คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวบคาสี่แยก! ศุลกากรสนธิกำลังสกัดจับ “ข้าวเหนียวดำเถื่อน” กว่า 17 ตัน คาสี่แยกนิคมคำสร้อย มูลค่าทะลุ 1 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลาประมาณ 20.10 น. ของวันที่ 26 มกราคม 2569 ภายใต้นโยบายคุมเข้มของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางสาวกัญญณัฐ พิพัฒน์กิจไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการ สืบสวนและปราบปราม ร.ต.อ.ธนวิน ทัตธนนันท์ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2

เจ้าหน้าที่ศุลกากร หน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม นำโดยนายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ร่วมกับ
ด่านศุลกากรมุกดาหาร, กอ.รมน., ทหารพราน และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โชว์ผลงานชิ้นโบแดงสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนสินค้าเกษตรหนีภาษี

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณสี่แยกไฟแดงนิคมคำสร้อย ถ.ชยางกูร จ.มุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นรถบรรทุก 12 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีเขียว หมายเลขทะเบียน 70-3211 เลย ตกแต่งคอกซิ่ง พบของกลางเป็น “ข้าวเหนียวดำ” บรรจุกระสอบจำนวนมาก มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ น้ำหนักรวมกว่า 17,500 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบเอกสารผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจยึดของกลางพร้อมรถบรรทุกส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อขยายผลหาตัวเจ้าของและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ต่อไป ถือเป็นการตัดวงจรสินค้าเถื่อนที่เข้ามาทำลายกลไกราคาข้าวในประเทศอย่างจริงจัง

ศุลกากร #จับข้าวเถื่อน #มุกดาหาร #ปราบปรามของเถื่อน #ข้าวเหนียวดำ #กรมศุลกากร #นิคมคำสร้อย #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ระทึกกลางดึก! ไฟไหม้ดงหลวงบ้านไม้ 2 ชั้น วอดเสียหายเกือบทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อเวลาช่วงค่ำของวันที่ 25 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนอย่างรุนแรง บริเวณหมู่บ้านหนองหนาว ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดยต้นเพลิงเป็นบ้านลักษณะครึ่งไม้ครึ่งปูน 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักในหมู่บ้าน

ในที่เกิดเหตุพบเปลวไฟกำลังโหมลุกไหม้อย่างหนัก แสงเพลิงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณและมีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจำนวนมาก เนื่องจากโครงสร้างชั้นบนเป็นไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจนวอดไปทั้งหลัง โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบรถยนต์ 2 คัน จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย โชคดีที่ขณะเกิดเหตุพลเมืองดีและเพื่อนบ้านช่วยกันนำรถออกมาได้ทันก่อนที่เพิ่งจะลุกไหม้

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้และมูลค่าความเสียหายทั้งหมด อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปค.นิคมคำสร้อย – สภ.นาอุดม บุกจับหนุ่มซุกยาบ้ากลางกระท่อมนา รับสารภาพทั้งจำหน่าย–เสพ ส่งดำเนินคดีทันที

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายวีระเชษฐ์ อรุณอิสรา นายอำเภอนิคมคำสร้อย และ พ.ต.ท.อังกูร วรสาร สารวัตรสถานีตำรวจภูธรนาอุดม ได้มอบหมายให้ นายธีรวัฌน์ หมีคำ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิกกองร้อย

อาสารักษาดินแดนอำเภอนิคมคำสร้อย ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.นาอุดม ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการมั่วสุมและพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด บริเวณกระท่อมนาไม่มีเลขที่ ทางทิศตะวันตก บ้านคำเชียงสา หมู่ที่ 7 ตำบลนาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบนายเทพประทาน นามแก้ว มีท่าทีพิรุธคล้ายมีสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้น โดยได้แสดงความบริสุทธิ์จนเป็นที่พอใจ และผู้ต้องสงสัยยินยอมให้ตรวจค้นด้วยความสมัครใจ

ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) หรือยาบ้า จำนวนรวมทั้งสิ้น 226 เม็ด แบ่งเป็น ยาบ้าสีส้มแดงและสีเขียว บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง และบางส่วนตกอยู่ใกล้ตัวผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่จึงสอบถาม นายเทพประทานรับว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งนายเทพประทานให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นได้นำตัวพร้อมของกลางส่ง สภ.นาอุดม

ต่อมา ระหว่างดำเนินการที่ สภ.นาอุดม นายเทพประทานยอมรับว่าได้เสพยาบ้าในช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจปัสสาวะ ซึ่งผู้ต้องหายินยอม ผลการตรวจเบื้องต้นและผลยืนยันจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา พบสารเสพติดในร่างกาย

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” นายเทพประทานรับสารภาพทั้งข้อหาจำหน่ายและเสพยาเสพติด ก่อนถูกส่งตัวพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.นาอุดม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ผนึกกำลังตรวจยึด จับกุม ขบวนการลักลอบขนไม้ผิดกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) โดยกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักฯ มอบหมายให้ นายกมล ร่างมณี ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.3 (ลำปาง) 1, เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.17 (แม่มอกตอนขุน), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปทส.จังหวัดลำปาง,

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงมอก, สภ.เถิน, เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ฯ อ.เถิน จ.ลำปางและเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) กรมป่าไม้ ร่วมตรวจยึด จับกุมขบวนการลักลอบขนไม้ผิดกฎหมาย ดังนี้

1.ตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 คน ขนไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 45 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 3.11 ลบ.ม. มูลค่าความเสียหาย 933,000 บาท พร้อมรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ( กระบะบรรทุก) จำนวน 1 คัน

  1. ตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 1 คน ลักลอบขนไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 49 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 3.22 ลบ.ม. มูลค่าความเสียหาย 966,000 บาท
    พร้อมยึดรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ( กระบะบรรทุก) จำนวน 1 คัน

รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 ล้านบาท โดยการผนึกกำลัง การบูรณาการร่วมกันตรวจยึด จับกุมไม้มีค่าในครั้งนี้ เป็นการสกัดกั้นกระบวนการไม้ข้ามขาติ การแก้ไขปัญหาการทำลายป่าไม้และการค้าไม้ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

และเป็นการสนองนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลต่อไป..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น “เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ตามมาตรการ ” Quick Big Win ” จับกุมผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอาวุโส สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง อำเภอชุมแพ

เข้าปิดล้อมตรวจค้นปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และตามข้อสั่งการของจังหวัดขอนแก่น ตามคำร้องเรียนผ่านสายด่วนยาเสพติด warroom อำเภอชุมแพ

ได้ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นตามตามบัญชีเป้าหมายในพื้นที่ตำบลนาหนองทุ่มจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 2 ราย นำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดจำนวน 8 ราย

1)นายอาทิตย์ (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี ชาวตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ ของกลางยาบ้าจำนวน 259 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง อุปกรณ์เสพยาบ้า และผลตรวจปัสสาวะจำนวน 1 ชุด ข้อกล่าวหาฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)

โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมายและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดต่อกฎหมาย”

2) นายเซเว่น (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ชาวตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน ของกลางยาบ้าจำนวน 51 เม็ด และผลตรวจปัสสาวะ 1 ชุด ข้อหาฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย”

3)ได้ควบคุมตัวผู้เสพยาบ้า ในพื้นที่ตำบลนาหนองทุ่ม (รายใหม่) รวมจำนวน 8 ราย ซึ่งยินยอมและสมัครใจเข้าสู่ขบวนการบำบัด ที่โรงพยาบาลชุมแพ และได้ส่งตัวไปที่ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมอำเภอชุมแพ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง มาทำบันทึกจับกุมแล้วนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
winฅนชนข่าว/สื่อรัฐทีวี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกไฟไหม้ ท่อยางระบายน้ำ ตอม่อสะพานภูมิพล 2 ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

ระทึกไฟไหม้ท่อยางระบายน้ำตอม่อสะพานภูมิพล 2 ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
ไฟลุกไหม้ใต้ตอม่อสะพานภูมิพล 2 ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย เพลิงลามติดท่อยางระบายน้ำสูงกว่า 50 เมตร เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงนับสิบคัน ใช้เวลาควบคุมสถานการณ์กว่า 1 ชั่วโมง ก่อนยืนยันไม่กระทบโครงสร้างสะพาน
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บริเวณเสาตอม่อสะพานภูมิพล 2 ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย พื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย และใกล้เคียง รวมกว่า 10 คัน เข้าควบคุมสถานการณ์

ที่เกิดเหตุพบเพลิงลุกไหม้จากบริเวณฐานตอม่อสะพาน ก่อนจะลุกลามขึ้นไปติดท่อยางพีอี (PE) สำหรับระบายน้ำของโครงสร้างสะพาน ทำให้เกิดเปลวไฟลุกไหม้เป็นแนวยาวในระดับเดียวกับเสาตอม่อ สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้เส้นทางเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามฉีดน้ำจากด้านล่าง แต่ไม่สามารถส่งน้ำขึ้นไปถึงจุดเพลิงไหม้บริเวณใต้คานสะพาน ซึ่งมีความสูงจากพื้นดินกว่า 50 เมตร จึงต้องประสานรถดับเพลิงชนิดกระเช้าเข้าช่วยเหลือ

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบนสะพาน 1 ช่องทาง เพื่อให้สามารถฉีดน้ำจากด้านบนลงไปยังจุดเกิดเหตุได้ ต่อมารถดับเพลิงแบบกระเช้าเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้กางขากระเช้าและยกกระเช้าพานักดับเพลิงขึ้นฉีดน้ำควบคุมเพลิงอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง เพลิงจึงสงบ จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าท่อยางพีอีสำหรับระบายน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร ได้รับความเสียหายตลอดแนวความสูงกว่า 50 เมตร อย่างไรก็ตาม ไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของสะพานแต่อย่างใด

ต่อมา นายเรวัฒน์น์ สุขขำ ผอ.หมวดสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมวิศวกร ลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้นยืนยันว่าสะพานยังใช้งานได้ปกติไม่มีผลกระทบกับโครงสร้างแต่อย่างใด จึงเปิดให้รถสัญจรผ่านทางกันตามปกติ และในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นาย เรวัฒน์ สุขขำ ผอ.หมวดสะพานวงแหวนอุตสากรรม จะนำทีมวิศวกรสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนสาเหตุในการเกิดเหตุในครั้งนี้ สันนิฐานว่า เปลวไฟน่าจะลุกไหม้จากกองขยะที่อยู่ตรงฐานของเสาตอม่อ และเกิดลุกลามขึ้นไป เพราะระบบท่อระบายน้ำไม่มีกระแสไฟในระบบ

จากการสอบถาม นางสาวพิมพา เจ๊งใจบุญ อายุ 61 ปี สท.เมืองปู่เจ้าสมิงพราย ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ไฟลุกตรงโคนเสา ไม่เยอะนิดเดียวและเราก็วิ่งออกไปดู เห็นเป็นมุมกว้างนิดนึง แล้วก็วิ่งเข้าไปบนเสาตรงท่อ ขึ้นไปเลย คราวนี้ก็ขึ้นไป เรื่อยๆ ขึ้นไวมาก แล้วเราแจ้ง ทางเทศบาลให้ นำรถมา มีหลายสาเหตุ มีหญ้าแห้ง และประตูเปิดไว้ ถ้ามีคนเข้าไปอาจจะมีขี้บุหรี่ อาจจะลุกขึ้นมา หรือเด็กเล่นกัน อยู่ๆไม่น่าจะลุกขึ้นมาได้ ตรงโคนเสาจะมีประตูคนก็เข้าไปได้เล็กๆเข้าไปได้ ไม่เห็นใครนะตอนเกิดเพลิงไหม้ น่าจะไหม้หญ้า

ขณะที่ นาย เรวัตน์ สุขขำ ผู้อำนวยการหมวดวงแหวนอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น ซึ่งพบว่าเกิดประกายไฟจากกองขยะที่อยู่ฐานของเสาตอม่อ ซึ่งสาเหตุที่แน่ชัดจะต้องรอตรวจสอบ ส่วนความปลอดภัยของตัวโครงสร้างนั้นจากการประเมินด้วยสายตาพบว่าไม่ได้รับผลกระทบถึงตัวโครงสร้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามจะต้องประสานผู้เชี่ยวชาญของโครงสร้างสะพานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในวันพรุ่งนี้

ด้าน นายเรวัฒน์ สุขขำ ผู้อำนวยการหมวดบำรุงทางหลวงชนบทวงแหวนอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ทางเราได้รับรายงาน เกิดเหตุ เพลิงไหม้บริเวณใต้สะพาน ซึ่ง เป็นบริเวณตอม่อ อยู่ฝั่งปู่เจ้าสมิง พราย ภายหลังจากที่ได้รับรายงาน ได้ประสานกับท้องถิ่น ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปู่เจ้า เทศบาลลัดหลวง อบต.บางโปรง และ เทศบาลด่านสำโรง เข้ามาช่วยเหลือกันในวันนี้ ลักษณะเหตุที่เกิดมีประกายไฟ ไหม้บริเวณซึ่งเป็นตัวท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นที่รับ น้ำจากบนสะพานภูมิพลลงมาข้าง ล่าง สันนิษฐานอาจจะเกิดประกายไฟขึ้นข้างล่าง ไหม้ขึ้นไปด้านบนจนถึงท้องใต้สะพาน

ซึ่ง ในการระงับเหตุ เกิดขึ้นประมาณ 19.00 น. ระงับเหตุได้ประมาณ 20.40 น. ในเบื้องต้นจากการร่วม มือของท้องถิ่น เป็นหน่วยหลักที่ มาช่วยในงานนี้ ก็ทำให้เพลิงสงบโดยเร็ว จากการประเมินผล ตัว สะพานในเบื้องต้น ก็ขอยืนยันกับ ทุกท่านว่ามีความปลอดภัย ยังสามารถใช้สะพานได้อย่างปกติซึ่งภายหลังจากนี้ในวันพรุ่งนี้ สำหรับกรมทางหลวงชนบท ซึ่ง เป็นหน่วยงานที่ดูแลสะพาน ก็จะ นำทีมตรวจสอบ ซึ่งมีความเชี่ยว ชาญเฉพาะ เข้ามาตรวจสอบ แล้ว หาคำตอบอีกที แล้วดูแลรักษาและแก้ไข ป้องกันในอนาคตถัดไป ท่อ พีอี ขนาด เท่า ไหร่

ขนาด ก็ ประมาณศูนย์กลาง 30 เซน ส่วนความสูงที่ไหม้อยู่ที่ประมาณ 50 เซน ยืนยันไม่มีผล กระทบต่อโครงสร้างสะพานแต่ อย่างใด ดูข้อมูลในเบื้องต้นบริเวณดังกล่าวไม่มีส่วนของไฟฟ้าอยู่บริเวณนี้ เพราะฉะนั้นใน ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น คงมีคล้าย ๆ ไฟ แต่ว่าส่วนของจะเกิดจาก เหตุการณ์ใด อันนี้ต้องอยู่ในการ สอบ ส่วนค่าเสียหายอาจจะ ประเมินไม่ได้ตอนนี้ ถ้าเสียหาย หลักก็จะเป็นในส่วนของทรัพย์ สิน ซึ่งเป็นตัวท่อ แต่ส่วนของตัว โครงสร้างสะพาน ต้องรอส่วน ของเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ มาดูอีกทีนึง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร -บช.ปส.รวบ 2 นักบินมุกดาหาร ยึดของกลางยาบ้ากว่า 2.8 แสนเม็ด กลางลานจอดรถโลตัส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 20.40 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 (กก.3 บก.ปส.3) นำโดย พ.ต.อ.วสุภัทร คำมี ผู้กำกับการ 3 บก.ปส.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุชาติ ชื่นวงศ์ รองผู้กำกับการ และ ว่าที่ พ.ต.ต.เอกมล จันทบุรี สารวัตร กก.3 บก.ปส.3 หัวหน้าหน่วย นปส.พิษณุโลก ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญได้ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมาก

ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายจักรพันธุ์ พงษ์วรรณา อายุ 35 ปี ชาวตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และนายเฉลิมชัย บัวผัน อายุ 39 ปี ชาวตำบลโชคชัย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 141 มัด รวมประมาณ 282,000 เม็ด รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชน”

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ปส.3 ทราบว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงวางแผนติดตามจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ 1 ได้บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโลตัสมุกดาหาร ถนนชยางกูร ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ขณะเดียวกันสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ 2 และตรวจยึดยาเสพติดของกลางได้บริเวณหลักกิโลเมตรป้ายทางไปบ้านหนองสระพัง ตำบลกกแดง อำเภอนิคมคำสร้อยหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #ปราบปรามยาเสพติด #บชปส #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ยาเสพติด #282000เม็ด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สรรพสามิตภาค 3 ผนึกตำรวจ-ไปรษณีย์ ลุยตรวจของกลาง “บุหรี่เถื่อน” โคราช ยึดเพิ่ม 24,740 ซอง พัสดุต้องสงสัยอีก 29 กล่อง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงาน สรรพสามิตภาคที่ 3 มีการบูรณาการตรวจสอบของกลาง “บุหรี่ที่มิชอบด้วยกฎหมาย” โดยจับมือร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานหลัก ทั้งฝ่ายสรรพสามิต ตำรวจ และไปรษณีย์ไทย เพื่อสกัดกั้นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนที่กำลังแพร่กระจายในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสุขภาพของประชาชน การตรวจสอบครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมครบถ้วน นำโดยนายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3,

นายธนากร โพธิโต สรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา,นายยงยุทธ อดิราชวชิรภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานไปรษณีย์เขต 3,นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม,พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา,และ นายพงศธร ประจิตร หัวหน้าฝ่ายปราบปรามสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา ร่วมตรวจดูของกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการจับตาของเจ้าหน้าที่ในสายปฏิบัติการ แสดงรายละเอียดการตรวจค้น การตรวจยึด และแนวทางการขยายผลดำเนินคดีแบบครบวงจร

แหล่งข่าวจากการตรวจสอบเปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง รวมถึงการปกป้องสังคมด้านสุขภาพจากการบริโภคสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อร่วมกันตรวจสอบสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในระบบขนส่งพัสดุ พร้อมบูรณาการการสืบสวนปราบปรามร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและภาคีเครือข่ายก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาค 3 และสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา เคยตรวจยึดกล่องพัสดุไปรษณีย์ที่พบว่าบรรจุบุหรี่เถื่อน จำนวน 1,269 กล่อง ตรวจพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 92,637 ซอง คิดเป็นค่าปรับโดยประมาณ 87,264,054 บาท และอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดี

ด้านความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าพนักงานสรรพสามิต ได้ร่วมกันสืบสวนตามข้อร้องเรียนของประชาชน กรณีมีการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ก่อนพบเป้าหมายเป็นร้านค้าตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองไผ่ล้อม จึงขอหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย และพบการกระทำความผิดจริงเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลต่อเนื่อง สามารถจับกุมเครือข่ายส่งดำเนินคดีได้ 5 ราย พร้อมตรวจค้นสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มอีก 2 แห่ง พบของกลางบุหรี่ผิดกฎหมายหลายยี่ห้อ รวม 24,740 ซอง ประมาณการค่าปรับเป็นเงิน 21,462,991.50 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เจ้าพนักงานสรรพสามิตได้ขยายผลตรวจสอบบริเวณ ศูนย์นำจ่ายพัสดุไปรษณีย์ โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานไปรษณีย์ไทยในการตรวจพัสดุต้องสงสัย จนสามารถตรวจพบกล่องพัสดุต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 29 กล่อง เมื่อตรวจพิสูจน์ทราบพบเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 14,460 ซอง ประมาณการค่าปรับ 9,165,827.25 บาท จึงตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ของกลางทั้งหมดที่ตรวจยึดได้ จะเข้าสู่กระบวนการทำลายของกลางตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมเตรียมประสานสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการทำลายในโอกาสต่อไป

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้การฯ ประจวบฯ สั่งลุย เร่งแกะรอย ไล่ล่ามือปา “ไปป์บอมบ์” ถล่มบ้านนักข่าวท็อปนิวส์ / ตร.ประจวบฯ ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีคนร้ายบุกปาระเบิดข่มขู่ผู้สื่อข่าว ล่าสุดผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกประชุมด่วนชุดสืบสวน สั่งปูพรมตรวจค้นจุดต้องสงสัย เก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหาเส้นทางหลบหนี มั่นใจคดีคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกกันคนร้ายไหวตัว ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 สภ.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทองผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้วัตถุระเบิดชนิดไปป์บอมบ์ปาเข้าใส่บ้านพักของผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Top News ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นการข่มขู่เพื่อไม่ให้นำเสนอข่าวธุรกิจสีเทาบางอย่าง ที่อาจมีส่วนพัวพันกับผู้มีอิทธิพลในหลายพื้นหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ต.อาทร เปิดเผยว่า ในขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวบุคคลที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบปากคำแล้วหลายราย

โดยผลการสอบสวนเบื้องต้นถือว่ามีประโยชน์และทำให้คดีมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับประเด็นการก่อเหตุ ตำรวจยังคงให้น้ำหนักไปในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวหรือ การทำหน้าที่สื่อมวลชน” ในการนำเสนอข่าวเชิงลึกซึ่งไปกระทบกับผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม โดยยืนยันว่าจะไม่มีการตัดประเด็นใดทิ้งจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนนอกจากนี้ ผู้การฯ ประจวบฯ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลัง กลับ ชุดสืบสวน สภ. อ่าวน้อย และสภ. เมือง เข้าตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัยในพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นจุดกบดานหรือจุดเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ พร้อมกำชับให้ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด ทั้งจากภาครัฐและเอกชนตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้เข้ามาก่อเหตุและใช้หลบหนีอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงของยานพาหนะและรูปพรรณสันฐานของคนร้าย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อาทร ย้ำว่าข้อมูลในส่วนของงานสืบสวนสอบสวนบางประการยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้เนื่องจากเกรงจะเสียรูปคดี”ข้อมูลบางอย่างเราต้องขอสงวนไว้ก่อน เพราะหากคนร้ายทราบความเคลื่อนไหวของตำรวจ จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความลำบากและอาจทำให้คนร้ายไหวตัวทัน แต่ยืนยันว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เพื่อกดดันและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีที่สะเทือนขวัญและเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตำรวจประจวบฯ โชว์ความโปร่งใส! ตรวจหาสารเสพติดข้าราชการตำรวจ 1,053 นาย ผลเป็นลบยกจังหวัด ขานรับโครงการ “ตำรวจสีขาว”


เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ (13 ม.ค. 69) ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเข้าแถวเคารพธงชาติและกล่าวคำปฏิญาณตน พร้อมด้วยรองผู้บังคับการฯ, ผู้กำกับการสืบสวน, ผู้กำกับการสอบสวน, ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ และข้าราชการตำรวจในสังกัด เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการหน้าเสาธง พล.ต.ต.อาทร ได้เปิดปฏิบัติการตาม “โครงการตำรวจสีขาว” โดยสั่งการให้มีการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของข้าราชการตำรวจทุกนายในสังกัดทันที โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด นำโดยหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรทั้ง 16 สถานี

ณ ที่ทำการของทุกหน่วยสำหรับการตรวจค้นหาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรตำรวจที่ต้อง “ใสสะอาด” และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเด็ดขาดจากการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,053

นาย ผลปรากฏว่า ไม่พบสารเสพติดในร่างกายแต่อย่างใด (ผลเป็นลบครบ 100%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระเบียบวินัยและความเข้มแข็งของตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกุมสามีภรรยา ยาบ้า 740,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง 1 คัน เงินสด 32,000 บาท สภ.ชุมแพ และ ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 23.10 น.วันที่ 7 ม.ค.68 นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ในนาม ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ชุมแพ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอชุมแพ นำเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรชุมแพ สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดจาก กก.3 บก.ปส.2 (บช.ปส.) ตชด.ภาค 2

ร่วมกันจับกุมตัวนายชัยวัฒน์ เต็มใจ อายุ 40 ปี และ น.ส.ศรัณย์พร เต็มใจ อายุ 27 ปี 2 สามีภรรยา พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 740,000 เม็ดรถยนต์เก๋ง พาหนะที่ใช้กระทำความผิด จำนวน 1 คัน เงินสด จำนวน 32,000 บาท โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ในพื้นที่ตำบลโนนสะอาด อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น หลังผู้ต้องหาจอดรถทิ้งวิ่งหลบหนี ก่อนติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด (บก.ปส.2) ได้สืบสวนและสะกดรอยติดตามรถยนต์เป้าหมายซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดมาจากจังหวัดอุดรธานี จนกระทั่งรถคันดังกล่าวได้แวะจอด ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. (หนองตุ้มนก) อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น โดยฝ่ายหญิง น.ส.ศรัณย์พร ได้ลงจากรถเพื่อเข้าห้องน้ำ

ในระหว่างนั้น นายชัยวัฒน์ สามีผู้ขับขี่ สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่จึงไหวตัวทันและรีบขับรถหลบหนีออกจากสถานีบริการน้ำมันไปโดยไม่รอภรรยา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวฝ่ายหญิงไว้ และจัดกำลังอีกส่วนเร่งติดตามรถคันดังกล่าวไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อถึงเขตพื้นที่ตำบลโนนสะอาด นายชัยวัฒน์

ได้ตัดสินใจทิ้งรถยนต์และวิ่งหลบหนีเข้าพื้นที่ป่าข้างทาง เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ปูพรมค้นหาบริเวณจุดที่พบรถยนต์ถูกจอดทิ้งไว้ จนกระทั่งพบตัวนายชัยวัฒน์ ซ่อนตัวห่างจากจุดทิ้งรถประมาณ 100 เมตร จึงได้เข้าทำการควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี พร้อมของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ได้

ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยัง หน่วยปราบปรามยาเสพติดอุดรธานี เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม สอบปากคำเพื่อขยายผลเครือข่าย และจัดเก็บพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จากนั้นจะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บช.ปส. กรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

winฅนชนข่าว/สื่อรัฐทีวี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถกระบะเสียหลักเลยโค้ง พุ่งชนรถจอดหน้าร้านข้าวต้ม ถนนมุกดาหาร–ดอนตาล พังยับรวม 7 คัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 03.20 น. วันที่ 1 มกราคม 2569 พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ สุวะศรี สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหาร ว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันหลายคัน บริเวณทางโค้งหน้าร้านข้าวต้มกุ้ย “จงเจริญ” ถนนมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายรวม 7 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ 5 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน โดยรถยนต์ที่เสียหาย ได้แก่ รถเก๋งโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ญท 4514 กรุงเทพมหานครเสียหายบริเวณท้ายรถด้านซ้าย นายพัฒนา มิ่งกุละ อายุ 40 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของรถ, รถกระบะโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 2 ขข 7219 กรุงเทพมหานคร เสียหายด้านหน้าและท้ายรถ

นายศิรวุฒิ กุลบุญมา อายุ 34 ปี เป็นผู้ขับขี่ ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร, รถเก๋งเชฟโรเลต สีเทา ทะเบียน กฉ 4419 มุกดาหาร เสียหายบริเวณท้ายรถ นายคณิตศร สีสด อายุ 67 ปี เป็นเจ้าของรถ, รถเก๋งนิสสัน สีดำ ทะเบียน กฉ 2433 มุกดาหาร เสียหายด้านข้างซ้ายและท้ายรถ น.ส.พรพรรณ พัฒนากิจพาณิชย์ อายุ 25 ปี เป็นเจ้าของรถ และรถเก๋งโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข 9234 มุกดาหาร เสียหายด้านหน้าและท้ายรถ

นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สีขาว ทะเบียน 1กง 9585 มุกดาหาร เสียหายบริเวณล้อหน้าและด้านหน้า โดยมีนายพชรพล เป็นเจ้าของ และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ สีขาว ทะเบียน 1กย 6470 อุดรธานี กระจกมองข้างได้รับความเสียหายจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า รถกระบะโตโยต้า สีขาว ขับมาจากทางอำเภอดอนตาล มุ่งหน้าเข้าเมืองมุกดาหาร ด้วยความเร็ว เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว

ซึ่งเป็นทางโค้ง ได้เสียหลักพุ่งชนรถที่จอดอยู่ข้างทางหน้าร้านข้าวต้ม ทำให้รถหลายคันได้รับความเสียหายดังกล่าว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อุบัติเหตุ #รถชน #มุกดาหาร #ปีใหม่ #ทางโค้งอันตราย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เรือนจำกลางนครปฐม เข้าจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ ป้องกันลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ สิ่งของต้องห้าม

แชร์เนื้อหานี้

เรือนจำกลางนครปฐม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปล่อยแถวเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันการลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้าม ตลอดจนสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเรือนจำ

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานปล่อยแถวเข้าจู่โจมตรวจค้นภายในเรือนจำ

กรณีพิเศษ โดยเรือนจำกลางนครปฐม ร่วมกับ ฝ่ายปกครอง เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โรงเรียนการบินกำแพงแสน กรมการสัตว์ทหารบก และตำรวจภูธร

จังหวัดนครปฐม แบ่งกำลังเป็นชุดจู่โจมเข้าตรวจคันเรือนนอน โรงงานฝึกวิชาชีพ โรงเลี้ยงอาหาร และพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด เพื่อป้องปรามการลักลอบนำ

ยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของต้องห้ามเข้าสู่เรือนจำ อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเรือนจำ สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและประชาชนต่อระบบการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง

นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาล และกรมราชทัณฑ์ ที่มุ่งเน้นการสร้างเรือนจำให้เป็น “เรือน

จำสีขาว” ปราศจากยาเสพติด และสิ่งของต้องห้าม โดยเฉพาะในช่วงเทศปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ จากการเข้าตรวจคันเรือนนอน โรงงานฝึกวิชาชีพ โรงเลี้ยงอาหาร และพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด ไม่พบการลักลอบนำยาเสพติด อาวุธ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งของ
สมคิด พรมมี ผู้สืีอข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตม.บึงกาฬ ผนึกกำลังหน่วยงานความมั่นคง จับชาวลาวลอบขน “Happy Water” กว่า 500 ซอง มูลค่า 1.05 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ นำโดย พ.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ แก้วสมนึก รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ, พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ, พ.ต.ท.หญิง ทุเรียน ประตังถาโต รอง ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ, หน่วยเรือ นรข.บึงกาฬ, ตำรวจน้ำบึงกาฬ และหน่วยความมั่นคง ร่วมแถลงข่าวตรวจยึดยาเสพติดให้ทาประเภท1 จับกุมบุคคลสัญชาติลาว พร้อมของกลางยาเสพติดรูปแบบใหม่ “Happy Water” หลังลักลอบนำเข้าจากฝั่งประเทศเพื่อบ้านเข้ามาในประเทศไทยทางลำน้ำโขง

การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเข้มงวดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาระดับสูง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ต.ไพรัช พุกเจริญ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4, พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ, พ.อ.มาณวัฒน์ กอสนาน รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4, เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ต้องสงสัยบริเวณถนนเลียบฝั่งโขง บ้านนาโนน อำเภอเมืองบึงกาฬ ขณะกำลังลำเลียงกล่องกระดาษจากแม่น้ำโขง เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามโยนกล่องทิ้งลงน้ำ แต่ถูกควบคุมตัวไว้ได้ทัน ภายหลังทราบชื่อ นายจูด อายุ 51 ปี ชาว สปป.ลาว ไม่มีเอกสารประจำตัว จากการตรวจสอบพบของกลางภายในกล่อง พบซองพลาสติกหลากสี มีข้อความบนซองว่า

“COLLAGEN, Rolls-Royce, Araya Gluta COLLAGEN” มีชื่อทางการค้าว่า “Happy Water” รวมจำนวน 526 ซอง น้ำหนักรวมประมาณ 27 กิโลกรัม ซึ่ง พฐ.จว.บึงกาฬ ตรวจยืนยันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 มีมูลค่าทางการตลาดกว่า 1,052,000 บาท ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับจ้างขนส่งจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ได้ค่าจ้าง 10,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาครอบครองยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลสืบสวนไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ปราบปรามไม่หยุดทลายแก๊งค้ายานรกภายในหมู่บ้านพื้นที่จ.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 เวลา 16.30 น. ที่บริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร หลังจากสืบทราบว่าแก๊งค้ายาในพื้นที่ ลักลอบขายาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นราคาเข้าถึงได้ง่าย จึงเข้าแจ้งเบาะแสให้กับ ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

จึงบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินการปฏิบัติการตามนโยบาย การป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ บังคับใช้กฎหมายเข้าปิดล้อมตรวจค้นต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย ตาม พรบ.ยาเสพติด ตัดตอนเส้นทางลำเลียงยานรก

ก่อนกระจายเข้าหมู่บ้าน ปฏิบัติการบุกทลายแก๊งค้ายาบ้า โดยเข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบริเวณคลองห้วยแข้ ถ.มุกดาหาร-ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร โดยใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.หมายเลขบัตร 6702245 ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงได้บูรณาการวางแผนเข้าตรวจสอบบริเวณตามที่ได้รับแจ้ง ครั้นเมื่อเวลา 16.25 น. ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ

ได้ตรวจชาย จำนวน 1 คน กำลังเดินลงมาตามคลองห้วยแข้ ฯ ลักษณะท่าทางมีพิรุธ จนกระทั่งเวลา 16.30 น.ชุดปฏิบัติการร่วม ฯ ที่เฝ้าตรวจและสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ จึงได้แสดงตัวให้สัญญาณหยุดเพื่อขอตรวจค้น เมื่อชายดังกล่าวเห็นว่าเป็น จนท.จึงได้พยายามที่จะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อ นายเอกชัย ธิพรพันธ์ อายุ 29 ปี

จากนั้น ชุดปฏิบัติร่วม ฯ จึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนทำการตรวจค้นภายในร่างกาย ผลการตรวจค้น พบถุงพลาสติกสีชมพูลักษณะกดปิดดึงเปิดประทับตราอักษร A จำนวน 1 ถุง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เม็ดสีแดง จำนวน 240 เม็ด และเม็ดสีเขียว จำนวน 4 เม็ด รวมยาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 244 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลของนายเอกชัย ธิพรพันธ์ ฯ ที่สะพายอยู่ จนท.จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง จึงทำการควบคุมตัวผู้ต้องหา

พร้อมของกลางมายับก.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21 เพื่อดำเนินการสอบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งค้ายาบ้าเพิ่มเติม และทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จับกุม จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ตาม มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปภาพ/ข่าว : ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ฉก.ทพ.21_///_เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.–ตร.ชุมพร บูรณาการจับผู้เฒ่ารวมกลุ่มเล่นพนันกลางชุมชน อ.ทุ่งตะโก เตือนช่วงปีใหม่ “ลักลอบเล่น เจอจับจริง ดำเนินคดีทุกราย”

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด.ชพ. ภายใต้การอำนวยการของ พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รอง ผอ.รมน. จังหวัด ชพ., พ.ท.ชาญณรงค์ ทองแก้ว หน.ข่าว กอ.รมน.ฯ. นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรต๔๐๓ (ชพ) จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง, จ.ส.อ.พงศ์ศิลป์ รุ่งอาญา, จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร,พ.ต.อ.เด่นดวง ทองศรีสุข รอง ผบก.ภ.จว. ชุมพร.พ.ต.อ.ปริญญา ตัณฑสุวรรณผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร,พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี รอง.ผกก.สืบสวน ภ.จว. ชุมพร

นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.ปรัชญา ชัยงาม สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ สมสนิท รอง สว.ฯ, ร.ต.ท.ประสาน สุวรรณโณ รอง สว.ฯ, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง,ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา,จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์,จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว, จ.ส.ต.ณัฐวุฒิ มีสติ, ส.ต.ท.ณัฐชัย สุขประวิทย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓ ภายใต้การอำนวยการของ ภายใต้อำนวยการ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 สั่งการให้ ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 ด.ต.ยุทธพงค์ เรืองดำ ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 ต.ต. สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งตะโก ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.วัชระ เผือกจันทร์ ผกก.สภ.ทุ่งตะโก

นำโดย ร.ต.อ.อานนท์ ป่าพิทักษ์ รอง สว.สส.สภ.ทุ่งตะโก พร้อมด้วย ส.ต.ต.พีรพล เพ็ชรศรี สนธิกำลังบูรณาการหลายหน่วย เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลลักลอบเล่นการพนันกลางชุมชนในพื้นที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร พร้อมของกลางจำนวนมาก ย้ำชัดช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เจ้าหน้าที่คุมเข้มทุกพื้นที่ หากฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่มีละเว้นการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2564 เวลาประมาณ 13.30 น. บริเวณบ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 5 ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร หลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 ว่ามีการลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันในพื้นที่ดังกล่าวเข้าตรวจสอบเป้าหมายตามแผน

เมื่อไปถึงพบกลุ่มบุคคลกำลังล้อมวงเล่นการพนันไพ่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย อีก 4 ราย “ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (ไพ่ผ่องไทย) และอีก 5 ราย ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (ไพ่ผ่องไทย) รวมเป็น 13 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ ไพ่จำนวนมาก เงินสด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนัน
จากการสอบถาม ผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้การรับสารภาพ ว่าร่วมกันลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันจริง โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน
“ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมายครบถ้วน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตะโก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเฝ้าระวังพิเศษ การลักลอบเล่นการพนัน ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรือน พื้นที่ชุมชน หรือแอบอ้างเป็นกิจกรรมสังสรรค์ ล้วนเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ และจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายพร้อมขอความร่วมมือประชาชน งดเว้นการพนันทุกรูปแบบ และร่วมเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชุมชนช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.สกัดจับกระเทียมเถื่อน ลักลอบขนข้ามโขง 130 กระสอบ 3,900 กก.ไม่ยอมเสียภภาษี 300,000 บาท

แชร์เนื้อหานี้

นรข.สกัดจับกระเทียมเถื่อน ลักลอบขนข้ามโขงไม่ยอมเสียภาษี
มุกดาหาร สถานีเรือมุกดาหาร (นรข.) สนธิกำลังหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ตรวจยึดกระเทียมแห้ง เถื่อนลักลอบขนข้ามโขงจากฝั่งประทศเพื่อนบ้านจำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัมโดยไม่ยอมเสียภภาษี มูลค่ากว่า 300,000 บาทออกมา

แถลงข่าว สืบเนื่องเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.68 นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ร่วมตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ด่านศุลกากรมุกดาหาร และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำกำลังร่วมออกลาดตระเวน แนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อปล้องกันและปราบปรามกลุ่มขบวนการส่งออกนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรผิดกฎหมาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ลาดคระเวนมาถึงบริเวณริมฝั่งโขงบ้านนาโปน้อย เขตเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้พบเรือเหล็กขนาดใหญ่ติดเครื่องยนต์หางยาวมีคนขับเรือเป็นชายคิดว่าเป็นชาวลาวขับแล่นข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านกำลังเข้าเทียบท่าบริเวณดังกล่าวโดยในเรือบรรทุกกระสอบ

สีชมพูเต็มลำเรือกำลังเข้าเทียบท่าดังกล่าวโดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 8-10 คนรอแบกกระสอบขึ้นฝั่งเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้อยุดทันที่คนขับเรือกระโดดน้ำหว้ายน้ำเข้าฝั่งหลบหนีส่วน

กลุ่มชายรอแบกกระสอบวิ่งหลบหนีไปกับความมืดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุพบกระสอบบรรจุกระเทียมแห้ง จำนวน 130 กระสอบ น้ำหนัก 3,900 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่า 300,000 บาทโดยไม่ยอมเสียภาษี

เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดของกลางกระเทียมพร้อมด้วยเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์หางยาว จำนวน 1 ลำ มาที่หน่วยเรือ นรข.มุกดาหารเพื่อตรวจสอบให้ระเอียตเพื่อสอบหาเจ้าของที่ลักลอบนำสินค้ากระเทียมเข้าโดยไม่ยอมเสียภาษีก่อนน้ำส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตม.ประจวบฯ รุกหนัก! กวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ-กวดขันแรงงานเถื่อน ยกระดับความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวรับธันวาคม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ ลานหน้าอาคารที่ทำการ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.เทียนชัย ชมภู ได้เป็นประธานปล่อยแถวระดมพลตามภารกิจของ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดยมี พ.ต.ท.อดุลย์ คงไข่ศรี รอง ผกก.ตม.จว.ประจวบฯ นำทีมชุดสืบสวน ผสานกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวหัวหิน, ภ.จว.ประจวบฯ และ กอ.รมน. เพื่อเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด
หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่เข้าตรวจสอบคือ โครงการศิวนา ซอยหัวหิน 126 ตำบลหนองแกซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ ผลการตรวจสอบพบแรงงานรวม 40 ราย แบ่งเป็นชาวกัมพูชา 8 ราย เมียนมา 16 ราย และแรงงานไทย 16 ราย แม้ในจุดนี้จะไม่พบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 แต่เจ้าหน้าที่ได้ใช้โอกาสนี้ “กำชับและป้องปราม” ไม่ให้มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมอย่างเด็ดขาด

เปิดสถิติ 20 วันอันตราย: กวาดล้างจริง จับจริง
จากการสรุปผลการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 20 ธันวาคม 2568 ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้โชว์ผลงานการจับกุมที่น่าสนใจ สะท้อนถึงการทำงานที่กัดไม่ปล่อย โดยมียอดผู้ต้องหารวมถึง 17ราย แบ่งเป็นคดีสำคัญดังนี้:
หลบหนีเข้าเมือง:** จับกุมได้ 5 ราย (กัมพูชา 4 ราย และเมียนมา 1 ราย)
คดีอาญาและภัยสังคม:* จับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.อาวุธปืน 2 ราย และการพนันออนไลน์ 1 ราย

  • การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง: ความผิดตามมาตรา 38 (การไม่แจ้งที่พักอาศัย) 1 ราย และมีการเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร 1 ราย (สัญชาติกัมพูชา)
    ผลงานชิ้นโบแดง:การตามรวบตัวบุคคลตาม “หมายจับ” ได้ถึง 7 ราย ซึ่งมีหมายติดตัวรวมกันถึง 14 หมาย นับเป็นการขจัดเนื้อร้ายออกจากพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
    การเดินหน้ากวดล้างอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงชาวเมืองประจวบฯ ทุกคน ว่าเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง
    พ.ต.อ.เทียนชัย ชมภู กล่าวว่า การตรวจสอบจะยังคงเข้มข้นต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการรวมตัวของแรงงานต่างด้าวและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่พำนักในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระยะยาว

นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.จว.ประจวบ”ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม” สร้างความเชื่อมั่นปีใหม่ 2569/นานาชาติแสตมฟอร์ด นำบัณฑิตนานาชาติ 1,226 คนในพิธีประสาทปริญญาบัตรครั้งที่ 26

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ ลานสุขแสวง หน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเตรียมความพร้อมรับมือช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ 2569

ขานรับนโยบายเชิงรุก ปราบปรามทุกมิติ การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการขานรับนโยบายจากสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย ปัญหายาเสพติด การแข่งรถในทางสาธารณะที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มักฉวยโอกาสในช่วงหยุดยาว เพื่อรักษาสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

พร้อมผนึกกำลัง “ประจวบฯ ทีม” พาหนะครบมือ ความพิเศษของภารกิจนี้คือการบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบตามแผนผังการจัดแถว ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ. ต่างๆ ในสังกัด อาทิ สภ.สามร้อยยอด, สภ.สามกระทาย, สภ.บ้านยางชุม, สภ.กุยบุรี, สภ.อ่าวน้อย, สภ.เมืองประจวบฯ, สภ.คลองวาฬ และ สภ.ห้วยยาง ทำงานร่วมกับตำรวจทางหลวง, ตำรวจท่องเที่ยว, ตม., ตำรวจสันติบาล, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) รวมถึงฝ่ายปกครอง โรงพยาบาล และมูลนิธิต่างๆ โดยมีการระดมพาหนะทั้งรถยนต์สายตรวจ สภ.ละ 2 คัน รถตู้ และรถจักรยานยนต์ เพื่อกระจายกำลังเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ส่งสัญญาณ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” พร้อมดูแล 24 ชั่วโมง ในพิธีดังกล่าว พ.ต.อ.บุญธรรม เย็นจิตร ผกก.ฝอ.ฯ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การปฏิบัติงาน ก่อนที่ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง จะให้โอวาทเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมลั่นสัญญาณปล่อยขบวนรถปฏิบัติการออกสู่พื้นที่ เพื่อยืนยันว่าตำรวจประจวบคีรีขันธ์และภาคีเครือข่ายพร้อมดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด ให้เทศกาลแห่งความสุขปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด นำบัณฑิตนานาชาติ 1,226 คนจาก 32 ประเทศทั่วโลก ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง ในพิธีประสาทปริญญาบัตรครั้งที่ 26

มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร
ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้มีบัณฑิตระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 1,226 คน จาก 32 ประเทศทั่วโลก

พิธีการสำคัญเริ่มต้นด้วยการถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดย ดร. อภิเทพ แซ่โค้ว (รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัย) ได้นำคณะทูตประจำประเทศไทย คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ศิษย์เก่า และบัณฑิตทุกระดับชั้นร่วมแสดงความอาลัย พร้อมกล่าวน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาและสร้างความร่วมมือระดับสากล

ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยฯ ได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรภายใต้แนวคิด “Empower Graduates: Global Graduation, Global Change” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นว่าบัณฑิตจากแสตมฟอร์ดจะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้ ความสามารถ และมุมมองสากล ตามพันธกิจ “4-I” ของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย Internationality (การเสริมสร้างความเป็นนานาชาติผ่านสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย), Industrial linkages (การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม), Innovation (การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์), และ Integrity (การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม) เพื่อหล่อหลอมบัณฑิตให้มีความพร้อมในการก้าวสู่โลกยุคใหม่และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ประเทศไทยและประชาคมโลก

พิธีประสาทปริญญาบัตรในครั้งนี้ ได้มีการมอบ “รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น” (Distinguished Alumni Award) ให้แก่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จและสร้างคุณประโยชน์ในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบัณฑิตใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิษย์เก่าดีเด่นจากวิทยาเขตหัวหิน-ชะอำ ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้ ได้แก่ ดร.สมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ , คุณชลวิวัฒน์ โฆษิตชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวหินสาร จำกัด , คุณสวาท แซ่ตัน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดสมุทรสาคร , คุณสุทธิกานต์ วัชระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เติมเต็ม พร็อพเพอเซอร์วิส จำกัด , และ คุณจันทิมา เจียงวิลาวัณย์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จัน เจียง ฟู้ดส์

นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาเขตหัวหิน-ชะอำ ในปีนี้ อาทิ คุณจินตนา เหมไอยรา รองนายกเทศมนตรีตำบลบางแพ จังหวัดราชบุรี, พันตำรวจตรีสารัช เภาศรี สารวัตร(สอบสวน) สภ.แก่งกระจาน จบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต MPA, และ คุณระวิยา ไชยสวัสดิ์ CEO บริษัท ระวิยา แลนด์แอนเฮ้าส์ จำกัด หัวหิน เกียรตินิยม อันดับหนึ่ง หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBA เป็นต้น
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส่งออกน้ำมัน ชายแดนมุกดาหาร ยังปกติ ศุลกากร ป้องกันความเสี่ยงทุกมิติ / โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายณัชพล คงคาหลวง ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร แบะนางสาวกัลย์ณภัส มณีธนกิตติ์
หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่1 ส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรมุกดาหาร เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านด่านพรมแดนมุกดาหารว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม พบว่าปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

นายณัชพลระบุว่า จากการเก็บข้อมูลสถิติ ปริมาณรถบรรทุกน้ำมันที่ผ่านด่านในแต่ละวันยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยประมาณวันละ 20 คัน โดยบางวันมีจำนวนมากถึง 30 คัน และบางวันลดลงเหลือราว 17–19 คัน ซึ่งถือว่าเป็นความผันผวนตามสภาพการค้า ไม่ได้มีสัญญาณผิดปกติแต่อย่างใด

สำหรับภาพรวมรายเดือน ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านด่านมุกดาหารอยู่ที่ประมาณ 15–20 ล้านลิตรต่อเดือน โดยเป็นน้ำมันดีเซลมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 70–80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นน้ำมันเบนซินและน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงน้ำมันอากาศยาน

ขณะเดียวกัน ด่านศุลกากรมุกดาหารได้เริ่มดำเนินมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามข้อมูลผู้ส่งออกและผู้รับสินค้า โดยเริ่มบันทึกข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ทั้งชื่อบริษัทผู้รับปลายทางและเส้นทางการส่งออก เพื่อนำมาเปรียบเทียบก่อนและหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค หากพบความผิดปกติจะมีการรายงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

นายณัชพลย้ำว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านยังเป็นกลุ่มเดิม ไม่เกิน 10 ราย และยังไม่พบผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ด่านศุลกากรจะรายงานตามลำดับชั้นไปยังส่วนกลาง พร้อมให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่ร้องขอ

ศุลกากรมุกดาหาร #ส่งออกน้ำมัน #ชายแดนไทยลาว #เศรษฐกิจชายแดน #ข่าวเศรษฐกิจ #ด่านพรมแดน #มุกดาหาร////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร ลั่นจ้างให้ไปก็ไม่ไป!

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร สืบเนื่องจากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ภาพขบวนรถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจอดรอข้ามแดนบริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยมีการตั้งข้อสังเกตและโจมตีทำนองว่า เป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา หรือกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงขั้น “ขายชาติ” นั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันที่จอดรอพิธีการทางศุลกากรอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง โดยตัวแทนกลุ่มคนขับรถ (ขอสงวนชื่อ) ได้ออกมาชี้แจงด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียลนั้นไม่เป็นความจริง และสร้างความเสียหายให้กับคนทำงาน

แจงยิบเหตุรถแน่น “เคลียร์ออเดอร์สิ้นปี” ตัวแทนโชเฟอร์ระบุว่า สาเหตุที่เห็นรถบรรทุกน้ำมันจอดต่อแถวกันยาวเหยียดในช่วงนี้ ประมาณ 20-25 คัน เนื่องจากเป็นช่วงปลายปี บริษัทคู่ค้าจำเป็นต้องเร่งระบายโควตาและเคลียร์คำสั่งซื้อ (Order) ที่ค้างอยู่ให้หมดก่อนขึ้นปีใหม่ ประกอบกับต้องรอเจ้าหน้าที่สรรพสามิตและศุลกากรเข้ามาตรวจสอบเอกสารและวัดปริมาณน้ำมันอย่างละเอียด จึงทำให้เกิดการสะสมของปริมาณรถ ไม่ใช่การขนส่งผิดปกติแต่อย่างใด

ยันปลายทางคือ “สะหวันนะเขต” พวกผมไปส่งแค่ สปป.ลาว ข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ไปลงคลังน้ำมันที่แขวงสะหวันนะเขต วิ่งเข้าไปประมาณ 20 กิโลเมตร ลงน้ำมันเสร็จก็ตีรถเปล่ากลับไทยทันที ไม่มีการวิ่งทะลุไปประเทศอื่นตามที่เขากล่าวหา” โชเฟอร์รายหนึ่งกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นดราม่าเรื่องการส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลุ่มคนขับรถต่างยืนยันเสียงแข็งว่า “ไม่ไป” โดยระบุว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ต้องการเดินทางไป และหากบริษัทมีคำสั่งให้ไปส่งจริง ตนยอมทิ้งกุญแจรถหรือลาออกดีกว่า แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาวิ่งงานเส้นทางนี้มาตลอด ไม่เคยมีการข้ามไปส่งฝั่งกัมพูชาแม้แต่ครั้งเดียว

ทิ้งท้าย วอนชาวเน็ตหยุดโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง เพราะพวกตนเป็นเพียงพนักงานรับจ้างขับรถหาเช้ากินค่ำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รายได้ก็ไม่ได้มากมาย เดือนหนึ่งได้วิ่งงานเพียง 3-4 เที่ยวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแต่อย่างใด

รถน้ำมัน #มุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #ดราม่าโซเชียล #สปปลาว #ข่าวชาวบ้าน #โชเฟอร์รถบรรทุก #ความจริงจากพื้นที่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายแก๊งขน จยย. ข้ามชาติ ลอบส่งขายลาวผ่านทางมุกดาหาร ยึด 15 คัน ผู้ต้องหาสารภาพทำกว่า 20 ครั้ง เสียหายทะลุ 20 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้ชุดตรวจยึดออกปฏิบัติการปราบปรามขบวนการลักลอบขนรถจักรยานยนต์ส่งออกนอกราชอาณาจักรไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

การจับกุมเกิดขึ้นระหว่างเวลา 23.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม ถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบต้องสงสัยได้ 2 คัน พร้อมผู้ต้องหา 3 ราย บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 292 ถนนเลี่ยงเมืองยโสธร และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 เขต อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ต่อเนื่องพื้นที่ จ.ยโสธร

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ได้แก่ นายพัฒนพงษ์ อายุ 22 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบ ทำหน้าที่ลำเลียงรถจักรยานยนต์จากกรุงเทพมหานครไปยังพื้นที่ชายแดน นายณัฐพงษ์ อายุ 30 ปี คนขับรถกระบะตู้ทึบอีกคัน รับหน้าที่รับรถจักรยานยนต์จากหลายจังหวัดตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง และท้าว ก้องมะนี อายุ 19 ปี สัญชาติลาว มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการรับรถจักรยานยนต์ปลายทาง

ส่วนของกลางที่ตรวจยึด ประกอบด้วย รถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน 3 ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถจักรยานยนต์ 9 คัน และรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา บรรทุกรถจักรยานยนต์ 6 คัน รวมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 15 คัน

สอบถามนายณัฐพงษ์ คนขับรถกระบะตู้ทึบทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา รับสารภาพ ไปรับรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 คัน (ทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 คัน ,สระบุรี 2 คัน และนครราชสีมา 1 คัน โดยจะติดกันกับคนว่าจ้างผ่านทางแอปพลิเคชั่น Line แจ้งว่าให้ไปรับจยย. ตามจุดที่แจ้ง และจะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท

เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว ในครั้งนี้ผู้จ้างให้นำรถจักรยานยนต์ทั้งหมดไปส่ง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ทำมาแล้ว 5 ครั้ง จนกระทั่งถูกตรวจยึดในครั้งนี้ ส่วนนายพัฒนพงษ์ ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบทะเบียน 3ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร รับสารภาพ ได้ไปรับรถจักรยานยนต์ 9 คนจาก ชุมชนในเขตประชาอุทิศ กรุงเทพฯ โดยได้รับการติดต่อจาก นายขิงฯ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Line ว่าจ้างให้นำรถไปส่งที่ จ.มุกดาหาร ติดชายแดน สปป.ลาว

เมื่อไปถึงสถานที่นัดหมายแล้วจะมีคนมารับต่อ จะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว นอกจากนี้ยังให้การว่าได้ทำลักษณะนี้ต่อเนื่องกว่า 3 เดือน รวมมากกว่า 20 ครั้งการสืบสวนเชิงลึกพบว่า รถจักรยานยนต์ที่ตรวจยึดได้ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการเช่าซื้อ บางคันเพิ่งออกรถได้เพียง 2 วัน ก่อนถูกนำไปขายต่อให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ แยกเป็นกลุ่มจัดหารถ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มนายทุนผู้สั่งการ ใช้แอปพลิเคชัน LINE และ Telegram เป็นช่องทางสื่อสาร กำหนดพิกัด เส้นทาง และช่วงเวลาในการลำเลียงอย่างชัดเจนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลไปยังกลุ่มนายทุน ผู้ว่าจ้าง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป

ทลายแก๊งข้ามชาติ #ขนรถจักรยานยนต์ตำรวจทางหลวง #บชก #อาชญากรรมข้ามชาติลอบส่งออก #ดอนตาล #มุกดาหาร #ยโสธร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ส. รับตัวบุคคลชาวไทยที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติดจากทางการเมียนมาที่ด่านชายแดนแม่สาย แห่งที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำนโยบายดังกล่าวมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน ครอบครัว สุขภาพของประชาชน และเน้นย้ำให้มีการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่มาจากปัญหายาเสพติด

วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย นายวาริส วิสารทานนท์ นายด่านศุลกากรแม่สาย พันโท ธัณชพัทธ์ สอนถม ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมผาทมิฬ ฉก.ทัพเจ้าตากฯ นายดนุชา ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 5 นายสุวิทย์ สิงห์อยู่ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 6 ผู้แทนตำรวจภูธรภจังหวัดเชียงราย และผู้แทนสำนักงานประสานงานชายแดนไทย – เมียนมา (TBC)

ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมา พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีจากหน่วยงานในประเทศ อาทิเช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์

ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35.) กองกำลังผาเมือง กรมศุลกากร ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Central Committee for Drug Abuse Control : CCDAC) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็ก ได้ประสานความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการร่วมกัน จึงนำมาซึ่งการจับกุมและส่งมอบตัว จำนวน 4 คน (ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด 2 คน)

ณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (แม่สาย – ท่าขี้เหล็ก) จ.เชียงราย ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด จำนวน 2 คน ร่วมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภแม่สาย ด่านศุลกากรแม่สาย ตม.จังหวัดเชียงราย ตำรวจแม่สาย ทหาร รับผู้ต้องหา มีรายละเอียดดังนี้
1. นายพลชนะ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ จ.7/2566 ข้อหาจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคอลไรด์) โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ซึ่งนายพลชนะฯ มีบทบาทเป็นบุคคลในเครือข่ายของนายภัทรพงษ์ฯ ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญมีศักยภาพในการจัดหายาบ้าระดับ 500,000 – 1,200,000 เม็ด มาจำหน่ายในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ และ พิษณุโลก


2. นายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1706/2567 ข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต
เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณทางการเมียนมาที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทย

ที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในทุกระดับการค้า ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

ภาพ/ ข่าว โดย. พงศกร ตันสุวรรณ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”ของกลาง ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER 15 ซอง

แชร์เนื้อหานี้

หน่วยงานความมั่นคงบูรณาการกำลังตามนโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ

สถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย ร่วมกับ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยส่วนสกัดกั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/เหนือ ตอนบน นบ.ยส.24 บก.ควบคุมที่ 2 ตรวจพบกระสอบต้องสงสัยถูกทิ้งไว้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบังบาตร ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

ผลการตรวจสอบพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER จำนวน 15 ซอง ต่อมา ที่สถานีเรือบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย นายธีระพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการ ก่อนนำของกลางส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปการปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน.
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าหน้าทีบุกตรวจไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 4 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดชุมพรสนธิกำลังเข้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวภายในไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย หมู่ที่ 10 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร ตามคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 11697/2568 ว่าด้วยการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง เพื่อควบคุมแรงงานผิดกฎหมายและป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่การปฏิบัติประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร และฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร รวมกว่า 15 นาย

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในไซต์ก่อสร้าง พบแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ 13 คน โดย 7 คนสามารถแสดงใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางได้ถูกต้อง ขณะที่อีก 4 คน ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตทำงานได้ ได้แก่

ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 44 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ทั้ง 4 คนให้การคล้ายกันว่าเริ่มทำงานมาแล้วประมาณ 20 วัน และยังไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ก่อนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้ประทุษร้าย ข่มขู่ หรือกระทำการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ระหว่างการจับกุม พร้อมบันทึกภาพและเสียงตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 อย่างครบถ้วน
เจ้าหน้าที่จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัย ป้องกันการค้ามนุษย์ การจ้างงานผิดกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดชุมพรต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด ทภ.2 สั่งรับมือเต็มรูปแบบ-เจ็บ 2 นาย /หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กองทัพภาคที่ 2 แถลงการณ์ด่วน สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หลังประเมินสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงภายใต้ปฏิบัติการ “ยุทธสินทร์” ระบุว่า เมื่อเวลา 14.15 น. ขณะที่หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้เกิดการเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายกัมพูชา (กพช.) โดยฝ่ายตรงข้ามได้เปิดฉากระดมยิงด้วยอาวุธปืนเล็กเข้ามายังฝ่ายไทยก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎการใช้กำลัง (ROE) อย่างได้สัดส่วน

รายงานระบุว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 14.16 น. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธหนักประเภทปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ยิงถล่มเข้าใส่แนวปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมรบเต็มรูปแบบทันที

การปะทะกินเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนจะยุติลงในเวลา 14.50 น. อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะจำนวน 2 นาย ได้แก่ 1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (สังกัด ป.6 พัน.6) ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา และ 2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (สังกัด ร.6 พัน.3) ถูกกระสุนปืนยิงเข้าอย่างจังบริเวณหน้าอก แต่โชคดีที่สวมใส่เสื้อเกราะป้องกันไว้ได้ ทำให้มีเพียงอาการฟกช้ำและแน่นหน้าอก

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 14.53 น. หน่วยได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งต่อจาก บก.โดนเอาว์ ไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงได้ออกประกาศ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชนโดยด่วนเพื่อความปลอดภัย โดยหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังและตรึงกำลังอย่างใกล้ชิด

เหตุปะทะชายแดน #ภูผาเหล็ก #กันทรลักษ์ #กองทัพภาคที่2 #ยุทธสินทร์ #ข่าวชายแดน #ศรีสะเกษ #ทหารไทย #อพยพประชาชน #ข่าววันนี้////เดวิท โชคชัย รายงาน

ประชดแม่ไม่ให้เงินซื้อยา! หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่คุมตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ฝ่ายความมั่นคงอำเภอนิคมคำสร้อยได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านคำกั้ง ตำบลนิคมคำสร้อย ว่ามีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่งและลงมือเผาบ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่กองร้อย อส.อำเภอนิคมคำสร้อย ที่ 7 พร้อมด้วยตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.นิคมคำสร้อย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านชั้นเดียว ถูกเพลิงโหมลุกไหม้จนเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาไม่นาน แต่สภาพบ้านถูกเผาวอดทั้งหลัง

ต่อมาทราบชื่อผู้ก่อเหตุ คือ นายสิทธิเดช คำนนท์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 7 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านและคำให้การของนายสิทธิเดช ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทำการเผาขยะหน้าบ้าน แล้วเกิดอาการเครียดเนื่องจากขอเงินมารดาเพื่อนำไปซื้อยาเสพติด แต่ไม่ได้รับเงิน จึงก่อเหตุประชดด้วยการนำไฟจากกองขยะเข้าไปเผาภายในบ้าน

ตรวจสอบประวัติพบว่า นายสิทธิเดชเคยมีประวัติเสพยาบ้า และเคยพยายามเผาบ้านตัวเองมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนและบันทึกจับกุมที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลุ้มคลั่งเผาบ้าน #นิคมคำสร้อย #ไฟไหม้บ้าน #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ไฟไหม้ #ปกครองนิคมคำสร้อย #ตำรวจนิคมคำสร้อย #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” จับกุมขบวนการค้ายาไอช์ 889 กก., เคตามีน 200 กก. 150,460,000 บาท / สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 เวลา 03.20 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 จัดกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกองกำกับการ สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย เฝ้าตรวจ/สกัดกั้น บริเวณช่องทาง บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด ผ่านเข้ามาในพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 02.30 น. พบความเคลื่อนไหวบริเวณช่องทางโรงสูบน้ำ บ้านบอนฯ ตรวจพบรถยนต์ตู้ทึบ วิ่งออกจากช่องทาง ไปตามถนนหลวง หมายเลข 212 มุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันออก

จึงแจ้งให้ชุดสกัดกั้น (หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ร่วมกับ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย) ทำการสกัดกั้นตรวจสอบรถคันดังกล่าว และเมื่อเวลา 03.20 ณ ชุดสกัดกั้น ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย บริเวณปากทางเข้าบ้านดงเวร ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงได้ทำการขอตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบ ข้างในบรรจุยาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 889 กก. (กระสอบสีดำ 20 กระสอบ กระสอบสีขาว 2 กระสอบ) เคตามีน 200 กก. บรรจุในกระสอบสีขาว จำนวน 5 กระสอบ ซากหนังเสือจำนวน 1 ผืน และรถยนต์ จำนวน 1 คัน และผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายคมสัน อายุ 28 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดหนองคาย ตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหามา ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 เพื่อสอบปากคำเบื้องต้นและทำบันทึกการจับกุม

ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนบ้านดงเวร ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย นายศรัณศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี , พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผบก.จ.หนองคาย , พ.อ.วีรเทพ การุณรอบดุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด น.ค.(ท.) , นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดหนองคาย

พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ได้รับรายงานด้านการข่าวจาก ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนัก ค้ายาเสพติด ในพื้นที่ บ้านควายแดง เมืองหาดทรายฟอง เขตนครหลวงเวียงจันทน์ ฝั่งตรงข้าม บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดข้ามมายังฝั่งไทย ในห้วงวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568

จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น รับว่าทำมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้รับค่าจ้างครั้งละ 7,000 บาท ครั้งนี้เมื่อส่งของเสร็จจึงจะได้รับเงินค่าจ้าง ซึ่งของกลางทั้งหมดคาดว่า น่าจะนำไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย รายงาน

สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร! ขบวนการลอบนำเข้าเผ่นหนีลอยนวล ทิ้งรถ–ของกลางไว้ให้แทน

เจ้าหน้าที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย สน.เรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงสนธิกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่ทันที

กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลายรายกำลังลำเลียงวัตถุลักษณะเป็นกล่องพลาสติกสีดำขึ้นรถยนต์กระบะที่จอดริมฝั่งโขง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้ทิ้งสิ่งของและอาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบของกลางเป็นผลมะม่วงสด จำนวน 250 ลัง น้ำหนักรวม 6,250 กิโลกรัม พร้อมรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว 1 คัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และนำไปเก็บรักษาที่ สน.เรือมุกดาหาร เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบ ก่อนส่งมอบให้ศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นรข #กกลสุรศักดิ์มนตรี #ลักลอบนำเข้า #ศุลกากรมุกดาหาร #มุกดาหาร #ริมโขง #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายแก๊งลักรถข้ามชาติ! ปูพรมจับ 8 ผู้ต้องหา ยึดรถจักรยานยนต์ 20 คัน เตรียมขนขายประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ตำรวจสมุทรปราการเปิดยุทธการกวาดล้างขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์รายใหญ่ ตระเวนลักรถหลายพื้นที่ก่อนรวบรวมส่งขายชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ได้ค่าหัวคันละ 20,000 บาท ยึดรถคืนได้ 20 คัน ผู้เสียหายบางรายถึงขั้นต้องกู้เงินออกรถใหม่ใช้ทั้งน้ำตา ขอบคุณตำรวจที่ติดตามคืนมาให้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ภายใต้นโยบายกวาดล้างอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พลตำรวจตรี ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกำลังตำรวจจากทุกโรงพักในพื้นที่ เปิดยุทธการไล่ล่าขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์รายสำคัญ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ก่อนแกะรอยขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารวม 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเยาวชนถึง 3 ราย พร้อมยึดของกลางรถจักรยานยนต์รวม 20 คัน และรถตู้ที่ใช้ลำเลียงอีก 1 คัน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีหญิงไทยนำรถจักรยานยนต์จำนวน 8 คันมาฝากจอดในบ้านเลขที่ 170 หมู่ 8 ซอยมังกร–นาคดี 6 ถนนเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จากนั้นไม่นานมีรถกระบะตู้ทึบเข้ามารับรถทั้งหมด แต่รถยังไม่มีป้ายทะเบียนและมีลักษณะผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและตรวจยึดรถทั้ง 8 คันไว้

ต่อมาตรวจสอบพบว่ารถจำนวนดังกล่าวถูกโจรกรรมมาจากพื้นที่ สภ.บางเสาธง 3 คัน สภ.บางพลี 2 คัน สภ.บางปู 2 คัน และอีก 1 คันอยู่ระหว่างตรวจสอบ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการจึงลงพื้นที่สืบสวนต่อเนื่อง จนทราบตัวผู้ต้องสงสัยและขอศาลออกหมายจับได้ 1 ราย

การสืบสวนยังนำไปสู่การพบจุดพักรถโจรกรรมภายในหอพักสุทิน แมนชั่น ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี ก่อนวางแผนเข้าปิดล้อมจับกุม สามารถรวบผู้ต้องหา 4 รายแรก ได้รถของกลางเพิ่มอีก 4 คัน จาก สภ.บางพลี และ สภ.คลองด่านเมื่อขยายผลต่อ พบโครงข่ายลักรถส่งขายให้ นายหน้า ฝั่งชายแดน โดยได้ค่าจ้างคันละราว 20,000 บาท ตำรวจจึงเปิดปฏิบัติการอีกระลอก ไล่จับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 ราย พร้อมยึดรถเพิ่มอีก 8 คัน รวมรถจักรยานยนต์ที่ยึดได้ทั้งหมด 20 คัน และรถตู้สีเทาทะเบียน นข 4216 กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้สำหรับลำเลียงรถที่โจรกรรม

ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การซัดทอดไปยังหญิงไทยวัยกลางคน ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ชายแดน เป็นผู้ว่าจ้างและเป็นนายหน้ารับซื้อรถเพื่อนำไปขายต่อ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาที่จับกุมได้ประกอบด้วย น.ส.สมพิศ เจริญทัศน์ อายุ 44 ปี (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) / นายอำพล ศรีประสงค์ อายุ 33 ปี / เยาวชนชาย อายุ 13 ปี / เยาวชนชาย อายุ 16 ปี / เยาวชนชาย อายุ 16 ปี / นายเชิดชัย ศรีเชษฐา อายุ 35 ปี / นายณัฐวุฒิ แสนภูวา อายุ 34 ปี / และ นายณัฐพงษ์(หรือบอย) ทองพั้ว อายุ 29 ปี

นายวรภพ อายุ 43 ปี เดินทางมาดูรถที่ตำรวจตรวจยึดไว้ หลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า หลายวันก่อนรถตนหายที่ซอยวิทยุการบิน ตนแจ้งความไว้แล้ว วันนี้ตำรวจโทรมาบอกให้มาดูรถ พอเห็นก็รู้เลยว่าใช่รถตน ตนอยากเห็นหน้าคนร้าย เพราะทำให้เดือดร้อนมาก ต้องไปกู้เงินมาออกรถใหม่ไว้ขี่ทำงานไรเดอร์ ผ่อนทั้งเก่า ทั้งใหม่จนเป็นหนี้เป็นสิน ต้องขอบคุณตำรวจที่ช่วยติดตามรถคืนมาให้

พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ระบุถึงพฤติการณ์ของขบวนการนี้ว่า จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายตระเวนลักรถจักรยานยนต์ตามพื้นที่ต่าง ๆ ของสมุทรปราการ แล้วนำไปรวมไว้ที่จุดหนึ่งประมาณ 8–10 คัน ก่อนสับเปลี่ยนหมุนเวียนสำหรับการขนส่ง จากนั้นจะลำเลียงด้วยรถตู้ขึ้นภาคอีสานเพื่อนำออกขายต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำเช่นนี้เป็นประจำ เดือนหนึ่งหลายคัน การปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้ต้องหา 8–10 ราย พบของกลางรวม 20 คัน และจะเดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

ทั้งนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการฝากเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะคนร้ายใช้เวลาลงมือไม่ถึง 5 นาที พร้อมแนะนำไม่เก็บสำเนาทะเบียนรถไว้ใต้เบาะเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบการขายต่ออย่างผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสลักรถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระนองเดือด! ตร.ทางหลวงสนธิกำลังบุกจับหนุ่มวัย 22 ซุกยาบ้าในด้ามแปรง ก่อนวิ่งหนีเข้าป่าทุเรียน แต่ไม่รอดเฮือกสุดท้าย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธี ผู้สื่อข่าว จังหวัดระนอง 0818923514 ระนอง – วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง กก.2 ส.ทล.4 สนธิกำลังบุกปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งใน

พื้นที่หมู่ 3 ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง หลังได้รับรายงานลับว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดภายในบ้านเลขที่ 48 โดยมี ร.ต.ท.สนอง ยิ้มศรี และ ร.ต.ต.นรินทร์ มณฑิราช รอง สว.(ป) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. เป็นหัวหน้าชุดเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนทุเรียน พบนาย ณัชนนท์ ชุ่มแน่น อายุ 22 ปี อยู่ภายในห้องนอน เจ้าหน้าที่ประกาศให้เปิดประตูออกมามอบตัว แต่ทันทีที่เห็นตำรวจ ผู้ต้องหากลับวิ่งหนีสุดชีวิตออกทางหลังบ้าน มุ่งหน้าสู่สวนทุเรียนหวังหลบหนีเข้าป่า

แต่ด้วยความชำนาญพื้นที่และไล่ตามอย่างกระชั้นชิดของเจ้าหน้าที่ ทำให้นายณัชนนท์หนีไม่พ้น ถูกจับกุมได้กลางสวนทุเรียน โดยระหว่างการหลบหนี ผู้ต้องหาได้ขว้างสิ่งของสีดำคล้ายแปรงทิ้งลงพื้นหญ้า เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็น แปรงที่

ดัดแปลงเป็นที่ซุกซ่อนยาเสพติด ภายในมีถุงพลาสติกบรรจุ ยาบ้า 19 เม็ด สีส้ม ปิดผนึกด้วยไฟลนอย่างแน่นหนา ผู้ต้องหาให้การยอมรับทันทีว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเอง ซื้อมาจากชายชื่อ “บิ๊ก” บ้านอยู่ในพื้นที่คลองหินดำ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 20 เม็ด ราคา 1,000 บาท และได้เสพไปแล้ว 1 เม็ดก่อนถูกจับกุม

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น พบผลเป็นบวก ก่อนนำตัวส่งตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลละอุ่น ซึ่งผลตรวจยืนยันชัดเจนว่า พบสาร เมทแอมเฟตามีน อยู่ในร่างกายของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา

  1. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
  2. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละอุ่น จังหวัดระนอง ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยบันทึกจับกุมลงใน ปจว.ข้อ 3 เวลา 14.47 น. คดีอาญาที่ 169/2568 ยึดทรัพย์ที่ 107/2568

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการเข้มของเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “หนีอย่างไรก็ไม่รอด เมื่อคิดจะท้าทายกฎหมาย”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุกจับคาบ้าน! รวบ 3 หนุ่มนิคมคำสร้อย ซุกยาบ้า 165 เม็ดในถังน้ำมันรถ จยย.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของนายทินกร พลเยี่ยม รักษาราชการแทนนายอำเภอนิคมคำสร้อย และ พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย ได้มอบหมายให้นายธีรวัฌน์ หมีคำ ปลัดอำเภองานป้องกัน และ

พ.ต.ท.ประดิษฐ์ วงชารี สว.สส.สภ.นิคมคำสร้อย พร้อมกำลังพล อส.นิคมคำสร้อย และชุดสืบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ลงพื้นที่ปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่หนึ่ง ในหมู่ 1 บ้านชัยมงคล ตำบลโชคชัย หลังได้รับหนังสือร้องเรียนว่านายทวี สาระชัย อายุ 49 ปี มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงบ้านดังกล่าว พบนายทวีอยู่กับเพื่อน 2 คน โดยมีท่าทีพิรุธพยายามจะวิ่งหนี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและทำการตรวจค้นตามอำนาจ พ.ร.บ.ป.ป.ส. ซึ่งนายทวียินยอมให้

ตรวจค้นโดยสมัครใจ ผลการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 165 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำมันรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเทน่า สีดำ ทะเบียน 1กฒ 4285 มุกดาหาร ที่จอดอยู่ภายในบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาบ้าทั้งหมดและรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง พร้อมแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1”

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ายาบ้าเป็นของตนเองและได้เสพไปแล้วบางส่วนโดยการสูดดมควัน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #นิคมคำสร้อย #มุกดาหาร #ยาเสพติด #ตำรวจนิคมคำสร้อย #เสพยาบ้า #ปิดล้อมตรวจค้น #ปกครองนิคมคำสร้อย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปลัดอำเภอนำทีมบุกยึดไม้พะยูง 14 ท่อน ริมโขงหว้านใหญ่ มูลค่านับล้าน เตรียมลอบขนข้ามไปลาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมกับ อส.อ.หว้านใหญ่ ร้อย.ร.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร้อย.ทพ.2105

และ สน.เรือมุกดาหาร นรข.เขตนครพนม เปิดปฏิบัติการตรวจค้นบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย

อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงไม้พะยูงส่งข้ามไปยัง สปป.ลาว

เจ้าหน้าที่พบเรือเหล็กขนาดใหญ่ติดเครื่องยนต์จอดทิ้งไว้ เมื่อตรวจสอบภายในพบไม้พะยูงจำนวนหลายท่อนวางอยู่กลางลำเรือ นอกจากนี้บริเวณริมตลิ่งใกล้กันยังพบรถจักรยานยนต์ 1 คัน

ถูกทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังตรวจค้นโดยรอบ ก่อนตรวจยึดไม้พะยูงรวม 14 ท่อน มูลค่านับล้านบาท ซึ่งคาดว่าถูกซุกซ่อนเตรียมลำเลียงข้ามแม่น้ำโขง แต่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าขัดขวางได้ทันเวลา

ยึดไม้พะยูง #ลอบขนข้ามโขง #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #ฝ่ายความมั่นคง #ปราบปรามตัดไม้ทำลายป่า #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารโชว์ผลงานเข้ม! นอภ.เมือง แท็กทีม ทหารพราน 2105 ยึดยาบ้า 1.9 แสนเม็ด ริมโขง สกัด “กองทัพมด” ทะลักช่วงปีใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ฝ่ายปกครองเมืองมุกดาหาร ผนึกกำลัง ทหารพราน-ตชด. สกัดกั้นยาเสพติดข้ามชาติ ยึดยาบ้า 190,000 เม็ด ริมฝั่งโขง นายอำเภอเผยเข้มงวดตามวาระแห่งชาติ ด้านทหารพรานแฉแก๊งยาเปลี่ยนแผนใช้ “กองทัพมด” ทยอยขนเลี่ยงการจับกุมล็อตใหญ่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่กองร้อยทหารพรานที่ 2105 อ.เมือง จ.มุกดาหาร นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมด้วย ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผู้

บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2105 (ผบ.ร้อย.ทพ.2105) และเจ้าหน้าที่จาก กอ.รมน., ตชด.234 ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 190,000 เม็ด

นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารได้ดำเนินการตามวาระแห่งชาติในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยในปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมยาบ้าตามแนวชายแดนได้สูงถึง 30 ล้านเม็ด

สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่าจะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด จึงได้สนธิกำลัง 3 ฝ่าย ทั้งปกครอง ทหาร และตำรวจ ทำการ “ซีนชายแดน” (Seal) ปิดล้อมพื้นที่อย่างแน่นหนา

จนกระทั่งช่วงเย็น เวลาประมาณ 17.00 น. พบเรือเร็วจากฝั่งเพื่อนบ้านขับเข้ามาโยนสิ่งของทิ้งไว้ริมฝั่งแล้วรีบหลบหนีไป ซึ่งจากการตรวจสอบพบเป็นยาบ้าจำนวนดังกล่าว

ด้าน ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผบ.ร้อย.ทพ.2105 เปิดเผยถึงรายละเอียดปฏิบัติการว่า จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านนาเวียงแก ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร หลังจากคนร้ายโยนกระสอบปุ๋ย 2 ใบลงฝั่ง เจ้าหน้าที่ได้ดักซุ่มรอผลเพื่อจับกุมผู้มารับของนานกว่า 1 ชั่วโมง

ต่อมามีรถจักรยานยนต์ 2 คันขับเข้ามา แต่คนร้ายไหวตัวทันเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ จึงรีบขับรถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดยาบ้าจำนวน 190,000 เม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 2 กระสอบ ไว้เป็นของกลาง เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ร.ท.วันชาติ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันขบวนการค้ายาเสพติดได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจากเดิมที่ขนล็อตใหญ่หลักล้านเม็ด มาเป็นรูปแบบ “กองทัพมด” คือทยอยนำเข้าทีละ 1-2 แสนเม็ด มา

พักคอยไว้ตามจุดต่างๆ ตามแนวชายแดน เมื่อรวบรวมได้ครบจำนวนจึงจะให้นักบินมารับเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนักในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่

มุกดาหาร #นายอำเภอเมืองมุกดาหาร #ชายสิทธิ์สุวรรณโชติ #ทหารพราน2105 #จับยาบ้า #ยาบ้า190000เม็ด #ข่าวอาชญากรรม #ริมโขง #บ้านนาเวียงแก #นาสีนวน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_///ภาพ/ข่าว เดวิท -ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สลด! ออกหาปลาเช้า กลับไม่ถึงบ้าน…ชายสูงวัยมุกดาหารจมน้ำดับคาหนองน้ำบ้านดานคำ / ทพ. – ปค.สิงห์เมืองมุก สนธิกำลังยึดยาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ด ริมโขงมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมใจมุกดาหาร รับแจ้งเหตุมีผู้จมน้ำเสียชีวิตที่บ้านดานคำ ซอย 6 อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงรุดตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ

พบผู้เสียชีวิตชื่อนายประสิทธิ์ ทองน้อย อายุ 61 ปี นอนคว่ำหน้าอยู่ในหนองน้ำ ห่างจากฝั่งประมาณ 2 เมตร จากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า

ผู้เสียชีวิตออกไปหาปลาโดยใส่ “มอง” หรือ ตาข่ายดักปลาในหนองน้ำตั้งแต่เช้า แต่เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ญาติสังเกตว่าไม่เห็นกลับบ้านตามปกติ เนื่องจากผู้เสียชีวิตต้องไปส่งหลานที่โรงเรียน จึงออกตามหาและพบว่าเสียชีวิตแล้ว

เบื้องต้นคาดว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวหลายโรค อาจเกิดอาการวูบขณะหาปลา ส่งผลให้จมน้ำหน้าคว่ำ โดยน้ำในหนองน้ำไม่ลึก ทางกู้ภัยได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับบ้านเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ข่าวจังหวัดมุกดาหาร #จมน้ำเสียชีวิต #อุบัติเหตุ #ข่าวรายวัน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_//เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทพ. – ปค.สิงห์เมืองมุก สนธิกำลังยึดยาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ด ริมโขงมุกดาหาร หลังคนขับเรือส่งยาหลบหนีกลับฝั่งลาวอบบรอดหวุดหวิด

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่จังหวัดมุกดาหาร ภายใต้การอำนวยการของนายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร มว.อ.ดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง ได้สั่งการให้ มว.ท.ธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง (สิงห์เมืองมุก) และสมาชิก อส.ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับ ร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 และร้อย ตชด.234 ออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง

จากการสืบทราบข้อมูลว่าอาจมีการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายจาก สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความเข้มงวดจนกระทั่งพบเรือหาปลาต้องสงสัย 1 ลำ แล่นมาจากฝั่งลาว ก่อนวนเลียบตลิ่งและมีถุงกระสอบปริศนาอยู่บนเรือ

กระทั่งเรือลำดังกล่าวเข้าจอดบริเวณบ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร และมีบุคคลบนเรือยกสิ่งของขึ้นฝั่ง ก่อนเร่งขับเรือหลบหนีกลับไปยังฝั่งลาวอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุมได้

เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 2 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้า 95 มัด รวมประมาณ 190,000 เม็ด จึงทำการขนย้ายของกลางไปยังร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียด พร้อมเร่งขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยาบ้า #มุกดาหาร #ชายแดนโขง #ทหารพราน #ฝ่ายปกครอง #ปราบปรามยาเสพติด #ลักลอบขนยาเสพติด #ข่าวภูมิภาค #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารพราน ปลัดหญิงเก่งปกครองสิงห์เมืองมุกฯ จู่โจมจับ หนุ่มคำภู เงินซุกยาบ้า 139 เม็ด/จับ 2 สาวแก๊งยาบ้าศรีบุญเรือง! บุกปิดล้อมบ้านยึดยาบ้า 213 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ร้อยโทวันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของแก๊งค้ายาบ้าในพื้นที่เมืองมุกดาหาร ซึ่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย สร้างความกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ทหารพรานจึงบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ภายใต้การอำนวยการของนายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และ มว.อ.ดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง สั่งการให้ มว.ท.ธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง (สิงห์เมืองมุก) และสมาชิก อส.ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 เข้าดำเนินการตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแบบบูรณาการ

เจ้าหน้าที่ได้บุกปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 35 ซอยคำภูเงิน ถนนมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร พบ นายวรวิทย์ จันทิมพ์ อายุ 38 ปี อยู่ภายในบ้าน จึงได้แสดงความบริสุทธิ์ใจก่อนทำการตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกใสจำนวน 3 ถุง รวม 139 เม็ด วางอยู่บนแท่นพระบริเวณประตูทางเข้าภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายวรวิทย์พร้อมของกลางนำส่งบก.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมาย

มุกดาหาร #ทหารพราน2105 #ปิดล้อมตรวจค้น #ยาเสพติด #ยาบ้า #ปราบปรามยาเสพติด #QuickBigWin #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับ 2 สาวแก๊งยาบ้าศรีบุญเรือง! ทหารพราน– ปลัดหญิงเก่งสิงห์เมืองมุก บุกปิดล้อมบ้านกลางเมืองยึดยาบ้า 213 เม็ด

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ร้อยโทวันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 นำกำลังลงพื้นที่หลังรับรายงานว่ามีกลุ่มค้ายาเสพติดลักลอบจำหน่ายยาบ้าให้กลุ่มวัยรุ่นและแรงงานในเขตเมืองมุกดาหาร ในราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ชาวบ้านหวาดวิตกต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ภายใต้การอำนวยการของนายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และ มว.อ.ดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง โดยสั่งการให้ มว.ท.ธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” และสมาชิก อส.ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 ดำเนินการตามนโยบายปราบปรามยาเสพติด Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”

เจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 371 ซอย 7 ต.ศรีบุญเรือง อ.เมืองมุกดาหาร ภายในบ้านพบ น.ส.นพมาศ สุวรรณศรี และ น.ส.สมนึก พาลึก อาศัยอยู่ เจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ก่อนเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด

ผลการตรวจค้นพบวัตถุต้องสงสัยพันด้วยกระดาษไข หุ้มด้วยซองบุหรี่ ภายในเป็นยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกใส จำนวน 213 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดง 211 เม็ด สีเขียว 2 เม็ด พร้อมยึดโทรศัพท์มือถืออีก 1 เครื่องเป็นของกลาง

ชุดปฏิบัติการจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง พร้อมของกลางส่งยังบก.ร้อย.ฉก.ทพ.2105 เพื่อสอบสวนขยายผลเครือข่าย ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมาย

มุกดาหาร #ทหารพราน #ปราบปรามยาเสพติด #ปิดล้อมตรวจค้น #ยาบ้า #ข่าวภูมิภาค #สิงห์เมืองมุก #QuickBigWin #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท -ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สยองกลางชุมชน! หนุ่มวัย 41 ถูกแทงดับคาบ้านพัก คาดตายมานานกว่า 1-2 วัน ตำรวจเร่งไล่ล่าฆาตกรโหด

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 18.31 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 1669 ได้รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตภายในบ้านพักเลขที่ 152/1 หมู่ที่ 4 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร บริเวณตรงข้ามศาลพ่อตาเขาม่วง จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสายชลเขตหลังสวน และชุดกู้ชีพเทศบาลตำบลวังตะกอ รีบรุดไปตรวจสอบทันทีเมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ภายในบ้านหลังดังกล่าวพบศพชาย 1 ราย ทราบชื่อภายหลังว่า นายโกวิทย์ ฆารวิพัฒน์ อายุ 41 ปี สภาพศพนอนหงาย ไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงยีนส์ขายาว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบ บาดแผลถูกทำร้ายด้วยของมีคมบริเวณหน้าท้องและลำคอหลายแผล คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว ไม่ต่ำกว่า 1-2 วัน จนเริ่มส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ต่อมา ร้อยเวร สภ.หลังสวน, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดชุมพร และ แพทย์เวรโรงพยาบาลหลังสวน ได้ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อเก็บพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งรอยนิ้วมือ ร่องรอยการต่อสู้ ตลอดจนวัตถุพยานอื่น ๆ ที่อาจเชื่อมโยงไปถึงผู้ก่อเหตุเบื้องต้นตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น ปมส่วนตัว ความขัดแย้ง หรือการถูกทำร้ายเพื่อล้างแค้น พร้อมเร่งสืบสวนหาตัวคนร้าย ซึ่งคาดว่าน่าจะรู้จักกับผู้ตาย เนื่องจากไม่มีร่องรอยงัดแงะภายในบ้านขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างเร่งด่วน เชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายคดีและคืนความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่วังตะกอและอำเภอหลังสวน พร้อมประสานญาติของผู้เสียชีวิตให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พบแล้วศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัดลอยน้ำเกยชายหาดทับสะแก เป็นสาวสวย ทำงานแบงค์

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี พบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง ) ประมาณ 500 เมตร สภาพศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่า ถูกคลื่นซัด หรือ ถูกประทุษร้าย

ล่าสุด เมื่อเวลา ประมาณ 10.00 น. วันที่ 18 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใยรอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.สาโรจน์ พิมพ์คุณากร ผกก.สภ.ทับสะแก ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุดสืบสวน สภ.ทับสะแก และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ประชุมเร่งรัดสืบสวนสอบสวน หลังทราบว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.ฐิติฌากรณ์ คล้ายแก้ว อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 266/1 หมู่ 4 ต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งในอำเภอทับสะแกโดยเจ้าหน้าที่ ได้ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ตายได้ลางานไปหาหมอที่ รพ.พระมงกุฎ เนื่องจากเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง และโรคซึมเศร้า จากนั้นได้กลับมาบ้านที่ อ.สามร้อยยอด จนมาเมื่อเช้าวันจันทร์ ผู้ตายได้ขับรถมาที่บ้านพัก ในตลาดทับสะแก และได้มาพบกลายเป็นศพลอยอยู่ชายหาดดังกล่าว

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ตายได้ขับรถเก๋งของตัวเอง ยี่ฮ้อฮอนด้าซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน กธ 9486 ประจวบคีรีขันธ์ ไปจอดบริเวณที่ว่างเปล่า ติดกับชายทะเลช่วงปากคลองทับสะแก หมู่ 3 ต.ทับสะแก ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งประตูถูกปิดล็อค เจ้าหน้าที่ต้องให้ช่างมาทำการเปิดรถตรวจสอบ โดยได้ตรวจสอบห่างจากจุดจอดรถไปริมทะเลที่พบศพประมาณ 1 กม.พบกระเป๋าโน๊ตบุ๊คผู้ตายตกอยู่ และห่างไปอีก 500 เมตร พบหนังสือการจดทะเบียนสมรสของผู้ตายตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บเอกสารหลังฐานต่างๆ ไว้ตรวจสอบ

โดยที่ตามร่างผู้ตาย พบว่ามีรอยฟกช้ำที่แขน และขา เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่ผู้ตายเดินทางออกจากบ้านพักไปจุดจอดรถ และตรวจสอบพยานแวดล้อมที่เกิดเหตุว่ามีรถอื่นเข้ามาด้วยหรือไม่ นอกจากนี้จะได้เรียก แฟนหรือสามีผู้ตายที่มีชื่อในทะเบียนสมรสมาสอบสวนด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และรอผลชันสูตรยืนยันอีกครั้ง
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปส.4 ปิดล้อมจับยานรก ยึด 1,010,000 เม็ด ผู้ต้องหา 6 ราย รถนำ–รถขนครบชุด / คลื่นลมแรง! ชายหาดปักธงแดง ห้ามนักท่องเที่ยวลงริมน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (22-11-68)ผู้สื่อข่าวรายงาน เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.2 บก.ปส.4 สนธิกำลังหลายหน่วย บุกสกัดขบวนการลำเลียงยาบ้ารายใหญ่ หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่ามีรถนำคอยตรวจด่าน และรถขนยาเดินทางจาก จ.ราชบุรี มุ่งหน้าส่งปลายทาง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ก่อนถูกจับได้พร้อมของกลางมโหฬารกว่า 1,010,000 เม็ด
การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามคำสั่งอำนวยการของ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,
พล.ต.อ.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.
โดยมีกำลังร่วมจาก บช.ปส., ตำรวจภูธรภาค 8, ตชด., ป.ป.ส., จังหวัดชุมพร และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจชุมพร รวมกว่า 100 นาย

ปูพรมค้น 3 จุดสำคัญ – สกัดทันควันก่อนขบวนการหนีลงใต้
เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดและขยายผลใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่
เอื้องเรืองโรจน์รีสอร์ท ต.ดอนยาง อ.ปะทิว จ.ชุมพร
ด่านตรวจยานพาหนะชุมพร อ.ท่าแซะ
ศรีสวัสดิ์เกสต์เฮาส์ ต.ดอนยาง อ.ปะทิว
หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่ามี รถเก๋ง Toyota Yaris สีแดง ทะเบียน 8กฮ 4971 กทม. ใช้เป็นรถขนยา ผ่านกล้อง A.I. ของศูนย์สกัดกั้นยาเสพติด บช.ปส. ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่จึงเร่งติดตามจนพบรถต้องสงสัยจอดที่รีสอร์ทในพื้นที่ปะทิว

จับรถขนยา – ยาบ้า 505 มัด รวม 1,010,000 เม็ด
เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวและตรวจค้น พบผู้ต้องหา 2 ราย คือ
นายธนภัทร (18 ปี) ชาว จ.สตูล
นายวรพล (17 ปี) ชาว จ.สตูล
ทั้งสองยอมเปิดรถให้ตรวจ พบยาบ้า 505 มัด รวมกว่า 1,010,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ทั่วทั้งคัน ตั้งแต่เบาะหน้า เบาะหลัง ไปจนถึงห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ
ของกลางรถขนยา :
Toyota Yaris สีแดง ทะเบียน 8กฮ 4971 กทม.

รวบ “ชุดรถนำ” อีก 4 ราย – ใช้โทรศัพท์ประสานเส้นทางตลอดเวลา
ผู้ต้องหาชุดรถนำ 3 คน ซึ่งทำหน้าที่คอยตรวจด่านและคุ้มกันเส้นทาง ได้แก่
นายปัญญา (ชาวสตูล) โทร. 093-xxx-2913
นายอภิวัฒน์ (ชาวตรัง) โทร. 081-xxx-0058
น.ส.ธัญญิกา (ชาวสตูล) โทร. 062-xxx-6629
ของกลางรถนำ 2 คัน
Honda City สีเทา ทะเบียน ญท 4939 กทม.
Isuzu D-max สีดำ ทะเบียน กพ 157 ตรัง
รวมโทรศัพท์ที่ใช้ในการติดต่อและประสานงานจำนวน 8 เครื่อง

ผู้ต้องหารับสารภาพ – ถูกสั่งงานโดย “ปอ” สนร.ราชบุรี และรายงานผลให้ “ปรเมศร์” ปลายทางภาคใต้
การสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า
เดินทางไปรับยาบ้าที่ จ.ราชบุรี ตั้งแต่เวลา 01.00 น.
ยาบ้าถูกเก็บไว้ในกล่องกระดาษคลุมผ้าสีเขียวริมกำแพง
มีผู้สั่งงานชื่อ “ปอ” ส่วนผู้รับงานในปลายทางคือ “ปรเมศร์”
รถนำจะแจ้งความเคลื่อนไหวด่านตรวจผ่านแอปไลน์ตลอดเส้นทาง
เมื่อใกล้ถึงด่านชุมพร รถนำพบเจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ “กลับรถ” ก่อนพยายามหาที่พักเพื่อหลบ แต่เจ้าหน้าที่ตามรวบได้ทัน
การตรวจสารเสพติดเบื้องต้นของผู้ต้องหาไม่พบสารเสพติด

ดำเนินคดีตามกฎหมาย – มุ่งขยายผลถึงผู้บงการ
ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาหนัก
“ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มประชาชน”
พร้อมนำตัวและของกลางส่ง บก.ปส.4 เพื่อดำเนินคดี พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายผู้บงการทั้งต้นทางและปลายทาง

คลื่นลมแรง! ชายหาดปักธงแดง ห้ามนักท่องเที่ยวลงริมน้ำ
รายงานโดย ธนากร โกศลเมธี โทร. 081-8923514

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 — สถานการณ์คลื่นลมบริเวณชายฝั่งจังหวัดชุมพรยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชายหาดหลายแห่งได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะบริเวณ หาดทุ่งวัวแลน และ หาดสะพลี ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ที่ถูกคลื่นสูงกว่า 4 เมตร ซัดเข้าฝั่งไม่หยุด ทำให้ถนนเลียบชายหาดเสียหายยาวกว่า 1 กิโลเมตร กระทบต่อโครงสร้างชายฝั่งอย่างรุนแรง

ความแรงของคลื่นยังทำให้ กำแพงกันคลื่นและลานพักผ่อนริมทะเล ซึ่งเป็นจุดชมวิวสำคัญได้รับความเสียหายหลายจุด ทั้งทางเดินเท้าและศาลาชมวิวบางแห่งพังถล่มลงเพราะแรงคลื่นที่ซัดต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ทำการ ปักธงแดงตลอดแนวชายหาดทุ่งวัวแลนและหาดสะพลี เตือนนักท่องเที่ยวงดลงเล่นน้ำเด็ดขาด หลังคลื่นลมยังคงสูงแตะระดับ 4 เมตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้มาเยือน

ด้านการเดินเรือก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก เรือโดยสารและเรือประมงขนาดใหญ่หลายลำต้องเข้าไปหลบคลื่นแรงบริเวณด้านหลังหมู่เกาะทะเลชุมพร แต่ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีลมกรรโชกแรงพัดเข้าฝั่งเป็นระยะ ทำให้การเดินเรืออยู่ในสภาพเสี่ยงตลอดทั้งวัน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมทางน้ำทุกประเภทจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศุลกากรภาค 2 สกัด 10 ล้อขน “มะม่วงแก้วขมิ้น” 13 ตัน ลอบนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่ากว่า 4 แสนบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 23.25 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ศุลกากรหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝ่ายสืบสวนปราบปรามที่ 2 ส่วนสืบสวนและปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม นำโดยนายสมชาย โชคเฉลิมวงศ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ

ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงหลายหน่วย ได้สนธิกำลังตรวจค้นรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีฟ้า ทะเบียน 70-4151 สุโขทัย บริเวณทางหลวงหมายเลข 12 ใกล้ร้านน้ำดื่มแฟมิลี่ ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจสอบมีนายสามารถ คลังไธสง เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะและพาเจ้าหน้าที่ตรวจค้นด้วยตนเอง พบสินค้าประเภท “มะม่วงแก้วขมิ้น” น้ำหนักรวมประมาณ 13,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 400,000 บาท ถูกบรรทุกมาเต็มคันรถ โดยมีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้ขนส่งไม่สามารถแสดงเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรที่ถูกต้องได้ เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของต้องริบตามกฎหมายศุลกากร พ.ศ. 2560 และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการยึดของกลางพร้อมยานพาหนะ ส่งด่านศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ศุลกากร #มุกดาหาร #ลอบนำเข้า #มะม่วงแก้วขมิ้น #จับกุมสินค้าเถื่อน #ของกลาง #กฎหมายศุลกากร #ข่าวอีสาน #ตรวจยึดสินค้าหนีภาษี_///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมกับ กก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ จับยาบ้า 136,000 เม็ด/ทหารพรานบุกสกัด! แก๊งลักลอบขนมะม่วงเถื่อนข้ามโขง 4 ตัน/ไล่ล่าจากมุกดาหารสู่มหาสารคาม! สกัดจับแก๊งขนยาบ้า 6 แสนเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.30 น กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 ขับเคลื่อนนโยบาย “ Quick Big Win ” รวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อำนวยการให้ ส่วนปราบปรามขยายผล กก.สืบสวน ภ.จว.บ.ก. (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ

ร้อย.สกัดกั้นฯ ที่ 2 บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) กกล.สุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จว.บ.ก. โดยใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน ผท 1955 อุดรธานี ขับเข้ามาในพื้นที่ จนท.จึงจัดกำลัง ซุ่มเฝ้าตรวจ จนกระทั่ง เวลา 0230 จนท.ได้ตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าว ตรงตามลักษณะที่แหล่งข่าวแจ้ง

ขับมาตามเส้นทาง ถนนหมายเลข 3009 จนท.จึงได้ทำการไล่ติดตาม สกัดจับรถยนต์คันดังกล่าวไว้ได้ ที่บริเวณ ถนนหมายเลข 3009 บ.ดอนเสียด ต.บ้านต้อง อ.เซกา จว.บึงกาฬ หลังจากการตรวจค้นภายในรถยนต์ พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 136,000 เม็ด จนท.จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง กก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ เพื่อดำเนินการตรวจนับโดยละเอียด และดำเนินตามกฎหมายต่อไป เดวิท โชคชัย รายงาน

ทหารพรานบุกสกัด! แก๊งลักลอบขนมะม่วงเถื่อนข้ามโขงกลางดึกหว้านใหญ่ หนีแตกกระเจิงทิ้งของกลางกว่า 4 ตัน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมบูรณาการกำลัง ได้แก่ ร้อย.ฉก.ทพ.2105, ฉก.ทพ.21, ชปข.กอ.รมน., ด่านตรวจพืชมุกดาหาร, ชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่

และ ชปข.7 ออกลาดตระเวนสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด และ พ.ร.บ.ศุลกากร ในพื้นที่บ้านทรายทอง ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี

กระทั่งเวลา 22.20 น. เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลราว 7–8 คน กำลังขนลังพลาสติกสีดำจากเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ริมแม่น้ำโขง เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจค้น กลุ่มคนดังกล่าวพากันวิ่งหลบหนีเข้าป่าริมโขง พร้อมขับเรือกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบของกลางเป็น มะม่วงบรรจุในลังพลาสติกจำนวน 173 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 4,325 กิโลกรัม มูลค่าราว 200,000 บาท จึงทำการตรวจยึด บันทึกภาพหลักฐาน และว่าจ้างรถกระบะ 2 คัน เพื่อนำของกลางส่งด่านศุลกากรและด่านตรวจพืชจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ลักลอบขนสินค้า #ของหนีภาษี #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #สกัดกั้นชายแดน #แม่น้ำโขง #ศุลกากร #ข่าวด่วน #ข่าวอาชญากรรม

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไล่ล่าข้ามจังหวัด จากมุกดาหารสู่มหาสารคาม! สกัดจับแก๊งขนยาบ้า 6 แสนเม็ด ปิดเกมที่แก่งเลิงจาน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ชุดปฏิบัติการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน. ชุดที่ 18 ได้บูรณาการร่วมกับ ชุด ชปข.บก.ตชด.ภาค 2, ชปพ.ศอ.ปส.ทร (นสร.กร.), นปส.ขกท.กกล.สุรศักดิ์มนตรี, ชรต 201 กอ.รมน.ภาค 2 (ก.ส.), กก.3 บช.ปส.2, สำนักปราบปราม ป.ป.ส., ศวข.อุดรธานี (บช.ปส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ต่อเนื่อง กาฬสินธุ์ – มหาสารคาม

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการ ติดตามรถต้องสงสัยจาก จ.มุกดาหาร ก่อนประสานกำลังหลายหน่วย เพื่อติดตามเส้นทางหลบหนี โดยปฏิบัติการไล่ล่าข้ามจังหวัดเริ่มตั้งแต่ จ.มุกดาหาร ผ่านเข้าสู่พื้นที่ ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเร่งปิดเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสี่แยกไฟแดงแก่งเลิงจาน ต.แก่งเลิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ต่อเนื่องถึงบ้านหัวช้างสว่าง หมู่ 11 ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นจุดปิดล้อมสุดท้าย สามารถสกัดจับผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายวุฒิ อายุ 30 ปี ชาว ต.นาดี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และ

นายพีรชัย อายุ 22 ปี ชาว ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมของกลาง ยาบ้า 600,000 เม็ด รถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีเทา ทะเบียน บล 6997 กาฬสินธุ์ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีดำ ทะเบียน กบ 1523 กาฬสินธุ์
โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่ง บก.ตชด.ภาค 2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาเสพติด #ยาบ้า600000เม็ด #ไล่ล่าข้ามจังหวัด #มุกดาหาร #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #ปส #ตชด #กอรมน #ข่าวด่วน_///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพรเดือด! มือปืนคลั่งไล่ยิง 2 จุด ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 – ตร.ปิดล้อมล่าตัว หวั่นก่อเหตุซ้ำ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าว : ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514เกิดเหตุอุกอาจกลางหมู่บ้าน เมื่อชายอายุ 40 ปี ใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านเสียชีวิตกลางถนนหน้าห้องเช่าในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร สร้างความแตกตื่นไปทั่วพื้นที่ ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังปิดล้อมไล่ล่าตัวจนถูกจับพร้อมอาวุธสงคราม M16 และกระสุนจำนวนมาก

เหตุเกิดเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.ชุมพร ว่ามีเหตุยิงผู้อื่นถึงแก่ความตายบริเวณถนนหน้าห้องเช่า ม.5 ต.ทรัพย์อนันต์ จึงรุดตรวจสอบพร้อมด้วย

พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.ท่าแซะ, พ.ต.ท.วิชัย แสงวิเชียร รองผกก.(สอบสวน), พ.ต.ท.ยุทธนา ทองปาน รองผกก.สส., พ.ต.ท.วรรณะ นาคพงษ์ รองผกก.ป., พ.ต.ท.คำนวน ปฏิแพทย์ ร้อยเวรสอบสวน รวมถึงกำลังจาก สภ.สลุย และ กก.สส.ภ.จว.ชุมพร

ที่เกิดเหตุพบศพ นายธนัญชัย ทองเงิน อายุ 32 ปี นอนเสียชีวิตกลางถนน สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดหลายจุด เลือดนองพื้น ชาวบ้านต่างพากันหวาดผวาไม่กล้าออกจากบ้านจากการสอบสวนทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายนัฐฤเทพ ( สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ชาว อ.สวี จ.ชุมพร

หลังลั่นไกสังหารได้หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในห้องพักเลขที่ 93/12 หมู่ 5 ใกล้จุดเกิดเหตุ และได้ปิดล็อกประตูแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถเข้าตรวจค้นได้ทันทีตำรวจจึงทำการปิดล้อมพื้นที่ และใช้ยุทธวิธีร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.ชุมพร ก่อนบุกเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาได้อย่างปลอดภัย ภายในห้องพบอาวุธและกระสุนจำนวนมาก ได้แก่

  1. อาวุธปืนยาว M16 ขนาด 5.56 มม. ไม่มีหมายเลขทะเบียน จำนวน 1 กระบอก
  2. กระสุนปืน 5.56 มม. จำนวน 18 นัด
  3. ปลอกกระสุน 5.56 มม. จำนวน 3 ปลอก
  4. ซองบรรจุกระสุน 1 ซอง

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหนักทันที ได้แก่
• ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
• มีอาวุธปืนและกระสุนปืนสงครามไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย
• พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุจูงใจ ต้องรอสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่กลางชุมชน มีบ้านเรือนประชาชนอยู่จำนวนมาก

หากต้องการ รูปแบบข่าวสั้น, ข่าวโทรทัศน์, อินโฟกราฟิกสรุปคดี, หรือ พาดหัวแบบแรงเพิ่มขึ้น แจ้งได้เลยครับ!พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า “คนร้ายก่อเหตุต่อเนื่องสองพื้นที่อย่างอุกอาจ

หลังหลบหนีเข้าไปยังบ้านพัก เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษได้ปิดล้อมตรวจค้น และสามารถจับกุมตัวได้แล้ว” เบื้องต้นแจ้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา มีและใช้อาวุธปืนสงครามในครอบครองเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลอย่างเร่งด่วน หลังพบพฤติการณ์ส่อเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไม่รอด! หนุ่ม 25 ค้าบ้า 507 เม็ด จนท.รวบตัวทันควัน /ตชด.235 ซุ่มจับ “แป มุกดาหาร” ขนยาบ้า 126,000 เม็ด รับงานจากท้าวป้อม สปป.ลาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ และ พ.ต.ท.ต่อฤทธิ์ ศิลาคุปต์ รอง ผกก.สส.ฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สนิท ภักดิ์วรรณสิทธิ์ สว.สส.ฯ

พร้อมด้วย ร.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ คำศรีระภาพ รองสว.สส.สภ.หว้านใหญ่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ชุด ตชด.2342 และตำรวจน้ำมุกดาหาร ลงพื้นที่ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา คือนายวรพัฒน์ หรือ “ท็อป” พุทธษาวงษ์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 9 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหารพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 507 เม็ด
โทรศัพท์มือถือซัมซุง Galaxy A05s สีขาว

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำเข้าลักษณะเพื่อการค้าและแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหารวมทั้งของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปหว้านใหญ่ #มุกดาหาร #ยาเสพติด #จับกุมผู้ต้องหา #ยาบ้า #ปราบปรามยาเสพติด #ตำรวจไทย #กกลสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตชด.235 ซุ่มจับ “แป มุกดาหาร” ขนยาบ้า 126,000 เม็ด รับงานจากท้าวป้อม สปป.ลาว รับสารภาพทั้งเสพ-ส่งต่อ เตรียมขยายผลล่าผู้บงการ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 ได้รับรายงานข่าวเชิงลึกว่า ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 – 21.00 น. จะมีการลำเลียงส่งมอบยาเสพติดบริเวณศาลาริมถนนทางหลวงหมายเลข 212 หมู่

ที่ 3 บ้านดอนสวรรค์ ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่จึงรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานกับตำรวจน้ำธาตุพนมเพื่อร่วมกันวางแผนจับกุม กระจายกำลังเข้าดักซุ่มโดยรอบพื้นที่เป้าหมาย

จนกระทั่งเวลา 20.20 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายต้องสงสัย อายุราว 35-40 ปี กำลังนั่งอยู่ริมทางใกล้เพิงพัก โดยมีกระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบตั้งอยู่ข้างตัว ลักษณะมีพิรุธคล้ายผู้เสพยาเสพติดหรือ

พกพาสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พยายามวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว แต่ถูกสกัดจับได้ในทันที

จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้ต้องหา คือ นายวัชรินทร์ ว่องไว หรือ “แป” อายุ 35 ปี บ้านอยู่ ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ตรวจค้นในกระเป๋าพบ ยาบ้า 3 ห่อ จำนวนรวม 126,000 เม็ด จึงนำตัวพร้อมของกลางกลับมาทำการตรวจนับที่ กองร้อย ตชด.235เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา“จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”ผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเป็นบวก ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเสพยาบ้าจริง และ

รับว่าเป็นผู้รับจ้างขนยาบ้ามาจาก “ท้าวป้อม” ชาว สปป.ลาว เพื่อนำมาส่งให้ลูกค้าตามนัดหมายในจุดเกิดเหตุจากนั้นชุดจับกุมได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ยาบ้า #จับยาเสพติด #ธาตุพนม #ตชด235 #นครพนม #มุกดาหาร #ฝั่งโขง #ยาเสพติดข้ามชาติ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทพ.2105 – ปค.มุกดาหาร บุกรวบแม่ค้ายาบ้า หลังชาวบ้านสุดทนขายเม็ดละ 40 บาท ให้วัยรุ่น / ยาบ้า 8 แสนเม็ดซุกป่าคำชะอี หลังคดียึด 3.2 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ร้องขอความช่วยเหลือหลังทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมของขบวนการค้ายาบ้าในพื้นที่ ที่ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในราคาต่ำเพียง เม็ดละ 40 บาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายและสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก

ร้อยโทวันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งเบาะแสและบูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคงในอำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดก่อนกระจายสู่ชุมชน

เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 215 หมู่ 8 ตำบลคำอาฮวน โดยใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.หมายเลข 6702245 ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นจุดจำหน่ายยาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่น

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบ นางสมเพียร พิมพ์เครื่อง อายุ 54 ปี อยู่ภายในบ้าน จึงแสดงตนก่อนทำการตรวจค้นอย่างโปร่งใส ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้าหลายซองบรรจุในถุงพลาสติกซ่อนอยู่ในถุงเท้า ซึ่งถูกยัดไว้ในกระสอบเสื้อผ้าเก่าข้างตู้เสื้อผ้า และพบ เงินสดจากการจำหน่ายจำนวนนึง อยู่ในกระเป๋าสะพายสีขาวของผู้ต้องหา

จากการตรวจสอบของกลาง พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 61 เม็ด, เงินสด 9,460 บาท, และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพและเสียงตลอดกระบวนการจับกุม

ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไปยัง กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 เพื่อตรวจสอบและขยายผล ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มุกดาหาร #ทหารพราน2105 #ยาบ้า40บาท #ปราบปรามยาเสพติด #QuickBigWin #ยาเสพติด #คำอาฮวน #ทหารพราน21 #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวภาคอีสาน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ด่วน! พบเพิ่มอีกยาบ้า 8 แสนเม็ดซุกป่าคำชะอี หลังคดียึด 3.2 ล้านเม็ด เชื่อชุดเดียวกับล็อตใหญ่

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจยึด ยาบ้า 3,232,000 เม็ด (8 กระสอบ) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่เชิงเขาบ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี

จังหวัดมุกดาหาร ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญ หลังการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่ายาบ้าล็อตเดียวกันนี้ ถูกลำเลียงมาจำนวน 10 กระสอบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว (ชปข.) ร้อย.ฉก.ตชด.234 จัดกำลังเข้าพื้นที่ทำการลาดตระเวน

ขยายผล จากจุดตรวจยึดเดิมบริเวณเชิงเขาบ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่กระจายกำลังตรวจสอบรอบพื้นที่เชิงเขา

กระทั่งเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่พบกระสอบสีขาวต้องสงสัย ลักษณะเดียวกับที่เคยบรรจุยาบ้า วางซุกซ่อนอยู่ในป่าหญ้ารก ห่างจากจุดตรวจยึดครั้งแรกไปทางทิศเหนือประมาณ 300 เมตร

เมื่อเปิดตรวจสอบ พบเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2 กระสอบ รวมประมาณ 808,000 เม็ด รวมยาบ้าที่ยึดได้ทั้งหมดจากปฏิบัติการครั้งนี้ 4,040,000 เม็ด

จับยาบ้า #ยาเสพติดมุกดาหาร #ตชด234 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #คำชะอี #ข่าวมุกดาหาร #ปราบยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน