คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.โคราช แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจับโจรสองพี่น้อง ก่อนขยายผลรวบยกแก๊ง ตระเวนงัดบ้าน ยึดของกลางเพียบ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 21 มิ.ย.69 พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง ได้สั่งการให้
ร้อยตำรวจเอกหญิงอ้อมใจ อินธิแสน รองสารวัตรสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.โพธิ์กลาง ออกติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ภายในเคหสถาน จำนวน 3 ราย หลังติดตามสืบสวนจากกรณีมีประชาชนเข้าแจ้งความว่าถูกคนร้ายลักทรัพย์ภายในบ้านพักในพื้นที่ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

สืบเนื่องจากผู้เสียหายพบว่าบ้านพักถูกคนร้ายรื้อค้นและทรัพย์สินสูญหายหลายรายการ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่าง ๆ จนสามารถแกะรอยพฤติกรรมของคนร้ายและขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในที่สุดผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมประกอบด้วย 1. นายทวี สีสูงเนิน หรือ “นายสี”, 2. นายวิศาล นาคีสังข์ หรือ “นายศาล”

เป็นพี่น้องกันและ 3. นายธวัชชัย แซ่จัง หรือ “นายป็อก” ซึ่งร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านพักของประชาชนจำนวน 2 หลัง โดยทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีหลายรายการ อาทิ กล้องถ่ายรูป พระเครื่อง และนาฬิกา รวมมูลค่าความเสียหายกว่าแสนบาทจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะออกตระเวนสำรวจบ้านเป้าหมาย ก่อนเลือกก่อเหตุในช่วงเวลากลางคืน โดยอาศัยจังหวะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ จากนั้นจะเข้าไปรื้อค้นและขโมยทรัพย์สินภายในบ้าน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายทวี สีสูงเนิน และนายวิศาล นาคีสังข์ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งบริเวณซอย 30 กันยา อำเภอเมืองนครราชสีมา พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินของกลางจำนวนหนึ่งที่ได้มาจากการก่อเหตุ ขณะที่นายธวัชชัย แซ่จัง ถูกจับกุมได้ภายในหอพักแห่งหนึ่งในชุมชนบ้านประโดก อำเภอเมืองนครราชสีมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์อื่นในพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ข่าวกรองแม่น! นรข.ปิดเกมขนไอซ์ข้ามแม่น้ำโขง ยึด 7 กระสอบ คนร้ายทิ้งรถพร้อมไอซ์ 300 ก้อน กลางหมู่บ้านนครพนม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหนาด

จังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม (ผบ.นรข.เขตนครพนม) จัดกำลังเจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนม และสถานีเรือธาตุพนม เข้าตรวจสอบข่าว พร้อมวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่เป้าหมาย

กระทั่งเวลาประมาณ 00.50 น. เจ้าหน้าที่ใช้ทั้งการตรวจการณ์ด้วยสายตาและอุปกรณ์ตรวจการณ์เวลากลางคืน พบเรือกีบติดเครื่องยนต์เพลายาวต้องสงสัย 1 ลำ มีชาย 3 คนอยู่บนเรือ แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งไทย ก่อนดับเครื่องยนต์ ห่างจากจุดซุ่มของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมเข้าปิดล้อมพื้นที่ ขณะเดียวกันพบรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส สีดำ ทะเบียน กย 4550 ร้อยเอ็ด ขับเข้ามายังจุดนัดหมาย เจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนมจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่คนขับรถกลับเร่งเครื่องหลบหนีไปทางทิศใต้

ต่อมา ชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมได้เข้าปิดเส้นทาง ทำให้รถคันดังกล่าวเลี้ยวกลับมาทางทิศเหนือ ก่อนนำรถไปจอดทิ้งไว้บริเวณถนนภายในหมู่บ้านกลางน้อย แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไปเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นรถอย่างละเอียด พบกระสอบสีดำจำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) รวม 300 ก้อน จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส 1 คัน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการตรวจยึด และนำของกลางพร้อมรถยนต์ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกลาง อำเภอเมืองนครพนม เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าว NEWS 24 สะถานีประชาชน ประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

นรข #นครพนม #สถานีเรือนครพนม #สถานีเรือธาตุพนม #ยาไอซ์ #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ชายแดนไทยลาว #แม่น้ำโขง #ข่าววันนี้ #ปราบปรามยาเสพติด #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สามอ่าว ล้างบางยาเสพติด แก้ไขปัญหายาเสพติด ภายใต้แนวคิด “4 ย” (เยี่ยมเยียน แยกแยะ หยุดยั่งและยั่งยืน) ของ ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 เวลา 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่ 6 และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก

ประกอบด้วย 1.นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง 2.นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง 3.นางสาวอัมราพร บุญเสริม ผญ.ม.5 ตำบลอ่างทอง 5.นายจักรรินทร์ รวยรื่น ผช. ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง ได้กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลอ่างทอง

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ นายตันติยาฯ(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 1,202 เม็ด กับ เป็นชิ้น น้ำหนัก จำนวน 1 กรัม 2.กระเป๋าพลาสติกแบบมีซิปรูดปิด เปิด ได้ จำนวน 1 ใบ

โดยแจ้งข้อกล่าว จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมายสอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ลำพูน จับแล้วหนุ่มวัย 22 ปี มือแทงหนุ่มดับคาแคร่หน้าบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน, สั่งการให้ พ.ต.อ.ณัฐพล จันมะโน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.ณัฐวรรธน์ บุญมา ผกก.สภ.ทากาศ พร้อมด้วย จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ลำพูน, จนท.ตร.สภ.ทากาศ ออกสืบสวน ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ กรณีนายสุรินทร์ฯ ถูกทำร้ายร่างกาย (โดยการถูกแทงด้วยอาวุธมีด)

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.69 เวลาประมาณ 21.00 น. ที่บ้านแม่ขนาด ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาจากการตรวจที่เกิดเหตุพบมีดปลอกผลไม้เปื้อนเลือดจำนวน 1 ด้าม ตกอยู่บริเวณทางเข้าห้องครัวและพบหมวกผ้าสีดำ ซึ่งนายเฉลิมพลฯ (ผู้เห็นเหตุการณ์) ซึ่งเห็นคนร้ายสวมหมวกสีดำ ขับขี่รถ จยย. ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น ทะเบียน เดินทางสวนออกมาจากบ้านผู้ตายด้วยท่าทางเร่งรีบมีพิรุธ ยืนยันว่าเป็นหมวกของคนร้ายที่ก่อเกิดคดีนี้ พงส.จึงตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐาน

ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือ นายสุขสันต์ฯ อายุ 22 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใน ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจากการตรวจค้นพบ 1.รถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นเวฟ สีดำ-เทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เปรอะเปื้อนคราบเลือด จำนวน 1 คัน, 2.รองเท้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดจำนวน 1 คู่, 3.กางเกงขายาวสีดำเปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว, 4.เสื้อยึดแขนสั้นสีขาว – เขียว เปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำพูน ได้เก็บ DNA มาตรวจสอบและได้เชิญตัวมาที่ สภ.ทากาศฯ เพื่อทำการสอบสวน หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดจึงขออนุมัติศาลออกหมายจับและได้เข้าจับกุม นายสุขสันต์ฯ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทากาศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

☎️หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือพบเห็นอาชญากรรม โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790…

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สกัดขบวนการค้ายา! ยึดไอซ์ 500 กก. มูลค่ามหาศาล รวบผู้ต้องหา 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการจับกุมขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดบึงกาฬ ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้เปลี่ยนจากรถเก๋งมาใช้รถกระบะในการขนลำเลียงยาเสพติด เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่


ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 500 กิโลกรัม พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย และยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง


การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของการบูรณาการกำลังระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ส่งไม่ถึงปลายทาง! นรข.บ้านแพง สกัดขบวนการค้ายาข้ามชาติ ตรวจยึดไอซ์ 100 กิโลกรัม ริมฝั่งแม่น้ำโขงท่าอุเทน

แชร์เนื้อหานี้

นครพนม – หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านนาข่าท่า หมู่ 7 ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ขณะที่ผู้ลักลอบขนยาอาศัยความมืดหลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บังคับบัญชาหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม โดย ว่าที่ ร.อ.เพชรนคร ผิวขำ หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่บ้านนาข่าท่า จึงสั่งการให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าซุ่มเฝ้าตรวจและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ใช้กล้องตรวจการณ์สังเกตพบเรือกีบเพลายาวติดเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ มีบุคคลอยู่ภายในเรือ 2 คน แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย ก่อนเข้าเทียบริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณบ้านนาข่าท่า จากการเฝ้าสังเกตพบชายต้องสงสัยนำวัตถุบางอย่างขึ้นจากเรือและนำไปวางไว้ในป่าหญ้าริมฝั่ง ก่อนรีบกลับลงเรือและแล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทันที

เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังสนับสนุนทางบกเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย จนพบกระสอบต้องสงสัยห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 1 กระสอบ วางซุกซ่อนอยู่ภายในป่าหญ้าริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเปิดตรวจสอบพบภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบและจัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีเรือบ้านแพง ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าของกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แนวแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางส่งผ่านเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและทั่วประเทศ
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นครพนม #นรข #นรขนครพนม #สถานีเรือบ้านแพง #ท่าอุเทน #แม่น้ำโขง #ยาเสพติด #ไอซ์300กิโลกรัม #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวนครพนม #ชายแดนไทยลาว #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกุมยาเสพติด 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม หอประชุม ตำรวจภูธรจ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

✨ วันนี้( 15 มิ.ย. 2569) เวลา 13.00 น. พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย พร้อมด้วย นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย , พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ฝ่ายทหาร,ฝ่ายปกครอง ,สำนักงานเลขาธิการ ปปส. , ปปส.ภ.5 ,หน่วยร่วมปฏิบัติฯ ,และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง

ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ของกลาง ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม ณ ห้องประชุมใหญ่ หอประชุมตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีการแถลงผลการจับกุม 4 ยาเสพติดคดีสำคัญดั้งนี้
🚨1. สภ.เทิง จว.เชียงราย บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 คน พร้อมด้วยของกลาง

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 20 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 540 ก.ก. และ
ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (คีตามีน) จำนวน 19 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 523 ก.ก.
รถยนต์กระบะ 2 คัน (รถบรรทุกยาเสพติด และรถนำทาง)
เหตุเกิด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต่อเนื่อง สุสานบ้านต้นเขือง ถนนสาธารณะเทิง-ภูชี้ฟ้า ม.4 ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ต่อมาสามารถสืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดได้อีกจำนวน 3 คน

🚨2. สภ.เมืองเชียงรายตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลาง
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 294,320 เม็ดรถยนต์กระบะ1 คันเหตุเกิด บริเวณ จุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด ถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย เมื่อวันที่6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 19.45 น. อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลการจับกุม

🚨3.สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม -ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวังเชียงรายสามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน (เป็นเยาวชนอายุ 14 และ 16 ปี)พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์ 2 คัน

เหตุเกิดบริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม-ท่าข้าวเปลือกหมู่ที่7 ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. ประสานชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหารอรับปลายทางได้ที่บริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ตรวจค้นบ้านเช่าพบยาบ้าของกลางอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด คีตามีน10 ก.ก. บรรจุกล่องพัสดุ เตรียมฝากส่งทางพัสดุ(คดีที่ 4)

🚨4.สภ.แม่จัน – สภ.แม่ยาว สืบเนื่องจากกรณี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน2569 เวลาประมาณ 07.30 น. สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม – ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์2 คัน

