เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสนอถนนเส้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง รับฟังความคิดเห็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน เข้าร่วมพิธีเปิดฯ ณ ห้องปทุมทิพย์ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ดำเนินงานโดย นางสาวปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร

โดยนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สลุย อำเภอท่าแซะ ได้นำเสนอถนนเส้นเลียบชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นเส้นทาง
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน นำเสนอทางลอดใต้สะพานถนนเพชรเกษม เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นำเสนอกล้วยเล็บมือนางสินค้า GI ของจังหวัดชุมพรควบคู่กับทุเรียน เพื่อจะนำไปสู่การตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนแบบยั่งยืนที่มีการบริหารโดยชุมชนและตรงเป้าหมายในการอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนจังหวัดร่วมกันต่อไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท. ตชด.44 ปอเนาะ ถูกยิงเสียชีวิต ขณะทำการวิสามัญคนร้ายไป 1 ราย จับ 1 ราย ยึดปืน 2 กระบอก/ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า (วานนี้ 15 ตค.) เมื่อเวลาประมาณเวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผกก.สภ.สายบุรี จว.ปัตตานี ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด บริเวณสถาบันปอเนาะมะอ์หัด อัตตัรบียาตุลฮะดีซะห์ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนและ ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.44 เข้าไปทำการตรวจสอบ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ปรากฏว่าพบชายต้องสงสัยได้วิ่งออกมาจากหอพัก

ซึ่งอยู่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะเเห่งนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นจนกระทั่งจับกุมตัวได้ ทำการค้นในตัวพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนจึงได้ควบคุมตัว สอบสวนทราบชื่อ นาย ซูรฮาฟีซี สือแม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบประวัติพบว่ามีหมายจับ ป.วิญา จำนวน 1 หมาย จึงได้ทำการจับ

จากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอกำลังเสริมจากชุดปฏิบัติการร่วมของ จ.ปัตตานี และ กำลังเสริมของกองกำลังทหารพรานจังหวัดภาคใต้ นำกองกำลังเข้าพื้นที่ปะทะ ณะที่ทาง จนท.ได้ เข้าเสริม กำลังเพื่อกระชับพื้นที่ จำกัดวงพื้นที่เพื่อทำการ ปิดล้อม นั้นซึ่งขณะที่ตรวจค้น จนท.ชุดเเรกที่เข้าไปเเละตามตัวมาตลอด จึงได้ประเมิณว่า เชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายอีก2-3คนหลบ ซ่อนตัวภายในสถาบันปอเนาะนี้ ภายหลังทราบว่า มีการปิดล้อมพื้นที่ อ.สายบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่เกิดเหตุทันที เนื่องจากเป็นสถาบันปอเนาะ บ่มเพาะความรู้ด้านศาสนาอิสลาม เเต่คนร้ายกลับมาอาศัยอยู่ภายในปอเนาะ จึงได้ทราบอย่างมั่นใจว่ามีคนรเ้ายอีกคนอยู่ภายในปอเนาะจนกระทั่งเวลาผ่านมา 4-5 ชม. ราวๆเวลา 20.30 น.จากนั้นเจ้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นภายในหอพัก แต่ละหลัง ขณะที่ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (ตชด.44) ได้เข้าไปตรวจค้นภายในหอพักหลังหนึ่งหรือเรียกว่าปอเนาะหลังปรากฏว่า คนร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวภายในตู้เสื้อผ้า ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ ดต. สมศักดิ์ หลายนัด จนล้มลงกองกับพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากนั้นคนร้ายที่ยิง ดต.สมศักดิ์ ได้กระโดดหนีออกจากทางหน้าต่าง เเละคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนที่ยิงไปก่อนนั้นติดตัวไปด้วย ซึ่งขณะกระโดดหนีทางหน้าต่างคนร้ายได้อาวุธปืน ยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อ เปิดเส้นทางหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้เป็นเหตุทำให้คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตทันทีตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนที่ดังกล่าวไว้เพื่อนำไปพิสูจย์ตามดีเอ็นเอของคนร้ายว่าเคยก่อเหตุที่ไหนมาเเล้วบ้าง ในส่วนของ ดต. สมศักดิ์ ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี แพทย์พยาบาลได้พยายาม ช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากกระสุนปืนได้เข้าบริเวณศรีษะ และลำตัวหลายนัด ทำให้เสียเลือดมาก ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิต ในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เดินทางไปที่เกิดเหตุ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องว่าคนร้ายที่เสียชีวิตและผู้ต้องหาเข้ามาภายในสถาบันปอเนาะได้อย่างไร
ตำรวจและทหารพรานที่ขอกำลังเสริมมานั้นรอฟังคำสั่งจาก ผ.บเหตุการณ์
ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสืบ

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิดบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถาบันปอเนาะดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง ขณะตรวจสอบก็ไม่พบจุดที่เกิดระเบิด แต่ด้วยก่อนหน้านี้ได้รับแจ้ง จากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีกลุ่มก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการเข้ามาหลบซ่อน และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ฝึกอาวุธและร่างกายเพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจค้น อย่างละเอียด กระทั่งเกิดการปะทะกันขึ้นกับคนร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 1 ราย ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย สำหรับผู้ต้องหาที่จะจับกุมได้นั้นได้กำชับให้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มมาตรการคุมเข้มสถานที่ต่างๆ และดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบตอบโต้ ส่วนคนร้ายที่เสียชีวิตนั้นยังต้องรอการพิสูจน์ลายนิ้วมือว่าเป็นใคร ส่วนอาวุธปืนที่ยึดได้จากศพและยึดได้จากผู้ต้องหาได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าอาวุธปืนทั้งสองกระบอกเคยก่อเหตุที่ใดมาบ้าง เชื่อว่าจะมีการเชื่อมโยงอีกหลายคดี

ภาพข่าว/ ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี

ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 นำกำลังเจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน หลังเหตุปะทะในพื้นที่ ต.บางเก่า อ.สายบุรี (วานนี้ 15 ตค.68) โดยเข้าไปช่วยเหลือกำชับ เน้นความปลอดภัยของเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 16 ตค 68 จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าบังคับใช้กฎหมายในบริเวณโรงเรียนปอเนาะ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

เหตุการณ์ปะทะและการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีการใช้พื้นที่บางส่วนของสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งหลบซ่อนและฝึกฝนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ


จนเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ EOD เสียชีวิต 1 นาย คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมได้อีก 1 ราย ทางด้านคนร้ายที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญ คือ นายมูลฮัมหมัด เจ๊ะโดสามะ ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี

โดยในช่วงเหตุการณ์ที่ทางจนท.ได้พบบุคคลเป้าหมาย จนเกิดเหตุปะทะกัน ซึ่งขณะนั้นนักเรียนหลายร้อยคนยัง อยู่ภายในปอเนาะทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียนปอเนาะจำนวน 132 คน (ชาย 83 คน หญิง 49 คน) จึงถูก จนท.ทหารพรานช่วยอพยพไปยังโรงเรียนบ้านป่าทุ่ง ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4404 ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มีการประสานให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้าน เนื่องจากนักเรียนหลายคนอยู่ในอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวจากเหตุการณ์

ผู้สื่อข่าวยังมีรายงานเพิ่มเติม อีกว่า พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ได้วิทยุ สั่งข้อสั่งการจากแม่ทัพพภาคที่4 ที่ได้กำชับไปยัง ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต) เฝ้าระวังอย่างสุดขีดกำลังซึ่งจะอาจเกิดเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่ จุดเปราะบาง โดยใช้การเช็ควิทยุสื่อสาร สื่อสารกันถึงมาตรการป้องกันที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเพื่อจำกัดเสรีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงงที่ยังกบดานอยู่หลายคนในพื้นที่ อ.สายบุรี , ไม้แก่น , กะพ้อ , ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ยังเผยอีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ และความจำเป็นในการดูแลความปลอดภัยของเยาวชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสงบ หากคุณต้องการให้ฉันช่วยร่างข่าวประชาสัมพันธ์หรือโพสต์สำหรับสื่อสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ฉันสามารถช่วยได้ทันที

นอกจากนี้แล้ว ทาง จนท. ฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนข่าวให้ทุกฐานปฏิบัติการในพื้นที่ยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อเหตุ

// ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์เมืองมุก ผนึกกำลัง สิงห์ดงหลวง! บุกจับผู้ค้ายาเสพติดกลางผึ่งแดด ยึดยาบ้า 400 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร / ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหาร (ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร)

ได้สั่งการให้นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหารที่ 2

บูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอดงหลวง ภายใต้การอำนวยการของนายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง (ผอ.ศป.ปส.อ.ดงหลวง)

โดยมีนายชัช โชติชูชัย ปลัดอำเภอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง (สิงห์ดงหลวง) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.ดงหลวงที่ 8 ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในเขตพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร

ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 400 เม็ด โดยแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” จำนวน 1 ราย และ“เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)

โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” จำนวน 1 ราย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มุกดาหาร #ยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #สิงห์ดงหลวง #ผึ่งแดด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ร้อยเอ็ด เตรียมจัดงานสมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี อย่างยิ่งใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมพระเวสสันดร ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ นายพิชัยยา ตุระซอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม

การจัดงาน “สมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี” โดยได้รับความเมตตาจาก พระครูมหาธรรมบาลมุรี รองเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าอาวาสวัดบ้านอ้น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และพิจารณารายละเอียดรูปแบบงาน รวมถึงร่างกำหนดการจัดงาน ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 28 ธันวาคม 2568 ณ อนุสาวรีย์พระขัติยะวงษา ห้าแยกสายน้ำผึ้ง และ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดร้อยเอ็ด

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมสำคัญ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนาเมืองร้อยเอ็ด ตอกย้ำความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองของชาวร้อยเอ็ด ที่ร่วมกันสืบสานและพัฒนาเมืองให้มั่นคง ยั่งยืน และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์แห่งอีสาน

ทั้งนี้ ในการประชุมได้พิจารณา 2 เรื่องสำคัญ คือ รูปแบบการจัดงานและร่างกำหนดการกิจกรรม และ จำนวนผู้ร่วมรำสมโภชเมืองร้อยเอ็ด ครบ 250 ปี ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญที่จะสะท้อนพลังความสามัคคีของชาวร้อยเอ็ด
!!!!!!
คมกฤช พวงศรีเคน ภาพ
คณิต ไชยจันทร์ รายงานจาก จ.ร้อยเอ็ด
โทร 093-458-9192

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ร้านค้าประจวบฯ คึกคัก! ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประชาชนรอลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิ์ 29 ต.ค.นี้ /

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิด “ศูนย์ One Stop Service คนละครึ่งพลัส ประจวบคีรีขันธ์” โดยมีนางสาวกนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัดประจวบฯ นางมรกต ลิมปิวรรณ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคลังจังหวัดฯ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเดินทางมาเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก การเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปและร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในพื้นที่ จ.ประจวบฯ โดยได้จัดทีมงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ระหว่างวันที่ 15 – 26 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ

นายปรีดา สุขใจ กล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้ง “ศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส” เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชนกระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัดฯ และมีศูนย์กลางให้บริการฯ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัดฯ เปิดให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดได้ไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโอกาสในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ สำหรับร้านค้าได้เริ่มเปิดลงทะเบียนให้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 68

ในส่วนของประชาชนจะเปิดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 22.00 น. และใช้สิทธิได้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 ด้านสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% ของค่าสินค้าและบริการ มีวงเงินสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,400 บาท ผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 23.00 น. สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องอัปเดตแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกดเข้าร่วมโครงการฯ ได้เลย ที่ีผ่านมามีประชาชนจำนวนมากสอบถามเข้ามาและรอเข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตอบโจทย์“แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ยึดยาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ด 1 ล้านบาท ผู้ต้องหา 197 ราย เครือข่ายใหญ่7 ราย หลังแก๊งยาบ้าเปลี่ยนวิธีใช้รถแท็กซี่ขนยาบ้าพื้นที่ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พล.ต.ต.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดในช่วงวันที่ 1 – 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งจากปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งหมด 197 คน ของกลางยาบ้าจำนวน 199,975 เม็ด และยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาคดียาเสพติดรวมมูลค่าประมาณ 1,050,000 บาท ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ

***ทั้งนี้ สำหรับการปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในเดือนตุลาคม ชุดปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการ “238 พิทักษ์นครลำดวน” ซึ่งประกอบด้วยตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ สามารถสืบสวนติดตามและจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 1 เครือข่าย จำนวน 5 ราย ผู้ต้องหา 4 คน ของกลางยาบ้า 190,000 เม็ด และยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 920,000 บาท หนึ่งในนั้นเป็นรถแท็กซี่ที่พ่อค้ายาใช้ขับขนสินค้ากระจ่ายให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องอีก 7 ราย

***พล.ต.ต.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และขอความร่วมมือจากประชาชนและสถานประกอบการทุกแห่งในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ค้า หรือผู้ใช้สถานประกอบการในการกระทำผิดโดยสามารถแจ้งข้อมูลได้ผ่านสายด่วนยาเสพติด 1599, สายด่วน 191, Application Police I lert U และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ สายด่วน 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างเข้มข้น โดยการร่วมมือของประชาชนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการจับกุมและปราบปรามแล้ว ข้อมูลจากชาวบ้านถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยลดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ


***นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การปฏิบัติการนี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยต้องดำเนินการอย่างจริงจังในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการปราบปรามแหล่งผลิตและเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด


***นโยบายของรัฐบาลเน้นการดำเนินงานตามกฎหมายไทยและหลักสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนและพื้นที่ตอนใน การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด การปิดล้อมตรวจค้น การทำลายเครือข่าย และการสืบสวนขยายผลผู้ค้ายาเสพติดในทุกระดับ จึงถือว่าการจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “พิฆาตทรชนคนค้ายาอีสานใต้” และยุทธการ “238 พิทักษ์นครลำดวน” ของจังหวัดศรีสะเกษ


***ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 และจังหวัดศรีสะเกษ ยังคงเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมระดมกวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ เพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดและลดปัญหาอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับประชาชนที่พบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทุกช่องทางที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ ทั้งสายด่วนและแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ชาวไทยมุสลิมนับร้อยคน ถูกลอยแพ ทิ้งกลางสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ บริษัททัวร์ปิดหนี กบดานศรัทธากับความสิ้นหวัง สูญนับร้อยล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีเกิดความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา สืบเนื่องจาก ผู้เดินทางไปแสวงบุญอุมเราะฮฺ จำนวน 170 คน ที่ เตรียมออกเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยทุกคนที่จะเดินทาง และญาติพี่น้องที่มาส่ง ต่างพากันรอเพื่อเตรียมตัว กันขึ้นเครื่องเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องต่อไปยังประเทศซาอุดิอารเบีย แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทาง ปรากกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ของบริษัทดังกล่าวมาแสดงตัว ทุกคนได้พยายามติดตาม บริษัทแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งทางบริษัทได้ ส่งข้อความ ทางไลน์กลุ่มของผู้ที่จะเดินทางว่า “ไม่สามารถเดินทางได้” ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่า ถูกหลอก ทำให้บรรยากาศวันดังกล่าวทุกคนที่คาดหวังว่าจะเดินทางไปอุมเราะห์ต่างผิดหวังและร้องไห้ รวมไปถึงญาติ ๆ ที่มาส่งกัน ต่างได้รับความเสียใจอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งของชาวมุสลิมจะเก็บเงินไปแสงบุญ

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ วันที่ 14 ตค. เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 41 คน ทั้งจากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี ,พ.ต.ท.ศักดิ์อนันตื คำไสย รอง ผกก.ทท.หาดใหญ่ และ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สว.ทท.นราธิวาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ จชต.โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันจะรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาท

โดยบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล ผู้เสียหายแต่ละรายระบุว่า ได้จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว รายละเกือบ 60,000 -100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อไปแสวงบุญ แต่กลับถูกลอยแพไม่ทราบชะตากรรมของผู้จัดการบริษัท ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าของบริษัทหายตัวไปอย่างเงียบ และหลังจากเหตุการณ์ 1 วัน ทางบริษัทได้โพสข้อความแสดงคำขอโทษ และจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน และไม่มีการติดต่อมาอีกเลย เบื้อต้นมีผู้เสียหายราย 170 ราย

ดำเนินการเพราะผู้เสียหายครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก พร้อมยืนยันจะรวบรวหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาทนางรอดีย๊ะ อาแว ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มของตนมีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยก่อนเดินทางหนึ่งวัน ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์เกี่ยวกับรายละเอียดการเดินทาง แต่ปรากฏว่าไม่มีคำตอบชัดเจนจากทางบริษัท ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าทำไมบริษัทไม่แจ้งข้อมูล หรือกำหนดเวลาเดินทางให้แน่ชัด

ต่อมาทางบริษัทได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจาก แพ็กเกจที่ทุกคนซื้อไปไม่พอจ่าย และขอให้ผู้เดินทางทุกคนโอนเงินเพิ่มคนละ 15,000 บาท โดยยืนยันว่าหากชำระเพิ่มแล้วจะสามารถเดินทางได้แน่นอน ด้วยความตั้งใจและศรัทธาที่อยากไปประกอบพิธี ทุกคนจึงยอมโอนเงินไปตามที่บริษัทแจ้ง

แต่สุดท้าย บริษัทกลับเงียบหายไป และปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด ไม่สามารถติดต่อได้อีกทุกคนเสียใจมาก คืนนั้นไม่มีใครได้นอนเลย… ส่วนตนก็รู้สึกจุกในใจมาก เพราะตั้งใจจะพาแม่ ๆ ป้า ๆ ไปทำอุมเราะห์ แต่สุดท้ายกลับต้องเห็นพวกเขาร้องไห้กันหมดนางกุลยา เจะเลาะ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนรออยู่ที่สนามบิน ด้วยความหวัง ว่าจะได้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ แต่เมื่อรอแล้วรออีก ก็เริ่มรู้ชะตากรรมว่าคงไม่ได้ไปต่อ ด้วยความอยากไป จึงลองไปตรวจสอบตั๋วที่สนามบิน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของตนอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร ทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังคงยืนรอต่อไป

ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินทางก็น่าสงสารมาก โดยเฉพาะเมาะ (คนแก่) บางคนที่เดินทางมาไกล ตั้งแต่ตี 2 มานั่งรอจนฟ้าสว่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ไป และไม่มีใครจากบริษัทออกมาดำเนินการหรือชี้แจง ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ ตาแดงกันไปหมดเงินหามาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเสียไปแล้ว เพราะตนตั้งใจอย่างมากที่จะไปทำอุมเราะห์ กว่าจะได้ลางานไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งแพ็กเกจนี้ตนชำระเงินล่วงหน้าไปกว่า 3 เดือน แต่สุดท้ายบริษัทกลับทำกับเราด้วยวิธีแบบนี้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ทุกคนต่างพากันกอดกันท่ามกลางน้ำตา

ด้าน พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า วันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความราว41ราย และยังมีผู้เสียหายอื่นๆอีกที่กำลังจะเข้ามาแจ้งความเพิ่ม โดยส่วนใหญ่ผู้เสียหายได้มีการโอนไป และบ้างรายก็จ่ายสด 8-9หมื่นบาท บางราย เสียหาย1แสนบาทซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำผู้เสียหายให้รวบรวมหลักฐานทั้งสลิปการโอน แชทสนทนา กำหนดการเดินทาง หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานมาดำเนินคดีต่อไป // ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เรียนเชิญพี่ๆสื่อร่วมงานแถลงข่าว ภาพยนตร์ บยอ แตน เชิญร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ขยอ แตน

แชร์เนื้อหานี้
           กำหนดงาน

14:30 น.ลงทะเบียน
15:30 น.เริ่มงานบริเวณชั้น3 โรงภาพยนตร์ เมเจอร์รัชโยธิน
16:00 น..เริมงานในโรงภาพยนตร์โรง6 โดยพิธีเปิดตัว บริษัท รอยัลพิกชิว เอนเตอเทรนเม้นผู้น่า ภาพยนตร์เมียนมาร์ เข้าฉายในโรงหนังชั้นนำในประเทศไทยเช่นเมเจอร์
โดยนาย อิทธิพัทธ์ ภกิจจีรภรณ์ กรรมการบริหารงาน บริษัท รอยัล พิกชิวอินเตอร์เทนเม้นไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท ริยัล พิกชิว ร่วมกับ เมเจอร์ ได้นำหนังยอดนิยม จากต่างประเทศโดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้หลายอารมณ์ จากประเทศ เมียนมาร์ นำเข้ามาฉายทีประเทศไทย โดยบื้องต้นบริษัทจะเริ่มนำมาฉายภายในเครือเมเจอร์
พร้อมด้วยนาย เต็ง หล่าย วิน
นาย พิว เว โซ (Mr Thein Hlain Win) และMr Phyo Ngwe Soe
ร่วมพูดคุยถึงภาพยนตร์และมาพร้อมนักแสดงนำ พูดคุยถึงภาพยนตร์เรื่องนี้

สอบถามรายละเอียด
หรือเฟิร์มร่วมงานโทร.0928579195

เปิดตัว!!ขึ้นแท่นนักแสดงดาวรุ่ง อลิซ ทวีธาร ไกรกรรดิ นางสาวไทยระยอง ในละครเทิดพระเกียรติ ออกอากาศทางช่อง5 ฝากติดตามนางร้ายป้ายแดงคนนี้ด้วยนะคะ

นางสาวไทยระยอง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.7 นำร่อง “ไกลกังวล หัวหิน โมเดล” ติดตั้งระบบ AI ป้องกันภัยรอบวังไกลกังวลและนครหัวหิน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย วังไกลกังวล (ปภ.97) อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการหัวหินเมืองปลอดภัยกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวังไกลกังวล

ด้วยระบบ Ai และกล้องวงจรปิด (CCTV) มี นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, พล.ต.ต.ไพศาล พฤกษจำรูญ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน, พ.ต.ท.สัตยา เสโล่รังสี รอง ผกก.ถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย

หัวหน้าควบคุมทีมปฎิบัติงานดูแลระบบกล้องวงจรปิด (Ai), นายกิตติชัย ศรีทองช่วย ปลัดอำเภอหัวหิน, นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวังไกลกังวลเป็นเขตพระราชฐานที่มีความสำคัญ ทางตำรวจภูธรภาค 7 จึงได้เปิดตัวนวัตกรรม กล้องวงจรปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ Ai

เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณวังไกลกังวลและนครหัวหิน โดยระบบ Ai ตัวนี้จะสามารถวิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมหรือวัตถุต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ เช่น การบุกรุกพื้นที่หวงห้าม การตรวจจับอาวุธ เช่น ปืน มีด หรือการระบุตัวบุคคลตามบัญชีเฝ้าระวัง (Blacklist) เพื่อตรวจสอบใบหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ระบบปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นรอบวังไกลกังวลโดยมีจำนวนกล้องทั้งสิ้น 24 ตัว พร้อมกันนี้เราได้เชิญทางจังหวัด อำเภอ เทศบาล เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เนื่องจากหัวหินเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมาก ถ้าสามารถเป็นประโยชน์ได้ก็จะนำไปต่อยอดในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการป้องกันอาชญากรรมไปด้วย

สำหรับโครงการนี้ก็ยังจะขยายไลน์ออกไปยังแหล่งศูนย์ท่องเที่ยวของนครหัวหิน และที่อื่น ๆ ในแต่ละจังหวัดของภาค 7 โดยจะเรียกว่า “ไกลกังวล หรือ หัวหิน โมเดล” เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ เดินทางกว่า 200 โล เพื่อมอบสิ่งของและความสุข ให้กับ นักเรียน โรงเรียน ตชด. / แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม

แชร์เนื้อหานี้
TTT

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายจุมพล ศรวิเศษ นายกสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และ กำลังเจ้าหน้าที่ นำข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม นม เครื่องปรุง เสื้อผ้า ผ้าห่ม เครื่องปริ้น และกระดาษ เดินทางกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อมอบสิ่งของ อุปโภค และ บริโภค ดังกล่าว ให้กับ คณะครู และ เด็กๆ

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง หมู่ที่ 8 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะครูและเด็กๆ พร้อมกันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำอาหารเลี้ยงเด็กๆ และคณะครู

ก่อนจะลงสนามทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ อาทิ แข่งฟุตซอล เล่นดีดลูกแก้ว ฯลฯ ก่อนจะถ่ายรูปหมู่แล้วเดินทางกลับสมุทรปราการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตะโกปิดทอง ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากชายแดน ไทย-พม่า ประมาณ 4 กิโลเมตร

และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 100 กิโลเมตร หากต้องเดินทางไปกลับเพื่อซื้อสิ่งของจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง โดยภายในโรงเรียน มี ครูตำรวจ 8 ท่าน ครูพลเรือน 5 ท่าน และมีนักเรียน จำนวนประมาณ 250 คน มีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีนักเรียนบางส่วนพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียน

นายจุมพล ศรวิเศษ นายกสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ / ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา / และทีมภาคประชาชนที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้ร่วมกันนำสิ่งของปัจจัยต่าง ๆ โดยทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ

ได้มาเป็นตัวแทนมอบให้กับน้อง ๆ นักเรียน โรงเรียน ตชด. อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้น้อง ๆ ได้รับความสุข ได้รับสิ่งที่ดี ๆ จากทางกลุ่มชมรมอาสาในพื้นที่สมุทรปราการ
ครูประจำโรงเรียน กล่าวว่า ทางโรงเรียนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ยังเล็งเห็นความสำคัญของเด็กชายแดนตรงนี้ วันนี้เด็ก ๆ ก็มีความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ อิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจ และมีความสุขมาก


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีม เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด แจกตามประชาชน ตามชุมชน 5 แห่ง

ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เนื่องในวาระครบ ๙ ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช”

นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่มจำนวน 500 ชุด ไปแจกตามชุมชนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เนื่องในวันครบรอบสวรรคต พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 โดยวันนี้ได้ไปแจกที่ ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายฉกรรจ์ 2 ราย บุกรุมทำร้าย!! อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านเกาะรัง ต.หนองหว้า

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (13 ต.ค.68) เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้าน นายอนันต์ อารี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 (ผู้เสียหาย) ร้องเรียนยัง นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เหตุเกิดเมื่อวันที่ (12 ค.ค.68) เวลาประมาณ 22.05 น. ผู้เสียหาย ได้กำลังนอนพักอยู่ บ้านเลขที่ 299 หมู่ 10 ต.หนองหว้าฯ (ที่เกิดเหตุ)

