คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 คาดใช้ได้ปลายปี 68 จังหวัดบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ราชอาณาจักรไทย และ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราชอาณาจักรไทย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ราชอาณาจักรไทย นายงามปะสง เมืองมะนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง

สปป.ลาว ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ราชอาณาจักรไทย และผู้บริหารระดับสูง สปป.ลาว พร้อมกลุ่มข้าราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธี โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน และสื่อมวลชน ให้การต์้อนรับ ณ บริเวณพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่ก่อสร้างข้ามแม่น้ำโขง ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว โดยถือฤกษ์วันที่ 6 มิ.ย.2568 หรือ วันที่ 6 เดือน 6 ปี คริสศักราช 2025 เป็นวันทำการเชื่อมสะพาน และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปลายปี 2568

สำหรับสะพานแห่งนี้ เชื่อมกับถนนหมายเลข13 ในฝั่ง สปป.ลาว เพื่อให้สอดคล้องกับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนาม การคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็น

ส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 3,930 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายวงเงินรวม 2,630 ล้านบาท ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. งานถนน ทางเลี่ยงเมืองระยะทาง 12.083 กม.และอาคารด่านพรมแดนฝั่งไทย วงเงินค่าก่อสร้าง 1,766 ล้านบาท ค่าควบคุมงาน 53 ล้านบาท รวม 1,819 บาท ส่วน สปป.ลาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวม 1,300 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสะพานและถนนในฝั่งลาว 2.86 กม. ซึ่ง สปป.ลาว ได้ขอกู้เงินจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) หรือเนด้า

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตลาดช่องสะงำเงียบเหงา หลังมีประกาศปรับวันเวลาปิด-เปิด ด่านใหม่ ด้านพ่อค้า โวย ได้รับผลกระทบขาดรายได้ สินค้าค้างสะต๊อก

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีประกาศทางหทารว่าให้มีการปิด หรือ ปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีด่านถาวร คือ ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูมิสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น. โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบขณะที่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน

***ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 มิ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่หน้าด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ พบว่าบรรยากาศทรี่ฝั่งไทยเงียบเหงา มีเพียงทหาร และเจ้าหน้าที่ประจำด่านค่อยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เพียงเท่านั้น ส่วนประตูที่เคยเปิดให้ชาวกัมพูชา และชาวไทย ได้เข้าออกเพื่อไปซื้อหาสินค้าถูกปิดลง แต่ที่ฝั่งกัมพูชา จะเห็นได้ว่ามีชาวกัมพูชามายืนดูยืนค่อยที่หน้าด่านกันหลายคนพอสมควร และยังขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขับไปรถมาอยู่ตลอดเวลาภายในด่านฝั่งกัมพูชา

***ต่อมาผู้สาอข่าวได้เดินทางไปสำรวจตลาดช่องสะงำ (ที่อยู่ฝั่งไทย) ที่ห่างจากด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยปกติวันนี้(วันอาทิตย์) และวันพฤหัสบดี จะมีตลาดนัด มีพ่อค่าแม่ค้า และชาวไทยและชาวกัมพูชา เข้ามาจับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค กันคึกคัก พอไปถึงพบว่าตลาดช่องสะงำ จุดดังกล่าวปิด ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดร้านขายของเหมือนดังเดิม โดยผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมเกียรติ พงษ์เมือง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่มาเปิดร้านค้าผลไม้อยู่ที่ตลาดแห่อยู่เป็นประจำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ปกติทุกวันพฤหัสบดี กับวันอาทิตย์ตน ตนจะขึ้นมาเปิดร้านขายของที่ตลาดนี้เป็นประจำทุกนัด แต่มาวันนี้ตนขับรถมาถึงตลาด โดยไม่รู้ว่ามีการปิดด่าน พบมาถึงก็งงทำไม่มีคนเข้ามาซื้อขายสินค้าเลย โดยปกติตลาดแห่งนี้จะมาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาเลือกซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าภายในตลาด ถ้าโดยปกติแล้วประมาณ 07.00 น.จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายสินค้าและมีประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา เข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมาก

แต่มาวันนี้ตลาดปิดเงียบไม่มีคนเข้ามา หลังจากนี้ตนก็จะต้องกลับบ้านไปหาเร่ขายตามหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะขายหมดหรือไม่ ตนใช้เงินในการลงทุนในแต่ละรอบก็เยอะ ในใจตนไม่อยากให้ปิดด่านเลยเพราะตนต้องทำมาหากินและมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละวัน ตนอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากให้ค่อยพูดค่อยจากันถอยหลังคนละก้าว อยากให้ทั้งสองฝ่ายรักกันเหมือนเดิม ถ้ามาทะเลาะกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

***ด้าน นางสาวคำแก้ว สีอุดอน อายุ 40 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกค้าที่จะมาหาซื้ออาหารทะเลและของสดทุกอย่างเป็นประจำทุกนัดวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เพื่อไปขายต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำไปขายต่อจะมาซื้ออยู่ที่ตลาดแห่งนี้ พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านพ่อค้าแม่ค้าไม่มาขาย วันนี้เท่ากับว่าตนมาจับจับปลามือเปล่าไม่มีอะไรกลับไปขายต่อเลย ตนได้รับผลกระทบหลายอย่าง ทำให้ตนต้องขาดรายได้ ตนอยากให้ทั้ง 2ประเทศตกลงกันคุยกัน หาทางออกที่ดีร่วมกันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

***ขณะที่ นายอิสระ บัวขันธ์ อายุ 46 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในการส่งสินค้าให้กับประเทศกัมพูชา วันนี้ตนได้สั่งสินค้าเข้ามาตามเต็มคันรถ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำมาขายให้ลูกค้า และสั่งมาตามรับออเดอร์ที่ทางลูกค้าฝั่งกัมพูชาสั่งมา พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านฉุกเฉิน ทำให้ตนตั้งตัวไม่ทันสินค้าหรืออาหารสดที่สั่งมาเป็นจำนวนมากนั้นตนกลัวว่าจะเกิดความเสียหาย ตนขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าจะมีการปิดด่านฉุกเฉินแบบนี้อยากให้แจ้งหรือมีกำหนดวันเวลาล่วงหน้าที่ชัดเจนก่อน

พอที่จะได้ว่างแผนรับมือได้ เราไม่ได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกวันนี้ประชาชนทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งหรือพูดจาที่รุนแรงเพราะต่างฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ที่มากไปกว่านั้นคือประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางด้านครอบครัว บางครอบครัวทั้งสองประเทศลูกหลานไปแต่งงานเป็นดองกัน ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยทำให้ประชาชนไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติสุขอยู่แล้ว พอมามีเรื่องขัดแย้งระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปมาหาสู่กันยากลำบาก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีการสู้รบกันจริงๆตนก็พร้อมที่จะรับมือ แต่ในใจลึกๆก็ไม่อยากให้เกิดอยากให้คุยกันตกลงกันแบบสันติวิธี
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

นายด่าน แจงปม กัมพูชาซื้อเกลือไทยไปให้ทหารกัมพูชาในป่า กว่า 2 พันตัน เบื้องต้นไม่จริง วอนอย่าปันข่าวให้ชาวบ้านแตกตื่น จนเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีก

***จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 กว่าต้น เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า ล่าสุด นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าต้น ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือน พฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน

จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีบริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถัวเหลือง เกลือ ซึ่งภาพที่ออกไปนั้นเป็นเมื่อวาน (6 มิ.ย. 68) จริงตนก็อยู่ในวันนั้นซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวันไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้นมีไม่กิโลกรัมเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช้ของทหารมาซื้อ หรือ ใครมาซื้อไปให้หทารแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกลจะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ที่เป็นตลาดรองรับสิ่งค้าต่างจากประเทศไทย

***นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน ร่วมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสิ่นค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้นลดลงกว่าปกติถึง 30-40 % เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทังจนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้ ส่วนกำลังทหารนะตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดนยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด
***ทั้งนี้ หาก สื่อมวลชนหรือท่านใด อย่างจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลการกรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข

แชร์เนื้อหานี้

นนี้ 7 มิถุนายน 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข ของสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

ณ โรงแรมน่านตรึงใจ โดยได้รับเกียรติจากนายปิยะ โยมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด และ

นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวรายงานและต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นการประมูลพร้อมกัน 2 ช่องทาง คือ การประมูลทางวาจา และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลการประมูล หมวดอักษร กท

มีรายได้รวมทั้งสิ้น 12,131,777 บาทราคาสูงสุด 760,000 บาท ได้แก่ กท 9999
ราคาต่ำสุด 14,000 บาท ได้แก่ กท 7733 นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมประมูล และทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานขนส่งด้วยดีตลอดมา

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ (เลขสวย) จะนำเข้า “กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน” (กปถ.) เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุนและ

ส่งเสริมกิจกรรมโครงการด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และให้ความช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต”เทศกาลประดับไฟกลางเมืองเก่า สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน ข่วงเมือง ถนนผากอง และถนนมหาวงศ์ ภายใต้โครงการ “น่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานว่า “น่านเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิต พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่”

นอกจากนั้น พิธีเปิดยังมีโชว์พิเศษจากศิลปินล้านนา ลานนา คัมมินส์ และ มัสแตง – พีรภัทร พร้อมด้วยการแสดงซอและดนตรีพื้นบ้าน จากนักเรียนโรงเรียนสามัคคี (พระเนตร) จังหวัดน่าน และการฟ้อนร่มแบบล้านนา” ที่มีชื่อว่า “บุปผานันทบุรี สุขสะหรี่ม่วนใจ๋” ด้วยการโปรยดอกไม้ขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นการบูชาเสริมสิริมงคล การฟ้อนถือว่าเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและขนบประเพณีของชาวเหนือที่ทรงคุณค่า

นางนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวรายงานว่า “โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าน่าน และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดเมืองเก่ามีชีวิต หวังว่างานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจแก่ชาวน่าน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยือนจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูกาล Green Season ของปีนี้”

กิจกรรมภายในงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ประกอบไปด้วย เทศกาลประดับไฟย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองเก่าน่าน วันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน(บริเวณบ้านมงคล) รวมถึงบริเวณข่วงเมืองน่าน ถนนผากอง (ตั้งแต่หน้าวัดภูมินทร์ถึงแยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษี) และถนนมหาวงศ์ (ตั้งแต่แยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษีถึงบริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน)

โดยมีการจัดแสดงอุโมงค์ไฟ การตกแต่งประดับไฟ ย้อมไฟกำแพงเมืองเก่าน่าน และประดับตกแต่งเส้นทางด้วยอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เช่น โคมล้านนา โคมมะเต้า โคมกระต่าย และหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองน่านกลายเป็น “เมืองเก่ามีชีวิต ส่องแสงงดงามยามค่ำคืน” ผ่านศิลป์แห่งแสงสีและเรื่องเล่าแห่งกาลเวลา
ถนนสายวัฒนธรรม เส้นทางแห่งเรื่องเล่า ความสร้างสรรค์ที่ถูกปรับปรุง ตกแต่ง และเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่แสดงออกของชุมชน ทั้งงานหัตถกรรม งานศิลป์ และกิจกรรมของคนท้องถิ่น รวมถึงตลาดนัดวัฒนธรรมหรือ “NAN Craft Folk & Market” รวมร้านอาหารพื้นถิ่น งานสร้างสรรค์และของดีเมืองน่านกว่า 30 ร้าน ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 16.00-21.00 น. มีการแสดงดนตรีของศิลปินล้านนา เช่น วงดนตรี Craft and Folk Songs, อ้อม รัตนัง, เตวิชญ์ ชัยธัช, ตู่ ดารณี, วง เดอะเพอะ การแสดงของศิลปินล้านนาไม้เมือง เป็นต้น

นิทรรศการเมืองเก่ามีชีวิต การเสวนาทางวิชาการและกิจกรรมเยาวชน กิจกรรมแชะ&แชร์ “เมืองเก่ามีชีวิต” สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ควบคู่กับความร่วมสมัย มุมถ่ายรูป LANDMARK จําลอง รวมถึงหัตถกรรมท้องถิ่นของน่าน ร้านเช่าชุดพื้นเมืองล้านนา บริการถ่ายภาพที่ระลีก ณ บริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน
งาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองน่านสู่เวทีสากล พร้อมสะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์เมืองเก่าให้คงอยู่ “อย่างมีชีวิต” อย่างแท้จริง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.ไทยคาลิ จำกัด ร่วม รร.ด่านขุนทด จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึก วันสิ่งแวดล้อมโลก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ บริษัทไทยคาลิ จำกัด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน นายเฉลิมยศ พุทธา ผอ.รร.ด่านขุนทด นำนักเรียน ม.5 และ ม.6 จำนวน 330 คน เข้าร่วมศึกษา เรียนรู้การทำเหมืองแร่ใต้ดิน ของทางบริษัท ฯ

เพื่อจะได้เรียนรู้การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ ต่อชุมชนและประเทศชาติ บริษัท ฯ ได้จัดทำกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน และ พนักงานบริษัท ฯ ได้มีความรัก และ เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ได้ร่วมกับโรงเรียนด่านขุนทด

ในโอกาสนี้ นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคาลิ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บริษัท ฯ ได้เริ่มโครงการ ได้ให้การสนับสนุนสิทธิ์ของบุคคลและชุมชน โดยตระหนักถึงสิทธิ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และให้การคุ้มครองสิทธิ์ดำรงชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข และดูแลปัญหาสิ่ง

แวดล้อม รอบพื้นที่โครงการมาตลอด ขะเห็นได้ว่า พื้นที่ตั้งของบริษัท ฯ มีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก ปัญหาดินเค็ม สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร บริษัท ฯ ได้เข้าดูแลช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุง ฟื้นฟู จนประสบผลสำเร็จ หลายร้อยไร่ บริษัท ฯ มีมาตรฐานระดับโลก โดยการทำงานร่วมกับ DMT Gmbh & Co.

บริษัท ฯ ที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่จากเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำเหมืองแร่ใต้ดินกว่า 150 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความปลอดภัยสูงในด้านจัดการของเสีย นำแนวทาง Zero Discharge มาใช้งาน ซึ่งเป็นการนำน้ำไปใช้หมุนเวียน ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง หรือของเสียออกนอกโครงการ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย มีศักยภาพพัฒนาแหล่งแร่โพแทช เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้า ทั้งนี้ ไทยมีการนำเข้าปุ๋ย โพแทซเฉลี่ยปีละ 800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองแร่โพแทซ ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในการสนับสนุนความมั่นคงทางการเกษตรกรรมของประเทศและลดการพึ่งพา การนำเข้า ในระยะยาว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้แทน พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2มอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารชายแดนกัมพูชา / น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่กรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวธนชนก สุริยเดชสกุลอ และ

นายหมวดตรี รุจิรา สรุจิกำจรวัฒนะ พร้อมด้วยผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ภท.2 รุ่นที่ 2) และสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน

ได้เดินทางไปยังหน่วยบัญชาการกองกำลังสุรนารี จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบผ้าเต็นท์, เสื้อกันฝน รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

เพื่อส่งมอบต่อไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารกองกำลัง

ป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2 และเพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและกำลังใจจากภาคประชาชนและภาคเอกชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ณ พื้นที่ชายแดนของประเทศ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันที่บ้านเลขที่ 300 หมู่ 2 ตำบลชะโนดน้อย อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดย นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง อายุ 46 ปี ได้บุกบ้านลุงคือ นายสมนึก คำมุงคุณ อายุ 61 ปี ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงปลา บรรจุลูกดอกเหล็กยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ยิงใส่บริเวณลำตัวด้านซ้ายของลุงจนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ นายบุญรุ่งเรืองได้วิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของผู้บาดเจ็บเพื่อซ่อนอาวุธ ขณะที่ผู้บาดเจ็บพยายามขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และโทรศัพท์เรียกหน่วยกู้ชีพเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

ต่อมา พ.ต.ท.ไพบูรณ์ สุวรรณคุณ สว.(สอบสวน) สภ.ดงหลวง พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ก่อเหตุ พบปืนยิงปลา 1 กระบอก ขณะที่ตัวผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปจากหมู่บ้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่สวนยางพารา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริงด้วยความโมโหจากปัญหาขัดแย้งเรื่องที่ดินของภรรยา

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ โดยน้องสาวของผู้บาดเจ็บเปิดเผยว่า ครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 7 คน ผู้ก่อเหตุเป็นสามีของน้องสาวอีกคน และเคยมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง ได้นำตัว นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง ส่งฝากขังศาลจังหวัดมุกดาหาร พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และคัดค้านการประกันตัว

