คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับมือกับตลาดจีน เซ็นต์ MOU รับซื้อทุเรียน พรีเมี่ยม ราคานำ ส่งตรงจากสวนเข้าสู่ ประเทศจีน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 2 ก.ค.68 นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภา เกษตรกรจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกเรียนอันดับ 1 ของภาคใต้ โดยปี 2568 มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 334,576 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 240,775 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 1,647 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตรวม 300 ,216 ตัน

โดยทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้จังหวัดชุมพร ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดชุมพรปี 2567มีมูลค่า 130,074 ล้านบาท จุดเด่นที่สำคัญของทุเรียนจังหวัดชุมพร คือ รสชาติหวาน มัน ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เข้มงวดในการรับ

ซื้อผลผลิตทุเรียนคุณภาพที่ปลอดโรคและสารเคมีตกค้าง โดยมีใบรับรองการผลิตพืชที่ปลอดภัย GAPของแต่ละแปลง ซึ่งแสดงถึง อัตลักษณ์ของจังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนในจังหวัดให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเท

จึงได้มีการเจรากับ บริษัท กลอเรีย อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ซื้อทุเรียนที่มีคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยมจากเกษตรกร เพื่อส่งจำหน่ายหน่ายยังตลาดต่างประเทศ โดยทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ขึ้น ณ ห้องประชุมเกาะมัตตรา ชั้น 2 ศาลากลาง จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 30

มิถุนายน พ.ศ.2568 ระหว่าง บริษัท กลอเรีย อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายหลี่ เหวย กรรมการผู้จัดการ กับ นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ในฐานะตัวแทนเกษรกรชุมพร โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ” (MOU) ส่งเสริมการส่งออกทุเรียนคุณภาพจังหวัดชุมพร

เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทุเรียนในจังหวัดชุมพรให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีความมั่นใจ ในคุณภาพทุเรียนที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกซึ่งทุเรียนที่มีคุณภาพ ระดับพรีเมี่ยม ของจังหวัดชุมพร ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยตัวแทนเกษตรกร จะเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานของรัฐ

ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณภาพและการรับรองมาตรฐานทุเรียนที่ปลูก และเป็นผู้ประสานกับเกษตรกรในการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยบริษัทกลอเรีย มีหน้าที่จะต้องซื้อทุเรียนที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบคุณภาพ

จากตัวแทนเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนพรีเมี่ยมในราคาที่เป็นธรรม ให้เป็นไปตามสัญญาซื้อขายโดยผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องจัดทำสัญญาขึ้นระหว่าง”กลอเรีย” กับเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนพรีเมี่ยม อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและศาลยุติธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นศาลที่มีอำนาจในการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าการเซ็นต์ MOU ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาราคาทุเรียนชุมพรตกต่ำ สาเหตุสำคัญมาจากผู้รับซื้อทุเรียน เอาเปรียบเกษตรกร อีกทั้งกดราคาตกต่ำทั้งที่ในประเทศจีนราคาทุเรียน ไทยยังนำเป็นอันดับ 1 ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ราคาทุเรียนตกต่ำได้ระดับหนึ่ง สำหรับผู้สนใจที่จะจำหน่ายทุเรียนตรง กับผู้จำหน่าย สามารถติดต่อ กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ Premium ในอำเภอต่างๆได้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /แสดงความยินดี”แม่ทัพกุ้ง” และ พ.อ.อินทราวุธ​ ทองคำ ผลงานดีเด่น ปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

พันเอกอินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาระบบงานข่าวกรองยาเสพติดเพื่อสนับสนุนระบบการสกัดกั้น ยาเสพติดพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

เพื่อสนับสนุน ภารกิจของหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด​ สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.​24)​ รวมทั้งการพัฒนากลไกการข่าวยาเสพติดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน สามารถประสานความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติด

ร่วมกันกับทหารชายแดน สามารถดำเนินการต่อเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศได้หลายเครือข่าย ภายใต้การกำกับดูแลของ พันเอกอินทราวุธ ทองคำ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

สามารถตรวจยึด/จับกุมยาเสพติดของปีงบประมาณ 2568 ตรวจยึดยาบ้า​ 23,703,313 เม็ด​ เคตามีน 252 กิโลกรัม ไอซ์​ 1,414 กิโลกรัม เฮโรอีน 16 กิโลกรัม ฝิ่น 3.2 กิโลกรัม​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีสมโภชพระพุทธมหาจักรพรรดิชนะมาร สะเทือนโลกธาตุ เปิดขุมทรัพย์จักรวาล /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ วางพวงมาลา ณ สวนอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น

แชร์เนื้อหานี้

พิธีทำบุญถวายแผ่นดินสยามและสมโภช พระพุทธมหาจักรพรรดิชนะมาร ณ วัดอรุณราชวราราม สำเร็จลงด้วยพลังศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วสารทิศ โดยมี พระพุทธรูปพระพุทธมหาจักรพรรดิชนะมาร หรือ “พระพุทธอัมรินทรบูชา” เนื้อทองเหลืองสูง ๑.๕ เมตร เป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เสียงสวดมนต์ก้องกังวาน แสงธรรมส่องสว่าง สะท้อนพลังบุญบารมีอันยิ่งใหญ่

ศรัทธาล้นหลาม พิธีศักดิ์สิทธิ์

ผู้คนหลั่งไหลมาร่วมบุญแน่นขนัด สัมผัสได้ถึงพลังบุญที่แผ่ซ่านในอากาศ พิธีเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจริญพระพุทธมนต์สมโภช ณ พระอุโบสถวัดอรุณฯ บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังอันบริสุทธิ์ การอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาได้สร้างช่วงเวลาที่ทุกหัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่ง ส่งพลังแห่งความรักและความปรารถนาดีไปยังแผ่นดินไทย

อานิสงส์ไร้ขีดจำกัด พลังบุญหนุนนำ

ผู้ร่วมบุญจะได้รับอานิสงส์มหาศาล ทั้งความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรง ปัญญาเฉียบแหลม โชคลาภ และความสำเร็จ ประเทศไทยจะได้รับพลังบุญนี้เป็นเกราะป้องกัน นำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความสงบสุข พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป
พลังรวมใจ ปาฏิหาริย์ศรัทธานี่คือการรวมพลังศรัทธาของผู้คนนับแสนดวงใจ หลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนความดีงามสู่อนาคต พลังบุญบารมีที่เกิดขึ้นจะส่องสว่างทั่วแผ่นดินไทย นำความเจริญรุ่งเรืองและความสุขมาให้ และจะคงอยู่เป็นมรดกล้ำค่าสืบไป ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และขอให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองนิรันดรกาลพิธีทำบุญถวายแผ่นดินสยาม #สมโภชเจริญพระพุทธมนต์ #พระพุทธมหาจักรพรรดิชนะมาร #โอกาสทองที่ต้องมา #วัดอรุณราชวราราม #บุญบารมีแผ่นดินไทย #ปาฏิหาริย์แห่งศรัทธา #เปิดขุมทรัพย์จักรพรรดิ

27 มิถุนายน 2568 : 11.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และคณะผู้บริหารระดับสูง สภาสังคมสงเคราะห์ฯ,สมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมะ :

ร่วมวางพวงมาลา ณ สวนอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมาคมมิตรภาพไทย-ฮิโรชิมะสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลูกเรือประมง ลงห้องเก็บปลา เจอแก๊สเหม็นเน่า ขาดอากาศหายใจดับ 3 ศพ อาการโคม่า 1 ราย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 มิถุนายน 2568 ร.ต.อ.(หญิง)พรอุมา แก้วประดิษฐ์ รอง สว.(สอบสวน)สภ.ปากน้ำชุมพร ได้

รับแจ้งมีลูกเรือประมง หมดสติอยู่ในห้องเก็บปลาในเรือประมงชื่อ เรือสังข์วัฒนา 5 ขณะเรือจอดอยู่ที่แพปลา หมู่ 8 ตำบลปากน้ำชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบเรือประมงลำดังกล่าวจอดอยู่ที่แพปลา ตรวจสอบภายในห้องเก็บปลาซึ่งเป็นปลาผสมหลายชนิด ที่ชาวประมงเรียกว่าปลาไก่ หรือปลาป่น สำหรับส่งเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ภายในห้องเก็บปลาดังกล่าว มีลูกเรือประมงหมด

สติอยู่ 4 คน ทราบชื่อภายหลังคือ 1. นายปราโมทย์ สมรูป อายุ 33 ปี 2.นายน้อย เจริญสุข อายุ 45 ปี 3.นายวีรยุทธ สกุลีย์ อายุ 36 ปี และ 4.นายอาทิตย์ วิงสุวรรณ อายุ 28 ปี หน่วยก็ภัยรีบนำขึ้นมาปฐมพยาบาลทำ CPR เบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาลปากน้ำชุมพร แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา 3 ราย

ตรวจสอบผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย คือ นายปราโมทย์ สมรูป อายุ 33 ปี นายน้อย เจริญสุข อายุ 45 ปี และ นายวีรยุทธ สกุลีย์ อายุ 36 ปี เนืองจากขาดอากาศเป็นเวลานาน ส่วนอีกคนคือ นายอาทิตย์ วิงสุวรรณ อายุ 28 ปี อาการโค่มา ยังไม่รู้สึกตัว ทั้งหมดเป็นคน อำเภอเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

จากการสอบสวนทราบว่า เรือสังข์วัฒนา 5 ได้เข้ามาจอดเทียบท่าที่แพปลาปากน้ำชุมพร จากนั้นลูกเรือทั้ง 4 คน ได้ลงไปช่วยกันขนปลาที่จับมาได้ซึ่งเป็นปลาผสมหลายชนิด หรือที่เรียกว่าปลาไก่ อยู่ในห้องเก็บปลา ที่ใช้น้ำแข็งดองไว้ เพื่อ

ขายให้โรงงาน ซึ่งภายในห้องดังกล่าวมีกลิ่นเหม็นเน่าจากปลาที่ดองน้ำแข็งเก็บไว้นานหลายวันกว่าจะเข้าเทียบท่า ทำให้เกิดเป็นแก๊สเน่า มีกลิ่นเหม็นฉุน จนเป็นเหตุให้ชาวประมงทั้ง 4 ราย ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต 3 ศพ และมีอาการโคม่า 1 รายดังกล่าว

ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รวมรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานบุคคลและเก็บพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯ เปิดประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน 2025 เน้นย้ำความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง และมั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 มิ.ย.68 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดการประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน (ASEAN Coast Guard Forum 2025: ACF 2025) ซึ่งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ที่โรงแรมฮิลตัน พัทยา จังหวัดชลบุรี

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้สู่เมืองพัทยา และแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีเปิดเวทีความร่วมมืออันสำคัญของภูมิภาค ซึ่งเป็นเวทีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่ง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอาเซียน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาค เนื่องจากท้องทะเลไม่เพียงเป็นเส้นทางการค้าสำคัญและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประเทศสมาชิกต้องร่วมกันปกป้องจากภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบ การค้ายาเสพติด การประมงผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมผู้ร่วมจัดงานที่ทุ่มเทดำเนินการประชุมจนสำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดเวทีให้หน่วยงานทางทะเลจากประเทศอาเซียน ผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญ อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีที่ผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกรอบความร่วมมือและปฏิบัติการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาว ในการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายด้วยการอวยพรให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักของปีนี้คือ “ส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง มั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน” (Fostering Maritime Safety, Security, and Prosperity in ASEAN) ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการการฝึก และรับฟังการบรรยายสถานการณ์การฝึกของศูนย์ปฏิบัติการ ศรชล. พร้อมรับชมการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (Search And Rescue: SAR)

อนึ่ง การประชุม ASEAN Coast Guard Forum เป็นการประชุมหน่วยยามฝั่งในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของประเทศในอาเซียน มีผู้แทนหน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่งและหน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเลจากประเทศสมาชิกและประเทศสังเกตการณ์อาเซียนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนการจัดการประชุมฯ รวมผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งหมดประมาณ 50 คนโดยในปีนี้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2025 ตามมติที่ประชุม ACF 2023 ซึ่งอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2566 โดยฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2024 เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคนที่มุกดาหาร หลังลื่นล้มมีแผลถลอก ก่อนมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดมุกดาหารได้ตรวจพบผู้ป่วยชายรายหนึ่งที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงบริเวณแขนขวา ที่โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยแพทย์สงสัยว่าอาจเป็นการติดเชื้อ “เนโครไทซิง ฟาซิไอไทติส” (Necrotizing Fasciitis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบคทีเรียกินเนื้อคน”

จากการสอบถามประวัติพบว่า ผู้ป่วยพักอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ก่อนหน้านี้ได้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม ทำให้มีบาดแผลถลอกเล็กน้อยที่บริเวณแขนและข้อศอกขวา หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจติดขัดจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

ต่อมา ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบบาดแผลบริเวณแขนขวาอย่างละเอียด และพบว่ามีอาการอักเสบรุนแรง ลักษณะเนื้อเยื่อเริ่มเน่าเปื่อย และตั้งข้อสงสัยว่าอาจติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน

ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะเชื้อแบคทีเรียจะทำลายเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

นพ.พงศ์พิพัฒน์​ คุณะชัย​ ประจำ​ร.​พ.มุกดาหาร​ กล่าวว่าเคสนี้เป็นคนไข้ผมเองครับ​ แผลติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อ ชื่อ Streptococcus pyogenase ที่แขน ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีภาวะชอค
ระบบการทำงานของอวัยวะล้มเหลว ต้องให้ยากระตุ้นความดันเลือด และใส่ท่อช่วยหายใจ

หลังผ่าตัดเนื้อตายและให้ยาปฏิชีวนะ อาการก็ดีขี้นตามลำดับ .. วันนี้ ผู้ป่วยได้กลับบ้านแล้วครับ ช่วงฤดูทำนาพบได้บ่อย ต้องระวังด้วยครับ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เปิดเผยถึงผลกระทบหลังจากปิดด่านชายแดนช่องสะงำจ. ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ร่วมถึงสถานการณ์การที่ประกาศล่าสุดให้มีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ร่วมถึง ด่านถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ก่อนปิดด่าน และหลังปิดด่าน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ต่างกัน เบื้องต้นเราได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการที่ในพื้นที่ด้านชายแดน อัพเดทสถานการณ์ปัญหาในทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการค้าด้านชายแดนซบเซา เงียบเงา ก่อนหน้าทางผู้ประกอบมีการปรับตัวมาแล้วรอบหนึ่ง ช่วงปรับเวลา ปรับวันเปิด-ปิด ด่าน แต่มีประกาศปิดด่านล่าสุดรอบนี้ก็ไม่ผิดกับการที่คาดไว้ เพราะผู้ประกอบการเตรียมการ เตรียมการรับมือ ไว้แล้วว่าอาจจะมีการปิดด่านลง แต่ทางภาคธุรกิจทางเราก็อยากให้มีการชัดเจนในเรื่องต่างๆ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มีการวางแผนอนาคตในการรับมือได้ทัน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า เบื้องต้นด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เป็นด่านที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เท่ากับด่านปอยเปต หรือ ด่านทางสะแก้ว ซึ่งด่านช่องสะงำของเราส่วนมากจะเป็นด่านที่ค้าขายเครื่องอุปโภค บริโภคให้กับทางกัมพูชาอาทิเช่นเครื่องดื่มมาม่าของแห้งต่างๆ ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็จะเป็นการส่งออกสินค้าทางการเกษตรกรมายังประเทศไทย เช่น มันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าทุกวันนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าไปขายที่ฝั่งกัมพูชาได้ ก็ต้องปรับตัวหันมาขายสินค้าภายในประเทศแทนมากขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการปิดด่านในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นประเทศกัมพูชาที่ได้ผลกระทบเช่นกัน และมากกว่าประเทศไทยแน่นอน โดยเฉพาะการส่งออก (มันสำปะหลัง) จากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย ซึ่งถ้าปิดด่านถาวรก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับการส่งออกมันสำปะหลังจะทำให้มันสำปะหลังตกค้างในประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากจะส่งไปขายยังประเทศอื่นก็คงยากเพราะไม่ได้วางแผนหรือติดต่อการค้าไว้ก่อน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนมูลค่าเศรษฐกิจการค้าชายแดน การซื้อขาย ภาพรวมตอนนี้ถ้ามีการปิดด่าน ปิดการค้าเลย ตลอด 1 เดือน เราจะเสียเงินประมาณ 100 ล้านบาท ไป แต่ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เราไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาทาการเมือง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนไปด้วย ซึ่งทางผู้ประกอบการทุกคนอยู่ข้างรัฐบาล อยู่ข้างทหาร กันหมด ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้รับความเป็นธรรม และมาตรการต่างที่ทำออกมาทางผู้ประกอบการเราเข้าใจ

***ในส่วนปัญหาด้านการท่องเที่ยว และยอดการจองโรงแรม ในช่วงนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ได้รับผลกระทบด้านจิตวิทยาเพียงเท่านั้น เพราะว่ายังมีนักท่องเที่ยวบ้างรายคิดว่าพื้นที่ชายแดนมันเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น แต่จากการได้พูดคุยกับผู้ประกอบการโรงแรมส่วนหนึ่งก็ได้ยินมาว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไร เพียงแต่ว่าพอมันเกิดบรรยากาศการตึงเครียดในพื้นที่ บรรยากาศการท่องเที่ยว บรรยากาศการอยากจับจ่ายซื้อใช้ส่อยของคนในประเทศมันเลยลดลงด้วย

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฝากถึงรัฐบาลไทย และกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลมีเอกภาพกับทางกองทัพ และให้รัฐบาล และกองทัพ ออกมาตรการออกมาให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน ถ้าจะเข้มงวดก็ให้เข้มงวดไปเลย ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราทะเลาะกันเอง ทำให้ภาพที่ออกไปทำให้ประเทศไทยเราเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังอยากจะฝากถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากทางรัฐบาลด้วย ถึงผลกระทบจากปัญหาชายแดน ว่าจะมีโครงการไหนบ้างที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น หาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่ส่งออกไม่ได้ หรือ โครงการสินเชื่อต่างๆเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงิน ในช่วงที่ผู้ประกอบการขาดกระแสเงินสดในช่วงนี้ด้วย
ภาพ/ข’า ววนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ศรีสะเกษ ขุนหาญผนึกกำลังซ้อมแผนหนีภัย! นักเรียน-ชุมชนกว่า 350 คน ฮึดรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ที่โรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ หมู่บ้านห้วยจันทร์ ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มีการ

จัดกิจกรรมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพและหลบภัยหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายปวิช รัตวาลย์ นายอำเภอขุนหาญ โดยมอบหมายให้ นายทวี นพเก้า กำนันตำบลห้วยจันทร์ เป็นผู้แทนดำเนินการ พร้อมด้วย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 2209, นายกองค์การบริหาร

ส่วนตำบลห้วยจันทร์, ผู้นำชุมชน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ รวมกว่า 350 คน

การซักซ้อมมีทั้งการประชุมคณะทำงาน การฝึกเข้า “บังเกอร์หลบภัย” การฝึกแถวอพยพ และแผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุวิกฤตจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ กิจกรรมได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำชุมชน คณะครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนที่อาจเกิดขึ้น////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต่างด้าวเหิม เปิดบ่อนชนไก่ ใหญ่ที่สุด พื้นที่ปากน้ำหลังสวน จ่ายหนักกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง กอรมน.ชุมพร.บุกจับ เผ่นหนีกระเจิง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร. พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธ์ รอง ผกก. สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวนฯ ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง.จ.ส.ต.อิสรพงษ์ อนุตรเวสารัชน์ จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์ และ จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว ผบ.หมู่ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการ ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ

และ จ.ส.อ.พงษ์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล สว.กก.5 บก.ป. ด.ต.บรรจบ งานดี ด.ต.ณัฏฐ์ธนัน ม่วงยืนนาน ส.ต.อ.ทวีศักดิ์ สูงสง่าวงศ์ ผบ.หมู่.กก.5 บก.ป. เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง นำโดย นายเกียรติภูมิ โภคผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชำนาญงาน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทท.3

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3. ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ต.ต.ยุทธพงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส. ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ด.ต.สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.ชุมพร ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร, พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส) ตม.จว.ชุมพร พร้อมด้วย ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์, ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ, ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากน้ำหลังสวน

นำโดย พ.ต.ท.วัชรินทร์ เพชรทอง สว.สส.สภ.ปากน้ำชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.ต.ยุทธชัย ชำนาญการ และ ด.ต.ณัฐวุฒิ มณีนวล ผบ.หมู่ สส.สภ.ปากน้ำหลังสวนได้ร่วมกันจับกุมตัว 1. MR.Hein Min Soe (นายฮิน มิน โช) สัญชาติเมียนมาร์ 2. Mr.Aye Naing (นายเอ นาย) สัญชาติเมียนมาร์ 3. Mr.Moe Win (นายโม วิน) สัญชาติเมียนมาร์ 4. Miss Ma Ngy (นางมา แง) สัญชาติเมียนมาร์ 5. Mr.XOKMIXAY (โชคมีชัย) สัญชาติลาว

6. MR.AUNG THU (อาว ทุ) สัญชาติเมียนมาร์ 7. นายบุญหลาย เรื่องเดช อายุ 50 ปี ที่อยู่ 5 ม.4 ต.เหล่ากวาง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ 8. นายแดง วรรณพาน อายุ 75 ปี ที่อยู่ 333 ม.13 ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร 9. นายอนุชัย ปิยะวงษ์ อายุ 48 ปี ที่อยู่ 54/1 ม.6 ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร 10.

นายสวัสดิ์ รุ่งแสง อายุ 48 ปี ที่อยู่ 182 ม.6 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร 11. นายนิพนธ์ อินทร์น้อย อายุ 49 ปี ที่อยู่ 41/1 ม.2 ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร 12. นายธวัชชัย ควนทองสุข อายุ 33 ปี ที่อยู่ 9849 ม.13 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 599 ถุงยังชีพแห่งความหวัง ถวายพระกุศลสมเด็จพระสังฆราช ครบ 98 พรรษา

แชร์เนื้อหานี้

🌸 ในบ่ายวันอาทิตย์ที่แสงแดดส่องประกายอบอุ่น วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ศาลาการเปรียญวัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.ราชบุรี จ.ราชบุรี ช่วงเวลาแห่งบุญและการแบ่งปัน

🏛️ #พิธีแห่งเมตตาธรรมที่งดงาม มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดยคุณเมลดา โอฬาร์ชน และคุณวนิดา เลิศสุวานนท์ กรรมการอุปถัมภ์ พร้อมด้วยคุณสาธิมา ลาชโรจน์

รองประธานมูลนิธิฯ ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 98 พรรษา

🧡 #599ถุงยังชีพ… 599 ดวงใจแห่งความหวัง สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง คือการมอบถุงยังชีพจำนวน 599 ชุด ให้แก่ตัวแทนตำบลและหมู่บ้านในจังหวัดราชบุรี ตัวเลข 599 ไม่ใช่เพียงแค่จำนวน แต่เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจ 599 ดวงที่จะได้รับความอบอุ่นและกำลังใจในช่วงเวลาที่ต้องการ

💎 #เมื่อถุงยังชีพกลายเป็นสะพานแห่งเมตตา ถุงยังชีพแต่ละใบไม่ได้บรรจุเพียงแค่สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวังดี การให้ทานในรูปแบบนี้เป็นการขยายวงกว้างของเมตตาธรรม ที่ไหลเวียนจากผู้ให้สู่ผู้รับ และสร้างคลื่นแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการมีพระ

พรหมมงคลวัชราจารย์ (ไสว วัฑฒโน) ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ในพิธีครั้งนี้ ยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความหมายลึกซึ้งให้กับงาน เสียงพระสวดมนต์ที่ก้องกังวานไปทั่วศาลาการเปรียญ ดุจจะเป็นการส่งผ่านพรพระราชทานให้ถึงทุกหัวใจที่อยู่ในงาน

🧘‍♀️ #นั่งสมาธิน้อมส่งบุญ ช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนทุกคนนั่งสมาธิและเจริญจิตภาวนาร่วมกัน เป็นภาพที่สวยงามและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในความเงียบสงบนั้น หัวใจของทุกคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว น้อมถวายความกตัญญูและความเคารพต่อสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นแสงประทีปนำทางด้านจิตใจให้แก่ชาวพุทธทั่วโลก

🌟 #อานิสงส์ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การทำบุญครั้งนี้สร้างผลดีในหลายมิติ สำหรับผู้ให้ทาน ได้รับบุญกุศลและปลูกฝังจิตใจให้มีเมตตากรุณา ขณะที่ผู้รับได้

รับทั้งความช่วยเหลือในทางวัตถุและความอบอุ่นใจในทางจิตใจ สำหรับสังคมโดยรวม งานนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามัคคี และสืบทอดประเพณีอันงดงามของการทำบุญตามหลักพุทธศาสนา

🌈 #เมื่อน้ำใจไทยเบิกบาน การจัดงานในโอกาสพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราช 98 พรรษา ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการให้ การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกัน

ด้วยเมตตา กรุณา ขอให้พระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช และบุญกुศลจากการทำงานครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความสุข ความเจริญ และสันติสุขแก่ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง และขยายไปสู่สังคมไทยและโลกใบนี้ตลอดไป🙏

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา เตือน”ทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบทมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี”

แชร์เนื้อหานี้

ขอความร่วมมือ ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้อยู่อาศัยริมเขตทางหลวงชนบท ช่วยสอดส่อง รักษาความสะอาดเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนายไพรวรรณ์ เขียวอ่อน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาเตือนประชาชน “ห้ามทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบท” ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เดิน ทางสัญจรไป – มา เช่น การทิ้งขยะออกจากรถยนต์ที่แล่นอยู่บนท้องถนน การเทน้ำเสียทิ้งบนท้องถนนหรือเท

ทิ้งริมเขตทางหลวงชนบท จนไหลเข้ามาบนทางจราจร การทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างในเขตทางหลวงขนบทที่อยู่ติดริมทางจราจร การบรรทุกหิน ดิน ทราย ท่อนไม้ ยางพาราหรือสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ปิดคลุมหรือผูกมัดสิ่งเหล่านั้นให้ดี ทำให้สิ่งของดังกล่าวร่วงหล่นบนทางจราจรหรือไหล่ทาง อาจส่งผลให้เกิด

อุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทางได้ถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 45 “ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย น้ำโสโครก เศษหิน ดิน ทราย หรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล เศษหิน ดิน ทราย ตกหล่นนทางจราจรหรือไหล่ทาง” หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 72 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ขอความร่วมมือจากประชาชนอย่านำขยะมาทิ้งในเขตทางหลวงชนบทโดยเฉพาะทางหลวงสาย ฉ หมายเลข1111 ช่วงกม.5 ขาออกไปทางขอนแก่นและกม.3 ขาไปจ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีการลักลอบนำขยะมาทิ้งในบริเวณดังกล่าวจำนวนมากโดยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณดังกล่าว ซึ่งแม้จะมีการติดป้ายห้ามทิ้งขยะไว้แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบนำขยะมาทิ้ง เป็นการทำให้ทัศนียภาพไม่น่าดูและเสียภาพลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา โดยทางแขวงฯต้องเสียงบประมาณในการจัดเก็บขยะไปทิ้งจำนวนมาก

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา กล่าวอีกว่า แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาจะนำกล้องcctv มาติดตั้งในบริเวณที่มีการลักลอบทิ้งขยะ ซึ่งหากตรวจพบว่าผู้ใดนำขยะมาทิ้งในเขตทางจะมีการแจ้งความดำเนินคดีทุกราย
ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าวในเขตทางหลวงชนบท โปรดแจ้งสายด่วน 1146 เพื่อร่วมดูแลรักษาความสะอาดบนท้องถนนให้เกิดความสะดวก ปลอดภัยต่อประชาชนและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่มในโรงเรียน สังกัด สพฐ.

แชร์เนื้อหานี้

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบและปรับปรุงระบบไฟฟ้า ตู้ทำน้ำดื่ม ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. จังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายพานุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 3 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีการส่งมอบโครงการตรวจสอบและปรับปรุงตู้น้ำดื่มโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้โครงการ "ชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA"  ณ โรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ตำบลกำแพงแสน  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายรณภพ เวียงสิมมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางพัชรี เรือนอินทร์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม นางสาวฉันทนา ภุมมา ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ผู้บริหาร กฝก.3 และคณะทำงาน ในการนี้ นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน   พร้อมด้วยปลัดอำเภอกำแพงแสน ผู้แทนส่วนราชการ นางสมพิศ ยืนนาน นายกเทศมนตรีตำบลกำแพงแสน  นายสมเกียรติ  อ.สงวน  ผู้จัดการไฟฟ้าสวนภูมิภาค  อำเภอกำแพงแสน

ได้เป็นเกียรติร่วมพิธีการส่งมอบโครงการดังกล่าว และติดสติกเกอร์ “ผ่านการตรวจสอบโดย PEA” บริเวณตู้น้ำดื่มและร่วมกดน้ำเพื่อประชาสัมพันธ์ถึงความเชื่อมั่นในการใช้ตู้น้ำดื่มที่มีความปลอดภัย กิจกรรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งานระบบไฟฟ้า,การทำ CPR การใช้งานตู้น้ำดื่ม และข้อควรระวัง (สำหรับนักเรียน) และสอนวิธีการตรวจสอบ RCBO เบื้องต้น (สำหรับครู/เจ้าหน้าที่โรงเรียน)
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงาน ปากคาดเกษตรเฟสติวัล ชูทุเรียนหมอนทอง “ทุเรียนราคา” ของดีบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

ดูเรื่องนี้

จังหวัดบึงกาฬเตรียมจัดงานปากคาดเกษตรเฟสติวัล เพื่อโปรโมทผลไม้ในท้องถิ่น ในชื่อทุเรียนหมอนทองของบึงกาฬ ทุเรียนนาคา เพื่อเป็นอัตลักษณ์และจำชื่อได้ง่าย ชูรสชาติหวานหอม กรอบอร่อย และเปลือกบางด้วย

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 ณ สวนพูนทรัพย์ บ้านห้วยไม้ซอด ม.9 ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน ปากคาดเกษตรเฟสติวัล ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลปากคาด ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย.นี้ พร้อมชูทุเรียน ของอำเภอปากคาด เพื่อเป็นอัตลักษณ์และจำชื่อได้ง่าย ซึ่งส่วนมากชาวสวนมักนิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกันมาก มีรสชาติหวานหอม กรอบอร่อย และเปลือกบางด้วย โดยมี นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ อบต.และชาวสวนผลไม้ในอำเภอปากคาด ร่วมในงานแถลงข่าวด้วย

จากนั้น นายจตุรพร ผานาค นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ สวท.บึงกาฬ ได้เป็นผู้ดำเนินรายการเปิดการเสวนา มีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย 10 คน 1.นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ 2.นายไตรภพ รำเพยพล รองนายก อบจ.บึงกาฬ 3.นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด 4.นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด 5.นายสัมรวย มีจินดา เกษตร อ.ปากคาด 6.นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.บึงกาฬ 7.รองผอ.ททท.สำนักงานอุดรธานี 8.นายประจักษ์ แสนสุภา เจ้าของสวนผลไม้พูนทรัพย์ 9.นายธีรวัฒน์ สนิทชน ท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ 10.ผู้แทนเกษตรจังหวัดบึงกาฬ

นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด กล่าวว่า ในการจัดงานปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านสนใจและรู้จักผลไม้อำเภอปากคาด มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด เงาะ การจัดงาน “ปากคาดเกษตรเฟสติวัล” จึงเป็นการเปิดตลาดให้ผู้นิยมชมชอบผลไม้ไทยได้มาซื้อมาไปรับประทาน เป็นการเปิดตลาดการเกษตรเชิงท่องเที่ยวไปในตัวด้วย แต่ปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้ว นอกจากการแข่งขันการกินผลไม้แล้ว ยังมีการโชว์ “ควายงาม” การแข่งส้มตำลีลา ซึ่งเป็นกิจกรรมสนุกสนาน การแสดงสินค้ากลุ่ม OTOP ทั่วทั้งจังหวัดกว่า 50 กลุ่ม ช่วงกลางคืนก็จะมีการประกวดนางงามผลไม้ การแข่งกินผลไม้ ซึ่งจัดเป็นปีแรก มีทั้งประเภทชาย และหญิง

นายก อบต.ปากคาด กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีการเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชการเกษตร ประกวดแต่งชุดแฟนซีผลไม้ การจัดงานในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะส่งเสริมช่องทางในการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรเพื่อช่วยเหลือ และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกด้วย จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของอำเภอปากคาดและจังหวัดบึงกาฬ ด้วย

ด้าน นายสัมรวย มีจินดา เกษตร อ.ปากคาด กล่าวว่า การจัดงานปากคาดเกษตรเฟสติวัล ในครั้งนี้ เป็นการจัดงานที่รวมคนหลายสาขาอาชีพ ทั้งจากชาวสวนที่เป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้มีประสบการณ์ ส่วนผู้คนที่มาเที่ยวชมงาน ซึ่งประกอบอาชีพสาขาวิชาอาชีพอื่น ก็ได้มาพบปะกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวสวนผลไม้ตัวจริง ซึ่งถือว่าอำเภอปากคาดเป็นแหล่งที่ท้าทาย เพราะมีการปลูกพืชหลากหลายทั้งยางพารา และก็พืชผลไม้หลากหลายชนิด ที่ปากคาดจึงเป็นแหล่งที่มีศักยภาพมาก ที่ผ่านมายุทธศาสตร์การเกษตรมีการปลูกยางพารากันมาก แต่เนื่องจากว่ายางพาราราคาตกต่ำ จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปลูกพืชผลไม้มาทดแทนยางพารา ทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว.

จังหวัดบึงกาฬ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนเกษตร พร้อมสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล ผู้สื่อข่าวบึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดธรรมถาวร จ.ชุมพร มียอดเงินเหลือ 89 ล้านบาท ชี้แจงชาวบ้าน กรรมการ บริหารเงินวัด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น พระเทพสิริวชิรเวที เจ้าคณะภาค16 ธรรมยุต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับ พระครูถาวรสีลาจาร เจ้าคณะจังหวัดชุมพรธรรมยุต

พระครูถาวรธรรมนิเทศ เจ้าคณะอำเภอละแม ,ทุ่งตะโก พระครูวิสุทธิ์ธรรมโฆษิต เจ้าคณะตำบลทุ่งตะไคร ธรรมยุต พระครูจันทปัญโญภาส เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุสวี

ประชุม รับฟังจากคณะกรรมการเฉพาะกิจวัดธรรมถาวร ถึงแนวทางการบริหารจัดการ ดำเนินงาน ด้านการเงินและส่วนที่เกี่ยงข้อง ในวัดให้ไปตามระเบียบ ทีมีหน้าที่กำกับ ดูแลบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของวัดธรรมถาวร

จนกว่าจะมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดชุดใหม่ โดยมี 1พระครูวิสุทธิ์ธรรมโมชิต ประธาน 2.นายธวัช เกษแก้ว กรรมการ 3.นายชุมพล เยาวละออง กรรมการ 4นายญานุวัตร สุวรรณวิหค กรรมการ 5.นายคงคา คงทอง กรรมการ 6นายพรหมาตย์ อิฐกอกรรมการ 7

นายเจียมรัตน์ บุญเกิด กรรมการ 8นายธวัชชัย อรุณโรจน์ กรรมการ 9.นายณรงค์ คงทอง กรรมการ 10.นายศุภชัย เกษแก้ว กรรมการ 11นายวิรัช คงทอง กรรมการ 12.นายกู้ชาติ จินาห้อง กรรมการ 13นางทิพวรรณ เนตรกลัด กรรมการ 14.นางสาวธัญทิพย์ สุขอาจ กรรมการ 15นางวรชยา อินทรักษ์ กรรมการ/เลยานุการ

นายกฤษณะ จารุประพาฬ และ ญานุวัฒน์ สุวรรณวิหค ชีแจ้งการทำงานคณะกรรมการ เฉพาะกิจ ได้ดำเนินการด้านการเงินและทรัพย์สินของวัดโดยจัดทำบัญชีที่มีรายชื่อเป็นของเจ้าอาวาสองค์ก่อนให้มาเป็นบัญชีของวัด และจัดการให้มีการเบิกถอนโดน

ให้มีชื่อเจ้าคณะจังหวัดชุมพร และกรรมการ อีก 3 ราย ในยอดที่มากกว่า 1แสนขี้น ไป และมีรายชื่อ เจ้าอาวาสรักษาการ และกรรมการ 3 รายในวงเงิน ไม่เกิน 1 แสนบาท รวมยอดเงินที่เป็นทรัพย์สินของวัดในปัจจุบันมียอด 89,256,750.80 บาท

พระเทพสิริวชิรเวที เจ้าคณะภาค16ธรรมยุต ให้แนวทางบริหารจัดการในวัดโดยสรุปทรัพย์สินของวัดก็ได้ดำเนินการไปในแนวทางที่ดีแล้วโดยจัดการให้เป็นทรัพย์สินของวัดธรรมถาวรให้คณะกรรมการและพี่น้องช่วยกันบริหารจัดการเพื่อที่จะซ่อมสร้างศาลาและสิ่งปลูกสร้างที่ยังค้างอยู่เช่นตึกสงฆ์

จึงขอให้ร่วมมือร่วมใจในการจัดสร้างและคณะกรรมการก็ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสรักษาการดำเนินการจัดตั้งแต่งตั้งคณะกรรมการของวัดส่วนกรรมการ

จัดสร้างอาคารสงก็ให้คณะกรรมการที่ดำเนินการอยู่ดำเนินการต่อไปจะได้ไม่เกิดการสะดุดส่วนคณะกรรมการที่ต้องแต่งตั้งใหม่ก็ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสรักษาการต่อไป

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภิบาลน่าน ลงพื้นที่สอดส่องโครงการอย่างไม่เป็นทางการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ สำนักงานพลังงานจังหวัดน่าน ต.ถืมตอง อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายอิทธิพล ช่างกลึงดี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเขตตรวจราชการที่16 ในฐานะประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดน่านมอบหมาย

ให้พันจ่าอากาศเอก สินธ์ สนนา รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดน่านพร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดน่านประกอบด้วย นายบุญยงค์ สดสอาด นายอนุรักษ์ ไชยโย นายปรีชา รอดเพชร นายนิยม ขอคำ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และประชุมติดตามและสอดส่อง

โครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ ห้องประชุมสำนักงานพลังงานจังหวัดน่าน โดยได้ติดตาม สอดส่อง รับทราบปัญหาอุปสรรค ตลอดจนให้คำแนะนำ ในการดำเนินโครงบูรณาการสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย กิจกรรมหลัก ปลูกจิตสำนึกและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 กิจกรรมย่อยที่ 2

การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีพลังงาน (เตาเผาถ่านไบโอชาร์) เพื่อลดปัญหาหมอกควันและเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครพลังงานชุมชน เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดน่าน เป็นผู้รับผิดชอบ และดำเนินการ ประกอบไปด้วย กิจกรรมย่อยที่ 2.1 การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีพลังงาน (เตาเผาถ่านไบโอชาร์)

เพื่อลดปัญหาหมอกควัน งบประมาณ 306,000 บาท (จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 15 รุ่น) (ดำเนินการแล้วเสร็จ 8 รุ่น และอยู่ระหว่างดำเนินการ 7 รุ่น) กิจกรรมย่อยที่ 2.2 การเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครพลังงานชุมชน เพื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานชุมชน งบประมาณ 217,500 บาท (จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 15 รุ่น) (ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ) รวมงบประมาณทั้งสิ้น 523,500 บาท (เบิกจ่ายไปแล้ว 164,200 บาท หรือ 31.37%)

ในที่ประชุม นายสุกิตติ เจดีย์วุฒิ พลังงานจังหวัดน่าน ได้นำเสนอผลการดำเนินงาน บรรยายถึงรูปแบบของกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ และปัญหาของการจัดทำโครงการ อาทิ การได้รับงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบบน 2 จัดสรรมาในช่วงเดือน พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน มีอุปสรรในการจัดอบรมในภาคปฏิบัติ จึงทำให้มีการเบิกจ่ายล่าช้า ส่วนทางด้าน พันจ่าอากาศเอก สินธ์ สนนา และคณะ ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับโครงการฯ

เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รวมทั้งส่งเสริมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม หลักธรรมาภิบาล และให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพลังงานจังหวัดน่าน ในการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมการขับเคลื่อนด้านพลังงานแก่ชุมชน เกษตรกร และชาวบ้านที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาโครงการของรัฐ

โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน ขอแสดงความยินดีกับ
น.ส.ธวัลรัตน์ อุตมีมั่ง น.ร. ม.4/10 ที่ได้รับการคัดเลือกรับรางวัลความประพฤติดี ระดับชาติ รับเข็มเชิดชูเกียรติ พร้อมรับเกียรติบัตร เป็นผู้ “มีความประพฤติดีดำรงตนตามหลักธรรมนูญชีวิต”จากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรม

ราชูปถัมภ์ ที่มอบให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ.2568 จากศาสตราจารย์พิเศษ อรรถนิติ ดิฐอำนาจ องคมนตรี ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ เขตพญาไทย กรุงเทพมหานคร 14 มิ.ย.2568
โดยมีนางอิษฎาภรณ์ คุชบิล หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ครูที่ปรึกษา/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดยุทธการป้องปรามการระบาดบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ยกระดับสถานศึกษาปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.68 ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบฯ เขต 1 ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ นางกันยมาส ชูจีน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบฯ เขต 1 ร่วมพิธีเปิดความร่วมมือและปฏิบัติการตรวจร่วมนักเรียนปลอดภัย ห่างไกลบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด จ.ประจวบฯ โดยมี ตำรวจ สภ.ทั้ง 16 สถานีในสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบฯ ฝ่ายปกครอง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ และหน่วยงานการศึกษาในจังหวัดฯ

ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบฯ เขต 1 และเขต 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบฯ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดฯ สถานศึกษาทุกแห่ง และภาคีเครือข่ายเข้าร่วม เพื่อบูรณาการการทำงานในการดูแลคุ้มครอง ช่วยเหลือ และเฝ้าระวังพฤติกรรมนักเรียนทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด

รวมถึงการออกตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ยกระดับการเฝ้าระวังเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียนเชิงรุก ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ปกครอง โดยมีการจัดทำแผนการออกตรวจร่วมเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่จุดเสี่ยงตามที่ได้มีการประชุมวางแผนร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดทุกรูปแบบไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่สถานศึกษา และป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และอนาคตของนักเรียน

พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีข้อสั่งการไปยัง สภ.ทั้ง 16 สถานี ให้กวดขันจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติงานเป็นที่น่าชื่นชม ปัจจุบันเรียกได้ว่าแทบจะหาไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ เช่น การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์

ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องเข้าถึงเด็กเพื่อให้ปัญหานี้หมดไป หากไม่รีบดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ซึ่งตำรวจภูธรจังหวัดฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษา เพื่อเปิดปฏิบัติการตรวจร่วมให้เด็กและเยาวขนปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด นำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สถานกาณ์เปิด-ปิด ด่านถาวรช่องสะงำ ยังปกติ กัมพูชายังไม่มีการแบนอาหารสด และผักผลไม้จากไทย

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หน้าด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 15.00 น. นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และส่วนต่างๆ ได้ปิดประตูทางเข้าออกด่านตามเวลาที่มีคำสั่งของทหาร หลังประตูฝั่งประเทศไทยปิดลงได้ไม่กี่นาที ทางเจ้าหน้าที่ฝั่งกัมพูชาปิดประตูผ่านแดนตามประเทศไทย ทั้งนี้บรรยากาศก่อนจะปิดด่านเข้าออกมีชาวกัมพูชาต่างทยอยเดินทางเข้ามาที่ด่านกันอยู่เรื่อย ๆ เช่นรถยนต์ชาวกัมพูชาที่เดินทางไปรักษา

ที่ฝั่งไทยจะต้องรีบไปและรีบกลับให้ทันเวลาด่านปิดบางรายที่กลับมาไม่ทันเวลาด่านปิดก็ต้องวางแผนพักที่ไทยข้ามวัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหามากกับคนกัมพูชา ปัญหาอีกอย่างก็คือแรงงานคนกัมพูชาที่ข้ามมาทำงานเป็นลูกจ้างรายวันอยู่ฝั่งไทยต้องรีบกลับให้ทันด่านปิดนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องขาดรายได้ไปอีก นอกจากนั้นก็ยังมีรถยนต์ขนสินค้าเข้าออกกันอย่างคึกคัก ซึ่งซื้อสินค้าส่วนมากจะเป็น เครื่องอุปโภค บริโภค อาหารแห้ง และน้ำดื่ม โดยชาวกัมพูชา หรือ พ่อค้าแม่ค้าฝั่งกัมพูชาข้ามฝั่งมาหาซื้อ แล้วขนข้ามฝั่งไปยังประเทศ กัมพูชา นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยว และนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเที่ยว และเล่นการพนันที่ฝั่งกัมพูชา ทยอยเดินทางกลับฝั่งไทยก่อนเวลาจะปิดด่านอีกด้วย

***ด้าน นาย เอ (นามสมมุติ) หนึ่งในหนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเล่นพนันในฝั่งกัมพูชา เปิดเผยว่า ปกติตนและนักพนันชาวไทยจะข้ามฝั่งจากด่านช่องสะงำตรงนี้ไปเล่นพนันอยู่เป็นประจำ เพียงแค่เวลาเข้าออกจะต้องเข้าออกเป็นเวลากว่าทุกครั้ง เพราะทางด่านจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาเปิด-ปิดด่าน ใหม่ แต่เข้าไปบรรยากาศข้างในก็เป็นปกติ

***ด้าน นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังปิดด่านว่า สถานการณ์โดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีความตรึงเครียดเข้าใส่กัน เพราะจุดนี้ชาวไทยกับชาวกัมพูชายังคงรักกันดังพี่น้อง ส่วนปริมาณจำนวนผู้ใช้บริการถือว่า ลดลงประมาณ 30% แต่ก็ยังมีชาวกัมพูชาข้ามมาหาซื้อสินค้าประเภทอาหาร พืชผลทางการเกษตรกร ข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาตามปกติ ซึ่งทางศุลกากรช่องสะงำยังมีการเพิ่มมาตการการตรวจสินค้าเข้มงวดกวดขันมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความอ่อนไหวประเภทต่างๆ เช่น เกลือ สินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ห้ามส่งออกปุ๋ยเคมี และห้ามพันธ์พืช พืชสงวน ส่งออกโดยเด็ดขาด แต่ภาพรวมด้านการค้าที่จุดนี้ยังพอไปได้
***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนกระแสที่มีประเทศกัมพูชาห้ามอาหารสดจากประเทศไทยเข้าประเทศกัมพูชา ยกเว้นอาหารแห้ง ปลากกระป๋อง บะหมี่ นั้น จากการตรวจสอบนั้นยังไม่มีรายงานว่าทางฝั่งกัมพูชาด่านถาวรช่องสะงำห้ามอาหารสดจากฝั่งไทยแต่อย่างใด หน้าจะเป็นการที่ฝั่งไทย และฝั่งกัมพูชา มีการตรวจเข้มงวดสินค้าที่ส่งออกเพิ่มมากขึ้น จึงให้พ่อค้าแม่ค้าอาจจะไม่เคยเจอจึงทำให้อาจจะเข้าใจผิดได้ ขณะที่กระแสประเทศกัมพูชาเตรียมรถบัสกว่า 400 คันไว้รับส่งชาวกัมพูชาจากชายแดนไทย หากสถานการณ์ระหว่างกัมพูชาและไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้ทางด่านถาวรช่องสะงำยังคงปกติยังไม่เห็นมีรถบัสมารอรับชาวกัมพูชากลับบ้านแต่อย่างได้

***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันนี้ทางด่านศุลกากรได้มีการเชิญด้านควบคุมโรค ทางด้านโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เข้ามาคุยทำความเข้าใจในกฎกติกาว่าตอนนี้ทางด่านมีการเข้มงวด กวดขัน การเข้าออก และการเปิด-ปิด มาก อย่างทางโรงพยาบาลได้มีการปรับตัว แล้วเดินไปด้วยกัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม รวมภาพการค้าในช่องสะงำ ปีหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท แบ่งเป็นนำเข้า 8 ร้อยล้านบาท ส่งออก 1.2 พันล้านบาท แต่พเกิดสถานการณ์แบบนี้การค้าการส่งออกก็จะลดลงประมาณ 30% กระทบเล็กน้อยแต่ก็ถือว่ายังพอส่งออกได้คงยังไม่มีปัญหาอะไรมาก ทั้งนี้การปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น.

โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบ แต่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย / สภาสังคมสงเคราะห์ มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ 30 ราย

แชร์เนื้อหานี้

13 มิถุนายน 2568 : 11.00-12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นางสุพิชชญา สาคร นายกสมาคม

สโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะผู้บริหารฯ,นางเอมอร แจ่มกระจ่าง รอง หส.ผศ.ตาก และคณะ,นายสมเกียรติ ชื่นอยู่ นายอำเภอเมืองตาก จ.ตาก,นายวุฒิชัย สุขเกษม นายก อบต.วังหิน และคณะผู้บริหาร,ร.อ.สุธีร์ พันธุ์เขียน ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.เมืองตาก

และคณะ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,นางมณฑา หาญปรีชาสวัสดิ์ ผอ.กองช่าง อบต.วังหิน ผู้ประสานงาน : ลงพื้นที่มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก และคนพิการ จำนวน 30 ราย ณ ห้องประชุมเขาลาน้ำ อบต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก

*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุชสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตตากสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4พลังศรัทธาล้นหลาม! #คนแห่ร่วมแน่นขนัด #บวงสรวงศาลหลักเมือง #พลังศักดิ์สิทธิ์ค้ำจุนแผ่นดินไทย!! #สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้! #ฟ้าเปิดแดดจ้ากลางพิธีบวงสรวง!!

บุญของท่านสำเร็จแล้ว พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.29 น. ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ถวายบุญแผ่นดินไทยแด่พระแม่ธรณี พระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ค้ำชูแผ่นดิน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

โดยมี อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นผู้นำในพิธีบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้น โดยมี พุทธศาสนิกชนหลายร้อยคน มาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น เต็มพื้นที่ศาลหลักเมือง ตั้งใจร่วมกันถวายบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ต่อตนเองและครอบครัว รายชื่อร่วมหมื่นนำไปขึ้นโต๊ะบวงสรวงศักดิ์สิทธิ์

ในช่วงที่อาจารย์วิจักษณ์เริ่มประกอบพิธีและเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท้องฟ้าที่เคยมีเมฆครึ้มลมนิ่งกลับเปิดออก เผยให้เห็นแสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงมายังบริเวณพิธี ลมพัดโบกสะบัด ราวกับเป็นการยืนยันว่าการชุมนุมของเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดรับรู้ถึงแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ของผู้เข้าร่วมงานทุกคน ปรากฏการณ์นี้สร้างความปิติและอิ่มเอมใจให้แก่ผู้ร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง ต่างเชื่อมั่นว่าบุญกุศลที่ได้กระทำในวันนี้จะส่งผลดีและคุ้มครองแผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุข

หลังจากพิธีบวงสรวงที่ศาลหลักเมืองแล้ว คณะผู้ร่วมบุญยังได้เดินทางไปยังวัดพระแก้ว เพื่อกราบนมัสการพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นการปิดท้ายกิจกรรมบุญอันเป็นมงคลในวันนี้
พิธีครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมพลังศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก แต่ยังเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินไทยและผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ขอโมทนาสาธุการ😊

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award)

แชร์เนื้อหานี้

สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award) ชื่อผลงาน Steril Nova งาน The 8th China (Shanghai) International Exhibition of Invention
นักเรียนผู้ร่วมนำเสนอผลงาน จำนวน 4 คน ได้แก่

  1. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ม.5.1
    (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  2. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ม.5.1 (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  3. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ม.6.2
    (ห้องเรียนพิเศษวิชาการ)
  1. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ม.6.3
    (ห้องเรียนพิเศษ IEP)
    ครูที่ปรึกษา จำนวน 2 คน ได้แก่
  2. นางปุณณดา ปราบริปู
  3. นายอัศวิน ธะนะปัด
    และได้รับความร่วมมือจากคณะครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสตรีศรีน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สสว.จัดงาน “Recharge Market 2025”ยกขบวนสินค้าท้องถิ่นกว่า 200 ร้านค้า บุกตลาดเซฟวัน โคราช

แชร์เนื้อหานี้

สสว. ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เดินหน้าสนับสนุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปี 2567 จัดงานแสดงสินค้า Recharge Market 2025 ระหว่าง 13 -15 มิ.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน เมืองย่าโม คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2568 งานแถลงข่าวและพิธีเปิดงาน Recharge Market 2025 อย่างเป็นทางการ โดย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ และได้รับเกียรติจาก นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

นายกิตติศักดิ์ รอง ผวจ.นครราชสีมา เผยว่า นครราชสีมา เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี2567 นครราชสีมาได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ การจัดงาน Recharge Market 2025 จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่
นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยว่า

งาน Recharge Market 2025 ที่ สสว. จัดขึ้น ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งดำเนินการจัดไปแล้วสามครั้ง ที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และภาคตะวันออกจังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ ถือว่า เป็นครั้งที่สี่ของการจัดงาน ที่จัดขึ้นที่ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน มีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด กว่า 1,000 ร้านค้า ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลายประเภท อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ งานฝีมือ ของใช้ภายในบ้าน สินค้านวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีและบรรยากาศความบันเทิงที่พร้อมสร้างความคึกคักตลอดทั้งงาน

รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยอีกว่า ภายในงานยังพบกับกิจกรรมความบันเทิงมากมาย อาทิ การแสดงดนตรีสด การแสดงพื้นบ้าน และโชว์พิเศษจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “แอน อรดี ” ซึ่งจะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้เข้าร่วมงานในค่ำคืนพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแจกของรางวัล และโซนกิจกรรมครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้อย่างเต็มที่
“สสว. และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เชื่อมั่นว่า การจัดงาน Recharge Market 2025 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งในด้านรายได้และโอกาสทางธุรกิจ คาดว่า งานนี้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท”

นางสาวปณิตา เผยอีกว่า งานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเชิงรุกที่ สสว.และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้ดำเนินการในหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถยืนหยัด สร้างรายได้ และขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและผู้สนใจเข้าร่วมงาน Recharge Market 2025 ณ บริเวณลานกิจกรรมตลาดเซฟวันอ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมเติมพลัง SME ไทย และร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปด้วยกันสอบถามเพิ่มเติมนายจานันท์ ศรีเกตุ นักวิชาการ SMEs 4 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โทร. 021-429228นางสาวอภิญญา มีธรรม ฝ่ายประสานงานโครงการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย061-5561990สสว. เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทุเรียนชุมพรยกระดับการส่งออกประทับใจคู่ค้าปลอดสาร Basic Yellow 2 ( BY2 )

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติมาเป็นประธาน จัดงานบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทุเรียนภาคใต้ ฤดูผลผลิตปี 2568 ณ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด กิจ Big cleaning day ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่โรงคัดบรรจุเรียกสั้นสั้นคือล้ม

ให้มีความสะอาดปลอดภัยทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูทุเรียนภาคใต้ที่จะมาถึงเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลผลิตทุเรียนไทยและส่งเสริมสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคและผู้ประกอบการการรวมพลังกันในวันนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชนและชุมชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

มีนายอภิชาต สารบัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับพร้อมกับ นางสาวฉันทนาคงนครผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตร จ ชุมพรพร้อมด้วย นายปรีดา เยี่ยมสวัสดิ ประธานบริหารกรรมการ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการ ล้งทุเรียนชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

นายอภิชาต สารบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรกล่าวต้อนรับรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนางสาวปรียานุชทิพยวัฒน์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพรจะ ในวันนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจังหวัดชุมพรจะได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆที่ผู้ประกอบการโรงรวบรวมและลงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพร

ทำความสะอาดครั้งใหญ่ไปพร้อมพร้อมกัน เป็นกิจกรรมที่ทรงพลังและมีความหมายต่อพวกเราที่เราจะผนึกกำลังกันเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและประกาศให้ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการไทยโดย

วันนี้จัดกิจกรรม Big cleaning day set Zero การใช้สารเคมีในวันนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การทำความสะอาด แต่เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นคำมั่นสัญญาของพวกเราทุกคนว่าต่อจากนี้ทุเรียนทุกลูกที่จะผ่านมือพวกเราไปจะต้องเป็นทุเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยเท่านั้น

นางสาวฉันทนา คงนคร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด กล่าวทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรที่มูลค่าสูงถือเป็นไม้ผลหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้และยังเป็นพืชที่มีมูลค่าการส่งออกสูงโดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 157,000 ล้านบาทโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งต้องมีเงื่อนไขทางการค้าซึ่งในปัจจุบันจีนได้

เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้าโดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารบีวายทูในทุเรียนผลสดถือเป็นเงื่อนไขใหม่ซึ่งหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกทุเรียนของไทย ในภาครวมได้การที่ทุเรียนไทยถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนสารบีวายทูจึงส่งผลให้จีนปฏิเสธการนำเข้าสินค้าบางรัฐส่งผลทำให้โรงคัดบรรจุนั้นนั้นถูกระงับการส่งออกและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาด

จีนตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่จีนได้ให้ทุเรียนทุกตู้ที่ส่งออกส่งใบรายงานเท็จรีพอร์ตผลการตรวจสอบไม่พบ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ตรวจพบบีวายทูจากจีนแปดลงคัดภาคใต้ 13 ลงคัดตะวันออกเจ็ดโรงคัดรวม 20 ตู้และตรวจพบก่อนส่งออกเฉพาะภาคใต้แจ้งเตือน 30 ลงคัดระงับห้าลงคัด
ในจังหวัดชุมพรมีโรงคัดบรรจุ 487

โรงซึ่งทยอยเปิดดำเนินกิจการแล้ว 50 ลงคาดว่าจะเปิดเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตทุเรียนที่มีมากขึ้นในเดือนกรกฎาคมการจัดกิจกรรม Big cleaning day ในโรงคัดบรรจุก่อนเปิดดำเนินการมีวัตถุประสงค์ลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารบีวายทูที่จะติดไปกับทุเรียนส่งออก และลดความ เสียหายให้กับผู้ประกอบการจะได้สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ให้กับประเทศคู่ค้า

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการล้างทำความสะอาดบริเวณภาชนะอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการผลิตของโรงคัดบรรจุรวมทั้งการทำ Swap Test เพื่อ ควบคุมความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารบีวายทูให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานตรวจสอบของจีนต่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุเรียนจากประเทศไทย

นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกลียดอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงบรรจุในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของทุเรียนไทยและจัดขึ้นพร้อมกันในทุก โรงคัดบรรจุทั้งจังหวัดชุมพรจังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาด

ต่างประเทศและป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน ด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดมีการจัดตั้งคณะทำงานชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดและมีการประกาศมาตรการต่างๆที่เข้มงวดเช่นกำหนดประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียน การดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพมีมาตรการตรวจก่อนตัดและการขึ้นทะเบียนนักตัดนักคัดทุเรียนก่อนทำเครื่องหมายผลทุเรียนด้อยคุณภาพในวันนี้

อนาคตและชื่อเสียงของทุเรียนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญนั่นคือปัญหาการปนเปื้อนของ Basic Yellow 2สารบีวายทูรวมทั้งปัญหาการตรวจพบแคดเมียมในทุเรียนมีค่าเกินมาตรฐานที่จีนกำหนดปัญหาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงโดยทางจีนขอให้กรมวิชาการเกษตรระงับการส่งออกชั่วคราวกับโรงคัดบรรจุที่ ถูกแจ้งเตือนเพื่อสอบสวนสาเหตุและกำหนดมาตรการควบคุมทางการจีนพิจารณา

ซึ่งจังหวัดชุมพรกรมวิชาการเกษตรจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงคัดบรรจุตั้งอยู่เป็นจำนวนมากจำนวน 487 โรงคัดบรรจุให้รองคัดบรรจุทำ Big cleaning day Set Zero การใช้สารเคมีและปฏิบัติตามมาตรการสีไม่เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนและหนักแน่นไปยังประเทศคู่ค้าเรา

มุ่งมั่นที่จะผลิตคุณภาพที่ปลอดภัยเท่านั้นนอกจากนี้โรงคัดบรรจุต้องใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช ใบคิวตามผลผลิตที่ได้รับมาเท่านั้นไม่ทำการสวมสิทธิ์ใบรับรองของเกษตรกรหากตรวจพบการกระทำความผิดกรมวิชาการเกษตรพิจารณาดำเนินการระงับหรือเพิกถอนหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตพืชตามประกาศกรมวิชาการเกษตรเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนโรงผลิตสินค้าพืชฉบับที่สองพ.ศ. 2567

จึงหวังว่าขอให้ร่วมมือจากพี่น้องผู้ประกอบการทุกโรงคัดบรรจุร่วมทำความสะอาดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ครั้งใหญ่นี้อย่างจริงจังที่สุดขัดล้างอุปกรณ์ทุกชิ้นพื้นที่ผลิตทุกพื้นที่ซึ่งการทำความสะอาดต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารบีวายทูตกค้างอยู่และต่อให้การทำความสะอาดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานที่จะดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งตลอดฤดูกาลนี้

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด สร้างเครือข่ายใหม่ ต่อยอดเครือข่ายเดิม ทันต่อยุคดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่และพัฒนาเครือข่ายเดิมทั่วประเทศให้เป็นเครือข่ายที่มีคุณภาพ โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผวจ.บึงกาฬ

นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผวจ.บึงกาฬ นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ นายธนิต รามัญวงค์ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ, นายอนุชิต บุญชม ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ตลอดจนผู้เข้าอบรม เข้าร่วม ที่ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

โครงการนี้จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ทั้งเครือข่ายเดิมและเครือข่ายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ให้สามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 90 คน ประกอบด้วยเยาวชน สื่อมวลชน หอกระจายข่าว และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล การสื่อสารในภาวะวิกฤติ การรับมือข่าวปลอม กลยุทธ์สร้างการรับรู้ และการผลิตสื่อยุคใหม่ที่ดึงดูดใจ รวมถึงกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นการ Re-skills, Up-skills และ New-skills ให้แก่ผู้เข้าร่วม

โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอบรมใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 ตามนโยบายของนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผลักดันให้กรมประชาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายการสื่อสารคุณภาพที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นพลังสำคัญในการสื่อสารเพื่อประเทศต่อไป
ข่าว/ภาพ ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประจำปี 25688

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประกอบด้วยตัวแทนจากอำเภอท่าวังผา อำเภอภูเพียง อำเภอสองแคว

อำเภอสันติสุข และเทศบาลเมืองน่าน โดยมีประธานชมรมผู้สูงอายุของแต่ละตำบล ของอำเภอท่าวังผา มีคณะกรรมการจากสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่ง

ประเทศไทยจังหวัดน่าน นำโดย ประนายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน นำทีมเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนท 50 คน

โดยได้รับเกียรติจาก นายฐสิษฐ์ บำเพ็ญ ปลัดอาวุโส อำเภอท่าวังผา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ ประธานชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ได้นำเสนอผลงาน กิจกรรมเด่น และแนวทางการดำเนินงานของชมรมฯ เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบ และเป็นการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนแต่ละพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่โซนกลาง และเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ/ภาพ/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจะงหวัดน่าน รายงาน

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางสาวศุภาวดี สุทธิแสน เกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ร่วมจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3/2568

โดยมีว่าที่ร้อยตรี ณฐพล นพณัฐธนากุล นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ กล่าวต้อนรับ และนายประจักร์ ไชยกิจ ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ

มีวัตถุประสงค์จัดงานเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกล ให้บริการในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร

โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้บริการทางการเกษตร เช่น บริการเอกสารวิชาการ พันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์ และวัสดุการเกษตรอื่นๆ

จากหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมรับบริการ จำนวน 125 ราย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัด​หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์)

ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย –

ลาว เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามบริเวณแนวชายแดนไทย – ลาว

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทร์) ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

โดยมี พันเอก จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทน พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์) เป็นประธาน (ฝ่ายไทย) และ

พันเอก บุนลิด สีสุพอน หัวหน้ากองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว – ไทย (นครหลวงเวียงจันทน์ – จังหวัดหนองคาย)เป็นประธาน (ฝ่ายลาว)

พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยป้องกันชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ (ฝ่ายไทย) และ (ฝ่ายลาว) เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องเกียรติยศ ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 1 นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โดยการประชุมในครั้งนี้เพื่อหารือข้อราชการ และการบูณาการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามแดน และป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดนไทย – ลาว อีกทั้งยังได้ประสานการจัดตั้งจุดประสานงานชายแดน ระหว่าง อำเภอของไทย กับ เมืองของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ การดำเนินการโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน พร้อมทั้ง

การขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อขยายผลความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการจัดการลาวตระเวนร่วม และการฝึกร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประสานงานกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันเวลา

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พาดหัววส.พุทธปัญญาฯ พัฒนาทักษะดิจิทัลนิสิตใหม่ เตรียมพร้อมประกอบอาชีพในอนาคต

แชร์เนื้อหานี้

นายวีรพงศ์ พิชัยเสนาณรงค์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จ.นครปฐม
กล่าวว่า ได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาและปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ระหว่างวันที่ 18 พ.ค. -22 มิ.ย. โดยโครงการดังกล่าวมีการแนะนำหลักสูตรจากคณาจารย์หลักสูตรต่างๆ สำหรับนิสิตใหม่ระดับปริญญาตรี

ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ ขณะเดียวกันนิสิตใหม่ทุกคนยังจะได้เรียนรู้การใช้ Artificial Intelligence ( AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมไปถึงการสอนการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ และการเป็น Influencer ด้วย

นายวีรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ได้จัดอบรมกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดด้านการเป็น Influncer ควบคู่กับการเรียนรู้การตลาดออนไลน์ในกระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาใหม่นั้น เพื่อเป็นกา

เตรียมการด้านพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตให้กับนิสิตใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการส่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลังทุนชุมชน! บึงกาฬคัดสุดยอดกองทุนหมู่บ้าน ปี 68 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ (12 มิถุนายน 2568) เวลา 13.30 น. จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “ประกวดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่ ณ หอประชุมหนองปลาตอง วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 150 คน กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สาขาเขต 6 และเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านจังหวัดบึงกาฬ

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน โดยอาศัยกลไกสำคัญอย่าง กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ตามนโยบายของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและแหล่งทุนสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างการพัฒนาอย่างทั่วถึง

จังหวัดบึงกาฬมีกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 615 กองทุน ครอบคลุมเกือบทุกหมู่บ้านในพื้นที่ มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 1,300 ล้านบาท โดยกิจกรรมสำคัญในงาน ปนะกอบด้วย นิทรรศการแสดงผลการดำเนินงาน และการประกวดกองทุนหมู่บ้านดีเด่น ระดับจังหวัด จำนวน 8 กองทุน ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่โดดเด่นต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับจังหวัดต่อไป

นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ พัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้ นายสยัมภู แพงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานในพิธีเปิด ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวเปิดงานพร้อมมอบโอวาทตอนหนึ่งว่า“กองทุนหมู่บ้านไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่คือความหวังของประชาชนในการสร้างระบบที่ดูแลกันเองในชุมชน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน”

ภายในงานยังมีกิจกรรมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหาร เครือข่ายกองทุน และผู้แทนกองทุนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของแต่ละกองทุนอย่างใกล้ชิด โดยมีการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งความร่วมมือและแรงบันดาลใจ

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นมากกว่าการประกวด แต่เป็นเวทีสำคัญในการ จุดประกายองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ และเสริมสร้างความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย “ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” อย่างยั่งยืนต่อไป

📷 ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านนับ 10,000 คนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง2 คืน กว่า 50 ตัน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวบ้านร่วม 2 พันคนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง จังหวัดชุมพรมีฝนตกหนักติดต่อกันมา 3 วันทำให้น้ำจือไหลลงทะเลจำนวนมากจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง


จากกรณี คืนวันที่ 7-9 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

 จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้าง ดำและมีตะกอนจำนวนมาก ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ จึงทำให้น้ำทะเลขาดจึงทำให้น้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยขาดออกซิเจนปลาที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลไม่สามารถที่จะอยู่ในน้ำได้จึงได้พยายามเข้าปเป็นจำนวนมากจากการตรวจสอบและคาดคะเนสัตว์น้ำที่เกยตื้นขึ้นมาภายในสองคืนคิดว่าน่าจะมากกว่า 50 ตันเพราะชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาจับและนำไปประกอบอาหารกันอย่างมากมาย
นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า "ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง" เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้ และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำราญ ศรีภา อบต.ชุมแพ เป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ 2568 เวลา 13.00 น.นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขต3 อำเภอชุมแพ ได้รับเกียรติจากเจ้าภาพเป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง
บ้านโสกก่อง หมู่ 6 ตำบลวังหินลาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น มีแขกร่วมงานจำนวนมาก เช่น นายสมพร ทะเยียม ผู้อำนวยการโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร นายยุทธนา ชินทะนาม ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายทองปาน อักษรณูู รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายธงชัย ศรีดาวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองทอง ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น และญาติๆ

วินสื่อรัฐทีวี/ สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ชุมพร ตรวจสอบ โรงเชือดเนื่องในวันอีฎิ้ลอัฎฮา (วันเชือดพลีทาน)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯ ใน วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออก

ของ บริษัท ดี แอนด์ แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ( D and Z Consultant )จำกัด เลขที่ 262 หมู่ 7 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร

ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าสู่โรงฆ่าสัตว์เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม “วันอีฎิ้ลอัฎฮา” หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “วันเชือดพลีทาน” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ของอิสลามปีนี้

โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯเป็นพนักงานเจ้า

หน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ 2559 และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ปีพ.ศ 2558 เป็นผู้แทนเข้าตรวจสอบการเคลื่อนย้ายและสุขภาพสัตว์ประเภทโคเนื้อที่ถูกส่งเข้ามายังโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนมากเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

จากการตรวจสอบพบว่า สัตว์ทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารครบถ้วน สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือเข้าข่ายโรคระบาด สอดคล้องกับหลักสุขอนามัยและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

การเชือดสัตว์ในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม “กุรบาน” ซึ่งเป็นการระลึกถึงความศรัทธาและความเสียสละของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) ที่ยอมทำ

ตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าโดยการเชือดบูชายัญสัตว์แทนบุตรชาย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในศาสนาอิสลาม

พิธีการเชือดพลีทานนี้จะดำเนินการในช่วงวันที่ 7 – 9 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาสำคัญหลังจากเทศกาลฮารีรายอ (อีฎิ้ลฟิฏริ) ไปแล้ว 3 เดือน โดยเนื้อสัตว์ที่เชือดจะถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมพิธี คนยากจน และผู้ที่ขาดแคลน เป็นการแสดงถึงความเมตตา ความมีน้ำใจ และความยุติธรรมต่อสังคม ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ขอยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ และเป็นไปตามหลักศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 08189235141

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มพลังมวลชนศรีสะเกษ แสดงพลังรักชาติไทย ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร สนับสนุนทหารตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดระบบสื่อสารทุกชนิด และไล่แรงงานกลับ

แชร์เนื้อหานี้


ค่ำของวันที่ 8 มิถุนายน 2568 ที่ ลานเอนกประสงค์ วงกลมเสาธงหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ ได้มีกลุ่มพลังมวลชน ผู้รักชาติ สวมเสื้อสีขาว ออกมาแสดงพลังรักชาติ รักแผ่นดิน นำโดย นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ, นายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน และสมาชิกกลุ่มพลังมวลชนกว่า 100 คน ได้มาถือป้าย อ่านแถลงการณ์ ร่วมกันออกความเห็นในความเป็นประเทศไทย ในความเป็นคนศรีสะเกษ ที่ถูกผู้นำของประเทศกัมพูชา อ้างตนว่าเป็นประเทศที่อ่อนแอกว่าไทย อ้างว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา

ยังต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่การดูแลจากต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีพื้นที่ดินแดนอยู่ติดกัน แต่ความประพฤตินั้นสุดแสบ ขี้โกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีความกตัญญูต่อประเทศที่ดูแล พร้อมที่จะหักหลังได้ตลอดเวลา อย่างเช่นที่ผ่านๆ มา จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ได้ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ในการมาบุกมายึดดินแดน นับตั้งแต่ปราสาทเขาพระวหาร ต่อมาตรงดินแดนด้านล่าง ลานขายสินค้า จนมาถึงประตูเหล็ก บันไดขั้นแรก และไม่นานมานี้ก็นำข้อพิพากษาชายแดนเข้าสู่ศาลโลก จนทำให้ปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ตามแนวชายแดน

ให้ศาลโลก มีคำตัดสินให้ 2 ประเทศช่วยกันดูแล พัฒนาร่วมกัน แต่วันนี้ยังมาบุกช่องบก รุกพื้นที่ชายแดน จนทำให้เกิดการปะทะกัน พร้อมการใส่ร้ายป้ายสี ว่าทหารไทย เป็นผู้ที่ยิงก่อน ก่อนที่จะออกแถลงการณ์ จะใช้ความพยายามลากไทยขึ้นศาลโลกอีกครั้ง กับ 4 จุดชายแดน ว่าเป็นของตนอีก
ทั้ง นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ และนายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน ได้ร่วมกับทุกท่าน ได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทย ต่อหน้าประชาชน ที่มาให้กำลังใจ ในการแสดงออกถึงจุดยืนของจังหวัดศรีสะเกษ ใน 3 เรื่อง 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1.การให้กำลังใจทหารของไทย ด้วยคำว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ยอมให้ใครข่มขี่ ขอเป็นกำลังสำหรับทหาร ตำรวจ อาสาสมัครทหารพราน และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 2.เครือข่ายชุมชนคนศรีสะเกษ ขอแสดงพลัง ให้กำลังใจ แพทย์สภาฯ 3.เขาพระวิหาร เป็นของไทย เขมรจัญไร เอาคืนมา จากเครือข่ายชุมชน คนศรีสะเกษ ต้องการให้ศาลโลก ลงมาดูพื้นที่จริง ทบทวนการพิจารณาครั้งก่อน ว่าแท้จริงแล้ว ปราสาทพระวิหาร ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย หากขึ้นฝั่งกัมพูชา ต้องใช้บันไดลิง พร้อมกันนี้อยากขอเรียกร้องให้คนไทยทุกจังหวัด ทั่วประเทศ

แสดงพลังในการรักชาติ ขับไล่แรงงานเขมรออกจากประเทศไทย และเห็นด้วยกับ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเตอร์เน็ต ที่ข้ามไปฝั่งกัมพูชา เพราะวันนี้กัมพูชา ไม่ซื่อสัตย์กับไทย ไม่ใช่เพื่อนบ้านที่ดีอีกต่อไป
จากนั้น กลุ่มพลังมวลชน เครือข่ายคนศรีสะเกษ ได้ร่วมกัน ร้องแพลงชาติไทย ให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ดังไกลลงไปยังผืนแผ่นดินกัมพูชา ให้รับรู้ว่า คนไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานได้อีกต่อไป จะไม่ยอมให้ใครมาโกงเอาแผ่นดินไทยไป แม้แต่เสี้ยวตารางผงทุลีเดียว
////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.น้ำชุมพร ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลอยคอกลางทะเล / กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆ ลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่น ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 06.00 น. ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์สายด่วน 1196 จากศูนย์นเรนทรชุมพร ว่า ศูนย์นเรนทรชุมพรได้รับแจ้งจากนายสุชาติ ชุมแสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร ว่า นายนพพร อนุญาต อายุ 53 ปี เจ้าของเรือโชคพรเจริญ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน

พบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ


ตำรวจน้ำชุมพร โดย พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. พร้อมด้วย ร.ต.ต.สมศักดิ์ ต่ายเมือง รอง สว.(ป.ทางน้ำ) ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ผค.เรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมตำรวจประจำเรือรวม 5 นาย นำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง ออกให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย เกาะสาก ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร

เมื่อไปถึงพบ นายประทีปฯ อายุ 69 ปี อาการที่พบเบื้องต้นขาหัก มีแผลถลอก มีสติปลุกตื่น สื่อสารได้ แพทย์ฉุกเฉินได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และเรือตรวจการณ์ 532 นำตัวผู้ป่วยกลับเข้าฝั่งเพื่อนำส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทำการรักษาต่อไป

จากการสอบถามนายประทีปฯ อายุ 69 ปี เล่าว่าได้ออกเรือมาหาปลาขณะทีลอยลำทำการประมงอยู่นั้น ไม่ทราบเรือชนิดใดเข้ามากระแทกเรือของตนจนทำให้เรืออับปางจึงได้คว้าถังน้ำแข็งลอยคออยู่จนเช้าและในเวลาต่อมา เห็นเรือโชคพรเจริญเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้

พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. จากกรณีพบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ห่างจากฝั่ง 5ไมล์ทะเล (11กิโลเมตร) ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ จึงนำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง พบชาวประมง 1ราย ถูกเรือกระแทกจนเรือเรืออับปาง ลอยคออยู่กลางทะเล นานกว่า 3 ชั่วโมง นายประทีปฯ อายุ 69 ปี ทำการช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่นชุมพร
วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณี คืนวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้างใส ไม่ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ หรือลมบกพัดจากฝั่งออกสู่ทะเล ทำให้คลื่นลมค่อนข้างเรียบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนเกิดขึ้นน้อยลง จึงทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์น้ำบริเวณริมชายฝั่ง

นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า “ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง” เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม

พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้

และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะ

ขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 081-892-3514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 คาดใช้ได้ปลายปี 68 จังหวัดบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ราชอาณาจักรไทย และ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราชอาณาจักรไทย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ราชอาณาจักรไทย นายงามปะสง เมืองมะนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง

สปป.ลาว ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ราชอาณาจักรไทย และผู้บริหารระดับสูง สปป.ลาว พร้อมกลุ่มข้าราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธี โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน และสื่อมวลชน ให้การต์้อนรับ ณ บริเวณพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่ก่อสร้างข้ามแม่น้ำโขง ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว โดยถือฤกษ์วันที่ 6 มิ.ย.2568 หรือ วันที่ 6 เดือน 6 ปี คริสศักราช 2025 เป็นวันทำการเชื่อมสะพาน และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปลายปี 2568

สำหรับสะพานแห่งนี้ เชื่อมกับถนนหมายเลข13 ในฝั่ง สปป.ลาว เพื่อให้สอดคล้องกับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนาม การคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็น

ส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 3,930 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายวงเงินรวม 2,630 ล้านบาท ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. งานถนน ทางเลี่ยงเมืองระยะทาง 12.083 กม.และอาคารด่านพรมแดนฝั่งไทย วงเงินค่าก่อสร้าง 1,766 ล้านบาท ค่าควบคุมงาน 53 ล้านบาท รวม 1,819 บาท ส่วน สปป.ลาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวม 1,300 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสะพานและถนนในฝั่งลาว 2.86 กม. ซึ่ง สปป.ลาว ได้ขอกู้เงินจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) หรือเนด้า

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตลาดช่องสะงำเงียบเหงา หลังมีประกาศปรับวันเวลาปิด-เปิด ด่านใหม่ ด้านพ่อค้า โวย ได้รับผลกระทบขาดรายได้ สินค้าค้างสะต๊อก

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีประกาศทางหทารว่าให้มีการปิด หรือ ปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีด่านถาวร คือ ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูมิสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น. โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบขณะที่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน

***ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 มิ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่หน้าด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ พบว่าบรรยากาศทรี่ฝั่งไทยเงียบเหงา มีเพียงทหาร และเจ้าหน้าที่ประจำด่านค่อยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เพียงเท่านั้น ส่วนประตูที่เคยเปิดให้ชาวกัมพูชา และชาวไทย ได้เข้าออกเพื่อไปซื้อหาสินค้าถูกปิดลง แต่ที่ฝั่งกัมพูชา จะเห็นได้ว่ามีชาวกัมพูชามายืนดูยืนค่อยที่หน้าด่านกันหลายคนพอสมควร และยังขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขับไปรถมาอยู่ตลอดเวลาภายในด่านฝั่งกัมพูชา

***ต่อมาผู้สาอข่าวได้เดินทางไปสำรวจตลาดช่องสะงำ (ที่อยู่ฝั่งไทย) ที่ห่างจากด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยปกติวันนี้(วันอาทิตย์) และวันพฤหัสบดี จะมีตลาดนัด มีพ่อค่าแม่ค้า และชาวไทยและชาวกัมพูชา เข้ามาจับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค กันคึกคัก พอไปถึงพบว่าตลาดช่องสะงำ จุดดังกล่าวปิด ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดร้านขายของเหมือนดังเดิม โดยผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมเกียรติ พงษ์เมือง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่มาเปิดร้านค้าผลไม้อยู่ที่ตลาดแห่อยู่เป็นประจำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ปกติทุกวันพฤหัสบดี กับวันอาทิตย์ตน ตนจะขึ้นมาเปิดร้านขายของที่ตลาดนี้เป็นประจำทุกนัด แต่มาวันนี้ตนขับรถมาถึงตลาด โดยไม่รู้ว่ามีการปิดด่าน พบมาถึงก็งงทำไม่มีคนเข้ามาซื้อขายสินค้าเลย โดยปกติตลาดแห่งนี้จะมาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาเลือกซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าภายในตลาด ถ้าโดยปกติแล้วประมาณ 07.00 น.จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายสินค้าและมีประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา เข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมาก

แต่มาวันนี้ตลาดปิดเงียบไม่มีคนเข้ามา หลังจากนี้ตนก็จะต้องกลับบ้านไปหาเร่ขายตามหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะขายหมดหรือไม่ ตนใช้เงินในการลงทุนในแต่ละรอบก็เยอะ ในใจตนไม่อยากให้ปิดด่านเลยเพราะตนต้องทำมาหากินและมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละวัน ตนอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากให้ค่อยพูดค่อยจากันถอยหลังคนละก้าว อยากให้ทั้งสองฝ่ายรักกันเหมือนเดิม ถ้ามาทะเลาะกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

***ด้าน นางสาวคำแก้ว สีอุดอน อายุ 40 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกค้าที่จะมาหาซื้ออาหารทะเลและของสดทุกอย่างเป็นประจำทุกนัดวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เพื่อไปขายต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำไปขายต่อจะมาซื้ออยู่ที่ตลาดแห่งนี้ พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านพ่อค้าแม่ค้าไม่มาขาย วันนี้เท่ากับว่าตนมาจับจับปลามือเปล่าไม่มีอะไรกลับไปขายต่อเลย ตนได้รับผลกระทบหลายอย่าง ทำให้ตนต้องขาดรายได้ ตนอยากให้ทั้ง 2ประเทศตกลงกันคุยกัน หาทางออกที่ดีร่วมกันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

***ขณะที่ นายอิสระ บัวขันธ์ อายุ 46 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในการส่งสินค้าให้กับประเทศกัมพูชา วันนี้ตนได้สั่งสินค้าเข้ามาตามเต็มคันรถ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำมาขายให้ลูกค้า และสั่งมาตามรับออเดอร์ที่ทางลูกค้าฝั่งกัมพูชาสั่งมา พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านฉุกเฉิน ทำให้ตนตั้งตัวไม่ทันสินค้าหรืออาหารสดที่สั่งมาเป็นจำนวนมากนั้นตนกลัวว่าจะเกิดความเสียหาย ตนขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าจะมีการปิดด่านฉุกเฉินแบบนี้อยากให้แจ้งหรือมีกำหนดวันเวลาล่วงหน้าที่ชัดเจนก่อน

พอที่จะได้ว่างแผนรับมือได้ เราไม่ได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกวันนี้ประชาชนทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งหรือพูดจาที่รุนแรงเพราะต่างฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ที่มากไปกว่านั้นคือประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางด้านครอบครัว บางครอบครัวทั้งสองประเทศลูกหลานไปแต่งงานเป็นดองกัน ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยทำให้ประชาชนไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติสุขอยู่แล้ว พอมามีเรื่องขัดแย้งระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปมาหาสู่กันยากลำบาก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีการสู้รบกันจริงๆตนก็พร้อมที่จะรับมือ แต่ในใจลึกๆก็ไม่อยากให้เกิดอยากให้คุยกันตกลงกันแบบสันติวิธี
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

นายด่าน แจงปม กัมพูชาซื้อเกลือไทยไปให้ทหารกัมพูชาในป่า กว่า 2 พันตัน เบื้องต้นไม่จริง วอนอย่าปันข่าวให้ชาวบ้านแตกตื่น จนเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีก

***จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 กว่าต้น เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า ล่าสุด นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าต้น ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือน พฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน

จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีบริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถัวเหลือง เกลือ ซึ่งภาพที่ออกไปนั้นเป็นเมื่อวาน (6 มิ.ย. 68) จริงตนก็อยู่ในวันนั้นซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวันไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้นมีไม่กิโลกรัมเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช้ของทหารมาซื้อ หรือ ใครมาซื้อไปให้หทารแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกลจะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ที่เป็นตลาดรองรับสิ่งค้าต่างจากประเทศไทย

***นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน ร่วมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสิ่นค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้นลดลงกว่าปกติถึง 30-40 % เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทังจนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้ ส่วนกำลังทหารนะตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดนยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด
***ทั้งนี้ หาก สื่อมวลชนหรือท่านใด อย่างจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลการกรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข

แชร์เนื้อหานี้

นนี้ 7 มิถุนายน 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข ของสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

ณ โรงแรมน่านตรึงใจ โดยได้รับเกียรติจากนายปิยะ โยมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด และ

นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวรายงานและต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นการประมูลพร้อมกัน 2 ช่องทาง คือ การประมูลทางวาจา และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลการประมูล หมวดอักษร กท

มีรายได้รวมทั้งสิ้น 12,131,777 บาทราคาสูงสุด 760,000 บาท ได้แก่ กท 9999
ราคาต่ำสุด 14,000 บาท ได้แก่ กท 7733 นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมประมูล และทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานขนส่งด้วยดีตลอดมา

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ (เลขสวย) จะนำเข้า “กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน” (กปถ.) เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุนและ

ส่งเสริมกิจกรรมโครงการด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และให้ความช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต”เทศกาลประดับไฟกลางเมืองเก่า สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน ข่วงเมือง ถนนผากอง และถนนมหาวงศ์ ภายใต้โครงการ “น่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานว่า “น่านเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิต พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่”

นอกจากนั้น พิธีเปิดยังมีโชว์พิเศษจากศิลปินล้านนา ลานนา คัมมินส์ และ มัสแตง – พีรภัทร พร้อมด้วยการแสดงซอและดนตรีพื้นบ้าน จากนักเรียนโรงเรียนสามัคคี (พระเนตร) จังหวัดน่าน และการฟ้อนร่มแบบล้านนา” ที่มีชื่อว่า “บุปผานันทบุรี สุขสะหรี่ม่วนใจ๋” ด้วยการโปรยดอกไม้ขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นการบูชาเสริมสิริมงคล การฟ้อนถือว่าเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและขนบประเพณีของชาวเหนือที่ทรงคุณค่า

นางนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวรายงานว่า “โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าน่าน และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดเมืองเก่ามีชีวิต หวังว่างานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจแก่ชาวน่าน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยือนจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูกาล Green Season ของปีนี้”

กิจกรรมภายในงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ประกอบไปด้วย เทศกาลประดับไฟย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองเก่าน่าน วันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน(บริเวณบ้านมงคล) รวมถึงบริเวณข่วงเมืองน่าน ถนนผากอง (ตั้งแต่หน้าวัดภูมินทร์ถึงแยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษี) และถนนมหาวงศ์ (ตั้งแต่แยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษีถึงบริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน)

โดยมีการจัดแสดงอุโมงค์ไฟ การตกแต่งประดับไฟ ย้อมไฟกำแพงเมืองเก่าน่าน และประดับตกแต่งเส้นทางด้วยอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เช่น โคมล้านนา โคมมะเต้า โคมกระต่าย และหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองน่านกลายเป็น “เมืองเก่ามีชีวิต ส่องแสงงดงามยามค่ำคืน” ผ่านศิลป์แห่งแสงสีและเรื่องเล่าแห่งกาลเวลา
ถนนสายวัฒนธรรม เส้นทางแห่งเรื่องเล่า ความสร้างสรรค์ที่ถูกปรับปรุง ตกแต่ง และเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่แสดงออกของชุมชน ทั้งงานหัตถกรรม งานศิลป์ และกิจกรรมของคนท้องถิ่น รวมถึงตลาดนัดวัฒนธรรมหรือ “NAN Craft Folk & Market” รวมร้านอาหารพื้นถิ่น งานสร้างสรรค์และของดีเมืองน่านกว่า 30 ร้าน ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 16.00-21.00 น. มีการแสดงดนตรีของศิลปินล้านนา เช่น วงดนตรี Craft and Folk Songs, อ้อม รัตนัง, เตวิชญ์ ชัยธัช, ตู่ ดารณี, วง เดอะเพอะ การแสดงของศิลปินล้านนาไม้เมือง เป็นต้น

นิทรรศการเมืองเก่ามีชีวิต การเสวนาทางวิชาการและกิจกรรมเยาวชน กิจกรรมแชะ&แชร์ “เมืองเก่ามีชีวิต” สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ควบคู่กับความร่วมสมัย มุมถ่ายรูป LANDMARK จําลอง รวมถึงหัตถกรรมท้องถิ่นของน่าน ร้านเช่าชุดพื้นเมืองล้านนา บริการถ่ายภาพที่ระลีก ณ บริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน
งาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองน่านสู่เวทีสากล พร้อมสะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์เมืองเก่าให้คงอยู่ “อย่างมีชีวิต” อย่างแท้จริง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.ไทยคาลิ จำกัด ร่วม รร.ด่านขุนทด จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึก วันสิ่งแวดล้อมโลก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ บริษัทไทยคาลิ จำกัด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน นายเฉลิมยศ พุทธา ผอ.รร.ด่านขุนทด นำนักเรียน ม.5 และ ม.6 จำนวน 330 คน เข้าร่วมศึกษา เรียนรู้การทำเหมืองแร่ใต้ดิน ของทางบริษัท ฯ

เพื่อจะได้เรียนรู้การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ ต่อชุมชนและประเทศชาติ บริษัท ฯ ได้จัดทำกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน และ พนักงานบริษัท ฯ ได้มีความรัก และ เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ได้ร่วมกับโรงเรียนด่านขุนทด

ในโอกาสนี้ นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคาลิ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บริษัท ฯ ได้เริ่มโครงการ ได้ให้การสนับสนุนสิทธิ์ของบุคคลและชุมชน โดยตระหนักถึงสิทธิ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และให้การคุ้มครองสิทธิ์ดำรงชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข และดูแลปัญหาสิ่ง

แวดล้อม รอบพื้นที่โครงการมาตลอด ขะเห็นได้ว่า พื้นที่ตั้งของบริษัท ฯ มีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก ปัญหาดินเค็ม สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร บริษัท ฯ ได้เข้าดูแลช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุง ฟื้นฟู จนประสบผลสำเร็จ หลายร้อยไร่ บริษัท ฯ มีมาตรฐานระดับโลก โดยการทำงานร่วมกับ DMT Gmbh & Co.

บริษัท ฯ ที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่จากเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำเหมืองแร่ใต้ดินกว่า 150 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความปลอดภัยสูงในด้านจัดการของเสีย นำแนวทาง Zero Discharge มาใช้งาน ซึ่งเป็นการนำน้ำไปใช้หมุนเวียน ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง หรือของเสียออกนอกโครงการ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย มีศักยภาพพัฒนาแหล่งแร่โพแทช เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้า ทั้งนี้ ไทยมีการนำเข้าปุ๋ย โพแทซเฉลี่ยปีละ 800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองแร่โพแทซ ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในการสนับสนุนความมั่นคงทางการเกษตรกรรมของประเทศและลดการพึ่งพา การนำเข้า ในระยะยาว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้แทน พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2มอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารชายแดนกัมพูชา / น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่กรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวธนชนก สุริยเดชสกุลอ และ

นายหมวดตรี รุจิรา สรุจิกำจรวัฒนะ พร้อมด้วยผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ภท.2 รุ่นที่ 2) และสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน

ได้เดินทางไปยังหน่วยบัญชาการกองกำลังสุรนารี จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบผ้าเต็นท์, เสื้อกันฝน รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

เพื่อส่งมอบต่อไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารกองกำลัง

ป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2 และเพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและกำลังใจจากภาคประชาชนและภาคเอกชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ณ พื้นที่ชายแดนของประเทศ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันที่บ้านเลขที่ 300 หมู่ 2 ตำบลชะโนดน้อย อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดย นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง อายุ 46 ปี ได้บุกบ้านลุงคือ นายสมนึก คำมุงคุณ อายุ 61 ปี ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงปลา บรรจุลูกดอกเหล็กยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ยิงใส่บริเวณลำตัวด้านซ้ายของลุงจนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ นายบุญรุ่งเรืองได้วิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของผู้บาดเจ็บเพื่อซ่อนอาวุธ ขณะที่ผู้บาดเจ็บพยายามขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และโทรศัพท์เรียกหน่วยกู้ชีพเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

ต่อมา พ.ต.ท.ไพบูรณ์ สุวรรณคุณ สว.(สอบสวน) สภ.ดงหลวง พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ก่อเหตุ พบปืนยิงปลา 1 กระบอก ขณะที่ตัวผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปจากหมู่บ้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่สวนยางพารา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริงด้วยความโมโหจากปัญหาขัดแย้งเรื่องที่ดินของภรรยา

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ โดยน้องสาวของผู้บาดเจ็บเปิดเผยว่า ครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 7 คน ผู้ก่อเหตุเป็นสามีของน้องสาวอีกคน และเคยมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง ได้นำตัว นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง ส่งฝากขังศาลจังหวัดมุกดาหาร พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และคัดค้านการประกันตัว

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด่านศุลกากรมุกดาหารเข้ม ตรวจพบอุปกรณ์ประกอบ “บุหรี่ไฟฟ้า” สำแดงเท็จ หวังตบตาเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายใต้การสั่งการของนายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร และการกำกับติดตามของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษา

ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรุถพิมล ผอ.ศภ.2 ได้ดำเนินการตรวจสอบตู้สินค้าในโรงพักสินค้า อ.เมือง จ.มุกดาหารการตรวจสอบครั้งนี้นำโดยนายคำพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม (ฝปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบสินค้าไม่สำแดงจำนวน 2 รายการ ได้แก่:ชุดอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า จากจีน จำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวม 776 กิโลกรัมส่วน

ประกอบบุหรี่ไฟฟ้าทําด้วยพลาสติก มีลักษณะจะทําขึ้นเพื่อใช้งานเป็นการเฉพาะและไม่ อาจนําไปใช้ทางอื่นได้นอกจากใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า เมืองกําเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 122,000 ชิ้น น้ำหนัก 300 กิโลกรัมทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร 8543.40.00 อัตราอากร 10% กรณีเป็นความผิดฐานแสดงใบขนสินค้าไม่ถูกต้อง และนําของที่ผ่านหรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้า มาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร

โดยเจตนาจะฉ้ออากร และโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กําหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็น สินค้าต้องห้ามในการนําเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ด่วน! พบผู้ป่วย “แอนแทรกซ์” รายที่ 5 ในมุกดาหาร ชำแหละหมูก่อนเดินทางไปทำไร่อ้อยใน สปป.ลาว เกิดแผลติดเชื้อลุกลามก่อนกลับมารักษาในไทย ‼️

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน​ นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์รายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นผู้ป่วยรายที่ 5 ของการระบาดในครั้งนี้ ซึ่งมีประวัติสัมผัสกับเนื้อหมูระหว่างการชำแหละในพื้นที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล เมื่อวันที่ 19 เมษายน โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากจุดชำแหละเนื้อวัวที่มีผู้ป่วยโรคแอนแทรกรายก่อนหน้าเพียง 100 เมตรผู้ป่วยรายนี้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกมีดทิ่มที่นิ้วมือ ระหว่างการชำแหละหมู ก่อนเดินทางข้ามไป สปป.ลาว โดยรถส่วนตัวผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ในวันที่ 20 เมษายน เพื่อทำงานในไร่อ้อยที่เมืองพะลานไซ แขวงสะหวันนะเขต พร้อมนำหมูแดดเดียวจากการชำแหละไปรับประทานด้วย โดยอาศัยอยู่เถียงนากับลูกน้อง 1 คน บริเวณพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ขณะที่ภรรยาทราบข่าวเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาดในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พยายามติดต่อสามีแต่ติดต่อไม่ได้ โดยสามีได้นําหมูที่ชําแหละแล้วทำเป็นหมูแดดเดียวไปเก็บไว้รับประทานด้วยที่ฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ บริเวณสัมปทานไร่อ้อยยังมีลูกจ้างคนลาว 3 คน อยู่บ้านกะลอง เมืองพะลานไซ ด้วย

กระทั่งวันที่ 23 เมษายน เริ่มเป็นแผลลักษณะเป็นจุดวงๆ ตุ่มน้ำใส ปวดคันเล็กน้อยที่มือบริเวณตําแหน่งเดียวกันกับที่โดนมีดบาด28 เมษายน แผลเริ่มเหมือนถูกไฟไหม้มีสีดำคล้ำ ปวดบวมแดง เจ้าตัวคิดว่าแพ้น้ำมันเครื่อง และไปร้านขายยาใน สปป.ลาว ซื้อยาฆ่าเชื้อ ชื่อยากาน่า เม็ดแคปซูลสีขาว คาดว่าจะเป็นยา Kanamycin และ Cephalexin 500 mg โดยเริ่มรับประทานยาตั้งแต่ 28 เมษายน – 16 พฤษภาคม ภายหลังจากรับประทานยา ผู้ป่วยแจ้งว่าแนวโน้มแผลดูดีขึ้น ไม่มีหนอง ไม่ค่อยปวด เหลือแต่เป็นสีดําๆ และยังคันอยู่

วันที่ 16 พฤษภาคม ยากาน่าหมด จึงจะไปซื้อใหม่แต่เภสัชกรแจ้งว่าไม่ต้องกินแล้ว โดยจ่ายให้แต่ยา cephalexin 500 mg กลับมารับประทาน

วันที่ 18 พฤษภาคม เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กลับมาบ้านที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยขณะนั้นแผลยังไม่หายและทราบข่าวว่าเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาด จึงมาตรวจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเชื้อส่งตรวจ (cultur) ตรวจ PCR และรอผลการตรวจทางห้องปฏิงัติการ

วันที่ 21 พฤษภาคม ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis โดยผลยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ จนท.ถูกคนร้ายกราดยิงดับคาฐานรือเสาะ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 มิ.ย. 68) เวลา 08.45 น.ที่วัดบางนรา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดรถประชาชน และใช้อาวุธปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและ

ขนาดยิงใส่จุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4614 ขณะที่ตั้งจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านปอเนาะ หมู่ 6 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส/ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีและร่วมไว้อาลัยฯ
พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและเป็นผู้แทนวางพวงหรีดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, พวงหรีดของ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,พวงหรีดของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และพวงหรีดของพลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4ตามลำดับ ทั้งนี้ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเหรียญบางระจัน และใบประกาศเชิดชูเกียรติในการประกอบคุณงามความดี และความเสียสละแก่วงศ์ตระกูล พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานและส่วนราชการต่างๆ เพื่อเป็นการปลอบขวัญ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ด้าน นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีเสียชีวิต จำนวน 500,000.- บาท และมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กรณีเสียชีวิต

จากเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5,000.- บาท นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ เพื่อให้ช่วยเหลือเบื้องต้นอีกจำนวนหนึ่ง ด้วย
สำหรับร่าง อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ได้มีพิธีส่งศพกลับไปบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนาที่ ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ อย่างสมเกียรติ ต่อไป

      //////////////////

ข่าว/อาอีซะห์นราธิวาส