คลังเก็บหมวดหมู่: ตำรวจ(ตร.)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.โพธิ์กลาง บุกมหาวิทยาลัย เตือนภัยไซเบอร์ 1,000 นศ. หลังสถิติถูกโกงออนไลน์พุ่ง

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – สถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษาเริ่มน่าเป็นห่วง หลังพบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องล่าสุด สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง ผนึกกำลังภาคการศึกษา เดินหน้าเชิงรุกจัดกิจกรรมให้ความรู้ ปิดช่องโหว่อาชญากรรมไซเบอร์ถึงรั้วมหาวิทยาลัย

พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.มารุต สันติเศรษฐสิน รองผู้กำกับการ (สอบสวน) และ พ.ต.ท.อนนท์ สาจันทึก สารวัตร (สอบสวน) นำข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้าบรรยายให้ความรู้ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จำนวนกว่า 1,000 คน ณ อาคารเรียนรวม 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถิติการแจ้งความของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบการตกเป็นเหยื่อ คดีฉ้อโกงออนไลน์ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้โอนเงิน การชักชวนลงทุน หลอกซื้อ–ขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงภัยจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ธนาคาร หรือหน่วยงานต่าง ๆ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการ แฮกบัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อีเมล แอปพลิเคชันธนาคาร ตลอดจนกลโกงการหลอกให้กดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแฝง ที่อาจนำไปสู่การดูดข้อมูลส่วนตัวหรือควบคุมโทรศัพท์ของเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง ระบุว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ให้กับนักศึกษา ถือเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมยุคดิจิทัล พร้อมย้ำให้นักศึกษาตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนโอนเงิน ไม่หลงเชื่อข้อความหรือสายโทรศัพท์ที่สร้างความตื่นตระหนก และหากพบความผิดปกติสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนจะสายเกินไป.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าวจ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.ป. – สวป. 16 สภ. ยึดหลักกฎหมาย ไม่รับเคลียร์ เพื่อภาพลักษณ์ ตร.ยุคใหม่ / ตม. จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ มอบคำขอบคุญ แทนกำลังใจเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 มกราคม 2569 พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงษ์เวียงจันทร์ รองผู้บังคับการภูธรจังหวัดประจวบฯ (ประจวบ 2) ส่งสารถึงผู้บริหารงานป้องกันปราบปราม (รอง ผกก.ป. และ สวป.) ทั้ง 16 สถานีตำรวจในสังกัด เน้นย้ำนโยบายการปรากฏกายอย่างเข้มแข็ง ยึดถือระเบียบกฎหมายเป็นที่ตั้ง พร้อมประกาศกร้าว “หัวหน้าชุดต้องกล้าปกป้องลูกน้อง”

เพื่อเรียกคืนศรัทธาจากประชาชน
โดยมี กลยุทธ์ 3 ประสาน: ตรวจเข้ม – มีเป้าหมาย – ไร้เคลียร์
ซึ่งในข้อความสื่อสารถึงผู้ใต้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าชุด มีใจความสำคัญ 3 ด้านที่ต้องเร่งดำเนินการทันทีเพื่อยกระดับการตรวจการณ์ให้สายตรวจปรากฏกาย (Show of Force) อย่างเข้มแข็งครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงต้องเพิ่มความถี่และมีเป้าหมายในการตรวจที่ชัดเจน ไม่ใช่การตรวจไปตามวงรอบเพียงอย่างเดียว

ให้ยึดมั่นหลักการ “หัวหน้าชุด” ที่พึ่งได้ เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำผิด มักมีการเจรจาขอผ่อนปรนหรือ “ขอเคลียร์” หัวหน้าชุดต้องมีหลักการที่มั่นคง อ้างอิงข้อกฎหมายและคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นเกราะป้องกันทีมงานสร้างศักดิ์สิทธิ์ให้กฎหมายยุติค่านิยม “นายสั่งจับ แต่จับแล้วนายขอให้ปล่อย” เพราะจะทำให้ลูกน้องเสียกำลังใจและกฎหมายเสื่อมความขลังหากมีหลักในการตอบและการเจรจาที่ชัดเจน คนผิดจะไม่กล้าขอ ผลที่ตามมาคือลูกน้องจะเชื่อมั่น ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เขาจะกล้าทำ กล้าจับ และผลงานฝ่ายป้องกันปราบปรามจะประจักษ์แก่สายตาประชาชน” – ประจวบ (2) กล่าว

นโยบายนี้มุ่งหวังให้ทั้ง 16 สภ. ดำเนินการเป็นต้นแบบ (Model) เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้และทำให้เป็นนิสัยปกติ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตำรวจให้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ตรงไปตรงมา โดยเชื่อมั่นว่าหากผู้นำเริ่มเปลี่ยน ลูกทีมจะเปลี่ยนตาม และศรัทธาของประชาชนจะกลับมาอย่างแน่นอน
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตม. รวมใจจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ มอบคำขอบคุญ แทนของขวัญสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่

เมื่อเวลา18.00น.ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)ประจวบ จัดกิจกรรมสังสรรค์และขอบคุณเจ้าหน้าที่ในสังกัด เพื่อสร้างความรักความสามัคคีและสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง
ภายในกิจกรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานได้กล่าวถ้อยคำขอบคุณและให้โอวาทแก่เจ้าหน้าที่ที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้มีการมอบกระเช้าของขวัญและของที่ระลึก เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจและแทนคำขอบคุณในความ

ร่วมแรงร่วมใจของบุคลากรทุกระดับ
เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมนำพลังใจจากกิจกรรมครั้งนี้ ไปต่อยอดในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและบริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับ “ทรัพยากรบุคคล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกองบัญชาการตรวจคนเข้าเมืองให้ประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจจากสังคมสืบไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.สามพราน จว.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 ม.ค.2569 เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ. 7 เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของเพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.สามพราน จว.นครปฐม โดยมี พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม

พร้อมด้วยพ.ต.อ.เทิดเกียรติ รักพานิชมณีรอง ผบก.ภ.จว.นครปฐมพ.ต.อ.ทรงวุฒิ เจริญวิชยเดช ผกก.สภ.สามพรานพ.ต.ท.ธนบดี รัชญ์พัฒน์รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.สามพราน

พ.ต.ท.ฉัตรธวัชร์ ศักดิ์ดรินทร์รอง ผกก.สส.สภ.สามพรานพ.ต.ท.พนม ประทุมแสง สวป.สภ.สามพราน พ.ต.ท.มานะ ศิริเขตรกรณ์ สวป.(ชส.) สภ.สามพราน พ.ต.ท.ไพรัตน์ เกษตรศรี สว.(สอบสวน)หน.

ห้องคดี สภ.สามพรานพ.ต.ต.สมเกียรติ บูชาวงศ์ภิวัฒน์ สว.อก.สภ.สามพราน พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด ให้การต้อนรับ ในการตรวจเยี่ยม ได้ตรวจแถวข้าราชการตำรวจ

เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมอบนโยบายให้ยึดมั่นในความมีวินัย ความสุภาพเรียบร้อย และการให้บริการประชาชนด้วยความจริงใจ

จากนั้นได้ตรวจจุดให้บริการประชาชน One Stop Service ซึ่งจัดให้มีการให้บริการหลายด้านในจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ และตรวจสอบ ห้องควบคุมผู้ต้องหา

ซึ่งมีความแข็งแรง มั่นคง ปลอดภัย พร้อม มีกล้องวงจรปิด (CCTV) ติดตั้งในสภาพใช้งานได้ดี สามารถดูภาพได้ทั้งปัจจุบันและย้อนหลังจากข้อมูลที่บันทึกไว้ เพื่อความโปร่งใสและความปลอดภัยในการควบคุมดูแล

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเยี่ยม บ้านพักข้าราชการตำรวจ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความสะอาด ปลอดภัย และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยเน้นการปรับปรุงและดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและการพักผ่อนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบช.ภ.3 เยี่ยมจุดบริการประชาชน สภ.มะเริง กำชับเข้มจัดการจราจร–ดูแลความปลอดภัยช่วงปีใหม่ 2569

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา เมื่อวันที่ (30 ธันวาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 บริเวณตู้ยามบ้านใหม่ สังกัดสถานีตำรวจภูธรมะเริง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และกำชับมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสำคัญ
ในการนี้ มี พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรมะเริง พร้อมด้วยผู้บริหารและข้าราชการตำรวจในสังกัด อาทิ พ.ต.ท.สุทธิรักษ์ ลัคนาลิขิต รอง ผกก.ป.สภ.มะเริง,

พ.ต.ท.ชีวิน กสิกรรม รอง ผกก.สส.สภ.มะเริง, พ.ต.ท.สุพีร์ ชัยสูงเนิน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.มะเริง, พ.ต.ท.บรรลือศักดิ์ โพธิ์นวลศรี สวป.สภ.มะเริง, พ.ต.ท.โสวัฒน์ สุระเสน สว.สส.สภ.มะเริง และ พ.ต.ท.จักรา พรหมดีสาร สว.อก.สภ.มะเริง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จิตอาสา ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำรวจอาสา และภาคีเครือ

ข่ายในพื้นที่ สภ.มะเริง ร่วมบูรณาการปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดบริการประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่
โอกาสนี้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมกำชับแนวทางการปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีเกิดเหตุทางการจราจรที่อาจส่งผลให้การจราจรติดขัดหรือมีรถสะสม ขอให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาในทันที เพื่อเร่งระบายรถและทำให้การจราจรกลับสู่สภาพคล่องตัวโดยเร็ว ลดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน

พร้อมกันนี้ ยังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่หมั่นประชาสัมพันธ์ข้อมูลสภาพการจราจร เส้นทางเลี่ยง และสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์และช่องทางประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างปลอดภัยและสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการป้องกันเหตุอาชญากรรม การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอด

จนการให้บริการด้วยความสุภาพ เป็นมิตร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของตำรวจภูธรภาค 3 ที่มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อให้การดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย และอุ่นใจตลอดการเดินทาง

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.บางพลีห่วงใยประชาชน แจกมวกกันน็อก 100 ใบ ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569

แชร์เนื้อหานี้

ปีใหม่นี้ตำรวจบางพลีห่วงใยประชาชน โบกแจกมวกกันน็อก 100 ใบ
ถือว่าเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง และเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ 7 วันระวังอันตรายจากอุบัติเหตุ หลายภาคส่วนในจังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ความห่วงใยและข้อกำชับ ของ

นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะผู้อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันเป็นประธานในการขับเคลื่อนโครงการ เมาไม่ขับ และต้องสวมหมวกกันน็อก 100 %

เพื่อความปลอดภัยและหวังลดตัวเลขของอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจแอลกอฮอล์บนถนนสายหลักและสายลอง เพื่อปราบปรามผู้ที่ดื่มแล้วขับ จับกุมอย่างจริงจัง ไม่มีข้อยกเว้น

โดยล่าสุด เมื่อช่วงสายวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ตำรวจ สภ.บางพลี สนองนโยบาย จังหวัดสมุทรปราการ นำโดย พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี พ.ต.ท.เถลิงเกียรติ มณีอิทนร์ รองผกก.ป.สภ.บางพลี พ.ต.ท.ภาวัต รัตนาภรณ์ รองผกก.สส.สภ.บางพลี พ.ต.ท.ยุทธชัย สุดเสน่ห์ สว.จราจร.สภ.บางพลี

พร้อมด้วย ตำรวจสายตรวจป้องกันและปราบปราม ตำรวจฝ่ายสืบสวน และตำรวจงานจราจร ร่วมกันปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมและป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเฝ้าระวัง 7 วันอันตราย พร้อมกำชับการดูแลทรัพย์สินและบ้านพักรวมถึงโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ เที่ยวอุ่นใจ ปีใหม่นี้ปลอดภัย ฝากบ้านไว้กับตำรวจ

โดยนอกจากการขานรับนโยบายหลักของทางผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการแล้ว ยังได้ร่วมกัน รณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถทุกชนิด ต้องไม่ดื่มแล้วขับ อีกทั้งยังต้องสวมหมวกกันน็อกทั้งคนขับและคนซ้อนสำหรับรถจักรยานยนต์

โดยได้มอบหมวกกันน็อกจำนวน 100 ให้กับผู้ที่ขับขี่และซ้อนท้ายผ่านจุดตรวจไม่ได้สวมหมวกกันน็อก ซึ่งหลังจากนี้จะบังคับใช้กำหมายอย่างเคร่งครัด

จึงฝากประชาชนสัมพันธ์ประชาชนให้เครารพกฎหมาย โดยมีทางด้าน นายเลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ สภ.บางพลี พร้อมคณะกรรมการร่วมกันจัดโครงการนี้ขึ้นมา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ประจวบฯ รวบ 3 ผู้ต้องหา เมียและลูกน้องคนสนิท ร่วมกันฆาตกรรมอำพราง สามีชาวต่างชาติ หมกบ้านพักที่ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งพบศพชายชาวต่างชาติเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำภายในบ้านพัก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ยกแก๊ง หลังผลชันสูตรชี้ชัดถูกทำร้ายด้วยของแข็งจนเสียชีวิต

โดยได้พบศพ MR. MARKS SOREN (นายมาร์ค โซเรน) อายุ 65 ปี สัญชาติเยอรมัน เสียชีวิตภายในห้องนอนของบ้านพักเลขที่ 392/1 หมู่ 10 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมา วันที่ 20 ธันวาคม 2568: ผลการผ่าชันสูตรจากสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า ถูกของแข็งไม่มีคมตีเข้าที่ศีรษะและแขนหลายครั้ง จนเสียชีวิต เชื่อได้ว่าเป็นการฆาตกรรม

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกุล รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงษ์เวียงจันทร์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้ใย รอง ผบก.ก.จว.ประจวบคีรีขันธ์.พ.ต.อ.พงษ์ศิริ เก่งนอก รอง ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.สทธิพงษ์ อ่อนลออ ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ 7 พ.ต.อ.จอม
สิงห์น้อย ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ และ ว่าที่ พ.ต.อ.ปัญจพัฒน์ อรรถรักษ์โภดิน ผกก.สภ. คลองวาฬ

ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.7 กก.สส.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ และชุดสืบสวน สภ.คลองวาฬ เจ้าหน้าที่ พฐ.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เร่งสืบสวน หาหลักฐานเพื่อตามรวบตัวคนร้ายโดยกำลังชุดสืบสวน ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ประกอบไปด้วย

น.ส.นิตทยา สุขใส อายุ 45 ปี (ภรรยาผู้ตาย ) นายทองใบ อัมมา อายุ 43 ปี ( ลูกจ้าง ) และ น.ส.เนาวรัตน์ ปาวรีย์ อายุ 50 ปี ( เมียนายทองใบ ) จากการสอบสวน โดยทราบว่า น.ส.นิตทยา ได้แต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมากว่า 10 ปี จนมาซื้อบ้านหลังเกิดเหตุอาศัยอยู่ ซึ่งภรรยาผู้ตายอ้างว่าถูกทำร้ายประจำจึงวางแผนลงมือฆ่าอำพราง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งยัง ตรวจยึดรถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุจำนวน 2 คัน

ประกอบไปด้วย รถกระบะตอนครึ่ง Toyota Revo สีเทาดำ ทะเบียน บม 2692 ภูเก็ต และ Isuzu d-max 4 ประตู สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ษก 5866 กทม ยึดไว้เป็นหลักฐานและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวมา สอบสวน กลุ่มผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่า ได้ลงมือฆ่าผู้ตาย เมื่อคืน วันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวเตรียมฝากขัง พร้อมเตรียมส่งศาลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ้ก เปีย ผู้ช่วย ผบ.ตร.บินตรงโคราช พร้อมจุดบริการประชาชน รับปีใหม่ 2569 เน้นลดอุบัติเหตุ ดูแลประชาชนตลอดเส้นทาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ (26 ธันวาคม 2568) ที่จังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และ

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569โดยมี พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รอง ผบช ภ.3 พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา

พร้อมด้วย พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง พ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผกก.6 บก.ทล.พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ นนทะโชติ สวป.สภ.โพธิ์กลางและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ในพื้นที่การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของ จุดบริการประชาชนบนเส้นทางมอเตอร์เวย์ M6 และเส้นทางหลักเข้า–ออกจังหวัดนครราชสีมา เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับฟังบรรยายสรุปการจัดการจราจร การเปิดใช้เส้นทางพิเศษ มาตรการลดอุบัติเหตุ รวมถึงแผนการช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มงวด แต่เป็นมิตรกับประชาชนนอกจากนี้ ยังได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มอบสิ่งของบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

ย้ำชัด เป้าหมายสำคัญคือ ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ ดูแลความปลอดภัยประชาชนทุกเส้นทาง ให้เดินทางอุ่นใจตลอดเทศกาล ในช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลปีใหม่ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 30 ธันวาคม 68 ถึง 5 มกราคม 69 ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ ตร.ภูธร จ.เชียงใหม่ จัดพิธีส่งมอบรถจักรยานยนต์สายตรวจ เสริมศักยภาพงานป้องกันปราบปราม เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เป็นประธานส่งมอบรถจักรยานยนต์งานสายตรวจ พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน 374 คัน

ให้แก่หน่วยในสังกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

โดยมี พ.ต.อ.สมชาย เขียวจักร์ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.สุรชัย ศุภยศอมร รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,

พ.ต.อ.อัครารัฐ สุพานิชวรภาชน์ รอง ผบก.พธ.(3) และ หน.สภ.ในสังกัด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรถสายตรวจ เข้าร่วม

โดยการส่งมอบรถจักรยานยนต์สายตรวจ ในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการพัฒนาศักยภาพด้านงานสายตรวจ

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีความพร้อมในการให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงมุ่งมั่นยกระดับการปฏิบัติงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และสร้างความเชื่อมั่น ความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปีใหม่อีสานเดือด ภ.3 งัดมาตรการลับ เฝ้าระวังสายลับต่างชาติก่อเหตุ / ตร.เขาใหญ่โฉมใหม่ โผล่หัวช้างน้อยสุดน่ารัก ยืนต้อนรับนักท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นประธานการประชุมบูรณาการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า ได้วางมาตรการดูแลการเดินทางของประชาชนอย่างเข้มข้น ครอบคลุมเส้นทางหลักเชื่อมกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และจังหวัดสระบุรี เข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ก่อนกระจายสู่ภาคอีสานทั้งตอนบนและตอนล่าง พร้อมตั้งจุดบริการและจุดพักรถเพื่อลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

นอกจากนี้ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงทีและลดปัญหาการจราจรติดขัด ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยขอความร่วมมือประชาชนงดดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่
สำหรับการบริหารจัดการจราจรปีใหม่นี้ การเปิดใช้ มอเตอร์เวย์บางปะอิน–นครราชสีมา ตลอดแนว จะช่วยระบายรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดทิศทางขาออกจากกรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม–2 มกราคม และขาเข้าระหว่างวันที่ 2–6 มกราคมด้านความมั่นคงในพื้นที่อีสานตอนล่างซึ่งติดแนวชายแดน มีการตั้งด่านตรวจควบคู่จุดบริการประชาชน ประสานงานหน่วยงานความมั่นคงทุกมิติ รวมถึงการเดินทางทางถนน รถไฟ และอากาศ เพื่อป้องกันการแอบแฝงของบุคคลไม่หวังดี พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพในพื้นที่แนวชายแดน ครอบคลุม 16–18 สถานีตำรวจใน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยย้ำว่าทุกภาคส่วนพร้อมผนึกกำลังให้การเดินทางช่วงปีใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยสูงสุด.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ฮือฮา ป้อมตำรวจเขาใหญ่โฉมใหม่ โผล่หัวช้างน้อยสุดน่ารัก ยืนต้อนรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นแลนด์มาร์คเช็กอินใหม่ถนนธนะรัชต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผู้ที่สัญจรผ่านถนนธนะรัชต์–เขาใหญ่ บริเวณแยกบ้านไร่ 2 ต่างพากันชะลอรถและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ หลังพบ “ป้อมตำรวจหัวช้าง” ดีไซน์แปลกตาและน่ารัก ตั้งตระหง่านอยู่ที่ป้อมตำรวจแยกบ้านไร่ 2 ในพื้นที่ เขาใหญ่ สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่ผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง

ป้อมตำรวจดังกล่าวอยู่ในความดูแลของ สถานีตำรวจภูธรหมูสี โดยมีการตกแต่งป้อมในรูปแบบ “หัวช้าง” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผืนป่าและธรรมชาติของเขาใหญ่ ให้ดูเป็นมิตร อบอุ่น และเข้าถึงง่าย แตกต่างจากภาพจำของป้อมตำรวจแบบเดิม ๆ จนกลายเป็นจุดสนใจบนเส้นทางท่องเที่ยวสายหลักการปรับปรุงครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ มูลนิธิอิ่มอกอิ่มใจ ภายใต้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีหลายภาคส่วน ที่มีแนวคิดยกระดับป้อมตำรวจให้เป็น “จุดบริการประชาชน” ไม่เพียงทำหน้าที่ด้านความปลอดภัย แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สะท้อนความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่ต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชื่นชมว่า ป้อมตำรวจหัวช้างแห่งนี้ ไม่เพียงเพิ่มสีสันให้กับเส้นทางท่องเที่ยวเขาใหญ่ แต่ยังช่วยสร้างความอุ่นใจในการเดินทาง หลายคนถึงกับแวะจอดรถถ่ายรูปเช็กอิน แชร์ลงโซเชียล พร้อมติดแฮชแท็กป้อมตำรวจที่สวยที่สุดในเขาใหญ่จนกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ที่ใครผ่านมาก็ไม่ควรพลาดแวะชมและเก็บภาพความประทับใจกลับไป.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน/ จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก ภ.จว.นครปฐมประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงการ“นครปฐม 1 หมวก 1 น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ธ.ค. 2568เวลา 10.30 น.พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ผบก.ภ.จว.นครปฐม
(ประธานการประชุม)พ.ต.อ.กฤษณัฐ วงษ์กล้าหาญรอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม
พร้อมด้วยพ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ผกก.สภ.เมืองนครปฐมพ.ต.ท.ธนากฤติ เนตรเกื้อกูลรอง ผกก.จร.สภ.เมืองนครปฐมพ.ต.ท.อุทัย สุมาลัยรองผกก.ป.สภ.บางเลนพ.ต.ท.อิสรภาพ แก้วชลครามรอง ผกก.ป.สภ.นครชัยศรี
พ.ต.ท.หญิง เบญญาภา เภสัชชารอง ผกก.ฝอ.ภ.จว.นครปฐมพ.ต.ท.พนม ประทุมแสงสวป.สภ.สามพรานพ.ต.ต.วีระพล ขาวซูริจันทร์สว.(สอบสวน)ฯ

ปฏิบัติหน้าที่ หน.จร.สภ.โพธิ์แก้วสว.ฝอ.ภ.จว.นครปฐมและข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ในสังกัด ภ.จว.นครปฐมประชุมเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงการ
“นครปฐม 1 หมวก 1 น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ สร้างจิตสำนึกด้านวินัยจราจร ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และปลูกฝังน้ำใจในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันอย่างปลอดภัย

ในการประชุมได้มีการหารือแนวทางการดำเนินโครงการ แผนการประชาสัมพันธ์ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสภาพปัญหาในพื้นที่ และมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ สามารถลดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้อย่างยั่งยืน

ณ ห้องประชุม ศปก.ภ.จว.นครปฐม
ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ท่องเที่ยวโคราชจับมือเอกชน เดินหน้า “ชุมชนท่องเที่ยวสีขาว” ปลอดยาเสพติด / “ผู้กองมายด์” ตำรวจหญิงจราจรโคราช กับบทบาทจริงบนท้องถนน

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.40 น. สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้เข้าปฏิบัติภารกิจตาม “โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว” ในพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (S.T.C.) เขาใหญ่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก โรงแรม Maison De Joy Villa Khao Yai เลขที่ 99/9หมู่ 2 บ้านใหม่สามัคคี ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สำหรับการดำเนินกิจกรรมโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้ปลอดภัย ปลอดยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติฃ

พันตำรวจโท จิรพัฒน์ เขียวศิริ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว เป็นการทำงานเชิงรุกในการป้องกันปัญหายาเสพติดในภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นความร่วมมือจากผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ได้มีการสุ่มตรวจสารเสพติดพนักงานและลูกจ้างของสถานประกอบการในภาคการท่องเที่ยว จำนวน 3 แห่ง รวมประมาณ 15 คน ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและพนักงานเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความตื่นตัวและความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของพื้นที่เขาใหญ่

ทั้งนี้ สถานีตำรวจท่องเที่ยวฯ ได้กล่าวขอบคุณผู้บริหารและบุคลากรของ Maison De Joy Villa Khao Yai ที่ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวก พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาอย่างยั่งยืน

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ / ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

“ผู้กองมายด์” ตำรวจหญิงจราจรโคราช กับบทบาทจริงบนท้องถนน เสน่ห์จากความตั้งใจ และหัวใจของตำรวจยุคใหม่

นครราชสีมา – ท่ามกลางกระแสโซเชียลมีเดียที่มักหยิบยกภาพลักษณ์ “ตำรวจหญิงคนสวย” มาเป็นจุดสนใจ ชื่อของ ร.ต.อ.พัชรมณฑ์ ทองนำ หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “ผู้กองมายด์” รองสารวัตรจราจร สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา คือหนึ่งในนายตำรวจหญิงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและความน่าชื่นชมบนโลกออนไลน์ คือบทบาทหน้าที่ที่หนักหน่วงและความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนนับแสนคนในเมืองใหญ่แห่งอีสานบทบาทจริงของตำรวจจราจรหญิงในเมืองใหญ่

ผู้กองมายด์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองสารวัตรจราจร สภ.เมืองนครราชสีมา รับผิดชอบทั้งงานอำนวยการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมถึงการลงพื้นที่ภาคสนาม ดูแลความเรียบร้อยบนท้องถนนและให้บริการประชาชนในชีวิตประจำวัน
เธอเล่าว่า งานจราจรในเมืองใหญ่อย่างโคราชมีความท้าทายสูง ทั้งปริมาณรถที่หนาแน่น โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงพฤติกรรมผู้ขับขี่ที่หลากหลาย สิ่งสำคัญคือความอดทน การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และการสื่อสารที่เข้าใจประชาชนควบคู่กันไปตำรวจหญิงกับภารกิจที่ต้องใช้ทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยนในฐานะตำรวจหญิง งานภาคสนามย่อมต้องใช้ความรอบคอบเป็นพิเศษ ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ผู้กองมายด์มองว่านี่ไม่ใช่อุปสรรค กลับเป็นจุดแข็งที่สามารถใช้ความสุภาพ ความใจเย็น และการสื่อสารอย่างนุ่มนวลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา
หลายครั้ง เพียงการรับฟังด้วยความเข้าใจ ก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น

ขวัญใจโซเชียล กับความคาดหวังที่ต้องแบกรับกระแสในโลกออนไลน์ที่ทำให้เธอถูกยกให้เป็น “ตำรวจสวย ขวัญใจโซเชียล” ผู้กองมายด์มองในแง่บวกว่าเป็นกำลังใจในการทำงาน และเป็นโอกาสให้ประชาชนได้เห็นมุมการทำงานของตำรวจที่ใกล้ชิดมากขึ้นแม้จะยอมรับว่ามีความกดดันอยู่บ้าง เพราะต้องระมัดระวังทั้งการทำงานและการวางตัว แต่เธอก็ถือว่านี่คือแรงผลักดันให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สมกับเครื่องแบบที่สวมใส่โซเชียลมีเดีย เครื่องมือสร้างความเข้าใจสำหรับผู้กองมายด์ โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่พื้นที่แสดงตัวตน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานของตำรวจจราจร ทั้งการแจ้งข่าวสภาพการจราจร เส้นทางเลี่ยง จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และการให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร
สิ่งที่เธออยากสื่อสารกับประชาชนมากที่สุด คือการใช้ถนนอย่างมีวินัย เคารพกฎจราจร และตระหนักถึงความปลอดภัย เพราะอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ หากทุกคนร่วมมือกัน

ภาพจราจรโคราช กับปัญหาที่ต้องร่วมแก้ปัญหาที่พบได้บ่อยในเขตเมืองนครราชสีมา คือการจอดรถกีดขวางทาง การฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และการขับขี่ด้วยความประมาท โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ผู้กองมายด์ฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า ขอให้เคารพกฎจราจร มีน้ำใจต่อกัน และไม่ประมาท เพราะความสูญเสียจากอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาทีตำรวจยุคใหม่ ในมุมมองของผู้กองมายด์เธอให้นิยาม “ตำรวจยุคใหม่” ว่าคือผู้ที่ทำงานอย่างโปร่งใส ทันสมัย เข้าใจประชาชน และพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น คือความจริงใจ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม และทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจอยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริงแรงบันดาลใจจากครอบครัว สู่เส้นทางชีวิตราชการแรงบันดาลใจในการเลือกอาชีพตำรวจของผู้กองมายด์ เริ่มต้นจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากให้ลูกสาวมีอาชีพมั่นคง และเติบโตเป็นคนเข้มแข็งขณะเดียวกัน เธอเองก็มีความตั้งใจอยากเป็นผู้ให้

อยากดูแลความปลอดภัยของสังคม หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอยืนยันว่าจะเลือกเส้นทางนี้เหมือนเดิม เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดในจังหวะชีวิตนั้น และทุกวันที่ได้ช่วยเหลือประชาชน คือความภูมิใจของชีวิตราชการฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงรุ่นใหม่ผู้กองมายด์ฝากถึงเยาวชนและผู้หญิงที่ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจว่า ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ความสามารถไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ แต่อยู่ที่ความตั้งใจและความรับผิดชอบ
ตำรวจหญิงในยุคปัจจุบันต้องมีทั้งความเข้มแข็งทางจิตใจ วินัย ความเมตตา และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวให้ทันโลกและยืนหยัดในอาชีพอย่างภาคภูมิ

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองโคราช ประชุมขับเคลื่อนงานมั่นคง–ย้ำตำรวจทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมโคราชโฮเต็ล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือน

เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน สถานการณ์ด้านความมั่นคง และขับเคลื่อนนโยบายการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้มีคณะผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย พ.ต.ท.หญิง วิสาสิริ เกียรติวิลัย (สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา, พ.ต.ท.ไพศาล ปันเร็ว รองผู้กำกับการ (สอบสวน), พ.ต.ท.อธิสรรค์ โพธิ์ศรี รองผู้กำกับการจราจร, พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ พ.ต.ท.ณพสรรค์ เพชรสมพานต์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) พร้อมด้วยหัวหน้างานฝ่ายต่าง ๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน งานสอบสวน งานจราจร และงานธุรการ

ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลการดำเนินงานในรอบเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์อาชญากรรม ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำตัวข้าราชการตำรวจที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการทำงานร่วมกัน

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกนายปฏิบัติงานตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา

ตอนท้ายของการประชุม ประธานได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกนายยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน พร้อมขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ทำงานเป็นทีม เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้การประจวบฯ ทำพิธีปล่อยแถวระดมควาดล้างอาชญากรรมเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่หน้าสถานี ตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทองบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ 2569

โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ผกก.สภ.ต่างๆในจังหวัดประจวบฯ ตร.ตชด 14 หน่วยปฐิบัติการพิเศษ ภ.จว.ประจวบฯ ฝ่ายปกครองจังหวัดประจวบฯ อาสามูลนิธิฯ และส่วนราชการ เข้าร่วมพิธี

ตามที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ได้กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนเทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 นั้นตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อย และการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวดังกล่าว จึงได้จัดพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้าง อาชญากรรมขึ้นในวันนี้

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความพร้อมของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่เชิงรุก ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่น
ให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบฯ

//////////////////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

“เคาะแล้ว” ว่าที่ผู้สมัคร เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ส่ง “นายกเดียร์” นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก ลงสู้สึกเลือกตั้งครั้งนี้ “นายกเดียร์” ดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก มา 15 ปี ลูกหม้อ ภูมิใจไทย ที่รับอาสาดูแลพี่น้องประชาชน เขต 3 ในครั้งนี้ สำหรับ เขต 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเขตเลือกตั้ง ต.ห้วยทราย อ.เมืองจ.ประจวบ อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย โดย กกต.กำหนดเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.สมุทรปราการ กวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาส เทศกาลปีใหม่ 2569 /ตร.น้ำ คุมเข้มทะเลชายแดนสกัดลอบขนเชื้อเพลิงไปกัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2569 ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ระดมกำลังปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ ลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้าเมกา บางนา ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จ.ว.สมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569

โดยมี พ.ต.อ.ธรากร เลิศพรเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ชาติ อาจเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.จารุวัตร สิงหศรีชัย รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.กริชนันท์ อินชู ผกก.ฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

ผกก.ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัคร เข้าร่วมในการปฏิบัติ จำนวน 400 นาย รถยนต์ จำนวน 40 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 90 คัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระดมกวาดล้าง อาชญากรรม ในคดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ยาเสพติด หมายจับค้างเก่า

คดีความผิดเกี่ยวกับแหล่งอบายมุข และสถานบริการทุกประเภท ที่เป็นภัยต่อสังคมและความสงบสุขเรียบร้อย
สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด

ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงวันคริสต์มาส และก่อนเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ระหว่าง วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถึง วันที่ 26 ธันวาคม 2568 รวม 9 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ตำรวจน้ำคุมเข้มทะเลชายแดน ปล่อยเรือตรวจการณ์สกัดลอบขนเชื้อเพลิง หนุนมาตรการรัฐรับมือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ตำรวจน้ำปล่อยเรือตรวจการณ์ออกลาดตระเวนแนวชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา สกัดการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธภัณฑ์ หลังรัฐบาลมีคำสั่งงดนำเข้า–ส่งออกเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่กองบังคับการตำรวจน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับบัญชาตำรวจน้ำได้สั่งการระดมกำลังเรือตรวจการณ์ออกลาดตระเวนตลอดแนวชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยุทธภัณฑ์ และสิ่งของต้องห้าม ภายหลังเกิดสถานการณ์การปะทะบริเวณแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีคำสั่งงดการนำเข้า–ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อควบคุมและรักษาความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลด้านการข่าวพบว่ายังคงมีกลุ่มผู้ประกอบการบางส่วนพยายามลักลอบลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เส้นทางอ้อมผ่านประเทศเพื่อนบ้าน และการลักลอบขนส่งทางทะเลโดยใช้เรือประมงดัดแปลงหรือเรือผิดกฎหมาย

จากการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจน้ำจึงสั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 1301 “ชัยจินดา” พร้อมกำลังพล ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ตรวจสอบ และสกัดกั้นเรือที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยตลอดแนวชายแดนทางทะเล โดยมุ่งเน้นการป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยุทธภัณฑ์ และสิ่งของต้องห้ามที่อาจถูกนำไปสนับสนุนประเทศกัมพูชา ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสนับสนุนด้านความมั่นคงของรัฐ

พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจาก ผู้บังคับบัญชา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร. ,พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน ซึ่งทางตำรวจน้ำ ได้มีภารกิจในการสกัดกั้นและป้องปราม ไม่ให้เรือหรือยานพาหนะที่จะลำเลียงทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน ตามนโยบายที่รัฐบาลสั่งการมา ซึ่งวันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีได้รวบรวมกำลังพลตำรวจน้ำทั้งประเทศ โดยใช้เรือตรวจการณ์ชัยจินดา เป็นเรือที่ออกปฏิบัติภารกิจ

โดยจะมุ่งหน้าออกไปไปยังชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งเป้าหมายจะรู้อยู่แล้วว่าเรือที่ประกอบกิจการน้ำมันอยู่จุดไหนบ้าง โดยจะได้เข้าไปตรวจสอบ ว่าทำธุรกิจอยู่ในกรอบหรือไม่ โดยจะตรวจสอบ 3 อย่าง คือ 1.คน 2.เรือง 3.สิ่งของ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะศรชล เพื่อให้ภาพการทำงาน มาในรูปแบบหน่วยราชการที่ทำงานทางทะเล ซึ่งในเรือจะมีอุปกรณ์พิเศษ ทั้งเรดาร์ และโซดาร์ รวมถึง GPS โดยจะรู้ถึงกลุ่มเรือเหล่านั้น ที่เป็นเรือสถานีบรรทุกน้ำมัน ว่าอยู่ตามพิกัด และเรือที่ขนถ่ายน้ำมันจะมีข้อมูลชื่อเรือ ว่า GPS

ขึ้นอยู่บริเวณไหน โดยท่าเรือลำไหนวิ่งนอกเหนือเส้นทางที่เขาขอ ก็จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งทางทะเลจะไม่เหมือนถนนที่จะมีกล้องวงจรปิด จึงจำเป็นต้องมีการข่าวนำ อาจจะไม่สามารถสกรีนได้ 100% แต่ก็จะผนึกกำลังเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ถ้าหากเจอเหลือที่ขนน้ำมันให้ทางกัมพูชาจริงอันดับแรก จะต้องตรวจสอบก่อนเพราะไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเรือลำนั้นจะไปส่งที่กัมพูชาจริง ซึ่งจะตรวจสอบจากใบข้อมูล ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน ซึ่งความผิดอาจจะยังไม่สำเร็จ ก็ต้องป้องปราม และสกัดกั้น

ซึ่งการทำงานทางทะเลจะทำได้ประมาณนี้ แต่จะให้จับกุมจะต้องเป็นความผิดซึ่งหน้า ในกรณีที่อยู่นอกราชอาณาจักรจะต้องแจ้งไปยังบริษัทอย่างเดียว หากเขามีเหตุผลรองรับ การดำเนินคดีหากหลักฐานไม่เพียงพอก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ อยากฝากให้ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางตำรวจน้ำก็เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบ้านเมือง โดยจะต้องไปอยู่บนเรืออย่างต่ำ 4-5 วัน แล้วแต่ภารกิจ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร..ปะทิว ไล่ล่ารวบ “โจรนกขมิ้นเหลืองอ่อน” งัดตู้หยอดเหรียญ ยึดปืนเถื่อน–จับเสพยา / สนง.อัยการในพื้นที่จ.ชุมพร ภาค 8 / สภ.เมืองชุมพร ปล่อยแถว “กวาดล้างอาชญากรรม”

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะทิว ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ธเนศ มีทอง ผกก.สภ.ปะทิว และ พ.ต.ท.ณรงค์ธรรม พันธ์พฤกษ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปะทิว สนธิกำลังชุดสืบสวน เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมเชิงรุก ไล่ล่าคนร้ายก่อเหตุงัดตู้หยอดเหรียญในพื้นที่อย่างอุกอาจ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการจำนวนมากการจับกุมครั้งนี้นำโดย พ.ต.ต.ธรรมรักษ์ ศรีสังข์ สว.สส.สภ.ปะทิว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือนายนัทธพล หรือเอก ( สงวนนามสกุล ) อายุ 25 ปี ชาวตำบลชุมโค อำเภอปะทิวตรวจยึดของกลาง อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก พร้อมผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1นายอาทร หรือ ต่าย ( สงวนนามสกุล )อายุ 31 ปี ชาวตำบลชุมโค อำเภอปะทิวตรวจปัสสาวะพบสารเมทแอมเฟตามีน

แจ้งข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากการสอบสวนเชิงลึกพบว่า นายนัทธพล เป็นตัวการสำคัญ ขโมยรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 แล้วนำรถที่ได้มาใช้ตระเวนก่อเหตุ งัดตู้ซักผ้า ตู้เติมเงิน ตู้เติมน้ำมัน และตู้หยอดเหรียญ ในพื้นที่ สภ.ปะทิว ไม่น้อยกว่า 8 จุด รวมถึงในเขตเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเลือกก่อเหตุในจุดเปลี่ยว ไม่มีคนสัญจร และไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด หากพบกล้องภายหลังก็จะรีบลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีทันที
ตำรวจระบุพฤติกรรมผู้ต้องหา ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ทำตัวเป็น “นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น” อาศัยศาลาริมทาง ใต้สะพาน หรือพื้นที่รกร้างเป็นที่ซ่อนตัว ก่อนตระเวนก่อเหตุซ้ำซาก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างนางสุจิตรภัณฑ์ เพชรคีรี ผู้เสียหาย ชาวหมู่ 6 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว หลังทราบว่าผู้ก่อเหตุรายดังกล่าวได้ตระเวนก่อเหตุงัดตู้หยอดเหรียญในพื้นที่ใกล้เคียงบ้านตนเป็นจำนวนมาก

แม้ตู้หยอดเหรียญของตนจะได้รับความเสียหายไม่มาก เนื่องจากก่อนเกิดเหตุได้เปิดตู้เก็บเงินออกไปแล้ว แต่ก็ถือเป็นการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนและหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างยิ่งผู้เสียหายระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีตู้หยอดเหรียญของชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยถูกงัดโจรกรรมหลายจุด มีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้าแจ้งความ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด และหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีกในพื้นที่ พ.ต.อ.ธเนศ มีทอง ผกก.สภ.ปะทิว เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามคดีงัดตู้หยอดเหรียญมาตั้งแต่ปลายปี หลังมีผู้ประกอบการร้องเรียนจำนวนมาก จนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด พร้อมย้ำชัดว่า ตำรวจจะไม่ปล่อยให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และจะขยายผลดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดี ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ทำอันตรายสิ่งกีดกั้น และลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมย้ำเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมเข้มข้น เพื่อคืนความสงบสุขให้ประชาชนในพื้นที่ต่อไป.

    ผู้ตรวจการอัยการลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการ สำนักงานอัยการในพื้นที่จังหวัดชุมพร ภาค 8

    วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ เดินทางลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงานอัยการในพื้นที่ภาค 8 ประกอบด้วย สำนักงานอัยการจังหวัดชุมพร สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดชุมพร

    ในการนี้ มีนายณัฐพงษ์ บุญทอง อัยการจังหวัดชุมพร นายขวัญชัย ขุมไชยรักษ์ อัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร และนายยศสรัล พัศระ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรในสังกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วม

    รายงานผลการปฏิบัติราชการและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรม ผู้ตรวจการอัยการได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2569 พร้อมกำชับให้ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยเน้นย้ำการบันทึกข้อมูลในระบบ e-survey และระบบสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ยังได้รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ เรื่องอัตรากำลังบุคลากร อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารสถานที่ ยานพาหนะราชการ รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวสรุปเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขต่อไป พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของ

    โครงการก่อสร้างในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการโอกาสนี้ นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่บุคลากรทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม สร้างความยุติธรรมแก่ประชาชน”

    ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ปล่อยแถว “กวาดล้างอาชญากรรม” พร้อมรับเทศกาลคริสต์มาส–ปีใหม่ 2569

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพร เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเข้มข้น ก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยกำหนดปฏิบัติการต่อเนื่องในห้วงวันที่ 17 – 25 ธันวาคม 2568 รวม 9 วันเต็ม เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่

    ในการนี้มี พ.ต.ท.สุรศักดิ์ พนัสนาชี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองชุมพร, พ.ต.ท.สกฤชญ สุขนิตย์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองชุมพร, พ.ต.ท.ปฏินันท์ จันทร์หนองไทร สว.จร.สภ.เมืองชุมพร และ พ.ต.ท.ประคอง แก้วประสม สวป.(ชส.)สภ.เมืองชุมพร พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อส. และ อส.ตร.สภ.เมืองชุมพร เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณหน้าที่ทำการ สภ.เมืองชุมพร

    พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ได้ชี้แจงภารกิจและข้อสั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยมุ่งเป้ากวาดล้างความผิดเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อาชญากรรมทั่วไป รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ยังเน้นปราบปรามการจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมาย ทั้งในพื้นที่ (On Ground) และผ่านระบบออนไลน์ (Online) การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ กลุ่มผู้มีอิทธิพล ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ตลอดจนคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ การแข่งรถในทาง และการตรวจแหล่งมั่วสุมต่าง ๆ โดยเพิ่มวงรอบการตรวจตรา กำชับสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บนถนนสายหลักและสายรอง ตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะอย่างเข้มงวด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักยุทธวิธีตำรวจ (SOP) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสำคัญ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.นครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    แชร์เนื้อหานี้

    จังหวัดนครปฐม ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นครปฐม ปลัดจังหวัด นครปฐม พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล

    ผกก.สภ.ดอนตูม อ.ดอนตูม จ .นครปฐมร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    ระหว่างวันที่ 8 – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งการดำเนินการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกมิติ ได้แก่ การปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

    การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การกวดขันรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพ ท่อไอเสียเสียงดัง การป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง รวมถึงการปราบปรามขบวนการใช้ บัญชีม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของ

    อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฉ้อโกงประชาชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด คดีอาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง อันเป็นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้

    1. สรุปผลการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 38 เป้าหมาย พบการกระทำผิด 18 เป้าหมาย
    2. ผลการจับกุมอาวุธปืน ผู้ต้องหา จำนวน 10 ราย พร้อมของกลาง อาวุธปืน จำนวน 8 กระบอก แบ่งเป็น อาวุธปืนที่มีทะเบียน 4 กระบอก และอาวุธปืนไม่มีทะเบียน 4 กระบอก กระสุนปืน 106 นัด
    3. ผลการจับกุมยาเสพติด ผู้ต้องหา จำนวน 96 ราย 97 คน แบ่งเป็น
    • ข้อหาจำหน่าย 10 ราย 11 คน
    • ข้อหาเพื่อจำหน่าย 4 ราย 4 คน
    • ข้อหาเพื่อครอบครอง 32 ราย 32 คน
    • ข้อหาเพื่อครอบครองเพื่อเสพ 5 ราย 5 คน
    • ข้อหาเสพ 29 ราย 29 คน
    • ข้อหาขับเสพ 16 ราย 16 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 96,958 เม็ด ยาไอซ์ 14.61 กรัม เคตามีน 15.14 กรัม ยาอี 2.0 กรัม และยึดทรัพย์มูลค่าทั้งสิ้น 2,923,500 บาท
    1. ผลการจับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง แบ่งเป็น
    • การตรวจร้านขายอะไหล่ 17 แห่ง
    • การตรวจร้านอู่ซ่อมรถ 53 แห่ง
    • การยึดรถดัดแปลงสภาพ 37 คัน
    • การยึดท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐาน 40 อัน

    โดยแถลงผลการปฏิบัติคดีสำคัญ 4 ราย ดังนี้
    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สภ. ดอนตูม เข้าตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถยนต์เก๋ง toyota cross หมายเลขทะเบียน 5 ขถ 5936 กรุงเทพมหานคร บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลดอนรวก อำเภอดอนตูม

    จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว แต่ผู้ต้องสงสัยขับขี่หลบหนีการตรวจค้นมุ่งหน้าเส้นทาง ไปยังดอนรวก- พะเนียงแตก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการติดตามเข้าคู่ขนานมอเตอร์เวย์ m81 รถผู้ต้องหาพลิกคว่ำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ดอนตูม สภ.สามควายเผือก และสภ. เมืองนครปฐม

    ได้เข้าทำการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 95,400 เม็ดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ได้ดำเนินยุทธการ “ปิดเมืองสยบแว้นนครปฐม” โดยได้จับกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย บริเวณถนนสาธารณะเส้นทางหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม

    ในข้อหาร่วมกันพยายามแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานจราจร และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลแขวงนครปฐม ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 7 คน จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 2,500 บาท ทั้งนี้โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และริบรถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน

    เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 19.54 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ได้รับแจ้งจากกำลังตำบลนราภิรมย์ นึกว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด “ปะ ฉะ ดะ” สภ.บางเลน ถึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบผู้ต้องหา และได้ตรวจสอบพบของกลางเป็นหัวก๊อกน้ำยี่ห้อ Sanwa 12 อัน มีดปลายแหลม 20 ซม. ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมพาไปชี้จุดที่หลักทรัพย์ จึงทำการควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางเลน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 17:00 น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ตั้งจุดตรวจเส้นทางบางเลน-ไทรน้อย ตรวจค้นรถกระบะต้องสงสัยพบผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 12 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคารหลายรายการ ผู้ต้องหารับสารภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าเพื่อส่งต่อให้

    กระบวนการอาชญากรรมทางการเงิน ตรวจปัสสาวะผู้โดยสาร 2 ราย พบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ. บางเลน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ สภ.บางเลนได้ตรวจประวัติไม่พบประวัติการต้องโทษหรือหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย

    ………………………………………………………..
    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผบช.สตม.ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายที่ ตม.นครราชสีมา เน้นย้ำการบริการเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสุข

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่(16ธ.ค.68) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ และมอบนโยบายที่ ตม.จว.นครราชสีมา โดยมี
    พ.ต.อ.เกรียงไกร อาริยะยิ่ง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัดร่วมรับมอบนโยบาย

    ในการนี้ รอง ผบช.สตม. ได้รับทราบข้อมูลของตม.นครราชสีมาพร้อมกับมอบนโยบายการปฏิบัติราชการ ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด โดยกำชับให้มีการบริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่จ.นครราชสีมาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานมีเหตุฉุกเฉินหรือได้รับความเดือด

    ร้อนขอให้ตม.นครราชสีมาบูรณาการกับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้ามาทำงานให้ได้รับการดูแลและท่องเที่ยวหรือพักอาศัยในประเทศไทย และที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างมีความสุข เพื่อที่เขากลับไปแล้วจะได้บอกต่อนักท่องเที่ยวคนอื่นถึงความประทับใจต่อบริการของตำรวจไทยต่อไป

    กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา / รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี ประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือนพร้อมมอบนโยบายฯ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น.พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิตผกก.สภ.โคกสำโรง,พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ พุฒฤทธิ์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.คุณวุฒิ เมธีพิตตินันท์ รอง ผกก.สส.ฯ,

    พ.ต.ท.ธนพล นาถนิติธาดา รอง ผกก.(สอบสวน )ฯ , พ.ต.ท.เสริญราษฎร์ แก้วปนทอง สว.อก.ฯ , พ.ต.ท.อิทธิพันธ์ รัตนพรม สว.สส.ฯ , พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ , พ.ต.ท.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.( ชส.) ฯ ร่วมประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือน

    วัตถุประสงค์หลักเพื่อรับนโยบายและข้อสั่งการ ผู้บังคับบัญชาจะแจ้งข้อราชการ นโยบาย และข้อสั่งการจากหน่วยเหนือลงมายังผู้ใต้บังคับบัญชา ติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงสรุปผลการปฏิบัติงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของแต่ละฝ่ายงานในรอบเดือนที่ผ่านมาของตำรวจ สภ.โคกสำโรง

    และ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง ยังกำชับการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำเรื่องระเบียบวินัย สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ กิจกรรมเสริมสร้างวินัย การเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ และตรวจเครื่องแต่งกายก่อนเริ่มประชุม เสร็จแล้วเลี้ยงอาหารกลางวันข้าราชการตำรวจทุกนาย

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 7กวาดล้างอิทธิพล!คดีอุกฉกรรจ์/สะเทือนขวัญ หลายคดี และด่านสามร้อยยอดยึดยาบ้าได้ 1,200,000 เม็ด

    แชร์เนื้อหานี้

    🚨 กวาดล้างอิทธิพล! ตำรวจภูธรภาค 7 จับกุม 2 คดีสะเทือนขวัญที่ประจวบคีรีขันธ์ สังเวยความหึงหวง ดับ 1 เจ็บ 2
    ประจวบคีรีขันธ์ – ตำรวจภูธรภาค 7 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แถลงความคืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์/สะเทือนขวัญ และคดีน่าสนใจในพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 ซึ่งมีการใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

    💥 คดีที่ 1: ยิงรถยนต์หน้าร้าน “อู่ประจวบมอเตอร์”

    เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 02.37 น. ณ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 35/2 ถ.เพชรเกษม ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ (อู่ประจวบมอเตอร์) คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์กระบะ 4 ประตู สีดำ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ก ทะเบียน กจ 5555 ประจวบคีรีขันธ์ จนทรัพย์สินเสียหาย กระจกหลังและกระจกข้างฝั่งซ้าย (ข้างคนขับ) เป็นรูทะลุ โดยขณะนั้นมี นายชญานนท์ หรือแบงค์ จวบนก อายุ 26 ปี เป็นคนขับ และ นายศุภโชค หรือฟอร์ด ขอดประณาม นั่งเป็นผู้โดยสาร แม้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่คนร้ายได้ขับรถหลบหนีไป

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันสืบสวนและจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 ราย คือ นายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/1 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.290/2568 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ในข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ” และ นายอานุภาพ หรือนิว เรืองโรจน์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92/9 ม.11 ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ตรวจยึดของกลางประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน บพ 9888 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน และกุญแจรถยนต์ จำนวน 1 ดอก ซึ่งตรวจยึดจากนายวิชัย หรือ น้อย เรืองโรจน์ (บิดานายอานุภาพ) ณ บ้านเลขที่ 92/2 หมู่ที่ 11 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จว.ประจวบคีรีขันธ์

    สาเหตุของการก่อเหตุมาจาก ความหึงหวง เนื่องจากนายชญานนท์ (ผู้เสียหาย) ไปคบหาแฟนเก่าของนายฐิติพงษ์ (ผู้ต้องหา)

    🔫 คดีที่ 2: ยิงบนสะพานข้ามทางรถไฟ ดับ 1 เจ็บ 1

    เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 01.10 นาฬิกา บนสะพานข้ามทางรถไฟ ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 2 ราย คือ นายสหรัฐ บุญช่วย (เสียชีวิต รพ.ประจวบฯ) และ นายอำนาจ กวดลวด (บาดเจ็บที่แขนซ้าย) คนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทันที ส่วนผู้บาดเจ็บได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

    จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/1 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.291/2568 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ” และ นายอดิศรณ์ หรือเขต วารีล้อม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109/4 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.292/2568 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในข้อหาเดียวกัน

    โดยได้ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก เช่น รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น PCX160 สีขาว-ดำ ทะเบียน 1กธ 3637 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน ที่ใช้ก่อเหตุ, กางเกงชายาวสีเขียวลายพราง 1 ตัว, หมวกปีกผ้าคลุมปิดหน้าลายพรางทหาร 1 ใบ, เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า และเสื้อกีฬาแขนสั้นสีแดง ที่ผู้ต้องหาสวมใส่วันเกิดเหตุ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi สีเทา 1 เครื่อง และซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือระบบ AIS 2 ซิม และระบบ Dtac 1 ซิม ที่ตรวจยึดจากพยาน (นายธีระพงษ์ ปิ่นทอง)

    สาเหตุของคดีที่ 2 นี้ สืบเนื่องมาจาก ความหึงหวง เช่นกัน เนื่องจากนายสหรัฐ หรือโซน บุญช่วย (ผู้เสียชีวิต) ไปคบหากับแฟนเก่าของนายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน ผู้ต้องหาคนเดียวกันกับคดีแรก

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    ตำรวจยึดยาบ้าได้ 1,200,000 เม็ดพร้อมรถยนต์ของกลาง คนขับหนี

    เมื่อเวลา 21.00น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 บนถนนเพชรเกษม ขาขึ้นกรุงเทพ หมู่ 6 บ้านศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนถึงด่านตรวจถาวรสามร้อยยอด ประมาณ 800 เมตร ตำรวจสายตรวจรถยนต์ กำลังปฎิบัติหน้าที่ตรวจตรา พบรถเก๋งมาสด้าเอสยูวี สีฟ้า รุ่นซีเอ็กซ์ 5 ทะเบียน 5 กย 4045 กรุงเทพมหานคร คาดว่าหน้าเห็นแสงไฟสว่างจากจุดตั้งด่านตรวจ หยุดรถไม่ยอมขับเข้าด่าน พยายามขับถอยหลัง

    เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถยนต์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่มาเห็นความผิดปกติ จึงเขามาสอบถามว่ารถมีปัญหาอะไรรึเปล่า แต่คนขับไม่พูดและพยายามถอยหลังหนี เจ้าหน้าที่พบว่ามีพิรุธจึงสั่งให้หยุดเพื่อตรวจค้นแต่คนขับรถกลับขับหนี หนีมาได้ไม่ไกลก่อนถึงด่านประมาณ 400 เมตร คนขับได้จอดรถทิ้งไว้ข้างทาง อาศัยความมืดหลบหนีเข้าไปในป่า ตำรวจวิ่งตามไปแต่ก็ไม่เจอ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเปิดประตูหลังก็พบกล่องกระดาษ จำนวน 4 กล่องและในห้องโดยสารที่วางเท้าเบาะผู้โดยสารเบาะหลัง ภายในรถก็พบกล่องถุงปุ๋ย จำนวน 2 ภายในปิดบังของภายใน

    จากนั้นจึงรายงาน พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงศ์เวียงจันทร์ รองผบก.จ.ประจวบฯ พ.ต.อ.พีรวัส ชูแก้ว ผกก.สภ.สามร้อยยอด ตำรวจชุดสืบสวน รุดมาที่เกิดเหตุพร้อมประสานพิสูจน์หลักฐานตำรวจประจวบฯ ให้มาตรวจสอบ เก็บลายนิ้วมือ เก็บดีเอ็นเอ พร้อมตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในกล่องด้วนสารเคมีก็พบว่าเป็นสาร Metamphetamine (ยาบ้า ) จึงได้อายัดไว้

    จากนั้นจึงรถยนต์ของกลางนำไป สภ.สามร้อยยอดตรวจสอบอย่างละเอียด กล่องทั้งหมดที่พบ มี 6 กล่อง รวมพบยาบ้าทั้งหมด 1,200,000 เม็ด

    สำหรับการที่ตำรวจสามารถยึดยาบ้าล็อตใหญ่ได้ จากตรวจสอบยาเสพติดชุดนี้หหน้าทางภาคเหนือ แต่ที่มาพบว่ารถคันดังกล่าวขับมาทางภาคใต้ ก็เพราะว่าคนขับไม่ชำนาณทาง ระหว่างที่กำลังขนยาบ้าลงสู่ภาคใต้ ก็มาด่านตรวจเสียก่อนจึงได้หลบหนีเข้าไปในซอยก่อนถึงด่าน

    แต่ด้วยไม่รู้เส้นทาง เมื่อขับขึ้นมาบนถนนใหญ่ก็ต้องไปหาที่กลับรถแต่มาถึงก็มาเจอด่านตรวจที่ผ่านมา ทำให้ต้องพยายามขับถอยหลัง และต้องมาเจอรถสายตรวจเสียก่อน จึงทิ้งรถและหลบหนีไปดังกล่าว
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ภ.จว.นครปฐมเป็นประธานเปิดโครงการ “สานต่อความห่วงใยขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง ”

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 3 ธ.ค. 2568เวลา 15.30 น.พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม(ประธานในพิธี)โดยมีนายจำนงค์ ภักดี

    ผู้อำนวยการโรงเรียนบางเลนวิทยาพร้อมด้วย กำนันยงยุทธ เพชรดีประธาน กต.ตร.สภ.บางเลนนายอาคม ใจแจ้ง กต.ตร.สภ.บางเลนmr.Lee Ah baa กต.ตร.สภ.บางเลน

    พ.ต.อ.อภิศักดิ์ กำเนิด ผกก.สภ.บางเลน พ.ต.ท.อุทัย สุมาลัย
    รอง ผกก.ป.สภ.บางเลน พ.ต.ท.รวิพงศ์ เลิศพันธุ์ สวป.สภ.บางเลน
    คณะ กต.ตร.สภ.บางเลน ข้าราชการตำรวจ สภ.บางเลน

    ร่วมพิธีเปิดโครงการ “สานต่อความห่วงใย ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง” เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกและวินัยจราจร

    ให้แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    โดยมีกิจกรรมมอบหมวกนิรภัยตามโครงการ “สานต่อความห่วงใย ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง” เน้นการสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรทางบก

    ให้แก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่ ให้แก่ นักเรียน 3 โรงเรียน (บ้านบางเลน, วัดผาสุการาม, บางเลนวิทยา) ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

    ในพื้นที่ ประชาชนผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ รวม จำนวน 325 ใบ ณ โรงเรียนบางเลนวิทยาคม ต.บางเลน อ.บางเลน จ.นครปฐม สมคิด พรมมี ผู้สืีอข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมชี้แจงแผนฝึกสอบสวน รุ่นที่14 ขับเคลื่อนกำลัง 9 นาย ลงพื้นที่ฝึกงาน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 3 ธ.ค.2568เวลา 11.30 น.พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ผบก.ภ.จว.นครปฐมพร้อมด้วยพ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ
    รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐมพ.ต.อ.ไพรัตน์ รอดทอผก(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวนฯหน.งานสอบสวน และครูพี่เลี้ยง สภ.เมืองนครปฐม,สภ.กำแพงแสน,สภ.โพธิ์แก้ว,สภ.พุทธมณฑล
    และผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงานสอบสวนหลักสูตรประกาศนียบัตร

    ด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นที่ 14 (กอต.(สอบสวน))
    เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการส่งตัวผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 14 (กอต.(สอบสวน)) ประจำปึงบประมาณ พ.ศ.2568 ฝึกภาคปฏิบัติงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.68 – 23 ม.ค.69 จำนวน 9 นายณ ห้องประชุม ชั้น 3 ภ.จว.นครปฐมต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม
    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ศรีสะเกษ บุกทลายลัง เจ้าแม่เงินกู้ ยึดรถ 28 คัน สัญญาเงินกู้ โฉนดที่ดิน บุหรี่เถือน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ***เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 21 พ.ย. 68 ที่หน้าศูนย์ปฏิบัติการงานสืบสวน สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อม พ.ต.อ. ศรุต จันทร์เกษ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม เจ้าแม่เงินกู้หนีนอกระบบรายใหญ่ วัย 64 ปี ในเขตอำเภอกันทรลักษ์ โดยสามารถตรวจยึดของกลางได้ คือ โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ ,สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ ,รถยนต์ จำนวน 23 ค้น ,รถจักรยานยนต์ 5 คัน ยึดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจยึดบุหรี่ได้อีก 1920 ซอง มูลค่ากว่า 1 หมื่นบาท

    ***ทั้งนี้จากกรณีที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกับสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ว่ามีคนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด และประกอบสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการสืบสวน และขออนุญาติหมายศาลกันทรลักษ์ เข้าตรวจค้นบ้านหลังเป้าหมาย บ้านเลขที่ 100 หมู่ 13 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ลและตรวจค้นโกดัง หมู่ที่ 2 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็พบของกลางเป็นทั้งโฉนดที่ดิน หนังสื่อสัญญากู้ยืมเงิน รถยนต์ ดังกล่าว

    ***เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับผู้ต้องหาว่า ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และจับคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ทั้งจำ และปรับ ส่วนบุหรี่เถื่อนที่ตรวจยึดได้ ได้ตั้งข้อหาให้กับผู้ต้องหา ขายหรือมีไว้เพื่อขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 15 เท่าของค่าแสตมป์ยาสูบ และอาจมีโทษจำคุก 1 เดือน ซึ่งค่าปรับครั้งนี้ประมาณ 1,790,000 กว่าบาท

    ***พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ทั้งนี้อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแส ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบสามารถแจ้งเข้ามาๆได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรม 1517 ,DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) สายด่วน 1202 ต่อ 53610 (เฉพาะในเวลาทำการ) ,ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ (สำนักงานการคลัง) 1359 สายด่วนหนี้นอกระบบตำรวจ 1599 และ เข้ามาแจ้งได้ที่สถานีตำรวจภูธร ใกล้บ้านท่าน
    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ตม.สตูล ร่วมหน่วยงานมั่นคงในพื้นที่ออกสืบสวนจับกุมหนุ่มรัสเซียวีซ่าขาด หมายจับ ตร.สากลทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศแฟนสาวอย่างโหดร้าย”

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดระดมกวาดล้างอาชญากรรมและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องพ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล

    ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.สตูล, ส.รน.3 กก.9 บก.รน., ตชด.436 และฝ่ายปกครอง จังหวัดสตูล ตรวจสอบคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีประวัติทำผิดกฎหมายและหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

    โดยวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สตูล ร่วมกับทุกฝ่ายได้ออกตรวจสอบคนต่างด้าวบริเวณตลาดนัดวังประจัน ม.4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งมีเบาะแสทราบว่าจะมีผู้ร้ายชาวรัสเซียที่มีหมายจับของตำรวจสากลเดินทางมาเพื่อเตรียมตัวออกนอกประเทศไทย ต่อมาได้พบชายชาวรัสเซีย คือนายทีโมทีฟ ทิโทฟ อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย เดินอยู่บริเวณหน้าตลาดนัดวังประจัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปทำการตรวจสอบและพบว่าชายคนดังกล่าวได้อยู่ในประเทศไทยโดยที่วีซ่าขาดแล้ว และตั้งใจจะเดินทางออกนอกประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

    จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และได้แจ้งสิทธิให้ทราบโดยขณะทำบันทึกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจสอบประวัติของผู้ถูกจับในระบบสารสนเทศ สตม. เพื่อตรวจสอบข้อมูลบุคคลต้องห้าม บุคคลมีหมายจับ และการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่า นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เป็นบุคคลตามหมายจับขององค์กรตำรวจสากล ประกาศหมายแดง (RED NOTICE) ซึ่งได้กระทำความผิดโดยทำร้ายร่างกายในลักษณะที่ทารุณอย่างร้ายแรงและล่วงละเมิดทางเพศแฟน

    สาวชาวรัสเซียของตนเองอย่างรุนแรง และมีการใช้อาวุธขู่และทำร้ายแฟนสาว หรือขู่จะทำร้ายครอบครัว ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้รับโทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญา และบริการสังคม จำนวน 160 ชั่วโมง นายทีโมทีฟ ทิโทฟ ได้หลบหนีออกนอกประเทศขณะที่ถูกแฟนสาวอุทธรณ์ในชั้นศาล เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่ง พงส.สภ.ควนโดน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานทูตรัสเซียเพื่อส่งตัว นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วต่อไป

    ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายังตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬ ทลายขบวนการค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า 1.59 ล้านเม็ด

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) เวลา 17.00 น. ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มีการแถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ

    โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย และการสั่งการของ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สืบสวนฯ มอบหมายให้ พ.ต.ท.กำพล บัวจันทร์ สว.กก.สืบสวนฯ นำกำลังลงพื้นที่สกัดจับ

    หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจังหวัด
    เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่หน้าห้องพักหมายเลข 9 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบชายผู้ต้องหามีท่าทีพิรุธและพยายามหลบหนี ก่อนถูกควบคุมตัวไว้ได้

    จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 1,594,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์คันดังกล่าว
    ผู้ต้องหาทราบชื่อภายหลังคือ นายสิทธิเดช หรือป้อบ (สงวนนามสกุล)

    ให้การรับสารภาพว่าได้รับยาบ้ามาจากพื้นที่บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำไปส่งต่อยังพื้นที่ตอนในเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลถึงเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการต่อไป
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจ ฝ่ายปกครองโคกสำโรง ลพบุรี ร่วมพิธีปล่อยแถวมาตราการดูแลความปลอดภัย และกวาดล้างอาชญากรรมวันลอยกระทง ปี 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันพุธ ที่ 5 พ.ย. 2568 เวลา 17.30 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ สภ.โคกสำโรง

    พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร (สวป.) สภ.โคกสำโรง สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง โรงพยาบาลโคกสำโรง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ และอาสาสมัคร พร้อมข้าราชการตำรวจ ร่วมออกตรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยงานวันลอยกระทง ประจำปี 2568

    โดยพิธีปล่อยแถววันนี้เน่นย้ำกำลังพล จนท.ทุกนายเพิ่มความเข็มงวดกวดขัน ระเบียบวินัยจารจร ระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานความมั่นคงทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีคึกคัก

    สำหรับการระดมกวาดล้างครั้งนี้ มุ่งเน้นป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งคดีอาญาทั่วไป ยาเสพติด อาวุธปืน การพนัน การแข่งรถในทางสาธารณะ รวมถึงการลักลอบจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟ และโคมลอย

    พร้อมจัดกำลังเข้มดูแลพื้นที่จัดงานลอยกระทงทุกแห่งของอำเภอโคกสำโรง “ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเพื่อให้อำเภอโคกสำโรง เป็นอำเภอปลอดภัยในทุกเทศกาล”

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 จับกุมชาวจีน 18 คน เมียนมา 2 คน ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “จีนหลอกจีน” เช่าบ้านหรู พื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

    แชร์เนื้อหานี้

    30 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5, บก.ตม.5, ตม.จว.เชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นำกำลังเข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 161/11 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตามหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ ค.602/2568 ลง 29 ต.ค.68 เนื่องจากสืบทราบข้อมูลว่า บ้านหลังดังกล่าว มีกลุ่มชาวจีนอาศัยอยู่ และมีลักษณะต้องสงสัยกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (แก๊งคอลเซ็นเตอร์)

    ผลการตรวจค้นพบ

    • ชาวต่างชาติสัญชาติจีน จำนวน 18 ราย (ชาย 14, หญิง 4)
    • ชาวต่างชาติสัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 2 ราย

    ตรวจยึดอุปกรณ์

    • คอมพิวเตอร์ จำนวน 10 เครื่อง
    • โทรศัพท์มือถือ จำนวน 80 เครื่อง

    จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดแอบอ้างเป็นคอลเซ็นเตอร์ (จีนหลอกจีน) อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ส่งพัสดุ (SMS) หลอกลวงว่ามีพัสดุตกค้าง หรือ เจ้าหน้าที่ประกัน เพื่อโทรสอบถามเอาข้อมูล แอบอ้างยกเลิกกรมธรรม์ เมื่อเหยื่อหลงกลจะเข้าใจผิดว่าเหยื่อจะได้รับเงินประกันคืน จากนั้นจะมีการสนทนากับเหยื่อเพื่อหลอกลวงให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน(เงิน) ของเหยื่อ โดยจะทำการสืบสวนขยายผลผู้ร่วมกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ทั้งนี้ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้กล่าวว่าตำรวจภูธรภาค 5 ได้ถือปฏิบัติตามนโยบาย รัฐบาล และ ผบ.ตร. เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้ให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้กำชับเด็ดขาดว่าข้าราชการตำรวจในสังกัดต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย

    ไม่มีละเว้น และได้ขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนในการช่วยแจ้งเบาะแสหากพบพฤติกรรมต้องสงสัยของชาวต่างชาติเช่นพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยไม่ปรากฏอาชีพชัดเจน – มักมาเป็นกลุ่ม 3–6 คน เช่าที่พักระยะสั้น และไม่สุงสิงกับคนในชุมชน และมีพฤติกรรมเข้า–ออกไม่เป็นเวลา , มีเสียงพูดโทรศัพท์ภาษาต่างประเทศตลอดเวลา – มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาต่างประเทศดังออกมาจากห้องเกือบตลอดทั้งวัน โดยมีลักษณะเหมือนการอ่านสคริปต์ซ้ำ ๆ ในการโทรหลอกเหยื่อ และมีอุปกรณ์สายไฟหรือเครื่องมือสื่อสารจำนวนมาก เป็นต้น โปรดแจ้งสายด่วน 191 และช่องทาง LINE official ของตำรวจภูธรภาค 5 ไอดี @police 5 ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง///

    สมจิตรแสงบันลังค์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย — ตำรวจภูธรบึงกาฬคุมเข้มสร้างความปลอดภัยช่วงเทศกาลลอยกระทงและฮาโลวีน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
    นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันฮาโลวีนและวันลอยกระทง พร้อมให้โอวาทแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

    โดยมี พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นำข้าราชการตำรวจในสังกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และอาสาสมัคร เข้าร่วมบูรณาการกำลังระดมตรวจตราพื้นที่ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีประชาชนออกมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรมจำนวนมาก เช่น เทศกาลลอยกระทงและวันฮาโลวีน

    พล.ต.ต.ศิรสัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตลอดช่วงเทศกาล เพื่อให้ประชาชนชาวบึงกาฬ “อบอุ่นใจทุกที่เมื่อมีตำรวจไทย”
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบ ภาค 5, ศปอส.ภ.5, บก.สส.ภ.5 เปิดปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS”3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา บุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน

    แชร์เนื้อหานี้

    โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5
    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕ ร่วมกันจับกุม

    1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่

    2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

    ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” พร้อมของกลาง

    1. บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท)
    2. คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด
    3. โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน ​ 2 ​ เครื่อง
    4. กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​ 2,000 กล่อง
      5. เร้าเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​ 1 ตัว

    ​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

    ​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

    ​จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น

    ​จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น

    ​จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น

    ​(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

    ​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป..

    สมจิตรแสงบันลังค์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญของ ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.พะเยา

    แชร์เนื้อหานี้

    วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ ภ.จว.เชียงราย และ ภ.จว.พะเยา ดังนี้

    1. สภ.เชียงแสน จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 4,800,000 เม็ด
    2. สภ.เชียงคำ จว.พะเยา บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง ตรวจยึดเฮโรอีน 171 แท่ง น้ำหนักประมาณ 66 กิโลกรัม
    3. รวมของกลางยาบ้าจำนวน 4,800,000 เม็ด และ เฮโรอีน 171 แท่ง น้ำหนัก 66 กิโลกรัม

    โดยมี พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.อัครภูมิ ชนะใหญ่ รอง ผบก.ภ.จว.พะเยา, นายดนุชา ไชยวงศ์

    ผู้แทน ปปส.ภาค 5, พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ปษ.กกล.ผาเมือง, พ.อ.นิลชัย นิลศาตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, พ.อ.รัชพล สังขบุญชู ผู้ช่วยเลขาธิการ นบ.ยส.35 และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมแถลงผลการจับกุม

    ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.68 – 24 ต.ค.68

    จับกุมคดียาเสพติดจำนวน 1,373 คดีคดียาเสพติดรายสำคัญ 20 คดีตรวจยึดของกลางยาเสพติดยาบ้า 23 ล้านเม็ดเศษไอซ์ 270 กิโลกรัมเศษเฮโรอีน 66 กิโลกรัมเศษเคตามีน 74 กิโลกรัมเศษตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติดมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 7.9 ล้านบาทเศษ…

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.บ้านดู่ จัดกิจกรรม “วันสถาปนา ประจำปี 2568” 🇹🇭ณ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จ.เชียงราย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (17 ตุลาคม 2568) เวลา 07.30 น.พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผกก.สภ.บ้านดู่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาตรี ชราชิต รอง ผกก.ป.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.สมชาย เด่นตี รอง ผกก.(สอบสวน)

    สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.รัฐพัฒน์ ยานะนวล รอง ผกก.สส.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.ธวัชชัย มูลแก้ว สว.อก.ฯ รรท.สว.จร.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง สวป.(ชม.) สภ.บ้านดู่ พร้อมด้วยคณะ กต.ตร.สภ.บ้านดู่ และข้าราชการตำรวจทุกนาย ร่วมกิจกรรม “วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”

    📍โดยมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ
    🙏 กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
    🗣️ กล่าวอุดมคติตำรวจ คำปฏิญาณตน และอ่านสาส์นจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในการเป็นตำรวจของประชาชน

    🏅ในโอกาสนี้ ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม จำนวน 5 นายข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น จำนวน 10 นายผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสถานีตำรวจ จำนวน 2 นาย

    เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนาย
    ให้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น 💙

    วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ2568 #สภบ้านดู่ #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายตำรวจเพื่อประชาชน #BanduPolice #PoliceDay #ภาคภูมิใจตำรวจไทย 🚓🇹🇭

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก! รถต้องสงสัยฝ่าด่านตรวจโชคชัย ตำรวจขับไล่ล่าเข้ามากลางเมืองมุกดาหาร

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณด่านตรวจโชคชัย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์ โตโยต้า revo แคป สีดำ หมายเลขทะเบียน บท 6702 มุกดาหาร บรรทุกถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ 2 ถัง ขับมาจากอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหาร

    เมื่อถึงจุดตรวจ คนขับกลับ เร่งเครื่องฝ่าด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขับรถสายตรวจไล่ติดตาม พร้อมประสานกำลังจาก สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าสกัดจับ

    จนสามารถสกัดรถได้ บริเวณถนนมุกดาหาร–คำชะอี ตรงข้ามสามแยกตาดแคน พบคนขับเป็นชายวัยรุ่น มีหญิงสาวนั่งมาด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมนำรถยนต์ไปตรวจสอบโดยละเอียดที่ สภ.นิคมคำสร้อย

    ข่าวด่วน #มุกดาหาร #ตำรวจไล่ล่าคนร้าย #ฝ่าด่านตรวจ #ข่าววันนี้ #อุบัติเหตุ #เหตุระทึก ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท. ตชด.44 ปอเนาะ ถูกยิงเสียชีวิต ขณะทำการวิสามัญคนร้ายไป 1 ราย จับ 1 ราย ยึดปืน 2 กระบอก/ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 16 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงานว่า (วานนี้ 15 ตค.) เมื่อเวลาประมาณเวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผกก.สภ.สายบุรี จว.ปัตตานี ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิด บริเวณสถาบันปอเนาะมะอ์หัด อัตตัรบียาตุลฮะดีซะห์ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จึงได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนและ ประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.44 เข้าไปทำการตรวจสอบ เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ปรากฏว่าพบชายต้องสงสัยได้วิ่งออกมาจากหอพัก

    ซึ่งอยู่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะเเห่งนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นจนกระทั่งจับกุมตัวได้ ทำการค้นในตัวพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนจึงได้ควบคุมตัว สอบสวนทราบชื่อ นาย ซูรฮาฟีซี สือแม อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบประวัติพบว่ามีหมายจับ ป.วิญา จำนวน 1 หมาย จึงได้ทำการจับ

    จากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอกำลังเสริมจากชุดปฏิบัติการร่วมของ จ.ปัตตานี และ กำลังเสริมของกองกำลังทหารพรานจังหวัดภาคใต้ นำกองกำลังเข้าพื้นที่ปะทะ ณะที่ทาง จนท.ได้ เข้าเสริม กำลังเพื่อกระชับพื้นที่ จำกัดวงพื้นที่เพื่อทำการ ปิดล้อม นั้นซึ่งขณะที่ตรวจค้น จนท.ชุดเเรกที่เข้าไปเเละตามตัวมาตลอด จึงได้ประเมิณว่า เชื่อว่าน่าจะมีคนร้ายอีก2-3คนหลบ ซ่อนตัวภายในสถาบันปอเนาะนี้ ภายหลังทราบว่า มีการปิดล้อมพื้นที่ อ.สายบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่เกิดเหตุทันที เนื่องจากเป็นสถาบันปอเนาะ บ่มเพาะความรู้ด้านศาสนาอิสลาม เเต่คนร้ายกลับมาอาศัยอยู่ภายในปอเนาะ จึงได้ทราบอย่างมั่นใจว่ามีคนรเ้ายอีกคนอยู่ภายในปอเนาะจนกระทั่งเวลาผ่านมา 4-5 ชม. ราวๆเวลา 20.30 น.จากนั้นเจ้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นภายในหอพัก แต่ละหลัง ขณะที่ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (ตชด.44) ได้เข้าไปตรวจค้นภายในหอพักหลังหนึ่งหรือเรียกว่าปอเนาะหลังปรากฏว่า คนร้ายซึ่งหลบซ่อนตัวภายในตู้เสื้อผ้า ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ ดต. สมศักดิ์ หลายนัด จนล้มลงกองกับพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส

    จากนั้นคนร้ายที่ยิง ดต.สมศักดิ์ ได้กระโดดหนีออกจากทางหน้าต่าง เเละคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนที่ยิงไปก่อนนั้นติดตัวไปด้วย ซึ่งขณะกระโดดหนีทางหน้าต่างคนร้ายได้อาวุธปืน ยิงใส่เจ้าหน้าที่เพื่อ เปิดเส้นทางหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ยิงตอบโต้เป็นเหตุทำให้คนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตทันทีตรงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนที่ดังกล่าวไว้เพื่อนำไปพิสูจย์ตามดีเอ็นเอของคนร้ายว่าเคยก่อเหตุที่ไหนมาเเล้วบ้าง ในส่วนของ ดต. สมศักดิ์ ถูกนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสายบุรี แพทย์พยาบาลได้พยายาม ช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากกระสุนปืนได้เข้าบริเวณศรีษะ และลำตัวหลายนัด ทำให้เสียเลือดมาก ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิต ในเวลาต่อมา

    หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 พร้อมด้วย พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เดินทางไปที่เกิดเหตุ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องว่าคนร้ายที่เสียชีวิตและผู้ต้องหาเข้ามาภายในสถาบันปอเนาะได้อย่างไร
    ตำรวจและทหารพรานที่ขอกำลังเสริมมานั้นรอฟังคำสั่งจาก ผ.บเหตุการณ์
    ด้าน พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภาค 9 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสืบ

    เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าได้ยินเสียงระเบิดบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถาบันปอเนาะดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด้วยความระมัดระวัง ขณะตรวจสอบก็ไม่พบจุดที่เกิดระเบิด แต่ด้วยก่อนหน้านี้ได้รับแจ้ง จากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีกลุ่มก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการเข้ามาหลบซ่อน และใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ฝึกอาวุธและร่างกายเพื่อเตรียมที่จะก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจค้น อย่างละเอียด กระทั่งเกิดการปะทะกันขึ้นกับคนร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 1 ราย ฝ่ายเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย สำหรับผู้ต้องหาที่จะจับกุมได้นั้นได้กำชับให้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มมาตรการคุมเข้มสถานที่ต่างๆ และดูแลความปลอดภัยประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบตอบโต้ ส่วนคนร้ายที่เสียชีวิตนั้นยังต้องรอการพิสูจน์ลายนิ้วมือว่าเป็นใคร ส่วนอาวุธปืนที่ยึดได้จากศพและยึดได้จากผู้ต้องหาได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าอาวุธปืนทั้งสองกระบอกเคยก่อเหตุที่ใดมาบ้าง เชื่อว่าจะมีการเชื่อมโยงอีกหลายคดี

    ภาพข่าว/ ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี

    ผู้การแกะ ‘ ผบ.ฉก.ทพ.44 นำกำลังเจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักเรียนปอเนาะ 132 คน หลังเหตุปะทะในพื้นที่ ต.บางเก่า อ.สายบุรี (วานนี้ 15 ตค.68) โดยเข้าไปช่วยเหลือกำชับ เน้นความปลอดภัยของเยาวชน

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 16 ตค 68 จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าบังคับใช้กฎหมายในบริเวณโรงเรียนปอเนาะ ม.4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

    เหตุการณ์ปะทะและการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีการใช้พื้นที่บางส่วนของสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งหลบซ่อนและฝึกฝนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ


    จนเกิดเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ EOD เสียชีวิต 1 นาย คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และจับกุมได้อีก 1 ราย ทางด้านคนร้ายที่ผู้เสียชีวิตจากเหตุวิสามัญ คือ นายมูลฮัมหมัด เจ๊ะโดสามะ ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี

    โดยในช่วงเหตุการณ์ที่ทางจนท.ได้พบบุคคลเป้าหมาย จนเกิดเหตุปะทะกัน ซึ่งขณะนั้นนักเรียนหลายร้อยคนยัง อยู่ภายในปอเนาะทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยนักเรียนในโรงเรียนปอเนาะจำนวน 132 คน (ชาย 83 คน หญิง 49 คน) จึงถูก จนท.ทหารพรานช่วยอพยพไปยังโรงเรียนบ้านป่าทุ่ง ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารพราน 4404 ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มีการประสานให้ผู้ปกครองมารับบุตรหลานกลับบ้าน เนื่องจากนักเรียนหลายคนอยู่ในอาการตื่นตกใจและหวาดกลัวจากเหตุการณ์

    ผู้สื่อข่าวยังมีรายงานเพิ่มเติม อีกว่า พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ได้วิทยุ สั่งข้อสั่งการจากแม่ทัพพภาคที่4 ที่ได้กำชับไปยัง ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต) เฝ้าระวังอย่างสุดขีดกำลังซึ่งจะอาจเกิดเหตุ โดยเฉพาะพื้นที่ จุดเปราะบาง โดยใช้การเช็ควิทยุสื่อสาร สื่อสารกันถึงมาตรการป้องกันที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเพื่อจำกัดเสรีของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงงที่ยังกบดานอยู่หลายคนในพื้นที่ อ.สายบุรี , ไม้แก่น , กะพ้อ , ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

    พันเอก ณัฐวุฒิ ศรีสังข์ ผบ.ฉก.ทพ.44 ยังเผยอีกว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ และความจำเป็นในการดูแลความปลอดภัยของเยาวชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในสถานศึกษาที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสงบ หากคุณต้องการให้ฉันช่วยร่างข่าวประชาสัมพันธ์หรือโพสต์สำหรับสื่อสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ฉันสามารถช่วยได้ทันที

    นอกจากนี้แล้ว ทาง จนท. ฝ่ายความมั่นคงได้แจ้งเตือนข่าวให้ทุกฐานปฏิบัติการในพื้นที่ยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อเหตุ

    // ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ชาวไทยมุสลิมนับร้อยคน ถูกลอยแพ ทิ้งกลางสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ บริษัททัวร์ปิดหนี กบดานศรัทธากับความสิ้นหวัง สูญนับร้อยล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    จากกรณีเกิดความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา สืบเนื่องจาก ผู้เดินทางไปแสวงบุญอุมเราะฮฺ จำนวน 170 คน ที่ เตรียมออกเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยทุกคนที่จะเดินทาง และญาติพี่น้องที่มาส่ง ต่างพากันรอเพื่อเตรียมตัว กันขึ้นเครื่องเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องต่อไปยังประเทศซาอุดิอารเบีย แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทาง ปรากกว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ ของบริษัทดังกล่าวมาแสดงตัว ทุกคนได้พยายามติดตาม บริษัทแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งทางบริษัทได้ ส่งข้อความ ทางไลน์กลุ่มของผู้ที่จะเดินทางว่า “ไม่สามารถเดินทางได้” ทำให้ทุกคนรู้ทันทีว่า ถูกหลอก ทำให้บรรยากาศวันดังกล่าวทุกคนที่คาดหวังว่าจะเดินทางไปอุมเราะห์ต่างผิดหวังและร้องไห้ รวมไปถึงญาติ ๆ ที่มาส่งกัน ต่างได้รับความเสียใจอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งของชาวมุสลิมจะเก็บเงินไปแสงบุญ

    สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วานนี้ วันที่ 14 ตค. เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 41 คน ทั้งจากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัทผู้ที่เกี่ยวข้องดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี ,พ.ต.ท.ศักดิ์อนันตื คำไสย รอง ผกก.ทท.หาดใหญ่ และ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สว.ทท.นราธิวาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ จชต.โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันจะรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาท

    โดยบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล ผู้เสียหายแต่ละรายระบุว่า ได้จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว รายละเกือบ 60,000 -100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตเพื่อไปแสวงบุญ แต่กลับถูกลอยแพไม่ทราบชะตากรรมของผู้จัดการบริษัท ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าของบริษัทหายตัวไปอย่างเงียบ และหลังจากเหตุการณ์ 1 วัน ทางบริษัทได้โพสข้อความแสดงคำขอโทษ และจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน และไม่มีการติดต่อมาอีกเลย เบื้อต้นมีผู้เสียหายราย 170 ราย

    ดำเนินการเพราะผู้เสียหายครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก พร้อมยืนยันจะรวบรวหลักฐาน เพื่อเอาคนผิดมาดำเนินคดี โดยความเสียหายเบื้องต้น ร่วม 10 กว่าล้านบาทนางรอดีย๊ะ อาแว ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มของตนมีกำหนดเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ในวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยก่อนเดินทางหนึ่งวัน ได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มไลน์เกี่ยวกับรายละเอียดการเดินทาง แต่ปรากฏว่าไม่มีคำตอบชัดเจนจากทางบริษัท ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าทำไมบริษัทไม่แจ้งข้อมูล หรือกำหนดเวลาเดินทางให้แน่ชัด

    ต่อมาทางบริษัทได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจาก แพ็กเกจที่ทุกคนซื้อไปไม่พอจ่าย และขอให้ผู้เดินทางทุกคนโอนเงินเพิ่มคนละ 15,000 บาท โดยยืนยันว่าหากชำระเพิ่มแล้วจะสามารถเดินทางได้แน่นอน ด้วยความตั้งใจและศรัทธาที่อยากไปประกอบพิธี ทุกคนจึงยอมโอนเงินไปตามที่บริษัทแจ้ง

    แต่สุดท้าย บริษัทกลับเงียบหายไป และปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด ไม่สามารถติดต่อได้อีกทุกคนเสียใจมาก คืนนั้นไม่มีใครได้นอนเลย… ส่วนตนก็รู้สึกจุกในใจมาก เพราะตั้งใจจะพาแม่ ๆ ป้า ๆ ไปทำอุมเราะห์ แต่สุดท้ายกลับต้องเห็นพวกเขาร้องไห้กันหมดนางกุลยา เจะเลาะ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนรออยู่ที่สนามบิน ด้วยความหวัง ว่าจะได้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ แต่เมื่อรอแล้วรออีก ก็เริ่มรู้ชะตากรรมว่าคงไม่ได้ไปต่อ ด้วยความอยากไป จึงลองไปตรวจสอบตั๋วที่สนามบิน ปรากฏว่าไม่มีชื่อของตนอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร ทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังคงยืนรอต่อไป

    ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเดินทางก็น่าสงสารมาก โดยเฉพาะเมาะ (คนแก่) บางคนที่เดินทางมาไกล ตั้งแต่ตี 2 มานั่งรอจนฟ้าสว่าง สุดท้ายก็ไม่ได้ไป และไม่มีใครจากบริษัทออกมาดำเนินการหรือชี้แจง ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ ตาแดงกันไปหมดเงินหามาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเสียไปแล้ว เพราะตนตั้งใจอย่างมากที่จะไปทำอุมเราะห์ กว่าจะได้ลางานไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งแพ็กเกจนี้ตนชำระเงินล่วงหน้าไปกว่า 3 เดือน แต่สุดท้ายบริษัทกลับทำกับเราด้วยวิธีแบบนี้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน ทุกคนต่างพากันกอดกันท่ามกลางน้ำตา

    ด้าน พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ. รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า วันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความราว41ราย และยังมีผู้เสียหายอื่นๆอีกที่กำลังจะเข้ามาแจ้งความเพิ่ม โดยส่วนใหญ่ผู้เสียหายได้มีการโอนไป และบ้างรายก็จ่ายสด 8-9หมื่นบาท บางราย เสียหาย1แสนบาทซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แนะนำผู้เสียหายให้รวบรวมหลักฐานทั้งสลิปการโอน แชทสนทนา กำหนดการเดินทาง หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐานมาดำเนินคดีต่อไป // ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ปัตตานี

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.7 นำร่อง “ไกลกังวล หัวหิน โมเดล” ติดตั้งระบบ AI ป้องกันภัยรอบวังไกลกังวลและนครหัวหิน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย วังไกลกังวล (ปภ.97) อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการหัวหินเมืองปลอดภัยกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบริเวณโดยรอบวังไกลกังวล

    ด้วยระบบ Ai และกล้องวงจรปิด (CCTV) มี นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, พล.ต.ต.ไพศาล พฤกษจำรูญ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ, พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน, พ.ต.ท.สัตยา เสโล่รังสี รอง ผกก.ถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย

    หัวหน้าควบคุมทีมปฎิบัติงานดูแลระบบกล้องวงจรปิด (Ai), นายกิตติชัย ศรีทองช่วย ปลัดอำเภอหัวหิน, นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจากวังไกลกังวลเป็นเขตพระราชฐานที่มีความสำคัญ ทางตำรวจภูธรภาค 7 จึงได้เปิดตัวนวัตกรรม กล้องวงจรปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ Ai

    เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยบริเวณวังไกลกังวลและนครหัวหิน โดยระบบ Ai ตัวนี้จะสามารถวิเคราะห์ภาพจากกล้อง CCTV ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมหรือวัตถุต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ เช่น การบุกรุกพื้นที่หวงห้าม การตรวจจับอาวุธ เช่น ปืน มีด หรือการระบุตัวบุคคลตามบัญชีเฝ้าระวัง (Blacklist) เพื่อตรวจสอบใบหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

    ระบบปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมพื้นรอบวังไกลกังวลโดยมีจำนวนกล้องทั้งสิ้น 24 ตัว พร้อมกันนี้เราได้เชิญทางจังหวัด อำเภอ เทศบาล เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เนื่องจากหัวหินเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมาก ถ้าสามารถเป็นประโยชน์ได้ก็จะนำไปต่อยอดในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและการป้องกันอาชญากรรมไปด้วย

    สำหรับโครงการนี้ก็ยังจะขยายไลน์ออกไปยังแหล่งศูนย์ท่องเที่ยวของนครหัวหิน และที่อื่น ๆ ในแต่ละจังหวัดของภาค 7 โดยจะเรียกว่า “ไกลกังวล หรือ หัวหิน โมเดล” เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่.
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ หลอกแลกเงินหลายท้องที่ เสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่มผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1 แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท”

    หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. เจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อ ABDALLA AHMED มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958บาทเมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงิน

    ดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้วซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิดชื่อ

    นายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID)อายุ 43 ปี หนังสือเดินทางหมายเลข 15632723 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”

    จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่าเคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้ายกันกับร้านรับแลกเงินดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท / 2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความเสียหายประมาณ 185,600 บาท / 3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความเสียหายประมาณ 107,330 บาท / 4.

    เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความเสียหายประมาณ 201,330 บาท / 5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความเสียหายประมาณ 244,958 บาท / 6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาทต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่านายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา
    ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 ผู้ต้องหาตามหมายจับพักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม

    ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัวนายนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด (MR.NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ทราบชื่อนายนาบิล โมฮัมเหม็ด ยาห์ยา ซาอิด

    ( MR. NABIL MOHAMMED YAHYA ZAID ) หนังสือเดินทางเลขที่15632723 และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริงจึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยวหากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือสถานีตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ทันที# ตำรวจท่องเที่ยวยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงใหม่ ป้องกัน อาชญากรรมร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมใช้งาน 1000 ตัว

    แชร์เนื้อหานี้

    สภ.เมืองเชียงใหม่ ออกมาตราการเพิ่มความเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองในพื้นที่ อัพเดทกล้อง cctv ทั้งภาครัฐและเอกชนให้พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัว สร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สืบเนื่องในภาวะตลาดทองคำที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน ราคาทองคำ ประมาณ 62,000 บาท ต่อน้ำหนักทองคำ 1 บาท
    ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับอาชญากรรมตามมาเช่นกัน

    พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชัยงใหม่ได้มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จึงมีข้อสั่งการให้ สถานีตำรวจในสังกัด
    เพิ่มมาตราการในการป้องกันเหตุ เกี่ยวกับร้านทองและออกประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังเพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น

    วันนี้ 8 ต.ค.68 พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่
    พ.ต.ท.ทัตตวีย์ ด่านพิทักษ์ตระกูล รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.วิษณุ นวนมุสิด สวป.ฯพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ร่วมปล่อยแถวชุดปฏิบัติการสายตรวจ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดเหตุอาชญากรรมเกี่ยวกับร้านทองบริเวณ ตลาดวโรรส ซึ่งมีร้านทองและประชาชนนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมากจากนั้นออกตรวจดูแลความปลอดภัย

    ร้านทองภายในตลาดวโรรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยได้มีการประชาสัมพันธ์ถึงมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรม
    ดังนี้-การอัพเดทกล้อง cctv ให้พร้อมใช้งาน 100%-การติดสัญญาณแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-แนะนำ วิธีการสังเกตุผู้มีพฤติการณ์ต้องสงสัย-การติดตั้ง ระบบล็อคประตู-การติดตั้งลูกกรงเหล็ก-เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร จนท.ตร. ทุกช่องทางซึ่งได้รับการตอบรับและให้ความร่วมมือจากร้านทางทองเป็นอย่างดี

    จากนั้นได้เข้าพบ นายสุรพล โอวิทยากุลประธานชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่และเป็นเจ้าของร้านทอง ย่งเชียงล้ง
    เพื่อประสานความร่วมมือและให้มีความพร้อมในการประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยแจ้งข่าวให้กับเพื่อนสมาชิกร้านทองหากมีเหตุเกิดขึ้น สามารถกระจ่ายข่าวได้ทันที ซึ่งนาย สรุพลฯ ยินดีเป็นสื่อกลางประสานข้อมูลให้ระหว่างร้านทองและ เจ้าหน้าที่ตำรวจ

    พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลาผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่กล่าวว่า ในภาวะทองคำราคาสูงเช่นนี้ต้องมีมาตราการป้องกันที่เข้มข้นเพิ่มความถี่ให้สายตรวจหมั่นออกตรวจตราStop walk talk ร้านทองอย่างสม่ำเสมอและนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการทำงานให้มากที่สุด รวมทั้งหาความร่วมมือกับชมรมร้านทองจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อคงการสื่อสาร และแจ้งเบาะแสกันได้ตลอดเวลา
    ทั้งนี้ จนท.ตร. ต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนให้อยู่อย่างปกติสุข

    สุดท้ายนี้ ฝากเตือนไปถึงผู้ที่คิดจะเกิดเหตุ ให้เลิกความคิดเสีย ปัจจุบันเรามีทั้ง จนท.ตร. ที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวน
    มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงาน รวมถึงมีกล้อง cctv พร้อมใช้งานนับ 1000 ตัวหากท่านมาก่อเหตุ ท่านจะถูกจับกุมแน่นอน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต้อนรับ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร คนใหม่/ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลาศูนย์ 9.59 น. ณ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ พร้อม ดร.พนิดา ภิรมย์สวัสดิ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรเดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร

    โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรให้การต้อนรับ หลังจาก เดินทางสักการะศาลกรมหลวงชุมพร ณ หาดทรายรี เดินทางสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ห้า ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองจังหวัดชุมพร สักการะศาลหลักเมืองชุมพรนักหน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร หลังจากนั้นสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่หน้าอาคารที่ทำการภ.จว.ชุมพรเสร็จจากงานสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดินไปยังแท่นรับการเคารพ ด้านหน้าอาคารที่ทำการ ภ.จว.ชุมพร

    จากประกาศสำนักงานนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลมีพระราชองค์การโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลให้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ พันตำรวจ เอกจิตเกษม สนขำ เป็นพลตำรวจตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 ผู้รับสนองพระราชองค์การภูมธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีพลตำรวจตรีจิตเกษม สนขำ

    ในวันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เดินทางมารับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งในชีวิตราชการตำรวจที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติ หน้าที่ในจังหวัดชุมพรที่ผมมีความผูกพันและเคยร่วมทำงานกับทุกท่านในฐานะรองผู้บังคับการตำรวจภูธรมาก่อนผมขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชา

    ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจสำคัญนี้และขอขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนายในจังหวัดชุมพร ที่ได้ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นในการรับตำแหน่งครั้งนี้ผมตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อให้การบริหารงานตำรวจในจังหวัดชุมพรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้

    หลักตำรวจมืออาชีพใส่ใจประชาชนเป็นที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริงผมขอให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กรการพัฒนาศักยภาพของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชนและการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่ปลอดภัยน่าอยู่และเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนทุกคน

    สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม พร้อมปฏิบัติหน้าที่เต็มรูปแบบ

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น ที่ สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงวพ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สารวัตรตำรวจทางหลวงชุมพรเสริมเกาะให้ลูกทีม มอบ ชุดเกราะกันกระสุน ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด

    เพื่อเสริมความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนน พร้อมฝึกทบทวนยุทธวิธี เพิ่มความมั่นใจและความพร้อมในทุกสถานการณ์ เพราะ “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ คือสิ่งสำคัญที่สุด”การมอบชุดเกราะในครั้งนี้ สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่อยากเห็นลูกทีม ทุกนายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยในทุกภารกิจ

    เพื่อใช้ในการออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบนท้องถนน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายได้นำชุดเกราะนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และเต็มเปี่ยมด้วยหัวใจของตำรวจทางหลวง สร้างความปลื้มใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง”

    พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจังหวัดชุมพรก็มีการจับกุมอาชญากรรมคดีสำคัญไม่ว่าจะเป็นการจับกุมการลักลอบผลยาเสพติดล็อตใหญ่หรือผู้ต้องหาก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ ก่อเหตุคดีฆ่าปล้นแล้วก็ใช้ถนนหลวงเป็นเส้นทางหลบหนีแล้วก็มีการสกัดจับในช่วงที่ผ่านมาเล็งเห็นว่าการจับกุมในพื้นที่

    การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมีความสุ่มเสี่ยงจะต้องเจออาชญากรรมรุนแรงประกอบกับเจ้าหน้าที่หลายหลายคนยังไม่มีชุดเกาะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นของประจำตัว จึงเล็งเห็น ถึงความปลอดภัยของลูกน้องก็เลยนำมาเป็นการจัดซื้อเสื้อเกาะกันกระสุนให้กับผู้ผู้ปฏิบัติได้มีใช้ใส่ซึ่งเสื้อเกาะ

    ในวันนี้ก็จะมีขนาดเล็กเบากระทัดรัดเหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องขับรถอยู่ตลอดเวลาความสำเร็จของการทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ความสำเร็จที่แท้จริงก็คืออยากจะให้ผู้ปฏิบัติงาน ให้มีชีวิต มีร่างกายที่ปลอดภัยครบสมบูรณ์ กลับมามาหาครอบครัวก็เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะให้มีผู้ปฏิบัติมีเสื้อเกาะกันกระสุนไว้ใช้งานครับ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลักลอบขนแรงงานเถื่อน ไม่ผ่านตำรวจทางหลวงถูกจับที่ชุมพร / ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตรวจจับตู้ทึบดัดแปลงคนแรงงานต่างด้าว

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.มอบหมายให้ ร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.นำกำลังตำรวจทางหลวงนำรถตรวจการณ์ออกตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบบนถนนเพชรเกษม (ทล.4) ขาล่องใต้ เมื่อพื้นที่หมู่ 4 ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร

    พบรภกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 2 ฒย 6004 กรุงเทพฯ ด้านหลังกระบะติดตั้งตู้ทึบมีประตูเปิดด้านหลัง มีท่าทีพิรุธ ขับแซงรถสายตรวจขึ้นมาทางขวา เจ้าหน้าที่จึงขับรถไล่ตามก่อนส่งสัญญาณให้จอดรถเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถต้องสงสัยพยายามเร่งเครื่องขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงวิทยุขอให้รถสายตรวจคันอื่นช่วยสกัดจับ จนสามารถจับกุมได้ในเวลาต่อมา

    เมื่อตรวจสอบภายในรถพบคนขับชื่อ นายณัฐกานต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี เป็นชาวพิษณุโลก ส่วนภายในตู้ทึบด้านหลังรถ พบแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวน 13 คน ทั้งหมดเป็นเพศชาย และเป็นแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งนายณัฐกานต์ให้การว่า รับแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาจากป่าอ้อยติดภูเขา ต.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

    โดยติดต่อผ่านนายหน้าคนหนึ่ง ได้ค่าจ้างหัวละ 1,500 บาท เพื่อนำไปส่งที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติบุคคลต่างด้าว ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลต่างด้าวนั้นพ้นการถูกจับกุม”จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงควบคุมนายณัฐกานต์พร้อมแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตรวจจับตู้ทึบดัดแปลงคนแรงงานต่างด้าว

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 6ตุลาคม2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกตรวจสอบพื้นที่ นำโดยร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ, จ.ส.ต.อมรเทพ อินนิมิตร ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

    ถนน ทล.4 (เพชรเกษม)กม.478+800 (ขาล่องใต้) ม.4 ต.หาดพันไกร อ.เมือง จ.ชุมพร

    ร่วมกันจับกุม นายณัฐกานต์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี พร้อมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติเมียนมา จำนวน 13 ราย

    ในข้อกล่าวหา

    1. ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม (ข้อหาของนายณัฐกานต์)
    2. เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (ข้อหาของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย)

    พร้อมตรวจยึดของกลาง

    1. รถกระบะบรรทุก (ตู้ทึบ) ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาวจำนวน 1 คัน
    2. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ซัมซุง สีดำ จำนวน 1 เครื่อง

    ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้ขับมาตามถนนเพชรเกษม (ทล.4) ช่วงกิโลเมตรที่ 478+800 ขาล่องใต้ พื้นที่หมู่ 4 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ระหว่างนั้นพบรถกระบะตู้ทึบสีขาว ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับแช่เลนขวาตลอดเส้นทาง และแซงรถเจ้าหน้าที่ไปอย่างมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงขับติดตามและใช้สัญญาณไฟเรียกให้หยุดเพื่อตักเตือน แต่กลับเร่งเครื่องหนีในลักษณะพยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขับรถตามประกบจนสามารถสกัดหยุดรถได้

    ก่อนเข้าตรวจสอบภายใน พบชายคนขับมีท่าทางมีพิรุธ เมื่อตรวจสอบและสั่งให้เปิดตู้ทึบด้านหลัง ปรากฏว่าพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมานั่งอัดแน่นอยู่ภายในจำนวน 13 คน เป็นเพศชายทั้งหมด ไม่มีเอกสารแสดงตนหรือใบอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จุดสังเกตเจ้าหน้าที่พบว่า ภายในตู้ทึบของรถคันดังกล่าว ถูกตัดแปลงสภาพอย่างชัดเจน โดยมีการ ผ่าช่องระบายอากาศที่ผนังตู้ และ ติดตั้งพัดลมขนาดเล็ก เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทระหว่างการเดินทาง ซึ่งสันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่ออำพรางใช้ลักลอบขนแรงงานต่างด้าวระยะไกล โดยไม่ให้เกิดอันตรายหรือเป็นที่สังเกตจากภายนอกจากการสอบถามเบื้องต้น

    ผู้ขับรถให้การรับสารภาพว่า แรงงานทั้งหมดลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย และตนได้รับจ้างให้ขนจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันตกในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปส่งยังพื้นที่ปลายทางในภาคใต้ โดยรับค่าจ้างเป็นรายหัวเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ขับขี่พร้อมแรงงานต่างด้าวทั้งหมด และรถของกลาง ส่งหน่วยบริการตำรวจทางหลวงท่าแซะ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและสอบสวนขยายผล ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา“ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือให้ที่พักพิงคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม” เบื้องต้นอยู่ระหว่างการขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงผู้ที่มีส่วนตัดแปลงรถและเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวรายนี้ต่อไป.
    สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมออนไลน์ ของ ศปอส.ภ.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่

    แชร์เนื้อหานี้

    วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมออนไลน์ ของ ศปอส.ภ.5 และ ภ.จว.เชียงใหม่

    กรณีชายวัย 38 ปี ถูกหลอกผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทดลองชาเขียวฟรี” ก่อนถูกชักชวนลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินรวม 1,205,000 บาท เจ้า

    หน้าที่ ศปอส.ภ.5 – สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมสืบสวนกับธนาคาร อายัดเงินคืนได้ทัน 900,000 บาท และดำเนินการคืนเงินให้ผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว

    และกรณีนักศึกษาวัย 20 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่AIS–ตำรวจ หลอกโอนเงินตรวจสอบบัญชี หลงเชื่อโอนเงิน 2 ครั้ง รวม 500,000 บาท ศปอส.ภ.5 และ สภ.เมืองเชียงใหม่ อายัดบัญชี และตรวจสอบดำเนินคดี

    โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, และ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้อง ศปภ.สภ.เมืองเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

    สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / พิธีรับมอบหน้าที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ

    แชร์เนื้อหานี้

    ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ รับมอบหน้าที่​ และมอบนโยบาย​ พร้อมปฏิญานตนต่อธงประจำหน่วย​ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์​ และปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเที่ยงธรรม

    ที่บริเวณลานด้านหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ อ.เมือง​บึงกาฬ​ จ.บึงกาฬ​ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ เข้ารับมอบหน้าที่​ และมอบนโยบาย​ แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา​

    โดยมี พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.2), พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.3), พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.4),

    พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ (บก.5), ผกก.หัวหน้าสถานีตำรวจฯทั้ง 13 สภ., ​แม่บ้านตำรวจฯ​ และข้าราชการตำรวจ​ ร่วมให้การต้อนรับ​ และรับมอบนโยบาย​

    โดยในเวลา​ 10.30​ น.​ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ รับความเคารพ​ และตรวจแถวกองเกียรติยศ

    จากนั้นทำพิธีส่งมอบธงประจำหน่วย​ โดย​มี พ.ต.อ.​อารักษ์​ มะสาธานัง​ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ ส่งมอบธงประจำหน่วย​ และส่งมอบหน้าที่​ ต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​

    พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ​ กล่าวว่า​ “​… ผมขอปฏิญานตน​ต่อธงประจำหน่วย​ พี่น้องข้าราชการตำรวจ​ และพี่น้องประชาชนว่า​ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วย

    ความซื่อสัตย์สุจริต​ ปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา​ด้วยความเที่ยงธรรม​ ยุติธรรม​ สิ่งไหนที่ดีอยู่แล้ว​ จะสานต่อ​ สิ่งไหนที่ไม่ดี​ จะปรับปรุงแก้ไข… “

    นอกจากนี้​ ภายหลังพิธีรับมอบหน้าที่เรียบร้อยแล้ว​ ยังมีประชาชน​ และผู้ใต้บังคับบัญชา​ จากทั้งจังหวัดร้อยเอ็ด​ กาฬสินธุ์​ และบึงกาฬ​ ร่วมให้กำลังใจ​ และมอบดอกกุหลาบ​ ให้กับ​

    พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์​ เยื้อนสงวนชัย​ ผู้บังคับการตำรวจ​ภูธรจังหวัด​บึงกาฬ​ และนางจุรีพร​ สินธุไพร​ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธร​จังหวัด​บึงกาฬ​ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น​ และอบอุ่น
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326