คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว PR

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สทนช.1จัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.30น.ของวันที่ 16ธันวาคม2568ณ.ห้องประชุม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (772)ชั้น7ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นาย อนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค1

ได้มาเป็นประธานการจัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม ในการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมและถอดบทเรียนอุทกภัยที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยม

ทั้งนี้ นาง วชิรญาณ์ สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำยมทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯดำเนินการประชุม.โดย ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยคณะกรรมการลุ่มน้ำยม อาทิ

สำนักงานชลประทานที่3 สำนักงานชลประทานที่4 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แพร่ ,สุโขทัย,พิษณุโลก, พิจิตร ฯลฯ พร้อมสรุปผลการถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำปี2568 และแนวทางการบริหารจัดการน้ำปี2568

โดยสำนักงานชลประทานที่3 พร้อมพิจราณา ปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด แนวทางการแก้ไขการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมเพื่อเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี2569 ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมต่อไป.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดประชุมครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล จังหวัดนราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 15 ธ.ค.68 นายอาทิตย์ ศรีสุวรรณ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล

พื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ที่ห้องประชุมโคกเคียน อบต.โคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานราชการ ระดับจังหวัด/อำเภอ ผู้แทน อปท. ผู้นำท้องที่ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง กว่า 120 คน เข้าร่วม ขณะนี้เดียวกันจะมีผู้เข้าประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom)


โดยนายศารทูล รัตนบุญ วิศกรโยธาชำนาญการ กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้งานจ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ในระบบกลุ่มหาดหลักอ่าวไทยตอนล่าง (T6) ระยะที่ 1 การจัดประชุมในวันนี้ (15 ธ.ค.68)

เพื่อชี้แจงรายละเอียดของรูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายไมตรี ประทีป ณ ถลาง นายอรินทร์ โสมบ้านกวย ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยจะนำผลจากการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เสนอไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องด้วยพื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรูปแบบเขื่อนหินทิ้งตั้งแต่ปากคลองโคกเคียน จนถึงบ้านโคกพะยอม ความยาวรวมประมาณ 5,000 เมตร แต่บ่งช่วงโครงสร้างหินทิ้งทรุดตัวชำรุดเสียหาย

โดยโครงสร้างไม่สามารถป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะในช่วงมรสุมที่มีคลื่นลมแรงได้ ก่อให้เกิดความเสียหานต่อพื้นที่ชุมชน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนหลังแนวชายฝั่ง การดำเนินโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อความมั่นคงแข็งแรงและถาวร ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอส ที กรีน จำกัด ดำเนินโครงการฯ

สำหรับพื้นที่โครงการฯ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หมู่ที่ 1 บ้านโคกเคียน และหมู่ที่ 13 บ้านบาโร๊ะบูตอเหนือ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งในลักษณะการบูรณาการเป็นระบบกลุ่มหาดในพื้นที่ศึกษา ตลอดจนศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ

ชายฝั่งตามพื้นที่ที่ได้ศึกษาออกแบบรายละเอียด โดยประเมินความคุ้มค่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ และเพื่อศึกาา/จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายทะเล หรือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการฯ สามารถป้องกันและแก้ไขปัยหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ และลดการเกิดความเสียหายด้านทรัพยากรชายฝั่ง ป้องกันทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนไม่ให้ถูกคลื่นกัดเซาะ ทำให้สภาพชายฝั่งมีทัศนียภาพสวยงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย
////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ ทำบุญกว่า 1 ล้านบาท มอบให้รพ.ตำรวจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พระวชิรคณาทร

ดร.เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง หรือ เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มี นาย ขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธาน ในพิธี พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเพื่อน้อม บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความจงรักภักดีอย่างล้นพ้น

หลังจากเสร็จสิ้นพิธี เพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้าน เจ้าคุณแจ้ ได้มอบเงินให้กับ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล และสถานีตำรวจ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียนและโรงพยาบาลที่เกิดขึ้น