ได้มีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน (อ้างว่าชื่อ อบต.นิว) ซึ่งขับรถมาก่อเหตุ ทะเบียน กบ 789 สระแก้ว รถ อีซูซุลักษณะสีรถบรอนซ์เขียว ได้มาที่บ้านหลังเกิดเหตุ แล้วได้สอบถามหากับ น.ส.จิตตรา อารี (บุตรสาวของผู้เสียหาย) บอกว่ามีธุระ จะขอคุยกับ นายอนันต์ ในขณะนั้น นายอนันต์ ได้ยินเสียงจึงได้เดินมาดู ก็พบว่ามีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน ยืนรออยู่ บริเวณบ้านหลังเกิดเหตุ

หลังจากนั้นชายฉกรรจ์จำนวน 2 คน ดังกล่าวก็ได้ทำร้ายร่างกาย นายอนันต์ โดยการชกเตะ เข้าที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกาย ทำให้ นายอนันต์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอและตามร่างกาย

ต่อมา..ได้มี นายบุรากร แซ่ลี้ เข้ามาห้ามปราม กระทั่งชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์กับ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เพื่อขอความเป็นธรรมให้ทางผู้ก่อเหตุออกมารับผิดชอบให้สัมภาษณ์ นายอนันต์ อารี (ผู้เสียหาย)ให้สัมภาษณ์ จิตตรา อารี (ลูกสาวผู้เสียหาย) ให้สัมภาษณ์ บุรากร แซ่ลี้ (ลูกเขย)

ภาพข่าว โดย ผอ.วงศกร ปราจีน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าปากน้ำ เป็นประธานทำบุญตักบาตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกับ “วันนวมินทรมหาราช” ณ ลานพระบรมรูปทรงงาน สวนสุขภาพลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป พิธีวางพวงมาลา และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ภายในงานมี นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นางเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ นายรุ่งสง่า นวลนุกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพระประแดง และนายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ อาสาสมัคร และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการร่วมรำลึกและแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ยังมี จิตอาสาพระราชทาน นำโดยนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ พลเรือน พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทหาร ตำรวจ องค์กรเอกชน นักเรียน นักศึกษา และ ประชาชนในชุดจิต อาสาพระราชทาน พร้อมใจกันบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอีกด้วย
สำหรับ “วันนวมินทรมหาราช” เป็นวันแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างของ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ที่ลงพื้นที่ทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ จากภูเขาสูงถึงปลายน้ำ พระองค์ทรงใช้พระปรีชาสามารถคิดค้นและพัฒนาโครงการพระราชดำริกว่าหลายพันโครงการ ครอบคลุมด้านการเกษตร แหล่งน้ำ ป่าไม้ การศึกษา การแพทย์ และสิ่งแวดล้อม แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่หน่วยงานและประชาชนไทยน้อมนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า “ความเจริญที่แท้จริง ต้องเกิดจากพื้นฐานชีวิตของประชาชน”

พระราชจริยวัตรอันงดงาม ความเรียบง่าย สมถะ และความเสียสละของพระองค์ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนยึดถือเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง ซื่อสัตย์ และตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ในวันนวมินทรมหาราชนี้ ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงใช้สวนสุขภาพลัดโพธิ์ ซึ่งมีพระบรมรูปทรงงาน และยังเป็นสถานที่ตั้ง สะพานภูมิพล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

ที่เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ปัญหาจราจรและส่งเสริมการขนส่ง โดยสะพานนี้เปิดให้สัญจรได้

ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้รับพระราชทานนามว่า “สะพานภูมิพล” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ชาวจังหวัดสมุทรปราการ จึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พร้อมสำนึกในพระเมตตาอันล้นพ้น และตั้งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความมั่นคงของชาติไทย

นอกจากนี้ยังมี นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือเต้ อาชีวะ อายุ 40 ปี แกนนำกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ที่จะทำความดีตอบแทนแผ่นดิน ในนามกลุ่ม “ไทยไม่ทน” พร้อมคณะกว่า 10 คน ได้นำพวงมาลา มาวางที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงงานอีกด้วย
นาย อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ ประธานกลุ่ม ไทยไม่ทน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า นี่เป็นแผ่นดินไทย ผืนแผ่นดินไทย เปิดเพลง เปิดเสียงหมาหอน จะทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ไม่ได้หนักหัวเขมรแน่นอน

สุดท้ายรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ดังนั้นสิ่งที่คำนึงถึงเรื่องละเมิดสิทธิ์ ควรไปห่วงประชาชนที่อยู่ชายแดน วันที่ 24 กรกฎาคม ประชาชนที่เสียชีวิต สูญเสียขา เด็กที่ต้องสูญเสียไป ทำไมต้องแคร์สิทธิมนุษยชน ผมเป็นคนตรง ไม่เกี่ยวกับพรรค ที่นี่แผ่นดินไทย ประเทศไทย

ต้องดูแลคนประเทศไทยก่อน ประเทศปลายทางเคยเคารพเราหรือเปล่า เขามาเอาม็อบมากดดันพวกเรา กลุ่มไทยไม่ทน และอนาคตจะเกิดเป็นพรรคไทยไม่ทน พวกเราคนไทยทุกคน มีความเศร้าโศกสูญเสีย เมื่อ 9 ปีที่แล้ว มาจำนวนหนึ่งมาร่วมแสดงจุดยืนความจงรักภักดีแบบนี้ตลอดไป

วันนี้มีภารกิจมีข้อร้องเรียนมาในพื้นที่ตลาดพระประแดง มีต่างด้าวทำตัวเป็นเจ้าของร้านเจ้าของแผง และนำข้อมูลที่แท้จริงไปคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปกวาดล้าง ในกลุ่มไทยไม่ทน ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ของทุกคน ยังเล็งเห็นว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องผนึกกำลัง ทำงานในด้านกฎหมายและทำเรื่องดีๆขึ้นมา ต้องพึ่งกฎหมายเข้ามาช่วย ผนึกกำลังสร้างกลุ่มไทยไม่ทนขึ้นมา แก้ปัญหาในเรื่องต่างด้าว และอีกหลายๆด้าน ช่วยพัฒนาประเทศ ความพร้อมของกลุ่มไทยไม่ทน ส่งรายชื่อให้ กกต. ผ่านเรียบร้อยแล้ว พร้อมทำงานให้กับประชาชน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ แจกข้าวเหนี่ยวหมูและน้ำดื่ม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคต ร.9
วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้นำทีม เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัคร นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด แจกตามประชาชน ตามชุมชน 5 แห่ง ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวาระครบ ๙ ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ “วันนวมินทรมหาราช”
นางสาวปิยนุช(แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปฯ ได้นำข้าวเหนียวหมูและน้ำดื่มจำนวน 500 ชุด ไปแจกตามชุมชนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันครบรอบสวรรคต พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 โดยวันนี้ได้ไปแจกที่ ชุมชนเก้าไร่ท้ายบ้าน / ชุมชนคลองหัวลำภู ท้ายบ้านใหม่บางปู / ชุมชนหาดอัมรา / ชุมชนบ่อขยะ ท้ายบ้าน / ชุมชนสะพานปูน คลองศาลาแดง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นาทีระทึก! เด็กน้อยกลืนเหรียญ คุณแม่โพสต์สุดสะเทือนใจ ‘บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่’”

แชร์เนื้อหานี้

“หัวอกคนเป็นแม่แทบสลาย 💔 เมื่อลูกน้อยเผลอกลืนเหรียญเข้าไป! โพสต์ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกพ้นอันตราย 🙏
ภาพเอกซเรย์เห็นชัด เหรียญขนาด 17 มิลลิเมตรติดในช่องท้อง แพทย์เร่งดูอาการใกล้ชิด – ขอให้น้องปลอดภัย ❤️”

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีคุณแม่รายหนึ่งได้โพสต์เฟซบุ๊กขณะอยู่ที่ โรงพยาบาลมุกดาหาร “บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่ พระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวบุตรเทวดาเพิลงยังช่วยอยู่ 🙏🙏🙏🙏” พร้อมแนบภาพลูกชายตัวน้อยในชุดคนไข้ และภาพเอกซเรย์ที่แสดงให้เห็นวัตถุโลหะคล้ายเหรียญในช่องท้อง
จากภาพฟิล์มพบว่า วัตถุดังกล่าวมีขนาด ประมาณ 17.37 มิลลิเมตร เบื้องต้นคาดว่าเด็กน่าจะเผลอกลืนเหรียญเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ

👩‍⚕️ ขณะนี้แพทย์อยู่ระหว่าง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของน้อง

บทเรียนสำคัญสำหรับพ่อแม่ทุกคน อย่าประมาทกับของเล็ก ๆ ในบ้าน

🙏 ขอให้ น้องปลอดภัย หายดีในเร็ววัน ❤️

⚠️ คำเตือนจากแพทย์
กรณีเด็กกลืนสิ่งแปลกปลอม เช่น เหรียญ ถ่านกระดุม หรือของเล่นชิ้นเล็ก ❗ ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์
❌ ห้ามพยายามล้วงคอ หรือทำให้อาเจียนเอง
✅ รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์เอกซเรย์และวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง
👶 คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

  • เก็บเหรียญ ถ่านกระดุม และของชิ้นเล็กให้พ้นมือเด็ก
  • ห้ามให้ของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็กกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี
  • หากเด็กมีอาการไอ สำลัก หรือกลืนลำบาก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

กลืนเหรียญ #ขอให้น้องปลอดภัย #เตือนภัยพ่อแม่ #อุบัติเหตุในเด็ก #โรงพยาบาลมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #บทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หมาก ปริญ” แบรนด์แอมฯ!ร่วมเปิด “ic! berlin Flagship Store” ใหญ่ที่สุดในไทย

แชร์เนื้อหานี้

“ออพติค สแควร์” ปักหมุดหมายใจกลาง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค”
ฮอตไม่พักสำหรับพระเอกหนุ่มสุดหล่อ “หมาก – ปริญ สุภารัตน์” Brand Ambassador แว่นตา ic! berlin ล่าสุดอวดลุคหล่อเนี้ยบร่วมงาน Grand Opening “ic! berlin Flagship Store” แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัท ออพติค สแควร์ จำกัด ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

งานเต็มไปด้วยบรรยากาศสุดชิคและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแฟชั่น โดยมี คุณสาวิตรี สุรธรรมวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ออพติค สแควร์ จำกัด แม่งานใหญ่ นำทีมผู้บริหารต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เซเลบคนดังจากหลากหลายวงการ อาทิ จ็อบ ธัชพล, ฟลุ๊คจ์ พงศภัทร, แฟร้งค์กี้ วีรภัฏ, ไนซ์ บริพัฒน์, เล้ง ณัฐพล นิลดอนหวาย , แสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล, น้ำ จุฑามาศ หวังสวัสดิ์ , เบนซ์ ทิพย์สุวรรณ มหาสุวรรณชัย , ซัน ก้องภพ บรรณทอง , ชาย สมชาย เจริญสุข

รวมถึง คุณประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายแว่นตาชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์ “ic! berlin” ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย นอกจากมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้บริหารคนเก่งแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่สาวกแว่นตาจะได้ยลโฉม คอลเลกชัน Fall-Winter 2025 (Full Collection) อย่างเป็นทางการ

เรียกว่าโดนใจแฟชั่นนิสต้าชาวไทยขั้นสุด อีกเรื่องที่ดูจะดึงดูดใจไม่น้อยไปกว่าแว่นตาคือการตกแต่งภายในของ “ic! berlin Flagship Store” ที่ ออพติค สแควร์ ออกแบบให้สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยคอนเซ็ปต์ “Luxury in Simplicity” ผสมผสานดีไซน์มินิมอลกับความหรูหราอย่างลงตัว แว่นตาแต่ละรุ่นถูกจัดวางเสมือนงานศิลปะในแกลเลอรี พร้อมมุม

ไฮไลต์สุดพิเศษ “ic! berlin Heritage Wall” ที่จัดแสดงคอลเลกชันลิมิเต็ดรุ่นหายากจากแต่ละยุค เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้ได้ชมความงามของดีไซน์เหนือกาลเวลา
คุณสาวิตรี สุรธรรมวิทย์ เผยว่า “เราตั้งใจสร้างสาขานี้ให้เป็นต้นแบบของร้านแว่นตายุคใหม่ ที่ผสมผสานเทคโนโลยี งานดีไซน์ และประสบการณ์สุดพิเศษของแบรนด์ระดับโลกเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Modern Optical Gallery”

โดยใช้ความ โมเดิร์น และ มินิมอล มาผสมผสานอย่างมีสไตล์ เน้นการใช้วัสดุที่มีความคมชัดและเปี่ยมคุณภาพอย่าง สแตนเลสสตีล สะท้อนตัวตนของแบรนด์เยอรมันที่ให้ความสำคัญกับ ฟังก์ชัน ความแม่นยำ และความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด สำหรับบรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบให้สื่อถึงคำว่า “Luxury in Simplicity” มีการใช้แสงในโทนอุ่นเพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรให้ลูกค้ารู้สึกสบายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ภายในร้านของเราค่ะ”

ขณะที่ หมาก ปริญ สุภารัตน์ Brand Ambassador ic! berlin ประเทศไทย 4 ปีซ้อน เผยความรู้สึกว่า “ic! berlin Flagship Store สวยและมีสไตล์มากครับ เต็มไปด้วยแว่นตา ic! berlin ทุกรุ่นทุกแบบ ผมชอบมุมพิเศษอย่าง “ic! berlin Heritage Wall” เพราะเป็นมุมที่จัดแสดงคอลเลกชันลิมิเต็ดรุ่นหายากจากแต่ละปี ที่ไม่ได้วางจำหน่ายแล้ว

ให้แฟนพันธุ์แท้ได้เห็นเสน่ห์และวิวัฒนาการของงานออกแบบจากเบอร์ลินในแต่ละยุค ถือเป็นมุมที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของ ic! berlin ได้ดี ที่สำคัญวันนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ชมแว่นตา ic! berlin คอลเลกชัน Fall-Winter 2025 (Full Collection) อีกด้วย ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ic! berlin เพราะแบรนด์นี้สะท้อนสไตล์ของผมได้อย่างลงตัว เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดและคุณภาพทุกครั้งที่ใส่รู้สึกมั่นใจและเป็นตัวเองที่สุดครับ”.

เกี่ยวกับ ic! berlin ic! berlin ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 เป็นแบรนด์แว่นตาสไตล์ฟังก์ชันนัลระดับโลกจากเยอรมนี โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะบานพับไร้สกรูซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ ทำให้แว่นตาแต่ละรุ่นมีน้ำหนักเบา แข็งแรง ยืดหยุ่น และสวมใส่สบาย

ผลิตจากสแตนเลสสตีลคุณภาพสูงเกรดเครื่องมือแพทย์ มอบทั้งความทนทานและความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้สวมใส่ ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต เป็นนวัตกรรมแว่นตาจากเยอรมนี Made in Germany 100% ปัจจุบัน ic! berlin เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมแว่นตาระดับโลก และได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Marcolin Group ตั้งแต่ปี 2024 พร้อมจัดจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

icberlin#icberlinthailand#FunctionalEyewear#icberlinDusitCentralPark #DusitCentralParkติดตามข่าวสารและคอลเลกชันใหม่ๆ ของ ic! berlin ได้ที่ :Facebook: facebook.com/icberlinthailandInstagram: @icberlin_thailand / @icberlinshop TikTok: @icberlinthailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ :ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท พลอย พีอาร์ (2565) จำกัดระวีนันท์ พุทธวิเชียร (ทิพย์) 097-954-9591, เนตรดาว จตุพงษา (เต้ย) 090-954-5045
พนารัตน์ ธงไชยฤทธิ์ (พลอย) 097-949-5156, ปณิชา มาไลยกุล (เป้) 081-979-7609อารยา ส่วยหวาน (ไอซ์) 092-437-9019

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาค 4 ถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พันปีหลวง ประจำปี 2568 ณ วัดหัวควน จ.ปัตตานี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (12 ตุลาคม 2568) เวลา 13.30 น. ณ วัดหัวควน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/

ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2568 โดยมี คณะผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วน

ราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กำลังพล ตลอดจนพุทธศาสนิกชน จากหลายอำเภอเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มด้วยการอัญเชิญผ้าไตรกฐินพระราชทานเข้าสู่พระอุโบสถ ตามด้วยการประกอบพิธีทางศาสนา การถวายสังฆทาน และการเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีพระสงฆ์จากคณะสงฆ์จังหวัดปัตตานี

ร่วมประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา

ซึ่งปัจจัยที่รวบรวมได้จากบริวารกฐินผู้มีจิตศรัทธาในครั้งนี้ มียอดรวมทั้งสิ้น 204,900 บาท

การถวายผ้าไตรกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นพระราชปณิธานอันงดงามในการบำรุงพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการสืบสาน

ประเพณีทางพุทธศาสนาอันดีงาม เสริมสร้างความศรัทธา ความสามัคคี และความเข้มแข็งในชุมชน

ทั้งนี้ วัดหัวควนถือเป็นวัดสำคัญในอำเภอโคกโพธิ์ ที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ การได้รับพระราชทานผ้าไตรกฐินในครั้งนี้

จึงนับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งแก่คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชน และประชาชนในจังหวัดปัตตานี
//ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน//

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขอนุญาติพี่นักข่าว พัทลุงด้วยครับ ผู้การสมคิด นำขบวนทอดกฐินสามัคคี สืบสานศรัทธา ณ วัดอัมพวนาราม จ.พัทลุง

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 11.30 น. พันเอก สมคิด คงแข็ง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 15 นำขบวนกฐินสามัคคีประจำปี 2568

ณ วัดอัมพวนาราม (ส้มตรีด) อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เพื่อสืบสานประเพณีทางพระพุทธศาสนา และส่งเสริมความรัก ความสามัคคีในชุมชน

โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้น อย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา โดยมีผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ กำลังพลจากหน่วยทหาร

เพื่อนกระต่ายโรงเรียนพัทลุง ส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนจากพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกันถวายบริวารกฐินด้วยจิตใจอันเป็นกุศล

ยอดปัจจัยรวมจากการทอดกฐินในครั้งนี้อยู่ที่ 610,160 บาท ซึ่งจะนำไปสมทบทุนในการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งธรรมะที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองต่อไป

พันเอกสมคิดกล่าวว่า “การทอดกฐินไม่เพียงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทย หากยังเป็นสะพานเชื่อมโยงความสามัคคีระหว่างหน่วยงานราชการ เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ร่วมกันสร้างกุศลในวันนี้”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เสียงสาธุดังก้องทั่วศาลาวัด สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาที่ยังคงงดงามและมั่นคงในหัวใจของชาวพัทลุง // ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด ประจำปี 2568 ทางบกและทางเรือ และ พิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมือง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง เปิดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568

โดยมีนายชนินทร์ กาญจนสุชา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ เลขานุการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ

กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสุจินต์ วาจากิจ นายประทีป นทีทวีวัฒน์ นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ

นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาด

จังหวัดสมุทรปราการ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้าร่วมพิธี

ขบวนแห่(ทางบก) ประกอบด้วย รถเครื่องเสียง ขบวนริ้วธง ขบวนรถปุปผชาติอัญเชิญ ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ พร้อมเคลื่อนขบวนออกจากศาลากลางจังหวัดสุมทรปราการ เข้าสู่ถนนศรีสมุทร ฝั่งซ้ายมือ (สำนักงานสรรพกรจังหวัดฯ)

ไปถึงตลาดสี่แยกเลี้ยวขวา ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย เลี้ยวขวาผ่านธนาคารทหารไทย ตลาดวิบูลย์ศรี ศาลจังหวัดฯเลี้ยวซ้ายผ่านจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

และกลับเข้าสู่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นเป็นขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ (ทางน้ำ) ขบวมผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติลง(เรือตำรวจน้ำ) จัดรูปขบวนแห่ทางเรือขบวนเรือแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาสู่อำเภอพระประแดง

เพื่อนำผ้าห่มฯ ขึ้นฝั่งอำเภอพระประแดง และนำผ้าห่มฯ ขึ้นรถบุปผชาติ แห่ผ้าห่มฯ ไปตามตลาดให้ชาวพระประแดงได้สักการะ ขบวนรถบุปผชาติแห่ผ้าห่มฯ เคลื่อนจากอำเภอพระประแดงสู่วิหารหลวง บริเวณหน้าองค์พระสมุทรเจดีย์

โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปองค์พระประธาน”พระมงคลชัยวัฒน์” (ปางห้ามสมุทร) ห่มผ้า ถวายพวงมาลัย ปิดทอง ประธานในพิธีเข้าสู่ศาลาทรงยุโรปสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จุดธูปเทียน เครื่องทองน้อย ถวายพวงมาลัยนำขบวนแห่ผ้าห่มฯ ทำทักษิณาวรรตรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัด

สมุทรปราการ กล่าวคือนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ 2 ได้ทรงริเริ่ม ให้สร้างองค์พระสมุทรเจดีย์ขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช 2366 จนกระทั้งก่อสร้างมาแล้วเสร็จ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3

ครั้งต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปแบบองค์พระสมุทรเจดีย์ ให้สูงขึ้นเป็น 19 วา ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ และทรงโปรดเกล้าฯ

ให้มีงานฉลองในแรม 5 ค่ำ เดือน 11ซึ่งชาวจังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้จัดงานดังกล่าวเจริญรอยตามเบื้องพระยุคบาท สืบกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดงานจัดงานเริ่มตั้งแต่ วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568 ซึ่งตรงกันวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

นอกจากนี้ภายในงานยังมี การออกร้านกาชาด การแสดงศีลปวัฒนธรรมของสภาวัฒนธรรม และสถานศึกษาจากทุกอำเภอ พร้อมทั้ง มหรสพสมโภชภายในงานตลอด 12 วัน 12 คืน ทั้งฝั่งศาลากางจังหวัดฯ และพระสมุทรเจดีย์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ปูชนียสถานคู่บ้าน คู่เมืองและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทำพิธีทักษิณาวรรต รอบองค์พระสมุทรเจดีย์ 3 รอบ เพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งบรรจุอยู่ภายในองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลรุ่งแจ้ง นำขึ้นไปห่มบนคอระฆังขององค์พระสมุทรเจดีย์ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมกันประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ สำหรับพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ ที่ชาวสมุทรปราการและชาวจังหวัดใกล้เคียงเลื่อมใสศรัทธา เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2371

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากแต่เดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์ เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ พระสมุทรเจดีย์องค์เดิมสร้างเป็นแบบย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรสภาพทั่วไปของพระสมุทรเจดีย์

ทรงมีพระราชประสงค์จะสถาปนาให้สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้เรือของชาวต่างประเทศที่เข้ามาจะได้แลเห็นพระสมุทรเจดีย์ จึงโปรดฯให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์ลอมฟางที่กรุงศรีอยุธยา แล้วโปรดฯให้กรมหมื่นราชสีหวิกรม

เป็นนายช่างจัดการก่อสร้างพระเจดีย์แบบลอมฟางครอบองค์พระเจดีย์เดิม นอกจากนี้ ยังทรงสร้างศาลาเก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหาร และพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พร้อมหลักผูกเรือริมน้ำรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ จากพระบรม มหาราชวัง

แห่มาทางชลมารคบรรจุไว้ตามโบราณราชประเพณี ทรงมีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสมโภชเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ จนเป็นประเพณีสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ในปีที่ผ่านมา เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

จะนำมาตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆขนาดประมาณ 2X2 นิ้ว บรรจุใส่ซองเพื่อแจกให้กับผู้ร่วมพิธีนำไปสักการบูชา โดยในปีนี้ทาง จ.สมุทรปราการ ได้จัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาด จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “กัน นภัทร” แท็กทีม “แบงค์ ศรราม” พร้อมทัพศิลปินบุกเวที คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” ฉลองครบรอบ 86 ปี

แชร์เนื้อหานี้

​​มูลนิธิสุนทราภรณ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดงานคอนเสิร์ต “สุนทรีย์สุนทราภรณ์” เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ จำกัด กลุ่มบริษัท Kin และ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) โดยในเเต่ละปี คุณเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานจัดงานคอนเสิร์ตสุนทรีย์สุนทราภรณ์ จะพยายามเฟ้นหาสิ่งใหม่ๆมานำเสนอให้แฟนๆได้รับชม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างหนาแน่นทุกปี

สำหรับในปี 2568 นี้ มูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ ได้จัดงาน คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” ขึ้นเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 86 ปี ในการก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งได้จัดงานแถลงข่าวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม

ที่ผ่านมา ณ เกล็นบาร์ โรงแรมพูลแมน ซ.รางน้ำ และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน รวมไปถึงแฟนคลับจำนวนมาก โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการมูลนิธิสุนทราภรณ์

ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และ กรรมการจัดงานสุนทรีย์สุนทราภรณ์ ขึ้นกล่าวถึงที่มาและความพิเศษของงานในปีนี้ หลังจากนั้น ตัวแทนศิลปินทั้ง 7 คน ได้แก่ กัน นภัทร / แบงค์ ศรราม น้ำเพชร / ธัช กิตติธัช แชมป์เพลงเอก / วิน วศิน แชมป์ The Golden Song Season 3 / นุ อนุกูล / บาร๊อก ชลธาร และ น้องใบบัว ปุญชรัสมิ์ คลื่นลูกใหม่ของสุนทราภรณ์ ขึ้นมาพูดถึงความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเวทีอันทรงเกียรตินี้

ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของ บาร๊อก ชลธาร และ แบงค์ ศรราม น้ำเพชร พระเอกลิเกระดับท็อปของไทยที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับการร้องเพลงในรูปแบบของสุนทราภรณ์ ภายในงาน แบงค์ ศรราม ยังได้ร้องลิเกแบบสดๆอ้อนฝากงาน คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” กับทุกคนเรียกเสียงปรบมือสนั่นทั้งงานเลยทีเดียว

ซึ่งในงานแถลงข่าวนี้ ศิลปินแต่ละคนได้นำส่วนหนึ่งของบทเพลงสุนทราภรณ์ที่จะบรรเลงในงานมาโชว์เรียกน้ำย่อยให้ได้ฟังอีกด้วย เรียกได้ว่า แม้จะได้ฟังแค่ส่วนเล็กๆของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในจริง ก็ทำให้ทุกคนอินได้แล้ว ดังนั้น ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง กับ คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์” ในครั้งนี้
สำหรับ คอนเสิร์ต “๘๖ ปี สุนทรีย์สุนทราภรณ์”

ในปีนี้ได้อัดแน่นความพิเศษต่างๆมากมายที่จะนำเสนอความบันเทิงในรูปแบบของสุนทราภรณ์ โดยนำเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มาร้อยเรียงในการพาแฟนเพลงสุนทราภรณ์ทุกท่านย้อนยุคกลับ

ไปสู่บรรยากาศ สมัยช่วงแรกของช่อง 4 บางขุนพรหม กับ บทบาทของ ครูเอื้อ ครูแก้ว และวงดนตรีสุนทราภรณ์ ที่สร้างความบันเทิงให้คนไทยผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยไปพร้อมๆกัน

นอกจากจะได้พบกับวงดนตรีสุนทราภรณ์วงใหญ่ (วงคอนเสิร์ต) ภายใต้การควบคุมวงของ ครูณรงค์ เนตรเจริญ พร้อมด้วยการะเวกเสียงใส ครูแดง พรศุลี วิชเวช และนักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์แล้ว ยังมีศิลปินรับเชิญมาร่วมขับกล่อมบทเพลงสุนทราภรณ์ อย่างคับคั่ง

ได้แก่ กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ,แบงค์ ศรราม น้ำเพชร, ธัช กิตติธัช แก้วอุทัย, วิน วศิน พรพงศา, นุ อนุกูล โกมลอุปถัมภ์, บาร๊อก ชลธาร เซ็นเชาวนิช, วิ วิรัช ศรีพงษ์ และ แคน อติรุจ กิตติพัฒนะ เรียกได้ว่า คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” ในครั้งนี้ จะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ส่งท้ายปี 2568

ของสุนทราภรณ์ ที่พร้อมมอบความสุข ความบันเทิง ความทรงจำ และ ความประทับใจ ให้แฟนๆเพลงสุนทราภรณ์ และแฟนๆ ศิลปินทุกท่านอย่างไม่รู้ลืมซึ่ง คอนเสิร์ต “๘๖ ปีสุนทรีย์สุนทราภรณ์” นี้จะจัดขึ้นใน

วันเสาร์ที่ 22 และ วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน
2568 ณ โรงละครอักษราคิงเพาเวอร์ ถนนรางน้ำ โดยจำหน่ายบัตร ในราคา 3,500 3,000 2,500 2,000 และ 1,500 บาท ท่านที่สนใจสามารถจองบัตรและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Line Official: @Suntaraporn หรือ ศูนย์บริการสุนทราภรณ์ โทร 081 285 1427

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภาคเอกชนทุ่มงบ 750 ล้านบาท สร้าง รพ.คีรีรักษ์ มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและทีมแพทย์ครบครัน เป็นทางเลือกในการรักษาพยาบาลให้กับชาว จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

11 ต.ค.68 ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ม่องล่าย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ คณะผู้บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ นำโดย นายคณิสรณ์ เตชะสถิตย์กุล ประธานบริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ และ นายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและทำพิธีลงนามสัญญาออกแบบการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ โดยมี นายสราวุธ  ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

พร้อมรับทราบถึงแนวทางการก่อสร้างโรงพยาบาลคีรีรักษ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน จัดสร้างบนพื้นที่ 16 ไร่ ริม ถ.เพชรเกษม ฝั่งขาขึ้น หมู่ที่ 16 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เยื้องกับศูนย์บริการฮอนด้าเมืองประจวบฯ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มแรก และมีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ทีมแพทย์ครบครัน ใช้งบประมาณก่อสร้าง 750 ล้านบาท เพื่อรองรับการดูแลรักษาประชาชนทั้งในพื้นที่ จ.ประจวบฯ และจากจังหวัดอื่นๆนายปิติณัฐ พรรณวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลคีรีรักษ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลคีรีรักษ์ จะเป็นโรงพยาบาลที่รับการรักษาผู้ป่วยทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางที่มีความซับซ้อน

ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ส่งต่อผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ ประมาณ 40 คน มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย ถือเป็นการยกระดับทางการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้บริการให้กับชาว จ.ประจวบฯ ไม่ต้องเดินทางไกลถึงหัวหิน หรือ กทม.โดยคิดค่าบริการในระดับมาตรฐานของโรงพยาบาลเอกชนแต่ไม่สูงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยจะประสานให้สามารถใช้สิทธิ์การรักษาได้ทั้งสิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งในระยะแรกจะให้สิทธิ์ประกันสังคม จำนวน 30,000 สิทธิ์

ทั้งนั้ โรงพยาบาลคีรีรักษ์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียงในระยะเริ่มต้น จากนั้นวางเป้าหมายให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 250 เตียง ภายในระยะเวลา 5 – 7 ปี สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้วันละกว่า 2,000 คน เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2569 และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคม 2570
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / ทหารพรานมุกดาหารสกัดยึด จยย.จีออโน่ ต้องสงสัย เตรียมลักลอบข้ามโขง

แชร์เนื้อหานี้

กองบังคับการควบคุมที่ 1 [ร.3] กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 มุกดาหาร หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ริมเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำโขงชุมชนศรีมงคลเหนือ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร
เจ้าหน้าที่จึงจัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำความผิด รวมถึงสิ่งของผิดกฎหมายตามแนวชายแดน

ต่อมา เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นจีออโน่ สีน้ำเงิน จำนวน 1 คัน ตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และส่งมอบให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปข่าวชายแดนมุกดาหาร #ทหารพราน2105 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #สกัดรถจักรยานยนต์ลักลอบข้ามโขง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จ.สมุทรปราการ บวงสรวง ร.5 และองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนเริ่มงานนมัสการองค์ พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ตุลาจม 2568 เวลา 08.00 น. ที่มณฑลพิธีพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี จุดธูป

ถวายเครื่องสักการะและปักธูปที่เครื่องบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยมี พลเอก อาจศึก สุวรรณธาดา พราหมณ์

เจ้าพิธีอ่านโองการบวงสรวง ซึ่งการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี กำหนดให้วันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นวันเริ่มงาน ปีนี้ตรงกับวันที่ 12– 23 ตุลาคม 2568

โดยมี นายสุจินต์ วาจากิจ / นายประทีป นทีทวีวัฒน์ / นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ / นายวีรภัทร ทรัพย์มาดีกุล อัยการจังหวัดสมุทรปราการ / นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ / นายวัฒนา เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ /

นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ข้าราชการตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการจัดงาน แขกผู้มีเกียรติ และพ่อค้า ประชาชน เข้า

ร่วมพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดงาน
สำหรับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. จะมีพิธีเปิดงานบริเวณพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ รถบุปผชาติอัญเชิญผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ และเวลา 10.00 น.ขบวนผ้าห่มฯ จากรถบุปผชาติอัญเชิญลงเรือตำรวจน้ำ แห่ทางเรือ เวลา 14.00 น.

ประกอบพิธีห่มผ้าองค์พระสมุทรเจดีย์ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. จะประกอบพิธีเวียนเทียนสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์ พระสมุทรเจดีย์เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสมุทรปราการ

ซึ่งปรากฏอยู่ในคำขวัญและตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ แต่เดิมพระสมุทรเจดีย์ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาพื้นดินรอบเกาะตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับชายฝั่ง

จนทำให้พระสมุทรเจดีย์เป็นพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมน้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระสมุทรเจดีย์เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

เมื่อปี พ.ศ.2371 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยก่อนผู้คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า พระเจดีย์กลางน้ำ เนื่องจากเดิมบริเวณที่ก่อสร้างพระสมุทรเจดีย์

เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ทุกปีในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2568 จังหวัดสมุทรปราการจะจัดงานนมัสการพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของจังหวัด

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาเที่ยวชมงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 แนะนำให้เดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือ รถโดยสารธารณะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จ.สุโขทัยขอเชิญชวนเที่ยวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ เวลา 18.00 น. ของวันที่9ตุลาคม.2568ณ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมีนางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พ.อ.พงศธร นิพภยะ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชนและผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

การแถลงข่าวในครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ดร.เกษร เอมโอด ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก

ดร.เทียนชัย ทองวินิชศิลป รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย นางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย พ.อ.นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย นายศักดิ์เกษม ตันติยวรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สุโขทัยพัฒนาเมือง จำกัด โดยหลังจากการแถลงข่าวได้แสดงการจุดพลุ บริเวณหลังวัดมหาธาตุอย่างสวยงามสร้างประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยสำนักงานจังหวัดสุโขทัย เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ กิจกรรมหลักเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวมรดกโลก กิจกรรมย่อย จ้างเหมาประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งได้ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี ดี ดีไซน์ 189 เป็นผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่าจังหวัดสุโขทัยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยปีนี้เน้นเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการคัดแยกขยะ กำหนดสัดส่วนการใช้พื้นที่ไม่ให้แออัดจนเกินไป การจัดการเรื่องฝุ่น รวมทั้งโทนสีที่ใช้ในบริเวณงานสวยงามเข้ากับโบราณสถาน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความประทับใจดังคำกล่าว “สุโข สุขี ที่สุโขทัย” ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
กิตติ พรดวงจันทร์สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสว่างนครน่านรวมใจจัดพิธีทำบุญเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานเพื่อความเป็นสิริมงคล

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 9:00 น ณ ที่ตั้งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจ เลขที่ 101 ถนนเจ้าฟ้าตำบลในเวียงอำเภอเมืองน่านจังหวัดน่าน ในนาม”หน่วยกู้ภัยในเครือสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย” โดยมีนางสาวฐานวีร์ ธนัญชัยนิษฐ์ นายกสมาคมสว่างนครน่านรวมใจได้จัดพิธีเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงาน “สมาคมสว่างนครน่านรวมใจ” โดยมีพระราชศาสนาภิบาล

เจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีเปิดแพรคุมป้ายและมีนายวิสิทธิ์ ชวลิตนิติธรรม นายกสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.พิเชษฐ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติร่วมกันกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายและผู้แทนของท่านผู้มีเกียรติที่มาจากพื้นที่ต่างๆ

และในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 24 คน ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดผ้าแพรคลุมป้ายอาคารสำนักงานซึ่งมีสมาชิกเครือข่ายของหน่วยกู้ภัยสมาคมพุทธมามกะสงเคราะห์การกุศลแห่งประเทศไทยกว่า

70 แห่งทั่วประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ร่วมงานกว่า 600 คน การดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและผู้ประสบโรคอุบัติใหม่ทุกกรณีตามกำลังความรู้ความสามารถของบุคลากร

รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านให้มีความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินและเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของภัยพิบัติจากหนักให้เบาลงและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้

ประชาชนมีความอบอุ่นใจซึ่งสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะร่วมกับภาคส่วนต่างๆบูรณาการร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในจังหวัดน่านโดยเฉพาะผู้ประสบภัยพิบัติด้านต่างๆรวมถึงโรคอุบัติใหม่มา

โดยตลอดการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดบันดาลดลให้ผู้ร่วมพิธีและพี่น้องประชาชนทุกคนมีความสุขความปลอดภัยในร่างกายชีวิตและทรัพย์สินขอให้ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวงด้วยดี

โดยร่วมกันเป็นพลังในการช่วยกันแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบบูรณาการที่มีส่วนร่วมสร้างความสุขในสังคมร่วมกันตลอดไปและสมาคมสว่างนครน่านรวมใจจะอยู่เคียงข้างกับประชาชนชาวจังหวัดน่านตลอดไป/ภาพ/.พ.อ.พยอม บุญท/ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ศึกศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” เพื่อส่งเสริมเยาวชนและอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณอาคารศูนย์กีฬา โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
พลเอกชนินทร์ สิงหนาถนิติรักษ์ (ผู้ทรงคณวุฒิพิเศษกองทัพบก) ประธานจัดการแข่งขัน”ศึก ศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล (นายอำเภอโคกสำโรง)

พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต (ผกก.สภ.โคกสำโรง) ผอ.ดร.ศักดิ์ดา คำโส (ผอ.รร.จุฬาภรณฯ ลพบุรี) นายกัณพงศ์ แช่ภู่ นายณัฏพงษ์ อารยางค์กูร

(ประธาน กต.ตร.สภ. โคกสำโรง) นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ นายนิธิโรจน์ หงษ์ยนต์ พร้อมด้วยคณะกรรมจัดการแข่งขันชกมวย ประชนเข้าร่วมงานฯ

“ศึกศิลปะมวยไทยลพบุรี – จิตรเมืองนนท์สัญจร” การจัดงานในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. สมทบทุนปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
  2. จัดซื้ออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยด้านการจราจรและอื่นๆให้กับสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง
  3. เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนการพัฒนาโรงพยาบาบาล
    โคกสำโรง และนอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญ ในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะมวยไทย
  4. ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย ให้ยังคงอยู่ในสังคมไทย และส่งต่อไปสู่คนรุ่นใหม่ในอนาคต งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ค่ายมวยจิตรเมืองนนท์, โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬา
    ภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง, (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) และวัดเขาลังพัฒนา

งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการแสดงออกถึงความสามารถของนักมวยไทยทั้งรุ่นเยาว์และรุ่น ใหญ่ หากยังมีเจตนารมณ์อันงดงามในการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษา ความปลอดภัยงานด้านจราจร งานของตำรวจ สภ.โคกสำโรง และการพัฒนาสาธารณสุของชุมชนอำเภอโคกสำโรงอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิทธิประโยชน์ คนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยม ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

แชร์เนื้อหานี้

10 ตุลาคม 2568 : 10.00 – 12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้

พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นายวินิทร เต็มวงษ์ หัวหน้างานสงเคราะห์ ผศ.ร.อ.,นายณฐธรรมธัช ที่รัก ประจำ อผศ.ช่วยปฏิบัติหน้าที่

ผศ.ร.อ.,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,นายบุรินทร์ สารีคำ ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดมหาสารคาม มอบหมาย

ให้ น.ส.ตริทธา ทะลาสี รอง ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษฯ,นายทศพล มั่นศักดิ์ หน.หน่วยบริการแกดำ พร้อมคณะครู และนักเรียน,นายสมนึก ไชยสงค์ นายก อบต.วังแสง และคณะ,นางชนาภา ต้นบุญ ผอ.กองสวัสดิการ ทต.มิตรภาพ,นายเฉลิมชัย เชียงพฤกษ์ นายก อบต.โนนภิบาล,นางลุนณี เทียงดาห์ ผอ.รพ.สต.บ้านหนองบัว,อสม.ม.7,

พลฯ สมนึก เทพทองพูล ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกเขตวาปีปทุม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายณรงค์ ทับสมบัติ ผญบ.ม.7 ผู้ประสานงาน :

ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย ซึ่งมี พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธีมอบ

ณ ศาลาการเปรียญวัดบูรพาหนองบัว ต.วังแสง อ.แกดำ จ.มหาสารคาม*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 20 ราย โรงแรม CENTARA : บริจาคแปรงสีฟัน ยาสีฟัน

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ และกัลยาณมิตร นำโดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผช.ผบ.ทอ.) ร่วมทำบุญถวายแผ่นดินสยาม ณ วัดอรุณราชวรารามฯ กรุงเทพฯ

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ ถวายพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร สังฆทาน อธิษฐานบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินสยาม ถวายกำลังบุญบารมีแด่พระสยามเทวาธิราช สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า บรรพชนไทย แล้วแผ่บุญกุศลไม่มีประมาณ

ขอน้อมส่งพลังบุญและมงคลอธิษฐาน ให้แด่ กัลยาณมิตรทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขความเจริญและความสว่างไสว ตราบถึง พระนิพพาน เทอญ..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปังไม่ไหว! สุวรรณภูมิคว้ารางวัลสนามบินขวัญใจชาวโลก Readers’ Choice Awards 2025

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีสุดของโลกจากการประกาศผล Readers’ Choice Awards 2025 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการคิดคะแนนโดยอ้างอิงจากผลโหวตของนักเดินทางจากทั่วโลก โดยการจัดอันดับนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจประจำปีจากผู้อ่านนิตยสาร Condé Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ ทสภ.ติดอันดับ Top 10 ร่วมกับสนามบินชั้นนำ เช่น ท่าอากาศยานชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศทูร์เคีย และท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้นเว็บไซต์ Condé Nast Traveler ระบุว่า รางวัลที่ได้มาจากผลโหวตของผู้อ่านจากหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ สนามบินที่ดีที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด และสายการบินที่ดีที่สุด โดย ทสภ.ยังคงมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการเพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “World Class Hospitality”การได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาและบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง

เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อทางอากาศให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลก ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารด้วยการสร้างประสบการณ์เดินทางที่สะดวกสบาย รวดเร็ว น่าประทับใจ โดยเน้นแนวคิด “World Class Hospitality” ที่มุ่งเน้นการให้บริการที่เหนือระดับ ความใส่ใจ และการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าบ้านที่ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่นในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจชาติและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 แถลงข่าวโครงการจัดสร้างหลวงพ่อโตประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568 “รุ่นเจริญยศ”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

นาย ประชาคล้ายสิงห์ ประธานกลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการจัดสร้างหลวงพ่อโตรุ่นเจริญยศ “ประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568”

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.บางพลี ประธานที่ปรึกษาการจัดสร้าง นาย ขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี นาย เลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ ประธาน กต.ตร.สภ.บางพลี

ดร.กิตติ ยงค์สงวนชัย ประธานที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.บางพลี คณะกต.ตร สภ.บางพลี กลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน

โดยการจัดสร้าง “หลวงพ่อโตรุ่นประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568” ในครั้งนี้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาหลวงพ่อโต วัดบางพลี ได้ร่วมทำบุญบูชาวัตถุมงคล

และเพื่อสาธารณะประโยชน์ในหลายๆด้าน ทั้งด้านบำรุงพุทธศาสนา ทางด้านการศึกษา ทางด้านส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อดูแลความปลอดภัย

ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่บางพลี และทางด้านสวัสดิการช่วยเหลือดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการสืบสานภารกิจ

เพื่อส่วนรวม ทั้งด้านศาสนา การศึกษาความปลอดภัยของประชาชน และคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี เปิดเผยว่า การจัดสร้างหลวงพ่อโตรุ่นเจริญยศ “ประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568” ได้รับเมตตาอนุญาต

จากพระเดชพระคุณพระเทพสมุทรวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าอาวาส วัดบางพลีใหญ่ในให้จัดสร้างโดยอนุญาตให้จัดพิธีพุทธาภิเษก

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ พระอุโบสถวัดบางพลีใหญ่ใน โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่วัดบางพลีใหญ่ใน เพื่อสมทบทุน กองทุนสวัสดิการตำรวจ จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆสำหรับนำมาใช้ในการพัฒนางานการให้บริการประชาชนของ สภ.บางพลี

เพื่อมอบให้โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่ใน ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนเด็กนักเรียนในชุมชน และมอบให้โรงเรียนในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถวัด

บ้านระเบิกพัฒนาราม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และเพื่อจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนเพื่อมอบให้โรงเรียนอนุบาลวัดปิตุลาราชรังสฤษดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาวิกโยธินกองทัพเรือเตรียม พร้อมรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมและไฟป่าพรุในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานกองบังคับการกองพันทหารราบที่ 9 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน ค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นาวาเอก บัญญัติ วงศ์จำปา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 กองพลนาวิกโยธิน / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ เป็นประธานในพิธี สนธิกำลังและตรวจความพร้อมในการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ประจำปี 2569

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของทุกปีมักเกิดสถานการณ์น้ำท่วมจากฝนตกหนัก และในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนมักเกิดเหตุไฟไหม้ป่าพรุ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส

ทั้งนี้พื้นที่เสี่ยงภัยที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ได้แก่อำเภอเมืองนราธิวาส ตำบลมะนังตายอ และตำบลลำภู,
อำเภอยี่งอ ตำบลลุโบะบือซา และตำบลละหาร,อำเภอบาเจาะ ตำบลลุโบะสาวอ และตำบลบาเจาะ,อำเภอตากใบ ตำบลนานาค และตำบลพร่อน,รวมถึงอำเภอสุไหงโก-ลก ตำบลปูโยะ และตำบลมูโนะ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและมักได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นประจำทุกปี

นาวาเอกบัญญัติ วงศ์จำปา เปิดเผยว่า หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ได้จัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ เรือท้องแบน และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้อย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งได้มีการปรับปรุงระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ได้เพิ่มเติมอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อใช้ในการสำรวจพื้นที่และประสานการทำงานระหว่างหน่วยอย่างใกล้ชิด

“จากปีที่ผ่านมาเราได้เห็นข้อจำกัดบางอย่างในเรื่องของการสื่อสารและการเข้าถึงพื้นที่ ปีนี้เราจึงได้ปรับปรุงระบบสื่อสารให้เชื่อมโยงถึงทุกฐานปฏิบัติการในสังกัด ทั้งในระดับกองร้อย ฐานแยก และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงประสานตรงกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนราธิวาส ทำให้เราสามารถสั่งการได้อย่างรวดเร็ว เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายได้มากขึ้น”

นาวาเอก บัญญัติ วงศ์จำปา กล่าว ทั้งนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งกองทัพเรือที่ 292/60 เพื่อเป็นหน่วยหลักในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยมีหน้าที่เตรียมความพร้อมตลอดเวลา ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และการฝึกซ้อมการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่

นาวาเอกบัญญัติ กล่าวเพิ่มเติมว่าหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลทุกนายมีความชำนาญในการปฏิบัติจริง และสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยย้ำว่าความสำเร็จของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ใช่เพียงความพร้อมของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ด้วย

“เจ้าหน้าที่อาจเป็นเพียงส่วนน้อยในพื้นที่ แต่ประชาชนคือกำลังหลักในการเฝ้าระวังและให้ข้อมูล เราจึงอยากขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันสอดส่อง ดูแล และประสานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กล่าวทิ้งท้าย นอกจากนี้หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานเชิงรุก ด้วยการสร้างเครือข่ายการสื่อสารกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนราธิวาส องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาสังคม เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างรอบด้าน

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ยังยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาส ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ โดยยึดมั่นในคำมั่นสัญญาว่า “นาวิกโยธินอยู่เคียงข้างประชาชนทุกสถานการณ์”
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ ร่วมกับผู้ใจบุญ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน ช่วยต่อลมหายใจผู้ป่วยยากไร้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมอาสาสมัคร เดินทางไปมอบ เครื่องผลิตออกซิเจน ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม มาม่า ปลากระป๋อง และขนมปี๊บ ให้แก่ นายเกียรติพงษ์ บัวบาล อายุ 54 ปี

ชาวตำบลบางปิ้ง ซึ่งป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ และอยู่ในความดูแลของชมรมโฮปฯ โดยมีการสาธิตวิธีการใช้งานเครื่องผลิตออกซิเจนอย่างถูกต้องป้าตา ภรรยาของ นายเกียรติพงษ์ บอกว่า ดีใจ จะได้ไม่ต้องลำบากช่วงกลางคืน

เพราะจะหายใจไม่ออก บางทีต้องทุบหลัง บางครั้งใช้พิมเสนทา วันนี้ทางคุณแนนเอาเครื่องผลิตออกซิเจนมา รู้สึกว่าเขาใส่แล้วดีขึ้นเยอะ ขอขอบคุณ คุณแนน และทางชมรมโฮป และผู้ใจบุญทุกๆคน ที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนในครั้งนี้

นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กับโครงการออกซิเจน

ต่อลมหายใจ วันนี้ได้นำเครื่องผลิตออกซิเจน ที่มีผู้ร่วมบุญคือ คุณภัทราณิษฐ์ วรัณวงศ์เจริญและคุณธีรวัจน์ อิทธิโชติวัฒน์ ที่ร่วมบุญกับทางชมรมโฮปฯ ซื้อเครื่องผลิตออกซิเจน ช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจ

ป้าตา ภรรยาของ นายเกียรติพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทางชมรมที่ช่วยต่อลมหายใจ ต่อชีวิต ให้กับคนในครอบครัวตน และขอขอบพระคุณทุกคนที่ช่วยเหลือมาในครั้งนี้

ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และผู้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและเติมเต็มกำลังใจให้กับผู้ป่วยในชุมชน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.กห. ลงใต้ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. ย้ำ“ทุกส่วนต้องร่วมมือกัน สร้างความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชน”

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน วันนี้ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะฯ เดินทางตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์ และความ

คืบหน้าในการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมหารือย่างพร้อมเพรียง

โอกาสนี้ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าวต้อนรับว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รู้สึกยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะฯ ที่มีความห่วงใยกำลังพล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการบูรณาการและขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยปฏิบัติงานร่วมกันภายใต้ แผนขับเคลื่อนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2569

โดยดำเนินการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหา 8 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการก่อเหตุรุนแรง ด้านความมั่นคง ตามแนวชายแดน ด้านการแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะ ด้านภัยแทรกซ้อน ด้านความเคลื่อนไหว ขององค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ด้านการพัฒนา ด้านการสร้างความเข้าใจ และด้านอื่นๆ โดยเน้น งานการเมือง นำการทหารและการเสริมสร้างประสิทธิภาพ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับการทดแทนกำลังทหารในระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การบริหารพื้นที่ ภายใต้กลไกปกติของทางราชการ ดำเนินการควบคู่กับการสร้างความเข้าใจ การบูรณาการ กับทุกภาคส่วน

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ตั้งใจมารับฟังข้อมูลต่างๆ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมอย่างรอบด้าน พร้อมติดตามการจัดเตรียมข้อพิจารณาและข้อเสนอแนะ สำหรับแนวทางบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และให้เกิดความประสานสอดคล้องเกื้อกูลกันในทุกมิติ เพื่อดูแลความปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพยสินของพี่น้องประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะฯ ยังได้รับฟังการบรรยายสรุปแนวคิดการปฏิบัติงานของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ด้านสถานการณ์ด้านการข่าว ภาพข่าวความเคลื่อนไหว และการปฏิบัติต่อภาพข่าวที่สำคัญ โครงสร้างการจัดและอัตรากำลัง ปี 2569 และกรอบแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา จชต. รวมถึงแนวความคิดในการใช้กำลังและการจัดกำลังรับผิดชอบพื้นที่ ตลอดจนรับฟังปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้เน้นย้ำ !! ถึงความพร้อมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ เป็นการติดตามสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง และขอเป็นกำลังใจให้กับกำลังพล เจ้าหน้าที่ทุกส่วน เชื่อว่าทุกส่วน ทุกหน่วยได้ปฏิบัติหน้าที่เต็มอย่างเต็มความสามารถ

สำคัญที่สุดคือ “ทุกส่วนต้องร่วมมือกันรักษาความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชนอย่างสำคัญยิ่ง”รวมถึงได้หารือถึงความคืบหน้าของแผนงานการส่งมอบพื้นที่ จากการบรรยายสรุป เห็นถึงความมั่นใจในความพร้อมของทุกหน่วยงานในพื้นที่ และคาดการณ์ว่าพื้นที่น่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ภายในปี 2570 อย่างไรก็ตาม จะมีการประเมินอีกครั้ง เมื่อใกล้ถึงกำหนดเพื่อพิจารณาความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กระทรวงมหาดไทย ต่อไป
// ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีชักพระ อ.โคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ส่งเสริมพัฒนา ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดทำเรือพระ

แชร์เนื้อหานี้

โปรย : ในทุกๆปี เมื่อสายลมต้นตุลาคมพัดผ่านลำน้ำในอำเภอโคกโพธิ์ก็กลายเป็นเวทีแห่งศรัทธา เรือพระลำงามล่องผ่านสายน้ำดุจสายใยแห่งความเชื่อมั่นที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ‘สายใยแห่งศรัทธา ลอยผ่านสายน้ำแห่งกาลเวลา’ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่คือจิตวิญญาณของคนในชุมชนที่ยังคงเต้นอยู่ในทุกจังหวะ ของงานชักพระ”ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานีผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน

วันที่ 8 ต.ค 2568 เวลา 17.30 น. ที่ บริเวณลานอเนกประสงค์ หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดปัตตานี ได้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิดงาน ประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 ประจำปี 2568

เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ทางศาสนาพุทธ ที่เก่าแก่ และสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน โดยมี นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ มี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี นายอำเภอโคกโพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการการจัดงานประเพณีชักพระ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ชาวอำเภอโคกโพธิ์ เข้าร่วมจำนวนมาก และ มีเรือพระจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัดปัตตานี เข้าร่วมงานประเพณีชักพระกว่า 42 ลำ โดยตัวเต็งในปีนี้ ฟังจากเสียงชาวบ้านมาว่า ตำบลนาประดู่ อาจจะมีสิทธิ์คว้ารางวัลชนะเลิศไปครองก็เป็นได้

สำหรับงาน ประเพณีชักพระของอำเภอโคกโพธิ์นั้นเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดปัตตานี และพี่น้องคนไทยพุทธในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ ได้ร่วมกับสถาบันสงฆ์ สภาวัฒนธรรมอำเภอ

โคกโพธิ์ และ คณะกรรมการจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ได้กำหนดจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ครั้งที่ 76 และงานมหกรรมวัฒนธรรมของดีท้องถิ่นปัตตานี ครั้งที่ 25 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3 – 14 ตุลาคม 68

โดยงานนี้ จัดขึ้นบริเวณลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดทำเรือพระ และสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามด้านการดำรงอยู่ แบบผสมผสานวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในอดีตถึงปัจจุบันของอำเภอโคกโพธิ์

ทางด้าน นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดงานนี้ ถือว่าเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่สืบทอดกันมานาน งานชักพระอำเภอโคกโพธิ์ ของจังหวัดปัตตานีใน ถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นการแสดงออกถึงความรัก

ความสมานฉันท์ การได้ทำความดี การแสดงพลังความรักความสามัคคี จังหวัดปัตตานี เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่ร่วมกันในลักษณะสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีความโดดเด่น ทางศิลปวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการจัดงานประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์

นอกจากจัดเพื่อส่งเสริมประเพณี ที่ดีงามให้คงอยู่คู่ประจำอำเภอโคกโพธิ์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการนำวัฒนธรรมมาเป็นสื่อสายใยเรียงร้อยความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แก่จังหวัดปัตตานีอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานมีการออกร้านค้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ การประกวดขบวนของดีท้องถิ่น การแสดงจากโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา การแสดงประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละชุมชน การออกร้านแสดงนิทรรศการ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อป สินค้าอุปโภคบริโภคจากตำบล ท้องถิ่น อีกด้วย

สำหรับ เรือพระไม่ใช่เพียงงานศิลป์ แต่คือสัญลักษณ์ของการรวมใจ—ไม้แต่ละชิ้นคือความทรงจำของรุ่นก่อน ผ้าประดับคือความหวังของรุ่นใหม่ และการล่องผ่านสายน้ำคือการเดินทางของศรัทธาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง”

สำหรับงานประเพณีชักพระที่มีทุกๆปีนี้ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่มันสื่อถึงเรื่องราวสะท้อนบทสนทนา ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เรือพระที่ล่องผ่านคือเรือแห่งความทรงจำ ไม้แต่ละชิ้นคือเรื่องราว

ของบรรพชน ผ้าประดับคือความฝันของลูกหลาน และเสียงกลองคือจังหวะของหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่\ เมื่อเรามองเรือพระ เราไม่ได้เห็นแค่ศิลปะ แต่เห็นความรัก ความศรัทธา และความหวังที่ลอยผ่านสายน้ำแห่งกาลเวลา”
ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว จ.ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ หลอกแลกเงินหลายท้องที่ เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่มผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1 แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท”

หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. เจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อ ABDALLA AHMED มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958บาทเมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงิน

ดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้วซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิดชื่อ

นายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID)อายุ 43 ปี หนังสือเดินทางหมายเลข 15632723 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”

จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่าเคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้ายกันกับร้านรับแลกเงินดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท / 2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความเสียหายประมาณ 185,600 บาท / 3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความเสียหายประมาณ 107,330 บาท / 4.

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความเสียหายประมาณ 201,330 บาท / 5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความเสียหายประมาณ 244,958 บาท / 6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาทต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่านายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา
ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 ผู้ต้องหาตามหมายจับพักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม

ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัวนายนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ทราบชื่อนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด

( MR. NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงจึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยวหากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือสถานีตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ทันที# ตำรวจท่องเที่ยวยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงใหม่ ป้องกัน อาชญากรรมร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมใช้งาน 1000 ตัว

แชร์เนื้อหานี้

สภ.เมืองเชียงใหม่ ออกมาตราการเพิ่มความเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชนให้พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัว สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สืบเนื่องในภาวะตลาดทองคำที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน ราคาทองคำ ประมาณ 62,000 บาท ต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับอาชญากรรมตามมาเช่นกัน

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชัยงใหม่ได้มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จึงมีข้อสั่งการให้ สถานีตำรวจในสังกัด
เพิ่มมาตราการในการป้องกันเหตุ เกี่ยวกับร้านทองและออกประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังเพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น

วันนี้ 8 ต.ค.68 พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่
พ.ต.ท.ทัตตวีย์ ด่านพิทักษ์ตระกูล รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.วิษณุ นวนมุสิด สวป.ฯพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ร่วมปล่อยแถวชุดปฏิบัติการสายตรวจ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองบริเวณ ตลาดวโรรส ซึ่งมีร้านทองและประชาชนนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมากจากนั้นออกตรวจดูแลความปลอดภัย

ร้านทองภายในตลาดวโรรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรม
ดังนี้-การอัพเดทกล้อง cctv ให้พร้อมใช้งาน 100%-การติดสัญญาณแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-แนะนำ วิธีการสังเกตุผู้มีพฤติการณ์ต้องสงสัย-การติดตั้ง ระบบล็อคประตู-การติดตั้งลูกกรงเหล็ก-เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร จนท.ตร. ทุกช่องทางซึ่งได้รับการตอบรับและให้ความร่วมมือจากร้านทางทองเป็นอย่างดี

จากนั้นได้เข้าพบ นายสุรพล โอวิทยากุลประธานชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่และเป็นเจ้าของร้านทอง ย่งเชียงล้ง
เพื่อประสานความร่วมมือและให้มีความพร้อมในการประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยแจ้งข่าวให้กับเพื่อนสมาชิกร้านทองหากมีเหตุเกิดขึ้น สามารถกระจ่ายข่าวได้ทันที ซึ่งนาย สรุพลฯ ยินดีเป็นสื่อกลางประสานข้อมูลให้ระหว่างร้านทองและ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่กล่าวว่า ในภาวะทองคำราคาสูงเช่นนี้ต้องมีมาตราการป้องกันที่เข้มข้นเพิ่มความถี่ให้สายตรวจหมั่นออกตรวจตราStop walk talk ร้านทองอย่างสม่ำเสมอและนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการทำงานให้มากที่สุด รวมทั้งหาความร่วมมือกับชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคงการสื่อสาร และแจ้งเบาะแสกันได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ จนท.ตร. ต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนให้อยู่อย่างปกติสุข

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนไปถึงผู้ที่คิดจะเกิดเหตุ ให้เลิกความคิดเสีย ปัจจุบันเรามีทั้ง จนท.ตร. ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวน
มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงาน รวมถึงมีกล้อง cctv พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัวหากท่านมาก่อเหตุ ท่านจะถูกจับกุมแน่นอน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกฯ พิพัฒน์ เปิดงานประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง มรดกวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำอ.หลังสวน จ.ชุมพร ปีที่ 182

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน0818923514 วันนี้ (8 ต.ค. 68) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมทางน้ำ งานประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ปีที่ 182 ชิงโล่และถ้วยพระราชทาน

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ประจำปี 2568 เพื่อส่งเสริมและสืบสานการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง เอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ณ ศาลาท่าน้ำวัดด่านประชากร (สนามแข่งขันกลางภาคใต้) แม่น้ำหลังสวน อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

งานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงถือเป็นประเพณีเก่าแก่สำคัญที่อยู่คู่กับเมืองหลังสวนมาเป็นเวลายาวนานถึง 182 ปี เป็นการส่งเสริมและสืบสานการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมลุ่มน้ำหลังสวน

ซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทย ที่ตัดสินแพ้-ชนะกันที่ความสามารถของนายท้ายเรือที่ต้องบังคับหัวเรือให้ตรง และนายหัวเรือที่ต้องปีนขึ้นไปบนโขนเรือเพื่อชิงธงบริเวณเส้นชัยให้ได้ หากเรือลำใดเข้าเส้นชัยก่อนแต่นายหัวเรือปีนโขนเรือขึ้นไปคว้าธงไม่ได้ หรือคว้าธง

ได้แต่พลัดตกน้ำจะถูกตัดสินว่าเป็นผู้แพ้ แตกต่างจากการแข่งขันเรือยาวของที่อื่นที่ตัดสินกันที่เรือลำใดเข้าสู่เส้นชัยได้ก่อนเท่านั้น ทำให้ได้รับตรา UNSEEN THAILAND และ “ธงหนึ่งในสยาม” จาก ททท. เมื่อปี 2547 นอกจากนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ยังได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 ให้ประเพณีการแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธงของ อ.หลังสวน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศด้านการเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

สำหรับการแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง ชิงโล่และถ้วยพระราชทานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้ำหลังสวน ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 ตุลาคม 2568 มีเรือที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 5 ประเภท ประกอบด้วย เรือยาวประเภท ก (30 – 32 ฝีพาย)

เรือยาวประเภท ข (30 – 32 ฝีพาย) ใช้ฝีพายท้องถิ่น เรือยาวประเภทเรือนักเรียนและเยาวชน เรือยาวประเภทประชาชนภายในตำบล และเรือยาวประเภทเรืออนุรักษ์ (เรือขุด)

นอกจากนี้ยังมีการประกวดเรือประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เรือพระบก เรือสวยงาม เรือพระน้ำเรือประเภทความคิด เรือประเภทตลกขบขัน และการประกวดกองเชียร์ริมฝั่งอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต้อนรับ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร คนใหม่/ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลาศูนย์ 9.59 น. ณ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ พร้อม ดร.พนิดา ภิรมย์สวัสดิ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรเดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร

โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรให้การต้อนรับ หลังจาก เดินทางสักการะศาลกรมหลวงชุมพร ณ หาดทรายรี เดินทางสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ห้า ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองจังหวัดชุมพร สักการะศาลหลักเมืองชุมพรนักหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร หลังจากนั้นสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่หน้าอาคารที่ทำการภ.จว.ชุมพรเสร็จจากงานสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังแท่นรับการเคารพ ด้านหน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.ชุมพร

จากประกาศสำนักงานนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลมีพระราชองค์การโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลให้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ พันตำรวจ เอกจิตเกษม สนขำ เป็นพลตำรวจตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ผู้รับสนองพระราชองค์การภูมธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีพลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ

ในวันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตราชการตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติ หน้าที่ในจังหวัดชุมพรที่ผมมีความผูกพันและเคยร่วมทำงานกับทุกท่านในฐานะรองผู้บังคับการตำรวจภูธรมาก่อนผมขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชา

ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจสำคัญนี้และขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายในจังหวัดชุมพร ที่ได้ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นในการรับตำแหน่งครั้งนี้ผมตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้การบริหารงานตำรวจในจังหวัดชุมพรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้

หลักตำรวจมืออาชีพใส่ใจประชาชนเป็นที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริงผมขอให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กรการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชนและการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลอดภัยน่าอยู่และเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนทุกคน

สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น ที่ สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงวพ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม มอบ ชุดเกราะกันกระสุน ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด

เพื่อเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน พร้อมฝึกทบทวนยุทธวิธี เพิ่มความมั่นใจและความพร้อมในทุกสถานการณ์ เพราะ “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ คือสิ่งสำคัญที่สุด”การมอบชุดเกราะในครั้งนี้ สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่อยากเห็นลูกทีม ทุกนายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในทุกภารกิจ

เพื่อใช้ในการออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบนท้องถนน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายได้นำชุดเกราะนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจของตำรวจทางหลวง สร้างความปลื้มใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง”

พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจังหวัดชุมพรก็มีการจับกุมอาชญากรรมคดีสำคัญไม่ว่าจะเป็นการจับกุมการลักลอบผลยาเสพติดล็อตใหญ่หรือผู้ต้องหาก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ ก่อเหตุคดีฆ่าปล้นแล้วก็ใช้ถนนหลวงเป็นเส้นทางหลบหนีแล้วก็มีการสกัดจับในช่วงที่ผ่านมาเล็งเห็นว่าการจับกุมในพื้นที่

การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมีความสุ่มเสี่ยงจะต้องเจออาชญากรรมรุนแรงประกอบกับเจ้าหน้าที่หลายหลายคนยังไม่มีชุดเกาะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นของประจำตัว จึงเล็งเห็น ถึงความปลอดภัยของลูกน้องก็เลยนำมาเป็นการจัดซื้อเสื้อเกาะกันกระสุนให้กับผู้ผู้ปฏิบัติได้มีใช้ใส่ซึ่งเสื้อเกาะ

ในวันนี้ก็จะมีขนาดเล็กเบากระทัดรัดเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องขับรถอยู่ตลอดเวลาความสำเร็จของการทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ความสำเร็จที่แท้จริงก็คืออยากจะให้ผู้ปฏิบัติงาน ให้มีชีวิต มีร่างกายที่ปลอดภัยครบสมบูรณ์ กลับมามาหาครอบครัวก็เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะให้มีผู้ปฏิบัติมีเสื้อเกาะกันกระสุนไว้ใช้งานครับ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ฝ่ายทหาร) เพื่อดูแลความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่จ.บุรีรัมย์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่ ห้องประชุมปฏิบัติการจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ (ชั้น 1) ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภาย

ในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร) ตามคำสั่งกองทัพบกเรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน ตามคำสั่งกองทัพบกที่ 353/2568 เรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน โดยอาศัยอำนาจ ตามข้อบังคับ กระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการ

บรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พุทธศักราช 2502 หมวด 2 ข้อ 5 (2) ระหว่าง พันเอก สมโชค จันทาสี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 (ท่านเก่า) กับ พันเอก สุทธีร์ ใจจังหรีด รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร)

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ลงชื่อ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งหน้าที่และอำนาจ ภายใต้ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของ กอ.รมน. ไว้ดังนี้1. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และรายงาน คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

2. อำนวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่เสนอแผน และแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น

3. อำนวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ตามแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานตามข้อ 2 ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ กอ.รมน. มีอำนาจในการกำกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนวกด้วยก็ได้

4. เสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ทังนี้ กองอำนวยการรักษาความาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ รับผิดชอบจังหวัดบุรีรัมย์ โดย มีการแบ่งเขตการปกครองแบ่งออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน
ภาพ/ข่าว พรพิพัฒน์-เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดใหญ่เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2568 “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” สืบสานประเพณี กระตุันเศรษฐกิจท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา ได้มีการจัดพิธีเปิดงานประเพณีไหว้พระจันทร์ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่องาน “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายจีน

และเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก นายสิรภพ ดวงสอดศรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมนำชาวไืทยเชื้อสายจีน ประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ เพื่อบูชาเทพเจ้า มีการไหว้พระจันทร์ด้วยขนมเปี๊ยะ สาคู ขนมโก้ ส้ม องุ่น ฯลฯ รวมทั้งได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับ งานประเพณีไหว้พระจันทร์ ณ ศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมที่ดีงาม สร้างขวัญกำลังใจ และนำพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่พี่น้องประชาชน

สำหรับปีนี้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณชุมชนหลังโรงเรียนจีน จังหวัดยะลา ตลอดการจัดงานได้รวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านจิตวิญญาณและเศรษฐกิจรวมพลังศรัทธาและกิจกรรมเพื่อชุมชน

กิจกรรมภายในงานเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน ประกอบด้วย พิธีไหว้พระจันทร์ ตามประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน การเขียนการ์ดขอพรพระจันทร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

รวมถึงการจัด กิจกรรมสาธารณกุศล ต่างๆ เพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม นอกจากนี้ยังมีการเปิด ถนนคนเดิน “Yala China Town” ซึ่งเต็มไปด้วยการออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น สินค้า และการแสดงศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างคึกคัก

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ประธานในพิธี ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานว่า ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง ความสมบูรณ์ ความสามัคคี และความกตัญญู ซึ่งแฝงไว้ด้วยคุณค่าทางจิตใจและสร้างความผูกพันในครอบครัวและชุมชน การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการ เชื่อมโยงผู้คนในสังคม ให้มีความรัก ความสามัคคี และความศรัทธาร่วมกัน

นายสิรภพฯ ยังเน้นย้ำถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน โดยระบุว่า งานนี้มีส่วนช่วย สร้างสีสันทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจังหวัดยะลาในหลายมิติ

การจัดงาน “แสงจันทร์แห่งศรัทธา เทิดเจ้าแม่กวนอิม” ครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความร่วมมืออันเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ซึ่ง นายสิรภพฯ ได้กล่าวชื่นชมคณะกรรมการจัดงานศาลเจ้าแม่กวนอิมยะลา และทุกภาคส่วนที่

ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานให้ สมเกียรติ สมศรัทธา และงดงามสมกับเป็นประเพณีอันทรงคุณค่า ทั้งนี้ การจัดงานไหว้พระจันทร์ที่จังหวัดยะลาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธาและความสามัคคีในชุมชนได้เป็นอย่างดี และเป็นตัวอย่างของการสืบสานประเพณีที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน // ตอริก สหสันติวรกุล //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สานสัมพันธ์สองฝั่งโขง 🇹🇭🤝🇱🇦 ผู้ว่าฯมุกดาหาร นำคณะร่วมงานบุญประเพณีออกพรรษา–ซ่วงเฮือ ณ สะหวันนะเขต สปป.ลาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดมุกดาหาร เดินทางไปร่วมงาน บุญประเพณีออกพรรษา–ส่วงเฮือประเพณี ณ นครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โดยมี นายบุนโจม อุบนปะเสิด เจ้าแขวงสะหวันนะเขต พร้อมผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสานสัมพันธ์ไมตรีระหว่างแขวงสะหวันนะเขตกับจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

ภายในงาน มีการจัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งขบวนแห่บุญออกพรรษา การจัดแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการออกร้าน จำหน่ายสินค้า “หนึ่งเมือง หนึ่งผลิตภัณฑ์” (ODOP) ของแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การแข่งขันเรือยาวในแม่น้ำโขง เพื่อสืบสานประเพณีส่วงเฮือของชาวลาว สร้างสีสันและความคึกคักให้กับงาน โดยมีทีมเรือจากจังหวัดมุกดาหารเข้าร่วมแข่งขันประชันฝีพายกับทีมเรือแขวงสะหวันนะเขตด้วย

ผู้ว่ามุกดาหาร #เจ้าแขวงสะหวันนะเขต #ออกพรรษาสะหวันนะเขต #ส่วงเฮือสองฝั่งโขง #แข่งเรือยาวแม่น้ำโขง #นะคอนไกสอ

นพมวิหาน #มุกดาหาร #สะหวันนะเขต #สปปลาว #ODOP #สายใยไทยลาว #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัวพาณิชย์พิศาล พร้อมพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรเทโว ออกพรรษา / สมุทรปราการ ชาวบางพลีแห่ตักบาตรเทโวโรหณะวันออกพรรษา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่วัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ บรรยากาศเปี่ยมด้วยศรัทธาและความอบอุ่น เมื่อครอบครัวพาณิชย์พิศาล

พร้อมพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมทำบุญตักบาตรเทโว เนื่องในวันออกพรรษา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว โดยมี อาสาสมัครชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา คอยให้บริการและดูแลความเรียบร้อย

ประเพณีตักบาตรเทโว หรือ “เทโวโรหณะ” จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เพื่อรำลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังเทศนา

โปรดพระพุทธมารดา เป็นพิธีที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสืบสานอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความศรัทธา ความสามัคคี และการร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอันงดงาม


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ


เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พระวชิรคณาทร (ท่านเจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง จัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในวันออกพรรษาประจำปี 2568

สื่อสารขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม โดยมี นางสาววีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษย์ยานุศิษย์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวตำบล บางพลีใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง

เข้าร่วมภายในงานกันเป็นจำนวนมาก คณะสงฆ์เดินรับบาตร ร่วมกันทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ รับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพี่น้องประชาชน ที่มาร่วมในพิธี หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกกันว่า “ตักบาตรเทโว” คำว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” แปลว่า

การเสด็จจากเทวโลก สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก หลังเสด็จกลับจากการโปรดพระพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระวชิรคณาทร (ท่านเจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง กล่าวว่า

การจัดงานทำบุญตักบาตรเทโวโรหนะ เนื่องในวันออกพรรษา ในครั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีอันดีงามและสืบทอดพระพุทธศาสนาที่ชาวไทย ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน ให้คงอยู่สืบไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.เชียงราย แถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้า 1 แสนเม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน หลังทราบว่าเตรียมส่ง ชัยภูมิ กรุงเทพฯ

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 13.30 น.วันที่ 8 ต.ค.68 พล.ต.ต.มานพ เสนากูลผบก.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร รรท.ผกก.สภ.เมืองเชียงราย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายค้ายาบ้า จำนวน 100,000 เม็ด โดยสามารถจับกลุ่มผู้ต้องหาได้จำนวน 4 คน คือ นายณพล หรือแบงค์ สงวนนาม อายุ 32 ปี ชาว ต.เมืองฝ้าย อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ น.ส.โสรยา หรือโม สงวนนามสกุล อายุ 26 ปี ชาว ต.ทุ่งกระเด็น อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ น.ส.กชพร หรือมุก สงวนนามสกุล อายุ 41 ปี ภูมิลำเนา ต.เขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี นายสนธยา หรือเวย์ สงวนนามสกุล อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.บ้านคู่ อ.เมือง จ.เชียงราย

โดยการจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ รับผิดชอบ สภ.เมืองเชียงราย จึงได้จัดกำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามเส้นทาง จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ทางเจ้าหน้าที่ได้พบรถต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้ง จึงได้ตั้งจุดสกัด ที่ ถนนเวียงบูรพา ม.5 ต.ท่าสาย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย พบรถต้องสงสัย ผ่านเข้ามา ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจ พย น.ส.โสรยา เป็นผู้ขับขี่ และนายณพล เป็นผู้โดยสาร แต่จากการตรวจสอบไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายภายในรถ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติเนื่องจาก ผู้ต้องสงสัยภายใน ได้ตรวจสอบโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาจึงได้ ขอดูในโทรศัพท์พบว่ามีภาพยาเสพติดอยู่ในโทรศัพท์ จึงได้ทำการควบคุมตัวไว้พร้อมกับทำการสอบสวน และขยายผลจนกระทั่งสามารถ ตรวจค้นและตรวจยึดยาบ้าของการได้ที่ห้องพักในพื้นที่ ม.1 ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย พร้อมกับจับกุม น.ส.กชพร กับ นายสนธยา ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดได้เช่าไว้ นานกว่า 3 เดือนแล้วโดยผู้ต้องหาได้ให้การว่าของกลางยาบ้าทั้งหมดได้รับมาจากในพื้นที่ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายโดยจะแบ่งการนำไปส่งปลายทางที่จังหวัดชัยภูมิและส่วนหนึ่งจะนำส่งเข้าไปที่กรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบแล้วว่าเครือข่ายมีใครร่วมขบวนการบ้างซึ่งจะได้ทำการออกหมายจับและติดตามจับกุมต่อไป

พลตำรวจตรีมานพ เสนากูล กล่าวว่า การจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดในครั้งนี้สืบเนื่องจากประชาชนได้ให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสทางเจ้าหน้าที่จึงสามารถจับกุมเครือข่าย ได้ทั้งหมดซึ่งเราสามารถสืบทราบแล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังมีใครบ้างและปลายทางที่รับมีใครโดยจะได้ ให้เจ้าหน้าที่ทำการติดตามขยายผลและจับกุม ซึ่งหลังจากนี้ ประชาชนทั่วไป หากมีผู้ใดได้รับเบาะแสยาเสพติดสามารถติดต่อ ที่ สถานีตำรวจใกล้บ้านหรือแจ้งมาที่ LINE official ส่วนตัวของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายโดยตรง เพื่อให้ข้อมูล ของ ผู้กระทำผิดเพื่อจะได้จับกุมและเป็นการป้องกันไม่ให้เปิดเผย ตัวของพลเมืองดีที่แจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่…