เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สานความร่วมมือคืนคนดีสู่สังคมฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง เรือนจำกลางนครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

นครปฐม – สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม สานความร่วมมือ เรือนจำกลางนครปฐม และ บริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) จำกัด สาขาบางเลน

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อม ดำเนินโครงการคืนคนดีสู่สังคมโดยการฝึกวิชาชีพและฝึกทักษะการทำงาน ให้แก่ผู้ต้องขังในสถานประกอบการนอกเรือนจำ

วันที่ 12 มกราคม 2569 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม พร้อมด้วย นางสาวณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพ แห่งประเทศไทย-นครปฐม ดร.ศิริพงษ์ สีใสไพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทรีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด คุณรุ่งนภา แก้วศรีพันธุ์ รองประธานคณะทำงานฯ พันตำรวจโทสุธี ชื่นจิตต์ รองผู้กำกับป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรเพ จ.ระยอง

ในฐานะเลขาโครงการฯ และคณะทำงานทั้ง 3 ฝ่าย ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม บริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) จำกัด สาขาบางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม ได้สานความร่วมมือกับ เรือนจำกลางนครปฐม และ บริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) จำกัด สาขาบางเลน

ดำเนินโครงการคืนคนดีสู่สังคมโดยการฝึกวิชาชีพและฝึกทักษะการทำงาน ให้แก่ผู้ต้องขังในสถานประกอบการนอกเรือนจำ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ต้องขัง ได้มีโอกาสในการออกไปฝึกทักษะอาชีพมีสมรรถนะในระบบอุตสาหกรรมภายนอกเรือนจำ รวมทั้งฝึกฝนและเรียนรู้ทักษะการทำงาน จากการปฏิบัติงานจริง (On The Job Training)

ทำให้เกิดความชำนาญ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตภายหลังพ้นโทษ และพัฒนาการฝึกทักษะด้านอาชีพให้ตรงกับตลาดแรงงาน สามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ผู้ต้องขังยังได้รับเงินปันผลจากการฝึกวิชาชีพ สามารถนำไปชำระค่าใช้จ่ายและเก็บสะสมเป็นเงินทุนตั้งต้นภายหลังพ้นโทษได้อีกด้วย

ทั้งนี้ เรือนจำกลางนครปฐม จะดำเนินการคัดเลือกผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี จำนวน 10 คน เพื่อฝึกวิชาชีพและฝึกทักษะการทำงาน ณ บริษัท รีโว่เมด (ไทยแลนด์) จำกัด สาขาบางเลน ซึ่งเป็นบริษัทรับผลิตครีม เครื่องสำอาง อาหารเสริม OEM โดยมีนางสาววาสนา อินทะแสง เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สรรพสามิตภาค 3 ผนึกตำรวจ-ไปรษณีย์ ลุยตรวจของกลาง “บุหรี่เถื่อน” โคราช ยึดเพิ่ม 24,740 ซอง พัสดุต้องสงสัยอีก 29 กล่อง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน สรรพสามิตภาคที่ 3 มีการบูรณาการตรวจสอบของกลาง “บุหรี่ที่มิชอบด้วยกฎหมาย” โดยจับมือร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานหลัก ทั้งฝ่ายสรรพสามิต ตำรวจ และไปรษณีย์ไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนที่กำลังแพร่กระจายในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสุขภาพของประชาชน การตรวจสอบครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมครบถ้วน นำโดยนายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3,

นายธนากร โพธิโต สรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา,นายยงยุทธ อดิราชวชิรภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานไปรษณีย์เขต 3,นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม,พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา,และ นายพงศธร ประจิตร หัวหน้าฝ่ายปราบปรามสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา ร่วมตรวจดูของกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการจับตาของเจ้าหน้าที่ในสายปฏิบัติการ แสดงรายละเอียดการตรวจค้น การตรวจยึด และแนวทางการขยายผลดำเนินคดีแบบครบวงจร

แหล่งข่าวจากการตรวจสอบเปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง รวมถึงการปกป้องสังคมด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อร่วมกันตรวจสอบสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในระบบขนส่งพัสดุ พร้อมบูรณาการการสืบสวนปราบปรามร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและภาคีเครือข่ายก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาค 3 และสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา เคยตรวจยึดกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่พบว่าบรรจุบุหรี่เถื่อน จำนวน 1,269 กล่อง ตรวจพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 92,637 ซอง คิดเป็นค่าปรับโดยประมาณ 87,264,054 บาท และอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

ด้านความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าพนักงานสรรพสามิต ได้ร่วมกันสืบสวนตามข้อร้องเรียนของประชาชน กรณีมีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ก่อนพบเป้าหมายเป็นร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองไผ่ล้อม จึงขอหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย และพบการกระทำความผิดจริงเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่อง สามารถจับกุมเครือข่ายส่งดำเนินคดีได้ 5 ราย พร้อมตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มอีก 2 แห่ง พบของกลางบุหรี่ผิดกฎหมายหลายยี่ห้อ รวม 24,740 ซอง ประมาณการค่าปรับเป็นเงิน 21,462,991.50 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เจ้าพนักงานสรรพสามิตได้ขยายผลตรวจสอบบริเวณ ศูนย์นำจ่ายพัสดุไปรษณีย์ โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานไปรษณีย์ไทยในการตรวจพัสดุต้องสงสัย จนสามารถตรวจพบกล่องพัสดุต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 29 กล่อง เมื่อตรวจพิสูจน์ทราบพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 14,460 ซอง ประมาณการค่าปรับ 9,165,827.25 บาท จึงตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ จะเข้าสู่กระบวนการทำลายของกลางตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมเตรียมประสานสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการทำลายในโอกาสต่อไป

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้การฯ ประจวบฯ สั่งลุย เร่งแกะรอย ไล่ล่ามือปา “ไปป์บอมบ์” ถล่มบ้านนักข่าวท็อปนิวส์ / ตร.ประจวบฯ ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีคนร้ายบุกปาระเบิดข่มขู่ผู้สื่อข่าว ล่าสุดผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกประชุมด่วนชุดสืบสวน สั่งปูพรมตรวจค้นจุดต้องสงสัย เก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหาเส้นทางหลบหนี มั่นใจคดีคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกกันคนร้ายไหวตัว ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 สภ.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทองผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้วัตถุระเบิดชนิดไปป์บอมบ์ปาเข้าใส่บ้านพักของผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Top News ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นการข่มขู่เพื่อไม่ให้นำเสนอข่าวธุรกิจสีเทาบางอย่าง ที่อาจมีส่วนพัวพันกับผู้มีอิทธิพลในหลายพื้นหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ต.อาทร เปิดเผยว่า ในขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวบุคคลที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบปากคำแล้วหลายราย

โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นถือว่ามีประโยชน์และทำให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับประเด็นการก่อเหตุ ตำรวจยังคงให้น้ำหนักไปในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวหรือ การทำหน้าที่สื่อมวลชน” ในการนำเสนอข่าวเชิงลึกซึ่งไปกระทบกับผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม โดยยืนยันว่าจะไม่มีการตัดประเด็นใดทิ้งจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนนอกจากนี้ ผู้การฯ ประจวบฯ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลัง กลับ ชุดสืบสวน สภ. อ่าวน้อย และสภ. เมือง เข้าตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัยในพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นจุดกบดานหรือจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ พร้อมกำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งจากภาครัฐและเอกชนตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้เข้ามาก่อเหตุและใช้หลบหนีอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงของยานพาหนะและรูปพรรณสันฐานของคนร้าย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อาทร ย้ำว่าข้อมูลในส่วนของงานสืบสวนสอบสวนบางประการยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้เนื่องจากเกรงจะเสียรูปคดี”ข้อมูลบางอย่างเราต้องขอสงวนไว้ก่อน เพราะหากคนร้ายทราบความเคลื่อนไหวของตำรวจ จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความลำบากและอาจทำให้คนร้ายไหวตัวทัน แต่ยืนยันว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เพื่อกดดันและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่สะเทือนขวัญและเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตำรวจประจวบฯ โชว์ความโปร่งใส! ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”


เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ (13 ม.ค. 69) ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเข้าแถวเคารพธงชาติและกล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมด้วยรองผู้บังคับการฯ, ผู้กำกับการสืบสวน, ผู้กำกับการสอบสวน, ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ และข้าราชการตำรวจในสังกัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการหน้าเสาธง พล.ต.ต.อาทร ได้เปิดปฏิบัติการตาม “โครงการตำรวจสีขาว” โดยสั่งการให้มีการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของข้าราชการตำรวจทุกนายในสังกัดทันที โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด นำโดยหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรทั้ง 16 สถานี

ณ ที่ทำการของทุกหน่วยสำหรับการตรวจค้นหาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตำรวจที่ต้อง “ใสสะอาด” และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาดจากการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,053

นาย ผลปรากฏว่า ไม่พบสารเสพติดในร่างกายแต่อย่างใด (ผลเป็นลบครบ 100%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความเข้มแข็งของตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พาทีมผู้สมัคร สส.เขตสมุทรปราการลงพื้นที่ขอคะแนนชาวปากน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยผู้สมัครทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ เขต 1 สมุทรปราการ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม เขต 2 สมุทรปราการ

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร เขต 3 สมุทรปราการ ภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ เขต 4 สมุทรปราการ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ เขต 5 สมุทรปราการ นายปิยะพงษ์ เหมะ เขต 6 สมุทรปราการ นางนฤมล ธารดำรงค์ เขต 7 สมุทรปราการ ดร.ประชา ประสพดี เขต 8 สมุทรปราการ สลิลทิพย์ สุขวัฒน์

และแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบไปด้วย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นายต่อศักดิ์ อัศวเหม นายธนประเสริฐ จันทรักษรังษี นายจาตุรนต์ นกขมิ้น ร่วมลงพื้นที่ อำเภอเมือง เขต 1 สมุทรปราการ และผู้ช่วยหาเสียง เข้าสักการะศาลเจ้าพ่อหลังเมือง สิ่งสักสิทธิ์คู้บ้านคู้เมืองของชาวปากน้ำ

ก่อนลงพื้นที่ภายในตลาดปากน้ำ ช่วยนายอัครวัฒน์ อัศวเหม หาเสียง แจกแผ่นพลับชูนโยบายหลัก ปัญหาคนปากน้ำ สู่นโยบายระดับชาติ ภายใต้สโลแกน “เพื่อไทยทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่ เลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคนทั้งพรรค


ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ ระบุว่า สำหรับพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการ เขตการเลือกตั้งทั้ง 8 เขต เป็นอีกจังหวัดที่ทางพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายจะได้สสทั้ง8 เขต ยกจังหวัด

ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยที่เคยกวาด สส.ในพื้นที่มาแล้วในอดีต ซึ่งที่ผ่านมาตัวผู้สมัครเองลงพื้นที่กับประชาชนมาโดยตลอด จนเกิดเสียงตอบรับที่ดีในพื้นที่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะมีแพนการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่บางปูแลนด์

ในวันที่ 16 ม.ค. นี้ ส่วนประเด็นที่ทางกัมพูชา ได้ประกาศว่าให้เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ไม่ให้เลือกพรรคภูมิใจไทย จะทำให้เกิดสงครามครั้งที่ 3 ทางหัวหน้าพรรคบอกว่ามันไม่เป็นการดีกับพรรค และ เป็นการแทรกแซงการเมืองในประเทศไทย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาจัดกิจกรรม Thank You Party ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันที่ 13 ม.ค.69 ที่ลานซันเคน ศูนย์การค้าเซ็นทรัชพัทยา จ.ชลบุรี สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา (PNBA) โดย นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา และคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดปัจจุบันได้จัดกิจกรรม PBN Thank You Party เพื่อขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนภารกิจขอบสมาคมฯ ส่งเสริมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทุกภาคส่วนในเมืองพัทยาและใกล้เคียง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มการเมือง ธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

อาทิ นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นายประมวล ทองใบ นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ดร.ดีโอ กูมาร์ ซิงค์ นายกสมาคมภารัต (อินเดีย) จังหวัดชลบุรี และอื่นๆ

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ได้ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันส่งเสริมภารกิจของสมาคมตลอดรอบปีที่ผ่านมา ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองพัทยาแม้ผ่านวิกฤตต่างๆ ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยดี และทางสมาคมสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาจะได้ดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาท่องเที่ยวเมืองพัทยาในทุกรูปแบบเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ประกอบการเมืองพัทยาต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ดร.ยงยุทธ อดีต สส.เขต 2 ลงพื้นที่บางปู หาเสียงขอทวงเก้าอี้คืน ชูนโยบายเพื่อไทยยกระดับชีวิตประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เคาะประตูบ้านย่านบางปู รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน เด็ก ๆ แห่ช่วยเชียร์ ชูนโยบายแก้หนี้ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกกลุ่ม

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 พร้อมทีมงาน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ภายในซอยเทศบาลบางปู 93 (รสทิพย์) ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ และ ซอยหมู่บ้านบางปูแลนด์ ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับการตอนรับเป็นอย่างดี มีชาวบ้านมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ เข้าสวมกอด และมีเด็ก ๆ มาช่วยตะโกนเลขของผู้สมัคร

พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบาย ดังนี้ 1.ประกันกำไรพืชผลการเกษตร 30% – รัฐช่วยประกันสำหรับข้าว , ยางพารา , ข้าวโพด , มันสำปะหลัง เป้าหมายดันราคา ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน , ข้าวขาว/ข้าวเหนียว 10,000 บาท/ตัน , ยางพารา 70 บาท/กก. , ข้าวโพด 7.25 บาท/กก. , มันสำปะหลัง 3 บาท /กก. – // 2.เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยความรู้และเทคโนโลยี – ต่อยอดสิค้าเกษตรด้วยอุตสาหกรรมอาหาร – //

3.คืนที่ดินให้ประชาชน – สปก.เป็นโฉนดแบบมีเงื่อนไข , คืนความเป็นธรรม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคนโดนป่าทับ – // 4.คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ – ปลูกถูกพันธุ์-ใส่ปุ๋ยถูกสูตร คือ รัฐแจกคูปองดิจิทัลซื้อปุ๋ยถูกสูตรไม่เกิน 250 กก./ราย , คูปองดิจิทัลซื้อเมล็ดพันธุ์-กล้าพันธุ์คุณภาพไม่เกิน 150 กก./ราย , ตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ย ดินดี ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด – // 5.กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน SML – คืนอำนาจใช้งบประมาณให้ชุมชน คือ เล็ก : 200,000 บาท , กลาง : 300,000 บาท , ใหญ่ : 400,000 บาท // 6.พร้อมสานต่อ หวยเกษียน // 7.

พร้อมสานต่อ ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI // 8.บ้านเพื่อคนไทย – คนไทยเข้าถึงบ้านราคาเหมาะสม มีคุณภาพ ผ่อนเพียง 4,000 บาท/เดือน ไม่ต้องดาวน์ ทุกยูนิตแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ // 9.เคลื่อนไทยด้วย AI และเทคโนโลยี AI for All – ทุกคนเรียนหลักสูตร AI ฟรี เรียนจบให้เครดิต เพื่อใช้ AI แพลตฟอร์มต่าง ๆ ฟรี , ยก

ระดับเกสรกรด้วย AI , กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ลดอาชญากรรม จัดการจราจร ลดอุบัติเหตุ , อินเตอร์เน็ตราคาประหยัด เข้าถึงทุกพื้นที่ใน 5 ปี , ทนาย AI ฟรี เพื่อคนไทย // 10.พร้อมสานต่อ ปราบยาเสพติด ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบ ไม่เลิก // 11.พร้อมสานต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย-รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท // 12.พร้อมสานต่อ THACCA –

ยกระดับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 14 ด้าน ให้โดดเด่นบนเวทีโลก สร้างงาน-สร้างรายได้ พัฒนาคนไทยให้มีทักษะสูง ให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง // 13.ล้างหนี้ประชาชน – หนี้สินต่ำกว่า 200,000 บาท จ่าย 10% ปิดจบล้างหนี้ , พักหนี้เกษตรกร , ล้างหนี้วัยเกษีรณ , ล้างหนี้นอกระบบ , ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด // 14.เรียนได้งบ จบได้งาน คือ ทุน 100,000 บาท ปีละ 1 ล้านคน ต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อการเรียนรู้ทักษะใหม่ พร้อมหางานให้พร้อม

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 เบอร์ 8 กล่าวว่า สมัคร สส.เบอร์ 8 ในนามตัวแทนพรรคเพื่อไทย ได้มาเดินหาเสียงในซอยรสทิพย์ ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนอย่างดี ขอขอบคุณอย่างสูง วันที่ 8 ทุกคนยินดีที่จะออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียง กาเบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย นโยบายช่วยเหลือยกระดับให้หลุดพ้นจากความยากจน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพม.น่าน เปิดงาน “ท่าวังผาวิชาการ ครั้งที่ 23” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผสานนวัตกรรม Generative AI ยกระดับการศึกษา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 มกราคม 2569 ณ โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม จังหวัดน่าน
นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ ท่าวังผาวิชาการ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ครั้งที่ 23 ประจำปีการศึกษา 2568

ภายใต้หัวข้อ “สืบฮีตวิถีถิ่น ยลศิลป์เมืองสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ท่าวังผาวิชาการ สานปณิธานแม่ของแผ่นดิน” โดยมี ว่าที่ ร.อ. จิรภัทร มหาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

✨ไฮไลต์พิธีเปิดและความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ต้อนรับ 6 ภาษา: ตัวแทนนักเรียนกล่าวต้อนรับและแนะนำกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ, ญี่ปุ่น, ไทยลื้อ, จีน, เกาหลี และไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็นสากล
✨เชิดชูเกียรติคนเก่ง: ประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตรแก่โรงเรียน ครู และนักเรียนที่มีผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ดีเยี่ยม ประจำปีการศึกษา 2567

✨การแสดงอัตลักษณ์น่าน: รับชมการตีกลองปูจาโดย นายเกรียงไกร คำวัง แชมป์ตีกลองปูจาระดับจังหวัด พร้อมการแสดง “ตีฆ้องร้อยหน่วย” และนาฏศิลป์ชุด “จินตลีลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์” และ “ฟ้อนสาวน้อยสิบสองปันนา”

🚀 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระฯ: จากภูมิปัญญาสู่อนาคต ภายหลังพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมทางวิชาการที่น่าสนใจ อาทิภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียนรู้อัตลักษณ์ “หัวเรือน่าน” โดยช่างมนูญ ประระมะนวัตกรรมดิจิทัล การแข่งขัน Generative AI ในหัวข้อ “เที่ยวท่าวังผาม่วนใจ่ ด้วยพลัง AI & Imagination”ทักษะอาชีพ สาธิตการทำข้าวจี่ ข้าวหลาม งานจักสาน และโครงงานอาหารสู่อาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการปลูกพืชไร้ดินศิลปะและดนตรี การประกวดขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งและการแสดงโฟล์คซอง

การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยคณะครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งพร้อมใจกัน แต่งกายด้วยชุดผ้าไทยหรือชุดพื้นเมืองแบบไว้ทุกข์ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ กิจกรรมนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ขอแสดงความยินดี
นักเรียนโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ และเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี นักเรียนที่เข้ารับรางวัลประกอบด้วย

  1. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.1
  2. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.1
  3. นายปัญญากร คิดดี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
  4. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.2
  5. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.3

ครูผู้ฝึกสอน นางปุณณดา ปราบริปู นายอัศวิน ธะนะปัด ครูผู้ควบคุมนักเรียนเข้ารับรางวัลนางสาวณลีกาญจน์ ทาคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/ทีมข่าวสมาคมสิ่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรับทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้เชิญผ้าไตร น้ำสรง พุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน ไปถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ วัดพระครูบาบุญชุ่ม (วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) เชียงแสน จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 9 มกราคม พ.ศ.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทานถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง อายุวัฒนมงคลครบรอบ 62 ปี 42 พรรษา

ณ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน โดยได้มีการจัดขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทาน อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางประชาชนจาก 4 ประเทศ ไทย-พม่า-ลาว-จีน โดยเฉพาะศรัทธากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2508 ที่บ้านแม่คำหนองบัว ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีชื่อเดิมว่า บุญชุ่ม ทาแกง เป็นบุตรของพ่อคำหล้า แม่แสงหล้า ทาแกง เมื่ออายุได้ 11 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญยืน ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

โดยมีพระครูหิรัญเขตคณารักษ์ วัดศรีบุญเรือง เจ้าคณะอำเภอเชียงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ ตลอดช่วงเวลาที่เป็นสามเณร ได้สร้างธรรมนุสรณ์ที่เกิดจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลายแห่ง ทั้งพระธาตุดอยเวียงแก้ว พระธาตุเงา พระธาตุดอยดอกคำ พระธาตุจอมสวรรค์บ้านโปร่ง ประเทศพม่า พระธาตุจอมยอง ประเทศพม่า และอีกหลายๆ แห่ง เคยธุดงค์ไปอยู่ที่ถ้ำผาไทย อ.งาว จ.ลำปาง

โดยมีศรัทธาชาวบ้านแวะเวียนมากราบไหว้ท่านมาก มีชาวบ้านเคยเรียนท่านว่ามีอีกถ้ำหนึ่งมีน้ำไหลผ่าน ท่านจึงเสาะหาจนเจอถ้ำราชคฤห์และได้บำเพ็ญเพียร
ปี 2529 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และได้จาริกไปตามที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือของไทย พม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน

โดยเฉพาะตอนท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเนปาล ท่านได้พบพุทธศาสนิกชนในต่างแดนท่านก็ได้แผ่เมตตาและแนะนำให้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ นั่นจึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนหลายแผ่นดิน รวมไปถึงสมาชิกพระราชวงศ์ภูฏาน ในปี 2560 ท่านเดินทางไปที่เมืองสาด รัฐฉาน

เพื่อปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ถ้ำเมืองแกส ห่างจากเมืองสาดไปประมาณ 5 กิโลเมตร ตลอดช่วงพรรษา โดยก่อนเข้าถ้ำก็มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมารอกราบไหว้เป็นจำนวนมาก โดยตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้นท่านจะปิดวาจา ปัจจุบันท่านเป็นประธานสงฆ์ วัดพระครูบาบุญชุ่ม ( วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ หลังจากได้รับผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ได้กล่าวเจริญพรขออนุโมทนา ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทยไปตลอดกาลยิ่งนานเท่านาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชเปิด “ซิตี้แล็บ” ไทย–เยอรมัน ทดลองคมนาคมพลังงานสะอาด ปั้นเมืองอัจฉริยะยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ (12 มกราคม 2569) ที่สวนสาธารณะ Art Gallery ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ TGC-EMC หรือความร่วมมือไทย–

เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ GIZ โดยมี Dominika Kalinowska ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย สำนักงานองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการ “ซิตี้แล็บ” หรือห้องทดลองเมือง มุ่งทดสอบนวัตกรรมด้านพลังงานและการคมนาคมในพื้นที่จริง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมาได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นมหานครหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีความมุ่งมั่นชัดเจนในการพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการซิตี้แล็บ

สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยกิจกรรมแรกคือ โครงการรถรับส่งนักเรียนพลังงานสะอาด ซึ่งเริ่มทดลองใช้งานแล้ว เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง จนถึงกลางเดือนมีนาคม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินผล เพื่อพิจารณาการขยายผลในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีแผนทดลอง รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และนวัตกรรมด้านการคมนาคมรูปแบบอื่น ๆ ตามมาในอนาคต โดยจะดำเนินการเป็นลำดับขั้น พร้อมประเมินผลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ผู้บริหารโครงการยังเชิญชวนประชาชนชาวโคราชร่วมติดตามและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการ TGC-EMC ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา ในการพัฒนาเมืองสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการทดลองระบบขนส่งด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบการนำระบบรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้แก้ไขปัญหาการจราจร

โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าออกสถานศึกษา ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นระบบเครื่องยนต์ที่สะอาด จะช่วยลดมลพิษทางอากาศ ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเมืองได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะไม่ใช่การตัดสินใจโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ปกครอง ภาคีเครือข่ายด้านการขนส่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และขับเคลื่อนโครงการไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานสะอาดของรัฐบาลที่มีการออกกฎหมายรองรับแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเมืองสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ตามเป้าหมายของจังหวัดและเทศบาลนครนครราชสีมา โดยระยะเวลาการทดลองจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงช่วงปิดภาคการศึกษา เพื่อเก็บข้อมูล ประเมินผล และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและเหมาะสมเพียงใด ก่อนจะพิจารณาแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดประเดิมระดมสมอง กต.ตร.จว.ชลบุรี ‘ผู้ว่าฯ นริศ‘ ชื่นชมความร่วมมือภาคเอกชนช่วยงานตำรวจทำสังคมชลบุรีปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ม.ค.69 ที่โรงแรมคริสตัลพาเลส พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีการจัดประชุม กต.ตร.จว.ชลบุรี ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะ ปธ.กต.ตร.ชลบุรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 1 น.ส.บุศรินทร์ ปานกลาง อัยการจังหวัดชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 2 น.ส.บุศรินทร์ ปานกลาง อัยการจังหวัดชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 3 และนายสุรินทร์ บุญท้วม ปธ.อนุกรรมการขับเคลื่อน กต.ตร.จว.ชลบุรี (ภาคประชาชน) รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 4 ร่วมประชุมท่ามกลางคณะ กต.ตร.จากทุกสถานีตำรวจทั้งจังหวัดชลบุรี

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ปธ.กต.ตร.ชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีมีความเข้มแข็งเพราะทุกภาคส่วนร่วมใจกันช่วยงานตำรวจ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม พี่น้อง กต.ตร.ที่รวมตัวกันวันนี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่มาจากหลากหลายธุรกิจมารวมกันทุกสถานีทุกอำเภอทั้งจังหวัด ถ้านับมูลค่าก็เป็นแสนล้านบาท ดังนั้นการสนับสนุนของภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยดูแลปราบปรามป้องกันอาชญากรรมและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้สังคมชลบุรีสงบสุขอันจะทำให้เศรษฐกิจการค้าขายก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

ปธ.กต.ตร.ชลบุรี ยังได้ให้แนวทางในการทำงานแก่คณะ กต.ตร.ทั้งหมดที่เข้าร่วมในวันนี้ โดยระบุว่า ดัชนีมวลรวมจีดีพีของจังหวัดชลบุรีถือเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ถ้าไม่นับกรุงเทพมหานครฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ขอฝากในเรื่องของการักษาความมั่นคงไปกับตำรวจทั้ง 23 สถานี

ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนปกป้องดูแลรักษาบ้านเมืองให้คิดว่าจังหวัดชลบุรีเป็นบ้านของทุกคน เหมือนคนชลบุรีเป็นพี่น้องของท่าน ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ช่วยช่วยสามารถดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และถือโอกาสอวยพรปีใหม่ให้ทุกคนมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอให้ร่วมมือกันพัฒนาจังหวัดชลบุรีร่วมกันต่อไปจา