คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การตรวจสอบระบบการใช้กำลังไฟฟ้า / คุมประพฤติจัดโครงการต้นแบบคนลพบุรี ผู้ประกอบการร่วมใจให้โอกาสผู้พลั้งผิด ให้มีอาชีพ มีรายได้ รุ่นที่ 4

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 26 มีนาคม 2568 เวลา 08.00 – 17.30 น. ที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรี โดยการนำของ พ.ต.อ.สมศักดิ์ รัศมีจันทร์ นวท.(สบ4) พฐ.จว.ลพบุรี พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด เข้ารับการอบรมเพิ่มพูนความรู้ใน “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การตรวจสอบระบบการใช้กำลังไฟฟ้าแรงดันต่ำสำหรับบ้านพักที่อยู่อาศัยสถานที่ทำงาน”

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจัดอบรมจาก นายประสงค์ อุบล ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี และคณะอาจารย์ แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เป็นวิทยากรบรรยายถึงมาตรฐานการตรวจสอบระบบไฟฟ้า สำหรับบ้านพักสถานที่ข้าราชการตรวจระบบไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการความปลอดภัยในบ้านพักที่ทำงาน

ซึ่งการตรวจระบบไฟฟ้านั้นเป็นหน้าที่ของวิศวกรไฟฟ้า ช่างเทคนิคไฟฟ้า หรือ เจ้าหน้าที่ของฝ่ายวิศวกรรม ซึ่งจะเป็นไปตามกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ตามกฎกระทรวง กำหนดมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบไฟฟฟ้าใน พ.ศ. 2550 และตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร

จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 โดยทั่วไปแล้วงานตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญของระบบการผลิต เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ยาวนาน และมีความเชื่อถือได้ งานบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าที่ดีคือการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

สิ่งสำคัญของการบำรุงรักษาเชิงป้องกันคือการตรวจสอบสภาพเพื่อให้ทราบว่าระบบหรืออุปกรณ์มีร่องรอยการเสื่อมสภาพหรือไม่ มีสภาพที่ต้องการการบำรุงรักษาหรือไม่ ในการตรวจสอบสามารถทำได้ 2 แบบ คือการตรวจสอบด้วยสายตา (Visual Inspection) และการตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัด ซึ่งต้องการความรู้ในการใช้เครื่องมือวัดและการวิเคราะห์ด้วย โดยการฝึกอบรมครั้งนี้ถือเป็นพื้นฐานที่ดีและเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านและหน่วยงานอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวประจำจังหวัดลพบุรี และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน

จังหวัดลพบุรี ร่วมกับสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดฯ จัดโครงการต้นแบบคนลพบุรีสังคมคุณภาพผู้ประกอบการลพบุรีร่วมใจให้โอกาสผู้พลั้งผิด ให้มีอาชีพ มีรายได้ รุ่นที่ 4

วันที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น ที่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิด โครงการต้นแบบคนลพบุรี สังคมคุณภาพ กิจกรรม ผู้ประกอบการลพบุรีร่วมใจให้โอกาสผู้พลั้งผิด ให้มีอาชีพ มีรายได้ รุ่นที่ 4 โดยมี นางละอองทิพย์ ปนัดสาโก ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ วิทยากร และผู้ถูกคุมความประพฤติ ในความดูแลของสำนักงานควบคุมความประพฤติ เข้าร่วมกิจกรรม

สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในหลายพื้นที่ ของจังหวัดลพบุรี ส่งผลให้มีผู้กระทำความผิด ในคดียาเสพติด มีเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งกลายเป็นผู้ไม่มีอาชีพเนื่องจากขาดการยอมรับจากคนในสังคมและผู้ประกอบการ จึงนับเป็นความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบกับจังหวัดลพบุรีได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรม จังหวัดลพบุรี ตามมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว มีมติให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขฟื้นฟู ติดตาม ดูแล ช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้กระทำผิดในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาผู้กระทำผิดในชุมชน ให้มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งกิจกรรมผู้ประกอบการลพบุรีร่วมใจให้โอกาสผู้พลั้งผิด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี ที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยการให้โอกาส ผู้ถูกคุมประพฤติ รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดได้มีอาชีพและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำ

สำหรับการจัดโครงการต้นแบบคนลพบุรีสังคมคุณภาพในครั้งนี้ เป็นรุ่นที่ 4 รุ่นสุดท้าย ณ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดลพบุรี มีกิจกรรม ประกอบด้วย ในช่วงเช้า มีการเสวนาในหัวข้อ สร้างโอกาส ประสานความร่วมมือ เพื่ออนาคตที่มั่นคง โดยวิทยากรจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดลพบุรี จัดหางานจังหวัดลพบุรี สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดลพบุรี วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดลพบุรี และในช่วงบ่าย เป็นการเสวนาในหัวข้อ

ผู้ประกอบการร่วมใจ ให้โอกาสผู้พลั้งผิด วิทยาการโดย สถานประกอบการเอกชน 4 แห่ง ในจังหวัดลพบุรี ได้แก่ บริษัทเอ็นเอ็มบี-มินีแบไทย จำกัด , บริษัท สหฟาร์ม จำกัด , กลุ่มบริษัทอินโดรามาลพบุรี และ สถาบันออกแบบทรงผม Big hair มาให้ความรู้ และแนะนำแนวทางการออกไปประกอบอาชีพผู้พ้นโทษ ให้มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวประจำจังหวัดลพบุรี และฝ่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๘ เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรมการจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

๒๖ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น.พันโท สงบ สุรินราช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๘ เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรมการจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาความปลอดภัย และเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง กล่าวรายงานพิธีเปิดการอบรม นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ มอบหมายนายนคร สุพรรณ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารปกครอง เป็นประธานในพิธีเปิด
โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ กิจกรรมฝึกอบรมจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ชรบ.)

เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด มีผู้ร่วมอบรมครั้งนี้ ๕ ตำบล ตำบลนาหนองทุ่ม ตำบลวังหินลาด ตำบลหนองเขียด ตำบลโนนหัน ตำบลนาเพียง จำนวน ๑๘๐ คน ๖๐ หมู่บ้าน ๑๐.๐๐-๑๑.๐๐ น. ระเบียบ มท.ว่าด้วยการช่วยเหลือเจ้าพนักงานของหน่วยกำลังคุ้มครองและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน พ.ศ.๒๕๕๑ โดยนายนคร สุพรรณ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ น.

การรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แผนรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน โดยนายนคร สุพรรณ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง
๑๓.๐๐-๑๔.๐๐ น.การควบคุมผู้มีอาการทางจิต การปฐมพยาบาลและผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน

เศร้า!!อภิธรมศพ บุตรชาย.!!
วันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 แขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพนายดรัสพงษ์ ดีบุญมี ณ.ชุมแพ โดยมีญาติๆ และผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น เช่น

นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขต 3 อำเภอชุมแพ นาย​ นิโรจน์​ แพ่ง​ศรี​สาร​ นายก​องค์การ​บริหาร​ส่วน​ตำบล​โนน​หัน​ นาง​ อรุณ​ศรี​ ยิ่ง​ยืน​ ผู้อำนวยการ​โรงเรียน​โนน​หัน​วิทยา​ยน​

นาย​ สุทธิ​รักษ์​ เมือง​สอน​ นายก​เทศมนตรี​เทศบาล​ตำบล​โนน​หัน​พร้อมด้วย​นาง​ สุภา​นันท์​ เมือง​สอน​ กำนัน​ตำบล​โนน​หัน​ นางพยงค์ ศรีภา ผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษาในเครือมหานคร

นายขุนทอง ดีบุญมี ณ ชุมแพ (อดีตกำนันแหนบทองตำบลโนนหัน)กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพนายดรัสพงษ์ ดีบุญมี ณ.ชุมแพ บุตรชายตน

โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมแพ ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.อำนาจในการจับกุมและตรวจค้นของพนักงานฝ่ายปกครอง และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ โดย นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง

วินสื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์/ขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี-สื่อรับนิวส์ / ชุดควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ 50 นาย เข้าสกัดไฟป่าที่ลุกลามมาจากตำบลห้วยแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

นายสุทธิชัย ตรีศิลป์สัตย์ นายอำเภอแม่ออน ได้สั่งการให้ทีมอาสาดับไฟป่าตำบลบ้านสหกรณ์ นำโดย นายดำรงชัย สุขติ๊บ กำนันตำบลบ้านสหกรณ์ นายประเสริฐ ตันคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสหกรณ์ และทีมงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชม.9 ดอยสะเก็ด ชุดควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่กว่า 50 นาย เข้าสกัดไฟป่าที่ลุกลามมาจากตำบลห้วยแก้ว โดยได้ทำการสกัดกั้นและดับได้เวลา 15.00 น.

ทั้งนี้ ชุดควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ ได้นำโดรนขึ้นบินเพื่อสำรวจแนวไฟ และความกว้างของไฟ จึงทำให้สามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้นและรู้จุดพิกัดได้แม่นยำมากขึ้น ต้องขอบคุณทีมควบคุมไฟป่าเชียงใหม่มา ณ ที่นี้ด้วย

ไถ่ชีวิตโคกระบือที่กำลังจะถูกเชืuดต่อลมหายใจให้ชีวิตใหม่อานิสงส์สุขภาพร่างกายแข็งแรง! #โปรดช่วยกันแชร์!

มหาบุญใหญ่ในวันเดียว! เปิดบารมีชีวิตรุ่งเรืองรับปีใหม่ไทย
🙏 รวมพลังศรัทธา 4 มหากุศล
🔥 กองบุญที่ 1: “ทอดผ้าป่า” ทำบุญอุทิศให้วิญญาณเร่ร่อน-เด็กแท้ง 🔥
เปลี่ยนชีวิตติดขัดให้คล่องตัว! เปิดทางรุ่งโรจน์ ล้างกรรมทันที!

🐃 กองบุญที่ 2: ไถ่ชีวิตกระบือ มหาทานแห่งอิสรภาพ สู่สุขภาพร่างที่แข็งแรง🐃

🧹 กองบุญที่ 3: ล้างห้องน้ำวัด – ล้างปัญหา อุปสรรคชีวิต 🧹

🙏 กองบุญที่ 4: ร่วมบุญสาธารณกุศลกับมูลนิธิพุทธภูมิธรรม 🙏

ณ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร 🙏 เชิญร่วมงาน วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568 | เวลา 08.00 – 12.00 น.


กิจกรรมมหามงคลภายในงาน:
📿 สวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์ เสริมสิริมงคลชีวิต
🍚 ถวายภัตตาหาร สังฆทาน ชำระหนี้สงฆ์
🕯️ น้อมพลังพุทธบารมีส่งบุญให้เหล่าจิตวิญญาณ
💐 พิธีพิเศษรับพรจากพระเถระผู้ใหญ่


⭐ ร่วมสร้างมหากุศลสี่ประการในวันเดียว! ⭐
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568 | เวลา 08.00 – 12.00 น. ณ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร


💰 ร่วมบุญ 💰
ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี: 131-3-83404-9 ชื่อบัญชี: มูลนิธิพุทธภูมิธรรม

ส่งหลักฐานการร่วมบุญมาได้ที่

Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม กด⬇️
https://lin.ee/VDGS28X
คณะทำงานจะพริ้นท์ชื่อนำเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์


📞 ติดต่อสอบถาม หรือ แจ้งความประสงค์ออกโรงทานที่ 📞
พลตรีฉัตรไชย ประจุศิลป โทร: 089-200-2866


ขออานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลประทานพรให้ท่านพร้อมครอบครัวจงประสบแต่ความสุขความเจริญ สัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่พึงปรารถนาในทุกสรรพมงคล เทอญ

โปรดช่วยกันแชร์ #บุญใหญ่ #วัดระฆังโฆสิตาราม #ไถ่ชีวิตกระบือ #ทำบุญอุทิศส่วนกุศล #มหาบุญปีใหม่ไทย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเมืองเพชรฯ ชวนเที่ยวงานสงกรานต์บนหลังเกวียนครั้งแรกในไทย /ตร.ทางหลวง เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรม รวบ 2 ผู้ต้องหา / ผู้ว่าประจวบฯประกาศสงครามยาเสพติดทุกพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.68 ที่ทุ่งนาบ้านถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีมหาสงกรานต์ “มรดกถ้ำรงค์ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “ทุ่งนา ป่าตาล ตำนานทวารวดี ยลวิถีถ้ำรงค์” พร้อมด้วย นายบรรพต กำไลแก้ว นายก อบต.ถ้ำรงค์ ผช.ศ.ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นางสาวเมทินี จันทร์บุญนะ รักษาการวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี นางสาวมิ่งขวัญ บุญโภคัย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี นางดวงใจ คุ้มสะอาด ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี

ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟัง ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ กล่าวว่า จากการที่ ยูเนสโก้ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียน ”สงกรานต์ไทย” เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เมื่อปี 2566 (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) สงกรานต์เป็นประเพณีไทยที่ถูกสืบทอดมาอย่างยาวนาน เป็นประเพณีที่มีคุณค่าและสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย

ทั้งนี้ ประเทศไทยเคยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ โขน (2561) นวดไทย (2562) และ โนรา (2564) โดยจังหวัดเพชรบุรีกำหนดให้แต่ละพื้นที่ร่วมจัดกิจกรรมในเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย 13 เม.ย.68 โดยให้มีกิจกรรมสำคัญที่เน้นเอกลักษณ์อันโดดเด่น เช่น ขบวนแห่นางสงกรานต์จาก 8 อำเภอ ประเพณีรดน้ำดำขอพรหัวผู้ใหญ่เพื่อแสดงความกตัญญูและเคารพนบนอบต่อผู้ที่เคารพนับถือและผู้มีพระคุณ และประเพณีสรงน้ำพระวัดสำคัญ ๆ ในเมืองเพชรบุรี

จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำรงค์ วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี ได้ร่วมกันจัดงานงานประเพณีมหาสงกรานต์ “มรดกถ้ำรงค์ ประจำปี 2568” ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทุ่งนา ป่าตาล ตำนานทวารวดี ยลวิถีถ้ำรงค์” ระหว่างวันที่ 11-13 เม.ย.68 ณ ทุ่งนาบ้านถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด เพื่ออนุรักษ์ สืบสานและส่งเสริมประเพณีสงกรานต์ที่ดีงามและทรงคุณค่าของไทยมาแต่โบราณให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งอำเภอบ้านลาดที่เน้นวิถีชาวเมืองเพชรอันมีกิจกรรมวัวลาน วัวเทียมเกวียนเป็นอัตลักษณ์ โดยไฮไลต์ของงานคือจัดเล่นสงกรานต์บนหลังเกวียนขึ้นเป็นครั้งแรกของ จ.เพชรบุรี และของไทย

นอกจากนี้ ในพื้นที่อื่นๆ ของ จ.เพชรบุรี ก็มีการจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่น่าสนใจ อาทิ ถนนสายข้าวแช่เมืองเพชรบุรี, งาน Songkran at Cha-Am Beach ณ ชายหาดชะอำ มีกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป ขบวนแห่นางสงกรานต์ และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ, อำเภอท่ายาง มีการสรงน้ำพระพุทธรูป ขบวนแห่นางสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ แข่งขันเปตอง แข่งขันหมากรุก, ที่วัดเขาบันไดอิฐ อำเภอเมืองเพชรบุรี จัดให้มีประเพณีสงกรานต์ สร้างสรรค์สุขภาพ และที่วัดมหาธาตุวรวิหาร อำเภอเมืองเพชรบุรี

มีงานอนุรักษ์ส่งเสริมและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำรงค์ โทร. 032-491 467 / ประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองเพชรบุรี โทร. 032-403 888 / ประชาสัมพันธ์ อบต.ท่ายาง โทร. 032-463 000-2 / ประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองชะอำ โทร. 032-472 550 / ททท.สำนักงานเพชรบุรี โทร. 032-471 005-6 หรือที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตร.ทางหลวงประจวบฯ เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรม รวบ 2 ผู้ต้องหาตามหมายจับ คดียักยอกทรัพย์และยาเสพติด

วันที่ 24 มีนาคม 2568 – ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมทั่วไปและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา มุ่งมั่นติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ทศพล กิติลาภ สวญ.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. และ ว่าที่ พ.ต.ท.พุทธางกูร เรืองธรรม สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. ได้สั่งการให้ ร.ต.อ.คมสัน วรรณสกุล สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. นำกำลังตำรวจชุดปฏิบัติการเข้าจับกุม หญิงวัย 33 ปี ชาวตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ในข้อหา ยักยอกทรัพย์ หลังจากที่เจ้าตัวหลบหนีไม่มาศาลตามกำหนด เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวและจับกุมได้ภายในโรงแรมชื่อดังในอำเภอหัวหิน ก่อนนำตัวส่งศาลจังหวัดหัวหินเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ร.ต.อ.ประวิทย์ ภู่ทอง รอง สว.ส.ทล.3 กก.2 บก.ทล. พร้อมกำลังพลจากหน่วยบริการเกาะหลักและกุยบุรี ได้ร่วมกันจับกุม ชายวัย 34 ปี ชาวตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมได้ ก่อนควบคุมตัวส่งศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ยังคงเดินหน้าติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ รวมถึงปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง.


นับถอยหลัง30วันผู้ว่าประจวบฯเอาจริงสั่งทุกหน่วยงานประกาศสงครามยาเสพติดทุกพื้นที่ใน จ.ประจวบฯต้องหมดไป

วันนี้ 24 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 14.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีชายสัญชาติเมียนมา(ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง)มีพฤติการณ์จำหน่ายยาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มแรงงานต่างด้าวในพื้นที่พร้อมนัดส่งยาบ้าให้กับสายลับที่บริเวณวัดเก่าเขาน้อย ม.2 ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ เวฟ สีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้นำเรียนให้ผู้บังคับบัญชาทราบและทำการวางแผน นำโดย พ.ต.ท.สุทธิเกียรติ โพธิสุทธิ์ รอง.ผกก.สส.สภ.ปากน้ำปราณ เป็นหัวหน้าชุดจับกุม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปที่วัดเก่าเขาน้อย ตามที่สายลับได้แจ้งเมื่อไปถึง พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ เวฟ สีดำ ตรงตามที่สายลับแจ้งจอดอยู่ตรงบริเวณลานวัดเก่าเขาน้อยและเห็นนายโก เปียว ชาวเมียนมา(ผู้ถูกจับทราบชื่อภายหลัง)กำลังนั่งอยู่บนแท่นหินใกล้กับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายโก เปียว ก็ได้วิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ไล่ติดตาม และสามารถควบคุมตัวพร้อมของกลางยาบ้าทั้งสิ้น 10,860 เม็ดอาวุธปืนพกสั้น สีดำ ขนาด 9 มม.  ออโตเมติค ยี่ห้อ  นอรินโก้ หมายเลขประจำปืน  กจ.2/10786 มูลค่าประมาณ 30,000 บาทจำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 18 นัดโดยแจ้งข้อกล่าวหามียาบ้าไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน 2.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
3.พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร4.เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รอง มทภ.4 มอบชุดรายอและชุดสงกรานต์ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอสานต่อเทศกาลสงกรานต์สร้างความสุข และรอยยิ้มให้เด็กและประชาชนในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่อาคารเฉลิมพระเกียวด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 72 พรรษา หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง บ้านรอตันบาตู ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลตรีวรเดช เดชรักษา รองแม่ทัพภาคที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานเปิดงานต้อนรับเทศกาลฮารีรายอ สานต่อเทศกาลสงกรานต์ โดยมีนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส น.อ.ยุทธนา สระดี รองผอ.รมน.จ.นราธิวาส (ฝ่ายทหาร) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

สำหรับหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และฟาร์มตัวอย่าง บ้านรอตันบาตู ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีฐานะยากจน ให้มีการสร้างงาน โดยการให้ความรู้ ให้การฝึกอบรมความสามารถทางเทคนิค ในการสร้างสรรค์งานศิลปะและหัตถกรรม

ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งและที่สำคัญคือการสนับสนุนให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ และอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจำนวน 150 ครัวเรือน 451 คน ได้ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ ปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันได้รับความดูแลจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเป็นศูนย์ประสานงานของมูลนิธิผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยวันนี้เยาวชนที่เป็นเด็กกำพร้า ประชาชนในหมู่บ้าน และผู้ป่วยติดเตียง จะได้รับชุดรายอ ชุดสงกรานต์ รวมทั้งสิ้น จำนวน 253 คน ซึ่งทุกคนต่างดีใจ และมีขวัญกำลังใจ ที่ผู้ใหญ่ทุกท่านไม่เคยทอดทิ้ง และมาสร้างความสุข สร้างรอยยิ้มให้กันในทุกๆปี จัด ร่วมกันส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีของเจ้าหน้าที่และประชาชน

ด้านพลตรีวรเดช เดชรักษา รองแม่ทัพภาคที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่าสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องไทยมุสลิม ในห้วงเดือนรอมฎอน ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1446 โดยได้มีโอกาสไปร่วมพบปะกับผู้นำ ศาสนา

และร่วมละศีลอดกับพี่น้องประชาชน ในหลากหลายพื้นที่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผมและผู้แทนหน่วยงานได้มาร่วมมอบชุดรายอให้กับเยาวชน และ ประชาชนมุสลิมที่ได้รับผลกระทบฯ เพื่อเตรียมการฉลองวันตรุษอีฎิลฟิตรี(เทศกาลฮารีรายอ) ที่ใกล้จะมาถึง และถือโอกาสมอบชุดสงกรานต์ให้กับเยาวชน และประชาชนไทยพุทธเพื่อสืบสาน ประเพณีสงกรานต์อย่างพร้อมเพรียงกัน

โดยต้องขอบคุณมูลนิธิสตรีผู้ได้รับผลกระทบฯที่ได้ช่วยประสานงานดูแลเยาวชนและประชาชนในความรับผิดชอบตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบให้ความรัก ความอบอุ่นเป็นครอบครัวบุญธรรมให้กับเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาทั้งสายสามัญ และ ศาสนาแก่เยาวชนเหล่านี้และคาดหวังว่าน้องๆเยาวชนจะตั้งใ ศึกษาเล่าเรียน เติบโตเป็นบุคลากรของรัฐที่มีคุณภาพร่วมกัน รักษาอัตลักษณ์ ส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร่วมพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดให้มีความเจริญ รุ่งเรือง ทั้งนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะร่วมหนุนเสริมภารกิจของมูลนิธิฯและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
//////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ แพร่ เรียกประชุมด่วน “ศูนย์วอร์รุมไฟป่า” หลังพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่ห้องประชุมเวียงโกศัย ชั้น 2 อาคาร
1 ศาลากลางจังหวัดแพร่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เรียกประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดแพร่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ขนาดเล็ก หลังพบว่า ค่า PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน (ค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัม/ ลูกบาศก์เมตร) ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ(สีแดง) เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน และทิศทางสูงขึ้นในระดับวิกฤต ข้อมูล วันนี้(24 มี.ค.68)

เมื่อเวลา 14.00 น. สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.นาจักร อ.เมืองแพร่ วัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ 116.3 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรจึงมีข้อสั่งการเร่งด่วน ให้แจ้งเตือนประชาชนทุกพื้นที่ ทุกช่องทาง ให้งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงนี้ หาก มีความจำเป็น ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเองทุกครั้งเช่น สวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 หรือหากมีอาการผิดปกติ เหนื่อยง่าย แขนขาอ่อนแรง และ
แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้มีโรคประจำตัว โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ เตรียมยา และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อมและให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่าง เคร่งครัด ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ได้ให้โรงพยาบาลประจำตำบล(รพ.สต.)

ทุกแห่ง เฝ้าติดตามกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีจากการวิเคราะห์ สาเหตุการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกิดจาก 1. การเผาในพื้นที่เขตป่า 2. หมอกควันจากพื้นที่ใกล้ เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน จากการเปลี่ยนทิศทางลม

ดังนั้น เพื่อยกระดับมาตรการเข้มข้นทุกมิติ จังหวัดได้ประสานขอกำลังทหารลาด
ตระเวนพื้นที่เสี่ยง ในตำบลช่อแฮ ตำบลสวนเขื่อน ตำบลป่าแดง จัดชุดลาดตระเวนเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิด พร้อมใช้โดรนประสิทธิภาพสูง
จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 13 บินสำรวจเพื่อป้องปรามผู้กระทำผิด ที่ประชุมยังได้พิจารณาขึ้นทะเบียนพรานป่า หรือผู้เก็บหาของป่า 1,470 คนทั่วจังหวัดแพร่ และหากเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเกินกำลังความสามารถกำลัง
พลในพื้นที่ ให้อำเภอ และ อปท.ทุกแห่งสนับสนุนกำลังพลดับไฟเข้าช่วยเหลือได้ทัน ท่วงที

สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวภาคเหนือรายงาน

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
061-595-5297

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทุนฟื้นฟูฯ จัดสัมมนาภาคเหนือ วางแผนยุทธศาสตร์-เสริมบทบาทอนุกรรมการจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม โรงแรมดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดโครงการสัมมนาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรระดับจังหวัด ภาคเหนือ

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยมีนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวต้อนรับ

พร้อมด้วยนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร และคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 395 คน เข้าร่วม

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินงานระดับประเทศ โดยแบ่งการสัมมนาออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคกลาง

ที่จังหวัดเพชรบุรี และภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นเวทีสุดท้ายของโครงการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตามระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง สามารถกำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ด้านนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกมีเกษตรกรเป็นประชากรหลัก โดยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรกว่า 270,622 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 857 องค์กร และมีสมาชิกขึ้นทะเบียนหนี้สินเพื่อขอรับการแก้ไขปัญหากว่า 10,465 ราย รวมมูลหนี้กว่า 3,088 ล้านบาท ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยให้คณะอนุกรรมการฯ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโอกาสนี้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ดำเนินการมอบเช็คชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 6 ราย จาก 6 สหกรณ์ รวมมูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท ช่วยรักษาที่ดินทำกินของเกษตรกรได้รวม 24 ไร่ 2 งาน 22.6 ตารางวา โดยเกษตรกรที่ได้รับการชำระหนี้แทนต่างกล่าวขอบคุณภาครัฐที่ช่วยเหลือและให้โอกาสได้กลับมาประกอบอาชีพต่อไป

การสัมมนาครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนากลไกการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ระดับจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางที่ชัดเจนและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ/บุญยวึ์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยป่าไม้ นายอำเภอเวียงสา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อหารือแนวทาง ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 พื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน หลังพบว่าปัจจุบันมีจุดความร้อนสะสมแล้ว 1,698 จุด ซึ่ง อำเภอเวียงสา เป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

ที่ประชุมจึงได้กำหนดมาตรการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่
✅ นโยบาย “เคาะประตูบ้าน” โดยให้นายอำเภอ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดเผา
✅ประกาศ “ปิดป่า” จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากผู้ใดฝ่าฝืนย้ำลงโทษอย่างเด็ดขาด
✅ ตั้ง “ด่านสกัด” ร่วมกับชุมชน บริเวณทางเข้าอุทยานฯ เขตป่า เพื่อตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันการลักลอบเผาอย่างเข้มงวด

จังหวัดน่าน ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบเห็นไฟป่าหรือการลักลอบเผาป่า สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้ทันที เพื่อลดปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯศรีสะเกษ มอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ปี 2567 / ตร.ภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยม “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ น. องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง มอบหมายให้ นางวิลาสินี ไพรสิน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง, นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักปลัด, นายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ, นายประดับพันธ์ บุตรไชย นิติกรปฏิบัติการ และนายฐิรศิลป์ อินทรบุตร นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ

เข้าร่วมกิจกรรมวันท้องถิ่นไทย ณ บริเวณลานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ ๑๘ มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันท้องถิ่นไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะ ตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็นสุขาภิบาลท่าฉลอม

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ถือเป็น “ปฐมบทแห่งการปกครองท้องถิ่นไทย” และเป็นรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และในการนี้ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๗ ระดับจังหวัด โดยท่านอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานมอบให้กับ นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักงานปลัด ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๒ และนายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๓

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้รับการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้ตอนรับคณะศึกษาดูงานจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอไพรบึง (สกร.) จำนวน ๓๐ คน

เพื่อมาศึกษาดูงานโครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อต่อยอดนวัตกรรมจัดการขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมท้องถิ่น ที่องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ใช้ในการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินในรอบการประเมินของสถาบันการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

วันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เรืองเดช รองจเรตำรวจ ช่วยราชการ ภูธรภาค3 ,พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ

ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ชายแดน ตามนโยบายของรัฐบาล เปิดปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยนายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า การลงพื้นที่ด่านช่องสะงำวันนี้ เป็นพื้นที่ที่มีแนวเขตติดกับประเทศกัมพูชา โดยขณะนี้ได้บูรณาการร่วมกันในพื้นที่ร่วมหาแนวทาง เพื่อสกัดกั้น ไม่เพียงปัญหายาเสพติด ยังปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่อาจมาก่ออาชญากรรมในพื้นที่ประเทศไทย ได้กำชับสั่งการเดินหน้ากวดขัน ซึ่งดำเนินการตามยุทธการ Seal Stop Save ที่เป็นแนวทางเดียวกับการปราบปรามยาเสพติดที่ตำรวจภูธรภาค 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเร่งดำเนินการ

พล.ต.ท.วัฒนา กล่าวอีกว่า สำหรับวันนี้ได้เดินทางลงมาพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีรายงานความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ป้องกันยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับไซเบอร์ ทุกหน่วยมีความพร้อมในการปฏิบัติ ทั้งฝ่ายปกครอง ทหารจากกองกำลังสุรนารีได้ร่วมมือกับกองกำลังทหารพราน และประชาชนให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้า Stop

ในเรื่องของพื้นที่ชั้นใน ทางแนวชายแดน Seal ทางภาคทหารและหน่วยความมั่นคงต่างๆในการหาข่าว มีความพร้อม รวมทั้งหน่วย Save ก็คือทางปกครอง แบ่งหน้าที่กันปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล สำหรับการเดินทางผ่านเข้า-ออก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนผ่านทางจุดผ่านแดนถาวร

ด่านช่องสะงำนี้ ก็ยังไม่มีปัญหาใด แต่สำหรับปัญหาที่เฝ้าห่วงคือปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทางจังหวัดศรีสะเกษมีความพร้อมในการดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาใช้มาตรการปราบปรามทางกฎหมายอย่างจริงจัง
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ หนุ่ม คิดสั้น วิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ไม่ถึงนาทีถูกจับทันควัน

หนุ่มวัยเบจญเพศ คิดสั้น บุกวิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ออกมาถึงหน้าร้านกำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ เตรียมหลบหนี สุดซวย ถูกเจ้าของร้านทองกระโดดจับตัว มิหนำซ้ำใกล้กัน พบตำรวจสายตรวจอยู่ใกล้ที่เกิด สุดท้ายถูกจับ คอตกเข้าซังเต

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 18 มีนาคม 2568 ร.ต.อ. นิพนธ์ ท้าวบุญเรือง พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายชิงทรัพย์ ที่ร้านทองเยาวราชราษี ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ หลังทราบเรื่อง ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบยังที่เกิด ซึ่งเป็นร้านทองตั้งอยู่ใจกลางอำเภอราษีไศล มีผู้คนพลุกพล่านและมีร้านค้าจำนวนมาก

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด จะเห็นว่าคนร้าย เพศชาย สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีขาว สวมรองเท้าแตะ เข้ามาภายในร้านทอง มี เจ้าของร้านทองอยู่ภายในลูกกรงร้านทองเพื่อขายทองให้ ซึ่งคนร้ายขอลองสร้อยทอง จำนวน 3 บาท โดยทางเจ้าของร้านทอง นำมาให้ลองจำนวน 2 ลาย แต่ปรากฏว่า เมื่อคนร้ายได้นำทองไปสวมใส่ที่คอแล้ว ก็อาศัยจังหวะ วิ่งออกจากร้านทองอย่างรวดเร็ว โดยมี เจ้าของร้านทองวิ่งตามอย่างติดๆ

จากการสอบถาม เจ้าของร้านทอง ( ไม่ขอเอ่ยชื่อนามสกุล และเปิดเผยใบหน้า) ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตนสังเกตความผิดปกติในพฤติกรรมของคนร้าย ตั้งแต่เดินทางเข้ามาภายในร้านทอง ที่มีอาการไม่นิ่ง และมองซ้ายขวาตลอดเวลา แต่ด้วยตนความยังไม่แน่ใจ ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงให้คนร้าย ลองสร้อยทองตามปกติ ซึ่งตนพยายามบอกให้คนร้าย

ถอดสร้อยทองออกจากคอแล้ว แต่คนร้ายทำนิ่งเฉย และสุดท้าย จึงวิ่งหนีไป ตนเห็นเช่นนั้น จึงวิ่งตามไปติดๆ ซึ่งตนร้ายจอดจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไว้หน้าร้าน และในขณะที่กำลังจะสตาร์ทรถเพื่อเตรียมหลบหนี ตนได้กระโดดคว้าตัวคนร้าย จนคนร้ายล้มลง แต่คนร้ายพยายามดิ้นสู้ แต่เคราะห์ดี บริเวณดีนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และสายตรวจ อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ จึงมาช่วยจับตัวคนร้ายได้สำเร็จ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ควบคุมตัวคนร้าย ทราบชื่อภายหลัง คือ นายอนิรุต ม่วงศรี อายุ 25 ปี ชาวตำบลวังจุฬา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนร้ายที่ก่อเหตุ มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล เพื่อดำเนินการสอบสวน
จากการสอบสวน เบื้องต้น นายอนิรุต คนร้าย ให้การว่า ตนเดินทางมาจากพระนครศรีอยุธยา มาอาศัยกับพ่อ ที่อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เกือบ 1 เดือนแล้ว โดยก่อนก่อเหตุ ตนได้ขับรถจักรยานยนต์ ของญาติในบ้านออกมา แบบไม่มีเหตุผล และขับรถจักรยานยนต์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอร้านทองแห่งนี้ ที่อำเภอราษีไศล โดยที่ไม่ได้วางแผน แต่อย่างใด ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คิดอะไรมาก ซึ่งสาเหตุที่ตนก่อเหตุในครั้งนี้ ต้องการนำทองไปขาย เพื่อนำเงินใช้หนี้ เพื่อน หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปยืมเงินเพื่อนมา จำนวน 40,000 บาท เพื่อมาใช่จ่ายส่วนตัว ซึ่งสิ่งที่ตนกระทำนั้น เป็นสิ่งที่คิดสั้น และทำแบบไร้ความคิดเป็นอย่างมาก

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ตั้งข้อหา กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ หลังจากนั้นจะได้ดำเนินการสอบสวนขยายผลในเรื่องนี้ ต่อไป/////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยา เตรียมจัดงานเทศกาลโฮลี 2025 / ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 13.30 น. วันที่ 10 มี.ค.2568 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา คณะผู้บริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย TIPBA และสมาคมอินเดียพัทยา นำเสนอรูปแบบการจัดงาน ณ ห้องประชุม 221 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

เมืองพัทยา ร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยากำหนดจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
ในระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. 2568 ณ ถนนชายหาดพัทยา ฝั่งตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา เพื่อให้พี่น้องชาวไทย-อินเดีย และนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเทศกาลแห่งสีสันที่มีพื้นเพมาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการเฉลิมฉลองโดยการสาดสีสัน ป้ายสี ซึ่งเป็นสีฝุ่นผงออแกนิกใส่กันอย่างสนุกสนาน ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ตามความเชื่อของชาวอินเดีย ซึ่งคล้ายกับเทศกาลวันสงกรานต์ของไทย

โดยในวันนี้คณะผู้จัดงานนำโดย นายประเสริฐ ศักดิ์จิระพงศ์ เลขาสมาคมนักธุรกิจไทย -อินเดีย นำเสนอรูปแบบการจัดงานเพื่อร่วมกันพิจารณาในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร, ด้านการพยาบาล, ตลอดจนกิจกรรมภายในงาน นอกเหนือจากการสาดสี ยังมีการแสดงดนตรีของศิลปินไทย(F.HERO) และศิลปินจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานคือวันที่ 15 มี.ค.นับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานและมีสีสัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเศรษฐกิจในพัทยา และภาพลักษณ์ที่ดีต่อไป

คณะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ร่วมแสดงความยินดีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีป้ายแดง

วันที่ 13 มี.ค.68 มีรายงานว่า นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมคณะได้ร่วมแสดงความยินดีกับนายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี คณะบริหารฯ และสมาชิกสภาฯ หลังได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. และรับมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย กล่าวว่า ในนามสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่นายวิทยา คุณปลื้ม ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีอีกหนึ่งสมัย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อบจ.ชลบุรี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง ในฐานะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานเพื่อความยั่งยืนของบ้านเมืองนี้ต่อไปด้วย

‘ดีแคทลอน’ ปักหมุดพัทยา เปิด Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ตอบโจทย์คอกีฬา

วันที่ 14 มี.ค.68 ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการสำหรับ ดีแคทลอน แบรนด์กีฬาเมืองน้ำหอมชื่อดังระดับโลก ได้เปิดสโตร์ใหม่ในเมืองพัทยา เป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก บนพื้นที่ 3,500 ตร.ม. ริมสุขุมวิทพัทยา ปากซอยเทพประสิทธิ์ พัทยาใต้ จ.ชลบุรี โดยมี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมือง ตัวแทน ททท. กองทัพเรือ และผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติในงาน

มร.ดีเรน เชตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแคทลอน ประเทศไทย เผยว่า สำหรับสาขาพัทยานี้เปิดเป็น Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งครบทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งที่เลือกเปิดตัวสาขาพัทยาในครั้งนี้เพื่อตอบรับกระแสกีฬาซีเกมส์ มี่จะมีขึ้นในจังหวัดชลบุรี ในช่วงปลายปีนี้

ภายในเป็นพื้นที่สโตร์และเพลย์กราวด์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์กรฬาครอบคลุมกว่า 60 ประเภทกีฬา รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมทางน้ำที่ครบครันสำหรับชาวภาคตะวันออกซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งติดทะเล ที่สำคัญเมืองพัทยาเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำเพราะเป็นเมืองทะเล ที่แต่ละปีมีอีเว้นต์การแข่งขันระดับชาติและระดับโลกมากมาย ตอกย้ำความเป็น Sport Destination อย่างแท้จริง

เปิดแล้ว! งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 กระตุ้นสีสันท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมระดับชาติ

วันที่ 14 มี.ค.68 ที่บริเวณปะรำพิธีชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค.68

โดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวต้อนรับและมอบกระเช้าให้กับนายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ที่ให้เกียรติเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์และกล่าวอวยพร นายสุขราช กาลรา ในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ด้วยเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะมีผู้คนหลายเชื้อชาติ ศาสนา จากหลายประเทศมาพักผ่อนและอยู่อาศัย งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 หรืองานเทศกาลโฮลี เปรียบเสมือนเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสีสันการท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรม ซึ่งเทศกาลโฮลี เป็นเทศกาลระดับชาติของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนานเช่นกัน

เทศกาลโฮลี หรือเทศกาลแห่งสีสันของชาวอินเดีย คล้ายกับเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย ที่ผู้คนจะเฉลิมฉลองสร้างความสนุกสนานด้วยการเล่นสาดผงสี ซึ่งเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตราย นำมาสาดเล่นกัน เป็นประจำทุกช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี นับเป็นเทศกาลแห่งมิตรภาพที่ญาติสนิทมิตรหาย และเพื่อนฝูง ได้มาพบปะและร่วมสนุกสนานกัน

ภายในงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 นอกจากมีการเล่นสาดสีแล้ว ยังมีการจัดแสดงต่างๆ ตามแนวทางกิจกรรมเฉลิมฉลองของชาวอินเดีย มีการเปิดพื้นที่ให้พี่น้องชาวเชื้อสายอินเดีย ตลอดจนนักท่องเที่ยวอินเดียได้มีพื้นที่กิจกรรมสนุกสนานร่วมสร้างสีสันการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาร่วมกันต่อไป

ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

มีรายงานว่า นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินเท้าริมฟาตปาธชายทะเลตั้งแต่พัทยากลางถึงโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้ หรือโครงการวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา รวมระยะทางกว่า 1 กม. เพื่อเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวและพยปะผู้ประกอบการยามค่ำคืนของเมืองพัทยา

ทั้งนี้ ทางคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เดินทักทายผู้ประกอบการตลอดถนนวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา ก่อนจะเดินทางไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการต่อที่จังหวัดระยอง โดยทางผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้

ด้าน นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงานเทศกาลโฮลีพัทยา ทางคณะผู้ว่าฯ ททท. ได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอินเดีย ที่มีการเติบโตมากขึ้น ตลอดจนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยา ซึ่งบรรยากาศต้อนรับเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง

เปิดร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และช็อปสินค้าที่ระลึกจากที่ราบสูง

วันที่ 15 มี.ค.68 ได้มีพิธี Grand Opening เปิดเป็นทางการสำหรับร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ริมถนนพัทยาสาย 3 เยื้องโรงพยาบาลเมืองพัทยา โดยพบว่ามีแขกเหรื่อเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนายพงษ์ชาณัท เรืองรุ่ง และ น.ส.สิริกัญญา กังศิริกุล ผู้บริหารฯ กันอย่างคึกคัก

ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขานี้ ถือเป็นสาขาที่ 2 ซึ่ลงทุนด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ตกแต่งด้วยค็อนเซ็ปต์อีสานโมเดิร์นคลาสสิก บริการอาหารอีสาน เครื่องดื่ม Thai Style และทั่วไปในมุมม่วนจอยบาร์ อีกทั้งยังมีช็อปสินค้าที่ระลึกจากภาคอีสานในมุมเฮือนพวนชวนคราฟท์

ทั้งนี้ ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น.- 22.00 น. โดยสามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้ 140 คน กลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยวทั่วไป โทรศัพท์สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 062-607 3398

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเพชรฯ นำทีมซับน้ำตาผู้ประสบวาตภัยในพื้นที่ อ.ชะอำ /นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ปลัดจังหวัดฯ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ สิ่งของอุปโภคบริโภค

และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบวาตภัยพายุงวงช้างในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพและหมู่บ้านหนองคาง ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่งผลให้หลังคาบ้านเรือน ร้านค้า และป้ายโฆษณาได้รับความเสียหายรวม 27 หลังคาเรือน และมีต้นไม้หักโค่นในบางจุด ซึ่งทางอำเภอชะอำและเทศบาลเมืองชะอำได้สำรวจความเสียหายทั้งหมดแล้ว โดยเบื้องต้นจะใช้งบประมาณของเทศบาลเมืองชะอำช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนก่อน

หากไม่เพียงพอจะต้องเสนอขอใช้งบประมาณจากอำเภอชะอำและจังหวัดเพชรบุรีต่อไป ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี ได้กล่าวแสดงความห่วงใยและได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับให้ความช่วยอย่างเร่งด่วน หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถแจ้งที่นายอำเภอชะอำได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรงในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพ หมู่บ้านหนอง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จากนั้นได้เกิดพายุงวงช้างขนาดใหญ่ตามมาพัดหลังคาบ้านและป้ายโฆษณา ตกลงใส่บ้านเรือนของประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้รับความเสียหายไปหลายหลังคาเรือน และยังส่งผลให้ต้นไม้ล้มหักโค่นอีกหลายแห่ง

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ต่อมา นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยในเบื้องต้นแล้ว.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานวิ่งแข่งขันมินิมาราธอน CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025 “ชะอำ บิกินี บีช รัน ครั้งที่ 16” ประจำปี 2568 ณ ชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นไปด้วยความคึกคัก มีนักวิ่งหญิงและชายทั้งชาวไทยและต่างชาติในชุดบิกินี่ ชุดเซ็กซี่เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย หาดทรายชายทะเลยามเช้าที่งดงาม

โดยมี นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร อดีตผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานและปล่อยตัวจุดเริ่มต้นและเส้นชัยบริเวณหน้าชายหาดโรงแรมลองบีช ชะอำ พร้อมด้วย นางทนาดา วิจักขณะ รอง ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเข้าร่วมงาน

นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Thailand Sports Tourism) โดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ให้จัดรายการแข่งขันมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ทุกประเภทกีฬาที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเมืองรอง ทั้งนี้ หาดชะอำ เมืองท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย การเดินทางสะดวก เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันวิ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรายการ “หาดชะอำ 14K” ต่อเนื่องมาหลายปี ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “หาดชะอำ บิกินีบีชรัน” โดยมีการวิ่งในประเภทบิกินี เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเภทของการแข่งขัน และจัดต่อเนื่อง 14 ปีผ่านมา โดยความร่วมมือของ จังหวัดเพชรบุรี, เทศบาลเมืองชะอำ, สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก, สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี, หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, โดย JOG&JOY ฝ่ายจัดการแข่งขันได้พัฒนาปรับปรุงรายการแข่งขันนี้อย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้เพิ่มประเภทระยะทางวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21.1 KM ขึ้นมาเพื่อสร้างให้สนามนี้เป็นสนามวิ่งระยะไกลนานาชาติมากกว่าเดิม โดยในแต่ละปีก็มีผู้สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวสลับสับเปลี่ยนไปจนกลายเป็นงานวิ่งที่นักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าประจวบฯ เปิดโครงการจังหวัดเคลื่อน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พื้นที่ ต.อ่างทอง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 12 มี.ค. 2568 ที่ศาลาประชุมหมู่บ้านสีดางาม ม.3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายสินาทร โอ่เอี่ยม นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัด นางสาวจีรประภา สาระประจวบ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด

นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ข้าราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวนมากร่วมพิธี ในการนี้ ได้รับเมตตาจาก พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก วัดอ่างสุวรรณ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ให้ศีลให้พรแก่ประชาชน จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวเปิดโครงการ และชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตำบลอ่างทอง ช่วงถนนอ่างทอง-หนองมะค่า ม.1,ม.5 และ

ถนนสายหนองหอย-มรสวบ ม.5,ม.8 เชื่อมตำบลชัยเกษม พร้อมทั้งระบุว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพื้นที่ ต.อ่างทอง ได้ประสานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการบริหารจัดการขยะ ขุดลอกคูคลอง นอกจากนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ได้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องการขอรับบริจาคเลือดแก่กาชาด เพื่อนำไปช่วยผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ประกาศวาระ “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” 10 หัวข้อ รวมถึงกลยุทธการสร้าง Wellness Economy 8 หัวข้อที่จะเป็นการเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคลภายในบริเวณศาลาหมู่บ้าน และได้เดินเยี่ยมชมบูธจากหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในบริเวณที่จัดงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐมาร่วมออกให้บริการประชาชนเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อราชการ ณ สถานที่ตั้ง รวมทั้งได้มอบพันธุ์ปลาน้ำจืดให้กับผู้นำท้องที่ และมอบเเตนเบียนบราคอนให้แก่ผู้แทนเกษตรและผู้นำชุมชนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้าน และร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยมาจากพระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี 100 ชุด จากสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ 100 ชุด และจากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดฯ 100 ชุด รวมจำนวน 300 ชุด มอบให้แก่ประชาชน

ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 08.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านสีดางาม เพื่อมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียน พร้อมกับได้แนะนำแนวทางด้านการศึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยี และความรู้ด้าน AI ซึ่งเป็นเรื่องที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เด็กๆก็ได้แสดงความเห็นในเรื่องอาชีพที่ใฝ่ฝันในอนาคต เช่น อยากเป็นผู้พิพากษา และจากนั้น ได้ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนผู้พิการ และได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนที่บ้านใน ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จำนวน 2 หลังอีกด้วย

สภาพและข้อมูลพื้นฐาน ตำบลอ่างทอง ทิศเหนือจรดตำบลนาหูกวาง ทิศใต้จรดตำบลชัยเกษมและตำบลธงชัย ทิศตะวันออกจรดอ่าวไทย ทิศตะวันตกจรดสหภาพพม่า มีพื้นที่ทั้งหมด 104 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,000 ไร่ เป็นพื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก มีภูเขาสูงทางทิศตะวันตก และมีที่ราบส่วนใหญ่สลับภูเขาเล็กน้อย อาชีพหลักชาวบ้านได้แก่ ทำสวน ทำไร่ ประมง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ วัดอ่างทอง วัดวังยาง วัดอ่างสุวรรณ ชายหาดลับทับสะแก เกาะรำร่า เป็นต้น และมีปัญหาหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาศัตรูมะพร้าวและปัญหาชายฝั่งกัดเซาะ
/////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

SSIร่วมสร้างสรรค์สังคมเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน รับรางวัลองค์กรต้นแบบสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า

นางสาวสุริยา ดวงมณี (ที่ 3 จากขวา) หัวหน้าสายทรัพยากรบุคคลและธุรการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “องค์กรสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า ในโครงการส่งเสริมงานสุขภาวะในองค์กรเพื่อคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี” จากนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ (กลาง) ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น เมื่อเร็วๆ นี้

โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของสสส.และสมาคมนักสร้างสุขภาวะองค์กร เพื่อส่งเสริมการมีวิถีชีวิตสุขภาวะทั้ง 4 มิติ (กาย ใจ สังคม และจิตปัญญา) และดูแลคุณภาพชีวิตบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้ เอสเอสไอได้นำแนวคิดการสร้างองค์กรสุขภาวะ (Happy workplace) และความสุข 8 ประการ (Happy 8) มาสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของเอสเอสไอ iFacts+ (คนเก่ง ดี มีใจ) ส่งเสริมให้บุคลากรมีความพร้อม และร่วมสร้างสรรค์การดำเนินงานและสังคมที่ดีเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป เสริมสร้างความรู้เยาวชน สร้างแกนนำคัดแยกขยะ เพื่อดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป โดยทีมชุมชนสัมพันธ์และพัฒนาชุมชน ร่วมกับเครือข่ายชุมชนต้นแบบ บ้านทางสาย บ้านระหาร และอาสาชวนน้องรักษ์โลก จัดกิจกรรมเรียนรู้การคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “อ่านป้ายก่อนทิ้งลงถัง” โดยมีเยาวชนจาก 8 โรงเรียน ได้แก่ รร.บ้านห้วยทรายขาว, รร.บ้านดอนทอง, รร.บ้านดอนสง่า, รร.วัดนาผักขวง, รร.วัดดอนยาง, รร.บ้านหนองมงคล, รร.บ้านถ้ำเขาน้อย และ รร.อนุบาลบางสะพาน รวมกว่า 300 คน เข้าร่วมในโครงการ “กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือและเนตรนารี” ประจำปี 2568 เอสวีแอล กรุ๊ป(SVL Group) มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ด้านการจัดการขยะและสร้างแกนนำเยาวชน เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้นที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านห้วยทรายขาว ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ _ หลายหน่วยงานร่วมกิจกรรม โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี งบประมาณ 2568

วันที่ 12 มี.ค.68 พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ (สส./ปส.) มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง ชป.ตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยางพร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย พระมหาสัญญา สิทฺธิญาโณ เจ้าคณะตำบลห้วยยาง

นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดอำเภอทับสะแกฝ่ายความมั่นคง นางณุกานดา จันทรภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก นายภัทรดนัย สมศรี กำนันตำบลแสงอรุณ นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ นางวิภาภรณ์ ภัทรภิญโญ ผอ.สกร.อำเภอทับสะแก นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ผอ.รพ.สต.บ้านหินเทิน ผญ.บ้านไร่ใน ม.1 และ ผญ.บ้านแสงทอง ม.2 ต.แสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,ชรบ.,อส., ทหารชุดเฉพาะกิจ ฉก.จงอางศึก พร้อมด้วย ประชาชนบ้านไร่ในและบ้านแสงทอง

ร่วม kick off เปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ณ ศาลาประชาคมบ้านไร่ใน ม.1 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมนี้ได้ร่วมกันลงนามข้อตกลงการดำเนินโครงการฯ (MOU) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลังสอบผ่าน

วันพุธที่ 12 มีนาคม 2568 กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวบริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม
โดยมีคุณ นิชานันท์ ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานร้องทุกข์สำนักรัฐมนตรี
ร่วมกับ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงมหาดไทย ขอประสานให้กลุ่มตัวแทนจำนวน10 คน เข้าพบ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 และ อ.มนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทย (โฆษกกระทรวงมหาดไทย)

โดยกลุ่มตัวแทนได้นำเสนอข้อมูลปัญหาสถานะปัจจุบันปัญหาของการสรรหาสายบริหารท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตปัญหาข้อสอบที่ผิดพลาดหรือการตรวจสอบรายงานปัญหาจากมหาวิทยาลัยธัญบุรี ตลอดจนข้อมูลสรุปผลการประชุมการออกเสียง 4:3 เสียง ของคณะอนุสรรหา

พร้อมชี้แจงเหตุผลที่จังหวัดสมุทรปราการแจ้งว่าข้อสอบไม่ได้มาตรฐานนั่นกลุ่มผู้ยื่นเรื่องได้ให้ข้อสังเกตุว่ามหาลัยผู้ออกข้อสอบก็ชี้แจงเรื่องนี้แล้ว ประกอบกับอีก 8 จังหวัดที่ใช้ข้อสอบและกระบวนการเดียวกัน ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 โทรศัพท์สายตรงกับผวจ.สมุทรปราการ ได้ข้อสรุปว่า วันที่ 13 มีนาคม 2568 จะมีข้อสรุปในที่ประชุม ก.จังหวัดที่ชัดเจนสรุปโดยจะไม่โยนเรื่องส่งต่อไปมาให้หน่วยงานอื่นใดพิจารณาอีก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลการขึ้นบัญชีหรือประกาศยกเลิกผลการสอบก็ตาม

ล่าสุด การประชุม กทจ.และก.อบต จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2568 นี้ มีผลสรุปมติในที่ประชุมตรงกันคื ในการประชุมคณะอนุสรรหาสายงานผู้บริหารของจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมานั้น มติการโหวตให้ประกาศผลการขึ้นบัญชีสายงานผู้บริหาร มีความถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรประกาศผลลำดับบัญชีได้เลย สามารถเสนอเอกสารผลลำดับบัญชี ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามเพื่อประกาศได้เลย โดยไม่ต้องมีการประชุมคณะอนุสรรหาเพิ่มเติมแต่อย่างใด

/////////////////////

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยะลาจัดใหญ่! รอมฎอนสัมพันธ์ ฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ 2025 หาสุดยอดข้าวหมกไก่-ซุปเนื้อเมืองยะลา

แชร์เนื้อหานี้

ยะลา – ศูนย์สันติวิธี ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ และ รอมฎอนสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน รวมถึง การทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ในห้วงเดือนรอมฎอน

การประกวดครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฟ้นหา เมนูเด็ดจาก จ.ยะลา ไปเข้าร่วมการประกวด กับ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 10-20 มีนาคม 2568 แบ่งเป็น 2 เมนูหลัก คือ ข้าวหมกไก่ และซุปเนื้อ โดยมี 5 ทีมจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วม

พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสุขในช่วงรอมฎอน เสริมสายสัมพันธ์ในสังคม และส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าวหมกไก่และซุปเนื้อ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

ผลการประกวด ทีมจากกองสันติวิธี และ กองภาคประชาสังคม ได้เป็นตัวแทนยะลาไปแข่งในรอบต่อไป โดยจะแข่งขันกับทีมจาก จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ในการประกวดครั้งต่อไป
////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.นฤมล” ก.เกษตรฯ นำคณะพบชาวสวนยางบึงกาฬ เร่งแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ ประกาศ Kick off “โครงการโฉนดต้นยาง” 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจก 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 มี.ค. เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษา พรรคกล้าธรรม เดินทางลงพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เปิดการอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพารา ที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่อการพัฒนาด้านการเกษตร จากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้แทนของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ โดยมีนายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าร่วมอบรม และให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา แพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 สร้างความเสียหายให้กับสวนยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ต่อมาได้แพร่กระจายในพื้นที่รับผิดชอบของการยางแห่งประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยพบการเกิดโรค ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และนครพนม รวมพื้นที่ 3,685.5 ไร่ 259 ราย สำหรับจังหวัดบึงกาฬ พบการแพร่ระบาด จำนวน 52 ราย กินพื้นที่ 581 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงมอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568”

ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ การบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ในยางพารา นอกจากนี้ยังมีการมอบปัจจัยการผลิต และการจัดนิทรรศการ จากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน และสภาเกษตรกร

นายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า บึงกาฬ มี 8 อำเภอ 63 ตำบล 617 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 418,733 คน เป็นแรงงานภาคเกษตร 126,587 คน มีพื้นที่ ทั้งจังหวัด 4,305 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,691,091 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,407,105 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 52.29 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญคือ ยางพารา จำนวน 875,915 ไร่ มีผลผลิต 211,348 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 6,564.46 ล้านบาท และข้าวนาปี 475,558 ไร่

มีผลผลิต 146,378 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,756.53 ล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด GPP ปี 2565 มีมูลค่า 31,755 ล้านบาท โดยเป็นภาคเกษตร 10,758 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.88 ของมูลค่าทั้งหมด จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่โดดเด่น โดยการสนับสนุนของรัฐบาล มีเมกะโปรเจคที่สำคัญในปัจจุบัน คือ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ซึ่งจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับการรายงานการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Collet0trichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา และมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกันดูแลแก้ไข และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราอย่างต่อเนื่อง นับจากได้รับรายงานการเกิดโรคนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย แต่จากปัญหาการขนส่งเคลื่อนย้าย และการเคลื่อนไหวของทิศทางลมตามธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถยับยั้ง

การแพร่กระจาย การระบาดจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ มาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบการเกิดโรคในพื้นที่สวนยางพารา 5 จังหวัด การจัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” และการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกร ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ทั้งยังหาทางป้องกันและต่อยอดนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นวันนี้ จะสามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการพัฒนาการทำการเกษตร จะก่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพการทำสวนยาง และการเกษตรชนิดอื่นของไทยต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของยางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนปฎิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อให้เขารู้ว่า เราไม่ได้ไปบุกรุกป่า ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่ เหลืออีก 4 ล้านไร่ ที่ยังไปเป็นที่ดินทับซ้อน โดยเราได้มีการพูดคุยกัน และจะมีการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับชาวสวนยางพารา เพื่อให้เขามีเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง สามารถครอบครองพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่อยู่แล้ว เราจะออกโฉนดต้นยางสร้างมูลค่าให้กับต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินของตนเอง ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.และนำไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยจะ Kick off เปิดโครงการในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ และนายอิทธิ รมช.เกษตรฯ ได้ร่วมกันมอบโฉนดที่ดิน(ส.ป.ก.) เพื่อการเกษตร จำนวน 500 ราย พร้อมปัจจัยการผลิต อาทิ น้ำหมักปลาหมอคางดำ 1,000 ลิตร จำนวน 33 ราย ,ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง, หน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง, กล้วยน้ำว้า และพันธุ์มะละกอ รวมถึงพันธุ์ปลาจำนวน 200 ถุง และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวจำนวน 130 ตัน แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 กลางสายฝนโปรย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 มี.ค.68 ที่บริเวณเวทีหลักชายหาดพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 โดยมี นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานกลุ่มยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวน่าอยู่  นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี 

นางอำไพ ศักดานุกูลจิต สไลวินสกี้ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี นางอัจฉรา บัณฑิตยานุรักษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ผู้บริหารและสมาชิกเมืองพัทยา ส่วนราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีเปิด ท่ากลางสายฝนโปรย

เมืองพัทยาร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดงาน PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ตลอดเดือนมีนาคม 2568 จำนวน 3 สัปดาห์ รวมศิลปินระดับประเทศ และร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสร้างรายได้ โรงแรมที่พักมียอดจองเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ เทศกาลดนตรี PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 จัดเป็นงานฟรีคอนเสิร์ตที่จัดต่อเนื่องยาวนานและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเริ่มจัดงานตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น Sound on the Sand หรือเสียงเพลงบนผืนทราย ผสมผสานความโมเดิร์นของเทศกาลดนตรีริมชายหาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กับอัตลักษณ์ของพัทยา ที่ชัดเจนในความเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยติดอันดับโลก

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพบก จัดโครงการ ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(6 มี.ค. 68)  นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย  พันเอก โชติ ยิกุสังข์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร)

ร่วมในการตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร ภายใต้โครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจช่วยภัยแล้ง”  ประจำปี 2568 บริเวณลานหน้าศาลาเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

จากประกาศกรมอุตนิยมวิทยาแจ้งว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2568 โดยกองทัพบก

ได้อนุมัติโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เนื่องจากในหลาย พื้นที่เริ่มขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารประกอบกับการเข้าสู่ฤดูร้อนทำให้มีปริมาณน้ำ ไม่เพียงพอ

เป็นเหตุให้สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างมากขึ้น ดังนั้นมณฑลทหารบกที่ 44 ร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 44, หน่วยงานทหารภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร,

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร, การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมพร, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชุมพร,กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่จังหวัดชุมพร จึงกำหนดตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร

 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยแล้งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญยิ่ง ที่พวกเราจะต้องเข้าไปดำเนินการ ช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ทุรกันดารที่ประสบภัยแล้งด้วยการระดมศักยภาพ

และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานในการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การสนับสนุนถังบรรจุน้ำ ให้ประชาชนใช้จัดเก็บน้ำ การซ่อมและปรับปรุงบ่อบาดาลให้เป็นจุดจ่ายน้ำถาวร การสนับสนุนกระแสไฟฟ้า ในการ ดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการสนับสนุนน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด

ในห้วงนี้ทุกภูมิภาคของประเทศกำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง และอาจมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ฉะนั้นพวกเรา จะต้องมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และในวันนี้กองทัพบก โดย มณฑลทหารบกที่ 44 ได้บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ กับเหล่าทัพและทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพร

จัดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 ขึ้น พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนพร้อมเคียงข้าง ประชาชนเสมอ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส

///เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชุมพร098-9515199

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ”อลงกรณ์“ชี้คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิตคือภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิต :ภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม“เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจจึงเห็นควรนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชน
โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า “…ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ…“ ประเทศไทยประกาศเป้าหมายจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 ภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมในการลด ก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มอบแนวคิดว่า “เราชนะธรรมชาติได้บางอย่าง แต่เราไม่สามารถกำหนดธรรมชาติได้ทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงและต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วย” “เราต้องเปลี่ยนมุมมองของโลก หลายคนมองว่าการบริหารต้องมีมือดีทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่ตนมองว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนอาศัยอยู่ เพราะอย่างไรเราก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวจึงนำมาสู่กรอบภารกิจ 6 ด้าน
1.ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2.ด้านทรัพยากรน้ำทั้งระบบ
3.ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขยะ และมลพิษ 

  1. ด้านยุทธศาสตร์ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    5.ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
    6.ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โดยเฉพาะภารกิจสำคัญและเร่งด่วนคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 55% ของพื้นที่ประเทศ ในจำนวนนี้เป็น
    พื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
    แบ่งเป็น
    1.พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 25%
    2.พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ราว 102,353,484 ไร่ หรือ 31.64% ของพื้นที่ประเทศจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 8.36 %หรือ 26.75 ล้านไร่
    ป่าชุมชนเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนโดยมีป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จำนวนรวม 11,327 โครงการ 13,028 หมู่บ้าน มีเนื้อที่รวม 6,295,718 ไร่
    ซึ่งแต่เดิมมีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทรัพยากรของป่าชุมชน5 ประการคือ
  2. ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน/พักผ่อนหย่อนใจ
  3. เก็บหาของป่า
  4. ใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อการยังชีพและสาธารณะประโยชน์
  5. ใช้บริการทางนิเวศ เช่น น้ำ
  6. ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  7. ส่วนแนวทางการพัฒนาใหม่ในการพัฒนาป่าชุมชน (Community Forest) สู่ป่าคาร์บอน (Carbon Forest)เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนกว่า1.1หมื่นแห่งทุกภาคทั่วประเทศให้เป็น
  8. 1.แหล่งอาหารชุมชน (Community Food Bank)
  9. 2.แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Bank)
  10. 3.แหล่งคาร์บอน(Carbon Bank)
  11. 4.แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Ecological Tourism)
  12. 5.แหล่งผลิตอาหารแบบสมาร์ทฟาร์ม(3F’s: Food Farm Forest)
  13. โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการใหม่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคีในพื้นที่ด้วยโมเดล3หุ้นส่วน( 3‘P : Public-Private-People Partnership model)ซึ่งถอดบทเรียนจากโครงการสระบุรี แซนด์บ็อกซ์และโค้งตาบางโมเดลจะเห็นได้ว่าการพัฒนาป่าชุมชนแนวใหม่นอกจากจะช่วยตอบโจทย์การลดโลกร้อนยังได้ให้ความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพและไบโอ เครดิต

ประเทศไทยได้เริ่มจัดทำนโยบายและมาตรการระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินงานเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ สอดคล้องกับมาตรา 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำหนดให้ภาคีจัดทำนโยบายและกลยุทธ์ระดับชาติ เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ประเมินว่า GDP ของโลก กว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
ขณะที่รายงานความยั่งยืน(Sustainability Trends 2024 )ระบุว่า Bio-Credits เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ การเพิ่มจำนวนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Net Gain) เพื่อก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน โดยไบโอเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตรวจสอบปริมาณ คุณภาพ ชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และที่อยู่อาศัยผ่านการซื้อขายหน่วยความหลากหลายทางชีวภาพได้ ทำให้ทราบถึงการเพิ่มจำนวนของความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบัน ทั้งนี้ หลายหน่วยงานได้เริ่มมีความสนใจใน Bio-Credits เช่น สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี 2565 ได้ริเริ่มโครงการสำรวจศักยภาพของสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Finance) เพื่อปลดล็อกการจัดหาเงินทุนใหม่สำหรับผลลัพธ์เชิงบวกที่วัดได้สำหรับธรรมชาติและผู้ดูแลธรรมชาติ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ แต่ก็ยังไม่สามารถทำ Biodiversity Finance ได้เต็มที่ เนื่องจากยังขาดมาตรฐานการออกไบโอเครดิต ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับโลก
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อไบโอเครดิต (Biodiversity Credit Alliance) ขึ้นในปี 2565 โดยมีสมาชิกเป็นองค์กรจากภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร หน่วยงาน ภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคส่วนอื่นๆ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (Sida)
ในส่วนประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) อธิบายถึง Bio-Credits (Biodiversity Credits) หรือ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ว่า เป็นหนึ่งนวัตกรรมที่มีการนำกลไกตลาดมาใช้ในการระดมทุนเพื่อดูแลธรรมชาติและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่โดยมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกับคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Credits) ซึ่งเป็นการซื้อ – ขาย ระหว่างผู้ซื้อที่มีความยินดีในการจ่ายเพื่อปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และผู้ขายที่เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการที่สามารถปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้
 ซึ่งหลังจากนวัตกรรมของตลาดไบโอเครดิตเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดการปกป้องหรือฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณมาแสดงเพื่อขอใบรับรอง ว่ามีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้จริง และผู้ผลิตสามารถนำไบโอเครดิตที่อยู่ในใบรับรองไปขายให้ผู้ซื้อที่ยินดีจ่ายเงินได้

สถานการณ์ภัยคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย แบ่งได้ดังนี้
1) พรรณไม้ จำนวนทั้งสิ้น 12,050 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามจำนวน 999 ชนิด
2) สัตว์มีกระดูกสันหลัง จำนวนทั้งสิ้น 5,005 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ประกอบด้วย ชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จำนวน 676 ชนิด
  3) จุลินทรีย์ก็อยู่ในภาวะถูกคุกคามเช่นกัน
ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกคุกคามและไบโอ เครดิตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพื้นที่ทรัพยากรป่าและป่าชุมชนเช่นกรณีตัวอย่าง“ทีมปรับป่าโดย
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ริเริ่ม โครงการศึกษาความหลากหลาย ขึ้นเพื่อติดตามความสมบูรณ์ของป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 – ปัจจุบัน โดยการเก็บข้อมูลและสำรวจพื้นที่ป่าดอยตุงอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะ อยู่ระหว่างดำเนินการโดยมีทีมทำงานเก็บข้อมูลที่เรียกว่า “ทีมปรับป่า” ที่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และชุมชนร่วมกันทำงานได้ช่วยต่อยอดภูมิปัญญาของคนบนดอยตุงในการอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงของโลก แต่ก็ยังมีภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกิดจากมนุษย์และภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ไบโอเครดิตจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ในการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยให้คงอยู่เป็นมรดกของลูกหลาน
กล่าวโดยสรุป คือ ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศโดยมีการกำหนดภาษีคาร์บอนเช่นภาษีระบบCBAMของสหภาพยุโรปที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยและอีกไม่นานก็จะมีมาตรการทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับภาษีคาร์บอน
ดังนั้นคาร์บอน เครดิตและไบโอเครดิต จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายต่ออนาคตความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้บทบาทและความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งขอชื่นชมกรมป่าไม้ที่ได้พัฒนาบุคคลากรให้เกิดความรู้และทักษะในเรื่องคาร์บอน เครดิตและไบโอ เครดิต
เป็นประโยชน์ต่อการลดคาร์บอนและเพิ่มความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง.

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แสดงความยินดี รอง ผบก.สส.ภ.2 คนใหม่ / “อาจารย์เมย์” ซินแสฮวงจุ้ยดังจัดทริปบุญไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive / เปิดตัวโปรเจ็กต์ ‘รพ.กระดูกและข้อแห่งแรกในพัทยา’/ป.ป.ช. ชลบุรี จัดโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรมให้บุคลากรแพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มี.ค.68 ที่กองกำกับการปฎิบัติการพิเศษ ภาค 2 ชลบุรี  ได้จัดให้มีพิธีส่งมอบหน้าที่ ให้ พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ ผกก.ปพ.สส.ภ.2 ขึ้นดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.สส.ภ.2 โดยมีกลุ่มมวลชน และข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมอบดอกไม้ให้เป็นกำลังใจ 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.นิทัศน์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ฝึกอบรมด้านการป้องกันอาชญากรรม กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร ภาค 2 และได้สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและเจ้าที่เจ้าทางของสนามยิงปืนบูรพา 491 และพิธีส่งมอบหน้าที่ตามลำดับ

พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ รอง ผบก.สส.ภ.2 กล่าวว่า ในโอกาสที่ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้การสืบภาค 2 ตนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ยกระดับหน่วยงานในสังกัด ให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และพร้อมให้บริการประชาชน ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่กำลังพลทุกนาย สร้างความยอมรับเชื่อถือ รวมทั้งดำเนินการบริหารงานอย่างเป็นธรรม

“อาจารย์เมย์” ซินแสฮวงจุ้ยดังจัดทริปบุญไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive

มีรายงานว่า อาจารย์เมย์ ดร.จินต์วยา เบญญจินดาพิศุทธ์ ซินแสฮวงจุ้ยแก้ดวงชื่อดัง ได้จัดทริปไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive โดยพาลูกศิษย์และกัลยาณมิตรเดินทางไปไหว้พระ 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตลอดการเดินทางควบคู่ด้วยการให้ความรู้เรื่องศาสตร์ด้านฮวงจุ้ย แบบใกล้ชิด

โดยช่วงเช้าทางคณะได้เริ่มจากศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานครฯ เพื่อขอโชคลาภเทพพระคลังมหาสมบัติ ปักเสาชีวิต จากนั้นได้ไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต เพื่อปฏิบัติสมาธิ เสริมศีลและปัญญา ก่อนเดินทางไปยัง วัดอรุณราชวราราม เพื่อปฏิบัติพิธีลอดพระแท่นปัดเป่าเคราะ์กรรม ล้างพลังลบ คุณไสยมนต์ดำ

จากนั้นในช่วงบ่าย ได้ไปที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ เพื่อกระทำพิธีปัดตัวแก้ชง ฝากดวงกับเทพเจ้า ต่อด้วยวัดทิพย์วารี เพื่อปฏิบัติพิธีแก้เคล็ดเสริมดวง และกราบสักการะพระแม่ธรณี ชมพระปรางวัดอรุณฯ และบรรยากาศอาทิตย์อัสดงริมแม่น้ำเจ้าพระยา และปิดท้ายด้วยการร่วมทำบุญโลงศพ ที่วัดหัวลำโลง พระอารามหลวง ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาทำบุญ
ที่สำนักงานมูลนิธิร่วมกตัญญูที่อยู่ภายในวัดกันเป็นจำนวนมาก

อาจารย์เมย์ ดร.จินต์วยา เบญญจินดาพิศุทธ์ ได้นำกล่าวคำอธิษฐานตามสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการทำบุญให้ได้บุญสูงสุด โดยได้อธิบาย เคล็ดลับการทำบุญอย่างถูกต้อง เพื่อให้บุญส่งผลโดยตรง นอกจากช่วยเหลือผู้ล่วงลับ การทำบุญโลงศพยังช่วย ต่อชะตาชีวิต เสริมบารมี ให้ผู้ที่ทำบุญต่อไปด้วย

เปิดตัวโปรเจ็กต์ ‘โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งแรกในพัทยา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวภาคตะวันออก รับสังคมผู้สูงอายุขยายตัว

พัทยา จังหวัดชลบุรี เมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เตรียมก้าวสู่การเป็นเมืองสุขภาพดี (Healthy City) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวโครงการ ‘Ease Orthopedic Hospital’ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสองนักธุรกิจในพื้นที่ ได้แก่ นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านอำเภอโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คราฟเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ ultra luxury และนางสาวพรพนา รัตนเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมในเครือแอล เค กรุ๊ปพัทยา ร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกและรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการ Ease Orthopedic Hospital พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในภาคตะวันออกและนักท่องเที่ยว ด้วยบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย รวมทั้งการตรวจสุขภาพ (Health Check-up) ผ่านศูนย์ “Check Station” โดยมุ่งเน้นการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเสื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราการเติบโตสูงในพื้นที่ภาคตะวันออก ตลอดจนผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาโรคทางกระดูกและข้อ นักกีฬาที่ต้องการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ กลุ่มวัยทำงานที่เผชิญกับปัญหาออฟฟิศซินโดรม โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด “Integrated Care & Value-based Care” ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการรักษาและประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านอำเภอโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คราฟเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ ultra luxury กล่าวว่า “พัทยาเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อกับภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา และโครงการ EEC อีกทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองกีฬา (Sport City) ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมเป็นคนพัทยา เติบโตและอาศัยอยู่ที่นี่ จึงเข้าใจและเห็นการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาของเมืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงโอกาสในการพัฒนาเมืองพัทยาผ่านการดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่

การสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อแห่งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ สามารถป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างครบวงจร โครงการ Ease Orthopedic Hospital ไม่เพียงช่วยยกระดับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ผู้สูงอายุที่พำนักระยะยาวในพัทยา รวมถึงชาวต่างชาติที่มาพักอาศัยและทำงานในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลก”

นางสาวพรพนา รัตนเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือแอล เค กรุ๊ปพัทยา กล่าวถึงความสำคัญของพัทยาในฐานะศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพในภาคตะวันออกว่า “เราเห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักอาศัย และกลุ่มผู้สูงอายุจากต่างประเทศมาเกษียณในไทยที่มาพำนักอยู่ในเมืองพัทยา จึงอยากนำความเชี่ยวชาญที่เรามีในด้านการให้บริการในธุรกิจโรงแรม มาต่อยอดสู่การให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมสร้างมาตรฐานการบริการที่มีคุณภาพให้แก่ผู้รับบริการทุกคน โดยเน้นการให้บริการเชิงป้องกัน เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้รับบริการที่ตอบโจทย์และสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว”
Ease Orthopedic Hospital โดดเด่นด้วยบริการทางสุขภาพที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับมาตรฐานสากลกับความใส่ใจในการบริการสไตล์โรงแรม (Hospitality Service) โดยทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและไว้วางใจได้ โดยจะก่อสร้างบนพื้นที่ 3 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณถนนเพนียดช้าง ย่านพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี ด้วยงบลงทุนกว่า 800 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

ป.ป.ช. ชลบุรี จัดโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรมให้บุคลากรแพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ

ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ จ.ชลบุรี นายกิจติพงค์ ขลิบแย้ม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดชลบุรี มอบหมายให้กลุ่มงานป้องกันการทุจริตเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรม การรักษาวินัย รวมทั้งการป้องกันมิให้กระทำผิดวินัย โดยมีบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ในโอกาสนี้ กลุ่มงานป้องกันการทุจริตได้บรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “มาตฐานทางจริยธรรม 7 ประการ” ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล รวมจำนวนทั้งสิ้น 75 คน

กิจกรรมโครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยให้ความสำคัญกับการดำรงตนภายใต้กรอบมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สว.มาเรีย ลงพื้นที่สะพานข้ามแยกแสงอรุณ หลังได้รับการประสานจากผู้นำและชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างสะพานข้ามแยก ถ.เพชรเกษม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำในพื้นที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการก่อสร้างสะพานข้ามแยกยูเทิร์นกลับรถ บ้านแสงอรุณ ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก หลังได้รับการร้องขอแก้ไขว่า ช่วงถนนเพชรเกษมเลนคู่กับสะพาน ฝั่งขาขึ้น กทม. ที่จะเลี้ยวเข้าบ้านไร่ใน แบบโครงการเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถนนจะมีความลาดชันต่ำกว่าถนนสายรอง ประมาณ 1.50 เมตร รถเล็กอาจไม่สามารถ ขึ้น-ลง ได้ตามปกติ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ของชาวบ้าน และผู้ปกครองที่มา รับ-ส่ง บุตรหลานจึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมรับคำชี้แนะจากนายช่างผู้ควบคุมงานบริเวณจุดดังกล่าว

ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน (4 ช่องจราจร ) สัญญาที่ สท.1/10/2566 ลงวันที่ 25 เมษายน 2566 วันเริ่มต้นสัญญา วันที่ 26 เมษายน 2566 วันสิ้นสุดสัญญา วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้รับจ้าง บริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด ออกแบบโดยสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวงควบคุมงานโดย สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง ซึ่งหากทำตามแบบแปลนการก่อสร้างจะทำให้ถนนสายรองแยกเข้าบ้านไร่ใน จะมีความชันสูงเนื่องจากถนนเพชรเกษมจะต่ำลง ชาวบ้านเกรงได้รับอันตราย จึงขอให้ทาง กรมทางหลวงแก้ไข้แบบแปลนหรือทำถนนให้รับกับทางสายรองได้ไหม

ด้าน นายกวีวัฒน์ รุจิรปัญญานนท์ ผู้บริหาร หจก ตรงตวงปิโตรเลียม ซึ่งมีปั้มน้ำมันอยู่ช่วงขาลงสะพานข้ามแยกฝั่งขาขึ้น กทม.มีหนังสือร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีการดำเนินการก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 ตำแหน่ง กม. 340+770 ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างและปรับเปลี่ยน เบี่ยงทางจราจรหน้า PTT Station ประมาณ 200 เมตร และทราบว่าโครงการมีแผนจะสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน

หจก.ตรงดวง ปีโตรเลียม ในส่วนนี้จึงขอให้พิจารณายกเลิกการสร้างเกาะทางเท้าหน้าสถานีบริการน้ำมัน หจก.ตรงตวงปีโตรเลียม หรือให้ทำเป็นก้างปลาจะดีกว่า โดยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ได้มีการตรวจรับงานโครงการบางส่วน ประธานโครงการ ได้รับปากว่าจะแก้ไขปรับปรุง ณ ปัจจุบันยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขใด ๆ จึงแจ้งทางศูนย์ดำรงธรรรมเพื่อเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสะพานข้ามแยก ทล.4 บ.ห้วยยาง-บางสะพาน ตำแหน่ง กม. 340+770 มาตกลงแบบการก่อสร้างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะทำการแก้ไขได้อย่างไร

น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบปัญหา ได้ลงพื้นที่ดูพบว่าการก่อสร้างของกรมทางหลวงนั้นมีประโยชน์ต่อชาวบ้าน แต่อยากให้กรมทางหลวงปรับแก้ไขเรื่องแบบแปลนการก่อสร้าง ให้สัมพันธ์เข้ากับสภาพปัญหาในพื้นที่ ให้กับชาวบ้านที่ต้องใช้สัญจรในชีวิตประจำวัน โดยเบื้องต้นจะประสานไปทางกรมทางหลวงเพื่อหาแนวทางแก้ไขและปรับแปลนแบบได้แค่ไหน
//////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ญาติร่ำไห้แทบขาดใจ “เผาหมู่” เหยื่อรถบัสมรณะ 18 ศพ ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (1 มีนาคม 2568) ที่วัดป่าวิเวกธรรมคุณ วันนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะที่ญาติผู้เสียชีวิตและประชาชนทยอยเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพเหยื่ออุบัติเหตุรถบัสพลิกคว่ำที่ปราจีนบุรี โดยเวลา 14.30 น.

มีพระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆารวาส พร้อมด้วย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมอาลัยฌาปนกิจศพ 13 ราย

โดยพิธีญาติและชาวบ้านได้จัดตามประเพณีเผาศพโบราณ ที่ชาวบ้านภาคอีสานเรียกว่า เผาด้วยกองฟอน หรือเชิงตะกอน ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานกว่า 3,000 คนส่วนที่วัดวิเวกพัฒนาราม ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ได้มีพิธีฌาปนกิจในช่วงสายของวันนี้เช่นเดียวกัน และในวันที่ 2 มี.ค. มีพิธีฌาปนกิจ 1 ราย เวลา 14.00 ที่วัดบ้านหนองกุงพัฒนา ต.พรเจริญ อ.พรเจริญ

ขณะที่ทางญาติต้องการให้ผู้เสียชีวิตไปสู่สุคติพร้อมๆ กัน จึงจัดพิธีเผาศพด้วยกองฟอน ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน บางคนร้องไห้แทบขาดใจ

และบางรายได้แต่กอดโลงศพร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด เนื่องจากต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด เพราะผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถทัวร์มรณะครั้งนี้ มีจำนวนมากถึง 18 คน และทั้งหมดเป็นญาติพี่น้องกัน อีกทั้งบางครอบครัวมีผู้เสียชีวิตเกือบทั้งสองสามีภรรยา

ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต เดินทางมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายกว่า 3,000 คน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบึงกาฬเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 096146432

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /กรมป่าไม้ เปิดยุทธการ พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก /อ.ขุนตาล จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

อธิบดีกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่คาดว่ามีการบุกรุก ยึดถือครอบครอง เข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว

สืบเนื่องจากการร้องเรียน/แจ้งเบาะแส และการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด พบว่ามีการบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะทุเรียน และยางพารา

อยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระหว่างเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดดำเนินคดี ไปแล้วกว่า 15 คดี เนื้อที่กว่า 2,250 ไร่ ซึ่งเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการลงพื้นที่ติดตาม ศึกษา และให้คำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 กรมป่าไม้ โดยหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำโดยนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุด ร่วมกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) หน่วยงานในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) และ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นำโดย พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.กก.2 เปิดยุทธการ “พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” เพื่อร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในท้องที่จังหวัดจันทบุรี ที่คาดว่าจะมีการบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 10 จุด เนื้อที่ประมาณ 800 ไร่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ตรวจยึดคืนพื้นที่ป่าเนำกลับมาฟื้นฟูสภาพป่า และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ และจะขยายผลไปในท้องที่จังหวัดตราด ต่อไป

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบและตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง เพื่อทำสวนทุเรียน ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม ท้องที่ หมู่ที่ 4 บ้านโชคดี ตำบลบ่อเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2 แปลง ดังนี้

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุกปลูกทุเรียน เนื้อที่ 2-1-40 ไร่ พร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย แปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง โดยนำเครื่องจักรกลหนักเข้ามาปรับพื้นที่ และมีการทำไม้ขนาดใหญ่ เพื่อปลูกทุเรียน และยางพารา เนื้อที่ 63-0-08 ไร่

ซึ่งผู้ต้องสงสัยเพศชาย ได้อาศัยความชำนาญพื้นที่ขับรถมอเตอร์ไซค์วิบากหลบหนีเจ้าหน้าที่ออกไป จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ตกพรม จ.จันทบุรี ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31 และ ชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 73 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 72 ตรี และมาตรา 69 เพื่อดำนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเป็นการต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจต่อไป..

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิด โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับสถานีดำรวจ เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม ของ ภ.จว.เชียงใหม่

โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.หน.สถานี ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่,

ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้ารับการอบรม จำนวน 400 คน ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมฯ ณ อาคารศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่…

อำเภอขุนตาล #จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ #พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

วันนี้ (27 ก.พ. 68) #นายนรศักดิ์ #สุขสมบูรณ์ #รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568 ที่บริเวณลาน

อเนกประสงค์ ศาลารอยพระบาท บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย #โดยมีนางพรจิตร #สุขสมบูรณ์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย #นายอดิเรก #ไลไธสง #นายอำเภอขุนตาล #ส่วนราชการในพื้นที่ ประชาชน และหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

ซึ่งอำเภอขุนตาล กำหนดจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนากิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมประชาชนและกองกำลังทหาร ในพื้นที่อำเภอขุนตาล เมื่อ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2525 และได้ทรงประทับรอยพระบาทของพระองค์ลงบนแผ่นปูนพลาสเตอร์ บนศาลาดอยพญาพิภักดิ์ บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อันนำมาซึ่งความสงบสุขบนพื้นที่แห่งนี้

พร้อมกันนี้ยังไม่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงการออกร้านแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในพื้นที่และการแสดงศิลปะวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย///

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “เพราะรักต้องมี Why We Love” เปิดตัวรอบกาล่าทุกเสียงยืนยัน หวานซึ้ง อบอุ่นใจ เตรียมฉาย 27 กุมภาฯ นี้

แชร์เนื้อหานี้

ค่ายบลูแซมพิคเจอร์ ค่ายหนังน้องใหม่ อำนวยการสร้างโดย ณัฐธนาวรรน เพ็ญชาญวัฒนกิจ (เจ๊ใหญ่) และการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ สำรวย รักชาติ กับภาพยนตร์รักโรแมนติกหวานซึ้งอบอุ่นใจ “เพราะรักต้องมี Why We Love” ถือฤกษ์ดีจัดงานเปิดตัวรอบกาล่า (รอบสื่อมวลชน) ณ เมเจอร์รัชโยธินซีนีเพล็กซ์ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (24 กุมภาพันธ์ 2568)

“เพราะรักต้องมี Why We Love” เปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของ น้ำแข็ง (หลิน-มาลิน) หญิงสาวอัจฉริยะที่จบ ปริญญาโท วิทยาศาสตร์ด้านชีวภาพ เธอฉลาด และเก่ง แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก จนเธอได้มาพบ มีน (เข้ม-หัสวีร์) หนุ่มโปรแกรมเมอร์ที่มีปูมหลังด้านครอบครัว เมื่อทั้งคู่ถูกนัดหมายให้เจอกันจากการวางแผนของเพื่อนๆ เพื่อจับคู่ และการพบกันครั้งแรกก็ไม่ค่อยประทับใจกันสักเท่าไหร่ น้ำแข็ง ต้องดูแลหลานสาวกำพร้า เพราะพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และนั่นทำให้เขาและเธอได้พบกันอีกครั้ง?

ลบรรยากาศภายในงานรอบกาล่า เปิดตัวด้วยสองพิธีกรสายฮา ก๊อท-สุทธิรักษ์ ศรีทองกุล และ แป้งฝุ่น-สฤษดิ์ทอง ถอนโพธิ์ พร้อมเปิดตัวนักแสดงในเรื่องที่มากันเป็นคู่ ลาเต้-กฤษดา ธนากร, ด.ญ.อารยา จำเริญไพบูลย์ผล, นินิว-อนุธิดา สาระธนะ, ด.ช. ศรัณย์กร ไชยแก้ว, ผศ.ดร.นัชส์ณภัทร์ เจียมวิจิตร, ด.ญ.นลินนลิน่า เจียมวิจิตร, แซน-ปรานต์ จันทนะ, ด.ช. ศิวณัฐ ประเสริฐนู, ด.ช. ภาคิน วิริยกสิกร, ด.ช. ณภัทร ผลพานิชย์

จากนั้นเป็นคิวของ เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย, บิว-ลลิฉัตร์ วราวิโรจน์พล รวมทั้ง เจ๊ใหญ่-ณัฐธนาวรรนเพ็ญชาญวัฒนกิจ ผู้อำนวยการสร้าง, สำรวย รักชาติ ผู้กำกับภาพยนตร์, ก๊อต-สุทธิรักษ์ ศรีทองกุล, แป้งฝุ่น-สฤษดิ์ทอง ถอนโพธิ์, กิมจุ้ย-เอื้ออังกูร เพ็ญชาญวัฒนกิจ, หยก-พชรพร พงษ์สุวรรณ ปิดท้ายด้วยพระนางสุดฮอต เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล และ หลิน-มาลิน ชระอนันต์ ซึ่งเมื่อแต่ละคนปรากฎตัวก็เรียกเสียงกรี๊ดลั่นงานเลยทีเดียว!!!

หลังจากนั้นสองพิธีกรก็เรียนเชิญผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับฯ และนักแสดงนำของเรื่องร่วมพูดคุยถึงหนังเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนาน และอบอุ่น ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปหมู่บนเวที งานนี้มีเหล่าคนบันเทิงมาร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง อาทิ ต้อย แอคเนอร์ , โอริเวอร์ บีเวอร์, ณวัฒน์ อิสรไกรศรี , หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ, เบน-สันติราษฎร์

กุลนพเกียรติ, ยูโร-ยศวรรธน์ ทะวาปี, แชมป์-วรากร ศวัสกร, โน้ต-มหัศจรรย์ มาตศรี, ปาริชาติ วิวัฒน์อนันต์ , ภาคิน ฤกษ์สำรวจ รวมถึงเหล่าแฟนคลับ เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก “เพราะรักต้องมี Why We Love” หนังรักโรแมนติกที่จะสร้างความอบอุ่นในหัวใจ และเติมเต็มส่วนที่ขาดไปพร้อมกับเขาและเธอ 27 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ เพราะรักต้องมี whywelove bluesampicture

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / โศกเศร้า! ญาติรับร่าง 18 ผู้เสียชีวิตที่พรเจริญ เตรียมประกอบพิธีฌาปนกิจ 1 มี.ค.

แชร์เนื้อหานี้

ร่างผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถบัสตกเขาโทน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ถูกลำเลียงมาถึง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า ครอบครัวและญาติพี่น้องรอรับศพด้วยความอาลัย

เมื่อเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างทั้ง 18 ศพลงจากรถ และจัดวางหน้าหีบศพภายในวัดป่าวิเวกธรรมคุณ ก่อนให้ครอบครัวเข้ายืนยันตัวตน จากนั้นพระสงฆ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมประกอบพิธีทางศาสนา

ด้านผู้ว่าฯ บึงกาฬ เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือเรื่องมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมตรวจสอบข้อมูลประกันภัยของรถบัส ซึ่งพบว่ามีการทำประกันภัยทั้งแบบบังคับและสมัครใจ รวมถึงยืนยันว่ารถบัสเพิ่งตรวจสภาพเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

สำหรับพิธีฌาปนกิจศพ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม ณ วัดป่าวิเวกธรรมคุณโดยจะมีการฌาปนกิจรวม 13 ศพ ส่วนอีก 3 ศพจะตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดป่าวิเวกพัฒนา และวัดบ้านหนองกุงพัฒนาอีก 1 ศพ ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนาดีและโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี.

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำ
รายชื่อผู้เสียชีวิต

  1. น.ส.ยุภาวดี สุวรรณโคตร 2.นางประภัสสร ทองปาน 3.น.ส.พิรานันท์ ภิรมย์จรัลฐาวร 4.นางทองอินทร์ จันทร์อ่อน 5.น.ส.อภิญญา บุตรวัง 6.นางเลียว ไชยเสนา
    7.น.ส.สุจิตตรา วิเศษทรัพย์ 8.น.ส.บัวเงิน สุดาบุตร 9.นางมะโยลี วงค์สุภา
    10.นางสมบุญ ธิพัน 11.นางสมหวัง พรหมพิทักษ์ 12.นางประหยัด เสียงล้ำ
    13.นางทองใบ สอนเชียงคำ 14.น.ส.ภานรินทร์ จ่าพบ 15.นางราตรี สบพันธ์ทอง
    16.น.ส.พิมพกานต์ พินทะเนาว์ 17.นายบุญโฮม จันทร์อ่อน
  2. นายทองใส​ พรหมเลิศ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ทส. เปิด “บ้านเขียว” คืนชีวิตอาคาร 120 ปี สู่ศูนย์เรียนรู้การป่าไม้จ.แพร่ / @สถานีตำรวจภูธรปาย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

แชร์เนื้อหานี้

💦รัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ “บ้านเขียว” แหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ “บ้านเขียว” อาคารประวัติศาสตร์อายุ 120 ปี ภายใต้ชื่องาน “ฟื้นบ้านเขียว สู่อ้อมกอดชาวแพร่” โดยมีนายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานราชการ และประชาชนร่วมงาน ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสำรวจธรรมชาติและเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้ไทย

สำรวจพรรณไม้หายาก เรียนรู้เรื่องราวป่าไม้ล้านนา และการแสดงดนตรีในสวน นอกจากนี้ยังมี “กาดฮิมยม” ตลาดนัดวินเทจริมน้ำยม ที่รวบรวมงานศิลปะ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการบูรณะ

สำหรับ “บ้านเขียว” เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ของกรมป่าไม้สยาม โดดเด่น

ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลผสมภูมิปัญญาท้องถิ่น ตัวอาคารเคยผ่านการใช้งานและพัฒนาในหลายยุค ก่อนจะถูกรื้อถอนในปี 2563 และได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันโดยกรมศิลปากรและสมาคมสถาปนิกสยามฯ

เป็นเวลากว่า 2 ปี เพื่อคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมให้มากที่สุด และเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2567 ต่อมาภาคประชาชนได้เสนอให้อาคารหลังนี้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา

ตลอดจนประชาชนทั่วไป สร้างจิตสำนึกร่วมกันเป็นพลังในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ภายใต้ชื่อศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่…สมจิตรแสงบันลังค์ ทีมข่าวบกรายงาน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30 น.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน , พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน , นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน , นายผะอบ บินสะอาด ปลัดจังหวัดแม่ฮ่องสอน , นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย , พ.ต.อ.สำเร็จ สามสีทอง ผกก.สภ.ปาย , พ.ต.ท.วีรภัทร คำลาพิชรอง.ผกก.สภ.ปาย

 ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอปาย เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ณ ห้องประชุมอำเภอปาย ชั้น 2 หัวข้อที่ประชุมมีดังนี้ 
 1. เรื่องการประกอบอาชีพของชาวต่างชาติ เช่น เปิดร้านสัก เล่นดนตรี ขายของในตลาดถนนคนเดิน
 2. เรื่องการสันทนาการ เช่น ร้านจำหน่ายกัญชา ร้านบริการต่างๆ 
 3. เรื่องการกวดขันวินัยจราจรของชาวต่างชาติ
 4. เรื่องการแต่งกายไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติหลังกิจกรรมล่องห่วงยาง
 5. เรื่องสถานประกอบการและสถานบริการต่างๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมได้มีประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสื่อโซเชียลที่มีการเผยเเพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เกินจริง มารอยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มตัวเเทนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสื่อโซเซียลเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลฯ โดยกลุ่มตัวเเทนประชาชนขอให้หน่วยงานราชการในจังหวัดแม่ฮ่องสอนดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มบุคคลที่นำข้อมูลเป็นเท็จลงสื่อโซเชียลสร้างความเสียหายให้กับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน .

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิว์ / ทส. เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวจ.น่าน ป้องกันอุทกภัยดินโคลนถล่ม

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 14.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปยังวิทยาลัยสงฆ์น่านนคร อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนชาวจังหวัดน่านได้อยู่อาศัยทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้บริหารกรมป่าไม้ เข้าร่วมงาน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล็งเห็นปัญหาของพี่น้องประชาชนพร้อมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการโดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้กับประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ

สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวันนี้กรมป่าไม้ได้อนุมัติพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 ทั้ง 15 อำเภอ ในจังหวัดน่าน เนื้อที่ 968,344 ไร่ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จำนวน 46,558 ราย ให้ได้อยู่อาศัยทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีตัวแทนมารับมอบสมุดประจำตัว จำนวน 1,000 ราย นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้อยู่อาศัยทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วหน่วยงานต่างๆ ก็สามารถเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ พี่น้องประชาชนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาจังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าลดลงทุกปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้มีคำสั่งเรื่องการบริหารพื้นที่รูปแบบพิเศษเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน หรือ โครงการน่านแซนด์บอกซ์

ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานภาครัฐ และนายบัณฑูร ล่ำซำ เป็นประธานภาคเอกชน คณะกรรมการน่านแซนด์บอกซ์ได้สนับสนุนการสำรวจแปลงที่ดินของราษฎรในจังหวัดน่านที่ทำกินในเขตป่าทั้งจังหวัด

นอกจากนี้คณะกรรมการน่านแซนบอกซ์โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ ยังได้สนับสนุนจัดทำโปรแกรมพิมพ์สมุดประจำตัวมอบให้กรมป่าไม้เพื่อใช้จัดทำสมุดประจำตัวให้แก่ราษฎรทั้งประเทศ โดยจังหวัดน่านมีราษฎรถือครองทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 150,340 ราย เนื้อที่ 1,559,320 ไร่ และกรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเร่งรัดจัดทำสมุดประจำตัวมอบให้แก่ราษฎรทุกราย นอกจากนี้กรมป่าไม้ยังได้จัดทำระบบ “สมุดประจำตัวดิจิทัล” ในระหว่างรอเล่มสมุดประจำตัว ราษฎรสามารถเข้าไปตรวจสอบรายชื่อและแสดงสมุดประจำตัวผ่านโทรศัพท์มือถือได้

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากมอบสมุดประจำตัวให้ราษฎรในจังหวัดน่านได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยในพื้นที่จังหวัดน่านดังกล่าวกรมป่าไม้ได้อนุมัติโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคให้มีการปรับปรุงถนน 28 โครงการ พัฒนาระบบไฟฟ้า 4 โครงการ และพัฒนาแหล่งน้ำ 11 โครงการ

เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้จังหวัดน่านยังได้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ราษฎร ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้แนวทาง “ทำให้ ทำร่วม ทำเอง” “ทำให้” คือการทำแปลงสาธิตตัวอย่างให้ราษฎรได้ศึกษาเรียนรู้ “ทำร่วม” คือมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับราษฎร และ “ทำเอง” คือการขยายผลให้ราษฎรสามารถทำได้ด้วยตนเอง

“จังหวัดน่านถือเป็นแบบอย่างการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะช่วยป้องกันอุทกภัยดินโคลนถล่มได้ในอนาคต ราษฎรมีอาชีพที่มั่นคงสามารถอยู่ร่วมกันกับป่าได้อย่างยั่งยืน” นายสุรชัยกล่าว และในวันเดียวกันนี้ที่สนามบินน่านนคร นายสว่างเปรมประสิทธิ์ นายก อบต.สะเนียน นายบุญยงค์ สดสอาด

นายเรืองเดช จอมเมือง นางจรวยพร อินสาคำ อดีตผู้สมัคร ส.ส.น่านพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสามเขต นายรัฐภูมิ ขันสลี ผู้แทนเกษตร 17 จังหวัดภาคเหนือ นายกอบต.ภูฟ้าและคณะจากอำเภอปัวได้ให้การต้อนรับท่านรัฐมนตรีและมอบกระเช้าเพื่อเป็นการขอบคุณดร.เฉลิม ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.ศรีสะเกษ แถลงข่าว.จัดงาน “มหกรรมโคเนื้อดีศรีสะเกษ” เพื่อเชื่อมโยงตลาดโคเนื้อ สร้างแบรนด์เนื้อโคคุณภาพสูง และพัฒนาสู่ตลาดพรี่เมี่ยม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 – 19.30 น. ณ สวนสาธารณะลาดออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
วันนี้ เวลา 17.00 น. จังหวัดศรีสะเกษ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับหอการค้าจังหวัด ศรีสะเกษและYECศรีสะเกษ จัดงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ณ สวนสาธารณะลานออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในงานแถลงข่าวจัดการเสวนาพูดคุยในหัวข้อ การเชื่อมโยงตลาดและโอกาสของโคเนื้อ ศรีสะเกษ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จังหวัดศรีสะเกษกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์เนื้อโคคณภาพสูง และพัฒนาสู่
ตลาดพรี่เมี่ยม ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งหมด 139,623 ราย โดยมีการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุด 41.9%ของเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นโคเนื้อทั้งจังหวัดถึง 511,213 ตัว จากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งหมด 105,500 ราย

****นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงศักยภาพของศรีสะเกษในอุตสาหกรรม โคเนื้อ ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ มี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวนมาก และเริ่มมีการ พัฒนาโคขนเพื่อเข้าสู่ตลาดโคเนื้อคุณภาพสูง ปัจจุบันจังหวัดมึนโยบายผลักดันให้ โคเนื้อเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร มูลค่าสูง เรากำลังพัฒนาเครือข่ายเกษตรตรกร ให้สามารถผลิตโคเนื้อคณภาพสูงตรงตามมาตรฐานฟาร์ม ที่มีระบบ การเลี้ยงสัตว์และการป้องกันโรคที่เหมาะสม และฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นมาตรฐานฟาร์มด้านปศสัตว์ และการรับรองมาตรฐานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่า โคเนื้อศรีสะเกษมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนของการผลิต และสิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการคือ การสร้างอัตลักษณ์ของเนื้อโคศรีสะเกษให้ชัดเจน เช่น สายพันธุ์ที่ใช้ วิธีการเลี้ยง และมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ตลาดรับรู้ว่า “เนื้อโคศรีสะเกษ” มีคุณภาพดี และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากที่อื่น”ศรีสะเกษ” มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางโคเนื้อคุณภาพของภาคอีสาน เราสามารถสร้างโคขุนที่มีคณภาพเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และยังมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากเราสามารถ สร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรผู้แปรรูป และผู้ค้าปลึกได้อย่างแข็งแกร่ง เราจะสามามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับชมชน และนี่คือเหตุผลที่เราจัดงาน “มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ 2568” งานนี้ไม่เพียงแต่ เป็นการจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการขยายตลาด เปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ได้ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อของศรีสะเกษ

*****นายนัทเวโรจน์ บูชาพัฒน์ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ
ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ เรากำลังดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจร” ซึ่งมุ่งมัน 3ด้านหลัก ได้แก่

การปรับปรุงสายพันธุ์ – นำโคพันธุ์ดี เช่น วากิวลูกผสม ชาโรเลส์ แองกัส มาปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะ กับสภาพแวดล้อมของศรีสะเกษ แต่มีอัตราการแลกเนื้อที่ดีและมีคุณภาพเนื้อที่ตลาดต้องการ

การพัฒนาระบบการเลี้ยง – ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้อาหารสัตว์ลดต้นทุน และอาหารหยาบคุณภาพดี ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของเนื้อ และลดต้นทุนการผลิต

การสร้างมาตรฐานการผลิต – พัฒนาฟาร์มโคขุนให้ได้มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการเลี้ยงสัตว์และ ป้องกันโรคที่เหมาะสม และฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโคเนื้อคุณภาพสูงปัจจุบัน ตลาดโคเนื้อไทยมีการเติบโตสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้บริโภคหันมาสนใจ เนื้อโคคุณภาพสูง เช่น โคขุน โคเนื้อพรีเมียม มากขึ้น ขณะเดียวกัน จีน เวียดนาม และประเทศในตะวันออกกลางมีความต้องการ นำเข้าโคเนื้อจำนวนมาก นอกจากนี้ ตลาดเนื้อแปรรูป เช่น เนื้อดรายเอจและเนื้อเกรดพิเศษ ก็กำลังเติบโต สำหรับเกษตรกร ต้องปรับตัวสู่การเลียงโคเนื้อคณภาพสูง ใช้สายพันธ์ที่เหมาะสม มีมาตรฐานการเลียง และให้ ความสำคัญกับการตลาดมากขึ้น

****นายจำนงค์ จังอินทร์ ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ กล่าวถึงการพัฒนาสายพันธ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด ว่าการเลียงโคแบบเดิมที่เราเคยทำ อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดปัจจจุบันแล้ว เพราะผู้บริโภคคต้องการเนื้อที่มี ไขมัน แทรกนุ่ม หอม และคุณภาพสูง ดังนั้น เกษตรกรต้อง พัฒนาโคขุนให้ตรงกับความต้องการของตลาดเช่น การ ใช้โคสายพันธ์ลูกผสมที่ให้เนื้อคุณภาพดี และต้อง เรียนรู้การให้อาหารขุนที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี ที่สุด ตอนนี้ตลาดต้องการ เนื้อโคที่มีสักษณะเฉพาะ เช่น ไขมันแทรกดี (Marbling) นุ่ม และมีกลิ่นหอมซึ่ง จะต้องมาจากฟาร์มโคขนที่ได้มาตรฐาน ถ้าเราทำให้เนื้อโคศรีสะเกษ มีเอกลักษณ์ชัดเจนและตรงกับความต้องการของตลาด เราก็สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ เกษตรกรก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม โดยต้องควบคูไป กับการพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงและมาตรฐานฟาร์มด้วย

*****นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่าการสร้างตลาดและการเชื่อมโยงเครือข่ายธรกิจ ในการตลาดระดับพรีเมียม จังหวัดศรีสะเกษมีโอกาสมีสูงมาก เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการเนื้อที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และชูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมซึ่งเนื้อของศรีสะเกษสามารถตอบโจทย์ได้ แต่สิ่งที่ต้องพัฒนา เพิ่มเติมคือ สร้างแบรนด์เนื้อโคของศรีสะเกษให้เป็นที่รู้จัก ให้เหมือนกับเนื้อโคขนโพนยางคำ หรือเนื้อวากิว เราควรมีตราสินค้าประจำจังหวัด (Provincial Brand)
เพื่อทำให้โคเนื้อของเรามีจดเด่นที่ชัดเจน สิ่งที่สำคัญ คือ เกษตรกรต้องเรียนรู้เรื่องมาตรฐาน เช่น GFM หรือฟาร์ม ปลอดสารเร่งเนื้อแดง เพื่อเพิ่มมูลค่า และควรมี ช่องทางขายที่ชัดเจน เช่น การทำตลาดออนไลน์ หรือส่งตรงถึง
ผู้บริโภค

*****ด้านนายมรุตพงศ์ รจนา ผู้จัดการ สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) กล่าวถึงแนวทางในการ รับซื้อโคขุน และสถามการณ์ต้าน โคขุนพรีเมือมของจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน”มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ” งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เกิดจากความร่วมมือขอของทุกภาคส่วน เพื่อประชาสัมพันธ์เนื้อโคศรีสะเกษ สู่ตลาดพรีเมืยมระดับประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ผ่านกิจกรรม Business Matchin ยกระดับคุณภาพ โคเนื้อ ด้วยความรู้จากผู้เชียวชาญและ Workshop รวมถึงสร้างความตื่นตัวในตลาดผู้บริโภค ผ่านกิจกรรม Chef’s Table Fine Dining โดยเซฟปอนด์ มาสเตอร์เชพไทยแลนด์ ที่จะมารังสรรค์เมนูสุดพิเศษจาก เนื้อโคศรีสะเกษ ในพิธีเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินยอดนิยม เน็ค นฤพล กิจกรรมโชว์ทำอาหาร (Show Cooking) เรียนรู้เทคนิค ปรุงเนื้อระดับพรีเมียม เวิร์กช็อปแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อและเครื่องหนัง

กิจกรรม BusinessMatching & Show Case กิจกรรมที่น่าสนใจอัดแน่นแน่นตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งการจัดงานมหกรรมโคเนื้อและดีเนื้อศรีสะเกษ 2568 เกิดขึ้นจากเราได้เห็นถึงศักยภาพของโคเนื้อศรีสะเกษ ทั้งจากมุมมองของภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าตลาดโคเนื้อยัง มีโอกาสเติบโตสูง และศรีสะเกษเองมีจุดแข็งที่สามารถผลักดันให้เป็น แหล่งผลิตโคเนื้อคุณภาพระดับ พรีเมียมของประเทศได้ สิ่งสำคัญคือ การสร้างมาตรฐาน การทำตลาด และการสร้างแบรนด์โคเนื้อศรีสะเกษ ให้แข็งแกร่งขึ้นจัดโดย จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานปศสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษและYECศรีสะเกษ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook : มกหรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลเวียงสรวย จัดการแพเปียก แม่สรวย หลังเปิดไฟเขียวใช้พื้นที่หน้าเขื่อน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ล่องแพเปียกคลายร้อน

    แชร์เนื้อหานี้

    เทศบาลตำบลเวียงสรวย รับลูกชลประทานบริหารจัดการแพเปียกแม่สรวย เทศบัญญัติควบคุม หลังเปิดไฟเขียวใช้พื้นที่หน้าเขื่อน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว หนีอูณหภูมิอากาศร้อน ล่องแพเปียกคลายร้อน ในเทศกาลสงกรานต์ ย้ำเตือนผู้ประกอบการเรื่องความสะอาด ควบคุมราคาอาหารเครื่องดื่มด้วยความเป็นธรรมแก่นักท่องเที่ยว ไม่จำหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในพื้นที่ราชการ ผู้นำอีก4หมู่บ้านขอมีส่วนร่วมมติที่ประชุมฉลุย ผลประโยชน์ลงตัว เอกชนโขกราคาค่าเช่าที่แพงลิ่ว ผู้ประกอบการครวญเสียเงินทุกเม็ด สรรพสามิตพื้นที่เชียงรายเล็งจับปรับผู้จำหน่ายเหล้าเบียร์ นายอำเภอแม่สรวยกำชับจัดระเบียบจราจร และจัดการขยะเพื่อหน้าตาอำเภอแม่สรวย

    เมื่อวันที่17ก.พ 2568 เวลา09.00 น.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย นายปฤษฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย ได้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ประชุมระหว่างผู้บริหารเทศบาลตำบลเวียงสรวย ฝ่ายปกครองตำบลเวียงสรวยและผู้ประกอบการแพเปียก ร้านค้า ร้านอาหาร ในวันดังกล่าวมีนายสมพงษ์ เจาะเสน นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสรวย นายสิงขร แสงจันทร์ ปลัดเทศบาลตำบลเวียงสรวย ว่าที่ร้อยตรีสิทธินันท์ รูปวิเชษฐ์ กำนันตำบลเวียงสรวย นายธวัช มะโนธรรม นายช่างไฟฟ้าช.3โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาชลประทานแม่ลาว นายนิธิศ ไชยยา ผู้ใหญบ้านหมู่ที่8 บ้านตีนดอย ตำบลเวียงสรวย รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่14 ต.เวียงสรวย ที่ทำหนังสือขออนุญาตขอใช้พื้นที่บริเวณหน้าเขื่อนแม่สรวย สำหรับประกอบการล่องแพเปียก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนประจำปี 2568 ซึ่งจะมีพิธีเปิดแพเปียกอย่างเป็นทางการในวันที่22 ก.พ.2568 สิ้นสุดวันที่15 พ.ค 2568

    สำหรับการประชุมรับฟังและชี้แจงเกี่ยวกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลประทานแม่ลาว ได้อนุญาตและไม่ขัดข้องในการขอใช้พื้นที่ทางผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่8และหมู่ที่13 ได้ทำหนังสือขอใช้พื้นที่ดังกล่าว โดยผ่านทางเทศบาลเวียงสรวยเป็นผู้กำกับดูแลในการขอใช้พื้นที่ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เทศบัญญัติเทศบาลเวียงสรวย ในที่ประชุมตัวแทนผู้ประกอบการแพเปียกได้เรียกร้องการจัดระเบียบการจราจรและเรื่องการจัดเก็บขยะปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาทความปลอดภัยเกี่ยวกับนักท่องเที่ยว โดยนายสิงขร ปลัดเทศบาลตำบลเวียงสรวย ได้ชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบเงื่อนไขการใช้พื้นที่สองข้างลำน้ำสรวยใต้สะพาน ทำซุ้มนั่งรับประทานอาหารบริการนักท่องเที่ยว โดยทางเทศบาลจะดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในราคาเมตรละ 50บาท สำหรับร้านค้าที่และลานจอดรถ พื้นที่เอกชนเทศบาลฯจะเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราทางเทศบาลฯกำหนด ในส่วนของความสะอาดและการจัดเก็บขยะ ที่ประชุมโดยนายนิธิศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่8 ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าชุมชนจะบริหารการจัดเก็บกันเอง ส่วนนายสิงขร ปลัดเทศบาลฯได้ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการตามกฎระเบียบที่ทางชุมชนกำหนดขึ้น

    จำนวน14ข้อ และเน้นย้ำถึงราคาอาหารต้องอยู่ในเกณฑ์ราคาที่เหมาะสมและต้องติดราคาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแผนการจัดชุดชรบ.และอปพร.อำนวยสะดวกด้านการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลังจากกิจการล่องแพเปียกได้เริ่มตั้งแต่วันที่15ก.พ.-15พ.ค 2568 โดยช่วงแรกคนยังไม่หนาแน่นก็จะยังไม่จัดชุดอำนวยความสะดวกอำนวยความสะดวกเนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอยู่ในช่วงประกอบอาชีพอาขีพเลี้ยงครอบครัวเป็นปกติ แต่จะไปจัดชุดในช่วงเทศกาลในช่วงปลายเดือนมีนาคม -เมษายน ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากหลั่งไหลมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ส่วนทางด้านว่าที่ร้อยตรีสิทธินันท์ กำนันตำบลเวียงสรวยได้พูดถึงเรื่องการรักษาดูแลด้านความปลอดภัยเน้นย้ำถึงการบริการที่ยิ้มแย้มแจ่มใสแก่นักท่องเที่ยวโดยผู้ประกอบการต้องใช้วาจาสุภาพด้านการบริการ ย้ำผู้ประกอบการต้องดูแลคนงานลูกน้องแพเปียกร้านค้าร้านอาหาร ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ทะเลาะวิวาท ให้เสียภาพพจน์ ในเรื่องของการประสานไปยังปกครองตำบลต่างๆให้แจ้งยังลูกบ้านที่เป็นวัยรุ่นที่มาเที่ยวไม่ให้ก่อเหตุและสร้างความความวุ่นวายได้ทั้งนี้ยังย้ำถึงการกวดขันการพกพาอาวุธ การขับขี่รถเสียงดัง ตลอดถึงการเสพน้ำกระท่อมของวัยรุ่น

    ด้านนายปฤษฎางค์ นายอำเภอแม่สรวยได้กำชับและเสนอแนะฝากกิจการการท่องเที่ยวแพเปียก คือเรื่องความสะอาด ขยะและเรื่องการจัดระเบียบจราจรหนาแน่นในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่อำเภอแม่สรวยและขอรักษาภาพพจน์ของอำเภอแม่สรวยในการท่องเที่ยวเชิงประทับใจ
    ทางด้านนายสมพงษ์ นายกเทศบาลตำบลเวียงสรวยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าเทศบาลตำบลเวียงสรวยซึ่งได้รับมอบพื้นที่จากโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาชลประทานแม่ลาว ทางเทศบาลฯเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการอย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยขอให้ผู้ประกอบการแต่ละโซน ได้ปฏิบัติตามกฎกติกาเพื่อให้กิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนดำเนินไปด้วยดี ในที่ประชุมนายสมพงษ์ ได้ขอมติที่ประชุมเห็นชอบตามคำร้องขอเพิ่มพื้นที่อยู่ในเขตปกครอง 6หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่2,3,8,13,14 ,17 ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยวแพเปียก โดยปีนี้มี 36 รายโดยที่ประชุมให้หมู่บ้านที่เพิ่มขึ้นมาอีก4หมู่บ้าน2,3,13,17 รวมเป็น6หมู่บ้านในปี 2569 ถัดไปเพื่อให้เกิดความเสมอภาคมีรายได้ทั่วถึงกันทั้งนี้ขอให้อยู่ภายใต้กฎและกติกาเดียวกัน และที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันยกมือเป็นมติเอกฉันท์ เปิดโอกาสให้6หมู่บ้านได้มีส่วนร่วมและเกิดรายได้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมได้ขยายพื้นที่บริเวณเหนือสะพานซึ่งเดิมเป็นพื้นที่หวงห้ามอยู่ในความควบคุมของเขื่อนแม่สรวย ซึ่งทางโครงการได้ห้ามประชาชนเข้าไปบริเวณสันเขื่อนโดยหวั่นถึงความปลอดภัยด้วยปรากฏมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปบริเวณสันเขื่อนและถ่ายรูปลงโซเซียล อาจจะได้รับอันตรายโดยปัจจัยหลายเรื่อง อาทิการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมามายขึ้นไปอาจพลัดตกเสียชีวิต จึงได้หวงห้ามไว้ตั้งแต่ต้น แต่ส่วนด้านล่างสปริงเวย์ ลงมาเหนือสะพานซึ่งเป็นพื้นที่ใหม่ที่ทางชุมชนขอใช้ ทางโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาชลประทานแม่ลาวได้มอบพื้นที่ให้กับเทศบาลตำบลเวียงสรวย ที่ทำเรื่องขอใช้พื้นที่จะต้องกำกับดูแลเป็นพิเศษ และบริเวณที่ชุมชนขอใช้ไม่สามารถล่องแพเปียกได้มีเพียง

    ทำซุ้มบริการนักท่องเที่ยวทานอาหาร รองรับประชาชน และเป็นพื้นที่จอดรถแก่นักท่องเที่ยว แต่ห้ามจำหน่ายเหล้าเบียร์เนื่องจากเป็นพื้นที่ของทางราชการห้ามจำหน่ายตามกฎหมาย ส่วนร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่เอกชนหากมีการจำหน่ายเหล้าเบียร์ก็เป็นเรื่องของกรมสรรพสามิตรที่จะดำเนินคดี เปรียบเทียบปรับในอัตราทางกรมสรรพสามิตกำหนด ทางเทศบาลสามารถดำเนินตามกรอบอำนาจหน้าที่ได้เพียงเก็บค่าธรรมเนียมซุ้ม แพเปียก ลานจอดรถ ป้ายโฆษณา กำกับดูแลเรื่องระบบสุขาภิบาล จัดการอบรมผู้ประกอบการอาหาร เกี่ยวกับใบสัมผัสอาหาร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการประกอบอาหารตามสุขอนามัย และให้ผู้ประกอบการดูแลเกี่ยวกับฝุ่นและความสะอาดของขยะ หากสิ้นระยะเวลาการขออนุญาตให้ผู้ประกอบการรื้อสิ่งปลูกสร้างออกทันทีเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมเงื่อนไขการขออนุญาต

    เมื่อวันที่19 ก.พ.68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบนายทรงพล พงษ์มุกดา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลประทานแม่ลาวเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ตามคำขอใช้พื้นที่ในกิจการท่องเที่ยวแพเปียกเขื่อนแม่สรวยตามคำขอเทศบาลตำบลเวียงสรวย นายทรงพลกล่าวว่าทางโครงการฯไม่ขัดข้องแต่ประการใดแต่ขอให้เทศบาลเวียงสรวยได้กำกับดูและตลอดระยะเวลการขออนุญาต ตั้งแต่วันที่15 ก.พ-15 พ.ค.2568 แต่ให้รื้อสิ่งปลูกสร้างออกพ้นลำน้ำเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการขอใช้ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ อนึ่งการะบายน้ำ4-5 ลบม./วินาที ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำตามปกติ เพื่อเป็นการส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำในการเกษตร140,000ไร่เฉพาะช่วงแล้ง70,000ไร่ ในพื้นที่ อำเภอแม่ใจ จ.พะเยา อ.พาน อำเภอแม่ลาว อำเภอเมือง จ. เชียงราย รวมทั้งระบบน้ำประปา การระบายน้ำเป็นรอบปกติของการบริหารจัดการของโครงการ กรณีกิจการล่องแพเปียกแม่สรวย เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ ทางโครงการขอชี้แจงไม่ใช่ผันน้ำเพื่อกิจการแพเปียกโดยเฉพาะ แต่เป็นการต้องการของคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ และทางโครงการฯจะต้องบริหารจัดการน้ำตามความประสงค์ทั้งนี้ทางโครงการฯจะต้องประเมินว่าปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการเกษตรหรือไม่ หากไม่พออาจจะเพิ่มการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากการระบายในระดับปกติ

    อย่างไรก็ตามก็ขอให้การระบายน้ำออกจากเขื่อนแม่สรวย ได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนเรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น แท้จริงไม่สามารถทำในบริเวณสถานที่ราชการแต่ถ้าหากฝ่าฝืนก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายและในเรื่องดังกล่าวให้เทศบาลตำบลเวียงสรวยกำกับดูแลตามอำนาจหน้าที่
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนพื้นที่เอกชนขณะนี้ได้โขกราคาสูงเกินผิดปกติทำให้ผู้ประกอบกิจการในส่วนร้านค้าและแพเปียก โอดครวญโดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่ทำซุ้ม ล่องแพเปียก ราคาสูงล๊อคราคาเกือบ200,000 บาทไล่เรียงลงไปสองฝั่งแม่น้ำหลักหมื่นต้นถึงหลักหมื่นๆปลายๆและต้องถูกเก็บค่าธรรมเนียมในส่วนต่างๆอีกและในสภาวะเศรษกิจเช่นนี้ข้าวของและวัตถุดิบในการประกอบอาหารจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ตลอดถึงค่าจ้างแรงงานสูง จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต้องกัดฟันสู้แบบเสี่ยงดวงเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลนอกพื้นที่แทบทั้งสิ้นส่วนคนในพื้นที่มีไม่มาก.

     นายธนกฤต วรรมณี  ทีมงานข่าวบก. รายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สุดปัง!! น้องมหาเทพ นายแบบวัยทีน ร่วมเปิดตัวห้องเสื้อแบรนด์ ”มหาเทพ“

    แชร์เนื้อหานี้

    ในกิจกรรม BAF ครั้งที่ 10 เทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ BANGKOK ART FESTIVAL ที่ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ( สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ไอคอนสยาม ชวนยกระดับความคิดสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม ผ่านการจัดเทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ หรือ Bangkok Art Festival ( BAF ) ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 17 – 23 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 – 22.00 น. ณ ริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม

    นาง ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า จากแนวคิดในการขับเคลื่อนกระทรวงวัฒนธรรมของนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยพัฒนาพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมและเสริมพลังสร้างสรรค์ให้คนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม นำมาสู่การพัฒนาศักยภาพเมืองแห่งศิลปะในจังหวัดต่างๆ

    BAF #BangkokArtFestival #เทศกาลศิลปะกรุงเทพMAHADEPBANDMAHADEP18MAHADAP TANATPATARAKUL มหาเทพ ธเนศภัทรกูล

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / Pattaya Roadshow to Muscat ชาวโอมานให้ความสนใจเกินคาด/เมืองพัทยาส่งรถบรรทุก 5 คัน ลุยจัดเก็บสาหร่ายทะเลเกยหาดกระทิง/เปิดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 24

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 12 ก.พ.68 มีรายงานว่า เมืองพัทยาร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (อบจ.ชลบุรี) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา กลุ่มผู้ประกอบการพัทยา (Sellers) 16 หน่วยงาน เข้าร่วมงาน Pattaya Roadshow to Muscat (MCT) ณ โรงแรม Sheraton Oman กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน

    ทั้งนี้ เพื่อเสนอขายสินค้าทางการท่องเที่ยวให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ (Buyers) จำนวนกว่า 50 หน่วยงาน ด้วยการนำทัพผู้ประกอบการพัทยาโดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา นางจิดาภา สุวัตถาภรณ์ สมาชิกสภาเมืองพัทยา นายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ เลขานุการนายกเมืองพัทยา

    นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สำนักงานพัทยา) นางดารัตน์ สุรักขกะ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และผู้อำนายการสำนักการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สำนักงานพัทยา เข้าร่วมงาน พร้อมได้รับเกียรติจาก นายเอกอรรถ ทิตาราม อุปทูตฯ ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เป็นประธานเปิดงาน

    โดยภายในงาน เมืองพัทยาได้นำการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ภายในงาน Pattaya Roadshow to Muscat (MCT) พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการชาวโอมานให้ความสนใจเกินคาด เป็นสัญญาณที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไป

    อธิบดี สกร. เปิดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 24 “สืบสานพระราชดำริ สู่มิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำปี 2568

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 24 “สืบสานพระราชดำริ สู่มิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำปี 2568 พร้อมกันนี้ได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงนิทรรศการและสินค้าของหน่วยงานต่าง ๆ และ

    ได้ร่วมลงแปลงผักเกษตรธรรมชาติ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ให้ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งบุคลากร ศฝช.วัดญาณฯ ณ ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

    งานมหกรรมเกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 24 “สืบสานพระราชดำริ สู่มิติการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำปี 2568 ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือ จากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) หน่วยงานโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

    อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี สกร.ระดับอำเภอ กลุ่มศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพฯ ศูนย์ฝึกทหารใหม่กองยุทธศึกษาทหารเรือกองฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทุกแห่ง สื่อมวลชนทุกแขนง หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาชน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อเผยแพร่พระราชดำริพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทย 2.เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติและเทคโนโลยีทางการเกษตร 3.เพื่อเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลผลิตเกษตรธรรมชาติสู่ผู้บริโภคโดยตรง

    Nike Pattaya by IAM247 เปิดตัวสาขาแรกในภาคพื้นตะวันออก ตอบโจทย์ลูกค้าสายออกกำลังกายและแฟชั่น

    วันที่ 13 ก.พ.68 นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้ทรงคุณวุฒิเมืองพัทยา ในฐานะผู้แทนนายกเมืองพัทยา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด Nike Pattaya by IAM247 สาขาแรกในภาคพื้นตะวันออก ที่บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นายขวัญชัย บุญอารีย์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา นายบุญอนันต์ พัฒนสิน นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา-ชลบุรี ร่วมพิธี

    นายพยัคฆ์ กิจตั้งไพศาล ผู้จัดการทั่วไป Nike Pattaya by IAM247 เผยว่า ถือเป็นการเปิดตัวสาขาแรกในภาคพื้นตะวันออก เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้า ด้วยการรวบรวมสินค้าตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบครัวและกลุ่มลูกค้าสายสปอร์ต โดยอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ IAM247 by Valiram ซึ่งเป็น Nike Official Store Partner ในประเทศไทย

    ทั้งนี้ นับเป็นการเปลี่ยนนิยามคำว่า Sports Performance Store ด้วยไลน์อัพสินค้าจัดเต็ม และครั้งแรกกับบริการระดับ Rise store experience ในภาคพื้นตะวันออกครั้งแรกที่เมืองพัทยา บนพื้นที่ให้บริการกว่า 450 ตร.ม. โดยความโดดเด่นของ Nike Pattaya by IAM247 จะมีบริการจำหน่านสินค้าเสื้อผ้าออกกำลังกายคุณภาพสูง รองเท้าในกลุ่มรันนิ่งจะมีไปถึงตัวท็อปสุด และยังมีรองเท้าสนีกเกอร์ ไลฟ์สไตล์ ทั้งจอร์แดน และไนกี้ดั้ง รวมทั้งสปอร์ตแฟชัน เสื้อบราออกกำลังการสำหรับสุภาพสตรี

    ร้านดอกไม้พัทยาคึกคักรับวันวาเลนไทน์

    วันที่ 14 ก.พ.68 ซึ่งตรงกับเทศกาลแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ บรรยากาศการซื้อขายดอกไม้ และสินค้าที่ระลึกในเมืองพัทยาเป็นไปอย่างมีสีสัน ผู้ประกอบการพากันนำสินค้าออกมาจำหน่ายเพื่อเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ร้านจำหน่ายดอกไม้และขอฃที่ระลึกที่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ พบผู้ประกอบการตกแต่งร้านด้วยการนำช่อดอกไม้และตุ๊กตามาจัดวางอย่างสวยงาม โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทยอยมาเลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง

    สอบถามผู้ประกอบการ ทราบว่า ดอกกุหลาบในปีนี้ราคาพอๆ กับปีที่แล้ว ถ้าจัดช่อก็จะเพิ่มค่าบริการตกแต่งและดอกไม้ประดับ ด้วยมีฐานลูกค้าเดิมทำให้ลูกค้าไม่ลดลง และทางร้านยังมีบริการจำหน่ายดอกไม้เทียมและตุ๊กตาเนื่องในวันวาเลนไทน์ด้วย

    คลินิกทำฟันพัทยา ทำเก๋! ตกแต่งร้านเป็นถ้ำขาวบริสุทธิ์ พร้อมเฟอร์นิเจอร์อลังการรับผู้มาใช้บริการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลินิกทันตกรรม Land of Smile Dental Clinic สาขา 2 (สาขาพัทยา) ตั้งอยู่ริมถนนพรประภานิมิต 17 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้มีการตกแต่งร้านอย่างแปลกตาและไม่เหมือนใคร ด้วยการเนรมิตจัดสร้างพื้นที่รอใช้บริการทำฟันเป็นถ้ำสีขาว พร้อมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยงามอลังการ

    ทันตแพทย์ ชลวิตต์ เนื่องโคตะ ผู้บริหาร คลินิกทันตกรรม Land of Smile Dental Clinic เปิดเผยว่า ด้วยตนเองชอบเดินทางท่องเที่ยวถ้ำและภูเขาหลากหลายจังหวัด โดนเฉพาะถ้ำที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาค ซึ่งตนเองให้ความสนใจ จึงเกิดไอเตียตกแต่งร้านทันตกรรมสาขานี้ ให้เป็น Pure Cave หรือถ้าขาวบริสุทธิ์ ด้านบนมีเท้าเวสสุวรรณโณองค์ยืนจัดวางไว้อย่างสง่างาม

    ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นที่นั่งพักรอคิวใช้บริการทำฟันกับทางคลินิก ซึ่งผู้ที่มาใช้บริการบริการต่างเอ่ยปากชมว่างมีความแปลกและสวยงาม โดยคลินิกทันตกรรม Land of Smile Dental Clinic สาขา 2 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 20.00 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร.088-225-6296, 091-737-9942

    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาจัดกิจกรรม “รวมมิตร พิชิตมะเร็ง” เนื่องในเดือนแห่งเทศกาลวันมะเร็งโลก

    มีรายงานว่า โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาได้จัดกิจกรรม “รวมมิตร พิชิตมะเร็ง” พร้อมเสวนาจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็งร่วมเสวนาหัวข้อ “มะเร็งร้าย ที่รักเธอ ” เพื่อวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคมะเร็ง พร้อมกิจกรรมคัดกรองโรคมะเร็งเบื้องต้น ให้กับผู้ร่วมกิจกรรม เนื่องในโอกาสเดือนแห่งวันมะเร็งโลก โดยมีแพทย์หญิงชนิศา อินณชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน

    หลังจากนั้นมีการเสวนาเรื่อง “มะเร็งร้าย ที่รักเธอ” โดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสหสาขา โรคมะเร็ง รพ.กรุงเทพพัทยา ได้แก่ นพ. ฐาปนัสม์ ลิขิตมาศกุล ศัลยแพทย์เต้านม นพ. สิทธิ สุขอวยชัย อายุรแพทย์โรคมะเร็ง นพ. ณรงค์ฤทธิ์ ขุนภักดี อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร และพญ. พันธลี ชื่นสัมพันธ์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ด้านโภชนาการและเมตาบอลิสม มาร่วมพูดคุยให้ความรู้การดูแลตัวเองและคนในครอบครัวให้ห่างไกลโรคมะเร็ง

       จากข้อมูลล่าสุดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2565 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 140,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 400 คน และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งประมาณ 83,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 227 คน สำหรับมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งปากมดลูก  แพทย์ได้เปิดเผยว่า สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งมาจากปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง และการได้รับสารก่อมะเร็งจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ มะเร็งบางชนิดสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคมะเร็งให้หายได้  ภายในกิจกรรม มีการออกบูธคัดกรองโรคมะเร็งเบื้องต้นให้กับผู้ร่วมกิจกรรม ประเมินความเสี่ยงมะเร็งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แบบประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านม, แบบประเมินคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งลำไส้, แบบประเมินคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก และอื่นๆ อีกมากมาย

    เตรียมเนรมิตหาดบ้านอำเภอจัดงานเดินกินถิ่นนาจอมเทียน (ถนนคนเดิน) ครั้งที่ 3 ทต.นาจอมเทียนจัดยิ่งใหญ่ปลุกสีสันการท่องเที่ยวชลบุรี

    นางสาวรพีพรรณ รัตนเหลี่ยม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาจอมเทียน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2568 เทศบาลตำบลนาจอมเทียนได้กำหนดจัดงานมหกรรมอาหาร “เดินกินถิ่นนาจอมเทียน” (ถนนคนเดิน) ครั้งที่ 3 ณ บริเวณริมชายหาดบ้านเภอ

    กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้มีสีสัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับวัฒนธรรมอันดี และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการท่องเที่ยวด้วยการชูเอาเอกลักษณ์ความโดดเด่นของอาหาร ทั้งอาหารพื้นฐิ่นรสชาติอร่อย และอาหารทะเลแบบสดๆ มานำเสนอให้บริการผ่านร้านค้าต่างๆ ด้วยบรรยากาศริมทะเลของชายหาดบ้านอำเภอ จึงอยากเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมงานมหกรรมอาหาร “เดินกินถิ่นนาจอมเทียน” (ถนนคนเดิน) ครั้งที่ 3

    อย่างไรก็ดี ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มาเป็นประธาน และไฮไลต์ของงานมหกรรมอาหาร “เดินกินถิ่นนาจอมเทียน” (ถนนคนเดิน) ครั้งที่ 3 จะมีการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง “ตั๊กแตน-ชลดา” ที่จะมาสสร้างความสนุกสนานให้ผู้ร่วมงานในวันที่ 2 มีนาคม 2568 ด้วย

    ธุรกิจทันตกรรมพัทยาเดือด! ฟัดกันมันส์ใน “Red Zone”

    ทันตแพทย์ ชลวิตต์ เนื่องโคตะ ผู้บริหารคลินิกทันกรรม Land of Smile Dental Clinic เปิดเผยว่า ธุรกิจทันตกรรมในพัทยากำลังกลายเป็นสนามแข่งขันที่ร้อนแรง หรือที่เรียกว่า “Red Zone” ด้วยจำนวนคลินิกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นคลินิกท้องถิ่น คลินิกระดับไฮเอนด์ หรือศูนย์ทันตกรรมในโรงพยาบาลเอกชน ทุกแห่งต่างแข่งขันกันทั้งด้าน ราคา คุณภาพ และเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

    พัทยาเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ต้องการบริการทางทันตกรรมคุณภาพสูง ส่งผลให้ตลาดนี้ดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมาก แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง Land of Smile โดดเด่นขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการบริการระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงคลินิกทันตกรรมทางเลือกใหม่ที่แตกต่างได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง Land of Smile เลือกที่จะไม่แข่งด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่แข่งด้วยคุณภาพและบริการที่เหนือระดับ โดยจุดเด่นของ Land of Smile คือการบริการทันตกรรมครบวงจร ตั้งแต่การดูแลสุขภาพฟันขั้นพื้นฐานไปจนถึงบริการระดับสูง เช่น รากฟันเทียม วีเนียร์ จัดฟันใส Invisalign

    ประกอบกับเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ใช้ระบบดิจิทัล เช่น สแกน 3 มิติ และระบบนำร่องรากฟันเทียม เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย และมีทันตแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ให้คำปรึกษาอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล อีกทั้ง บรรยากาศของคลินิกเป็นไประดับพรีเมียม สะอาด ปลอดภัย ให้ความรู้สึกเหมือนสปาทันตกรรม ในราคาสมเหตุสมผล คุณภาพระดับไฮเอนด์แต่ราคาเข้าถึงได้กว่าศูนย์ทันตกรรมในโรงพยาบาล

    ในส่วนของ อนาคตของธุรกิจทันตกรรมในพัทยานั้น แม้ว่าตลาดจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่แนวโน้มของลูกค้ากำลังเปลี่ยนไป เพราะไม่ได้มองหาเพียง ราคาถูกที่สุด อีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Land of Smile มุ่งเน้น ทันตแพทย์ ชลวิตต์ เนื่องโคตะ ผู้บริหารคลินิกทันกรรม Land of Smile Dental Clinic ระบุ

    สม.พัทยาจับมือศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชลบุรี และ สภ.เมืองพัทยา เดินหน้าจัดระเบียบคนเร่ร่อน รวบโฮมเลส 7 ราย พบ 5 รายมีสารเสพติด

    วันที่ 18 ก.พ.68 นายวุฒิธร แสงอุไร สมาชิกสภาเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชลบุรีจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตจอมเทียน เจ้าหน้าที่กิจการพิเศษเมืองพัทยา และตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อจัดระเบียบกลุ่มคนเตร็ดเตร่เร่ร่อนในเขตพัทยาและหาดจอมเทียน

    ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ดังกล่าวสามารถควบคุมตัวบุคคลเตร็ดเตร่เร่ร่อนได้จำนวน 7 ราย ซึ่งไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง จะอาศัยอยู่ตามที่สาธารณะทั่วไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จึงคัดแยกตรวจสอบพบมีสารเสพติดในร่างกายจำนวน 5 ราย จึงควบคุมดำเนินคดีตามกระบวนการ

    และไม่พบสารเสพติดอีก 2 ราย โดย 1 รายมีอาการวิตกจริตและหวาดกลัวจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ และอีกรายประสงค์จะเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่จึงทำการว่ากล่าวตักเตือนก่อนปล่อยตัวไปในที่สุด

    เมืองพัทยาส่งรถบรรทุก 5 คัน ลุยจัดเก็บสาหร่ายทะเลเกยหาดกระทิงราย เผยปีนี้เยอะเป็นประวัติการณ์ คาดทะลักหลายสิบตัน

    หลังจากเกิดปรากฏการณ์สาหร่ายทะเลพัดเข้าฝั่งชายหาดกระทิงราย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนเกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยละแวกดังกล่าวจนได้รับความเดือดร้อน

    ล่าสุด วันที่ 19 ก.พ.68 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการรักษาความสะอาด ส่วนควบคุมมลพิษ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ได้รับคำสั่งจากผู้บริหารเมืองพัทยา โดย นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา ให้จัดกำลังลงพื้นจัดเก็บสาหร่ายทะเลอย่างต่อเนื่อง

    ในวันนี้ ฝ่ายควบคุมการรักษาความสะอาด ส่วนควบคุมมลพิษ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ได้นำรถบรรทุกหกล้อจำนวน 5 คันมาทำการขนถ่ายสิ่งปฏิกูลทางทะเลดังกล่าว โดยใช้เจ้าหน้าที่จาก 3 เขต ร่วมกันปฏิบัติงานกว่า 35 คน

    เจ้าหน้าที่เมืองพัทยา บอกว่า สาหร่ายทะเลปกติจะลอยมาทุกปีแต่ไม่มาก ตั้งแต่ช่วงโควิดมาก็ไม่พบอีกเลยจนมาปีนี้พบมากเป็นประวัติการณ์ คาดว่ามีจำนวนหลายสิบตัน เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่จัดเก็บอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าอีกไม่กี่วันนี้คงจะหมด

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทับสะแกวุ่นซ้ำซาก ! ชาวบ้านฮือขับไล่รอบ 2 รักษาการเจ้าอาวาสองค์ใหม่มาพร้อมตราตั้งเจ้าคณะอำเภอ แต่วืดเข้าดูแลวัดโบสถ์เหรียญบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 18 ก.พ.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านทุ่งเคล็ด หรือ วัดโบสถ์เหรียญบาท หมู่ 3 ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับพระภิกษุอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมามีการรวมตัวขับไล่เจ้าอาวาสองค์ใหม่ จากกรณีมี คำสั่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด ที่ ๐๐๕/๒๕๖๘ อนุญาตให้พระประสิทธิ์ สัญจร เข้าอยู่วัดบ้านทุ่งเคล็ด โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม

    ฉบับที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ในมาตรา ๓๘ ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

    ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก พร้อมคณะสงฆ์อำเภอทับสะแก เดินทางไปวัดบ้านทุ่งเคล็ด กรณีที่เจ้าอาวาสองค์ใหม่ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากโดนชาวบ้านขับไล่ โดยวันนี้คณะสงฆ์อำเภอทับสะแกได้อ่านเอกสารแสดงเหตุผล ข้อกฎหมาย

    เพื่อสั่งปลดเจ้าอาวาสองค์เก่าและหนังสือแต่งตั้งเจ้าอาวาสองค์ใหม่ มีชาวบ้านกว่า 200 คนร่วมรับฟัง ขณะที่ทนายความของวัดพยายามแสดงเหตุผลโต้แย้งการแต่งตั้งโดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีชาวบ้านแสดงความคิดเห็นคัดค้านเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ท่ามกลางการรักษาความสงบเรียบร้อยจากกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่ อส.

    ในขณะที่มีการถกเถียง เจ้าคณะอำเภอทับสะแกได้มอบตราตั้งเพื่อแต่งตั้งเจ้าอาวาสให้กับพระประสิทธิ์ แต่ชาวบ้านได้ตะโกนขับไล่และด่าทอ ทำให้บรรยากาศในศาลาการเปรียญตึงเครียด ต่อมาคณะสงฆ์ได้เดินทางออกจากศาลาการเปรียญดังกล่าว โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่คุ้มกันพร้อมดูแลความสงบแต่ชาวบ้านได้เดินตามขับไล่เจ้าวัดองค์ใหม่เสียงดังไปทั่วบริเวณวัด

    นายวัฒนา ฉั่วเจริญ อายุ 51 ปี ไวยาวัจกร วัดบ้านทุ่งเคล็ด กล่าวว่า ชาวบ้านบ้านทุ่งเคล็ด ต้องการพระมีคุณสมบัติที่ดีมีความพร้อม หรือต้องเข้ากับชาวบ้านให้ได้ ต้องมีมุทิตา อุเบกขา ซึ่งตนเองไม่ต้องการให้วัดเสียหายมากไปกว่านี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบคุณสมบัติของเจ้าอาวาสองค์ใหม่ว่าที่ผ่านมาเคยถูกดำเนินคดีทางอาญามาก่อนหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบให้เสร็จภายใน 1 เดือน

    จากนั้นจะต้องมีการเจรจากับญาติโยมที่บ้านทุ่งเคล็ด หากพบว่ามีปัญหาชาวบ้านก็ยอมรับไม่ได้ เนื่องจากวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา พระประสิทธิ์ ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจดูแลวัดบ้านทุ่งเคล็ด พร้อมถือหนังสือสั่งการมาแสดง แต่ขณะเดินทางไปวัดบ้านทุ่งเคล็ด ชาวบ้านได้โห่ขับไล่ให้ออกจากวัดจนมีเรื่องวุ่นวายมาแล้ว

    /////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ฝ่ายปกครอง บุกทลายร้านบังท็อป ขายน้ำกระท่อม กัญชา บุหรี่เถื่อน และ บุหรี่ไฟฟ้า บาท / ร่วมงานบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ 21-27 กพ.68

    แชร์เนื้อหานี้


    ***เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 68 นายกันวลินทร์ เมืองแก้ว นายอำเภอเมืองศรีสะเกษ ได้สั่งการให้ น.ส. อมร นามบุตร ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองศรีสะเกษ พร้อม นายศรายุธ สีละออง ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อส.

    ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กองสาธารสุขเทศบาลเมืองศรีสะเกษ บุกตรวจค้นร้านบังท็อป ซึ่งเป็นร้านขายน้ำกระท่อม ยาแก้ไอ กัญชา บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า อุปกรณ์การเสพ ให้กับกลุ่มวันรุ่นในตัวเมืองศรีสะเกษ เพื่อเป็นการป้องปรามการขายน้ำกระท่อมในพื้นที่ศรีสะเกษที่กำลังแพร่หลายในหลายพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งใกล้สถานศึกษา และใกล้กับสถานที่ราชการ

    ***โดย ร้านบังท็อป เป็นร้านขายน้ำกระท่อม ยาแก้ไอ กัญชา บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า อุปกรณ์การเสพ 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นร้านใหญ่ในเขตตัวเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน มีหอพักของนักศึกษา มากมาย และตั้งห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เพียง 500 เมตร

    ***นายเอ (นามสมมุติ) หนึ่งในผู้ต้องหา เปิดเผยว่า ตนเป็นเพียงคนเฝ้าร้านซึ่งเจ้าของร้านจะให้ค้าจ้างเป็นชั่วโมง ซึ่งตนจะได้ชั่วโมงละ 35 บาท โดยที่มาทำงานเฝ้าร้านนี้เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ และไม่มีงานทำ พอมีคนมาชวนให้มาทำงานตนเลยมาทำงานเฝ้าร้านให้ ซึ่งไม่รู้ว่าที่ทำไปนั้นมันผิดกฎหมาย

    ***ขณะที่ นายบี (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นอีกคนที่เป็นมือต้มน้ำกระท่อม เปิดเผยว่า ตนมีหน้าที่ต้มน้ำท่อมให้กับทางร้านเพื่อเอาไปขายให้กับลูกค้าที่มาซื้อ โดยได้ค้าจ้างในการต้ม หม้อละ 80 บาท ซึ่งต้มหม้อหนึ่งทางร้านจะสามารถนำไปกรอดใส่ขวด 1.5 ลิตรได้ประมาณ 70-80 ขวด

    และเอาไปขายขวดละ 45-50 บาท ซึ่งวันๆหนึ่งจะต้มน้ำกระท่อมให้กับทางร้านวันละ 7-10 หม้อ ส่วนน้ำกระท่อมที่ทางร้านขายจะมีอยู่ 7-8 รสชาติ เช่น ต้มแบบรสดั้งเดิม, รสองุ่น, รสแอปเปิ้ล, รสลิ้นจี่, รสบลูฮาวาย, รสแตงโม และรสแคนตาลูป โดยรสชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ รสดั้งเดิม และแต่ละรสชาติจะใส่ยาแก้ไอ้ ยาแก้แพ้ ลงไปด้วย

    ***นอกจากนี้ชุดจับกุมยังได้บุกไปทลายห้องพักแห่งหนึ่ง เลขที่ 111 ที่อยู่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ซึ่งเช่าห้องเปิดเป็นโกดังเก็บทั้งยาแก้ไอ บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า โดยภายในห้องจะมีกล้องวงจรติดไว้เพื่อเอาไว้ดูความเคลื่อนไว้อีกด้วย โดยจาการสอบถามคนดูแลห้องเช่า เปิดเผยว่า มีใครก็ไม่รู้เปิดขอเช่าห้องไว้ในราคาห้องวละ 1,500 บาท ต่อเดือน ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งมาขอเช่านานแล้ว ซึ่งตนก็ไม่ได้ไม่สนใจว่าห้องดังกล่าวจะมีคนมาพักหรือไม่ รู้แต่เพียงว่าห้องดังกล่าวจะมีคนมาเปิดเข้าออกอยู่เป็นประจำ

    ***ด้าน น้องๆนักศึกษา ที่เช่าอยู่ห้องข้างๆ เล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่นานมานี้ ตนเคยไปบอกเจ้าของหอพักแล้วว่าห้องข้างๆมีกลิ่งเหม็นคล้ายกลิ่นกัญชา แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งตนก็ไม่กล้าที่ไปบอกคนที่เข้าออกห้องนี้ เพราะแต่ละครั้งที่มีคนเข้าออกห้องนี้ก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น เลยต้องทนกลิ่นเหม็นแบบนี้มาตลอด

    ***ทั้งนี้การบุกจับกุมในครั้งนี้เนื่องจากชาวบ้านร้องเรียนเข้ามากับทางอำเภอเมืองศรีสะเกษ จึงได้มีการตรวจสอบ และเข้าจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งร้านบังท็อป ร้านนี้ถือจับกุมมาแล้ว 3 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แต่ละครั้งที่ถูกจับกุมก็จะถูกแค่ปรับ รอลงอาญา จึงทำให้เจ้าของร้านกล้าที่จะกลับมาขายอีกครั้ง นอกจากนี้บุหรี่เถื่อนที่จับกุมได้ สังเกตได้ว่าจะขนส่งมาโดยใช้ ไปรษณีย์ไทย เขต 9 ส่งมายังหอพักที่เข้าจับกุมดังกล่าว

    ***เบื้องต้นของกลางที่ตรวจยึดได้ มี น้ำกระท่อม, ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้, บุหรี่ไฟฟ้า, บุหรี่เถื่อน, กัญชา และเงินสด 8,178 บาท มูลค่าของกลางกล่าว 1 แสนบาท เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะได้รวบรวมหลังฐานและขอกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    //////////////////////////////////////
    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    ชาวบ้านอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันนึ่งข้าวเหนียว ติดแปะกับโครงไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เพื่อทำเป็นข้าวจี่ยักข์ เตรียมย่างจริง สุกจริง กินได้จริง ร่วมงานบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ 21-27 กพ.68

    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ วัดบ้านหนองม้า ตำบลหนองม้า อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวักศรีสะเกษ ชาวบ้าน ชาย – หญิง ผู้สูงวัย ผู้นำชุมชนหมู่บ้าน กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต.หนองม้า ได้ออกมาร่วมกันทำข้าวจี่ยักข์ พร้อมกับการจัดตบแต่งรถที่บรรทุกข้าวยักข์ ข้าวจี่ใหญ่ ซึ่งเป็น 1 แห่งใน 5 จุด 5 ตำบล และ 1 เทศบาล ของอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ที่ชาวบ้านกำลังร่วมแรง ร่วมใจรัก ออกมานึ่งข้าวเหนียวให้สุก นำมาติดเข้ากับโครงไม้ไผ่ที่ทำขึ้นขนาดขนาดใหญ่ เตรียมการในการที่จะนำมาย่าง หรือจี่ ข้าวจี่ยักษ์ เตรียมตบแต่งรถ ที่จะบรรทุกเข้าจี่ยักษ์ ร่วมขบวนนางรำ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม 1 อำเภอ 1 กิจกรรมสร้างสรรค์

    ในงาน ประเพณีบุญเข้าจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ ณ.หน้าที่ว่าการอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ โดยในวันเปิดงานวันแรก วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ทุกตำบลจะจัดขบวนแห่เข้าจี่ยักข์ และของดีประจำตำบลตนเอง พร้อมด้วยสาวสวยนางรำ จำนวน 60 ถึง 100 คนต่อขบวน ที่มีทั้งหมด 7 ขบวน เดินทางแห่ข้าวจี่ยักษ์ เข้าสู่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอ

    ซึ่งได้มีการจัดนิทรรศการ ผลผลิตทางการเกษตร ผ้าไหมโพธิ์ศรีสุวรรณ สินค้าหัตถกรรม และอื่นๆ ที่เป็นของดี ที่สร้างรายได้ให้กับชาวอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จะได้นำมาแสดง นำมาออกร้าน มาจัดนิทรรศการ โชว์และจำหน่าย ให้แก่นักท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมงาน ซึ่งงานบุญประเพณีเข้าจี่โพธิ์ศรีสุวรรณ ได้จัดมาเป็นประจำทุกปี ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีต่อเนื่องกันมาแล้ว
    ซึ่งวันนี้ได้มี นายเทิดไท แสงผล นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และนางขวัญตา คิดดี ปลัดอวุโส อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ

    พร้อมด้วยนายก อบต.หนองม้า กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, ชาวบ้านส่วนหนึ่ง ที่ได้ร่วมกันออกมานึ่งข้าว เพื่อนำไปติดแปะกับโครงไม้ไผ่ ทำข้าวจี่ยักษ์ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง กว่า 1 เมตร ความยาวราว 2.50 เมตร โดยหลังจากนี้เมื่อทำการติดแปะข้าวเหนียว ที่นึ่งสุกเสร็จแล้ว ให้รอบทำข้าวจี่ยักษ์เสร็จ จะได้ทำการก่อไฟถ่านไว้ด้านล่าง ใต้ก้อนข้าวจี่ยักข์ เพื่อย่าง หรือจี่ข้าวจี่ยักษ์นี้ ให้สุกเหมือนการทำข้าวจี่ปกติ ที่สามารถรับประทานได้เมื่อสุกแล้ว พร้อมจะนำไข่ไก่มาชุบ ทา ขณะย่างไปด้วย จะทำให้เข้าจี่ค่อยๆ สุก และจะส่งกลิ่นหอมเหมือนข้าวจี่ ที่จี่เป็นก้อนเล็กๆ ตามปกติเช่นกัน

    โดย นายเทิดไท แสงผล นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ และนางขวัญตา คิดดี ปลัดอวุโส อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ พร้อมด้วยนายก อบต.หนองม้า กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านที่มาทำข้าวจี่ยักข์ร่วมกัน ได้ร่วมกันเปิดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ว่า งานประเพณีบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ ในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 ณ.สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ โดยในงานจะมีการจัดขบวนแห่ข้าวจี่ยักข์ เพื่อการทำบุญ เพราะหลังจากร่วมขบวนแห่เสร็จ จะนำข้าวจี่ไปถวายพระ ซึ่งจะมีทั้งข้าวจี่แบบธรรมดาปกติของชาวบ้านที่จะจี่ไปถวายพระคุณเจ้า และข้าวจี่ยักษ์ ที่ทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ

    จะมีงานบุญประเพณีข้าวจี่นี้ เป็นงานประจำปีของชาวบ้าน ชุมชน ทุกหมู่บ้าน ตำบล นอกจากนั้นในงานจะมีการ ออกร้าน นิทรรศการของชุมชน ตลาดนักโบราณ การแข่งขันการตำข้าวซ้อมมือ, การแข่งขันการทำข้าวจี่หรรษา, การปิดตาป้อนข้าวจี่ แต่งหน้าสวย, การแข่งขันตำส้มตำลีลาปลาร้าสุก, การประกวดธิดาข้าวจี่ ที่มีเงินรางวัล กว่า 1 แสนบาท, การประกวดไก่บ้านสวยงาม, การประกวดผลผลิต ทางการเกษตร, การแข่งขันชกมวยไทย ทั้งชาย – หญิง, การแล่น หรือ วิ่งเอาบุญ เที่ยววัดไตรสามัคคี เกาะนาค วังบาดาล เป็นต้น จึงอยากเรียนเชิญนักท่องเที่ยว ทุกท่าน ทั่วโลก มาเที่ยวงาน งานประเพณีบุญข้าวจี่ มหัศจรรย์ ของดีโพธิ์ศรีสุวรรณ ในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 ทุกอย่างเที่ยวชมฟรี
    ////////////////////////////ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเพชรบุรี ชวนเที่ยวงาน “พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38” ตระการตากับพลุหลากสีบนยอดเขาวัง

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 12 ก.พ.68 ที่บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระนครคีรี) อ.เมือง จ.เพชรบุรี ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานพระนครคีรี–เมืองเพชร ครั้งที่ 38 ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่องาน “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” พร้อมด้วย จ่าสิบเอก ประภาส อินทนู รองนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี นายพันธุ์ธัช หิรัญจิรวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ร่วมแถลงข่าว โดยมี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ YEC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานต่างๆ ในชุดไทยอย่างสวยงามร่วมรับฟัง

    ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ กล่าวว่า งาน “พระนครคีรี–เมืองเพชร” เป็นงานประจำปีของจังหวัดเพชรบุรี ที่จัดติดต่อกันมาอย่างยาวนานซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 38 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ก.พ. – 2 มี.ค.68 ณ บริเวณพระนครคีรี(เขาวัง) บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และบริเวณโดยรอบ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 9

    และเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้ต่อ จ.เพชรบุรี ตลอดจนเพื่อสืบสานศิลปะวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบุรี โดยจะมีพิธีเปิดในวันศุกร์ที่ 21 ก.พ.68 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมชมขบวนแห่เทิดพระเกียรติ และขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่สวยงามหลากหลายจากทุกภาคส่วน

    สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีการสาธิตงานสกุลช่างเมืองเพชร 14 งานช่าง ทั้งงานปูนปั้น งานจำหลักหนังใหญ่ งานฉลุยฝังลายไม้มูก งานแกะสลักไม้ งานตอกกระดาษ งานประดับกระจก งานเขียนลายรดน้ำ งานแทงหยวก ฯลฯ นิทรรศการจัดแสดงและสาธิตวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ 8 ชาติพันธุ์ กิจกรรม DIY งานหัตถกรรมพื้นบ้านหรือผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย(CPOT) นิทรรศการและสาธิตงานศิลปะร่วมสมัย การแสดงศิลปะวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านที่เวทีโรงโขนบนเขาวัง การแสดงเทิดพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ชีวิตเสียงสะท้อนแห่งความทรงจำ “ร่วมย้อนจิรกาล…สู่วิมานพระนครคีรี” ทุกคืน ชมฟรี 200 ที่นั่งต่อวันเท่านั้น พร้อมทั้งได้ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมสาธิต ภายใต้แนวคิด “เพชรบุรีเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของ UNESCO (Phetchaburi City of Gastronomy)”

    มีทั้งอาหารชาติพันธุ์ อาหารพื้นบ้าน – พื้นถิ่น ของชุมชน 8 อำเภอ อาหารเชิงสร้างสรรค์ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมอื่นๆ พร้อมทั้งตระการตากับการประดับไฟสีและไฟย้อมแสงโบราณสถานบนพระนครคีรี มีการจุดพลุหลากสีอย่างสวยงามทุกคืน มากกว่า 3,000 ลูก ภายใต้มาตรการป้องกันผลกระทบจากการจุดพลุบนพระนครคีรี

    ตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษนอกจากอิ่มอร่อยกับอาหารหลากหลายเมนู และได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขทุกรสชาติทั่วบริเวณบนพระนครคีรีหรือเขาวัง และรอบอุทยานฯ ร.4 แล้ว ยังได้มาร่วมทำบุญกับสำนักงานกาชาดจังหวัดเพชรบุรี สลากกาชาดใบละ 100 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่มากมาย และอย่าพลาด มากดชัตเตอร์ เช็คอิน ชมไฟสีสัน แสง สี เสียง ชมความอลังการจากการจุดพลุ ทุกค่ำคืน พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารแปรรูป และกิจกรรมมากมายจากทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี ได้ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี ชมรมถ่ายภาพจังหวัดเพชรบุรี จัดนิทรรศการภาพถ่าย และนิทรรศการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism และพิเศษสุดกับกิจกรรม Studio ถ่ายภาพกับชุดไทยในคอนเซปต์ “แต่งไทยสไตล์พริบพรี” และจัดทำจุดเช็คอินถ่ายภาพให้กับนักท่องเที่ยวและผู้มาร่วมงาน

    โดยเน้นทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลท์เป็นแบ็คกราวน์ รวมไปถึงการจัดหาร้านชุดไทยในพื้นที่เพชรบุรีมาร่วมกิจกรรมให้เช่าชุดไทยในราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมชมงานได้มีประสบการณ์แต่งไทยสไตล์พริบพรี เที่ยวงานพระนครคีรียามค่ำคืนอีกด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวเพชรบุรีและนักท่องเที่ยว มาเที่ยวงานพระนครคีรี -เมืองเพชร ครั้งที่ 38 “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม”ได้ตามวันดังกล่าว.


    สลด! สาวทับสะแกผูกคอดับใต้ต้นมะม่วง เหตุเครียดติดหนี้ปั่นสล็อตออนไลน์        วันที่ 13  ก.พ. 2568 พ.ต.ท. สุชาติ รุ่งเรือง รอง ผกก. สส. สภ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์รับแจ้งว่า มีเหตุคนผูกคอตายใต้ต้นมะม่วง หมู่ 2 ต.นาหูกวาง  จึงเดินทางไปที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบศพ น.ส.ณัฐพร ยอดอิน อายุ 22 ปี ที่อยู่ 22/3 หมู่ที่ 10 ต.นาหูกวาง  ในที่เกิดเหตุมีนายสุกิจ เผ่าพัฒน์ สามีแจ้งว่าผู้ตายเครียดจากการเล่นการพนันสล็อตอนไลน์ในโทรศัพท์มือถือ  ทราบว่ามีการยืมเงินผู้อื่นมาเล่น โดยออกจากบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 12:00 ของวันนี้ แต่พบผู้เสียชีวิตประมาณ 17:15 น. สอบถาม นายจตุรงณ์ ยอดอิน บิดาและ นายสุกิจฯ สามี ไม่ติดใจใจสาเหตุการเสียชีวิต จากนั้นได้ร่วมกับแพทย์โรงพยาบาลทับสะแกทำการชันสูตรพลิกศพ ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือบาดแผลแต่อย่างใด จึงมอบร่างให้ญาติไปดำเนินการตามประเพณี  สำหรับปัญหาจากการปั่นสล็อตออนไลน์ พบว่าที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตแล้วหลายรายจากหลายท้องที่จากการผูกคอตาย เนื่องจากมีความเครียดเรื่องหนี้สิน บางรายนำเงิน 10,000 บาทที่ได้รับโอนจากรัฐบาลไปเติมเงินเพื่อเล่นการพนันออนไลน์จนหมดภายในวันเดียว
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชื่นมื่น!! คู่รัก15 คู่ จดทะเบียนสมรสสร้างตำนานรักบนหินสามวาฬ มีคู๋สมรส LGBTQ 2 คู่

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 14 ก.พ.68 ที่บริเวณภูสิงห์หินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ อำเภอเมืองบึงกาฬ เทศบาลตำบลโคกก่อง สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ อุทยานป่าภูสิงห์หินสามวาฬจังหวัดบึงกาฬ ท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ โดยมี นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ

    นายบัวพันธ์ วงศ์จันทร์ นายกเทศมนตรีโคกก่อง นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ นายกริชชัย ศิลปะรายะ ท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ นายประชุม จตุเทน ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ประชาชน มาร่วมนำขบวนบ่าวสาว เข้าสู่พิธีจดทะเบียน ซึ่งมีนายธีระพล ขุนพาลเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ มาเป็นนายทะเบียนผู้ลงนามในใบสำคัญการสมรสของคู่บ่าวสาว

    กิจกรรมจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาเยี่ยมชมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวอุทยานภูสิงห์หินสามวาฬให้เป็นที่รู้จักและมาเที่ยวชม มากขึ้นและส่งเสริมกระแสการท่องเที่ยวจากเทศกาลวันแห่งความรัก ให้คู่รักหรือคู่สมรสที่มีวัตถุประสงค์ได้มาจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก “14 ก.พ.วันวาเลนไทน์” โดยมีคอนเซบป์ส่งเสริมให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมั่นคงดังครอบครัวของปลาวาฬทั้ง 3 พ่อแม่ลูก และอยู่กันรักมั่นคงดังหินสามวาฬ โดยมีคู่รัก 15 คู่ มาจดทะเบียนสมรสในวันวาเลนไทน์

    ผู้ว่า จุมพฏ กล่าวอีกว่า จังหวัดบึงกาฬ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ ให้เป็นที่รู้จักแก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบึงกาฬ มากขึ้น อีกทั้งร่วมแสดงความยินดีแก่คู่สมรส

    ที่มาจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ การจดทะเบียนสมรสนับเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีแก่สถาบันครอบครัว อันเป็นรากฐานที่มั่นคง และสำคัญของสังคมไทย คู่สมรสที่มาร่วมจดทะเบียนสมรสในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดียิ่ง เป็นการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างความรัก สร้างฐานะให้เป็นปีกแผ่นมั่นคง

    ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองบึงกาฬ ได้ตระหนักถึงการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความมั่นคงและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีของบุคคลในครอบครัวอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นการให้บริการประชาชนทางการลงทะเบียนจึงได้จัดโครงการจดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ “รักดั่งขุนเขา ของเราสองคน”

    วัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อส่งเสริมสถาบันครอบครัว พร้อมส่งเสริมสนับสนุนการให้ความสำคัญในวันแห่งความรัก และเพื่อเป็นการส่งเสริมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม “วิ่งขึ้นภู ดูหินสามวาฬ” ชวนนักวิ่ง นักท่องเที่ยวมาร่วมกิจกรรมในวันที่แสนจะพิเศษ บรรยากาศภายในงานนอกจากจะอบอวลไปด้วยความรักของหนุ่มสาวแล้ว ยังครื้นเครงไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเหล่านักวิ่งทั้งหลาย ทำให้ในวันนี้ออกมาอบอุ่นและสมบูรณ์แบบมากที่สุด
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล //บึงกาฬ 0961464326

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /รอง ผบ.ตร. เปิดปฏิบัติการ“กวาดล้างเครือข่ายคาวบอยบ่อแก้ว” ปิดล้อมตรวจค้น 30 จุด 5 จังหวัด ตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 118 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2568) พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “กวาดล้างเครือข่ายคาวบอยบ่อแก้ว” 30 จุด เพื่อขยายผลจับกุมและยึดอายัดทรัพย์สินผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ตามนโยบายรัฐบาลที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดในทุกมิติ ภายใต้ปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “Seal Stop Safe” ภายใต้กรอบแนวคิด Seal พื้นที่ชายแดน Stop หยุดวงจรยาเสพติด อาชญากรรมชายแดน Safe พื้นที่ปลอดภัย โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะประธานอนุกรรมการป้องกัน ปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนใน และการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ,ผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง และผู้ร้ายสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอร.ตร.) และผู้อำนวยการศู นย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) และ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอร.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

    พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว , พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง , พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ , พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 ได้บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ พล.ท.กาจน์ กอรี รอง ผบ.นบ.ยส.35 , พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.วรพัฒน์ บุญมา ผบก.ตชด.ภาค 3 , นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5 , นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ผู้แทนสำนักงาน ปปง. และ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น “กวาดล้างเครือข่ายคาวบอยบ่อแก้ว” 30 จุด ในวันนี้ เพื่อขยายผลจับกุมและยึดอายัดทรัพย์สินผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน

    พล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 บก.ปส.3 ได้จับกุมผู้ต้องหา 4 คน พร้อมไอซ์ 999 กิโลกรัม และคีตามีน 1,200 กิโลกรัม บริเวณท่าเทียบเรือ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และวันที่ 10 ส.ค.67 จับกุมผู้ต้องหา 10 คน พร้อมไอซ์ 1,500 กิโลกรัม ใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี กระทั่งสามารถขยายผลจนทราบถึงกลุ่มที่ลำเลียงยาเสพติดพื้นที่ชายแดน ซึ่งลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้กับกลุ่มที่ถูกจับกุม จึงได้เฝ้าระวังพฤติการณ์เรื่อยมา กระทั่งเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไอซ์ 30 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม จากการสืบสวนขยายผล มีผู้ร่วมลำเลียงยาเสพติดกับผู้ต้องหาและยังไม่ถูกจับกุม โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลุ่มผู้สั่งการว่าจ้างและขับรถนำทางคุ้มกันการลำเลียงยาเสพติด และจากการตรวจสอบทรัพย์สินกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด

    พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาแทบไม่ถือครองทรัพย์สินเลย โดยจะใช้กลุ่มเครือญาติถือครองทรัพย์สินแทน จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้นำเงินจากการลำเลียงยาเสพติดไปฟอกเงินในธุรกิจประเภทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยให้กลุ่มเครือญาติเป็นนอมินี จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับ 9 หมายจับ และเปิดปฏิบัติปิดล้อมตรวจค้นฯ จำนวน 30 จุด ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และหนองคาย โดยสามารถขออนุมัติหมายจับ 9 หมาย ผู้ต้องหา 8 คน ตรวจยึดทรัพย์สิน 45 รายการ ได้แก่ บ้านพร้อมที่ดิน 10 รายการ มูลค่าประมาณ 40,000,000 บาท, ที่ดิน 18 แปลง มูลค่าประมาณ 54,000,000 บาท, สวนลำไย 70 ไร่ 1 แปลง มูลค่าประมาณ 17,500,000 บาท, รถยนต์ 11 คัน มูลค่าประมาณ 6,600,000 บาท และรถจักรยานยนต์ 5 คัน มูลค่าประมาณ 200,000 บาท รวมมูลค่าตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ประมาณ 118,300,000 บาท

    นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจปราบปรามเสพติดได้ประสานการปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง ในการ SEAL STOP SAFE อย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งมีการทำงานในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน สกัดกั้นตามแนวชายแดน การเฝ้าระวังบุคคลเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดน ขยายผลกลุ่มเครือข่ายที่อยู่พื้นที่ชั้นใน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (ด่านตรวจยานพาหนะ X-RAYS ) เข้ามาช่วยในการทำงาน เพื่อหยุดยั้ง สกัดกั้น ปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจำหน่าย ตลอดจนมาตรการยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องให้สิ้นซาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ต่างทุ่มเทและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระดมสรรพกำลังป้องกันปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สร้างความผาสุกแก่ประเทศชาติและประชาชน

    ภาพ-ข่าว สมจิตร แสงบัลลังศ์ รายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / น้องปิยธิดา สาวงามเผ่าถิ่น คว้ามงกุฎธิดาดอย ในงานประจำปีและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เวทีกลาง งานงานประจำปีและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2568 จังหวัดน่าน หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดน่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการประกวดธิดาดอย ในงานประจำปีและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2568 เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม คงความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ วิถีชีวิตชนเผ่าที่อยู่ในจังหวัดน่าน ซึ่งจัดประกวด 4 ชนเผ่า คือ ถิ่น/ลัวะ ม้ง เมี่ยน และขมุ

    โดยปีนี้มีสาวงามสมัครเข้าประกวด 22 คน โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน และหัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน ร่วมมอบรางวัล สำหรับผลการประกวดธิดาดอยในปีนี้ สาวงามชนเผ่าถิ่น หมายเลข 17 นางสาวปิยธิดา จักอะโน สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่านส่งเข้าประกวด

    คว้ามงกุฎธิดาดอยประจำปีนี้ไปครอง ได้รับเงินสด 20,000 บาท พร้อมที่นอนสปริงยางพารา 6 ฟุต มูลค่า 15,900 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท โล่รางวัล และสายสะพาย รางวัลรองชนะเลิศธิดาดอย อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 15 นางสาวซี แซ่ว่าง อำเภอปัว ส่งเข้าประกวด ได้รับเงินสด12,000 บาท

    Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย รางวัลรองธิดาดอย อันดับที่ 2 ได้แก่ หมายเลข 22 นางสาวจิตรพร แซ่จ๋าว อำเภอบ้านหลวงส่งเข้าประกวด ได้รับเงินสด 10,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย รางวัลรองธิดาดอยอันดับที่ 3 ได้แก่ หมายเลข 3 นางสาวพรรพษา ศรีแอ

    โครงการบ้านสันติภาพและ หจก.ชนากานต์พร็อพเพอร์ตี้ส่งเข้าประกวด ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย รางวัลขวัญใจชาวน่าน ได้แก่ หมายเลข 17 นางสาวปิยธิดา จักอะโน ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย และรางวัลขวัญใจสื่อมวลชน ได้แก่หมายเลข 19 นางสาวศุภักอักษร ตุ้ยศรี ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย ส่วนรางวัลธิดาประจำชนเผ่า ธิดาชนเผ่าเมี้ยนได้แก่ หมายเลข 22 นางสาวจิตรพร แซ่จ๋าว

    ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย ธิดาชนเผ่าม้งได้แก่ หมายเลข 15 นางสาวซี แซ่ว่าง ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย ธิดาชนเผ่าถิ่น/ลัวะได้แก่หมายเลข 19 นางสาวศุภักอักษร ตุ้ยศรี ได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย และธิดาชนเผ่าขมุได้แก่ หมายเลข 3 นางสาวพรรพษา ศรีแอได้รับเงินสด 6,000 บาท Gift voucher แชมพูไบโอเวท และสายสะพาย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจัวหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผงะ! ลอบทิ้งซิมพม่าของค่ายดัง กระจายเกลื่อนเขื่อนตลาดอินโดจีน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์​ 2568​ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหารได้รับแจ้งว่ามีผู้นำซิมโทรศัพท์มือถือมาโปรยทิ้งกระจายเกลื่อนเขื่อนริมตลิ่งแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงได้เดินทางไปตรวจดูและพบว่าที่บริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง หน้าตลาดอินโดจีนทางด้านทิศใต้ ที่พึ่งสร้างก่อสร้างเสร็จ มีซิมโทรศัพท์มือถือของTrueMove h ด้านหลังเขียนว่า ซิมพม่า(DSP) และซิม dtac

    ที่ยังไม่ได้ใช้งานถูกทิ้งกระจายเกลื่อน ทั้งที่บริเวณถนนหน้าเขื่อน และบริเวณหินเรียงหน้าเขื่อนเป็นจำนวนมาก โดยมีซองบุหรี่ TEXAS 5 และ PINE CHANGE ที่มีวางขายอยู่ใน สปป.ลาว ตกอยู่ใกล้กับจุดที่ทิ้งซิมด้วย ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุที่มีการนำซิมพม่ามาทิ้งดังกล่าว อาจเนื่องมาจากการที่รัฐบาลไทยสั่งตัดอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมเครือข่ายสัญญาณในพื้นที่ของพม่า และผู้ที่เป็นเจ้าของอาจจะกลัวว่า ถ้ามีไว้ในครอบครองแล้วจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจึงได้ลักลอบนำมาทิ้งที่บริเวณดังกล่าว

    ลักลอบทิ้งซิมพม่า #เขื่อนหน้าตลาดอินโดจีน #จังหวัดมุกดาหาร

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / KICK OFF 32 อำเภอ รวมพลัง อกม.โคราช ปฏิบัติการหยุดเผาทุกพื้นที่

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ที่ว่าการอำเภอโชคชัย ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน kic off 32 อำเภอ

    รวมพลัง อกม.โคราช ปฏิบัติการหยุดเผาทุกพื้นที่ โดยมีนายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายอำเภอโชคชัย สภ.โชคชัย หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และเกษตรทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนารองผู้ว่า ฯ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวที่ทุกภาคส่วน ช่วยกันป้องกัน จึงขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงผู้นำชุมชน อาสาสมัคร เกษตรหมู่บ้าน และ เกษตรทุกท่าน

    ได้เร่งประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ที่ได้จากกิจกรรมวันนี้ ให้เกษตรกรหยุดเผา และนำวัสดูเหลือใช้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ และเชื่อมโยงเครือข่ายในการบริหารจัดการพื้นที่ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯชลบุรี โชว์วิสัยทัศน์ “แนวทางการยกระดับจังหวัดชลบุรีสู่ จังหวัดดิจิทัล”

    แชร์เนื้อหานี้
     วันที่ 2 ก.พ.68 ที่ห้องประชุม โรงแรมคริสตัล พาเลส พัทยา ถ.พัทยา-นาเกลือ เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเดินทางมาบรรยายพิเศษเรื่อง "แนวทางการยกระดับจังหวัดชลบุรีสู่ จังหวัดดิจิทัล" โดยมี รศ.ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คณาจารย์และนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมรับฟังบรรยายฯ ด้วยคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดโครงการศึกษาดูงานการเตรียมความพร้อมสู่จังหวัดดิจิทัล ในระหว่างวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2568 ที่จังหวัดชลบุรี ให้แก่นักศึกษาในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์ตรง 

    โดยมีกิจกรรม อาทิ เยี่ยมชม EEC Automation Park มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี รับฟังการบรรยายเรื่อง “การยกระดับปรับความก้าวหน้าประเทศและบุคลากรในเขต EEC” โดย ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากร ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) รับฟังบรรยายจากผู้อำนวยการ EEC Autornation Park เรื่อง “การยกระดับอุตสาหกรรมยุค 4.0 และการสร้างบุคลากร + การพัฒนายุคใหม่ พร้อมดูงาน Automation + Smart Factory โดย ดร.ไพบูลย์ ลิ้มปิติพานิชย์ ผู้อำนวยการ EEC Autornation Par

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ประชาสัมพันธ์เขต 3 ประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่าย “นักข่าว” สร้างพลังร่วม / “ทักษิณ”มนต์ไม่ขลัง.ประชาชนไม่เชื่อยังเลือกนายกอบจ.คนเก่า

    แชร์เนื้อหานี้

    ศูนย์ JIC เชียงใหม่ ร่วมบูรณาการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองPM2.5 ใช้เชียงใหม่โมเดล แก้ปัญหาแบบยั่งยืน ขอแรงเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ ช่วยเป็นสื่อช่วยกระจายข่าวและดึงสื่อ นักประชาสัมพันธ์ทุกระดับชั้น มีส่วนร่วมเผยแพร่ข่าวอย่างแม่นยำ ถึงการป้องกันความเสียหายจากภับพิบัติลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เตือนภัยล่วงหน้า เชื่อภัยพิบัติมีแน้วโน้มสูงขึ้นอย่างแน่นอนเตือนให้ประชาชนตื่นตัว โดยมีศูนย์ฐานข้อมูลร่วมแพร่ข่าวสารโดยมีข้อมูลที่แม่นยำในการเตอนภัยล่วงกหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อวันที่3ก.พ2568 เวลา13.00น.ที่โรงแรมเมอเวนพิค สุริยวงศ์ โฮเต็ล เชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต3 กล่าวรายงานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายร่วมบูรณาการและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมนาเชิงปฏิบัติการฯระหว่างวันที่3-4ก.พ.2568

    เวลา13.00น.-15.00น.เสวนาอภิปรายในหัวข้อจัดการศูนย์ข้อมูลร่วมโครงการวิกฤต(JIC)โอยใช้กรณีอุทกภัยเชียงใหม่ เชียงใหม่โมเดลสู่JICฝุ่นละอองPM2.5จังหวัดเชียงใหม่ระหว่างนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผวจ.เชียงใหม่ รศ.ชูโชค อายุพงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายเดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ โดยมีนางสาวสุชญา มหาอินทร์ ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่เป็นพิธีกร

    เวลา15.00น.บรรยายหัวข้อแนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพจากฝุ่นบะอองPM 2.5โดยนายแพทย์ปัณณวิช จันทกลาง นายแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลนครพิงค์และในเวลา16.30น.-18.00น.มีการบรรยายหัวข้อเรื่อง “การเฝ้าระวังและเตือนภัยปัญหาฝุ่นละออง PM.2.5” โดยรศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนในวันที่4ก.พ.08.00น.คณะเดินทางไปศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบปลอดการเผาจ.เชียงใหม่ ณ.วิสาหกิจชุมชนป่าต้นผึ้ง หมู่ที่7ต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เวลา 13.00 น. นางนวพรรณ ไชยวรรณ์ อุทัยยศ ส่วนข่าวและรายการภูมิภาคสปข.3บรรยายในหัวข้อ เรื่องการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ แก่คณะที่เข้าร่วมประชุมและในเวลา14.00น. พิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมประชุมฯและพธีปิดการประชุม

    ในการประชุมดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้เครือข่ายสื่อมวลชนและอาสาสมัครประชาสัมพันธ์ได้สร้างเสริมความเข้าใจในการใช้สื่อที่มีอยู่ สร้างเครือข่ายทุกระดับเพื่อกระจายข่าวข้อมูลที่ถูกต้องได้ อย่างแม่นยำอาทิเช่นนักข่าวพลเมือง ที่ได้รับข้อมูลและกระจายข่าวเตือนภัยล่วงหน้าลดความเสียหายในชีวิตทรัพย์สินประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างศูนย์JIC หรือ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม

    สื่อสารข้อมูล สร้างการรับรู้ บูรณาการทุกภาคส่วน (Joint Information Center .JIC) เชียงใหม่เกิดความเข้มแข็งด้านข้อมูล อันเป็นประโยชน์รวดเร็วฉับไว ทันเหตุการณ์ อันเป็นการเตือนภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วด้วยสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่.

    นายธนกฤต วรรมณี ผู้สื่อข่าวเชียงราย รายงาน


    “ทักษิณ”มนต์ไม่ขลัง.ประชาชนไม่เชื่อยังเลือกนายกอบจ.คนเก่าทั้งห่างเกือ สองหมื่นคะแนน สนามเลือกตั้งเชียงราย- ลำพูนแพ้ยับ
    ล้มแชมป์เก่าไม่ได้ผู้ช่วยหาเสียงเพื่อไทย ยั๊ว!! ขู่ เสื้อแดงกลับใจเชียงราย หักหน้า หยามบ้านใหญ่ ช่วยอดีตนายก”นก” ชนะเลือกตั้งคาดเรื่องยังไม่จบ เพื่อไทยเคลื่อนไหวกดดันกกต.ใบแดง ฝั่ง”นก”อทิตาธร หลังชนะเลือกตั้ง ถือศีลกินเจ แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแล้ว

    บรรยากาศการละคะแนนเลือกตั้งในส่วนของ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและสมาชิกภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในวันที่1ก.พ ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเหตุผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนฉีกบัตรเลือกตั้ง ที่ 1 บ้านแม่คี หมู่ที่7ต.ป่าซาง อำเภอแม่จัน จ.เชียงราย จำนวน 1 ถูกจับกุมดำเนินคดีที่สภ.แม่จัน จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวเชียงราย รายงานบรรยากาศการส่งหีบบัตรเลือกตั้งณ.ศูนย์ จีเอส เอ็ม เทศบาลนครเชียงราย ตำบลริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นไปอย่างเรียบร้อย โดย กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)ทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มทะยอยเดินทางส่วงหีบ บัตรเลือกตั้ง

    โดยมีเจ้า หน้าที่ในส่วนอส.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองรักษาความสงบเรียบร้อย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจรับหีบบัตรและอุปกรณ์ กปน.ทุกหน่วยได้ส่งหีบบัตรเสร็จสิ้นเวล22.00 เศษ สามารถส่งผลคะแนนต่อให้กับศูนย์รวบรวมคะแนน ห้องคชสาร อบจ.เชียงรายที่ทางคณะกรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายได้กำหนดไว้และขณะนี้ทีมงานข่าวได้รับการเปิดเผย จากกกต.ว่าสามารถรวบรวมคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งในส่วนของนายก.อบจ.และส.อบจ.100,%แล้วโดยหลังจากทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ประกาศผลคะแนนทั้งสองส่วนผู้สมัครที่ได้รับการเลือกตั้งตามลำดับและอยู่ระหว่างระยะการตรวจสอบและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเบอร์ใด กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ หากไม่พบก็จะทะยอยประกาศการรับรองอย่างเป็นทางการภายใน30 วันถัดจากวันเลือกตั้ง

    ในส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองท้องถิ่น ภายหลังจากผลการนับคะแนนจาก 36 เขตเลือกตั้ง18 อำเภอ ประชากรหญิง-ชายผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 936,351 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 605,780 คนไม่มาใช้สิทธิ์รวม 330,581 คน คิดเฉลี่ย จำนวน 64.68%ในแต่ละอำเภอ ส่วนใหญ่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เบอร 1 ได้ 249,845 คะแนน นำห่างนางสักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช เบอร์2 ได้230,262 คะแนน ทั้งห่างกันที่ 1 9,592คะแนน และจากการประเมินภาพรวมแล้วคะแนนนิยมในตัวของเบอร์1ซึ่งครองฐานคะแนนเดิมในส่วนทั้ง18 อำเภอ และสามารถพาลูกทีม ส.อบจ.จำนวน 17 คน ส่วนลูกทีมเพื่อไทยเข้าได้จำนวน12 คน
    ความเคลื่อนไหวฝั่งของเพื่อไทยขณะนี้เร่งจี้ประเด็นการยึดเงินและทรัพย์สินอื่นๆที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้ตรวจสอบแต่ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา ในเรื่องดังกล่าวทางด้านนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ฝ่ายยุทธศาสตร์การหาเสียงได้ออกมาโพสบนเฟสบุ๊คสื่อสังคมออนไลน์ ว่าขณะนี้ได้ร้องเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจังหวัดจังหวัดเชียงรายแล้ว

    อย่างไรก็ตามทางด้านผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตกรณีแกนนำ ผู้ช่วยหาเสียงเสื้อแดงกลับใจ ที่ช่วยหาเสียงเบอร์ 1ที่เข้าหาเสียงในเขตพื้นที่อำเภอหนึ่งของเชียงรายถิ่นเพื่อไทย ได้ถูกผู้ช่วยหาเสียงเบอร์2 คนหนึ่ง ข่มขู่ให้หวาดกลัวเกี่ยวกับการปราศัย บนรถ หาเสียงกลุ่มของเสื้อแดงในเขตพื้นที่อำเภอหนึ่งยามบ้านใหญ่ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องการหาเสียงโดยปกติ
    ซึ่งภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าเรื่องจะยังไม่จบเพราะมีข่าวความเคลื่อนไหวของการร้องเรียนในวิธีการหาเสียง การซื้อเสียง ฯลฯโดยทางสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงรายเริ่มได้รับการร้องเรียนเป็นบางเรื่องๆยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยังไม่ได้แข้งข้อกล่าวหาผู้สมัครว่าฝ่าฝืนจงใจกระผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งความคืบหน้าจะเสนอให้ทราบกันต่อไป.

    ทีมข่าวการเมือง เชียงรายรายงาน..

    สิ่งที่น่าสังเกตการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ทำไมบัตรเสียถึงเยอะมาก//#แทบจะไม่เชื่อว่าบัตรพวกนั้นเสียจริงหรือไม่เพราะทำไมถึงมากมายมหาศาลขนาดนี้เกือบจะเป็นแสน.#มีคนออกมาใช้สิทธิ์ 870 564 #จากรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของจังหวัดเชียงใหม่.1324913 คน.เป็นบัตรดี 772-129 ใบ.บัตรเสีย 41 124 ใบ//และไม่ประสงค์ลงคะแนนมีจำนวน 5753 3 ใบรวม#/กันแล้วทั้งบัตรเสียและไม่ประสงค์จะลงคะแนนมีจำนวนถึง 9 8 6 5 7 คน..#มันเกิดจากอะไรนั่นหรือ.1 #ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเลือกตั้งคือ #การนับคะแนน ซึ่งผู้สมัครมักจะมองข้าม

    วิธีโกงการเลือกตั้งแบบง่ายๆ คือ การทำให้บัตรดีกลายเป็นบัตรเสีย อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของกรรมการประจำหน่วยก็สุดแล้วแต่ แต่วิธีนี้ก็ทำให้คู่แข่งที่มีคะแนนสูสีแพ้มาแล้วมากมาย(ทั้งที่จริงต้องชนะ) ดังนั้นผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เก๋าเกมส์ จะส่งคนของตัวเองไปเป็นผู้สังเกตุการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยๆละ 2 คน ผู้สังเกตุการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง จะทำหน้าที่คอยตรวจสอบการขานคะแนน บัตรดี บัตรเสีย ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งว่าถูกต้องเป็นประโยชน์กับผู้สมัครของตัวเองหรือไม่ เช่น ผู้สมัครหมายเลข 1 ส่งผู้สังเกตุการณ์มาเฝ้าตอนนับคะแนน แต่ผู้สมัครหมายเลข 2 ไม่ได้ส่งผู้สังเกตุการณ์มา(อาจจะประหยัดค่าใช้จ่าย)

    เวลากรรมการขานคะแนน สมมติถ้ากาเบอร์ 1 แล้วบัตรเสีย ผู้สังเกตุการณ์ที่เป็นตัวแทนของเบอร์ 1 จะขอตรวจสอบทันทีว่าเป็นบัตรเสียได้อย่างไร หลายครั้งที่มีการตรวจสอบสุดท้ายจาก #บัตรเสียกลายเป็นบัตรดี ทำให้เบอร์ 1 ได้คะแนนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนเบอร์ 2 ที่โหมกระหน่ำหาเสียงมาเป็นเดือนแต่ไม่ยอมส่งผู้สังเกตุการณ์มาตรวจสอบตอนนับคะแนน ก็จะทำให้ เวลาขานบัตรเสียที่กาเบอร์ 2 จะไม่มีการคัดค้านหรือขอตรวจสอบแต่อย่างใด บัตรดีจะกลายเป็นบัตรเสียทันที น่าเสียดายครับมาตกม้าตายตอนจะเข้าเส้นชัย จึงอยากฝากเพื่อนๆช่วยกระซิบบอกผู้สมัครที่ท่านรัก พรรคการเมืองที่ท่านชอบ ว่าเรื่องนี้สำคัญ💥

    ปล.ในช่องสีแดงคือตัวอย่างบัตรดีที่ขานเป็นบัตรเสียบ่อยมากๆๆๆๆๆๆ กรรมการขานคะแนน จะอ้างว่ามีจุดตัด 2 จุด ในช่องลงคะแนน จึงเป็นบัตรเสีย แต่ความจริงมันคือบัตรดี แค่ชาวบ้านเขากาทับ 2 ครั้งเพราะปากกาไม่ดีเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้บางหน่วย บางจังหวัด เราจึงได้เห็นบัตรเสียมากกว่าส่วนต่างคะแนนของผู้แพ้กับผู้ชนะเสียอีก…

    เก็บเอามาบอกเล่าโดยทีมข่าวกองบก

    สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน.

    ​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / น้ำโขงลด ตำรวจน้ำมุกดาหาร พบรถผุดในแม่น้ำ คาดแก๊งค้ารถข้ามชาติทำงานพลาด /เลือกตั้ง อบจ.มุกดาหาร ช่วงเช้าเงียบเหงา ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้พิการออกมาใช้สิทธิ์

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์ บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3 กก.1 บก.รน. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สว.ส.รน.3 กก.10 บก.รน. ได้ทำการออกตรวจ สืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดและอาชญากรรมต่างๆ

    ในพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อตรวจไปถึงที่บริเวณท่าน้ำริมแม่น้ำโขง ม.4 บ้านหว้านใหญ่ ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ได้สังเกตเห็นวัตถุสีเหลี่ยมสีขาวลอยพ้นน้ำลักษณะคล้ายหลังคารถยนต์

    จึงได้เข้าทำการเข้าทำการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นพบว่าเป็นรถกระบะที่จมน้ำอยู่ และคาดว่าจะป็นรถที่ขบวนการค้ารถยนต์ข้ามชาติลักลอบนำข้ามแม่น้ำโขงเพื่อจะนำส่งไปยังฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

    แต่เกิดผิดพลาดและทำให้รถยนต์จมน้ำในระหว่างที่จะนำขึ้นเรือข้ามฝั่ง จึงได้แจ้ง พ.ต.อ.อดิศักดิ์ มีศิลป์ ผกก.10 บก.รน.,พ.ต.ท.อัศรายุทธ ทองลอง รอง ผกก.10 บก.รน.,พ.ต.ท.ดุษฎียากร กองทองพิพัฒน์ รอง ผกก.10 บก.รน. รับทราบและได้นำรถเครนมาทำการยกรถยนต์คันดังกล่าวขึ้นจากแม่น้ำโขง ในเวลาต่อมา

    จากการตรวจสอบพบว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้อ ISUZU สีขาว รุ่น D-MAX ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขตัวถัง MP1TFR87JKG007743 หมายเลขเครื่องยนต์ RZ4ETF0962 สภาพมีดินโคลนปกคลุมไปทั่วตัวรถ สันนิษฐานว่ารถยนต์คันดังกล่าวน่าจะพลัดตกลงไปในแม่น้ำโขงช่วงฤดูฝน

    ที่มีระดับน้ำขึ้นสูง กระทั่งต่อมาเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจึงทำให้หลังคารถยนต์คันดังกล่าวโผล่ขึ้นเหนือน้ำและทำให้ถูกพบเห็นดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ตำรวจน้ำมุกดาหาร #น้ำโขงลดรถยนต์ผุด #แก๊งคารถยนต์ข้ามชาติ #ลักลอบนำรถยนต์ข้ามแม่น้ำโขง #จังหวัดมุกดาหาร

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    มุกดาหาร​ -​เลือกตั้ง อบจ.มุกดาหาร ช่วงเช้าเงียบเหงา ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้พิการออกมาใช้สิทธิ์

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568​ ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ในช่วงเช้าตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ เป็นไปด้วยความเงียบเหงามีประชาชนมาใช้ลงคะแนนเสียงค่อนข้างบางตา โดยผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุและผู้พิการ

    โดยเฉพาะหน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร มีผู้สูงอายุเดินทางมาต่อคิวเพื่อใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก จนต้องจัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้การช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษทั้งในเรื่องการช่วยพยุงและการอธิบายว่าบัตรสีใดใช้กับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกหรือสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

    ขณะที่บริเวณหน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราชผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเวลา 9:00 น. จากนั้นได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่จังหวัดมุกดาหาร

    ก็ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปให้การสนับสนุนในการจัดการเลือกตั้งอย่างเต็มกำลังความสามารถ และต้องขอบคุณผู้สมัครสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร ที่ได้ให้ความร่วมมือในการสร้างภาพลักษณ์ส่งเสริมการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในครั้งนี้ ส่วนผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าจะทราบได้ภายในเวลาประมาณ 20:00 น.ของวันนี้

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ หารือร่วมกับทูตนานาประเทศ ปราบอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลักลอบข้ามแดนของต่างชาติ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (31 มกราคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนต์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างประเทศปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากนานาประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา แทนซาเนีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย จีน บราซิล สหรัฐอเมริกา โมร๊อคโค อินเดีย เคนยา ยูเครน บังกลาเทศ รัสเซีย และผู้แทนจากสำนักงานป้องกันยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) , กระทรวงการต่างประเทศ , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลน์ ผบช.ภ.6 , พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ รอง ผบช.ก. ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย คนต่างด้าวตั้งกลุ่มแก๊งกระทำความผิดหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างเต็มกำลัง เพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปโดยเร็ว รวมทั้งการช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกหลอกลวง เช่น กรณีที่ตำรวจไทยช่วยเหลือนายหวังซิง นักแสดงชาวจีน ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออก 7 มาตรการ อย่างเข้มงวด ได้แก่ มาตรการก่อนคนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศไทย , มาตรการ ณ ท่าอากาศยาน และด่านตรวจคนเข้าเมือง (ชายแดน) , มาตรการตั้งจุดตรวจตามเส้นทาง , มาตรการตรวจสอบที่พัก พื้นที่ท่องเที่ยว และสกัดกั้นพื้นที่ชายแดน , มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบเส้นทางและจุดพักคอย , มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ชายแดน และมาตรการประสานงาน ให้ความช่วยเหลือ และสืบสวนขยายผล นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับประเทศ และหน่วยงานระดับสากล เพื่อร่วมมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    ในการประชุมครั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้เชิญผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือในการประสานความร่วมมือในการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเข้าร่วมในการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ ซึ่งมี พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็นหัวหน้าศูนย์ประสานงานดังกล่าว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตทุกประเทศยินดีอย่างยิ่งในการให้ความร่วมมือกับไทย มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ การบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยศูนย์ประสานงานดังกล่าวจะทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดต่อประสานงานกันอย่างรวดเร็ว ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

    พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีที่ได้รับความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูตนานาประเทศ ในการเข้าร่วมศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อยุติปัญหาดังกล่าวให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเตรียมการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีการประชุมติดตามประเมินสถานการณ์ทุกวัน ในเวลา 08.30 น. โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป
    …#สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน.