สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สคอ.-สสส. ผนึกพลังเครือข่ายทั่วประเทศ เดินหน้าบูรณาการสร้าง “ถนนปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ รร.ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุม “บูรณาการพลังสื่อ-เอกชน สร้างถนนปลอดภัย” เพื่อผนึกกำลังภาคีทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน ความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 80 คนจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสื่อสารลดความเสี่ยงและยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ บทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นชัดว่าหากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ต้องยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐาน บูรณาการองค์ความรู้จากทุกฝ่าย และออกแบบการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งตอนนี้เรามีเครือข่ายสื่อมวลชนที่มีพลังการด้านสื่อสาร ภาคเอกชนมีพลังด้านทรัพยากรและนวัตกรรม

ภาคการศึกษามีพลังด้านองค์ความรู้และการปลูกฝังคนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อไปจะทำให้การลดอุบัติเหตุไม่ใช่เพียงการรณรงค์ระยะสั้น แต่เป็นการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ควรมีการสื่อสารให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง กระตุ้นเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ผลักดันให้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)ในพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการอย่างเป็นระบบ เราต้องช่วยกันจัดการกับความเสี่ยงที่เกิด
จาก คน รถ ถนนและสิ่งแวดล้อม ให้ลดลงหรือหมดไป ความปลอดภัยถึงจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

นายพรหมมินทร์ กล่าวต่อว่า สคอ.และเครือข่ายได้มีกรอบความร่วมมือระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่การสื่อสารสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ผลิตและขยายผลสื่อที่ต่อเนื่อง สร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมเห็นความปลอดภัยเป็นเรื่องใกล้ตัว 2. การใช้องค์ความรู้และข้อมูล พัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อกำหนดมาตรการที่แม่นยำและตอบโจทย์ปัญหาจริง 3. การพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ บูรณาการหลักสูตรความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และ 4.การขับเคลื่อนเชิงนโยบายสาธารณะ ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานเด่นด้านความปลอดภัยทางถนนจากภาคีเครือข่าย อาทิ ภาคเอกชนโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ถ่ายทอดประสบการณ์การสนับสนุนกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยและสร้างจิตสำนึกในกลุ่มเยาวชน รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่นำมาใช้เพื่อให้มีการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนภาคการศึกษามีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่นำเสนอกิจกรรมส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยในรั้วมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น เพื่อออกแบบแนวทางความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปขยายผลในระดับจังหวัดและภูมิภาค สะท้อนพลังเครือข่ายที่พร้อมเดินหน้าร่วมกันอย่างจริงจังการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงระบบ ที่มุ่งสร้าง “ถนนปลอดภัย” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ลดความสูญเสีย และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
ให้ให้มีความยั่งยืนในระยะยาว

นายวิวรรธน์. แพ่งสุภาประธานเครือข่ายสื่อออนไลน์ภาคเหนือ 17 จังหวัด. @รายงาน”

” จี้ ตร. ล่ามือปาระเบิดบ้านนักข่าวประจวบฯ 2 เดือนคดีไม่คืบ ห่างกองบังคับการแค่ 300 เมตร!
เมื่อวันที่6มี.ค.69 กลายเป็นประเด็นที่สังคมออนไลน์กำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าคดีคนร้ายปาระเบิดแสวงเครื่องถล่มบ้านพักและอู่ซ่อมรถของนักข่าวท้องถิ่น (สังกัด Top News) ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ก่อเหตุหรือผู้บงการได้ทำไมคดีนี้ถึง “ผิดปกติ”?
อุกอาจหน้าจมูกตำรวจ: จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบฯ เพียง 300 เมตร แต่คนร้ายกลับกล้าขี่จักรยานยนต์มาปาระเบิดใส่รถยนต์จนพังยับเยิน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

แม้ทาง ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ จะยืนยันว่ารู้ตัวคนร้ายและกำลังรวบรวมหลักฐาน แต่เวลาที่ล่วงเลยไปเกือบ 2 เดือน โดยไม่มีการออกหมายจับ ทำให้ถูกตั้งคำถามว่า “ติดตอ” หรือมี “มือมืด” คอยดึงเรื่องหรือไม่?เสียงสะท้อนจากโซเชียล: “ถ้าสื่อยังไม่ปลอดภัย แล้วชาวบ้านจะพึ่งใคร?”กลุ่มองค์กรสื่อและชาวเน็ตเริ่มมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่งทีมสืบสวนส่วนกลางลงพื้นที่

เนื่องจากเกรงว่าอิทธิพลท้องถิ่นจะทำให้คดีนี้กลายเป็น “มวยล้ม” พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ หากแม้แต่นักข่าวยังถูกคุกคามถึงหน้าบ้านพร้อมร้องเรียนถึง ผบ.ตร. คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทำลายทรัพย์สิน แต่เป็นการ “พยายามฆ่า” และ “คุกคามสื่อ” ต้องลากคอผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา
นายนิพล ทองเก่า ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์