โดย พระวชิรคณาทร หรือ เจ้าคุณแจ้ บอกว่า สำหรับการมอบเงินสนับสนุนหน่วยงานต่างๆในวันนี้ เป็นเงินจากส่วนตัวที่มีญาติโยมถวายใส่ซองในงานกิจนิมนต์ต่างๆตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งในทุกๆปี จะนำปัจจัยที่ได้จากกิจนิมนต์รวบรวมเอาไว้และจะเปิดซองปีละสองครั้ง

เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดมอบให้สาธารณประโยชน์ ทั้งเรื่องการแพทย์ การศึกษา ตำรวจ ทหาร และชุมชน ซึ่งครั้งนี้สามารถรวบรวมปัจจัยได้ทั้งหมด 1.2 ล้านบา จึงนำมามอบในครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางเลนออกรับบิณฑบาตร เนื่องในวันชาติ และวันพ่อแห่ชาติ 5ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2568วัดบางเลน อำเภอบางเลน จ.นครปฐม พระครูเกษมถาวรคุณเจ้าคณะตำบลไผ่หูช้างเจ้าอาวาสวัดบางเลนได้นำ..คณะสงฆ์วัดบางเลนออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ซอยวัดบางเลน และตลาดแพปลาบางเลนธานี

เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม พศ.2568 คณะสงฆ์วัดบางเลนจึงออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง โดยมีญาติโยมคนไทย และชาวเมียนมาร่ามทำบุญใส่บาตร จำนวนมาก

สิ่งของที่ญาติโยมได้ร่วมกันทำบุญมา ทางวัดบางเลนจะนำมาจัดทำเป็นถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ ในชุมชนอำเภอบางเลนต่อไป เพื่อเป็นสะพานบุญส่งต่อแด่ญาติโยมที่ใส่บาตรทำบุญมา

ทางวัดบางเลน ได้ทำเช่นนี้มานานกว่า 15 ปีแล้ว ญาติโยมท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมทำบุญ บริจาคข้าวสารอาหารแห้ง หรือเป็นปัจจัยที่จะนมาซื้อสิ่งของที่ขาดเติมให้ครบเป็นถุงยังชีพ สามารถร่วมบริจาคได้ตามช่องทางนี้ ..ธนาคารไทยพานิช ชื่อบัญชีวัดบางเลน 780-3004-831

หรือติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูเกษมถาวรคุณ เจ้าคณะตำบล ไผ่หูช้าง เจ้าอาวาสวัดบางเลน โทรศัพท์ 081-7362702
ประยูร น้อยบัวงาม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้ ปภ.จังหวัด และปกครองอำเภอ- จังหวัด ทั้ง 22 อำเภอ คุณแม่โฆษกรัฐบาล นำชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมมอบเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ ศาลากลางถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นาย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และ ปภ.จังหวัด ได้มารับมอบสิ่งของ “รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้” ซึ่งวันนี้ ได้มี ชมรมแม่ดีเด่นจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ คุณแม่ของโฆษกรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นำเงินสดมาร่วมบริจาคจำนวนหนึ่ง พร้อมกับประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ

ได้นำข้าวของเครื่องใช้ ที่จำเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง พริก – หอม – กระเทียม ยารักาโรค แป้งนาคา ผ้าอนามัย น้ำดื่ม เงินสด อื่นๆ ตามจิตศรัทธา เพื่อนำส่งมอบไปให้พี่น้องชาวใต้ โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังประสบอุทกภัยใหญ่ที่สุด ที่จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย สร้างความเสียหาย กับการสูญเสีย ของพี่น้องชาวใต้เป็นอันมาก แม้วันนี้น้ำจะลดลง แต่การฟื้นฟูก็ยังมีความต้องน้ำใจจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ จังหวัดศรีสะเกษเอง โดยป้องกันบรรเทาสาธารรภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลำเลียงสิ่งของเครื่องใช้ ที่นำเป็น ส่งผ่านเครื่องบิน ซี300 ที่สนามบินอุบล ส่งตรงลงใต้มาแล้ว แต่ก็ยังมีความช่วยเหลือจากคนศรีสะเกษ ได้นำสิ่งของมามอบผ่าน ปภ.ศรีสะเกษ ตลอด วันนี้จึงได้ทำการรวบรวมอีกรอบ เพื่อนำส่งไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบิน กองบิน21 จังหัดอุบล ส่งตรงลงใต้ ส่วนเงินสดก็ได้โอนเข้าบัญชี ที่รับบริจาคที่ภาคใต้โดยตรง เพื่อนำไปจัดสรรแบ่งไปตามหมู่บ้าน ชุมชน กระจายไปตามครอบครัว ตามระบบ เพื่อให้ถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ในครั้งนี้

โดย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า อันดับแรกต้องขอเป็นกำลังใจให้กับชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวภาคใต้ ที่พบเจอกับมหาอุทกภัย เชื่อว่าเป็นภัยที่ใหญ่สุดในรอบหลายสิบปี ที่เกิดเหตุขนาดนี้ ก็เนื่องจากน้ำฝนที่ตกมาก ตกหนักในระยะสั้นๆ ต่อเนื่อง และจากเหตุการณ์นี้ ตนเชื่อว่าพวกเราชาวจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งคนไทยทุกคนก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่ง ท่านนายก อนุทิน บอกว่า ทุกข์ของชาวบ้าน ก็คือ ทุกข์ของเราชาวข้าราชการทุกคน ซึ่งในขณะนี้อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ กำลังเข้าสู่การฟื้นฟู และท่านนายก อนุทิน ก็ได้เร่งในการเยียวยา ซึ่งในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ สิ่งของต่างๆ ที่มารวบรวมกันในวันนี้ ส่วนหนึ่งได้รับการบริจาคมาจากส่วนราชการต่างๆ ข้าราชการในจังหวัด ในอำเภอ และภาคเอกชน พร้อมวันนี้ยังได้รับการบริจาคเงินสด จากชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ มาร่วมบริจาค เพื่อส่งความห่วงใยไปสู่พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา การฟื้นฟู พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ ต่อไป.

ขณะเดียวกันที่ ปกครองอำเภอ ทั้ง 22 อำเภอ ก็ได้เปิดรับสิ่งของ เครื่องใช้ ในการรวมน้ำใจเพื่อซับน้ำตาชาวใต้ เหมือนกันกับที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นาย พศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย และ นายสมพงษ์ จิริวิภากร นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลกำแพง เป็นหัวเรือใหญ่ในการเปิดรับสิ่งของเครื่องใช้ และที่ชาวบ้าน นำมามอบให้มากที่สุดก็เห็นจะเป็น ข้าวสาร เพราะชาวอีสาน ทำนา ปลูกข้าว จึงได้นำข้าวสารมามอบให้มากที่สุด ขณะนี้มีมากกว่า 10 ตันแล้ว ซึ่งจะได้ลำเลียงโดยรถยนต์ขนส่ง รถบรรทุกใหญ่ ส่งไปในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมกับข้าวของอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคมา ซึ่งตอนนี้เชื่อน่าจะเต็มรถบรรทุก 10 ล้อแล้ว มากกว่า 5 คัน เฉพาะในอำเภออุทุมพรพิสัย ตอนนี้ วันนี้
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ1 ลงพื้นที่ ดูโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง

แชร์เนื้อหานี้

กรมทรัพยากรน้ำ #โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1ลงพื้นที่ตรวจราชการ “โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง” (กำชับติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนภัย และการดูแลรักษาความสะอาด)

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) #นางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผุ้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา หมู่ที่ 5 หมู่บ้าน นิคมเขต 15 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง งบประมาณ พ.ศ.2568 (งบกลาง)

โดยมีช่างควบคุมงาน ลงพื้นที่ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบ ซึ่งโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมีผลการดำเนินงาน 20% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถสูบน้ำ กระจายน้ำได้ 900 ลบม./วัน ประชาชนในพื้นทีได้รับประโยชน์กว่า 20 ไร่ 2,000 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้มีการกำชับให้ช่างควบคุมงาน และผู้รับจ้าง ให้ติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนให้ประชาชนทราบ ตลอดจนให้มีการติดไฟกระพริบหรือติดไฟให้สว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนที่สัญจรผ่าน นอกจากนี้

ให้ปฏิบัติงานด้วยความรอบครอบ โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เช่น การรักษาความสะอาดบนพื้นผิวถนน และการไม่สร้างสิ่งกีดขวางต่างๆ ให้กับประชาชน///

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดกุดสมิง ศรีสะเกษ จัดพิธี สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล พุทธาภิเษก เตรียมติดตั้งที่ฐานภูมะเขือ และชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ ศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง บ้านกุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้มีพ่อขาว – แม่ขาว ได้มาร่วมสวดมนต์ข้ามคืน ร่วมปฎิบัติธรรม สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่ เทหล่อจากปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ที่ทหารไทย ยิงปะทะชายแดน ไทย – กัมพูชา ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะ สามารถขึ้นไปตียึดฐานภูมะเขือ มาได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนที่นายทหารจะได้นำปลอกกระสุนปืนใหญ่มาถวายให้กับ พระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง

ซึ่งภายหลังจากได้จัดพิธีเทหล่อ เป็นองค์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด คือ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ฐานภูมะเขือ, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดบุรีรัมย์ และช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมมี “พระผงกรุตสมิงชัยมงคล” รุ่น “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ทั้งเป็นรูปสีธงชาติไทย, สีแดง, สีลายพรางทหารไทย, สีเขียวเข้ม และสีขาวพื้นน้ำตาล และบ่ายของวันนี้ ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก โดยมี พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน

โดย ในพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นภายในศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน พร้อมมีเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียง ร่วมนั่งปรก ทั้ง 4 ทิศ อันได้แก่ 1.หลวงปู่ เร็ว ฉนฺโก 2.พระครู เกษม ธมฺมาณุวัตร 3.หลวงปู่ อุดมทรัพย์ สิริพุฒโต และ 4.พระครูปิย วนานุรัต หรือพระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง ร่วมนั่งปรกล้อมรอบ วัตถุมงคล พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย, “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ รวมทั้งวัตถุมงคง ของญาติโยม

ที่ขอนำมาวางร่วมในพิธีอีดเป้นจำนวนมากด้วย โดยภายหลังจากที่คณะสงฆ์ ได้สวดพิธีพุทธราภิเษก เสร็จ ประธานฝ่ายฆารวาส ประธานฝ่านสงค์ ได้ร่วมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ให้พรแก่ญาติโยม ที่มาร่วมพิธี ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ญาติโยม ร่วมร่วมบูชา “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ที่เป็นการบูกชาแบบสุ่ม ว่าเมื่อเปิดกล่องออกมา จึงจะทราบารู้ได้ว่า ได้รุ่นสีอะไรไปบูชา และจากนี้ญาติโยม ที่ประสงค์อยากจะได้ไปบูชา ปกป้องคุ้มครองตนเอง เรียกทรัพย์อุดม ค้าขายร่ำรวย ก็วสามารถมาขอบูชาได้ที่วัดกุดสมิง และจะได้ทำการประสานทหาร เพื่อเตรียมนำ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่เทหล่อด้วยปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด และนำพระผง 5 สี ไปมอบให้ทหารที่ฐาน ด้วย
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.เกษตรฯ รอ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ติดตาม โครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวง อุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

แชร์เนื้อหานี้

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล ต้อนรับรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอัธยา อรรณพเพ็ชร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ร่วมให้การต้อนรับ ร้อย

เอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและ ติดตามผลการดำเนินงานก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำ

ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แตงให้การต้อนรับโดยมีนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน

นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 นายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน

ที่ 1 และนายปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 ณ อาคารพลับพลาเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทานได้ศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาการชาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงฯ เพื่อรองรับการใช้น้ำในภาคการเกษตร การท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่-จังหวัดลำพูน..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลนครสมุทรปราการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระพันปีหลวง พร้อมทำบุญครบรอบวันเกิด “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00. น.วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่หอชมเมืองสมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอชมเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เรือนจำเก่าและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลังการก่อสร้างหอชมเมืองแล้ว ยังไม่เคยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาก่อน

พร้อมกันนี้ ทางเทศบาลยังได้ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ คุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดกลางวรวิหารจำนวน 11 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย

ภายในงาน มี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ / นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 1 / นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 3 / ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา (อดีต ส.ส.สมุทรปราการ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนคดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้สถานที่จัดงานเป็น หอชมเมืองสมุทรปราการ เนื่องจาก สถานที่ก่อสร้างหอชมเมืองแต่ก่อนนั้นเป็นเรือนจำเก่า และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และหลังจากก่อสร้างหอชมเมืองสมุทรปราการแล้วเสร็จ ก็ยังไม่เคยได้ทำบุญเลย

วันนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่นี้ เชื่อว่าที่ผ่านมาน่าจะมีการเสียชีวิตหลายพันคน จึงเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และขณะเดียวกัน เราก็ได้ทำบุญให้กับคุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ด้วยเนื่องจากวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม พอดี จึงได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปพร้อมๆกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”สัญญาณวิกฤตจากCOP30โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส
แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ “หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง” (Slipped out of reach)ไปแล้ว
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ
กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”
หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ “จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ”เส้นแบ่งวิกฤต” ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points):
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ
ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C

หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
  1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
    พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  1. “จุดเปลี่ยน”พร้อมกันจำนวนมาก
    ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
    4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
    ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
    5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
    มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
    6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
    ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ:
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ “ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว” จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

  1. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    4.คลื่นความร้อนมรณะ
    อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
    5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
    6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า
การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเทศไทยต้องยกระดับแผนปฏิบัติการ
1.เป้าหมายที่ชัดเจน: ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE) ให้เป็น 51% ของไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037)
2.กำลังการผลิตปัจจุบัน:
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 10,010.5 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มกำลังการผลิตนี้จะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ากว่า70%
2.การปฏิวัติภาคขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นกลไกหลักในการลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยCo2ในเขตเมือง
2.1การเร่งโครงสร้างพื้นฐาน:
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาด EV โดยตั้งเป้าเพิ่มหัวจ่ายชาร์จเร็วให้ได้อีกอย่างน้อย 1,000 หัวจ่าย ในปี 2567
2.2เชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล) ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อ ลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียม และสร้างรายได้ทางภาคเกษตร มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
3.การจัดการพลังงานอัจฉริยะและการอนุรักษ์
การเปลี่ยนผ่านจะไม่สมบูรณ์หากขาดเทคโนโลยีการจัดการและการอนุรักษ์พลังงาน


3.1ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
การลงทุนใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถ รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ 100% ในบางช่วงเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลสำรอง
3.2การอนุรักษ์พลังงาน: แผนพลังงานของประเทศมีเป้าหมายที่จะ ลดค่าความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity – EI) ลง 36% ภายในปี 2580 การบรรลุเป้าหมายนี้เท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซจากการประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตใหม่

บทสรุป: ภารกิจแห่งความอยู่รอด
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอุณหภูมิโลกพุ่งเกิน 2 C
การต่อสู้กับภัยพิบัตินี้จึงเป็นภารกิจแห่งความอยู่รอดที่
รัฐบาลและทุกภาคภาคต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net-Zero ภายในปี 2065 ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของโลกและมหันตภัยของประเทศไทยก่อนจะสายเกินแก้โดยทันที.”