คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่ จากลำตะคองมายังบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน700ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนเทศบาล 4 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมลงนามสัญญาการกู้เงินกับ นายชวลิต ประวะภูโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจขนาดกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนางสาววมิรา สิงสนั่น เจ้าหน้าที่ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจ SME ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมากับธนาคารกรุงไทย สาขาจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่เทศบาล และสื่อมวลชล ร่วมในพิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน 700 ล้านบาท ตาม ที่เทศบาลนครนครราชสีมา ได้เสนอขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อมาดำเนิน โครงการ จัดหา น้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ งบประมาณให้ดำเนินโครงการ ในวงเงินงบประมาณ 1,995,430,000 บาทประกอบด้วย

  1. เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ สนับสนุนร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
  2. เทศบาลนครนครราชสีมาสมทบ ร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
  3. โดยมี รายละเอียดของโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าดังนี้
  4. ค่าก่อสร้าง วงเงินงบประมาณที่รับอนุมัติ 1,928,410,000 บาท ราคากลาง 1,915,500,000บาท ประกอบด้วย
    งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบ 2 แห่ง คือ สถานีสูบน้ำดิบเขื่อนมะเกลือใหม่ และสถานีสูบน้ำดิบที่
    โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า และงานวางท่อเหล็กหล่อเหนียว และท่อ HDPE ขนาด 1,200 มม. วางตามคลองธรรมชาติ ความยาว ประมาณ 35 กิโลเมตร
  5. ค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นค่าควบคุมงาน วงเงินงบประมาณ 67,020,000 บาท
    ราคากลาง 52,560,000 บาท

การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นงบผูกพัน 5 ปี (งบประมาณปี 2568-2572) เทศบาล
ต้องสมทบ 997,715,000 บาท เนื่องจากเทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้ เงิน จากแหล่งเงินกู้ และได้แสวงหาแหล่งเงินกู้จาก ธนาคารและ สถาบัน เงินกู้ ต่างๆ พบว่า ธนาคารกรุงไทย ให้ดอกเบี้ยต่ำ ที่สุด คือร้อยละ 1.95 บาทต่อปี เทศบาลจึงได้ดำเนินการ ตามระเบียบข้อกฎหมาย เพื่อขอกู้เงิน เมื่อได้รับอนุมัติ จากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จึงได้ดำเนินการ กู้เงิน จากธนาคารกรุงไทย โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน เพื่อการลงทุน โครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาล ในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสาธารณูปโภค สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

การค้าและการลงทุนของ จังหวัดนครราชสีมา ลดการสูญเสียน้ำดิบระหว่างการขนส่งผ่านท่อ เพิ่มปริมาณส่งน้ำผ่านท่อได้ประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (อัตราค่าน้ำประปาตั้งแต่ 5-25 ลูกบาศก์เมตร มีค่าเฉลี่ย 12.14 บาทต่อ ลูกบาศก์เมตรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อน้ำดิบ ประมาณ 10.80 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้ไฟฟ้าในการสูบน้ำ ประมาณ 10.61 ล้านต่อปี สามารถขยายการบริการประปาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นข้างเคียงได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง จากเดิม 76.70 ตารางกิโลเมตร เป็น 223.85 ตารางกิโลเมตร เทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีหนี้ค้างชำระ สามารถกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยได้ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.95 ต่อปี ซึ่งถูกกว่าการกู้เงินจากเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี การกู้เงินในครั้งนี้ได้ผ่านการประชุมประชาคมระดับนคร ผ่านการอนุมัติจากสภาเทศบาลนครนครราชสีมา

ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ 4 ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 การกู้เงินได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการกู้เงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 และครั้งที่ 2/2568เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ เห็นว่า การขอกู้เงินของเทศบาลนครนครราชสีมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา จำนวน 700,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า มีความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2596 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดการอบรมอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่น รุ่นที่ 1 เสริมศักยภาพต้อนรับเทศกาล Green Season ปลายฝนต้นหนาว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ บึงงามรีสอร์ท อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต้อนรับอาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่นที่เดินทางมารายงานตัวเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาคการท่องเที่ยวและบริการ อาสาสมัครนำเที่ยวท้องถิ่น รุ่นที่ 1 ภายใต้งบประมาณสนับสนุนตามแผนพัฒนาจังหวัดบึงกาฬ และนโยบายของนายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชนและการท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้มีคุณภาพและยั่งยืน

ต่อมาในเวลา 13.00 น. นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวว่า “การจัดอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นเจ้าบ้านที่ดี สามารถดูแลและต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีมาตรฐาน พร้อมทั้งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่จังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬที่ต้องการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การท่องเที่ยวบึงกาฬเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและการบริการตามมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย
  2. เสริมสร้างทักษะอาชีพและความสามารถในการออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่หลากหลายและสร้างสรรค์
  3. ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว

การอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2568 ณ บึงงามรีสอร์ท อำเภอบึงโขงหลง โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน ประกอบด้วยผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ ความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การเป็นมัคคุเทศก์ที่มีคุณภาพ การตลาดเพื่อการท่องเที่ยว และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬให้สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดแล้ว!! ศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน วัดตานีนรสโมสร จ.ปัตตานี รร.เทศบาล2

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ 7 กันยายน 2568 ที่วัดตานีนรสโมสร (พระอารามหลวง) อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศอ.บต. ร่วมพิธีเปิดศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ,

เลขาธิการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ,ผู้แทนชมรมพุทธมามกะศีล 5 จังหวัดปัตตานี , ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมี พระราชวัชรญาณโมลี รองเจ้าคณะภาค 18 เจ้าอาวาสวัดตานีนรสโมสร , พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ ตลอดจน พุทธศาสนิกชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับศูนย์ประสานงานพุทธวิธีเพื่อสิทธิมนุษชน วัดตานีนรสโมสร จังหวัดปัตตานี เป็นความร่วมมือของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ บูรณาการร่วมกับวัดตานีนรสโมสร(พระอารามหลวง) มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขเเละสันติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดตั้งขึ้น เพื่อให้วัดตานีนรสโมสร เป็นศูนย์กลางในการศึกษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์กลางในการประสานงานด้านสิทธิมนุษยชน

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนนภาคใต้ ให้คำปรึกษาให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน รับเรื่องร้องเรียนประสานงานความช่วยเหลือและส่งต่อเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้วัดตานีนรสโมสร เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนต่อพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมในการเผยแพร่ความรู้ ประชาสัมพันธ์หลักการสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนเปิดศูนย์ฯ ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 5-6 กันยายน 2568 ณ โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายทั่วไป ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และการเยียวยาตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมี พระสงฆ์ สามเณร เข้าร่วมอบรม 10 รูป และมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำศูนย์ประสานงานเข้าร่วม 50 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นจิตอาสาประจำศูนย์ฯ อีกด้วย

ภาพ/รายงานข่าว : สำนักข่าว THE SRINGER TODAY

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด 4 กันยายน ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 ก.ย.) ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือฉวีวรรณ

ผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของไทย ได้จัดพิธีทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล ณ สโมสรฉวีวรรณกรุ๊ป (แห่งใหม่) ตั้งอยู่ใน ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมจัดพิธีสืบชะตาแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล

โดยได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคุณธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่านสงฆ์ และมี

นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้วอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายธวัชชัย ศรีทอง ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

นางเดชา จันทร์เล็ก นายเอกสิทธิ์ อ่ำฉอ้อน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอศรีราชา พร้อมด้วย นายอโนทัย เจริญสันติสุข คณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารนโยบายนายกอบจ.ชลบุรี

และมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน ประชาชนผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือและหน่วยงานต่างๆ จากทั่วประเทศทึ่ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.ฉวีวรรณ ทั่วสารทิศ เดินทางเข้าอวยพรวันเกิดเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ ดร.ฉวีวรรณ คำพา เผยว่าการช่วยเหลือสังคมและผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นสิ่งที่ตนยินดีทำและยึดมั่นมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านอกจากการจัดพิธีทำบุญและพิธีสืบชะตาแบบล้านนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีแล้ว ในทุกวันคล้ายวันเกิดอายุวัฒนมงคล

ดร.ฉวีวรรณ คำพา จะมอบทุนบำรุงสถานศึกษาทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำทุกปี และในปีนี้มีโรงเรียนและสถานศึกษาที่ขอทุนเกือบ 2 ล้านบาท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับเทศบาลตำบลเมืองคงจัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม ฟรี!! ครบุรี โคราช จัดงานใหญ่ “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ “ ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2568 ณ หอประชุมตระกูลสุขเทศบาลตำบลเมืองคง อ.คง จ.นครราชสีมา มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับ เทศบาลตำบลเมืองคง จัดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยเครื่องเมมโมแกรม(mammogram) ฟรี โดยมี สาธารณสุขเมืองคง รพ.เมืองคง การไฟฟ้าเมืองคง อสม. และผู้นำชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม

นายไพศาล เกียรติชัยพัฒน นายกเทศมนตรีตำบลเมืองคง กล่าวว่า ประชาชนชาวเมืองคง 10 ตำบล เข้ามาคัดกรองดูความเสี่ยง ต้องขอขอบคุณ อสม. ผู้นำชุมชน ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้ามาคัดกรอง ใครก็มาตรวจได้ ขอแค่เป็นคนไทย จะต่างอำเภอหรือต่างจังหวัด

ในโอกาสนี้ ดร.นายแพทย์อิทธิพล สูงแผง หัวหน้าหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านม ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ตรวจพบ มีรายใหม่ 20,000กว่าราย และ 40 % เสียชีวิต สาเหตุ มีหลายปัจจัย คือ กรรมพันธ์ การออกกำลังกาย การกินอาหาร สุขภาพจิต การสัมผัสมลภาวะ ดิน น้ำ อากาส และผู้ที่ ติดบุหรี่เหล้า

และความสัมพันธ์ของฮอร์โมนในร่างกาย ดร.นายแพทย์ อิทธิพล สูงแผง กล่าวต่อไปอีกว่า ถ้าตรวจเจอเร็ว จะหายเร็ว ส่วนใหญ่มาตรวจช้า ก้อนโตแล้ว วิธีป้องกันคือ คนที่เป็นกรรมพันธ์ ต้องตรวจบ่อยๆ ออกกำลังกาย อย่ากินหวานมัน และอย่าสัมผัสมลภาวะต่างๆ

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

รบุรี โคราช จัดงานใหญ่ “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ “ ปี 2568 แสดงพลัง รู้รักสามัคคี เป็นที่ประจักษ์ !!!

เป็นที่ประจักษ์ รู้รักสามัคคี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานมหกรรม “ คนครบุรีสร้างสุขภาพ ” ประจำปี 2568 จัดโดย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬากลางหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการดูแลรักษาสุขภาพ การออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่ายกายและจิตใจที่แข็งแรง ห่างไกลจากยาเสพติด ตลอดจนสร้างเสริมให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหมู่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ด้วย โดยในงานได้จัดให้มี

กิจกรรมการแข่งขันเต้นแอโรบิคจากสถานพยาบาลของรัฐภายในอำเภอครบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลครบุรี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพสต.) 17 แห่ง ร่วมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท

โดยรับเกียรติจากนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนภาคเอกชนในท้องถิ่นร่วมเปิดงานและออกกำลังกายเต้นแอโรบิคเยี่ยมชมซุ้มนิทรรศการ และพบปะทักทายพี่น้องประชาชนชาวอำเภอครบุรีที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งและคึกคักด้วย

นาทีเฉียดตายของสาวโรงงาน หน้านิคมอุตสาหกรรมนวนคร2 สูงเนิน โคราช

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 07:10น.นาทีเฉียดตายของสาวโรงงานขณะรอกลับรถยูเทริน ภาพจากกล้องหน้ารถจับภาพได้ขณะรถบรรทุกตู้อาหารทะเลสดเสียหลักหักหลบรถบรรทุก6ล้อขณะกลับรถยูเทริน เลยทางด่วนขาเข้า กทม.หน้า นิคมอุตสาหกรรมนวนคร 2 สูงเนิน ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ภาพจากคลิปหน้าจากรถ

จับได้ภาพได้รถบรรทุกตู้ 10ล้อ HINOทะเบียน 70-2436 สีเขียว ป้ายทะเบียนสระแก้ว มาด้วยความเร็วมาถึงจุดเกิดเหตุหักหลบรถบรรทุก6ล้อ สีขาวไม่ทราบป้ายทะเบียนขณะรอยูเทริน ทำให้พุ่งเสียหลักพลิกคว่ำทับรถจักรยานยนต์ Honda เวฟ125i สีน้ำเงิน ทะเบียน2กย2806นม สาวโรงงานขับรถจักรยานยนต์พังยับเยิน เฉียดตาย ตามคลิป

หน้ารถ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยรู้สึกตัวดีมีอาการปวดหัวขอไปโรงพยาบาลเอง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สูงเนิน ร่วมกับเจ้าหน้าที่หมวดการทางสูงเนิน และอาสาสมัครกู้ภัยฯ ร่วมเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ

จนกระทั่ง สภาพการจราจรเข้าสู่สภาวะปกติโดยสามารถใช้ช่องทางเดินรถได้ตามปกติและใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เจ้าหน้าตำรวจร้อยลงบันทึกประจำวันเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป

ภาพ/ข่าว : กอล์ฟ สูงเนิน
กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรกรแห่กดเงินไร่ละพันคึกคัก ขณะที่เกษตรกรบางรายไม่อยากให้ยุบสภา บางรายพร้อมเลือกตั้งใหม่ / เปิดใจทหารกล้าหน่วยบินโดรมทิ้งระเบิด หลังออกไปทำภารกิจ 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายนงานว่า จากกรณีที่ทางธนาคาร ธกส ได้ประกาศเริ่มโอนเงิน ไร่ละ 1,000 บาท ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังและนาปี ไร่ละ 1,000 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร ให้สามารถปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากขึ้นโดยจะแบ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละภูมิภาค ดังนี้
1 ก.ย. 68 โครงการนาปรัง ปี 2568 เกษตรกร 769,461 ราย 6,280 ล้านบาท (ทั่วประเทศ)
2 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 286,831 ราย 2,459 ล้านบาท (ภาคเหนือ)
3 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 1,291,298 ราย 10,586 ล้านบาท (ภาคอีสาน)
4 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 137,478 ราย 1,254 ล้านบาท (ภาคอื่น ๆ)


***ล่าสุดวันนี้ (3 ก.ย. 68) บรรยากาศที่หน้าตู้เอทีเอ็ม และหน้าตู้ปรับสมุดบัญชีธนาคาร ธกส. สาขาอำเภอเมืองศรีสะเกษ คึกคักเต็มไปด้วยชาวเกษตรกรที่มาต่อคิวยาว เพื่อรอปรับสมุดเงินฝาก ธกส. และกดเงินจากตู้กดเงินธนาคาร ธกส. โดยผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพูดคุยกับเกษตรกรรายหนึ่งได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ตนมากดเงินไร่ละ 1,000 บาท ถ้าได้เงินตัวไปตนจะนำไปซื้อปุ๋ยจ่ายค่าไถหว่านข้าว ปีนี้ถือว่าได้เร็วกว่าทุกๆปี

ต้องขอขอบคุณรัฐบาลอยากให้รัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือแบบนี้ทุกๆปีจะได้ช่วยเหลือชาวนา ส่วนความเห็นเรื่องการเมืองตนไม่อยากให้ยุบสภา เพราะเศรษฐกิจไม่เหมือนเดิมแล้วถึงใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คงเหมือนเดิม ตนอยากให้รัฐบาลชุดเก่าทำหน้าที่ต่อไป เหลืออีก 2 ปี รัฐบาลก็ต้องหมดวาระลงแล้วอยากให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยบริหารต่อไปอีก ถ้าเสื้อส้มกับเสื้อน้ำเงินจับมือกันโหวตนายกคนใหม่ตนไม่เห็นด้วย

***ด้าน นางไพบูลย์ ลาทุลี อายุ 70 ปี วันนี้ตนมาดูเงินไร่ละ 1,000 บาทที่รัฐบาลช่วยค่าปุ๋ยค่าเก็บเกี่ยววันนี้เงินเข้าบัญชีแล้ว ตนได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกไว้ 13 ไร่ ตนได้รับเงินทั้งหมด 10,000 บาท ตนรู้สึกดีใจและชื่นใจสุดๆตนขอขอบคุณรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชนตนจะเอาเงินนี้ไปซื้อปุ๋ยซื้อของใช้ใส่บ้านตนอยากให้รัฐบาลทำแบบนี้ตลอดทุกๆปี

ปีนี้ถือว่ารัฐบาลให้เงินเร็วมากไม่เหมือนปีที่ผ่านๆมาจ่ายล่าช้า ส่วนความคิดเห็นเรื่องการเมืองตนขอเป็นใครก็ได้ขอแค่ให้เข้ามาพัฒนาให้เศรษฐกิจดีอยู่ดีกินดีก็พอ
***เช่นเดียวกับวินมอเตอร์ที่อยู่หน้าธนาคาร เปิดเผยว่า ส่วนตัวถ้ามีการยุบสภาจริง ก็ถือว่าดี จะได้คืนอำนาจให้กับประชาชน และพวกตนก็พร้อมเลือกตั้งนายกคนใหม่ เพื่อให้เข้ามาพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

เปิดใจทหารกล้าหน่วยบินโดรมทิ้งระเบิด หลังออกไปทำภารกิจ 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

***เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านอีปาด ตำบลอีปาด อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ทราบข่าวว่า ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง สังกัด กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กลับบ้านมารักษาตัวแล้ว หลังออกไปปฏิบัติหน้าที่บินโดรนทิ้งระเบิกใส่ทหารกัมพูชา แล้วบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิด โดยพอไปถึง ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือ เอก ได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า วันนั้นเป็นวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมาตนได้รับภารกิจบินโดรมทิ้งระเบิดที่ปราสาทตาควายจังหวัดสุรินทร์ ภารกิจในวันนั้นจะมีทหารออิกปฏิบัติการทั้งหมด 10 นาย ซึ่งในนั้น 4 นาย จะเป็นของหน่วยตนที่มีหน้าที่นำโดรมออกไปทิ้งระเบิก

***โดยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีการยิงปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจุดที่ตนอยู่จะห่างจากจุดปะทะฝั่งกัมพูชาประมาณ 500 เมตร โดยจังหวะที่ตนกำลังก้มลงเก็บ notebook ได้มีระเบิดที่ยิงมาจากฝั่งกัมพูชาได้ตกลงข้างๆที่พวกคนอยู่ ทำให้สะเก็ดระเบิดโดนเพื่อนทหารและตนจนทำให้เพื่อนเสียชีวิตทั้ง 3 นาย และตนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็เท่ากับว่าไป 4 นาย ตาย 3 รอด 1 นาย

***ตนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ลูกตาทั้ง 2 ข้าง จนตนรู้สึกมองเห็นฝ้ามัวไปหมด และแขนข้างขวาโดนสะเก็ดระเบิดจนกระดูกหักตอนแรกตนคิดว่าแขนขาไปแล้ว ตนตั้งสติได้จึงร้องบอกให้เพื่อนๆดึงตัวเข้าที่กำบังจากนั้นเรียกหน่วยพยาบาลเข้าช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล อาการตอนนี้ดีขึ้นแล้วหมอให้ออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้านตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา หมอได้ผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกจากตาทั้ง 2 ข้างได้อย่างปลอดภัยตาข้างขวามองเห็น 100% แล้วแต่ตาข้างซ้ายยังมัวอยู่นิดหน่อยต้องใช้น้ำตาเทียมหยอด ส่วนแขนหมอได้ทำการผ่าตัดใช้เหล็กดามกระดูกหมอได้ผ่าตัดเย็บถึง 3 ชั้น เย็บกว่า 100 เข็ม ตอนนี้ก็เริ่มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

***ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง กล่าวต่อไปว่า จากการดูแม่ทัพภาคที่ 2 เล่าถึงตนและทหารทุกนายที่ได้รับบาดเจ็บตนรู้สึกภาคภูมิใจและขอขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ให้เกียรติและให้การดูแลพร้อมเข้ามาให้กำลังลูกน้องทุกนายที่ได้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ถ้าตนหายเป็นปกติแล้วถึงร่างกายจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ตนก็ยังจะขอกลับไปรับใช้ชาติต่อไป ถ้าในภารกิจแนวหน้ามีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตนไปปฏิบัติหน้าที่ตนก็ยังจะไปเหมือนเดิม ตนขอฝากเป็นกำลังใจให้กับพี่ๆน้องๆทหารแนวหน้าทุกนายที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ และอยากให้ทหารทุกนายมีแว่นไว้ป้องกันสายตาเพราะสายตาเป็นจุดที่สำคัญและเป็นจุดที่อ่อนโยนที่สุดถ้าเกิดเหตุเหมือนตนจะได้มีแว่นไว้ป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดกับดวงตาเราได้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดีกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่อมก๋อย มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนควบคู่การอนุรักษ์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม

แชร์เนื้อหานี้

3 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. – #นายอรรถพล #เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช #พร้อมด้วยนายกริชสยาม #คงสตรี #ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 นายชัยชาญ ศรียงค์ หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) และนายวิวัฒน์ ขุนฤทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการต้นน้ำ สบอ.16 ได้ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พร้อมเน้นย้ำนโยบายและมาตรการป้องกันไฟป่าที่เข้มงวด โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นโยบายสำคัญคือการขับเคลื่อนมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างแท้จริง โดยจะมีการจัดตั้ง “หน่วยพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์” หน่วยพัฒนาชุมชนเหล่านี้เป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชุมชน เพื่อให้การสนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังได้มอบนโยบายสำคัญพร้อมกำชับให้หัวหน้าหน่วยพัฒนาฯ เร่งดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ได้แก่

  1. การจัดการที่ดิน ให้หัวหน้าหน่วยพัฒนาฯ สำรวจข้อมูลพื้นฐาน เพื่อทำความเข้าใจชุมชนและกำหนดขอบเขตที่ดินทำกินให้ชัดเจนตามมาตรา 121 พร้อมทั้งหยุดยั้งการขยายพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม
  2. การส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยสำรวจและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน
  3. การบังคับใช้กฎหมาย ให้ดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิดที่บุกรุกพื้นที่ตามมาตรา 121 อย่างจริงจัง หากพบการกระทำผิดจะตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการยกเลิกสิทธิ์การทำกินทันที
  4. การป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ให้ร่วมหารือกับชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดมาตรการป้องกันไฟป่าร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงควบคุมการเก็บหาของป่า หากพบการฝ่าฝืนว่ามีการเผาป่าเพื่อหาของป่าในพื้นที่ ให้ตัดสิทธิ์ในการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทันที

นอกจากนี้นายครินทร์ หิรัญไกรลาส หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ได้นำเสนอสรุปผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย โครงการป่าไม้เพื่อชีวิต, การติดตามสถานการณ์การตัดไม้มีค่า, รายงานสรุปผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่าประจำปีงบประมาณ 2568, แผนงานด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติบนดอยม่อนจอง และการดำเนินงานด้านการจัดตั้งหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชน

โอกาสนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังได้มอบเสบียงอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานอีกด้วยนายอรรถพล กล่าวสรุปว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยจะทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบ” ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์สำหรับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

สมจิตร แสงบันลังค์ DNP1362

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแถลงข่าวการจัดงาน เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ( Gastronomy Tourism ) เพื่อนกระตุ้นเศรษกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ จากการท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

ช่วงค่ำ วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมเวอร์โซ หัวหิน อะวิรันดา คอลเลคชัน ตำบลหนองแก อำเ ภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ( Gastronomy Tourism ) เพื่อกระตุ้นเศรษกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ จากการท่องเที่ยว ให้กับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมี นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี ร.ท.สิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น.ส.ศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เชฟนพดล นุชเจริญ ประธานที่ปรึกษาชมรมพ่อครัว ชะอำ/หัวหิน นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศบาลตำบลบ้านกรูด พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ เพื่อยกระดับฯ มาตรฐานอาหารไทยจากระดับชุมชนสู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายในงาน รวม เมนูอาหารคาว- หวานกว่า 100 เหนู อร่อยกับอาหารทะเลปลอดภัย IG OTOP อาหารสายสุขภาพ ฮาลาล Food Truck กับบรรยากาศบนชายหาดริมทะเลสุดชิลล์ ทั้ง 8 อำเภอ ในจังหวัดประจวบ ย๊าวยาว!! จุกๆไปเลย! กับงานดีๆ 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 “จากคลื่นสู่ครัว” 29-31 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณ หาดเขากะโหลก อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ฟังเพลงเพราะๆกับศิลปิน เอ๊ะ จิรากร หน้ากากอีกาดำ” จากรายการ The Mask Singer อินฟูเอ็นเซอร์สายอาหาร โหน่งโชว์ ปรุงเมนู “กุ้งผัดกะปีตะไคร่” แจกชิมฟรี!! และพูดคุยกับอินฟูเอ็นเซอร์สายสุขภาพ “ฟิตกับแพม” คุณปาเมลา ปาสิเนตดี หรือ เปมิกา ปาสิเนตตี้ ชื่อ เล่น แพม มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017

พิธีกรรายการ สามแซ็ป ช่อง 3 รวมชิมเมนูรังสรรค์ กับกิจกรรม แข่งขันทำอาหาร รางวัลรวมกว่า 3 หมื่นบาท จำนวน 10 ทีมครั้งที่ 2 “รสมือแม่” 12-14 กันยายน 2568 ณ บริเวณชายหาดบ้านกรูด อำเภอบางสะพานฟังเพลงจากหนุ่มประมงเสียงเล็ก “เล็ก-รัชเมศฐ์” นักร้องสักลาย ร้อยล้านวิวอินฟูเอ็นเซอร์สายอาหาร ชื่อดัง ปรุงอาหาร แจกซิมฟรี!!รู้จักกับเมนูอาหารชุมชนรสดังเดิม

จากการโชว์ 8 ชุมชนทั้งสองครั้ง ชมไฮไลท์ควงกระบองไฟทุกค่ำคืน เวลา 20.40 น. ดนตรี การแสดง เกมรับของที่ระลึก สัมผัสอาหารแบบ Fine Dining และซมพลุสุดอรังการพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมบูรณาการ จัดกิจกรรมนาทีทอง โดยจำหน่ายกุ้งขาวแวนนาไมสด จำนวน 1,100 กิโลกรัม นำมาจำหน่ายราคาพิเศษ ไม่ต่ำกว่า 150 กิโลกรัมต่อวัน มีทั้งปรุงสุก และสดกลับบ้านงานเริ่ม 16.00-24.00 น. ทุกวัน

////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เวทีเอฟเคไอไอ.ฟอรั่ม“ฟันธงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือคานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจเอไอ.”(AI Economy)และรัฐบาลเอไอ.(AI Government)

แชร์เนื้อหานี้

สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation:FKI Thailand) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดงานสัมมนาFKII National Forum ในหัวข้อ “AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วนนายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI Technology )คือคานงัดสร้างจุดหักเห(Turning Point)สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ.(AI Economy)ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆเช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอรัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำโตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังพร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง“เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบอัโมัติ(Automation)เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วนเช่น รัฐบาลเไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์(AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการพัฒนานโยบายสาธารณะ“ นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน(Transformation)ศักยภาพประเทศใหม่โดยใช้AIและเทคโนโลยีดิจิตอล เช่นประเทศเดนมาร์กจัดตั้งAgency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลกในด้านรัฐบาลดิจิตอลประเทศเกาหลีใต้สร้างโครงสร้างเครือข่ายGovernment Superhighway Network (GSN)บริการภาครัฐอย่างทั่วถึง ประเทศเอสโตเนียเปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99%ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์อัพเกรด70% ระบบราชการบนคลาวด์และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า” Smart Nation”สหราชอาณาจักรจัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ”Digital Skills Partnership“ สำหรับประเทศไทยต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนาAIและเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากAI สู่Generative AI , Agentic AIและปีนี้AGI (Artificial General Intelligence)มาแล้วหากเราตื่นรู้ตื่นตัวทันสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วยในขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวาได้ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Tripเป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำที่ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3)Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Powerโดยระบุว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ“AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในทุกมิติทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ “Being Digital” ไปสู่ “Being Digital-Driven” โดยต้องคำนึงถึง “Human Loop” ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็นController และเสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%”
 ทางด้านดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้เปิดเผยว่า “ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยที่อยู่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริง ๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย. โดยเน้นย้ำว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง “อุตสาหกรรมใหม่ ๆ” และงานใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา”

ส่วนนายอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นายคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่1) Smart Design: AI ช่วยในการออกแบบลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ2) Digital Manufacturing: การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
3) Intelligent Equipment: การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ4) Safety & Security: ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น.สำหรับนายพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd.นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็น ผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย ทางด้านนายสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officerบริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
1) ลดต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
2) ทำงานได้เร็วขึ้น: AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
3) เพิ่มยอดขาย: การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน. ท่านยังได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านตำบลคีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา เดินหน้าประกาศ “ไม่เอาพืชกระท่อม” แสดงจุดยืนด้วยการ ตัด-โค่น-เผา ต้นกระท่อม

แชร์เนื้อหานี้

22 สค.68 ชาวบ้านใน ต.คีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต ร่วมกับอำเภอธารโต ได้ร่วมกันโค่นต้นกระท่อมพร้อมนำไปเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “ไม่เอาพืชกระท่อม” หลังพบวัยรุ่นในพื้นที่ได้นำใบกระท่อมมาต้มและนำไปผสมกับสารเสพติดแล้วนำไปดื่มทำให้เกิดอาการมึนเมา ทั้งนี้ เป็นไปตามวาระการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิบัติการ 120 วัน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิด โดยมีเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต กล่าวว่า การกวาดล้างยาเสพติดถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน แม้ว่าพืชกระท่อมจะถูกปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดแล้วก็ตาม แต่เมื่อสังคมตระหนักถึงโทษภัยที่แท้จริง ชาวคีรีเขตจึงได้มีการรณรงค์ให้โค่นทำลายและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นปัญหาซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พืชกระท่อมยังคงก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้ในทางที่ผิด

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวด้วยว่า ล่าสุด ได้มีการดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนระดับหมู่บ้าน เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายกว้าง ทั้งด้านการศึกษา กีฬา และการรวมกลุ่มกับเพื่อนฝูง เมื่อได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจถึงโทษของพืชกระท่อมอย่างแท้จริง ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงและสื่อสารต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของสังคม นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกำลังในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และองค์กรท้องถิ่น โดยมีผู้นำชุมชนและกำนันตำบลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องปราม

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ระบุด้วยว่า การกวาดล้างและป้องกันปัญหายาเสพติด รวมถึงพืชกระท่อม จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อชุมชนมีความเข้าใจตรงกันและเห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงการใช้พลังของสื่อมวลชนเป็นช่องทางเผยแพร่และกระจายข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การรณรงค์มีพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ภาพข่าว/ อัมรัน เเมหะ สวท.ยะลา
ตอริก สหสันติวรกุล ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการข่าวภูมิภาคใต้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ทุกพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ให้ทุกพื้นที่เข้าถึงได้-ปลอดภัย

การจัดกิจกรรม โดยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย พัฒนาจังหวัดนครราชสีมา สู่ “เมืองสุขภาพนานาชาติ-เมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ-Tourism for All” ต้นแบบอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลอย่างยั่งยืน เวลา 14.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่ายจัดพิธี “เปิดเมืองอารยสถาปัตย์ เมืองกีฬา และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design (UD)

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวเปิดงานว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2568 มีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณ 21.87% ของประชากรทั้งประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า

การหกล้มและอุบัติเหตุในที่พักอาศัยที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตนำไปสู่ภาวะพิการ โดยทุกปีมีผู้สูงอายุหกล้มกว่า 30% หกล้มนอกบ้าน 65% หกล้มภายในบ้าน 35% สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันสูงถึง 65.4% ตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได 5.6% และยังมีคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาล จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design)


แนวทางอารยสถาปัตย์จึงเป็นแนวทางที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลดีทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดและประเทศในระยะยาว โครงการนี้คือก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนครราชสีมาสู

เมืองสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism)การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง ปลอดภัย สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่กำหนดให้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์เป็นวาระสำคัญของประเทศ

นายประเสริฐ รองนายกฯ ได้กล่าว ขอบคุณจังหวัดนครราชสีมา สสส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ และแสดงความหวังว่างานดังกล่าวจะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของอารยสถาปัตย์ และขับเคลื่อนโคราชสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล” อย่างยั่งยืนต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตย มุ่งสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมเดอะวันคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนพรรคการเมืองในพื้นที่เข้าร่วม ขณะที่ นายไพรัต คัณทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการ

ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต. ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การจัดโครงการในครั้งนี้ ยังเป็นเวทีให้พรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาพรรคในเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และส่งเสริมการเมืองไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรม
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุก​จับปลัด อบจ.มุกดาหาร เรียกรับเงินผู้รับเหมา 7 แสนบาท​ตำรวจ-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. สนธิกำลังบุกล็อกคาห้องทำงาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับนายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 4, นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ,

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร, นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและการข่าว 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิ ชอบภาค 4 ที่ 21/2568 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2568

สืบเนื่องจากผู้รับเหมารายหนึ่งร้องเรียนว่าผู้ต้องหาเรียกรับเงินร้อยละ 8–10 ของวงเงินโครงการก่อสร้างและเสริมผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกจำนวน 7 โครงการ วงเงินรวมกว่า 12 ล้านบาทผู้รับเหมาระบุว่า หลังดำเนินงานเสร็จสิ้นทั้งหมดและได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 10,278,000 บาท ส่วนอีก 5 โครงการ มูลค่า 2,495,000 บาท

ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากปลัด อบจ.มุกดาหาร ชะลอการอนุมัติ พร้อมทั้งเรียกรับเงิน ร้อยละ 10 ของวงเงินโครงการ หากไม่ยอมจ่าย จะสั่งตรวจสอบย้อนหลังโดยอ้างว่าโครงการไม่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยอมตกลงที่จะจ่ายเงินให้โดยได้มีการต่อรองจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจนสามารถตกลงกันได้เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้แก่ปลัด อบจ.มุกดาหาร ไปแล้ว 500,000 บาท โดยนัดจ่ายส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาทในภายหลังหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมปลัด อบจ.มุกดาหาร

พร้อมเงินสดของกลางจำนวน 200,000 บาท ที่ห้องทำงานของปลัด อบจ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและแจ้งดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157

เบื้องต้น ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.เมืองมุกดาหาร และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

#ปลัดอบจมุกดาหาร #สินบนผู้รับเหมา #บกปปป #ปปช #ปปท #จับคาห้องทำงาน #ทุจริตคอร์รัปชัน #ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #มุกดาหาร
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ จ.ชุมพร ตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ปี 2568 / ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ เข้าร่วมการตรวจประเมินระบบมาตรฐานฮาลาล โรงเชือดเพื่อการส่งออก ประจำปี 2568 ของ บริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด

นายสัตวแพทย์พิชัยฯ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 รวมถึงเป็นพนักงานตรวจโรคสัตว์ประจำโรงงานเพื่อการส่งออก

การตรวจประเมินจัดขึ้น โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร และ ฝ่ายกิจการฮาลาล คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าร่วม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์จากกรมปศุสัตว์,ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร,ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล จากสำนักคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และจากสำนักคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชุมพร

โดยมีรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมิน ดังนี้ 1. นายคทาวุธ เลาะหมุด หัวหน้างานต่างประเทศฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — หัวหน้าคณะตรวจประเมิน 2. น.สพ.มาลิก อับดุลบุตร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมปศุสัตว์ — กรรมการคณะตรวจประเมิน 3. น.สพ.ประยูร ลีลางามวงศา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร — กรรมการคณะตรวจประเมิน 4. สกอจ.ชุมพร ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาลาล สกอจ.ชุมพร — กรรมการคณะตรวจประเมิน

5. นายเสกสันต์ แสงศรี ผู้เชี่ยวชาญการตรวจประเมินโรงเชือดฮาลาล ฝ่ายกิจการฮาลาล สกอท. — เลขานุการคณะตรวจประเมิน 6. น.สพ. รฐนนท์ เข็มแก้วนายสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ — ผู้ช่วยคณะกรรมการตรวจประเมิน 7.นายอานัศ มะมิน นักศึกษาฝึกงาน — สังเกตการณ์

วัตถุประสงค์ของการตรวจประเมินครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงเชือดให้เป็นไปตามหลัก ศาสนาบัญญัติอิสลามและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร เพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ตร.ทล.ชุมพรจับยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด

ธนากร โกศลเมธี 0818923514 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นของวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร (ตร.ทล.ชุมพร)

สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 2 ปฏิบัติหน้าที่บนถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ได้สกัดจับรถเก๋งต้องสงสัยคันหนึ่ง หลังสังเกตเห็นว่าท้ายรถคันดังกล่าวมีการบรรทุกสิ่งของที่น้ำหนักมากผิดปกติ

เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอให้รถต้องสงสัยจอดรถเพื่อขอตรวจค้น พบร่องรอยการดัดแปลงในส่วนของท้ายของกระโปรงรถด้านหลัง เมื่อรื้อและตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบกระสอบบรรจุยาบ้าอัดแน่นเต็มพื้นที่

รวมจำนวนกว่า 1,000,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่ามหาศาล จึงควบคุมตัวคนขับและผู้โดยสารที่มากับรถ (ขอสงวนชื่อและนามสกุลเพื่อขยายผล)

ไปสอบสวนขยายผลที่สถานีตำรวจทางหลวง เพื่อหาเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยคาดว่ายาเสพติดล็อตนี้มีปลายทางที่จังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง

ก่อนจะถูกลำเลียงเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในที่สุด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ที่พยายามจะลักลอบผ่านจังหวัดชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อชงัก!!ชาวบ้านเตรียมรวมตัวชุมนุมคัดค้านใหญ่ ไล่พ้น อ.พาน จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อชงัก!!โครงการฯชาวบ้านเตรียมรวมตัวชุมนุมคัดค้านใหญ่ ไล่พ้นอำเภอพาน ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานภาครัฐต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ ต่อคณะขับเคลื่อนวุฒิสภา รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนชาวตำบลแม่เย็นและตำบล

ทานตะวัน ต่อต้านโรงไฟฟ้าไฟฟ้าขยะในพื้นที่ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 คณะผู้ต่อต้านได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายและสำนักงานกิจการ

พลังงานจังหวัดเชียงรายและเดินทางไปยื่นหนังสือให้อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายหลังจากนั้นยังได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนวุฒิสภาที่ประชุมอยู่ที่อำเภอ อำเภอแม่จัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าได้รับการเปิดเผยจากแกนนำต่อต้านการสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะในตำบลแม่เย็นและตำบลทานตะวัน อำเภอพาน มีการนัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568เวลาตั้งแต่ เวลา09.00 น.เป็นต้นไป ณ เวทีโรงเรียน

บ้านหนองหล่ม ต.ทานตะวัน อ.พาน เพื่อแสดงความคิดเห็นไม่เอาโรงงานไฟฟ้าขยะโดยมีการยื่นหนังสือขออนุญาตการใช้สถานที่การชุมนุมและใช้เสียง ต่อนายอำเภอพาน และผกก.สภ.พานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการตั้งเวทีแสดงความคิดเห็น สาเหตุไม่เอาโรงงานไฟฟ้าฯโดยจะมีสื่อทีวีและผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตุการณ

สำหรับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับพื้นที่การสร้างโรงงานไฟฟ้าบ้านสุขสันติ หมู่ที่9 ต.แม่เย็น ดังกล่าวมีความเคลื่อนไหวจากแหล่งข่าวชาวบ้านในพื้นที่ปัจจุบันมีการกว้านที่นาจำนวนนับ100ไร่บางรายมีการมัดจำ เพื่อเตรียมขายให้กับโรงงานไฟฟ้า

ขยะ แต่เมื่อมีการตรวจสอบระเบียบของการก่อสร้างโรงงานประเภทอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องสร้างในพื้นที่ประเภทสีม่วง เท่านั้นส่วนที่นาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม อาจจะไม่สามารถทำได้ยิ่งใกล้ชุมชนที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ผังเมืองรวมจังหวัดเชียงราย.
#สมจิตรแสงบัลลังก์

ทีมข่าวบกรายงาน

0654617905

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / องคมนตรี เปิดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธาน

ในพิธีเปิดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ประจำปี 2568 โดยมีนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวรายงานการจัดงาน และ ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวต้อนรับ นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติตลอดจนประชาชนเข้าร่วมงานในครั้งนี้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และจังหวัดนราธิวาส จัดงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 16 – 18 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดิน

โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ราษฎร รวมทั้งเผยแพร่ผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาพิกุลทองฯ ให้ประชาชนสามารถน้อมนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ องคมนตรี ได้มอบประกาศนียบัตรและรางวัล ให้แก่เกษตรกรที่ชนะการประกวดผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ ถั่วฝักยาว ข้าวโพดหวาน มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ต่อจากนั้นเยี่ยมชมนิทรรศการ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ซึ่งนำองค์ความรู้การพัฒนาของแต่ละภูมิภาคมาจัดแสดง นิทรรศการ “ต่อยอดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาอาชีพ” จากหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดนราธิวาส และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานตลาดนัดสินค้าเกษตร

สำหรับงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ” ครั้งที่ 26 นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการ ภายในงานยังมีกิจกรรมการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นจำนวน 6 หลักสูตร ทั้งเชิงปฏิบัติการและผ่านระบบออนไลน์ อาทิ หลักสูตร การทำแหนมเห็ด สบู่นมแพะ ปลาแดดเดียวสมุนไพร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม

การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การเสวนาในหัวข้อ การวางแผนการผลิตพืชให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และยังเผยแพร่ผ่านทางเพจ/เฟสบุ๊ค ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกด้วย
////////////ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีทำบุญตักบาตร วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (12 ส.ค.68) เวลา 07.30 น. นาย เธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้บริหาร นำข้าราชการพลเรือน ศาล

ตุลาการ ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศาสนิกชน ชาวชุมพรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จ

พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 วันแม่แห่งชาติ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงถึงความจงรักภักดี พร้อมตั้งจิตอธิษฐานแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งมีประชาชนแต่งกายชุดโทนสีฟ้า ร่วมทำบุญตักบาตร โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ออกรับบิณฑบาต ข้าวสาร

อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้ต่างๆ ณ บริเวณถนนปรมินทรมรรคา หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร นอกจากนี้ จังหวัดชุมพร ได้เชิญผู้นำทั้ง 3 ศาสนาในจังหวัดชุมพรร่วมประกอบพิธีทางศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ

พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ , ศาสนาอิสลาม ประกอบพิธีดุอาอ์ขอพร และศาสนาคริสต์ ประกอบพิธีอธิษฐานภาวนาขอพร เพื่อถวายพระราชกุศล และสร้างความสมานฉันท์ ระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนา ในครั้งนี้อีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. นำคณะ NCIA มาเลเซีย เยือนชายแดนใต้ หนุนความร่วมมือพัฒนาภูมิภาคกับไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางสาวนิโสรยา แวหะยี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับคุณ Wan Rodziana Wan Hassan และคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA (Northern Corridor Implementation Authority)

ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลาและสตูล) ระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยและมาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยกับมาเลเซีย โดยมีท่าน Muhamad Danial Atif Bin Nasiren กงสุลมาเลเซีย ณ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ประสานงาน

สำหรับกิจกรรมในวันแรก (3 สิงหาคม 2568) เป็นการนำคณะเดินทางเยือนพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้กล่าวต้อนรับคณะเดินทาง โดยหน่วยงาน NCIA มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ

(NCER : (Northern Corridor Economic Region: NCER) ตามที่มาเลเซียได้ดำเนินนโยบายจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชาติในการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง

ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่พัฒนาอย่างก้าวหน้าเป็นอย่างมากและมีสภาพที่เอื้อต่อการลงทุนมาก มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมากเลือกลงทุนและจัดตั้งศูนย์ธุรกิจระดับโลกในพื้นที่ NCER ซึ่งแม้ว่ารัฐที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคเหนือของมาเลเซีย จะไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาสของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการนำเสนอให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส เพื่อเชื่อมโยงไทยกับมาเลเซียในด้านเศรษฐกิจและสังคม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทาง ศอ.บต. ที่ได้จัดกำหนดการให้คณะเจ้าหน้าที่ NCIA ได้มาเยี่ยมชมศักยภาพของพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ที่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในภาคใต้ตอนล่าง มีเส้นทางรถไฟ มีสนามบินนานาชาติซึ่งกำลังขยายให้สามารถรองรับผู้โดยสารและสินค้าต่าง ๆ นอกจากนี้ จังหวัดนราธิวาสยังมีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งความรู้วิชาการสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาพื้นที่และประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดสอนในหลักสูตรองค์ความรู้สมัยใหม่เพื่อให้เรียนจบมามีงานทำและสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งในช่วงเช้า คณะฯได้รับฟังการบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงชายแดนและการขนส่งระหว่างประเทศ แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อำเภอสุไหงโก-ลก

จังหวัดนราธิวาสกับรันเตาปันยัง รัฐกลันตันของมาเลเซีย ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก และความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก – รันเตาปันยัง โดยมีผู้แทนกรมศุลกากร กรมทางหลวง และการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูล

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะฯได้เดินทางไปมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษารองรับการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการสอนหลักสูตรสมัยใหม่ อาทิ ช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง ช่างเทคนิคอากาศยาน ช่างเทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า และช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยได้ชมห้องปฏิบัติการไฟฟ้าระบบราง และสถานที่ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอากาศยานอีกด้วย

ต่อจากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานนราธิวาสเพื่อรับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาท่าอากาศยานนราธิวาสสู่การเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับนานาชาติ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่สำนักงาน NCIA ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางบินระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับเมืองสำคัญของมาเลเซีย โดยเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการคมนาคมขนส่งทางอากาศของไทยกับมาเลเซีย โดยสำนักงาน NCIA ยินดีจะรับเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานภายในมาเลเซียต่อไป

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เรือสำราญมุกดาหารปริ้นเซส” เกยตื้น! หลังน้ำโขงลดฮวบ ทำหัวเรือติดคาบันได

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า สถานการณ์ระดับน้ำแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ยังคงผันผวนอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากที่ระดับน้ำ

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เพิ่มสูงขึ้นถึง 12.08 เมตร ทำให้เรือสำราญ “มุกดาหารปริ้นเซส” ซึ่งปกติจะจอดเทียบท่าบริเวณโป๊ะหน้าเขื่อนป้องกันตลิ่ง ท่าเทียบเรือท่าข้าม(มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) เทศบาลเมืองมุกดาหาร ถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาติดชิดกับบันไดคอนกรีตของท่าเรือ

แต่ไม่กี่วันต่อมา ระดับน้ำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในวันนี้ (6 ส.ค.) วัดได้ที่ระดับ 11.18 เมตร ส่งผลให้หัวเรือที่เคยลอยน้ำอยู่กลับติดค้างแน่นอยู่บนบันไดของท่าเรือ ไม่สามารถเคลื่อนออกจากจุดเดิมได้ แม้คนขับเรือจะพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์และขยับเรือเป็นเวลานานนับชั่วโมงก็ไม่สำเร็จ

ขณะเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งประเมินแนวทางในการกู้เรือออกจากจุดดังกล่าว โดยอาจใช้วิธีลากจูงหรือวิธีอื่นเข้าดำเนินการ ก่อนที่ระดับน้ำจะลดต่ำลงไปอีก ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนย้ายยุ่งยากมากขึ้น

เรือติดบันได #มุกดาหาร #เรือเกยตื้น #น้ำโขงลด #เรือมุกดาหารปริ้นเซส #ข่าวท้องถิ่น #เรือสำราญ #ท่าข้ามมุกดาหารสะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #เรือท่องเที่ยว #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวล่าสุด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ชลบุรี จัดระเบียบรถบริการสาธารณะบนเกาะล้าน สร่างมาตรฐานที่ดีด้านการท่องเที่ยว / ทีเส็บ–อีอีซี จัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 ส.ค.68 ที่วัดใหม่สำราญ เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่มอบสติ๊กเกอร์ตามโครงการจัดระเบียบรถบริการสาธารณะและรถประเภทอื่น ๆ บนเกาะล้านการดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกระดับความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการใช้รถบนเกาะล้าน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการจัดระบบควบคุมอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดของพื้นที่การจราจร และไม่สามารถแยกแยะได้ว่ารถคันใดเป็นของผู้ประกอบการ รถเช่า หรือรถของชาวบ้าน ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของคนในชุมชน และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี จึงได้กำหนดมาตรการห้ามนำรถขึ้นเกาะเป็นเวลา 14 วัน  เพื่อสำรวจและจัดทำระบบลงทะเบียนรถอย่างเข้มงวด โดยพบว่ามีรถบนเกาะล้านมากกว่า 3,500 คัน จากนั้นจึงได้จัดทำระบบสติ๊กเกอร์แยกประเภทการใช้งาน โดยแบ่งตามสีและลักษณะการใช้รถอย่างชัดเจนเบื้องต้นมีการมอบสติ๊กเกอร์ครอบคลุมรถทั้งหมด 9 ประเภทได้แก่ รถกอล์ฟ, รถกระป๊อ, รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถจักรยานยนต์ปล่อยเช่า, รถแทรกเตอร์, รถยนต์ส่วนบุคคล 4 ล้อ, รถบรรทุก และรถสหกรณ์สองแถว โดยการจัดสรรสติ๊กเกอร์ในลักษณะนี้จะทำให้สามารถแยกแยะประเภทการใช้งานของรถได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่จราจรบนเกาะสำหรับแนวทางในอนาคต หากมีการร้องขอเพิ่มจำนวนรถบนเกาะ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอย่างน้อยสองในสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ เมืองพัทยา สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และที่ว่าการอำเภอบางละมุง เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการนำรถจากกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาในพื้นที่มากเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของคนในชุมชน ทั้งนี้ โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดความแออัด คืนพื้นที่สาธารณะ สร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และยกระดับมาตรฐานระบบขนส่งบนเกาะล้านให้มีความเป็นระเบียบและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป



ทีเส็บ–อีอีซี ผนึกกำลังจัดงาน EEC EXPO 2025 ดึงรัฐ–เอกชน ชูศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. จัดงาน “EEC EXPO 2025” เวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ชูโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต พร้อมโชว์ความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนแบบครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือกับนักลงทุนรายสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมดิจิทัล พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว ด้วยจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ระบบโลจิสติกส์ และระบบนิเวศเพื่อการลงทุนที่ทันสมัย ครบวงจร และเชื่อมโยงระดับภูมิภาค เพื่อตอกย้ำศักยภาพดังกล่าว ทีเส็บ จึงร่วมกับสกพอ. เตรียมจัดงาน “EEC EXPO 2025” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความก้าวหน้าและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ณ ภิรัช คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทีเส็บจึงทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางธุรกิจ การประชุม นิทรรศการ และงานแสดงสินค้ารูปแบบต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับความพร้อมของพื้นที่ ทั้งในด้านบุคลากร ผู้ประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการจัดงานไมซ์ เพื่อให้พื้นที่ EEC ไม่เพียงเป็นฐานการผลิตและการลงทุนสำคัญ แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านกิจกรรมทางธุรกิจระดับนานาชาติ ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและกระจายรายได้สู่ชุมชน“การจัดงาน EEC EXPO 2025 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีเส็บในการใช้ ‘ไมซ์’ เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสร้างโอกาสในการพบปะ เจรจา และจับคู่ธุรกิจในระดับนานาชาติ

งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของพื้นที่ EEC รวมถึงแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งาน EEC EXPO 2025 จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างภาคนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับภูมิภาค และยกระดับมาตรฐานการจัดงานไมซ์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกต่อไป”ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. หรือ อีอีซี กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่ อีอีซี มีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท โดยเฉพาะในกลุ่ม 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ การแพทย์สุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรม BCG และบริการ ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวการจัดงาน EEC EXPO 2025 ครั้งนี้ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการแสดงถึงศักยภาพของพื้นที่อีอีซี สู่สายตานักลงทุนภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไปที่สนใจมองหาโอกาสทางธุรกิจ โดยภายในงานฯ จะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ผ่านรูปแบบงานแสดงนิทรรศการที่ล้ำสมัย รวมถึงการจัดเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไปจนถึงบริการแห่งอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย และพื้นที่อีอีซี ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค

นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญภายในงาน อาทิ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศ เวทีเสวนาทางนโยบายระดับสูง ซึ่งได้วิทยากรชั้นนำจากภาครัฐ เอกชนร่วมกันถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Mega Project Mega Impact การขับเคลื่อนอนาคต EEC ด้วยพลังงานสะอาดและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน The Next Gen Workforce for EEC เป็นต้น ตลอดจนการจัดแสดงนวัตกรรมจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน กลุ่มสตาร์ทอัพชั้นนำ และพื้นที่สำหรับแสดงสินค้า (Showcase) สำหรับผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่อีอีซีไม่น้อยกว่า 20 ราย “EEC EXPO 2025” งานแสดงศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนเวทีระดับนานาชาติ นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนการลงทุนครบวงจร เปิดโอกาสเชื่อมโยง นักลงทุนไทยและต่างชาติ สู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคต จัดแสดงนิทรรศการ เทคโนโลยี และโซลูชั่นจากภาครัฐ เอกชน และสตาร์ทอัพชั้นนำ พร้อมกิจกรรม Business Matching และสัมมนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ จชต. มุ่งสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (5 สิงหาคม 2568) ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการและครอบครัวในพื้นที่ จชต. ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 2 จ.ยะลา

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูสภาพเด็กพิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเด็กพิการให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดทั้ง 5 จังหวัด (นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา) กลุ่มเป้าหมายประกอบ

ด้วยเด็กพิการ จำนวน 150 คน และผู้ปกครอง จำนวน 150 คน ตลอดจนครูประจำศูนย์การศึกษาโดยกิจกรรมในวันนี้ (5 สิงหาคม 2568) จัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา

ทั้งนี้ ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมคนพิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ลพบุรี รับมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 17.03 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางบัณฑิตา หมื่นพรม พัฒนาการจังหวัดลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำประธานและกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ประธานหมู่บ้านต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดลพบุรี ปี 2568 เข้าร่วมพิธีมอบเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน และร่วมรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568

ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้แทนหมู่บ้าน / ชุมชน กองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จังหวัดลพบุรี เข้ารับพระราชทานเงินขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โดยเงินพระราชทานดังกล่าว จะนำไปเป็นทุนตั้งต้นและต่อยอดในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยแนวทางสันติวิธี ส่งเสริมการประกอบสัมมาชีพตามความถนัด รวมทั้งดูแลช่วยเหลือ ให้โอกาสผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้กลับเข้ามาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยความสงบสุข ควบคู่การจัดระบบกลไกการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ให้ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่หมู่บ้าน และชุมชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
/ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสียงดังสนั่น เก็บกู้ระเบิด-EOD เก็บกู้ระเบิดBM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้น อ.กันทรลักษ์ ไปผาหมออีแดง

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด EOD เข้าวางแผนเพื่อจะเก็บกู้ระเบิด BM-21 ของกัมพูชา ที่ยิงมาตกบนพระวิหารเส้นอำเภอกันทรลักษ์ จะไป ผาหมออีแดง ห่างจากปั๊ม ปตท.บ้านผือ ที่ลูกระเบิด BM-21 ตกลงมาใส่ที่ร้านสะดวกซื้อ ประมาณ 100-200 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในการวางแผนทำแนวกัน และเคลียร์พื้นที่เอาคนออก ปิดกั้นการจราจร 100% ก่อนจะมีการระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนดังกล่าว

***หลังจากระเบิดทำร้ายลูกระเบิด BM-21 ที่ตกอยู่บนถนนแล้วเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถแม็คโคร ของกรมทางหลวง เข้ามาขุดเคลียร์พื้นที่ เพื่อความปลอดภัย ให้เชื่อได้ว่าลูกระเบิดได้ถูกทำร้ายแล้ว โดย ร.ต.อ.ประวิทย์ สุทธวงษ์ รองสารวัตร กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด-EOD เปิดเผยว่า

การเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการทำหน้าที่เข้าทำลายระเบิดในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใช้พื้นที่ให้เร็วที่สุด ในการเก็บกู้ระเบิดจะมีส่วนสำคัญส่วนที่ยากที่สุดสำคัญที่สุด การทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้แล้วจะต้องทำงานร่วมกันในหลายๆภาคส่วน ทางเทศบาลป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การเข้าทำงานในแต่ละครั้งเราจะต้องประเมินความเสียหายก่อน

***ซึ่งการทำงานเก็บกู้ระเบิดในครั้งนี้ ลักษณะของปลูกระเบิดหัวจะปักลงดิน การเก็บกู้ระเบิดในครั้งที่ 2 นี้เรียบร้อยสมบูรณ์ดี มีการกั้นกระเซาะทรายเพิ่มเติมมากกว่าที่ผ่านมาเราจะต้องอาศัยจากประสบการณ์จากรอบที่ผ่านมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ เราใช้ TNT ในการทำลายระเบิด ลักษณะของการปักรูระเบิดครั้งนี้จะปังเอียง รอบนี้จะกู้ง่ายกว่ารอบที่ผ่านมา ความลึกของรูกระสุนที่ปักลงไปตามแนวเอียงประมาณ 1 .5 เมตร

**ต่อจากนี้เราจะต้องขุดหาหลักฐานว่าระเบิดทำงานสมบูรณ์ขนาดไหนถึงจะทราบว่าการทำงานของระเบิดเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วเพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ถนนประชาชนจะต้องใช้ในการสัญจรไปมาตลอดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทางชุดจะกู้ระเบิดจะทำงานในจุดที่เป็นพื้นที่สำคัญก่อนถึงจะทยอยไปตามจุดอื่นๆที่ยังมีลูกระเบิดหลงเหลืออยู่

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากเก็บกู้ระเบิดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ชุด EOD ยังได้เดินทางไปสำรวจอีกจุดหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆจากจุดที่ทำร้ายประมาณ 100 เมตร หลังมีชาวบ้านมาบอกว่าพบมีหลุ่มคล้ายระเบิดอยู่ตรงจุดนี้ พอเจ้าหน้าที่เข้าพบว่าเป็นหลุ่มระเบิดจริงๆ คล้ายจะเป็นลูกระเบิด BM-21 หน้าจะเป็นชุดเดียวกันที่ยิงมาตกที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน แต่อาจจะเป็นคนละคัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ปิดกันพื้นที่ไว้ก่อน รอให้ประชุมวางแผนก่อนถึงจะหาวันเวลาลงเก็บกู้ต่อไป

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกระบะขน “อะโวคาโดเถื่อน” กว่า 2.7 ตัน! ลอบนำเข้าจากมุกดาหาร ส่งขาย​ปทุมฯ ผ่านด่านศุลกากร-กักพืชฉลุย…

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.สรศักดิ์ แสงจันทร์ สวญ.ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล. พร้อมด้วย ร.ต.อ.ปรัชญานนท์ ยงยิ่ง รอง สว., ร.ต.ต.อรรถพล สมหวัง, ร.ต.ต.ณรงค์ สายหยุด รอง สว. (ป) และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา นายนันทวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี พร้อมของกลาง ผลอะโวคาโดสดบรรจุในตะกร้าพลาสติกสีดำ จำนวน 110 ตะกร้า น้ำหนักรวมประมาณ 2,750 กิโลกรัม

และรถกระบะสีขาว จำนวน 1 คัน บริเวณริมถนนมิตรภาพ ขาเข้า กทม. กม.4 ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบขนอะโวคาโดสดจาก อ.เมืองมุกดาหาร โดยไม่ผ่านด่านกักกันพืชและศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนมิตรภาพ จนพบรถต้องสงสัย ก่อนติดตามและแสดงตัวขอเข้าตรวจค้น พบผลไม้ต้องห้ามดัง

กล่าวโดยไม่มีเอกสารศุลกากร และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืช (Phytosanitary Certificate) ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนันทวัฒน์ฯ ให้การรับสารภาพว่า ได้รับจ้างขนอะโวคาโดจากบ้านนาติ้ว ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อไปส่งที่ตลาดใน ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยรับค่าจ้าง 5,800 บาท ผ่านการติดต่อจากชายชื่อ นายสุรนาถ หรือ “อั้ม” ผ่านแอปพลิเคชัน Messenger โดยระบุว่าไม่ได้ผ่านการตรวจของด่านศุลกากรและด่านกักพืชใดเลยตั้งแต่มุกดาหารจนถึงจุดจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “นำเข้าสิ่งของต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบรับรองสุขภาพพืชจากประเทศต้นทาง” อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปอะโวคาโดเถื่อน #ลอบนำเข้า #กักพืช #ตำรวจทางหลวง #สระบุรี #มุกดาหาร #ตลาดปทุมธานี #ข่าวอาชญากรรม #จับของเถื่อน #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #กรมศุลกากร #กระทรวงการคลัง #ด่านกักพืชมุกดาหาร #กรมวิชาการเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เผาแล้ว 7 เหยื่อจากลูกระเบิดที่กัมพูชายิงตกลงมาใช้ประชาชน บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 3 ส.ค. 68 ที่ศาลาพุทธคุณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆารวาส ประกอบพิธีพระราชเพลิงศพ 7 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ประกอบพิธี

***โดยพิธีพระสงฆ์ตั้งพัดยศ สวดมาติกา เจ้าหน้าที่อัญเชิญกล่องเพลิงและผ้าไตรพระราชทาน เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าไตรบังสุกุลพระราชทาน จำนวน 5 ไตร

หน้าจิตกาธาน พระสงฆ์สมณศักดิ์ 5 รูป พิจารณาผ้าไตรพระราชทาน ประธานในพิธี ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ แขนผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมในพิธีขึ้นวางดอกไม้จันทน์ ถือว่าเสร็จพิธี

***ทั้งนี้หลังวางดอกไม้จันทน์ เสร็จแล้วจะมีคลื่อนศพไปตามวัดที่จัดไว้เพื่อไปฌาปนกิจศพ ดังนี้ ที่เมรุวัดมหาพุทธธาราม พระอารามหลวง จะมี 4 ร่าง ได้แก่ นางสาวรุ่งรัตน์ ประชัน, เด็กหญิงทักษพร ประชัน, เด็กชายพงศภัค ประชัน และ

เด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ขณะที่เมรุ วัดเจียงอี ศรีมงคลวราราม พระอารามหลวง จะมีร่างของ นางอรุณรัตน์ วันศรี ส่วนที่เมรุ วัดหลวงสุมังคลาราม พระอารามหลวง จะนำร่าง นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง ไปประกอบพิธี และที่เมรุ วัดเพียนาม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จะนำร่าง นายสมศรี ลาภบุญ ไปประกอบพิธีประเพลิง

***โดยหลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ว่างดอกไม้จันทน์เสร็จได้เดินเข้ามาคุยกับครอบครัวผู้สูญเสีย และกอดปลอบใจญาติผู้สูญเสีย พร้อมกับได้แลกเบอร์กันไว้เผื่นได้ติดต่อช่วยเหลือ โดยก่อนจะนำร่างไปฌาปนกิจได้มีการทำพิธีขอขมาผู้วายชนม์ ทั้งนี้บรรยากาศในแต่ละวัดที่นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย

ไปฌาปนกิจ ช่วงนำโลงศพขึ้นเมรุ และขึ้นเตาเผาศพ เป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติๆ ผู้มาร่วมงาน ต่างร้องไห้กอดรูปถ่ายกันระงม ผู้สื่อข่าวได้คุยกับ นายเอกรัฐน์ วันศรี อายุ 39 ปี เป็นลูกชายคนโตของ นางนางอรุณรัตน์ วันศรี ที่เสียชีวิตที่สวนยางหลังปั๊มน้ำมันที่ระเบิดตกลงใส่ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ต้องเสียคุณแม่ไป

วันที่เกิดเหตุตนได้คุยกับแม่ว่าวันที่ 5 หมอนัดแม่ตรวจหัวเข่าตนจะลางานเพื่อพาแม่ไปพบหมอที่โรงพยาบาล พอพูดเสร็จแม่ก็ปั่นจักรยานไปหยอดน้ำกรดที่สวนยางตรงจุดเกิดเหตุ แม่ไปไม่ถึงชั่วโมงระเบิดจากกัมพูชาก็มาลงจนทำให้แม่ตนเสียชีวิตคาที่ ตนอยากสะท้อนหรือถามทหารกัมพูชาว่าทำไมถึงต้องมายิงระเบิดใส่แม่ตนใส่ประชาชนจนทำให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยต้องมาเสียชีวิต

***สุดท้ายนี้ตนอยากบอกแม่ว่า ตนรักและเป็นห่วงแม่เสมอเพราะที่ผ่านมาร่างกายแม่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงขอให้แม่ไปสู่สุคติไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลานอยู่ทางบ้าน จะดูแลกันเองตนจะเข้มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป หลังจากที่ทำพิธีพระราชทาน

เพลิงศพเสร็จครอบครัวก็จะปรึกษากันกับญาติก่อนว่าจะเอาอัฐิแม่ไปทำพิธีตามประเพณีทางพระพุทธศาสนาแบบไหน แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ความปลอดภัยด้วยเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงอพยพไม่สามารถเข้าไปที่บ้านได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9 !!เปิดโต๊ะแถลงข่าว 3 ฝ่าย คดีความมั่นคง ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ออกหมายจับ 63 หมาย จับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68  เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

และ กำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย

รวมผู้ต้องหา 13 คน ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาส

ให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่าง “จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมาการปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้

ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67 และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4 สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”

ภาพข่าว/ อับดุลหาดี จ.ยะลา

ตอริก สหสันติวรกุล
กองบรรณาธิการข่าว /
ผู้อำนวยการข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงาน

บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

วันนี้ 1 สิงหาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา

ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด


ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย


สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.เม็งรายเชอร์วิส จก. และ บ. โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์

แชร์เนื้อหานี้

โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขอขอบคุณ บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ บริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการ พร้อมทีม รับมอบของบริจาค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของ

เครื่องนุ่งหุ่ม และอาหาร บริจาคโดย บริษัท นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ เม็งรายเชอร์วิส จำกัด และ บริษัท โนวาค็อฟ

เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพรุ่น SVM7621 จำนวน 10 เครื่อง ราคาเครื่องละ 100,000 บาท รวมมูลค่า 1,000,000 บาท

ไดร์เป่าผมยี่ห้อ Philips BHD 500 กำลังไฟ 2,100 วัตต์ จำนวน 28 เครื่อง ราคาเครื่องละ 850 บาท รวมมูลค่า 23,800 บาท ผ้าห่มไฟฟ้าขนาด 60 x 30 เชนติเมตร จำนวน 10 ผืน นมและขนมยูโร่ รวมมูลค่า 10,000 บาท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร. ลงพื้นที่น่าน มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้ประสบภัย และให้กับข้าราชการตำรวจผู้ประสบภัยน้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่น่าน มอบถุงยังชีพ น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ผู้ประสบภัย และให้กับข้าราชการตำรวจผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยกล่าวให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย พร้อมสั่งการให้ตำรวจ เร่งช่วยเหลือประชาชน

ส่งอาหาร น้ำดื่ม น้ำอุปโภค บริโภค ตรวจตรา ดูแลทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ โดยมีพล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ให้การต้อนรับ และรายงานสถานการณ์ ผลกระทบจากพายุวิภา

ในการนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติแก่ข้าราชการตำรวจในพื้นที่ ให้เตรียมแผนรับมือ หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมอีก ให้นำข้อมูลสถานการณ์น้ำในครั้งนี้ วางแผนรับมือในแต่ละห้วง อาทิ ก่อนเกิดอุทกภัย ควรแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ในพื้นที่

ลงถึงระดับหมู่บ้านชุมชน โดยเฉพาะหมู่บ้านเสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก พร้อมเตรียมช่วยเหลือยกของขึ้นที่สูง หรือหากมีการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ระหว่างเกิดภัย เร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย อพยพ ส่งอาหาร น้ำดื่ม ตรวจตราดูแลทรัพย์สินของประชาชน

โดยเฉพาะหลังคาเรือนที่อพยพ และช่วงน้ำลด เร่งช่วยเหลือประชาชนในการฟื้นฟู กวาด ล้าง ทำความสะอาดบ้านเรือน และสถานที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชนดุจญาติมิตร

สำหรับความเสียหายของสถานีตำรวจในพื้นที่ พร้อมกับที่พักตำรวจ และข้าวของเครื่องใช้ ให้เร่งสำรวจความเสียหายและรายงานไปที่ส่วนกลาง เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานตะกร้าสิ่งของแก่ครอบครัว “จ่าสิบเอก ธวัชชัย” ทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 3 บ้านโนนสังข์ศรี ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เชิญ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ครอบครัวของ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ทหารกล้าสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

โดยมี นายเฉลิมชัย บุสภา บิดาของผู้เสียชีวิต เป็นผู้รับพระราชทานสิ่งของ พร้อมด้วย นางวิไล บุสภา มารดา และ นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร ภรรยา ร่วมเข้ารับสิ่งของพระราชทานด้วยความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระเมตตา

ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้เชิญ พระราชกระแสทรงห่วงใย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งสร้างความตื้นตันใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีไหว้ครู ของนักศึกษา วิชาทหาร ศูนย์ฝึกค่ายเขตอุดมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น ณ อาคารอเนกประสงค์ นฝ.นศท.มทบ.44 พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผบ.มทบ.44 ให้เกียรติมาเป็นประธาน กิจกรรม พิธีไหว้ครู ของนักศึกษา วิชาทหาร ศูนย์ฝึกค่ายเขตอุดมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 ร่วมกับ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บังคับหน่วยฝึก นักศึกษาวิชาทหาร ผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร ครูฝึก น้องๆ นักศึกษา วิชาทหาร จำนวน 450 นาย

ร.อ. ยอดชาย  เมฆอากาศ  นายทหารเตรียมการ นฝ.นศท.มทบ.44 รายงาน ในนามตัวแทนของหน่วยฝึกนักศึกษา วิชาทหาร  ขอขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นอย่างสูง   ตามนโยบายของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน/ ให้หน่วยฝึกที่รับผิดชอบการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร  กระทำพิธีไว้ครูเป็นประจำทุกปี  และเปิด การฝึกศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร  ศูนย์ฝึกค่ายเขต อุดมศักดิ์แห่งนี้  มีสถานศึกษาวิชาทหารเข้าร่วมพิธีไหว้ครู  จำนวน 21สถานศึกษา โดยจัดตัวแทนนักศึกษาวิชาทหาร  มาร่วมพิธีไหว้ครูครบทุกสถานศึกษา  เนื่องจาก พิธีไหว้ครูดังกล่าว  เป็นประเพณีที่สำคัญ/ สำหรับ นักเรียนนักศึกษา  เพื่อที่จะให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสแสดงออกถึง  ความกตัญญูกตเวที  ต่อครู  อาจารย์   ซึ่งได้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้ตามกรอบการ ฝึกของนักศึกษา วิชาทหาร/ และเพื่อเป็นการส่งเสริมศีลธรรม  จริยธรรม  ประเพณีที่ดีงามสืบไป  ในโอกาสอันเป็นสิริมงคลนี้  กระผมขอเรียนเชิญท่านประธาน  ได้กรุณาเจิมตำราเพื่อเป็นสิริมงคล  และขออนุญาตให้ผู้แทน นักศึกษาวิชาทหาร  เป็นผู้กล่าวนำในการไหว้พระสวดมนต์  กล่าวคำบูชาครู  และกล่าวคำปฏิญาณ  พร้อมทั้งนำพานดอกไม้ธูปเทียนไหว้บูชาครู  ตามลำดับต่อไป
พล.ต.สมคิด ชูเผือก เปิดเผยว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง/ ที่ได้มาเป็นประธานในพิธี ไหว้ครูของนักศึกษาวิชาทหารในวันนี้ พิธีไหว้ครูหรือบูชาครูนั้น ถือเป็นพิธีที่สำคัญ ตามประเพณีไทย ที่มีมาตั้งแต่โบราณ และมีอยู่ในทุกสาขาอาชีพของคนไทย พิธีไหว้ครูจึงเป็นการสร้างความ ผูกพัน ระหว่างครูกับศิษย์ ที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงยืนยาวตลอดไป ครูถือ ว่าเป็นบุคคลที่สังคมไทยให้การยอมรับ และให้การยกย่องเสมือนพ่อแม่ คนที่สองของศิษย์ เพราะครูจะต้องทุ่มเททั้งแรงกาย และแรงใจอย่างหนัก ในการอบรมสั่งสอนให้ศิษย์เติบโต เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้และเป็นคนดีของสังคม ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนาย ตั้งใจรับการฝึกศึกษานำเอาวิชาความรู้จากครู หมั่นฝึกหัดตนเองให้เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละและอดทน เพื่อเป็นกำลังพลสำรองที่มีคุณภาพของกองทัพบก และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติสืบต่อไปในอนาคต

มทบ.44 ร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็น ข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.00 น. พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 44 และกำลังพลค่ายเขตอุดมศักดิ์ จัดกิจกรรม เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นี้ ณ สโมสรนายทหารสัญญาบัตร ค่ายเขตอุดมศักดิ์

จัดให้มีกิจกรรม พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน ๑๐ รูป ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคลและ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดินและการลงนามถวายพระพร

พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 นำกล่าว กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อม กำลังพลค่ายเขตอุดมศักดิ์ ต่างมีความปลาบปลื้ม ปิติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็น ข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาส วันเฉลิม พระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ 28กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ต่างล้วนสำนึกในพระเมตตา และ พระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวง

ในการปฏิบัติ หน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชา และความวัฒนาสถาพร ของประเทศ พระบรมราโชวาท ที่พระราชทานแก่ข้าราชการ ในโอกาสต่างๆ ล้วนสร้างความสำนึกในหน้าที่ และความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งปวงข้าพระพุทธเจ้า จักได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตาม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนองพระราชปณิธาน ของใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ด้วยความจงรักภักดีสืบไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้ง จิตอธิษฐานด้วยความจงรักภักดี ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล

อีกทั้ง พลานุภาพแห่งองค์พระสยาม เทวาธิราช โปรดอภิบาลและดลบันดาลประทานชัยมงคล ให้ใต้ฝ่า ละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญ พร้อมด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญ ปกเกล้า ปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำกำลังพลของค่ายเขตอุดมศักดิ์ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า .. (พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตน เป็นข้าราชการที่ดี และเป็นพลังของ

แผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตาม เบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหา ของประเทศชาติ และประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิต โดยยึดมั่น ในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางในพระบรม ราโชวาทตลอดไป”
พระพุทธเจ้าข้าขอรับ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ชุมพร – กก.ตชด.ชุมพรร่วมบริจาคโลหิตส่งให้ รพ.ชายแดน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 พ.ต.อ.จาริพัฒน์ ทองแดง ผกก.ตชด.41 ชุมพร พ.ต.ท.กุลนริศร์ นวมมณีรัตน์ รอง ผกก.ตชด.41 พ.ต.ท.หญิง วัชรี หยงสตาร์ สว.กก.ตชด.41 (จอส.,กร.) ว่าที่

พ.ต.ท.นฤชาติ เวชโช ผบ.ร้อย ตชด.414 นำข้าราชตำรวจ ตชด.จิตอาสา กก.ตชด.41 แม่บ้านตำรวจ จำนวน 180 นาย ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองเลือดส่งให้โรงพยาบาลในจังหวัดเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเกิดสถานการณ์สู้รบกันบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 115 นาย ได้โลหิตรวม 40,250 ซีซี

แถลงข่าวจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนชุมพร 7-15 ส.ค.2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การเรียนรู้อาคารแปดเหลี่ยม โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชุมพร เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนจังหวัดชุมพร ประจำปี 2568

โดยมี นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ดร.ศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 นายเอกวุฒิ ไกรมาก ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย และ นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด (ทกจ.) ชุมพร ร่วมการแถลงข่าว มีบรรดาผู้แทนคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวประมาณ 200 คน

การแถลงข่าวสรุปได้ว่า อบจ.ชุมพร จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนด้านกีฬา และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาเยาวชนจังหวัดชุมพรทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และวินัย ผ่านการฝึกฝน

ความมีน้ำใจนักกีฬา และการทำงานเป็นทีม โดยกำหนดจัดการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 16 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย 1.กรีฑา 2. ว่ายน้ำ 3.ฟุตซอล 4.ปันจักสีลัต 5.วอลเลย์บอล 6. มวยสากลสมัครเล่น 7.มวยไทยสมัครเล่น 8.วูซู 9.ยูยิตสู 10. เทเบิลเทนนิส 11. บาสเก็ตบอล 12. เทควันโด 13.เปตอง 14.เรือพาย 15.วู้ดบอล และ16. ฟุตบอล แบ่งเป็น 4 รุ่นอายุ

การแข่งขันกีฬาเยาวชนจังหวัดชุมพรจะจัดระหว่างวันที่ 7-15 สิงหาคม 2568 ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันคือวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ สนามมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชุมพร ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป โดย นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร จะเป็นประธานในพิธี และมีคณะผู้บริหาร หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายในพิธีเปิดจะมีการเดินขบวนพาเหรดของนักกีฬา การแสดงจากเยาวชนจังหวัดชุมพร และการจุดคบเพลิงเป็นสัญลักษณ์แห่งการแข่งขัน

ตำรวจทางหลวงชุมพร รวมพลังจิตอาสา ร่วมบริจาคโลหิตส่งให้ รพ.ชายแดน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันนี้ (25 ก.ค. 68) เวลา 09.00 น. ณ ห้างสรรพสินค้าโลตัสชุมพร อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์

สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพรสภากาชาดไทย บริจาคโลหิตสำรองคงคลัง เพื่อส่งไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน(รองรับภัยจากการสู้รบ)

กิจกรรมในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรองโลหิตสำหรับส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในบางพื้นที่ อีกหนึ่งความห่วงใยจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่บนเส้นทางความปลอดภัย

“ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” “ทำทุกอย่างด้วยสำนึก เพราะเราคือ“ตำรวจทางหลวง” (ชุมพร – ระนอง)

น้องอมนำศาสตร์พระราชา เปิดศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา


วันนี้ (26 ก.ค. 2568) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลล์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กลุ่มจิตอาสา กลุ่มพลังมวลชน ผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ สื่อมวลชนและประชาชนชาวจังหวัดชุมพรเข้าร่วม ณ ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชาในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จังหวัดชุมพรโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมและสิ่งปลูกสร้างในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เพื่อให้สามารถพัฒนาในมิติต่าง ๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยรวม โดยได้มีการดำเนินการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้มีความพร้อมอย่างครบถ้วน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติให้แก่ประชาชนและผู้สนใจที่เข้ามาศึกษาดูงาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ที่มีต่อพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ประยุกต์ และอารยเกษตร มาส่งเสริมและต่อยอดเป็นฐานการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 9 ฐานการเรียนรู้ ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ฯ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 จังหวัดชุมพรกำหนดจัดพิธีเปิด “ศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา

ธิเบศรฯ อีกทั้งแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสมานฉันท์ และความสามัคคีของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดชุมพร พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนได้ฝึกฝนเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ประยุกต์ และอารยเกษตร ผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 9 ฐาน รวมถึงสนับสนุนการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชน

การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา ณ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ จังหวัดชุมพร ไม่เพียงเป็นการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ยั่งยืน สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในชีวิตจริงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งปัญญา พลังของชุมชน และแบบอย่างของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ไทย ผู้ทรงเป็นดวงประทีปส่องนำทางสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของแผ่นดินไทยตลอดไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานพวงมาลาหลวง แด่จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ทหารกล้าผู้เสียสละ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จังหวัดมุกดาหาร

ประกอบพิธีอัญเชิญพวงมาลาหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพวงมาลาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ณ ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตโสม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ บ้านเกิดของผู้เสียชีวิตเลขที่ 37 หมู่ 3 บ้านโนนสังข์ศรี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายวรญาณ บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี

พร้อมด้วย พลตรี ฉัฐชัย มีชั้นช่วง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210, นาย นราวิชญ์ มณีฤทธิ์ นายอำเภอคำชะอี, ครอบครัวผู้เสียชีวิต ได้แก่ นางวิไล บุสภา มารดา, นายเฉลิมชัย บุสภา บิดา และ นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร ภรรยา หัวหน้าส่วนราชการ, ทหาร ตำรวจ และประชาชนเข้าร่วมในพิธีแสดงความอาลัยอย่างล้นหลาม

จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2534 อายุ 34 ปี บรรจุเป็นกองหนุนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 สมรสกับนางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร มีบุตรชาย 1 คน คือ เด็กชายธนดล ยุบสภา อายุ 1 ปี 1 เดือน

ทั้งนี้ กำหนดพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยวันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2568 งดสวดพระอภิธรรม และกำหนดพระราชทานเพลิงศพวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ วัดเจริญธรรมาราม ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร

“ขอแสดงความอาลัยแด่ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา… วีรชนผู้กล้า แห่งฐานฟ้าลั่น ชายแดนศรีสะเกษ ผู้สละชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย” ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ลงพื้นที่โรงเรียนอิสลามบูรณะโต๊ะนอ มอบข้าวสารและอุปกรณ์กีฬา สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนใต้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ลงพื้นที่โรงเรียนอิสลามบูรณะโต๊ะนอ ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อมอบข้าวสารจำนวน 6 กระสอบ สนับสนุนอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน

เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของโรงเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอ และมอบอุปกรณ์กีฬาเพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากยาเสพติด อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังเยาวชนให้รู้จักความรัก ความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็กและเยาวชน

สำหรับการมอบสิ่งของในครั้งนี้ เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและชุมชนในพื้นที่ เสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชน รวมทั้งสนับสนุนการส่งเสริมด้านการศึกษาและการออกกำลังกาย อีกทั้งยังได้มีการพูดคุยสอบถามข้อมูลด้านการเรียนการสอน

รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการต่างๆของสถานศึกษา ซึ่งปัจจุบันทางโรงเรียนได้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้กีฬาเป็นกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้มีการผ่อนคลายให้นักเรียนได้มีกิจกรรมเสริม อีกทั้งเป็นการสร้างนักกีฬาหน้าใหม่ที่มีความสามารถควบคู่กับการพัฒนาผู้เรียนทางด้านร่างกายและจิตใจ

ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีคณะครูร่วมให้การต้อนรับและแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ให้การสนับสนุนและใส่ใจโรงเรียนในครั้งนี้
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษ คืบหน้าปะทะชายแดน เจ้าหน้าที่นำร่าง ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ออกจากพื้นที่แล้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 กรกฏาคม 2568 เหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา พื้นที่ชายแดน เขตเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเกิดการปะทะกันต่อเนื่องโดยเริ่มยิงตั้งแต่ เวลา 09.00 น.

โดยกระสุนของฝั่งกัมพูชาได้ยิงมาโดนร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน ปตท .บ้านผือ ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย และที่บ้านเรือนประชาชน 1 หลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไทย-กัมพูชา เริ่มเปิดฉากปะทะกันตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 08.00 น.

โดยกระสุนปืนของฝั่งกัมพูชาตกมาที่ฝั่งไทย (ตกที่ค่าย ตชด 224) ประมาณ 3 ลูก ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ EOD ที่ปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ระเบิดตั้งแต่ช่วงเช้าต้องออกจากที่เกิดเหตุด่วน ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือ

ยังไม่แล้วเสร็จแต่อย่างใด เพราะกระสุนของทางกัมพูชายิงมาใกล้กับจุดเกิดเหตุ จึงทำการอพยพชั่วคราว ก่อนที่จะดำเนินการเก็บกู้ระเบิดอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ขณะที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญูได้เข้าทำการเก็บร่างของผู้เสียชีวิต ภายในร้านสะดวกซื้อ ( 7-11) ซึ่งจากการดำเนินการ

พบร่างผู้เสียชีวิตจำนวนทั้ง สิ้น 5 ราย โดย 1 ในนั้น เป็นพนักงานเซเว่น ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ ตรวจพิสูจน์ทราบต่อไป/////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น“เปิดปฏิบัติการ “ยุทธการ“ขัวเรียง” ทั้ง 12 หมู่บ้าน ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด “

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05:30 น. เป็นต้นไป ภายใต้การอำนวยการของ นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขก. นายยุทธพร  พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น  นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานในการ ปล่อยแถวกำลังพล ปฏิบัติภารกิจปิดล้อมตรวจค้นตาม "ยุทธการพิทักษ์ ขัวเรียง" ในพื้นที่ตำบลขัวเรียง ทั้ง 12 หมู่บ้าน อำเภอชุมแพ  จังหวัดขอนแก่น โดยมี พ.ต.ท.ลักษณ์ ด้วงลำพันธ์ รอง ผกก.สส.สภ.ชุมแพ นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอําเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอนายสมหมาย ชาน้อย สาธารณสุขอำเภอชุมแพ ร่วมปล่อยแถวกำลังพล กำลังพล ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. เจ้าหน้าที่ สภ.ชุมแพ และ ชุดปฏิบัติการตำบล ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวมกำลังพล 200 นาย บูรณาการกำลังร่วมปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดและสิ่งของผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้ “ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น” และ “ปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252” ผลการปฏิบัติ ดำเนินการควบคุมตัวผู้กระทำความผิด จำนวน 1 ราย มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ,เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ของกลางยาบ้า 6 เม็ด จึงได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ เพื่อดำเนินคดีต่อไป  และสามารถค้นหาผู้เสพและสมัครใจเข้ารับการบำบัด ขณะนี้นำตัวมาแล้วจำนวน 45 ราย รวมทั้งสิ้น 46 ราย ซึ่งหลังจากประเมินอาการ กลุ่มสีแดงนำเข้าโรงพยาบาล สีเหลือง/ส้ม เข้าศูนย์ CI และสีเขียวดำเนินการคุมประพฤติต่อไป  ทั้งนี้ อำเภอชุมแพ ได้ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้น กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเป้าหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำบลหนองเสาเล้า ซึ่งจะได้ประกาศเป็นตำบลสีขาวต่อไป

อำเภอบำบัดทุกข์บำรุงสุขChange for Goodสื่อรัฐทีวี / สื่อรัฐนิวส์ เมืองชุมแพ

ประชุมการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด “

 อังคาร 22 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.00 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานการประชุมการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่อง การแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี พ.ต.อ.รักชาติ  เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ นายสมหมาย ชาน้อย สาธารณสุขอำเภอชุมแพ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลขัวเรียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น  ในการนี้ที่ประชุมได้รับทราบ Roadmap Quick win 3 เดือน ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs No Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ตามข้อสั่งการของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กระทรวงมหาดไทย และข้อมูลผลการดำเนินการ Re X-Ray ประชาคมค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติด และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด และร่วมพิจารณาข้อมูลผลการดำเนินการ Re X-Ray ประชาคมค้นหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติด และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด จาก ทั้ง 12 ตำบลของอำเภอชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570)ภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภาคเหนือ พร้อมด้วย นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ผู้บริหารหน่วยงาน ผู้แทนสำนักงานวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วม โดยจัดระหว่างวันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ เอ็มเพรส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการ

ด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 กำหนดเป้าหมายให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมเพิ่มขึ้น มุ่งสู่สังคมคุณธรรมที่คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ภายใต้หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม และประเทศไทยปลอดทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีการกำหนดตัวชี้วัดหลักจำนวน 2 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดดัชนีคุณธรรม 5 ประการ “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” และตัวชี้วัดหน่วยงานภาครัฐน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารงาน มีค่า ITA

เพิ่มขึ้น โดยกรมการศาสนา และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายคุณธรรมในทั่วทุกพื้นที่ เพื่อมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนคุณธรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย กรมการศาสนา และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กำหนดจัดงานสมัชชาคุณธรรมและการประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อติดตามผลสำเร็จของการดำเนินงาน และขยายเครือข่ายส่งเสริมคุณธรรมไปสู่มาตรฐานด้านคุณธรรม ที่มีขีดความสามารถในการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อสังคมให้เกิดการแพร่หลาย โดยการจัดงานระดับภูมิภาค 4 ภูมิภาค

มีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย วัฒนธรรมจังหวัด ผู้แทนหน่วยงาน/ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 680 คน ในส่วนของภาคกลาง ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเวลาดี นครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม และภาคใต้

ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเรือรัษฎา โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ทั้งนี้ การจัดงานฯ ประกอบไปด้วยกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม อาทิ การบรรยายพิเศษ เรื่อง สถานการณ์และแนวมโน้มคุณธรรมในสังคมไทย, ดัชนีชี้วัดคุณธรรม ทิศทางและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในโลกวิถีใหม่, ทิศทางการขับเคลื่อนแผนการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ :

จากนโยบายสู่การขับเคลื่อนในพื้นที่, การอภิปราย เรื่องการส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทยสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน, และมีการนำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อย การดำเนินการส่งเสริมคุณธรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) และการส่งเสริมคุณธรรมในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการขับเคลื่อนคุณธรรม การเสริมสร้างพลังเครือข่ายคุณธรรมให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และเป็นฐานรากในการต่อยอดคุณธรรมให้เจริญเติบโตครอบคลุมทุกพื้นที่ต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รวบครบ! แก๊งตุ๋นเช่าสินสอด 5.5 ล้าน แล้วเชิดเงินหนี ตำรวจไล่ล่าถึงชลบุรีอีก 2 ราย จนจับครบทั้งทีม!”คืบหน้าปล้นร้านทองสะหวันนะเขต – พบรถคนร้ายเป็นเชฟโรเลต ครูซ แดง พ่นสีดำพรางตัว!

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ด.ต.กนกวงษ์ เปรมสุข ผบ.หมู่ (สส) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับตัวผู้ต้องหา 2 ราย ประกอบด้วย นางสาวศิริอร ศิริมงคล อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 165/20 ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี และนายประติพล คำมุงคุณ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 3 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี โดยทั้งสองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.177/2568 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ฐานความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไว้ได้เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ส่งตัวให้ พ.ต.ต.วิรัตน์ วงค์สอน สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร รับดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ลูกสาวของหญิงวัย 60 ปี เจ้าของธุรกิจปล่อยเช่าสินสอดรายใหญ่ในจังหวัดขอนแก่น ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าแม่ของเธอตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพชาย-หญิง 3 คน ซึ่งร่วมกันวางแผนหลอกลวง
ผู้ต้องหาทั้งสาม ประกอบด้วย นางสาวพรทิพย์ (จับกุมได้ก่อนหน้านี้) นายประติพล หรือ “ปั๊ก” และนางสาวศิริอร หรือ “หมวย”
โดยใช้กลอุบายให้นางสาวพรทิพย์เข้าไปติดต่อเหยื่อ อ้างว่าต้องการ “เช่าเงิน” จำนวน 5,500,000 บาท เพื่อนำไปถ่ายภาพกับเงินก้อนดังกล่าว เพื่อสร้างเครดิตให้ดูน่าเชื่อถือ เสนอกับนายทุนรายใหญ่ เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจเต็นท์รถ พร้อมเสนอจะจ่าย “ค่าเช่าเงิน” เป็นจำนวน 76,500 บาท

เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้ตามข้อตกลง กลุ่มผู้ต้องหากลับไม่คืนเงินตามที่สัญญา และติดต่อไม่ได้ ผู้เสียหายจึงรู้ว่าถูกหลอก และเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุม น.ส.พรทิพย์ ได้ก่อน จากนั้นจึงประสานตำรวจพื้นที่จังหวัดชลบุรี กระทั่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 รายได้ครบทั้งขบวนการในที่สุด ดังกล่าว

จับแก๊งตุ๋น #เช่าสินสอด #มิจฉาชีพออนไลน์ #มุกดาหาร #ขอนแก่น #ข่าวอาชญากรรม #โกงเงิน #ตำรวจไทย #หลอกลวง #เต็นท์รถลวงโลก #บ้านบึง #ชลบุรี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

คืบหน้าปล้นร้านทองสะหวันนะเขต – พบรถคนร้ายเป็นเชฟโรเลต ครูซ แดง พ่นสีดำพรางตัว!

เจ้าหน้าที่ลาวตรวจพบ หลักฐานสำคัญ จากเหตุปล้นทองร้านมาลัย กลางเมือง นครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยรถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นเชฟโรเลต ครูซ เดิมทีเป็น สีแดง แต่ถูก พ่นทับให้เป็นสีดำ เพื่อพรางตัวระหว่างการก่อเหตุ

จากภาพ กล้องวงจรปิด ยังเผยให้เห็นว่าบริเวณ ขอบประตูด้านในยังคงเป็นสีแดง ชัดเจน ไม่ได้ถูกพ่นสีทับเหมือนภายนอก

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถรุ่นดังกล่าว มีซันรูฟ ซึ่ง ไม่น่าจะเป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเวอร์ชันที่ขายในไทยไม่มีซันรูฟ อาจเป็นรถที่นำเข้าจาก จีนหรือเกาหลีใต้ ซึ่งผลิตรุ่นซันรูฟวางจำหน่ายในตลาดบางประเทศด้วย

🚨 ขณะนี้คนร้ายทั้ง 4 คนยังคง หลบหนี เจ้าหน้าที่ลาวเร่งไล่ล่าและขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

ปล้นร้านทอง #ChevroletCruze #เชฟโรเลต ครูซ #รถคนร้าย #ข่าวลาว #ร้านคำมาลัย #นครไกสอนพมวิหาน #สะหวันนะเขต #ลาว #ปลอมสีรถ #ซันรูฟไม่ใช่ไทยผลิต #ไล่ล่าโจรปล้นทอง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 4โจร!! ปล้นอุกอาจกลางเมืองสะหวันนะเขต สปป.ลาว! อาวุธสงครามครบมือ กวาดทองกว่า 300บาท ตม.มุกดาหารคุมเข้ม! สกัดคนร้ายปล้นร้านทองสะหวันนะเขต

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15:40 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุระทึกกลางเมืองสะหวันนะเขต สปป.ลาว คนร้าย 4 คนแต่งชุดดำ สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ใช้อาวุธสงครามบุกปล้นร้านคำ(ทอง) “มาลัย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าคิวรถโดยสารประจำทาง

ผู้ก่อเหตุลงมืออย่างอุกอาจในช่วงกลางวันแสก ๆ ก่อนหลบหนีขึ้นรถยนต์ Chevrolet สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มุ่งหน้าออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ล่าสุด เจ้าของร้านทอง “มาลัย” ประกาศตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 500 ล้านกีบ สำหรับผู้ที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุ พร้อมทองรูปพรรณที่ถูกปล้นไป

ความคืบหน้าคดีปล้นร้านคำ(ทอง)มาลัย บริเวณหน้าคิวรถโดยสารนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อเวลา 15:40 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2568

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พบ รถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ถูกจอดทิ้งและ จุดไฟเผา เพื่อทำลายหลักฐาน ที่บริเวณ สวนยาง ใกล้วัดพระธาตุอิงฮัง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง

ขณะนี้ คนร้ายทั้ง 4 คนยังคงหลบหนีอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ลาวได้กระจายกำลังไล่ล่าทั่วพื้นที่ เผารถหนี! โจรปล้นทองสะหวันนะเขต จุดไฟเผารถทิ้งใกล้พระธาตุอิงฮัง – หนีลอยนวล!

ตม.มุกดาหารคุมเข้ม! สกัดคนร้ายปล้นร้านทองสะหวันนะเขต

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 พ.ต.อ.พิทักษ์พงษ์ เจริญกุล ผกก.ตม.จว.มุกดาหาร เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุปล้นร้านทองในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่งานตรวจบุคคลและพาหนะ เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบผู้โดยสารขาเข้าฝั่งไทย เพื่อป้องกันการหลบหนีของผู้ก่อเหตุและการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมายข้ามแดน

โดยให้ตรวจสอบรถโดยสารระหว่างประเทศขาเข้า อย่างละเอียด เพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายสัมภาษณ์และคัดกรองผู้โดยสารขาเข้า เพื่อประเมินพฤติกรรมที่น่าสงสัย ตรวจสัมภาระผู้โดยสารทุกรายผ่านเครื่องเอกซเรย์ของศุลกากร เพื่อค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการด้านการข่าวและการสืบสวน โดยมีการ บูรณาการข้อมูลร่วมกับฝ่ายลาว ได้แก่ ตม.ลาว และตำรวจแขวงสะหวันนะเขต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ต้องสงสัย รวมถึงการประชาสัมพันธ์รูปภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานความมั่นคงของไทยตามแนวชายแดนรับทราบ

พร้อมกันนี้ ยังสั่งการให้ ตรวจสอบรายชื่อและติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลต้องสงสัยหรือผู้มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลบหนีหรือซ่อนตัวในประเทศไทย

ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร #ชายแดนมุกดาหาร #ปล้นร้านทองลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวลาวไทย #ชายแดนเข้ม #ตรวจเข้มชายแดน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ลาวไทย #ด่านพรมแดนมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (19 ก.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปลงผมในกิจกรรมบรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชน

โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ศาล ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และญาติพี่น้องผู้มีจิตศรัทธา ร่วมพิธีปลงผม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอุปสมบท จำนวน 10 คน ณ วัดพรุใหญ่ หมู่ที่ 6 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชุมพรร่วมกับคณะสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนในจังหวัด

ได้ร่วมจัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของรัฐ ภาคี

เครือข่ายภาคเอกชน และประชาชน ได้มีโอกาสร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนในพระศาสนา มาปรับใช้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อันจะนำไปสู่การอยู่ในสังคมร่วมกันอย่างสันติสุข ตลอดจนเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทย

สำหรับกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ กำหนดระหว่างวันที่ 19 – 30 กรกฎาคม รวมระยะเวลา จำนวน 12 วัน เมื่อบรรพชาอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว จะจำวัดปฏิบัติธรรม ณ วัดพรุใหญ่ หมู่ที่ 6 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

โดยได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากพระครูสถิตญาณปยุต เจ้าคณะตำบลทะเลทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดพรุใหญ่ อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ พระวิทยากร ภัตตาหารและน้ำปานะ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาเป็นอย่างดียิ่ง

เร่งตรวจสอบซากสุนัขจรจัดตายหลายตัว

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพี เปิดเผยว่า นายนิกร คอนกำลัง นายก อบต.สะพลี ได้มอบหมายให้เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่งานกฎหมายและคดี และเจ้าหน้าที่ อบต.สะพลี ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่

ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีสุนัขจรจัดเสียชีวิตหลายตัวในช่วงนี้ จึงเกรงว่าสุนัขอาจเป็นโรคติดต่อหรือโรคพิษสุนัขบ้า โดย อบต.สะพลีได้ประสานกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ปศุสัตว์อำเภอปะทิว ผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ต.สะพลี อ.ปะทิว

ออกตรวจสอบและพบว่า สุนัขทุกตัวที่เสียชีวิตมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรคหัดสุนัข แต่ไม่ได้เป็นโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าของสุนัขที่เกรงว่าสุนัขของตนอาจติดเชื้อด้วย สามารถป้องกันการติดต่อได้โดยการนำสุนัขไปฉีดวัคซีน พร้อมกันนั้น อบต.สะพลียังได้ประชาสัมพันธ์

ให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุช่วยกันสังเกตสุนัขและสัตว์เลี้ยงของตน หากมีอาการป่วยหรือซึมผิดปกติ ต้องรีบพาไปพบสัตว์แพทย์ และแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ

ส่วนสุนัขจรจัดที่เสียชีวิตก็ขอให้ฝังซากและพ่นยากำจัดเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบข้อมูลว่าโรคหัดสุนัขสามารถติดต่อหรือระบาดสู่คนได้ แต่เพื่อความปลอดภัยก็ควรมีการป้องกันไว้ก่อน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ รับรางวัลหมวดชุดรักษาความปบอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ดีเด่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี 2568”

แชร์เนื้อหานี้

16 กรกฎาคม 2568  เวลา 09.00 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ  นำชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน บ้านแสนสุข หมู่ 5 ตำบลโนนสะอาด เข้ารับรางวัล “ หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ขรบ.) ดีเด่น  รางวัลรองชนะเลิศอัน 2 จาก นายคารม  คำพูิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น  พร้อมกันนี้ได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)ของอำเภอชุมแพ มาร่วมแสดงเนื่องในวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี 2568   ณ ห้องประชุมแก่นเมือง  ศาลากลาง จังหวัดขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์ ขอนแก่น สื่อสร้างสรรค์ข่าวสารเพื่อท้องถิ่น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.จ. ส.ท. ลงพื้นที่มอบของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ อ.สวรรคโลก จว.ส.ท.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ เวลา 09.00ของวันที่17ก.ค.2568 พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) มอบหมายให้ พ.ท.ดุสิต อยู่นิ่ม หน.ฝ่ายนโยบายและแผนฯ พรัอมด้วย จนท.กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. ลงพื้นที่มอบสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวของ พลทหารอัสนีย์ สีแดงสุวรรณ​ สังกัด​ ร้อย.ซ​บร​.1​ พัน.ซ​บร​.23​ บ​ชร​.3​ อยู่บ้านเลขที่ 28/1 ม.8 ต.คลองยาง อ.สวรรคโลก จว.ส.ท. ได้รับผลกระทบจากวาตภัยเมื่อวันที่ 15 ก.ค.68 ทำให้หลังคาบ้านบ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัย และครอบครัว พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบต่อไป
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย