต้” และยุทธการ “238 พิทักษ์นครลำดวน” ของจังหวัดศรีสะเกษ


***ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 และจังหวัดศรีสะเกษ ยังคงเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมระดมกวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ เพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดและลดปัญหาอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับประชาชนที่พบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทุกช่องทางที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ ทั้งสายด่วนและแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ชาวไทยมุสลิมนับร้อยคน ถูกลอยแพ ทิ้งกลางสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ บริษัททัวร์ปิดหนี กบดานศรัทธากับความสิ้นหวัง สูญนับร้อยล้านบาท

จากกรณีเกิดความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา สืบเนื่องจาก ผู้เดินทางไปแสวงบุญอุมเราะฮฺ จำนวน 170 คน ที่ เตรียมออกเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยทุกคนที่จะเดินทาง และญาติพี่น้องที่มาส่ง ต่างพากันรอเพื่อเตรียมตัว กันขึ้นเครื่องเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องต่อไปยังประเทศซาอุดิอารเบีย แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทาง ปรากกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ของบริษัทดังกล่าวมาแสดงตัว ทุกคนได้พยายามติดตาม บริษัทแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งทางบริษัทได้ ส่งข้อความ ทางไลน์กลุ่มของผู้ที่จะเดินทางว่า “ไม่สามารถเดินทางได้” ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่า ถูกหลอก ทำให้บรรยากาศวันดังกล่าวทุกคนที่คาดหวังว่าจะเดินทางไปอุมเราะห์ต่างผิดหวังและร้องไห้ รวมไปถึงญาติ ๆ ที่มาส่งกัน ต่างได้รับความเสียใจอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งของชาวมุสลิมจะเก็บเงินไปแสงบุญ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ วันที่ 14 ตค. เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 41 คน ทั้งจากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี ,พ.ต.ท.ศักดิ์อนันตื คำไสย รอง ผกก.ทท.หาดใหญ่ และ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สว.ทท.นราธิวาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ จชต.โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันจะรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาท

โดยบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล ผู้เสียหายแต่ละรายระบุว่า ได้จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว รายละเกือบ 60,000 -100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อไปแสวงบุญ แต่กลับถูกลอยแพไม่ทราบชะตากรรมของผู้จัดการบริษัท ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าของบริษัทหายตัวไปอย่างเงียบ และหลังจากเหตุการณ์ 1 วัน ทางบริษัทได้โพสข้อความแสดงคำขอโทษ และจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน และไม่มีการติดต่อมาอีกเลย เบื้อต้นมีผู้เสียหายราย 170 ราย

ดำเนินการเพราะผู้เสียหายครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก พร้อมยืนยันจะรวบรวหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาทนางรอดีย๊ะ อาแว ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มของตนมีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยก่อนเดินทางหนึ่งวัน ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์เกี่ยวกับรายละเอียดการเดินทาง แต่ปรากฏว่าไม่มีคำตอบชัดเจนจากทางบริษัท ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าทำไมบริษัทไม่แจ้งข้อมูล หรือกำหนดเวลาเดินทางให้แน่ชัด

ต่อมาทางบริษัทได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจาก แพ็กเกจที่ทุกคนซื้อไปไม่พอจ่าย และขอให้ผู้เดินทางทุกคนโอนเงินเพิ่มคนละ 15,000 บาท โดยยืนยันว่าหากชำระเพิ่มแล้วจะสามารถเดินทางได้แน่นอน ด้วยความตั้งใจและศรัทธาที่อยากไปประกอบพิธี ทุกคนจึงยอมโอนเงินไปตามที่บริษัทแจ้ง

แต่สุดท้าย บริษัทกลับเงียบหายไป และปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด ไม่สามารถติดต่อได้อีกทุกคนเสียใจมาก คืนนั้นไม่มีใครได้นอนเลย… ส่วนตนก็รู้สึกจุกในใจมาก เพราะตั้งใจจะพาแม่ ๆ ป้า ๆ ไปทำอุมเราะห์ แต่สุดท้ายกลับต้องเห็นพวกเขาร้องไห้กันหมดนางกุลยา เจะเลาะ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนรออยู่ที่สนามบิน ด้วยความหวัง ว่าจะได้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ แต่เมื่อรอแล้วรออีก ก็เริ่มรู้ชะตากรรมว่าคงไม่ได้ไปต่อ ด้วยความอยากไป จึงลองไปตรวจสอบตั๋วที่สนามบิน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของตนอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร ทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังคงยืนรอต่อไป

ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินทางก็น่าสงสารมาก โดยเฉพาะเมาะ (คนแก่) บางคนที่เดินทางมาไกล ตั้งแต่ตี 2 มานั่งรอจนฟ้าสว่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ไป และไม่มีใครจากบริษัทออกมาดำเนินการหรือชี้แจง ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ ตาแดงกันไปหมดเงินหามาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเสียไปแล้ว เพราะตนตั้งใจอย่างมากที่จะไปทำอุมเราะห์ กว่าจะได้ลางานไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งแพ็กเกจนี้ตนชำระเงินล่วงหน้าไปกว่า 3 เดือน แต่สุดท้ายบริษัทกลับทำกับเราด้วยวิธีแบบนี้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ทุกคนต่างพากันกอดกันท่ามกลางน้ำตา

ด้าน พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า วันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความราว41ราย และยังมีผู้เสียหายอื่นๆอีกที่กำลังจะเข้ามาแจ้งความเพิ่ม โดยส่วนใหญ่ผู้เสียหายได้มีการโอนไป และบ้างรายก็จ่ายสด 8-9หมื่นบาท บางราย เสียหาย1แสนบาทซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำผู้เสียหายให้รวบรวมหลักฐานทั้งสลิปการโอน แชทสนทนา กำหนดการเดินทาง หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานมาดำเนินคดีต่อไป // ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เรียนเชิญพี่ๆสื่อร่วมงานแถลงข่าว ภาพยนตร์ บยอ แตน เชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ขยอ แตน

           กำหนดงาน

14:30 น.ลงทะเบียน
15:30 น.เริ่มงานบริเวณชั้น3 โรงภาพยนตร์ เมเจอร์รัชโยธิน
16:00 น..เริมงานในโรงภาพยนตร์โรง6 โดยพิธีเปิดตัว บริษัท รอยัลพิกชิว เอนเตอเทรนเม้นผู้น่า ภาพยนตร์เมียนมาร์ เข้าฉายในโรงหนังชั้นนำในประเทศไทยเช่นเมเจอร์
โดยนาย อิทธิพัทธ์ ภกิจจีรภรณ์ กรรมการบริหารงาน บริษัท รอยัล พิกชิวอินเตอร์เทนเม้นไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท ริยัล พิกชิว ร่วมกับ เมเจอร์ ได้นำหนังยอดนิยม จากต่างประเทศโดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้หลายอารมณ์ จากประเทศ เมียนมาร์ นำเข้ามาฉายทีประเทศไทย โดยบื้องต้นบริษัทจะเริ่มนำมาฉายภายในเครือเมเจอร์
พร้อมด้วยนาย เต็ง หล่าย วิน
นาย พิว เว โซ (Mr Thein Hlain Win) และMr Phyo Ngwe Soe
ร่วมพูดคุยถึงภาพยนตร์และมาพร้อมนักแสดงนำ พูดคุยถึงภาพยนตร์เรื่องนี้

สอบถามรายละเอียด
หรือเฟิร์มร่วมงานโทร.0928579195

เปิดตัว!!ขึ้นแท่นนักแสดงดาวรุ่ง อลิซ ทวีธาร ไกรกรรดิ นางสาวไทยระยอง ในละครเทิดพระเกียรติ ออกอากาศทางช่อง5 ฝากติดตามนางร้ายป้ายแดงคนนี้ด้วยนะคะ

นางสาวไทยระยอง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.7 นำร่อง “ไกลกังวล หัวหิน โมเดล” ติดตั้งระบบ AI ป้องกันภัยรอบวังไกลกังวลและนครหัวหิน

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย วังไกลกังวล (ปภ.97) อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการหัวหินเมืองปลอดภัยกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวังไกลกังวล

ด้วยระบบ Ai และกล้องวงจรปิด (CCTV) มี นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, พล.ต.ต.ไพศาล พฤกษจำรูญ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน, พ.ต.ท.สัตยา เสโล่รังสี รอง ผกก.ถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย

หัวหน้าควบคุมทีมปฎิบัติงานดูแลระบบกล้องวงจรปิด (Ai), นายกิตติชัย ศรีทองช่วย ปลัดอำเภอหัวหิน, นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวังไกลกังวลเป็นเขตพระราชฐานที่มีความสำคัญ ทางตำรวจภูธรภาค 7 จึงได้เปิดตัวนวัตกรรม กล้องวงจรปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ Ai

เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณวังไกลกังวลและนครหัวหิน โดยระบบ Ai ตัวนี้จะสามารถวิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมหรือวัตถุต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ เช่น การบุกรุกพื้นที่หวงห้าม การตรวจจับอาวุธ เช่น ปืน มีด หรือการระบุตัวบุคคลตามบัญชีเฝ้าระวัง (Blacklist) เพื่อตรวจสอบใบหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ระบบปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นรอบวังไกลกังวลโดยมีจำนวนกล้องทั้งสิ้น 24 ตัว พร้อมกันนี้เราได้เชิญทางจังหวัด อำเภอ เทศบาล เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เนื่องจากหัวหินเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมาก ถ้าสามารถเป็นประโยชน์ได้ก็จะนำไปต่อยอดในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการป้องกันอาชญากรรมไปด้วย

สำหรับโครงการนี้ก็ยังจะขยายไลน์ออกไปยังแหล่งศูนย์ท่องเที่ยวของนครหัวหิน และที่อื่น ๆ ในแต่ละจังหวัดของภาค 7 โดยจะเรียกว่า “ไกลกังวล หรือ หัวหิน โมเดล” เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ เดินทางกว่า 200 โล เพื่อมอบสิ่งของและความสุข ให้กับ นักเรียน โรงเรียน ตชด. / แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม

TTT

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายจุมพล ศรวิเศษ นายกสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และ กำลังเจ้าหน้าที่ นำข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม นม เครื่องปรุง เสื้อผ้า ผ้าห่ม เครื่องปริ้น และกระดาษ เดินทางกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อมอบสิ่งของ อุปโภค และ บริโภค ดังกล่าว ให้กับ คณะครู และ เด็กๆ

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง หมู่ที่ 8 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะครูและเด็กๆ พร้อมกันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำอาหารเลี้ยงเด็กๆ และคณะครู

ก่อนจะลงสนามทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ อาทิ แข่งฟุตซอล เล่นดีดลูกแก้ว ฯลฯ ก่อนจะถ่ายรูปหมู่แล้วเดินทางกลับสมุทรปราการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากชายแดน ไทย-พม่า ประมาณ 4 กิโลเมตร

และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 100 กิโลเมตร หากต้องเดินทางไปกลับเพื่อซื้อสิ่งของจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง โดยภายในโรงเรียน มี ครูตำรวจ 8 ท่าน ครูพลเรือน 5 ท่าน และมีนักเรียน จำนวนประมาณ 250 คน มีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีนักเรียนบางส่วนพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียน

นายจุมพล ศรวิเศษ นายกสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ / ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา / และทีมภาคประชาชนที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้ร่วมกันนำสิ่งของปัจจัยต่าง ๆ โดยทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ

ได้มาเป็นตัวแทนมอบให้กับน้อง ๆ นักเรียน โรงเรียน ตชด. อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้น้อง ๆ ได้รับความสุข ได้รับสิ่งที่ดี ๆ จากทางกลุ่มชมรมอาสาในพื้นที่สมุทรปราการ
ครูประจำโรงเรียน กล่าวว่า ทางโรงเรียนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ยังเล็งเห็นความสำคัญของเด็กชายแดนตรงนี้ วันนี้เด็ก ๆ ก็มีความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ อิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจ และมีความสุขมาก


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีม เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด แจกตามประชาชน ตามชุมชน 5 แห่ง

ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เนื่องในวาระครบ ๙ ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช”

นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่มจำนวน 500 ชุด ไปแจกตามชุมชนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เนื่องในวันครบรอบสวรรคต พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 โดยวันนี้ได้ไปแจกที่ ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายฉกรรจ์ 2 ราย บุกรุมทำร้าย!! อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านเกาะรัง ต.หนองหว้า

วันนี้ (13 ต.ค.68) เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้าน นายอนันต์ อารี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 (ผู้เสียหาย) ร้องเรียนยัง นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เหตุเกิดเมื่อวันที่ (12 ค.ค.68) เวลาประมาณ 22.05 น. ผู้เสียหาย ได้กำลังนอนพักอยู่ บ้านเลขที่ 299 หมู่ 10 ต.หนองหว้าฯ (ที่เกิดเหตุ)

ได้มีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน (อ้างว่าชื่อ อบต.นิว) ซึ่งขับรถมาก่อเหตุ ทะเบียน กบ 789 สระแก้ว รถ อีซูซุลักษณะสีรถบรอนซ์เขียว ได้มาที่บ้านหลังเกิดเหตุ แล้วได้สอบถามหากับ น.ส.จิตตรา อารี (บุตรสาวของผู้เสียหาย) บอกว่ามีธุระ จะขอคุยกับ นายอนันต์ ในขณะนั้น นายอนันต์ ได้ยินเสียงจึงได้เดินมาดู ก็พบว่ามีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน ยืนรออยู่ บริเวณบ้านหลังเกิดเหตุ

หลังจากนั้นชายฉกรรจ์จำนวน 2 คน ดังกล่าวก็ได้ทำร้ายร่างกาย นายอนันต์ โดยการชกเตะ เข้าที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกาย ทำให้ นายอนันต์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอและตามร่างกาย

ต่อมา..ได้มี นายบุรากร แซ่ลี้ เข้ามาห้ามปราม กระทั่งชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์กับ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เพื่อขอความเป็นธรรมให้ทางผู้ก่อเหตุออกมารับผิดชอบให้สัมภาษณ์ นายอนันต์ อารี (ผู้เสียหาย)ให้สัมภาษณ์ จิตตรา อารี (ลูกสาวผู้เสียหาย) ให้สัมภาษณ์ บุรากร แซ่ลี้ (ลูกเขย)

ภาพข่าว โดย ผอ.วงศกร ปราจีน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าปากน้ำ เป็นประธานทำบุญตักบาตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช”

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกับ “วันนวมินทรมหาราช” ณ ลานพระบรมรูปทรงงาน สวนสุขภาพลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีวางพวงมาลา และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ภายในงานมี นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นางเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ นายรุ่งสง่า นวลนุกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระประแดง และนายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการร่วมรำลึกและแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ยังมี จิตอาสาพระราชทาน นำโดยนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ พลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทหาร ตำรวจ องค์กรเอกชน นักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนในชุดจิต อาสาพระราชทาน พร้อมใจกันบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย
สำหรับ “วันนวมินทรมหาราช” เป็นวันแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างของ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ที่ลงพื้นที่ทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ จากภูเขาสูงถึงปลายน้ำ พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถคิดค้นและพัฒนาโครงการพระราชดำริกว่าหลายพันโครงการ ครอบคลุมด้านการเกษตร แหล่งน้ำ ป่าไม้ การศึกษา การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่หน่วยงานและประชาชนไทยน้อมนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า “ความเจริญที่แท้จริง ต้องเกิดจากพื้นฐานชีวิตของประชาชน”

พระราชจริยวัตรอันงดงาม ความเรียบง่าย สมถะ และความเสียสละของพระองค์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนยึดถือเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง ซื่อสัตย์ และตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ในวันนวมินทรมหาราชนี้ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงใช้สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ซึ่งมีพระบรมรูปทรงงาน และยังเป็นสถานที่ตั้ง สะพานภูมิพล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

ที่เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ปัญหาจราจรและส่งเสริมการขนส่ง โดยสะพานนี้เปิดให้สัญจรได้

ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้รับพระราชทานนามว่า “สะพานภูมิพล” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พร้อมสำนึกในพระเมตตาอันล้นพ้น และตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความมั่นคงของชาติไทย

นอกจากนี้ยังมี นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ อายุ 40 ปี แกนนำกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ที่จะทำความดีตอบแทนแผ่นดิน ในนามกลุ่ม “ไทยไม่ทน” พร้อมคณะกว่า 10 คน ได้นำพวงมาลา มาวางที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงงานอีกด้วย
นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ ประธานกลุ่ม ไทยไม่ทน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า นี่เป็นแผ่นดินไทย ผืนแผ่นดินไทย เปิดเพลง เปิดเสียงหมาหอน จะทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ไม่ได้หนักหัวเขมรแน่นอน

สุดท้ายรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ดังนั้นสิ่งที่คำนึงถึงเรื่องละเมิดสิทธิ์ ควรไปห่วงประชาชนที่อยู่ชายแดน วันที่ 24 กรกฎาคม ประชาชนที่เสียชีวิต สูญเสียขา เด็กที่ต้องสูญเสียไป ทำไมต้องแคร์สิทธิมนุษยชน ผมเป็นคนตรง ไม่เกี่ยวกับพรรค ที่นี่แผ่นดินไทย ประเทศไทย

ต้องดูแลคนประเทศไทยก่อน ประเทศปลายทางเคยเคารพเราหรือเปล่า เขามาเอาม็อบมากดดันพวกเรา กลุ่มไทยไม่ทน และอนาคตจะเกิดเป็นพรรคไทยไม่ทน พวกเราคนไทยทุกคน มีความเศร้าโศกสูญเสีย เมื่อ 9 ปีที่แล้ว มาจำนวนหนึ่งมาร่วมแสดงจุดยืนความจงรักภักดีแบบนี้ตลอดไป

วันนี้มีภารกิจมีข้อร้องเรียนมาในพื้นที่ตลาดพระประแดง มีต่างด้าวทำตัวเป็นเจ้าของร้านเจ้าของแผง และนำข้อมูลที่แท้จริงไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปกวาดล้าง ในกลุ่มไทยไม่ทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ของทุกคน ยังเล็งเห็นว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องผนึกกำลัง ทำงานในด้านกฎหมายและทำเรื่องดีๆขึ้นมา ต้องพึ่งกฎหมายเข้ามาช่วย ผนึกกำลังสร้างกลุ่มไทยไม่ทนขึ้นมา แก้ปัญหาในเรื่องต่างด้าว และอีกหลายๆด้าน ช่วยพัฒนาประเทศ ความพร้อมของกลุ่มไทยไม่ทน ส่งรายชื่อให้ กกต. ผ่านเรียบร้อยแล้ว พร้อมทำงานให้กับประชาชน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9
วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีม เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด แจกตามประชาชน ตามชุมชน 5 แห่ง ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวาระครบ ๙ ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช”
นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่มจำนวน 500 ชุด ไปแจกตามชุมชนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันครบรอบสวรรคต พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 โดยวันนี้ได้ไปแจกที่ ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นาทีระทึก! เด็กน้อยกลืนเหรียญ คุณแม่โพสต์สุดสะเทือนใจ ‘บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่’”

“หัวอกคนเป็นแม่แทบสลาย 💔 เมื่อลูกน้อยเผลอกลืนเหรียญเข้าไป! โพสต์ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกพ้นอันตราย 🙏
ภาพเอกซเรย์เห็นชัด เหรียญขนาด 17 มิลลิเมตรติดในช่องท้อง แพทย์เร่งดูอาการใกล้ชิด – ขอให้น้องปลอดภัย ❤️”

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีคุณแม่รายหนึ่งได้โพสต์เฟซบุ๊กขณะอยู่ที่ โรงพยาบาลมุกดาหาร “บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่ พระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวบุตรเทวดาเพิลงยังช่วยอยู่ 🙏🙏🙏🙏” พร้อมแนบภาพลูกชายตัวน้อยในชุดคนไข้ และภาพเอกซเรย์ที่แสดงให้เห็นวัตถุโลหะคล้ายเหรียญในช่องท้อง
จากภาพฟิล์มพบว่า วัตถุดังกล่าวมีขนาด ประมาณ 17.37 มิลลิเมตร เบื้องต้นคาดว่าเด็กน่าจะเผลอกลืนเหรียญเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ

👩‍⚕️ ขณะนี้แพทย์อยู่ระหว่าง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของน้อง

บทเรียนสำคัญสำหรับพ่อแม่ทุกคน อย่าประมาทกับของเล็ก ๆ ในบ้าน

🙏 ขอให้ น้องปลอดภัย หายดีในเร็ววัน ❤️

⚠️ คำเตือนจากแพทย์
กรณีเด็กกลืนสิ่งแปลกปลอม เช่น เหรียญ ถ่านกระดุม หรือของเล่นชิ้นเล็ก ❗ ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์
❌ ห้ามพยายามล้วงคอ หรือทำให้อาเจียนเอง
✅ รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์เอกซเรย์และวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง
👶 คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

  • เก็บเหรียญ ถ่านกระดุม และของชิ้นเล็กให้พ้นมือเด็ก
  • ห้ามให้ของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็กกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
  • หากเด็กมีอาการไอ สำลัก หรือกลืนลำบาก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

กลืนเหรียญ #ขอให้น้องปลอดภัย #เตือนภัยพ่อแม่ #อุบัติเหตุในเด็ก #โรงพยาบาลมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หมาก ปริญ” แบรนด์แอมฯ!ร่วมเปิด “ic! berlin Flagship Store” ใหญ่ที่สุดในไทย

“ออพติค สแควร์” ปักหมุดหมายใจกลาง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค”
ฮอตไม่พักสำหรับพระเอกหนุ่มสุดหล่อ “หมาก – ปริญ สุภารัตน์” Brand Ambassador แว่นตา ic! berlin ล่าสุดอวดลุคหล่อเนี้ยบร่วมงาน Grand Opening “ic! berlin Flagship Store” แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัท ออพติค สแควร์ จำกัด ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

งานเต็มไปด้วยบรรยากาศสุดชิคและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแฟชั่น โดยมี คุณสาวิตรี สุรธรรมวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ออพติค สแควร์ จำกัด แม่งานใหญ่ นำทีมผู้บริหารต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เซเลบคนดังจากหลากหลายวงการ อาทิ จ็อบ ธัชพล, ฟลุ๊คจ์ พงศภัทร, แฟร้งค์กี้ วีรภัฏ, ไนซ์ บริพัฒน์, เล้ง ณัฐพล นิลดอนหวาย , แสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล, น้ำ จุฑามาศ หวังสวัสดิ์ , เบนซ์ ทิพย์สุวรรณ มหาสุวรรณชัย , ซัน ก้องภพ บรรณทอง , ชาย สมชาย เจริญสุข

รวมถึง คุณประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายแว่นตาชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์ “ic! berlin” ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้บริหารคนเก่งแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่สาวกแว่นตาจะได้ยลโฉม คอลเลกชัน Fall-Winter 2025 (Full Collection) อย่างเป็นทางการ

เรียกว่าโดนใจแฟชั่นนิสต้าชาวไทยขั้นสุด อีกเรื่องที่ดูจะดึงดูดใจไม่น้อยไปกว่าแว่นตาคือการตกแต่งภายในของ “ic! berlin Flagship Store” ที่ ออพติค สแควร์ ออกแบบให้สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “Luxury in Simplicity” ผสมผสานดีไซน์มินิมอลกับความหรูหราอย่างลงตัว แว่นตาแต่ละรุ่นถูกจัดวางเสมือนงานศิลปะในแกลเลอรี พร้อมมุม

ไฮไลต์สุดพิเศษ “ic! berlin Heritage Wall” ที่จัดแสดงคอลเลกชันลิมิเต็ดรุ่นหายากจากแต่ละยุค เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้ได้ชมความงามของดีไซน์เหนือกาลเวลา
คุณสาวิตรี สุรธรรมวิทย์ เผยว่า “เราตั้งใจสร้างสาขานี้ให้เป็นต้นแบบของร้านแว่นตายุคใหม่ ที่ผสมผสานเทคโนโลยี งานดีไซน์ และประสบการณ์สุดพิเศษของแบรนด์ระดับโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Modern Optical Gallery”

โดยใช้ความ โมเดิร์น และ มินิมอล มาผสมผสานอย่างมีสไตล์ เน้นการใช้วัสดุที่มีความคมชัดและเปี่ยมคุณภาพอย่าง สแตนเลสสตีล สะท้อนตัวตนของแบรนด์เยอรมันที่ให้ความสำคัญกับ ฟังก์ชัน ความแม่นยำ และความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด สำหรับบรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบให้สื่อถึงคำว่า “Luxury in Simplicity” มีการใช้แสงในโทนอุ่นเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรให้ลูกค้ารู้สึกสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ภายในร้านของเราค่ะ”

ขณะที่ หมาก ปริญ สุภารัตน์ Brand Ambassador ic! berlin ประเทศไทย 4 ปีซ้อน เผยความรู้สึกว่า “ic! berlin Flagship Store สวยและมีสไตล์มากครับ เต็มไปด้วยแว่นตา ic! berlin ทุกรุ่นทุกแบบ ผมชอบมุมพิเศษอย่าง “ic! berlin Heritage Wall” เพราะเป็นมุมที่จัดแสดงคอลเลกชันลิมิเต็ดรุ่นหายากจากแต่ละปี ที่ไม่ได้วางจำหน่ายแล้ว

ให้แฟนพันธุ์แท้ได้เห็นเสน่ห์และวิวัฒนาการของงานออกแบบจากเบอร์ลินในแต่ละยุค ถือเป็นมุมที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของ ic! berlin ได้ดี ที่สำคัญวันนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ชมแว่นตา ic! berlin คอลเลกชัน Fall-Winter 2025 (Full Collection) อีกด้วย ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ic! berlin เพราะแบรนด์นี้สะท้อนสไตล์ของผมได้อย่างลงตัว เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดและคุณภาพทุกครั้งที่ใส่รู้สึกมั่นใจและเป็นตัวเองที่สุดครับ”.

เกี่ยวกับ ic! berlin ic! berlin ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 เป็นแบรนด์แว่นตาสไตล์ฟังก์ชันนัลระดับโลกจากเยอรมนี โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะบานพับไร้สกรูซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ ทำให้แว่นตาแต่ละรุ่นมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ยืดหยุ่น และสวมใส่สบาย

ผลิตจากสแตนเลสสตีลคุณภาพสูงเกรดเครื่องมือแพทย์ มอบทั้งความทนทานและความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้สวมใส่ ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต เป็นนวัตกรรมแว่นตาจากเยอรมนี Made in Germany 100% ปัจจุบัน ic! berlin เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมแว่นตาระดับโลก และได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Marcolin Group ตั้งแต่ปี 2024 พร้อมจัดจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

icberlin#icberlinthailand#FunctionalEyewear#icberlinDusitCentralPark #DusitCentralParkติดตามข่าวสารและคอลเลกชันใหม่ๆ ของ ic! berlin ได้ที่ :Facebook: facebook.com/icberlinthailandInstagram: @icberlin_thailand / @icberlinshop TikTok: @icberlinthailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ :ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท พลอย พีอาร์ (2565) จำกัดระวีนันท์ พุทธวิเชียร (ทิพย์) 097-954-9591, เนตรดาว จตุพงษา (เต้ย) 090-954-5045
พนารัตน์ ธงไชยฤทธิ์ (พลอย) 097-949-5156, ปณิชา มาไลยกุล (เป้) 081-979-7609อารยา ส่วยหวาน (ไอซ์) 092-437-9019

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาค 4 ถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พันปีหลวง ประจำปี 2568 ณ วัดหัวควน จ.ปัตตานี

วันนี้ (12 ตุลาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ วัดหัวควน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/

ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2568 โดยมี คณะผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วน

ราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กำลังพล ตลอดจนพุทธศาสนิกชน จากหลายอำเภอเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มด้วยการอัญเชิญผ้าไตรกฐินพระราชทานเข้าสู่พระอุโบสถ ตามด้วยการประกอบพิธีทางศาสนา การถวายสังฆทาน และการเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีพระสงฆ์จากคณะสงฆ์จังหวัดปัตตานี

ร่วมประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา

ซึ่งปัจจัยที่รวบรวมได้จากบริวารกฐินผู้มีจิตศรัทธาในครั้งนี้ มียอดรวมทั้งสิ้น 204,900 บาท

การถวายผ้าไตรกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นพระราชปณิธานอันงดงามในการบำรุงพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการสืบสาน

ประเพณีทางพุทธศาสนาอันดีงาม เสริมสร้างความศรัทธา ความสามัคคี และความเข้มแข็งในชุมชน

ทั้งนี้ วัดหัวควนถือเป็นวัดสำคัญในอำเภอโคกโพธิ์ ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ การได้รับพระราชทานผ้าไตรกฐินในครั้งนี้

จึงนับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และประชาชนในจังหวัดปัตตานี
//ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน//

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขอนุญาติพี่นักข่าว พัทลุงด้วยครับ ผู้การสมคิด นำขบวนทอดกฐินสามัคคี สืบสานศรัทธา ณ วัดอัมพวนาราม จ.พัทลุง

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 11.30 น. พันเอก สมคิด คงแข็ง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 15 นำขบวนกฐินสามัคคีประจำปี 2568

ณ วัดอัมพวนาราม (ส้มตรีด) อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพื่อสืบสานประเพณีทางพระพุทธศาสนา และส่งเสริมความรัก ความสามัคคีในชุมชน

โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้น อย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา โดยมีผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ กำลังพลจากหน่วยทหาร

เพื่อนกระต่ายโรงเรียนพัทลุง ส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนจากพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกันถวายบริวารกฐินด้วยจิตใจอันเป็นกุศล

ยอดปัจจัยรวมจากการทอดกฐินในครั้งนี้อยู่ที่ 610,160 บาท ซึ่งจะนำไปสมทบทุนในการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งธรรมะที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป

พันเอกสมคิดกล่าวว่า “การทอดกฐินไม่เพียงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทย หากยังเป็นสะพานเชื่อมโยงความสามัคคีระหว่างหน่วยงานราชการ เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ร่วมกันสร้างกุศลในวันนี้”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เสียงสาธุดังก้องทั่วศาลาวัด สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาที่ยังคงงดงามและมั่นคงในหัวใจของชาวพัทลุง // ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด ประจำปี 2568 ทางบกและทางเรือ และ พิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมือง

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง เปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568

โดยมีนายชนินทร์ กาญจนสุชา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ เลขานุการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ

กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสุจินต์ วาจากิจ นายประทีป นทีทวีวัฒน์ นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ

นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาด

จังหวัดสมุทรปราการ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้าร่วมพิธี

ขบวนแห่(ทางบก) ประกอบด้วย รถเครื่องเสียง ขบวนริ้วธง ขบวนรถปุปผชาติอัญเชิญ ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ พร้อมเคลื่อนขบวนออกจากศาลากลางจังหวัดสุมทรปราการ เข้าสู่ถนนศรีสมุทร ฝั่งซ้ายมือ (สำนักงานสรรพกรจังหวัดฯ)

ไปถึงตลาดสี่แยกเลี้ยวขวา ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย เลี้ยวขวาผ่านธนาคารทหารไทย ตลาดวิบูลย์ศรี ศาลจังหวัดฯเลี้ยวซ้ายผ่านจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

และกลับเข้าสู่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นเป็นขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ (ทางน้ำ) ขบวมผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติลง(เรือตำรวจน้ำ) จัดรูปขบวนแห่ทางเรือขบวนเรือแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาสู่อำเภอพระประแดง

เพื่อนำผ้าห่มฯ ขึ้นฝั่งอำเภอพระประแดง และนำผ้าห่มฯ ขึ้นรถบุปผชาติ แห่ผ้าห่มฯ ไปตามตลาดให้ชาวพระประแดงได้สักการะ ขบวนรถบุปผชาติแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนจากอำเภอพระประแดงสู่วิหารหลวง บริเวณหน้าองค์พระสมุทรเจดีย์

โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปองค์พระประธาน”พระมงคลชัยวัฒน์” (ปางห้ามสมุทร) ห่มผ้า ถวายพวงมาลัย ปิดทอง ประธานในพิธีเข้าสู่ศาลาทรงยุโรปสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จุดธูปเทียน เครื่องทองน้อย ถวายพวงมาลัยนำขบวนแห่ผ้าห่มฯ ทำทักษิณาวรรตรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัด

สมุทรปราการ กล่าวคือนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ 2 ได้ทรงริเริ่ม ให้สร้างองค์พระสมุทรเจดีย์ขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช 2366 จนกระทั้งก่อสร้างมาแล้วเสร็จ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3

ครั้งต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปแบบองค์พระสมุทรเจดีย์ ให้สูงขึ้นเป็น 19 วา ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ และทรงโปรดเกล้าฯ

ให้มีงานฉลองในแรม 5 ค่ำ เดือน 11ซึ่งชาวจังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้จัดงานดังกล่าวเจริญรอยตามเบื้องพระยุคบาท สืบกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดงานจัดงานเริ่มตั้งแต่ วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกันวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

นอกจากนี้ภายในงานยังมี การออกร้านกาชาด การแสดงศีลปวัฒนธรรมของสภาวัฒนธรรม และสถานศึกษาจากทุกอำเภอ พร้อมทั้ง มหรสพสมโภชภายในงานตลอด 12 วัน 12 คืน ทั้งฝั่งศาลากางจังหวัดฯ และพระสมุทรเจดีย์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมืองและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทำพิธีทักษิณาวรรต รอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ เพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งบรรจุอยู่ภายในองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลรุ่งแจ้ง นำขึ้นไปห่มบนคอระฆังขององค์พระสมุทรเจดีย์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมกันประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ สำหรับพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ชาวสมุทรปราการและชาวจังหวัดใกล้เคียงเลื่อมใสศรัทธา เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2371

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากแต่เดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ พระสมุทรเจดีย์องค์เดิมสร้างเป็นแบบย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรสภาพทั่วไปของพระสมุทรเจดีย์

ทรงมีพระราชประสงค์จะสถาปนาให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้เรือของชาวต่างประเทศที่เข้ามาจะได้แลเห็นพระสมุทรเจดีย์ จึงโปรดฯให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์ลอมฟางที่กรุงศรีอยุธยา แล้วโปรดฯให้กรมหมื่นราชสีหวิกรม

เป็นนายช่างจัดการก่อสร้างพระเจดีย์แบบลอมฟางครอบองค์พระเจดีย์เดิม นอกจากนี้ ยังทรงสร้างศาลาเก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหาร และพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พร้อมหลักผูกเรือริมน้ำรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ จากพระบรม มหาราชวัง

แห่มาทางชลมารคบรรจุไว้ตามโบราณราชประเพณี ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสมโภชเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ จนเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ในปีที่ผ่านมา เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

จะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆขนาดประมาณ 2X2 นิ้ว บรรจุใส่ซองเพื่อแจกให้กับผู้ร่วมพิธีนำไปสักการบูชา โดยในปีนี้ทาง จ.สมุทรปราการ ได้จัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “กัน นภัทร” แท็กทีม “แบงค์ ศรราม” พร้อมทัพศิลปินบุกเวที คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” ฉลองครบรอบ 86 ปี

​​มูลนิธิสุนทราภรณ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดงานคอนเสิร์ต “สุนทรีย์สุนทราภรณ์” เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ จำกัด กลุ่มบริษัท Kin และ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) โดยในเเต่ละปี คุณเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานจัดงานคอนเสิร์ตสุนทรีย์สุนทราภรณ์ จะพยายามเฟ้นหาสิ่งใหม่ๆมานำเสนอให้แฟนๆได้รับชม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างหนาแน่นทุกปี

สำหรับในปี 2568 นี้ มูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ ได้จัดงาน คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” ขึ้นเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 86 ปี ในการก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งได้จัดงานแถลงข่าวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม

ที่ผ่านมา ณ เกล็นบาร์ โรงแรมพูลแมน ซ.รางน้ำ และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน รวมไปถึงแฟนคลับจำนวนมาก โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการมูลนิธิสุนทราภรณ์

ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ กรรมการจัดงานสุนทรีย์สุนทราภรณ์ ขึ้นกล่าวถึงที่มาและความพิเศษของงานในปีนี้ หลังจากนั้น ตัวแทนศิลปินทั้ง 7 คน ได้แก่ กัน นภัทร / แบงค์ ศรราม น้ำเพชร / ธัช กิตติธัช แชมป์เพลงเอก / วิน วศิน แชมป์ The Golden Song Season 3 / นุ อนุกูล / บาร๊อก ชลธาร และ น้องใบบัว ปุญชรัสมิ์ คลื่นลูกใหม่ของสุนทราภรณ์ ขึ้นมาพูดถึงความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเวทีอันทรงเกียรตินี้

ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของ บาร๊อก ชลธาร และ แบงค์ ศรราม น้ำเพชร พระเอกลิเกระดับท็อปของไทยที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับการร้องเพลงในรูปแบบของสุนทราภรณ์ ภายในงาน แบงค์ ศรราม ยังได้ร้องลิเกแบบสดๆอ้อนฝากงาน คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” กับทุกคนเรียกเสียงปรบมือสนั่นทั้งงานเลยทีเดียว

ซึ่งในงานแถลงข่าวนี้ ศิลปินแต่ละคนได้นำส่วนหนึ่งของบทเพลงสุนทราภรณ์ที่จะบรรเลงในงานมาโชว์เรียกน้ำย่อยให้ได้ฟังอีกด้วย เรียกได้ว่า แม้จะได้ฟังแค่ส่วนเล็กๆของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในจริง ก็ทำให้ทุกคนอินได้แล้ว ดังนั้น ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง กับ คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” ในครั้งนี้
สำหรับ คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์”

ในปีนี้ได้อัดแน่นความพิเศษต่างๆมากมายที่จะนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบของสุนทราภรณ์ โดยนำเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มาร้อยเรียงในการพาแฟนเพลงสุนทราภรณ์ทุกท่านย้อนยุคกลับ

ไปสู่บรรยากาศ สมัยช่วงแรกของช่อง 4 บางขุนพรหม กับ บทบาทของ ครูเอื้อ ครูแก้ว และวงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่สร้างความบันเทิงให้คนไทยผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยไปพร้อมๆกัน

นอกจากจะได้พบกับวงดนตรีสุนทราภรณ์วงใหญ่ (วงคอนเสิร์ต) ภายใต้การควบคุมวงของ ครูณรงค์ เนตรเจริญ พร้อมด้วยการะเวกเสียงใส ครูแดง พรศุลี วิชเวช และนักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์แล้ว ยังมีศิลปินรับเชิญมาร่วมขับกล่อมบทเพลงสุนทราภรณ์ อย่างคับคั่ง

ได้แก่ กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ,แบงค์ ศรราม น้ำเพชร, ธัช กิตติธัช แก้วอุทัย, วิน วศิน พรพงศา, นุ อนุกูล โกมลอุปถัมภ์, บาร๊อก ชลธาร เซ็นเชาวนิช, วิ วิรัช ศรีพงษ์ และ แคน อติรุจ กิตติพัฒนะ เรียกได้ว่า คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” ในครั้งนี้ จะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ส่งท้ายปี 2568

ของสุนทราภรณ์ ที่พร้อมมอบความสุข ความบันเทิง ความทรงจำ และ ความประทับใจ ให้แฟนๆเพลงสุนทราภรณ์ และแฟนๆ ศิลปินทุกท่านอย่างไม่รู้ลืมซึ่ง คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” นี้จะจัดขึ้นใน

วันเสาร์ที่ 22 และ วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน
2568 ณ โรงละครอักษราคิงเพาเวอร์ ถนนรางน้ำ โดยจำหน่ายบัตร ในราคา 3,500 3,000 2,500 2,000 และ 1,500 บาท ท่านที่สนใจสามารถจองบัตรและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Line Official: @Suntaraporn หรือ ศูนย์บริการสุนทราภรณ์ โทร 081 285 1427

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภาคเอกชนทุ่มงบ 750 ล้านบาท สร้าง รพ.คีรีรักษ์ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและทีมแพทย์ครบครัน เป็นทางเลือกในการรักษาพยาบาลให้กับชาว จ.ประจวบฯ

11 ต.ค.68 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ม่องล่าย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ คณะผู้บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ นำโดย นายคณิสรณ์ เตชะสถิตย์กุล ประธานบริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ และ นายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและทำพิธีลงนามสัญญาออกแบบการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ โดยมี นายสราวุธ  ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

พร้อมรับทราบถึงแนวทางการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน จัดสร้างบนพื้นที่ 16 ไร่ ริม ถ.เพชรเกษม ฝั่งขาขึ้น หมู่ที่ 16 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เยื้องกับศูนย์บริการฮอนด้าเมืองประจวบฯ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มแรก และมีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ทีมแพทย์ครบครัน ใช้งบประมาณก่อสร้าง 750 ล้านบาท เพื่อรองรับการดูแลรักษาประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.ประจวบฯ และจากจังหวัดอื่นๆนายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลคีรีรักษ์ จะเป็นโรงพยาบาลที่รับการรักษาผู้ป่วยทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางที่มีความซับซ้อน

ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ส่งต่อผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ ประมาณ 40 คน มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ถือเป็นการยกระดับทางการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้บริการให้กับชาว จ.ประจวบฯ ไม่ต้องเดินทางไกลถึงหัวหิน หรือ กทม.โดยคิดค่าบริการในระดับมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนแต่ไม่สูงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยจะประสานให้สามารถใช้สิทธิ์การรักษาได้ทั้งสิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งในระยะแรกจะให้สิทธิ์ประกันสังคม จำนวน 30,000 สิทธิ์

ทั้งนั้ โรงพยาบาลคีรีรักษ์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มต้น จากนั้นวางเป้าหมายให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 250 เตียง ภายในระยะเวลา 5 – 7 ปี สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้วันละกว่า 2,000 คน เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2569 และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคม 2570
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / ทหารพรานมุกดาหารสกัดยึด จยย.จีออโน่ ต้องสงสัย เตรียมลักลอบข้ามโขง

กองบังคับการควบคุมที่ 1 [ร.3] กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 มุกดาหาร หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ริมเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงชุมชนศรีมงคลเหนือ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร
เจ้าหน้าที่จึงจัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำความผิด รวมถึงสิ่งของผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

ต่อมา เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นจีออโน่ สีน้ำเงิน จำนวน 1 คัน ตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และส่งมอบให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปข่าวชายแดนมุกดาหาร #ทหารพราน2105 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #สกัดรถจักรยานยนต์ลักลอบข้ามโขง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จ.สมุทรปราการ บวงสรวง ร.5 และองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนเริ่มงานนมัสการองค์ พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568

วันที่ 11 ตุลาจม 2568 เวลา 08.00 น. ที่มณฑลพิธีพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี จุดธูป

ถวายเครื่องสักการะและปักธูปที่เครื่องบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยมี พลเอก อาจศึก สุวรรณธาดา พราหมณ์

เจ้าพิธีอ่านโองการบวงสรวง ซึ่งการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี กำหนดให้วันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันเริ่มงาน ปีนี้ตรงกับวันที่ 12– 23 ตุลาคม 2568

โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ / นายประทีป นทีทวีวัฒน์ / นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ / นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ / นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ / นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ /

นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ข้าราชการตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้า

ร่วมพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดงาน
สำหรับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. จะมีพิธีเปิดงานบริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ รถบุปผชาติอัญเชิญผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ และเวลา 10.00 น.ขบวนผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติอัญเชิญลงเรือตำรวจน้ำ แห่ทางเรือ เวลา 14.00 น.

ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. จะประกอบพิธีเวียนเทียนสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์ พระสมุทรเจดีย์เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสมุทรปราการ

ซึ่งปรากฏอยู่ในคำขวัญและตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ แต่เดิมพระสมุทรเจดีย์ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาพื้นดินรอบเกาะตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับชายฝั่ง

จนทำให้พระสมุทรเจดีย์เป็นพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมน้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระสมุทรเจดีย์เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

เมื่อปี พ.ศ.2371 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากเดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์

เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ทุกปีในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 จังหวัดสมุทรปราการจะจัดงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของจังหวัด

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาเที่ยวชมงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือ รถโดยสารธารณะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จ.สุโขทัยขอเชิญชวนเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

เมื่อ เวลา 18.00 น. ของวันที่9ตุลาคม.2568ณ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมีนางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พ.อ.พงศธร นิพภยะ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชนและผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

การแถลงข่าวในครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ดร.เกษร เอมโอด ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก

ดร.เทียนชัย ทองวินิชศิลป รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย นางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย พ.อ.นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย นายศักดิ์เกษม ตันติยวรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สุโขทัยพัฒนาเมือง จำกัด โดยหลังจากการแถลงข่าวได้แสดงการจุดพลุ บริเวณหลังวัดมหาธาตุอย่างสวยงามสร้างประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยสำนักงานจังหวัดสุโขทัย เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ กิจกรรมหลักเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวมรดกโลก กิจกรรมย่อย จ้างเหมาประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งได้ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี ดี ดีไซน์ 189 เป็นผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่าจังหวัดสุโขทัยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยปีนี้เน้นเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการคัดแยกขยะ กำหนดสัดส่วนการใช้พื้นที่ไม่ให้แออัดจนเกินไป การจัดการเรื่องฝุ่น รวมทั้งโทนสีที่ใช้ในบริเวณงานสวยงามเข้ากับโบราณสถาน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความประทับใจดังคำกล่าว “สุโข สุขี ที่สุโขทัย” ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
กิตติ พรดวงจันทร์สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสว่างนครน่านรวมใจจัดพิธีทำบุญเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานเพื่อความเป็นสิริมงคล

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 9:00 น ณ ที่ตั้งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจ เลขที่ 101 ถนนเจ้าฟ้าตำบลในเวียงอำเภอเมืองน่านจังหวัดน่าน ในนาม”หน่วยกู้ภัยในเครือสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย” โดยมีนางสาวฐานวีร์ ธนัญชัยนิษฐ์ นายกสมาคมสว่างนครน่านรวมใจได้จัดพิธีเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงาน “สมาคมสว่างนครน่านรวมใจ” โดยมีพระราชศาสนาภิบาล

เจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีเปิดแพรคุมป้ายและมีนายวิสิทธิ์ ชวลิตนิติธรรม นายกสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.พิเชษฐ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายและผู้แทนของท่านผู้มีเกียรติที่มาจากพื้นที่ต่างๆ

และในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 24 คน ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายของหน่วยกู้ภัยสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทยกว่า

70 แห่งทั่วประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานกว่า 600 คน การดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและผู้ประสบโรคอุบัติใหม่ทุกกรณีตามกำลังความรู้ความสามารถของบุคลากร

รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านให้มีความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินและเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของภัยพิบัติจากหนักให้เบาลงและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้

ประชาชนมีความอบอุ่นใจซึ่งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะร่วมกับภาคส่วนต่างๆบูรณาการร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในจังหวัดน่านโดยเฉพาะผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆรวมถึงโรคอุบัติใหม่มา

โดยตลอดการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดบันดาลดลให้ผู้ร่วมพิธีและพี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุขความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินขอให้ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยดี

โดยร่วมกันเป็นพลังในการช่วยกันแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบบูรณาการที่มีส่วนร่วมสร้างความสุขในสังคมร่วมกันตลอดไปและสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะอยู่เคียงข้างกับประชาชนชาวจังหวัดน่านตลอดไป/ภาพ/.พ.อ.พยอม บุญท/ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ศึกศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” เพื่อส่งเสริมเยาวชนและอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณอาคารศูนย์กีฬา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
พลเอกชนินทร์ สิงหนาถนิติรักษ์ (ผู้ทรงคณวุฒิพิเศษกองทัพบก) ประธานจัดการแข่งขัน”ศึก ศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล (นายอำเภอโคกสำโรง)

พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต (ผกก.สภ.โคกสำโรง) ผอ.ดร.ศักดิ์ดา คำโส (ผอ.รร.จุฬาภรณฯ ลพบุรี) นายกัณพงศ์ แช่ภู่ นายณัฏพงษ์ อารยางค์กูร

(ประธาน กต.ตร.สภ. โคกสำโรง) นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ นายนิธิโรจน์ หงษ์ยนต์ พร้อมด้วยคณะกรรมจัดการแข่งขันชกมวย ประชนเข้าร่วมงานฯ

“ศึกศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” การจัดงานในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. สมทบทุนปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
  2. จัดซื้ออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยด้านการจราจรและอื่นๆให้กับสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง
  3. เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนการพัฒนาโรงพยาบาบาล
    โคกสำโรง และนอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญ ในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย
  4. ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย ให้ยังคงอยู่ในสังคมไทย และส่งต่อไปสู่คนรุ่นใหม่ในอนาคต งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ค่ายมวยจิตรเมืองนนท์, โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬา
    ภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง, (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) และวัดเขาลังพัฒนา

งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการแสดงออกถึงความสามารถของนักมวยไทยทั้งรุ่นเยาว์และรุ่น ใหญ่ หากยังมีเจตนารมณ์อันงดงามในการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษา ความปลอดภัยงานด้านจราจร งานของตำรวจ สภ.โคกสำโรง และการพัฒนาสาธารณสุของชุมชนอำเภอโคกสำโรงอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิทธิประโยชน์ คนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยม ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

10 ตุลาคม 2568 : 10.00 – 12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้

พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นายวินิทร เต็มวงษ์ หัวหน้างานสงเคราะห์ ผศ.ร.อ.,นายณฐธรรมธัช ที่รัก ประจำ อผศ.ช่วยปฏิบัติหน้าที่

ผศ.ร.อ.,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,นายบุรินทร์ สารีคำ ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดมหาสารคาม มอบหมาย

ให้ น.ส.ตริทธา ทะลาสี รอง ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษฯ,นายทศพล มั่นศักดิ์ หน.หน่วยบริการแกดำ พร้อมคณะครู และนักเรียน,นายสมนึก ไชยสงค์ นายก อบต.วังแสง และคณะ,นางชนาภา ต้นบุญ ผอ.กองสวัสดิการ ทต.มิตรภาพ,นายเฉลิมชัย เชียงพฤกษ์ นายก อบต.โนนภิบาล,นางลุนณี เทียงดาห์ ผอ.รพ.สต.บ้านหนองบัว,อสม.ม.7,

พลฯ สมนึก เทพทองพูล ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกเขตวาปีปทุม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายณรงค์ ทับสมบัติ ผญบ.ม.7 ผู้ประสานงาน :

ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย ซึ่งมี พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธีมอบ

ณ ศาลาการเปรียญวัดบูรพาหนองบัว ต.วังแสง อ.แกดำ จ.มหาสารคาม*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 20 ราย โรงแรม CENTARA : บริจาคแปรงสีฟัน ยาสีฟัน

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ และกัลยาณมิตร นำโดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผช.ผบ.ทอ.) ร่วมทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ ถวายพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร สังฆทาน อธิษฐานบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินสยาม ถวายกำลังบุญบารมีแด่พระสยามเทวาธิราช สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า บรรพชนไทย แล้วแผ่บุญกุศลไม่มีประมาณ

ขอน้อมส่งพลังบุญและมงคลอธิษฐาน ให้แด่ กัลยาณมิตรทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขความเจริญและความสว่างไสว ตราบถึง พระนิพพาน เทอญ..

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง