คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สถานกาณ์เปิด-ปิด ด่านถาวรช่องสะงำ ยังปกติ กัมพูชายังไม่มีการแบนอาหารสด และผักผลไม้จากไทย

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หน้าด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 15.00 น. นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และส่วนต่างๆ ได้ปิดประตูทางเข้าออกด่านตามเวลาที่มีคำสั่งของทหาร หลังประตูฝั่งประเทศไทยปิดลงได้ไม่กี่นาที ทางเจ้าหน้าที่ฝั่งกัมพูชาปิดประตูผ่านแดนตามประเทศไทย ทั้งนี้บรรยากาศก่อนจะปิดด่านเข้าออกมีชาวกัมพูชาต่างทยอยเดินทางเข้ามาที่ด่านกันอยู่เรื่อย ๆ เช่นรถยนต์ชาวกัมพูชาที่เดินทางไปรักษา

ที่ฝั่งไทยจะต้องรีบไปและรีบกลับให้ทันเวลาด่านปิดบางรายที่กลับมาไม่ทันเวลาด่านปิดก็ต้องวางแผนพักที่ไทยข้ามวัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหามากกับคนกัมพูชา ปัญหาอีกอย่างก็คือแรงงานคนกัมพูชาที่ข้ามมาทำงานเป็นลูกจ้างรายวันอยู่ฝั่งไทยต้องรีบกลับให้ทันด่านปิดนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องขาดรายได้ไปอีก นอกจากนั้นก็ยังมีรถยนต์ขนสินค้าเข้าออกกันอย่างคึกคัก ซึ่งซื้อสินค้าส่วนมากจะเป็น เครื่องอุปโภค บริโภค อาหารแห้ง และน้ำดื่ม โดยชาวกัมพูชา หรือ พ่อค้าแม่ค้าฝั่งกัมพูชาข้ามฝั่งมาหาซื้อ แล้วขนข้ามฝั่งไปยังประเทศ กัมพูชา นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยว และนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเที่ยว และเล่นการพนันที่ฝั่งกัมพูชา ทยอยเดินทางกลับฝั่งไทยก่อนเวลาจะปิดด่านอีกด้วย

***ด้าน นาย เอ (นามสมมุติ) หนึ่งในหนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเล่นพนันในฝั่งกัมพูชา เปิดเผยว่า ปกติตนและนักพนันชาวไทยจะข้ามฝั่งจากด่านช่องสะงำตรงนี้ไปเล่นพนันอยู่เป็นประจำ เพียงแค่เวลาเข้าออกจะต้องเข้าออกเป็นเวลากว่าทุกครั้ง เพราะทางด่านจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาเปิด-ปิดด่าน ใหม่ แต่เข้าไปบรรยากาศข้างในก็เป็นปกติ

***ด้าน นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังปิดด่านว่า สถานการณ์โดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีความตรึงเครียดเข้าใส่กัน เพราะจุดนี้ชาวไทยกับชาวกัมพูชายังคงรักกันดังพี่น้อง ส่วนปริมาณจำนวนผู้ใช้บริการถือว่า ลดลงประมาณ 30% แต่ก็ยังมีชาวกัมพูชาข้ามมาหาซื้อสินค้าประเภทอาหาร พืชผลทางการเกษตรกร ข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาตามปกติ ซึ่งทางศุลกากรช่องสะงำยังมีการเพิ่มมาตการการตรวจสินค้าเข้มงวดกวดขันมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความอ่อนไหวประเภทต่างๆ เช่น เกลือ สินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ห้ามส่งออกปุ๋ยเคมี และห้ามพันธ์พืช พืชสงวน ส่งออกโดยเด็ดขาด แต่ภาพรวมด้านการค้าที่จุดนี้ยังพอไปได้
***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนกระแสที่มีประเทศกัมพูชาห้ามอาหารสดจากประเทศไทยเข้าประเทศกัมพูชา ยกเว้นอาหารแห้ง ปลากกระป๋อง บะหมี่ นั้น จากการตรวจสอบนั้นยังไม่มีรายงานว่าทางฝั่งกัมพูชาด่านถาวรช่องสะงำห้ามอาหารสดจากฝั่งไทยแต่อย่างใด หน้าจะเป็นการที่ฝั่งไทย และฝั่งกัมพูชา มีการตรวจเข้มงวดสินค้าที่ส่งออกเพิ่มมากขึ้น จึงให้พ่อค้าแม่ค้าอาจจะไม่เคยเจอจึงทำให้อาจจะเข้าใจผิดได้ ขณะที่กระแสประเทศกัมพูชาเตรียมรถบัสกว่า 400 คันไว้รับส่งชาวกัมพูชาจากชายแดนไทย หากสถานการณ์ระหว่างกัมพูชาและไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้ทางด่านถาวรช่องสะงำยังคงปกติยังไม่เห็นมีรถบัสมารอรับชาวกัมพูชากลับบ้านแต่อย่างได้

***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันนี้ทางด่านศุลกากรได้มีการเชิญด้านควบคุมโรค ทางด้านโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เข้ามาคุยทำความเข้าใจในกฎกติกาว่าตอนนี้ทางด่านมีการเข้มงวด กวดขัน การเข้าออก และการเปิด-ปิด มาก อย่างทางโรงพยาบาลได้มีการปรับตัว แล้วเดินไปด้วยกัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม รวมภาพการค้าในช่องสะงำ ปีหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท แบ่งเป็นนำเข้า 8 ร้อยล้านบาท ส่งออก 1.2 พันล้านบาท แต่พเกิดสถานการณ์แบบนี้การค้าการส่งออกก็จะลดลงประมาณ 30% กระทบเล็กน้อยแต่ก็ถือว่ายังพอส่งออกได้คงยังไม่มีปัญหาอะไรมาก ทั้งนี้การปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น.

โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบ แต่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย / สภาสังคมสงเคราะห์ มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ 30 ราย

แชร์เนื้อหานี้

13 มิถุนายน 2568 : 11.00-12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นางสุพิชชญา สาคร นายกสมาคม

สโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะผู้บริหารฯ,นางเอมอร แจ่มกระจ่าง รอง หส.ผศ.ตาก และคณะ,นายสมเกียรติ ชื่นอยู่ นายอำเภอเมืองตาก จ.ตาก,นายวุฒิชัย สุขเกษม นายก อบต.วังหิน และคณะผู้บริหาร,ร.อ.สุธีร์ พันธุ์เขียน ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.เมืองตาก

และคณะ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,นางมณฑา หาญปรีชาสวัสดิ์ ผอ.กองช่าง อบต.วังหิน ผู้ประสานงาน : ลงพื้นที่มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก และคนพิการ จำนวน 30 ราย ณ ห้องประชุมเขาลาน้ำ อบต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก

*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุชสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตตากสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4พลังศรัทธาล้นหลาม! #คนแห่ร่วมแน่นขนัด #บวงสรวงศาลหลักเมือง #พลังศักดิ์สิทธิ์ค้ำจุนแผ่นดินไทย!! #สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้! #ฟ้าเปิดแดดจ้ากลางพิธีบวงสรวง!!

บุญของท่านสำเร็จแล้ว พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.29 น. ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ถวายบุญแผ่นดินไทยแด่พระแม่ธรณี พระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ค้ำชูแผ่นดิน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

โดยมี อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นผู้นำในพิธีบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้น โดยมี พุทธศาสนิกชนหลายร้อยคน มาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น เต็มพื้นที่ศาลหลักเมือง ตั้งใจร่วมกันถวายบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ต่อตนเองและครอบครัว รายชื่อร่วมหมื่นนำไปขึ้นโต๊ะบวงสรวงศักดิ์สิทธิ์

ในช่วงที่อาจารย์วิจักษณ์เริ่มประกอบพิธีและเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท้องฟ้าที่เคยมีเมฆครึ้มลมนิ่งกลับเปิดออก เผยให้เห็นแสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงมายังบริเวณพิธี ลมพัดโบกสะบัด ราวกับเป็นการยืนยันว่าการชุมนุมของเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดรับรู้ถึงแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ของผู้เข้าร่วมงานทุกคน ปรากฏการณ์นี้สร้างความปิติและอิ่มเอมใจให้แก่ผู้ร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง ต่างเชื่อมั่นว่าบุญกุศลที่ได้กระทำในวันนี้จะส่งผลดีและคุ้มครองแผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุข

หลังจากพิธีบวงสรวงที่ศาลหลักเมืองแล้ว คณะผู้ร่วมบุญยังได้เดินทางไปยังวัดพระแก้ว เพื่อกราบนมัสการพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นการปิดท้ายกิจกรรมบุญอันเป็นมงคลในวันนี้
พิธีครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมพลังศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก แต่ยังเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินไทยและผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ขอโมทนาสาธุการ😊

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award)

แชร์เนื้อหานี้

สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award) ชื่อผลงาน Steril Nova งาน The 8th China (Shanghai) International Exhibition of Invention
นักเรียนผู้ร่วมนำเสนอผลงาน จำนวน 4 คน ได้แก่

  1. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ม.5.1
    (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  2. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ม.5.1 (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  3. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ม.6.2
    (ห้องเรียนพิเศษวิชาการ)
  1. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ม.6.3
    (ห้องเรียนพิเศษ IEP)
    ครูที่ปรึกษา จำนวน 2 คน ได้แก่
  2. นางปุณณดา ปราบริปู
  3. นายอัศวิน ธะนะปัด
    และได้รับความร่วมมือจากคณะครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสตรีศรีน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สสว.จัดงาน “Recharge Market 2025”ยกขบวนสินค้าท้องถิ่นกว่า 200 ร้านค้า บุกตลาดเซฟวัน โคราช

แชร์เนื้อหานี้

สสว. ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เดินหน้าสนับสนุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปี 2567 จัดงานแสดงสินค้า Recharge Market 2025 ระหว่าง 13 -15 มิ.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน เมืองย่าโม คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2568 งานแถลงข่าวและพิธีเปิดงาน Recharge Market 2025 อย่างเป็นทางการ โดย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ และได้รับเกียรติจาก นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

นายกิตติศักดิ์ รอง ผวจ.นครราชสีมา เผยว่า นครราชสีมา เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี2567 นครราชสีมาได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ การจัดงาน Recharge Market 2025 จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่
นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยว่า

งาน Recharge Market 2025 ที่ สสว. จัดขึ้น ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งดำเนินการจัดไปแล้วสามครั้ง ที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และภาคตะวันออกจังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ ถือว่า เป็นครั้งที่สี่ของการจัดงาน ที่จัดขึ้นที่ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน มีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด กว่า 1,000 ร้านค้า ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลายประเภท อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ งานฝีมือ ของใช้ภายในบ้าน สินค้านวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีและบรรยากาศความบันเทิงที่พร้อมสร้างความคึกคักตลอดทั้งงาน

รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยอีกว่า ภายในงานยังพบกับกิจกรรมความบันเทิงมากมาย อาทิ การแสดงดนตรีสด การแสดงพื้นบ้าน และโชว์พิเศษจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “แอน อรดี ” ซึ่งจะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้เข้าร่วมงานในค่ำคืนพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแจกของรางวัล และโซนกิจกรรมครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้อย่างเต็มที่
“สสว. และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เชื่อมั่นว่า การจัดงาน Recharge Market 2025 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งในด้านรายได้และโอกาสทางธุรกิจ คาดว่า งานนี้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท”

นางสาวปณิตา เผยอีกว่า งานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเชิงรุกที่ สสว.และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้ดำเนินการในหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถยืนหยัด สร้างรายได้ และขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและผู้สนใจเข้าร่วมงาน Recharge Market 2025 ณ บริเวณลานกิจกรรมตลาดเซฟวันอ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมเติมพลัง SME ไทย และร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปด้วยกันสอบถามเพิ่มเติมนายจานันท์ ศรีเกตุ นักวิชาการ SMEs 4 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โทร. 021-429228นางสาวอภิญญา มีธรรม ฝ่ายประสานงานโครงการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย061-5561990สสว. เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทุเรียนชุมพรยกระดับการส่งออกประทับใจคู่ค้าปลอดสาร Basic Yellow 2 ( BY2 )

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติมาเป็นประธาน จัดงานบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทุเรียนภาคใต้ ฤดูผลผลิตปี 2568 ณ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด กิจ Big cleaning day ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่โรงคัดบรรจุเรียกสั้นสั้นคือล้ม

ให้มีความสะอาดปลอดภัยทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูทุเรียนภาคใต้ที่จะมาถึงเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลผลิตทุเรียนไทยและส่งเสริมสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคและผู้ประกอบการการรวมพลังกันในวันนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชนและชุมชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

มีนายอภิชาต สารบัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับพร้อมกับ นางสาวฉันทนาคงนครผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตร จ ชุมพรพร้อมด้วย นายปรีดา เยี่ยมสวัสดิ ประธานบริหารกรรมการ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการ ล้งทุเรียนชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

นายอภิชาต สารบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรกล่าวต้อนรับรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนางสาวปรียานุชทิพยวัฒน์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพรจะ ในวันนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจังหวัดชุมพรจะได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆที่ผู้ประกอบการโรงรวบรวมและลงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพร

ทำความสะอาดครั้งใหญ่ไปพร้อมพร้อมกัน เป็นกิจกรรมที่ทรงพลังและมีความหมายต่อพวกเราที่เราจะผนึกกำลังกันเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและประกาศให้ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการไทยโดย

วันนี้จัดกิจกรรม Big cleaning day set Zero การใช้สารเคมีในวันนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การทำความสะอาด แต่เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นคำมั่นสัญญาของพวกเราทุกคนว่าต่อจากนี้ทุเรียนทุกลูกที่จะผ่านมือพวกเราไปจะต้องเป็นทุเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยเท่านั้น

นางสาวฉันทนา คงนคร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด กล่าวทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรที่มูลค่าสูงถือเป็นไม้ผลหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้และยังเป็นพืชที่มีมูลค่าการส่งออกสูงโดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 157,000 ล้านบาทโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งต้องมีเงื่อนไขทางการค้าซึ่งในปัจจุบันจีนได้

เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้าโดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารบีวายทูในทุเรียนผลสดถือเป็นเงื่อนไขใหม่ซึ่งหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกทุเรียนของไทย ในภาครวมได้การที่ทุเรียนไทยถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนสารบีวายทูจึงส่งผลให้จีนปฏิเสธการนำเข้าสินค้าบางรัฐส่งผลทำให้โรงคัดบรรจุนั้นนั้นถูกระงับการส่งออกและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาด

จีนตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่จีนได้ให้ทุเรียนทุกตู้ที่ส่งออกส่งใบรายงานเท็จรีพอร์ตผลการตรวจสอบไม่พบ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ตรวจพบบีวายทูจากจีนแปดลงคัดภาคใต้ 13 ลงคัดตะวันออกเจ็ดโรงคัดรวม 20 ตู้และตรวจพบก่อนส่งออกเฉพาะภาคใต้แจ้งเตือน 30 ลงคัดระงับห้าลงคัด
ในจังหวัดชุมพรมีโรงคัดบรรจุ 487

โรงซึ่งทยอยเปิดดำเนินกิจการแล้ว 50 ลงคาดว่าจะเปิดเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตทุเรียนที่มีมากขึ้นในเดือนกรกฎาคมการจัดกิจกรรม Big cleaning day ในโรงคัดบรรจุก่อนเปิดดำเนินการมีวัตถุประสงค์ลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารบีวายทูที่จะติดไปกับทุเรียนส่งออก และลดความ เสียหายให้กับผู้ประกอบการจะได้สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ให้กับประเทศคู่ค้า

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการล้างทำความสะอาดบริเวณภาชนะอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการผลิตของโรงคัดบรรจุรวมทั้งการทำ Swap Test เพื่อ ควบคุมความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารบีวายทูให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานตรวจสอบของจีนต่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุเรียนจากประเทศไทย

นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกลียดอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงบรรจุในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของทุเรียนไทยและจัดขึ้นพร้อมกันในทุก โรงคัดบรรจุทั้งจังหวัดชุมพรจังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาด

ต่างประเทศและป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน ด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดมีการจัดตั้งคณะทำงานชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดและมีการประกาศมาตรการต่างๆที่เข้มงวดเช่นกำหนดประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียน การดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพมีมาตรการตรวจก่อนตัดและการขึ้นทะเบียนนักตัดนักคัดทุเรียนก่อนทำเครื่องหมายผลทุเรียนด้อยคุณภาพในวันนี้

อนาคตและชื่อเสียงของทุเรียนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญนั่นคือปัญหาการปนเปื้อนของ Basic Yellow 2สารบีวายทูรวมทั้งปัญหาการตรวจพบแคดเมียมในทุเรียนมีค่าเกินมาตรฐานที่จีนกำหนดปัญหาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงโดยทางจีนขอให้กรมวิชาการเกษตรระงับการส่งออกชั่วคราวกับโรงคัดบรรจุที่ ถูกแจ้งเตือนเพื่อสอบสวนสาเหตุและกำหนดมาตรการควบคุมทางการจีนพิจารณา

ซึ่งจังหวัดชุมพรกรมวิชาการเกษตรจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงคัดบรรจุตั้งอยู่เป็นจำนวนมากจำนวน 487 โรงคัดบรรจุให้รองคัดบรรจุทำ Big cleaning day Set Zero การใช้สารเคมีและปฏิบัติตามมาตรการสีไม่เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนและหนักแน่นไปยังประเทศคู่ค้าเรา

มุ่งมั่นที่จะผลิตคุณภาพที่ปลอดภัยเท่านั้นนอกจากนี้โรงคัดบรรจุต้องใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช ใบคิวตามผลผลิตที่ได้รับมาเท่านั้นไม่ทำการสวมสิทธิ์ใบรับรองของเกษตรกรหากตรวจพบการกระทำความผิดกรมวิชาการเกษตรพิจารณาดำเนินการระงับหรือเพิกถอนหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตพืชตามประกาศกรมวิชาการเกษตรเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนโรงผลิตสินค้าพืชฉบับที่สองพ.ศ. 2567

จึงหวังว่าขอให้ร่วมมือจากพี่น้องผู้ประกอบการทุกโรงคัดบรรจุร่วมทำความสะอาดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ครั้งใหญ่นี้อย่างจริงจังที่สุดขัดล้างอุปกรณ์ทุกชิ้นพื้นที่ผลิตทุกพื้นที่ซึ่งการทำความสะอาดต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารบีวายทูตกค้างอยู่และต่อให้การทำความสะอาดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานที่จะดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งตลอดฤดูกาลนี้

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด สร้างเครือข่ายใหม่ ต่อยอดเครือข่ายเดิม ทันต่อยุคดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่และพัฒนาเครือข่ายเดิมทั่วประเทศให้เป็นเครือข่ายที่มีคุณภาพ โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผวจ.บึงกาฬ

นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผวจ.บึงกาฬ นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ นายธนิต รามัญวงค์ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ, นายอนุชิต บุญชม ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ตลอดจนผู้เข้าอบรม เข้าร่วม ที่ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

โครงการนี้จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ทั้งเครือข่ายเดิมและเครือข่ายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ให้สามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 90 คน ประกอบด้วยเยาวชน สื่อมวลชน หอกระจายข่าว และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล การสื่อสารในภาวะวิกฤติ การรับมือข่าวปลอม กลยุทธ์สร้างการรับรู้ และการผลิตสื่อยุคใหม่ที่ดึงดูดใจ รวมถึงกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นการ Re-skills, Up-skills และ New-skills ให้แก่ผู้เข้าร่วม

โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอบรมใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 ตามนโยบายของนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผลักดันให้กรมประชาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายการสื่อสารคุณภาพที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นพลังสำคัญในการสื่อสารเพื่อประเทศต่อไป
ข่าว/ภาพ ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประจำปี 25688

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประกอบด้วยตัวแทนจากอำเภอท่าวังผา อำเภอภูเพียง อำเภอสองแคว

อำเภอสันติสุข และเทศบาลเมืองน่าน โดยมีประธานชมรมผู้สูงอายุของแต่ละตำบล ของอำเภอท่าวังผา มีคณะกรรมการจากสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่ง

ประเทศไทยจังหวัดน่าน นำโดย ประนายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน นำทีมเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนท 50 คน

โดยได้รับเกียรติจาก นายฐสิษฐ์ บำเพ็ญ ปลัดอาวุโส อำเภอท่าวังผา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ ประธานชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ได้นำเสนอผลงาน กิจกรรมเด่น และแนวทางการดำเนินงานของชมรมฯ เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบ และเป็นการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนแต่ละพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่โซนกลาง และเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ/ภาพ/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจะงหวัดน่าน รายงาน

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางสาวศุภาวดี สุทธิแสน เกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ร่วมจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3/2568

โดยมีว่าที่ร้อยตรี ณฐพล นพณัฐธนากุล นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ กล่าวต้อนรับ และนายประจักร์ ไชยกิจ ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ

มีวัตถุประสงค์จัดงานเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกล ให้บริการในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร

โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้บริการทางการเกษตร เช่น บริการเอกสารวิชาการ พันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์ และวัสดุการเกษตรอื่นๆ

จากหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมรับบริการ จำนวน 125 ราย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัด​หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์)

ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย –

ลาว เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามบริเวณแนวชายแดนไทย – ลาว

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทร์) ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

โดยมี พันเอก จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทน พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์) เป็นประธาน (ฝ่ายไทย) และ

พันเอก บุนลิด สีสุพอน หัวหน้ากองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว – ไทย (นครหลวงเวียงจันทน์ – จังหวัดหนองคาย)เป็นประธาน (ฝ่ายลาว)

พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยป้องกันชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ (ฝ่ายไทย) และ (ฝ่ายลาว) เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องเกียรติยศ ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 1 นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โดยการประชุมในครั้งนี้เพื่อหารือข้อราชการ และการบูณาการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามแดน และป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดนไทย – ลาว อีกทั้งยังได้ประสานการจัดตั้งจุดประสานงานชายแดน ระหว่าง อำเภอของไทย กับ เมืองของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ การดำเนินการโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน พร้อมทั้ง

การขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อขยายผลความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการจัดการลาวตระเวนร่วม และการฝึกร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประสานงานกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันเวลา

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พาดหัววส.พุทธปัญญาฯ พัฒนาทักษะดิจิทัลนิสิตใหม่ เตรียมพร้อมประกอบอาชีพในอนาคต

แชร์เนื้อหานี้

นายวีรพงศ์ พิชัยเสนาณรงค์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จ.นครปฐม
กล่าวว่า ได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาและปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ระหว่างวันที่ 18 พ.ค. -22 มิ.ย. โดยโครงการดังกล่าวมีการแนะนำหลักสูตรจากคณาจารย์หลักสูตรต่างๆ สำหรับนิสิตใหม่ระดับปริญญาตรี

ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ ขณะเดียวกันนิสิตใหม่ทุกคนยังจะได้เรียนรู้การใช้ Artificial Intelligence ( AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมไปถึงการสอนการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ และการเป็น Influencer ด้วย

นายวีรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ได้จัดอบรมกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดด้านการเป็น Influncer ควบคู่กับการเรียนรู้การตลาดออนไลน์ในกระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาใหม่นั้น เพื่อเป็นกา

เตรียมการด้านพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตให้กับนิสิตใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการส่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลังทุนชุมชน! บึงกาฬคัดสุดยอดกองทุนหมู่บ้าน ปี 68 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ (12 มิถุนายน 2568) เวลา 13.30 น. จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “ประกวดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่ ณ หอประชุมหนองปลาตอง วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 150 คน กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สาขาเขต 6 และเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านจังหวัดบึงกาฬ

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน โดยอาศัยกลไกสำคัญอย่าง กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ตามนโยบายของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและแหล่งทุนสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างการพัฒนาอย่างทั่วถึง

จังหวัดบึงกาฬมีกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 615 กองทุน ครอบคลุมเกือบทุกหมู่บ้านในพื้นที่ มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 1,300 ล้านบาท โดยกิจกรรมสำคัญในงาน ปนะกอบด้วย นิทรรศการแสดงผลการดำเนินงาน และการประกวดกองทุนหมู่บ้านดีเด่น ระดับจังหวัด จำนวน 8 กองทุน ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่โดดเด่นต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับจังหวัดต่อไป

นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ พัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้ นายสยัมภู แพงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานในพิธีเปิด ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวเปิดงานพร้อมมอบโอวาทตอนหนึ่งว่า“กองทุนหมู่บ้านไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่คือความหวังของประชาชนในการสร้างระบบที่ดูแลกันเองในชุมชน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน”

ภายในงานยังมีกิจกรรมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหาร เครือข่ายกองทุน และผู้แทนกองทุนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของแต่ละกองทุนอย่างใกล้ชิด โดยมีการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งความร่วมมือและแรงบันดาลใจ

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นมากกว่าการประกวด แต่เป็นเวทีสำคัญในการ จุดประกายองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ และเสริมสร้างความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย “ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” อย่างยั่งยืนต่อไป

📷 ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านนับ 10,000 คนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง2 คืน กว่า 50 ตัน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวบ้านร่วม 2 พันคนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง จังหวัดชุมพรมีฝนตกหนักติดต่อกันมา 3 วันทำให้น้ำจือไหลลงทะเลจำนวนมากจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง


จากกรณี คืนวันที่ 7-9 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

 จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้าง ดำและมีตะกอนจำนวนมาก ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ จึงทำให้น้ำทะเลขาดจึงทำให้น้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยขาดออกซิเจนปลาที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลไม่สามารถที่จะอยู่ในน้ำได้จึงได้พยายามเข้าปเป็นจำนวนมากจากการตรวจสอบและคาดคะเนสัตว์น้ำที่เกยตื้นขึ้นมาภายในสองคืนคิดว่าน่าจะมากกว่า 50 ตันเพราะชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาจับและนำไปประกอบอาหารกันอย่างมากมาย
นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า "ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง" เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้ และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำราญ ศรีภา อบต.ชุมแพ เป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ 2568 เวลา 13.00 น.นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขต3 อำเภอชุมแพ ได้รับเกียรติจากเจ้าภาพเป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง
บ้านโสกก่อง หมู่ 6 ตำบลวังหินลาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น มีแขกร่วมงานจำนวนมาก เช่น นายสมพร ทะเยียม ผู้อำนวยการโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร นายยุทธนา ชินทะนาม ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายทองปาน อักษรณูู รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายธงชัย ศรีดาวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองทอง ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น และญาติๆ

วินสื่อรัฐทีวี/ สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ชุมพร ตรวจสอบ โรงเชือดเนื่องในวันอีฎิ้ลอัฎฮา (วันเชือดพลีทาน)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯ ใน วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออก

ของ บริษัท ดี แอนด์ แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ( D and Z Consultant )จำกัด เลขที่ 262 หมู่ 7 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร

ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าสู่โรงฆ่าสัตว์เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม “วันอีฎิ้ลอัฎฮา” หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “วันเชือดพลีทาน” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ของอิสลามปีนี้

โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯเป็นพนักงานเจ้า

หน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ 2559 และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ปีพ.ศ 2558 เป็นผู้แทนเข้าตรวจสอบการเคลื่อนย้ายและสุขภาพสัตว์ประเภทโคเนื้อที่ถูกส่งเข้ามายังโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนมากเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

จากการตรวจสอบพบว่า สัตว์ทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารครบถ้วน สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือเข้าข่ายโรคระบาด สอดคล้องกับหลักสุขอนามัยและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

การเชือดสัตว์ในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม “กุรบาน” ซึ่งเป็นการระลึกถึงความศรัทธาและความเสียสละของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) ที่ยอมทำ

ตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าโดยการเชือดบูชายัญสัตว์แทนบุตรชาย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในศาสนาอิสลาม

พิธีการเชือดพลีทานนี้จะดำเนินการในช่วงวันที่ 7 – 9 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาสำคัญหลังจากเทศกาลฮารีรายอ (อีฎิ้ลฟิฏริ) ไปแล้ว 3 เดือน โดยเนื้อสัตว์ที่เชือดจะถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมพิธี คนยากจน และผู้ที่ขาดแคลน เป็นการแสดงถึงความเมตตา ความมีน้ำใจ และความยุติธรรมต่อสังคม ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ขอยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ และเป็นไปตามหลักศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 08189235141

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มพลังมวลชนศรีสะเกษ แสดงพลังรักชาติไทย ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร สนับสนุนทหารตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดระบบสื่อสารทุกชนิด และไล่แรงงานกลับ

แชร์เนื้อหานี้


ค่ำของวันที่ 8 มิถุนายน 2568 ที่ ลานเอนกประสงค์ วงกลมเสาธงหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ ได้มีกลุ่มพลังมวลชน ผู้รักชาติ สวมเสื้อสีขาว ออกมาแสดงพลังรักชาติ รักแผ่นดิน นำโดย นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ, นายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน และสมาชิกกลุ่มพลังมวลชนกว่า 100 คน ได้มาถือป้าย อ่านแถลงการณ์ ร่วมกันออกความเห็นในความเป็นประเทศไทย ในความเป็นคนศรีสะเกษ ที่ถูกผู้นำของประเทศกัมพูชา อ้างตนว่าเป็นประเทศที่อ่อนแอกว่าไทย อ้างว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา

ยังต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่การดูแลจากต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีพื้นที่ดินแดนอยู่ติดกัน แต่ความประพฤตินั้นสุดแสบ ขี้โกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีความกตัญญูต่อประเทศที่ดูแล พร้อมที่จะหักหลังได้ตลอดเวลา อย่างเช่นที่ผ่านๆ มา จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ได้ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ในการมาบุกมายึดดินแดน นับตั้งแต่ปราสาทเขาพระวหาร ต่อมาตรงดินแดนด้านล่าง ลานขายสินค้า จนมาถึงประตูเหล็ก บันไดขั้นแรก และไม่นานมานี้ก็นำข้อพิพากษาชายแดนเข้าสู่ศาลโลก จนทำให้ปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ตามแนวชายแดน

ให้ศาลโลก มีคำตัดสินให้ 2 ประเทศช่วยกันดูแล พัฒนาร่วมกัน แต่วันนี้ยังมาบุกช่องบก รุกพื้นที่ชายแดน จนทำให้เกิดการปะทะกัน พร้อมการใส่ร้ายป้ายสี ว่าทหารไทย เป็นผู้ที่ยิงก่อน ก่อนที่จะออกแถลงการณ์ จะใช้ความพยายามลากไทยขึ้นศาลโลกอีกครั้ง กับ 4 จุดชายแดน ว่าเป็นของตนอีก
ทั้ง นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ และนายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน ได้ร่วมกับทุกท่าน ได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทย ต่อหน้าประชาชน ที่มาให้กำลังใจ ในการแสดงออกถึงจุดยืนของจังหวัดศรีสะเกษ ใน 3 เรื่อง 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1.การให้กำลังใจทหารของไทย ด้วยคำว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ยอมให้ใครข่มขี่ ขอเป็นกำลังสำหรับทหาร ตำรวจ อาสาสมัครทหารพราน และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 2.เครือข่ายชุมชนคนศรีสะเกษ ขอแสดงพลัง ให้กำลังใจ แพทย์สภาฯ 3.เขาพระวิหาร เป็นของไทย เขมรจัญไร เอาคืนมา จากเครือข่ายชุมชน คนศรีสะเกษ ต้องการให้ศาลโลก ลงมาดูพื้นที่จริง ทบทวนการพิจารณาครั้งก่อน ว่าแท้จริงแล้ว ปราสาทพระวิหาร ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย หากขึ้นฝั่งกัมพูชา ต้องใช้บันไดลิง พร้อมกันนี้อยากขอเรียกร้องให้คนไทยทุกจังหวัด ทั่วประเทศ

แสดงพลังในการรักชาติ ขับไล่แรงงานเขมรออกจากประเทศไทย และเห็นด้วยกับ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเตอร์เน็ต ที่ข้ามไปฝั่งกัมพูชา เพราะวันนี้กัมพูชา ไม่ซื่อสัตย์กับไทย ไม่ใช่เพื่อนบ้านที่ดีอีกต่อไป
จากนั้น กลุ่มพลังมวลชน เครือข่ายคนศรีสะเกษ ได้ร่วมกัน ร้องแพลงชาติไทย ให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ดังไกลลงไปยังผืนแผ่นดินกัมพูชา ให้รับรู้ว่า คนไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานได้อีกต่อไป จะไม่ยอมให้ใครมาโกงเอาแผ่นดินไทยไป แม้แต่เสี้ยวตารางผงทุลีเดียว
////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.น้ำชุมพร ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลอยคอกลางทะเล / กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆ ลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่น ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 06.00 น. ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์สายด่วน 1196 จากศูนย์นเรนทรชุมพร ว่า ศูนย์นเรนทรชุมพรได้รับแจ้งจากนายสุชาติ ชุมแสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร ว่า นายนพพร อนุญาต อายุ 53 ปี เจ้าของเรือโชคพรเจริญ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน

พบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ


ตำรวจน้ำชุมพร โดย พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. พร้อมด้วย ร.ต.ต.สมศักดิ์ ต่ายเมือง รอง สว.(ป.ทางน้ำ) ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ผค.เรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมตำรวจประจำเรือรวม 5 นาย นำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง ออกให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย เกาะสาก ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร

เมื่อไปถึงพบ นายประทีปฯ อายุ 69 ปี อาการที่พบเบื้องต้นขาหัก มีแผลถลอก มีสติปลุกตื่น สื่อสารได้ แพทย์ฉุกเฉินได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และเรือตรวจการณ์ 532 นำตัวผู้ป่วยกลับเข้าฝั่งเพื่อนำส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทำการรักษาต่อไป

จากการสอบถามนายประทีปฯ อายุ 69 ปี เล่าว่าได้ออกเรือมาหาปลาขณะทีลอยลำทำการประมงอยู่นั้น ไม่ทราบเรือชนิดใดเข้ามากระแทกเรือของตนจนทำให้เรืออับปางจึงได้คว้าถังน้ำแข็งลอยคออยู่จนเช้าและในเวลาต่อมา เห็นเรือโชคพรเจริญเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้

พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. จากกรณีพบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ห่างจากฝั่ง 5ไมล์ทะเล (11กิโลเมตร) ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ จึงนำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง พบชาวประมง 1ราย ถูกเรือกระแทกจนเรือเรืออับปาง ลอยคออยู่กลางทะเล นานกว่า 3 ชั่วโมง นายประทีปฯ อายุ 69 ปี ทำการช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่นชุมพร
วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณี คืนวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้างใส ไม่ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ หรือลมบกพัดจากฝั่งออกสู่ทะเล ทำให้คลื่นลมค่อนข้างเรียบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนเกิดขึ้นน้อยลง จึงทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์น้ำบริเวณริมชายฝั่ง

นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า “ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง” เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม

พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้

และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะ

ขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 081-892-3514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 คาดใช้ได้ปลายปี 68 จังหวัดบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ราชอาณาจักรไทย และ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราชอาณาจักรไทย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ราชอาณาจักรไทย นายงามปะสง เมืองมะนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง

สปป.ลาว ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ราชอาณาจักรไทย และผู้บริหารระดับสูง สปป.ลาว พร้อมกลุ่มข้าราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธี โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน และสื่อมวลชน ให้การต์้อนรับ ณ บริเวณพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่ก่อสร้างข้ามแม่น้ำโขง ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว โดยถือฤกษ์วันที่ 6 มิ.ย.2568 หรือ วันที่ 6 เดือน 6 ปี คริสศักราช 2025 เป็นวันทำการเชื่อมสะพาน และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปลายปี 2568

สำหรับสะพานแห่งนี้ เชื่อมกับถนนหมายเลข13 ในฝั่ง สปป.ลาว เพื่อให้สอดคล้องกับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนาม การคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็น

ส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 3,930 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายวงเงินรวม 2,630 ล้านบาท ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. งานถนน ทางเลี่ยงเมืองระยะทาง 12.083 กม.และอาคารด่านพรมแดนฝั่งไทย วงเงินค่าก่อสร้าง 1,766 ล้านบาท ค่าควบคุมงาน 53 ล้านบาท รวม 1,819 บาท ส่วน สปป.ลาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวม 1,300 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสะพานและถนนในฝั่งลาว 2.86 กม. ซึ่ง สปป.ลาว ได้ขอกู้เงินจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) หรือเนด้า

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตลาดช่องสะงำเงียบเหงา หลังมีประกาศปรับวันเวลาปิด-เปิด ด่านใหม่ ด้านพ่อค้า โวย ได้รับผลกระทบขาดรายได้ สินค้าค้างสะต๊อก

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีประกาศทางหทารว่าให้มีการปิด หรือ ปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีด่านถาวร คือ ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูมิสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น. โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบขณะที่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน

***ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 มิ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่หน้าด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ พบว่าบรรยากาศทรี่ฝั่งไทยเงียบเหงา มีเพียงทหาร และเจ้าหน้าที่ประจำด่านค่อยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เพียงเท่านั้น ส่วนประตูที่เคยเปิดให้ชาวกัมพูชา และชาวไทย ได้เข้าออกเพื่อไปซื้อหาสินค้าถูกปิดลง แต่ที่ฝั่งกัมพูชา จะเห็นได้ว่ามีชาวกัมพูชามายืนดูยืนค่อยที่หน้าด่านกันหลายคนพอสมควร และยังขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขับไปรถมาอยู่ตลอดเวลาภายในด่านฝั่งกัมพูชา

***ต่อมาผู้สาอข่าวได้เดินทางไปสำรวจตลาดช่องสะงำ (ที่อยู่ฝั่งไทย) ที่ห่างจากด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยปกติวันนี้(วันอาทิตย์) และวันพฤหัสบดี จะมีตลาดนัด มีพ่อค่าแม่ค้า และชาวไทยและชาวกัมพูชา เข้ามาจับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค กันคึกคัก พอไปถึงพบว่าตลาดช่องสะงำ จุดดังกล่าวปิด ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดร้านขายของเหมือนดังเดิม โดยผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมเกียรติ พงษ์เมือง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่มาเปิดร้านค้าผลไม้อยู่ที่ตลาดแห่อยู่เป็นประจำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ปกติทุกวันพฤหัสบดี กับวันอาทิตย์ตน ตนจะขึ้นมาเปิดร้านขายของที่ตลาดนี้เป็นประจำทุกนัด แต่มาวันนี้ตนขับรถมาถึงตลาด โดยไม่รู้ว่ามีการปิดด่าน พบมาถึงก็งงทำไม่มีคนเข้ามาซื้อขายสินค้าเลย โดยปกติตลาดแห่งนี้จะมาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาเลือกซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าภายในตลาด ถ้าโดยปกติแล้วประมาณ 07.00 น.จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายสินค้าและมีประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา เข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมาก

แต่มาวันนี้ตลาดปิดเงียบไม่มีคนเข้ามา หลังจากนี้ตนก็จะต้องกลับบ้านไปหาเร่ขายตามหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะขายหมดหรือไม่ ตนใช้เงินในการลงทุนในแต่ละรอบก็เยอะ ในใจตนไม่อยากให้ปิดด่านเลยเพราะตนต้องทำมาหากินและมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละวัน ตนอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากให้ค่อยพูดค่อยจากันถอยหลังคนละก้าว อยากให้ทั้งสองฝ่ายรักกันเหมือนเดิม ถ้ามาทะเลาะกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

***ด้าน นางสาวคำแก้ว สีอุดอน อายุ 40 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกค้าที่จะมาหาซื้ออาหารทะเลและของสดทุกอย่างเป็นประจำทุกนัดวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เพื่อไปขายต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำไปขายต่อจะมาซื้ออยู่ที่ตลาดแห่งนี้ พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านพ่อค้าแม่ค้าไม่มาขาย วันนี้เท่ากับว่าตนมาจับจับปลามือเปล่าไม่มีอะไรกลับไปขายต่อเลย ตนได้รับผลกระทบหลายอย่าง ทำให้ตนต้องขาดรายได้ ตนอยากให้ทั้ง 2ประเทศตกลงกันคุยกัน หาทางออกที่ดีร่วมกันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

***ขณะที่ นายอิสระ บัวขันธ์ อายุ 46 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในการส่งสินค้าให้กับประเทศกัมพูชา วันนี้ตนได้สั่งสินค้าเข้ามาตามเต็มคันรถ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำมาขายให้ลูกค้า และสั่งมาตามรับออเดอร์ที่ทางลูกค้าฝั่งกัมพูชาสั่งมา พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านฉุกเฉิน ทำให้ตนตั้งตัวไม่ทันสินค้าหรืออาหารสดที่สั่งมาเป็นจำนวนมากนั้นตนกลัวว่าจะเกิดความเสียหาย ตนขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าจะมีการปิดด่านฉุกเฉินแบบนี้อยากให้แจ้งหรือมีกำหนดวันเวลาล่วงหน้าที่ชัดเจนก่อน

พอที่จะได้ว่างแผนรับมือได้ เราไม่ได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกวันนี้ประชาชนทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งหรือพูดจาที่รุนแรงเพราะต่างฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ที่มากไปกว่านั้นคือประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางด้านครอบครัว บางครอบครัวทั้งสองประเทศลูกหลานไปแต่งงานเป็นดองกัน ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยทำให้ประชาชนไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติสุขอยู่แล้ว พอมามีเรื่องขัดแย้งระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปมาหาสู่กันยากลำบาก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีการสู้รบกันจริงๆตนก็พร้อมที่จะรับมือ แต่ในใจลึกๆก็ไม่อยากให้เกิดอยากให้คุยกันตกลงกันแบบสันติวิธี
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

นายด่าน แจงปม กัมพูชาซื้อเกลือไทยไปให้ทหารกัมพูชาในป่า กว่า 2 พันตัน เบื้องต้นไม่จริง วอนอย่าปันข่าวให้ชาวบ้านแตกตื่น จนเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีก

***จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 กว่าต้น เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า ล่าสุด นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าต้น ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือน พฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน

จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีบริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถัวเหลือง เกลือ ซึ่งภาพที่ออกไปนั้นเป็นเมื่อวาน (6 มิ.ย. 68) จริงตนก็อยู่ในวันนั้นซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวันไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้นมีไม่กิโลกรัมเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช้ของทหารมาซื้อ หรือ ใครมาซื้อไปให้หทารแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกลจะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ที่เป็นตลาดรองรับสิ่งค้าต่างจากประเทศไทย

***นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน ร่วมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสิ่นค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้นลดลงกว่าปกติถึง 30-40 % เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทังจนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้ ส่วนกำลังทหารนะตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดนยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด
***ทั้งนี้ หาก สื่อมวลชนหรือท่านใด อย่างจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลการกรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข

แชร์เนื้อหานี้

นนี้ 7 มิถุนายน 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข ของสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

ณ โรงแรมน่านตรึงใจ โดยได้รับเกียรติจากนายปิยะ โยมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด และ

นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวรายงานและต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นการประมูลพร้อมกัน 2 ช่องทาง คือ การประมูลทางวาจา และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลการประมูล หมวดอักษร กท

มีรายได้รวมทั้งสิ้น 12,131,777 บาทราคาสูงสุด 760,000 บาท ได้แก่ กท 9999
ราคาต่ำสุด 14,000 บาท ได้แก่ กท 7733 นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมประมูล และทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานขนส่งด้วยดีตลอดมา

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ (เลขสวย) จะนำเข้า “กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน” (กปถ.) เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุนและ

ส่งเสริมกิจกรรมโครงการด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และให้ความช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต”เทศกาลประดับไฟกลางเมืองเก่า สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน ข่วงเมือง ถนนผากอง และถนนมหาวงศ์ ภายใต้โครงการ “น่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานว่า “น่านเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิต พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่”

นอกจากนั้น พิธีเปิดยังมีโชว์พิเศษจากศิลปินล้านนา ลานนา คัมมินส์ และ มัสแตง – พีรภัทร พร้อมด้วยการแสดงซอและดนตรีพื้นบ้าน จากนักเรียนโรงเรียนสามัคคี (พระเนตร) จังหวัดน่าน และการฟ้อนร่มแบบล้านนา” ที่มีชื่อว่า “บุปผานันทบุรี สุขสะหรี่ม่วนใจ๋” ด้วยการโปรยดอกไม้ขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นการบูชาเสริมสิริมงคล การฟ้อนถือว่าเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและขนบประเพณีของชาวเหนือที่ทรงคุณค่า

นางนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวรายงานว่า “โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าน่าน และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดเมืองเก่ามีชีวิต หวังว่างานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจแก่ชาวน่าน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยือนจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูกาล Green Season ของปีนี้”

กิจกรรมภายในงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ประกอบไปด้วย เทศกาลประดับไฟย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองเก่าน่าน วันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน(บริเวณบ้านมงคล) รวมถึงบริเวณข่วงเมืองน่าน ถนนผากอง (ตั้งแต่หน้าวัดภูมินทร์ถึงแยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษี) และถนนมหาวงศ์ (ตั้งแต่แยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษีถึงบริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน)

โดยมีการจัดแสดงอุโมงค์ไฟ การตกแต่งประดับไฟ ย้อมไฟกำแพงเมืองเก่าน่าน และประดับตกแต่งเส้นทางด้วยอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เช่น โคมล้านนา โคมมะเต้า โคมกระต่าย และหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองน่านกลายเป็น “เมืองเก่ามีชีวิต ส่องแสงงดงามยามค่ำคืน” ผ่านศิลป์แห่งแสงสีและเรื่องเล่าแห่งกาลเวลา
ถนนสายวัฒนธรรม เส้นทางแห่งเรื่องเล่า ความสร้างสรรค์ที่ถูกปรับปรุง ตกแต่ง และเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่แสดงออกของชุมชน ทั้งงานหัตถกรรม งานศิลป์ และกิจกรรมของคนท้องถิ่น รวมถึงตลาดนัดวัฒนธรรมหรือ “NAN Craft Folk & Market” รวมร้านอาหารพื้นถิ่น งานสร้างสรรค์และของดีเมืองน่านกว่า 30 ร้าน ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 16.00-21.00 น. มีการแสดงดนตรีของศิลปินล้านนา เช่น วงดนตรี Craft and Folk Songs, อ้อม รัตนัง, เตวิชญ์ ชัยธัช, ตู่ ดารณี, วง เดอะเพอะ การแสดงของศิลปินล้านนาไม้เมือง เป็นต้น

นิทรรศการเมืองเก่ามีชีวิต การเสวนาทางวิชาการและกิจกรรมเยาวชน กิจกรรมแชะ&แชร์ “เมืองเก่ามีชีวิต” สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ควบคู่กับความร่วมสมัย มุมถ่ายรูป LANDMARK จําลอง รวมถึงหัตถกรรมท้องถิ่นของน่าน ร้านเช่าชุดพื้นเมืองล้านนา บริการถ่ายภาพที่ระลีก ณ บริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน
งาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองน่านสู่เวทีสากล พร้อมสะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์เมืองเก่าให้คงอยู่ “อย่างมีชีวิต” อย่างแท้จริง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.ไทยคาลิ จำกัด ร่วม รร.ด่านขุนทด จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึก วันสิ่งแวดล้อมโลก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ บริษัทไทยคาลิ จำกัด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน นายเฉลิมยศ พุทธา ผอ.รร.ด่านขุนทด นำนักเรียน ม.5 และ ม.6 จำนวน 330 คน เข้าร่วมศึกษา เรียนรู้การทำเหมืองแร่ใต้ดิน ของทางบริษัท ฯ

เพื่อจะได้เรียนรู้การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ ต่อชุมชนและประเทศชาติ บริษัท ฯ ได้จัดทำกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน และ พนักงานบริษัท ฯ ได้มีความรัก และ เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ได้ร่วมกับโรงเรียนด่านขุนทด

ในโอกาสนี้ นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคาลิ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บริษัท ฯ ได้เริ่มโครงการ ได้ให้การสนับสนุนสิทธิ์ของบุคคลและชุมชน โดยตระหนักถึงสิทธิ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และให้การคุ้มครองสิทธิ์ดำรงชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข และดูแลปัญหาสิ่ง

แวดล้อม รอบพื้นที่โครงการมาตลอด ขะเห็นได้ว่า พื้นที่ตั้งของบริษัท ฯ มีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก ปัญหาดินเค็ม สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร บริษัท ฯ ได้เข้าดูแลช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุง ฟื้นฟู จนประสบผลสำเร็จ หลายร้อยไร่ บริษัท ฯ มีมาตรฐานระดับโลก โดยการทำงานร่วมกับ DMT Gmbh & Co.

บริษัท ฯ ที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่จากเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำเหมืองแร่ใต้ดินกว่า 150 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความปลอดภัยสูงในด้านจัดการของเสีย นำแนวทาง Zero Discharge มาใช้งาน ซึ่งเป็นการนำน้ำไปใช้หมุนเวียน ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง หรือของเสียออกนอกโครงการ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย มีศักยภาพพัฒนาแหล่งแร่โพแทช เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้า ทั้งนี้ ไทยมีการนำเข้าปุ๋ย โพแทซเฉลี่ยปีละ 800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองแร่โพแทซ ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในการสนับสนุนความมั่นคงทางการเกษตรกรรมของประเทศและลดการพึ่งพา การนำเข้า ในระยะยาว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้แทน พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2มอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารชายแดนกัมพูชา / น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่กรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวธนชนก สุริยเดชสกุลอ และ

นายหมวดตรี รุจิรา สรุจิกำจรวัฒนะ พร้อมด้วยผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ภท.2 รุ่นที่ 2) และสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน

ได้เดินทางไปยังหน่วยบัญชาการกองกำลังสุรนารี จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบผ้าเต็นท์, เสื้อกันฝน รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

เพื่อส่งมอบต่อไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารกองกำลัง

ป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2 และเพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและกำลังใจจากภาคประชาชนและภาคเอกชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ณ พื้นที่ชายแดนของประเทศ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันที่บ้านเลขที่ 300 หมู่ 2 ตำบลชะโนดน้อย อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดย นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง อายุ 46 ปี ได้บุกบ้านลุงคือ นายสมนึก คำมุงคุณ อายุ 61 ปี ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงปลา บรรจุลูกดอกเหล็กยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ยิงใส่บริเวณลำตัวด้านซ้ายของลุงจนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ นายบุญรุ่งเรืองได้วิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของผู้บาดเจ็บเพื่อซ่อนอาวุธ ขณะที่ผู้บาดเจ็บพยายามขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และโทรศัพท์เรียกหน่วยกู้ชีพเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

ต่อมา พ.ต.ท.ไพบูรณ์ สุวรรณคุณ สว.(สอบสวน) สภ.ดงหลวง พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ก่อเหตุ พบปืนยิงปลา 1 กระบอก ขณะที่ตัวผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปจากหมู่บ้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่สวนยางพารา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริงด้วยความโมโหจากปัญหาขัดแย้งเรื่องที่ดินของภรรยา

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ โดยน้องสาวของผู้บาดเจ็บเปิดเผยว่า ครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 7 คน ผู้ก่อเหตุเป็นสามีของน้องสาวอีกคน และเคยมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง ได้นำตัว นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง ส่งฝากขังศาลจังหวัดมุกดาหาร พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และคัดค้านการประกันตัว

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด่านศุลกากรมุกดาหารเข้ม ตรวจพบอุปกรณ์ประกอบ “บุหรี่ไฟฟ้า” สำแดงเท็จ หวังตบตาเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายใต้การสั่งการของนายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร และการกำกับติดตามของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษา

ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรุถพิมล ผอ.ศภ.2 ได้ดำเนินการตรวจสอบตู้สินค้าในโรงพักสินค้า อ.เมือง จ.มุกดาหารการตรวจสอบครั้งนี้นำโดยนายคำพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม (ฝปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบสินค้าไม่สำแดงจำนวน 2 รายการ ได้แก่:ชุดอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า จากจีน จำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวม 776 กิโลกรัมส่วน

ประกอบบุหรี่ไฟฟ้าทําด้วยพลาสติก มีลักษณะจะทําขึ้นเพื่อใช้งานเป็นการเฉพาะและไม่ อาจนําไปใช้ทางอื่นได้นอกจากใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า เมืองกําเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 122,000 ชิ้น น้ำหนัก 300 กิโลกรัมทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร 8543.40.00 อัตราอากร 10% กรณีเป็นความผิดฐานแสดงใบขนสินค้าไม่ถูกต้อง และนําของที่ผ่านหรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้า มาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร

โดยเจตนาจะฉ้ออากร และโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กําหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็น สินค้าต้องห้ามในการนําเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ด่วน! พบผู้ป่วย “แอนแทรกซ์” รายที่ 5 ในมุกดาหาร ชำแหละหมูก่อนเดินทางไปทำไร่อ้อยใน สปป.ลาว เกิดแผลติดเชื้อลุกลามก่อนกลับมารักษาในไทย ‼️

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน​ นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์รายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นผู้ป่วยรายที่ 5 ของการระบาดในครั้งนี้ ซึ่งมีประวัติสัมผัสกับเนื้อหมูระหว่างการชำแหละในพื้นที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล เมื่อวันที่ 19 เมษายน โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากจุดชำแหละเนื้อวัวที่มีผู้ป่วยโรคแอนแทรกรายก่อนหน้าเพียง 100 เมตรผู้ป่วยรายนี้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกมีดทิ่มที่นิ้วมือ ระหว่างการชำแหละหมู ก่อนเดินทางข้ามไป สปป.ลาว โดยรถส่วนตัวผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ในวันที่ 20 เมษายน เพื่อทำงานในไร่อ้อยที่เมืองพะลานไซ แขวงสะหวันนะเขต พร้อมนำหมูแดดเดียวจากการชำแหละไปรับประทานด้วย โดยอาศัยอยู่เถียงนากับลูกน้อง 1 คน บริเวณพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ขณะที่ภรรยาทราบข่าวเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาดในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พยายามติดต่อสามีแต่ติดต่อไม่ได้ โดยสามีได้นําหมูที่ชําแหละแล้วทำเป็นหมูแดดเดียวไปเก็บไว้รับประทานด้วยที่ฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ บริเวณสัมปทานไร่อ้อยยังมีลูกจ้างคนลาว 3 คน อยู่บ้านกะลอง เมืองพะลานไซ ด้วย

กระทั่งวันที่ 23 เมษายน เริ่มเป็นแผลลักษณะเป็นจุดวงๆ ตุ่มน้ำใส ปวดคันเล็กน้อยที่มือบริเวณตําแหน่งเดียวกันกับที่โดนมีดบาด28 เมษายน แผลเริ่มเหมือนถูกไฟไหม้มีสีดำคล้ำ ปวดบวมแดง เจ้าตัวคิดว่าแพ้น้ำมันเครื่อง และไปร้านขายยาใน สปป.ลาว ซื้อยาฆ่าเชื้อ ชื่อยากาน่า เม็ดแคปซูลสีขาว คาดว่าจะเป็นยา Kanamycin และ Cephalexin 500 mg โดยเริ่มรับประทานยาตั้งแต่ 28 เมษายน – 16 พฤษภาคม ภายหลังจากรับประทานยา ผู้ป่วยแจ้งว่าแนวโน้มแผลดูดีขึ้น ไม่มีหนอง ไม่ค่อยปวด เหลือแต่เป็นสีดําๆ และยังคันอยู่

วันที่ 16 พฤษภาคม ยากาน่าหมด จึงจะไปซื้อใหม่แต่เภสัชกรแจ้งว่าไม่ต้องกินแล้ว โดยจ่ายให้แต่ยา cephalexin 500 mg กลับมารับประทาน

วันที่ 18 พฤษภาคม เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กลับมาบ้านที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยขณะนั้นแผลยังไม่หายและทราบข่าวว่าเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาด จึงมาตรวจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเชื้อส่งตรวจ (cultur) ตรวจ PCR และรอผลการตรวจทางห้องปฏิงัติการ

วันที่ 21 พฤษภาคม ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis โดยผลยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ จนท.ถูกคนร้ายกราดยิงดับคาฐานรือเสาะ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 มิ.ย. 68) เวลา 08.45 น.ที่วัดบางนรา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดรถประชาชน และใช้อาวุธปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและ

ขนาดยิงใส่จุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4614 ขณะที่ตั้งจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านปอเนาะ หมู่ 6 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส/ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีและร่วมไว้อาลัยฯ
พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและเป็นผู้แทนวางพวงหรีดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, พวงหรีดของ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,พวงหรีดของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และพวงหรีดของพลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4ตามลำดับ ทั้งนี้ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเหรียญบางระจัน และใบประกาศเชิดชูเกียรติในการประกอบคุณงามความดี และความเสียสละแก่วงศ์ตระกูล พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานและส่วนราชการต่างๆ เพื่อเป็นการปลอบขวัญ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ด้าน นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีเสียชีวิต จำนวน 500,000.- บาท และมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กรณีเสียชีวิต

จากเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5,000.- บาท นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ เพื่อให้ช่วยเหลือเบื้องต้นอีกจำนวนหนึ่ง ด้วย
สำหรับร่าง อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ได้มีพิธีส่งศพกลับไปบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนาที่ ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ อย่างสมเกียรติ ต่อไป

      //////////////////

ข่าว/อาอีซะห์นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร พุ่งตกกลางถนนหน้าค่าย ตชด. ที่ประจวบฯ ดับสลด 2 เจ็บระนาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 04.30 น. เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร เสียหลักพุ่งตกลงร่องกลางถนนเพชรเกษม บริเวณหน้าค่ายพระมงกุฎเกล้า กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายร.ต.ท.ธนภพ น้อยหมื่นไวย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองวาฬ

รับแจ้งเหตุจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองทับสะแก, หน่วยกู้ชีพ อบต.ห้วยทราย, กู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน, กู้ภัยตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันทีหลังได้รับแจ้ง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า รถทัวร์โดยสารสีเหลือง ทะเบียน 10-5855 ชลบุรี ตกลงในร่องกลางถนนบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 327 ชนเข้ากับเสาไฟและแผ่นการ์ดเรล สภาพรถส่วนหน้ารถเสียหายรุนแรง ด้านขวารถตะแคงอยู่ในร่องกลางถนน พบผู้เสียชีวิต เป็นชาย 2 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า รถคันดังกล่าวมีผู้โดยสารซื้อตั๋วที่ต้นทางทั้งหมด 31 คน แต่ไม่ขึ้นรถ 3 ราย ลงที่อำเภอหัวหิน 2 ราย เหลือ 26 คนในรถขณะเกิดเหตุ แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหนัก 5 ราย บาดเจ็บที่ต้องดูอาการ 8 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 11 ราย

โดยมีนายทศพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ยอมรับว่าเป็นคนขับรถคนที่ 2 ที่เพิ่งเปลื่ยนมาขับจากจุดพักรถที่อำเภอหัวหิน โดยมีปลายทางมุ่งหน้าไปส่งผู้โดยสารที่ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง ส่วนผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่ประสงค์เข้ารับการรักษา ทางบริษัทเดินรถได้จัดรถคันใหม่มารับส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ช่างศูนย์มิตซูขับรถปาเจโร่ลูกค้ามาทดสอบ แต่ซวยถูกเก๋งปริศนาตัดหน้าเสียหลักพลิกคว่ำ เจ็บ 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 4 มิ.ย. 68 พ.ต.ท.สง่า สมสุข สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำอยู่กลางถนน หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามเกาะกลางน้ำก้วยน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

จึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย ก่อนจะรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พอไปถึงพบรถยนต์ ยี่ห้อมิซูบิซิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 768 ศรีสะเกษ พลิกคว่ำท้องชี้ฟ้า มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งคนขับ อายุ 28 ปี เป็นช่างที่ศูนย์รถยนต์มิสซูบิซิ สาขาฝั่งขาเข้าเมืองเส้นศรีสะเกษ- กันทราลักษ์ และอีก 2 คน เป็นเด็กฝึกงานที่ศูนย์รถยนต์มิซูบิซิ ห่างไปเล็กน้อยพบรถยนต์ 6 ล้อ ซึ่งเป็นรถยนต์เก็บขยะของเทศบาลตำบลปะอาว จอดอยู่

***จากการสอบถาม คนขับรถยนต์เก็บขยะ เล่าให้ฟังว่า ตนขับรถยนต์เก็บขยะ เพื่อจะไปเทขยะที่บ่อขยะที่บ้านหนองสาด พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุตนหันไปดูกระจกมองข้างเห็นมีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งขับรถต่อท้ายรถยนต์ของตนมา รถเก๋งคัน

ดังกล่าวขับตัดหน้ารถยนต์คันประสบเหตุ (รถยนต์ปาเจโร่) ทำให้รถยนต์ปาเจโร่ที่ขับมาทางตรงเสียหลักหลบจนทำให้รถพลิกคว่ำแล้วมาชนท้ายรถยนต์เก็บขยะของตน จนเป็นเกิดเหตุดังกล่าว ตนจึงรีบจอดโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนรถยนต์เก๋งคู่กรณีขับต่อไปโดยไม่ได้จอดรถลงมาดู

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 0; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 9961472;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 48;

***ด้าน คนขับรถยนต์ปาเจโร่ เปิดเผยว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์ของลูกค้าที่เอามาเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจเช็ดระยะตามรอบ พอดีตนกับน้องๆนำรถยนต์ออกมาทดลองขับ กำลังจะกลับเข้าศูนย์อยู่แล้ว แต่พอมาถึงจุดเกิดเหตุถูกรถยนต์เก๋งขับมาตัดหน้ารถยนต์ ตนพยายามจะหักหลบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว และเหยียบเบรก แต่รถก็เกิดพลิกคว่ำ

***เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องสอบปากคำกับผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน อย่างละเอียดก่อน และสอบปากคำพยานแวดรอบอีกครั้ง ก่อนจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงยุติธรรมลุยแก้หนี้ กยศ.ที่นราธิวาส รัฐบาลแจ้งมีหนี้ต้องใช้หนี้เพื่ออนาคตบุตรหลาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 พ.ค.68 ที่ลานพิกุล มหิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ได้เป้ฯประธานในพิธีเปิดงาน มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม ปีที่ 2 โดยมีนางเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายกฤษณนันท์ กำไร รอง ผวจ.นราธิวาส และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมาร่วมงาน เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สิน ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินของประชาชน และผู้มีหนี้สินที่ได้กู้ยืมเงิน กยศ.

โดยมีเป้าหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อยุติข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญในช่วงที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมได้จัดงานมหกรรมแก้หนี้มาแล้ว 89 ราย ช่วยเหลือลูกหนี้ได้ 132,303 ราย จำนวนทุนทรัพย์ 23,901.84 ล้านบาท แยกเป็นลูกหนีก่อนฟ้องช่วยเหลือได้ 66,132 ราย ทุนทรัพย์ 11,217.04 ล้านบาท

ลูกหนี้หลังศาลพิพากษา ช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ 66,131 ราย จำนวนทุนทรัพย์ 12,684.8 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ กยศ.รั้งที่ผ่านมา มีการคำนวณยอดหนี้ใหม่ 3.65 ล้านบัญชีแล้วเสร็จ ผู้กู้ 2.98 ล้านราย ได้รับประโยชน์ช่วยลดหนี้ผู้กู้เป็นเงินกว่า 56,326 ล้านบาท ปลดภาระผู้ค้ำ 2.8 ล้านราย ซึ่งในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาเกลี่ยไกล่หนี้ กยศ. ประมาณ 300 ราย ที่มีกำหนดการจัดงานในครั้งนี้ขึ้น 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. ถึง 2 มิ.ย.68

ด้านนายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ซึ่งวันนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ 2 ของโครงการปีนี้ ก็อยากให้ทุกคนมาร่วมเพราะว่าเรื่องกิจกรรมแก้หนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่อง และเป็นเรื่องอนาคตของน้องๆ บางคนอาจจะขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ไปเชื่อบางอย่างไปเชื่อในโซเชียลบ้างอะไรก็แล้วแต่ แต่จริงๆแล้วข้อเท็จจริงจะเป็นยังไงให้ท่านมาพบมาคุยด้วยตัวเองและท่านจะรู้ว่าท่านจะได้กำไรกลับไปแน่นอน

ซึ่งผมเชื่อว่าท่านจะมีรอยยิ้มกลับไป วันนี้สิ่งที่ท่านทำคือท่านพยามหลีกเลี่ยงไม่อยากจะจ่ายหนี้ กยศ. ซึ่งเรื่องจะเป็นความทุกข์กับท่าน เรื่องหลักคือลดดอกเบี้ยปรับขยายเวลาไป 15 ปี นี่เงินที่ท่านจ่ายทั้งหมดที่ผ่านมาไม่คิดเป็นดอกเบี้ยปรับ แต่คิดเป็นเงินต้น เอาเงินทั้งหมดมาหักเลย กู้ไปเท่าไหร่ก็จะเหลือเท่านั้นอาจจะมีเบี้ยปรับ 1.5% ดอกเบี้ย 1% เบี้ยปรับอีก 0.5 % จากเมื่อก่อน 25.5% 18.5% คือดอกเบี้ย เบี้ยปรับก็ 7% เหลือแค่ 1% ของดอกเบี้ย เบี้ยปรับไม่มีอยู่แล้ว ถ้าชำระมาไม่ได้ขาดเกิน 3 ครั้ง

ก็ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ แต่อาจจะมีเบี้ยปรับที่ค้างจ่ายมานาน มันอาจจะมี 1.5 % แต่เพิ่มได้ไม่เยอะไม่เหมือน 25.5 % เมื่อมาปรับเมื่อไหร่เงินที่จ่ายทั้งหมดเป็นเงินต้นหักต้นที่ยืมมันก็จะเหลือไม่มาก บางคนเหลือเป็นหมื่น ถ้ามีงานทำที่ดีมีรายได้เยอะมีงานดีๆ ซึ่งวันนี้จะมีวอล์คอินเข้ามาหลายคนแล้ว บางคนจะเป็นส่วนที่อยู่มาเลเซียเขาก็ไม่สามารถเดินทางกลับด้วยตัวเอง ก็ให้แม่มาหรือว่าให้น้องมา ซึ่งหลายคนยังคิดว่าจะมีคนค้ำ

ยังมีค้ำประกันโดยวันนี้เราปลดหมด ทุกคนจะได้สบายใจ ซึ่งในชั้นบังคับคดี หรือว่าหลังศาลมีคำพิพากษาก็ไม่มีการยึดทรัพย์ จะไม่มีการขายทอดตลาด เราจะคืนให้หมด แต่ขอให้เข้ามาร่วมงาน ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้เป็นผลประโยชน์ได้กับท่านเต็มๆ แต่อย่างที่รัฐมนตรีกล่าวว่ามีหนี้ก็ต้องใช้หนี้ เพราะว่ามันเป็นหนี้ที่สร้างประโยชน์ให้กับน้องๆ สร้างอนาคตให้น้องๆต่อไป
/////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา 3 มิถุนายน 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมพิธี

ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ณ ห้องสารสิน , พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ ห้องศรียานนท์ , พิธีถวายราชสักการะ พิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่า

ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 1-5 มิถุนายน 2568

ทรงพระเจริญ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขา น่าน จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร น่าน ครั้งที่ 5/2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 5/2568

โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด เป็นประธาน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช (ชั้น6) ศาลากลางจังหวัด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยมีวาระพิจารณาในที่ประชุม ดังนี้ 1.พิจารณาเห็นชอบการขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2568 – 27 พฤษภาคม 2568 จำนวน 68 ราย จำนวน 190 บัญชี มูลหนี้ 30,909,432.79 บาท (สามสิบล้านเก้าแสนเก้าพันสี่ร้อยสามสิบสองบาทเจ็ดสิบเก้าสตางค์)

2.พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 3.พิจารณาเห็นชอบแผนการลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รพ.น่านจัดกิจกรรมรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. โรงพยาบาลน่าน จัดกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2568 ภายใต้คำขวัญ “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า : นิโคตินเสพติด จน ตาย”

โดยมี นพ.วสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เป็นประธานกล่าวเปิด และ พญ.วาลิกา รัตนจันทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายปฐมภูมิโรงพยาบาลน่าน เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์

เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ ผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง สร้างความตระหนักถึงอันตรายของการเสพติดนิโคติน และสนับสนุนให้ผู้ที่กำลังสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า

เข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ที่เหมาะสมปลอดภัย โดยมีคณะผู้บริหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน อสม.ฟ้าใส นักเรียนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม

ซึ่งกิจกรรมประกอบไปด้วย การมอบใบเกียรติบัตร “บุคคลต้นแบบเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ” บูธเกมโทษและพิษภัยจากบุหรี่ ตอบคำถามชิงรางวัล/Kahoot ณ ลานชั้น 1 อาคารรังสี

ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช โรงพยาบาลน่าน/ภาพข่าวทีมปชส.รพ.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี / ศุลกากรมุกดาหารจับโป๊ะ! พ่อค้าข้ามชาติแสบลอบขนสินค้าออกจากตู้ผ่านแดน ก่อนวางกล่องเปล่าตบตาเจ้าหน้าที่ / ​ตาวูบหมดสติขณะขับรถกลับจากฟอกไต หน่วย EMS รพ.มุกดาหาร เข้าช่วยชีวิตได้ทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 สืบเนื่องจากนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนาวสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศภ.2 มีนโยบายให้เข้มงวดในการตรวจสอบการกระท่าความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้รับข้อมูลว่ามีสินค้าผ่านแดนจำนวนมากถูกลักลอยขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้สั่งการให้นายคําพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามส่วน

ควบคุมทางศุลกากร ภาค 2 และ สำนักสืบสวนและปราบปราม 1 ตรวจสอบตู้สินค้าผ่านแดน ตามใบขนสินค้าผ่านแดน จํานวน 99 ฉบับ ซึ่งสําแดงชนิดสินค้าเป็นเครื่องแต่งกาย จํานวนรวม 581 หีบห่อ น้ำหนักรวม 7,728 กิโลกรัม โดยสินค้าดังกล่าวพ้นกําหนด 30 วัน ในอันที่จะต้องนําออกไปนอกราชอาณาจักร จึงตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติศุลกากร

ผลการตรอจสอบพบว่ามีเพียงกล่องเปล่า 268 ชิ้น และพาเลทไม้ 24 ชิ้น ไม่พบสินค้าเครื่องแต่งกายตามที่สำแดงไว้ กรณีจึงมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้ขอผ่านแดน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้นําสินค้าผ่านแดนออกจากตู้บรรทุกสินค้าเข้ามาใน

ราชอาณาจักร อันเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายของออกใปจากยานพาหนะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ยึด/อายัดของดังกล่าว เพื่อติดตามผู้กระทำความผิดดําเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​ตาวูบหมดสติขณะขับรถกลับจากฟอกไต หน่วย EMS รพ.มุกดาหาร เข้าช่วยชีวิตได้ทัน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุชายสูงอายุ เกิดอาการวิงเวียน ชักและวูบหมดสติไปชั่วขณะข้างศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ขณะขับรถกระบะอีซูซุ ไฮแลนด์เดอร์ หมายเลขทะเบียน บง 4858 มุกดาหาร จะกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นการฟอกไตที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โชคดีที่รถเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ผ่านมาประสบเหตุพอดี จึงได้เข้าช่วยเหลือเบื้องต้นพร้อมเรียกหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) โรงพยาบาลมุกดาหารมารับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารต่อไป

สอบถามยายที่นั่งรถมาด้วยกันได้ความว่า เมื่อเช้าตาขับรถมาฟอกไตที่โรงพยาบาลมุกดาหารโดยมีตนนั่งมาด้วย หลังจากฟอกไตเสร็จเรียบร้อยขณะที่ตากำลังขับรถจะกลับบ้านปรากฏว่าเกิดอาการวิงเวียนจะเป็นลมและวูบหมดสติไปพักหนึ่ง ดังกล่าว

เบื้องต้น คาดว่าชายคนดังกล่าวเกิดอาการวูบจากความเหนื่อยล้าหลังการฟอกไต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างไรก็ตามต้องรอผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

วูบกลางถนน #ฟอกไต #ชายสูงวัย #เหตุการณ์ระทึก #พลเมืองดี #หน่วยEMSโรงพยาบาลมุกดาหาร #ช่วยชีวิตทันเวลา #ข่าวมุกดาหาร ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี * สื่อรัฐนิวส์ / ทวี ร่วมถกนักธุรกิจมาเลย์ เตรียมร่วมทุนเปิดตลาดอาเซียนแห่งแรกที่นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 24 พ.ค.68 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางพื้นที่มายังองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดนราธิวาส, พลตำรวจโทพัฒนวุธ อังคะนาวิน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมคอยให้การต้อนรับ จำนวนกว่า 2,500 คน พร้อมทั้งได้ถือโอกาสแจกรางวัลการประกวดซุ่มประตูมัสยิด

โดย พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ถือโอกาสพูดคุยพบปะกับพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมงาน พอสรุปใจความได้ว่า โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือว่าเป็นการสืบสานองค์ความรู้ท้องถิ่น อัตลักษณ์วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่าของประชาชนในพื้นที่

การพัฒนาคนคือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีทักษะชีวิต มีเวทีสร้างสรรค์และได้รับการยอมรับในฐานะ เจ้าของอนาคตของชุมชน อย่างไรก็ตามขณะที่เราร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เราก็ไม่อาจละเลยภัยคุกคามจากยาเสพติด

ที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และครอบครัวที่เปราะบาง ล้วนทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ง่ายขึ้น

ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ต่อมา พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้เดินชมบูธอาหาร จำนวนกว่า 20 แห่ง พร้อมทั้งได้ชิมรสชาติอาหารคาวหวาน ซึ่งล้วนแล้วเป็นอาหารประจำถิ่น หรือ อาหารโบราณ ที่สามารถหากินได้ในเฉพาะพื้นที่ เช่น แกงกะทิปลาซ่อน ขนมต้ม ขนมไข่ เป็นต้น

ซึ่งก่อนดินทางกลับ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ถือโอกาสพูดคุยนอกรอบเป็นการส่วนตัวกับคณะนักธุรกิจประเทศมาเลเซีย ที่มีโอกาสได้เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ คือ นายซุลฟีกา ซูไฮมี Mr.Zulfika Suhaimi และนายนิอาซิม นิมูฮัมหมัด Mr.Niazim Nimuhammad ที่ห้องประชุม อบต.ดุซงญอ

ที่ทางนักธุรกิจมาเลเซียมีความสนใจที่จะเดินทางมาทำการค้าร่วมกับคนไทย ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีการพูดคุยอย่างเป็นกิจลักษณะอีกครั้ง ในเรื่องของการลงทุนเปิดตลาดอาเซียนแห่งแรกในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทั้ง 2 ฝ่ายต้องใช้เงินร่วมลงทุนประมาณ 30 ถึง 50 ล้านบาท โดยใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม.จึงแล้วเสร็จ

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้ทางนักธุรกิจของประเทศมาเลเซีย นายก อบต.ดุซงญอ และคณะ นายกอบจ.จ.นนราธิวาส ร่วมหารือกับนักธุรกิจมาเลเซีย ซึ่งนักธุรกิจมาเลเซียพบว่าอยากมีตลาดอาเซียนหรือตลาดสินค้าอาเซียน เพราะเราอยู่ในประชาคมอาเซียน ซึ่งคล้ายๆประเทศไทยไม่มี แต่จะมีที่ประเทศเวียดนาม

ซึ่งมีสินค้าของอาเซียนมาวางเป็นสินค้าคล้ายๆสินค้าพื้นเมือง โดยทางนักธุรกิจมาเลเซียก็อยากจะร่วมทุนกับทางประเทศไทย โดยมองไปที่พื้นที่ อ.สุไหงโกลก หรือ อ.แว้ง ที่ใดที่หนึ่งที่เป็นแนวชายแดน ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยได้ใช้เงินเต็มความสามารถ เราก็ยังไปมองนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกก็ไม่มีประโยชน์ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาแล้วได้ใช้เงินเยอะขึ้น ซึ่งในขณะนี้ จ.นราธิวาสอย่างเดียวนักท่องเที่ยวก็ล้านคนแล้วต่อปี ทั้งนักท่องเที่ยวมาเลเซียและนักท่องเที่ยวต่างๆเข้ามาก็ควรที่จะต้องมีตลาดด้วย ซึ่งเป็นแนวความคิดหนึ่งที่มานำเสนอ

โดยทางรัฐบาลเองก็เห็นด้วย ซึ่งวันนี้เรื่องใหญ่ของเราจะต้องสร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ แล้วต้นทุนของจังหวัดชายแดนหรือแนวชายแดนเราต้องมีการพัฒนาศักยภาพซึ่งในเร็วๆนี้สะพานก็จะเกิดขึ้น ถ้านักธุรกิจเริ่มต้นด้วยความคิดของนักธุรกิจ แล้วก็คนในพื้นที่ร่วมด้วย รัฐบาลได้หนุน

ส่วนสถานที่นั้นก็มีบ้านเอื้ออาทรที่ค่อนข้างร้าง ซึ่งทางเราได้มีการพูดคุยกับพ.ม.แล้ว ก็มีแนวความคิดว่ามันต้องมีการรื้อ เพราะสภาพมันใช้ไม่ได้แล้ว ทั้งโครงสร้างตึก ซึ่งถ้าจะมีการแบ่งบางส่วน อันนั้นก็เป็นสถานที่ ที่ทางเราจะต้องเลือกว่าระหว่าง อ.แว้ง กับอ.สุไหงโกลกว่าอำเภอไหนจะดีกว่ากัน
//////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่รัฐนิวส์ / พบสวนเกษตร 8 ไร่ ของสีกาเตยคนสนิททิดแย้มในเมืองมุกดาหาร ชาวบ้านยันไม่ใช่รีสอร์ท – แหล่งฟอกเงินจากวัดไร่ขิง/ตม.นครพนม ลงพื้นที่ตรวจเข้มยาเสพติด – แรงงานต่างด้าว ในร้านอาหาร-คาราโอเกะ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารถึงกรณีที่มีข่าวว่า สีกาเตย หรือ “ช่อฟ้า ใบเตย” หนึ่งในคนสนิทของทิดแย้มอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม นำเงินที่ได้มาจากการทำบุญ – บริจาค ในวัดไร่ขิงมาสร้างรีสอร์ทและฟอกเงินในจังหวัดมุกดาหาร นั้น มีสถานที่ซึ่งสีกาเตยเป็นเจ้าของอยู่ในชุมชนบ้านนาเตย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

โดยมีลักษณะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมกึ่งบ้านสวน โดยใช้ชื่อว่า “บ้านสวนเกษตรช่อฟ้า ใบเตย” มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ภายในประกอบด้วยอาคารหลังใหญ่และหลังเล็กประมาณ 10 กว่าหลัง ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงพบว่าประตูรั้วถูกปิดโดยมีโซ่คล้องและล็อคกุญแจไว้ มีป้ายติดไว้ที่รั้วว่า “พื้นที่ส่วนบุคคลห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต ระวังสุนัขดุ”

นายประยงค์ (ขอสงวนนามสกุล) ชาวบ้านที่มีที่ดินติดกัน เปิดเผยว่า ปกติที่บ้านสวนเกษตรข่อฟ้า ใบเตย จะมีคนพักอาศัยอยู่ในที่ดิน 4 คน คือ แม่ของสีกาเตยกับสามี และคนสวนอีก 2 คน แต่ขณะนี้ทราบว่าแม่ของสีกาเตยไม่ได้อยู่โดยกลับไปบ้านที่สุโขทัยได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว

ส่วนที่มีข่าวว่าเป็นรีสอร์ทและที่ฟอกเงินของสีกาเตยนั้น ตนเห็นว่าไม่เป็นความจริง โดยสถานที่ดังกล่าวเป็นเพียงบ้านพักธรรมดาไม่มีลักษณะการตกแต่งหรูหราที่จะบ่งชี้ว่าเป็นรีสอร์ท ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านน็อคดาวน์ที่สีกาเตยเป็นผู้ซื้อมาปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็เคยเข้าไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงจำลอง และท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในบ้านสวนดังกล่าว

โดยบ้านพักภายในสวนก่อนหน้านี้จะใช้สำหรับให้ทิดแย้มอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระภิกษุและคณะ ใช้เป็นที่พำนักในระหว่างที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

ซึ่งจะมีอาคารขนาดใหญ่ประมาณ 5 หลัง และอาคารขนาดเล็กที่เป็นบ้านน็อคดาวน์ประมาณ 8 หลัง ส่วนที่ดินแถวนี้จะมีราคาอยู่ที่ประมาณไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทั้งหมดแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 4-5 ล้านบาท

“ส่วนจะเคยมีการนำตู้เซฟขนาดใหญ่สำหรับใช้เก็บเงินสดนับร้อยล้านบาทที่ยักย้ายถ่ายเทมาจากวัดไร่ขิงนำมาไว้ภายในบ้านสวนเกษตรช่อฟ้า ใบเตย หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็น ตอนตนเข้าไปก็เห็นมีเพียงแต่ตู้ใบเล็กๆ เท่านั้น ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นสถานที่เก็บเงินเก็บหรือทรัพย์สมบัติอะไรที่ยักย้ายถ่ายเทมาจาก วัดไร่ขิง” นายประยงค์กล่าว

ภาพ/​ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ตม.นครพนม ลงพื้นที่ตรวจเข้มยาเสพติด – แรงงานต่างด้าว ในร้านอาหาร-คาราโอเกะ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุภมิตร กะตะศิลา รอง ผกก.ตม.จว.นครพนม และ

พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สว.ตม.จว.นครพนม ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองบูรณาการร่วมกับ สภ.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม ออกตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร และร้านคาราโอเกะ จำนวน 8 แห่ง ในพื้นที่อำเภอนาแก

จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวทั้งหมดมีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้มีการตรวจคัดกรองสารเสพติดในร่างกาย

แรงงานกลุ่มดังกล่าว ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด รวมถึงไม่พบพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี หรือความผิดอื่น ๆ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการกรอกแบบฟอร์ม ตม.6 (TM6) แบบดิจิทัล (TDAC) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ

ตมนครพนม เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กฟก.น่าน จับมือ ธ.ก.ส.ทำเอกสารรับรองสิทธิเกษตรกร ร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ฯ ลดเงินต้นเหลือ 50 % ตามมติ ครม.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ดำเนินการประชุมชี้แจงและจัดทำเอกสารประกอบการทำสัญญาตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 และวันที่ 8 เมษายน 2568 สถาบันเจ้าหนี้ ธ.ก.ส. ณ ห้องประชุมพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน

โดยมีนายยงยุทธ อินทชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการคุณภาพหนี้ นายวิสูตร ธนะขว้าง ผู้จัดการศูนย์จัดการคุณภาพหนี้น่าน 2 นายอดิศักดิ์ กุลสุ ผู้จัดการศูนย์จัดการคุณภาพหนี้ น่าน 1 นายสนิท มณเฑียร รองประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่าน คนที่ 2 นางณัฐริกา จารุโชติรสสกุล นางฐิติภา ทรัพย์โชคเจริญ และนายสมบูรณ์ ขอคำ อนุกรรมการฯ จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการด้วย

ทั้งนี้ขั้นตอนการดำเนินการร่วมกับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง กรณีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้สำนักงานสาขาจังหวัดส่งมอบสำเนาแบบ ปคน.1 หรือ แบบ ปคน.2 และแบบ ผค.1/4 ให้กับเกษตรกรแต่ละราย เพื่อใช้เป็นเอกสารในการดำเนินการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารซึ่งธนาคารจะดำเนินการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร

ในส่วนของจังหวัดน่าน สำนักงาน กฟก.สาขาจังหวัดน่าน และ ฝ่ายบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ธ.ก.ส.จังหวัดน่านได้กำหนดแผนปฎิบัติการในการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯให้เกษตรกร จำนวน 286 ราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2568 โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

“โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารฯ ธ.ก.ส. และให้ผ่อนชำระเงินต้นคงค้างครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ตามระยะเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 15 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย สำหรับการชดเชยเงินต้นร้อยละ 50 และดอกเบี้ยในส่วนที่เกษตรกรไม่ต้องรับภาระ และค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐบาลจะรับภาระจัดสรรชดเชยให้กับธนาคารฯ เมื่อเกษตรกรได้ชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนขังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ศูนย์คุณธรรมเปิดเวทีเสริมพลังเครือข่าย จัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรม Moral Network Center (MNC)”

แชร์เนื้อหานี้

22 พฤษภาคม 2568 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรม Moral Network Center (MNC) โดยได้รับเกียรติ

จาก รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังเครือข่ายทางสังคม กับการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย” ณ ห้องสุวิทย์ศักดานนท์ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร


ในการนี้ รศ. นพ.สุริยเดว กล่าวถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณธรรมในสังคมไทยว่า เครือข่ายทางสังคมของแต่ละจังหวัดมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณาการการดำเนินงานด้านคุณธรรม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยศูนย์คุณธรรมสนับสนุนและผลักดันการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน

เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรมภายในจังหวัดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงและแข็งแกร่งในการวางรากฐานและต่อยอดการพัฒนาคุณธรรม ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว: กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคมบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
🎥 YouTube : Moral Channel

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฟ้าพิโรธ ผ่าเปรี้ยงผู้ใหญ่บ้านน้ำดี ขณะออกไปหว่านข้าวกลางทุ่งนาดับสลด ลูกเล่า นาทีฟ้าลงกลางลำตัวพ่อล้มทั้งยืน

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ค. 68 เกิดเหตุฟ้าผ่า นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หลังออกไปหว่านข้าวที่นาบ้านยาง หมู่ 7 ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยลูกชาย และญาติๆ ต่างช่วยกันอุ้มร่างผู้มใหญ่บ้านขึ้นมาจากนา และรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 21 พ.ค. 68 ปาฏิหาริย์ก็ไม่มามีอยู่จริง นายคำดี พันธ์แก่น ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

***ล่าสุดวันที่ 22 พ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้าน นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) โดยช่วงเช้าญาติได้นำร่าง ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) กลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยตวามโศกเศร้า

***นายวรพงษ์ พันธ์แก่น อายุ 33 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกชายคนโตของผู้ตาย วันเกิดเหตุตนและพ่อออกไปทำนาหว่านข้าวพร้อมกับพี่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง รวมเป็น 3 คน ตอนเกิดเหตุฝนกำลังตกลินๆ ตนก็นั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่พ่อของตน (ผู้ตาย) กำลังหว่างข้าวอยู่กลางทุ่งนา อยู่ๆตนก็ได้ยินเสียงดังปั้ง จังหวะนั้นตนหันไปหาพ่อพอดี ก็เห็นพ่อล้มทั้งยืนนอนแน่นิ่งอยู่กลางทุ่งนา ตนกับลูกพี่ลูกน้องต่างช่วยกันอุ้มร่างพ่อขึ้นมาจากนา ก่อนจะได้เรียกให้คนแถวนั้นช่วย และรีบนำพ่อส่งโรงพยาบาลไพรบึงในเวลาต่อมา

***ด้าน นาย…… เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นหลานของผู้ตาย วันนั้นตนทำหน้าที่ขับรถไถปั่นนาให้ผู้ตาย ยังหวะที่ตนกำลังนั่งขับรถไถอยู่นั้นตนเห็นฟ้าผ่าลงมาใส่ผู้ตายอย่าจัง ตอนนั้นตนตกใจมากรีบเรียกลูกชายคนตายให้เข้าไปช่วย ก่อนจะช่วยกันอุ้มผู้ตายขึ้นมาจากนาแล้วเรียกรถโรงพยาบาลให้มาช่วยดังกล่าว

***ขณะที่นายสมยศ วงษ์ปลั่ง อายุ 58 ปี กำนันตำบลลมศักดิ์ เปิดเผยว่า ผู้ตายจะเป็นคนใจดี มีน้ำใจ และถือเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำดีคนหนึ่ง ที่ทำงานเก่ง ชอบอาสาช่วยเหลือลูกบ้านช่วยเหลือสังคม และถือเป็นผู้ใหญ่คนแรกที่ตนคิดถึงและจะมอบหมายงานให้ไปทำงานแทน โดยผู้ใหญ่บ้าน คำดี (ผู้ตาย) ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่ได้ 6 ปี ก่อนหน้านี้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มากว่า 20 ปี เป็นที่รักของลูกบ้าน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานมาโดยตลอด ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนก็อยากจะขอฝากเตือนชาวบ้าน เกษตรกร ที่ออกไปทำนา ทำสวน ช่วงฤดูฝน ขอให้ระมัดระวังฟ้าฝนด้วย ถ้ามีฝนฟ้าตกขอให้ไปหลบในที่ปลอดภัยหรือรีบกลับบ้าน ไม่ให้สวมใส่เครื่องประดับหรือสิ่งล่อฟ้า ระวังเพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์สลดแบบนี้ขึ้นอีก
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 0; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 37;

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ชุมพรร่วมผลักดัน ตรวจโรงงานเพื่อ ติดตามด้านฮาลาลจากหน่วยงาน EIAC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.30-16.30 น. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร โดย นายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมาย นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์พ.ศ 2559 และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ 2558 ร่วมตรวจโรงงานฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออกของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด เลขที่ 262 หมู่ 7 ถนนเพชรเกษม ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

ในการตรวจติดตามครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ในส่วนของกรมปศุสัตว์เข้าร่วมตรวจ ได้แก่นายสัตวแพทย์วินัย กาญจนมาลา นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นสัตวแพทย์ประจำโรงงานและดำรงตำแหน่งหัวหน้าสายกลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์มาลิก อับดุลบุตร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ นายสัตวแพทย์รฐนนท์ เข็มแก้ว นายสัตวแพทย์ประจำกลุ่มงานฯพร้อมเจ้าหน้าที่ กลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาล สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์การตรวจติดตามด้านฮาลาลจากหน่วยงาน EIAC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ณ สถานประกอบการโรงเชือด บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
สถานประกอบการโรงเชือดของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีกำหนดการให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก หน่วยงาน EIAC (Emirates International Accreditation Centre) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและรับรองมาตรฐานด้านฮาลาลของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อดำเนินการตรวจติดตามระบบงานด้านฮาลาลร่วมกับ หน่วยงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT)

การลงพื้นที่ตรวจติดตามในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบกระบวนการผลิตและการดำเนินงานภายในโรงเชือด ว่ามีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของศาสนาอิสลามตามมาตรฐานฮาลาลสากล 2. ประเมินการควบคุมคุณภาพด้านฮาลาล ทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการเชือด การจัดการหลังการผลิต รวมถึงระบบการบริหารจัดการภายในสถานประกอบการ 3. รับรองความน่าเชื่อถือของใบรับรองฮาลาลของ CICOT สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและนานาชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

การเข้าร่วมตรวจติดตามของ EIAC ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชุมพร มีโอกาสขยายตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งมีความต้องการสินค้าฮาลาลคุณภาพสูงเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศว่าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยมีคุณภาพ ปลอดภัย และปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรศาสนา จึงมีบทบาทร่วมกันในการส่งเสริมและสนับสนุนให้การตรวจติดตามครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ฮาลาลระดับภูมิภาค หน่วยงานฮาลาล EIAC และ CICOT ต่างเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการรับรองและกำกับมาตรฐานฮาลาลในแต่ละประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. EIAC (Emirates International Accreditation Centre) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คืออะไร EIAC เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาลดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีหน้าที่รับผิดชอบการให้การรับรองระบบงาน (Accreditation) กับหน่วยงานที่ออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานฮาลาล

ให้การรับรอง (Accreditation) กับหน่วยงานหรือองค์กรที่ออกใบรับรองฮาลาล เช่น สถาบันฮาลาลในประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการส่งออกไป UAE กำหนดแนวทางและควบคุมคุณภาพมาตรฐานฮาลาลตามข้อกำหนดสากลและข้อกำหนดเฉพาะของอิสลามใน UAE ประสานงานกับ GSO (Gulf Standardization Organization) และหน่วยงานอื่น ๆ ในการกำหนดมาตรฐานฮาลาลในภูมิภาคอ่าวอาหรับ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฮาลาลและความมั่นใจของผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์ฮาลาล2. CICOT (The Central Islamic Council of Thailand – คณะ

กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย) คืออะไร: CICOT คือองค์กรอิสลามสูงสุดของประเทศไทยที่มีหน้าที่หลักในการดูแลกิจการศาสนาอิสลาม รวมถึงการรับรองฮาลาลในประเทศ บทบาทหน้าที่ ออกใบรับรองฮาลาลให้แก่ผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ยา และเครื่องสำอางในประเทศไทยควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการผลิตที่สอดคล้องตามหลักศาสนาอิสลาม ให้การรับรองโรงฆ่าสัตว์และกระบวนการผลิตอาหารที่เป็นฮาลาล ส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานฮาลาลแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น EIAC หรือ JAKIM (มาเลเซีย) เพื่อยอมรับใบรับรองฮาลาลของไทยในตลาดโลก บทบาทและการสนับสนุนของ กรมปศุสัตว์ ต่อการตรวจติดตามด้านฮาลาล (Audit) ของหน่วยงาน CICOT (คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย) และ EIAC (Emirates International Accreditation Centre) แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ณ สถานประกอบการโรงเชือด บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2568
บทบาทและการสนับสนุนของกรมปศุสัตว์

  1. การตรวจติดตาม สนับสนุนด้าน บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จัดการเรื่อง ความปลอดภัยและการรักษาสุขอนามัย ระหว่างการตรวจ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อำนวยความสะดวกในการ นำชมสถานประกอบการ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและมาตรการควบคุมคุณภาพ 4. การสนับสนุนหลังการตรวจติดตาม หากพบข้อบกพร่องหรือข้อเสนอแนะจากหน่วยงาน EIAC หรือ CICOT กรมปศุสัตว์จะช่วย วิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อปรับปรุงมาตรฐาน 5. สนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ไปยังตลาดประเทศมุสลิม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (เช่น เนื้อวัวหรือเนื้อไก่) ที่ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ UAE ให้การยอมรับ จัดอบรมและให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การปฏิบัติตามมาตรฐานฮาลาล สำหรับเจ้าหน้าที่ของโรงเชือด
  1. การเตรียมความพร้อมของสถานประกอบการโรงเชือด กรมปศุสัตว์ให้คำแนะนำในการ พัฒนามาตรฐานการผลิต เนื้อสัตว์ตามหลักฮาลาล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้ง CICOT และ EIAC จัดทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานในโรงเชือด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตรวจสอบความพร้อมของ ระบบการผลิต การจัดการสุขอนามัย และการควบคุมโรค ในโรงเชือดก่อนการตรวจติดตาม 2. การประสานงานกับหน่วยงาน CICOT และ EIAC กรมปศุสัตว์ทำหน้าที่เป็น ผู้ประสานงานหลัก ระหว่างโรงเชือดกับหน่วยงาน CICOT และ EIAC เพื่อ อำนวยความสะดวกในการตรวจติดตาม ร่วมจัดเตรียม เอกสารและข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรองสุขอนามัย ใบรับรองมาตรฐานฮาลาล และข้อมูลด้านการผลิต 3. การอำนวยความสะดวกในขั้นตอน

ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์, CICOT และ EIAC การตรวจติดตามครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็น การยืนยันมาตรฐานฮาลาล ของโรงเชือด เพื่อรองรับ การส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไปยัง UAE และกลุ่มประเทศมุสลิมอื่น ๆ ความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้สถานประกอบการสามารถ รักษามาตรฐานการผลิต และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ในระดับนานาชาติ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพสูง ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านศาสนาและมาตรฐานสากล กรมปศุสัตว์มีบทบาทสำคัญในการ ส่งเสริมและสนับสนุนมาตรฐานฮาลาล ของโรงเชือดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อม รองรับการตรวจติดตามจากหน่วยงานระดับนานาชาติ อย่าง EIAC ซึ่งจะช่วยยกระดับการผลิตเนื้อสัตว์ไทยสู่ ตลาดตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ทรงสิทธา จันทรา” ขับเคลื่อนความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 – ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” เพื่อจัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติดอย่างครบวงจร โดยมี 4 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ สมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) หน่วยแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) มูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และบริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด

นายทรงสิทธา จันทรา ที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ กล่าวอย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า
“หน่วยแพทย์อาสาฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะเป็นกำลังหลักในการให้บริการทางการแพทย์และจิตเวชแก่ผู้เข้ารับการบำบัด โดยยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพและหลักการดูแลแบบองค์รวม”
พร้อมระบุว่า หน่วยงานจะดำเนินงานด้วยแนวทางที่ผสมผสานทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถฟื้นฟูได้ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างยั่งยืน

ดร.เอกณัฏฐ์ เรืองเดชธนาวุฒิ นายกสมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) กล่าวว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ พร้อมเปิดเผยถึงความร่วมมือกับ Genetica Life Ai บริษัทนวัตกรรมระดับโลก ในการนำเทคโนโลยีการตรวจยีนระดับความแม่นยำ 99.9% มาใช้คัดกรองกลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ด้อยโอกาส เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมรายบุคคลอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.สมโชค จันทร์ทอง กรรมการผู้ดูแลโครงการฯ จากมูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนฯ กล่าวว่า มูลนิธิมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นกลไกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชน และเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

ในขณะที่ นายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้นำนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนการบำบัดและฟื้นฟู เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

ศูนย์บำบัดที่กำลังจัดตั้งเบื้องต้นจะตั้งอยู่ที่ ภูมิรเวชคลินิก การแพทย์แผนไทย วัดจันทร์บางกรวย จ.นนทบุรี โดยจะให้บริการแบบไม่พักค้างคืน ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงฝึกทักษะอาชีพ และมีระบบติดตามผลหลังการรักษา เพื่อให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสามารถกลับสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้

พิธีลงนามในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันสำคัญ ที่ทุกภาคส่วนมุ่งมั่นจะผลักดันให้โครงการ “ชีวิตใหม่” กลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ครบรอบ 102 ปี ร่วมรำลึกวันอาภากร พิธีทางศาสนา บวงสรวง ในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ เทศบาลเมืองชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (19 พ.ค. 68) เวลา 08.30 น. ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองชุมพร) นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธานในพิธีทางศาสนาและพิธีบวงสรวงเนื่องในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ร่วมด้วย นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนการงาน พนักงานเทศบาล พนักงานครู และพนักงานจ้างเทศบาลเมืองชุมพร กลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วย ชุมชนและกลุ่มต่างๆ ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา พิธีวางพวงมาลา พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณฯ การกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติฯ และรำบวงสรวง โดยกลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาโหมด ในปีพุทธศักราช 2439 เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้มีพระวิริยะอุตสาหะจนผลการศึกษาปรากฏอยู่ในขั้นดีเยี่ยม

และมีพระจริยวัตรที่งดงามเป็นที่รักใคร่ของ ครู อาจารย์ เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวอังกฤษที่ได้ศึกษาอยู่ในคราวเดียวกัน เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตร ในราชนาวีอังกฤษแล้ว ได้เสด็จกลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ในปีพุทธศักราช 2443 รับพระราชทานยศเป็น “นายเรือโทผู้บังคับการ” ในตำแหน่ง นายธงผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ปีพุทธศักราช 2448 ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น

ทำให้ทหารเรือไทยมีความรู้ ความชำนาญ สามารถเป็นครู และเป็นผู้บังคับบัญชาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างประเทศ ในปีต่อมาทรงมีพระดำริในการจัดตั้งโรงเรียนนายช่างกล เพื่อรับผิดชอบเครื่องจักรในเรือ และในโรงงานบนบกแทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ในปีพุทธศักราช 2450 ทรงเป็นผู้บังคับการเรือหลวงมกุฎราชกุมาร นำนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ไปฝึกภาคต่างประเทศ ได้ทรงนำเรือแวะที่สิงคโปร์และเปลี่ยนสีเรือมกุฎราชกุมาร

จากสีขาวเป็นสีหมอกให้เหมือนกับเรือรบต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับลักษณะของสีน้ำทะเล และภูมิประเทศ ซึ่งกองทัพเรือได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือทุกลำของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน นอกจากจะมีคุณูปการอเนกอนันต์แก่กองทัพเรือแล้ว พระองค์ยังมีพระปรีชาสามารถในด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ ขณะทรงออกจากราชการเป็นเวลา 6 ปีเศษ เพื่อทรงศึกษาตำราหมอยาไทยอย่างจริงจัง

จนมีความรู้แตกฉาน ทรงเป็นหมอยาไทย รับรักษาประชาชนโดยทั่วไปด้วยน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี จนได้รับพระสมัญญานามว่า “หมอพร” ในปีพุทธศักราช 2460 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กลับเข้ารับราชการทหารเรืออีกครั้ง และในปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษ

ให้ดำเนินการจัดซื้อเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ และทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วงเดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมายังประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ พระองค์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เพื่อใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ และหน่วยกำลังรบต่างๆ ของกองทัพเรือ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้กราบบังคมทูลออกจากราชการเพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๖ เนื่องจากพระองค์ทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์

และประชวรพระโรคภายในอยู่ด้วย โดยทรงประทับอยู่ทางใต้ของปากน้ำเมืองชุมพร ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นี้ก็เกิดพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 สิริพระชนมายุ 43 พรรษาด้วยพระกรณียกิจตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการทหารเรือ

ส่งผลให้กองทัพเรือมีความเจริญก้าวหน้า สามารถทำหน้าที่รั้วของชาติทางทะเลได้อย่างเข้มแข็งสืบต่อมา ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง กองทัพเรือจึงได้ประกาศขนานพระนามเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และได้กำหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี

อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น “วันอาภากร” ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน กองทัพเรือจึงได้จัดงานกิจกรรมต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน บิดาของทหารเรือไทย ที่ทรงมีพระกรุณาคุณต่อกองทัพเรือ.

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่น่าน ร่วมหารือแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมรับฟังข้อเสนอสร้างแลนด์มาร์คใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.00 น. ที่โรงบ่มปัว คาเฟ้ แอนด์ อีทเทอรี่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด โดยมีนายแพทย์ชนน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายก อบจ.น่าน ให้การต้อนรับ

ในการประชุมครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว อาทิ พ.อ.วัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผู้แทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว เข้าร่วมรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวและเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาคีเครือข่ายได้เสนอให้เร่งรัดโครงการระบบรถไฟรางคู่เชื่อมเส้นทาง เด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับจังหวัดน่านให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิดโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ อาทิ

  • Iconic Tourism Hub Sky Walk แลนด์มาร์คใหม่สำหรับจัดกิจกรรมท่องเที่ยว
  • โครงการกระเช้าลอยฟ้า เชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติขุนสถาน และอุทยานแห่งชาติศรีน่าน (ดอยเสมอดาว) โดยมีศูนย์กลางที่อำเภอนาน้อย เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
    นายสรวงศ์ เทียนทอง กล่าวเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดน่านบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน