คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีแข่งเรือ ชิงถ้วยพระราชทาน วันออกพรรษา ตานก๋วยสลาก วัดบุญยืน พระอารามหลวง อ.เวียงสา จ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้


16/10/2567 จังหวัดน่าน จัดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ณ สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณี แข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสาชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567

โดยมี นายอำเภอเวียงสา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสา นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน ประธานชมรมเรือแข่งอำเภอเวียงสา คณะกรรมการจัดงาน ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีฯ

งานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสาชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567 ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาในวันออกพรรษาเป็นระยะเวลายาวนานนับร้อยปี มีเอกลักษณ์เป็นลักษณะเรือขุดจากไม้ท่อนแกะสลักหัวเป็นรูปพญานาค อ้าปาก ชูคอ มีเขี้ยวโง้งอน สง่างาม การแข่งเรือและทานสลากภัตจึงถือเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวจังหวัดน่าน และเป็นความภาคภูมิใจของชาวอำเภอเวียงสา ที่ได้จัดให้มีขึ้นทุกๆ ปี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป และเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความมีวินัย ในหมู่คณะ ส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดี และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ซนะ รู้อภัย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเสริมสร้างเอกลักษณ์ของอำเภอเวียงสา ตลอดจนจังหวัดน่าน ให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปและชาวต่างชาติ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีหมู่บ้านในเขตอำเภอเวียงสาและอำเภอใกล้เคียง ได้ส่งเรือยาวเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 18 ลำ โดยแยกประเภทการแข่งขันออกเป็น ประเภทเรือเล็ก 5 ลำ ประเภทเรือกลาง จำนวน 4 ลำ ประเภทเรือใหญ่ จำนวน 5 ลำ และประเภทเรือเอกลักษณ์น่าน จำนวน 4 ลำ นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เรือสวยงาม จำนวน 4 ลำ และกองเชียร์ 3 หมู่บ้าน

โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงาน เทศบาลตำบลเวียงสา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สสส. และพ่อค้า ประชาชน หน่วยงานอื่นๆ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,000,000 บาท/บุญยวค์ สดสอาดนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / การประชุม สรุปสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับน้ำในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา / โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมพระปรางค์สามยอด ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลพบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วม การประชุมสรุปสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมจังหวัดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม จาก ห้องประชุม 108 ชั้น 1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

โดยจังหวัดลพบุรีได้รับแจ้งจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลืออุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ว่าต้องการทราบข้อมูลอุทกภัยและการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 9 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และ กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานต่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) ในวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2567 เวลา 14.30 น.

โดยนายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า สำหรับในส่วนของจังหวัดลพบุรี มีแม่น้ำสาขาที่แยกออกแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ 2 เส้น ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีและคลองชัยนาท – ป่าสัก ซึ่งจากสถานการณ์น้ำภาพรวมของจังหวัดอยู่ในสภาวะปกติ ทั้ง 11 อำเภอไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมขังในพื้นที่ ทั้งนี้ก็ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยจังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนในการร่วมกันกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำลพบุรี เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลผ่านสะดวก โดยกำหนด Kick off พร้อมกัน ในวันที่ 16 ตุลาคม 2567 (พรุ่งนี้) โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นี้

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

ลพบุรี- บรรยากาศการรับเสื้อวันแรก โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 จังหวัดลพบุรี คึกคักผู้รักสุขภาพรอคิวรับเสื้อหนาแน่น

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 บรรยากาศการรับเสื้อวันแรก ในโครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดลพบุรี เป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนและส่วนราชการต่าง ๆ ผู้รักสุขภาพรอคิวรับเสื้อกันอย่างหนาแน่น โดยจังหวัดลพบุรีได้กำหนดรับเสื้อในวันที่ 15 และ 16 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00- 16.000 น. ณ. เต้นท์บริการด้านหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดลพบุรี ฝั่งธนาคารกรุงเทพ โดยนำสำเนาบัตรประชาชน และตั๋วสมัครเดินวิ่ง ปั่น มายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ มีข้อสงสัยติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดลพบุรี กลุ่มงานอำนวยการ โทร. 0 3677 0150

โดย นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า ด้วยคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชร่วมกับศิริราชมูลนิธิ ได้จัดโครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นดังแสงนำใจ

และทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทยในการรักษาสุขภาพ และการออกกำลังกาย รวมทั้งสร้างความตระหนักและให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมองแก่ประชาชน ตลอดจนรณรงค์เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศให้หันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกาย และสุขภาพสมองที่แข็งแรง โดยมีกิจกรรมต่างๆประกอบด้วย 1. กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 2. กิจกรรมให้ความรู้โลกหลอดเลือดสมอง และ 3. กิจกรรมออกกำลังกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตเฉลิมพระเกียรติ

โดยจังหวัดลพบุรี พร้อมกัน ทั้ง 11 อำเภอ กำหนดจัดกิจกรรมในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 เวลา 05.30 น. สถานที่ประกอบด้วย 1. อำเภอเมืองลพบุรี จัดกิจกรรมที่สนามกระโดดร่มพัชรกิติยาภา 2. อำเภอบ้านหมี่ จัดกิจกรรมที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองบ้านหมี่ 3. อำเภอโคกสำโรง จัดกิจกรรมที่สนามกีฬาโรงเรียนโคกสำโรงวิทยา 4. อำเภอพัฒนานิคมจัดกิจกรรมที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 5. อำเภอชัยบาดาล

จัดกิจกรรมที่ลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล 6. อำเภอท่าวุ้งจัดกิจกรรมที่ลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอท่าวุ้ง 7. อำเภอหนองม่วงจัดกิจกรรมที่ สนามที่ว่าการอำเภอหนองม่วง 8. อำเภอสระโบสถ์จัดกิจกรรมที่สนามที่ว่าการอำเภอสระโบสถ์. 9. อำเภอโคกเจริญจากกิจกรรมที่สนามที่ว่าการอำเภอโคกเจริญ 10. อำเภอท่าหลวงจัดกิจกรรมที่สันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ11. อำเภอลำสนธิจัดกิจกรรมที่อ่างเก็บน้ำกุตตาเพชร ทั้งนี้ประชาชนผู้สนใจร่วมงานวิ่งในครั้งนี้สามารถสวมเสื้อเหลืองเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยพร้อมเพรียงกัน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สโมสรฟุตบอลซีเนียร์ไทยแลนด์ VIP SENIOR THAILAND เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล เกาหลีโลกครั้งที่ 17 ณ เมืองฮงชอนกุน คังวอนโดเกาหลีใต้

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 1-6 ตุลาคม 2567 นายบุญเลิศ ผลอุดม ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลซีเนียร์ Thailand ได้นำคณะนักกีฬาฟุตบอล ไทยเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล พร้อมคณะ โดยมี นายยรรยง ทองประยูร อดีตนักบอลทีมชาติไทย เป็นเฮทโค้ช ในรายการ แข่งขันฟุตบอล VIP เกาหลีโลก ครั้งที่ 17

กำหนดเดินทาง วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นำคณะโดยมิสเตอร์คิม นัดพบรับตั๊วเครื่องบิน เช็คเอกสารพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 21.00 น ขึ้นเครื่อง เวลา 01.20 น สายการบิน.ทีดับเบิลยู ทีเวย์แอร์ ช่อง G ถึงอินชอน เช้า เวลา 08.30 นตามเวลาเกาหลี วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ทานอาหารเช้า ขึ้นรถทัวร์ที่มารอรับที่สนามบินอินชอนเดินทางไปยัง ที่พักAlps Motel ในฮงชอน จังหวัดคังวอนโด ทานอาหารเย็นเสร็จ

เข้าร่วมชมการแสดงพิธีเปิดการต้อนรับนักกีฬาทุกประเทศ เช้าวันที่ 3 ตุลาคม ทานอาหารเช้า ขึ้นรถทัวร์เดินทาง เข้าสนามทำการแข่งขันฟุตบอล World Overseas Korean Football Federaation2024 WORLD FOOTBALL FESTIVAL “2024” 전 세계 한민족 축구대회 대회기간 : 2024, 10.3 ~ 10.6 (4일간)장 소 : 강원도 종합운동장 외4개 구장
참가국 : 35 개

주최:사)세계한민족축구협회
후 원 : 문화체육관광부. 국민체육진흥공단.
강원도 홍천군.대한체육회 WKFA2024 ฟุตบอลโลก งานเทศกาล “2024” ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเกาหลีทั่วโลก ระยะเวลาการแข่งขัน: 2024, 10.3 ~ 10.6 (4 วัน) สถานที่: สนามกีฬาคังวอนโด และสนามกีฬาอื่นอีก 4 สนาม
ประเทศที่เข้าร่วม: 35 ประเทศ เจ้าภาพ : สมาคมฟุตบอลเกาหลีโลก
ผู้สนับสนุน: กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มูลนิธิส่งเสริมกีฬาเกาหลี ฮงชอนกุน คังวอนโด สภากีฬาเกาหลี

ทำการแข่งขันทั้งหมด 3 รุ่นอายุ รุ่นประชาชนทั่วไป จำนวน 8 ทีม รุ่นอายุ 40 ปี จำนวน 16 ทีม ขึ้นรุ่นอายุ 50 ปีขึ้น จำนวน 8 ทีม วัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ไทยเกาหลี และประเทศสมาชิก ที่เข้าร่วมทำการแข่งขัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการออกกำลังกายมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมทำการแข่งขันทั้งโซนเอเซียและยุโรป ทำการแข่งขันพร้อมกันสี่สนาม ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2567

สรวัชร สรรเพ็ชร์
รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทหารเรือ นรข.แถลงตรวจยึดยาบ้ากว่า 3.9 หมื่นเม็ด ริมน้ำโขง / บึงกาฬก้าวสู่ยุคดิจิทัล เสริมระบบป้องกันภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี AI (CCTV-based)

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 11 ต.ค. ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.มอบหมายให้ น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 39,951 เม็ด ภายใต้อำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข และ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย โดยว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย นายธีรพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ ว่าที่พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อย ตชด.244 พ.ต.ต.ประชานารถ แดงเนียม สว.หน.ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ และผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขงระหว่างบ้านท่าโพธิ์ หมู่ 6 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ คาดว่าจะเป็นป่าสวนยาง ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ ร.ท.เพชรนคร ผิวขำ และ ร.ท.ไชยา เนียมแสง พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าโพธิ์ ตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด

กระทั่งเวลา 19.00 น.ขณะที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่ริมโขงบริเวณพื้นที่ป่าสวนยางบ้านท่าโพธิ์ ชุดปฏิบัติติการได้ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืนตรวจพบเรือกลีบเพลายาวเครื่องยนต์ติดท้ายต้องสงสัยแล่นข้ามน้ำโขงมาจากฝั่ง สปป.ลาว ภายในเรือมีบุคคลนั่งมาด้วย 1 คน ขับเรือมายังฝั่งบริเวณสวนยางริมฝั่งแม่น้ำโขงตามที่สายลับแจ้งมาโดยเมื่อเรือจอดชายคนดังกล่าวได้ยกถังสีขาว จำนวน 1 ถังขึ้นมาจากเรือ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ จึงเข้าแสดงตัวเข้าตรวจค้นเมื่อชายต้องสงสัยเห็นเป็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งถังสีขาวที่ถือมาแล้วรีบขับเรือกลีบเพลายาวที่จอดไว้กลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงลงไปตรวจดูเปิดดูด้านในถังสีขาวพบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 4 แพ็คๆ รวมเป็นยาบ้าจำนวนประมาณ 39,951 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ก่อนจะทำการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เชียงของดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายธีระพล ขุนพานเพลิง นอภ.เมืองบึงกาฬ กล่าวว่า ทุกวันนี้ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ มีการระบาดของยาบ้าอย่างหนัก บางพื้นที่ราคายาบ้า เม็ดละ 20 บาท หรือ 5 เม็ดร้อย ทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นต้นเหตุของการเกิดอาชญากรรมลักเล็กขโมยน้อย รวมไปถึงการเมายาบ้าอาละวาด สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ในบทบาทฝ่ายปกครองเองมี 3 ส่วน มาตรการในการป้องกัน มาตรการในการปราบปราบ และมาตรการในการบำบัด ซึ่งฝ่ายปกครองเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นที่ยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นมือเป็นไม้ในพื้นที่มีโอกาสได้ส่งข้อมูลต่างๆให้กับหน่วยงานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญในส่วนมาตรการป้องกันที่ได้ดำเนินการคือการป้องกันระดับกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน เยาวชน ให้มีโอกาสห่างใกลจากยาเสพติด

ด้าน น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. กล่าวเพิ่มเติมว่า นรข.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในการแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งจะนำกำลังพลหน่วย นรข.พบปะประชาชน เยาวชน มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจปัญหายาเสพติด และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบคือครอบครัว โดยจะกลับไปให้ข้อมูลที่ดีกับประชาชนให้ความร่วมมือลดละเลิกยาเสพติด
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล //บึงกาฬ 0645960906

จังหวัดบึงกาฬก้าวสู่ยุคดิจิทัล เสริมระบบป้องกันภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี AI (CCTV-based)
.
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมสิรินธรวัลลี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติโดยใช้ระบบเทคโนโลยี CCTV-based (AI) ระหว่าง จังหวัดบึงกาฬ บริษัท ลาว พีเพิล จำกัด และบริษัท เอเดน แลป จำกัด

CCTV-based (AI) หรือระบบกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการนำมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการภัยพิบัติ โดยระบบนี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ประโยชน์ของการใช้ระบบ CCTV-based (AI) ในการจัดการภัยพิบัติ การตรวจจับภัยพิบัติล่วงหน้า ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น พายุ ฝนตกหนัก หรือระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ

ระบบ CCTV-based (AI) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือในการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ โดยสามารถตรวจจับภัยพิบัติได้ล่วงหน้า ประเมินความเสียหาย ติดตามสถานการณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดบึงกาฬในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน และเป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / คอฟ (RECOFTC) และองค์กรภาคีเครือข่าย ปลุกพลังป่าชุมชน สร้าง “นักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง” เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและรับมือสภาวะโลกรวน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 ต.ค. 67 น.ส.วรางคณา รัตนรัตน์ ผอ.รีคอฟ แห่งประเทศไทย (RECOFTC) องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งสร้างอนาคตที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จับมือเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่าย อื่นๆ สร้าง “กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง” (Citizens’ Forest Master หรือ CF Master) โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะกรรมาธิการด้านการเกษตรและสหกรณ์ฯ วุฒิสภา นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานสภาป่าไม้ภาคพลเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

นับเป็นก้าวแรกในการยกระดับความสามารถของชุมชนด้านการสำรวจทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในป่าของตนเองอย่างมีระบบ และนำข้อมูลมาทำแผนการจัดการป่าที่ตอบโจทย์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับวิกฤตโลกรวนอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ทรัพยากรพืชและสัตว์ต่างๆ มีปริมาณลดลงไปมากหรือถึงขั้นเสี่ยงสูญพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างโดยเฉพาะชุมชนที่วิถีชีวิตผูกติดกับป่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งรายได้

ป่าเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุด แต่แม้ภาคป่าไม้ของไทยจะตื่นตัวในการรับมือวิกฤตระดับโลกเหล่านี้ เช่น มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของประเทศพร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ มีการพัฒนาแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อปกป้องความหลากหลายทาง ชีวภาพ แต่ชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับป่ากลับยังมีบทบาทจำกัดในการดูแลจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ทั้งที่ป่าที่ชุมชนร่วมจัดการและใช้ประโยชน์เหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เป็นเขตกันชนให้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์และถือเป็นด่านหน้าในการปกป้องถิ่นที่อยู่ของพืชและสัตว์หลากชนิด

และถึงแม้ว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จะกำหนดให้ป่าชุมชนทำแผนการจัดการป่าชุมชนเพื่อประกอบการจดทะเบียนป่าชุมชน รวมถึงต้องต่ออายุการขึ้นทะเบียนโดยปรับปรุงแผนการจัดการป่าชุมชนทุก 5 ปีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ชุมชนยังพบความท้าทายในการออกแบบแผนตามบริบทและการนำไปปฏิบัติจริง ตามระเบียบการทำแผนมีการกำหนดให้ชุมชนจัดทำข้อมูลป่าโดยระบุชนิดของพืชและสัตว์ที่พบ ซึ่งป่าชุมชนจำนวนมากยังขาดความรู้และทักษะในการเก็บข้อมูลทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เช่น การจำแนกชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบเป็นกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มทรัพยากรที่มี ค่าหรือหายาก การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรในป่า นอกจากนี้ ชุมชนยังต้องมีทักษะในการประเมินสถานภาพของป่าและทรัพยากรที่มี รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อป่า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญสู่การทำแผนการจัดการป่าชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละป่า

รีคอฟและองค์กรภาคีเครือข่ายเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาคนในป่าชุมชนเหล่านี้ให้เป็นผู้นำที่สามารถพาสมาชิกคนอื่นในชุมชนมาร่วมเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างแผนการจัดการป่าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มกระบวนการ พัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง เพื่อให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือที่จำเป็นกับชุมชนสำหรับภารกิจดังกล่าว

กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองนั้นมุ่งเน้นที่การทำจริงและส่งเสริมการทำงานอย่างมีส่วนร่วมโดยชุมชนเป็นฐาน รีคอฟและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เริ่มจากการเก็บข้อมูลเศรษฐกิจสังคมของชุมชนเพื่อให้เข้าใจบริบทความต้องการในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชน ต่อด้วยการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้ชุมชนมีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรในป่าและทราบสถานภาพของป่าและทรัพยากรเหล่านี้ และขั้นตอนสุดท้ายคือการทำแผนการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมทั้งชุมชน โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชุมชนมาออกแบบแผนการจัดการป่าที่นำไปใช้ได้จริง

กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองนี้เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 และเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ประสบความสำเร็จในการสร้างนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองรุ่นแรก 53 รายจากป่านำร่อง 28 แห่งใน 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงป่าชุมชนบ้านม้าร้อง ป่าชายเลนบ้านฝ่ายท่า และป่าพรุบ้านแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเวทีสมัชชาป่าไม้ภาคพลเมือง เพื่อนำเสนอกระบวนการและความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคม 2567

การขยายผลความสำเร็จจาก 28 ป่านำร่องสู่ป่าชุมชนกว่า 12,000 แห่งและป่าอื่นๆ ที่มีชุมชนร่วมบริหารจัดการทั่วประเทศเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรง รีคอฟและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย จึงร่วมกันพัฒนาคู่มือการจัดทำแผนการจัดการป่าชุมชน ซึ่งรวมถึงแบบฟอร์มสำหรับการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดทำแผนตามกรอบแนวทางของกรมป่าไม้ ภายใต้ความมุ่งหวังว่าคู่มือนี้จะเป็นเครื่องมือที่ง่าย

สำหรับการใช้งานของชุมชน และเป็นแนวทางการทำงานที่ได้รับการยอมรับทั้งจากชุมชนและภาคส่วนต่างๆ สามารถนำไปเรียนรู้และทำงานร่วมกันต่อไป โดยได้เชิญตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์กรภาคประชาสังคม มาเข้าร่วมหารือแลกเปลี่ยนบทเรียนจากกระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง พร้อมให้ความเห็นสำหรับพัฒนาเครื่องมือและต่อยอดความสำเร็จในวงกว้างขึ้นต่อไป เพื่อยกระดับบทบาทและศักยภาพของชุมชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและสามารถตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนไทยและเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง โครงการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก Darwin Initiative โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย ในฐานะองค์กรภาคีเครือข่าย ป่าไม้ภาคพลเมือง ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย โดย HAND Social Enterprise


////////////////////////////////////////
สกุ๊ปพิเศษโดย… ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/รพ.กรุงเทพพัทยา จัดเสวนารับวันมะเร็งเต้านมสากล/มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย/จะจัดงานระดมทุนสนับสนุนสังคมสงเคราะห์/เมืองพัทยาวางแนวทางดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 ต.ค.67 ที่บริเวณ Lobby อาคาร E โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จ.ชลบุรี โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ได้จัดเสวนาเรื่อง หลากหลายความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม เนื่องในวันมะเร็งเต้านมสากล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเต้านม เนื่องในวันมะเร็งเต้านมสากล (World Breast Cancer Day) “มะเร็งเต้านม” ภัยเงียบอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก ป้องกันได้ด้วยการหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเอง และพบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง โดยมี คุณภารดี อาจสมิติ ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล รพ.กรุงเทพพัทยา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

หลังจากนั้นมีการเสวนาเรื่อง หลากหลายความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดย นายแพทย์ฐาปนัสม์ ลิขิตมาศกุล ศัลยแพทย์เต้านม ศูนย์เต้านม และแพทย์หญิงสิริจัยกรณ์ ศิววงศ์ศรี อายุรแพทย์โรคมะเร็งและโรคเลือด รพ.กรุงเทพพัทยา มาร่วมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม พร้อมตอบคำถามข้อสงสัยจากผู้เข้าร่วมฟังเสวนา

นอกจากนี้ มีการออกบูทเรียนรู้วิธีประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งจากผู้เชี่ยวชาญ และตรวจเต้านมฟรี จำนวน 100 ท่าน โดยพยาบาลวิชาชีพ ตลอดเดือนตุลาคมนี้ และยังมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย อาทิ กิจกรรมส่งข้อความให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผ่าน Interactive Booth เกมหมุนวงล้อเสี่ยงโชคและกิจกรรมสนุก ๆ พร้อมลุ้นรับส่วนลดสุดพิเศษ รับกล่องของขวัญ คูปองส่วนลด และโปรโมชั่นสุดพิเศษ

ทั้งนี้ ศูนย์เต้านม รพ.กรุงเทพพัทยา มีความห่วงใยสตรีไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อโรคมะเร็งเต้านม เพราะเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทยและทั่วโลก ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์เกิดในผู้ป่วยใหม่ ปีละประมาณ 12% โดยในปี 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่ 17,742 คน หรือวันละ 49 คน และพบการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมหรือการแพร่กระจายของโรคค่อนข้างสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยหลายรายหมดกำลังใจในการรักษา อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านม หากตรวจพบเร็ว เข้ารับการรักษาเร็ว และดูแลตนเองอย่างถูกวิธี จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รักได้อีกนาน จึงขอเชิญให้มาร่วมตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดโรคในอนาคต

โดยศูนย์เต้านม รพ.กรุงเทพพัทยา มีความพร้อมในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพเต้านมรอบด้าน ด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเต้านมโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การเจาะดูดชิ้นเนื้อในเต้านมระบบสุญญากาศ (VABB: Vacuum Assisted Breast Biopsy) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาในคราวเดียว โดยไม่ต้องผ่าตัดขนาดแผลเล็กเท่ารูเข็ม การตรวจยีนพันธุกรรม (BRCA) เพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และการรักษาโรคมะเร็งเต้านมโดยอายุรแพทย์โรคมะเร็ง รวมถึงการศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่หลังจากผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม เพราะเรื่องมะเร็งเต้านม หากรู้เร็ว รักษาไว ก็สามารถหายขาดได้

มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย พบนายกเมืองพัทยา หารือจัดงานระดมทุนสนับสนุนสังคมสงเคราะห์

บ่ายวันที่ 10 ต.ค.67 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการจัดกิจกรรมระดมทุนสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย โดยมีนายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ เลขานุการนายกเมืองพัทยา นายเอกประภู เอกะสิงห์ ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย นำโดยนางรัชฎา ชมจินดา ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ เข้าร่วมในการประชุม ณ ห้องประชุม 131 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

ทั้งนี้ มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในเมืองพัทยามายาวนานกว่า 15 ปี โดยได้ดำเนินโครงการ 2 โครงการ คือ 1. สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก บ้านเอื้ออารี เพื่อให้การช่วยเหลือ คุ้มครองเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และเด็กที่ถูกแสวงหาประโยชน์โดยไม่เป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น แสวงหาประโยชน์ทางเพศ แสวงหาประโยชน์ในรูปแบบการค้ามนุษย์ และ 2. ศูนย์พักพิงเด็ก/ศูนย์การเรียนรู้อาเซียน ซึ่งเป็นศูนย์แรกรับเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กในกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือโดยทีมสหวิชาชีพ และศูนย์การเรียนรู้อาเซียน เป็นศูนย์ขยายโอกาสทางการศึกษา

ให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา นอกจากนี้มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทยยังดำเนินงานโครงการอื่นๆ อาทิ โครงการรถโมบายเคลื่อนที่ เพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องสิทธิเด็กและการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ, โครงการทุนการศึกษาสู่ความสำเร็จ HGM Education Fund สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และโครงการทุนช่วยเหลือครอบครัว เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถดูแลเด็กเองได้โดยไม่ต้องส่งเข้าสถานสงเคราะห์ โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ มีเด็กๆ อยู่ในความอุปการะกว่า 300 คน ในการนี้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จึงมีความประสงค์หารือแนวทางการจัดกิจกรรมระดมทุนสนับสนุนงานของมูลนิธิฯ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในเขตพื้นที่เมืองพัทยา อาทิ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศล, งานกาล่าดินเนอร์เพื่อการกุศล, กิจกรรมวิ่งการกุศลโลมารัน, กิจกรรมโชว์รถคลาสสิคเพื่อการกุศล เป็นต้น

ด้าน นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ด้วยบริบทเมืองพัทยาเป็นหน่วยงานราชการ ทำให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมที่มีการจำหน่ายบัตรเพื่อหารายได้ แต่เมืองพัทยายินดีที่จะเป็นเจ้าภาพร่วม โดยให้การสนับสนุนในส่วนที่ไม่ขัดต่อระเบียบราชการ เช่น อนุญาตให้ใช้โลโก้เมืองพัทยาในการจัดงาน, การประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ, การประสานสื่อมวลชนร่วมทำข่าว สำหรับการประชุมหารือในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของทั้งทางมูลนิธิ และเมืองพัทยา ถือเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เมืองพัทยาจะรับเรื่องไว้พิจารณาแนวทางสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้ภายใต้บริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยินดีให้คำแนะนำแนวทาง หรือการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เป็นไปด้วยดี และสร้างความยั่งยืนในการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่เมืองพัทยาต่อไป

เมืองพัทยาวางแนวทางดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว

วันที่ 10 ต.ค.67 นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายศักดิ์ไชย เจริญอยู่คงรอด และ ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในชุดคณะอนุกรรมการดังกล่าว เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยในที่ประชุมได้มีการรายงานงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพเมืองพัทยา ในส่วนค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ประจำปี พ.ศ.2567 และแนวทางบริหารจัดการค่าบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามมติบอร์ด สปสช. ซึ่งมีการอนุมัติเพิ่มงบประมาณค่าบริการจากเดิมเหมาจ่ายการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ จากจำนวน 6,000 บาท ต่อคนต่อปี เพิ่มเติมเป็นจำนวน 10,442 บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ทำให้หน่วยบริการสามารถจัดบริการได้ดีขึ้น สามารถจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นให้กับผู้ป่วย และเพิ่มแรงจูงใจในการดำเนินงานของบุคลากรและอาสาสมัครได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการดำเนินงานโครงการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปี พ.ศ.2567 และการพิจารณาอนุมัติโครงการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งพบว่าการดำเนินงานในปีที่ผ่านมามีปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และอาสาสมัครที่มาทำหน้าที่นี้ รวมทั้งเวลาไปเยี่ยมแต่ละครั้งจะไม่มีญาติอยู่ด้วย เนื่องจากญาติไปทำงาน ทำให้เวลาสอบถามหรือให้คำแนะนำต่างๆ ญาติจะไม่ได้ฟังด้วย และการพัฒนาความรู้สำหรับอาสาสมัครฯ

ด้านนายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา ได้กล่าวให้นโยบายในการดำเนินงานการจัดการระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ว่าการดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคณะผู้บริหารเมืองพัทยาให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มทุกเพศวัยมาโดยตลอด จึงอยากให้คณะอนุกรรมการฯ หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นตัวอย่างและสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนที่มารับบริการหันมาใส่ใจการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้มากขึ้น รวมทั้งจัดอบรมพัฒนาทักษะแก่อาสาสมัครฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีศักยภาพ มีความต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนชาวพัทยามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดแล้ว! ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี โชว์รูม-ศูนย์บริหารครบวงจร/พัทยาเดินธูปใหญ่รับเทศกาลกินเจ 2567

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” โชว์รูม-ศูนย์บริหารครบวงจรใหญ่สุดในประเทศไทย เพื่อรองรับเศรษฐกิจขยายตัวในอนาคต โดยมี ประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธานกลุ่มบริษัท ไพรม์มัส กรุ๊ป และกลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง (TOAVH) กรรมการผู้จัดการฯ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี ริมถนนสุขุมวิท-อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี

ด้วยจังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงระดับประเทศ และเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์โดยรวมของจังหวัดชลบุรีที่มีการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มียอดจดทะเบียนเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร โดย “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้ต่อยอดกลุ่มธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โดยเปิด “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” พร้อมกำหนด 3 กลยุทธ์ ดูแลลูกค้าภาคตะวันออก เป็นผู้นำตลาดรถ EV


โดยสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภค “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน ควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเลือกเป็นพันธมิตรกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่มีศักยภาพครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจาก  CHANGAN แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ 1 ใน 4 ของจีน และ อีเทอร์นิตี้แอทวัน : Eternity At One บริษัทมืออาชีพด้านการดูแลธุรกิจกลุ่มผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า Deepal แต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Deepal อย่างเป็นทางการ 
ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่จังหวัดชลบุรี สำหรับ “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท-อ่างศิลา มีพื้นที่รวมทั้งหมด 6,290 ตร.ม. เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยด้านหน้าเป็นโชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ Deepal ทุกรุ่น ทุกแบบ และโซนรับรองลูกค้าที่กว้างขวาง สะดวกสบาย รองรับบริการทั้งการขายและบริการหลังการขาย ส่วนอาคารด้านหลัง เป็นศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร มีพื้นที่ร่วม 1,000 ตร.ม. รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้มากถึง 500 คัน/เดือน  โดยมีบริการซ่อมแซม การบำรุงรักษา และการดูแลรถยนต์ Deepal ทุกรุ่น ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพในทุกด้าน


พัทยาเดินธูปใหญ่รับเทศกาลกินเจ 2567  

ค่ำวันที่ 8 ต.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายวรพต พงษ์พาลี ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา และนางจิดาภา สุวัตถาภรณ์ สมาชิกสภาเมืองพัทยา ร่วมพิธีสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ต่ออายุ (วันไป๊เต๊า) วันเดินธูปใหญ่ ในเทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567 โดยมีนายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง นายวิสิทธิ์ ชวลิตนิติธรรม ประธานมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา นายประสิทธิ์ ทองทิตย์เจริญ ประธานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา คณะกรรมการมูลนิธิฯ และคณะเก็งจู ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา (โรงเจนาเกลือ) ซึ่งมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมใส่ชุดขาวเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก
สำหรับพิธีสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ต่ออายุ (วันไป๊เต๊า) วันเดินธูปใหญ่ ในเทศกาลกินเจนั้น ตามความเชื่อของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน เชื่อกันว่าเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ และเป็นสิริมงคล ซึ่งประชาชนผู้ถือศีลกินเจจะนุ่งขาว ห่มขาวมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

ทั้งนี้ ด้วยเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย เป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เมืองพัทยาจึงร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2-12 ตุลาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชนในท้องถิ่น และยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นเวลา 9 วัน ถือเป็นฟื้นฟูสุขภาพและขับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งการกินผักจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพแข็งแรงอีกทางหนึ่งด้วย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ธี่หยด 2 ทุบสถิติขึ้น อันดับ1 ภาพยนตร์ไทย ที่มียอดซื้อตั๋ว ล่วงหน้าสูงสุด ทุกโรงวันนี้ ทั่วประเทศแล้ว

แชร์เนื้อหานี้

ใกล้เวลาที่เสียงเพรียกแห่งความหลอน จะสะกดทุกโสตประสาทของคุณแล้ว!!! โดยกระแสตอบรับของภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” แรงเกินคาด ทำให้รอบการซื้อตั๋วล่วงหน้าทุบทุกสถิติอย่างราบคาบด้วยยอดถล่มทลายขึ้นเป็นภาพยนตร์ไทยอันดับหนึ่งตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยอดซื้อตั๋วล่วงหน้าในระบบ IMAX ก็เป็นขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของภาพยนตร์ไทยในขณะนี้ รวมถึงยอดซื้อตั๋วล่วงหน้าก็ชนะภาพยนตร์ทุกเรื่องของปีนี้อีกด้วย

ช่อง 3 และ M Studio ร่วมกันจัดงานกาล่าพรีเมียร์เปิดตัวภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” อย่างอลังการให้สมการรอคอย ให้ได้ชมกันก่อนจะไปสะพรึงกันแบบเต็ม ๆ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2567 โดยงานนี้จัดขึ้น ณ SURALAI HALL ชั้น 7 ICONSIAM เริ่มเดินพรมดำด้วย โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ คุณแป๊บ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, ผู้กำกับภาพยนตร์ คุ้ย ทวีวัฒน์ วันทา ที่มาพร้อมวงออร์เคสตราสุดไพเราะจากวาทยกรระดับโลก ทฤษฎี ณ พัทลุง และความมันถึงใจจากวง เดอะ ดาร์กเกสท์ โรแมนซ์ ในเพลง “ไม่เลือนหาย” ตามมาด้วยทีมนักแสดงนำ ณเดชน์ คูกิมิยะ, เดนิส เจลีลชา คัปปุน, จูเนียร์ กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ, มิ้ม รัตนวดี วงศ์ทอง, นีน่า ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน, มีน พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร, อริศรา วงษ์ชาลี ปลาย ปรเมศร์ น้อยอ่ำ, แฉะ องอาจ เจียมเจริญพรกุล, ท็อป ทศพล หมายสุข, แฟรงค์ ธนัตถ์ศรันย์ ซำทองไหล, สหัสชัย ชุมรุม, มานิตา ชอบชื่น และ แม่ครูจำปา แสนพรม

พร้อมด้วยนักแสดงช่อง 3 ที่มาร่วมงาน อาทิ ญาญ่า อุรัสยา, จีน่า ญีนา, แมท ภีรนีย์, ไมกี้ ปณิธาน, ริว วชิรวิชญ์, มีน นิชคุณ, ฟลุ๊คจ์ พงศภัทร์, ยิหวา ปรียากานต์, จ็อบ ธัชพล, ลีน่า ลลินา, เฟิสท์ เอกพงศ์, มิล ศรุต, แคร์ ฉัตรฑริกา, วิปครีม ดิศริญากรณ์, แคนดี้ สุภาภัสสร์, ลิซ่า อลิซา, เอมี่ อุทานพร, นีญ่า มากีลา และ เจน่า แองเจลิน่า ที่มาร่วมสร้างสีสัน

จากนั้น พิธีกร เรียนเชิญผู้บริหาร คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ และ คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio ขึ้นพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” ในครั้งนี้ ตามมาด้วยทีมโปรดิวเซอร์ คุณแป๊บ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, ผู้กำกับภาพยนตร์ คุ้ย ทวีวัฒน์ วันทา และทีมโปรดักชั่น พูดคุยถึงความเข้มข้นของการทำงานในภาคนี้ ก่อนจะไปพูดคุยกับทีมนักแสดงนำ ถึงความเดือดที่ครั้งนี้ทุกคนต้องลุกขึ้นมาสู้ผีกันแบบเดือด ๆ

และปิดท้ายด้วยเรียนเชิญ คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio พร้อมด้วย คุณปิ่นกมล มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสมรักษ์ ณรงค์วิชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ-สำนักผลิตรายการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณนพดล เขมะโยธิน รองกรรมการผู้อำนวยการ-สำนักการเงินและบัญชี บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสุบัณฑิต สุวรรณนพ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักผังรายการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณภาศรี ทรรพสุทธิ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักการพานิชย์ บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), ดร.วุธรวี จารุวัฒนะ Vice President บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด มหาชน, คุณวิชัย กุลธวัชชัย
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด


บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), คุณสุพรรณิการ์ เจียจันทร์พงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด M Studio, คุณปัณณทัต พรหมสุภา ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย M Studio และผู้บริหารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ไทยประกันชีวิต, เซเว่นอัพ, ปูนตราเสือ และ HOBS พันธมิตรผู้สนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ ขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ก่อนไปชมภาพยนตร์ร่วมกัน

เรื่องราว 3 ปีหลังการตายของ ‘แย้ม’ จะทำให้ทุกคืนต้องสะพรึงอย่างไร 10 ตุลาคมนี้ ไปพิสูจน์กันได้ ในโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ พร้อมระบบ IMAX ที่ให้ผู้ชมได้สะพรึงเต็มตา กับการถ่ายทำด้วยสัดส่วนภาพพิเศษ เต็มจอ IMAX ตลอดทั้งเรื่อง และยังมิกซ์เสียงให้ได้หลอนกระหึ่มเต็มหู ในรูปแบบ IMAX ใหม่ล่าสุดแบบ 12-Channel ระบบเสียงรอบทิศทางยิ่งกว่าเดิม ถือเป็นการยกระดับวงการภาพยนตร์ไทยไปอีกขั้น กับ ธี่หยด 2 หนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่จัดเต็มครบอรรถรส ทั้งภาพและเสียง บนจอยักษ์ IMAX สัมผัสประสบการณ์หลอนกว่าที่เคย!

Link YouTube ตัวอย่างภาพยนตร์ ธี่หยด 2 :
https://youtu.be/ZCEuUcE9oZw?si=7AZWr0n3yZ3txoQQ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อนุทิน รองนายกฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เตรียมชง ครม.เยียวยา 9,000 บาท ค่าล้างโคลนครัวเรือน ละ 1 หมื่นบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(5ตค67) ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนากยรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและติดตามผลการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนัก ของ อ.แม่สาย โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และผลการฟื้นฟูจาก นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าระดับน้ำในแม่น้ำสายที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1

ได้ลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด หลังรับฟังการบรรยายสรุป นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้จะเร่งฟื้นฟู โดยฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน และภาคเอกชน เชียงรายตอนนี้ไม่น่าห่วงแล้ว กระทรวงได้ส่งรองปลัดมาทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและตั้งรองผู้ว่ามาใหม่ เร็วๆนี้จะได้เร่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอแม่สายแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ ตลาดสายลมจอยทราบว่าสินค้าของผู้ประกอบการเสียหายมาก

จะนำไปเสนอ ครม. พิจารณาว่าจะช่วยเหลือเยียวยาได้ยังไงบ้าง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มส่วนหน้า หรือ ศปช.ส่วนหน้าจังหวัดเชียงราย ที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีการประสานขอรับการสนับสนุนจนสามารถส่งความช่วยเหลือมาได้เร็วขึ้น (มีเสียงสัมภาษณ์)

ส่วนกรณีน้ำที่มารอบที่ 2 อาจจะส่งผลกระทบทำให้การฟื้นฟูล่าช้าออกไป นายอนุทิน บอกว่า ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบแน่ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในพื้นที่ก็ไม่ได้ไปไหน ยังสามารถวางแผนรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีกว่ารอบแรก จึงเชื่อว่าการฟื้นฟูต่างๆ น่าจะสามาราถทำได้ตามแผนเดิม ซึ่งทุกฝ่ายตั้งใจว่าจะทำให้แม่สายกลับมาปกติให้เร็วที่สุด ส่วนอนาคตจะเกิดอุทกภัยอีกไหม ยังบอกไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่เท่าที่ได้รับรายงานการระบายน้ำสามารถทำได้ดีขึ้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเกิดอุทกภัยรุนแรงอีกแล้ว ภารกิจหลักจึงมุงเน้นไปที่การฟื้นฟูซึ่งตอนนี้ก็ทำไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้แม่สายกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด (มีเสียงสัมภาษณ์)

นอกจากนั้นนายอนุทินพร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมขังและดินโคลนตกค้างอยู่หนักมากคือที่เหมืองแดง ซอย 8 หรือชุมชนบ้านผามควาย เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 จุด คือที่บ้านเหมืองแดง หมู่ 2 และบ้านปิยะพร หมู่ที่ 13 ต.แม่สาย พร้อมทั้งได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ที่วัดปิยะพร อีกด้วย

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่ อ.แม่สาย หลังระดับน้ำในแม่น้ำสายได้ลดระดับลงจนต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้น้ำที่เคยท่วมขังในหลายพื้นที่ได้ค่อยๆ ลดลง ที่ตลาดสายลมจอยซึ่งเมื่อวานน้ำท่วมขังสูง หลังมีการนำท่อสูบน้ำซิ่งลงไปสูบน้ำออกทำให้พื้นที่น้ำลดลงเร็วขึ้น ภารกิจหลังน้ำลดคือต้องรีบตักดินโคลนอก เพื่อดำเนินการในส่วนของการฟื้นฟูต่อไป ส่วนชุมชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านถ้ำผาจม บ้านเกาะทราย บ้านไม้ลุงขน และบ้านเหมืองแดง เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะได้เริ่มการฟื้นฟูอีกครั้ง หลังจากต้องหยุดไปตอนที่น้ำมาขึ้นมาระลอกล่าสุด

พงศกร ตันสุวรรณ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ร้อย.ฉก.ทพ.2107 เร่งช่วยเหลือประชาชนที่โดนน้ำป่าไหลหลาก ซัดบ้านเรือนข้าวของเสียหาย / ​แก๊งยาบ้าตีเนียน ใช้รถตู้ขนยาบ้า 4 แสนเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่​ 3 สิงหาคม​ 2567​ โดย ร.ท.พิชิตพล เคนดา ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21 จัดกำลังพล ร่วมกับ สภ.ภูเรือ,ตชด.247,ผู้นำชุมชน และ ราษฎรในพื้นที่ บ.แก่งม่วง ต.ท่าศาลา อ.ภูเรือ จ.เลย ให้การช่วยเหลือประชาชนที่โดนน้ำป่าไหลหลากซัดบ้านเรือนข้าวของเสียหาย

เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเร่งช่วยนำรถยนต์ของราษฎรขึ้นจากโคลน และทำความสะอาดบริเวณบ้านพักอาศัยของราษฎร พร้อมเข้าพบปะพัฒนาสัมพันธ์บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับราษฎร โดยการมอบของบริโภคให้กับผู้ประสบอุทกภัย เพื่อใช้ดำรงชีพเบื้องต้นและเป็นการช่วยเหลือให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยที่มีทหารคอยช่วยเหลือเมื่อภัยมา

​แก๊งยาบ้าตีเนียนใช้รถตู้ขนยาบ้า 4 แสนเม็ด แต่สุดท้ายไปไม่รอด

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2567​ ร.ท.วัชรสรณ์ เชื้อไพบูลย์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2105 มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำยาบ้ามาพักไว้ในพื้นที่ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร วางกำลังตามเส้นทางต่างๆ ที่คาดว่ากลุ่มผู้ลักลอบจะใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

กระทั่งเวลา 02.30 น. ชุดปฏิบัติการร่วมได้ตรวจพบรถตู้ต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า สีบอร์นเงิน ทะเบียน นข 2157 มุกดาหาร วิ่งเข้ามายังพื้นที่จุดพักยาเสพติดในบ้านภูผาเทิบ ต.นาสีนวน จึงได้คอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว จนกระทั่งเวลา 03.00 น. รถตู้คันดังกล่าวก็วิ่งกลับออกมา ชุดปฎิบัติการร่วมจึงได้นำรถยนต์เข้าสกัดเพื่อขอตรวจค้น แต่รถตู้คันดังกล่าวได้พยายามจะหลบหนีโดยได้ขับรถพุ่งชนรถของเจ้าหน้าที่

เพื่อเปิดทางหลบหนีจนทำให้รถเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย 2 คัน จากนั้นคนขับรถตู้ก็ได้เปิดประตูรถและวิ่งหลบหนีไป จากการตรวจสอบในรถตู้พบถุงดำขนาดใหญ่จำนวน 2 ถุง เมื่อเปิดออกดูพบห่อยาบ้า 200 มัด จำนวน 400,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนคนขับรถที่หลบหนีไปเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าคือ นายวีรพันธ์ ซาเสน อายุ 50 ปี ที่อยู่เลขที่ 89 หมู่ 9 ต.นาสะเม็ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขอให้ศาลจังหวัดมุกดาหารออกหมายจับต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร​ #ทหารพรานที่2105 #ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร​ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #กองทัพภาคที่2

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทำบุญอายุวัฒนมงคลครบ 5 รอบ 60 ปี พระเทพวชิรปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล พระอารามหลวง / ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง รับกินเทศกาลเจปี 67

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ต.ค.67 ที่วัดชัยมงคล พระอารามหลวง พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงานทำบุญอายุวัฒนมงคลครบ 5 รอบ 60 ปี พระเทพวชิรปัญญาภรณ์ (อนันต์ ธัมมโชโต) รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล (พระอารามหลวง) และพิธีมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยา ประจำปี 2567 ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง, นายสุรัตน์ เมฆะวรากุล ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางละมุง โดยมีนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

สำหรับพระเทพวชิรปัญญาภรณ์ หรือพระอาจารย์อนันต์ ธัมมโชโต รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เจ้าอาวาสพระรามหลวง วัดชัยมงคล อายุ 60 ปี พรรษา 40 อดีตชื่อ นายอนันต์ บุญช่วยเหลือ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2507 บุตรของนายเตือน นางขวัญ บุญช่วยเหลือ เริ่มบรรพชาวันที่ 22 มิถุนายน 2522 ณ วัดชากขุนวิเศษ ต.กองดิน อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ก็มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยและจริยวัตรอย่างเหมาะสม เป็นพระนักพัฒนา ถือเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนและพุทธศาสนิกชนเมืองพัทยามาอย่างยาวนาน

และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์ พัดยศ พระราชาคณะ ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทรงพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ ให้พระราชสารโสภณ (อนันต์ ธมมโชโต) เป็น “พระเทพวชิรปัญญาภรณ์” พระราชาคณะชั้นเทพ เนื่องด้วยวัดชัยมงคล (พระอารามหลวง) ถือเป็นศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองพัทยาทำให้มีผู้เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

ภายในพิธียังได้จัดมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 8 และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดชัยมงคล ประจำปี 2567 รวม 250 ทุน แบ่งเป็นทุนการศึกษาสำหรับชั้นอนุบาลจำนวน 50 ทุน ทุนละ 1,000 บาท ทุนการศึกษาสำหรับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 200 ทุน ๆ ละ 1,000 บาท และทุนการศึกษาต่อเนื่องจำนวน 3 ทุน ๆ ละ 10,000 บาท พร้อมกันนี้ยังได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลบางละมุง เพื่อสมทบทุนสร้างห้องผู้ป่วยสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 30 เตียง

ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง รับกินเทศกาลเจปี 67

วันที่ 3 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง โดยนักพรตศาสนาเต๋า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

 ด้วยมูลนิธิรัศมีมณีรัตน์ (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ) กำหนดจัดงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ตุลาคม 2567 ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ) ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 12 วัน 11 คืน 

โดยในกิจกรรมเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้เชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน มาร่วมปฏิบัติธรรมถือศีลกินเจ ในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 นี้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตร่วมกันด้วย

ระดมสมองประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี

วันที่ 3 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี ครั้งที่ 4/2567 โดยมี น.ส.สุดินา แก้วดี ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งจังหวัดชลบุรี ในฐานะอนุกรรมการฯ ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี

โดยการประชุมในครั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญ อาทิ ประกาศรับสมัครสรรหาพนักงานส่วนตำบลให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร รายงานการคัดเลือกหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือในการสรรหา แผนดำเนินการสรรหาสายงานผู้บริหารที่ว่าง พิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้สมัครให้ถูกต้อง

ตลอดจนพิจารณาร่างประกาศคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี เรื่อง รายชื่อพนักงานส่วนตำบลผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร และเรื่องกำหนดวัน เวลา สถานที่สรรหา และระเบียบเกี่ยวกับการสรรหาพนักงานส่วนตำบลให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร พิจารณาขอบเขตเนื้อหาวิชาความรู้ที่ใช้ในการทดสอบภาคความรู้เฉพาะตำแหน่งต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / น่าน ทดสอบสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วม พร้อมกัน 7 จุด ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 ตุลาคม 25 67 จังหวัดน่าน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทดสอบสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วม พร้อมกัน 7 จุด ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ซึ่งมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมคณะทีมงานร่วมทดสอบสัญญาณ สำหรับหอเตือนภัย ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีทั้งหมด 7 จุด ประกอบด้วย อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง (2 จุด) อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอเวียงสา สำหรับแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนเมื่อเกิดเหตุวิกฤตภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสถานการณ์จะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่

โดยจากนี้จะมีการทดสอบระบบเป็นประจำ ซึ่งจะทำการเปิดเพลงชาติ ทุกเช้าวันพุธ เวลา 08.00 น. และจะมีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยเป็นประจำอย่างต่อเนื่องการทำงานของระบบหอเตือนภัย และการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงเตือนภัย โดยผู้นำในท้องที่ติดตาม ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ จากนั้นประสาน ปภ.จังหวัด ในการให้สัญญาณเตือนภัย ปภ.จังหวัดขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ความเห็นชอบในการปล่อยสัญญาณเตือนภัย จากนั้น ปภ.จังหวัด แจ้งศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ ดำเนินการปล่อยสัญญาณเตือนภัย (สั่งการผ่านระบบดาวเทียม หรือระบบอินเทอร์เน็ต ไปยังหอเตือนภัย)

ระดับการแจ้งเตือน -เตือนฝนตกหนัก (M11) แจ้งเตือนเรื่องฝนตกหนัก อาจมีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง -เตือนฝนตกหนักมาก (M12) แจ้งเตือนเรื่องฝนตกหนักมากในพื้นที่ อาจก่อให้เกิดอุทกภัย มีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ให้ประชาชนเก็บของมีค่าและอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง เก็บของใช้จำเป็น อาหารแห้ง ยารักษาโรค น้ำดื่ม เพื่อเตรียมการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย -แจ้งน้ำป่าไหลหลาก (M4) แจ้งเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ออกจากพื้นที่ ไปยังที่สูงโดยด่วน ให้ประชาชนทำการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที/

บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดศูนย์สีจระเข้ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก/ ชาวบ้านพัทยา ทยอยรับเงินดิจิตอล นายกฯอำนวยความสะดวกชาวบ้านกลุ่มเปราะบาง/เตรียมจัดงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ปี 67” ยิ่งใหญ่!

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ก.ย.67 มีรายงานว่า ได้มีการเปิดอย่างเป็นทางการสำหรับศูนย์สีจระเข้ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ที่ร้านบ้านอำเภอเทรดดิ้ง จ.ชลบุรี โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ในพิธี ได้รับเกียรติจาก นายวิกิจ กันฉาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานขายในประเทศ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จํากัด พร้อมด้วย นางอังคณา โขนแจ่ม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด, นายธำรงศักดิ์ เทพสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายขายผู้แทนจำหน่วย, นายสุภกิตติ์ เตชดนัย ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสีจระเข้ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จํากัด, และน.ส.ตรีสุคนธ์ โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมเปิดงาน

นายสุภกิตติ์ เปิดเผยต่ออีกว่า โดย SEE JORAKAY SHOP แห่งแรกในภาคตะวันออกใน “ร้านบ้านอำเภอเทรดดิ้ง ชลบุรี” เป็นศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง ที่ครบครัน ทันสมัย ซึ่งเป็นสีจระเข้ช็อปอย่างเป็นทางการจังหวัดชลบุรี โชว์สัมผัสประสบการณ์แห่งสีสัน และลวดลายกับสีจระเข้ ด้วยเทคโนโลยีจากสีธรรมชาติ พร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งแรงบันดาลใจ ด้วยเทคนิคความรู้ดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากสีจระเข้ นำโดย คุณวรชาติ โชครัศมีดาว ผู้จัดการฝ่ายบริหารการตลาดผลิตภัณฑ์ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาร่วมอัปเดตผลิตภัณฑ์ ภายใต้หัวข้อ “Paint The New Norm” เพ้นท์มาตรฐานใหม่ให้ชีวิต สีปลอดภัย สีธรรมชาติ สีจระเข้ อีกด้วย

ด้าน น.ส.ตรีสุคนธ์ โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ ว่า ด้วยบ้านอำเภอเทรดดิ้ง มีความตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและอยากให้ลูกค้าของบ้านอำเภอเทรดดิ้งได้สินค้าที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกค้า เมื่อทางสีจระเข้ ได้มีการพัฒนาสินค้ากลุ่มทาสีบ้านขึ้นมาที่ตอบโจทย์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงได้สนับสนุนให้ทำ SEE JORAKAY SHOP ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้คุณภาพสีของจริงที่บ้านอำเภอเทรดดิ้ง สำหรัยช่องทางในการติดต่อร้านสามารถติดต่อทางออนไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และTikTok บ้านอำเภอเทรดดิ้ง และสามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้านที่มีพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร มีสินค้าที่หลากหลายให้บริการ

สำหรับ สีจระเข้ เป็นสีที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงปลอดภัยไร้กลิ่นฉุนและสารระเหยที่เป็นอันตราย โดยทางเราให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ หรือแม้แต่กลุ่มสถาปนิก และช่างผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ สีจระเข้ เป็นรายแรกที่เลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มาจากไลม์สโตน หรือหินปูนธรรมชาติคุณภาพสูงจากประเทศสเปน มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและผู้อยู่อาศัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผสานกับเทคโนโลยีกราฟีนที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะพร้อมช่วยกระจายความร้อนทำให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็น และมีระบบดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการแห้งตัวของสีตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ห่วงใยสุขภาพ  คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายได้ดี เพราะสีมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน โดยคุณสามารถเปลี่ยนสีห้องได้โดยไม่ต้องย้ายออก สามารถเข้าอยู่ได้ทันทีหลังจากทาสีเสร็จ ทั้งนี้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ SEE JORAKAY มี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.Natural Color เป็นสีที่มุ่งเน้นแนวคิด Ecological ปลอดภัยต่อผู้ใช้ 2. Art Color สีจระเข้ Art Color เป็นสีที่ใช้สำหรับสร้างลวดลายสไตล์ลอฟท์และลายหินอ่อน 3.Texture Color สีจระเข้ Texture Color เป็นสีที่ผลิตจากไฮบริดพิเศษ และมีเทคโนโลยี 3D Texture และ4. Heritage Color สีจระเข้ Heritage Color เป็นสีที่ใช้สำหรับบูรณะ หรือซ่อมแซมโบราณสถานโดยเฉพาะ ละในช่วงเปิด SEE JORAKAY SHOPได้มีการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าตั้งวันนี้-30 กันยายน 2567 จะมีการลดราคา 25 % สำหรับสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์สี ซึ่งมี SHOP ให้บริการทั้งหมด 12 สาขาทั่วประเทศ และ SHOPที่บ้านอำเภอเทรดดิ้งถือเป็น SHOPแรกในภาคตะวันออก

ชาวบ้านพัทยา ทยอยรับเงินดิจิตอล นายกฯอำนวยความสะดวกชาวบ้านกลุ่มเปราะบาง

ตามที่รัฐบาลได้จัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ พิจารณาอนุมัติ “เงินดิจิตอล” โดยเริ่มให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมประมาณ 12.4 ล้านคน และกลุ่มผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการ อีกประมาณ 2 ล้านคน รวมทั้งหมดกว่า 14 ล้านบาท โดยเริ่มจ่ายเงินในวันที่ 25,26,27 และ 30 ก.ย. 67 นั้น

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเข้ารับบริการจากธนาคารกรุงไทย หลายสาขาในเขตเมืองพัทยา อาทิ สาขาบางละมุง (ตลาดนาเกลือ) สาขาพัทยากลาง และสาขาพัทยาใต้ พบว่ามี ประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มดังกล่าวทยอยเข้าติดต่อรับเงินดิจิตอลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้มีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ออกมารับเงินกันอย่างต่อเนื่อง จึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่เทศกิจเมืองพัทยาร่วมอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามธนาคารกรุงไทย สาขาต่างๆ ด้วย

เตรียมจัดงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ปี 67” ยิ่งใหญ่!

มีรายงานว่า เมืองพัทยา ร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดจัดงานมหากุศล อิ่มบุญ อิ่มใจ “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567” ระหว่างวันที่ 2-12 ตุลาคม 2567 ที่มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยในวันพุธที่ 2 ตุลาคม 2567 จะมีพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดิน (เซ็งทีตี๋) ในเวลา 09.19 น. ที่มูลนิธิฯ จากนั้นในเวลา 15.19 น. เป็นต้นไป จะเป็นการเคลื่อนขบวนแห่ออกจากมูลนิธิฯ เลี้ยวซ้ายผ่านสี่แยกโพธิ์งาม ตรงไปผ่านร้านวุฒิกรค้าวัสดุ ถึงสุขุมวิทเลี้ยวขวา (ย้อนศร) และเลี้ยวขวาลงถนนสว่างฟ้า ผ่านตลาดใหม่นาเกลือ ถึงสามแยกนำชัย เลี้ยวขวาไปเส้นทางตลาดเก่า ถึงสวนสาธารณะลานโพธิ์ เลี้ยวซ้ายเข้าชายหาดเพื่อทำพิธีอัญเชิญ “กิ้วอ้วงฮุกโจ้ว” และ “พระโพธิสัตว์” ไปสถิตยังมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยาต่อไป

ทั้งนี้ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ยังได้ขอเชิญชวนสาธุชนเข้าร่วมพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดิน พร้อมพิธีอัญเชิญกิ้วอ้วงฮุกโจ้ว และพระโพธิสัตว์ไปสถิตย์ ณ โรงเจนาเกลือ ในวันและเวลาดังกล่าว พร้อมร่วมถือศีลกินเจในงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567” ต่อไปด้วย

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน มอบให้ผู้ประสบอัคคีภัย ต. วังเพลิง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กับ ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบให้แก่ นางมานิตย์ ลำภูพวง อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี


โดยเหตุการณ์เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2567  เวลาประมาณ  17.30 น.ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังเพลิง  อำเภอโคกสำโรง  จังหวัดลพบุรี ลักษณะบ้าน 2 ชั้นเดียว ครึ่งปูนครึ่งไม้ ได้รับความเสียหายทั้งหลัง มีผู้ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 3 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
ซึ่งการได้รับสิ่งของพระราชทาน ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระบรมราชูปถัมภก แห่งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นล้นพ้นโอกาสนี้ หน่วยงานต่าง ๆ 
ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อาทิ เหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี  หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดลพบุรีและเครือข่าย  คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลพบุรีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี  สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลพบุรี  ที่ทำการปกครองอำเภอโคกสำโรง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น  ได้ร่วมมอบเงินและสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค  เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี / ผวจ.ลพบุรี ร่วมเคารพธงชาติ นำกล่าวอุดมการณ์รักชาติ ปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดี ในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 08.00 น. นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย พร้อมนำกล่าวอุดมการณ์รักชาติ ปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ

โดยมี นายปรัชญา เปปะตัง ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พันเอก เฉลิมเกียรติ ลาดมะโรง รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลพบุรี(ฝ่ายทหาร) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดลพบุรี ร่วมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย พร้อมกับอำเภอต่าง ๆ ในพื้นที่โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

โดยในวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย ธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ ธงชาติไทยแต่เดิมมีหลายรูปแบบ จนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นใหม่ในพุทธศักราช 2460 และพระองค์ทรงกำหนดความหมายของสีธงชาติไว้ว่า สีแดง หมายถึง ชาติ คือ ประชาชน สีขาว หมายถึง ศาสนา และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งธงไตรรงค์ หรือธงชาติไทย ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ เป็นสิ่งเตือนใจให้อนุชนได้รำลึกถึงการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพบุรุษ

เพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดิน และร้อยดวงใจคนทั้งชาติให้เป็นหนึ่ง หล่อหลอมความรักสามัคคี สร้างเสริมความภูมิใจในความเป็นชาติ ก่อเกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการพัฒนาชาติไทย คณะรัฐมนตรี จึงมีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day)

เริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2567

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

น้ำล้น ระบายน้ำล้นฉุกเฉิน เขื่อนแม่งัดฯ ท่วมเมืองเชียงใหม่แล้ว ภาค 5

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล เปิดเผยว่า ตอนนี้เหลืออีก 54 เซนติเมตร น้ำจะล้นอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน หรือ Emergency Spillway จากการวิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้าเขื่อน ชั่วโมงละ 6 เซนติเมตร คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลา 01:00 น. คืนนี้

นายเฉลิมเกียรติ ยืนยันว่า จนถึงตอนนี้เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ยังคงทำหน้าที่หน่วงน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสียหายของพื้นที่ตัวเมือง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยหลังจากน้ำล้นที่อาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน จะมีแค่ 3 ตำบล คือ ตำบลอินทขิล ตำบลช่อ และตำบลบ้านเป้า ที่จะได้รับผลกระทบ น้ำในแม่น้ำปิง จะสูงขึ้นอีกประมาณ 20-50 เซนติเมตร ซึ่งเวลานั้น ระดับน้ำที่ P.75 บ้านช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมาจากเชียงดาว จะลดลงแล้ว และคาดว่าน้ำก้อนที่ล้นจากอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินคืนนี้ จะถึง P.1 สะพานนวรัฐ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ประมาณ 5 โมงเย็นพรุ่งนี้ ทั้งนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล ได้มีการตั้งศูนย์วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์.

สำนักงานชลประทานที่ 1 ฉบับที่ 5/2567 เรื่อง แจ้งเตือนระดับน้ำวิกฤติแม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ด้วยช่วงวันที่ 21-24 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอิทธิพลจาก พายุ “ซูริก” และร่องความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้มีฝนตกกระจายทั่วทั้งจังหวัดในเกณฑ์หนักมาก ทำให้ปริมาณน้ำ ในแม่น้ำปิงและลำน้ำสาขาในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำมีปริมาณสูง และส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง ที่สถานี P.67 บ้านแม่แต อำเภอสันทราย ได้ผ่านจุดสูงสุดที่ระดับ 3.50 เมตร ปริมาณน้ำ 479.70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 24 กันยายน 2567 เวลา 20.00 น. ที่ผ่านมา  และเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 06.00น. วัดได้ระดับ +3.49 เมตร ปริมาณน้ำ 477.80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 05.00 น. ได้ผ่านจุดสูงสุดที่ระดับ +4.45 เมตร ปริมาณน้ำ 530.50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะมี ระดับน้ำทรงตัวระยะหนึ่ง และจะมีระดับสูงขึ้นอีกจากมวลน้ำระลอกใหม่ (เกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนของ ลุ่มน้ำเมื่อคืนที่ผ่านมา) ที่เคลื่อนตัวจากลุ่มน้ำแม่แตงและลุ่มน้ำปิง (ต้นน้ำจากอำเภอเชียงดาว) ลงมาสมทบกับ แม่น้ำปิง

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 1 จะติดตาม/เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และรายงานให้ ทราบอย่างต่อเนื่อง และจากสถานการณ์ปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบให้บางพื้นที่ในเขต เทศบาลนครเชียงใหม่เกิดน้ำท่วมขัง สำนักงานชลประทานที่ 1 จะได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออก จากพื้นที่ประสบภัย และจัดส่งครื่องจักรเครื่องมือพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมบูรณาการให้ความช่วยเหลือและบรรเทา ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนต่อไป

..สมจิตร แสงบันลังค์ ข่าวคาบ รายงาน.

สื่อรัฐทีวี นำเสนอ / ​สาธารณสุขชายแดนไทย-ลาว ร่วม MOU พัฒนางานภาวะฉุกเฉินด้านโรคติดต่อ และภัยสุขภาพชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567​ นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนางานสาธารณสุขชายแดน ในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านโรคติดต่อ และภัยสุขภาพชายแดนระหว่างประเทศ ประเทศไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ปีงบประมาณ 2567 และการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือด้านสาธารณสุขระดับท้องถิ่นระหว่างประเทศ 4 แขวง 4 จังหวัด ที่ โรงแรมมุกดาหาร แกรนด์ โดยมี นายปัฐม์ ปัทมจิตร กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต นายณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร และ ดร.เวียงสี สุพักดี หัวหน้าแผนกสาธารณสุขแขวงสะหวันนะเขต ร่วมด้วย

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และนครพนม เป็นจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขต ติดต่อกับแขวงสะหวันนะเขต จำปาสัก สาละวัน และคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนที่มีความสำคัญ โดยประชาชนทั้งสองฝ่ายมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กันมายาวนาน มีการเดินทางไปมาระหว่างประเทศเพื่อติดต่อด้านการค้า การท่องเที่ยว การประกอบอาชีพ รวมทั้งการเยี่ยมญาติพี่น้อง และมีการพัฒนางานด้านสาธารณสุขร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านโรคติดต่อและ ภัยสุขภาพชายแดนระหว่างประเทศ รวมถึงการมีระบบและมีเครือข่ายที่เข้มแข็งร่วมกันเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสาธารณสุขชายแดน ในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านโรคติดต่อและภัยสุขภาพชายแดนระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือด้านสาธารณสุขระดับท้องถิ่นระหว่างประเทศ 4 จังหวัด 4 แขวง ขึ้น เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันพัฒนาระบบการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในการเฝ้าระวังโรคติดต่อและภัยสุขภาพ ตลอดจนการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน ศูนย์ข่าวมุกดาหาร ภาพ/ข่าว พวงเพชร จันทร์ดี
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

แถลงข่าว จัดประชุม ORIENT & SOUTHEAST ASIAN LIONS FORUM PATTAYA 2024 ครั้งที่ 61

แชร์เนื้อหานี้

สโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ร่วมกับเมืองพัทยา แถลงข่าวเตรียมความพร้อมการจัดประชุม ORIENT & SOUTHEAST ASIAN LIONS FORUM PATTAYA 2024 ครั้งที่ 61 คาดมีผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลกเดินทางเข้าเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีกว่า 8,000 คน

( 20 ก.ย.67 ) ณ ห้อง The Prosperity บ้านสุขาวดี พัทยา ไลออน รศ.ดร. วีระ ลาดหนองขุ่น ประธานจัดการประชุม OSEAL Forum Pattaya, นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคตะวันออก , นางสาวอุไร มุกประดับทอง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานพัทยา ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดการประชุม” ORIENT & SOUTHEAST ASIAN LIONS FORUM PATTAYA 2024 ครั้งที่ 61 หรือ OSEAL Forum Pattaya (โอซีล ฟอรัม พัทยา) โดยมีคณะมวลหมู่สมาชิกสโมสรไลออนส์ ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

สโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ร่วมกับเมืองพัทยา ได้ดำเนินประจำปี ไลออนส์ภาคพื้นบูรพา และเอเชียอาดเนย์ ครั้งที่ 61 (The 61″ ORIENT & SOUTHEAST ASIAN LIONS FORUM PATTAYA 2024 ) หรือ”OSEAL” เพื่อให้มวลสมาชิกสโมสรไลออนส์ได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน สร้างความสัมพันธไมตรี มิตรภาพ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุม และผู้ติดตาม การประชุมโอซีล ฟอรั่ม พัทยา มากกว่า 8,000 คน จากสมาชิก 16 ประเทศ ที่จะเกิดขึ้นช่วง 15-17 พฤศจิกายน และได้จัดงานลอยกระทงในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ณ บ้านสุขาวดี ลาน 93 ปี ดร.ปัญญา โชติเววัญ ที่จะแขกร่วมงานกว่า 4,500 คน อีกด้วย

กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจวบฯ ยกระดับศักยภาพ แกนนำเด็กและเยาวชนป้องกันภัยคุกคามยาเสพติด ยุคดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 ก.ย.67 ที่ศาลาเอนกประสงค์ บ้านทางสาย หมู่ที่ 9 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับศักยภาพแกนนำเด็กและเยาวชนป้องกันภัยคุกคามยาเสพติดในยุคดิจิทัลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะว่าที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา พร้อม นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทวีศักดิ์ จุลเนียม ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอทับสะแก นางกิตติมา เย็นกาย รอง ผอ.สพป.ปข.1 และคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน คณะศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบันพระปกเก้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียนในพื้นที่ เข้าร่วมโครงการ

นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ยาเสพติดทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งในยุคดิจิทัลปัจจุบันเริ่มพบการแพร่ระบาดของยาเสพติดแบบผสมหลายชนิดและการแพร่ระบาดอย่างหนักของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกระตุ้นให้เกิดการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งการติดต่อสื่อสารและการขนส่งมีหลายช่องทาง ผู้เสพสามารถเข้าถึงยาเสพติดได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและเด็กถูกล่อลวงได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ในการนี้เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอบางสะพานจึงจัดโครงการ ยกระดับศักยภาพแกนนำเด็กและเยาวชนป้องกันภัยคุกคามจากยาเสพติดในยุคดิจิทัลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ให้สามารถยืนหยัดในสังคมปัจจุบันได้อย่างปลอดภัยและมีส่วนช่วยป้องกันปัญหายาเสพติดในพื้นที่

น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะว่าที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดี เป็นประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชนมาก ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ตรงจุดกับสถานการณ์ปัญหาของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันนี้ และตอนนี้ยาเสพติดได้เข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว ผ่านการใช้มือถือผ่านหลายๆแอพพลิเคชั่น ที่คนใกล้ตัว ซึ่งบางทีคนในบ้านยังไม่ทันได้รู้เลยว่าลูกหลาน เข้าไปยุ่งเกี่ยวตอนไหน และในฐานะที่ในอนาคต จะได้เข้าไปทำงานในคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้หลากหลายทางสังคม ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการที่จะเข้ามาทำงานในด้านนี้โดยตรงด้วย เด็กและเยาวชนคือเป็นหลักที่อยากจะเข้าไปดูแลด้วย ที่ผ่านมาสมาชิกวุฒิสภาก็มีหลายท่านได้อภิปรายและพูดถึงในเรื่องตรงนี้บ้างแล้ว เดี๋ยวรอให้เป็นคณะกรรมาธิการอย่างเป็นทางการ ก็จะนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเข้าไปสู่ชั้นกรรมาธิการเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเยาวชนกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบัน หาซื้อใช้กันได้ง่ายมาก น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภากล่าว
/////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กลุ่มเหล็กสหวิริยาสร้างโอกาสวาดอนาคตเยาวชนหนุนระบบทวิภาคีว.การอาชีพบางสะพาน

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มเหล็กสหวิริยา (SSI-TCRSS-WCE-TCS-PPC-BSBM) เข้าร่วมโครงการ “การพัฒนาแผนฝึกอาชีพบูรณาการร่วมกับการทำงานสู่การมีงานทำ” ประจำปีการศึกษา 2567 ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี โดยได้รับเกียรติจาก นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน นายนิมิตร ศรียาภัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน ผู้แทนจากสถานประกอบการ รวมถึงครูฝึกในสถานประกอบการ จำนวน 80 คน ให้เกียรติเข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุมสัมมนา บ้านกรูด อาร์คาเดีย รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในการนี้ นายผดุงศักดิ์ ปราณอุดมรัตน์ ผู้บริหารกลุ่มเหล็กสหวิริยา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ระหว่างวิทยาลัยการอาชีพบางสะพาน และ กลุ่มเหล็กสหวิริยา เพื่อแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากร ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 10 ปี (นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2568-2577) ภายใต้โครงการ“ทวิภาคีพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมเหล็ก” ของกลุ่มเหล็กสหวิริยา

นอกจากนี้ ผู้แทนบริษัทในกลุ่มเหล็กสหวิริยา ประกอบด้วย บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TCRSS บริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TCS และ บริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ WCE ได้ร่วมรับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณ” จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีด้วยดีเสมอมา โดยมีครูฝึกจากบริษัทในกลุ่มเหล็กสหวิริยา เข้าร่วมรับมอบ “ใบรับรองการเป็นครูฝึกในสถานประกอบการ” ในครั้งนี้ด้วย
โครงการส่งเสริมการศึกษาระบบทวิภาคี เป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมการในพัฒนาชุมชนสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพ และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพที่มั่นคงให้กับเยาวชนในพื้นที่บริษัทประกอบการในอนคต