จากการซักถามขยายผลทราบว่ายาบ้าดังกล่าวจะนำไปส่งให้ผู้รับบริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จึงประสานงานกับชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย เข้าทำการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่มารอรับยาเสพติดได้อีก 2 คน อายุ 23 ปี และ 17 ปี จากนั้นได้นำตัวไปค้นบ้านเช่าในเขตพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย

พบของกลางยาบ้าอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด และคีตามีน อีกจำนวนประมาณ 10 ก.ก. บางส่วนใส่กล่องพัสดุ เตรียมจัดส่งทางบริษัทรับส่งพัสดุไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป เหตุเกิดบริเวณอาคารร้าง วัดห้วยปลากั้ง ต่อเนื่องห้องเช่า ต.แม่ยาวอ.เมืองเชียงรายฯ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 10.40 น.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จากคำอธิษฐานสู่ข่าวเศร้า พบร่าง “ขาวพอน” ลอยติดฝั่งโขง น้องสาวจำได้จากผมขาว-ชุดขาว สุดสะเทือนใจ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร/สะหวันนะเขต – ปิดฉากภารกิจค้นหาที่ยาวนานกว่า 9 วัน หลังมีผู้พบร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก อายุ 33 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่กระโดดจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ลงสู่แม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 โดยญาติยืนยันว่าเป็นร่างของนางขาวพอนอย่างแน่นอน จากลักษณะเส้นผมสีขาว ชุดสีขาว และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตลอยมาติดอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว หลังจากเจ้าหน้าที่ หน่วยกู้ภัย และญาติพี่น้อง ระดมค้นหาตามแนวแม่น้ำโขงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตสวมชุดยาวสีขาวในลักษณะนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก ที่สูญหายไปหลังจากกระโดดลงจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

นางแขก พิมมะจัก น้องสาวของนางขาวพอน เปิดเผยว่า ครอบครัวสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ทันทีที่เดินทางไปถึงจุดพบร่าง แม้ว่าสภาพร่างจะเปลี่ยนแปลงไปจากการลอยอยู่ในแม่น้ำหลายวันก็ตามโดยนางแขกยืนยันว่า จำพี่สาวได้จากลักษณะเส้นผมที่มีสีขาวบางส่วน ชุดสีขาวที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ รวมถึงกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่พี่สาวสวมใส่อยู่เป็นประจำ

“ตอนที่เห็นร่าง พวกเราจำได้ทันทีว่าเป็นพี่ขาวพอน เพราะทั้งเส้นผมสีขาว ชุดที่ใส่ และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้างตรงกับที่พี่ใส่ในวันเกิดเหตุ” นางแขกกล่าวด้วยความโศกเศร้านางแขกกล่าวอีกว่า แม้ครอบครัวจะเสียใจอย่างมากกับการสูญเสียครั้งนี้ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยได้พบร่างของพี่สาวกลับคืนสู่ครอบครัว หลังจากเฝ้ารอและออกค้นหามานานหลายวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นางแขก พร้อมด้วยญาติพี่น้อง ได้เดินทางมายังศาลพ่อปู่พญานาคอนันตนาคราช ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อบนบานและอธิษฐานขอให้ได้พบร่างของพี่สาวภายในวันที่ 14 หรือ 15 มิถุนายนวันดังกล่าว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับสมาคมการค้าท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร ได้จัดพิธีบวงสรวงองค์ปู่อนันตนาคราช โดยมี พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี

นางแขกเปิดเผยว่า ระหว่างเดินทางมาบนบาน ได้รับแจ้งจากชาวประมงในพื้นที่ว่ามีกลิ่นคล้ายศพโชยออกมาจากบริเวณดอนโพนสะหวัน ริมแม่น้ำโขงฝั่ง สปป.ลาว จึงได้เดินทางไปตรวจสอบหลังเสร็จสิ้นพิธี แต่ยังไม่พบร่องรอยของพี่สาวกระทั่งในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล

ตลอดช่วงเวลาการค้นหา ครอบครัวของนางขาวพอนไม่เคยยุติความพยายาม โดยก่อนหน้านี้นายแจ็คกี้ พิมมะจัก น้องชายของผู้เสียชีวิต ได้เปิดเผยว่า นางขาวพอนเป็นเสมือนแม่คนที่สอง เป็นผู้คอยดูแล สั่งสอน และเป็นเสาหลักสำคัญของครอบครัว ทำให้การจากไปของเธอสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่คนในครอบครัวภายหลังการยืนยันตัวบุคคล ญาติได้นำร่างของนางขาวพอนกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่ป่าช้าบ้านนานกเขียน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่ามกลางความอาลัยของ

ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ที่เคยรู้จัก โดยมีกำหนดประกอบพิธีฌาปนกิจศพในวันพรุ่งนี้การพบร่างของนางขาวพอนในครั้งนี้ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจค้นหาที่ดำเนินมาตลอด 9 วัน และปิดฉากการรอคอยอันยาวนานของครอบครัว แม้ผลลัพธ์จะเป็นข่าวเศร้า แต่ก็ทำให้ญาติพี่น้องสามารถนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาและส่งเธอเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณี
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ขาวพอนพิมมะจัก #ຂາວພອນພິມມະຈັກ #ເມືອງໄຊພູທອງ #นางขาวพอน #มุกดาหาร #สะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #สะพานมิตรภาพไทยลาว2 #เมืองไซพูทอง #บ้านวัดท่าโพ #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวอีสาน #ชายแดนไทยลาว #สิ้นสุดการค้นหา #ข่าวเศร้าสะเทือนใจ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สกัดแก๊งขนกระเทียมเถื่อนจากลาว! นรข.ตรวจยึดกระเทียมลักลอบนำเข้า 560 กิโลกรัม พร้อมเรือเหล็ก

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำกระเทียมจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ นรข.สถานีเรือมุกดาหาร จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดต้องสงสัยในการลักลอบขนถ่ายสินค้า

เมื่อเดินทางไปถึงพื้นที่ พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จากนั้นมีกลุ่มบุคคลจำนวนหลายคนช่วยกันลำเลียงกระสอบสินค้าขึ้นจากเรือมายังฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้ลักลอบและคนขับเรือเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความชำนาญเส้นทางและพื้นที่โดยรอบ หลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุในกระสอบจำนวน 28 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 560 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 ลำ ที่ใช้เป็นพาหนะในการลักลอบขนส่งสินค้า

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดกระเทียมทั้งหมดพร้อมเรือของกลาง ก่อนนำกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ นรข. ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำความผิดข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรข #นรขมุกดาหาร #กระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ศุลกากร #สะหวันนะเขต #บางทรายใหญ่ #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตชด.2344 สกัดยานรกริมโขง! ยึดยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกกระสอบทิ้งริมหนองน้ำดอนตาล มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อย ตชด.2344 สนธิกำลังออกลาดตระเวนตรวจพื้นที่แนวชายแดน ก่อนตรวจพบยาบ้าจำนวนมหาศาลถูกซุกซ่อนไว้บริเวณริมหนองน้ำในพื้นที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 200,000 เม็ด คาดเป็นยาเสพติดที่ขบวนการค้ายารายใหญ่เตรียมลำเลียงส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23, พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รองผู้กำกับการ ตชด.23, พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รองผู้กำกับการและหัวหน้ากองร้อย

ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.บุญทรง อาจวิชัย ผู้บังคับหมวด ตชด.2344 พร้อมกำลังพลรวม 14 นาย ออกปฏิบัติภารกิจเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมหนองน้ำ บ้านตาลรุ้ง หมู่ 12 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ห่างจากเทศบาลดอนตาลผาสุกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 150 เมตร พบกระสอบต้องสงสัยถูกนำมาซุกซ่อนเอาไว้ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 200,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้ครอบครองหรือแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดได้นำมาพักคอยไว้ในพื้นที่เพื่อรอการลำเลียงส่งต่อไปยังเครือข่ายในพื้นที่ตอนใน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและยึดไว้ได้เสียก่อน

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า200000เม็ด #ตชด2344 #ดอนตาล #มุกดาหาร #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ยานรก #ตชด23 #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รวบเบิร์ดซ่อมได้ พร้อมพระ3รูป คากุฎิของกลางยาบ้าและอุปกรณ์ครบครัน

แชร์เนื้อหานี้

ป้องกันจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาบุกจับพระ3รูปพร้อมยาบ้าคากุฎิ ซัดช่างซ่อมศาลาริมน้ำเอายาบ้ามาขายให้บอกลองเสพดูแล้วจะติดใจ วันที่13 มิถุนายน พ.ศ.2569 นายวุฒิไกร สีสันต์ ป้องกันจังหวัดสมุทรสาคร

ได้สั่งการให้ เรือตรี นิติพัฒน์ ซื่อดี ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดนำกำลังอส. กองร้อยบังคับการ ประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งในตำบลนาโคก จังหวัดสมุทรสาคร หลังสืบทราบมาว่า มีหัวจ่ายยาบ้ารายหนึ่ง ไปอยู่ที่วัดดังกล่าวแล้วแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัด

เมื่อกำลังไปถึงจึงเข้าตรวจสอบตามกุฎิเป้าหมายที่ได้รับแจ้ง พบว่ามีทั้งยาบ้าและอุปกรณ์การเสพครบครันอยู่ภายในกุฎิของพระทั้ง 3รูป โดยพระทั้ง3รูปยอมรับว่าได้เสพยาบ้าจริง หนึ่งในพระทึ่เสพยาเล่าว่า ได้บวชพระมา8พรรษาแล้ว ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนเลย พอดีช่วงนี้มีนายเบิร์ดเป็นช่างมาซ่อมแซมศาลาริมน้ำของทางวัด เอายาบ้ามาให้ลองเสพดูบอกว่าลองแล้วจะติดใจ จึงได้ลองเสพดู

หลังได้ยินคำซัดทอดว่าหัวจ่ายยาบ้ารายนี้อยู่ที่ไหนทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลรีบนำกำลังไปยังศาลาริมน้ำตามที่พระซัดทอดมาพบ นายเบิร์ดช่างคนดังกล่าวกำลังซ่อมห้องน้ำอยู่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ถึงกับตกใจมีพิรุธเหงื่อแตกหน้าถอดสี เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนหนึ่งอยู่ในถุงสีดำ ราย

เบิร์ดยอมรับแต่โดยดีว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองพร้อมกับมีการแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัดด้วย
ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมนายเบิร์ดช่างซ่อมวัดพร้อมกับพระที่เสพยาบ้าและของกลางทั้งหมดมาส่งให้พนักงานสอบสวนสภ.บางโทรัดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หนีไม่รอด! 2นักบินตระการฯ ซิ่งเก๋งขนยาบ้า 1.76 แสนเม็ดหนีด่าน! สุดท้ายเสียหลักชนเกาะกลาง รวบไว้ได้ ขยายผลถึงผู้บงการ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี และสน.เรือเขมราฐ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 176,000 เม็ด หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

พ.ต.ต.ธนชัย ชมภูโคตร สว.(สอบสวน) สภ.เขมราฐ เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากสายลับว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน ขค 1525 อุบลราชธานี เป็นพาหนะในการขนยาเสพติด จึงรายงานให้ พ.ต.อ.อดุลย์ สุรำไพ ผกก.สภ.เขมราฐ ทราบ ก่อนประสานกำลังร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี วางแผนสกัดจับ

ต่อมาเวลาประมาณ 00.15 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งเข้ามาในพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ขับขี่พยายามเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด กระทั่งรถคันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน ทำให้สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายอิทธิพล ศรีโนทัย อายุ 35 ปี ชาวตำบลโนนกุง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และนายออส อ่อนคำวงค์ อายุ 46 ปี ชาวตำบลท่าหลวง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี

จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบบรรจุยาบ้าจำนวน 1 กระสอบ ภายในมียาบ้ารวม 88 มัด หรือประมาณ 176,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุและโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ เพื่อขยายผลหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า176000เม็ด #จับยาเสพติด #สภเขมราฐ #อุบลราชธานี #กองกำลังสุรนารี #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าววันนี้ #ยาเสพติด #ตำรวจไทย #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ยาไม่ทันขายก็ถูกจับ! ฝ่ายปกครองดงหลวงบุกค้นบ้านเป้าหมาย รวบหนุ่มวัย 25 พร้อมยาบ้า สารภาพเสพเอง-ซุกเตรียมขาย ส่งดำเนินคดี 2 ข้อหาหนัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอดงหลวง (ศป.ปส.อ.ดงหลวง) ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดภายในบ้านหมู่ 7 ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร จึงรายงานให้นายประสิทธิชัย สุวรรณไขศรี นายอำเภอดงหลวง ทราบ และสั่งการให้นายชัช โชติชูชัย ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอดงหลวงที่ 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง นำโดยนายชัช โชติชูชัย เข้าตรวจสอบบ้านเป้าหมาย พบชายทราบชื่อคือ นายอธิราช เชื้อคำจันทร์ อายุ 25 ปี เจ้าของบ้าน นอนพักอยู่ภายในบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่มีอาการตกใจและรีบหยิบจับกระเป๋าคาดเอวสีดำลักษณะมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง พร้อมขอเข้าตรวจค้น โดยก่อนการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและบันทึกภาพเสียงไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งนายอธิราชยินยอมให้ตรวจค้นด้วยความสมัครใจ

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าคาดเอวสีดำ จำนวน 2 ถุง โดยในช่องแรกพบยาบ้า 173 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดงตรา WY จำนวน 172 เม็ด และเม็ดสีเขียวจำนวน 1 เม็ด ส่วนช่องกลางพบยาบ้าอีก 196 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดงตรา WY จำนวน 195 เม็ด และเม็ดสีเขียวอีก 1 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมดจำนวน 369 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจนับและตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบถาม นายอธิราชยอมรับว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามกฎหมายให้เข้ารับการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะเบื้องต้น โดยนายอธิราชยินยอมให้ตรวจ ผลการตรวจพบสารเสพติดเป็นบวก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมายังที่ว่าการอำเภอดงหลวง พร้อมส่งตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลดงหลวง

ผลการตรวจจากโรงพยาบาลยืนยันพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกายจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อหา ได้แก่ จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอธิราช เชื้อคำจันทร์ พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับยาบ้า #ดงหลวง #มุกดาหาร #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครองดงหลวง #ข่าวอาชญากรรม #ยาเสพติด #ยาบ้า369เม็ด #สภดงหลวง #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สายข่าวชี้เป้า! ทหารพรานดอนตาลสกัดจับ “พาย นาสะเม็ง” คากระเป๋าสะพาย ยึดยาบ้าซุกเตรียมส่งลูกค้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. กองบังคับการควบคุมที่ 1 กรมทหารราบที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2107 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.พิชิตพล เคนดา ผู้บังคับกองร้อย ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่า มีการลักลอบรับ-ส่งยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) บริเวณถนนทางการเกษตร พื้นที่บ้านนาหว้า หมู่ 4 ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้บูรณาการกำลังร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอดอนตาล และผู้นำชุมชนตำบลนาสะเม็ง วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณจุดเป้าหมายตามข้อมูลที่ได้รับ

กระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่พบชายต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจค้นตามขั้นตอน โดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้ถูกตรวจค้นรับทราบจนเป็นที่พอใจ และได้รับความยินยอมให้ทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงินแบบกดปิดดึงเปิด และห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง

ผู้ถูกจับกุมทราบชื่อต่อมาคือ นายพลวัต บุทธิจักร์ หรือ “พาย” อายุ 37 ปี ชาวตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยจากการสอบถามเบื้องต้น นายพลวัตให้การยอมรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองจริงเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจนับอย่างละเอียด และจัดทำบันทึกการจับกุม ณ ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ฉก.ทพ.2107 บ้านตาลรุ่ง ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารจากการตรวจนับพบของกลางเป็นยาบ้าลักษณะกลมแบน ผิวเรียบ ด้านหนึ่งมีอักษร WY ประกอบด้วยยาบ้าสีแดงจำนวน 235 เม็ด และยาบ้าสีเขียวจำนวน 2 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น 237 เม็ด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา “มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมบันทึกภาพถ่ายและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแคปชั่น ชาวบ้านแจ้งเบาะแส ทหารพราน 2107 ร่วมฝ่ายปกครองดอนตาล ซุ่มตรวจจับผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 237 เม็ด ซุกในกระเป๋าสะพายข้าง เจ้าตัวยอมรับเป็นของตนเอง ก่อนถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน2107 #ฉกทพ21 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ดอนตาล #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวมุกดาหาร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกทั้งวัน! ไฟไหม้เตาอบยางพาราโรงงานดังมุกดาหาร ปะทุซ้ำหลายระลอก ชาวบ้านผวาควันพิษ-ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมพื้นที่ ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศูนย์วิทยุสื่อสารฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลโพนทรายว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานยางพารา บริษัท ธงทอง รับเบอร์ จำกัด เลขที่ 261 หมู่ 7 ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

ภายหลังรับแจ้ง นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิงจำนวน 2 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อสนับสนุนการควบคุมเพลิงทันที

จากนั้นเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลโพนทราย เทศบาลตำบลมุกดาหาร เทศบาลตำบลกุดแข้ เทศบาลตำบลบางทรายใหญ่ และเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้บูรณาการกำลังร่วมกันเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยระดมรถดับเพลิงและรถบรรทุกน้ำฉีดลดอุณหภูมิบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง

การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า จุดเกิดเหตุอยู่ภายในเตาอบยางพารา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสะสมความร้อนสูง แม้เปลวไฟจะยังไม่ลุกลามไปยังอาคารผลิต คลังสินค้า หรือส่วนอื่นของโรงงาน แต่ยังคงเกิดการครุไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันการลุกลาม

ต่อมาเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในระดับหนึ่ง และจำกัดวงเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังทรัพย์สินส่วนอื่นของโรงงาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยางพาราแปรรูปเป็นวัสดุที่สามารถสะสมความร้อนได้เป็นเวลานาน จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการครุไหม้หรือปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

ล่าสุดเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าไฟยังคงลุกไหม้และปะทุขึ้นเป็นระยะภายในเตาอบ ทำให้ยังไม่สามารถยุติภารกิจได้ โดยทุกหน่วยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในเวลาต่อมา นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมอำนวยการและบัญชาการเหตุการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมและมีโอกาสเกิดการปะทุซ้ำได้ตลอดเวลา

กระทั่งเวลา 16.15 น. สถานการณ์เกิดความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเตาอบยางพาราเกิดการปะทุอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผนังคอนกรีตบางส่วนแตกร้าวจากแรงดันความร้อนสะสมและก๊าซภายใน เจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย พร้อมเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเป็นวงกว้างจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เหตุเพลิงไหม้ที่กินระยะเวลายาวนานยังสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เนื่องจากยางพาราเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เมื่อเกิดการเผาไหม้อาจปลดปล่อยก๊าซและสารมลพิษหลายชนิด อาทิ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารไฮโดรคาร์บอน รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM10 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากภายในเตาอบยังมีความร้อนสะสมสูงและเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไฟไหม้โรงงานยางพารา #ธงทองรับเบอร์ #มุกดาหาร #ไฟไหม้มุกดาหาร #เพลิงไหม้ #โรงงานยางพารา #ผู้ว่ามุกดาหาร #ปภมุกดาหาร #ดับเพลิง #ควันพิษ #PM25 #ข่าวด่วน #ข่าวมุกดาหาร #อำเภอเมืองมุกดาหาร #ThailandNews #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เล่นแต่ของใหญ่ ผงขาว น้ำแข็ง ลิ้นฟ้า”ปกครองกระทุ่มแบนบุกรวบเอเยนต์รายใหญ่ โพสต์คลิปยิงปืน ขายยาลื้นฟ้า เฮโรอีน ไอซ์ ท้าทายกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีขาใหญ่รายหนึ่งในพื้นที่มีพฤติกรรมชอบโชว์ถ่ายคลิปตัวเองยิงปืน โชว์ยาเสพติด ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาครนายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี จึงได้มอบหมายให้นายณัฐพล บุญทวี ปลัดอาวุโส นำกำลังฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน

ออกปฎิบัติการคามแผนตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว เมื่อไปถึงพบนาย โอม อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจค้นพบยาเสพติดของกลางจำนวนมาก ทั้งเฮโรอืน ยาไอซ์ และยาอันตราย ยาลิ้นฟ้า Rohypnol ชึ่ง กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องราตรี จัดเป็นยานอนหลับออกฤทธ์แรงมาก กว่า 100 เม็ดถุงซิปล็อค จำนวน 2 ห่อใหญ่พร้อมเครื่องชั่งดิจิตอลอีก 1 เครื่อง

จากการสอบถามนาย โอม ได้ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเองได้เสพ และจำหน่ายเฮโรอีนและ Rohypnol ยาลิ้นฟ้า จริง เจ้าหน้าที่จึงได้ รวบรวมพยานหลักฐานและของกลางทั้งหมด นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายโดยได้แจ้งข้อกล่าวหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เฮโรอีน เพื่อการค้า

โดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ยาไอซ์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ยา Rohypnol โดยไม่ได้รับอนุญาตนายพิรุณโรจน์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าจะเร่งสนองนโยบาย “ทำทันที” ของรัฐบาลในการปราบปราม ผู้ค้าผู้ขายยาเสพติดให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บุกจับน้ำกระท่อมเถื่อนเมืองมุกดาหาร! บรรจุขวดขายหลายรส ใกล้โรงเรียนเพียง 400 เมตร ยึดของกลาง 689 ขวด ใบกระท่อมสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดมุกดาหาร เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 21 ซอยบุญชาลี ถนนวงค์คำพา เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบเปิดสถานที่ผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ชุมชน โดยจุดดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับ โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1 วัดคำสายทอง) ห่างกันเพียงประมาณ 400 เมตร

การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร, นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้าน พบคนงานกำลังต้มน้ำกระท่อมในหม้อขนาดใหญ่จำนวน 3 หม้อ พร้อมตรวจพบน้ำกระท่อมที่บรรจุขวดพร้อมจำหน่ายแล้วจำนวน 689 ขวด โดยมีการแต่งกลิ่นและผสมรสชาติหลากหลายรวม 10 สูตร ได้แก่ องุ่น, สตรอว์เบอร์รี, ลิ้นจี่, แตงโม, สับปะรด, แอปเปิล, แคนตาลูป, ชาไทย, โกโก้ และสูตรดั้งเดิม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบ ใบกระท่อมสดประมาณกว่า 20 กิโลกรัม ขวดเปล่าที่ใช้สำหรับบรรจุน้ำกระท่อมอีกเป็นจำนวนมาก หัวเชื้อน้ำหวานเข้มข้น ภาชนะบรรจุ และอุปกรณ์การผลิตจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่ามีการดำเนินการผลิตในลักษณะครบวงจรคล้ายโรงงานขนาดย่อม ตั้งแต่ขั้นตอนการต้ม ผสม บรรจุ และเตรียมกระจายจำหน่าย โดยตั้งราคาขายขวดละ 60 บาท ส่วนรสโกโก้จำหน่ายในราคา 70 บาท

นายอัฐพร กิจนิธิวรวริศ เปิดเผยว่า การเข้าตรวจสอบครั้งนี้เป็นผลจากการได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เนื่องจากมีวัยรุ่นเข้า-ออกเป็นประจำ มีการลักลอบผลิตเครื่องดื่มน้ำกระท่อมในลักษณะเชิงพาณิชย์ภายในชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและดำเนินการตามกฎหมาย

ด้าน นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการลักลอบผลิตน้ำกระท่อมบรรจุขวดจำหน่ายในพื้นที่ชุมชน โดยจากการเข้าตรวจค้นพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะคล้ายโรงงานขนาดย่อม มีทั้งขั้นตอนการต้ม ผสมรสชาติ และบรรจุขวดเพื่อจำหน่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งเข้าระงับและดำเนินการทันที

จากการสอบถามเบื้องต้น นายชัยวัฒน์ หรือ “แบงค์” รับว่าเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ดำเนินการผลิตน้ำกระท่อมดังกล่าว โดยเปิดลักลอบดำเนินกิจการมาแล้วประมาณ 2 เดือน

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6(8) เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย
และได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์ – เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

น้ำกระท่อม #น้ำกระท่อมเถื่อน #โรงงานเถื่อน #บุกทลาย #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #โรงงานน้ำกระท่อม #โรงเรียนทีโอเอวิทยา #เทศบาล1วัดคำสายทอง #ใกล้โรงเรียน #สภเมืองมุกดาหาร #คุ้มครองผู้บริโภค #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวดัง #ข่าววันนี้ #จับกุม #กระท่อมบรรจุขวด #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตม.เชียงราย ทลายเครือข่ายขนแรงงานเถื่อน รวบชาวเมียนมา 36 คน ซุกบ้านพักรอส่งเข้ากรุง

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าพื้นที่ชั้นใน หลังสืบสวนขยายผลจากการจับกุมขบวนการขนคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักไม่มีเลขที่ ในพื้นที่หมู่ 21 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน ซุกตัวรอเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.หญิง พัสษลพร ศุกระศร รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย และ พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม.จว.เชียงราย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ลงพื้นที่ติดตามเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักเป้าหมายในพื้นที่ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย พบชาวเมียนมาจำนวน 36 คน แบ่งเป็นชาย 17 คน และหญิง 19 คน จากการสอบถามทั้งหมดให้การว่า ต้องการเดินทางไปทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยติดต่อผ่านนายหน้า เสียค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 5,000-10,000 บาท

เบื้องต้นพบว่า นายหน้าได้จัดรถรับส่งจากบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย พามายังบ้านพักดังกล่าว เพื่อใช้เป็นจุดพักคอยก่อนลักลอบเดินทางต่อเข้าพื้นที่ชั้นใน
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาทำประวัติ ขึ้นบัญชีเฝ้าดู และดำเนินการผลักดันกลับประเทศเมียนมา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ทั้งนี้ การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.พิษณุโลก ได้จับกุมกลุ่มขบวนการขนคนต่างด้าวจำนวน 149 คน ก่อนขยายผลจนทราบว่าบ้านพักดังกล่าวใน จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในจุดพักคอยสำคัญของเครือข่ายลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อติดตามจับกุมนายหน้าและผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกมพลิกกลางดึก! ทพ.ซุ่มกล้องอินฟราเรดรวบของเถื่อนริมโขง แก๊งขนบุหรี่หนีภาษีเผ่นหนีทิ้งรถ 2 คัน ของกลาง 3.6 หมื่นซอง มูลค่ากว่า 2.1 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ร้อย.ฉก.ทพ.2101) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2101

นำกำลังชุดปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการที่ 1 (โพธิ์ไทร) เปิดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง โดยใช้ เครื่องพิเศษและกล้องตรวจการณ์กลางคืน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

การปฏิบัติการเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านโพธิ์ไทร หมู่ 2 ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น.

เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มเฝ้าตรวจด้วยอุปกรณ์ตรวจการณ์กลางคืน ตรวจพบ รถยนต์กระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขับเข้ามาจอดบริเวณริมแม่น้ำโขง ก่อนจะสังเกตเห็นกลุ่มบุคคลหลายรายกำลังช่วยกันแบกสิ่งของจากริมฝั่งแม่น้ำขึ้นมาบรรทุกใส่ท้ายรถอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ แต่ทันทีที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากัน วิ่งแตกกระเจิงอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้หลังควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถยนต์ทั้ง 2 คัน พบเป็น รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว โดยทั้งสองคัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

จากการตรวจค้นภายในรถ พบ บุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร และผิดตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต บรรจุอยู่ใน 36 กระสอบ กระสอบละ 2 ลัง รวมทั้งสิ้น 72 ลัง ภายในลังบรรจุ 50 คอตอน รวมทั้งหมด 3,600 คอตอน หรือประมาณ 36,000 ซองเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าความเสียหายจากการหลีกเลี่ยงภาษีครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2,160,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ กองบังคับการ ร้อย.ฉก.ทพ.2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อน

ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดอย่างเป็นทางการ และส่งมอบของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามกลุ่มผู้ลักลอบขนของเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

บุหรี่เถื่อน #หนีภาษี #นครพนม #บ้านแพง #ริมโขง #ทหารพราน #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #สภบ้านแพง #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ข่าววันนี้ #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /น้ำตาข้ามโขง…ยายรับศพลูกสาวดับคารถทัวร์ กอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร…ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ยายข้ามโขงรับศพลูกสาว พร้อมกอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน หลังเด็กต้องเห็นแม่จากไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่ พัฒนาสังคมและบ้านพักเด็กมุกดาหารยื่นมือเข้าช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

จากกรณีเหตุสลดหญิงชาวลาวเสียชีวิตบนรถโดยสารปรับอากาศสาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ ก่อนถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร โดยพบร่างนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณด้านท้ายรถ ขณะที่ลูกชายนั่งร้องไห้อยู่ข้างร่างแม่ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้โดยสารทั้งคันรถ เหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นางนวน พันทิลาด มารดาของนางพอน พันทิลาด ผู้เสียชีวิต ชาวบ้านนาสีดา เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ได้เดินทางพร้อมญาติข้ามพรมแดนจาก สปป.ลาว มายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดต่อรับศพลูกสาวและรับตัวหลานชายวัย 5 ขวบกลับบ้าน

โดยมีนางรุ่งทิพย์ นันทสาร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางเข้ามาอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ และเข้าดูแลสภาพจิตใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ ซึ่งอยู่ในภาวะสูญเสียอย่างกะทันหันด้วย

บรรยากาศภายใน สภ.เมืองมุกดาหาร เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เมื่อยายได้พบหน้าหลานชายที่ยังอยู่ในอาการซึมและอ่อนล้าหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจจากการสูญเสียแม่ต่อหน้าต่อตา ญาติพี่น้องต่างช่วยกันปลอบโยนเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด

นางนวน ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ นางพอนผู้เสียชีวิตได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ก่อนเดินทางไปหานายน้อย ผู้เป็นสามี ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และพักอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางพอนได้พาลูกชายวัย 5 ขวบ เดินทางไปขึ้นรถโดยสารปรับอากาศที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ หมอชิต 2 เพื่อเดินทางกลับมายังจังหวัดมุกดาหาร โดยโดยสารมากับรถทัวร์สาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม และนั่งอยู่ที่เบาะหมายเลข 34

ระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารที่นั่งใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการไม่สบาย ปวดท้องอย่างเห็นได้ชัด และเคยขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยซื้อนมให้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ กระทั่งเมื่อรถใกล้ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร นางพอนได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ก่อนเดินกลับมาด้านท้ายรถและทรุดตัวลงนอนกับพื้น จากนั้นลูกชายได้ร้องไห้อย่างหนักจนผู้โดยสารและพนักงานบนรถเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเสียชีวิตแล้ว

นางนวน กล่าวว่า ตอนทราบข่าวจากลูกเขยที่โทรศัพท์มาบอก แทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครคิดว่าการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของลูกสาว“รีบเดินทางมาทันที เพราะอยากมาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย และมารับหลานกลับบ้าน สงสารหลานมาก เขายังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ตื่นกลับมาอีก” นางนวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นางรุ่งทิพย์ เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุ หน่วยงาน พม. ได้เร่งเข้ามาตรวจสอบและให้การช่วยเหลือในมิติด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียแม่อย่างฉับพลัน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือด้านสิทธิเด็กและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ด้านนายอนุวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสภาพจิตใจของเด็กให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกปล่อยให้อยู่ใน

ภาวะหวาดกลัวหรือสับสนตามลำพัง ซึ่งจากการพูดคุยพบว่าเด็กยังมีอาการซึมและเกาะติดญาติใกล้ชิดตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าญาติจะรับตัวกลับอย่างเรียบร้อยหลังจากให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว นางนวนพร้อมญาติได้เดินทางไปรับศพนางพอนที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถกู้ชีพจากแขวงสะหวันนะเขต เดินทางมารับร่างกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาที่บ้านเกิดต่อไป. ภาพ/ถ่าย เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแก๊งขนของเถื่อน! นรข.มุกดาหาร สกัดจับกระเทียมเถื่อน 10 ตันริมโขง ยึดเรือเหล็ก 1 ลำ คนร้ายไหวตัวหนีทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตนครพนม) ร่วมหน่วยงานความมั่นคงแถลงข่าวการตรวจยึดกระเทียมเถื่อน เปิด

เผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขึ้นฝั่งบริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามบริเวณจุดต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังช่วยกันขนกระสอบกระเทียมขึ้นจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุกระสอบจำนวนประมาณ 500 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 10 ตัน พร้อมตรวจยึด เรือเหล็กติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งคาดว่าใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงสินค้าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบที่มา ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงานข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #นรข #นรขมุกดาหาร #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #จับกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ของเถื่อน #หนีภาษี #ชายแดนไทยลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #กระเทียมเถื่อน10ตัน

มุกดาหาร -ปค.เมืองมุกดาหาร ผนึก ตชด.234 รวบหนุ่มบางทรายใหญ่ค้ายานรก ยึดยาบ้า 6,000 เม็ดริมถนนใกล้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และนายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) ได้สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย คือ นายชูชิต อายุ 30 ปี ชาวตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ดการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณริมถนนชยางกูร ใกล้ปั๊มน้ำมัน บนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาทำการสอบสวน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาบ้า6000เม็ด #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #ตชด234 #เมืองมุกดาหาร #บางทรายใหญ่ #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #กวาดล้างยาเสพติด #ล่ายานรก

ช็อก! ลาวจัดหนัก”แก๊งคอลฯไทย 101 คนถูกจับที่ลาว”
ปกส.ทลายแก๊งคอลฯ กลางสะหวันนะเขต ยึดคอมพ์-มือถือเพียบ ใช้โรงแรมบังหน้าเปิดฐานปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันความสงบ (ปกส.) แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว แถลงผลปฏิบัติการร่วมกับพนักงานอัยการประชาชน แขวงสะหวันนะเขต เข้าตรวจค้นอาคารลักษณะคล้ายโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ บ้านหนองผือ นครไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต หลังได้รับข้อมูลว่ามีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติซึ่งเป็น คนไทยรวม 101 คน เป็นผู้หญิง 42 คน อยู่ภายในอาคารดังกล่าว พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้ง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร สายเชื่อมต่อ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับการใช้งานเป็นศูนย์ปฏิบัติการออนไลน์

จากปฏิบัติการพบว่าภายในอาคารมีการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์เรียงต่อกันหลายจุด ลักษณะคล้ายสำนักงานปฏิบัติการ โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากนั่งรวมกันทั้งภายในตัวอาคารและบริเวณภายนอก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวและตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด

เบื้องต้นทางการลาวระบุว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่าง การสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายของ สปป.ลาว เพื่อตรวจสอบลักษณะการกระทำผิด เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทของผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละราย
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #สะหวันนะเขต #ลาว #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมออนไลน์ #ค้ามนุษย์ #บุกทลาย #คนไทยในลาว #ไซเบอร์ #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทลายคาเฟ่น้ำท่อมแหล่งมั่วสุมแรงงานข้ามชาติขณะล้อมวงนั่งก๊งกันอย่างเมามัน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 มีแรงงานต่างด้าวเปิดคาเฟ่ร้านน้ำกระท่อม มีการตั้งวงมั่วสุมนั่งดื่มน้ำกระท่อมกันเป็นประจำทุกวัน

นายพิรุณโรจน์ จีงได้สั่งการให้ ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว โดยได้ลงพื้นที่หาข่าว หาหลักฐานอยู่หลายวัน จนแน่ใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามที่ได้รับเบาะแสมาจริงจึงได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน บุกเข้าเป้าหมายร้านภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน

จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีการเปิดเป็นร้านขายน้ำต้มใบกระท่อมแบบครบวงจร โดยเปิดจำหน่ายน้ำกระท่อมแบบซื้อกลับบ้าน และเปิดขายให้แรงงานต่างด้าวมานั่งมั่วสุมดื่มน้ำกระท่อมกันภายในร้าน ขณะเข้าตรวจค้นพบแรงงานต่างด้าวนั่งมัวสุมดื่มน้ำกระท่อมกันอย่างสนุกสนานเมามันอยู่

ภายในร้านเป็นจำนวนมาก โดยผู้ขายน้ำต้มใบกระท่อมเป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและรวบรวมพยานหลักฐานของกลางทั้งหมด นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนโดยได้แจ้งข้อกล่าวหา

เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ ผิดประเภทงาน ขายสินค้า
จำหน่ายน้ำต้มใบกระท่อมผสมน้ำอัดลม มีความผิดตาม พรบ. อาหาร พ.ศ.2522
ของกลางที่ตรวจยึดได้น้ำต้มใบกระท่อม ยาแก้ไอ สมุดจดบันทึกรายการขาย งินสดจำนวนหนึ่ง น้ำอัดลมสำหรับผสมน้ำต้มใบกระท่อม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

ทลายแก๊ง F4 เมียนมา คารัง พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2569 พ.ต.อ. จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โคกขาม นำโดย พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิรองผกก.พร้อมกำลัง สามารถจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดชาว เมียนมา ได้แบบยกแก๊งพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษ
โดยเริ่มจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณ4000ห้อง หมู่2โคกขามซึ่งเป็นที่ชาวเมียนมาพักอาศัยกันอยู่เป็นจำนวนมาก พบนายหม่องเนลิน อายุ25ปีมีท่าทีพิรุธลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้น พบยาบ้า3เม็ดอยู่ในกระเป๋า กางเกง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนายหม่องเนลินว่าซื้อยาบ้ามาจากไหนเพื่อทำการขยายผลต่อ นายหม่องเนลินยอมรับโดยดีว่าซื้อมาจากเพื่อนร่วมชาติที่ตั้งแก๊งชื่อแก็ง”เอฟโฟร์”มีอยู่ด้วยกัน4คนขายยาบ้าอยู่ที่ชั้น3ของตึกและขายยาบ้าให้เฉพาะชาวเมียนมาด้วยกันเอง ส่งภาษาเดียวกันจะไม่ยอมขายให้กับคนไทยโดยคิดว่าตำรวจไทยจะได้ไม่รู้รอดจากการถูกจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนให้นายหม่องเนลิน กลับไปล่อซื้อยาบ้าอีกครั้ง นายหม่องจึงกลับไปเคาะประตูส่งภาษาเพื่อขอซื้อยาบ้าอีกครั้ง แก๊งเอฟโฟร์จึงไม่ได้เฉลียวใจเปิดประตูออกมาเพื่อขะขายตามปรกติ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่หน้าห้องจึงได้กรูกันเข้าไปภายในห้องพบว่าทั้ง4คนอยู่กันครบนอนถอดเสื้อเล่นโทรศัพท์กันอย่างสบายใจเฉิบ

เจ้าหน้าที่ได้ครวจค้นภายในห้องพบยาบ้ากว่า700เม็ดยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่งพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง4คนประกอบด้วยนายชูเท็ดอายุ35ปี นายชินมินแคทอายุ25ปี นายโซตูอ่องอายุ38ปีและนายทูนอ่องจอ อายุ36ปี ทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าได้ตั้งแก๊งขายยาบ้าจริงพ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสภ.มีนโยบายชัดเจนมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยเมื่อจับผู้เสพได้จะต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ค้าให้ได้ต่อไปเพื่อให้ยาเสพติดลดลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ด่านศุลกากรประจวบฯกวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลงานการปกป้องเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 โดยโชว์ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของกรมศุลกากร

ผลการจับกุมเข้มข้น: จากการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทั้งทางบกและช่องทางไปรษณีย์ พบการกระทำผิดรวม 211 คดี มูลค่าของกลางรวม 34 ล้านบาทสกัดกั้นสินค้าทำลายสุขภาพ: ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ารวม 29.7 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าอีกกว่า 3.9 ล้านบาท โดยล่าสุดได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วเป็นบุหรี่กว่า 2 ล้านมวน

มิติด้านรายได้และการค้า: แม้จะเน้นการปราบปราม แต่ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่าการค้านำเข้ารวม 13,746 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 997 ล้านบาทการเชื่อมโยงระบบขนส่ง: ด่านฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อท่าเรือประจวบ-แหลมฉบัง เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐมีมาตรการควบคุมสินค้าให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ

///////////////////////////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแหล่งมั่วยา! ทหารพราน-ตชด.-ฝ่ายปกครอง บุกทลายแหล่งมั่วยา รวบหนุ่มบ้านแพง พร้อมยาบ้าและเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ชุดสกัดกั้นตอนบน ภายใต้การควบคุมของกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) นำโดย ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2101 ฉก.ทพ.21 พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน

มว.ตชด.2373 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านแพง เข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านท่าลาดทุ่ง หมู่ 14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จนสร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านที่เกรงว่ายาเสพติดจะระบาดกระทบต่อเยาวชนและบุตรหลาน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.30 น. พบชายต้องสงสัยกำลังพรวนดินอยู่บริเวณหลังบ้าน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กลับมีอาการตกใจผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ จากการตรวจค้นตัวพบยาบ้าจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพักและบริเวณโดยรอบ โดยให้นายวีระพงษ์นำตรวจค้น ก่อนพบยาบ้าอีก 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระภายในห้องนอน เมื่อนำของกลางทั้งหมดมาตรวจนับอย่างละเอียดที่ฐานปฏิบัติการ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 430 เม็ด แยกเป็น สีแดง 426 เม็ด และสีเขียว 4 เม็ด พร้อมเงินสดจำนวน 2,400 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวีระพงษ์ให้การยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ดำเนินการบันทึกภาพและวิดีโอการควบคุมตัวตาม มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหารรายงาน

ยาบ้า #ยาเสพติด #จับยาบ้า #ทหารพราน #ตชด #บ้านแพง #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ภัยสังคม #ยานรก #จับกุมผู้ต้องหา #สกัดยาเสพติด #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกำนัน นอนคุก ควงปืนยิงใส่ เจ้าของเขียงหมู คา BMW ป้ายแดง ไปสิ้นใจตายที่ รพ.นครปฐม พูดจาไม่เข้าหูกำนัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ต.กิตติพัฒน์ วิไลลักษณ์ตระกูล รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่หน้าร้านสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จึงรายงาน พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครปฐม ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.7 เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.นครปฐม มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ BMW สีดำ ป้ายแดง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร

จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน มีนายอุดมพงษ์ อายุ 54 ปี เจ้าของเขียงหมู และโรงเชือดหมู รายใหญ่ นั่งหมดสติอยู่ที่เบาะคนขับ มีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งทำการช่วยกันปฐมพยาบาล เร่งทำ CPR ก่อนนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และที่พื้นเบาะรถผู้บาดเจ็บ พบอาวุธปืน .38 ตกอยุ่ 1 กระบอก

ในที่เกิดเหตุ มีนายคมศักดิ์ หรือ กำนันจิ๋ว กำนันตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงตนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยมีอาวุธปืนสั้น กึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ COLT มีหมายเลขทะเบียนปืน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน จำนวน 1 ซอง ลูกกระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 7 นัด (บรรจุอยู่ในซองบรรจุกระสุนจำนวน 6 นัด) (บรรจุอยู่ในรังเพลิงจำนวน 1 นัด) ซองพกในชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซองที่ใช้ก่อเหตุพกติดตัวอยู่หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการค้นตัว จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองนครปฐม

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า เรื่องการก่อเหตุออาจจะเป็นเรื่องหึงหวงกัน เพราะผู้ตายมีคบหากับ อดีตภรรยา กำนันจิ๋ว ทำให้มีเรื่องขุ่นเคื่องกันและมาบังเอิญเจอกันที่ร้านอาหารดังกล่าวและมีปากเสียงกันในร้านก่อนจะออกมาก่อเหตุยิงกันที่หน้าร้านจนมีผู้เสียชีวิต เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุม สภ.เมืองนครปฐม พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม

ได้เดินทางมาติดตามคดียิงหน้าสถานบันเทิง กำชับสืบสวนเข้ม ดำเนินคดีโปร่งใส่ โดยได้เข้าประชุม ร่วมกับ พ.ต.อ.พัฒน์พงศ์ คนแรงทรอง ผบก.กค.ภ.7 ปฏิบัติราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อุดมชาติ ทองไซร้ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ ว่าที่ พ.ต.อ.วันนิวัติ ปัญญาวานิชกุล ผกก.(สอบสวน) กตค.บก.กค.ภ.7

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 7 ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงบริเวณหน้าสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชุมกำชับแนวทางการสืบสวนติดตามผู้ร่วมก่อเหตุและมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยได้รับฟังการสรุปผลการปฏิบัติ แนวทางสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมกำชับการทำสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย โดยละเอียด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คลิปวงจรปิด หนุ่มโคราชถูกรถเก๋งตัดหน้าชนสาหัส กลายเป็นผู้พิการ ร้องสื่อคดีไม่คืบ 9 เดือน ไร้เยียวยา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ พร้อมด้วยนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี และนายประพันธ์ พิขุนทด อายุ 36 ปี ชาวอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประสบเหตุซึ่งปัจจุบันต้องนั่งรถวีลแชร์ ได้เข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปกล้องวงจรปิด ใบแจ้งความ และบัตรประจำตัวคนพิการ ออกมาเปิดเผย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังคดีอุบัติเหตุผ่านมานานกว่า 9 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20.51 น. บริเวณถนนหลังโลตัส ขาออกเมือง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายประพันธ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กง 7514 นครราชสีมา ก่อนถูกรถเก๋งยี่ห้อฮุนได สีขาว กลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จนพุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติในที่เกิดเหตุ

นายประพันธ์ เปิดเผยว่า หลังรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช มีอาการบาดเจ็บหนัก ขาหักทั้งสองข้าง แขนหัก ตับและม้ามแตก ต้องผ่าตัดภายใน รวมถึงศีรษะแตกเย็บ 7 เข็ม และต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน ตลอดระยะเวลากว่า 8 -9 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินได้ และกลายเป็นผู้พิการถาวรผู้ประสบเหตุยอมรับว่า ช่วงแรกทำใจไม่ได้จากคนปกติกลายเป็นผู้พิการ แต่ยังโชคดีที่รอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังจะออกไปซื้อของใช้และกับข้าวเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีไม่เคยเข้ามาเยียวยาหรือสอบถามอาการ มีเพียงพบกันที่สถานีตำรวจเพียงครั้งเดียว จึงอยากให้คู่กรณีออกมารับผิดชอบ และเร่งรัดกระบวนการให้คดีมีความชัดเจน

ด้านนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากเห็นว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังขาดการดูแลด้านกฎหมาย โดยพบว่าคดีล่าช้าผิดปกติ แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8-9 เดือนแล้ว โดยตนได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 ครั้ง แต่พบพนักงานสอบสวนเพียงครั้งเดียว และยังไม่มีการสอบปากคำฝั่งผู้เสียหายแต่อย่างใดนายเอกราชกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายยังมีภาระดูแลบุตรและครอบครัว แต่เมื่อไม่สามารถทำงานได้ก็ขาดรายได้ทันที อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษายังมีจำนวนมาก ทั้งค่าอุปกรณ์ผู้ป่วย รถเข็น เตียง ยา และของใช้จำเป็น ซึ่งสิทธิการรักษา 30 บาทไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดขณะที่นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ดูแลนายประพันธ์มา

โดยตลอด ตั้งแต่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไปเฝ้าอาการทุกวันนานกว่า 4 เดือน ก่อนจะพากลับมาพักฟื้นที่บ้าน และยังคงดูแลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนางสาวประนอมระบุว่า ตลอดช่วงที่รักษาตัว คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยม มีเพียงตนที่คอยแจ้งอาการให้ทราบ และแม้อีกฝ่ายจะรับรู้ แต่การช่วยเหลือมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเรียกร้องเกินสมควร เพียงอยากให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบและเข้ามาเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างจริงจังทั้งนี้ นายจ้างยืนยันว่า นายประพันธ์ทำงานและอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี เปรียบเสมือนคนในครอบครัว แม้วันนี้จะกลายเป็นผู้พิการก็ไม่เคยมองว่าเป็นภาระ พร้อมดูแลอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าคู่กรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึก! ไรเดอร์หนุ่มดวงกุด ล้วงมือถือตกท่อ แขนติดหนึบนานนับชั่วโมง กู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหารระดมกำลังช่วยวุ่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระทึกขวัญบริเวณริมถนนชาภูบาล เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อนายอรุณ ไรเดอร์(LINE MAN)หนุ่มร่างท้วม

ประสบอุบัติเหตุแขนติดอยู่ในช่องระบายน้ำริมถนน ขณะพยายามล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือvivo ราคาประมาณ 8,000 กว่าบาท ที่ตกลงไปในท่อระบายน้ำข้างถนน จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองมุกดาหาร เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อไรเดอร์หนุ่มกำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาใช้งาน แต่เกิดอุบัติเหตุทำโทรศัพท์หลุดมือตกลงไปในช่องระบายน้ำขนาดเล็กริมฟุตบาท ด้วยความเสียดายและเกรงว่าจะติดต่อลูกค้าไม่ได้

จึงตัดสินใจนอนราบกับพื้นแล้วสอดแขนลงไปในช่องท่อเพื่อควานหาโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าในช่วงที่พยายามดึงแขนกลับ แขนช่วงศอกเกิดติดขัดกับขอบคอนกรีตเนื่องจากสรีระและมุมที่แคบ ทำให้ไม่สามารถนำแขนออกมาได้

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่เทศกิจและทีมกู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ พบไรเดอร์หนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นถนนในสภาพอิดโรย เจ้าหน้าที่ต้องใช้

เครื่องมือเจาะทำลายกระแทกคอนกรีตบริเวณปากท่อระบายน้ำเพื่อขยายช่องให้กว้างขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถนำแขนของไรเดอร์หนุ่มออกมาได้ท่ามกลางความลุ้นระทึกของชาวบ้านที่มายืนมุงดู

หลังได้รับความช่วยเหลือ นายอรุณเล่าว่า “ตอนแรกเห็นว่าช่องมันพอดีแขน คิดว่าล้วงลงไปได้ พอล้วงลงไปหยิบโทรศัพท์ได้แล้วแต่จังหวะดึงขึ้นแขนมันติด พยายามดึงอยู่พักใหญ่จนเริ่มเจ็บและบวม

เลยต้องขอให้คนช่วย ขอบคุณพี่ๆ กู้ภัยและเทศกิจมากครับ” ทั้งนี้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบเพียงบาดแผลถลอกและรอยแดงบริเวณต้นแขนและศอกเล็กน้อย
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไรเดอร์แขนติดท่อ #อุบัติเหตุไม่คาดฝัน #เทศกิจมุกดาหาร #เตือนภัยใกล้ตัว #ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วูบหลับคาพวงมาลัย! หนุ่มหลับในขับเก๋งเทียน่าพุ่งชนร้านหมูกะทะชั่งกิโลมุกดาหาร หลังคาถล่มทับ สองแม่ลูกได้รับบาดเจ็บ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 19.40 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนร้านอาหาร “เนย เนย หมูกะทะชั่งกิโล” บริเวณทางโค้งถนนเลียบแม่น้ำโขง สาย มห.3003 บ้านเลขที่ 51 หมู่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานพนักงานสอบสวนและหน่วยกู้ชีพเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน เทียน่า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 3 กธ 3464 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพพุ่งชนโต๊ะหินอ่อนและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าร้าน ก่อนพุ่งทะลุเข้าไปภายในร้าน ส่งผลให้โครงสร้างหลังคาพังถล่มลงมาทับตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ได้แก่ นางบุญศิริ ทองมหา เจ้าของร้าน และเด็กชายจิรายุ ลูกชาย ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งอยู่บริเวณโต๊ะหินอ่อนหน้าร้าน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้เร่งนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

จากการสอบถามนายมอส ผู้ขับขี่รถยนต์ ให้การว่า ได้ขับรถมาจากต่างจังหวัด มุ่งหน้าไปทางตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง ประกอบกับมีอาการอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการวูบหลับใน จนรถเสียหลักพุ่งออกนอกเส้นทางและชนเข้ากับร้านดังกล่าว

เบื้องต้นผู้ขับขี่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด และยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

หลับใน #อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #รถพุ่งชนร้านหมูกระทะ #ข่าวด่วน #เตือนภัยถนน #ขับขี่ปลอดภัย #ทางโค้งอันตราย #ข่าวอีสาน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตะลึง!!เช็คประวัติ 2โจรชิงทอง เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น เคยปล้นร้านทอง อ้างชิงทองแทนบุญคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พร้อมด้วยตำรวจชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมตัวคนร้าย2คน ชิงทองห้างดังในพื้นที่โคกขาม

โดยหลังจากก่อเหตุนายโจ๊กคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์ที่เตรียมไว้หนีไปก่อนที่จะทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ซอยข้างๆแล้วไปเปลี่ยนรถขึ้นรถเก๋งเพื่อหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีนายยักษ์ผู้ร่วมวางแผนก่อเหตุจอดรถรออยู่ชับหนึขึ้นเหนือไปหลบพักค้างคืนอยู่ในรีสอร์ทที่จังหวัดน่านเตรียมที่จะออกนอกประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบภาค7สืบจังหวัดสมุทรสาคร

สืบโคกขาม ได้แกะรอยติดตามคนร้ายไปอย่างกระชั้นชืด จนตามไปทันกลางดึกรู้แน่ชัดแล้วว่าคนร้ายพักอยู่ในรีสอร์ท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมไว้ก่อนเนื่องจากคนร้ายมีอาวุธปืนเจ้าหน้าที่จึงต้องวางแผนกันอย่างรอบคอบ รอให้ถึงเช้า จึงให้พนักงานของทางรีสอร์ทเข้าไปเคาะประตูนำอาหารเข้าไปให้ เมื่อคนร้ายเปิดประตูออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้กรูกันเข้าไปจับกุมตัวคนร้ายทั้ง2คาที่นอน

พร้อมนำตัวคนร้ายทั้ง2คนกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง2คนยังไม่ยอมบอกว่านำทองของกลางที่ชิงมาพร้อมกับปืนที่ก่อเหตุไปไว้ที่ไหน โดยนายโจ๊กคนร้ายที่บุกเข้าไปในร้านทองบอกเพียงสั้นๆว่าการก่อเหตุในครั้งนี้นายยักษ์เป็นคนวางแผนและจัดหาชุด ปืนและรถ มาให้ทั้งหมด ส่วนที่ตนเองทำไปก็เพื่อตอบแทนบุญคุณนายยักษ์ที่ให้ที่อยู่ที่กินกับตน พร้อมกับให้เงินในการก่อเหตุครั้งนี้3,000บาท และเตรียมที่จะหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนนายยักษ์ยังปากแข็งปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติของนายยักษ์พบว่ามีประวัติยาวเหยียดพึ่งออกจากคุกมาได้ไม่นานโดนคดีเกี่ยวกับทรัพย์ทั้งสิ้นแถมเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองลักษณะนี้มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายโจ็กไปทำแผนที่ร้านทองเพื่อประกอบคำรับสารภาพและดำเนินคดีกับคนร้ายทั้ง2คนตามกฎหมายต่อไป ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.ไล่ล่าลอบขน “กระเทียมเถื่อน” ข้ามโขง ยึดของกลางกว่า 1.3 ตัน คนร้ายหนีทัน ทิ้งของกลางริมฝั่งโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม

ได้สั่งการให้ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร นำกำลังชุดลาดตระเวนทางเรือออกตรวจเข้มบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

กระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 29 เมษายน เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือต้องสงสัยแล่นมาจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย บริเวณร้านหมูกระทะ ใกล้ถนนคนเดินริมโขง ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยพบกลุ่มบุคคลประมาณ 8-10 คน ยืนรอรับของอยู่ริมฝั่ง

เมื่อเรือเข้าจอดเทียบฝั่ง กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงวัตถุคล้ายกระสอบขึ้นจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้กระทำผิดไหวตัวทัน ทิ้งของกลางและเรือ อาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบเป็นกระเทียมบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าตรวจพื้นที่จนถึงเวลา 02.30 น. แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร

ผลการตรวจสอบโดยละเอียด พบกระเทียมจำนวน 73 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,387 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยกระสอบละประมาณ 19 กิโลกรัม ซึ่งเข้าข่ายเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และนำส่งด่านศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงานกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #นรข #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ของเถื่อน #หนีภาษี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.สภ.โชคชัยสอบสวน ผู้ก่อเหตุชาวจีนปล้นร้านทอง ใน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ สภ.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา บรรยากาสภายในห้องสอบสวน เต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้ก่อเหตุปล้นร้านทอง ถูกแยกสอบ พร้อมด้วยล่ามแปลภาษา

ซึ่งเป็นหญิงนั่งทางด้านซ้ายของผู้ก่อเหตุ สีหน้าของผู้ก่อเหตุดูค่อนข้างเครียด เบื้องต้นผู้ก่อเหตุได้ให้การกับ ตร.ฝ่ายสอบสวนว่า ได้ถูกหลอกให้มาซ่อมโดรน ในเมืองไทยค่าจ้าง ลำละ1,300,000 บ.แต่ยังไมได้ทำงาน เงินที่มีอยู่ก็ใช้ไปจนเกือบหมด จากการท่องเที่ยว

ทั้งสองจึงขับรถไปเรื่อย จึงก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าว โดย ใช้ ของแข็งคล้ายค้อน ทุบกะจก แล้ว กวาดแหวนทอง จำนวน 44 วง ต่างหู 24 วง รวมมูลค่า ประมาณ 800,000 บ. แล้วขับรถเก๋งสีขาว หลบหนีเข้า กทม. จึงถูก ตร.สน.ประเวทจับได้

ในเวลาต่อมาวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โชคชัยจังหวัดนครราชสีมา ควบคุมตัว 2 ผู้ต้องหาชาวจีน คือนาย ซู จิน เทา อายุ27ปี และนายซอง ฮาวหลง อายุ 19 ปี ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ภายในร้านทองที่เกิดเหตุ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

บรรยากาสการทำแผน ค่อนข้างตรึงเครียด โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียด ขณะเจ้าหน้าที่นำตัวพาชี้จุดเกิดเหตุสำคัญภายในร้าน ทั้งจุดที่ใช้ของแข็งทุบตู้กระจก และจุดที่กวาดทรัพย์สิน โดยมีประชาชนจำนวนมากมามุงดู อย่างใกล้ชิด

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 ปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว สกัดขบวนการค้ายา 2 คน ขนแบบ “กองทัพมด” ลักลอบนำเข้าประเทศ พร้อมยาบ้า 18,000 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย พ.อ.ศรณณัฐ นวลมณี ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชน ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

จึงสั่งการให้ ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 จัดกำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วทำการ ลาดตระเวนตรวจสอบจุดเสี่ยง/ จุดเพ่งเล็ง ในพื้นที่ ด้วยรถจักรยานยนต์ บริเวณทางโค้งข้างกำแพงวัดอรัญญิกาวาส บ.ม่วงชี ม.4 ต.โพนทอง อ.บ้านแพงฯ ครั้นเมื่อเวลา 17.30น ตรวจพบกระสอบอยู่บริเวณข้างวัดติดกับถนนทางหลวงหมายเลข 212 จึงทำการตรวจสอบพบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) หน่วยฯ

จึงวางกำลังซุ่มบริเวณพื้นที่ข้างเคียง เพื่อสังเกตุรอบุคคลที่จะมาขนย้ายกระสอบดังกล่าว ครั้นเมื่อเวลา 18.00น ตรวจพบรถจักรยานยนต์ขับวนเวียน 2 – 3 รอบ แล้วต่อมามีวัยรุ่น จำนวน 2 คน ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (ชาเล็ง) จากนั้นมีชายเสื้อขาวเดินลงมาหยิบกระสอบวัตถุดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นบุคคลดั่งกล่าว ทราบชื่อ นาย วุฒิชัย เศษเพ็ง ภูมิลำเนา ต.นางัว อ.บ้านแพง จ.นครพนม (ทราบชื่อภายหลัง)

หลังจากนั้นบุคคลที่อยู่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างดังกล่าวพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ จึงได้ขับรถหลบหนีไป หน่วยฯ ได้สอบถาม นาย วุฒิชัยฯ ว่าบุคคลที่หลบหนีเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ครั่นหน่วยฯ ได้ทราบข้อมูลแล้ว จึงจัดชุดติดตามควบคุมตัวได้ในเวลาต่อมา คือ นาย วีรวุฒิ ชาศรี (ทราบชื่อภายหลัง) ภูมิลำเนา ต.โพนทอง อ.บ้านแพง จ.นครพนม จึงทำการสอบสวนเบื้องต้น บุคคลทั้ง 2 ยอมรับว่า

พวกตนได้ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อที่จะมาหยิบกระสอบยาเสพติดดังกล่าวจริง โดยรับการว่าจ้างจาก นาย ศรีไพรฯ ในราคา 1,000 บาท ขั้นต้นหน่วยจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวน 3 รายการ คือ ยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ประมาณ 18,000 เม็ด ( 9 มัด ), รถ จยย.พ่วง

ข้าง ยี่ห้อ Wava 110 I ทะเบียน 1 กณ 5433 ระยอง จำนวน 1 คัน และ โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง เพื่อดำเนินการขนย้ายมายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เพื่อทำการตรวจสอบ และตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดบันทึกภาพ และนำของกลางดำเนินการส่ง พงส.สอบสวน สภ.บ้านแพงฯ เพื่อนำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ไม่ทน! โครงการเขื่อนห้วยมุกถูกจับโป๊ะ ร้อง ป.ป.ช.ลุยสอบ ปมวัสดุไม่ตรงแบบ-คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ตรวจสอบผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมห้วยมุก บริเวณสะพานข้ามห้วยมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ทั้งนี้ การร้องเรียนดังกล่าว สืบเนื่องจากการได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในพื้นที่ ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบข้อสังเกตหลายประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ

โดยระบุว่า ผู้รับจ้างอาจมีการนำ “หิน” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง มาจากแหล่ง “ภูเต่า” ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและถูกประชาชนร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบจากการระเบิดหินที่สร้างความเดือดร้อนและกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังพบข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้าง เช่น การใช้วัสดุรองพื้นไม่เป็นไปตามแบบ การเรียงหินในโครงสร้างตาข่ายไม่แน่นหนาและคุณภาพงานบางจุดอาจไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (TOR)

ร.ต.ต.สุเทียน ระบุว่า การนำวัสดุจากแหล่งที่มีข้อพิพาทมาใช้ในโครงการของรัฐ อาจเข้าข่ายไม่เหมาะสม และอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของผู้รับจ้างอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

จึงได้ขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัสดุ (หิน) ว่าผู้รับจ้างได้จัดหามาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เสนอขออนุมัติใช้วัสดุถูกต้องตามขั้นตอน และเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) หรือไม่ ,

ตรวจสอบว่าผู้รับจ้างได้ดำเนินงานตามเงื่อนไขในสัญญาอย่างครบถ้วนหรือไม่ หากพบว่าฝ่าฝืน ขอให้มีคำสั่งระงับการใช้วัสดุจากแหล่งที่มีข้อพิพาทดังกล่าวทันที เพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการกระทำที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน หากพบว่าผู้รับจ้างมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขใน TOR ขอให้ดำเนินการตามระเบียบพัสดุฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมงาน กรรมการตรวจการจ้างโครงการดังกล่าวด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

เขื่อนห้วยมุก จังหวัดมุกดาหาร ร้องปปช #ตรวจสอบโครงการรัฐ ข่าวสืบสวน งานก่อสร้าง #สิ่งแวดล้อม #ภาษีประชาชน #ปปช #สตง #สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง #ปลัดกระทรวงมหาดไทย #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬเดือด! ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่ 170 กิโล ริมโขง มูลค่ากว่า 5.1 ล้าน ซุก 7 กระสอบรอขนเข้าประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่หน้าอาคารกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 จังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พ.อ.ศิวดล ยาคล้าย รองผอ.รมน.บึงกาฬ พ.ต.อ.ดำรงค์ศักด์ แก้วสมนึก รองผบก.บึงกาฬ พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผกก.สภ.เมืองบึฃกาฬ

พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อยตชด.244 พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ ร่วมแถลงผลการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม บรรจุใน กระสอบสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ หลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตรวจพบวางทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่ บ้านห้วยดอกไม้ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ชุดปฏิบัติการข่าว ร้อย ตชด.244 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้จัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามจุดเพ่งเล็งตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ในพื้นที่ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัด บึงกาฬ

กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบ กระสอบต้องสงสัยสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ วางอยู่บริเวณริมฝั่ง แม่น้ำโขง จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณโดยรอบ เพื่อรอดูผู้มาแสดงตัวรับของกลาง

ต่อมาเวลาประมาณ 02.30 น. ไม่ปรากฏผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพในที่เกิดเหตุ ก่อนนำของกลางไปตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดที่ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244

ผลการตรวจสอบพบว่า เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,100,000 บาท ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาเสพติดดังกล่าวถูกลักลอบลำเลียงมาพักไว้บริเวณชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อรอการขนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและตรวจยึดได้ก่อน
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจเข้าตรวจค้นถึงกับผงะ! เจอเสื้อเกราะ2ตัวกระสุนหลายร้อยนัด ปืนจำนวนมากทั้งปืนไรเฟิลเก็บเสียง ปืนยาว ปืนสั้นติดลำกล้อง

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 24 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พ.ต.ท.อชืรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รองผกก.สืบสวน พร้อมกำลังได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอาณัติหรือ ตั้ม อายุ 45ปีพร้อมของกลางยุทธภัณฑ์อาวุธปืนเครื่องกระสุนจำนวนมาก สืบเนื่องจากที่นาย คาเลตู หนุ่มชาวเมียนมาอายุ22ปีถูกกระสุนปืนปริศนายิงเข้าที่ขา2นัดได้รับบาดเจ็บขณะนั่งอยู่กับเพื่อน2คนหน้าโรงงานรอเวลาเข้าทำงานที่หน้าโรงงาน โบเทียเล็คคอเลทีฟ ในแฟคตอรี่ คลองมะเดื่อ ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อนๆแถวนั้นช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบนเพื่อเข้ารับการรักษาตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อทราบเหตุมีผู้ถูกยิงจึงรีบรุดไปตรวจสอบหามือยิง จากการสอบถามคนในโรงงานละแวกนั้นบอกได้ยินเสียงปืนมาจากโรงกลึงของช่างตั้ม ซื่งเป็นคนชอบสะสมอาวุธปืนและซ้อมยิงปืนอยู่ในโรงกลึงอยู่เป็นประจำแถมเป็นคนที่มีนืสัยชอบเอะอะโวยวายอารมณ์ร้าย ขี้โมโหโกรธงาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่หน้าโรงกลึงของช่างตั้มพบว่าถังน้ำมันเปล่า200ลิตรถูกยิงมีรอยกระสุนพรุนไปหมดนับไม่ถ้วน ทางเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้ช่างตั้ม ออกมาเปิดประตูพูดคุย แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนยุทธวิธีนำรถเครื่องเสียงมาเปิดจนช่างตั้มยอมออกมาพร้อมกับเอะอะโวยวายด่าทอใส่ตำรวจแล้วอาละวาดอย่างหนัก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการควบคุมตัว เพื่อให้สงบสติอารมณ์ส่วนกำลังอีกกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปพูดคุยกับลูกของช่างตั้มเพื่อเข้าไปขอให้นำตรวจค้นภายในบ้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปภายในถึงกับตะลึงพบอาวุธปืนจำนวนมากทั้งปืนสั้นปืนยาวถูกติดลำกล้องเก็บเสียงดัดแปลงให้ยิงได้แบบอัตโนมัติถูกวางไว้ตามจุดต่างๆทั่วทั้งบ้านพร้อมกระสุนอีกหลายร้อยนัด หลายขนาด เสื้อเกราะนอกกันกระสุนอีก2ตัว แถมยังพบยาบ้าอยู่ในถุงอีกหลายสืบเม็ดจากการสอบถามช่างตั้มยังพูดวกวนในครั้งแรกยอมรับว่าได้ยิงปืนจริงสักพักบอกว่าไม่ได้ยิงและไม่จำเป็นต้องยิงแค่ยิงขู่ก็กลัววิ่งกันกระเจิงแล้ว ส่วนอาวุธปืนซื้อสะสมมานานแล้วที่จำเป็นต้องมีไว้จำนวนมากหลายกระบอกและขึ้นลำกล้องไว้เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย

จากแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในโรงงาน รอบๆบ้านทั้งนั้น หากบุกเข้ามาก็จะใช้ปืนยิงได้ทันทีเพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านพ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รองผกก.สอบสวนสภ.กระทุ่มแบนบอกกับผู้สื่อข่าวว่าได้มีการแจ้งข้อหากับนายตั้ม ในหลายข้อหาที่เกี่ยวกับอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนยุทธภัณฑ์ที่นายทะเบียนออกให้ไม่ได้ ข้อหาครอบครองยาเสพติด พร้อมกับ คัดค้านการให้ประกันตัว และทำเรื่องให้มีการเพิกถอนใบอนุญาติในการครองครองอาวุธปืนต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดสะเทือนใจ! ปู่คลั่งยาโหด ซ้อมหลานวัย 2 ขวบดับสลด สารภาพเสพยาบ้าก่อนก่อเหตุ แม่ร่ำไห้แทบขาดใจ – ลั่นเอาผิดถึงที่สุด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหาร สืบเนื่องจากเหตุสะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา กรณีเด็กชายวัย 2 ขวบ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการเลือดออกในช่องท้องและสมอง โดยผู้ก่อเหตุเป็นปู่(สามีใหม่ของย่า) ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเป็นประจำล่าสุดมีรายงานว่า เด็กชายเคราะห์ร้ายได้เสียชีวิตลงแล้วในเวลาต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือทำร้ายหลานจริง โดยก่อนหน้านั้นได้เสพยาบ้าไปจำนวน 2 เม็ด เมื่อเห็นว่าเด็กมีอาการผิดปกติจึงโทรแจ้งรถกู้ชีพจากโรงพยาบาลมุกดาหารเข้ามารับตัวส่งรักษา

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านคำหอย ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นบ้านของผู้ก่อเหตุ โดยแม่ของนายศุภกิจ ชาตาสุข อายุประมาณ 37 ปี เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุพ่อแม่ของเด็กได้นำหลานมาฝากให้ลูกชายของตนเลี้ยงตามปกติ เนื่องจากทั้งสองมีความสนิทสนมกันมาก และผู้ก่อเหตุก็เป็นคนรักเด็กกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. เห็นลูกชายอุ้มหลานออกมาจากบ้าน พร้อมบอกว่าเด็กมีอาการไม่ดี เมื่อตนเข้าไปอุ้มพบว่าเด็กตัวอ่อนแรงผิดปกติ จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยลูกชายยอมรับว่าได้ตีหลานเพื่อสั่งสอน เพราะลงไปเล่นน้ำ แต่ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่ลงมือชัดเจน

หลังจากนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลแล้ว ผู้ก่อเหตุได้รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าหลานอาจไม่รอดชีวิต โดยครอบครัวคาดว่าสาเหตุเกิดจากอาการหลอนจากการเสพยาบ้าด้านนางสาวศิรประภา อันติมานนท์ อายุ 23 ปี มารดาของเด็ก เปิดเผยด้วยความเสียใจว่า ได้รับโทรศัพท์จากแม่สามีแจ้งว่าลูกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่สามีจะโทรมาบอกว่า ลูกไม่หายใจและไม่ตอบสนองแล้ว

มารดาเด็กยังระบุว่า ปู่เป็นคนเลี้ยงลูกมาตลอด เนื่องจากเด็กไม่ยอมไปกับใคร โดยในช่วงแรกผู้ก่อเหตุเลี้ยงดูอย่างดีมาก แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีอาการหงุดหงิดและฉุนเฉียว หากลูกเป็นอะไรไปยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศุภกิจ ชาตาสุข ผู้ก่อเหตุไว้สอบสวน พร้อมเรียกบุคคลในบ้านมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ปู่ทำร้ายหลาน #เด็ก2ขวบเสียชีวิต #มุกดาหาร #ข่าวสะเทือนใจ #ยาบ้า #ความรุนแรงในครอบครัว #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #เตือนภัยสังคม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAthailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีระทึก! กระบะเสียหลักพุ่งทะลุธนาคารออมสินนิคมคำสร้อย กระจกแตกกระจายเกลื่อน บาดเจ็บ 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.มงคล แวงวรรณ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ

พ.ต.ต.ไพรบูรณ์ เทพนา สารวัตรป้องกันปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนอาคารธนาคารออมสิน สาขานิคมคำสร้อย

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสภาพด้านหน้าพังยับเยิน พุ่งทะลุกระจกด้านหน้าเข้าไปภายในธนาคาร ส่งผลให้กระจกแตกกระจายและทรัพย์สินภายในเสียหายเป็นจำนวนมาก พื้นที่โดยรอบพบเศษกระจกและชิ้นส่วนรถกระจัดกระจาย สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและพนักงานที่อยู่ภายในเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อทำการรักษา

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้อย่างละเอียด ว่าเกิดจากความประมาทหรือปัจจัยอื่นใด พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-พวงเพชร มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีชีวิตของจริง! ได้กลิ่นไหม้แค่เสี้ยววินาที ตัดสินใจจอดรถทัน ช่วยชีวิตยกคันจากเหตุไฟไหม้กลางเมือง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้และบรรเทาสาธารณภัย 199 เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถยนต์บริเวณถนนหน้าอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ภายในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถน้ำได้เร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน กค 824 มุกดาหาร จอดอยู่ริมถนนฝั่งหน้าโรงพยาบาล โดยมีเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้จากบริเวณห้องโดยสารและใต้ท้องรถอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงเร่งใช้น้ำฉีดสกัดเพลิง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าว

จากการสอบถามนายวีระ เจ้าของรถ ซึ่งเป็นข้าราชการครูบำนาญ โรงเรียนบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถพร้อมภรรยาและหลานรวม 4 คน เข้ามาทำธุระในตัวเมือง ระหว่างขับผ่านบริเวณวงเวียนหอนาฬิกา สังเกตได้ว่ามีกลิ่นไหม้ผิดปกติจากช่องแอร์ลอยเข้ามาภายในห้องโดยสาร จึงพยายามประคองรถหาจุดจอดที่ปลอดภัย

กระทั่งมาถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลมุกดาหาร จึงตัดสินใจจอดรถและดับเครื่องยนต์ พร้อมรีบให้ทุกคนลงจากรถทันที หลังจากนั้นไม่นาน ได้เกิดประกายไฟลุกขึ้นอย่างรวดเร็วภายในห้องโดยสาร ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างรุนแรง เจ้าของรถจึงรีบแจ้งขอความช่วยเหลือจากศูนย์ 199

เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดของ ร.ต.อ.นิติภัทร์ วรรณชัย ร้อยเวร สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันเฝ้าระวัง 24 ชม. คัดค้านโครงการพลังงานลม เหตุใบอนุญาตยังถูกตรวจสอบ

20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ประกาศจุดยืนเดินหน้าเฝ้าระวังพื้นที่ป่าภูยูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเป็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 แต่กระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมีการดำเนินการตรวจสภาพป่าเป็นเท็จ ด้วจการระบุว่าพื้นที่ป่าภูยูงเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ โดยปัจจุบันใบอนุญาตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อยุติ

โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 กลุ่มฯ พบว่า มีการพ่นสี ถากเปลือกไม้ และทำเครื่องหมายเป็นตัวอักษรพร้อมตัวเลขบนต้นไม้ เพื่อเตรียมการทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ทั้งที่โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นอกจากนี้ยังเกิดเหตุไฟไหม้ป่าภูยูง ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย ซึ่งกลุ่มฯ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจุดไฟโดยเจตนา เพื่อทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม และเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไม้ออก ซึ่งอาจเป็นการผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมโดยลัดขั้นตอนเพื่อป้องกันความเสียหาย กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจึงได้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังและจุดตรวจสอบในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา โดยมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังพบความพยายามก่อเหตุเผาป่า การเตรียมตัดไม้ รวมถึงการปล่อยข่าวโจมตีและใส่ร้ายกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง

กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเพื่อปกป้องป่าภูยูงที่อุดมสมบูรณ์ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงระบุว่าจะยังคงเฝ้าระวังและตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่อไป ควบคู่กับการติดตามกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาต โดยเรียกร้องให้การดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ที่เข้าดำเนินการในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือไม่
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกล.สุรศักดิ์มนตรียึด “ข้าวสารเถื่อน” กว่า 1,200 กระสอบ มูลค่า 2.6 ล้าน ซุกอาคารร้างกลางเมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.อ.สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้บังคับการ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (กกล.สุรศักดิ์มนตรี)ได้รับแจ้งข้อมูลว่าบริเวณอาคารกำลังก่อสร้างไม่มีเลขที่ ติดกับบ้านเลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง

จังหวัดมุกดาหาร อาจถูกใช้เป็นสถานที่พักเก็บสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีศุลกากร จึงได้มอบหมายให้ พ.อ.คมศักดิ์ พราวศรี รองผู้บังคับการ เข้าประสานและปรึกษาข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและร่วมสนธิกำลัง ก่อนนำหมายศาลเข้าดำเนินการตรวจค้นอาคารตามที่ได้รับแจ้ง

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบข้าวสารจำนวนมากถูกเก็บซุกซ่อนอยู่ภายในอาคาร แบ่งเป็นข้าวสารดำ จำนวน 255 กระสอบ และข้าวสารขาว จำนวน 1,030 กระสอบ รวมปริมาณกว่า 62,750 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,660,350 บาท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น สินค้าดังกล่าวเข้าข่ายเป็นของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานศุลกากรมุกดาหาร เข้าดำเนินการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ข้าวสารเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ศุลกากร #ข่าวอาชญากรรม #ยึดของกลาง #ข่าวด่วน #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สงกรานต์เลือด! วัยรุ่นมุกดาหารเปิดฉากยิงกลางเมือง หนุ่มถูกยิงท้องสาหัส หลังปะทะเดือดหน้าร้านดัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 16 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมุกดาหาร จึงสั่งการให้พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร เดินทางไปตรวจสอบ

ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร พบผู้บาดเจ็บทราบชื่อภายหลังคือ นายภารดล นอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ชั้น 7 มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิงเข้าบริเวณหน้าท้อง แพทย์ได้ทำการผ่าตัดนำหัวกระสุนออกเป็นที่เรียบร้อย อาการปลอดภัยแล้ว

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กับเพื่อน บริเวณหน้าร้านสยามชัย ถนนพิทักษ์พนมเขต ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร กระทั่งเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันเดียวกันนี้ได้เกิดมีปากเสียงและทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่ม ซึ่งมี นายนายชุษณะ วาปี เป็นหนึ่งในกลุ่มคู่กรณี

ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงชุลมุน มีการทำร้ายร่างกายกัน ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจำนวน 2 นัด และพบว่าตนเองถูกยิงเข้าที่หน้าท้อง ก่อนจะมีพลเมืองดีและเจ้าหน้าที่กู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดจำนวน 1 ปลอก ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทพ 2103 ซุ่มจับกลางดึก! แก๊งลอบขนของเถื่อนข้ามโขงกลางเมืองมุกดาหารแตกฮือ ทิ้งกระเทียม 160 กก. เผ่นหนีทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 โดยกองร้อย ฉก.ทพ.2103 ภายใต้การนำของ พ.ต.ธนากร นาเหล็ก ผู้บังคับกองร้อย ฉก.ทพ.2103 สนธิกำลังออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ชุมชนนาโปกลาง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณจุดเพ่งเล็งริมตลิ่งแม่น้ำโขง กระทั่งเวลาประมาณ 00.20 น. ตรวจพบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ 1 ลำ แล่นข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจอดบริเวณบันไดริมตลิ่ง ก่อนจะมีกลุ่มชายประมาณ 15–20 คน ช่วยกันแบกหามวัตถุต้องสงสัยขึ้นฝั่งอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มชายดังกล่าวเกิดตกใจ รีบโยนสิ่งของที่แบกมาทิ้งไว้ ก่อนอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่เรือลำดังกล่าวได้เร่งเครื่องยนต์หลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทันที

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบของกลางเป็นกระเทียมบรรจุในกระสอบตาข่าย จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนักเฉลี่ยกระสอบละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 160 กิโลกรัม ถูกทิ้งกระจัดกระจายบริเวณริมตลิ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร จึงได้ทำการตรวจยึด พร้อมนำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน21 #ลักลอบขนของเถื่อน #ชายแดนโขง #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #จับของเถื่อน #ชายแดนไทยลาว #ข่าววันนี้ #CIAThailand #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย