สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอ.โคกสำโรง เปิดโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 2,000 คน

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 10.30 น. นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก. สภ.

โคกสำโรง พ. ต. อ. มาโนช จันเที่ยง ผกก. สภ. เพนียด นายกองตรี กรวี กิจรัตนกาญจน์ พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ ร.ต.อ.โกวิทย์ พลั่วพันธ์ รอง สวป.(ชส.)ฯ ด.ต.พฤกษ เหมาะสมัย ผบ.หมู่(ป.)ฯ ส.ต.ต.ศรัณญ์ บุญภาพ ผบ.หมู่(ผช.พงส.)ฯ

พร้อมด้วยส่วนราชการ ผู้อำนวยการโรงเรียน นายกเทศมนตรีตำบลโคกสำโรง นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกตำบล ประธาน กต.ตร. พร้อมคณะ กต. ตร. สถานีตำรวจภูธธรโคกสำโรง และประธาน กต.ตร. สถานีตำรวจเพนียด
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ด้วยอำเภอโคกสำโรง ภายใต้การดำเนินการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.อ.โคกสำโรง) จัดทำโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อให้สถานศึกษามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอโคกสำโรง เพื่อเป็นกระบวนการการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวมในการป้องกันเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักเรียนเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา อำเภอโคกสำโรง
จังหวัดลพบุรี เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” แก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร ตั้งแต่การตัดต้นตอการผลิตและจำหน่ายด้วยการร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน การปราบปรามและการยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหาผู้เสพในชุมชนและสถานศึกษาเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด อำเภอโคกสำโรง จึงได้จัดทำโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา และดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษา กำหนดมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนก่อนวัยเสี่ยงและในวัยเสี่ยงไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เรียนรู้ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด รู้จักวิธีปฏิเสธหลีกเลี่ยงยาเสพติดและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการหมกมุ่น มั่วสุ่มกับยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และอบายมุขอื่นฯ โดยได้กำหนดการอบรม ในห้วงเดือนมิถุนายน 2568 โดยมีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 2,030 คน จำนวน 6 รุ่น โดยมาจาก นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่อำเภอโคกสำโรง จำนวน 5 โรงเรียนประกอบด้วย
  1. โรงเรียนโคกสำโรงวิทยา จำนวน 1,000 คน
  2. วิทยาเทคนิคลพบุรี จำนวน 300 คน
  3. วิทยาเทคนิคโคกสำโรง จำนวน 400 คน
  4. โรงเรียนบ้านสะแกราบ จำนวน 130 คน
  5. โรงเรียนโคกสำโรง จำนวน 200 คน
    รวมทั้งสิ้น 2,030 คน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ
อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.มุกดาหารสกัดจับยาบ้ากว่า 178,000 เม็ดซุกริมถนนเลี่ยงเมือง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 17.30 น. พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจากสายลับว่าอาจมีการลักลอบรับ-ส่งยาเสพติดบริเวณถนนเลี่ยงเมืองมุกดาหาร พื้นที่ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาพ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคํา ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร , พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่เวลา 18.00 น. กระทั่งเวลา 21.00 น. ตรวจพบกระสอบปุ๋ยวางทิ้งไว้ริมถนนใกล้ทางเข้าบ้านนาเตย จำนวน 2 กระสอบ เป็นกระสอบปุ๋ยสีเขียวและสีขาว ภายในบรรจุยาบ้ารวมทั้งหมด 30 ห่อ

จากการตรวจสอบโดยละเอียด พบว่ายาบ้าแต่ละห่อมีลักษณะพันด้วยกระดาษสีขาว มีตัวอักษร A สีเขียว และเทปกาวสีน้ำตาล โดยรวมแล้วพบยาบ้าทั้งหมดประมาณ 178,000 เม็ด แบ่งเป็นยาบ้าเม็ดสีแดง WY จำนวน 176,220 เม็ด และเม็ดสีเขียวอักษร Y1 จำนวน 1,780 เม็ด จึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #ยาเสพติด #ตำรวจมุกดาหาร #ชุดสืบสวน #สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร #ยาบ้า178000เม็ด #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวภาคอีสาน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอยิ้มเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน / กฟก.น่าน โอนโฉนดที่ดินและมอบโฉนดที่ดินให้เกษตรกร อ.เมืองน่าน

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย นำโดยนางสาวน้ำทิพย์ สิทธิ เกษตรอำเภอนาน้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย เข้าร่วมอำเภอยิ้มเคลื่อนที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน เพื่อพัฒนาการใช้บริการเชิงรุกของอำเภอให้มีคุณภาพตามมาตราฐานการบริการประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ทั้งนี้สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อยได้ดำเนินการชี้แจงข้อราชการต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบ และสอบถามปัญหาความต้องการของประชาชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานร่วมกัน

พร้อมทั้งจัดบูธประชาสัมพันธ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร แจกเมล็ดพันธุ์ผัก รวมถึงสารชีวภัณฑ์บริการให้แก่ประชาชนที่มาเข้าร่วมงานดังกล่าว ณ โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

เรื่องและเรียบเรียง /นางสาวบัณฑิตา เผือทะนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย
/บุญยงค์ สดสอาดนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

กฟก.น่าน โอนโฉนดที่ดินและมอบโฉนดที่ดินให้เกษตรกร อ.เมืองน่าน วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู​และพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกรอำเภอเมืองน่าน จำนวน 1 ราย เป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 58.4 ตารางวา ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดน่า ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ได้ชำระหนี้แทนเกษตรกรให้กับสถาบันเจ้าหนี้ สหกรณ์​การเกษตรเมืองน่าน จำกัด

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 125,796.23 บาท โดยทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันได้โอนตามกฎหมาย เป็นของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เกษตรกรได้ทำสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สินคืนจากกองทุนฯ ระยะเวลา 10 ปี ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรได้ชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรตามสัญญาและปิดบัญชีขอไถ่ถอนหลักประกันคืนจากกองทุนฯ ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว สนง.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จึงได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและมอบหลักประกันคืนให้กับเกษตรกร เพื่อเก็บรักษาไว้ต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด ประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่านรายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯ แพร่ ลงพื้นที่ฝายแม่ยมติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งการเข้มทุกหน่วยวางแผนจัดการป้องกันน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2568 #นายสมชัย #เลิศประสิทธิพันธุ์ #ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำยม ณ โครงการฝาย

แม่ยม ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลำน้ำยมที่มีต้นน้ำมาจากจังหวัดพะเยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดแพร่ในช่วงฤดูฝนนี้

นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่าได้มาติดตามสถานการณ์น้ำที่ฝายแม่ยม เพื่อประเมินศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดแพร่ โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายชลประทาน ดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย และแผนเผชิญ

เหตุในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น การขุดลอกลำเหมือง ลำคลอง และท่อระบายน้ำในชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม

“อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการระยะยาวที่เกี่ยวกับการแก้ไขสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ ก็จะมีการจัดทำโครงการเสนอของบประมาณจากหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยจะประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใน

การใช้ระบบเตือนภัยผ่านเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในระดับพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้จังหวัดแพร่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยมีแผนการรับมือในทุกระดับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยม

“สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่ ภาพ/ข่าว 061-595-5297

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ให้กำลังใจ ด.ต.วิชิต แก้วฉิม สภ.เกาะช้าง จว.ตราด เป็นเหตุให้ต้องถูกตัดขาซ้ายเหนือหัวเข่า สูญเสียสมรรถภาพถาวร

วันพุธที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย คุณนภัสนันท์ วุฒิจรัสธำรงค์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ ดร.นุชประวีณ์ ลิขิตศรัณย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.วิชิต แก้วฉิม ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เกาะช้าง จว.ตราด

ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจในพื้นที่ สภ.เกาะช้าง จว.ตราด เมื่อวันที่ 2 พ.ค.63 เป็นเหตุให้ต้องถูกตัดขาซ้ายเหนือหัวเข่า สูญเสียสมรรถภาพถาวร และอยู่ระหว่างการพักรักษาตัวอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลนครพิงค์ในการนี้ คณะฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวนกว่า 40,000 บาท พร้อมสิ่งของบำรุงขวัญ ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว

โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, คุณพจนารถ กรึงไกร รักษาการประธานแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5, คุณจารุณี แก่นจันทร์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.สภ.แม่ริม และคณะสมาชิกแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 และ ภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรมในครั้งนี้….

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านนับ 10,000 คนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง2 คืน กว่า 50 ตัน

วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวบ้านร่วม 2 พันคนเก็บสัตว์ทะเล ใหญ่เล็ก กับปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง จังหวัดชุมพรมีฝนตกหนักติดต่อกันมา 3 วันทำให้น้ำจือไหลลงทะเลจำนวนมากจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง


จากกรณี คืนวันที่ 7-9 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

 จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้าง ดำและมีตะกอนจำนวนมาก ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ จึงทำให้น้ำทะเลขาดจึงทำให้น้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยขาดออกซิเจนปลาที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลไม่สามารถที่จะอยู่ในน้ำได้จึงได้พยายามเข้าปเป็นจำนวนมากจากการตรวจสอบและคาดคะเนสัตว์น้ำที่เกยตื้นขึ้นมาภายในสองคืนคิดว่าน่าจะมากกว่า 50 ตันเพราะชาวบ้านเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาจับและนำไปประกอบอาหารกันอย่างมากมาย
นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า "ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง" เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้ และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำราญ ศรีภา อบต.ชุมแพ เป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง

วันจันทร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ 2568 เวลา 13.00 น.นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขต3 อำเภอชุมแพ ได้รับเกียรติจากเจ้าภาพเป็นประธานในพิธีงานฌาปนกิจศพแม่เวช พิมโยยง ณ วัดป่าโศกก่อง
บ้านโสกก่อง หมู่ 6 ตำบลวังหินลาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น มีแขกร่วมงานจำนวนมาก เช่น นายสมพร ทะเยียม ผู้อำนวยการโรงเรียนก้องอุดมวิทยาคาร นายยุทธนา ชินทะนาม ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายทองปาน อักษรณูู รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด นายธงชัย ศรีดาวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองทอง ผู้นำท้องที่และท้องถิ่น และญาติๆ

วินสื่อรัฐทีวี/ สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.เขตนครพนม โดย สน.เรือมุกดาหาร ตรวจยึดสุกรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

เมื่อวันที่​ 10 มิถุนายน​ 2568 ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านทรายทอง ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จว.มุกดาหาร พิกัด 48QVD 72728 41154 หน่วยเรือรักษา

ความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร สกัดจับ ขบวนการลักลอบส่งออกสุกร โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร จำนวน 1 ตัว และกรงเหล็ก จำนวน 4 กรง

โดย​ น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับ จะมีการลักลอบลำเลียงขนสินค้าผิดกฎหมายข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้จัดชุด

ลาดตระเวนทางน้ำและทางบก เข้าตรวจสอบตามข่าวที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเมื่อเวลา​ 06.45 น. ชุดลาดตระเวนทั้งสองไปถึงพื้นที่ตรวจพบชายฉกรรจ์ประมาณ 6 คน

กำลังลำเลี้ยงสุกรลงไปบริเวณท่าน้ำเมื่อกลุ่มดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งของกลางและใช้ความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าไปตามภูมิประเทศหลังจากนั้น

ชุดลาดตระเวณทางบกและทางน้ำได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นสุกรอยู่ในกรง จำนวน 1 ตัว และพบกรงเปล่าสำหรับบรรจุสุกร จำนวน 3 กรง จึงได้ทำการตรวจยึดและนำของกลางกลับมายัง สน.เรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย​ต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คลื่นแนวหลัง แห่มอบของให้กำลังใจทหารปราสาทตาเมือนธมไม่ขาดสาย เจ้าของเคกแบรนด์ดัง มาสเตอร์เค้ก รุดมอบขนมเค้กจำนวน 1,000 กล่องให้กำลังใจ จนท.ทหาร

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.68 เวลา 15.00 น.ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะที่ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พบว่าตลอดทั้งวันมีประชาชนนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำดื่ม มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังถือโอกาสเข้าไปเที่ยวชมตัวปราสาทตาเมือนธมอย่างคึกคักอีกด้วย โดยไม่สนใจกับสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นอีกด้วยขณะที่ เวลาประมาณ 15.00 น.นายบุญมี อาสาศร เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์”มาสเตอร์เค้ก ชื่อดัง หรือฉายา”มาสเตอร์เค้กสัญจรทั่วไทย”เป็นชาวจังหวัดปทุมธานีอดีตเชฟโรงแรม ช่วงโควิดระบาดผันตัว

ออกจากโรงแรมหันมาทำเค้กเดินสายขายหิ้วไป ตามบริษัทและหน่วยงานต่างๆจนประสบความสำเร็จในการทำอาชีพขนมเค้ก แลพกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เค้กแบรนด์มาสเตอร์เค้กชื่ดังในวันนี้ได้ถือโอกาส ช่วงสถานการณ์ชายแดนดังกล่าว เดินทางจากจังหวัดปทุมธานี เพื่อนำเค้กอร่อยอร่อย ประกอบด้วย ขนมเค้ก เค้กช็อกโกแลต เค้กหน้าฝอยทอง หน้าคอฟฟี่ครีม เค้กหน้าแยม และเค้กผลไม้ จำนวน 1,000 กล่อง คิดเป็นเงินมูลค่า กว่า 100,000 บาท มามอบให้พี่น้องทหารกล้าของไทย ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ได้ทานและลิ้มลองรสชาติเค้กจากเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว และที่สำคัญเพื่อให้กำลังใจให้พี่น้องเจ้าหน้าที่ทหารชายแดนที่ช่วยดูแลรักษาอธิปไตย

โดยเจ้าหน้าที่ทหารต่างพากันชิมเค้กและมีการป้อนเค้กเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อยอีกด้วย ขณะที่ประชาชนบางราย ต่างถือโอกาสพากันขอถ่ายภาพและให้กำลังจนท.ทหารคนดัง ที่ยืนประจันหน้าโต้เถียงกับทหารกับพูชาตามที่ปรากฎเป็นคลิปในโลกโซเชี่ยลที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นอย่างยิ่งส่วนบรรยากาศที่ประตูด่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิงฯตลอดทงั้วันพบว่า เป็นไปอย่างเงียบเหงา ชาวกัมพูชาและชาวไทยเดินทางเข้าออกตามปรกติ แต่บางตาลง จะมีการอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้า-ออกด่านได้ เช่นรถขนส่งสินค้า

สินค้าที่จำเป็นต่างๆ ผู้ป่วย ผู้ที่มาทำธุรกิจค้าขาย โดยมีทหารประจำฐานกลางเป็นผู้คัดกรองอย่างเข้มงวด ส่วนเรื่องมาตรการเปิด-ปิดด่านชายแดนช่องจอม จนท.ในพื้นที่ยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการต่างๆที่จะตอบโต้ประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาบางราย ได้ปิดร้านค้าที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม เดินทางกลับไปยังประเทศกัมพูชาเพื่อรอให้สถานการณ์ปกติก่นจึงค่อยกลับมาเปิดร้าน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเปิดร้านค้าขายกันอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเหงา ประชาชนและนักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยวซื้อสินค้าเหมือนเช่นเดิม เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ชายแดน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬ จัดอบรมโครงการสร้างจิตสำนึกฯ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปลูกฝังความรักชาติ รุ่นที่ 3/2568

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 68 เวลา 09.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล โดย พ.ต.อ.ชัชวาลย์ หมั่นนอก ผู้กำกับการ2 กองบังคับตำรวจสันติบาล 1 พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ สารวัตรหัวหน้าหน่วย ตำรวจสันติบาลบึงกาฬ พร้อมตำรวจในสังกัดได้จัดกิจกรรมการอบรมโครงการสร้างจิตสำนึกฯ รุ่น 3/68 ณ หอประชุมโรงเรียนหนองยองพิยาคม รัชมังคลาภิเษก ต.หนองยอง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ โดยมีผู้เข้าอบรม เป็น นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนหนองยองพิทยา รัชมังคลาภิเษก จำนวน 100 คน พร้อมเข้ารับการอบรมฯ พร้อมโหลด QR Code เพื่อร่วมเป็นแหล่งข่าว

โดยมี นายจิรศักดิ์ แก้ววันทา ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองยองพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก เป็นประธานเปิดพิธีฯ ขึ้นจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมโหลด QR Code พร้อมครู อาจารย์ เพื่อร่วมเป็นแหล่งข่าว ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียว ที่เรียก ระบอบการปกครอง ประชาธิปไตย โดยต่ด้วย “อันมีพพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” เหตุผลพื้นฐานมาจากรากฐานของสังคมไทยที่ดคารพ เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนชาวไทยรับการปลูกฝัง เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มา

ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงได้ปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชน พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและความสามารถทางด้านการศึกษา การทหาร กีฬา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอื่นๆ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มากมาย มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เริ่มตั้งแต่การเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆ ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ และทุกข์สุขของราษฎร เพื่อเรียนรู้แนวทางการพระราชทานความช่วยเหลือ ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร

พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ สารวัตรหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ กล่าววัตถุประสงค์ และรับชมวีดิทัศน์ การเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และวีดิทัศน์บทบาทของตำรวจสันติบาล ซึ่งโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อ

รณรงค์สร้างจิตสำนึกและค่านิยมให้มีความเคารพรัก เทิดทูน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักว่าบรรพบุรุษของไทย โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ได้เอาเลือดเนื้อต่อสู้เพื่อให้ไทยเป็นชาติที่มีเอกราช และอธิปไตยมาตราบจนทุกวันนี้ และเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดตั้งเครือข่ายครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ

อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมมือสอดส่องและป้องกันภัย ร่วมแก้ไขผลเสียหายที่จะกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเผยแพร่ และส่งเสริมเครือข่ายภาคประชาชนให้ปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำริ และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างจิตสำนึกให้เกิดความจงรักภักดี

การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ดำเนินโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้ความสำคัญ ส่งเสริม ตลอดจนสร้างกระบวนการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนปลูกฝังสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ให้เกิดความจงรักภักดี ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินโครงการที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดความเข้าใจการดำเนินกิจกรรมร่วมกันของเยาวชน เครือข่ายภาคประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ที่จะมีผลให้เกิดความร่วมมืออันสูงสุดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ให้เกิดความจงรักภักดี และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับปวงชนชาวไทยตลอดไป
ข่าว/ภาพ ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองแม่ทัพ “ณัฏฐ์” นำทีมทหารไทยเจรจากัมพูชา สำเร็จ! คลี่คลายสถานการณ์ช่องบก กลบคูเลต คืนสู่สภาพเดิม ก่อนประชุม JBC

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชา โดย พลโท สรัย ดึก รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการกองพล

สนับสนุนที่ 3 ได้เชิญฝ่ายทหารไทย นำโดยพลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย

พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เข้าร่วมหารือ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับกรณีปัญหาการรุกล้ำดินแดนในพื้นที่บริเวณช่องบก

จากการหารือเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญ คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบการปรับการวางกำลังให้กลับไปสู่แนววางกำลังเดิมเมื่อปี พ.ศ.

2567 เพื่อลดการเผชิญหน้า พร้อมทั้งกลบคูติดต่อ(คูเลต) กลับไปสู่สภาพเดิม สร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อการประชุม JBC ใน 14 มิ.ย. 68 ซึ่งเป็นช่องทางในการหารือแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะใช้ กลไกคณะกรรมการชายแดน
ส่วนท้องถิ่น เป็นช่องทางหารือการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ขณะที่ พลตรี ณัฏฐ์ ได้โพสต์ทาง facebook ว่า คุยกันอย่างลูกผู้ชาย…ไม่เสียเลือดเนื้อ ไม่เสียความสัมพันธ์ ไม่เสียเศรษฐกิจ …ชนะโดยไม่ต้องรบ…บันทึกไว้ ณ วันที่ 8 มิ.ย.68 ณ ช่องอานม้า และช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีชายแดน

ไทยกัมพูชา #MOU43 #ณัฏฐ์ศรีอินทร์ #รองแม่ทัพภาค2 #ความมั่นคงชายแดน #ปัญหาเขตแดน #JBC #ศาลาตรีมุข #ข่าวการเมือง #ข่าวด่วน #ทหารไทย

#ทหารกัมพูชา #ทหารเขมร #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #ไทย #กัมพูชากองทัพบก #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ช่องบก #ความมั่นคง #ข่าวทหาร #ความร่วมมือชายแดน​

เดวิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปศุสัตว์ชุมพร ตรวจสอบ โรงเชือดเนื่องในวันอีฎิ้ลอัฎฮา (วันเชือดพลีทาน)

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากนายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯ ใน วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ โรงฆ่าสัตว์เพื่อการส่งออก

ของ บริษัท ดี แอนด์ แซด คอนซัลแตนท์ จำกัด ( D and Z Consultant )จำกัด เลขที่ 262 หมู่ 7 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร

ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าสู่โรงฆ่าสัตว์เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม “วันอีฎิ้ลอัฎฮา” หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “วันเชือดพลีทาน” ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ของอิสลามปีนี้

โดยนายสัตวแพทย์เดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์พิชัย โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ซึ่งเป็นพนักงานตรวจโรคประจำโรงงานฯเป็นพนักงานเจ้า

หน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ 2559 และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ปีพ.ศ 2558 เป็นผู้แทนเข้าตรวจสอบการเคลื่อนย้ายและสุขภาพสัตว์ประเภทโคเนื้อที่ถูกส่งเข้ามายังโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนมากเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม

จากการตรวจสอบพบว่า สัตว์ทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารครบถ้วน สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือเข้าข่ายโรคระบาด สอดคล้องกับหลักสุขอนามัยและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

การเชือดสัตว์ในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม “กุรบาน” ซึ่งเป็นการระลึกถึงความศรัทธาและความเสียสละของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) ที่ยอมทำ

ตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าโดยการเชือดบูชายัญสัตว์แทนบุตรชาย ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในศาสนาอิสลาม

พิธีการเชือดพลีทานนี้จะดำเนินการในช่วงวันที่ 7 – 9 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาสำคัญหลังจากเทศกาลฮารีรายอ (อีฎิ้ลฟิฏริ) ไปแล้ว 3 เดือน โดยเนื้อสัตว์ที่เชือดจะถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ร่วมพิธี คนยากจน และผู้ที่ขาดแคลน เป็นการแสดงถึงความเมตตา ความมีน้ำใจ และความยุติธรรมต่อสังคม ตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ขอยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนให้การดำเนินกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ และเป็นไปตามหลักศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 08189235141

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มพลังมวลชนศรีสะเกษ แสดงพลังรักชาติไทย ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร สนับสนุนทหารตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดระบบสื่อสารทุกชนิด และไล่แรงงานกลับ


ค่ำของวันที่ 8 มิถุนายน 2568 ที่ ลานเอนกประสงค์ วงกลมเสาธงหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ ได้มีกลุ่มพลังมวลชน ผู้รักชาติ สวมเสื้อสีขาว ออกมาแสดงพลังรักชาติ รักแผ่นดิน นำโดย นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ, นายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน และสมาชิกกลุ่มพลังมวลชนกว่า 100 คน ได้มาถือป้าย อ่านแถลงการณ์ ร่วมกันออกความเห็นในความเป็นประเทศไทย ในความเป็นคนศรีสะเกษ ที่ถูกผู้นำของประเทศกัมพูชา อ้างตนว่าเป็นประเทศที่อ่อนแอกว่าไทย อ้างว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา

ยังต้องอาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่การดูแลจากต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีพื้นที่ดินแดนอยู่ติดกัน แต่ความประพฤตินั้นสุดแสบ ขี้โกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีความกตัญญูต่อประเทศที่ดูแล พร้อมที่จะหักหลังได้ตลอดเวลา อย่างเช่นที่ผ่านๆ มา จังหวัดศรีสะเกษ ประเทศไทย ได้ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ในการมาบุกมายึดดินแดน นับตั้งแต่ปราสาทเขาพระวหาร ต่อมาตรงดินแดนด้านล่าง ลานขายสินค้า จนมาถึงประตูเหล็ก บันไดขั้นแรก และไม่นานมานี้ก็นำข้อพิพากษาชายแดนเข้าสู่ศาลโลก จนทำให้ปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ตามแนวชายแดน

ให้ศาลโลก มีคำตัดสินให้ 2 ประเทศช่วยกันดูแล พัฒนาร่วมกัน แต่วันนี้ยังมาบุกช่องบก รุกพื้นที่ชายแดน จนทำให้เกิดการปะทะกัน พร้อมการใส่ร้ายป้ายสี ว่าทหารไทย เป็นผู้ที่ยิงก่อน ก่อนที่จะออกแถลงการณ์ จะใช้ความพยายามลากไทยขึ้นศาลโลกอีกครั้ง กับ 4 จุดชายแดน ว่าเป็นของตนอีก
ทั้ง นายทิวา รุ้งแก้ว ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดศรีสะเกษ และนายวีระ สุดสังข์ ศิลปินนักเขียนภาคอีสาน ได้ร่วมกับทุกท่าน ได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทย ต่อหน้าประชาชน ที่มาให้กำลังใจ ในการแสดงออกถึงจุดยืนของจังหวัดศรีสะเกษ ใน 3 เรื่อง 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

1.การให้กำลังใจทหารของไทย ด้วยคำว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ยอมให้ใครข่มขี่ ขอเป็นกำลังสำหรับทหาร ตำรวจ อาสาสมัครทหารพราน และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 2.เครือข่ายชุมชนคนศรีสะเกษ ขอแสดงพลัง ให้กำลังใจ แพทย์สภาฯ 3.เขาพระวิหาร เป็นของไทย เขมรจัญไร เอาคืนมา จากเครือข่ายชุมชน คนศรีสะเกษ ต้องการให้ศาลโลก ลงมาดูพื้นที่จริง ทบทวนการพิจารณาครั้งก่อน ว่าแท้จริงแล้ว ปราสาทพระวิหาร ทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย หากขึ้นฝั่งกัมพูชา ต้องใช้บันไดลิง พร้อมกันนี้อยากขอเรียกร้องให้คนไทยทุกจังหวัด ทั่วประเทศ

แสดงพลังในการรักชาติ ขับไล่แรงงานเขมรออกจากประเทศไทย และเห็นด้วยกับ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเตอร์เน็ต ที่ข้ามไปฝั่งกัมพูชา เพราะวันนี้กัมพูชา ไม่ซื่อสัตย์กับไทย ไม่ใช่เพื่อนบ้านที่ดีอีกต่อไป
จากนั้น กลุ่มพลังมวลชน เครือข่ายคนศรีสะเกษ ได้ร่วมกัน ร้องแพลงชาติไทย ให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ดังไกลลงไปยังผืนแผ่นดินกัมพูชา ให้รับรู้ว่า คนไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานได้อีกต่อไป จะไม่ยอมให้ใครมาโกงเอาแผ่นดินไทยไป แม้แต่เสี้ยวตารางผงทุลีเดียว
////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฉก.ทหารพราน 2107 มุกดาหาร ยึดบุหรี่-เบียร์-บุหรี่ไฟฟ้า ลักลอบนำเข้าข้ามแม่โขง /ตำรวจมุกดาหารสกัดจับยาบ้ากว่า 178,000 เม็ดซุกริมถนนเลี่ยงเมือง

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2107 ชุดปฏิบัติการที่ 2 บ้านนาโพธิ์ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ตรวจยึดสินค้าต้องห้ามลักลอบนำเข้าจาก สปป.ลาว

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ บ้านนาโพธิ์ หมู่ที่ 6 ตำบลโพธิ์ไทร พบกระสอบถุงปุ๋ยสีส้มเธอวางอยู่ริมแม่น้ำโขง ตรวจสอบภายในพบ เบียร์ต่างประเทศ จำนวน 1 ลัง (24 กระป๋อง) บุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 7 ห่อ (70 ซอง) และ บุหรี่ไฟฟ้า ยี่ห้อ Lsmbelee จำนวน 5 เครื่อง

ไม่พบผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางและนำของส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไปข่าวมุกดาหาร #ชายแดนแม่น้ำโขง

ลอบนำเข้า #ทหารพราน #ตรวจยึดของกลาง #บุหรี่เถื่อน #บุหรี่ไฟฟ้า #เบียร์ต่างประเทศ #ดอนตาล #ฉกทพ2107​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ตำรวจมุกดาหารสกัดจับยาบ้ากว่า 178,000 เม็ดซุกริมถนนเลี่ยงเมือง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 17.30 น. พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้รับแจ้งจากสายลับว่าอาจมีการลักลอบรับ-ส่งยาเสพติดบริเวณถนนเลี่ยงเมืองมุกดาหาร พื้นที่ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาพ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคํา ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร , พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่เวลา 18.00 น. กระทั่งเวลา 21.00 น. ตรวจพบกระสอบปุ๋ยวางทิ้งไว้ริมถนนใกล้ทางเข้าบ้านนาเตย จำนวน 2 กระสอบ เป็นกระสอบปุ๋ยสีเขียวและสีขาว ภายในบรรจุยาบ้ารวมทั้งหมด 30 ห่อ

จากการตรวจสอบโดยละเอียด พบว่ายาบ้าแต่ละห่อมีลักษณะพันด้วยกระดาษสีขาว มีตัวอักษร A สีเขียว และเทปกาวสีน้ำตาล โดยรวมแล้วพบยาบ้าทั้งหมดประมาณ 178,000 เม็ด แบ่งเป็นยาบ้าเม็ดสีแดง WY จำนวน 176,220 เม็ด และเม็ดสีเขียวอักษร Y1 จำนวน 1,780 เม็ด จึงได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #ยาเสพติด #ตำรวจมุกดาหาร #ชุดสืบสวน #สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร #ยาบ้า178000เม็ด #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวภาคอีสาน #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.น้ำชุมพร ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลอยคอกลางทะเล / กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆ ลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่น ชุมพร

วันที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 06.00 น. ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์สายด่วน 1196 จากศูนย์นเรนทรชุมพร ว่า ศูนย์นเรนทรชุมพรได้รับแจ้งจากนายสุชาติ ชุมแสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร ว่า นายนพพร อนุญาต อายุ 53 ปี เจ้าของเรือโชคพรเจริญ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน

พบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ


ตำรวจน้ำชุมพร โดย พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. พร้อมด้วย ร.ต.ต.สมศักดิ์ ต่ายเมือง รอง สว.(ป.ทางน้ำ) ส.รน.1 กก.6 บก.รน. ผค.เรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมตำรวจประจำเรือรวม 5 นาย นำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง ออกให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย เกาะสาก ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร

เมื่อไปถึงพบ นายประทีปฯ อายุ 69 ปี อาการที่พบเบื้องต้นขาหัก มีแผลถลอก มีสติปลุกตื่น สื่อสารได้ แพทย์ฉุกเฉินได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และเรือตรวจการณ์ 532 นำตัวผู้ป่วยกลับเข้าฝั่งเพื่อนำส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทำการรักษาต่อไป

จากการสอบถามนายประทีปฯ อายุ 69 ปี เล่าว่าได้ออกเรือมาหาปลาขณะทีลอยลำทำการประมงอยู่นั้น ไม่ทราบเรือชนิดใดเข้ามากระแทกเรือของตนจนทำให้เรืออับปางจึงได้คว้าถังน้ำแข็งลอยคออยู่จนเช้าและในเวลาต่อมา เห็นเรือโชคพรเจริญเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้

พ.ต.ต.วสุ บัวจีน สว.ส.รน.1 กก.6 บก.รน. จากกรณีพบผู้ได้รับบาดเจ็บว่ายน้ำเกาะลังน้ำแข็งอยู่ที่บริเวณเกาะสาก ห่างจากฝั่ง 5ไมล์ทะเล (11กิโลเมตร) ข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเกิดเหตุเรือชนกัน จึงได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นและแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือ จึงนำเรือ 532 สันติราษฎร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพเทศบาลตำบลท่ายาง พบชาวประมง 1ราย ถูกเรือกระแทกจนเรือเรืออับปาง ลอยคออยู่กลางทะเล นานกว่า 3 ชั่วโมง นายประทีปฯ อายุ 69 ปี ทำการช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

กุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่ๆลอยเกลื่อนหาดทุ่งวัวแล่นชุมพร
วันที่ 8 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณี คืนวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 21.30 น นายวัชรินทร์ สุวพิศ ปลัด อบต.สะพลี หัวหน้าชุดกู้ภัยทางน้ำจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า เกิดปรากฎการณ์แพลงก์ตอนบลูม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปรากฏการณ์ปลาตายน้ำแดง” บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น หมู่ที่ 8 ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบสัตว์ทะเลเป็นจำนวนมากกำลังว่ายวนเวียนอยู่บริเวณชายฝั่ง มีบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาตายบนชายหาด มีชาวบ้านที่ทราบข่าวเดินทางไปจับมาประกอบอาหารกันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบน้ำทะเล พบว่ามีสีค่อนข้างใส ไม่ปรากฏว่ามีการเกิดและแพร่ขยายของแพลงก์ตอน ส่วนน้ำทะเลมีรสชาติเค็มเล็กน้อยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจมีน้ำจืดบนฝั่งไหลลงสู่ทะเลค่อนข้างมากในช่วงนี้ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ หรือลมบกพัดจากฝั่งออกสู่ทะเล ทำให้คลื่นลมค่อนข้างเรียบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนเกิดขึ้นน้อยลง จึงทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์น้ำบริเวณริมชายฝั่ง

นายวัชรินทร์ สุวพิศ กล่าวว่า “ปรากฎการณ์นี้อาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมตามมาในภายหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลแต่อย่างใด หากมีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจหาค่าออกซิเจน หรือหาความเค็มของน้ำ น่าจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง” เมื่อคืนประมาณสามทุ่มได้รับแจ้งจากเครือข่ายพี่น้องประชาชนบริเวณหาดทุ่งวาแลนด์มีปรากฏการณ์ปลาใต้น้ำแดงหรือภาษาราชการเค้าเรียกว่าแพลงก์ตอนบลูม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่มีฝนตกมากน้ำจืดก็จะไหลลงทะเลแล้วก็พาตะกอนไปด้วยจะเกิดแพลงก์ตอนบลูมเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่ง เป็นแพลงก์ตอนบลูม สีน้ำเงินถ้ามีเยอะเยอะจะทำให้ระบบหายใจของสัตว์น้ำเสียแพลงก์ตอนบลูม

พวกนี้จะมีอายุไม่กี่วันหลังจากตายออกซิเจนในน้ำก็จะหมดไปจากการตรวจสอบวันนี้น่าจะเป็นความเข้มของน้ำทะเลมีความเค็มลดน้อยลงไปมากคิดว่าคงจะยังไม่เป็นแพลงก์ตอนบลูมจากการชิมน้ำทะเล คล้ายๆเป็นน้ำกร่อยปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นปลา น็อคน้ำจืดมากกว่าเพราะว่าน้ำทะเลยังไม่เปลี่ยนสียังไม่มีปรากฏการณ์น้ำทะเลสีเขียวยังไม่มีแต่หลังจากนี้คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะจะเกิดขึ้นเป็นประจำของจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลในกรณีที่หน้าฝนกลางวันจะมีแดดค่อนข้างแรงก็จะเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม ในครั้งนี้ปรากฏการณ์ก็มีปลาตายไม่มากส่วนใหญ่ก็ยังมีแรงว่ายน้ำอยู่ส่วนชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ใช้อุปกรณ์มาจับปาซึ่งปลาที่ตายไม่น่าจะเป็นอันตรายซึ่งยังไม่เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม เมื่อคืนนี้ประชาชนเข้ามาที่ทะเลจำนวนมากแต่ปลาค่อนข้างที่จะน้อยกว่าปีที่แล้วในปีก่อนมีเยอะมากกว่านี้

และจะตายทั้งหมดเพราะเป็นแพลงก์ตอนบลูม ส่วนครั้งนี้ปาลก็ยังมีชีวิตเข้ามาว่ายในน้ำตื้นช่วงนี้มันเป็น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ชายฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทยชาวประมงจะเรียกลมในคือลมที่พัดออกจากฝั่งสู่ทะเลทำให้คลื่นฝั่งทะเลตะวันออกเป็นคลื่นเรียบ ไม่มีคลื่นเพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของน้ำกับออกซิเจนในอากาศที่มันเกิดจากเป็นคลื่นซัดเป็นฝอยปะทะในอากาศก็จะน้อยลงออกซิเจนที่เข้ามาช่วยเติมในน้ำแทบจะไม่มีจึงทำให้ปลาอาจจะน็อคน้ำเพราะ

ขาดออกซิเจนปริมาณออกซิเจนของปลาใช้ไม่เพียงพอเพราะในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงฤดูฝนจังหวัดชุมพรก็มีฝนตกหนักมาสองสามวันแล้ว จึงได้ประสานกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งนำน้ำไปไปตรวจสอบในจุดดังกล่าวในเมื่อคืนนี้เกิดขึ้นในสองพื้นที่ในหาดทุ่งวอแลนด์แล้วก็หาดสะพีลมีน้ำจืดที่เกิดจากฝนตกหนักลงทะเลจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปลาน็อคน้ำได้เพราะน้ำปกติจะเป็นน้ำเค็ม

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 081-892-3514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม“ ซิวเหรียญทอง “ภูเก็ต สปอร์ต ซิตี้ เทควันโด โอเพ่น 2025” นักกีฬายอดเยี่ยม /อบจ.ชลบุรี เปิดฟาดเกือก U18 Regional League ครั้งที่ 4

วันที่ 31 พ.ค.68 เป็นการแข่งขันเทควันโด รายการ “ภูเก็ต สปอร์ต ซิตี้ เทควันโด โอเพ่น 2025” ที่รวมเหล่านักกีฬาเทควันโดนจำนวนมากทั้งนักกีฬาทั้งชาวไทยและต่างประเทศร่วมชิงชัยอย่างคับคั่ง นับเป็นรายการแข่งขันเทควันโดยรายการใหญ่แห่งภูมิภาครายการหนึ่ง

น้องปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม นักกีฬาเทควันโดดาวรุ่งที่น่าจับตา จากชมรมเทควันโดจังหวัดภูเก็ต ได้เข้าร่วมการแข่งขันในประเภทเยาวชนชาย อายุ 15-17 ปี น้ำหนัก 45-48 กก. หลังจากซุ่มซ้อมเรียกความฟิตเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี โดยเจ้าตัวตั้งใจจะทำผลงานให้ดีที่สุดแบบไม่กดดันตัวเอง และในฐานะที่แข่งขันในบ้านเกิดก็หวังจะมีเหรียญรางวัลติดไม้มือ

น้องปุณณ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ มองคู่แข่งซึ่งมาจากทั้งในไทย และประเทศเพื่อนบ้านว่า ตัวเองจะสามารถเอาชนะได้ด้วยการฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะเราเองอาจเสียเปรียบในเรื่องรูปร่าง เลยต้องระวังเป้าศีระษะเป็นพิเศษ แต่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การแข่งขันปรากฏว่า น้องปุณณ์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไล่เตะทำคะแนนจากคู่ต่อสู้ทุกคน จนสามารถคว้าเหรียญทอง ชนะเลิศ การแข่งขันเทควันโด รายการ “ภูเก็ต สปอร์ต ซิตี้ เทควันโด โอเพ่น 2025” ประเภทเยาวชนชาย อายุ 15-17 ปี น้ำหนัก 48-51 กก.ได้สำเร็จ พร้อมถ้วยรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์ สร้างความปลื้มปิติและยินดีให้ตัวเองและครอบครัว ตลอดจนชมรมเทควันโดจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก ถือเป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการเทควันโดไทยที่อนาคตไกล

น้องปุณณ์ เผยต่อว่า มีรายการแข่งขันต่อไปที่ประเทศมาเลเซีย ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ซึ่งหลังจากนี้จะได้เตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างประเทศ ส่วนรายการแข่งขันอื่น ต้องทางโค้ชสรุปความแน่นอนอีกครั้ง ซึ่งจะตั้งใจทำผลงานให้ดีอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย

อบจ.ชลบุรี เปิดฟาดเกือก U18 Regional League ครั้งที่ 4 คู่แรกหัวถนนเกือบหลับแต่กลับมาได้

           วันที่ 7 มิ.ย.68 ที่ยิมเนเซียม โรงเรียนหัวถนนวิทยา จ.ชลบุรี นายเจริญศักดิ์ เจริญวุฒิ  รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน "ยอดมงคลสปอร์ต" U18 Regional League ครั้งที่ 4 โดยมี

นางวิไล เฉยสาด ผู้อำนวยการโรงเรียนหัวถนนวิทยา ร่วมในพิธีเปิด หลังการเปิดการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน “ยอดมงคลสปอร์ต” U18 Regional League ครั้งที่ 4 เป็นการแข่งขันระหว่างทีมโรงเรียนหัวถนนวิทยา พบกับ โรงเรียนถนอมราษฎร์บำรุง จ.ตาก ซึ่งการแข่งขันเป็นไปอย่างสุดมัน โดยทีมจาก จ.ตาก ยิงนำไปก่อน 3-1 แต่สุดท้ายโรงเรียนหัวถนนพลิกกลับมาชนะ 4-3

สำหรับรายการฟุตซอลเยาวชน “ยอดมงคลสปอร์ต” U18 Regional League ครั้งที่ 4 มีโรงเรียนชั้นนำกว่า 10 โรงเรียนตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศร่วมการแข่งขัน โดยสนามที่โรงเรียนหัวถนนวิทยา เป็นสนามแรก แข่งขันระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย.68 ก่อนย้ายไปแข่งขันที่สนามอื่น โดยหมุนเวียนกันไป

ส่วนทีมฟุตซอลโรงเรียนหัวถนนวิทยา มีนายวีระชัย ศรีจันทร์ (หัวหน้าโครงการ) นายจักรินทร์ เย็นอยู่ (ครูผู้ฝึกสอน) นายรังสรรค์ ขันธเสน (ครูผู้ฝึกสอน) นายชนาวุฒิ หันบันกิจ (ครูผู้ฝึกสอน) นายณัฐพล ศรีวอ (ครูผู้ฝึกสอน) และนายอรรถพล (โค้ชผู้ฝึกสอน) โดยได้รับการสนับสนุนจาก นางวิไล เฉยสอาด (ผู้อำนวยการสถานศึกษา) นางเขมจิรา ธาตุดี (รองผู้อำนวยการสถานศึกษา)นางสาวเกศินี ศรีสุข (รองผู้อำนวยการสถานศึกษา) ในโอกาสนี้ด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 คาดใช้ได้ปลายปี 68 จังหวัดบึงกาฬ

วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ราชอาณาจักรไทย และ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ร่วมเป็นประธานพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราชอาณาจักรไทย นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ราชอาณาจักรไทย นายงามปะสง เมืองมะนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง

สปป.ลาว ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ราชอาณาจักรไทย และผู้บริหารระดับสูง สปป.ลาว พร้อมกลุ่มข้าราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมพิธี โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เจ้าหน้าที่หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน และสื่อมวลชน ให้การต์้อนรับ ณ บริเวณพิธีเทคอนกรีตเชื่อมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) ที่ก่อสร้างข้ามแม่น้ำโขง ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว โดยถือฤกษ์วันที่ 6 มิ.ย.2568 หรือ วันที่ 6 เดือน 6 ปี คริสศักราช 2025 เป็นวันทำการเชื่อมสะพาน และคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปลายปี 2568

สำหรับสะพานแห่งนี้ เชื่อมกับถนนหมายเลข13 ในฝั่ง สปป.ลาว เพื่อให้สอดคล้องกับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนาม การคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งสินค้า และการสัญจรของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และยังเป็น

ส่วนหนึ่งของโครงการด้านการขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation: GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ((Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง 3,930 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายวงเงินรวม 2,630 ล้านบาท ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อดำเนินงาน ประกอบด้วย 1. งานถนน ทางเลี่ยงเมืองระยะทาง 12.083 กม.และอาคารด่านพรมแดนฝั่งไทย วงเงินค่าก่อสร้าง 1,766 ล้านบาท ค่าควบคุมงาน 53 ล้านบาท รวม 1,819 บาท ส่วน สปป.ลาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวม 1,300 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างสะพานและถนนในฝั่งลาว 2.86 กม. ซึ่ง สปป.ลาว ได้ขอกู้เงินจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) หรือเนด้า

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตลาดช่องสะงำเงียบเหงา หลังมีประกาศปรับวันเวลาปิด-เปิด ด่านใหม่ ด้านพ่อค้า โวย ได้รับผลกระทบขาดรายได้ สินค้าค้างสะต๊อก

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีประกาศทางหทารว่าให้มีการปิด หรือ ปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีด่านถาวร คือ ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูมิสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น. โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบขณะที่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน

***ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 8 มิ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่หน้าด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ พบว่าบรรยากาศทรี่ฝั่งไทยเงียบเหงา มีเพียงทหาร และเจ้าหน้าที่ประจำด่านค่อยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เพียงเท่านั้น ส่วนประตูที่เคยเปิดให้ชาวกัมพูชา และชาวไทย ได้เข้าออกเพื่อไปซื้อหาสินค้าถูกปิดลง แต่ที่ฝั่งกัมพูชา จะเห็นได้ว่ามีชาวกัมพูชามายืนดูยืนค่อยที่หน้าด่านกันหลายคนพอสมควร และยังขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขับไปรถมาอยู่ตลอดเวลาภายในด่านฝั่งกัมพูชา

***ต่อมาผู้สาอข่าวได้เดินทางไปสำรวจตลาดช่องสะงำ (ที่อยู่ฝั่งไทย) ที่ห่างจากด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ ประมาณ 3 กิโลเมตร โดยปกติวันนี้(วันอาทิตย์) และวันพฤหัสบดี จะมีตลาดนัด มีพ่อค่าแม่ค้า และชาวไทยและชาวกัมพูชา เข้ามาจับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค กันคึกคัก พอไปถึงพบว่าตลาดช่องสะงำ จุดดังกล่าวปิด ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดร้านขายของเหมือนดังเดิม โดยผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายสมเกียรติ พงษ์เมือง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่มาเปิดร้านค้าผลไม้อยู่ที่ตลาดแห่อยู่เป็นประจำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ปกติทุกวันพฤหัสบดี กับวันอาทิตย์ตน ตนจะขึ้นมาเปิดร้านขายของที่ตลาดนี้เป็นประจำทุกนัด แต่มาวันนี้ตนขับรถมาถึงตลาด โดยไม่รู้ว่ามีการปิดด่าน พบมาถึงก็งงทำไม่มีคนเข้ามาซื้อขายสินค้าเลย โดยปกติตลาดแห่งนี้จะมาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาเลือกซื้อและแลกเปลี่ยนสินค้าภายในตลาด ถ้าโดยปกติแล้วประมาณ 07.00 น.จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายสินค้าและมีประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งกัมพูชา เข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมาก

แต่มาวันนี้ตลาดปิดเงียบไม่มีคนเข้ามา หลังจากนี้ตนก็จะต้องกลับบ้านไปหาเร่ขายตามหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าจะขายหมดหรือไม่ ตนใช้เงินในการลงทุนในแต่ละรอบก็เยอะ ในใจตนไม่อยากให้ปิดด่านเลยเพราะตนต้องทำมาหากินและมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละวัน ตนอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากให้ค่อยพูดค่อยจากันถอยหลังคนละก้าว อยากให้ทั้งสองฝ่ายรักกันเหมือนเดิม ถ้ามาทะเลาะกันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

***ด้าน นางสาวคำแก้ว สีอุดอน อายุ 40 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกค้าที่จะมาหาซื้ออาหารทะเลและของสดทุกอย่างเป็นประจำทุกนัดวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เพื่อไปขายต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรานำไปขายต่อจะมาซื้ออยู่ที่ตลาดแห่งนี้ พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านพ่อค้าแม่ค้าไม่มาขาย วันนี้เท่ากับว่าตนมาจับจับปลามือเปล่าไม่มีอะไรกลับไปขายต่อเลย ตนได้รับผลกระทบหลายอย่าง ทำให้ตนต้องขาดรายได้ ตนอยากให้ทั้ง 2ประเทศตกลงกันคุยกัน หาทางออกที่ดีร่วมกันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

***ขณะที่ นายอิสระ บัวขันธ์ อายุ 46 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในการส่งสินค้าให้กับประเทศกัมพูชา วันนี้ตนได้สั่งสินค้าเข้ามาตามเต็มคันรถ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำมาขายให้ลูกค้า และสั่งมาตามรับออเดอร์ที่ทางลูกค้าฝั่งกัมพูชาสั่งมา พอมาวันนี้มีการประกาศปิดด่านฉุกเฉิน ทำให้ตนตั้งตัวไม่ทันสินค้าหรืออาหารสดที่สั่งมาเป็นจำนวนมากนั้นตนกลัวว่าจะเกิดความเสียหาย ตนขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าถ้าจะมีการปิดด่านฉุกเฉินแบบนี้อยากให้แจ้งหรือมีกำหนดวันเวลาล่วงหน้าที่ชัดเจนก่อน

พอที่จะได้ว่างแผนรับมือได้ เราไม่ได้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกวันนี้ประชาชนทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งหรือพูดจาที่รุนแรงเพราะต่างฝ่ายต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ที่มากไปกว่านั้นคือประชาชนทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ทางด้านครอบครัว บางครอบครัวทั้งสองประเทศลูกหลานไปแต่งงานเป็นดองกัน ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยทำให้ประชาชนไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติสุขอยู่แล้ว พอมามีเรื่องขัดแย้งระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปมาหาสู่กันยากลำบาก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินมีการสู้รบกันจริงๆตนก็พร้อมที่จะรับมือ แต่ในใจลึกๆก็ไม่อยากให้เกิดอยากให้คุยกันตกลงกันแบบสันติวิธี
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

นายด่าน แจงปม กัมพูชาซื้อเกลือไทยไปให้ทหารกัมพูชาในป่า กว่า 2 พันตัน เบื้องต้นไม่จริง วอนอย่าปันข่าวให้ชาวบ้านแตกตื่น จนเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีก

***จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 กว่าต้น เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า ล่าสุด นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าต้น ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือน พฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน

จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีบริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถัวเหลือง เกลือ ซึ่งภาพที่ออกไปนั้นเป็นเมื่อวาน (6 มิ.ย. 68) จริงตนก็อยู่ในวันนั้นซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวันไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้นมีไม่กิโลกรัมเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช้ของทหารมาซื้อ หรือ ใครมาซื้อไปให้หทารแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกลจะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ที่เป็นตลาดรองรับสิ่งค้าต่างจากประเทศไทย

***นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน ร่วมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสิ่นค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้นลดลงกว่าปกติถึง 30-40 % เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทังจนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้ ส่วนกำลังทหารนะตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดนยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด
***ทั้งนี้ หาก สื่อมวลชนหรือท่านใด อย่างจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลการกรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข

นนี้ 7 มิถุนายน 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ(เลขสวย) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ครั้งที่ 6 หมวดอักษร กท “ การงานก้าวหน้าการค้ามั่งมี เศรษฐีทวีทรัพย์” จำนวน 301 หมายเลข ของสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

ณ โรงแรมน่านตรึงใจ โดยได้รับเกียรติจากนายปิยะ โยมา รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดน่าน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด และ

นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวรายงานและต้อนรับอย่างอบอุ่น เป็นการประมูลพร้อมกัน 2 ช่องทาง คือ การประมูลทางวาจา และทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลการประมูล หมวดอักษร กท

มีรายได้รวมทั้งสิ้น 12,131,777 บาทราคาสูงสุด 760,000 บาท ได้แก่ กท 9999
ราคาต่ำสุด 14,000 บาท ได้แก่ กท 7733 นางสาวรัชนี ศรีชัยตัน ขนส่งจังหวัดน่าน กล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมประมูล และทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานขนส่งด้วยดีตลอดมา

ทั้งนี้ รายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ (เลขสวย) จะนำเข้า “กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน” (กปถ.) เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุนและ

ส่งเสริมกิจกรรมโครงการด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และให้ความช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต”เทศกาลประดับไฟกลางเมืองเก่า สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน ข่วงเมือง ถนนผากอง และถนนมหาวงศ์ ภายใต้โครงการ “น่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้างสรรค์เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานว่า “น่านเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิต พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่”

นอกจากนั้น พิธีเปิดยังมีโชว์พิเศษจากศิลปินล้านนา ลานนา คัมมินส์ และ มัสแตง – พีรภัทร พร้อมด้วยการแสดงซอและดนตรีพื้นบ้าน จากนักเรียนโรงเรียนสามัคคี (พระเนตร) จังหวัดน่าน และการฟ้อนร่มแบบล้านนา” ที่มีชื่อว่า “บุปผานันทบุรี สุขสะหรี่ม่วนใจ๋” ด้วยการโปรยดอกไม้ขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นการบูชาเสริมสิริมงคล การฟ้อนถือว่าเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและขนบประเพณีของชาวเหนือที่ทรงคุณค่า

นางนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้กล่าวรายงานว่า “โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าน่าน และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดเมืองเก่ามีชีวิต หวังว่างานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจแก่ชาวน่าน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยือนจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูกาล Green Season ของปีนี้”

กิจกรรมภายในงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ประกอบไปด้วย เทศกาลประดับไฟย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองเก่าน่าน วันที่ 6 มิถุนายน – 6 สิงหาคม 2568 เวลา 18.30 – 21.30 น. ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน(บริเวณบ้านมงคล) รวมถึงบริเวณข่วงเมืองน่าน ถนนผากอง (ตั้งแต่หน้าวัดภูมินทร์ถึงแยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษี) และถนนมหาวงศ์ (ตั้งแต่แยกเจ้าราชบุตรอนุรศรังษีถึงบริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน)

โดยมีการจัดแสดงอุโมงค์ไฟ การตกแต่งประดับไฟ ย้อมไฟกำแพงเมืองเก่าน่าน และประดับตกแต่งเส้นทางด้วยอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เช่น โคมล้านนา โคมมะเต้า โคมกระต่าย และหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองน่านกลายเป็น “เมืองเก่ามีชีวิต ส่องแสงงดงามยามค่ำคืน” ผ่านศิลป์แห่งแสงสีและเรื่องเล่าแห่งกาลเวลา
ถนนสายวัฒนธรรม เส้นทางแห่งเรื่องเล่า ความสร้างสรรค์ที่ถูกปรับปรุง ตกแต่ง และเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่แสดงออกของชุมชน ทั้งงานหัตถกรรม งานศิลป์ และกิจกรรมของคนท้องถิ่น รวมถึงตลาดนัดวัฒนธรรมหรือ “NAN Craft Folk & Market” รวมร้านอาหารพื้นถิ่น งานสร้างสรรค์และของดีเมืองน่านกว่า 30 ร้าน ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 16.00-21.00 น. มีการแสดงดนตรีของศิลปินล้านนา เช่น วงดนตรี Craft and Folk Songs, อ้อม รัตนัง, เตวิชญ์ ชัยธัช, ตู่ ดารณี, วง เดอะเพอะ การแสดงของศิลปินล้านนาไม้เมือง เป็นต้น

นิทรรศการเมืองเก่ามีชีวิต การเสวนาทางวิชาการและกิจกรรมเยาวชน กิจกรรมแชะ&แชร์ “เมืองเก่ามีชีวิต” สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ควบคู่กับความร่วมสมัย มุมถ่ายรูป LANDMARK จําลอง รวมถึงหัตถกรรมท้องถิ่นของน่าน ร้านเช่าชุดพื้นเมืองล้านนา บริการถ่ายภาพที่ระลีก ณ บริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน
งาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองน่านสู่เวทีสากล พร้อมสะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์เมืองเก่าให้คงอยู่ “อย่างมีชีวิต” อย่างแท้จริง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เเถลงข่าวกิจกรรมวัฒนธรรมสองเเผ่นดิน ไทย-มาเลเซีย เชื่อมสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

ที่โรงเเรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานงาน เเถลงข่าวโครงการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชายแดนใต้ กิจกรรมวัฒนธรรมสองเเผ่นดิน ไทย-มาเลเซีย

โดยมี นายอำเภอระเเงะ นายกสมาคมการท่องเที่ยวศิลปะและวัฒนธรรมรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส และผู้เเทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่ากิจกรรมวัฒนธรรมสองเเผ่นดิน ไทย-มาเลเซีย จัดขึ้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ที่ถือเป็นเมืองหน้าด่าน ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ให้เดินทางเข้ามาเยือนในพื้นที่มากขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แต่ยังเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย อีกด้วย

สำหรับโครงการฯ ดังกล่าว กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย 68 ณ สวนสิรินธร อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ภายในงานพบกับการเเสดงแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะพื้นบ้านอันทรงคุณค่าจากทั้งสองประเทศ ร่วมสนุกกับศิลปินชื่อดัง อาทิ Jugg Chawin, ปราโมทย์ วิเลปะนะ, แอ๊นท์ Emotion Town, R-Leaf Pandora, คาร์มัส คาร์มัรร์อาลี บินดาโอ๊ะ, วงFin และ Z.Zamri อิ่มอร่อยกับอาหารฮาลาล อาหารจานเด็ด และร่วมช็อปสินค้า OTOP ของดีชายเเดนใต้ ด้วย

นอกจากนี้ วันที่ 20-22 มิ.ย.68 มีการจัดกิจกรรมการเเข่งขัน OFFROAD ณ ชุมชนตันหยงมัสเก่า อ.ระเเงะ จ.นราธิวาส กำหนดจัดการเเข่งขันใน 2 ประเภท คือ ประเภท 3 คันและประเภทปีกนก ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 เเสนบาท เพื่อมอบความสุขแก่ชาวนราธิวาส ตลอดทั้งการจัดงาน
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ.ไทยคาลิ จำกัด ร่วม รร.ด่านขุนทด จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึก วันสิ่งแวดล้อมโลก

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ บริษัทไทยคาลิ จำกัด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน นายเฉลิมยศ พุทธา ผอ.รร.ด่านขุนทด นำนักเรียน ม.5 และ ม.6 จำนวน 330 คน เข้าร่วมศึกษา เรียนรู้การทำเหมืองแร่ใต้ดิน ของทางบริษัท ฯ

เพื่อจะได้เรียนรู้การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ ต่อชุมชนและประเทศชาติ บริษัท ฯ ได้จัดทำกิจกรรมเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน และ พนักงานบริษัท ฯ ได้มีความรัก และ เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ได้ร่วมกับโรงเรียนด่านขุนทด

ในโอกาสนี้ นายวุฒิชัย สงวนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคาลิ จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่บริษัท ฯ ได้เริ่มโครงการ ได้ให้การสนับสนุนสิทธิ์ของบุคคลและชุมชน โดยตระหนักถึงสิทธิ์ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และให้การคุ้มครองสิทธิ์ดำรงชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข และดูแลปัญหาสิ่ง

แวดล้อม รอบพื้นที่โครงการมาตลอด ขะเห็นได้ว่า พื้นที่ตั้งของบริษัท ฯ มีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก ปัญหาดินเค็ม สร้างผลกระทบต่อเกษตรกร บริษัท ฯ ได้เข้าดูแลช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุง ฟื้นฟู จนประสบผลสำเร็จ หลายร้อยไร่ บริษัท ฯ มีมาตรฐานระดับโลก โดยการทำงานร่วมกับ DMT Gmbh & Co.

บริษัท ฯ ที่ปรึกษาด้านเหมืองแร่จากเยอรมนี ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำเหมืองแร่ใต้ดินกว่า 150 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความปลอดภัยสูงในด้านจัดการของเสีย นำแนวทาง Zero Discharge มาใช้งาน ซึ่งเป็นการนำน้ำไปใช้หมุนเวียน ไม่มีการปล่อยน้ำทิ้ง หรือของเสียออกนอกโครงการ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย มีศักยภาพพัฒนาแหล่งแร่โพแทช เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้า ทั้งนี้ ไทยมีการนำเข้าปุ๋ย โพแทซเฉลี่ยปีละ 800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองแร่โพแทซ ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในการสนับสนุนความมั่นคงทางการเกษตรกรรมของประเทศและลดการพึ่งพา การนำเข้า ในระยะยาว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครบุรีจัดใหญ่งานทุเรียน ครั้งที่ 3เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและหาช่องทางให้เกษตรกร

อำเภอครบุรีกำหนดจัดงานทุกเรียนครบุรี @ต้นน้ำมูลครั้งที่ 3 ขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2568 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี ดึง อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน สนับสนุนจัดงานด้านกลุ่มชุมชนผู้ปลูกทุเรียนเฮได้จุดจำหน่ายทุเรียนดังของอำเภอครบุรี พร้อมย้ำจุดยืนรวมตัวเพื่อต่อรองกับพ่อค้า-ลังไม่กดราคา
นายพีรวัฒน์ ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “ทุเรียนต้นน้ำมูลโคราช@ครบุรี ครั้งที่ 3”

เปิดเผยว่าอำเภอครบุรีเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและบึงเป็นที่ของสายน้ำสำคัญของต้นน้ำมูล ที่ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากยูเนสโก ภายใต้ชื่อกลุ่ม ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ปัจจุบันในพื้นที่มีเกษตรกรปลูกทุเรียนหลากสายพันธุ์กว่า 3,500 ไร่ และเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เพราะทุเรียนครบุรีมีรสชาติกลิ่นอ่อน เนียนนุ่ม ละมุนลิ้น” มีเส้นใยน้อย ปลูกในพื้นที่ดินแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอครบุรี ซึ่งสายพันธ์ที่ปลูกจะมีหมอนทอง ก้านยาว มูซีนคิงส์ นกหยิบ พวงมณี และชะนีไข่

นายอำเภอครบุรี กล่าวต่อไปอีกว่า ดังนั้นทางอำเภอจึงได้ร่วมมือกับเกษตรกร องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น ได้กำหนดการจัดงาน “ทุเรียนต้นน้ำมูลโคราช@ครบุรีขึ้น ในระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2568 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี ซึ่งจะมีกิจกรรมอาทิ การประกวดทุเรียนคุณภาพ การแข่งขันการกินทุเรียน การแข่งขันส้มตำลีลา การจำหน่ายทุเรียนจากชาวสวน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน การออกร้านจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรของอำเภอครบุรี ตนจึงอยากเรียนเชิญพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง

ได้มาร่วมชมงานและเลือกซื้อทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อำเภอครบุรีที่ความอร่อยที่ไม่เหมือนที่ใดๆ ได้มาลองชิมภายในงานครั้งนี้นายพีรวัฒน์กล่าว
ทางด้าน นายชัยวัฒน์ ชู้กระโทก รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่าตนในนามของ ดร.ยลลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีที่มีการทำสวนทุเรียนเป็นจำนวนมากจึงช่วยสนับสนุนงบประมาณกว่า 200,000 บาท มาช่วยการจัดงานทุเรียนครบุรีในครั้งนี้เพื่อให้ชาวสวนทุเรียนได้มีตลาดจัดจำหน่ายทุเรียนคุณภาพของดีของจังหวัดนครราชสีมา

ด้าน สจ.สุชชีพ ชีระชลสุข สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา อำเภอครบุรีเขต 2 กล่าวว่าตนในฐานะผู้ประสานในพื้นที่อำเภอครบุรีเล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนและพืชอื่นๆ อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ขนุน มะม่วง และพืชผักอื่นๆ อีกมากมายเพราอำเภอครบุรีมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์พืชผลทางการเกษตรมีหลากหลาย การส่งเสริมการจัดงานของดีครบุรีกับการจัดงานทุเรียนครบุรี@ต้นน้ำมูลในครั้งนี้ตนได้ของบประมาณกว่า 200,000 บาท เพื่อมาสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ จาก ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตนเล็งเห็นว่าจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจะได้มีพื้นที่จำหน่ายทุเรียนคุณภาพดี สร้างรายได้เข้าอำเภอและเข้าจังหวัดนครราชสีมาต่อไป

นายประยูร ทองบอน กำนันตำบลสระว่านพระยาและประธานชมรมผู้ปลูกทุเรียนอำเภอครบุรีกล่าวว่าตนได้รวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนจำนวนหลายร้อยสวนตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอำเภอครบุรีเพื่อช่วยเหลือกับให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันพร้อมทั้งหาตลาดและจุดจัดจำหน่ายทางการตลาดสู่ตลาดทั่วประเทศอีกทั้งยังเป็นการร่วมตัวกัน เพื่อไม่ได้ “ล้ง” หรือกลุ่มพ่อค้านายหน้ามากดราคาทุเรียนหน้าสวนและการจัดงานในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการหาลู่ทางจำหน่ายทุเรียนของอำเภอ ครบุรีที่มีคุณภาพดีสู่สายตาพี่น้องประชาชนทั่วประเทศนายประยูร กล่า

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าเงาะป่าทำถึง สีสันขบวนแห่งานบุญบั้งไฟ อบต.ตาโกน ด้านชาวบ้านแห่ส่องเลขธูปหลังพิธีไหว้ หลักบ้าน อายุกว่า 200 ปี ก่อนทำพิธีจุดบั้งไฟ

***เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 68 ที่วัดตาโกน ตำบลตาโกน อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานบุญประเพณีบุญบั้งไฟ อำเภอเมืองจันทร์ ซึ่ง อบต.ตาโกน ร่วม ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-9 มิ.ย. 68 เพื่อเป็นการบวงสรวง สร้างความสนุกสนาน และสร้างความสมัครสมานสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

เป็นการส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน เอาไว้ให้สืบทอดถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และสื่อสานประเพณีความเชื่อในเรื่องขอฝนของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรในการทำเกษตร โดยมี นายสมศักดิ์ เอ่งฉ้วน นายอำเภอเมืองจันทร์ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย นายเเท่ง สุระ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาโกน และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้งานบุญประเพณีบั้งไฟ นับเป็นประเพณีความเชื่อ ที่มีความสำคัญ สำหรับชาวตำบลตาโกน และนิยมทำกันในเดือน 6 ของทุกทุกปี ดังนั้น ชาวตำบลตาโกน จึงถือว่าประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญมาก เพราะมีความเชื่อแต่ตั้งเดิมจวบจนปัจจุบันว่า หากไม่จัดงานบุญบั้งไฟก็อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติ ในการจุดบั้งไฟเป็นพิธีกรรมเพื่อบูชาขอพรพญาแถน เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ พืชไร่ พืชสวนเจริญงอกงาม มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

***โดยกิจกรรมวันนี้มีการขบวนแห่แต่ละชุมชน ที่แต่ละขบวนประดับประดาไปผลผลิต พืชพันธ์ ต่างๆ โดยเฉพาะส้มโอหวาน ของดีอำเภอเมืองจันทร์ ขบวนนางรำที่แต่ละขบวนจัดเต็มทั้งชุด และการแสดง นอกจากนี้แต่เจ้าเงาะป่า ผมขาว ทาตัวสีดำ เดินหารจนา (สาวงาม) ตามขบวนแห่ โดยจะมีคนค่อยเต็ม (เต็มสีดำตามตัว) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นสีสันของขบวนแห่งานบุญบั้งไฟในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีพิธีไหว้และผูกผ้า 7 สี

ที่เป็นสิมหรือเสาเอกของอุโบสถเก่า ที่มีอายุมากกว่า 200 ปีที่ชาวบ้านเชื่อถือกราบไหว้ถือเป็นภูมิบ้านที่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ก่อนที่ นายก อบต.ตาโกง จะจุดธูปเลขเสี่ยดวง ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมได้นำไปเสี่ยโชคที่จะถึงนี้ ซึ่งเลขที่ได้คือเลข 469 โดยมีชาวบ้านต่างพากันแห่มาดูเลขเด็ดกันคึกคัด ทั้งนี้การจุดบั้งไฟจะมีการจุดขึ้นในวันที่ 8-9 มิ.ย. 68 ซึ่งเป็นบั้งไฟขนาดท่อ 2-3 โดยมีการขออนุญาติถูกต้องตามระบบ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 0; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 35;

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /นายด่าน แจงปม กัมพูชาซื้อเกลือไทยไปให้ทหารกัมพูชาในป่า กว่า 2 พันตัน

***จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 กว่าต้น เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า ล่าสุด นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ เปิดเผยกับ

ผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าต้น ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือน พฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ

ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีบริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถัวเหลือง เกลือ ซึ่งภาพที่ออกไปนั้นเป็นเมื่อวาน (6 มิ.ย. 68) จริงตนก็อยู่ในวันนั้นซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวันไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้นมีไม่กิโลกรัมเอง

ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช้ของทหารมาซื้อ หรือ ใครมาซื้อไปให้หทารแต่อย่างใด เพราะจริงๆแล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกลจะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ที่เป็นตลาดรองรับสิ่งค้าต่างจากประเทศไท

***นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลการกรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน ร่วมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสิ่นค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้นลดลงกว่าปกติถึง 30-40 %

เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทังจนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้ ส่วนกำลังทหารนะตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดนยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด

***ทั้งนี้ หาก สื่อมวลชนหรือท่านใด อย่างจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลการกรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้แทน พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2มอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารชายแดนกัมพูชา / น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่กรมทหารพรานที่ 23 อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวธนชนก สุริยเดชสกุลอ และ

นายหมวดตรี รุจิรา สรุจิกำจรวัฒนะ พร้อมด้วยผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ภท.2 รุ่นที่ 2) และสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน

ได้เดินทางไปยังหน่วยบัญชาการกองกำลังสุรนารี จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบผ้าเต็นท์, เสื้อกันฝน รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

เพื่อส่งมอบต่อไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารกองกำลัง

ป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2 และเพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและกำลังใจจากภาคประชาชนและภาคเอกชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ณ พื้นที่ชายแดนของประเทศ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

น้องเขยโหดใช้ปืนยิงปลา ยิงลุงเจ็บ ปมขัดแย้งที่ดิน สุดท้ายหนีไม่รอด ถูกจับได้ในสวนยาง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันที่บ้านเลขที่ 300 หมู่ 2 ตำบลชะโนดน้อย อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดย นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง อายุ 46 ปี ได้บุกบ้านลุงคือ นายสมนึก คำมุงคุณ อายุ 61 ปี ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงปลา บรรจุลูกดอกเหล็กยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ยิงใส่บริเวณลำตัวด้านซ้ายของลุงจนได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ นายบุญรุ่งเรืองได้วิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของผู้บาดเจ็บเพื่อซ่อนอาวุธ ขณะที่ผู้บาดเจ็บพยายามขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และโทรศัพท์เรียกหน่วยกู้ชีพเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

ต่อมา พ.ต.ท.ไพบูรณ์ สุวรรณคุณ สว.(สอบสวน) สภ.ดงหลวง พร้อมชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ก่อเหตุ พบปืนยิงปลา 1 กระบอก ขณะที่ตัวผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปจากหมู่บ้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่สวนยางพารา ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริงด้วยความโมโหจากปัญหาขัดแย้งเรื่องที่ดินของภรรยา

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ โดยน้องสาวของผู้บาดเจ็บเปิดเผยว่า ครอบครัวมีพี่น้องประมาณ 7 คน ผู้ก่อเหตุเป็นสามีของน้องสาวอีกคน และเคยมีพฤติกรรมรุนแรงถึงขั้นต้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง ได้นำตัว นายบุญรุ่งเรือง โต๊ะทอง ส่งฝากขังศาลจังหวัดมุกดาหาร พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และคัดค้านการประกันตัว

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รองแม่ทัพภาคที่ 2 เปิดใจผ่านเฟซบุ๊ก เผยข้อเท็จจริง 11 ข้อ ปมปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา รุกล้ำกว่า 400 ครั้ง” ลั่น! อย่าดันถึงศาลโลก เปิดใจคุยกันแบบลูกผู้ชายดีกว่า

วันที่ 7 มิถุนายน 2568 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความในใจและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะการรุกล้ำอธิปไตยของฝ่ายกัมพูชาที่เกิดขึ้นกว่า 400 ครั้ง แม้ฝ่ายไทยจะประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับได้รับการตอบสนองเพียงเล็กน้อย พล.ต.ณัฏฐ์ เปิดเผยข้อเท็จจริง 11 ประการที่สรุปใจความได้ดังนี้:

1.ไทย-กัมพูชามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนมายาวนานเนื่องจากยึดถือหลักฐานแผนที่ที่ต่างกัน
2.แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เป็นผลผลิตจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907 เป็นแผนที่มาตราส่วนหยาบ คลาดเคลื่อนจากเส้นสันปันน้ำจริงหลายจุด

  1. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการยึดเส้นเขตแดนที่แตกต่างกันตามข้อ 1 และข้อ 2 จึงตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) ขึ้นมาเพื่อร่วมกันจัดทำแนวเขตแดนระหว่างกันให้ชัดเจนและเป็นเป็นที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย โดยผลผลิตสุดท้ายคือ หลักเขตแดน และแผนที่
  1. ขณะที่ JBC ทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้การทำงานราบรื่นทั้งสองฝ่ายจึงมีข้อตกลง MOU43 สาระสำคัญข้อ 5 ระบุไม่ให้ทั้งสองฝ่ายดัดแปลงภูมิประเทศตามแนวชายแดนซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสันปันน้ำ
  2. ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาละเมิด MOU43 มาโดยตลอด ขยายชุมชน สร้างกาสิโน ปลูกพืชไร่ประชิดชายแดน ที่เป็นการทำลายสันปันน้ำ เราประท้วง 400 กว่าครั้งแต่ให้ความร่วมมือแก้ไขน้อยมาก ในขณะที่ฝั่งเราเป็นเขตอุทยานเข้าไปทำอะไรไม่ได้
  1. พื้นที่ช่องอานม้า ก่อนเกิดเหตุเผาศาลาตรีมุข(28 ก.พ.68) ทหารกัมพูชาวางกำลังห่างชายแดนไม่น้อยกว่า 500 ม. เราก็วางกำลังห่างระยะใกล้เคียงกัน ย่านกลางนั้นเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพไปมาหาสู่ ประสานงาน พูดคุยแก้ปัญหากัน
  2. วันที่ 28 ก.พ.68 กัมพูชาเผาศาลาตรีมุข เคลื่อนกำลังขึ้นมาวางที่ต้นพญาสัตบรรณซึ่งล้ำอธิปไตยไทยเข้ามาประมาณ 150 ม. รวมถึงขุดคูเลททำลายสันปันน้ำละเมิด MOU43
  3. ฝ่ายเราพยายามแก้ปัญหาโดยสันติ อดทนอดกลั้น เจรจาขอให้ถอนกำลังที่รุกล้ำอธิปไตยไทยออกไปหลายครั้งแต่เขมรก็ไม่ยอมถอน สุดท้ายมีการใช้อาวุธเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68
  1. ผู้บังคับบัญชาของไทยทุกระดับพยายามแก้ไขปัญหาโดยสันติ เจรจาขอให้ถอนกำลังจากจุดที่รุกล้ำ แต่เขมรอ้างว่ากำลังส่วนนี้วางอยู่เดิมมาตั้งแต่ก่อนมี MOU43 ซึ่งไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอนเพราะถ้ามีกำลังวางอยู่จุดนี้เมื่อปีที่แล้ว(ส.ค.67) ผมจะเดินผ่านจุดนี้เข้าไปที่ศาลาตรีมุขได้อย่างไร
  2. เขมรอ้างว่าถูกรุกราน ไทยไม่แก้ปัญหาโดยสันติ จะขยายความขัดแย้งสู่ศาลโลก ทั้งๆที่สองประเทศมีกลไกแก้ไขปัญหาร่วมกันอยู่ โดยอ้างว่าปัญหาจะได้จบ ถามว่ามันจะจบได้อย่างไร?
  1. กัมพูชายังเสริมกำลังทหาร อาวุธยุทโปกรณ์ พยายามจะนำกำลังขยายไปควบคุมพื้นที่อื่นๆตลอดแนวชายแดนทั้งๆที่พื้นที่เหล่านั้นเดิมทั้งสองฝ่ายไม่มีการวางกำลัง เป็นป่าเป็นเขา ถ้าเราเอากำลังไปวางเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยก็เผชิญหน้ากัน ทำเพื่ออะไร?
  2. กติกาสองบ้านเรามีอยู่ เรามาเปิดหน้าคุยกันอย่างลูกผู้ชายดีกว่าไหม ถ้าเรื่องถึงโรงถึงศาลลูกหลานเราก็จะเป็นปรปักษ์กันตลอดไป จะเกิดประโยชน์อะไรถ้าคิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารผ่านศึก ชาวบ้าน รวมพลกว่า 500 คน บุกสำนักงานตำรวจภูธรชุมพร โวยไม่ได้รับความเป็นธรรม

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายประคอง จิตประสงค์ “ผู้ใหญ่หยีต” และ นายคนึง เมืองทิพย์ ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านกว่า 500 คน ไปรวมตัวกันที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ภายในศูนย์ราชการ

เพื่อเรื่องเรียนต่อ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร โดยชาวบ้านทั้งหมด ก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอยู่ที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านหมูที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ทาแซะ จ.ชุมพร

ใช้เป็นศูนย์กลางในการเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินสวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 23,000 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ และป่าสลุย ที่หมดสัมปทานนาน 10 ปี แล้ว เพื่อนำมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรและชาวบ้านที่ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งหมดสัมปทานมานานถึง 10 ปี แต่รัฐเกียร์ว่างไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รับ

นักการเมือง บางคนบางกลุ่ม นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันออกมาขายให้โรงงานนายทุน ปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่ผลประโยชน์ใดๆเลย ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำกันเป็นขบวนการร่วมกันระหว่างนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง มานานหลังจากสวนปาล์มหมดสัมปทานนับ 10 ปี

ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าว ที่ผ่านมาชาวบ้านและ กลุ่มทหารผ่านศึกได้ออกมารวมตัวกัน โดยใช้ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านและอาคารร้างในสวนปาล์มหมดสัมปทานเป็นจุดรวมตัวและจุดพัก เพื่อคอยตรวจสอบดูแลพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 2 หมื่นไร่ มานานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อไม่ให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ

ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักขโมยเก็บเกี่ยวปาล์มออกมาขาย จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านออกตรวจพื้นที่ผ่านไป

ถึงหน้าสำนักงานของบริษัทนายทุนที่หมดสัมปทาน ช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ได้เห็นบุคคลต้องสงสัยคาดว่าเป็นแรงงาน เมื่อเห็นพวกตนได้วิ่งหนีและทิ้งปืนยาวไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 ติดลำกล้อง ใส่อยู่ในถุงผ้า พร้อมเครื่องกระสุน ทิ้งไว้ข้างสำนักงาน 1 กระบอก

ชาวบ้านจึงแจ้งตำรวจ สภ.สลุย มาตรวจสอบ ปรากฏว่าใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง จนเกือบมืด เมื่อมาแล้วก็ไม่ยอมเปิดถึงดูว่าข้างในเป็นปืนชนิดใดอ้างว่ากลัวทรัพย์สินเสียหาย

จะต้องพาไปเปิดที่โรงพัก ชาวบ้านจึงไม่ยอมขอตามไปดูด้วย เมื่อไปถึงโรงพักก็ยังโยกโย้บอกว่าร้อยเวรยังไม่สะดวกยังอาบน้ำอยู่ แต่ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้ออยู่เฝ้าจนในสุดตำรวจก็ยอมเปิดดู ปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนยาวเถื่อนไม่มีทะเบียน พร้อมเครื่องกระสุน

ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวต่อว่า เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ ชาวบ้านไปสอบถามถึงความคืบหน้าคดี ตำรวจ สภ.สลุย ก็พูดไม่ดี แถมต่อว่าชาวบ้านว่ามีแต่เรื่องวุ่นวาย ทำให้ตำรวจต้องเวลาไม่ต้องทำเรื่องอื่นกันแล้ว ทั้งๆที่จุดเกิดเหตุดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดของบริษัทหมดสัมปทานติดตั้งอยู่หลายตัว ซึ่งเป็นจุดที่

กล้องบันทึกภาพเห็นคนทิ้งปืนชัดเจน แต่พอชาวบ้านพวกเราทำผิดเล็กๆน้อยๆ บางเรื่องก็ผิดแบบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตำรวจกลับยกโขยงกันไปตรวจสอบจับกุมดำเนินคดีเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งทำคดีต่างกันยังกันหน้ามือหลังมือ เก่งแต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีตำรวจบางคนมีพฤติกรรมทำตัวอยู่ข้างนายทุน คอยจ้องจะจับผิดแต่ชาวบ้านเท่านั้น

ด้าน พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้ลงมาพบและพูดคุยกับตัวแทน กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน พร้อมกับรับทราบปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นและได้ชี้แจงว่า จะสั่งการกำชับให้ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมและตรง

ไปตรงมา ซึ่งตนเองได้รับรายงานจาก ผกก.สภ.สลุยแล้ว เรื่องคดีอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าว ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และทำหนังสือขอภาพกล้องวงจรปิดจากบริษัทดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากขอไปแล้วมีการประวิงเวลาหรือล่าช้า ก็จะให้ตำรวจใช้อำนาจเข้าไปตรวจสอบเองเลย และรับปากยืนยันว่าคดีนี้จะต้องรู้ผลภายใน 7 วัน

ภายหลังจากแกนนำ กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน ได้รับฟังคำชี้แจงและคำยืนยันจาก พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ต่างก็พอใจและปรบมือให้ พร้อมกับกล่าวของคุณ พล.ต.ต.สมคะเน ที่ลงมาพบและพูดคุยชี่แจงทำความเข้าใจท่ามกลางวงล้อมชาวบ้าน ได้รับรู้กันทุกคน ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับ และรอฟังคำตอบเรื่องความคืบหน้าของคดีภายใน 7 วันต่อไป.

****ท้ายคลิปมีเสียง พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.สภ สวี ร่วมกับ พม.ชุมพร เร่งช่วยเหลือยาย 74 ประสบอุบัติเหตุ ถูกชนสาหัส ลูกพิการ/แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหัก/รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส

ชุมพร, 7 มิถุนายน 2568 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร (พม.ชุมพร) ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือ คุณยายวัย 74 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์ชนสาหัส จนไม่สามารถประกอบอาชีพและหาเงินเลี้ยงดูลูกชายพิการได้ ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 พ.ต.อ.วิษณุ สุระวดี ผกก.สภ.สวี พร้อมด้วย นายอมร สุขแก้ว ผญบ. ม.5 ต.นาโพธิ์ และ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลนาโพธิ์ ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ นางแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74 ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซ.สมัครใจราษฎร 8 ม.5 ต.นาโพธิ์ อ.สวี จว.ชุมพร

ซึ่งได้รับบาดเจ็บ จากการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน พร้อมได้มอบเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และได้ประสานผู้ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือต่อไป นางสาวจีรดา ธรรมาภิมุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นางสาววรัชยา รินทะจะกะ นักจิตวิทยา ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ร่วมกับเทศบาลตำบลนาโพธิ์ ณ บ้านเลขที่ 400/12 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว จากการสอบถามข้อเท็จจริง คุณยายวัย 74 ปี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ขณะที่ตนกำลังเดินข้ามถนนได้มีรถจักรยานยนต์พุ่งชน ทำให้ขาซ้ายหัก 2 ท่อน และมีแผลฉีกขาดบริเวณนิ้วเท้า

โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นชาวเมียนมา ซึ่งทำงานให้กับร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่ง คุณยายมีอาชีพทำขนมขาย เพื่อเลี้ยงดูตนเองและลูกชายวัย 44 ปี ที่ป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรพิการเป็นจำนวนมากในแต่ละเดือน การประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้คุณยายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ขาดรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะที่คู่กรณีซึ่งเป็นชาวเมียนมา ทางนายจ้างรับผิดชอบเพียงค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น โดยไม่มีการเยียวยาค่าใช้จ่ายอื่นๆ และไม่มีการติดต่อสอบถามใดๆ คุณยายจึงร้องขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระหว่างที่ยังไม่หายเป็นปกติ พม.ชุมพรเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่คุณยายวัย 74 ปี ดังนี้:

พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของคนพิการประสานสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจประสานเทศบาลตำบลนาโพธิ์ เพื่อติดตามให้ความช่วยเหลือตามภารกิจอย่างต่อเนื่องพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน จำนวน 3,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พม.ชุมพร จะติดตามและให้ความช่วยเหลือคุณยายและลูกชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แจ้งถึงผู้ใจบุญร่วมบริจาคให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

ชุมพร – แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปีลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า

วอนสื่อเข้าดูแลช่วยเหลือขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลช่วยเหลือเนื่องจากโดนรถชน เมื่อ วันที่ 23 มิถุนายน 2568 จนขาหักไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือเรื่องกินอยู่ที่พักอาศัยต่างๆก็ไม่มีโดยปัจจุบันได้เช่าอาศัยห้องอยู่เดือนละ 1700บาท เดือนนี้ก็ยังไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าห้อง รายได้หลักก็ทำขนมไปฝากร้านร้านขายเลี้ยงชีพลูกสาวหลานสาวก็มีครอบครัวไปก็มีความลำบากเช่นกันจะต้องเจียดเวลามาพาไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาตัว

  นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ  อายุ 51ปี เล่าว่า  ส่วนคู่กรณีก็ได้แต่ชำระค่ารักษาอย่างเดียวโดยการชำระผ่านแอพไปล้างแผลเท่าไหร่ก็จ่ายผ่านแอพเท่านั้นค่าอาหารค่ากินอยู่ที่ต้องหยุดทำมาหากินก็ลำบากไม่มีรายได้ไม่มีรายรับเพราะไม่สามารถลุกขึ้นมาทำขนมออกไปขายได้   ส่วนลูกสาวก็มาดูแลน้องชายกับแม่โดยการหุงข้าวหุงปลาหาอาหารให้กินตามมีตามเกิดเพราะตนก็หาเช้ากินค่ำ  แม่มีอาชีพขายขนมแม่ทำขนมส่งที่ร้านพอดีวันนั้นเวลาตีห้ากว่าตอนเช้ามืดแม่ก็ออกไปส่งขนมเหมือนปกติทุกวันขณะที่ขากลับก็ได้ลากรถขนขนมกลับมามีพม่าขับรถมาทางด้านหลังแล้วก็ชนแม่ก็ล้มทั้งยืนคือทีนี้นายจ้างของเขา บอกว่าบัตรของพม่าชื่อนายจ้างไม่ใช่เป็นชื่อเขาเป็นชื่อนายเก่าของเค้าแต่นายจ้างเค้าก็จะรับผิดชอบได้แค่หลักค่ารักษาพยาบาลค่าเยียวยาเค้าไม่ให้ไม่ช่วยแต่ทีนี้ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น จนกว่าแม่จะหายอาการที่ป่วยของแม่วันนี้ที่ถูกรถชนก็คือขาหักสองท่อนหักซ้ำกับข้างเดิมที่เคยหักมาก่อนแม่ก็อายุมากแล้วปีนี้ก็ 74 ปี  วันนี้หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูบาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ส่วนน้องชายที่ป่วยตอนแรกเป็นเส้นเลือดแตกตอนหลังก็ได้ทำกายภาพก็สามารถลุกขึ้นมาเดินเหินเดินได้แล้วมาฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่สองก็อาการแขนขาอ่อนแรงอาการติดเตียงมาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณสี่ปีแล้วอยากฝากถึงหน่วยงานที่จะให้เข้ามาช่วยเหลือเข้ามาดูแล ความเป็นอยู่ของบ้านเราหน่อยเพราะบ้านก็ต้องเช่าในช่วงนี้แม่ก็ทำงานไม่ได้ก็ลำบากมากเลยส่วนตัวก็มีครอบครัว ซัพพอร์ตกันไม่ไหวรายได้ก็ไม่ค่อยดีคนชนเค้าก็ไม่ได้เยียวยาอะไรมากให้แต่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้นในขณะนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหนเข้ามาดูแลมีแต่ชาวบ้านรอบข้างก็เข้ามาดูแลเยี่ยมเยียนเฉยเฉย  พ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร สวี จังหวัดชุมพร  เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้ความคืบหน้าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานกับคู่กรณีซึ่งเป็นชาวพม่าประสานกับนายจ้างคือนายเทพนี่เค้าได้มาอยู่กับภรรยาร้านอาหารแห่งหนึ่งแต่ว่าไม่ได้ทำงานแล้วก็ทางเจ้าของร้านอาหารก็เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายค่าเสียหายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในเบื้องต้นซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน รอความเห็นจากแพทย์กรณีนี้เป็นกรณีที่คุณป้าขาหักจะต้องมีการดำเนินคดีข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้วก็เรื่องของใบขับขี่เรื่องของพรบต่างๆซึ่งทราบจากทางสื่อมวลชนว่าคุณป้ามีค่าใช้จ่ายประจำวันในชีวิตแล้วก็ต้องดูแลลูกที่ต้องป่วยติดเตียงเพิ่มเติมอีก ก่อนอื่นขอแจ้งว่าทางร้อยเวรได้ประสานไปทางลูกสาวอีกท่านหนึ่งอยู่ตลอดอยู่แล้วแต่ว่าทางข้อมูลตรงนี้ทางตำรวจก็จะช่วยประสานฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นกองทุนในการดูแลผู้ประสบภัยจากรถแล้วก็ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรณีนี้ ไม่มีพรบ.ไม่มีเอกสารไม่มี พรบ.ใด   ช่วงป่ายของวันนี้ผมก็จะเข้าไปเยี่ยมดูแลในเบื้องต้นให้ความช่วยเหลือทางคุณป้าก่อนอายุเยอะแล้วน่าเห็นใจ ครับ เคส นี้จะดูแลให้เป็นพิเศษนะ

รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส ซ้ำหนักสุดรันทดไม่มีเงิน จะให้ลูกไปโรงเรียน

วันที่ 7 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนางสาวกิตติยา มากสวีอายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ว่าได้เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า Wave สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพรพร้อมกับนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีผู้เป็นสามี ขับรถออกไปเพื่อจะไปรับลูกลูกที่โรงเรียนพอมาถึงถนนในหมู่บ้านหมู่ที่ตำบลครน อำอำเภอสวี จังหวัดชุมพร บริเวณสามแยกบ้านครูจวนได้มีรถกระบะสีขาวเป็นรถรั้วไม่ทราบหมายเลขทะเบียนวิ่ง ข้ามเลนมาชนมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับไปรับนักเรียนที่โรงเรียนจนทำให้บาดเจ็บตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปถึงขาหักหลายท่อนและทำให้นายสายัณห์ ปิ่นทอง หัวไหล่หักและแขนหักได้รับบัตรเจ็บสาหัสทั้งสองคน

วอนสื่อตนและสามีเป็นเสาหลักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและให้เด็กเด็กนักเรียนไปโรงเรียนแต่มาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อยากให้หน่วยงานช่วยเหลือให้ลูกลูกได้มีเงินไปโรงเรียนและได้ดูแลตนและสามีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งสองคน จากกรณี วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 15.47 น. ว่าที่ พันตำรวจตรี ชินวงค์ อินทร์ทอง ส.ว. (สอบสวน) สภ. สวีได้รับแจ้ง คณะปฏิบัติหน้าที่สอบสวนเวร รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ. สวี ว่าเกิดเหตุรถเฉี่ยวชน กัน รถได้รับความเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่ เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุ สามแยกครูจวน ถนนในหมู่บ้าน หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอ สวี จังหวัดชุมพรมื่อไปถึงพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ แซด สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพร ตรวจสอบ พบร่องรอยเฉี่ยวชนเสียหายผู้ขับรถและคนซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บมีรถพยาบาลนำส่งโรงพยาบาลสวี ส่วนคู่กรณีไม่พบในที่เกิดเหตุได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุถ่ายภาพที่เกิดเหตุวาดภาพที่เกิดเหตุไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาตรวจสอบสภาพตามระเบียบดูผู้ขับ รถจักรยานยนต์ที่โรงพยาบาลสวีทราบชื่อ ผู้ขับรถนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรคนซ้อนท้ายนางสาวกิตติยา มากสวี อายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบลควนอำเภอสวีจังหวัดชุมพรได้รับอันตรายแก่กายอยู่ระหว่างรักษาของแพทย์ไม่สามารถให้การได้จึงกลับมาลงประจำวันไว้เพื่อทำการสอบสวนต่อไป

ผู้สื่อข่าว เดินทางไป โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เพื่อ พบนายสายัณห์ปิ่นทองและนางสาวกิตติยามากเสวีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางสาวกิตติยาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนเป็นห่วงลูกลูกสองคนที่กำลังเรียนหนังสือมาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่มีรายได้เพื่อจะส่งให้นักเรียนได้ไปโรงเรียนและดูแลเด็กเด็กในตอนนี้ได้ฝากให้นางอารี ปิ่นทอง ผู้เป็นย่า และนางสาวจรรยา ปิ่นทองเป็นอาดูแลเด็กเด็กและรับส่งนักเรียน ซึ่งเป็นห่วงการเล่าเรียนของเด็กเด็กที่จะไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีรายได้ที่จะให้นักเรียนไปโรงเรียน วอนผู้ใจบุญ ช่วยค่าใช้จ่ายให้นักเรียนไปโรงเรียนช่วยได้ที่ ธนาคาร กรุงไทย ชื่อบัญชี น.ส.กิตติยา มากสวี บัญชีเลขที่ 823-0-22836-1 ส่วนนายสายัณห์ ปิ่นทองเล่าว่าตนได้ขับรถซ้อนภรรยาเพื่อที่จะออกไปโรงเรียน นาเหรี่ยง เพื่อที่จะไปรับเด็กชายกฤษกรปิ่นทองอายุเก้าปีอยู่ชั้น ป. 3 และได้มาเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้แขนหักหัวไหล่หักและยังมีกระดูกซี่โครงทิ่มปอดรอทางโรงพยาบาลจะดำเนินการผ่าตัดให้ในวันที่
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรเพื่อพบนางจรรยา ปิ่นทองผู้เป็นอาและได้สอบถามว่าเด็กเด็กได้อยู่ที่บ้านมีใครดูแลบ้างแจ้งว่าอยู่กับคุณย่าและตนโดยที่เด็กหญิง เอ อายุ 13 ปีเรียนอยู่ชั้น ม. 1 และเด็กชายบี อายุ 9 ปี เป็นนักเรียนชั้น ป. 3 ส่วนอาก็จะมาดูแลในช่วงที่ว่าพ่อแม่เค้าเกิดอุบัติเหตุเพื่อที่จะมาส่งเด็กเด็กไปโรงเรียนปกติแล้วก็จะเป็นพ่อแม่เขาที่พาลูกลูกไปโรงเรียนและหารายได้และในช่วงนี้ก็มาเกิดอุบัติเหตุคิดว่าคงจะลำบากเรื่องการไปโรงเรียนเพราะพี่ชายและพี่สะใภ้เค้าเป็นเสาหลักในการหาเงิน มาเลี้ยงครอบครัว

นางสาวจรรยา ปิ่นทอง ผู้เป็นอาเล่าว่าในวันที่เกิดเหตุมีมอเตอร์ไซค์ขับรถตามมาเห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการเฉี่ยวชนแจ้งว่าพี่ชายได้ขับรถออกมาจากบ้านพอมาถึงสามแยกก็จะเลี้ยวซ้ายเพื่อที่จะไปโรงเรียนนาเรียงเพื่อรับลูกลูกแต่มีรถสวนเข้ามาจากทางสามแยกและข้ามเลนมาชนพี่ชายทำให้เกิดบาดเจ็บสาหัส สองคนและคนเห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าเป็นรถกระบะโตโยต้า มีรั้วแบบเตี้ยอยู่บนกระบะ เป็นรถสี ขาวตอนเดียวได้เฉี่ยวชนกับมอเตอร์ไซค์แล้วหลบหนีไปเบื้องต้นไม่สามารถจดจำทะเบียนรถได้แต่ได้สอบถามชาวบ้านแถวนั้นทราบว่ารถคันดังกล่าวได้วิ่งอยู่ในบริเวณนี้เป็นประจำจึงได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อติดตามเจ้าของรถคันดังกล่าวมารับผิดชอบต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กลุ่มพลังมวลชน แนวหลัง นำพริกแห้ง กะปิ สิ่งดำรงชีพ บุกเข้าชายแดนช่องพระพะลัย จุด “ฐานปฏิบัติการพนมกันตุง” กองร้อย ทพ.2609 ให้กำลังใจ

บ่ายของวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ ฐานปฏิบัติการพนมกังตุง จุดชมวิวช่องพระพะลัย ทางเข้าสู่ช่องกะบาลกะไบ เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าพืชพนมดงรักจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอขุนหาญ ดินแดนที่มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในอีสานใต้ โดยเป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์ ร้อยตรี พิชิต ศรีคงรัก ผบ.กองร้อยทหารพรานที่2609 ที่สู้รบกับกองกำลังต่างชาติ ที่จะบุกรุกเข้ามายึดแผ่นดินไทย ด้วยการสู้จนต้องพลีชีพตนเพื่อรักษาดินแดนไทย เอาไว้ให้ลูกหลานชาวศรีสะเกษ ไว้ให้ประเทศไทย โดยบ่ายของวันนี้ ได้มีกลุ่มพลังมวลชน ทั้งภาครัฐ – เอกชน กลุ่มธนาคารฯ กลุ่มแพทย์แผนไทยอำเภอขุนหาญ สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ อื่นๆ

ได้รวบรวมพริก เกลือ น้ำปลา กะปิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมทั้งทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ อื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมามอบให้ กองกำลังทหารพราน “ฐานปฏิบัติการพนมกันตุง” กองร้อย ทพ.2609 ให้กำลังใจให้กับทหารที่รักษาพรมแดน ตามแนวชายแดน – กัมพูชา โดยมี นาย ธนัชกฤศ บุดดีเสาร์ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอขุนหาญ ผู้แทนนายอำเภอฯ มาเป็นเกียรติในการเป็นประธานมอบ ให้กับ ร้อยเอก บัณฑิต โยดิน ผู้บังคับกองร้อย ทพ.2609 ตัวแทนของกองกำลังทหารพราน ฐานปฏิบัติการพนมกันตุง กองร้อย ทพ.2609 ที่ปักหลักรักษาดินแดนไทย อยู่ตามแนวชายแดนตรงจุดนี้


นาย ธนัชกฤศ บุดดีเสาร์ ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอขุนหาญ ผู้แทนนายอำเภอฯ กล่าวว่า วันนี้ในนนามของอำเภอขุนหาญ ต้องขอบคุณทุกท่าน ทุกองค์กร ที่มองเห็นทหารที่รักษาอธิปไตยอยู่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อยู่ในขณะนี้ แม้ว่าวันนี้จะไม่มีเหตุการณ์ที่รุนแรงใดๆ แต่ทหารทุกหน่วย ทุกเหล่า ก็ยังคงยืนหยัดที่จะรักษาแผ่นดินไทยเอาไว้ ขณะที่ทุกท่านที่อยู่แนวหลัง ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ยังคิดถึงทหารทุกคน ก็ได้พยายามรวบรวมสิ่งของต่างๆ มามอบให้ทหารด้วยความรัก อย่างแท้จริง ต้องขอขอบคุณทุกคนด้วย

โดย ร้อยเอก บัณฑิต โยดิน ผู้บังคับกองร้อย ทพ.2609 กล่าวขอบคุณ ว่า ผมเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่2609 วันนี้ก็มีความภาคภูมิใจ ที่มีคนรู้ใจ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ – ภาคเอกชน ซึ่งทุกคนก็รักชาติบ้านเมืองเหมือนกัน แต่การปฏิบัติจะไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ทหารก็ทำอีกอย่างหนึ่ง ส่วนราชการ หรือภาคเอกชน ประชาชน ก็ทำอีกอย่างหนึ่ง แล้วเมื่อถึงคราวที่เราต้องรักษาอธิปไตย คนไทยของเราจะแสดงออกถึงความรักชาติ

ซึ่งจุดนี้ผมมองเห็นแล้ว ผมก็ภาคภูมิใจ สิ่งของที่พวกท่านได้นำมามอบให้ในวันนี้ เป็นอำนาจกำลังรบให้กับพวกผม อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน ซึ่งก็คือสิ่งที่มามอบให้เหล่านี้แหละ ทำให้มีกำลังใจอึดสู้ ที่จะรักษาอธิปไตยให้กับชาติไทยของเรา ยังคงมีอธิปไตยของเราอยู่สืบต่อไป ขอบคุณทุกท่านด้วยความจริงใจ ครับ
//////////////////////////ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในการแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดศรีสะเกษ

***เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 มิ.ย. 68 ที่ห้องประชุมโครงการชลประทานศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานในการแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นการซักซ่อมการทำงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้แต่ละส่วนมีความพร้อมในทุกๆด้านเมื่อเกิดเหตุการความไม่สงบในชายไทย-กัมพูชา ของจังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นมา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี***หลังจบการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ภาพรวมในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดศรีสะเกษยังคงปกติดี โดยมี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอขุขันธ์ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยกลุ่มที่ 1 ที่ใกล้พื้นที่ชายแดนมากที่สุด ซึ่งจากการลงพื้นที่ชายแดนพี่น้องประชาชนด้านชายแดนทุกคนยังมีขวัญและกำลังที่ดี ชาวบ้านทุกคนรู้หน้าที่ที่ดีว่าจะทำอะไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น พี่น้องในพื้นที่ชายแดนต่างตื่นรู้ แต่ไม่ตื่นกลัวกับเหตุการ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางจังหวัดศรีสะเกษของเราพร้อมที่เข้าไปช่วย และสนับสนุนในสิ่งที่พี่น้องประชาชนขาดในทุกๆด้าน


***ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า ในส่วนของหลุมหลบภัยในพื้นที่ตอนนี้ ได้มีการสั่งการให้นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าไปตรวจดู ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน จุดไหนยังไม่พร้อม ก็จะได้ส่งกำลัง เครื่องจักร เข้าไปช่วยเหลือ โดยตอนนี้มี อบจ.ศรีสะเกษ ได้ส่งชุดเครื่องจักรกลหนัก เข้าพื้นที่ชายแดนแล้ว เพื่อช่วยปรับปรุงพื้นที่ ซ้อมแซ่ม หลุ่มหลบภัยที่พัง ชำรุดเสียหาย แต่ยังไม่มีการสร้างหลุมหลบภัยเพิ่มเติม ทั้งนี้อย่างจะฝากถึงพี่น้องตามแนวชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ว่า ไม่ต้องห่วงเพราะทางจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมที่จะช่วยเหลือ สนับสนุน พี่น้องประชาชนทุกคน นอกจากนี้พี่น้องที่อยู่นอกพื้นที่ก็ห่วงใย และพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเมื่อ ดังคำว่า พี่น้องศรีสะเกษ ไม่ทิ้งกัน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายคลุ้มคลั่งปีนรูปปั้น หักมือเจ้าเมืองหนองสูง

เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจที่อนุสรณ์สถานท้าวไกรสรราช ชายป่วยจิตเวชก่อเหตุทุบทำลายรูปปั้น เจ้าเมืองคนแรกของอำเภอหนองสูง ก่อนนำดาบมาเผาพร้อมกับเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่ตามจับตัวไว้ได้ พบป่วยจิตเวช

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 4 มิถุนายน 2568​ ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนรูปปั้น “ท้าวไกรสรราช” ณ บริเวณอนุสรณ์สถานท้าวไกรสรราช ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ก่อนสวดคาถาเสียงดังกึกก้อง แล้วใช้หินทุบทำลายแขนรูปปั้นทั้งสองข้าง จากนั้นกระโดดลงมาและวิ่งหลบหนีไปยังบ้านพักที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 800 เมตร

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีชาวบ้านทยอยเดินทางมาดูความเสียหายบริเวณอนุสรณ์ โดย นายรักษ์วงศ์ จันปุ่ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านหนองสูงเหนือ ระบุว่าผู้ก่อเหตุคือ นายวุฒิชัย หรือ ข่อหล่อ ได้ปีนขึ้นไปทุบรูปปั้นและนำดาบไม้จากตัวรูปปั้นกลับบ้าน พร้อมทั้งนำเสื้อผ้าและดาบไม้ไปจุดไฟเผาทิ้ง

ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่บ้าน พบว่าผู้ก่อเหตุมีอาการป่วยทางจิตเวช ขาดการรับประทานยารักษา และมีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ขาดสติและลงมือก่อเหตุในครั้งนี้

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​​มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด่านศุลกากรมุกดาหารเข้ม ตรวจพบอุปกรณ์ประกอบ “บุหรี่ไฟฟ้า” สำแดงเท็จ หวังตบตาเจ้าหน้าที่

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ภายใต้การสั่งการของนายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร และการกำกับติดตามของนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษา

ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรุถพิมล ผอ.ศภ.2 ได้ดำเนินการตรวจสอบตู้สินค้าในโรงพักสินค้า อ.เมือง จ.มุกดาหารการตรวจสอบครั้งนี้นำโดยนายคำพร ธุระเจน หัวหน้าฝ่ายป้องกันและปราบปราม (ฝปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร พบสินค้าไม่สำแดงจำนวน 2 รายการ ได้แก่:ชุดอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า จากจีน จำนวน 50,000 ชุด น้ำหนักรวม 776 กิโลกรัมส่วน

ประกอบบุหรี่ไฟฟ้าทําด้วยพลาสติก มีลักษณะจะทําขึ้นเพื่อใช้งานเป็นการเฉพาะและไม่ อาจนําไปใช้ทางอื่นได้นอกจากใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้า เมืองกําเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 122,000 ชิ้น น้ำหนัก 300 กิโลกรัมทั้งนี้ สินค้าดังกล่าวถูกจัดอยู่ในพิกัดศุลกากร 8543.40.00 อัตราอากร 10% กรณีเป็นความผิดฐานแสดงใบขนสินค้าไม่ถูกต้อง และนําของที่ผ่านหรือกําลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้า มาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร

โดยเจตนาจะฉ้ออากร และโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กําหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็น สินค้าต้องห้ามในการนําเข้ามาในราชอาณาจักร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ด่วน! พบผู้ป่วย “แอนแทรกซ์” รายที่ 5 ในมุกดาหาร ชำแหละหมูก่อนเดินทางไปทำไร่อ้อยใน สปป.ลาว เกิดแผลติดเชื้อลุกลามก่อนกลับมารักษาในไทย ‼️

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน​ นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยยืนยันโรคแอนแทรกซ์รายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นผู้ป่วยรายที่ 5 ของการระบาดในครั้งนี้ ซึ่งมีประวัติสัมผัสกับเนื้อหมูระหว่างการชำแหละในพื้นที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 6 ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล เมื่อวันที่ 19 เมษายน โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากจุดชำแหละเนื้อวัวที่มีผู้ป่วยโรคแอนแทรกรายก่อนหน้าเพียง 100 เมตรผู้ป่วยรายนี้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกมีดทิ่มที่นิ้วมือ ระหว่างการชำแหละหมู ก่อนเดินทางข้ามไป สปป.ลาว โดยรถส่วนตัวผ่านสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ในวันที่ 20 เมษายน เพื่อทำงานในไร่อ้อยที่เมืองพะลานไซ แขวงสะหวันนะเขต พร้อมนำหมูแดดเดียวจากการชำแหละไปรับประทานด้วย โดยอาศัยอยู่เถียงนากับลูกน้อง 1 คน บริเวณพื้นที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ขณะที่ภรรยาทราบข่าวเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาดในพื้นที่ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พยายามติดต่อสามีแต่ติดต่อไม่ได้ โดยสามีได้นําหมูที่ชําแหละแล้วทำเป็นหมูแดดเดียวไปเก็บไว้รับประทานด้วยที่ฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ บริเวณสัมปทานไร่อ้อยยังมีลูกจ้างคนลาว 3 คน อยู่บ้านกะลอง เมืองพะลานไซ ด้วย

กระทั่งวันที่ 23 เมษายน เริ่มเป็นแผลลักษณะเป็นจุดวงๆ ตุ่มน้ำใส ปวดคันเล็กน้อยที่มือบริเวณตําแหน่งเดียวกันกับที่โดนมีดบาด28 เมษายน แผลเริ่มเหมือนถูกไฟไหม้มีสีดำคล้ำ ปวดบวมแดง เจ้าตัวคิดว่าแพ้น้ำมันเครื่อง และไปร้านขายยาใน สปป.ลาว ซื้อยาฆ่าเชื้อ ชื่อยากาน่า เม็ดแคปซูลสีขาว คาดว่าจะเป็นยา Kanamycin และ Cephalexin 500 mg โดยเริ่มรับประทานยาตั้งแต่ 28 เมษายน – 16 พฤษภาคม ภายหลังจากรับประทานยา ผู้ป่วยแจ้งว่าแนวโน้มแผลดูดีขึ้น ไม่มีหนอง ไม่ค่อยปวด เหลือแต่เป็นสีดําๆ และยังคันอยู่

วันที่ 16 พฤษภาคม ยากาน่าหมด จึงจะไปซื้อใหม่แต่เภสัชกรแจ้งว่าไม่ต้องกินแล้ว โดยจ่ายให้แต่ยา cephalexin 500 mg กลับมารับประทาน

วันที่ 18 พฤษภาคม เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กลับมาบ้านที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยขณะนั้นแผลยังไม่หายและทราบข่าวว่าเกิดโรคแอนแทรกซ์ระบาด จึงมาตรวจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนตาล

19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการเพาะเชื้อส่งตรวจ (cultur) ตรวจ PCR และรอผลการตรวจทางห้องปฏิงัติการ

วันที่ 21 พฤษภาคม ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ พบเชื้อเชื้อแบคทีเรีย Bacillus anthracis โดยผลยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคแอนแทรกซ์

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /แถลงข่าวกิจกรรมงานบุญบั้งไฟ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ปีที่ 46 สืบสานประเพณีโบราณอันดีงามของชาวภาคอีสานที่ปลายด้ามขวาน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ที่โรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาสว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อ.สุคิริน จ.นราธิวาส(กิจกรรมงานบุญบั้งไฟสุคิริน) โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายธีรศักดิ์ สังขโชติ นายอำเภอสุคิริน นายมนัส ตั้งใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง นางสาวภาชินี พฤกษาพิทักษ์ รักษาราชการแทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส นางสาวนวพร ชัวชมเกตุ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนราธิวาส ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า กิจกรรมงานบุญ บั้งไฟสุคิริน หนึ่งเดียวในภาคใต้ เป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาจากกรุงเทพ และพื้นที่ใกล้เคียง และท่อและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย อาทิ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 500 คน ซึ่งจะได้มาสัมผัสกับเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอีสานของไทย โดยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นคนจากภาคอีสานที่ย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จำนวน 8 หมู่บ้าน

โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะผลักดันให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งในช่วงวันหยุดยาว การจัดกิจกรรมงานบุญบั้งไฟสุคิรินนั้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้แก่จังหวัด นราธิวาส และหวังว่าจะเกิดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ต่อเนื่องไป

ทั้งนี้กิจกรรมงานบุญบั้งไฟไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางวัฒนธรรมธรรมดา แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน เพราะไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง แต่รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ซึ่งมีกำหนดจัดงาน 3 วัน คาดการณ์เงินสะพัดประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งจะมีบริการที่พักและสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นรายได้เสริมที่สำคัญสำหรับครัวเรือน และในส่วนของความปลอดภัยจะมีการ บูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ตลอดจนหน่วยงานในพื้นที่ช่วยกันดูแลรักษาความปลอดภัยโดยจะมีการตั้งด่านจุดตรวจ จุดสกัดอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาร่วมงานบุญบ้านไฟในครั้งนี้

สำหรับงานประเพณีบุญบั้งไฟ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน ได้จัดติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 46 ซึ่งจะจัดในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อเป็นการบูชาเทพแห่งฝน ขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และเป็นการสืบสานประเพณีโบราณของประชาชนภาคอีสานที่มาอาศัยอยู่ในพื้นที่ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส โดยชาวอีสานได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากอยู่ที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2518 โดยประชากรร้อยละ 98 เป็นชาวไทยจากภาคอีสาน และได้นำประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษติดตัวมาด้วย ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟตำบลภูเขาทอง ได้รับการส่งเสริมจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะชาวบ้านตำบลภูเขาทองได้ร่วมกันอนุรักษ์และสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังไม่ลืมร้างเหง้าของตนเอง นับเป็นงานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่แห่งเดียวในภาคใต้

โดยกิจกรรมงานบุญบั้งไฟ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน กำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน 2568 โดยในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เป็นวันรับลงทะเบียนหางบั้งไฟ จุดบั้งไฟแข่งขัน กำหนดพิธีเปิดงานยิ่งใหญ่ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ผู้ที่ไปเที่ยวชม “กิจกรรมงานบุญบั้งไฟสุคิริน” นอกจากชมประเพณีวิถีชีวิตถิ่นอีสานแล้ว ยังได้สัมผัสธรรมชาติ และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ท่ามกลางหุบเขาชายแดนใต้ ที่ตำบลภูเขาทอง อำเภอ สุคิริน จังหวัดนราธิวาส อีกด้วย
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ จนท.ถูกคนร้ายกราดยิงดับคาฐานรือเสาะ

วันนี้ (4 มิ.ย. 68) เวลา 08.45 น.ที่วัดบางนรา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางระเบิดรถประชาชน และใช้อาวุธปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและ

ขนาดยิงใส่จุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ กองร้อยทหารพรานที่ 4614 ขณะที่ตั้งจุดตรวจหน้าฐานปฏิบัติการ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านปอเนาะ หมู่ 6 ต.สุวารี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส/ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมสุริโยทัย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีและร่วมไว้อาลัยฯ
พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพและเป็นผู้แทนวางพวงหรีดของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, พวงหรีดของ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,พวงหรีดของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และพวงหรีดของพลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4ตามลำดับ ทั้งนี้ พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบเหรียญบางระจัน และใบประกาศเชิดชูเกียรติในการประกอบคุณงามความดี และความเสียสละแก่วงศ์ตระกูล พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานและส่วนราชการต่างๆ เพื่อเป็นการปลอบขวัญ ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ด้าน นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีเสียชีวิต จำนวน 500,000.- บาท และมอบเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ กรณีเสียชีวิต

จากเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5,000.- บาท นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ เพื่อให้ช่วยเหลือเบื้องต้นอีกจำนวนหนึ่ง ด้วย
สำหรับร่าง อส.ทพ.ไมตรี บุดดา ได้มีพิธีส่งศพกลับไปบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนาที่ ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ อย่างสมเกียรติ ต่อไป

      //////////////////

ข่าว/อาอีซะห์นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 เวลา 18.00 น. ณ หอประชุมอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขต 3 อำเภอชุมแพ ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนชัยถวาย

พระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

โดยมีนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ เป็นประธานในพิธีฯ นำหัวหน้าส่วนราชการ

ข้าราชการทั้งท้องที่และท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ องค์กรประชาชน

เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได

วินสื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร พุ่งตกกลางถนนหน้าค่าย ตชด. ที่ประจวบฯ ดับสลด 2 เจ็บระนาว

เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 04.30 น. เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์สายระยอง-มุกดาหาร เสียหลักพุ่งตกลงร่องกลางถนนเพชรเกษม บริเวณหน้าค่ายพระมงกุฎเกล้า กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายร.ต.ท.ธนภพ น้อยหมื่นไวย์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.คลองวาฬ

รับแจ้งเหตุจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองทับสะแก, หน่วยกู้ชีพ อบต.ห้วยทราย, กู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน, กู้ภัยตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์, หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันทีหลังได้รับแจ้ง

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่า รถทัวร์โดยสารสีเหลือง ทะเบียน 10-5855 ชลบุรี ตกลงในร่องกลางถนนบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 327 ชนเข้ากับเสาไฟและแผ่นการ์ดเรล สภาพรถส่วนหน้ารถเสียหายรุนแรง ด้านขวารถตะแคงอยู่ในร่องกลางถนน พบผู้เสียชีวิต เป็นชาย 2 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า รถคันดังกล่าวมีผู้โดยสารซื้อตั๋วที่ต้นทางทั้งหมด 31 คน แต่ไม่ขึ้นรถ 3 ราย ลงที่อำเภอหัวหิน 2 ราย เหลือ 26 คนในรถขณะเกิดเหตุ แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บหนัก 5 ราย บาดเจ็บที่ต้องดูอาการ 8 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 11 ราย

โดยมีนายทศพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ยอมรับว่าเป็นคนขับรถคนที่ 2 ที่เพิ่งเปลื่ยนมาขับจากจุดพักรถที่อำเภอหัวหิน โดยมีปลายทางมุ่งหน้าไปส่งผู้โดยสารที่ดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง ส่วนผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่ประสงค์เข้ารับการรักษา ทางบริษัทเดินรถได้จัดรถคันใหม่มารับส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.น่าน จัดประชุมคณะทำงานพัฒนาระบบสาธารณูปโภค

วันที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ครั้งที่ 2/2568

โดยมีวาระสำคัญหลายวาระ ประกอบด้วยแนวทางการเสนอผลงาน/โครงการ ที่จะขอรับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2570 นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการกำหนดแนวทางการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งการติดตามผลการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงพญา อ.บ่อเกลือ

ทั้งโครงการปรับปรุงระบบน้ำประปาภูเขาจุดห้วยกลาง – ห้วยแคะ (บ้านป่าก๋อ) และบ้านสะปัน หมู่ที่ 1 และโครงการก่อสร้างรางระบายน้ำพร้อมฝาตะแกรงเหล็ก บ้านสะปัน หมู่ที่ 1 (บริเวณแยกทางเข้าวัดสะปัน – ที่พักสะปันออนเซน) ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงานโครงการซ่อมแซม/

ปรับปรุงถังเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กทั้ง 5 หมู่บ้านในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลสกาด อ.ปัว จ.น่าน นอกจากนี้ยังติดตามผลการดำเนินงานงานก่อสร้างเพิ่มไหล่ทาง งานเสริมผิวแอสฟัลต์ทางหลวง งานติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและงานติดตั้งราวกันอันตรายในเขตทางหลวงสายต่างๆ จากแขวงทางหลวงน่าน ที่ 2 ส่วนโครงการชลประทานน่าน ได้รายงานความคืบหน้าและผลการดำเนินงานโครงการฝายบ้านห้วยโทนพร้อมระบบส่งน้ำ

จัดหาน้ำเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ่อเกลือ ส่วนในช่วงท้ายของการประชุมมีการแจ้งผ่อนผันการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาตและยังไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตภายในระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างสูงสุด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังกวคดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ช่างศูนย์มิตซูขับรถปาเจโร่ลูกค้ามาทดสอบ แต่ซวยถูกเก๋งปริศนาตัดหน้าเสียหลักพลิกคว่ำ เจ็บ 3 ราย

***เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 4 มิ.ย. 68 พ.ต.ท.สง่า สมสุข สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำอยู่กลางถนน หน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามเกาะกลางน้ำก้วยน้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

จึงประสานงานไปยังหน่วยกู้ชีพ กู้ภัย ก่อนจะรีบไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พอไปถึงพบรถยนต์ ยี่ห้อมิซูบิซิ รุ่นปาเจโร่ สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 768 ศรีสะเกษ พลิกคว่ำท้องชี้ฟ้า มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งคนขับ อายุ 28 ปี เป็นช่างที่ศูนย์รถยนต์มิสซูบิซิ สาขาฝั่งขาเข้าเมืองเส้นศรีสะเกษ- กันทราลักษ์ และอีก 2 คน เป็นเด็กฝึกงานที่ศูนย์รถยนต์มิซูบิซิ ห่างไปเล็กน้อยพบรถยนต์ 6 ล้อ ซึ่งเป็นรถยนต์เก็บขยะของเทศบาลตำบลปะอาว จอดอยู่

***จากการสอบถาม คนขับรถยนต์เก็บขยะ เล่าให้ฟังว่า ตนขับรถยนต์เก็บขยะ เพื่อจะไปเทขยะที่บ่อขยะที่บ้านหนองสาด พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุตนหันไปดูกระจกมองข้างเห็นมีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งขับรถต่อท้ายรถยนต์ของตนมา รถเก๋งคัน

ดังกล่าวขับตัดหน้ารถยนต์คันประสบเหตุ (รถยนต์ปาเจโร่) ทำให้รถยนต์ปาเจโร่ที่ขับมาทางตรงเสียหลักหลบจนทำให้รถพลิกคว่ำแล้วมาชนท้ายรถยนต์เก็บขยะของตน จนเป็นเกิดเหตุดังกล่าว ตนจึงรีบจอดโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนรถยนต์เก๋งคู่กรณีขับต่อไปโดยไม่ได้จอดรถลงมาดู

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; algolist: 0; multi-frame: 0; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 9961472;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 48;

***ด้าน คนขับรถยนต์ปาเจโร่ เปิดเผยว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์ของลูกค้าที่เอามาเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และตรวจเช็ดระยะตามรอบ พอดีตนกับน้องๆนำรถยนต์ออกมาทดลองขับ กำลังจะกลับเข้าศูนย์อยู่แล้ว แต่พอมาถึงจุดเกิดเหตุถูกรถยนต์เก๋งขับมาตัดหน้ารถยนต์ ตนพยายามจะหักหลบรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว และเหยียบเบรก แต่รถก็เกิดพลิกคว่ำ

***เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไว้แล้ว แต่ทั้งนี้จะต้องสอบปากคำกับผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน อย่างละเอียดก่อน และสอบปากคำพยานแวดรอบอีกครั้ง ก่อนจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง