#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / วช. หนุนใช้โดรนอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพกู้ภัย ลดความเสี่ยงเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และคณะ ลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาระบบการใช้โดรน

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจ ประเมินสถานการณ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ติดตามการสาธิตการใช้งานโดรนลาดตระเวนและโดรนสำรวจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ทั้งภาพมุมสูง ระดับน้ำ

เส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด รวมถึงการตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดที่มีผู้ประสบภัยติดค้าง และสภาพแวดล้อมโดยรอบ พร้อมส่งสัญญาณภาพสดกลับไปยังศูนย์บัญชาการ เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตภารกิจของโดรนลำเลียงสัมภาระ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ถนนถูกตัดขาด

หรือพื้นที่ที่การเดินทางของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยโดรนสามารถบินอัตโนมัติ ขนส่งยา อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์กู้ภัย ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์ไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เทคโนโลยีโดรนดังกล่าวยังช่วยลดจำนวนเที่ยวบินในการลำเลียงสิ่งของ รองรับการขนส่งสัมภาระได้หลากหลายประเภท และสามารถปฏิบัติงานได้ในหลายสภาพแวดล้อม แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นทางคมนาคมหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยยานพาหนะทั่วไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยกระดับระบบเฝ้าระวัง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เวทีแห่งความภาคภูมิใจ! GLOBAL WORLD AWARDS 2026 มอบรางวัลเชิดชูบุคคลต้นแบบระดับโลก

แชร์เนื้อหานี้

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! “GLOBAL WORLD AWARDS 2026” มอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ เชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบจากหลากหลายสาขากรุงเทพ ฯ – 2 สิงหาคม 2569 ณ คาลิโซ่ เอเชียทีค เดอะรีเวอร์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ที่จัดขึ้น ณ Calypso Asiatique The Riverfront

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา เวทีมอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชิดชูบุคคล องค์กร ผู้ประกอบการ อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ เน็ตไอดอล และผู้มีผลงานโดดเด่นจากหลากหลายสาขา ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พ่อหม่อม พลตรีหม่อมหลวงวัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ให้เกียรติเป็น ประธานในพิธีมอบรางวัล แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกจากหลากหลายสาขา สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้รับรางวัลและผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก มีผู้ได้รับการเสนอชื่อและเข้าร่วมรับรางวัลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และองค์กรนานาชาติ

การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือของคณะผู้จัดงาน ประกอบด้วย :คุณกล้ามชาย จีนสวัสดิ์ ประธานโครงการเก้าเสาหลักพิทักษ์แผ่นดิน และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทยคุณกฤษณา จีนสวัสดิ์ นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทยคุณก๊อต ดราก้อน ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย

คุณ Serdar Atila ผู้ช่วย Mr. Faruk Alkaya ประธานองค์กร i.O.F.F. ซึ่งร่วมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติภายในงานได้มีการมอบรางวัลเกียรติยศในหลายสาขา รวมถึง ATTOF Tourism World Award of Excellence 2026 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม ธุรกิจ และการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ

การจัดงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในระดับสากลต่อไป

งานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้จัดงานในการยกระดับเวทีรางวัลของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลและองค์กรที่อุทิศตนเพื่อสังคม ได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติในระดับนานาชาติอย่างสมเกียรติ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แถลงข่าวยิ่งใหญ่! “โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” ส่งโอกาสสู่เด็ก 1,700 คน จ.บึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการแบ่งปัน เมื่อ โครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” จัดงานแถลงข่าวและประชุมใหญ่ในวันนี้ (2 สิงหาคม 2569) ณ ห้างบิ๊กซี สาขาสำโรง 2 ชั้น 2

ชมรมเทียนทิพย์โหรา เพื่อประกาศความพร้อมในการดำเนินโครงการ พร้อมเชิญคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้สนับสนุน สื่อมวลชน และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล การดำเนินงานครั้งนี้

นำโดย เกตน์ศิรณี บุญมา ประธานดำเนินงานโครงการ พร้อมด้วย คุณชัยยุทธ–คุณสุชาดา ทวีปวรเดช ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้แก่ อาจารย์คุณหญิงปารณีย์ ทัดรอง, ดร.วโรดม ศิริสุข, นายชัยสิทธิ์ อู่วิเชียร และนางจิดาภา อู่วิเชียร รวมถึงคณะรองประธานและคณะกรรมการจากหลากหลายภาคส่วน

โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นธุรกันดาร ปีที่14 รองประธาน ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ ดร.รัชดาภรณ์ เกตุเทศ สุนทรี คำจุลลา อี๊ดที่รักสตูดิโอ แพรทอง โคชะดา กองเพชร โคชะดา ติณณภพ ครีมสวัสดิภาพ รัตนา บัณฑิตสอน
ดร.นันท์ชญาน์ ตะวันเที่ยง ดร.ศิริกฤช วสุวานิช นาย เกริกวุฒิ

สมอยู่ น.ส.รุ่งอรุณ แวงน้อย ดาด้า / น้ำฝนทวีพร / ลุงก้อง / สกาย / ไอซ์ กรรมการ ด.ญ.ธรรศกร วสุวานิช น้องพอดี / น้องมีนา / น้องเฌอเบลล์ / น้องสุดที่รัก / น้องเตโช / น้องไอเดียร์ / น้องทิวา/ปัทมานันท์ ตาลทอง / น้องผิงผิง / น้องหว่าหวา / น้องลัคกี้/ พี่จิ๋ม ที่ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน สำหรับกิจกรรมหลักของ

โครงการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 ณ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โดยมีโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายจิตอาสา รวม 23 หน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อส่งมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องอุปโภคบริโภค กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชนกว่า 1,700 คน

โครงการได้รับความร่วมมือจาก นายวิทยา ภารจรัส นายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง, นายวิกร นาชัย รองนายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง และ นางสาวชฎาพร คุณสมบัติ รองปลัดเทศบาลตำบลบึงโขงหลง ในการประสานงานพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมของทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ด้วยความมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสที่ดีให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี พิธีประชุมประจำเดือน การบริหารงานตำรวจ สภ.โคกสำโรง (กต.ตร.) และเปิดใช้สนามเปตอง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 สิงหาคม 25569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรงนายณัฐพงษ์ อารยางกูร ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง (เป็นประธานประชุม)

โดยมี พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดฯ คณะกรรมการ กต.ตร. และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้การประชุมประจำเดือนได้สรุปงานตำรวจและสถานการณ์อาชญากรรมในพื้นที่ สภ.โคกสำโรง รวมทั้งงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมรายงานผลการปฏิบัติในรอบ 6 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม

ถึงเดือน มิถุนายน 2569งานสืบสวนรายงานผลการปฏิบัติการจับกุมในรอบ 6 เดือนเช่นเดียวกัน รวมถึงรับฟัง ปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน และข้อเสนอแนะต่างๆ ในที่ประชุม

จากนั้นได้มีพิธีเปิดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาเปตองเชื่อมความสามัคคี ระหว่างคณะ กต.ตร.สภ.โคกสำโรง พบกับทีมผู้บังคับบัญชา สภ.โคกสำโรง อีกด้วย โดยแบ่งเป็นทีมผู้ชนะ ออกเป็น 3 ทีม

จะได้รับรางวัลที่ 1 รางวัลที่ 2 และรางวัลที่ 3 ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธร โคกสำโรง ได้มอบเครื่องทำน้ำเย็น ให้กับทางสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ไว้ใช้ จำนวน 1 เครื่อง

สถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ได้จัดสร้างและเปิดใช้งานสนามเปตองแห่งใหม่นี้ ก็เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นสถานที่ออกกำลังกายและพัฒนาทักษะกีฬา ส่งเสริมให้ออกกำลังกายมีสุขภาพที่แข็งแรง พูดคุย

สร้างความคุ้นเคย และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกติกา โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรงและคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง (กต.ตร.)

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของข้าราชการตำรวจทุกช่วงวัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคี ความรักใคร่กลมเกลียว และความสัมพันธ์อันดีภายในหน่วยงานอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ” เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว เป็นประธานเปิด “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และเป็นประธานในพิธีแห่เทียนพรรษา ประจำปี ๒๕๖๙

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (30 ก.ค.69) เวลา 10.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี นำโดย พระครูปลัดปรีดา โชติกโร

หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา (ประธานฝ่ายสงฆ์) พร้อมด้วย ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร (ประธานในพิธี)

นายศุภวัชร ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ใน หม่อมหลวง วรานุชสรณ์ วัชรีวงศ์ (รองประธานในพิธี) นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายดำเนินงาน) นายวงศกร ศรีสวัสดิ์

ประธานชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายจัดกิจกรรม) นายทวีศักดิ์ คำดำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี

เขต 3 พร้อมคณะกรรมการ “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” ร่วมพิธีเปิดป้ายที่ทำการสำนักงาน “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และบวงสรวงตั้งศาลใหม่ ศาลพระภูมิตายายเจ้าที่


ต่อมาเวลา 13.00 น. ประธานในพิธี พร้อมกับ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร่วมกับ ชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นำเทียนพรรษา ถวายเพื่อเป็นพุทธบูชานำทางแสงสว่าง โดยมี คณะ

ศิษย์ยานุศิษย์สายบุญ จากจังหวัดตราด นำผ้าป่าสามัคคีแห่มาร่วมสมทบ และมีคณะนางรำจาก ชมรมศิลปะรำพื้นบ้านไทย

เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม นำทีมโดย นางฐิติรัตน์ สักนะพรต ประธานชมรม นำทีมนางรำขบวนแห่ในครั้งนี้.

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /รมต.ลงพื้นที่สิงห์บุรี ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เร่งขับเคลื่อนโครงการป้องกันน้ำท่วม ย้ำทุกหน่วยงานบูรณาการดูแลประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย ตรวจสอบความพร้อมในการรองรับมวลน้ำจากภาคเหนือ และเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี นายภานุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา พลตำรวจตรีชัยรพ จุณณวัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี นายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอพรหมบุรีนายอำเภออินทร์บุรีอำเภอเมืองสิงห์บุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามจุดเสี่ยงและโครงการสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณปากคลองกระทุ่มโพรง หมู่ที่ 6 ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี ซึ่งประสบปัญหาตลิ่งทรุดตัวและมีความเสี่ยงจากกระแสน้ำ โดยรับฟังแนวทางแก้ไขและแผนเสริมความมั่นคงของตลิ่งจากโครงการชลประทานสิงห์บุรี

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี เพื่อติดตามแผนก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมระยะทางประมาณ 800 เมตร พร้อมรับฟังความก้าวหน้าของโครงการด้านวิศวกรรม งบประมาณ และแผนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยและเสริมความมั่นคงของระบบบริหารจัดการน้ำ

ต่อมา ได้ลงพื้นที่บริเวณแยกศาลหลักเมือง อำเภอเมืองสิงห์บุรี เพื่อติดตามแนวทางการจัดทำแนวป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด รวมถึงติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสาย 311 ช่วงแยกไกรสรราชสีห์–แยกศาลหลักเมือง และพื้นที่ก่อสร้างสะพานบางระจันแห่งใหม่ โดยโครงการมีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 20 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 พร้อมแผนก่อสร้างวงเวียน ปรับปรุงสะพาน และติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

ในการรายงานสถานการณ์ หน่วยงานด้านชลประทานได้ชี้แจงว่า พื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำเชียงรากกว่า 38,300 ไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมรายงานเกณฑ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยหากมีการระบายน้ำ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ และหากเพิ่มเป็น 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะเริ่มล้นตลิ่ง นอกจากนี้ยังได้รายงานมาตรการเตรียมความพร้อม ทั้งการเสริมคันดิน วางกระสอบทราย การเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชน และแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

ด้านโครงการระยะยาว ได้มีการติดตามแผนแก้ไขปัญหาตลิ่งพังบริเวณตำบลพระงาม ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันด้วยเสาเข็มลึก 16 เมตร แบ่งดำเนินการ 4 ระยะ วงเงินรวม 180 ล้านบาท บรรจุในแผนงบประมาณปี 2571–2574 รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออุดช่องว่างแนวป้องกันน้ำหรือ “ฟันหลอ” ระยะทางประมาณ 700–800 เมตร โดยเสนอของบประมาณ 250 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง จัดทำแผนเผชิญเหตุ เตรียมกำลังพล เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติงาน แม้ว่าการคาดการณ์ปริมาณฝนในปี 2569 จะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ทุกหน่วยงานต้องไม่ประมาท และต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันน้ำท่วม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดผลกระทบจากอุทกภัยซ้ำซาก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดสิงห์บุรีอย่างยั่งยืน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯ เชียงราย เปิดอบรมขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน มุ่งผลักดันสถานศึกษาทุกแห่งสมัครเป็นสมาชิก อพ.สธ. ภายในปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

โดยมีพระพุฒิวงศ์วิวัฒน์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 นางฐิติมา เร่งประเสริฐ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย ตลอดจนผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ และบุคคลากรทางการศึกษาร่วมกิจกรรมการอบรมปฏิบัติการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อพ.สธ.) เข้าสู่ห้องเรียน

โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม และวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมโรงเรียนมานิตวิทยา โรงเรียนเทิงวิทยาคม โรงเรียนเทศบาล 1 (สันติสุข) และโรงเรียนเทศบาล 3 (ศรีทรายมูล)การจัดอบรมครั้งนี้เป็นไปตามมติการประชุมการขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน จังหวัดเชียงราย ที่กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานตามโครงการ อพ.สธ.

เพื่อผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาทุกแห่งในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมเป็นสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนให้ครบถ้วนภายในปีงบประมาณ 2569 สอดคล้องกับแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะ 5 ปีที่ 7 (1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2569) อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ด้านทรัพยากรพืชเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนในสถานศึกษา

กลุ่มเป้าหมายของการอบรมประกอบด้วย หัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษาหรือผู้แทนที่ยังมีสถานศึกษาในสังกัดไม่ได้เป็นสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้แทนของโรงเรียนที่อยู่ระหว่างดำเนินการสมัครเป็นสมาชิก รวมถึงรองศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายและบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย

เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโอกาสนี้ได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจาก อาจารย์ ดร.จันทรารักษ์ โตวรานนท์ รักษาการแทนหัวหน้าสถาบันอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยทีมวิทยากรจากโรงเรียนเทิงวิทยาคม โรงเรียนมานิตวิทยา โรงเรียนเทศบาล 1 (สันติสุข) และโรงเรียนเทศบาล 3 (ศรีทรายมูล ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนแก่ผู้เข้าร่วมอบรม

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวเปิดการอบรม พร้อมมอบแนวคิดและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การปลูกฝัง

จิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแก่เยาวชน และการบูรณาการองค์ความรู้สู่ห้องเรียน เพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เปิดแล้ว “Welcome to Chiang Rai Shop” และ Modaloom Cafe ที่โลตัสแม่สาย ดันสินค้าอัตลักษณ์–กาแฟเชียงราย สู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด Welcome to Chiang Rai Shop สาขา Lotus’s แม่สาย และ Modaloom Cafe ณ โลตัส สาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวารายุทธ ค่อมบุญ

นายอำเภอแม่สาย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่สาย นายกสมาคมสื่อมวลชนแบะนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ผู้บริหารบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
นางสาวกนกพร (ผู้แทนบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน พร้อมระบุว่า โลตัสแม่สายมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าสถานที่จับจ่ายใช้สอย แต่เป็นพื้นที่ที่สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยการเปิด Welcome to Chiang Rai Shop ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่

เพื่อรวบรวมสินค้าอัตลักษณ์ ของดี และผลิตภัณฑ์คุณภาพของจังหวัดเชียงรายให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น โอกาสนี้ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ขยายช่องทางการตลาด และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การจัดตั้ง Welcome to Chiang Rai Shop ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในการสร้างศูนย์รวมสินค้าคุณภาพของจังหวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ที่เดินทางผ่านอำเภอแม่สาย ได้เลือกซื้อสินค้าอัตลักษณ์ ของฝาก และผลิตภัณฑ์ชุมชน

คุณภาพจากผู้ประกอบการจังหวัดเชียงรายในจุดเดียว
นอกจากนี้ การเปิดให้บริการ Modaloom Cafe ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของกาแฟเชียงราย ด้วยการนำเมล็ดกาแฟคุณภาพจากเกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต สนับสนุนเกษตรกร และผลักดันให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองกาแฟคุณภาพของประเทศไทยและระดับสากล

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ Welcome to Chiang Rai Shop มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Lotus’s อำเภอเมืองเชียงราย

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2569, Lotus’s หางดง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 15 ธันวาคม 2569 และ Lotus’s รวมโชค จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2570 พร้อมตั้งเป้าขยายสู่เมืองกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายในปี 2570 เพื่อผลักดันสินค้าของจังหวัดเชียงรายสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวอีกว่า บริษัท Welcome to Chiang Rai (Trader Chiang Rai) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันโครงการให้เกิดขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว

ร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการจังหวัดเชียงราย รวมทั้งสัมผัสรสชาติกาแฟคุณภาพจาก Modaloom Cafe เพื่อร่วมกันสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งต่อความภาคภูมิใจของจังหวัดเชียงรายสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /2 ล้านเม็ดไม่ถึงปลายทาง!” ตำรวจมุกดาหารไล่ล่าข้ามจังหวัด ปิดเกมเครือข่ายยานรก รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด พร้อมอายัดของกลางมูลค่า 1.2 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เดินหน้าปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตามแผน “Operation 90 Days” จับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 2 ล้านเม็ด และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 2 คัน หลังสืบสวนติดตามพฤติกรรมเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน ก่อนขยายผลจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายสำคัญ ภายใต้ปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ตามนโยบายรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 4 ในแผนยุทธการ “Operation 90 Days 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

คดีดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จิรัสประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, นายชรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พร้อมคณะรองผู้บังคับการ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร

จากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้เส้นทางลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ไปยังจังหวัดสกลนครและนครพนม โดยใช้รถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ ทะเบียน 3ขง 5661 กรุงเทพมหานคร เป็นรถลำเลียง

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว กระทั่งพบรถคันดังกล่าวเดินทางผ่านพื้นที่จังหวัดสกลนคร ก่อนจะไปพบกับรถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า สีเทา ทะเบียน กต 5389 สกลนคร จากนั้นรถทั้งสองคันได้ขับมุ่งหน้าไปยังพื้นที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

เวลาประมาณ 21.00 น. รถกระบะได้ขับเข้าไปยังสวนยางพารา บ้านหนองเหนือ หมู่ 5 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นจุดรับยาเสพติด ก่อนที่รถทั้งสองคันจะมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อำเภอวรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และเข้าพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง

ตำรวจจึงประสานกำลังเข้าตรวจสอบ พบชาย 2 คนภายในห้องพัก ได้แก่ นายพีรดนย์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดพัทลุง ผู้ขับรถกระบะ และ นายอาภากร อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดกระบี่ ซึ่งรับว่าเป็นผู้นั่งโดยสาร เมื่อตรวจค้นรถกระบะพบกระสอบห่อด้วยถุงดำจำนวน 5 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะโดยสารด้านหลัง ภายในบรรจุยาบ้าประมาณ 2 ล้านเม็ด

จากการสอบสวน ทั้งสองให้การว่ายังมีรถเก๋งที่ร่วมขบวนจอดอยู่ห่างจากรีสอร์ตประมาณ 2 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงติดตามไปตรวจสอบและควบคุมตัว นายศักดิ์ณรงค์ อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผู้ขับรถเก๋งไว้ได้อีก 1 ราย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายอาภากร ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดกระบี่ ที่ จ.94/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดเพื่อการค้า และได้อายัดรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ ทะเบียน 3ขง 5661 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน รถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า ทะเบียน กต 5389 สกลนคร จำนวน 1 คัน รวมมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านบาท

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อตัดวงจรการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน