
วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย ตรวจสอบความพร้อมในการรองรับมวลน้ำจากภาคเหนือ และเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี นายภานุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา พลตำรวจตรีชัยรพ จุณณวัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี นายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอพรหมบุรีนายอำเภออินทร์บุรีอำเภอเมืองสิงห์บุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามจุดเสี่ยงและโครงการสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณปากคลองกระทุ่มโพรง หมู่ที่ 6 ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี ซึ่งประสบปัญหาตลิ่งทรุดตัวและมีความเสี่ยงจากกระแสน้ำ โดยรับฟังแนวทางแก้ไขและแผนเสริมความมั่นคงของตลิ่งจากโครงการชลประทานสิงห์บุรี

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี เพื่อติดตามแผนก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมระยะทางประมาณ 800 เมตร พร้อมรับฟังความก้าวหน้าของโครงการด้านวิศวกรรม งบประมาณ และแผนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยและเสริมความมั่นคงของระบบบริหารจัดการน้ำ

ต่อมา ได้ลงพื้นที่บริเวณแยกศาลหลักเมือง อำเภอเมืองสิงห์บุรี เพื่อติดตามแนวทางการจัดทำแนวป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด รวมถึงติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสาย 311 ช่วงแยกไกรสรราชสีห์–แยกศาลหลักเมือง และพื้นที่ก่อสร้างสะพานบางระจันแห่งใหม่ โดยโครงการมีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 20 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 พร้อมแผนก่อสร้างวงเวียน ปรับปรุงสะพาน และติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

ในการรายงานสถานการณ์ หน่วยงานด้านชลประทานได้ชี้แจงว่า พื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำเชียงรากกว่า 38,300 ไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมรายงานเกณฑ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยหากมีการระบายน้ำ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ และหากเพิ่มเป็น 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะเริ่มล้นตลิ่ง นอกจากนี้ยังได้รายงานมาตรการเตรียมความพร้อม ทั้งการเสริมคันดิน วางกระสอบทราย การเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชน และแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

ด้านโครงการระยะยาว ได้มีการติดตามแผนแก้ไขปัญหาตลิ่งพังบริเวณตำบลพระงาม ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันด้วยเสาเข็มลึก 16 เมตร แบ่งดำเนินการ 4 ระยะ วงเงินรวม 180 ล้านบาท บรรจุในแผนงบประมาณปี 2571–2574 รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออุดช่องว่างแนวป้องกันน้ำหรือ “ฟันหลอ” ระยะทางประมาณ 700–800 เมตร โดยเสนอของบประมาณ 250 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง จัดทำแผนเผชิญเหตุ เตรียมกำลังพล เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติงาน แม้ว่าการคาดการณ์ปริมาณฝนในปี 2569 จะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ทุกหน่วยงานต้องไม่ประมาท และต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันน้ำท่วม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดผลกระทบจากอุทกภัยซ้ำซาก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดสิงห์บุรีอย่างยั่งยืน