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด่านศุลกากรมุกดาหารเข้ม ตรวจพบอุปกรณ์ประกอบ “บุหรี่ไฟฟ้า” สำแดงเท็จ หวังตบตาเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายใต้การสั่งการของนายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร และการกำกับติดตามของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษา

ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรุถพิมล ผอ.ศภ.2 ได้ดำเนินการตรวจสอบตู้สินค้าในโรงพักสินค้า อ.เมือง จ.มุกดาหารการตรวจสอบครั้งนี้นำโดยนายคำพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม (ฝปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบสินค้าไม่สำแดงจำนวน 2 รายการ ได้แก่:ชุดอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า จากจีน จำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวม 776 กิโลกรัมส่วน

ประกอบบุหรี่ไฟฟ้าทําด้วยพลาสติก มีลักษณะจะทําขึ้นเพื่อใช้งานเป็นการเฉพาะและไม่ อาจนําไปใช้ทางอื่นได้นอกจากใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า เมืองกําเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 122,000 ชิ้น น้ำหนัก 300 กิโลกรัมทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร 8543.40.00 อัตราอากร 10% กรณีเป็นความผิดฐานแสดงใบขนสินค้าไม่ถูกต้อง และนําของที่ผ่านหรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้า มาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร

โดยเจตนาจะฉ้ออากร และโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กําหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็น สินค้าต้องห้ามในการนําเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ด่วน! พบผู้ป่วย “แอนแทรกซ์” รายที่ 5 ในมุกดาหาร ชำแหละหมูก่อนเดินทางไปทำไร่อ้อยใน สปป.ลาว เกิดแผลติดเชื้อลุกลามก่อนกลับมารักษาในไทย ‼️

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน​ นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์รายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นผู้ป่วยรายที่ 5 ของการระบาดในครั้งนี้ ซึ่งมีประวัติสัมผัสกับเนื้อหมูระหว่างการชำแหละในพื้นที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล เมื่อวันที่ 19 เมษายน โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากจุดชำแหละเนื้อวัวที่มีผู้ป่วยโรคแอนแทรกรายก่อนหน้าเพียง 100 เมตรผู้ป่วยรายนี้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกมีดทิ่มที่นิ้วมือ ระหว่างการชำแหละหมู ก่อนเดินทางข้ามไป สปป.ลาว โดยรถส่วนตัวผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ในวันที่ 20 เมษายน เพื่อทำงานในไร่อ้อยที่เมืองพะลานไซ แขวงสะหวันนะเขต พร้อมนำหมูแดดเดียวจากการชำแหละไปรับประทานด้วย โดยอาศัยอยู่เถียงนากับลูกน้อง 1 คน บริเวณพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ขณะที่ภรรยาทราบข่าวเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาดในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พยายามติดต่อสามีแต่ติดต่อไม่ได้ โดยสามีได้นําหมูที่ชําแหละแล้วทำเป็นหมูแดดเดียวไปเก็บไว้รับประทานด้วยที่ฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ บริเวณสัมปทานไร่อ้อยยังมีลูกจ้างคนลาว 3 คน อยู่บ้านกะลอง เมืองพะลานไซ ด้วย

กระทั่งวันที่ 23 เมษายน เริ่มเป็นแผลลักษณะเป็นจุดวงๆ ตุ่มน้ำใส ปวดคันเล็กน้อยที่มือบริเวณตําแหน่งเดียวกันกับที่โดนมีดบาด28 เมษายน แผลเริ่มเหมือนถูกไฟไหม้มีสีดำคล้ำ ปวดบวมแดง เจ้าตัวคิดว่าแพ้น้ำมันเครื่อง และไปร้านขายยาใน สปป.ลาว ซื้อยาฆ่าเชื้อ ชื่อยากาน่า เม็ดแคปซูลสีขาว คาดว่าจะเป็นยา Kanamycin และ Cephalexin 500 mg โดยเริ่มรับประทานยาตั้งแต่ 28 เมษายน – 16 พฤษภาคม ภายหลังจากรับประทานยา ผู้ป่วยแจ้งว่าแนวโน้มแผลดูดีขึ้น ไม่มีหนอง ไม่ค่อยปวด เหลือแต่เป็นสีดําๆ และยังคันอยู่

วันที่ 16 พฤษภาคม ยากาน่าหมด จึงจะไปซื้อใหม่แต่เภสัชกรแจ้งว่าไม่ต้องกินแล้ว โดยจ่ายให้แต่ยา cephalexin 500 mg กลับมารับประทาน

วันที่ 18 พฤษภาคม เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กลับมาบ้านที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยขณะนั้นแผลยังไม่หายและทราบข่าวว่าเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาด จึงมาตรวจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเชื้อส่งตรวจ (cultur) ตรวจ PCR และรอผลการตรวจทางห้องปฏิงัติการ

วันที่ 21 พฤษภาคม ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis โดยผลยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ จนท.ถูกคนร้ายกราดยิงดับคาฐานรือเสาะ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 มิ.ย. 68) เวลา 08.45 น.ที่วัดบางนรา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดรถประชาชน และใช้อาวุธปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและ

ขนาดยิงใส่จุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4614 ขณะที่ตั้งจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านปอเนาะ หมู่ 6 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส/ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีและร่วมไว้อาลัยฯ
พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและเป็นผู้แทนวางพวงหรีดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, พวงหรีดของ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,พวงหรีดของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และพวงหรีดของพลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4ตามลำดับ ทั้งนี้ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเหรียญบางระจัน และใบประกาศเชิดชูเกียรติในการประกอบคุณงามความดี และความเสียสละแก่วงศ์ตระกูล พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานและส่วนราชการต่างๆ เพื่อเป็นการปลอบขวัญ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ด้าน นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีเสียชีวิต จำนวน 500,000.- บาท และมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กรณีเสียชีวิต

จากเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5,000.- บาท นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ เพื่อให้ช่วยเหลือเบื้องต้นอีกจำนวนหนึ่ง ด้วย
สำหรับร่าง อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ได้มีพิธีส่งศพกลับไปบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนาที่ ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ อย่างสมเกียรติ ต่อไป

      //////////////////

ข่าว/อาอีซะห์นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร พุ่งตกกลางถนนหน้าค่าย ตชด. ที่ประจวบฯ ดับสลด 2 เจ็บระนาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 04.30 น. เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร เสียหลักพุ่งตกลงร่องกลางถนนเพชรเกษม บริเวณหน้าค่ายพระมงกุฎเกล้า กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายร.ต.ท.ธนภพ น้อยหมื่นไวย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองวาฬ

รับแจ้งเหตุจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองทับสะแก, หน่วยกู้ชีพ อบต.ห้วยทราย, กู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน, กู้ภัยตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันทีหลังได้รับแจ้ง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า รถทัวร์โดยสารสีเหลือง ทะเบียน 10-5855 ชลบุรี ตกลงในร่องกลางถนนบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 327 ชนเข้ากับเสาไฟและแผ่นการ์ดเรล สภาพรถส่วนหน้ารถเสียหายรุนแรง ด้านขวารถตะแคงอยู่ในร่องกลางถนน พบผู้เสียชีวิต เป็นชาย 2 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า รถคันดังกล่าวมีผู้โดยสารซื้อตั๋วที่ต้นทางทั้งหมด 31 คน แต่ไม่ขึ้นรถ 3 ราย ลงที่อำเภอหัวหิน 2 ราย เหลือ 26 คนในรถขณะเกิดเหตุ แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหนัก 5 ราย บาดเจ็บที่ต้องดูอาการ 8 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 11 ราย

โดยมีนายทศพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ยอมรับว่าเป็นคนขับรถคนที่ 2 ที่เพิ่งเปลื่ยนมาขับจากจุดพักรถที่อำเภอหัวหิน โดยมีปลายทางมุ่งหน้าไปส่งผู้โดยสารที่ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง ส่วนผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่ประสงค์เข้ารับการรักษา ทางบริษัทเดินรถได้จัดรถคันใหม่มารับส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ช่างศูนย์มิตซูขับรถปาเจโร่ลูกค้ามาทดสอบ แต่ซวยถูกเก๋งปริศนาตัดหน้าเสียหลักพลิกคว่ำ เจ็บ 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 4 มิ.ย. 68 พ.ต.ท.สง่า สมสุข สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำอยู่กลางถนน หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามเกาะกลางน้ำก้วยน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

จึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย ก่อนจะรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พอไปถึงพบรถยนต์ ยี่ห้อมิซูบิซิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 768 ศรีสะเกษ พลิกคว่ำท้องชี้ฟ้า มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งคนขับ อายุ 28 ปี เป็นช่างที่ศูนย์รถยนต์มิสซูบิซิ สาขาฝั่งขาเข้าเมืองเส้นศรีสะเกษ- กันทราลักษ์ และอีก 2 คน เป็นเด็กฝึกงานที่ศูนย์รถยนต์มิซูบิซิ ห่างไปเล็กน้อยพบรถยนต์ 6 ล้อ ซึ่งเป็นรถยนต์เก็บขยะของเทศบาลตำบลปะอาว จอดอยู่

***จากการสอบถาม คนขับรถยนต์เก็บขยะ เล่าให้ฟังว่า ตนขับรถยนต์เก็บขยะ เพื่อจะไปเทขยะที่บ่อขยะที่บ้านหนองสาด พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุตนหันไปดูกระจกมองข้างเห็นมีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งขับรถต่อท้ายรถยนต์ของตนมา รถเก๋งคัน

ดังกล่าวขับตัดหน้ารถยนต์คันประสบเหตุ (รถยนต์ปาเจโร่) ทำให้รถยนต์ปาเจโร่ที่ขับมาทางตรงเสียหลักหลบจนทำให้รถพลิกคว่ำแล้วมาชนท้ายรถยนต์เก็บขยะของตน จนเป็นเกิดเหตุดังกล่าว ตนจึงรีบจอดโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนรถยนต์เก๋งคู่กรณีขับต่อไปโดยไม่ได้จอดรถลงมาดู

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 0; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 9961472;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 48;

***ด้าน คนขับรถยนต์ปาเจโร่ เปิดเผยว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์ของลูกค้าที่เอามาเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจเช็ดระยะตามรอบ พอดีตนกับน้องๆนำรถยนต์ออกมาทดลองขับ กำลังจะกลับเข้าศูนย์อยู่แล้ว แต่พอมาถึงจุดเกิดเหตุถูกรถยนต์เก๋งขับมาตัดหน้ารถยนต์ ตนพยายามจะหักหลบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว และเหยียบเบรก แต่รถก็เกิดพลิกคว่ำ

***เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องสอบปากคำกับผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน อย่างละเอียดก่อน และสอบปากคำพยานแวดรอบอีกครั้ง ก่อนจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงยุติธรรมลุยแก้หนี้ กยศ.ที่นราธิวาส รัฐบาลแจ้งมีหนี้ต้องใช้หนี้เพื่ออนาคตบุตรหลาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 พ.ค.68 ที่ลานพิกุล มหิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ได้เป้ฯประธานในพิธีเปิดงาน มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม ปีที่ 2 โดยมีนางเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายกฤษณนันท์ กำไร รอง ผวจ.นราธิวาส และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางมาร่วมงาน เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สิน ภายใต้ปรัชญาที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินของประชาชน และผู้มีหนี้สินที่ได้กู้ยืมเงิน กยศ.

โดยมีเป้าหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อยุติข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญในช่วงที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมได้จัดงานมหกรรมแก้หนี้มาแล้ว 89 ราย ช่วยเหลือลูกหนี้ได้ 132,303 ราย จำนวนทุนทรัพย์ 23,901.84 ล้านบาท แยกเป็นลูกหนีก่อนฟ้องช่วยเหลือได้ 66,132 ราย ทุนทรัพย์ 11,217.04 ล้านบาท

ลูกหนี้หลังศาลพิพากษา ช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ 66,131 ราย จำนวนทุนทรัพย์ 12,684.8 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้ กยศ.รั้งที่ผ่านมา มีการคำนวณยอดหนี้ใหม่ 3.65 ล้านบัญชีแล้วเสร็จ ผู้กู้ 2.98 ล้านราย ได้รับประโยชน์ช่วยลดหนี้ผู้กู้เป็นเงินกว่า 56,326 ล้านบาท ปลดภาระผู้ค้ำ 2.8 ล้านราย ซึ่งในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาเกลี่ยไกล่หนี้ กยศ. ประมาณ 300 ราย ที่มีกำหนดการจัดงานในครั้งนี้ขึ้น 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. ถึง 2 มิ.ย.68

ด้านนายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ซึ่งวันนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ 2 ของโครงการปีนี้ ก็อยากให้ทุกคนมาร่วมเพราะว่าเรื่องกิจกรรมแก้หนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่อง และเป็นเรื่องอนาคตของน้องๆ บางคนอาจจะขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ไปเชื่อบางอย่างไปเชื่อในโซเชียลบ้างอะไรก็แล้วแต่ แต่จริงๆแล้วข้อเท็จจริงจะเป็นยังไงให้ท่านมาพบมาคุยด้วยตัวเองและท่านจะรู้ว่าท่านจะได้กำไรกลับไปแน่นอน

ซึ่งผมเชื่อว่าท่านจะมีรอยยิ้มกลับไป วันนี้สิ่งที่ท่านทำคือท่านพยามหลีกเลี่ยงไม่อยากจะจ่ายหนี้ กยศ. ซึ่งเรื่องจะเป็นความทุกข์กับท่าน เรื่องหลักคือลดดอกเบี้ยปรับขยายเวลาไป 15 ปี นี่เงินที่ท่านจ่ายทั้งหมดที่ผ่านมาไม่คิดเป็นดอกเบี้ยปรับ แต่คิดเป็นเงินต้น เอาเงินทั้งหมดมาหักเลย กู้ไปเท่าไหร่ก็จะเหลือเท่านั้นอาจจะมีเบี้ยปรับ 1.5% ดอกเบี้ย 1% เบี้ยปรับอีก 0.5 % จากเมื่อก่อน 25.5% 18.5% คือดอกเบี้ย เบี้ยปรับก็ 7% เหลือแค่ 1% ของดอกเบี้ย เบี้ยปรับไม่มีอยู่แล้ว ถ้าชำระมาไม่ได้ขาดเกิน 3 ครั้ง

ก็ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ แต่อาจจะมีเบี้ยปรับที่ค้างจ่ายมานาน มันอาจจะมี 1.5 % แต่เพิ่มได้ไม่เยอะไม่เหมือน 25.5 % เมื่อมาปรับเมื่อไหร่เงินที่จ่ายทั้งหมดเป็นเงินต้นหักต้นที่ยืมมันก็จะเหลือไม่มาก บางคนเหลือเป็นหมื่น ถ้ามีงานทำที่ดีมีรายได้เยอะมีงานดีๆ ซึ่งวันนี้จะมีวอล์คอินเข้ามาหลายคนแล้ว บางคนจะเป็นส่วนที่อยู่มาเลเซียเขาก็ไม่สามารถเดินทางกลับด้วยตัวเอง ก็ให้แม่มาหรือว่าให้น้องมา ซึ่งหลายคนยังคิดว่าจะมีคนค้ำ

ยังมีค้ำประกันโดยวันนี้เราปลดหมด ทุกคนจะได้สบายใจ ซึ่งในชั้นบังคับคดี หรือว่าหลังศาลมีคำพิพากษาก็ไม่มีการยึดทรัพย์ จะไม่มีการขายทอดตลาด เราจะคืนให้หมด แต่ขอให้เข้ามาร่วมงาน ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้เป็นผลประโยชน์ได้กับท่านเต็มๆ แต่อย่างที่รัฐมนตรีกล่าวว่ามีหนี้ก็ต้องใช้หนี้ เพราะว่ามันเป็นหนี้ที่สร้างประโยชน์ให้กับน้องๆ สร้างอนาคตให้น้องๆต่อไป
/////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร.จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา 3 มิถุนายน 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมพิธี

ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ณ ห้องสารสิน , พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ ห้องศรียานนท์ , พิธีถวายราชสักการะ พิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่า

ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 1-5 มิถุนายน 2568

ทรงพระเจริญ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขา น่าน จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร น่าน ครั้งที่ 5/2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดน่าน ครั้งที่ 5/2568

โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด เป็นประธาน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช (ชั้น6) ศาลากลางจังหวัด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยมีวาระพิจารณาในที่ประชุม ดังนี้ 1.พิจารณาเห็นชอบการขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2568 – 27 พฤษภาคม 2568 จำนวน 68 ราย จำนวน 190 บัญชี มูลหนี้ 30,909,432.79 บาท (สามสิบล้านเก้าแสนเก้าพันสี่ร้อยสามสิบสองบาทเจ็ดสิบเก้าสตางค์)

2.พิจารณากลั่นกรองแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 3.พิจารณาเห็นชอบแผนการลงพื้นที่ปฏิบัติงานตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รพ.น่านจัดกิจกรรมรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. โรงพยาบาลน่าน จัดกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2568 ภายใต้คำขวัญ “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า : นิโคตินเสพติด จน ตาย”

โดยมี นพ.วสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เป็นประธานกล่าวเปิด และ พญ.วาลิกา รัตนจันทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายปฐมภูมิโรงพยาบาลน่าน เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์

เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ ผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง สร้างความตระหนักถึงอันตรายของการเสพติดนิโคติน และสนับสนุนให้ผู้ที่กำลังสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า

เข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่ที่เหมาะสมปลอดภัย โดยมีคณะผู้บริหารพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน อสม.ฟ้าใส นักเรียนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม

ซึ่งกิจกรรมประกอบไปด้วย การมอบใบเกียรติบัตร “บุคคลต้นแบบเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ” บูธเกมโทษและพิษภัยจากบุหรี่ ตอบคำถามชิงรางวัล/Kahoot ณ ลานชั้น 1 อาคารรังสี

ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช โรงพยาบาลน่าน/ภาพข่าวทีมปชส.รพ.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี / ศุลกากรมุกดาหารจับโป๊ะ! พ่อค้าข้ามชาติแสบลอบขนสินค้าออกจากตู้ผ่านแดน ก่อนวางกล่องเปล่าตบตาเจ้าหน้าที่ / ​ตาวูบหมดสติขณะขับรถกลับจากฟอกไต หน่วย EMS รพ.มุกดาหาร เข้าช่วยชีวิตได้ทัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 สืบเนื่องจากนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนาวสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศภ.2 มีนโยบายให้เข้มงวดในการตรวจสอบการกระท่าความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้รับข้อมูลว่ามีสินค้าผ่านแดนจำนวนมากถูกลักลอยขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้สั่งการให้นายคําพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามส่วน

ควบคุมทางศุลกากร ภาค 2 และ สำนักสืบสวนและปราบปราม 1 ตรวจสอบตู้สินค้าผ่านแดน ตามใบขนสินค้าผ่านแดน จํานวน 99 ฉบับ ซึ่งสําแดงชนิดสินค้าเป็นเครื่องแต่งกาย จํานวนรวม 581 หีบห่อ น้ำหนักรวม 7,728 กิโลกรัม โดยสินค้าดังกล่าวพ้นกําหนด 30 วัน ในอันที่จะต้องนําออกไปนอกราชอาณาจักร จึงตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติศุลกากร

ผลการตรอจสอบพบว่ามีเพียงกล่องเปล่า 268 ชิ้น และพาเลทไม้ 24 ชิ้น ไม่พบสินค้าเครื่องแต่งกายตามที่สำแดงไว้ กรณีจึงมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้ขอผ่านแดน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้นําสินค้าผ่านแดนออกจากตู้บรรทุกสินค้าเข้ามาใน

ราชอาณาจักร อันเป็นความผิดฐานเคลื่อนย้ายของออกใปจากยานพาหนะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ยึด/อายัดของดังกล่าว เพื่อติดตามผู้กระทำความผิดดําเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​ตาวูบหมดสติขณะขับรถกลับจากฟอกไต หน่วย EMS รพ.มุกดาหาร เข้าช่วยชีวิตได้ทัน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุชายสูงอายุ เกิดอาการวิงเวียน ชักและวูบหมดสติไปชั่วขณะข้างศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ขณะขับรถกระบะอีซูซุ ไฮแลนด์เดอร์ หมายเลขทะเบียน บง 4858 มุกดาหาร จะกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นการฟอกไตที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โชคดีที่รถเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ผ่านมาประสบเหตุพอดี จึงได้เข้าช่วยเหลือเบื้องต้นพร้อมเรียกหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) โรงพยาบาลมุกดาหารมารับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหารต่อไป

สอบถามยายที่นั่งรถมาด้วยกันได้ความว่า เมื่อเช้าตาขับรถมาฟอกไตที่โรงพยาบาลมุกดาหารโดยมีตนนั่งมาด้วย หลังจากฟอกไตเสร็จเรียบร้อยขณะที่ตากำลังขับรถจะกลับบ้านปรากฏว่าเกิดอาการวิงเวียนจะเป็นลมและวูบหมดสติไปพักหนึ่ง ดังกล่าว

เบื้องต้น คาดว่าชายคนดังกล่าวเกิดอาการวูบจากความเหนื่อยล้าหลังการฟอกไต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างไรก็ตามต้องรอผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจากแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

วูบกลางถนน #ฟอกไต #ชายสูงวัย #เหตุการณ์ระทึก #พลเมืองดี #หน่วยEMSโรงพยาบาลมุกดาหาร #ช่วยชีวิตทันเวลา #ข่าวมุกดาหาร ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี * สื่อรัฐนิวส์ / ทวี ร่วมถกนักธุรกิจมาเลย์ เตรียมร่วมทุนเปิดตลาดอาเซียนแห่งแรกที่นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 24 พ.ค.68 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางพื้นที่มายังองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดนราธิวาส, พลตำรวจโทพัฒนวุธ อังคะนาวิน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมคอยให้การต้อนรับ จำนวนกว่า 2,500 คน พร้อมทั้งได้ถือโอกาสแจกรางวัลการประกวดซุ่มประตูมัสยิด

โดย พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ถือโอกาสพูดคุยพบปะกับพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมงาน พอสรุปใจความได้ว่า โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือว่าเป็นการสืบสานองค์ความรู้ท้องถิ่น อัตลักษณ์วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่าของประชาชนในพื้นที่

การพัฒนาคนคือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีทักษะชีวิต มีเวทีสร้างสรรค์และได้รับการยอมรับในฐานะ เจ้าของอนาคตของชุมชน อย่างไรก็ตามขณะที่เราร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เราก็ไม่อาจละเลยภัยคุกคามจากยาเสพติด

ที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และครอบครัวที่เปราะบาง ล้วนทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ง่ายขึ้น

ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
ต่อมา พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้เดินชมบูธอาหาร จำนวนกว่า 20 แห่ง พร้อมทั้งได้ชิมรสชาติอาหารคาวหวาน ซึ่งล้วนแล้วเป็นอาหารประจำถิ่น หรือ อาหารโบราณ ที่สามารถหากินได้ในเฉพาะพื้นที่ เช่น แกงกะทิปลาซ่อน ขนมต้ม ขนมไข่ เป็นต้น

ซึ่งก่อนดินทางกลับ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ถือโอกาสพูดคุยนอกรอบเป็นการส่วนตัวกับคณะนักธุรกิจประเทศมาเลเซีย ที่มีโอกาสได้เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ คือ นายซุลฟีกา ซูไฮมี Mr.Zulfika Suhaimi และนายนิอาซิม นิมูฮัมหมัด Mr.Niazim Nimuhammad ที่ห้องประชุม อบต.ดุซงญอ

ที่ทางนักธุรกิจมาเลเซียมีความสนใจที่จะเดินทางมาทำการค้าร่วมกับคนไทย ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องมีการพูดคุยอย่างเป็นกิจลักษณะอีกครั้ง ในเรื่องของการลงทุนเปิดตลาดอาเซียนแห่งแรกในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทั้ง 2 ฝ่ายต้องใช้เงินร่วมลงทุนประมาณ 30 ถึง 50 ล้านบาท โดยใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม.จึงแล้วเสร็จ

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้ทางนักธุรกิจของประเทศมาเลเซีย นายก อบต.ดุซงญอ และคณะ นายกอบจ.จ.นนราธิวาส ร่วมหารือกับนักธุรกิจมาเลเซีย ซึ่งนักธุรกิจมาเลเซียพบว่าอยากมีตลาดอาเซียนหรือตลาดสินค้าอาเซียน เพราะเราอยู่ในประชาคมอาเซียน ซึ่งคล้ายๆประเทศไทยไม่มี แต่จะมีที่ประเทศเวียดนาม

ซึ่งมีสินค้าของอาเซียนมาวางเป็นสินค้าคล้ายๆสินค้าพื้นเมือง โดยทางนักธุรกิจมาเลเซียก็อยากจะร่วมทุนกับทางประเทศไทย โดยมองไปที่พื้นที่ อ.สุไหงโกลก หรือ อ.แว้ง ที่ใดที่หนึ่งที่เป็นแนวชายแดน ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยได้ใช้เงินเต็มความสามารถ เราก็ยังไปมองนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกก็ไม่มีประโยชน์ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาแล้วได้ใช้เงินเยอะขึ้น ซึ่งในขณะนี้ จ.นราธิวาสอย่างเดียวนักท่องเที่ยวก็ล้านคนแล้วต่อปี ทั้งนักท่องเที่ยวมาเลเซียและนักท่องเที่ยวต่างๆเข้ามาก็ควรที่จะต้องมีตลาดด้วย ซึ่งเป็นแนวความคิดหนึ่งที่มานำเสนอ

โดยทางรัฐบาลเองก็เห็นด้วย ซึ่งวันนี้เรื่องใหญ่ของเราจะต้องสร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ แล้วต้นทุนของจังหวัดชายแดนหรือแนวชายแดนเราต้องมีการพัฒนาศักยภาพซึ่งในเร็วๆนี้สะพานก็จะเกิดขึ้น ถ้านักธุรกิจเริ่มต้นด้วยความคิดของนักธุรกิจ แล้วก็คนในพื้นที่ร่วมด้วย รัฐบาลได้หนุน

ส่วนสถานที่นั้นก็มีบ้านเอื้ออาทรที่ค่อนข้างร้าง ซึ่งทางเราได้มีการพูดคุยกับพ.ม.แล้ว ก็มีแนวความคิดว่ามันต้องมีการรื้อ เพราะสภาพมันใช้ไม่ได้แล้ว ทั้งโครงสร้างตึก ซึ่งถ้าจะมีการแบ่งบางส่วน อันนั้นก็เป็นสถานที่ ที่ทางเราจะต้องเลือกว่าระหว่าง อ.แว้ง กับอ.สุไหงโกลกว่าอำเภอไหนจะดีกว่ากัน
//////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่รัฐนิวส์ / พบสวนเกษตร 8 ไร่ ของสีกาเตยคนสนิททิดแย้มในเมืองมุกดาหาร ชาวบ้านยันไม่ใช่รีสอร์ท – แหล่งฟอกเงินจากวัดไร่ขิง/ตม.นครพนม ลงพื้นที่ตรวจเข้มยาเสพติด – แรงงานต่างด้าว ในร้านอาหาร-คาราโอเกะ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารถึงกรณีที่มีข่าวว่า สีกาเตย หรือ “ช่อฟ้า ใบเตย” หนึ่งในคนสนิทของทิดแย้มอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม นำเงินที่ได้มาจากการทำบุญ – บริจาค ในวัดไร่ขิงมาสร้างรีสอร์ทและฟอกเงินในจังหวัดมุกดาหาร นั้น มีสถานที่ซึ่งสีกาเตยเป็นเจ้าของอยู่ในชุมชนบ้านนาเตย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

โดยมีลักษณะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมกึ่งบ้านสวน โดยใช้ชื่อว่า “บ้านสวนเกษตรช่อฟ้า ใบเตย” มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ ภายในประกอบด้วยอาคารหลังใหญ่และหลังเล็กประมาณ 10 กว่าหลัง ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงพบว่าประตูรั้วถูกปิดโดยมีโซ่คล้องและล็อคกุญแจไว้ มีป้ายติดไว้ที่รั้วว่า “พื้นที่ส่วนบุคคลห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต ระวังสุนัขดุ”

นายประยงค์ (ขอสงวนนามสกุล) ชาวบ้านที่มีที่ดินติดกัน เปิดเผยว่า ปกติที่บ้านสวนเกษตรข่อฟ้า ใบเตย จะมีคนพักอาศัยอยู่ในที่ดิน 4 คน คือ แม่ของสีกาเตยกับสามี และคนสวนอีก 2 คน แต่ขณะนี้ทราบว่าแม่ของสีกาเตยไม่ได้อยู่โดยกลับไปบ้านที่สุโขทัยได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว

ส่วนที่มีข่าวว่าเป็นรีสอร์ทและที่ฟอกเงินของสีกาเตยนั้น ตนเห็นว่าไม่เป็นความจริง โดยสถานที่ดังกล่าวเป็นเพียงบ้านพักธรรมดาไม่มีลักษณะการตกแต่งหรูหราที่จะบ่งชี้ว่าเป็นรีสอร์ท ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านน็อคดาวน์ที่สีกาเตยเป็นผู้ซื้อมาปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็เคยเข้าไปกราบสักการะองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงจำลอง และท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในบ้านสวนดังกล่าว

โดยบ้านพักภายในสวนก่อนหน้านี้จะใช้สำหรับให้ทิดแย้มอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พระภิกษุและคณะ ใช้เป็นที่พำนักในระหว่างที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

ซึ่งจะมีอาคารขนาดใหญ่ประมาณ 5 หลัง และอาคารขนาดเล็กที่เป็นบ้านน็อคดาวน์ประมาณ 8 หลัง ส่วนที่ดินแถวนี้จะมีราคาอยู่ที่ประมาณไร่ละ 160,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทั้งหมดแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 4-5 ล้านบาท

“ส่วนจะเคยมีการนำตู้เซฟขนาดใหญ่สำหรับใช้เก็บเงินสดนับร้อยล้านบาทที่ยักย้ายถ่ายเทมาจากวัดไร่ขิงนำมาไว้ภายในบ้านสวนเกษตรช่อฟ้า ใบเตย หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็น ตอนตนเข้าไปก็เห็นมีเพียงแต่ตู้ใบเล็กๆ เท่านั้น ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นสถานที่เก็บเงินเก็บหรือทรัพย์สมบัติอะไรที่ยักย้ายถ่ายเทมาจาก วัดไร่ขิง” นายประยงค์กล่าว

ภาพ/​ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ตม.นครพนม ลงพื้นที่ตรวจเข้มยาเสพติด – แรงงานต่างด้าว ในร้านอาหาร-คาราโอเกะ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผกก.ตม.จว.นครพนม พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุภมิตร กะตะศิลา รอง ผกก.ตม.จว.นครพนม และ

พ.ต.ท.เกียรติคุณ ดวงแก้ว สว.ตม.จว.นครพนม ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองบูรณาการร่วมกับ สภ.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม ออกตรวจสอบสถานประกอบการ ร้านอาหาร และร้านคาราโอเกะ จำนวน 8 แห่ง ในพื้นที่อำเภอนาแก

จากการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวทั้งหมดมีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้มีการตรวจคัดกรองสารเสพติดในร่างกาย

แรงงานกลุ่มดังกล่าว ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด รวมถึงไม่พบพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี หรือความผิดอื่น ๆ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการกรอกแบบฟอร์ม ตม.6 (TM6) แบบดิจิทัล (TDAC) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ

ตมนครพนม เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กฟก.น่าน จับมือ ธ.ก.ส.ทำเอกสารรับรองสิทธิเกษตรกร ร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ฯ ลดเงินต้นเหลือ 50 % ตามมติ ครม.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ดำเนินการประชุมชี้แจงและจัดทำเอกสารประกอบการทำสัญญาตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 และวันที่ 8 เมษายน 2568 สถาบันเจ้าหนี้ ธ.ก.ส. ณ ห้องประชุมพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน

โดยมีนายยงยุทธ อินทชาติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการคุณภาพหนี้ นายวิสูตร ธนะขว้าง ผู้จัดการศูนย์จัดการคุณภาพหนี้น่าน 2 นายอดิศักดิ์ กุลสุ ผู้จัดการศูนย์จัดการคุณภาพหนี้ น่าน 1 นายสนิท มณเฑียร รองประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่าน คนที่ 2 นางณัฐริกา จารุโชติรสสกุล นางฐิติภา ทรัพย์โชคเจริญ และนายสมบูรณ์ ขอคำ อนุกรรมการฯ จังหวัดน่าน ร่วมดำเนินการด้วย

ทั้งนี้ขั้นตอนการดำเนินการร่วมกับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง กรณีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้สำนักงานสาขาจังหวัดส่งมอบสำเนาแบบ ปคน.1 หรือ แบบ ปคน.2 และแบบ ผค.1/4 ให้กับเกษตรกรแต่ละราย เพื่อใช้เป็นเอกสารในการดำเนินการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารซึ่งธนาคารจะดำเนินการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร

ในส่วนของจังหวัดน่าน สำนักงาน กฟก.สาขาจังหวัดน่าน และ ฝ่ายบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ธ.ก.ส.จังหวัดน่านได้กำหนดแผนปฎิบัติการในการจัดทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฯให้เกษตรกร จำนวน 286 ราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2568 โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

“โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารฯ ธ.ก.ส. และให้ผ่อนชำระเงินต้นคงค้างครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ตามระยะเวลาที่ตกลงกันแต่ไม่เกิน 15 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย สำหรับการชดเชยเงินต้นร้อยละ 50 และดอกเบี้ยในส่วนที่เกษตรกรไม่ต้องรับภาระ และค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐบาลจะรับภาระจัดสรรชดเชยให้กับธนาคารฯ เมื่อเกษตรกรได้ชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนขังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ศูนย์คุณธรรมเปิดเวทีเสริมพลังเครือข่าย จัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรม Moral Network Center (MNC)”

แชร์เนื้อหานี้

22 พฤษภาคม 2568 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรม Moral Network Center (MNC) โดยได้รับเกียรติ

จาก รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังเครือข่ายทางสังคม กับการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณธรรมของสังคมไทย” ณ ห้องสุวิทย์ศักดานนท์ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร


ในการนี้ รศ. นพ.สุริยเดว กล่าวถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณธรรมในสังคมไทยว่า เครือข่ายทางสังคมของแต่ละจังหวัดมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบูรณาการการดำเนินงานด้านคุณธรรม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยศูนย์คุณธรรมสนับสนุนและผลักดันการจัดตั้งศูนย์ประสานงาน

เพื่อให้เกิดการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรมภายในจังหวัดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงและแข็งแกร่งในการวางรากฐานและต่อยอดการพัฒนาคุณธรรม ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว: กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคมบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ศูนย์คุณธรรม #ทำดีไม่ต้องเดี๋ยว #คนดีมีพื้นที่ยืน #ความดีมีพื้นที่ในสังคม #กระทรวงวัฒนธรรม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
🎥 YouTube : Moral Channel

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฟ้าพิโรธ ผ่าเปรี้ยงผู้ใหญ่บ้านน้ำดี ขณะออกไปหว่านข้าวกลางทุ่งนาดับสลด ลูกเล่า นาทีฟ้าลงกลางลำตัวพ่อล้มทั้งยืน

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ค. 68 เกิดเหตุฟ้าผ่า นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หลังออกไปหว่านข้าวที่นาบ้านยาง หมู่ 7 ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยลูกชาย และญาติๆ ต่างช่วยกันอุ้มร่างผู้มใหญ่บ้านขึ้นมาจากนา และรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 21 พ.ค. 68 ปาฏิหาริย์ก็ไม่มามีอยู่จริง นายคำดี พันธ์แก่น ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

***ล่าสุดวันที่ 22 พ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้าน นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) โดยช่วงเช้าญาติได้นำร่าง ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) กลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยตวามโศกเศร้า

***นายวรพงษ์ พันธ์แก่น อายุ 33 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกชายคนโตของผู้ตาย วันเกิดเหตุตนและพ่อออกไปทำนาหว่านข้าวพร้อมกับพี่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง รวมเป็น 3 คน ตอนเกิดเหตุฝนกำลังตกลินๆ ตนก็นั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่พ่อของตน (ผู้ตาย) กำลังหว่างข้าวอยู่กลางทุ่งนา อยู่ๆตนก็ได้ยินเสียงดังปั้ง จังหวะนั้นตนหันไปหาพ่อพอดี ก็เห็นพ่อล้มทั้งยืนนอนแน่นิ่งอยู่กลางทุ่งนา ตนกับลูกพี่ลูกน้องต่างช่วยกันอุ้มร่างพ่อขึ้นมาจากนา ก่อนจะได้เรียกให้คนแถวนั้นช่วย และรีบนำพ่อส่งโรงพยาบาลไพรบึงในเวลาต่อมา

***ด้าน นาย…… เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นหลานของผู้ตาย วันนั้นตนทำหน้าที่ขับรถไถปั่นนาให้ผู้ตาย ยังหวะที่ตนกำลังนั่งขับรถไถอยู่นั้นตนเห็นฟ้าผ่าลงมาใส่ผู้ตายอย่าจัง ตอนนั้นตนตกใจมากรีบเรียกลูกชายคนตายให้เข้าไปช่วย ก่อนจะช่วยกันอุ้มผู้ตายขึ้นมาจากนาแล้วเรียกรถโรงพยาบาลให้มาช่วยดังกล่าว

***ขณะที่นายสมยศ วงษ์ปลั่ง อายุ 58 ปี กำนันตำบลลมศักดิ์ เปิดเผยว่า ผู้ตายจะเป็นคนใจดี มีน้ำใจ และถือเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำดีคนหนึ่ง ที่ทำงานเก่ง ชอบอาสาช่วยเหลือลูกบ้านช่วยเหลือสังคม และถือเป็นผู้ใหญ่คนแรกที่ตนคิดถึงและจะมอบหมายงานให้ไปทำงานแทน โดยผู้ใหญ่บ้าน คำดี (ผู้ตาย) ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่ได้ 6 ปี ก่อนหน้านี้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มากว่า 20 ปี เป็นที่รักของลูกบ้าน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานมาโดยตลอด ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนก็อยากจะขอฝากเตือนชาวบ้าน เกษตรกร ที่ออกไปทำนา ทำสวน ช่วงฤดูฝน ขอให้ระมัดระวังฟ้าฝนด้วย ถ้ามีฝนฟ้าตกขอให้ไปหลบในที่ปลอดภัยหรือรีบกลับบ้าน ไม่ให้สวมใส่เครื่องประดับหรือสิ่งล่อฟ้า ระวังเพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์สลดแบบนี้ขึ้นอีก
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 0; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 37;

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ชุมพรร่วมผลักดัน ตรวจโรงงานเพื่อ ติดตามด้านฮาลาลจากหน่วยงาน EIAC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 08.30-16.30 น. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร โดย นายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมาย นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์พ.ศ 2559 และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ 2558 ร่วมตรวจโรงงานฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออกของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด เลขที่ 262 หมู่ 7 ถนนเพชรเกษม ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

ในการตรวจติดตามครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ในส่วนของกรมปศุสัตว์เข้าร่วมตรวจ ได้แก่นายสัตวแพทย์วินัย กาญจนมาลา นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นสัตวแพทย์ประจำโรงงานและดำรงตำแหน่งหัวหน้าสายกลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์มาลิก อับดุลบุตร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ นายสัตวแพทย์รฐนนท์ เข็มแก้ว นายสัตวแพทย์ประจำกลุ่มงานฯพร้อมเจ้าหน้าที่ กลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาล สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์การตรวจติดตามด้านฮาลาลจากหน่วยงาน EIAC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ณ สถานประกอบการโรงเชือด บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
สถานประกอบการโรงเชือดของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีกำหนดการให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก หน่วยงาน EIAC (Emirates International Accreditation Centre) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับและรับรองมาตรฐานด้านฮาลาลของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อดำเนินการตรวจติดตามระบบงานด้านฮาลาลร่วมกับ หน่วยงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT)

การลงพื้นที่ตรวจติดตามในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบกระบวนการผลิตและการดำเนินงานภายในโรงเชือด ว่ามีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของศาสนาอิสลามตามมาตรฐานฮาลาลสากล 2. ประเมินการควบคุมคุณภาพด้านฮาลาล ทั้งในด้านวัตถุดิบ กระบวนการเชือด การจัดการหลังการผลิต รวมถึงระบบการบริหารจัดการภายในสถานประกอบการ 3. รับรองความน่าเชื่อถือของใบรับรองฮาลาลของ CICOT สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและนานาชาติ เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

การเข้าร่วมตรวจติดตามของ EIAC ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชุมพร มีโอกาสขยายตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งมีความต้องการสินค้าฮาลาลคุณภาพสูงเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศว่าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยมีคุณภาพ ปลอดภัย และปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรศาสนา จึงมีบทบาทร่วมกันในการส่งเสริมและสนับสนุนให้การตรวจติดตามครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ฮาลาลระดับภูมิภาค หน่วยงานฮาลาล EIAC และ CICOT ต่างเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการรับรองและกำกับมาตรฐานฮาลาลในแต่ละประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. EIAC (Emirates International Accreditation Centre) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คืออะไร EIAC เป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาลดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีหน้าที่รับผิดชอบการให้การรับรองระบบงาน (Accreditation) กับหน่วยงานที่ออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานฮาลาล

ให้การรับรอง (Accreditation) กับหน่วยงานหรือองค์กรที่ออกใบรับรองฮาลาล เช่น สถาบันฮาลาลในประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการส่งออกไป UAE กำหนดแนวทางและควบคุมคุณภาพมาตรฐานฮาลาลตามข้อกำหนดสากลและข้อกำหนดเฉพาะของอิสลามใน UAE ประสานงานกับ GSO (Gulf Standardization Organization) และหน่วยงานอื่น ๆ ในการกำหนดมาตรฐานฮาลาลในภูมิภาคอ่าวอาหรับ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฮาลาลและความมั่นใจของผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์ฮาลาล2. CICOT (The Central Islamic Council of Thailand – คณะ

กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย) คืออะไร: CICOT คือองค์กรอิสลามสูงสุดของประเทศไทยที่มีหน้าที่หลักในการดูแลกิจการศาสนาอิสลาม รวมถึงการรับรองฮาลาลในประเทศ บทบาทหน้าที่ ออกใบรับรองฮาลาลให้แก่ผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ยา และเครื่องสำอางในประเทศไทยควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการผลิตที่สอดคล้องตามหลักศาสนาอิสลาม ให้การรับรองโรงฆ่าสัตว์และกระบวนการผลิตอาหารที่เป็นฮาลาล ส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานฮาลาลแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น EIAC หรือ JAKIM (มาเลเซีย) เพื่อยอมรับใบรับรองฮาลาลของไทยในตลาดโลก บทบาทและการสนับสนุนของ กรมปศุสัตว์ ต่อการตรวจติดตามด้านฮาลาล (Audit) ของหน่วยงาน CICOT (คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย) และ EIAC (Emirates International Accreditation Centre) แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ณ สถานประกอบการโรงเชือด บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2568
บทบาทและการสนับสนุนของกรมปศุสัตว์

  1. การตรวจติดตาม สนับสนุนด้าน บุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จัดการเรื่อง ความปลอดภัยและการรักษาสุขอนามัย ระหว่างการตรวจ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อำนวยความสะดวกในการ นำชมสถานประกอบการ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและมาตรการควบคุมคุณภาพ 4. การสนับสนุนหลังการตรวจติดตาม หากพบข้อบกพร่องหรือข้อเสนอแนะจากหน่วยงาน EIAC หรือ CICOT กรมปศุสัตว์จะช่วย วิเคราะห์ปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อปรับปรุงมาตรฐาน 5. สนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ไปยังตลาดประเทศมุสลิม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (เช่น เนื้อวัวหรือเนื้อไก่) ที่ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ UAE ให้การยอมรับ จัดอบรมและให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การปฏิบัติตามมาตรฐานฮาลาล สำหรับเจ้าหน้าที่ของโรงเชือด
  1. การเตรียมความพร้อมของสถานประกอบการโรงเชือด กรมปศุสัตว์ให้คำแนะนำในการ พัฒนามาตรฐานการผลิต เนื้อสัตว์ตามหลักฮาลาล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้ง CICOT และ EIAC จัดทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานในโรงเชือด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตรวจสอบความพร้อมของ ระบบการผลิต การจัดการสุขอนามัย และการควบคุมโรค ในโรงเชือดก่อนการตรวจติดตาม 2. การประสานงานกับหน่วยงาน CICOT และ EIAC กรมปศุสัตว์ทำหน้าที่เป็น ผู้ประสานงานหลัก ระหว่างโรงเชือดกับหน่วยงาน CICOT และ EIAC เพื่อ อำนวยความสะดวกในการตรวจติดตาม ร่วมจัดเตรียม เอกสารและข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรองสุขอนามัย ใบรับรองมาตรฐานฮาลาล และข้อมูลด้านการผลิต 3. การอำนวยความสะดวกในขั้นตอน

ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์, CICOT และ EIAC การตรวจติดตามครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็น การยืนยันมาตรฐานฮาลาล ของโรงเชือด เพื่อรองรับ การส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไปยัง UAE และกลุ่มประเทศมุสลิมอื่น ๆ ความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้สถานประกอบการสามารถ รักษามาตรฐานการผลิต และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ในระดับนานาชาติ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพสูง ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านศาสนาและมาตรฐานสากล กรมปศุสัตว์มีบทบาทสำคัญในการ ส่งเสริมและสนับสนุนมาตรฐานฮาลาล ของโรงเชือดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อม รองรับการตรวจติดตามจากหน่วยงานระดับนานาชาติ อย่าง EIAC ซึ่งจะช่วยยกระดับการผลิตเนื้อสัตว์ไทยสู่ ตลาดตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ทรงสิทธา จันทรา” ขับเคลื่อนความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 – ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” เพื่อจัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติดอย่างครบวงจร โดยมี 4 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ สมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) หน่วยแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) มูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และบริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด

นายทรงสิทธา จันทรา ที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ กล่าวอย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า
“หน่วยแพทย์อาสาฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะเป็นกำลังหลักในการให้บริการทางการแพทย์และจิตเวชแก่ผู้เข้ารับการบำบัด โดยยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพและหลักการดูแลแบบองค์รวม”
พร้อมระบุว่า หน่วยงานจะดำเนินงานด้วยแนวทางที่ผสมผสานทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถฟื้นฟูได้ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างยั่งยืน

ดร.เอกณัฏฐ์ เรืองเดชธนาวุฒิ นายกสมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) กล่าวว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ พร้อมเปิดเผยถึงความร่วมมือกับ Genetica Life Ai บริษัทนวัตกรรมระดับโลก ในการนำเทคโนโลยีการตรวจยีนระดับความแม่นยำ 99.9% มาใช้คัดกรองกลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ด้อยโอกาส เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมรายบุคคลอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.สมโชค จันทร์ทอง กรรมการผู้ดูแลโครงการฯ จากมูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนฯ กล่าวว่า มูลนิธิมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นกลไกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชน และเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

ในขณะที่ นายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้นำนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนการบำบัดและฟื้นฟู เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

ศูนย์บำบัดที่กำลังจัดตั้งเบื้องต้นจะตั้งอยู่ที่ ภูมิรเวชคลินิก การแพทย์แผนไทย วัดจันทร์บางกรวย จ.นนทบุรี โดยจะให้บริการแบบไม่พักค้างคืน ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงฝึกทักษะอาชีพ และมีระบบติดตามผลหลังการรักษา เพื่อให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสามารถกลับสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้

พิธีลงนามในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันสำคัญ ที่ทุกภาคส่วนมุ่งมั่นจะผลักดันให้โครงการ “ชีวิตใหม่” กลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ครบรอบ 102 ปี ร่วมรำลึกวันอาภากร พิธีทางศาสนา บวงสรวง ในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ เทศบาลเมืองชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (19 พ.ค. 68) เวลา 08.30 น. ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองชุมพร) นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธานในพิธีทางศาสนาและพิธีบวงสรวงเนื่องในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ร่วมด้วย นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนการงาน พนักงานเทศบาล พนักงานครู และพนักงานจ้างเทศบาลเมืองชุมพร กลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วย ชุมชนและกลุ่มต่างๆ ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา พิธีวางพวงมาลา พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณฯ การกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติฯ และรำบวงสรวง โดยกลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาโหมด ในปีพุทธศักราช 2439 เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้มีพระวิริยะอุตสาหะจนผลการศึกษาปรากฏอยู่ในขั้นดีเยี่ยม

และมีพระจริยวัตรที่งดงามเป็นที่รักใคร่ของ ครู อาจารย์ เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวอังกฤษที่ได้ศึกษาอยู่ในคราวเดียวกัน เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตร ในราชนาวีอังกฤษแล้ว ได้เสด็จกลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ในปีพุทธศักราช 2443 รับพระราชทานยศเป็น “นายเรือโทผู้บังคับการ” ในตำแหน่ง นายธงผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ปีพุทธศักราช 2448 ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น

ทำให้ทหารเรือไทยมีความรู้ ความชำนาญ สามารถเป็นครู และเป็นผู้บังคับบัญชาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างประเทศ ในปีต่อมาทรงมีพระดำริในการจัดตั้งโรงเรียนนายช่างกล เพื่อรับผิดชอบเครื่องจักรในเรือ และในโรงงานบนบกแทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ในปีพุทธศักราช 2450 ทรงเป็นผู้บังคับการเรือหลวงมกุฎราชกุมาร นำนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ไปฝึกภาคต่างประเทศ ได้ทรงนำเรือแวะที่สิงคโปร์และเปลี่ยนสีเรือมกุฎราชกุมาร

จากสีขาวเป็นสีหมอกให้เหมือนกับเรือรบต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับลักษณะของสีน้ำทะเล และภูมิประเทศ ซึ่งกองทัพเรือได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือทุกลำของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน นอกจากจะมีคุณูปการอเนกอนันต์แก่กองทัพเรือแล้ว พระองค์ยังมีพระปรีชาสามารถในด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ ขณะทรงออกจากราชการเป็นเวลา 6 ปีเศษ เพื่อทรงศึกษาตำราหมอยาไทยอย่างจริงจัง

จนมีความรู้แตกฉาน ทรงเป็นหมอยาไทย รับรักษาประชาชนโดยทั่วไปด้วยน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี จนได้รับพระสมัญญานามว่า “หมอพร” ในปีพุทธศักราช 2460 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กลับเข้ารับราชการทหารเรืออีกครั้ง และในปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษ

ให้ดำเนินการจัดซื้อเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ และทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วงเดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมายังประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ พระองค์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เพื่อใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ และหน่วยกำลังรบต่างๆ ของกองทัพเรือ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้กราบบังคมทูลออกจากราชการเพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๖ เนื่องจากพระองค์ทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์

และประชวรพระโรคภายในอยู่ด้วย โดยทรงประทับอยู่ทางใต้ของปากน้ำเมืองชุมพร ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นี้ก็เกิดพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 สิริพระชนมายุ 43 พรรษาด้วยพระกรณียกิจตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการทหารเรือ

ส่งผลให้กองทัพเรือมีความเจริญก้าวหน้า สามารถทำหน้าที่รั้วของชาติทางทะเลได้อย่างเข้มแข็งสืบต่อมา ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง กองทัพเรือจึงได้ประกาศขนานพระนามเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และได้กำหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี

อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น “วันอาภากร” ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน กองทัพเรือจึงได้จัดงานกิจกรรมต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน บิดาของทหารเรือไทย ที่ทรงมีพระกรุณาคุณต่อกองทัพเรือ.

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่น่าน ร่วมหารือแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมรับฟังข้อเสนอสร้างแลนด์มาร์คใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.00 น. ที่โรงบ่มปัว คาเฟ้ แอนด์ อีทเทอรี่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด โดยมีนายแพทย์ชนน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายก อบจ.น่าน ให้การต้อนรับ

ในการประชุมครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว อาทิ พ.อ.วัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผู้แทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว เข้าร่วมรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวและเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาคีเครือข่ายได้เสนอให้เร่งรัดโครงการระบบรถไฟรางคู่เชื่อมเส้นทาง เด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับจังหวัดน่านให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิดโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ อาทิ

  • Iconic Tourism Hub Sky Walk แลนด์มาร์คใหม่สำหรับจัดกิจกรรมท่องเที่ยว
  • โครงการกระเช้าลอยฟ้า เชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติขุนสถาน และอุทยานแห่งชาติศรีน่าน (ดอยเสมอดาว) โดยมีศูนย์กลางที่อำเภอนาน้อย เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
    นายสรวงศ์ เทียนทอง กล่าวเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดน่านบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / รถบรรทุกโคขุนดึงเวลาเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนาน3ชั่วโมงอ้างเอกสารกำลังเดินทางพร้อมติดเบอร์หูโคขุนโชว์หน้าด่านกักสัตว์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา16.00น.วันที่17พ.ค.68เจ้าหน้าที่ชุดความมั่นคงนำโดย ฉ.ก.จงอางศึก เจ้าหน้าที่สำนักการข่าว กอ.รมน.ลงพื้นที่ตรวจสอบรถบรรทุก20ล้อสีฟ้า ทะเบียน 70-8683 เพชรบุรี บรรทุกโคเพศผู้มาจำนวน47ตัว จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามข้อร้องเรียนกรณีมีการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ ไม่มีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 บริเวณริมถนนเพชรเกษมฝั่งขาล่องหน้า ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ จากการเข้าตรวจสอบพบรถบรรทุกคันดังกล่าวไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ขณะเข้าด่านตรวจ โดยคนขับรถบรรทุกได้เเจ้งกับเจ้าหน้าที่ชุดตรวจสอบว่า เอกสารกำลังเดินทางมาโดยเจ้าหน้าที่ได้รอเอกสารนานเป็นเวลาเกือบ3ชม.ต่อได้ มีชายฉกรรจ์แต่งกายคล้าย นักธุรกิจ อ้างว่าเป็นกำนัน รายหนึ่งในพื้นที่ จังหวัดประจวบฯมีพักพวกเป็นนายทหาร ยศ ร.อ.จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นเป็นที่ตั้งข้อสังเกตุได้ว่าอาจมีการแก้ไขเอกสารหลายจุดเพื่อให้พ้นการจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งเอกสารประกอบไปด้ว        1. ใบอนุญาตให้หรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือ ภายในเขตโรคระบาดชั่วคราว เขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด ร.5
        2.หนังสือมอบอำนาจ จากบริษัท เคเคโอเวอร์ซี เทรดดิ้นแอนด์ลอเฟิร์ม จำกัด
       3.เบอร์ติดหู โค แบบพลาสติกสีเหลือง จำนวนมาก
       ทั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงได้บันทึกภาพถ่ายพร้อมคลิปVDOไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำเข้าในที่ประชุมต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สาธารณสุข ผนึก ทหาร – ตำรวจ บูรณาการร่วมกันพร้อมองค์กรต่างๆ ยกระดับโคราช ทูบี นัมเบอร์ วัน โคราช

แชร์เนื้อหานี้

รองนายแพทย์สาธารณสุข ปลุกระดม ทหาร-ตำรวจ และองค์กรต่างๆในโคราชให้มาบูรณาการร่วมกันยกระดับโคราช “ทูบี นัมเบอร์ วัน โคราช” ของจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 32 อำเภอ เน้นไปที่การสร้างกิจกรรมทางการกีฬา การร้องเพลง ดนตรี เพื่อให้เยาวชนของนครราชสีมาห่างไกลจากยาเสพติด ตั้งงบปี 2568 กว่า 7 ล้านบาท

นายชวิศ เมธาบุตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่า ตนในฐานะประธานการประชุมบูรณาการทุกหน่วยงานของจังหวัดนครราชสีมา ได้จัดประชุมการจัดกิจกรรม “ทูบี นัมเบอร์ วัน ” เพื่อต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2568 โดยมีทุกภาคส่วนของจังหวัด อาทิ ตำรวจ ทหาร สาธารณสุขทุกอำเภอ โรงเรียน โรงพยาบาล เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาประชุมเพื่อแนวทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมโครงการ ทูบีนัมเบอร์วัน ของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปีนี้ได้รับงบประมาณจากจังหวัดประมาณ 7 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมปี 2568 นี้ โดยเน้นกิจกรรมไปที่เด็ก และเยาวชน เพื่อต่อต้านยาเสพติด อาทิ กิจกรรมการออกกำลังกาย กิจกรรมทางดนตรี กิจกรรมเน็ตไอดอล เพื่อให้เด็กมีผลงานเข้ามาประกวดและแข่งขัน และต่อยอดในกิจกรรมนั้นๆและยังเป็นการเพิ่มจำนวนเด็กและเยาวชนให้เพิ่มมากขึ้น และเป็นการเซ็ทติ้งสถานศึกษา เรือนจำและสถานประกอบอื่นๆอีกด้วย และปีนี้เราได้ทางตำรวจและกองทัพภาคที่ 2 หน่วยงานราชการเข้ามาร่วมเซ็ทติ้งกับเราในปีนี้ด้วย

รองนายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมากล่าวต่อไปอีกว่า ทำอย่างไรเด็กและเยาวชนจะมีความเข้มแข็งต่อตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า น้ำกระท่อม ต้องได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว ต้องหากิจกรรมให้เขาเหล่านั้น ต้องมีความฝันให้เด็กๆ มีความฝันที่อยากจะเป็นนักกีฬา นักดนตรี หรือเน็ตไอดอลเขาจะได้ห่างไกลจากยาเสพติด โครงการ “ทูบี นัมเบอร์ วัน ” ก็จะมุ่งเน้นจุดเริ่มต้นของเด็กๆหากิจกรรมให้เขาเหล่านั้นได้ร่วมและขยายวงไปยังเครือข่ายต่างๆ ของน้องๆ และเยาวชนให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสถานศึกษา และสถานประกอบการต่างๆ ก็จะเชื่อได้ว่าเด็กจะหวนคืนสู่สังคมได้อย่างแน่นอน
ทางด้าน พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา

กล่าวว่า เข้าร่วมสนับสนุนเพื่อของ ทูบี นัมเบอร์วัน เน็ตไอดอล ตามพื้นที่อำเภอต่างๆ พร้อมทั้งกวดล้านขบวนการผู้ค้ายาเสพติดและขบวนการ พร้อมทั้งดูแลผู้เสพเพื่อให้เขากลับคืนสู่สังคม กิจกรรม ทูบี นัมเบอร์วัน เป็นกิจกรรมที่ดี ทางตำรวจพร้อมให้การสนับสนุนทุกๆกิจกรรม เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง
ด้านพันเอกจีราชัย มุสิกะพุกก์ รองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที 21 ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ตนมองว่าอนาคตของประเทศชาติเริ่มต้นที่เด็กและเยาวชน เราสามารถทำให้เด็กๆห่างไกลจากยาเสพติดได้ ทางตนพร้อมให้การสนับสนุน กิจกรรมของเด็กและเยาวชนให้ดีต่อประเทศชาติต่อไปและโครงการที่ดีอย่าง “ทูบี นัมเบอร์ วัน” ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเยาวชนสามารถห่างไกลจากยาเสพติดได้ด้วย กิจกรรมต่างๆของโครงการนี้

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่า.กทม. จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ประสบภัย และผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ ตึกสตง. ถล่ม

แชร์เนื้อหานี้

(13 พ.ค.68) ณ อาคารจอดรถ ตึกสตง. เขตจตุจักร เวลา 07.00 น. : นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ประสบภัยและผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เขตจตุจักร

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน โดยมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถระสมาคม

เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 89 รูป เพื่อรับบิณฑบาต

️จากนั้น เวลา 08:00 น. พระสงฆ์จำนวน 109 รูป ได้ทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต และในเวลา 09.45 น. ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร

ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจากทุกหน่วยงาน ร่วมยืนไว้อาลัยให้กับผู้ประสบภัย

เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการไว้อาลัยให้ผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทย ณ บริเวณชั้นล่าง อาคารจอดรถ ตึกสตง. เขตจตุจักร

️ในการนี้ นายมลเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร

นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (สปภ.)

นางสาวภัทร์กร สินสุข ผู้อำนวยการเขตจตุจักร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนในพื้นที่เขตจตุจักร

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แก๊งค้าของเถื่อน ล้วงคองูเห่า ขนกระเทียมเถื่อน ปลายจมูก นรข.มุกดาหาร รวบ 4 คน / ด่านศุลกากรมุกดาหารร่วมสถานีเรือ ตรวจสอบโกดังกระเทียมใต้สะพานมิตรภาพ 2

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 10 พฤษภาคม นาวาโท รุ่งเรือง มาสุทธิ หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.)ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษี(กระเทียมแห้ง)

จากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งที่บริเวณใกล้กับเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากสถานีเรือมุกดาหารประมาณ 1 กิโลเมตร

จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ออกซุ่มบริเวณพื้นที่ ที่ได้รับแจ้งดังกล่าว กระทั่งเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือต้องสงสัยจำนวน 1 ลำ แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ข้ามมายังฝั่งประเทศไทย

จากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าไปช่วยกันยกกระสอบกระเทียมแห้งขึ้นมาจากลำเรือและนำเข้าไปไว้ในบ้านเลขที่ 5/4 ถนนสำราญชายโขงใต้ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เจ้าหน้าที่

จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ และสามารถควบคุมตัวกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวไว้ได้ 4 คน ส่วนคนขับเรือเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้ขับเรือแล่นกลับไปฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบกระเทียมแห้งอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงจำนวน 6 กระสอบ ในบ้านเลขที่ 5/4 จำนวน 3 กระสอบ รถจักรยานยนต์ของกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 2 คัน ประกอบด้วย ฮอนด้า เวฟ 125 i

หมายเลขทะเบียน 1 กด 8545 มุกดาหาร และยามาฮ่า ฟีโน่ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง วิทยุรับส่ง 2 เครื่อง เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางและควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แก๊งค้ากระเทียมเถื่อนมุกดาหารล้วงของงูเห่า #สถานีเรือมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

-​ด่านศุลกากรมุกดาหารร่วมสถานีเรือ ลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังกระเทียมใต้สะพานมิตรภาพ 2

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม สืบเนื่องจาก นโยบายของ นายรีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุษศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ. ศภ.2 ที่กําชับให้เข้มงวดในการตรอจสอบการกระทําความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร จึงได้สั่งการให้ นายสานุ ศิลปไชย ผอ. ส่วนควบคุมทางศุลกากร และนายชวลิต จิระชนากุล ผอ. ส่วนบริการศุลกากร ดําเนินการตาม นโยบายอย่างเข้มงวด โดยได้สั่งการให้นางสาวศิรินันท์ จันทจวง นักวิษาการศุลกากรซํานาญการ นำเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังกระเทียมบริเวณใต้สะพานมิตรภาพ ไทย – ลาว แห่งที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารเรือ สถานีเรือมุกดาหาร สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารเรือได้มีการตรวจยึดกระเทียมแห้งได้ที่บริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อขยายผล

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารและแหล่งที่มาของกระเทียมในโกดัง รวมทั้งตรวจนับปริมาณ สินค้าคงคลัง เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการนําเข้าผลปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามถึงแม้ในการตรวจสอบจะไม่พบการกระทำความผิด แต่ก็ถือเป็นการดําเนินการเชิงธุกเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนําเข้ากระเทียมจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้าโขง ซึ่งมักเป็นพื้นที่มีการลักลอบนําเข้าสินค้า

นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร กล่าวว่า ที่ผ่านมาด่านศุลกากรมุกดาหารได้ปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด เพื่อตรวจสอบ และติดตามสถานที่ ที่มีความเสี่ยงต่อการลักลอบนําเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยการดําเนินการครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาการลักลอบนําเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางการค้า

ด่านศุลกากรมุกดาหารลงพื้นที่ตรวจโกดังกระเทียม #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมงกุฎราชกุมาร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พ.ค.68 ที่ศาลาอเนกประสงค์วัดเขาบ้านกลาง หมู่ที่ 1 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สว.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกรียติมาร่วมงาน พร้อมมี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นางศันสนีย์ เกษตรสินสมบัติ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัดฯ นายจามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดฯ นายอำนาจ เขม่นกิจ สปก จังหวัดฯ นางสาวพัชรี ทิพยาภรณ์ ตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดฯ

นางสาวลัดดาวัลย์ วรรณวิไลย สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดฯ นายเชาร์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้แทนจากหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ประชาชนชาวเกษตรกรอำเภอทับสะแก ร่วมงาน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในการแก้ไขปัญหาการผลิตด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็วและอย่างทั่วถึง และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกัน ระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมพัฒนาพื้นฟูเกษตรกร ให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุก ที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ที่มีปัญหาให้ได้รับบริการทางการเกษตร เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมการเกษตรเพิ่มเติม ควบคู่กันไปด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยกำหนดจัดงานตามรายไตรมาส ปีละ 4 ครั้ง กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเปิดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 13 คลินิก

ได้แก่ คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย คลินิกส่งเสริมการเกษตร คลินิกยางพารา คลินิกเกษตรและสหกรณ์ และคลินิกพืชอาหารสัตว์ และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีเกษตรกรมาร่วมงาน และเข้ารับบริการทางการเกษตร ไม่น้อยกว่า 300 คน

///////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ผลตรวจเลือด” โคกลุ่มเสี่ยงที่มดลูกทะลักตาย ไม่พบเชื้อเกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในจังหวัดมุกดาหารว่า จากการที่พบมีโคที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเกิดอาการมดลูกทะลักตายจำนวน 1 ตัว ในหมู่บ้านโคกสว่าง

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางห้องแลปไปแล้วนั้น ปรากฏว่าสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารได้แจ้งรายงานยืนยันผลตรวจที่ออกมาแล้วว่า ไม่พบเชื้อที่เกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์แต่อย่างใด

ส่วนมาตรการในสัตว์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกักฝูงโคที่เสียง 123 ตัว ในเกษตรกร 21 คน ที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุการติดเชื้อในคน โดยได้ฉีดยาปฏิชีวนะ Penicllin 7 วัน และกักสังเกตอาการอย่างน้อย 20 วัน ห้ามไม่ให้มีการนําวัวไปเลี้ยง

ในพื้นที่แปลงหญ้า หรือแหล่งน้ำในบริเวณที่มีความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อ และได้ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ ที่เลี้ยง ในพื้นที่เสี่ยง
ตลอดจนได้ทําลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงด้วยโซดาไฟ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่สําคัญ เช่น ที่เือด สิ่งแวดล้อม

โรคแอนแทรกซ์มุกดาหาร ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กรอ. มน.สุโขทัยลงช่วยเหลือประชาชนจากพายุฤดูร้อน. / สทนช.ภาค1จัดประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำยมครั้งที่2/2568

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 68 เวลา 1100 พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท) พร้อมด้วย จนท.กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. บูรณาการความร่วมมือ นายชูชีพ จันทร์หอม นายก อบต.ท่าฉนวน และจนท.อบต.ท่าฉนวน ลงพื้น

ที่มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัย ในพื้นที่ ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ จว.ส.ท. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ประชาชน สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย และครอบครัว พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่

ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และสำรวจความเสียหายในพื้นที่ฯ ในการประสานการฟื้นฟูในลำดับถัดไปอย่างรวดเร็วทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าเวลา 09.30น. พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท)

พร้อมด้วย จนท.กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. บูรณาการความร่วมมือ นายชูชีพ จันทร์หอม นายก อบต.ท่าฉนวน และจนท.อบต.ท่าฉนวน ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในพื้นที่ ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ จว.ส.ท.

เพื่อขับเคลื่อนด้านความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาสังคม มุ่งเน้นการดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สทนช.ภาค1จัดประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำยมครั้งที่2/2568
เมื่อเวลา09.30น.ของวันที่8พฤษภาคม2568ณ.ห้องประชุมจดหมายเหตุ ชั้น2 ศาลากลางจังหวัดแพร่

โดยมีนาย คุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็นประธานจัดการประชุม พร้อมนาย อนันต์ เพชร์หนู ผอ.สทนช 1ทั้งนี้ได้มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและประชุมทางออนไลน์

โดยมีนาง วชิรญาณ์ สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำยม สทนช.1เลขานุการฯการประชุมได้กล่าววาระการประชุมทั้ง6วาระอนึ่งการประชุมครั้งนี้ได้มีวาระสำคัญคือความก้าวหน้า

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี2568และการจัดการทำแผนบริหารจัดการน้ำหลากที่จะมาถึงโดยทั้งนี้ได้จัดการประชุมตามระเบียบวาระจนถึงเวลา12.00น
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านเครียด! จนท. – ปศุสัตว์ บุกเก็บสิ่งของส่งตรวจหาเชื้อแอนแทรกซ์ แต่กลับปกปิดไม่แจ้งผลการตรวจ / พบติดติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มอีก 1 ราย จนท.ขึงรั้วตาข่ายกั้นพื้นที่จุดชำแหละซากวัว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ว่า ในวันนี้ได้มีการนำดินมาถมบริเวณที่มีการชำแหละวัวในบริเวณสวนยาง บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 ตำบลเหล่าหมีอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

จนเป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อแอนแทรกซ์เสียชีวิต 1 ราย และเป็นผู้ป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 2 ราย เพื่อป้องกันไม่ให้สปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์แพร่กระจายออกไป โดยได้มีเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอดอนตาล นำโซดาไฟมาผสมน้ำแล้วใส่ฝักบัวไปเทราดลงพื้นดินทั่วทั้งบริเวณที่มีการชำแหละวัว ก่อนที่จะให้รถขนดินนำดินมาถมแล้วใช้รถไถบดอัดจนได้ระดับความสูงระดับเหนือพื้นดินเดิม 50 เซนติเมตร

นายทัศนเทพ รักพิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านโคกสว่าง ม.6 ตำบลเหล่าหมี กล่าวว่า หลายวันที่ผ่านมานับตั้งแต่มีข่าวผู้เข้ามาชำแหละวัวในสวนยางบ้านโคกสว่างเสียชีวิต 1 คน และป่วยอีก 2 คน ด้วยโรคแอนแทรกซ์ จากนั้นก็ได้มีส่วนราชการจากหลายหน่วยงานเข้ามาในหมู่บ้านทั้งสาธารณสุข

ฝ่ายปกครอง และปศุสัตว์ ในตอนแรกชาวบ้านก็รู้สึกดีใจเพราะเห็นหลายหน่วยงานเข้าทำให้มีความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ ขึ้นในตอนแรกทางเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็ได้มานำดินจากบริเวณจุดที่มีการชำแหละวัว และขอเนื้อวัวซึ่งได้มาจากการชำแหละวัวในวันที่ 28 เมษายน ที่ชาวบ้านแช่ไว้ในตู้เย็น

เพื่อส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยมีข่าวว่าจะรู้ผลประมาณตรวจวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม แต่จนถึงวันนี้ซึ่งมีทั้งปศุสัตว์เขต 4 ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสุขภาพสัตว์และบำบัดโรคสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร และหัวหน้าด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร เข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านโคกสว่าง แต่กลับไม่มีผู้ใดหรือหน่วยงานใดแจ้งให้ชาวบ้านทราบถึงผลการตรวจดินบริเวณจุดชำแหละ

ตลอดจนสิ่งของที่เอาไปจากชาวบ้านเป็นจำนวนมาก อาทิ เนื้อวัวและเครื่องในวัวจากการชำแหละเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาที่ชาวบ้านเก็บไว้ในตู้เย็น เขียงและมีด ที่ใช้หั่นเนื้อ ว่าผลการตรวจเป็นอย่างไรบ้าง

โดยมีแต่เจ้าหน้าที่เข้ามาสั่งห้ามไม่ให้บริโภคของที่อยู่ในตู้เย็นโดยต้องเอาทิ้งและทำความสะอาดตู้เย็นให้ปลอดเชื้อ แต่กลับไม่บอกว่าสิ่งที่เอาไปติดเชื้อหรือไม่อย่างไร และสิ่งของที่ถูกเอาไปแม้กระทั่งเขียงและมีดจนถึงบัดนี้ก็ไม่ได้มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบคืนใหเ้แก่ชาวบ้านแต่อย่างใด

การที่หน่วยราชการโดยเฉพาะปศุสัตว์แจ้งผลใดๆให้ชาวบ้านทราบ ทำให้ชาวบ้านต่างยิ่งต่างพากันวิตกกังวลและเกิดความเครียดซ้ำหนักขึ้นไปอีก ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพอนามัยของตัวชาวบ้าน จึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านควรจะได้รับทราบข่าว

สารของทางราชการแต่กลับถูกปิดบังอำพรางดังกล่าว จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกรมปศุสัตว์ ช่วยสั่งการแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อน ความเดือดเนื้อร้อนใจและความเครียดของชาวบ้านในเรื่องดังกล่าวด้วย

ชาวบ้านเครียดหน่วยงานรัฐปกปิดไม่แจ้งผลการตรวจเชื้อแอนแทรกซ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข #กรมปศุสัตว์ #จังหวัดมุกดาหาร #โรคแอนแทรกซ์มุกดาหาร ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ ​รายงาน​ 092-5259777​

พบติดติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มอีก 1 ราย จนท.ขึงรั้วตาข่ายกั้นพื้นที่จุดชำแหละซากวัว

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารในวันนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ได้รายงานว่สพบผู้ป่วยยืนยันเป็นโรคแอนแทรกซ์เพิ่มขึ้นอีก 1 ราย

ทำให้มียอดผู้ป่วยที่ยืนยันผลการตรวจแล้วทั้งสิ้น 4 ราย โดยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร 2 ราย ที่โรงพยาบาลดอนตาล 1 ราย และเสียชีวิตแล้ว 1 ราย และมีผู้ป่วยที่อยู่ในระยะการเฝ้าระวังโรคทางผิวหนังและโรคทางเดินอาหารจำนวน 98 ราย

ส่วนในพื้นที่บ้านโคกสว่างหมู่ 6 ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยทั้ง 4 ราย

ที่เป็นโรคแอนแทรกซ์เคยใช้เป็นจุดชำแหละซากวัว เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการผสมน้ำยาฆ่าเชื้อแล้วใส่ฝักบัวนำไปรดทั่วบริเวณโดยรอบ และทำการขึงรั้วตาข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในพื้นที่อย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางไปยังบริเวณริมลำห้วยบางทราย บ้านโคกสว่าง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ชำแหละซากวัวเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาได้นำเอาเศษซากวัวที่เหลือ

จากการชำแหละแล้วแบ่งปันให้กับคนในหมู่บ้านไปทิ้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการผสมน้ำยาฆ่าเชื้อแล้วใส่ฝักบัวนำไปรดทั่วบริเวณที่เคยใช้ทิ้งซากวัวดังกล่าว ส่วนซากวัวเจ้าหน้าที่ได้นำไปฝังกลบในที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์มุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

มุกดาหาร​ -​บุญบั้งไฟดอนตาลเป็นเหตุ ทหารพรานจ่อหัวยิงน้องเมียปางตาย

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ต.ต.เสกสรร คุณาวัน สว.(สอบสวน) สภ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุยิงกันอยู่ที่บ้านบ้านเลขที่ 222 หมู่ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปยังที่เกิดเหตุทราบว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ชื่อนายสุธิวัฒน์ ทานะเวช 27 ปี พักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุ ถูกยิงที่บริเวณศีรษะ 1 นัดและที่แขวนขวาอีก 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลดอนตาลและถูกส่งต่อไปโรงพยาบาลมุกดาหาร

ส่วนผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิงนายสุทธิวัฒน์ ชื่อ นายธวัชชัย พาลี อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 11 ตำบลวังหลวง อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เป็นทหารพรานอยู่กรมทหารพราน 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีศักดิ์เป็นพี่เขยของผู้ถูกยิง ซึ่งหลังก่อเหตุไม่หนีไปไหน อยู่รอมอบตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมของกลางอาวุธปืน ขนาด 9 มม. 1 กระบอกและกระสุนอยู่ในรังเพลิง 1 นัด

เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ก่อเหตุพร้มของกลางอาวุธปืนมาดำเนินคดีที่ สภ.ดอนตาล โดยผู้ก่อเหตุให้การยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงน้องเมียจริง เนื่องจากตนกับกับน้องเมียไม่ค่อยลงรอยกันโดยมีสาเหตุทะเลาะกันเป็นประจำล่าสุดไปงานประเพณีบุญบั้งไฟที่อำเภอดอนตาล เมื่อกลับมาบ้านแล้วเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนทำให้ตนเกิดบันดาลโทสะจึงได้ใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงนายสุธิวัฒน์ ดังกล่าว

บุญบั้งไฟดอนตาลเป็นเหตุทหารพรานจ่อหัวยิงน้องเมียปางตาย #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พ่อเมืองประจวบฯ นำเดินแบบผ้าไทยตระการตา ในงาน “มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว” รองผู้ว่าประจวบฯ ร่วมพิธีเทศน์มหาชาติ พระเวสสันดรชาดก /สุดยิ่งใหญ่ ‘งานเทศกาลหุ่นเพชรบุรีเมืองหนัง’ ศิลปินนานาชาติร่วมสืบสานมรดกภูมิปัญญา

แชร์เนื้อหานี้

ช่วงค่ำวันที่ 2 พ.ค.68 ที่เวทีกลางงานท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว และงานกาชาด ประจำปี 2568 บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ พร้อมด้วยแพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิดและร่วมเดินแบบในงาน ผ้าไทยใส่ให้สนุก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ “เส้นด้าย…เดินทาง ครั้งที่ 7″

จัดโดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบฯ โดยมี นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมการเดินแบบอย่างคับคั่ง พร้อมด้วย “ปลายฟ้า” น.ส.ปลายฟ้า ทองดอนพุ่ม นางสาวไทยประจวบคีรีขันธ์ 2568

และ “น้องอาอีฟ” เด็กหญิงกัญญ์วรา ปานเพ็ชร์ หนูน้อยยุวทูตแฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก 2568 ร่วมสร้างสีสรรค์ในการแสดงเดินแบบในครั้งนี้ ตามด้วย นายแบบนางแบบกิตติมศักดิ์ และเดินปิดท้ายฟินาเล่จากผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ในชุดโขมพัสตร์ และนายกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ ในชุดไทยบรมพิมานประยุกต์ อย่างสวยงามตระการตา ซึ่งก็ได้รับความสนใจเรียกเสียงเชียร์จากประชาชนนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ร่วมชม

โดยรายได้จากการเดินแบบในครั้งนี้ส่วนหนึ่งจะนำไปมอบให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ และกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมป์ เพื่อนำไปใช้จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยต่างๆ โอกาสนี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มอบเงินสมทบจำนวน 10,000 บาท ให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ ด้วย จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มอบของที่ระลึกแก่ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเดินแบบในครั้งนี้ด้วย


สำหรับ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เป็นพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มีพระประสงค์ให้เป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย และยังเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไทยให้เห็นว่าสามารถนำไปสวมใส่ได้ในทุกโอกาส และสามารถนำมาประยุกต์

เป็นเครื่องแต่งกายให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างสวยงาม ทันสมัย และสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย สามารถยกระดับคุณภาพและความสวยงามของเครื่องแต่งกายแบบไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล รวมถึงเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย อนุรักษ์เอกลักษณ์ผ้าพื้นถิ่น สนับสนุนกลุ่มอาชีพ/ผู้ประกอบการ OTOP เเละวิสาหกิจชุมชนให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

รองผู้ว่าประจวบฯ ร่วมพิธีเทศน์มหาชาติ พระเวสสันดรชาดก เฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.68 ที่วัดสุขสำราญ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมได้รับพระเมตตาจาก พระเทพวชิรสุธี เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีเทศน์มหาชาติ พระเวสสันดรชาดก

เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นางกฤษณา แผ่แสงจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดประจวบฯ

นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ พ.ต.อ.กัมปนาท ณ วิชัย ผกก.สภ.หัวหิน หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า องค์กรภาคีเครือข่ายและพุทธศาสนิกชน

เข้าร่วมประกอบพิธี เพื่อเป็นการส่งเสริมการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัดประจวบฯ ได้ร่วมกันทำความดีถวายพระราชกุศล แสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และธำรงรักษาไว้ให้มั่นคงสืบไป และเนื่องด้วยในวันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

ในการนี้ถือเป็นโอกาสอันดียิ่ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดประจวบฯ จึงได้ร่วมกับวัดสุขสำราญ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดกิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดีถวายพระราชกุชศลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

เริ่มแล้ว!! สุดยิ่งใหญ่ ‘งานเทศกาลหุ่นเพชรบุรีเมืองหนัง’ ศิลปินนานาชาติร่วมสืบสานมรดกภูมิปัญญา

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.68 ที่บริเวณลานหน้าพระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) มณฑลทหารบกที่ 15 อ.เมือง จ.เพชรบุรี ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลหุ่นเพชรบุรีเมืองหนัง Phetchaburi Harmony Puppet Festival 2025 มี พลตรี กรกานต์ นาเวชวนิชกุล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี ผอ.สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ภาคกลาง)

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) น.ส.สุวิมล วิมลกาญจนา ผอ.ศูนย์เครือข่ายสัมพันธ์และแหล่งทุน สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม นางกัญญพัชร นางาม วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี นางดวงใจ คุ้มสอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี นายนิมิตร พิพิธกุล ประธานมูลนิธิหุ่นสายเสมา ศิลปะเพื่อสังคม เจ้าของลิขสิทธิ์ Hormony Puppet Thailand พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมในพิธี

ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ กล่าวว่า เพชรบุรี เป็นเมืองที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและศิลปะที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะหุ่นเงา “หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย” และ “หนังตะลุงเมืองเพชร” ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาไทยอันล้ำค่า การจัดเทศกาลครั้งนี้

เป็นการรวมพลังของศิลปินจากทั่วโลกและคณะหุ่นหนังตะลุงกว่า 35 คณะ เพื่อร่วมกันเชิดชูและต่อยอดศิลปะการแสดงหุ่นทั้งในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย พร้อมแสดงความภาคภูมิใจที่เทศกาลหุ่นเพชรบุรีเมืองหนังได้รับรางวัล Asia Local and Traditional Art Festival – Tangible Heritage ประจำปี 2025 จากสมาคม IFEA Asia

ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดฯ ในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะวัฒนธรรมจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานอันทรงคุณค่านี้ขึ้นบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและน่าสนใจ

มีการแสดงหุ่นหลากหลายรูปแบบจากศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ อาทิ หนังใหญ่วัดพลับพลาชัยอันสง่างาม การแสดงหุ่นสายศึกพรหมาสตร์ หุ่นกระบอกไทยท้องถิ่น และหุ่นเงาจากนานาชาติถึง 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ญี่ปุ่น เม็กซิโก อินโดนีเซีย เวียดนาม ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ โคลอมเบีย และสิงคโปร์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการ การเสวนา และกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และสัมผัสศิลปะหุ่นอย่างใกล้ชิด เทศกาลหุ่นเพชรบุรีเมืองหนัง Phetchaburi Harmony Puppet Festival ๒๐๒๕ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 4 พฤษภาคม 2568 ณ บริเวณถนนดำรงรักษ์ พระรามราชนิเวศน์ บริเวณวัดพลับพลาชัย และบริเวณถนนมีชีวิตพานิชเจริญ อำเภอเมืองเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและยกระดับศิลปะหุ่นเงาไทย

ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ตลอดจนสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมการแสดงและกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน พลาดไม่ได้!

กับการรวมตัวของสุดยอดศิลปินหุ่นไทยและนานาชาติ พร้อมชมการแสดงอันตระการตาของหนังใหญ่วัดพลับพลาชัย หนังตะลุงเมืองเพชร และหุ่นเงาจากหลากหลายวัฒนธรรม ที่จะมาสร้างความสุขและเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับทุกท่าน ณ “เมืองหนัง” เพชรบุรี
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

เรียกตรวจเพราะห่วงปาล์มร่วง! ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ เจอยาบ้า 543 เม็ดซุกกระเป๋า หนุ่มคนขับรถกระบะถึงกับลนลาน

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ร.ต.อ.ประวิทย์ ภู่ทอง รอง สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ได้นำรถวิทยุตรวจการณ์หมายเลขข้างรถ 2304 ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยมี ด.ต.อมรเทพ อ่อนจ้อย, จ.ส.ต.รุจโรจน์ ประกอบศุขราษฎร์ และ จ.ส.ต.อดิศร สุนทร ผบ.หมู่ ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. ร่วมปฏิบัติหน้าที่

กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เดินทางถึงบริเวณ กม.287 ถนนเพชรเกษม (ทล.4) ขาขึ้น ต.บ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบรถยนต์กระบะสีแดง หมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์  บรรทุกพืชผลทางการเกษตร เป็นผลปาล์มน้ำมันมาในรถ วิ่งผ่านมุ่งหน้าทิศเหนือ โดยไม่ปิดคลุมด้วยผ้าใบ ผลปาล์มอาจร่วงหล่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนนรายอื่นได้ จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ

เมื่อรถจอด เจ้าหน้าที่พบว่า นายทศวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ชาว ต.บ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้ขับขี่ อย่างไรก็ตาม ขณะพูดคุย นายทศวัฒน์มีอาการลุกลี้ลุกลน น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจค้น โดยได้ชี้แจงจุดประสงค์และแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้ถูกตรวจสอบทราบจนเป็นที่พอใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะยินยอมให้ตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 543 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าผ้าสะพาย สีเขียวแบบมีซิป วางอยู่บนเบาะนั่งข้างคนขับ เมื่อตรวจสอบเบื้องต้น นายทศวัฒน์ยอมรับว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนจริง

หลังการสอบสวนเบื้องต้น ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย , เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และ เป็นผู้ขับขี่รถยนต์โดยขณะมีสารเสพติดของยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมแจ้งการจับกุมแก่ฝ่ายปกครองและอัยการทราบแล้ว รวมถึงบันทึกภาพและอัพโหลดข้อมูลเข้าสู่ระบบ CIB-CCOC ตามขั้นตอนต่อไป.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ซาบีดา รมช.มหาดไทยเปิดมหกรรมตาดีดาสัมพันธ์เทศบาลตำบลรือเสาะ สืบสานประเพณีท้องถิ่น แสดงอยู่ร่วมกัน ทุกศาสนาอย่างสันติสุข

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดอัลฮีดายะห์ บ้านบือแนยาโมง ม.2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดมหกรรมตาดีดาสัมพันธ์เทศบาลตำบลรือเสาะ ครั้งที่ 12

โดยมีวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอามีร ซาริคาน นายก เทศมนตรีตำบลรือเสาะ ดร.ซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนราธิวาสเขต 4 ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมมหกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้เทศบาลตำบลรือเสาะได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ตลอดจนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อดำรงไว้ซึ่ง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่ดีงามของท้องถิ่น โดยการจัดงานครั้งนี้เพื่อให้โรงเรียนตาดีกาเป็นสถาบันการศึกษาที่ส่งเสริมเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ให้คำสอนหลักการศาสนาที่ถูกต้อง

และร่วมกิจกรรมในการเสริมสร้าง พัฒนาการที่ดีให้กับเด็กๆและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการเรียนการสอน และ สนับสนุนทุกกิจกรรมในชุมชน เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม เพื่อส่งเสริมนักเรียนตาดีกา ได้แสดงออกในทางที่สร้างสรรค์

โดยการจัดงานในครั้งนี้มีหลากหลายกิจกรรม อาทิเช่น การแข่งขันกีฬาสากล กิจกรรมภาควิชาการ และกิจกรรมภาคเวที ของโรงเรียนตาดีกา ทั้ง 6 ตาดีกา ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ ประกอบด้วย

  1. ตาดีกาอัลฮีดายะห์ ชุมชนบือแนยาโมงชุมสาย 2. ตาดีกายุมอียะห์ ชุมชนมัสยิดกลาง 3.ตาดีกาเดรารำใบ ชุมชนราแมวิทยา
    4.ตาดีกาอัลนาซีอีน ชุมชนกำปงยะบะ 5.ตาดีการาวฎอตุลยันนะห์ ชุมชนบาเละ 6.และตาดีกานูรุลญิฮาด ชุมชนปราลีหลังสถานี ซึ่งโรงเรียนตาดีกาเป็นสถาบันการศึกษาหนึ่ง ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานการศึกษาเอกชน ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ปลูกฝังในเรื่องการส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรม และให้ความรู้เรื่องหลักคำสอนศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็น สิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากมีโรงเรียนตาดีกา จำนวน 6 โรง แล้วยังมี ตัวแทนโรงเรียนตาดีกาในแต่ละตำบลของอำเภอรือเสาะอีก 9 ตำบล มาร่วมในการเดินขบวนพาเหรด รวมกับพี่น้องในเขตเทศบาลทั้ง 13 ชุมชน เพื่อสร้างสีสันและแสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมทั้งการแสดงพลังความรัก ความสามัคคี ของพี่น้องในพื้นที่ทุกภาคส่วน

พื้นที่อำเภอรือเสาะ เทศบาลตำบลรือเสาะ ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมมีพี่น้องที่นับถือ ศาสนาพุทธ ไทยมุสลิม พี่น้องไทยเชื้อสายจีน และพี่น้องไทยเชื้อสายปากีสถาน ซึ่งความหลากหลายดังกล่าวไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน ความแตกต่างไม่ใช่ความแตกแยก ซึ่งจะเห็นได้ว่ากิจกรรมในวันนี้มีพี่น้องทุกภาคส่วน ทุกกลุ่มวัย ทุกศาสนา มารวมแสดงออกถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของเทศบาลตำบลรือเสาะ สร้างสังคมพหุวัฒนธรรม นำสู่เมืองน่าอยู่ ผู้คนมีสุข

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าสำหรับการจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรักความสามัคคีของคนในชุมชน และน้องนักเรียนสามารถที่จะมีเวทีในการกล้าแสดงออกในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแข่งขันทางด้านกีฬา และการแข่งขันต่างๆ ที่จะเป็นการรวมชุมชนของเราให้มีพลานุภาพให้เป็นเอกภาพ สิ่งสำคัญที่ชุมชนสามารถสะท้อนให้เห็นได้ว่าความรักความสามัคคีความเข้มแข็งของชุมชนนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างไร

ซึ่งการที่เราจะเป็นบุคคลที่มีคุณภาพการที่เราจะเป็นบุคคลที่สามารถสร้างบ้านเมืองได้ สิ่งแรกก็คือเรื่องของศาสนาเรื่องของจริยธรรมต่างๆซึ่งเป็นรากฐานเป็นแนวทางที่ถูกต้องให้กับพวกเรา และการอยู่ร่วมกันในสังคมมีคุณธรรมจริยธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญในการช่วยเหลือในการแบ่งปันกับผู้คนในสังคมช่วยเหลือโดยไม่แบ่งแยกชาติศาสนา เราสามารถช่วยเหลือได้เพราะว่าในสังคมของพหุวัฒนธรรมความรักความสามัคคี การจัดงานในวันนี้ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
/////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าประจวบฯ นำพุทธศาสนิกชนร่วมแสดงมุทิตาสักการะ เจ้าคณะภาค 15 เป็นสมัยที่ 2/“หัวหิน” คึกคัก เดินรณรงค์โค้งสุดท้าย ชวนประชาชนเลือกตั้งเทศบาล

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.68 ที่หอประชุมสงฆ์ วัดคลองวาฬ พระอารามหลวง นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ อ่านพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งให้ พระธรรมวชิรสิทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 15 เป็นสมัยที่ 2

โดยมี พระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ (มหานิกาย) เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี พร้อมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ศิษยานุศิษย์พุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมแสดงมุทิตาสักการะ

ทั้งนี้ พระธรรมวชิรสิทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 15 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยรายนามพระสังมาธิการ ที่เสนอแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค วาระการดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2568 – 2572 โดยได้เข้ารับพระบัญชาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันพุธที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหาคร ในวันนี้จึงได้จัดพิธีต้อนรับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีและแสดงมุทิตาสักการะพระธรรมวชิรสิทธาจารย์ เจ้าคณะภาค 15

พระธรรมวชิรสิทธาจารย์ นามเดิมชื่อ ละเอียด วงษ์เณร เกิดวันที่ 8 พ.ย.2489 บิดานายวอน วงษ์เณร มารดานางแช่ม วงษ์เณร ภูมิลำเนาบ้านทางหวาย หมู่ที่ 3 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบฯ อุปสมบทเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2510 ณ วัดคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบฯ พระอุปัชฌาย์ได้แก่ พระครูศรัทธาโศภิต (หวล สุขิโต) อดีตเจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ และอดีตเจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ การศึกษา พ.ศ.2505 สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านคลองวาฬ พ.ศ.2517 สอบได้นักธรรมชั้นเอก

สำนักเรียนวัดคลองวาฬ ตำแหน่งการปกครอง พ.ศ.2516 รองเจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ (ขณะนั้นวัดยังไม่เป็นพระอารามหลวง) พ.ศ.2528 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดคลองวาฬ พ.ศ.2529 ผู้รักษาแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดคลองวาฬ พ.ศ.2530 เจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดคลองวาฬ พ.ศ.2542 รองเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (รูปแรกของ จ.ประจวบฯ) พ.ศ.2543 ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2544 เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2564 – 2572 เจ้าคณะภาค 15.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

“หัวหิน” คึกคัก เดินรณรงค์โค้งสุดท้ายเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.68 ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน เป็นประธานในกิจกรรมโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครหัวหิน (สท.) และนายกเทศมนตรีนครหัวหิน (Big Day) โดยมี นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน / ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครหัวหิน นายกิตติชัย ศรีทองช่วย ปลัดอำเภอหัวหิน / ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครหัวหิน

คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ หัวหน้าส่วนงาน หน่วยงานต่าง ๆ นักเรียน นักศึกษา และผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ในพิธีเปิดมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์โดยการหย่อนบัตรเลือกตั้งจำลองลงในหีบเลือกตั้งจำลอง พร้อมร่วมเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งจากบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเพื่อเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครหัวหินและนายกเทศมนตรีนครหัวหิน ในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.68 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่ออยู่

นายประสูตร หอมบรรเทิง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งในครั้งนี้มีความสำคัญต่อประชาชนชาวเทศบาลนครหัวหินทุกคน เป็นเครื่องมือกระตุ้นเตือนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ ให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และชอบด้วยกฎหมาย จึงขอเชิญชวนผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง ด้วยความสุจริต และเที่ยงธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนท้องถิ่นที่จะเข้ามาบริหารพัฒนาท้องถิ่นของเราให้เจริญก้าวหน้าตามความต้องการของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง


นายจีรวัฒน์ พราหมณี กล่าวว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีนครหัวหิน แบ่งเป็น 4 เขต เขตละ 15 หน่วย รวมทั้งสิ้น 60 หน่วยเลือกตั้ง เลือกสมาชิกสภาเทศบาล ได้เขตละ 6 คน เลือกนายกเทศมนตรีได้ 1 คน จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล 44,577 คน และจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรี 44,823 คน จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2564 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหัวหิน 3 เขตเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 44,857 คน มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น 26,700 คน  คิดเป็นร้อยละ 59.52 จำนวนบัตรเสีย 1,582 บัตร และจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน 44,994 คน

มีผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวนทั้งสิ้น 26,867 คน คิดเป็นร้อยละ 59.71 จำนวนบัตรเสีย 661 บัตร ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเทศบาลนครหัวหิน และมีกรอบระยะเวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ท้าทายความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามแผนและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งก็คือการทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากกว่าครั้งก่อน และลดจำนวนบัตรเสียให้มากที่สุด.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ผู้ว่าประจวบฯ เปิดกิจกรรมโค้งสุดท้ายรณรงค์ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งเทศบาลเมืองประจวบฯ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.68 ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “โค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ (Big Day) มี นางรัชนีวรรณ พรมเล็ก ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ หัวหน้าส่วนราชการ ท้องถิ่นจังหวัดฯ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดฯ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ ทั้ง 15 ชุมชน และประชาชนทุกภาคส่วน เข้าร่วมจำนวนกว่า 200 คน เพื่อรณรงค์ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ ให้มากที่สุด และมีบัตรเสียน้อยที่สุด โดยมีการเดินขบวนรณรงค์ไปตามเส้นทางในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ

ทั้งนี้ ในส่วนของเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 3 เขตเลือกตั้ง มีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลได้เขตเลือกตั้งละ 6 คน รวมทั้งหมด 18 คน และนายกเทศมนตรี 1 คน ขณะที่ในภาพรวมของจังหวัดมีจำนวนเทศบาลทั้งหมด 16 เทศบาล แบ่งเป็นเทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลเมือง 1 แห่ง และเทศบาลตำบล 14 แห่ง มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 415 คน และผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี จำนวน 28 คน  ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อของตนเองและหน่วยเลือกตั้งที่ใช้สิทธิ์ได้จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน หรือบัญชีรายชื่อที่ปิดประกาศไว้

ณ ที่ว่าการอำเภอ และสำนักงานเทศบาลทุกแห่ง หรือทางแอปพลิเคชั่นสมาร์ท โหวต โดยหลักฐานที่ต้องนำมายืนยันตัวตนเพื่อใช้สิทธิ์ในวันเลือกตั้ง คือบัตรประจำตัวประชาชน บัตรหมดอายุก็ใช้ได้ หรือสามารถใช้เอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้โดยมีรูปถ่ายของตนเอง และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เมื่อเข้าคูหาจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล สีเขียว และบัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรี สีเหลือง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ร่วมกันใช้สิทธิ์เพื่อเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำหน้าที่บริหารพัฒนาท้องถิ่น.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

“ครัวอิ่มอกอิ่มใจ” คว้าสุดยอด “แกงคั่วสับปะรด” ในงานท่องเที่ยวประจวบฯ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.68 ที่เวทีกลางสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ ร.9 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ ให้เกียรติมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดเมนูสร้างสรรค์ “แกงคั่วสับปะรด”

ซึ่งเป็นเมนูพื้นถิ่นประจำจังหวัดประจวบฯ จัดโดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบฯ เพื่อส่งเสริมนโยบาย Prachuap Next Move ภายใต้หัวข้อ Gastronomy ในงาน “ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว และงานกาชาด” ประจำปี 2568 โดยมีร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน รวม 5 ทีม

ตัดสินโดยชมรมเชฟหัวหิน-ชะอำ ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารเกือบ 20 ปี โดยมีแพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ ประชาชนนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมชมและเป็นสักขีพยาน

ผลการตัดสินเป็นเอกฉันท์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “แกงคั่วสับปะรดไข่แมงดา” จาก ร้านอาหารอิ่มอกอิ่มใจปราณบุรี ซีฟู้ดแอนด์คาเฟ่ รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร /

รางวัลที่ 2 ได้แก่ แกงคั่วสับปะรด จากทีมอามานทุ่งมะเม่า จาก ทูลานี รีสอร์ท กุยบุรี รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และ รางวัลที่ 3 ได้แก่ แกงคั่วสับปะรดสามอ่าว จาก ทีมครัวชมทะเล รับเงินรางวัล 2,000 บาท


นอกจากนี้ นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ ยังได้นำขบวนร้านอาหารอิสลาม สินค้าเกษตร และสินค้า OTOP มาจัดจำหน่ายภายในงานเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ออกมาจับ จ่าย ใช้ สอย และเยี่ยมชมกิจกรรมสาธิตต่างๆ

ที่มาจัดแสดงภายในโซนนิทรรศการของหน่วยงานราชการและสินค้า OTOP เมืองประจวบฯ จากทั้ง 19 กระทรวง อีกทั้งยังมีกิจกรรมการแสดงของน้องๆ เยาวชนจากแต่ละโรงเรียน ขึ้นมาแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวที ให้ผู้เข้าเที่ยวงานได้ชมอีกด้วย.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /สซาบีดา มอบโฉนดที่ดินพร้อมเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่สุไหงโก-ลก พลิกโฉมเมืองชายแดน สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. ที่บริเวณพื้นที่โครงการจัดรูปที่ดินฯในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางสาวอัญชลี ตันวานิช ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง นายปารเมศ โพธารากุล เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเกิดศักดิ์ ยะโสธร รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ ผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง นายว่าศักดิ์ เจิมจิระ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส นายสุนิรันดร์ ท้วมยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ นายรุสลัน โตะแปเราะ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ผู้บริหารทุกภาคส่วน นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ดร.ซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในพื่นที่ เข้าร่วมชื่นชมความสำเร็จในครั้งนี้

ทั้งนี้ความสำเร็จนี้นำมาซึ่งความยินดีและความภาคภูมิใจที่พี่น้องชาวสุไหงโก-ลกได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ผ่านโครงการพัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม ระหว่างถนนสายหลัก คือ ถนนสายเอเชีย 18 กับทางหลวงชนบท นธ 4031 (ถนนตามผังเมืองสาย ข7) นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาเพราะมีองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ อยู่ใกล้กับสถานีขนส่งสุไหงโก-ลก สนามกีฬาของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ที่ทำการไปรษณีย์ อยู่ใกล้กับด่านชายแดน และศูนย์กลางเมืองสุไหงโก-ลก หลังดำเนินโครงการแล้วเสร็จเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง นำมาซึ่งประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน ชุมชน และเมือง ณ บริเวณพื้นที่โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเห็นถึงความสำคัญของพี่น้องประชาชนที่มีที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้าออก จึงได้นำวิธีการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่มาใช้ โดยทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการทำโครงการ ช่วยกันออกแบบบ้านและชุมชนของตนให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจากที่บางแปลงถนนเข้าไม่ถึงก็สามารถเข้าถึงได้ บางแปลงมีรูปร่างหลายเหลี่ยมหรือเป็นเสี้ยว ก็ปรับเปลี่ยนรูปแปลงที่ดินให้เป็นสี่เหลี่ยมสวยงาม ช่วยเพิ่มมูลค่าและสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น หลักการเพียงแค่พี่น้องประชาชนร่วมกันปันที่ดินออกมาเพื่อก่อสร้างถนน และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นที่จำเป็น ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าหลายเท่าตัว นอกจากนี้การจัดรูปที่ดินยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยที่ดินถือเป็นต้นทุนพื้นฐานในการที่ประชาชนจะสามารถสร้างอาชีพ ทำประโยชน์ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ต่าง ๆ เกิดทั้งในส่วนของเจ้าของที่ดิน สามารถได้ใช้ประโยชน์ที่ดินของตนเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ ชุมชนก็ได้ประโยชน์ และรัฐเองก็ได้ประโยชน์ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายใต้กระทรวงมหาดไทย นอกจากกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว ยังมีหน่วยงานที่บูรณาการความร่วมมือในการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้สำเร็จตามเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ กรมที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การไฟฟ้า และการประปา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน มาร่วมกันพัฒนาชุมชนของท่านไปด้วยกันกับโครงการจัดรูปที่ดินฯ

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กรมโยธาธิการและผังเมืองขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันดำเนินโครงการฯ ไปแล้ว 71 โครงการ 54 จังหวัด ถือเป็นก้าวแห่งความสำเร็จในการพัฒนาเมืองแบบราษฎร์ – รัฐ ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินด้วยการ “ปัน” เพื่อ “เปลี่ยน” สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในคราวเดียวทั้งบริเวณ สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตรงตามวัตถุประสงค์ผู้ใช้ สอดคล้องตามที่ผังเมืองกำหนด เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม เปิดพื้นที่ตาบอดให้สามารถเข้าถึงและมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน เกิดความปลอดภัย ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดี และการพัฒนาสิ่งดีดีให้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองสุไหงโก-ลก


นางสาวอัญชลี ตันวานิช ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนราธิวาสได้ดำเนินโครงการจัดรูป ฯ โครงการที่ 1 ณ บริเวณเทศบาลเมืองนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส แล้วเสร็จในปี 2564 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมชุมชน และสะพานปลากิจกรรมต่อเนื่องจากการประมง เกิดการจ้างงาน ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นโครงการนำร่องเพื่อขยายผลสู่โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส (โครงการ 2) ดำเนินการโดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับ เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก โครงการมีพื้นที่โครงการประมาณ 194 ไร่ แปลงที่ดิน 143 แปลง เจ้าของที่ดิน 58 ราย กรมโยธาธิการและผังเมืองสนับสนุนงบประมาณ เพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนสายหลัก สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ถนนตามผังเมืองสาย ข7 ขนาดเขตทาง 18 เมตร ความยาว 1,005 เมตร จำนวนเงิน 67,285,000 บาท เชื่อมถนนสายเอเชีย 18 กับทางหลวงชนบท นธ 4031 (ถนนตามผังเมืองสาย ข7) ก่อสร้างถนนสายรอง จำนวน 9 สาย ความยาวรวม 1,639 เมตร ขนาดเขตทาง 12 เมตร จำนวน 7 สาย ความยาว 1,606 เมตร และขนาดเขตทาง 9.00 เมตร จำนวน 2 สาย ความยาว 33.00 เมตร ดำเนินการโดยใช้งบประมาณจาก 2 แหล่ง ประกอบด้วย 1) เงินจากการจำหน่ายที่ดินจัดหาประโยชน์ ใช้สำหรับดำเนินการสร้างถนนลูกรังและระบบระบายน้ำ 2) งบประมาณจากเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ซึ่งใช้ดำเนินการในส่วนผิวจราจร ระบบไฟฟ้า และระบบประปา โดยได้นำเข้าแผนของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ปีงบประมาณ 2568 เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลูกรังและระบบระบายน้ำ ใช้งบประมาณจากการจำหน่ายที่ดินจัดหาประโยชน์ เป็นจำนวนเงิน 23,130,000 บาท เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ก่อนดำเนินโครงการมีที่ดินสาธารณประโยชน์ประมาณ 12 ไร่ หลังดำเนินโครงการมีที่ดินสาธารณประโยชน์เพิ่มขึ้น 23 ไร่ โดยเป็นสวนสาธารณะ 48.68 ตารางวา ผลจากการดำเนินโครงการทำให้มีพื้นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเพิ่มขึ้นถึง 11 ไร่ มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้น 4.17 เท่า จากเดิมราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 960,000 บาท/ไร่ ปัจจุบันราคา 4,000,000 บาท/ไร่ และยังประหยัดงบประมาณภาครัฐในการเวนคืน 11,176,128 บาท

นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวเสริม เมืองสุไหงโก-ลก ถือเป็นเมืองการค้าชายแดนของภาคใต้ที่เชื่อมต่อประเทศมาเลเซีย ประชากรมีความเป็นอยู่ที่กระจุก บางพื้นที่ก็กระจาย เมื่อดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ก็สามารถปรับโครงสร้างการอยู่อาศัยและด้านการค้าของประชาชน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม การขนส่ง มีความสะดวกมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์จากการที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ประชาชน ยอมเสียสละพื้นที่ส่วนตัว เพื่อสร้างพื้นที่ส่วนรวมร่วมกัน เปลี่ยนพื้นที่ตาบอดไปสู่พื้นที่ทำเลทองไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาให้เฉพาะเจ้าของที่ดิน แต่เป็นการวางรากฐานขยายเมืองสู่อนาคตที่ยั่งยืน คือภาพแห่งความสำเร็จในวันนี้ที่ทุกฝ่ายร่วมใจ ร่วมพัฒนาเมืองไปด้วยกัน

//////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปชช.เรียกร้อง ผวจ. ส.ส. ส.ว.- เอกชนมุกดาหาร แอคชั่น – แจงกรณีข่าวยกเลิกการก่อสร้างสนามบิน/รถกู้ชีพ อบต.บ้านโคก ชนปะทะรถขนกระเทียม กลายเป็นเศษซากกระจายเกลื่อนสี่แยก ธกส.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

สืบเนื่องจากกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่เรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ออกมาเปิดเผยว่า ในการประชุมบุรณาการร่วมภาครัฐ และ เอกชน เพื่อพัฒนาจังหวัดภากตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (สกลนคร นครพนม และมูกดาหาร) ทิ่ จ.นครพนม ว่าทางภากเอกชนต้องการให้ก่อสร้างท่าอากาศยานมุกดาหาร แต่เบื้องต้นจากการพิจารณาผลการศึกษาการก่อสร้างท่าอากาศยานมุกคาหาร ที่กรมท่าอากาศยานได้สรูปผลศึกษา พบว่า ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทรวงคมนาคม จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเจรจาขอความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาธิปไดยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ใช้ท่าอากาศยานนานาชาติสะหวันนะเขต เป็นจุดเดินทางมามุกดาหารแทน นั้น ปรากฏว่าได้มีประชาชนจำนวนมากในจังหวัดมุกดาหารออก

มาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้บริหารทั้งภาครัฐ เอกชน และการเมือง โดยเฉพาะ 3 ส.ส. 2 ส.ว. ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ของจังหวัดมุกดาหารออกมากล่าวให้ประชาชนได้รับทราบว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง และเมื่อโครงการถูกยกเลิกดังกล่าว ได้มีแนวคิดที่จะดำเนินการผลักดันหรือดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ อย่างไรขณะที่ รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการศูนย์ขนส่งชายแดน One Stop Service ที่ด่านศุลกากรนครพนม อำนวยความสะดวกทางการค้าและการส่งออกเชื่อมโยง การค้าลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สามารถดำเนินพิธีการนำเข้าและส่งออกได้ในจุดเดียว ตามมติคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้จังหวัดนครพนมก้าวขึ้นเป็น Gateway และศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมทั้งลดข้อจำกัดของภาครัฐในการดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาพื้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม – คำม่วน) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครพนมต่อไป นั้น ในส่วนของจังหวัดมุกดาหารซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ได้รับการสนับสนุนอะไรที่ทัดเทียมกันหรือไม่

กระทรวงคมนาคมยกเลิกสนามบินมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

รถกู้ชีพ อบต.บ้านโคก ชนปะทะรถขนกระเทียม กลายเป็นเศษซากกระจายเกลื่อนสี่แยก ธกส.มุกดาหาร

เมื่อเวลา 03.15น. ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สภ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งว่ากิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันอย่างแรงจนทำให้ชิ้นส่วนของรถยนต์และสิ่งของที่บรรทุกมากระจายไปเต็มพื้นที่ถนนชยางกูร ที่บริเวณสี่แยก ธกส.มุกดาหาร เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร

จึงได้ประสานขอความช่วยเหลือจากนายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองมุกดาหาร นำกำลังเจ้าหน้าที่และรถกู้ภัยช่วยดำเนินการเก็บเศษซากต่างๆ บนท้องถนน เพื่ิอเปิดการจราจรบนถนนดังกล่าวด้วย จากการนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันฯเทศบาลเมืองมุกดาหาร

ออกตรวจสอบช่วย้หลือ พบรถกู้ชีพขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโคก ชนกับรถกระบะโตโยต้า บรรทุกกระเทียมมาเต็มคัน หมายเลขทะเบียน บต 8819 มุกดาหาร จนทำให้รถมีสภาพเกือบหักครึ่งท่อนเศษซากชิ้นส่วนรถและกระเทียม

กระจายเกลื่อนพื้นถนน เสาไฟฟ้าและป้ายแจ้งเตือนจราจรหักเสียหาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันฯ จึงได้ทำการเก็บเศษซากต่างๆบนพื้นถนนจนทำให้สามารถเปิดการจราจรตามปกติได้ในเวลาต่อมา

รถกู้ชีพชนปะทะรถขนกระเทียมกระจายเกลื่อนสี่แยกมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยม นบ.ยส.24 บูรณาการ“Seal Stop Safe” เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 1330 น. ที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง ตำบลกุรุคุ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานในพื้นที่ จังหวัดนครพนมตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อติดตามปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “Seal Stop Safe” ผนึกกำลัง อำเภอชายแดน

เพื่อมอบนโยบายในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน เร่งรัดการดำเนินงานสกัดกั้น ยาเสพติดตามแนวชายแดนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบาย เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลตำรวจเอก ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม โดยได้รับฟังบรรยายสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่เป้าหมาย แนวโน้มสถานการณ์ยาเสพติด กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมอบนโยบาย ข้อสั่งการ และข้อเน้นย้ำ แนวทางการปฏิบัติงาน ตามที่รัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบ

เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ มีภารกิจวางแผนบูรณาการอำนวยการประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสารตั้งต้น

และเคมีภัณฑ์ ปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด บำบัดผู้ป่วยจิตเวช ยาเสพติด จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และแก้ไขปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆในพื้นที่ชายแดน โดยได้ดำเนินการตาม 6 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการสกัดกั้น มาตรการปราบปราม มาตรการป้องกัน มาตรการบำบัดรักษา มาตรการบูรณาการ มาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าการมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ที่ปฏิบัติงานของหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปรามปรามยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันนี้ ถือว่าเป็นหน่วยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาสำคัญหลักของชาติ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน และรัฐบาลนี้ก็ให้ความสนใจให้ทุ่มเทในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศชาติ มีความมั่นคงปลอดภัย และนับว่าเป็นโอกาสอันดี ที่ผมและทีมงาน ได้เข้ามารับทราบผลการปฏิบัติงานรวมถึงรับทราบปัญหา

ข้อขัดข้องเพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหา และเพื่อเป็นการ​ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ขอชื่นชมในความทุ่มเท เสียสละ และความมุ่งมั่นของทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ และดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยเฉพาะในภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยจากการรับฟังบรรยายสรุป เห็นถึงความเข้มแข็ง และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดำเนินการสกัดกั้น ลำเลียง ปราบปราม ตลอดจนบำบัดและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด ซึ่งมีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งในพื้นที่ชายแดนและตอนใน โดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 รวมถึงการขับเคลื่อน “ธวัชบุรีโมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการและสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา และขอให้หน่วยดำเนินการดำรงความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานเชิงรุก โดยใช้การข่าวและการลาดตระเวนเชิงลึก ควบคู่กับเทคโนโลยี เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ตั้งแต่แนวหน้า ส่งเสริมการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงานและข้ามพรมแดน เพื่อเสริมสร้างระบบความมั่นคงแนวชายแดน โดยเฉพาะการมีจุดประสานงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็ง เป็นปราการด่านหน้าในการเอาชนะยาเสพติด และเป็นกลไกในการดูแล พี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด สนับสนุนภารกิจการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้กระทำผิด เร่งรัดการผลักดันโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน และการของบประมาณสนับสนุนจากกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ ผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของกำลังพลทุกนายว่า จะสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปกป้องประชาชนและประเทศชาติให้ปลอดภัยจากภัยยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เดินหน้าสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยสู่สากล

แชร์เนื้อหานี้
วันที่ (25 เม.ย.68)  เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมสิรินธรวัลลี ชั้น ๔ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ  นายจุมพฏ  วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ประกอบพิธีถวายราชสักการะเปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ และกล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณ  เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ตามโครงการสร้างการรับรู้ ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน ให้แก่ เหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ  ชมรมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และผู้แทนกลุ่มทอผ้า 16 กลุ่มจากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานอันทรงคุณค่ามาประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบ พัฒนาและต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์พื้นถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้า ด้วยการออกแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เป็นการฟื้นฟูและสืบทอดภูมิปัญญาตั้งเดิมควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพงานหัตถศิลป์ไทย ตลอดจนเป็นการน้อมนำแนวพระดำริฯ ในการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย นำแบบลายผ้าพระราชทานมาใช้เป็นต้นแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและหัตถกรรม เพื่อขับเคลื่อนการใช้และสวมใส่ผ้าไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แบบลายผ้าพระราชทานอย่างแพร่หลาย  สำหรับ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” เป็นลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบจากการศึกษาลวดลายไทยดั้งเดิม ผสานแนวคิดร่วมสมัย สะท้อนเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และธรรมชาติของไทย โดยทรงพระราชทานแบบลายประเภทผ้ามัดหมี่ ยก จก บิด แพรวา และบาติก ให้แก่ช่างทอผ้าทั่วประเทศ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ สู่เวทีสากลต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326