คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สตูลจับมือโคราช ดันอันดามันสู่ตลาดอีสาน เปิด Roadshow Andaman ครั้งที่ 3 กลางเซ็นทรัลโคราช

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ ล่าสุดจัดกิจกรรม “Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ” ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 11 – 14 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุรินทร์, พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา, พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา, ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดสตูล, นายประคัลภ์ ศรีจุฑารัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช, ประธานอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา ตรัง และสตูล) รวมถึงผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ด้าน นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในนามผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในฐานะหน่วยงานหลัก มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งมีอัตลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ อุทยานธรณีโลกสตูล (UNESCO Global Geopark) ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย

การจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืนสำหรับกิจกรรม Roadshow and Consumer Fair Andaman ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวม 240 ผู้ประกอบการ แบ่งจัดครั้งละ 60 ผู้ประกอบการ

โดยแต่ละจังหวัดจัดแสดงจังหวัดละ 10 บูธ นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมแล้วในครั้งที่ 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (23 – 26 ตุลาคม 2568)ครั้งที่ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 2 กรุงเทพมหานคร (21 – 24 พฤศจิกายน 2568)ครั้งที่ 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา (11 – 14 ธันวาคม 2568)และเตรียมจัด ครั้งที่ 4 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 20 – 23 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Table Top Sale เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวในโอกาสนี้ นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี และเชิญประธานกล่าวเปิดงาน Roadshow and Consumer Fair Andaman ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “คณะสงฆ์–ส่วนราชการโคราชผนึกกำลัง แถลงจัดงานทำบุญเมือง 558 ปี ตักบาตรพระหมื่นรูป 8 มี.ค. 69”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมปทุมญาณมุนี วัดบึงพระอารามหลวง คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ได้แถลงข่าวเตรียมจัดงานมหามงคล “ทำบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 06.00–08.30 น. บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ใจกลางเมืองนครราชสีมา

การแถลงข่าวนำโดย พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดบึงพระอารามหลวง พร้อมด้วย พระมงคลรัตนสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) วัดศาลาลอย และ พระโกวิทกิตติสาร รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประกาศเชิญชวนประชาชนชาวโคราชและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี

ภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา, นายธนากร ประพฤธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา และ นายชัชวาล วงจร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา

คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสำนึกในความสำคัญของการธำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรบนแผ่นดินไทย อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญเนื่องในโอกาสที่เมืองนครราชสีมามีอายุครบ 558 ปี โดยจะมีการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 10,000 รูป ซึ่งถือเป็นกิจกรรมทางศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของจังหวัด

พร้อมกันนี้จะจัดพิธี ทักษิณานุปทาน น้อมถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
,สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ,พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงอุทิศส่วนกุศลแด่ ท้าวสุรนารี วีรสตรีผู้ปกป้องเมืองนครราชสีมา

ทั้งนี้ คณะจัดงานเชิญชวนประชาชนชาวโคราชร่วมกันทำบุญใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและประชาชนในปี 2569

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคกลาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 – 15.30 น. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยิและผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง

จังหวัดนครปฐม โดย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้แจ้งสถานการณ์ การดำเนินการเตรียมการของเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 ส่วนต่อขยาย ณ ศาลาจังหวัดนครปฐม ที่ประชุมแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลาง การติดตามสถานการณ์ และคาดการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง ดังนี้

1.ด้านการบูรณาการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระยะสั้น
2.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร
3.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า
4.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง (ยานพาหนะ/โรงงานอุตสาหกรรม/การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่)

5.การดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ประเด็นเน้นย้ำ กำชับในการปฏิบัติของเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง
1.การแจ้งเตือน ติดตามเฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์สื่อสารข้อมูลประชาชน ทราบในช่องทางต่างๆเป็นระยะ พร้อม หากมีสถานการณ์อันตราย ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ cell broadcast

2.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร ร่วมกันกำหนดพื้นที่ควบคุมการเผา ช่วงเวลา และเงื่อนไขการเผา
3.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า จัดกำลังลาดตระเวนพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง จัดทำแนวกันไฟ ปิดป่าในช่วงสถานการณ์วิกฤต
4.การควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินการเชิงรุก บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้o

5.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้กลไกลท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น เฝ้าระวัง ติดตาม บรูณาการร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข เคาะประตูบ้านพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ป้องปราบการลับลอบเผา ในพื้นที่เกษตร ที่โล่ง และพื้นที่ริมทาง พร้อมสร้างการตระหนักรู้ มาตราการข้อกฎหมาย และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนแก่ประชาชน
6.กรณีสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ใช้ระบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ อำนวยการ และแก้ไขปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
………………………………………………………..
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม เพื่อให้ประชาชนขาดการติดต่อ

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงาน กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม

ประสานผู้ประกอบการ ทุกรายอัดสัญญาณเน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อให้ประชาชนไม่ขาดการติดต่อ

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน กสทช. เขต 41

โดย จ.ยะลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล และนราธิวาส ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุม เป็นวงกว้าง

โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และ เขต 41

ลงพื้นที่ เร่งด่วนเพื่อดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบด้านการสื่อสาร

นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมากที่สุด ทำให้ระบบการ สื่อสารบางพื้นที่เริ่มประสบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต เนื่องจากการไฟฟ้าแจ้งดับไฟในบางพื้นที่ จึงกระทบกับสถานี

ฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ (cell ste) แต่ได้ประสานไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นำเครื่องปั่นไฟไฟไปเสริม และนำรถโมบายล์จาก จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยเสริม เพื่อให้ระบบการสื่อสารใช้งานได้

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และเขต 41 ได้มีการประสานงานกับเครือข่ายวิทยุสมัครเล่น

ให้เตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจแจ้งเตือนภัย และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น ให้ข้อมูล

สถานการณ์และเส้นทางการเดินทางให้กับทีมอาสากู้ภัยต่าง ๆ ที่จะเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงประสานศูนย์สายลม ซึ่งเป็น แม่ข่ายวิทยุสื่อสาร

“ผมได้สังให้สำนักงาน กสทช. ภาคใต้ รายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประสานผู้ให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างใกล้ชิด

เพราะขณะนี้ในหาดใหญ่น้ำท่วมสูง การไฟฟ้าถูกตัดขาด ส่งผลต่อระบบการสื่อสารในบางพื้นที่” นายไตรรัตน์ กล่าว

ตอริก สหสันติวรกุล รายงานสดจากพื้นที่ จังหวัดปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เร่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่

เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และมอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำให้ผู้นำท้องที่ทุกระดับ ทั้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกัน “x-ray พื้นที่” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน อาทิ

ปัญหาสัญชาติ ยาเสพติด และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า–หมอกควันในช่วงหน้าแล้งที่จะถึงนี้

ระหว่างการลงพื้นที่ ผู้นำท้องที่ได้รายงานปัญหาเร่งด่วนหลายประเด็น โดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ที่ทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าไม่เคยประสบปัญหามาก่อน อีกทั้งบางพื้นที่การเกษตรยังประสบปัญหาน้ำ

ไม่เพียงพอ ขณะที่ทรัพยากรและอุปกรณ์ดับไฟป่ามีไม่ครบครัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังพบว่าตลิ่งแม่น้ำลาวในหลายจุดเกิดการพังทลาย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ ท้องถิ่นยัง

ได้เสนอประเด็นการพัฒนาพุทธสถานพระเจ้ากือนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกินอีกด้วย

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดเชียงรายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเร่ง

ด่วน รวมถึงผลักดันนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอเวียงชัยอย่างยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการชลประทานเชียงใหม่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำและหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเชียงใหม่และลำพูน วางแผนป้องกันภัยแล้ง

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 3 ธ.ค. 68 นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2569 พื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน) โดยมี นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1, นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่, นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1, นายสุภรณ์วัฒน์ สุรการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานลำพูน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชลประทาน กลุ่มผู้ใช้น้ำเชียงใหม่ และลำพูน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยของประเทศไทยในปี 2568 สูงกว่าปกติ 9 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ลานีญา ปัจจุบันเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำก็บกัก 279.327 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 105.41 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าปี 67 ประมาณ 1.164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 0.41 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 255.827 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97.27 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าปี 67 ประมาณ 37.122 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 16.97 เปอร์เซ็นต์ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ปีนี้มีปริมาณน้ำเต็มเก็บกักเต็มความจุ พร้อมกันนี้ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ ส่งน้ำเป็นรอบเวร โดยจะเริ่มส่งน้ำก้อนแรก ในวันที่ 2 ม.ค. 69 ไปสิ้นสุดวันสุดท้าย 28 พ.ค. 69 รวม 21 รอบเวร อัตราการส่งน้ำรวมทั้งหมด 80 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปีนี้ได้ส่งน้ำน้อยกว่าปีทีที่ผ่านมา ในปี 67/68 ที่ผ่านมา ได้ส่งน้ำ 21 รอบเวร ปริมาณน้ำรวม 91.41 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงยังคงมีปริมาณมาก

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิงตอนบน ตั้งแต่ด้านท้ายฝายแม่แฝกจนถึงบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล มีความต้องการใช้น้ำจากแม่น้ำปิงมากขึ้นในด้านอุปโภค-บริโภค (ประปา) และด้านการเกษตร แต่แม่ม่น้ำปิงมีปริมาณต้นทุนจำกัดโดยเฉพาะฤดูแล้ง จึงจำเป็นต้องส่งน้ำจากเขื่อนแม่งัดฯ ให้การสนับสนุนเป็นประจำทุกปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิงตอนบนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดำเนินการตามมาตรการของสำนักงานชลประทานที่ 1 ในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประหยัดน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้กรณีฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนหรือต่อเนื่องไปในฤดูแล้งปีถัดไป จึงได้มีการจัดการประชุมในวันนี้

พร้มดำเนินการตามนโยบายของกรมชลประทาน และแผนการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่ทางสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้วางไว้ 6 มาตรการ คือ 1.ประตูระบายน้ำ/ฝาย เปิด รับน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ตามแผนการเพาะปลูกและจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้เท่านั้น 2.จะรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำปิง เพื่อความมั่นคงของตลิ่ง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ 3.เฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลองและแหล่งน้ำต่างๆ 4.การประปาส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น สูบน้ำได้ตามปกติ 5.ขอความร่วมมืองดเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำปิงและในระบบชลประทาน (คลองส่งน้ำ/เหมืองส่งน้ำ) และ 6.ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกตามปฏิทินการสูบน้ำที่ได้วางแผนรอบเวรไว้แล้ว

มีการจัดทำแผนที่และข้อมูลเจ้าหน้าที่ พร้อมเบอร์โทรของผู้ดูแลในส่วนงานต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งฝาย ประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ เพื่อให้การบริหารน้ำและการประสานงานได้สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก่อนส่งน้ำได้ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำติดตามข่าวสถานการณ์น้ำต้นทุน เพื่อวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ทางกลุ่มไลน์ “ลุ่ม น้ำปิง” พร้อมแจ้งความต้องการเพาะปลูกพืชให้เจ้าหน้าที่ เพื่อวางแผนการเพาะ

ปลูกและแผนการส่งน้ำ ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการ ร่วมประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำประจำปี เพื่อร่วมจัดทำข้อตกลงการส่งน้ำและการใช้น้ำร่วมกัน ส่วนช่วงระหว่างส่งนน้ำ ในพื้นที่เพาะปลูกพืชให้เป็นไปตามแผนฯ ใช้น้ำตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด แจ้งผลการส่งน้ำ และช่วยติดตามแก้ไขปัญหาการส่งน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ และสามารถขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และหลังส่งน้ำ จะมีการแจ้งผลความก้าวหน้าการเพาะปลูกพืช / ผลผลิต เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบและเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ รมว.กระทรวงมหาดไทย ประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์ วันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 256

แชร์เนื้อหานี้

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

วันที่ 24 พ.ย. 68 เวลา 07.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเจริญพระพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 100 รูป ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568

โดยมี หน่วยราชการในพระองค์ คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคส่วนต่าง ๆ ประชาชนจิตอาสา และประชาชนร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก ณ วัดพระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม การนี้ พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และคณะสงฆ์ รวม 100 รูป รับบิณฑบาต

รัฐบาลกำหนดจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตครบ 100 ปี 25 พฤศจิกายน 2567 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดาเนื่องในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี 24 พฤศจิกายน 2568 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาล ดำเนินการจัด 1. พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล 2. พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า

และพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา 3. การตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า และพระรูปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดาเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และ 4. กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายพระราชกุศลถวายพระกุศล เพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ระหว่างวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2568
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 19 พ.ย.68 นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 7

โดยมีนายสุรินทร์ จันทร์เทพ ผู้บัญชาการเรือจำจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนราธิวาส / ยุติธรรมจังหวัดนราธิวาส , ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส และผู้อำนวยการสำนักงาน

บังคับคดีจังหวัดนราธิวาสและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อาทิ การดูแลสวัสดิภาพผู้ต้องขัง

ทั้งด้านอาหารและสุขภาพ เยี่ยมชมห้องแม่และเด็ก เยี่ยมชมการประกอบกิจกรรมของผู้ต้องขังหญิง การฝึกทักษะอาชีพ เพื่อสร้างรายได้แก่ผู้ต้องขัง หลังพ้นโทษกลับสู่สังคม จากนั้นได้รับฟังผลการดำเนินงานตลอดจนปัญหาอุปสรรคของเรือนจำจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงาน

ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ โดยปัญหาสำคัญของเรือนจำขณะนี้คือ เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียภายในเรือนจำฯ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งร้อยละ 30 ของผู้ต้องขังในเรือนจำ

ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมความรู้ การศึกษาแก่ผู้ต้องขัง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มทักษะอาชีพสามัญ สร้างองค์ความรู้ด้านอาชีพ

ควบคู่การให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการกระทำความผิดกฎหมายเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ หากพ้นโทษไปแล้ว
นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานของกระทรวงยุติธรรม

คืออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการประสานการทำงานร่วมกัน ลดกำแพงระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนงานอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ยังได้ฝากเน้นย้ำให้เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ได้ดูแลเรื่องการฝึกทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพสุจริตยังสถานประกอบการต่างๆได้ เมื่อพ้นโทษออกไป ซึ่งจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ

ทั้งนีัเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ขับเคลื่อนตาม นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นโยบายหลัก การน้อมนำพระราโชบาย หลักการทรงงาน และเรียนรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ,

การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน และครอบครัว และขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามภารกิจ “ปฏิบัติการภาครัฐจริงใจ ข้าราชการ

ไร้ยาเสพติด IKHLAS OPERATION จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด “บ้านลำภู” ภายในเรือนจำฯ อีกด้วย

สำหรับเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 3,086 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังต่างด้าว 97 ราย โดยยอดผู้ต้องขังแต่ละคดี 3 อันดับแรก คือ คดียาเสพติด ,ทรัพย์ ,เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย //ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือก ดันเยาวชนใช้พลังบวก/ทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชุมพร มีการจัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ฟุตซอลเยาวชนชายรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (เกิดปี 2554) ชิงถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติ รอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดชุมพร โดยมี นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธาน พร้อมจับฉลากแบ่งสายการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ร่วมงานแถลงข่าวประกอบด้วย นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพรนายกันตณัช รัตนวิก เครือข่ายงดเหล้าภาคใต้ตอนบน
นายเฉลิมพล ก่อกิจเถกิงกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ฝ่าย

กิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพรนายสุเมธ อัครพงศ์ ผอ.การกีฬาแห่งประเทศไทย จ.ชุมพร
รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายกีฬา ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ


บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีทีมเข้าร่วมครบ 16 ทีม สะท้อนกระแสความนิยมของกีฬาฟุตซอลในหมู่เยาวชนชุมพรแนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล – ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน”การแข่งขันปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปลูกฝังวินัยให้เยาวชนห่างไกลอบายมุข สอดคล้องกับเป้าหมายของเครือข่ายงดเหล้า ภาคีด้านกีฬา และหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเชิงบวกให้เด็กและเยาวชน

สาระสำคัญจากคำแถลงของผู้บริหารสองหน่วยงาน
นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพร
ย้ำความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้เทียบเท่าระดับภาค และเตรียมรองรับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ที่จังหวัดชุมพรได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคม 2566 เช่น กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 8พร้อมเน้นว่าฟุตซอลรายการนี้คือเวทีสำคัญสำหรับเยาวชนในการแสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับประเทศ

นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพรกล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กชุมพร พร้อมยืนยันว่า อบจ.จะสนับสนุนกีฬาทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งเวทีการแข่งขันและกิจกรรมปลอดภัยสำหรับเยาวชน“ดีใจที่มีทีมสมัครครบ 16 ทีม แสดงให้เห็นว่ากีฬาคือหัวใจของเด็กชุมพรจริง ๆ ขอให้น้อง ๆ เล่นอย่างเต็มที่และมีน้ำใจนักกีฬา” นายก อบจ. กล่าวทิ้งท้าย

กำหนดการสำคัญ09.30 น. นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องลงทะเบียน10.00 น. เปิดแถลงข่าว แนะนำผู้เข้าร่วม ถ่ายภาพร่วมกันและจับฉลากแบ่งสาย
11.00 น. เสร็จสิ้นพิธีการ การแข่งขันฟุตซอล SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัดชุมพร จะเริ่มต้นเร็ว ๆ นี้ โดยทีมชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่รอบระดับประเทศ

มทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-892-3514 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 44 (ศบภ.มทบ.44) โดยหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (นฝ.นศท.มทบ.44) ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในคลองสายต่าง ๆ เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายจุด

ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่ทันที เวลา 11.00 น. ศบภ.มทบ.44 ได้จัดกำลังพล 1 ชุดปฏิบัติการ พร้อมรถบรรทุกขนาดเล็ก (FTS) จำนวน 1 คัน ลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ หมู่ 3 ตำบลช่องไม้แก้ว หมู่ 2 ตำบลตะโก หมู่ 8 ตำบลทุ่งตะไคร
เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นให้การช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของ อำนวยความสะดวกในการสัญจร และช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน แจกจ่ายน้ำดื่ม – ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการยังได้แจกจ่ายน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดพบว่า ฝนหยุดตกแล้ว และระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ศบภ.มทบ.44 ยังคงจัดกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

ประกาศแจ้งเตือนประชาชน – ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน  ขอแจ้งเตือนประชาชนในหลายพื้นที่ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิด หลังจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงเช้า–บ่าย ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงบริเวณใกล้คลองและลำห้วยต่าง ๆ พื้นที่เสี่ยงที่ควรติดตามใกล้ชิดได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตอำเภอเมือง อำเภอทุ่งตะโก หลังสวน และละแม พื้นที่ใกล้คลองสาขา และจุดที่เคยเกิดน้ำล้นตลิ่งเป็นประจำ ชุมชนที่มีระดับน้ำระบายออกได้ช้า คำแนะนำประชาชน หลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็ก เฝ้าติดตามระดับน้ำรอบบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำ เก็บของขึ้นที่สูง ป้องกันทรัพย์สินเสียหาย ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยควรอยู่ในที่ปลอดภัย ติดตามประกาศเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานกำลังเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบเหตุฉุกเฉินหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุทยานฯ ศรีลานนา ร่วมกับทหารและตำรวจ จับกุมชายอ้างรับจ้างเฝ้าไม้ที่ลักลอบตัดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

แชร์เนื้อหานี้

(14 พ.ย. 68) #นายอานนท์ #กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา โดยการนำของนายอานนท์ กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา พร้อมด้วย หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.2 (ปางมะเยา) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.3 (บ้านออน) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.6 (ห้วยกุ่ม) สายตรวจส่วนกลางอุทยานแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว และทหารกองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 1

ผลจากการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อเนื่องจากคดีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และได้รับแจ้งจากผู้หวังดีเพื่อหวังสินบนนำจับว่า มีการลักลอบตัดไม้มีค่า บริเวณป่าดอยผาหมวก ท้องที่หมู่ 7 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จึงร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามที่ได้รับแจ้งในพื้นที่ดังกล่าว

เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนถึงบริเวณดังกล่าว พบชายบุคคลหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลังว่า นายกฤษณะ อยู่ที่ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบถาม นายกฤษณะ ให้การรับสารภาพว่าได้รับจ้างจากกลุ่มบุคคลหนึ่ง ให้ตนเองมาเฝ้าระวังดูต้นทาง และเฝ้าระวังไม้ (เวรยาม)

โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท ครั้ง/วัน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ และได้ตรวจสอบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุพบไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน กองกระจัดกระจาย จึงได้ตรวจวัด ตรวจนับไม้ของกลางไม้ประดู่ จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร

คณะเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้นายกฤษณะ ทราบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ จึงร่วมกันตรวจสอบ/ตรวจนับ พร้อมตรวจยึดไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร ค่าเสียหายของรัฐ 940,800 บาท พร้อมจัดทำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และทางอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จะดำเนินการขยายผลขบวนการทำไม้มีค่าต่อไป

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) และตามข้อสั่งการของท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (นายอรรถพล เจริญชันษา) และอำนวยการโดยท่านผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (นายกริชสยาม คงสตรี) ให้ดำเนินการเข้มงวด การออกตรวจลาดตระเวน ป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม เกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายการป่าไม้ และการลักลอบทำไม้มีค่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจัดการแสดงโขน /น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของชาติ “โขน” มหากาพย์รามเกียรติ์ ตอน “นางลอย – ยกรบ” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

อันเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินการแสดงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารผู้โดยสารหลัก และ

อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ถ่ายทอดความงดงาม วิจิตร และทรงพลังของศิลปะแห่งโขน พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติไทย

ให้ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด

ทสภ.มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ World Class Hospitality พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานร่วมเป็นพื้นที่เผยแพร่วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านศิลปะการแสดงอันงดงามที่แตกต่างอย่างไม่เหมือนใคร


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานภาพบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสาย ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 5-10 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด

แม้น้ำจะท่วมแต่บรรยากาศยังคงคึกคัก แม่ค้าบอกว่า “ชินแล้ว” เพราะช่วงปลายปีแบบนี้มักเกิดน้ำหนุนสูงเป็นประจำ เดี่ยวมันก็ลด ประมาณครึ่งชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง สถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ

โดยเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ได้มีประกาศเตือน จาก ปภ.แจ้งสถานการณ์น้ำ ผ่าน sms ระบบโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับ น้ำเหนือ เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำ 2,800 ลบ.ม./วินาที และ น้ำทะเลหนุน ถึง วันที่ 14 พฤศจิกายน 68 ทำให้มีผลกระทบในพื้น อำเภอเมือง และ อำเภออื่น ๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ

จากการสอบถามแม่ค้าที่ ให้ข้อมูลว่า กรณีที่น้ำท่วมตลาดนั้นก็มีผลกระทบกับยอดขายบ้าง เพราะลูกค้าบ้างคนเห็นน้ำท่วมแล้วเขาก็ไม่เข้ามาแต่ก็ยังมีขาประจำที่เข้ามาซื้ออยู่ ส่วนการปรับตัวระหว่างที่น้ำขึ้นเราก็ต้องเอาของหนีหลบน้ำหน่อย

เดียวสักพักน้ำก็ลงแป๊บเดียวโดยน้ำท่วมนั้นก็ไม่นาน บ้างที่ก็ครึ่งชั่วโมงบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง 2 ชั่วโมงบ้างแล้วแต่ระดับน้ำ เป็นอย่างนี้ประจำ ช่วงฤดูน้ำทะเลหนุน แต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งปี


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขารัฐมนตรีว่ามหาดไทย..สถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น. 8 พย. 2568

แชร์เนื้อหานี้

เลขารัฐมาตรีมหาดไทยพร้อมพ่อเมืองสุโขทัยลงพิ้นที่แก้ไขและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น.ของวันที่8พย.2568

นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมรักษ์ ยกน้อยวงค์รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยและนายอำเภอเมืองสุโขทัยหัวหน้าส่วนงานราชการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ตำบลปากแคว ตำบลบ้านกล้วย โรงพยาบาล
สุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย พร้อมทั้งเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเครื่องสูบน้ำระยะไกล จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 8 กำแพงเพชร และเขต9 พิษณุโลก เครื่องสูบน้ำนวัตกรรม เขต 9 พิษณุโลก

สูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมที่ยังมีระดับไม่สูงมากพอรับมวลน้ำได้และ คราดว่าภายใน 2 วัน น้ำน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง.ทั้งนี้เนื่องจากพายุฝน พายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดสุโขทัยทำให้มีฝนตกปริมาณน้ำฝนมากตกลงมา

ในพื้นที่พร้อมมวลน้ำทที่ล้นสปริงเวย์จากอ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่านเก็บน้ำแม่รำพันทีอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสุโขทัยทำให้มีมวลน้ำมากไหลลงสู่ตัวเมืองจึงทำให้มวลล้นคลองส่งน้ำไหลเอ่อท่วมตัวเมืองดังกล่าว.
กิตติ(ถาวร) พรดวงจันทร์ สุโขทัย 0821632939

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ถ้ำพระยานคร” น้ำพระราชหฤทัยพิสูจน์พระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

ท่ามกลางเทือกเขาสามร้อยยอดอันเขียวชอุ่ม อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ มีถ้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียว นั่นคือ “ถ้ำพระยานคร” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นสมบัติทางธรรมชาติที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ประทับพระราชลัญจกรแห่งความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อพสกนิกรและผืนแผ่นดินไทย ภายในถ้ำพระยานครมี “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์”

ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นพระที่นั่งไม้สักทองที่ออกแบบอย่างประณีต สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถในการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับธรรมชาติอันงดงามของถ้ำ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระที่นั่งแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2495 และด้วยความสำคัญอันยิ่งใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์จึงได้ใช้รูปพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์เป็นตราประจำจังหวัด
สองครั้งแห่งพระราชดำเนิน บทพิสูจน์พระราชหฤทัย – ครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2501

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินประพาสถ้ำพระยานครเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสนั้น ทรงพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่ชาวบ้านที่มารับเสด็จ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของพสกนิกร

ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2524 เส้นทางแห่งพระราชปณิธานที่เดินด้วยพระบาท การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นเขาไปยังถ้ำพระยานครด้วยพระองค์เอง เพื่อต้องการสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด การเสด็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยือนสถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติต้องเริ่มจากการเข้าใจและใส่ใจอย่างจริงจัง การเดินเท้าขึ้นเขา 2 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนเราว่า ธรรมชาติไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่ต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามในการเข้าถึง

ความงามที่แท้จริงไม่ได้มาง่าย ต้องผ่านความเหนื่อยยาก แต่สิ่งที่ได้รับคือความประทับใจที่คงอยู่ตลอดไป การทำงานเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การนั่งสั่งการจากที่สูง แต่คือการลงมือทำด้วยตนเองแม้จะยากลำบาก ถ้ำพระยานคร และเขาสามร้อยยอดเป็นมากกว่าแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานสีเขียวที่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงสืบสานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 นั่นคือการอนุรักษ์ธรรมชาติ การดูแลผืนป่า และการใส่พระทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

บริเวณเขาสามร้อยยอดที่ถ้ำพระยานครตั้งอยู่ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้ที่สมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด การอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้จึงสอดคล้องกับพระราชปณิธานในการรักษาสมดุลของธรรมชาติเพื่อลูกหลานของไทยในอนาคต วันนี้ หากทุกท่านมีโอกาสเยือนถ้ำพระยานคร และได้เดินตามรอยพระบาทบนเส้นทาง 2 กิโลเมตรที่ทรงเคยเสด็จ ท่านจะไม่ได้แค่ชื่นชมความงามของธรรมชาติระหว่างทาง หินงอก หินย้อย หรือความศักดิ์สิทธิ์ของพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เท่านั้น แต่ควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชปณิธานสีเขียวที่ทรงปลูกฝังไว้ในดินแดนแห่งนี้ เส้นทางที่ชันและเหนื่อยยากนั้น กลายเป็นบทเรียนว่า “ทุกสิ่งที่มีค่าต้องแลกมาด้วยความตั้งใจและความพยายาม”

“ถ้ำพระยานคร” ไม่ใช่แค่ถ้ำ  แต่เป็นห้องเรียนแห่งธรรมชาติที่สอนเราถึงความหมายของพระราชปณิธานสีเขียว การดูแลธรรมชาติด้วยหัวใจ เดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น และยึดมั่นด้วยความรักที่มีต่อแผ่นดิน สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ การมีอยู่ของระบบนิเวศเฉพาะถิ่นภายในถ้ำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของเขาสามร้อยยอด นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นบางชนิด ที่ไม่สามารถพบได้ที่อื่นในโลกนี้ เช่น จิ้งจกนิ้วยาวสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Bent-toed Gecko)

สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กที่ปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมถ้ำได้อย่างสมบูรณ์ และ ตุ๊กกายสามร้อยยอด (Sam Roi Yot Skink) สัตว์เลื้อยคลานอีกชนิดหนึ่งที่สะท้อนกระบวนการวิวัฒนาการที่โดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ การค้นพบสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่เน้นย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณค่าอนุรักษ์ระดับสากล หากพื้นที่ถูกทำลาย สัตว์เหล่านี้ก็จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงเป็น “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”

จึงขอเชิญชวนท่านร่วมเดินตามรอยพระบาท ขึ้นไปยังถ้ำพระยานคร ด้วยความเคารพและตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสีเขียวของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต. นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /วงการบันเทิงเศร้า เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตวัย 76 ปี

แชร์เนื้อหานี้

บิณฑ์ ไม่ทิ้งอดีตพระเอกดาวพระศุกร์จัดพิธีวาระสุดท้ายส่งร่าง พล พลาพร
จากกรณีที่ทางด้าน คุณ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เคยออกมาโพสต์เรื่องเศร้าของคนในวงการบันเทิง เมื่อ คุณ พล พลาพร อดีตพระเอกละครเรื่องดาวพระศุกร์ ได้เสียชีวิตลงในบ้านสุขสุดท้าย ด้วย วัย 76 ปี

สาเหตุจากการติดเชื้อในต่อมลูกหมาก โดยเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.40 น. บ้าน สุขสุดท้าย ที่ทางคุณบิณฑ์ ได้รับคุณ พล พาลาพร ไปดูแลอย่างดีเรื่อยมากระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยทางด้าน คุณบิณฑ์ ได้นำร่างมาประกอบพิธีทางศาสนา ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่คืนวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ทางคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมคณะ และ พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) รวมถึงคนในวงการบันเทิงที่สนิทและคุ้นเคยกับทางคุณ พล พลาพร

ได้ร่วมกันจัดพิธี ฌาปนกิจ ให้กับร่างของคุณ พล ณ เมรุ วัดบางพลีใหญ่กลาง โดยการจัดงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย ซึ่งมีบุตรสาวทั้งสองคนเดนิทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ด้าน คุณ บิณฑ์ ระบุว่า สำหรับ คุณ พล พลลาพร หลังจากล้มป่วยเป็นอัมพาตมาได้ระยะและต้องอยู่ในบ้านพักคนเดียวโดยไม่มีใครดูแลเมื่อห้าปีที่ผ่านมา หลังจากที่ตนเองทราบข่าวก็เดินทางไปรับมาดูแลในบ้านสุขสุดท้ายอย่างดีจนแกมีความสุขดี

ทุกครั้งที่ตนเองไปที่บ้านสุขสุดท้าย แกจะคอยจับมือบีบมือตนเองจนแน่นเพื่อแสดงออกให้รู้ว่าเขายังแข็งแรงและมีรอยยิ้มมีความสุขอยู่ในบ้านสุขสุดท้าย กระทั่งมาถึงวาระสุดท้ายของแก ซึ่งตนเองก็เสียใจที่สูญเสียแกไป และเมื่อแก

จากไปก็จึงทำหน้าที่ดูแลจนวาระสุดท้าย ให้ดีที่สุด หากบอกพี่พลให้รับรู้ได้ตนเองก็อยากบอกแกไม่ต้องห่วงอะไรอีก โดยเฉพาะลูกๆสองคนก็เดนิทางมาร่วมงานและมาหาแกแล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทางลูกๆจะนำอัฐิแกไปลอยอังคารด้วยตัวเอง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ทำดี 100 วัน” ลุยใต้! วันที่ 6 จัดเลี้ยงข้าวหมกไก่-มอบถุงยังชีพ ตอกย้ำพลังหนุนจาก ‘ผบช.ภ.9-เลขาฯ ศอ.บต.’

แชร์เนื้อหานี้

ความคืบหน้าโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ของแผ่นดิน” โดยการนำของ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (JSD-South) ที่เข้าสู่วันที่ 6 ของการดำเนินงานอย่างเข้มข้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมฯ เปิดเผยถึงการดำเนินกิจกรรมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือและการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในพื้นที่ ได้แก่ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมหลักในแต่ละวันของโครงการ “ทำดี 100 วัน” เน้นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม โดยวันนี้ ( 31 ต.ค. 68 ) ทางสมาคมสื่อมวลชนและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดเลี้ยง “ข้าวหมกไก่” และ มอบถุงยังชีพ ให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะขยายมิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า การช่วยเหลือไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมอบอาหารและถุงยังชีพเท่านั้น แต่ยังมีการดำเนินการในมิติอื่น ๆ ตลอด 6 วันนี้ ได้ดำเนินการ มอบอิฐ สำหรับสร้างและซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้ยากไร้ มอบสิ่งของและอุปกรณ์ที่จำเป็น ให้กับผู้ป่วยติดเตียง เลี้ยงอาหาร และ มอบข้าวสารอาหารแห้ง โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ วันละ 100 ชุด จำนวน 100 วัน การร่วมกัน พัฒนาพื้นที่ เพื่อสร้างความสามัคคีภายในชุมชน นอกจากกิจกรรมภาคสนามแล้ว โครงการยังได้ขยายผลสู่ภาคการศึกษา โดยมีเป้าหมาย โรงเรียนกว่า 100 สถาบัน เข้าร่วมการประกวดกิจกรรม “ทำดี 100 วันเพื่อแม่ของแผ่นดิน”

นักเรียนจากทั้ง 100 สถาบันนี้ จะเข้าร่วมการประกวด เรียงความ เพื่อชิงรางวัลจากผู้ใหญ่ใจดี โดยสมาคมสื่อมวลชนฯ ได้กำหนดจัด พิธีมอบรางวัลดังกล่าวในวันนักข่าว ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม 2568 นี้ นางสาวนาซือเราะ เจะฮะ นายกสมาคมสื่อมวลชนฯ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมทำความดีในโครงการ “ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสร้างสรรค์สังคมชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน

นางสาวรอกาฮา กามา ครูจากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะมิติของการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดงออกผ่านการประกวดเรียงความ “การที่สมาคมสื่อมวลชนฯ เปิดโอกาสให้นักเรียนร่วม”ทำดี 100 วัน” เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ ผ่านการเรียงความนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ขอชื่นชมสมาคมสื่อมวลชนฯ ที่เชิญชวนโรงเรียนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนชนบทที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง อย่างโรงเรียนของตน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่ได้ให้นักเรียนร่วม ‘ทำดี 100 วัน’ เพื่อ ‘แม่ของแผ่นดิน’ แล้วยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับโอกาสได้แสดงออกอีกด้วย”

นางสาวรอกาฮา ยังกล่าวขอบคุณไปยังภาคีเครือข่ายและผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ที่เล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนต่อกิจกรรมครั้งนี้อย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อการพัฒนาเยาวชนและการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามในพื้นที่ชายแดนใต้ โครงการ “ทำดี 100 วัน” ที่ดำเนินงานต่อเนื่องและขยายผลไปสู่ภาคการศึกษาเช่นนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของการขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้เปราะบาง แต่ยังช่วยส่งเสริมศักยภาพและความสามัคคีในชุมชนไปพร้อมกัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ พระอุโบสถ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คณะพระภิกษุสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย

ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ จุดเทียนธูปหน้าตูพระธรรม และตัวแทนไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช

ชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 10 รูป สวดอภิธรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ อบต.บางพลี ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี และประชาชนชาวอำเภอบางพลี เข้าร่วมพิธี


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แจ้งแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศ และวัดไทยในต่างประเทศ ดำเนินการบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชา พร้อมพระฉายาลักษณ์ หรือพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะภายในพระอุโบสถ

หรือสถานที่ให้สมพระเกียรติ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบกำหนดสัตตมวาร (7 วัน) ปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) ตามกำหนด

พร้อมจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ฟังธรรม และถวายสังฆทาน ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลในวันสำคัญตามกำหนด และให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ ในพิธีดังกล่าว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 20 รายปลายทางจังหวัดสงขลาส่งต่อประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับรายงานจาก พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ) กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว มีแรงงานต่างด้าวมาแอบพักพิงอยู่บริเวณ เพิงพักชายเขา ในพื้นที่ บ.หาดหนองหอย ม.6 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จึงได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบ สนธิกำลัง ฝ่ายปกครอง จนท.ทหารกอ.รมน.จว.ชุมพร จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ชุมพร ตม.จว.ชุมพร ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเพิงพักชั่วคราวจำนวนสามหลังคุมด้วยผ้าใบสีฟ้าขาวและพบแรงงานชาวต่างด้าวจำนวน 20 รายต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมจับกุมบุคคลต่างด้าว สัญชาติพม่า เป็นชาย จำนวน 18 คน หญิงจำนวน 2 คน และร่วมกันนำตัวมาที่ สภ.ท่าแซะ

เพื่อคัดกรองเบื้องต้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรองฯ 1.MR.KYAW HTAY (นายจอ เท) อายุ 42 ปี สัญชาติ เมียนมา 2.MR.SOE MYINT AUNG (นาย โซ เมี๊ยะ อาว) อายุ 22 ปี สัญชาติ เมียนมา 3.MR.AUNG KO MYINT (นาย อาว โก มิ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 4.MR.MYO HTET NING (นาย มิว เทด นาย) อายุ 35 ปี สัญชาติ เมียนมา 5.MR.THEIN THAN HTAY (นาย เต ทาน เท้)

อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 6.MR.AUNG ZAYA (นาย อาว เซ ยะ) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา 7.MR.MOE WIN (นายมู เวน) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมา 8.MR.THEIN ZAW LWIN (นายเต ซอ ลุย) อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา

9.MR.MAUNG NAING (นาย มาว นาย) อายุ 37 ปี สัญชาติ เมียนมา 10.MR.U MYO (นายอู มิ้ว) อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 11.MR.THAN TONE AUNG (นายตาน เต อาว) อายุ 18 ปี

สัญชาติเมียนมา 12.MR.NAY MYO AUNG (นายเน มิว อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติเมียนมา 13.MR.AUNG MYO THUYA (นายอาว มิว ตู ยะ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 14.MR.MIN WAI AUNG (นายเม เว อาว) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา 15.MR.ZAW LIN AUNG

(นายซอ ลิน อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 16.MR.MAUNG LWIN (นายเมา ลวย) อายุ 44 ปี สัญชาติ เมียนมา 17.MR.AUNG THAN

(นายเอา แตะ) อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา 18.MR.NAING TUN (นายไน ทอน) อายุ 32 ปี สัญชาติ เมียนมา 19.MISS AYE AYE SOE (น.ส.เอ้ เอ้ ซู) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 20.MRS.YIN YIN HTAY (นาง เย เยน เท่) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา
จากการตรวจสอบชาวเมียนมาจำนวนดังกล่าวไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (พาสสปอร์ต )

จากการสอบถามชาวเมียนมา ให้การว่าตนเองเดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ สมม. ขึ้นรถโดยสารมาลงที่ย่างกุ้ง สมม. จากนั้นนายหน้าพาเดินทางต่อโดยรถโดยสารไปยัง เมาะลำไย สมม. และโดยสารรถตู้มาลงที่ เจดีย์สามองค์ จว.ก.จ. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 เวลา 0145 จากนั้นเดินทางต่อโดยรถเอสยูวี สีดำ (1 ในรถขน) โดยมีการสลับรถจำนวน 4 คัน

จนมาลงที่บริเวณสวนปาล์มน้ำมัน วันที่ 21 ต.ค.68 เวลา 1700 จากนั้นเดินเท้ามายังบริเวณ ป่าใกล้สวนปาล์มน้ำมัน และพักอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อรอเดินทางต่อไปไปยัง พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จว. ส.ข. และประเทศมาเลเซีย โดยเสียค่าเดินทางไป จว.ส.ข. เป็นเงินจำนวน 22,000 บาท

และประเทศมาเลเซียเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท โดยจะจ่ายเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมแรงงาน ฯ ส่ง สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขับเคลื่อน ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จ.น่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรม

จังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่

ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย

ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/เครดิตสนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีรับบัว 2568 ประชาชนสองฝั่งคลองสำโรงร่วมอธิษฐานโยนบัวคึกคักบริหน้าตักหลวงพ่อโต อ.บางพลี สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

เป็นประธานเปิดลานวัฒนธรรม ในงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 และร่วมโยนบัวลงที่บริเวณหน้าตักหลวงพ่อโตจำลองที่ล่องอยู่ในคลองสำโรง

ซึ่งสองฝากฝั่งคลองสำโรงประชาชนจำนวนมากต่างถือดอกบัวอธิษฐานก่อนโยนไปที่หน้าตักหลวงพ่อโต

จำลองที่ล่องในคลองสำโรง เพราะเชื่อกันว่า หากโยนบัวได้ถึงหลวงพ่อโต

คำอธิษฐานก็จะเป็นจริง สมความปรารถนาภายในงานมี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ

นางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ดร.พัฒนพงศ์ จงรักดี นายกเทศมนตรีตำบลบางพลี

นายวิชัย จันทร์จำรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ อาจารย์ชูศรี สัตยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางพลี

นางสาววัฒนจิต บูรณเทพ ผู้แทนจาก ททท. สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม

ขณะที่ นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมคณะผู้บริหาร และส.อบจ.ก็ได้ล่องเรือในคลองสำโรง เพื่อโยนข้าวต้มมัด น้ำดื่ม ไข่ต้ม ให้กับประชาชนริมสองฝั่งคลองสำโรง

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น โดยมีขบวนเรือแห่จากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมขบวนจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ร่วมแจกข้าวต้มมัดแก่ผู้มาร่วมงาน

งานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 ถือประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ของชาวอำเภอบางพลี

ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต

ความผูกพันกับสายน้ำ ที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญา

ทางวัฒนธรรมของชาติ โดย กระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

ซึ่งปีนี้ตรงกับจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง

เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา โดยการโยนดอกบัวลง

ไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ เชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวไปในเรือ แล้วอธิษฐานสิ่งใดไว้ จะประสบความสำเร็จสมหวังทุกประการ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โฆษกสำนักนายก ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัย ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ พร้อมเผย รัฐบาลตั้ง ศูนย์ คอภ. และ ศชภ. เร่งเบิกจ่ายเงินเยี่ยวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 68 ดร.สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายก ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัยในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองศรีสะเกษ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และติดตามปัญหาน้ำท่วมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ลงพื้นที่จำนวน 40 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนโนนงาม, ชุมชนหนองหมู, ชุมชนหนองบัว, ชุมชนศรีสำราญ และ ชุมชนสะพานขาว

***ดร.สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกสำนักนายก เปิดเผยว่า ตอนนี้ในส่วนเหตุอุทกภัยทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วันนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ คอภ. ซึ่งศูนย์นี้จะช่วยอำนวยกาบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งจะมีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานาต่างๆ โดยศูนย์นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานศูนย์เอง

***นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ตั้ง ศูนย์ปฏิบัติหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเรียกว่า ศชภ. ซึ่งจะมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานศูนย์ โดยทั้งสองศูนย์จะทำหน้าที่บูรณาการร่วมกันกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของ

พี่น้องประชาชา ร่วมถึงเรื่องเงินเยี่ยวยาผู้ประภัย ที่เมื่อก่อนจะพบว่ามีปัญหาความล่าช้ามาโดยตลอด มาครั้งนี้ทางรัฐบาลจึงเห็นความสำคัญในจุดนี้ จะเร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยี่ยวยาให้กับพี่น้องประชาชน โดยไม่ต้องให้พี่น้องประชาชนไปรอเป็นครึ่งปี หรือ หนึ่งปี ถึงจะได้เงินเยี่ยวยา
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว หนึ่งเดียวในโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 สืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก แห่งเดียวในประเทศไทย สืบสานประเพณีท้องถิ่นของอำเภอบางพลี

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดงานประเพณีรับบัว ประจำปี 2568 ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสืบสานประเพณีท้องถิ่นของอำเภอบางพลี ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณของชาวอำเภอบางพลี ที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนต่างถิ่นที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอำเภอบางพลี และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำของชาวอำเภอบางพลี ที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประเพณีรับบัว อำเภอบางพลี

ได้รับการประกาศเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติโดยกระทรวงวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม 2568 จะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลอง ลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง และที่มาร่วมพิธีได้ร่วมสักการบูชา

โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ได้แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวังทุกอย่าง

สำหรับหลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) ศิลปะสมัยสุโขทัย ลักษณะเบิกเนตร ขัดสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ ตามตำนานกล่าวว่า ประมาณ 200 กว่าปี

หลวงพ่อโตลอยน้ำมาจากทางเหนือ พร้อมหลวงพ่อพุทธโสธร และหลวงพ่อบ้านแหลม โดยหลวงพ่อโตลอยเข้ามาตามคลองสำโรง ชาวบ้านได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปฏิบัติการทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้าแก้ไขปัญหาภัยแล้วให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ครั้งแรกในประเทศ เปิด ปฏิบัติการทดสอบ พลุปรับสภาพอากาศฝนหลวง โดยกรมฝนหลวง และการบินเกษตรจับมือกองทัพอากาศ ทำวิจัย ใช้พลุปรับสภาพอากาศแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ประชาชน

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาวาอากาศโท สุรสิทธิ์ วารี หัวหน้าแผนก 2 กองโรงงานสรรพาวุธ 4 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ นาวากาศตรี นรพงษ์ เอกหาญกมล รอง หน.ผวรบ.กสย.ศวอ.ทหารอากาศ นายปิ่นพงษ์ คงชนะ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้

นางสาวอรุณโรจน์ ศรีเจริญโชติ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวง ฯ และ ทหารอากาศ ได้ร่วมปฏิบัติการทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้า ที่ ด้านบนของ ยอดเขาป่าชุมชนหมู่ที่ 2 บ้านห้วยใหญ่ ตำบลสองพี่น้องอำเภอท่าแซะจังหวัดชุมพร

โดยการประสานงานจาก สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร อำเภอท่าแซะ เขต 3 ได้รับความร่วมมือจาก นายปรีชา มีสุวรรณ นายก อบต.สองพี่น้อง นายนิยม คล้ายอักษร ส.อบต.ม.2 น.ส.ปุญญิศา บัวเกิด ผญบ.ม.2 ผช.ผญบ. และ คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนเป็นอย่างดี

การดำเนินงานในวันนี้ชุดปฏิบัติการได้ยิงพลุ จำนวน 20 ลูกพร้อมกันในเวลา 10.20 น.ขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อให้เมฆรวมตัวกัน สามารถดำเนินการได้สำเร็จ โดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวง ฯ วัดสภาพอากาศก่อนการปฏิบัติงาน ในขณะปฏิบัติงาน และหลังปฏิบัติงาน เพื่อเก็บความชื้นในอากาศเทียบเคียงกับการใช้แท่นตรวจอากาศเคลื่อนที่วิเคราะห์อากาศพื้นล่าง ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ห่างจากจุดยิงพลุประมาณ 3 กม.วิเคราะห์ร่วมกับการบินตรวจอากาศตามหลักวิชาการของกรมฝนหลวง

นาวาอากาศโท สุรสิทธิ์ วารี หัวหน้าแผนก 2 กองโรงงานสรรพาวุธ 4 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ยิงพลุดัดแปลงสภาพอากาศ ทำหน้าที่ส่งสารแคลเซียมคลอไรด์ ขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมกันจำนวน 20 ลูก ที่ความสูงประมาณ 1,500 ฟุต จากฐานยิงบนยอดเขา เชื่อว่าผลการวิจัยในครั้งนี้จะสำเร็จได้ ซึ่งกองทัพอากาศเกิดความภูมิใจที่ได้ร่วมกับกรมฝนหลวง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาภัยแล้วให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆได้

ด้านนายนพรัตน์ สัมฤทธิ์ กรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยใหญ่ เปิดเผยว่า จุดชมวิวป่าชุมชนบ้านห้วยใหญ่ มีความสูง 1,053 ฟุต มีการอนุรักษ์ต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้จำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ โดยในช่วงเทศกาลต่างๆจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมากางเต็นท์ ชมธรรมชาติทะเลหมอกในช่วงเช้า มีความชื้นสูง จึงเหมาะที่จะเป็น จุดที่จะ ทดสอบยิงพลุปรับสภาพอากาศ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้ จะมีประโยชน์มาก ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของจังหวัดชุมพรและไกล้เคียง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานบุญสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 73 พรรษา” และห่มผ้าพระธาตุ ประจำ12 นักกษัตริย์ และพระธาตุสำคัญ อีก 8 แห่ง

แชร์เนื้อหานี้

🔹สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพและร่วมงานบุญสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 73 พรรษา” และห่มผ้าพระธาตุ ประจำ12 นักกษัตริย์ และพระธาตุสำคัญ อีก 8 แห่ง

🔹พบกับมหกรรมอาหารอร่อยจากครัวคุณต๋อย
🔹โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหารายได้สมทบกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน สนับสนุนการดำเนินงานของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนทั่วประเทศ

🔹โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธี
🔹ดร.วรรณปรียา โลหะวัฒนะกุล เป็นประธานจัดงาน และร่วมกับคณะทำงานทุกท่าน
🔹ในวันพุธที่ 1 – วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม2568

ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
🔹ติดต่อสอบถามรายละเอียด ที่สำนักหารายได้
โทรศัพท์ 095 – 958 – 2849 สภาสังคมสงเคราะห์

คณะผู้บริหาร สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ เทศน์มหาชาติ กัณฑ์ที่ 7 กัณฑ์มหาพน12:39 Aoi ๕๖๕ ♾📡📸 1 ตุลาคม 2568 : 11.00-12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,ร.อ.พนม เปียอยู่ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายทหารผ่านศึกเพื่อความมั่นคง อ.ท่าวุ้ง,นางถุงเงิน เพ็ชรเจริญสุข ประธาน อสม.ม.5 ต.บางลี่ และคณะ :

ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษากรณีเรียนพิเศษสำหรับเด็กยากจน พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับนักเรียนยากจน คนพิการ ผู้สูงอายุ [อายุ 100 ปี] และผู้ยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***- สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 3 ชุด

– น.ส.เจนจิรา เอี่ยมแจ่ม : บริจาคทุนการศึกษากรณีเรียนพิเศษสำหรับเด็กยากจน จำนวน 1 ทุน#สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ #สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล#ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1 #ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4#เครือข่ายทหารผ่านศึกเพื่อความมั่นคงอำเภอท่าวุ้น



สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯและพิธีสู่ขวัญเรือ ประจำปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้จัดงานแถลงข่าวและพิธีสู่ขวัญเรือ เพื่อเตรียมการจัดงานประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดน่าน ประจำปี 2568

โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 ณ ริมน้ำน่าน เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ จังหวัดน่าน โดยมี พระราชนันทวัชรบัณฑิต รศ.ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง

พร้อมด้วย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน นายสุรพล เธียรสูตรนายกเทศมนตรีเมืองน่าน และ นายราเชนทร์ กาบคำ นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน

ร่วมการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ร่วมประกอบพิธีสู่ขวัญเรือควบคู่กับงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมที่มีความสำคัญสืบทอดกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการบูชาแม่น้ำน่านและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจน

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เรือแข่ง ฝีพายและชุมชน โดยพิธีดังกล่าว ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขันเรือประเพณีของจังหวัดน่านในปีนี้ สำหรับงานประเพณีแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานฯ จังหวัดน่าน

นับเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่า สืบสานประเพณี แห่งสายน้ำ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การสร้างความสามัคคีในชุมชน และความผูกพันของผู้คนกับสายน้ำน่าน โดยในปี 2568 นี้ ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติแก่ทีมเรือผู้ขนะการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นเกียรติยศสูงสุดแก่ชาวน่าน

โดยมีกิจกรรมสำคัญที่จะดำเนินการในปีนี้ ประกอบด้วย งานประเพณีแข่งเรือ ตานก๋วยสลาก ณ วัดพระธาตุแซ่แห้ง พระอารามหลวง ระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2568 การประกวดการแกะสลักเรือจำลอง

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) การประกวดเรือสวยงาม การแสดงศิลปะ ความประณีตและภูมิปัญญาชาวน่าน และการแข่งขันเรือใหญ่โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทานฯ ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของงานในปีนี้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นการผสานพลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น เพื่อน้อมสืบสานประเพณีเก่าแก่คู่เมืองน่าน พร้อมทั้งมุ่งมั่นให้เป็นเวทีแห่งการสร้างความสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สร้างสรรค์ในระดับจังหวัดและภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนจังหวัดน่าน จึงขอเชิญชวนที่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งขาวไทยและต่างประเทศ มาร่วมสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันอันอื่น สนุกสนาน และร่วมสืบสานประเพณีแห่งสายน้ำ

ระหว่างวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 ณ ริมแม่น้ำน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน โทร: 054-711-650 Email: saraban-nan@m-culture.go.th/บุญยวค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หญิงดวงดีถูกรางวัล 12 ล้าน หอบเงินแสนมาแก้บนซื้อที่ดินถวายวัดไตรสามัคคี แถมล้วงไหได้เลขเด็ดเพื่อลุ้นอีกงวด

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 68 ที่วัดไตรสามัคคี อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ นางทองใบ เมืองแสน อายุ 58 ปี พร้อมครอบครัว ซึ่งเป็นชาวบ้านกะปิ หมู่ 11 ตำบลหนองม้า อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางมาแก้บนด้วยการทำบุญ 9 วัด

และนำเงินหลักแสนมาช่วยซื้อที่ดินจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ถวายให้วัดไตรสามัคคี หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ถูกรางวัลที่ 1 รับโชคก้อนโต 12 ล้านบาท นอกจากนี้ นางทองใบยังล้วงไหเสี่ยงโชคต่อหน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณ ทั้งร่างยักษ์และร่างมนุษย์ เพื่อหาเลขเด็ดให้ได้ลุ้นในงวดนี้อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ได้เลข 068

***นางทองใบ เมืองแสน อายุ 58 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กันยายน 68 ซึ่งถูกจำนวน 2 ใบ ได้รับเงินรางวัล 12 ล้านบาท ก่อนหน้าที่จะถูกรางวัล ตนได้เข้ามาทำบุญสังฆทานที่วัดไตรสามัคคีแห่งนี้ และนั่งอธิษฐานใต้ต้นไม้ใหญ่ ขอพรจากท้าวเวสสุวรรณ ให้ตนมีโชคลาภถูกรางวัลใหญ่ หากถูกรางวัลใหญ่ จะถวายเงินเพื่อซื้อที่ดินให้วัด และจะซื้อรถยนต์พาคนมาทำบุญ เนื่องจากตนไม่มีรถของตัวเอง เวลาจะมาวัดทำบุญต้องอาศัยรถคนอื่นอยู่เสมอ

***ดังนั้น หลังจากถูกรางวัลใหญ่ในครั้งนี้ ตนจึงเข้ามาที่วัดไตรสามัคคีเพื่อทำตามสิ่งที่ได้อธิษฐานไว้ โดยนำเงินไปซื้อที่ดินและนำโฉนดถวายให้วัด ตนรู้สึกดีใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ชีวิตลำบากมาก ตนมีอาชีพทำนา ต้องเลี้ยงหลาน 3 คน รายได้ไม่พอใช้ ต้องคอยยืมเงินญาติพี่น้องเพื่อประทังชีวิต รอสิ้นเดือนให้ลูกสาวโอนเงินมาให้ใช้ ส่วนลูกชายก็ตกงาน ทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างยากลำบาก การถูกรางวัล 12 ล้านบาทครั้งนี้ เงินบางส่วนจะนำไปทำบุญ 9 วัด ตามที่ตั้งใจไว้ และจะแบ่งให้ลูก ๆ เพื่อนำไปสร้างอาชีพ ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ใช้เอง และเป็นทุนการศึกษาให้หลาน ๆ ในอนาคต

***ทั้งนี้ วัดไตรสามัคคี เป็นหนึ่งในวัดที่น่าเที่ยวชม และเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ดินแดนพญานาค โดดเด่นด้วยเกาะนาคเมืองบาดาล ประติมากรรมแห่งศรัทธาที่งดงามวิจิตรตระการตา ราวกับอยู่ในเมืองบาดาล อีกทั้งยังเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในการถ่ายภาพ นอกจากนี้ยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณร่างยักษ์ใหญ่ และองค์ท้าวเวสสุวรรณในร่างมนุษย์ที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ภายในพระอุโบสถก็มีความวิจิตรงดงามไม่แพ้กัน เสมือนอยู่ในถ้ำบาดาลของพญานาค ทำให้ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ หลายคนมักมาขอพรตามจุดต่าง ๆ ของวัด และก็มักสมหวังอยู่เสมอ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ กับผู้ว่าฯ เหตุดินทรุดตัวหน้า รพ.วชิระ ถ.สามเสน กำชับตรวจสอบสาเหตุ ป้องกันดินสไลด์เพิ่ม และเคลียร์พื้นที่ ด้าน ปภ. จัดทีมปฏิบัติการ สนับสนุน กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (24 ก.ย. 68) เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกาจผจญ อุดม

ธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามเหตุดินทรุด หน้าโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ เผยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันทำงานเพื่อควบคุม สถานการณ์ – ด้านผู้ว่า กทม. อพยพคนจากจุดเสี่ยงเรียบร้อย รฟม. เร่งสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมปรับปรุงพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและเดินทางสัญจรได้ตามปกติโดยเร็ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทว กล่าวว่า จุดที่ดินทรุดเป็นโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งจะมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทำงานเพื่อควบคุมสถานการณ์แล้ว ได้

เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 1-2 วันนี้ เบื้องต้นได้ประสานว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมในการประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับและให้บริการผู้ป่วยและคนไข้ได้ตามปกติ ซึ่งเบื้องต้น คาดว่าไม่มีอุปสรรคในการรักษา ส่งต่อ และดูแลคนไข้

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า กทม. ได้มีการ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง รฟม. กฟน. กปน. สปภ.กทม. วชิรพยาบาล และหน่วยอื่น ๆ เพื่อแก้ไขและควบคุมสถานการณ์ โดยเบื้องต้นต้องเร่งหยุดและป้องกันไม่ให้เกิดดินสไลด์ต่อเนื่อง ตอนนี้ทางกรมโยธาฯ ได้มีการประมวลสถานการณ์โดยรอบโรงพยาบาล ในส่วนของโรง

พยาบาลไม่มีข้อกังวลเพราะมีกำแพงกั้นดินอยู่ แต่เพื่อความปลอดภัยได้หยุดให้บริการผู้ป่วยนอกเพื่อลดการเดินทางของประชาชนเข้ามาในพื้นที่แล้ว ในส่วนของถนนฝั่งตรงข้ามที่เป็นสำนักงานตำรวจถือว่าเป็นเขตอันตราย ได้มีการควบคุมการเดินทางและกั้นไม่ให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่รัศมีประมาณ 100 เมตรจากจุดเกิดเหตุ ตอนนี้สิ่งที่เป็นห่วงคือฝนที่อาจจะตกลงมา ซึ่งอาจทำให้ดินสไลด์มากขึ้น จึงได้มีการประสานเตรียมเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่

ด้านผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เส้นทางที่เกิดเหตุเป็นสายสีม่วงใต้ เป็นอุโมงค์รถไฟใต้ดิน 2 ชั้น ตอนนี้ต้องเร่งตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์ขึ้น เบื้องต้นคาดเกิด

จากการเคลื่อนตัวของน้ำใต้ดินกับดินที่การเคลื่อนตัวทางอุโมงค์ชั้นล่างทำให้ตัวรอยต่อระหว่างอุโมงค์ทั้งสองชั้นมีการสไลด์ ทำให้ดินบางส่วนพร้อมกับน้ำไหลเข้าไป ซึ่งตอนนี้ได้เร่งทำงานเพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้เร็วที่สุด

“ตอนนี้ต้องตรวจสอบว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร ใครต้องทำงานส่วนไหน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งบูรณาการทำงาน อาจจะต้องกลับใช้โมเดลการทำงานตอนที่ตึก สตง. ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างถล่ม และมุ่งเน้นการเคลียร์พื้นที่ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว“ นายอนุทิน เน้นย้ำ

เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ปภ. ประจำ ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command Post: ICP) ปฏิบัติงานเป็นวงรอบ เพื่อติดตามข้อมูล ประสานการปฎิบัติงาน และสนับสนุนความช่วยเหลือให้กับ กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง ////////

#ปภ#ข่าว#อนุทิน#ดินถล่ม#วชิรพยาบาล

ลงพื้นที่ติดตามเหตุดินทรุดตัวหน้า รพ.วชิระ ถ.สามเสน ส่งทีมปฏิบัติการพิเศษ USAR Thailand พร้อมอุปกรณ์กล้องจับความความเคลื่อนไหวของโครงสร้างอาคาร เข้าช่วย กทม.

วันนี้ (24 ก.ย.68) เวลา 09.30 น.นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มอบหมายให้นายสหรัฐวงศ์ สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการติดตามสถานการณ์เหตุดินทรุดตัวบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิระ ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

ในเบื้องต้นสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอรับการสนับสนุนทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ (USAR) พร้อมอุปกรณ์กล้องส่องความเคลื่อนไหวของโครงสร้างอาคาร เพื่อสนับสนุนภารกิจในการเข้าตรวจสอบพื้นที่ โดย

เฉพาะการตรวจสอบความทรุดตัวของอาคาร เพื่อความปลอดภัยในการเข้าปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป ซึ่ง ปภ.ได้จัดส่งทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ หรือ USAR พร้อมอุปกรณ์พร้อมอุปกรณ์ชุดค้นหาพิเศษเข้าสนับสนุน กทม. ในเวลา 10:00 น.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ให้ความรู้เรื่องสิทธิ คนพิการ มอบชุดเยี่ยม/รถวีลแชร์/ผ้าอ้อมสำเร็จรูป คนพิการ 12 ราย วัดศรีสุวรรณรัตนาราม [วัดดงแก้ว] ต.วังขอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

23 กันยายน 2568 : 13.30 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคน

พิการทางการเคลื่อนไหวสากล ร่วมกับ นางสุพิชชญา สาคร นายกสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะ,พล.อ.ทวี ณ ชาตรี รอง หส.ผศ.ล.บ. และคณะ,ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.โคกสำโรง และคณะ,รอง นายก อบต.วังขอนขว้าง,จิตอาสา รุ่น 8/25

เหล่าทหารปืนใหญ่,ผญบ.,อสม.,พ.ต.เฉลิม อินจำปา รองประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.โคกสำโรง ผู้ประสานงาน : ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยม/รถวีลแชร์/ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ให้คนพิการ จำนวน 12 ราย ณ ศาลาเอนกประสงค์ วัดศรีสุวรรณรัตนาราม [วัดดงแก้ว] ต.วังขอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

*** ขอขอบคุณผู้บริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ : บริจาคชุดเยี่ยม จำนวน 7 ชุด/ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนางศิริกาญจน์ เขื่อนเพชร : บริจาครถวีลแชร์ 1 คันนางสุพมณฑน์ คลังบุญครอง : บริจาคผ้าอ้อมสำเร็จรูป และแผ่นรองซับโรงแรม CENTARA : บริจาคแปรงสีฟัน ยาสีฟัน

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหว

สากลสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลพบุรีเครือข่ายทหารผ่านศึกอำเภอโคกสำโรงองค์การบริหารส่วนตำบลวังขอนขว้างทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปัตตานี – เลขาฯ ป.ป.ส เปิดงาน ยุวสิงห์มหาดไทย รวมพลังต่อต้านยาเสพติด ชมดนตรีในสวน มาลีฮวนน่า สร้างมูลค่าทางเศษฐกิจในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน วันที่ 22 กันยายน 2568 20.30 น. ที่ สวนสาธารณะพรุจงเปือย หมู่ที่ 4 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จัดกิจกรรม “ยุวสิงห์มหาดไทย รวมพลังทำ ความดี ต่อต้านยาเสพติด มีการชมดนตรีในสวนมาลีฮวนน่า โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 200 คน

โอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาว อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายคอซีย์ มามุ ส.ส.ปัตตานี (เขต2ปัตตานี) นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนางรอมละห์ มามุ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาประดู่ โดยมี นายเชาวลิต สิทธิฤทธิ์ นายอำเภอโคกโพธิ์ ได้มาเป็นผู้กล่าวรายงานในพิธีเปิดกิจกรรมในครั้งนี้

ซึ่งภายในงานมีการเปิดบูทขายสินค้าต่างๆ กิจกรรมรวม กลุ่มสันทนาการ การเรียนรู้วิธีปฏิเสธยาเสพติด และ การเลือกคบเพื่อนที่ดี การดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา และการอยู่ร่วมในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ด้านกฎจราจร และการขับขี่ปลอดภัยจากสถานีตำรวจภูธรนาประดู่ และสถานีตำรวจภูธรโคกโพธิ์ มีกิจกรรม แรลลี่เยี่ยมชม โครงการสร้างบ้านกาชาดและกลุ่มผู้เปราะบาง ที่ บ้านห้วยเงาะ ตำบลทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ ปัตตานี

นอกจากนี้แล้ว ไฮไลท์ที่ประชาชนให้ความสนใจ การแสดง ดนตรีในสวนจากวง “มาลีฮวนน่า” วงดนตรีเพื่อชีวิตในตำนาน มาทำการแสดง เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุข และเสริมสร้างพลังอันเกิดจากความสามัคคีของคนในชุมชน นอกจากนี้การที่ชาวบ้านได้มีการเปิดบูทร้านค้าขายสินค้าในพื้นที่ยังก่อให้เกิดการกระตุ้นเม็ดเงินหลายล้านบาทเเละเศรษฐกิจที่กำลังก้าวไปข้างหน้าซึ่งกิจกรรม

ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และ ได้รับความร่วมมือจาก นายคอซีย์ มามุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปัตตานี เขต 2 ปัตตานี องค์การบริหาร ส่วนตำบลนาประดู่ ในการเอื้อเฟื้อสถานที่ในการจัดงาน มีการเปิดวีดิทัศน์สรุปกิจกรรม ประธานยุวชนสิงห์ ได้นำกล่าวคำปฏิญาณตนเพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์ ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดอย่างเป็นทางการผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ส.

ด้าน นางสาว อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า การจัดกิจกรรม ยุวสิงห์มหาดไทยรวมพลังทำความดี ต่อต้านยาเสพติดครั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และ สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่เยาวชนในพื้นที่

โดย กิจกรรมในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ในการป้องกัน และปราบปราม ยาเสพติดในเชิงรุก เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการสร้างเครือข่าย เยาวชนในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกัน การเข้าถึงยาเสพติดใน กลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อีกด้วย

ตอริก สหสันติวรกุล
ผอ.กองบรรณาธิการข่าว
(ศูนย์ข่าวภาคใต้ จ.ปัตตานี)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช. ชี้มูลทุจริต! จนท.พัสดุ สพป.มุกดาหาร–เอกชน พัวพันสมคบฮั้วประมูล จัดจ้างปรับปรุงอาคารเรียน 3 แห่งในพื้นที่ อ.คำชะอี – ผอ.ร.ร.หลุดอาญาแต่เจอวินัยร้ายแรง

แชร์เนื้อหานี้

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ 67-1-1427/2565 และคดีหมายเลขแดงที่ 1114-1-50/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียน 3 แห่ง ในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่พัสดุของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร (สพป.มุกดาหาร) ว่ามีการจัดจ้างปรับปรุงอาคารเรียนโดยวิธีพิเศษ ไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่เอกชน

การสอบสวนพบว่าในปี 2557 น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร ได้โน้มน้าวให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง คือ นายวิษุวัต วิมลเศรษฐ ร.ร.บ้านดงยาง 1 นางภัทร์สิริ ไชยธงยศ ร.ร.บ้านกกไฮโนนน้ำคำ และนายวิรัตน์ บุตรดีวงศ์ ร.ร.บ้านน้ำเที่ยงวันครู 2501 จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ อ้างว่าหากล่าช้า งบประมาณจะถูกตัด ซึ่งไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ น.ส.ทองม้วน เป็นผู้จัดหาผู้รับจ้างและคู่เทียบเอง ทำให้การจัดจ้างไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยมีโครงการที่เกี่ยวข้อง 3 รายการ ได้แก่
ปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านดงยาง 1 งบประมาณ 735,000 บาท ปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านกกไฮโนนน้ำคำ งบประมาณ 1,160,000 บาท และปรับปรุงอาคารเรียน ร.ร.บ้านน้ำเที่ยงวันครู 2501 งบประมาณ 200,000 บาทต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 107/2567 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 มีมติ คือ
ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง พ้นมูลความผิดอาญา แต่มีมูลผิด วินัยร้ายแรง ฐานละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบจนทำให้ราชการเสียหาย น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ เจ้าหน้าที่พัสดุ มีมูลผิดอาญาหลายฐาน ทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) สมคบเสนอราคา (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล 2542) และผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. รวมทั้งผิด วินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่

นางนภาพร แสนโสม และนางจรรยพร วังคะฮาต มีมูลผิดวินัยร้ายแรง ฐานลงนามเอกสารจัดจ้างทั้งที่ไม่มีการเสนอราคาจริง นายจุบรรณ บรรจง และนางจิรภา พรหมพิบูลย์ ไม่มีมูลผิดอาญา แต่มีมูลผิดวินัยไม่ร้ายแรงส่วนภาคเอกชน นางอรัญญา คูสกุลวัฒน, นายอภิเดช ปัททุม, หจก.กลางประพันธ์ก่อสร้าง และนายแดนศักดิ์ ทิพนัส มีมูลผิดอาญา ฐานสมคบเสนอราคาและสนับสนุนเจ้าพนักงานทุจริต น.ส.ผาณิตา บุตรดีวงศ์ และหจก.ซีเอ็นเอส คณาทรัพย์ มีมูลผิดอาญาในลักษณะเดียวกัน ส่วนนางนันธิตา แสนโสม และหจก.สุทธิดา การโยธา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล

โดย ป.ป.ช.มีมติให้ส่งสำนวนและพยานหลักฐานไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีอาญา ได้แก่ น.ส.ทองม้วน สุทธิคุณ, นางอรัญญา คูสกุลวัฒน, นายอภิเดช ปัททุม, หจก.กลางประพันธ์ก่อสร้าง, น.ส.ผาณิตา บุตรดีวงศ์, หจก.ซีเอ็นเอส คณาทรัพย์ และนายแดนศักดิ์ ทิพนัสนอกจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องไปยัง ผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหารดำเนินการชดใช้ค่าเสียหาย และส่งข้อมูลเอกชนที่เกี่ยวข้องให้กรมบัญชีกลางขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ทิ้งงานต่อไป

ทั้งนี้ ยังพบว่าจังหวัดมุกดาหารได้ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2567 โดยมีชื่อนางอรัญญา คูสกุลวัฒน สารวัตรกำนันตำบลน้ำเที่ยง อำเภอคำชะอี ได้รับรางวัลขั้นที่ 2 ของสารวัตรกำนัน ด้วย

ปปช #ปปชมุกดาหาร #ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง #ข่าวการศึกษา #ปราบโกง #มุกดาหาร #ฮั้วประมูล #สพป #สพปมุกดาหาร #โรงเรียนบ้านดงยาง1 #โรงเรียนบ้านกกไฮโนนน้ำคำ #โรงเรียนบ้านน้ำเที่ยงวันครู2501 #คำชะอี #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลงพื้นที่เดินหน้าให้ความรู้ “พืชผักสมุนไพร หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู” สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงวัย ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hot spot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านกิจกรรม

“พืชผักสมุนไพร หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงวัยปลอดภัยจากฝุ่นละออง PM2.5” ณ พื้นที่ตำบลแม่สาคร อำเภอเวียงสา จังหวัดน่านการดำเนินงานในครั้งนี้นำโดย นางสาวแพรวพรรณ คำศิลา พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาคร และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ดวงใจ หัวหน้า

โครงการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ น้ำเย็น ผู้อำนวยการ รพ.สต.แม่สาคร และ นางบัณฑิตา ถึงสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สาคร ร่วมลงพื้นที่ให้ความรู้และสาธิตแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพแก่ อสม. และเกษตรกรในพื้นที่รวม 65 ราย จาก 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านสาคร หมู่ที่ 2 บ้านท่ามงคล หมู่ที่ 3 บ้านจะเข้ภูหอม หมู่ที่ 4 บ้านป่างิ้ว หมู่ที่ 5 บ้านไพรอุดม และ หมู่ที่ 6 บ้านป่าคา

กิจกรรมสาธิต “หนึ่งหลุมหนึ่งเมนู” จัดขึ้นที่บ้านของ อสม. แกนนำในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อเป็นตัวอย่างการปลูกพืชผักสมุนไพรร่วมกับการใช้เศษเหลือวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่ เพื่อที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงจากโรคระบบทางเดินหายใจ และส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5

นอกจากการส่งเสริมสุขภาพแล้ว กิจกรรมยังมีเป้าหมายในการลดจุดความร้อนจากการเผาวัสดุการเกษตร โดยเน้นการสร้างความรู้เรื่องการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมทั้งวางแผนความร่วมมือกับเกษตรกรต้นแบบและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “สังคมคาร์บอนต่ำ” และการบริโภคอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมายการลดฝุ่น PM2.5 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในระยะยาว/เครดิต/สรรเพชญ์ ปุละ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “จากฟาร์มถึงช้อน สะท้อนนวัตกรรมอาหารไทย “จัดยิ่งใหญ่ที่เซ็นทรัลโคราช

แชร์เนื้อหานี้

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) (TCEB) เทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ2 พาณิชจังหวัดนครราชสีมา เกษตรจังหวัดนครราชสีมา อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 และ องค์กรภาครัฐและเอกชน จัดงานแสดงสินค้า เตรียมจัดงาน Agro FEX 2025 (ฟู้ดเด้อ Fooder) ภายใต้แนวคิด ” จากฟาร์มถึงช้อน สะท้อนนวัตกรรมอาหารไทย” งานแสดงสินค้าและ นวัตกรรม ด้านการเกษตร และอาหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช

นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปืดเผยว่าการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารเกษตรและแปรรูปอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยมีกิจกรรมงานที่หลากหลาย อาทิกิจกรรม Business.Matching เชื่อมโยงการค้าระหว่างผู้ประกอบการ Exhibitor จาก ทั่วประเทศ และ Visitor ที่เป็นนักธุรกิจทั้งในประเทศ ผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึง คู่ค้าจากกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับปีนี้พิเศษ คือ เราจะนำสินค้าเครื่องดื่มที่เป็นท้องถิ่น เช่นสุราท้องถิ่น เบียร์ คราฟ มาจัดแสดง และจัดเบียร์ทอร์ค และ.เบียร์ เทสติ้ง เพื่อคนที่สนใจต่อยอดธุรกิจ

นางธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานAgro FEX 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี แต่ยังเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่ประชาชน จะได้สัมผัสสินค้าคุณภาพและเรียนรู้วิถีอาหารปลอดภัย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าภายในงานกว่า.1,550 ล้านบาททางด้านนายสุวัชชัย นิมมานเทวินทร์ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองไมซ์ซิตี้ ที่มีศักยภาพความพร้อมในการรองรับการจัดงานแสดงสินค้า อย่างมีมาตรฐาน งาน AgroFex 2025 จะยิ่งเสริมเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและต่อยอดทางธุรกิจ การค้าการลงทุน และองค์ความรู้ระยะยาว โดย เฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรอาหาร และอุตสาหดรรมต่อเนื่อง โดยปีนี้ งาน AgroFex เชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบาย และ วาระแห่งชาติ หลายด้าน


” ทีเส็บ (TCEB) ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้งานแสดงสินค้า อย่าง AgroFex เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจเกษตรไทยกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนงานภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Empower Thailand Exhibition (EMTEX) ที่มุ่งยกระดับงานแสดงสินค้าที่มีศักยภาพ ขึ้นระดับภูมิภาค โดยใช้กิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดเป็นตัวนำ และเป็นที่ปรึกษาร่วมวางกลยุทธ การขายตลาด สนับสนุนให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) สร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการให้มากที่สุด เพื่อให้งานแสดงสินค้านี้ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย ของภูมืภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต นายสุวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / “หัวหิน” จัดระเบียบขอทาน-คนเร่ร่อน ป้องกันอาชญากรรมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเมืองท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 7

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.68 นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานปล่อยแถวการจัดระเบียบคนขอทานและคนไร้ที่พึ่ง ที่หน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 27

ร่วมกับ เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ หน่วยงานสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และภาคีเครือข่าย กองสวัสดิการสังคม เจ้าหน้าที่เทศกิจ ฝ่ายปกครองอำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน เพื่อสร้างความตระหนักและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559

พระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2556 รวมถึงสร้างความเข้าใจในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับผู้กระทำการขอทาน คนเร่ร่อน และคนไร้ที่พึ่งในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน เพื่อป้องกันอาชญากรรมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีเมืองท่องเที่ยวระดับโลกนายนพพร วุฒิกุล กล่าวว่า ภายหลังปล่อยแถวเจ้าหน้าที่แล้ว

ได้ลงพื้นที่สำรวจภายในตลาดโต้รุ่งหัวหิน และถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลฯ หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนนักท่องเที่ยวว่าพบเห็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักษณะคล้ายคลึงกับผู้ป่วยจิตเวช คนไร้ที่พึ่ง เร่ร่อน หลายรายออกมาพักอาศัยอยู่ในที่สาธารณะตามริมถนน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดทำประวัติพร้อมทั้งแจ้งสิทธิตามกฎหมาย

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 11

ให้คำแนะนำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้น เราเน้นการให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อนำไปสู่กระบวนการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้หากใครพบเห็นคนเร่ร่อน คนขอทาน กระบวนการค้ามนุษย์ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่งานรักษาความสงบ (เทศกิจ) ให้ดำเนินการได้ทันที หรือแจ้งที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 2

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สายด่วน 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

Upscaled with Gigapixel v8.4.3. 1620×1080 => 1620×1080 (1x) Model: Standard V2, denoise: 0.01, sharpen: 0.01, decompression: 0.01 Face recovery version: 2, strength: 0.8, creativity: 0 (Realistic), selectedFaces: 14

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง ลงพื้นที่ตรวจตราสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น.นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรงและนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม

ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ปริมาณน้ำในพื้นอำเภอโคกสำโรง โดยได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ผลการปฏิบัติงานดังนี้

เวลา 10.30 น. นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลหนองแขม

เพื่อตรวจสอบพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากบริเวณบ้านหลังที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นทางผ่านของน้ำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังซึ่งเป็นน้ำรอระบาย

โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ได้ปรึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวกับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแขมเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

เวลา 14.30 น. นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรงและนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองได้เดินทางไปยังถนนเส้น ทช.1008 ตำบลหลุมข้าว ร่วมกับ สภ.โคกสำโรง และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลหลุมข้าว

ตามที่ได้มีการลงสื่อโซเชียลกรณีมีชาวบ้านมาเล่นน้ำบริเวณถนนเส้นดังกล่าว จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นายอำเภอโคกสำโรงพร้อมองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าวลงพื้นที่ตรวจตราบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางมาเล่นน้ำและมีร้านค้าตั้งขายของ

โดยนายอำเภอโคกสำโรงได้กำชับองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมข้าวให้ติดตั้งป้ายเตือนและติดตั้งกรวย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และจัดเวรยามเฝ้าระวังความปลอดภัยให้แก่ผู้มาท่องเที่ยวในพื้นที่ในช่วงนี้ต่อไป

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อพท.สุโขทัย สร้างสัมพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสุโขทัยจัดประชุมรวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา16:30 น. พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย และนายสิทธิพันธ์ แสงสุวรรณ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏฺิบัติการ อพท.สุโขทัย และเจ้าหน้าที่ อพท.สุโขทัย สร้างสัมพันธ์เครือข่ายสื่อมวลชนจังหวัดสุโขทัย จัดประชุมรวมพลังเครือข่ายสื่อสารมวลชน ประจำปี พ.ศ. 2568
    โดยมี ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย สมาคมสื่อสารมวลชนสุโขทัย ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ผู้สื่อข่าวช่อง ๓ สถานีวิทยุ อสมท จังหวัดสุโขทัย สถานีวิทยุ สวท.จังหวัดสุโขทัย เครือข่ายสื่อมวลชน เครือข่ายสื่อมวลชนในจังหวัดสุโขทัยเข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และ ส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดสุโขทัยในฐานะเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ในการนี้ได้รับเกียรติจาก นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมรับทราบผลและแผนการกำเนินงานของ อพท.สุโขทัย พร้อมพี่น้องสื่อมวลชน

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เครือข่าย สื่อมวลชนทุกท่านให้ความสําคัญและเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ อพท.สุโขทัยได้ขับเคลื่อนมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านโครงการหลัก 3 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม(UCCN)
    2. โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนประจําปีงบประมาณ2568
    3. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน พื้นที่ชุมชนเป้าหมาย 9 แห่ง ได้แก่ (1) ชุมชนเมืองเก่า(2)ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย (3)ชุมชนบ้านนาต้นจั่น (4)ชุมชนไทยชนะศึก (5)ชุมชนเมืองด้ง (6)ชุมชน ทุ่งหลวง (7)ชุมชนนาเชิงคีรี (8)ชุมชนหาดเสี้ยว และ(9)ชุมชนวิถีเมืองบางขลัง

    สร้างรายได้ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 29,866,899 บาท เพิ่มขึ้น 62.64% จากปีฐาน 2567 จำนวนนักท่องเที่ยว 121,284 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73% จากปีฐาน 2567 พร้อมพุ่งเป้าหมายแผนการพัฒนาปี 2569 เพิ่มขึ้น 3% จากปีฐาน 2568

    ผลงานเด่น: รางวัลระดับชาติและนานาชาติ
    จากการดําเนินงานร่วมกับชุมชน อพท.สุโขทัย สามารถผลักดันให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์และได้รับ รางวัลสําคัญทั้งในและต่างประเทศ อาทิ

    1. รางวัลนานาชาติ
    • PATA Grand Award 2025 จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA) มอบให้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนา ลัย จ.สุโขทัย จากผลงาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise) โดดเด่นที่สุดด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
    1. รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 (Thailand Tourism Awards 2025)
    • วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ได้รับรางวัล Hall of Fame, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)
    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
    • ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านทุ่งหลวง ได้รับรางวัลแห่งความยั่งยืน
    1. รางวัลระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อม
    • Green Destinations Top 100 Stories 2025 ชุมชนท่าชัย – ศรีสัชนาลัย ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก และจะเข้ารับรางวัลอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้
    1. รางวัลสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) จํานวน 1 แห่ง
    • ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) จํานวน 2 แห่ง
    • ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) จํานวน 4 แห่ง
      รวมทั้งหมด 7 รางวัล
    1. รางวัลด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (LESS)
    • ชุมชนบ้านนาต้นจั่นได้รับประกาศเกียรติคุณโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) จากการบูรณาการร่วมกับ อพท.สุโขทัย ธ.ก.ส. จังหวัดสุโขทยั ศูนย์ป่าไม้ และ (อบก.)องค์การบริหาร
      จัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
    • ผลการพัฒนาระบบ BCG Model ด้านคาร์บอนเครดิต พบว่าพื้นที่ป่าชุมชน 1,058 ไร่ สามารถกัก เก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 33,097 ตัน CO2 เทียบเท่า ถือเป็นต้นแบบสําคัญของการ ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุญยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณ อพท.สุโขทัย ในการบูรณาการร่วมกันในการขับเคลื่อนชุมชนเกิดผลงานเชิงประจักษ์มากมาย ถือว่าเป็นเครือข่ายสำคัญ แรงผลักดันหลักในการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง

    นางเบญจภัทร หมวกทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชน และ อพท.สุโขทัย ที่สร้างส่งเสริม สนับสนุน ชุมขนในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ในนามประชาสัมพันธ์จักนำข้อมูลทั้งหมดไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ต่อไปให้นักท่องเที่ยว และบุคคลภายนอกได้ทราบถึงความสำเร็จของชุมชนจากการได้ รางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างการรับรู้ให้คนมาท่องเที่ยวสุโขทัยเพิ่มมากขึ้นต่อไป

    พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผจก.อพท.สุโขทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพท.สุโขทัย เล็งเห็นถึง ความสําคัญของเครือข่ายสื่อมวลชนในฐานะพันธมิตรสําคัญที่จะช่วยเผยแพร่เรื่องราวของชุมชน ผู้ประกอบการ ร้านค้า และเส้นทางการท่องเที่ยวต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง การประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสําคัญในการบูรณาการทํางานร่วมกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสุโขทัยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน”

    การจัดประชุมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญของการสร้างเครือข่ายการสื่อสารด้านการ ท่องเที่ยว เพื่อให้จังหวัดสุโขทัยสามารถก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีชื่อเสียงในระดับโลกได้อย่าง มั่นคง

    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

    สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / โครงการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดูข้อกฎหมาย ป.ป.ช.จากกรณีข้าราชการท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล ถูกร่างแหดำเนินคดี ไปกับคณะผู้บริหารท้องถิ่น โดยตกเป็นจำเลยร่วม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ สนง. ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมานายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภ.3 เผยว่า พี่น้องท้องถิ่น อปท.มี 8 หมื่น หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล เวลาถูกกล่าวหา ก็คือตัวนายก แต่ ป.ป.ช. ดำเนินคดีทำใมมาถึงตัวเขาด้วย

    ซึ่งเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ตรงนี้เป็นหลักกฎหมายโดยแท้อยู่แล้ว ก็คือกระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมปฏิบัติ ในข้อกล่าวหานั้นๆ.ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าน เวลาดำเนินการ นอกจากจะดำเนินการกับ นายก ซึ่งถือว่าเป็นตัวการสำคัญ เราต้องดำเนินการกับผู้ปฏิบัติ และผู้สนับสนุน หมายถึงผู้ดำเนินการแทนนายก เป็นเรื่องปกติ จริงๆแล้ว กฎหมายมีทางออก ดูจาก พรบ.ป.ป.ช. ปี 2561มาตรา 134 เจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา

    สมมุติว่า มีการจัดซื้อจัดจ้าน ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ มาเห็นสิ่งที่นายกสั่งการไม่ถูกต้อง คุณสามารถคัดค้านได้ตาม มาตรา 134 เมื่อมีการคัดค้านและมีพยาน ตามกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ และกฎหมายยังมีทางออกอีกหนึ่งทาง คือ มาตรา 135 ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำทุจริต ไปกับเขาด้วย แต่เราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเล่าความจริงที่เป็นสาระ สำคัญ ในการดำเนินคดีกับตัวการ ข้าราชการผู้ปฏิบัติเหล่านี้

    สามารถร้องขอในการเป็นพยานได้ ที่สำคัญคดี ของ ป.ป.ช.คดีการจัดซื้อจัดจ้าน มีการพิจรณาหยิบยกเรื่องการเป็นพยานเกือบทุกคดี ไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนก่อการ แต่เขาทำเพราะถูกสั่ง แบบนี้กฎกมายต้องคุ้มครองกันเป็นพยาน เมื่อมีมติกันเป็นพยาน ก็ไม่ต้องรับผิดทางวินัย ในทางอาญา และ ละเมิด ตัวสั่งการเท่านั้น ต้องรับผิดชอบ

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ต.ศรีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่14 กันยายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสรภัญญะ ณ วัด

    โนนสะอาดอุดม บ้านโคกกุง โดย นายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข มอบหมาย นางสุมาลี มูลตรีภักดี
    รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

    กล่าวรายงานประกวดขับร้องสรภัญญะ ประเภททีม แบ่งออก3ประเภท ได้แก่-ประเภทยุวชน-ประเภทเยาวชน-ประเภทผู้สูงอายุ(ประชาชนทั่วไป)

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นให้มั่นคงสืบไป

    นายอิสระ บุตรโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดขับร้องสรภัญญะ
    มีผู้มาร่วมงานจำนวนมากทั้งภาคประชาชนทั่วไป ส่วนราชการ อบต.ศรีสุข สมาชิก อบต.ศรีสุข กำนันตำบลศรีสุข คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู

    นายอุไร ลาสอน เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู กล่าว
    งานประเพณีบุญทอดเทียน กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู

    วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2568 ขอขอบคุณด.ร.วิราวรรณ มูลตรีภักดี พร้อมญาติๆ สนับสนุนเงินรางวัลร้องสรภัญญะตำบลศรีสุข และนายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

    วินนิวส์/สมมาตร แอมไร่ ข่าว/ภาพ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณ เรือรบหลวงปราบ เพื่อความสวยงามของท้องทะเล/กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514 วันนี้ (15 ก.ย.68) เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 (ชุมพร) สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณเกาะง่าม เรือรบหลวงปราบ และเกาะหลักง่าม ได้ลอบ จำนวน 4 ลูก ภารกิจเสร็จสิ้น

    หนึ่งใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ของแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองรอง นำเสนอโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การที่ได้มาเที่ยวทะเลชุมพร ว่ากันว่าที่นี่หาดทรายสวย ใต้ทะเลสมบูรณ์เกินกว่าจะถูกมองให้เป็นแค่เมืองผ่าน เพราะจุดดำน้ำตื้นหมู่เกาะชุมพรแบ่งออกเป็นสองโซนใหญ่ กลุ่มแรกคือ เกาะง่ามน้อย ง่ามใหญ่ กะโหลก และ ทะลุ อีกกลุ่มคือ เกาะมัตรา หลักแรด ละวะ และ เกาะลังกาจิว การไปเที่ยวไม่ยากเลย มีบริษัทนำเที่ยวเอกชนให้บริการอยู่พอสมควร

    ฤดูท่องเที่ยวทะเลชุมพรเหมาะสมที่สุดคือมกราคมถึงเมษายน เหมือนกับทะเลโซนอื่นของประเทศ ส่วนฤดูมรสุมใหญ่ฝั่งภาคใต้อ่าวไทยปกติอยู่ระหว่างตุลาคมกับพฤศจิกายน เดือนที่เหลือจากที่ว่ามาให้ดูตามสภาพอากาศเวลานั้นอีกทีแล้วกัน อาจจะมีฝนตกบ้าง เว้นช่วงบ้างว่ากันไป

    แต่ก่อนไปยลอะไรที่สวยยิ่งกว่าต้องอดใจรอสักครู่ เพราะเรือมุ่งหน้าต่อสู่เกาะง่ามใหญ่
    ง่ามใหญ่เป็นเกาะกลุ่มเดียวกับง่ามน้อยนั่นแหละ ที่นี่มีทีเด็ดมีเรือรบหลวงปราบ เฉพาะใต้น้ำแต่ยังโดดเด่นด้วยหน้าผาหินทรงแปลกตามองคล้ายฝ่ามือคนข้างขวา ชาวบ้านเลยเรียกกันว่าฝ่ามือพระพุทธเจ้า นักท่องเที่ยวไหวเลยครับ อุทานถึงพระองค์ พระองค์ก็มา

    กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

    ธนากร โกสลเมธี รายงาน 0818923514 วันที่16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจากกรณี ผู้ใช้กรณีผู้ที่ใช้ Facebook ชื่อ Anong Panthong ได้ลงคลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมของกำนันนายนิรัตน์ เข้าระงับเหตุ ใช้เสียงดัง และเดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าวแต่ไม่พบใครอยู่ในบ้าน
    ทางด้าน นายนิรัตน์ ผุดเพชรแก้ว กำนันคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านหลายฉบับ และได้เก็บหนังสือร้องเรียนเหล่านั้นไว้ทุกฉบับทั้งหมด ชาวบ้านร้องเรียนว่า บ้านทำเสียงดัง ต.ท่าหิน อ. สวี จ.ชุมพร

    หลังดังกล่าวได้ เบิ้ลเครื่องรถและเสียงท่อไอเสียดังมากกว่าปกติจึงได้โทรไปหาพ่อของ คนดังกล่าวเพื่อแจ้งให้ทราบและยังได้ตักเตือนไปถึง พฤติกรรมของคนดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นมานาน หลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าดำเนินการอย่างไรเนื่องจากพ่อของคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปแตะต้องแต่ผมในฐานะที่เป็นผู้นำของคนทั้งตำบล ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวน่าจะเปิดเผยคลิปที่ถ่ายตั้งแต่ตอนต้นไม่ใช่ตัดต่อเอาตอนที่ออกมาตามสื่อโซเชียล

    ในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับน้องๆในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ ชรบ. ซึ่งเป็นบ้านที่ห่างจากบ้านหลังที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อย พร้อมกับได้ยิน เสียงเบิ้ลรถมอเตอร์ไซค์ ดังสนั่นหวั่นไหวมาก ตรงกับที่ชาวบ้านร้องเรียน ก็เห็นว่าเป็นเหตุเฉพาะหน้า จึงตั้งใจจะไปว่ากล่าวตักเตือนเพียงเท่านั้นทำให้ยังไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งเครื่องแบบให้เป็นที่เรียบร้อยแต่อย่างใด แต่เมื่อไปถึงกับถูกพูดจาด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงตะคอก

    ซึ่งเด็กกลุ่มนั้นยังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่แสดงอาการกริยาไม่สุภาพต่อผมทำให้ผมเกิดอาการโกรธ ก็เลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนในขณะที่กำลังเข้าไปปฏิบัติหน้าที่และมีอาการตามในคลิปที่เผยแพร่ในสื่อโซเซียล ส่วนเด็กและวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว กำลังอยู่ในลักษณะของการซ่อมรถ ซึ่งอาจจะมีไขควง หรือมีดหรือสิ่งอื่นใดที่อาจจะทำอันตรายต่อผมได้และผมก็มองเห็นไม่ชัดเพราะอยู่ในเวลามืดค่ำประมาณทุ่มกว่าๆ และใช้เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุเพียง 5 นาทีเท่านั้น ส่วนที่มีสื่อกระแสหลักหลายสื่อลงข่าวเพียงด้านเดียวของกลุ่มเด็กเหล่านั้นแต่ไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือสอบถามข้อเท็จจริงจากผมแต่อย่างใด จึงอยากจะขอความเป็นธรรมให้กับตัวผมด้วย

    กำนันตำบลท่าหินได้นำเอาเอกสารหนังสือร้องเรียนจำนวนมากที่มีชาวบ้านในเขตตำบลท่าหินและอยู่ใกล้เคียงกับบ้านหลังที่เกิดเหตุออกมาโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวดูและบอกว่าได้รับคำร้องเรียนมานานแล้วมาก กำนันท่าหินได้อ่านหนังสือของชาวบ้าน หนึ่งในจำนวนมากนั้นลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ว่าเนื่องจาก บ้ายดังกล่าว ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากการแต่งรถซิ่ง ของบรรดารถ จยย และส่งเสียงดังจากบ้าน หลังที่เกิดเหตุ และหนังสือฉบับอื่นๆอีกในข้อความคล้ายๆกันถึงความเดือดร้อนจากการแต่งรถเสียงดังและเบิ้ล รถเสียงดังในเวลาค่ำคืน นอกจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวยังมีประวัติพึ่งพ้นจากคุกออกมาไม่นานนักในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ใน การหลบหนี เข้ารับราชการทหารด้วย ส่วนในเวลาที่เกิดเหตุ ผมสังเกตเห็นคู่กรณีมีลักษณะของการก้มลงไปไม่ทราบว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเนื่องจากมืดจึงดึงอาวุธปืนออกมาจากสะเอวมาถือไว้เพื่อเป็นการป้องกันตัวและไม่ได้เล็งอาวุธปืนไปยังคู่กรณีแต่อย่างใดตามในคลิปที่เกิดขึ้น

       ทางด้านชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลท่าหินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เด็กวัยรุ่นที่บ้านหลังดังกล่าวได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งดัดแปลงส่งเสียงดังและเบิ้ลเครื่องอยู่เป็นประจำทั้งกลางวันและกลางคืนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้าน มาเป็นเวลานานนับเดือนหลายเดือนแล้วนายไตรทิพย์ สกุลประดิษฐ์ นายอำเภอสวี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ออกไปตามสื่อโซเชียลต่างๆของกำนันตำบล และได้เชิญกำนันมาสอบถามรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และได้ กล่าวว่ากำนันทำอย่างนั้นได้อย่างไรถึงแม้ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ก็ตาม ทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อพี่น้องประชาชน ในขณะนี้ กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะดำเนินการต่อไปพ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผกก.สภ.สวี  จังหวัดชุมพร กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏเป็นคลิปที่อยู่ในข่าวทางเราได้เรียกสอบปากคำในส่วนของผู้เสียหายเบื้องต้นแล้วยืนยันให้ดำเนินคดีซึ่งเกิดจากความกลัวที่ทางด้านกำนันไประงับเหตุเรื่องส่งเสียงดังแล้วก็มีการพูดโต้เถียงกันมีการชักอาวุธปืน ออกมาจากเอวที่เป็นไปตามภาพคลิปตามข่าวอยู่แล้วเราก็จำดำเนินไปตามตัวบทกฎหมายในส่วนนี้ซึ่งจะพิจารณาทุกส่วนในทุกตัวบทกฎหมายว่ากำนันมีอำนาจหรือไม่วันนั้นในวันเกิดเหตุมีการไปเนื่องจากเหตุอะไรมีเหตุผลกดเคืองกันมาก่อนไหมแล้วก็ในคลิปอาจจะ ถ่ายแค่มุมหนึ่งบุคคลที่โต้เถียง ด้วยทางเราไม่เห็นในส่วนนั้นจะต้องเรียกสอบปากคำทั้งหมดแล้วก็พิจารณาในส่วนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อหาถ้าหากว่ากำนันผิดในตัวบทกฎหมายไหนก็จะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในตัวบทกฎหมายนั้นในส่วนนั้นครับ

    สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / จัดกิจกรรม ” โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการ มอบชุดยังชีพให้ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ 40 ราย อ.วังสะพุง จ.เลย

    แชร์เนื้อหานี้

    14 กันยายน 2568 : 09.00-11.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,คณะจิตอาสาพระราชทาน 904,พระครูปริยัติสิทธิญาณ เจ้าคณะตำบลวังสะพุง เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด

    พร้อมด้วยคณะสงฆ์,นายนครินทร์ เทพรักษ์ รหส.ผศ.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย มอบหมายให้ น.ส.ยุพาพิน สายศรีแก้ว ผช.หน.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย และคณะ,ชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย และคณะ,นางจริยาพร พัฒนชัยกุล ประธานผู้ประสานงานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จ.เลย

    มอบหมายให้ นายณัฐกฤต สิมะลี เลขานุการ,พมจ.เลย และคณะ,ชมรมแม่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคน

    พิการฯ,ร.ต.อ.ชาญชัย วรรณโรจน์ คณะกรรมการผู้ไกล่เกลี่ย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ประสานงาน : ร่วมจัดกิจกรรม “โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” มอบชุดยังชีพให้กับ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 40 ราย ณ บ้านเลขที่ 111 ม.7 ต.ปากปวน อ.วังสะพุง จ.เลย

    *** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ชุดชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ราย และจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน

    สส.เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล : บริจาคน้ำดื่ม จำนวน 50 โหลโรงแรมเซ็นธารา : บริจาคแปรงสีฟันและยาสีฟัน จำนวน 10 ลังสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย คนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลยชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก เรือศักดิ์มงคลชัย ครองถ้วยพระราชทานฯเงินรางวัล 120,000 บาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สรุปผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 วันนี้(14 ก.ย. 68) การแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    สืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง ธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมความรักความสามัคคีของประชาชน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

    บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทย และจังหวัดชุมพร และการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดชุมพร โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 -14 กันยายน 2568 ณ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

    โดยมีนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันฯ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ร่วมมอบรางวัลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568

    สำหรับผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เรือยาวประเภท 32 ฝีพายผู้นำ ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 120,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1

    เรือเทพชินกร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 100,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพรแม่ย่าเน้ย สังกัด เทศบาลตำบลบางหมาก เงินรางวัล 80,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสิงโตทอง สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ เงินรางวัล 60,000 บาท

    เรือยาวประเภท 16 ฝีพายทั่วไป ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือเพชรบ้านนา Good Design ป.นำโชค สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 35,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือจระเข้ท่าม่วง

    สังกัด วัดหูรอ เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือฤทธิ์เทวดาเพชร 5 แยก สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 25,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรืออนันตชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม เงินรางวัล 20,000 บาท

    เรือยาวประเภท 32 ฝีพายประชาชนทั่วไปภายในจังหวัด ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ เรือพลอยชมพู สังกัด Good design เงินรางวัล 50,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือสะหัสชัย

    สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 40,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพระนเรศวร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 20,000 บาท

    เรือยาวประเภท 8 ฝีพาย ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่ เรือเพชรณภัทร สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 15,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือเจ้าแม่นาคราช เพชรอานุภาพ ฐิตะฐาน 2 สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา

    เงินรางวัล 12,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือป.รัตนชัย วัยรุ่นบ้านควน สังกัด วัดชลธารวดี เงินรางวัล 10,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสาวน้อยพนังตัก 2 เอเพ็กซ์ฟู้ด สังกัด เทศบาลตำบลนาชะอัง เงินรางวัล 8,000 บาท

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตามไปดู จ.แพร่ “จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองฯ ร่วมออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้า ใน.จแพร่ “

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 จังหวัดแพร่ อำนวยการโดย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายสมชาย อำพันกาญจน์ ปลัดจังหวัดแพร่ นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอเมืองแพร่ สั่งการให้ นายธรรมนูญ กาญจนครุฑ

    ป้องกันจังหวัดแพร่ นายอนุวัฒน์ สาน้ำอ่าง ผช.ป้องกันจังหวัดแพร่ นายปรีชา นุ่นปาน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ ฉก.หม้อห้อม (ร้อย.บก.บร.) และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองแพร่ ฉก.ช่อแฮ (ร้อย.อส.อ.เมืองแพร่ 1)

    บูรณาการร่วมกับ จนท.ตำรวจ สภ.เมืองแพร่ ทต.เมืองแพร่ ร่วมกันออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้ามาร์คโฟร์พลาซ่า บิ๊กซี และโลตัส ไม่พบการให้เข้าเล่นตู้คีบตุ๊กตาแต่อย่างใด และได้เข้าตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาบริเวณห้องเช่าภายในปั้มน้ำมันบางจาก ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ พบว่ามีตู้คีบตุ๊กตาสามารถให้ผู้ใช้บริการเข้าเล่นได้

    เจ้าหน้าที่ ฯ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ดังนี้ 1. ตู้คีบตุ๊กตาสีฟ้า จำนวน 1 ตู้ 2. ตู้คีบตุ๊กตาสีเหลือง จำนวน 1 ตู้ 3. ตู้คีบตุ๊กตาสีชมพู จำนวน 1 ตู้ 4. ป้ายขั้นตอนประชาสัมพันธ์การแลกเหรียญและธนบัตรการเล่นตู้คีบตุ๊กตา จำนวน 1 ป้าย

    จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าของปั้มน้ำมันดังกล่าวพร้อมนำของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองแพร่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

    ทีมข่าวบก รายงาน ธีรพงษ์ #ธงออน/#แพร่

    061-585-5297