คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว PR

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.เกษตรฯ รอ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ติดตาม โครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวง อุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

แชร์เนื้อหานี้

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล ต้อนรับรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอัธยา อรรณพเพ็ชร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ร่วมให้การต้อนรับ ร้อย

เอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและ ติดตามผลการดำเนินงานก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำ

ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แตงให้การต้อนรับโดยมีนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน

นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 นายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน

ที่ 1 และนายปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 ณ อาคารพลับพลาเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทานได้ศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาการชาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงฯ เพื่อรองรับการใช้น้ำในภาคการเกษตร การท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่-จังหวัดลำพูน..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลนครสมุทรปราการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระพันปีหลวง พร้อมทำบุญครบรอบวันเกิด “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00. น.วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่หอชมเมืองสมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอชมเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เรือนจำเก่าและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลังการก่อสร้างหอชมเมืองแล้ว ยังไม่เคยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาก่อน

พร้อมกันนี้ ทางเทศบาลยังได้ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ คุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดกลางวรวิหารจำนวน 11 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย

ภายในงาน มี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ / นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 1 / นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 3 / ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา (อดีต ส.ส.สมุทรปราการ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนคดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้สถานที่จัดงานเป็น หอชมเมืองสมุทรปราการ เนื่องจาก สถานที่ก่อสร้างหอชมเมืองแต่ก่อนนั้นเป็นเรือนจำเก่า และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และหลังจากก่อสร้างหอชมเมืองสมุทรปราการแล้วเสร็จ ก็ยังไม่เคยได้ทำบุญเลย

วันนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่นี้ เชื่อว่าที่ผ่านมาน่าจะมีการเสียชีวิตหลายพันคน จึงเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และขณะเดียวกัน เราก็ได้ทำบุญให้กับคุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ด้วยเนื่องจากวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม พอดี จึงได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปพร้อมๆกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”สัญญาณวิกฤตจากCOP30โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส
แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ “หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง” (Slipped out of reach)ไปแล้ว
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ
กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”
หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ “จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ”เส้นแบ่งวิกฤต” ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points):
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ
ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C

หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
  1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
    พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  1. “จุดเปลี่ยน”พร้อมกันจำนวนมาก
    ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
    4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
    ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
    5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
    มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
    6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
    ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ:
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ “ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว” จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

  1. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    4.คลื่นความร้อนมรณะ
    อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
    5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
    6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า
การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเทศไทยต้องยกระดับแผนปฏิบัติการ
1.เป้าหมายที่ชัดเจน: ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE) ให้เป็น 51% ของไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037)
2.กำลังการผลิตปัจจุบัน:
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 10,010.5 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มกำลังการผลิตนี้จะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ากว่า70%
2.การปฏิวัติภาคขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นกลไกหลักในการลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยCo2ในเขตเมือง
2.1การเร่งโครงสร้างพื้นฐาน:
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาด EV โดยตั้งเป้าเพิ่มหัวจ่ายชาร์จเร็วให้ได้อีกอย่างน้อย 1,000 หัวจ่าย ในปี 2567
2.2เชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล) ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อ ลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียม และสร้างรายได้ทางภาคเกษตร มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
3.การจัดการพลังงานอัจฉริยะและการอนุรักษ์
การเปลี่ยนผ่านจะไม่สมบูรณ์หากขาดเทคโนโลยีการจัดการและการอนุรักษ์พลังงาน


3.1ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
การลงทุนใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถ รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ 100% ในบางช่วงเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลสำรอง
3.2การอนุรักษ์พลังงาน: แผนพลังงานของประเทศมีเป้าหมายที่จะ ลดค่าความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity – EI) ลง 36% ภายในปี 2580 การบรรลุเป้าหมายนี้เท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซจากการประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตใหม่

บทสรุป: ภารกิจแห่งความอยู่รอด
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอุณหภูมิโลกพุ่งเกิน 2 C
การต่อสู้กับภัยพิบัตินี้จึงเป็นภารกิจแห่งความอยู่รอดที่
รัฐบาลและทุกภาคภาคต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net-Zero ภายในปี 2065 ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของโลกและมหันตภัยของประเทศไทยก่อนจะสายเกินแก้โดยทันที.”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงเตรียมนำวงโยธวาทิต ระดับโลกมาร่วมประกวดให้ได้ชม ในงานเทศกาล ซาวสีเกด 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันนี้ 18 พ.ย. 68 ที่บริเวณบ้านไม้โรงแรมสันติสุข ถนนราชการรถไฟ 1 อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร. ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ นายสักก์สีห์ พลสันติกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร. รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ และนางศรีสุภรณ์ ชมศรีหาราชพร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์-ศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาล “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568”

ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียนแม่ศรี อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้แนวคิด “Proud of Sisaket – คนพราว ของพราว เมืองพราว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมดนตรี ร่วมกับนักสร้างสรรค์ ศิลปิน และภาคการศึกษา ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายในภาคอีสานเพิ่มมากขึ้น

***โดยภายในจะได้พบกับ 6 รูปแบบโปรแกรมหลักใน Sound of Sisaket 2025 คือ 1. Creative Business Program โอกาสในการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายที่เติบโตไปพร้อมกัน ระหว่างผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ 2. Event & Entertainment Program ที่รวบรวมศิลปิน นักดนตรี และนักสร้างสรรค์มากฝีมือ มาร่วมแสดงศักยภาพผ่านเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และผลงานศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ 3. Creative Talk เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ที่ชวนทุกคนมองอนาคตของศรีสะเกษในฐานะ “เมืองแห่งดนตรีและศิลปะ” รวมถึงเสวนา “อัตลักษณ์ดนตรีศรีสะเกษ สู่ UCCN, City of Music” 4. Creative Workshop

ลงมือเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ที่ผสมผสานศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา เติมเต็มแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง 5. Showcase & Exhibition ที่ถ่ายทอดพลังของคนสีเกด ผ่านนิทรรศการและชิ้นงานสร้างสรรค์จากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ และ 6. Creative Market ตลาดสร้างสรรค์ที่รวมร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม งานฝีมือ และของดีท้องถิ่นจากศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมชมกิจกรรมไฮไลต์ การประกวดวงโยธวาทิตโลก (Thailand World Music Championships) การแสดงชุดพิเศษ Marching Band Performance
***นอกจากนี้ยังจะได้พบกับวงโยธวาทิต ระดับโลก โดยเฉพาะ 3 ประเทศมหาอำนาจ คือ ประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นวงโยธวาทิตอันดับ 3 ของโลก ซึ่งหาดูได้อยาก ถ้าจะดูต้องไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ครั้งนี้อยากดูมาดูได้ที่จังหวัดศรีสะเกษ

;

***ทั้งนี้อยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสทุกเสียงของศรีสะเกษและพราวไปกับ “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568” เทศกาลที่รวบรวมเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในจังหวัดศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนศรีสะเกษให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิก “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียงแม่ศรี ได้แก่ บ้านไม้ (อาคารตรงข้ามโรงแรมสันติสุข), โรงแรมสันติสุข, ถนนราชการรถไฟ 1, ตลาดสดเทศบาล ชั้น 2 และ ศรีสะเกษรามา จังหวัดศรีสะเกษ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สระบุรี เจ้าภาพจัดงานพบปะสังสรรค์ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. เริ่มลงทะเบียนเข้าสู่งาน “งานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ณ ตลาดพูลทรัพย์ รังสิต-ปทุมธานี ตำบล บ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี โดยมี นายประสิทธิ์ กิจบุญเลิศ (ประธานรุ่น)
นายธวัชชัย ศรีกิติกุลชัย ประธานร่วมการจัดงานและเจ้าของตลาดพูลทรัพย์

เจ้าของสถานที่นายสำราญ เปสลาพันธ์ รองประธานฯ
นายมงคล โชติอำไพกรณ์ เลขานุการจัดงานฯ
นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ ผู้ประสานการจัดงานภาคกลางศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง รวมทั้งเพื่อนๆศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกท่านร่วมงานฯ

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นของกลุ่มเพื่อนภาคกลาง ลพบุรี-สระบุรี จัดเพื่อให้พวกพ้องน้องพี่ทุกจังหวัด “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ได้มาร่วมพบปะสังสรรค์ทุกปี เพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีพร้อมใจในหมู่คณะ ร่วมแสดงออกถึง การถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

และเป็นการจัดงานพบปะสังสรรค์ พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบเรียบง่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประชาชนชาวไทยอยู่ในช่วงของความโศกเศร้าอาลัย และเป็นการถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

หลังจากที่ทุกคน ศิษย์เก่าคนเล้าบ้านโป่ง ได้เรียนจบออกไปแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายหาที่เรียนต่อในสถานที่ใหม่ และหลายคนก็แยกไปประกอบอาชีพการงานของตัวเอง ก็จะได้นัดกันมาพบเป็นประจำของทุกๆปี แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีอยู่ในใจเหมือนนั้นคือ “ความกตัญญูรู้คุณของอาจารย์ รู้คุณแผ่นดินไทย และประกอบอาชีพโดยสุจริต” จะยึดอยู่ในใจของศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกคน

ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง เป็นกลุ่มที่ รวมตัวกันอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เคยกินเคยนอน ฝึกเรียนเขียนอ่าน ร่วมกันมาในห้องเดียวกัน คุณครูเล้า จะเริ่มสอน ตั้งแต่ ชั้นต่ำสุด และต่อถึงชั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการสอนแบบโฮมรูม ผู้ที่เรียนในชั้นนั้น วิชานั้นต้องตั้งใจเรียน ตำราเรียน

เป็นแบบโบราณสัมผัส 3 พยางค์ กึ่งๆคำกลอนสอนให้ กตัญญูรู้คุณคน และวิชาวิทยาศาสตร์ กำเนิดโลก วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และได้สอนถึงชาติพันธุ์มนุษย์มี 5 ผิวสี การเริ่มทอผ้าไหมในสมัยพระเจ้าหวงตี้ การปกครองช่วงสงครามสามก๊กอย่างละเอียด สอนเลขแบบ “ดีดลูกคิด” สอนถึงระดับสูงสุด เทียบเท่า ม.6 ตำราเรียน แบบโบราณ

การจัดงานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งครั้งนี้ เพื่อความรักสมัครสมาน ความสามัคคี ในหมู่คณะ “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” โดยจะมีการจัดขึ้นทุกๆปี ในปีหน้าทางเพื่อนกรุงเทพมหานครฯ จะเป็นเจ้าภาพจัด ถือว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นเก่ารุ่นแรกๆ ที่ยังเหลืออยู่ ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้เห็นเป็นแบบอย่างต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ / ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายมติชน ชูทับทิม รองนายก.อบจฉะเชิงเทรา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ปี 2568 ณ.วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.50 น. ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานถวายผ้าพระกฐิน

พระราชทาน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย ส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธี โดยมี พระราชวชิรประชานาถ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา(ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

เพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสาธารณะประโยชน์ กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราช

บริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร โดยปัจจุบันกรมการศาสนาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย โดยวันนี้ ยอดรวมทั้งสิ้น 2,525,568 บาท เพื่อถวายให้กับวัดสมานรัตนาราม ต่อไป ฉะเชิงเทรา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดกิจกรรมโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์เมืองน่านยั่งยืน”27/10/2568 – 77

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิชาคาม 1 ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานเปิดโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 โดยมี นายศิริพงษ์ สุขเสริมศาล หัวหน้าแผนกเสริมสร้างทัศนคติภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าววัตถุประสงค์โครงการฯ และ นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน กล่าวต้อนรับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน

สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเยาวชนกล้าดีจากพื้นที่ต่างๆ โดยก่อนการเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า

โครงการ “กล้าดี” เป็นกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังแนวคิดให้เยาวชนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ กล้าทำความดี และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า

ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ รวมถึงนวัตกรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยในช่วงท้าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสนับสนุนโครงการกล้าดีอย่างต่อเนื่องตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมเชิญชวนให้เยาวชนทุกคนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง” เพื่อร่วมสร้างเมืองน่านให้น่าอยู่และยั่งยืนสืบไป

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดกิจกรรม “Nan Youth Design Camp” หรือค่ายพัฒนาเยาวชนกล้าดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของเยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมออกแบบคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยความร่วมมือระหว่าง จังหวัดน่าน ,

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , มูลนิธิฮักเมืองน่าน , และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจังหวัดน่านได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ราบงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้บริษัท ฯ เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ประจำปี 2568 ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี เป็นจำนวนมาก การจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ นับเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และสะท้อนเจตนารมณ์

ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และส่งเสริมคุณค่าชุมชนในทุกภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปีนี้เริ่มต้นภาคแรกที่วัดพระธาตุแช่แห้ง

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ถือเป็นวัดประจำปีเถาะ
ตามความเชื่อล้านนา ภายในวัดประดิษฐานพระธาตุแช่แห้ง

ปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองน่าน และศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวน่านและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหาร การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกอบ พระราชกรณียกิจหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนคนไทย โดยพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

คือ “การเลิกทาส” ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสในแบบของพระองค์ท่าน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกันหรือก่อให้เกิดสงครามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างให้ทันสมัย และเป็นไปแบบสากล เช่น เลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า

เปลี่ยนมาเป็นให้ยืนหรือนั่งเก้าอี้แทนและใช้ถวายคำนับตามแบบฝรั่งแสดงความเคารพ การเปลี่ยนทรงผม โดยแต่เดิมชายไทยไว้ทรงหลักแจว (มหาดไทย)

มาเป็นทรงสากล ผู้หญิงเดิมไว้ผมปีก (ผมทัด) เปลี่ยนมาไว้ ผมยาว ประเพณีการแต่งกายก็เช่นกัน เริ่มมีการสวมถุงเท้า รองเท้า ใส่เสื้อนอก มีผ้าผูกคอ หรือแต่งเครื่องแบบเวลาเข้าเฝ้า ออกแบบชุดข้าราชการที่เรียกว่าเสื้อราชแปตแตน ต่อมาเรียกราชปะแตนท์ หรือแปลว่า แบบหลวง นุ่งผ้าสีม่วง

โจงกระเบนตามแบบไทยเดิม ทรงจัดระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดด้วง หน่วยเงินเฟื้องโดยสร้างหน่วยเงินขึ้นใหม่ให้ใช้เหรียญบาท เหรียญสลึง เหรียญสตางค์แทน ด้านสาธารณูปโภค โปรดให้เริ่มดำเนินการประปาขึ้นโดยเก็บกักน้ำที่คลองเชียงราก จังหวัดปทุมธานี

แล้วขุดคลองประปาสำหรับส่งน้ำเข้ามาจนถึงคลองสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกและอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ราษฎรมีน้ำสะอาดใช้ พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ล้วนเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทย และเพื่อการพัฒนาประเทศให้

ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้นี้ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนเทิดพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณมิเสื่อมคลาย และพร้อมใจถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า “พระปิยมหาราช”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคองเผยสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง

แชร์เนื้อหานี้

สถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคองวันนี้ ปริมาณน้ำมีมากน้อยเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำ ของประชาชนหรือไม่ อย่างไรนายไพฑูรย์ ยังรักษา ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เผยว่า

สถานการณ์น้ำวันนี้ อยู่ที่ 115 ล้านลูกบาศก์เซนติเมตร คิดเป็นความจุอยู่ที่ประมาณ 37% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ววันเดียวกัน อยู่ที่ประมาณ 108 ล้านฯ หรือ 34% ต่างกันประมาณ 7 ล้าน

หลังจากพ้นฤดูฝน คือ วันที่ 1 พ.ย.2568 คาดการณ์ว่าน้ำจะเข้าอ่างประมาณ 110 – 115 ล้านฯ ประมาณความจุ 40 กว่าเปอร์เซ็น แผนการใช้น้ำของเราเดี๋ยวจะมีการประชุม GMC ถ้าน้ำไม่ถึง 50% การทำนาปัง หรือปลูกพืชฤดูแล้ง เราจะงดให้การสนับสนุนก่อน น้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค เราจะให้ความสำคัญก่อน ให้ใช้ประมาณ 70 ล่านฯ ฤดูแล้งประมาณ 23 ล้านฯ ฤดูฝนประมาณ 35 ล้านฯ

รักษานิเวศน์ฤดูฝนอยู่ที่ 26 ล้านฯ ฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านฯ แผนที่เราวางไว้ ปัจจุบันฝนตกในปีนี้ ค่าเฉลี่ย ที่โคราชประมาณ 1000 มิล/ปี ตอนนี้ฝนตกแล้วประมาณ 806 มิล คิดเป็นเปอร์เซ็น คือ 82%

น้ำเข้าอ่างอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าล้านฯ แต่ปีนี้ น้ำเข้าอ่างแล้ว 81 ล้านฯ ล่าสุดเมื่อเช้า เข้าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านฯ กว่าๆ ค่าเฉลี่ยของน้ำเข้าอ่างแต่ละปี อยู่ที่ประมาณ 260 ล้านฯ

การบริการจีดการน้ำในตอนนี้คือ ฝนตกท้ายเขื่อนค่อนข้างเยอะ โซนท้ายเขื่อนลงมา น้ำเริ่มท่วม จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ เกิดน้ำท่วม เราบริหารการจัดการน้ำ โดยการปิดเขื่อนวันพุธที่ผ่านมา โดยอาศัยน้ำที่ตกท้ายเขื่อน นำมาบริหารการจัดการท้ายเขื่อน การบริหารการจัดการน้ำ.ไม่น่ามีปัญหา

แต่ต้องมีความปราณีต เราจะเน้นการใช้น้ำอุปโภค บริโภค เป็นหลัก น้ำในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้ว ผมรับประกันน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภค ไม่น่าขาด ฝากถึง ประชาชนใช้น้ำให้ประหยัด

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัวพาณิชย์พิศาล ร่วมกับชมรมโฮปฯ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันเกิด คุณแม่ธัญยธรณ์ ฯ แจกข้าวสารอาหารแห้ง จำนวน 1,000 ชุด ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และผู้พิการ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ วัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ครอบครัวพาณิชย์พิศาล ร่วมกับชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันเกิด

คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา คหบดีผู้ใจบุญ แจกข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม และอาหารแห้ง

ประกอบไปด้วยปลากระป๋อง 1 แพ็ค บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 แพ็ค และขนมปังปิ๊บ 1 ปิ๊บ ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และผู้พิการ ในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 1,000 ชุด

โดยมีนายอัครนันท์ พาณิชย์พิศาล นางสาวปิยนุชพาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา นายธนิตพงษ์-นางทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ

พร้อมด้วยกัลยาณมิตร ผู้ใจบุญ ตลอดจนคณะกรรมการ อาสาสมัครชมรมโฮปฯ และสมาคมกู้ภัยจังหวัดสมุทรปราการ

ร่วมกันแจกข้าวสาร และอาหารแห้ง และไอศรีม ให้กับผู้ยากไร้ และผู้พิการ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

จากนั้น เป็นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยได้รับความเมตตาจากพระครูสมุทรวชิรธรรม (สราวุฒิ โรจนธมฺโม) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์สวย แห่งวัดกลางวรวิหาร นำคณะพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์

คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล พร้อมครอบครัวพาณิชย์พิศาล ชมรมโฮปฯ และกัลยาณมิตร ผู้ใจบุญ ร่วมกันถวายภัตตาหารเพล จตุปัจจัยไทยธรรม แด่พระสงฆ์

พระสงฆ์อนุโมทนา กรวดน้ำ รับพร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล * ปล่อยเสียง**นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี ร่วมพิธีวันพระราชทานธงชาติไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 29 ก.ย.68 เวลา 08.00 น. ณ ที่หน้าว่าการอำเภอโคกสำโรง
นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ประธานพิธี พร้อมด้วย นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง

พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.ฯ พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.(ชส.)ฯ พร้อมข้าราชการ
ตำรวจ ผู้นำท้องที่ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2568

28 กันยายน วันพระราชทานธงชาติไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นใหม่ในพุทธศักราช 2460 เนื่องจากในสมัยนั้นไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งส่วนใหญ่ธงจะมีสามสี ธงชาติไทยในสมัยนั้นจึงเป็นรูปสี่เหลี่ยมรี ขนาดกว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน

มีแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 3 ของขนาดกว้างแห่งธงอยู่กลาง มีแถบขาวกว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 6 ของขนาดความกว้างแห่งธงข้างละแถบ แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่าแถบขาวประกอบชั้นนอกอีกข้างละแถบ และเรียกธงนี้ว่า “ธงไตรรงค์” และทรงกำหนดความหมายของสีธงชาติไว้ว่า สีแดง หมายถึง ชาติ คือประชาชน สีขาว หมายถึง ศาสนา

และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งธงไตรรงค์ หรือธงชาติไทย ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติเป็นสิ่งเตือนใจให้อนุชนได้รำลึกถึงการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพบุรุษเพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดิน และร้อยดวงใจคนทั้งชาติให้เป็นหนึ่ง หล่อหลอมความรักสามัคคี สร้างเสริมความภูมิใจในความเป็นชาติ ก่อเกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการพัฒนาชาติไทยให้วัฒนาสถาพร

คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปีเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก

(โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ) รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติและเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย

และวันที่ 28 กันยายน 2563 นับเป็นวันครบรอบ 103 ปีของการพระราชทานธงชาติไทย สำหรับประเทศไทยนั้นถือเป็นประเทศที่ 54 ของโลก ที่มีวันธงชาติ

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / วัดหูรอจัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศบูรพาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณพร้อมกับเจริญพระพุทธมนต์มงคลอายุ 51 ปี พระมหาศุภชัย กิตฺติปาโล

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น นายกเลิศเชาวน์ ลือชัย นายก อบต. นาทุ่ง มาเป็นประธาน จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศบูรพาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณ เจริญพระพุทธมนต์

มงคลอายุ 51 พระมหาศุภชัย กิตฺติปาโล เจ้าคณะตำบลขุนกระทิง เจ้าอาวาสวัดหูรอ ร่วมกับ ดร.อรทัย มีแสง นายกพุทธสมาคมจังหวัดชุมพร และกำนันผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับประชาชน ณ วัดหูรอ ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

พระครูบัณฑิตธรรมธาดา รักษาการเจ้าคณะจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัดเกาะแก้วดุสิยารังสฤษฐ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับ พระครูถาวรสีลาจาร เจ้าคณะธรรมยุตอำเภอเมืองชุมพร เจ้าอาวาสวัดเขาดิน พร้อมกับ พระอโนมคุณมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัด สามแก้ว

พระภิกษุสงฆ์ สามเณร พุทธบริษัท เข้าร่วมกิจกรรม พิธีสวดพระพุทธมนต์ ทอดผ้าบังสุกุล ถวายไทยธรรม รวมถึงพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยพระสงฆ์ทรง

สมณศักดิ์ 9 รูป นายกเลิศเชาวน์ ลือชัย ประทาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล สมาทานศีล อาราธนาศีล สมาทานศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา กรวดน้ำรับพร เสร็จพิธี

พระครูบัณฑิตธรรมธาดา ปาฐกถาธรรม แสดงธรรมบรรยายให้ พุทธบริษัท ที่เข้าร่วมกิจกรรม พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศบูรพาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณ เจริญพระพุทธมนต์มงคลอายุ 51

กล่าวถึงความเป็นมาของวัด หูรอ ถึงประวัติของวัดที่มีมาอย่างยาวนาน และชื่นชมเจ้าอาวาสท่านปัจจุบันบรรยากาศภายในวัดวันนี้ มีพ่อแม่พี่น้องได้นำอาหารเข้ามาเลี้ยงเป็นโรงทานจำนวนมาก และมีรสชาติ

อร่อยมากจนหมดแผงตลาดโงทาน ที่อาหารรสเด็จของอาหารก็มี ส้มตำรสเด็จ ขนมจีนน้ำยาที่ขึ้นชื้อ และที่ขาดไม่ได้ก็เป็น โรตีใส่ไข่ใส่กล้วย ทอดมันปลา พร้อมกับเครื่องดื่มจำนวนมาก

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กฟผ. เปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า รักษ์โลกต้นแบบแห่งแรกณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก Green Charging Station จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ร่วมกับพันธมิตรสร้างเป็นสถานีชาร์จต้นแบบจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจาก นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย Mr.Goh Chee Kiong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท ชาร์จพลัส อิเล็กทริค (ประเทศไทย) จำกัด (Charge+) นายนพดล สรวงประเสริฐ พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ.นายภูศเดช ภัคดีพันธ์ ผจก.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอทับสะแก นายสายชล ชนะภัย รองนายกอบต.นาหูกวาง นายภัทรดนัย สมศรี รองประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นางพิมลรรณ วงศ์ทิม ประธานชมรมครูอำเภอทับสะแก นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก และหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมพิธี

สถานีชาร์จแห่งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และ Charge+ โดยติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จำนวน 2 เครื่อง ขนาด 180kW และ 120kW รองรับการชาร์จพร้อมกันได้ถึง 4 คัน ผู้ใช้สามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ทั้งยังเตรียมพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Charge Plus พร้อมระบบ Roaming รองรับผู้ใช้งานจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ช่วยให้การใช้งานข้ามพรมแดนหรือข้ามเครือข่ายเป็นไปอย่างไร้รอยต่อการออกแบบสถานีชาร์จยึดแนวคิด “Enlighted EcoCharge” ที่มุ่งเน้นให้เป็นมากกว่าจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และต้นแบบด้านพลังงานสะอาด โดยใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ


พื้นคอนกรีต EGAT AshNova ผลิตจากเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ช่วยลดการใช้ซีเมนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรจากธรรมชาติและสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้สูงถึง 58%
หลังคา Polycarbonate ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล โดย บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด
สีโพลียูรีเทน ซึ่งมีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ จากบริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อลดการฟุ้งกระจายของสารระเหยอินทรีย์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งนี้จึงเป็นการผสานพลังงานสะอาด นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิล และการออกแบบเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนเจตนารมณ์ของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน

////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649645443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.น่านประชุมเตรียมความพร้อมจัดการแข่งขัน “Amazing Nan Marathon 2025”

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 25 กันยายน 2568 09.30 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมเวียงแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายให้นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานเปิดการประชุมเตรียมความพร้อมการแข่งขันวิ่ง “Amazing Nan Marathon 2025” โดยมีนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้รับทราบว่า ททท.สำนักงานน่าน ร่วมกับบริษัท รูท แมพ จำกัด และภาคีเครือข่าย ได้กำหนดจัดการแข่งขันวิ่ง “Amazing Nan Marathon 2025” ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568

ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ Marathon 42 กิโลเมตร, Half Marathon 21 กิโลเมตร, Mini Marathon 10 กิโลเมตร และ Fun Run 5 กิโลเมตร คาดว่าจะมีนักวิ่งและผู้ติดตามเข้าร่วมกว่า 4,000 คน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับที่พัก ร้าน

อาหาร ร้านกาแฟ สายการบิน รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวในเขตเมืองน่านและพื้นที่ใกล้เคียงให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เทศบาลเมืองน่าน สนับสนุนสถานที่จัดกิจกรรม, สถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน อำนวยความสะดวกด้านการจราจร,

โรงพยาบาลน่านและโรงพยาบาลภูเพียง สนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงแขวงทางหลวงชนบทน่าน สนับสนุนเส้นทางวิ่งและไฟฟ้าส่องสว่าง

การจัดการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่จังหวัดน่านในระดับประเทศและนานาชาติ/ภาพข่าว/สนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คณะนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย–สหรัฐฯ เยือนน่านต่อเนื่องปีที่ 3 มอบเงิน 2 แสนบาทช่วยผู้ประสบภัยพายุ “วิภา” หนุนท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่านยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุด คณะนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเยือนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยเข้าพักนานถึง 10 วัน เลือกพักที่ “น่านบูติคโฮเทล” โรงแรมรางวัล ASEAN Sustainability Award ในฐานะโรงแรมสีเขียวระดับอาเซียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน

ปีนี้ แม้การเดินทางเดือนสิงหาคมถูกยกเลิกเพราะผลกระทบจากพายุ “วิภา” แต่คณะนักท่องเที่ยวเกือบ 40 คนจากออสเตรเลียยังคงแสดงน้ำใจ ด้วยการ ระดมทุน 200,000 บาท มอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดน่าน แบ่งเป็น มอบให้นักเรียนโรงเรียนบ้านดอนศรีเสริมกสิกร 50 คน , มอบให้โรงพยาบาลน่าน เพื่อใช้ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบการช่วยเหลือครั้งนี้เกิดจากการผลักดันของ นางดวงพร เต็งไตรรัตน์ ชาวน่านที่ไปใช้ชีวิตในออสเตรเลียกว่า 60 ปี แต่ยังคงกลับมาเยือนบ้านเกิดทุกปี

พร้อมพาเพื่อนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น ภายใต้ความร่วมมือกับทีมงาน “Nan Dream Team” ที่จัดกิจกรรม เช่น เยี่ยมชมฟาร์ม ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร่วมทำกิจกรรมในชุมชนในโอกาสนี้ นายโยธิน ทับทิมทอง ผอ.ททท.สำนักงานน่าน ได้มอบของที่ระลึกเพื่อขอบคุณคณะฯ ที่ร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

จากนั้น คณะนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน ฐานปฏิบัติการแสงเพ็ญ ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง โดยมี พลเอกวิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา และ พล.ต.บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมการดำเนินงาน และร่วมทำกิจกรรมทำอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ไก่ประดู่หางดำ ผักเชียงดา กบ และไข่ ซึ่งสร้างความประทับใจแก่คณะนักท่องเที่ยวอย่างมาก

ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น จ.น่าน ภาพ-ข่าว

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / โครงการฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช ชั้น 6 ศาลากลาง น่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 13.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจแนวทางการบริหาร

โครงการ ขั้นตอนปฏิบัติตามระเบียบ/หลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัติงานและข้อปฏิบัติอื่นๆ ในการดำเนินงานตามโครงการฯ โดยมีคณะกรรมการและสมาชิกองค์กรเกษตรกร

ที่ได้รับอนุมัติแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) เข้าร่วม ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ มีองค์กรเกษตรกร ได้รับอนุมัติแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) จำนวน 2 องค์กร ดังนี้

  1. กลุ่มเมืองลีพัฒนา โครงการ ผลิตสุรากลั่นชุมชนเพื่อจำหน่าย งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ ประเภทเงินกู้ยืมจำนวน 643,300 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการ 12 คน ระยะเวลาดำเนินกิจกรรมโครงการ 7 ปี
  2. กลุ่มแม่บ้านพัฒนาการเกษตรศรีนาชื่น โครงการ ยกระดับโรงเรือนเพาะเห็ดและเพิ่มผลผลิต งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ ประเภทเงินกู้ยืม จำนวน 651,098 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการ 12 คน ระยะเวลาดำเนินกิจกรรมโครงการ 7 ปี/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เมืองพัทยาระดมสมองจัดตั้งชุมชนใหม่ เพื่อความทั่วถึงและเป็นระบบ

แชร์เนื้อหานี้

นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานการประชุมพิจารณาการจัดตั้งชุมชนใหม่ โดยมี ประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา รองปลัดเมืองพัทยา และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

สืบเนื่องจากพื้นที่โครงการบ้านมั่นคงและบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนชัยพรวิถี มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบ้านมั่นคงจึงมีแนวคิดในการขอจัดตั้งเป็น “ชุมชนใหม่” เพื่อให้การดูแลประชาชนมีความทั่วถึงและเป็นระบบมากขึ้น

เมืองพัทยาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงมีข้อเสนอให้คณะกรรมการบ้านมั่นคงดำเนินการสำรวจข้อมูลจำนวนประชากร พร้อมนำข้อมูลเสนอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดประชุมประชาพิจารณ์ ร่วมกับประชาชน

ในพื้นที่ชุมชนชัยพรวิถีและพื้นที่ชุมชนใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งเขต ตั้งแต่บริเวณถนนสุขุมวิท 21 ตลอดแนวคลองนาเกลือ ไปจนถึงพื้นที่โดยรอบโรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา พร้อมการกำหนดชื่อชุมชน และการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน

ทั้งนี้ การเปิดรับสมัครคณะกรรมการชุมชนจะต้องมีผู้สมัครไม่ต่ำกว่า 5 คน และไม่เกิน 9 คน หากมีผู้สมัครเกินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้คณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง การจัดตั้งชุมชนใหม่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกในการดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบักทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุรี่ไฟฟ้า และ ยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน บูรณาการ่วมกับ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน โรงพยาบาลกำแพงแสน สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกระพังโหม เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการด้านการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์

ร่วมกันในการควบคุมและป้องกันการใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม โดยมีข้อตกลงร่วมกัน ในการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ความรู้และรณรงค์เรื่องโทษของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงข้อกฎหมาย และบทลงโทษต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด การสนับสนุน ส่งเสริมค่านิยมไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สนับสนุนการส่งต่อเด็กนักเรียน

ที่ต้องการเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้เข้าถึงบริการ การเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สนับสนุนการป้องปรามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดให้กับนักเรียนภายในชุมชน ร่วมเป็นเครือข่ายประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการ

บังคับใช้กฎหมายแก่ผู้จำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้กับนักเรียน โดยมีนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา พ.ต.ท.ยศพงษ์ พันธุ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.กำพงแสน นายอำนาจ ภูศรี สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน นางสาวถิรดา ปทุมสูติ

นักจิตวิทยาโรงพยาบาลกำแพงแสน นางสาวปาณิสรา หนู่นุ่น ผอ.รพ.สต.ทุ่งกระพังโหม นางอัจฉรา นามวงศ์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครอง นางสาวณัฐนิช สุรสิงห์ไกรสร รองผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้

ณ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมในการนี้ นางดรุณี โพธิ์ศรี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม นายสราวุธ พานิชวงศ์ ปลัดอำเภอกำแพงแสน นายอดิศร ล้อถิรธร ปลัดอำเภอกำแพงแสน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.สพป.น่าน เขต 1 ลงพื้นที่ ช่วยเหลือนักเรียน รร.บ้านน้ำเคิม นาหมื่น ผลกระทบจากฝนตกหนักน้ำป่าพัดบ้านที่อยู่อาศัย

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2568 ดร.วิเชียร วาพัดไท ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 พร้อมด้วย นางรัตนา ภูเขียว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา นางสาววิเรขา ปัญจมานนท์ ศึกษานิเทศก์

นายวิชัย เทพกอม นักวิชาการศึกษา นางสาวนงนุช จำปารัตน์ นักจิตวิทยาโรงเรียน ประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเด็กชายนพรัตน์ ถาวร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเด็กหญิงบุษยทิพย์ พงษ์ถิ่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 2 คนเป็นนักเรียน โรงเรียนบ้านน้ำเคิม ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักน้ำป่าไหลหลากพัดบ้านที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ซึ่งการเดินทางในวันนี้เป็นไปอย่างทุลักทุเลเนื่องจากฝนยังคงตกชุก ถนนเต็มไปด้วยดินโคลน และดินสไลด์ทับเส้นทางเป็นช่วงๆในโอกาสนี้ ดร.วิเชียร วาพัดไทย และคณะได้ประชุมผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนนาหมื่น 2 เพื่อให้แนวทางในการทำงาน

โดยได้กำชับให้ทุกโรงเรียนคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสำคัญ และได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านน้ำแพะ โรงเรียนบ้านน้ำลี โรงเรียนบ้านปิงหลวง และโรงเรียนบ้านปิงใน พร้อมไดชื่นชมให้กำลังในในการทำงานแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ

ในการทำงานด้วยความเสียสละและอดทน เพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะและความรู้อย่างเต็มความสามารถ นันทิวัน แสงเนตร /ภาพข่าว/ มานพ เถรหมื่นไวย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.สต. โนนหัน ลงพื้นที่บ้านผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ชุมชน หนองใส อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

วัน พุธ ที่ 3กันยายน พ.ศ.2568 “นายกหัวใจพัฒนา” นายนิโรจน์ แพ่งศรีสาร นายก อบต.โนนหัน อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น นายสันติ แก้วมูลตรี รองนายฯ นางขนิษฐา เลิศอุดมโชค ผอ.รพ.สต. โนนหัน

ลงพื้นที่บ้านผู้ป่วยไข้เลือดออก หมู่7 บ้านหนองม่วง และจัดเจ้าหน้าที่พ่นหมอกควันยากำจัดยุงพาหะนำไข้มาสู่คน ด้วยความห่วงใย ไส่ใจต้องการให้ชุมชนเราปลอดภัย

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2568 เมื่อเวลา 14.00 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรืองนายอำเภอชุมแพ/นายกกิ่งกาชาดอำเภอชุมแพ มอบหมายให้นางสาวยุภา จันทวงษ์ หัวหน้างาน งานทะเบียนราษฎร์ ปลัดอำเภอชุมแพ พร้อมด้วย ผศ. ดร.พรเทพ โฆษิตวรวุฒิ รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอชุมแพ นายอัมรินทร์ อารัมภวิโรจน์ รองนายกสโมสรไลออนชุมแพ

นางทิวาพร เหงี่ยมวิจาวัฒ นางธนัญญา กงสะเด็น กรรมการกิ่งกาชาด ลงพื้นที่ช่วยเหลือ เบื้องต้น มอบสิ่งของให้นายสุธน วิเศษหวาน ชาวบ้านชุมชนหนองใส่
ตำบลไชยสอ อำชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ที่ประสบเหตุไฟไหม้บ้านทั้งหลัง เมื่อวันที่ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 10.30 น.ที่ผ่านมา.

วินสื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมัชชาการศึกษา จ.น่านรับรางวัลสมัชชาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และดร.ศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่านได้มอบหมายให้ ดร.สำรวย ผัดผล นายบุญยงค์ สดสอาด ดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ นางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ นางปิยะนุช ไชยสมทิพย์ นางสาวปาลิกา คำวรรณ์ สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ในโอกาสเดียวกันนี้สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่านได้รับรางวัลสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่ ณ โรงแรมทีเค พาเลชแอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.ในเครือ BDMS ภาคตะวันออก จัดประชุมวิชาการ BDMS Eastern Trauma Network’25 ภายใต้หัวข้อ “The Trauma Code: Mass Casualty Incident and Disaster”

แชร์เนื้อหานี้

ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ภาคตะวันออก โดยโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ได้จัดการประชุมวิชาการ “BDMS Eastern Trauma Network’25” ในหัวข้อ “The Trauma Code: Mass Casualty Incident and Disaster” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ภัยพิบัติและอุบัติเหตุหมู่ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และทีมฉุกเฉินในภาคตะวันออก การประชุมจะจัดขึ้นในวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุม Space 1-2 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ จังหวัดชลบุรี

โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและภาครัฐร่วมเป็นประธานในพิธี ได้แก่ นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์อุบัติเหตุและออร์โธปิดิกส์ในเครือบริษัท และผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 นางสุภัทรา ชลพนารักษ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานภายในสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และ นพ.รชติ ทองประยูร ผู้อำนวยการศูนย์บริบาลผู้บาดเจ็บ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เข้าร่วม

การประชุมวิชาการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรในเครือข่าย BDMS ภาคตะวันออก ให้มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่รุนแรงและซับซ้อน เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ อุบัติเหตุหมู่ และสถานการณ์ Mass Casualty Incident โดยมีการบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา พร้อมทั้งการเน้น

การทำงานร่วมกันในเครือข่ายโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี โรงพยาบาลกรุงเทพตราด โรงพยาบาลศรีระยอง โรงพยาบาลจอมเทียน โรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี และโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา เป็นต้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในภูมิภาค

การบรรยายครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ การจัดการผู้ป่วยอุบัติเหตุทางกระดูกและข้อ การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้และสารพิษ การสนับสนุนทางด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้ประสบภัย การเตรียมความพร้อมของชุมชน การช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการและดูแลผู้ป่วยในเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ถือเป็นศูนย์กลางหลักของเครือข่าย BDMS Eastern Trauma Network และได้รับการรับรองมาตรฐาน CAMTS และ CAMTS EU ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด ในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 38-259 999

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สงวนวงษ์อุตสาหกรรม” โชว์ศักยภาพมันสำปะหลังไทยในเวทีโลก ในงาน WTC 2025

แชร์เนื้อหานี้

เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากกลุ่มบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศไทย บนเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการเข้าร่วมงาน World Tapioca Conference 2025 (WTC 2025) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand Tapioca Next: Go Global Go Together”

งานประชุมในครั้งนี้จัดโดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และได้รับเกียรติจาก นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน จาก 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก

กลุ่มบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม โดย คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ และ คุณโชติมา ลีอังกูร กรรมการผู้จัดการ ได้นำเสนอศักยภาพและเทคโนโลยีการแปรรูปมันสำปะหลังของบริษัท ผ่านนิทรรศการสุดล้ำ พร้อมลงนาม สัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับพันธมิตรระดับนานาชาติ รวมมูลค่าการค้ากว่า 10,900 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณมันสำปะหลังกว่า 1.48 ล้านตัน และสามารถใช้หัวมันสดในประเทศได้สูงถึง 3.57 ล้านตัน

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การลงนามความร่วมมือระหว่าง บริษัท สงวนวงษ์สตาร์ช จำกัด โดย คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ กับคู่ค้าต่างชาติ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แปรรูปมันสำปะหลังไทยสู่ระดับสากล

การเข้าร่วม WTC 2025 ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทสงวนวงษ์ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง และยกระดับเกษตรกรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติและศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จ.นครราชสีมา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. นางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) จังหวัดนครราชสีมา ณ ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมา โดยมี
นางสาวนงลักษณ์ ยะสูงเนิน ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ4 พร้อมด้วยนางกันตา ดีเติม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมาร่วมรับฟังข้อราชการในการตรวจเยี่ยมดังกล่าว

นางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า”พม.นครราชสีมา” ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายวราวุธ ศิลปอาชา) โดยเปิดศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) ดูแลช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ณ ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อประสานการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เข้าพักอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวของจังหวัดนครราชสีมาโดยทีม พม.หนึ่งเดียวจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อประสานส่งต่อข้อมูลให้กับส่วนกลางและจังหวัดต้นทาง พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการตามภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งในระหว่างที่เข้าพักอาศัยในศูนย์พักพิงได้มีการจัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลของกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ พร้อมทั้งช่วยจัดหาสิ่งของที่จำเป็น และให้คำแนะนำปรึกษาในเรื่องสิทธิสวัสดิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

จากนั้นนางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พร้อมคณะเดินทางไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเกราพัฒนาราม ต.ใหม่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมาเพื่อพบปะและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราวทุกคนยังมีกำลังใจที่ดีและไม่มีความวิตกกังวลใดๆพร้อมกับขอบคุณเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานทุกคนที่ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี

นางสาวนภาพร กล่าวอีกว่า กระทรวง พม. ขอเป็นสื่อกลางในการประสานเชิญชวนพี่น้อง ประชาชน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลส่งความห่วงใยแก่พี่น้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยสามารถบริจาคสิ่งของหรือเงินผ่านบัญชี “ศูนย์รับบริจาค กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ธนาคารกรุงไทย บัญชีกระแสรายวัน เลขบัญชี 021-6-05940-2 (ผู้บริจาคมีสิทธินำเงินบริจาคลดหย่อนภาษีได้) หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-659 6418-9

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯโปรดเกล้าให้ผู้ว่าฯนครราชสีมา เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานและกระเช้าดอกไม้พระราชทานให้ทหารชายแดนไทยกัมพูชา จำนวน 5 นาย ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากกรณี เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งผลให้มี นายทหาร จากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์จาก จ.ลพบุรี จำนวน 1 นาย กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 จ.บุรีรัมย์ จำนวน 4 นาย ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีอำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 5 นาย

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานและกระเช้าดอกไม้พระราชทานให้ทหาร ด้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่าย สุรนารี พลตรีณรงค์ ภักดีศุภผล กล่าวว่า นายทหารทั้ง 5 นาย

เข้ารับการรักษาตัว ณ หอผู้ป่วยราชการสนาม ชั้น 8 รพ.ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยในระดับสีเขียวจาก สะเก็ดระเบิด ในครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้แสดงความขอบคุณ ในความเสียสละของทหารไทย เพื่อ ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร จ.นครราชสีมา แถลงการจับกุมผู้ต้องหา 13 คน พร้อมของกลางน้ำกระท่อม เกือบ 1000 ลิตร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ วันที่ 23 ก.ค.2568 ณ สภ.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดย พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตะ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา แถลงการจับกุมผู้ต้องหา 13 คน พร้อมของกลาง น้ำกระท่อม 840 ลิตร

สภ.โชคชัย บูรณาการร่วม อำเภอโชคชัย โดย นายพิชาญ ตราผักแว่น นายอำเภอโชคชัย พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตะ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ชวาลย์ วงษ์รอด ผกก.สภ.โชคชัยได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คน พร้อมของกลาง

1.น้ำกระท่อมบรรจุขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตรจำนวน 840 ขวด
2.ยาแก้ไอ จำนวน 17 ลัง (50ขวด)
3.น้ำอัดลม 48 ขวด
4.น้ำตาลสด 30 ขวด
5.ใบกระท่อมสด 7 กก.
6.หม้อต้มสแตนเลส 8 ใบ
7.เตาแก๊ส 4 ใบ
8.ถังแก๊ส 2 ใบ
9.กะละมังพลาสติก 4 ใบ
10.ตะแกรง 6 อัน
11.ขวดพลาสติกเปล่า 200 ขวด

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2568 สภ.โชคชัยได้บูรณาการร่วมกับ อำเภอโชคชัย และ สาธารณสุขโชคชัย เข้าปิดล้อม ตรวจค้นบ้านเลขที่ 267 บ้านหนองสำโรง หมู่ 11 ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นคนราชสีมา ได้มีนายตระการ ชื่นกระโทก อายุ 39 ปี ผู้เช่าแสดงตนเป็นเจ้าของ และผู้ดูแล

จากการตรวจค้นพบว่ากำลังผลิตน้ำกระท่อมกันอยู่ สอบถามนายตระการ ฯ แจ้งว่าตนเป็นผู้ว่าจ้างลูกจ้างทั้งหมด 10 คน โดยจ่ายค่าจ้างคนละ 400 บ. ต่อวัน ต่อคน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ พร้อมของกลางทั้งหมด ส่ง พงส.สภ.โชคชัย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เหตุเกิด บ้านเลขที่ 267 บ้านหนองสำโรง หมู่ 11 ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา

ภาพ/ข่าว : กันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภารกิจดำน้ำเก็บขยะตามแนวปะการัง 30 กิโลกรัม คืนความสะอาดให้ทะเลไทย ที่เกาะง่ามน้อย จ.ชุมพร / หวั่นโรคร้ายเร่งตรวจสอบซากสุนัขจรจัดตายหลายตัว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ร่วมกับศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 ชุมพร

ลงพื้นที่ทำความสะอาดเก็บขยะตามแนวปะการัง ตรวจสอบการวางลอบ อวน และอุปกรณ์ทำการประมงอื่นๆ ที่ทำลายทรัพยากรในทะเล บริเวณเกาะง่ามน้อย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร

ซึ่งการดำน้ำเก็บขยะในครั้งนี้ สามารถจำแนกขยะได้เป็น เศษเชือก เศษอวนจำนวน 20 กิโลกรัม และขวดพลาสติก จำนวน 10 กิโลกรัม โดยสามารถเก็บขยะได้ทั้งสิ้น 30 กิโลกรัม

ขยะในท้องทะเลยังคงเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำร้ายทั้งสัตว์และทรัพยากรใต้ท้องทะเล ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจ ไม่ทิ้ง หรือทิ้งขยะให้ถูกที่ เพื่อให้ท้องทะเลไทยยังคงสดใสและงดงามเหมือนเดิม

ที่มา : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จ.ชุมพร #ขยะทะเล #ดำน้ำเก็บขยะ #อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร #ทะเล #ทรัพยากรธรรมชาติ #ชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยายอายุ 71 ปี เข้าร้องขอความเป็นธรรม!! สมาคม อสมช.ภาคประชาชน หลานยื้มรถคนอื่นไปซื้อยา โดนผู้ใหญ่บ้าน ดักซ้อมกลางทาง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (14 ก.ค.68) เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางทองมา แกว่นไกร อายุ 71 เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เนื่องจาก นายเจริญชัย อาทิตย์วงศ์ อายุ 33 ปี เป็นผู้บาดเจ็บ จากการโดน ผู้ช่วยและผู้ใหญ่บ้าน ได้รุมซ้อมตีในพื้นที่ บ้านหนองไผ่ หมู่ 5 ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

สืบเนื่องมาจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. นายเจริญชัย อาทิตย์วงศ์ (นายเข้ม) ได้ยืมรถ..นายจวน ได้ขับรถไปซื้อยาเสพติด จำนวน 14 เม็ด โดยไม่บอกว่าจะยืมรถไปใช้อะไร ทางเจ้าของรถได้แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้าน ว่านายเจริญชัย หรือ เข้ม ได้ขับรถออกไปซื้อยา เสร็จแล้วได้เอารถไปคืนยังบ้าน ออกมาจากบ้านนายจวน ถึงสามแยก ทางผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วย จึงดักจับรุมซ้อมตี จนบาดเจ็บที่หลังช้ำตามร่างกาย นายจวน ได้เอาไม้ตีพลาดไปโดน แขนข้างซ้ายของผู้ช่วย ทางผู้เป็นย่าบอกว่า ถ้าผู้ช่วยไม่เอาแขนรับไว้อาจจะบาดเจ็บสาหัสมากกว่านี้.ยายเล่าว่า หลานได้ยอมรับสารภาพผิดจริง ว่าได้ยืมรถเขาไปไม่ได้บอก เพื่อขับไปซื้อยาจำนวน 14 เม็ด แล้วตอนนี้ หลานตนก็ได้ถูกฝากขังเพื่อรอสืบสวนสอบสวนที่เรือนจำสระแก้วแล้ว จึงอยากมาร้องขอความเป็นธรรมกับสมาคมฯ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมดังกล่าว

ทางนายกสมาคมฯ ได้เปิดเผยว่า ทางเราได้จะทำเอกสารส่งถึงสำนักนายกรัฐมนตรี และถึงผู้ว่าฯจังหวัดสระแก้ว เพื่อได้สืบหาข้อเท็จจริงต่อไป เพราะเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าราชการทางการเมือง ไม่มีสิทธิ์ที่จะซ้อมตีหรือลงมือทำร้ายร่างกายกับประชาชน จึงส่งผลเกิดการเจ็บตัวและช้ำตามร่างกาย ทางสมาคมฯเราจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย อย่างแน่นอนสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) “ศูนย์ช่วยเหลือ เป็นสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” โทร.087-054-9954

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปปส.ภาค7 นำสื่อมวลชน ภาคตะวันตก 8 จังหวัด ศึกษาดูงาน การแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยกลไกร ชรบ. ณ เทศบาลตำบลหนองตากยา ท่าม่วง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ที่เทศบาลตำบลหนองตากยา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี นายไกรเลิศ ดาวเรือง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 7 ( ป.ป.ส.ภาค 7 ) มอบหมายให้ นางมนัญญา ไวอัมภา ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์และอำนวยการ ป.ป.ส.ภาค 7

นำคณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.ภาค 7 และคณะสื่อมวลชนทั้ง สื่อโทรทัศน์ท้องถิ่น สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 8 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด เจ้าหน้าที่จาก ศอ.ปส.ทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันตก มี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์ ศึกษาดูงาน การแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยกลไกร ชรบ. เทศบาลตำบลหนองตากยา

โดยมี พ.ต.อ.ฐิติกร วันเจริญพันธ์ ผกก.สภ.สำรอง อำเภอท่าม่วง นายธาราพงษ์ ทองจรัส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอท่าม่วง นายต้อง ว่องไวกริยา นายกเทศมนตรีตำบลหนองตายา นายสายชล ตันมันทอง กำนันตำบลหนองตากยา พร้อม ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และ ชุดรักษาความสงบเรียบร้อยหมู่บ้าน ( ชรบ.) ให้การต้อนรับ

สำหรับการก่อตั้ง ชรบ.ตำบลหนองตากยา เนื่องจากตำบลหนองตากยาเป็นเขตติดต่อกับจังหวัดราชบุรี และยังเป็นทางผ่านไปยังหลายพื้นที่ได้ จึงทำให้มียาเสพติดผ่านเข้ามาในพื้นที่ตำบลหนองตากยา รวมทั้งการกระทำผิดตามกฎหมาย เช่น ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว ตำบลหนองตากยา

จึงได้มีการฝึกอบรม ชุดรักษาความปลอดภัยขึ้น ในปี พ.ศ.2558 โดยมีนายอำเภอท่าม่วง ปลัดอำเภอ ทหาร ตำรวจ เข้ามาฝึกอบรมให้กับชุดรักษาความปลอดภัยตำบลหนองตากยา ตำบลหนองตากยาได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากภาครัฐ ภาคเอกชน และกองทุนหมู่บ้านในการฝึกอบรม และตัดชุดให้กับ ชรบ..ทั้ง 16 หมู่บ้าน

สำหรับอำนาจหน้าที่ของ ชรบ.ตำบลหนองตากยา 1.อยู่เวรยามรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน 2.ตรวจตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย 3.สืบสวนหาข่าว 4.เฝ้าระวังสถานการณ์สำคัญ 5.รายงานการเกิดเหตุ 6.ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา 7.จับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า ตามป.วิอาญา 8.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 9.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hot spot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hot spot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน”

ได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแนวทางการลด PM2.5 ผ่านการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร ณ บ้านท่าลี่ ตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 30 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในพื้นที่

กิจกรรมในครั้งนี้นำโดย นายนคร สอนสมฤทธิ์ เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดน่าน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ดวงใจ หัวหน้าโครงการวิจัย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ทีมงานได้ถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 พด.2 และ พด.3 ซึ่งเป็นนวัตกรรมชีวภาพที่ช่วยเร่งการย่อยสลายเศษพืช เศษฟาง และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ลดระยะเวลาการหมักและเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลาย
นอกจากนี้ยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ

เพื่อหลีกเลี่ยงการเผาที่เป็นสาเหตุสำคัญของจุดความร้อน (Hot spot) และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุเหล่านี้และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านปุ๋ยอินทรีย์ในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยหลังสิ้นสุดการอบรม เกษตรกรผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริงในการผสมวัสดุ เศษฟาง ใบไม้แห้ง และเศษข้าวโพดร่วมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 พด.2 และ พด.3 จนได้กองปุ๋ยหมักต้นแบบประจำหมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายผลแนวทางการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแบบ “Zero Burn” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่วิจัย เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับชุมชนในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน/ เครดิต/สรรเพชญ์ ปุละ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดพรหมทินใต้ อ.โคกสำโรง จัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีและวางศิลาฤกษ์สร้างมณฑปประดิษฐาน “พระพนัสบดี ศรีทวารวดี” อายุกว่า 1,400 ปี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2568 ณ วัดพรหมทินใต้ ตำบลหลุมข้าว อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้จัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีและวางศิลาฤกษ์สร้างมณฑปจตุรมุข เพื่อประดิษฐาน “พระพนัสบดี ศรีทวารวดี” พระพุทธรูปศิลปะทวารวดี อายุเก่าแก่กว่า 1,400 ปี

ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดลพบุรีและมีคุณค่าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง พิธีเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.09 น. มีพิธีบวงสรวงก่อสร้างมณฑป จากนั้น เวลา 10.09 น. เป็นพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนการก่อสร้าง และในเวลา 13.09 น. มีพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างมณฑปจตุรมุขอย่างเป็นทางการ

โดยพลโทชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.3 กอ.รมน.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และมี พระอธิการสนทร โอกาโส เจ้าอาวาสวัดพรหมทินใต้ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

การก่อสร้างมณฑปในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์โบราณวัตถุสำคัญของชาติ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา และสร้างศาสนสถานเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลพบุรีและผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ผู้จัดงานได้เชิญชวนร่วมอนุโมทนาบุญ โดยอานิสงส์ของการร่วมบุญครั้งนี้ เชื่อกันว่าจะส่งผลให้ชีวิตมั่นคงดั่งฐานพระ เกิดสิริมงคล ปกป้องคุ้มภัย เสริมบารมี และนำพาความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิตและครอบครัว

“การสร้างศาสนสถาน คือ การวางรากฐานของความดี ความมั่นคง และสันติสุขให้บ้านเมือง”บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนในพื้นที่และผู้มีจิตศรัทธาที่เดินทางมาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

สนอง แท่นสูงเนินผอ.ศูนย์ข่าวฯ
และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี

นายปรัชญา เปปะตัง
รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีโชว์ลีลาผัดไทย พร้อมร่วมงานโครงการ “ถนนสายวัฒนธรรม ปันน้ำใจสู่ผู้ยากไร้” ณ ที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “โน้ต-ชิสนุ” แท็กมือ “เล้งแสตมป์” ร่วมพิธีพุทธาภิเษก “คุณแม่บุญเรือน” ณ วัดอาวุธวิกสิตาราม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ศาลาคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร คุณโน๊ต-ชิสนุ เริงสังข์ ประธานกรรมการ บริษัท ไพศาลเจริญพฤกษาพรรณไทย จำกัด และเจ้าของ

แบรนด์ “CHISANU” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสกินแคร์ชื่อดัง ได้เดินทางมาร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเต็ม ชุด “เจริญพร ๑๖๘” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในสายวัดปากน้ำสายตรง โดยมีเกจิชื่อดังร่วมปลุกเสกมากมาย

ภายในงาน คุณชิสนุ ได้ชวน “เล้ง – ณัฐพล นิลดอนหวาย” และ “แสตมป์ – พรวศิน เรืองนุกูล” สองนักแสดงนำจากซีรีส์วายย้อนยุคชื่อดัง “ลอยแก้ว First Love” เข้าร่วมกราบไหว้ขอพรคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ คุณโน๊ต เคยมากราบขอพรเมื่อหลายวันก่อน และได้รับผลสำเร็จตามที่ตั้งใจ จึงกลับมาทำบุญ และขอร่วมบุญในพิธีใหญ่อีกครั้ง

"โน๊ตได้มาไหว้ขอพร คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม และสมหวังที่มาขอพร พอทางวัดมีพิธีใหญ่ โน๊ตก็เลยชวน เล้ง ณัฐพล นิลดอนหวาย และ แสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล นักแสดงนำ จากซีรีส์วาย ลอยแก้ว กลับมากราบท่านอีกครั้ง และบอกกล่าว สิ่งที่ขอพรไว้ว่า สำเร็จ สมปรารถนาแล้วนะ และในวันนี้ ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกที่ทางวัดจัดขึ้นด้วย แล้วโน๊ตก็จะนำเหรียญคุณแม่บุญเรือนที่ผ่านการปลุกเสกแล้ว ไปแจกให้ลูกค้าของโน๊ตด้วยครับ" 

ร้านชิสนุ วัตถุมงคล ยังเปิดให้บริการทั้งจัดจำหน่ายวัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องราง มงคลต่าง ๆ ทั้งปลีกและส่ง โดยมีจุดยืนในการคัดสรรวัตถุมงคลแท้ ศักดิ์สิทธิ์ และมีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมศรัทธาอย่างแท้จริง

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของพลังศรัทธา ความเชื่อ และการสืบสานพุทธศิลป์และ Soft Power ของไทยผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งาน LOVE PRIDE PARADE BANGKOK 2025 เฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (29 มิถุนายน 2568) ‘จิราพร สินธุไพร’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “LOVE PRIDE ♡ PARADE 2025” ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย และร่วมเดินขบวนพาเหรด โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นางศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานราชการ องค์กรภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคีภาครัฐและเอกชนกว่า 200 องค์กร ที่ร่วมกันจัดขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนพลังความหลากหลายและความเท่าเทียมในสังคมไทย

รมต.จิราพร กล่าวตอนหนึ่งว่า “ปีนี้ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศใช้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ โดยไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในมิติอื่น ๆ ของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมที่ส่งเสริมความเท่าเทียม โดยเฉพาะกิจกรรมในช่วงเดือน

มิถุนายน หรือ Pride Month ที่ถือเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองสิทธิเสรีภาพของความเสมอภาคเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพในการที่จะมีโอกาสได้เลือก ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ตลอดทั้งเดือน”

รมต.จิราพร ย้ำว่า “กิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วง Pride Month นั้น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนความ เท่าเทียม และหลากหลายที่เป็นบริบทสำคัญในสังคมไทยแล้ว ยังเป็นการย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการจัดงานเทศกาลระดับโลกของ

ประเทศไทยในภูมิภาค ที่นำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก ช่วยส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย โดยการจัดงานต่าง ๆ ในเดือนนี้ ถือเป็นสิ่งสะท้อนความภาคภูมิใจของคนไทยในการก้าวเข้าสู่สังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียมอย่างแท้จริง“

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”นายกป๊อก-วิทยา“ นายก อบจ.ชลบุรี ทำบุญแซยิดวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 มิ.ย.68 ที่วัดเมืองใหม่ จ.ชลบุรี ครอบครัวคุณปลื้ม โดย นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี และ นางสิริลดา คุณปลื้ม ภรรยา ได้จัดพิธีทำบุญแซยิดวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยพบว่ามีมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายก อบจ.ชลบุรี กันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการออกร้านให้บริการอาหาร ทั้งอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มมาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานกัน ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเป็นอย่างมาก ทั้ง ตัวแทนภาครัฐ เอกชน ประชาชน นักการเมืองท้องถิ่น และพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทีวา เวนเจอร์ จับมือ นิฮอน เอ็มแอนด์เอ.แห่งญี่ปุ่นยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี.(SMEs)ไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ทีวา เวนเจอร์ จำกัด (TVA Venture) และบริษัท นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Nihon M&A Center (Thailand)) ได้ลงนามใน MOU เพื่อร่วมมือกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีเป้าหมายในการขยายกิจการ ควบรวม หรือแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในประเทศและระดับสากล

ทีวา เวนเจอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการควบรวมกิจการ การระดมทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจและการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Respect, Trust & Collaboration (RT&C) นาย ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานบริษัท ทีวา เวนเจอร์ กล่าวว่า
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แต่คือการสร้างโครงสร้างสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดทางทุนและโอกาส ความเชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผสานกับความเข้าใจเชิงลึกของ ทีวา เวนเจอร์ ต่อบริบทธุรกิจไทย จะช่วยผลักดัน SMEs ให้กลายเป็นกิจการที่นักลงทุนต่างชาติพร้อมร่วมมือในระยะยาว”

ในโอกาสนี้ยังมีการเปิดตัวพันธมิตรด้านการลงทุนจากญี่ปุ่น “A to G Capital” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเข้าลงทุนในกิจการกลุ่มประเทศ ASEAN ที่มีศักยภาพ โดยจะเข้าถือหุ้น ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างมีระบบ ก่อนส่งต่อให้กับนักลงทุนรายใหญ่ในระยะต่อไป ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโตของกิจการไทยให้เข้าสู่ระดับสากลได้เร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น

นางสาว รมนต์อร บุญเรือง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวา เวนเจอร์ เเละเลขาธิการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอีไทย) กล่าวว่า “ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำนวนมากมีสินค้าที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีนวัตกรรมที่แข่งขันได้ และทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนหรือการจับมือกับพันธมิตรระดับสากล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสำคัญให้กับธุรกิจเหล่านี้สามารถเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างแท้จริง และจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับภาคธุรกิจ SME มาโดยตลอด พบว่าหลายกิจการมีศักยภาพอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในวันนี้ คือเครื่องมือที่สามารถแปลงศักยภาพนั้นให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มในจุดนั้นได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม”

นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการควบรวมและซื้อกิจการจากประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2534 และมีประสบการณ์ดำเนินธุรกรรม M&A มากกว่า 10,000 รายทั่วญี่ปุ่น โดยในช่วงปี 2564–2567 ยังได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการที่ปรึกษา M&A สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากที่สุดในโลก นาย ทากะโนะซุเกะ คิกาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า
“การทำ M&A ไม่ใช่เพียงการจับคู่ธุรกิจ แต่คือการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งการเงิน กลยุทธ์ และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้กิจการสามารถเติบโตได้จริง ความร่วมมือกับทีวา เวนเจอร์ จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงความเชี่ยวชาญและเครือข่ายจากนักลงทุนทั้งญี่ปุ่นและยุโรปได้อย่างเป็นระบบ”

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงนักลงทุนกับกิจการไทย แต่ยังถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การอบรมเชิงลึก และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในปี 2568 เพื่อร่วมยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทยให้เตรียมความพร้อมสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ทีวาเวนเจอร์ #รมนต์อร #MA&P #ที่ปรึกษาการลงทุน #เอสเอ็มอี #สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย #นิฮอนเอ็มแอนด์เอ #NihonM&A

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.ศรีสะเกษเปิดงานทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ปี 2568 เชิญชวนให้มา ลิ้มรส “ทุเรียนภูเขาไฟ หอมหวานละมุนลิ้นกลิ่นไม่ฉุน

แชร์เนื้อหานี้

เชิญเที่ยวชม ลิ้มรส “ทุเรียนภูเขาไฟ หวานมัน เนียนนุ่ม” ไม่เหมือนใคร กับเต็นท์ติดแอร์ขนาดใหญ่ บรรยากาศที่เย็นฉ่ำ กับเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มิถุนายน 2568 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
***เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มิถุนายน 2568 เพื่อประชาสัมพันธ์ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ เพิ่มช่องทางการการตลาด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษด้วย มี นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ในครั้งนี้

***นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษถือได้ว่าเป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของอีสานใต้ เพราะนอกจากเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ หอมแดง กระเทียม ที่มีคุณภาพมาตรฐานจนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งปลูกผลไม้คุณภาพดี โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เนื่องจากปลูกในพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์จากดินลาวา และความชุ่มชื้นแนวป่าเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ และศรีรัตนะ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทุเรียนภูเขาไฟจึงเปรียบเสมือนหัวรถจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการบริการ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และอื่นๆ ให้ได้รับประโยชน์ไปด้วย โดยในปี 2568 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 20,550 ตัน มูลค่าผลผลิต 2,856,450,000 ล้านบาท จังหวัดศรีสะเกษได้กำหนดจัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ เพิ่มช่องทางการการตลาด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย

***นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งซึ่งจังหวัดศรีสะเกษได้ขับเคลื่อนวาระจังหวัดเพื่อเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน บรรลุวิสัยทัศน์ “ดินแดนเกษตรปลอดภัย การค้า การท่องเที่ยวครบวงจร” ซึ่งจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับสินค้าทางการเกษตรโดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่มีรสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอมปานกลาง เนื้อละเอียด เนียนนุ่ม แห้ง สีเนื้อเหลืองสม่ำเสมอทั้งผล ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้กับเกษตรกร และทุกภาคส่วนในจังหวัดอย่างทั่วถึง

***สำหรับกิจกรรม ภายในงานประกอบด้วย การจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน จากเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่ม OTOP วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และกลุ่มองค์กรเกษตรกร นำมาจำหน่ายโดยตรงให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการประกวดผลผลิตทางการเกษตร อาหารจากทุเรียน และสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทุเรียนและสิ่งเหลือใช้จากทุเรียน และจุดที่สำคัญคือ ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดในปีนี้ ทางจังหวัดได้มีการจัดเต็นท์ขนาดใหญ่ ติดแอร์ ดั่งให้นักท่องเที่ยวทุกท่าน ได้เที่ยว ชม ชิมทุเรียนภูเขาไฟ ในห้างสรรพสินค้า แอร์ที่เย็นฉ่ำ สัมผัสกลิ่นอายของชาวศรีสะเกษ ผ่านสินค้าโอท็อป งานนี้พลาดไม่ได้
/////////////////////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม พร้อมคณะ นำพวงมาลัยสักการะ หลวงพ่อเต๋ คงทอง เพื่อเป็นสิริมงคล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลา 09.09 น. เนื่องในโอกาส เข้ารับตำแหน่งวันแรก หลังจาก กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสามง่าม นายสมรัก มีใจดี

นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม พร้อมด้วย นาย จิราวัฒน์ ปึงสุขสมบูรณ์ ประธานสภาเทศบาลสามง่ามพร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล นำพวงมาลัยมา

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บริเวณด้านหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลสามง่าม และมณฑปหลวงพ่อเต๋ คงทอง บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอดอนตูม เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันแรก
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯ แพร่ ลงพื้นที่ฝายแม่ยมติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งการเข้มทุกหน่วยวางแผนจัดการป้องกันน้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 #นายสมชัย #เลิศประสิทธิพันธุ์ #ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำยม ณ โครงการฝาย

แม่ยม ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลำน้ำยมที่มีต้นน้ำมาจากจังหวัดพะเยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดแพร่ในช่วงฤดูฝนนี้

นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่าได้มาติดตามสถานการณ์น้ำที่ฝายแม่ยม เพื่อประเมินศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดแพร่ โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายชลประทาน ดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และแผนเผชิญ

เหตุในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น การขุดลอกลำเหมือง ลำคลอง และท่อระบายน้ำในชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม

“อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการระยะยาวที่เกี่ยวกับการแก้ไขสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ ก็จะมีการจัดทำโครงการเสนอของบประมาณจากหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยจะประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใน

การใช้ระบบเตือนภัยผ่านเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในระดับพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้จังหวัดแพร่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยมีแผนการรับมือในทุกระดับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยม

“สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่ ภาพ/ข่าว 061-595-5297

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในการแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 มิ.ย. 68 ที่ห้องประชุมโครงการชลประทานศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในการแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นการซักซ่อมการทำงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้แต่ละส่วนมีความพร้อมในทุกๆด้านเมื่อเกิดเหตุการความไม่สงบในชายไทย-กัมพูชา ของจังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นมา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี***หลังจบการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ภาพรวมในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดศรีสะเกษยังคงปกติดี โดยมี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอขุขันธ์ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยกลุ่มที่ 1 ที่ใกล้พื้นที่ชายแดนมากที่สุด ซึ่งจากการลงพื้นที่ชายแดนพี่น้องประชาชนด้านชายแดนทุกคนยังมีขวัญและกำลังที่ดี ชาวบ้านทุกคนรู้หน้าที่ที่ดีว่าจะทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น พี่น้องในพื้นที่ชายแดนต่างตื่นรู้ แต่ไม่ตื่นกลัวกับเหตุการ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางจังหวัดศรีสะเกษของเราพร้อมที่เข้าไปช่วย และสนับสนุนในสิ่งที่พี่น้องประชาชนขาดในทุกๆด้าน


***ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของหลุมหลบภัยในพื้นที่ตอนนี้ ได้มีการสั่งการให้นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าไปตรวจดู ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน จุดไหนยังไม่พร้อม ก็จะได้ส่งกำลัง เครื่องจักร เข้าไปช่วยเหลือ โดยตอนนี้มี อบจ.ศรีสะเกษ ได้ส่งชุดเครื่องจักรกลหนัก เข้าพื้นที่ชายแดนแล้ว เพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ ซ้อมแซ่ม หลุ่มหลบภัยที่พัง ชำรุดเสียหาย แต่ยังไม่มีการสร้างหลุมหลบภัยเพิ่มเติม ทั้งนี้อย่างจะฝากถึงพี่น้องตามแนวชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ว่า ไม่ต้องห่วงเพราะทางจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมที่จะช่วยเหลือ สนับสนุน พี่น้องประชาชนทุกคน นอกจากนี้พี่น้องที่อยู่นอกพื้นที่ก็ห่วงใย และพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมื่อ ดังคำว่า พี่น้องศรีสะเกษ ไม่ทิ้งกัน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์