สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำป่าหลากตัดขาดถนนสายหยิงสนั่นคำชะอี! หนุ่มวัย 26 ก่อเหตุยิงรุ่นใหญ่วัย 37 ดับข้างวงเหล้า ก่อนซิ่งเวฟหลบหนี​/อุบัติเหตุสลด! หนุ่มขับรถพุ่งชนตอม่อสะพาน ไม่รอด/​สลด! พี่ชายใช้ปืนยิงน้องดับคาบ้าน ขอเงินแต่ได้น้อยไม่พอใจ

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค้อ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่บ้านหนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ 4 ต.บ้านเหล่า อ.คำชะอี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 114 พบศพนายสถาพร ยืนยั่ง อายุ 37 ปี นอนเสียชีวิตในสภาพสวมเสื้อแขนยาวกางเกงขาสั้น มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเหนือคิ้วซ้าย 1 นัด นอกจากนี้พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 3 ปลอกตกอยู่ใกล้ศพ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายพร้อมเพื่อนรวม 3 คน นั่งดื่มสุรากันเพื่อฉลองการกลับมาจากกรุงเทพฯ โดยหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุคือนายมานะศักดิ์ คนขยัน อายุ 26 ปี หรือ “เต้า” ซึ่งบ้านอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 60 เมตร ได้เดินเข้ามาหากลุ่มผู้ตายแล้วตะโกนถามว่า “มึงมีปัญหาอะไรกับกู” จากนั้นใช้อาวุธปืนยิงลงดิน 1 นัด และยิงขึ้นฟ้าอีก 1 นัด ก่อนผู้ตายจะลุกขึ้นและวิ่งเข้าไปหา นายเต้าจึงยิงใส่ผู้ตาย 1 นัด กระสุนเจาะเข้าบริเวณเหนือคิ้วซ้ายเสียชีวิตคาที่ ก่อนขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟหลบหนีไป

ภายหลังเกิดเหตุ ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับบิดาของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ลูกชายเคยมีประวัติเสพยาบ้า และมีพฤติกรรมเมาแล้วอาระวาด แต่ไม่เคยทำร้ายคนในครอบครัว ส่วนมากจะทุบของในบ้าน วันเกิดเหตุตนกำลังจะเข้านอนจนมีเพื่อนบ้านมาแจ้งว่าลูกชายยิงคนตาย เมื่อออกไปดูก็พบว่าเป็นความจริง จากนั้นลูกชายก็หลบหนีไป ไม่สามารถติดต่อได้ และอยากวอนให้ลูกชายเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่โดยเร็ว

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านค้อ เปิดเผยว่า กำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งคาดว่าอาจยังหลบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบเบาะแสแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน

กดาหาร​ -​อุบัติเหตุสลด! หนุ่มขับรถพุ่งชนตอม่อสะพานทางเข้าโรงงานน้ำตาลสหเรือง กู้ภัยเร่งช่วยแต่ไม่รอด

เมื่อเวลา 03.40 น.วันที่ 16 มิถุนายน 2568 มูลนิธิการกุศลมุกดาหารได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์นเรนทรว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนสะพานบริเวณทางเข้าโรงน้ำตาลสหเรือง บนทางหลวงชนบทสาย มห.3019 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดภายในรถ 1 ราย

ทีมกู้ภัยเต็กก่ามุกดาหาร พร้อมรถอุปกรณ์ตัดถ่าง และชุดไฟส่องสว่าง จึงได้รุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุโดยเร่งด่วน เมื่อไปถึง พบรถยนต์กระบะอีซูซุ D-max Hilander สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บง 4810 มุกดาหาร สภาพด้านหน้าพุ่งชนกับบริเวณตอม่อสะพานอย่างแรงจนด้านหน้าของรถยุบเข้ามาถึงห้องคนขับ

พบคนขับเป็นชายได้รับบาดเจ็บสาหัสติดอยู่ภายในห้องโดยสาร ทีมกู้ภัยจึงเร่งใช้อุปกรณ์ตัดถ่างช่วยเหลือนำตัวออกมาจากรถและนำส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาอุบัติเหตุมุกดาหาร #รถชนสะพาน #กู้ภัยเต็กก่ามุกดาหาร #ทางหลวงชนบท3019 #ข่าวอุบัติเหตุ #ศูนย์นเรนทร #บางทรายใหญ่ #มุกดาหาร #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-

5259777​

มุกดาหาร​ -​สลด! พี่ชายใช้ปืนยิงน้องดับคาบ้าน หลังมาขอเงินแต่ได้น้อยไม่พอใจ ถือมีดพร้าบุกเข้ามาในบ้านเลย ถูกยิงสวน

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สภ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 8 ตำบลหนองบัว อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร พนักงานสอบสวนเวรพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิตคือ นายสุรสิทธิ์ ไชยเพชร อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ 2 ตำบลหนองบัว นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงภายในบ้าน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. จำนวน 4 นัด ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายนิกร ไชยเพชร อายุ 56 ปี พี่ชายของผู้ตาย และเป็นเจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุ ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนิกรให้การว่า นายสุรสิทธิ์เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้เพียง 2 วัน ได้เข้ามาขอเงินภายในบ้านซึ่งตนก็ให้ไปแล้ว แต่ผู้ตายยังไม่พอใจ กลับออกไปแล้วถือมีดพร้าบุกเข้ามาอีกครั้ง ด้วยความตกใจจึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวนายนิกร พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนของกลางไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

ข่าวอาชญากรรม #ยิงกันตาย #พี่ชายยิงน้องชาย #มุกดาหาร #ดงหลวง #เหตุสะเทือนขวัญ #ข่าววันนี้​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ตม.สตูล ตรวจ การแจ้งที่พักอาศัย ต่างด้าวในพื้นที่”ตามนโยบาย สนง.ตำรวจแห่งชาติ / “ตม.สตูล กวดขันตรวจสอบป้องกันชาวบ้านแอบช่วยเหลือให้ที่พักคนต่างด้าวผิดกฎหมายมีโทษสูง”

“ตม.สตูล ตรวจประชาสัมพันธ์การแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในพื้นที่”
ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดออกตรวจสถานที่พักของคนต่างด้าว ประชาสัมพันธ์การแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบโดยตรวจเพื่อจัดทำข้อมูลไว้ใช้สำหรับการป้องกันและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.68 พ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล ได้ออกตรวจเป้าหมายแคมป์คนงานต่างด้าวในพื้นที่อำเภอละงู และควนกาหลง จังหวัดสตูล

ทั้งหมด 3 แห่ง ซึ่งพบแรงงานชาวเมียนมาเข้ามาทำงานกรรมกรและพักอยู่ในแคมป์คนงานและบ้านเช่ารวมจำนวน 24 คน เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวของคนต่างด้าวและใบอนุญาตทำงานปรากฏว่ามีเอกสารถูกต้อง แต่ตรวจพบว่ามีนายจ้างชาวไทย จำนวน 2 ราย ที่ไม่ได้มีการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จำนวนรวม 7 คน จึงได้ทำการจับกุมดำเนินคดีนายจ้างชาวไทยทั้ง 2 ราย ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหะสถาน หรือผู้จัดการโรงแรม รับคนต่างด้าว

ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ที่บ้าน เคหะสถาน หรือโรงแรม นั้นตั้งอยู่ ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย” ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการเปรียบเทียบปรับรวมเป็นเงิน 11,200 บาท และได้ประชาสัมพันธ์แนะนำให้นายจ้างดำเนินการตามกฎหมายให้เรียบร้อย ซึ่งกฎหมายมาตราดังกล่าวมีความสำคัญในการควบคุมคนต่างด้าวให้ทราบถึงที่อยู่ของคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เจ้าบ้าน หรือผู้ที่รับคนต่างด้าวเข้ามาพักอาศัยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดทราบ

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ โดยเฉพาะชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือกระทำผิดกฎหมาย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายัง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

“ตม.สตูล กวดขันตรวจสอบป้องกันชาวบ้านแอบช่วยเหลือให้ที่พักคนต่างด้าวผิดกฎหมายมีโทษสูง”

ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดระดมกวาดล้างอาชญากรรมและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล สืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวผิดกฎหมาย วันที่ 16 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สตูล ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.สตูล และ ชุด ชปข.ตชด.436 ได้สืบสวนจนทราบว่าที่บ้านหลังหนึ่งในบ้านควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูล

ได้มีชายชาวมาเลเซียพักอาศัยอยู่ซึ่งเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบและพบชายมาเลเซีย คือนายอาเหลียง อายุ 45 ปี สัญชาติมาเลเซีย พักอาศัยอยู่ โดยมีหญิงไทย คุณนา (นามสมมุติ) อายุ 46 ปี เป็นเจ้าของบ้านแจ้งว่าเป็นสามีภรรยากัน จึงได้ตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทางของคนต่างด้าวพบว่ามีหนังสือผ่านแดนที่ไม่มีตราประทับการเข้าเมืองอย่างถูกต้องและหมดอายุแล้ว สอบถามอาเหลียง

ได้ยอมรับว่าหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยจริง เนื่องจากอยากเข้ามาอยู่กับภรรยาชาวไทยไม่อยากกลับบ้านที่มาเลเซียแต่ตนไม่มีสิทธิอยู่อย่างถูกต้องจึงต้องลักลอบเข้าประเทศไทย คุณนายอมรับว่ารู้เรื่องที่สามีชาวมาเลเข้ามาประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย แต่คิดว่าไม่เป็นอะไรจึงได้ให้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเรื่อยมา เจ้าหน้าที่จึงได้ชี้แจงข้อกฎหมายให้ทราบว่าเป็นการกระทำความผิดทั้งคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมาย และเจ้าของบ้านที่ให้ที่พักแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 คือ “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” โดยมีอัตราโทษสูงคือจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท เจ้าหน้าที่ได้จับกุมทั้ง 2 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ควนโดน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าการให้ความช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือให้ที่พักแก่คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่มีอัตราโทษสูงคือจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ขอให้ปรึกษาหรือแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่หรือตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด และหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายัง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สถานกาณ์เปิด-ปิด ด่านถาวรช่องสะงำ ยังปกติ กัมพูชายังไม่มีการแบนอาหารสด และผักผลไม้จากไทย

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่หน้าด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 15.00 น. นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และส่วนต่างๆ ได้ปิดประตูทางเข้าออกด่านตามเวลาที่มีคำสั่งของทหาร หลังประตูฝั่งประเทศไทยปิดลงได้ไม่กี่นาที ทางเจ้าหน้าที่ฝั่งกัมพูชาปิดประตูผ่านแดนตามประเทศไทย ทั้งนี้บรรยากาศก่อนจะปิดด่านเข้าออกมีชาวกัมพูชาต่างทยอยเดินทางเข้ามาที่ด่านกันอยู่เรื่อย ๆ เช่นรถยนต์ชาวกัมพูชาที่เดินทางไปรักษา

ที่ฝั่งไทยจะต้องรีบไปและรีบกลับให้ทันเวลาด่านปิดบางรายที่กลับมาไม่ทันเวลาด่านปิดก็ต้องวางแผนพักที่ไทยข้ามวัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหามากกับคนกัมพูชา ปัญหาอีกอย่างก็คือแรงงานคนกัมพูชาที่ข้ามมาทำงานเป็นลูกจ้างรายวันอยู่ฝั่งไทยต้องรีบกลับให้ทันด่านปิดนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องขาดรายได้ไปอีก นอกจากนั้นก็ยังมีรถยนต์ขนสินค้าเข้าออกกันอย่างคึกคัก ซึ่งซื้อสินค้าส่วนมากจะเป็น เครื่องอุปโภค บริโภค อาหารแห้ง และน้ำดื่ม โดยชาวกัมพูชา หรือ พ่อค้าแม่ค้าฝั่งกัมพูชาข้ามฝั่งมาหาซื้อ แล้วขนข้ามฝั่งไปยังประเทศ กัมพูชา นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยว และนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเที่ยว และเล่นการพนันที่ฝั่งกัมพูชา ทยอยเดินทางกลับฝั่งไทยก่อนเวลาจะปิดด่านอีกด้วย

***ด้าน นาย เอ (นามสมมุติ) หนึ่งในหนักพนันชาวไทยที่ข้ามไปเล่นพนันในฝั่งกัมพูชา เปิดเผยว่า ปกติตนและนักพนันชาวไทยจะข้ามฝั่งจากด่านช่องสะงำตรงนี้ไปเล่นพนันอยู่เป็นประจำ เพียงแค่เวลาเข้าออกจะต้องเข้าออกเป็นเวลากว่าทุกครั้ง เพราะทางด่านจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาเปิด-ปิดด่าน ใหม่ แต่เข้าไปบรรยากาศข้างในก็เป็นปกติ

***ด้าน นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังปิดด่านว่า สถานการณ์โดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีความตรึงเครียดเข้าใส่กัน เพราะจุดนี้ชาวไทยกับชาวกัมพูชายังคงรักกันดังพี่น้อง ส่วนปริมาณจำนวนผู้ใช้บริการถือว่า ลดลงประมาณ 30% แต่ก็ยังมีชาวกัมพูชาข้ามมาหาซื้อสินค้าประเภทอาหาร พืชผลทางการเกษตรกร ข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาตามปกติ ซึ่งทางศุลกากรช่องสะงำยังมีการเพิ่มมาตการการตรวจสินค้าเข้มงวดกวดขันมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความอ่อนไหวประเภทต่างๆ เช่น เกลือ สินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ห้ามส่งออกปุ๋ยเคมี และห้ามพันธ์พืช พืชสงวน ส่งออกโดยเด็ดขาด แต่ภาพรวมด้านการค้าที่จุดนี้ยังพอไปได้
***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนกระแสที่มีประเทศกัมพูชาห้ามอาหารสดจากประเทศไทยเข้าประเทศกัมพูชา ยกเว้นอาหารแห้ง ปลากกระป๋อง บะหมี่ นั้น จากการตรวจสอบนั้นยังไม่มีรายงานว่าทางฝั่งกัมพูชาด่านถาวรช่องสะงำห้ามอาหารสดจากฝั่งไทยแต่อย่างใด หน้าจะเป็นการที่ฝั่งไทย และฝั่งกัมพูชา มีการตรวจเข้มงวดสินค้าที่ส่งออกเพิ่มมากขึ้น จึงให้พ่อค้าแม่ค้าอาจจะไม่เคยเจอจึงทำให้อาจจะเข้าใจผิดได้ ขณะที่กระแสประเทศกัมพูชาเตรียมรถบัสกว่า 400 คันไว้รับส่งชาวกัมพูชาจากชายแดนไทย หากสถานการณ์ระหว่างกัมพูชาและไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น ตอนนี้ทางด่านถาวรช่องสะงำยังคงปกติยังไม่เห็นมีรถบัสมารอรับชาวกัมพูชากลับบ้านแต่อย่างได้

***นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า วันนี้ทางด่านศุลกากรได้มีการเชิญด้านควบคุมโรค ทางด้านโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เข้ามาคุยทำความเข้าใจในกฎกติกาว่าตอนนี้ทางด่านมีการเข้มงวด กวดขัน การเข้าออก และการเปิด-ปิด มาก อย่างทางโรงพยาบาลได้มีการปรับตัว แล้วเดินไปด้วยกัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม รวมภาพการค้าในช่องสะงำ ปีหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านบาท แบ่งเป็นนำเข้า 8 ร้อยล้านบาท ส่งออก 1.2 พันล้านบาท แต่พเกิดสถานการณ์แบบนี้การค้าการส่งออกก็จะลดลงประมาณ 30% กระทบเล็กน้อยแต่ก็ถือว่ายังพอส่งออกได้คงยังไม่มีปัญหาอะไรมาก ทั้งนี้การปรับวันเวลาเข้าออกด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะด่านถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตามประกาศได้มีการปรับวันและเวลา เปิด-ปิด คือจากเดิมจะเปิด-ปิด ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงเวลา 22.00 น.

โดยให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pass สินค้าตามระเบียบศุลกากร ยานพาหนะผ่านได้ตามระเบียบ แต่ประกาศตัวใหม่ ให้ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปิดเวลา 15.00 น. ซึ่งจะเปิด-ปิดด่านแค่วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เพียงเท่านั้น โดยจะให้คนผ่านเข้า-ออกโดยใช้ Passport และ Border Pas จำกัดการส่งออกสินค้ายุทธภัณฑ์ตามกฎหมาย งดการส่งออกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ยานพาหนะ ผ่านได้ตามระเบียบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้เป็นไปตามระเบียบและหลักสากล โดยให้ปิดจุดผ่านแดน เมื่อมีการปะทะ บริเวณพื้นที่ชายแดน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย / สภาสังคมสงเคราะห์ มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ 30 ราย

13 มิถุนายน 2568 : 11.00-12.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นางสุพิชชญา สาคร นายกสมาคม

สโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ และคณะผู้บริหารฯ,นางเอมอร แจ่มกระจ่าง รอง หส.ผศ.ตาก และคณะ,นายสมเกียรติ ชื่นอยู่ นายอำเภอเมืองตาก จ.ตาก,นายวุฒิชัย สุขเกษม นายก อบต.วังหิน และคณะผู้บริหาร,ร.อ.สุธีร์ พันธุ์เขียน ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก อ.เมืองตาก

และคณะ,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคนพิการฯ,ผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,นางมณฑา หาญปรีชาสวัสดิ์ ผอ.กองช่าง อบต.วังหิน ผู้ประสานงาน : ลงพื้นที่มอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก และคนพิการ จำนวน 30 ราย ณ ห้องประชุมเขาลาน้ำ อบต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก

*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุชสมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์

สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตตากสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4พลังศรัทธาล้นหลาม! #คนแห่ร่วมแน่นขนัด #บวงสรวงศาลหลักเมือง #พลังศักดิ์สิทธิ์ค้ำจุนแผ่นดินไทย!! #สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้! #ฟ้าเปิดแดดจ้ากลางพิธีบวงสรวง!!

บุญของท่านสำเร็จแล้ว พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองฯ ถวายบุญแผ่นดินไทย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.29 น. ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ถวายบุญแผ่นดินไทยแด่พระแม่ธรณี พระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ค้ำชูแผ่นดิน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

โดยมี อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นผู้นำในพิธีบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้น โดยมี พุทธศาสนิกชนหลายร้อยคน มาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น เต็มพื้นที่ศาลหลักเมือง ตั้งใจร่วมกันถวายบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ ต่อตนเองและครอบครัว รายชื่อร่วมหมื่นนำไปขึ้นโต๊ะบวงสรวงศักดิ์สิทธิ์

ในช่วงที่อาจารย์วิจักษณ์เริ่มประกอบพิธีและเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท้องฟ้าที่เคยมีเมฆครึ้มลมนิ่งกลับเปิดออก เผยให้เห็นแสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงมายังบริเวณพิธี ลมพัดโบกสะบัด ราวกับเป็นการยืนยันว่าการชุมนุมของเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดรับรู้ถึงแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ของผู้เข้าร่วมงานทุกคน ปรากฏการณ์นี้สร้างความปิติและอิ่มเอมใจให้แก่ผู้ร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง ต่างเชื่อมั่นว่าบุญกุศลที่ได้กระทำในวันนี้จะส่งผลดีและคุ้มครองแผ่นดินไทยให้ร่มเย็นเป็นสุข

หลังจากพิธีบวงสรวงที่ศาลหลักเมืองแล้ว คณะผู้ร่วมบุญยังได้เดินทางไปยังวัดพระแก้ว เพื่อกราบนมัสการพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นการปิดท้ายกิจกรรมบุญอันเป็นมงคลในวันนี้
พิธีครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมพลังศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก แต่ยังเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินไทยและผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ขอโมทนาสาธุการ😊

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพอ.อรัญประเทศ ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนชุมชนขับเคลื่อนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต :กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ

สพอ.อรัญประเทศ ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนชุมชนขับเคลื่อนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต :กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภออรัญประเทศ ชั้น 2 จังหวัดสระแก้ว
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภออรัญประเทศ นำโดย นายกิตติ พิศงาม พัฒนาการอำเภออรัญประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน จัดโครงการเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนชุมชนขับเคลื่อนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต มีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย คณะกรรมกรรมการเครือข่านกุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตอำเภออรัญประเทศและคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จำนวน 20 คน โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ได้แก่

  1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทราบบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตามระเบียบกรมการพัฒนาชุมชนว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต พ.ศ.2555
  2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทราบแนวทางการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเพื่อให้มีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล
  3. เพื่อให้ทราบทิศทางการส่งเสริมการออมภายใต้แนวคิด 3 พ
  4. 4. ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการสนับสนุนการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต

CDD Change for Good

  • ภาพ : ข่าว : สพอ.อรัญประเทศ รายงาน
  • กองทุนชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ
  • กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีอำเภออรัญประเทศ
  • โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
  • OTOP
  • กองทุนพัฒนาเด็กในชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • โคกหนองนาพัฒนาชุมชน
  • CDD
  • SEPtoSDGs

ผ้าไทยใส่ให้สนุก

otopสระแก้ว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงงานนวัตกรรม Super Sanitizing Filter Innovation ในเวทีนานาชาติ ITEX 2025

ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีน่านคว้ารางวัลเหรียญทอง โครงงานนวัตกรรม ITEX 2025 จากการนำเสนอโครงงานนวัตกรรม Super Sanitizing Filter Innovation ในเวทีนานาชาติ ITEX 2025 – The 36th International Invention, Innovation and Technology Exhibition

นักเรียนโรงเรียนสตรีศรีน่านคว้ารางวัลเหรียญทอง โครงงานนวัตกรรม ITEX 2025 จากการนำเสนอโครงงานนวัตกรรม Super Sanitizing Filter Innovation ในเวทีนานาชาติ ITEX 2025 – The 36th International Invention, Innovation and Technology Exhibition

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม พ.ศ.2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐ โดยผลงานของนักเรียนได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการนานาชาติในด้านความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
นักเรียนผู้ร่วมนำเสนอผลงาน จำนวน 5 คน ได้แก่

  1. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ม.5.1 (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  2. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ม.5.1 (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  3. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ม.6.2 (ห้องเรียนพิเศษวิชาการ)
  4. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ม.6.3 (ห้องเรียนพิเศษ IEP)
  5. นายปัญญากร คิดดี ม.6/1 (ห้องเรียนวิทยาศาสตร์พลังสิบ)
  6. ครูที่ปรึกษา จำนวน 2 คน ได้แก่
  7. นางปุณณดา ปราบริปู
  8. นายอัศวิน ธะนะปัด และได้รับความร่วมมือจากคณะครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสตรีศรีน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดเมืองแห่งสุขภาพ ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร พานักท่องเที่ยวแอ่วเชียงราย ตามโครงการพัฒนาเมืองเชียงราย เมืองแห่งสุขภาพ 2025

เชียงรายเปิดเมืองแห่งสุขภาพ #ให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร #พานักท่องเที่ยวแอ่วเชียงราย ตามโครงการพัฒนาเมืองเชียงราย เมืองแห่งสุขภาพ 2025 เชื่อมั่นเป็นมิติการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกระตุ้น เศรษฐกิจชุมชนโดยมี เป้าหมายสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่14มิถุนายน68 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานเปิดงานเชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ ณ อุทยานศิลปวัฒนธรรมไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีนายเสริฐ นันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย และตัวแทนอุตสหกรรมการท่องเที่ยว ภาคเหนือ17จังหวัด ร่วมเทน้ำอบสมุนไพรอโรมา ลงในอ่างพิธีเปิดโครงการเชียงราย เมืองแห่งสุขภาพ chaingrai wellness city 2025

ท่ามกลางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ร่วมงานและสื่อมวลชน ที่เป็นอินฟลู เอ็นเซอร์ จากภาคส่วนต่างๆจำนวนกว่า200คน โดยทางนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเปิดโครงการเชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ ควบคู่การท่องเที่ยวอันเกิดประโยชน์กระตุ้นการท่องเที่ยวแบบรักสุขภาพ เป็นการท่องเที่ยวซึ่งจะได้ประโยชน์ต่อภาพรวมของการจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยนำเสนอการใช้สมุนไพรบำบัดร่างกาย ให้เมืองเชียงรายแห่งสุขภาพและให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะสังคมผู้สูงอายุ

ในงานมีการออกบูธส์สินค้าเพื่อสุขภาพ สาธิตการนวดน้ำมัน ตอกเส้นคลายกล้ามเนื้อ สปาผ่อนคลาย ด้วยผลิตภัณฑ์น้ำมันสกัดจากสมุนไพรพื้นบ้าน ตลอดถึงอาหารพื้นบ้านที่ทำจากสมุนไพรซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการใช้นวรรตกรรมสมัยใหม่เข้าไปพัฒนาสมุนไพรไทย มีการสกัดสมุนไพรเป็นน้ำมัน หรืออบบดละเอียด เพื่อสะดวกกับการใช้ สปา บำบัดสุขภาพและคณะผู้ประกอบการด้านการท่อง

เที่ยวคณะสื่อมวลชนเชียงรายจะเริ่มออกฟร์ามทริปทัวร์ ไปยังสถานที่ต่างๆตามโปรแกรมการท่องเที่ยวและกีฬาได้วางไว้คลอบคลุมทุกจุดทั้งนี้เพื่อเป็นการแนะนำเส้นทางและเปิดตัวสถานที่ท่องเที่ยวด้านสุขภาพแห่งเมืองเชียงรายโดยเริ่มที่ออนเซ็น สปาเท้าที่น้ำพุร้อนโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่เป็นต้นและอีกหลายจุดทั่วจังหวัดเชียงราย.

นายธกฤต #วรรมณี #รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มพลังสตรี อบจ.ชุมพร รวบร่วมธารน้ำใจส่งต่อพี่น้องชาวตำบลสะพลี 300 คน

วันที่ 15 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00น. นายนพพร อุสิทธิ์นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรร่วมกับ ประธานกลุ่มพลังสตรี อบจ.ชุมพร ตำบล สะพลี จัดกิจกรรมรวบร่วมธารน้ำใจสู่พี่น้องชาวตำบลสะพลี กลุ่มพลังสตรีตำบลสะพลี มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 300คน

นางเพ็ญศรี จันทร์สุริย์ เลขา พลังสตรี อบจ. กล่าว ได้รับความร่วมมือจาก กลุ่มพลังสตรี อบจ.ชุมพร ร่วมกับ กลุ่มพี่น้อง พลังสตรี อบจ.ชุมพร ตำบลสะพลี มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในตำบลสะพลี ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าสิ่งของที่นำมาในครั้งนี้

จะไม่มีค่ามากมายแต่เต็มไปด้วยน้ำใจ และความปรารถนาดีจาก กลุ่มพลังสตรี อบจ.ชุมพร ตำบลสะพลี ที่จะมอบให้ได้รวบรวมข้าวสารจำนวน 250 ถุง น้ำดื่ม 250 แพค และผงซักฟอกจำนวน 250 ถุงเพื่อนำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลสะพลี

นาย นพพร อุสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้นำท้องที่ผู้นำท้องถิ่นจะประสานงานเข้ามาให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรได้รับรู้รับทราบแต่วันนี้ในส่วนของผู้นำยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิมแต่เราเพิ่มเติมกลุ่มพลังสตรีซึ่งวันนี้กลุ่มพลังสตรีจะมีเกือบทุกหมู่บ้านทุกตำบลในจังหวัดชุมพรเพราะฉะนั้นก็จะไม่แปลก

ที่จะร่วมกันส่งข่าวสารความเดือดร้อนต่างๆของพี่น้องประชาชนให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรได้เข้าดูแลและในวันนี้ก็มาที่นี่ตำบลสำลีวันนี้ก็ได้มีของแจกให้กับพวกเรามูลค่าคงไม่มากแต่ว่าน้ำจิตน้ำใจมีความประสงค์ที่จะช่วยกัน

วันนี้ปัญหาความเดือดร้อนบ้านเราโดยเฉพาะปัญหาของเรื่องเศรษฐกิจ จะเป็นปัญหาของพวกเราได้รับผลกระทบในวันนี้ผมขออนุญาตบอกพวกเรา ว่า วันนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรา

ได้ตั้งศูนย์ยืมศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ทางการแพทย์เพราะฉะนั้นเวลาเรามีปัญหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวีลแชร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเตียงนอนของผู้ป่วยจะเป็นถังออกซิเจนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆเมื่อก่อนเราอาจจะขอ

รอพ.ศ. ตอโดยตรงวันนี้ก็ได้โอนภารกิจมาอยู่ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องของสาธารณสุขจะมีปัญหาว่าบางครั้งบางคราวในชุมชนบางรพ.ศ. ตอไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์พวกเราก็จะเจอปัญหาว่าจะนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่

ไหนอย่างไรมาช่วยอันนี้ผมเลยตัดสินใจพระองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรร่วมกับ สปสช.ทำในเรื่องซุ้มยืมศูนย์ซ่อม อุปกรณ์ทางการแพทย์คาดการณ์ว่าไม่น่าเกินเดือนกันยาทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเรียบร้อยเพราะฉะนั้นเรามีปัญหาต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ถ้าเราไปหาหน่วยงานที่เราเคยใช้บริการแล้วปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จท่านก็หวนกลับมาที่เรา รพสต

ของเราหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของเราจะพิจารณาสิ่งที่เราร้องขอมันตรงกับความต้องการเหมาะกับ พฤติกรรมที่เราจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้หรือไม่ รพสต.จะเป็นหน่วยงานกรองแล้วก็ส่งเรื่องมายังที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรหลังจากนั้น อบจ.ชุมพร

ก็จะดำเนินการส่งอุปกรณ์เหล่านั้นไปถึงบ้านเรือนของพวกเราที่ร้องขอเป็นการเติมเต็มอีกเรื่องหนึ่ง จะเป็นการบอกให้กับพี่น้องชาวตำบลสะพลีในวันนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องระบบสาธารณสุขของพี่น้องในพื้นที่ตำบลสะพล

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดป่ากุดสมิง วัดดังแห่งวังพญานาค 5 ตระกูล มอบวัตถุมงคล มหาตะกรุดนวคต รุ่น รวมใจปตุภูมิพิทักษ์ ทหาร อ.เบ็ญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 6; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 7864320;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 38;

วันที่ 15 มิถุนายน 2568 คณะสงฆ์ และศิษยานุศิษย์ วัดป่ากุดสมิง อำเภอเบ็ญจลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ วัดดังแห่งวังพญานาค 5 ตระกูล ที่ญาติโยมศรัทธา มาขอพรและทำพิธีบวงสรวงอยู่ตลอด ในวันนี้พระปลัดสมนึก ปิยสีโล เจ้าอาวาสวัดป่ากุดสมิง พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 6; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 7864320;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 37;

ได้เดินทางออกจากวัด มุ่งหน้าไปที่ช่องบก เพื่อนำน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และมีสิ่งพิเศษมอบให้ทหารเพื่อปกปักรักษาป้องกันภัยคือ“มหาตะกรุดนวคต รุ่น รวมใจปตุภูมิพิทักษ์” โดยมี พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่1 พร้อมด้วยมีนายทหาร ออกมาให้การต้อนรับ รับมอบ

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 6; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 7864320;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 43;

ซึ่งก่อนที่จะรับมอบวัตถุมงคล มหาตะกรุดนวคต รุ่น รวมใจปตุภูมิพิทักษ์ คณะสงฆ์ได้ประกอบพิธีสวดมนต์ เพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย สวดมนต์เกราะกำบังกาย สวดขอพรจากเทพเทวาอารักษ์ เทพดาให้ปกปักรักษาทหารทุุกนาย วัตถุมงคล

หรือตะกรุดที่มอบให้ทหารนำติดตัวไว้เพื่อจะช่วยดูแล รักษา ให้ทหารทุกคนได้รับความปลอดภัย จากทุกสิ่งอย่าง หากจะเป็นต้องเกิดการสู้รบกัน จริงก็ขอให้ทหารทุกนาย แคล้วคลาดจากทั้งลูกปืน กระสุนปืน ระเบิด ให้ข้าศึกมองไม่เห็น และสามารถรักษาอธิปไตย รักษาผืนแผ่นดินไทย เอาไว้ให้ลูกหลานได้อย่างปลอดภัย ตลอดไป

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 0; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (0.9602384, 0.34941974);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 42;

จากนั้นคณะพระสงฆ์ และลูกศิษย์พระอาจารย์ พระปลัด ได้ร่วมกันมอบน้ำดื่ม ข้าวของ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับนายทหาร โดยเฉพาะ “มหาตะกรุดนวคต รุ่น รวมใจปตุภูมิพิทักษ์” และผ้ายันต์วัดป่ากุดสมิง โดยวันนี้มอบให้ไปก่อน 2,000 ชิ้นอัน ที่พึ่งปลุกเสกแล้วเสร็จเมื่อคืน โดยบอกว่าหากยังไม่เพียงพอ ขอให้แจ้งไปที่วัดป่ากุดสมิง เพราะจากนั้น จะได้นั่งปรก

ประกอบพิธีปลุกเสกให้เพิ่มในทุกคืน ที่ลานหน้าองค์พญานาค ทั้ง 5 ตระกูล ทั้งองค์เพชรนาคราช, องค์ภุชงค์นาคราช, องค์ปู่ศรีสุโธ องค์แม่ย่า ปทุมมา, องค์แม่ย่าศรีกัลยานาคเทวี, องค์ปู่ใหญ่นาคา เทพประสิทธิ์ และองค์แม่ย่านาคี เทพประสิทธิ์ เป็นต้น

โดยในการเดินทางมาของ พระปลัดสมนึก ปิยสีโล เจ้าอาวาสวัดป่ากุดสมิง พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ ในช่วงเช้าของวันนี้ ได้สร้างขวัญ กำลังใจ ให้แก่เหล่าบรรดาทหารที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดนได้เป็นอย่างดี
//////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award)

สพม.น่าน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Award) ชื่อผลงาน Steril Nova งาน The 8th China (Shanghai) International Exhibition of Invention
นักเรียนผู้ร่วมนำเสนอผลงาน จำนวน 4 คน ได้แก่

  1. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ม.5.1
    (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  2. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ม.5.1 (ห้องเรียนพิเศษ SMTE)
  3. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ม.6.2
    (ห้องเรียนพิเศษวิชาการ)
  1. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ม.6.3
    (ห้องเรียนพิเศษ IEP)
    ครูที่ปรึกษา จำนวน 2 คน ได้แก่
  2. นางปุณณดา ปราบริปู
  3. นายอัศวิน ธะนะปัด
    และได้รับความร่วมมือจากคณะครูกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสตรีศรีน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อาถรรพ์วันศุกร์ 13 คุมประพฤติประจวบฯ ร่วมกับ ตร.สืบจ.ประจวบฯ รวมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล

วันที่ 14 มิ.ย.68 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ครรชิต โชวัฒนชัย ผกก.สส.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ สั่งการให้ พ.ต.ท.มานิตย์ ปลอดโปร่ง สว.สส.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ร.ต.อ.สุเทพ เขียวประชุม ร.ต.ท.สรรชัย ประเสริฐสุข รอง สว.สส.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ส.ต.รัชตะ กรุดจันทร์ ผบ.หมู่ งานสืบสวน ภ.จว.ประจวบ ร่วมบูรณาการประสานงานกับ นายวสันต์ เภรีวิค ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมอบหมายให้ นายปิยชาติ ไฮ้คง พนักงานคุมประพฤติชำนาญการ นายวรวุฒิ ใบแย้ม พนักงานขับรถยนต์ และนายณัฐธภพ พันสาย อาสาสมัครคุมประพฤติ จ.ประจวบฯ

ร่วมกันนำหมายค้นของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ ค.220/ 2568 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เพื่อค้นบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลชัยเกษม อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีบุคคลที่มีหมายจับของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พักอาศัยอยู่ เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าวไม่พบนายบี ( นามสมมุติ ) แต่ได้ พบบุคคลในครอบครัวให้ถ้อยคำว่าบุคคลดังกล่าวได้อุปสมบทอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบผู้ต้องหาตามหมายจับอยู่ในบริเวณวัดดังกล่าวจริง ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีดำ เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้แสดงหมายค้น และหมายจับ ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้บุคคลดังกล่าวดูซึ่งรับว่าเป็นบุคคลตามหมายนี้จริงและยังไม่เคยถูกจับกลุ่มในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับทราบว่าจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ 322/2566 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 คดีอาญาหมายเลขดำที่ย2023/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย2086 / 2566 ในความผิด ฐาน ต้องหาว่ากระทำผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภทหนึ่งเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนตามกฎหมาย จากนั้นนำตัวผู้ถูกจับกุมไปแจ้งต่อเจ้าอาวาส พร้อมนำตัวไปฝากควบคุมไว้ที่สถานีสถานีตำรวจภูธรทับสะแก และ ได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดให้โทษในปัสสาวะบุคคลดังกล่าว พบสารเสพติดประเภทแอมเฟตามีนในร่างกายพบเป็นสีม่วง

จากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้เสพยาบ้าในคืนวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 ภายหลังจากได้ลาสิขาบทในวันเดียวกัน ทั้งนี้ได้ดำเนินการนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทับสะแกเพื่อควบคุมตัวไว้ เนื่องจากเป็นวันที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ปิดทำการและจะทำการนำตัวผู้ถูกจับกุมส่งศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันจันทร์ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เปิดทำการเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

/////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานประเพณีบุญบั้งไฟ ปี46 ประจำปี 2568 ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน สืบสานประเพณีโบราณ คนอีสาน มาอาศัยปลายด้ามขวาน นราธิวาส

วันนี้ 14 มิ.ย.68 ณ ลานอเนกประสงค์บ้านโต๊ะโมะ หมู่ที่ 3 ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ประจำปี 2568 ตามโครงการส่งเสริมและ

พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่จัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานปีที่ 46 ซึ่งมี หัวหน้าส่วนราชการนายอำเภอสุคิริน รักษาราชการแทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมฯ

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า
งานประเพณีบุญบั้งไฟสุคิริน หนึ่งเดียว ที่เดียวในภาคใต้ เป็นงานที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยจากกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต่างพร้อมใจมาสัมผัสกับเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอีสานของไทยด้วยตนเอง เป็นยกระดับการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ขณะที่ จังหวัดนราธิวาสพร้อมสนับสนุนให้จัดกิจกรรมดีๆอย่างนี้ ต่อเนื่อง

สำหรับงานประเพณีบุญบั้งไฟ กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 -15 มิ.ย. 68 กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ขบวนแห่บั้งไฟ ของแต่ละชุมชน มีการแสดงฟ้อนของภาคอีสาน การรำวงเวียนครก การจุดบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน บั้งไฟตะไล

และไฮไลท์ของงาน คือการแข่งขันบั้งไฟที่หาชมได้ยากในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนพื้นถิ่น ส่งผลให้บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน อบอวลด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมทางภาคอีสานในพื้นที่ปลายด้ามขวาน และรอยยิ้มของชาวบ้านที่ร่วมกันสืบสานประเพณีฯ

โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง ที่ทำการปกครองอำเภอสุคิริน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ขึ้น เพื่อสืบสานประเพณีโบราณของ ประชาชนภาคอีสาน 8 หมู่บ้าน ที่มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อำเภอสุคิริน มาเป็นเวลานานสำหรับประเพณีบุญบั้งไฟ ตำบลภูเขาทอง

นับตั้งแต่ชาวภาคอีสานได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากอยู่ที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2518 โดยประชากรร้อยละ 98 เปอร์เซ็นเป็นชาวไทยจากภาคอีสาน โดยได้นำประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษติดตัวมาด้วย ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟที่นี่ได้รับการส่งเสริมจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะชาวบ้านตำบลภูเขาทองได้ร่วมกันอนุรักษ์และสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นงานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่แห่งเดียวในภาคใต้
////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สสว.จัดงาน “Recharge Market 2025”ยกขบวนสินค้าท้องถิ่นกว่า 200 ร้านค้า บุกตลาดเซฟวัน โคราช

สสว. ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เดินหน้าสนับสนุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปี 2567 จัดงานแสดงสินค้า Recharge Market 2025 ระหว่าง 13 -15 มิ.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน เมืองย่าโม คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2568 งานแถลงข่าวและพิธีเปิดงาน Recharge Market 2025 อย่างเป็นทางการ โดย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ และได้รับเกียรติจาก นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

นายกิตติศักดิ์ รอง ผวจ.นครราชสีมา เผยว่า นครราชสีมา เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี2567 นครราชสีมาได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในหลายพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ การจัดงาน Recharge Market 2025 จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการในพื้นที่
นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยว่า

งาน Recharge Market 2025 ที่ สสว. จัดขึ้น ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งดำเนินการจัดไปแล้วสามครั้ง ที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ และภาคตะวันออกจังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ ถือว่า เป็นครั้งที่สี่ของการจัดงาน ที่จัดขึ้นที่ลานกิจกรรมตลาดเซฟวัน มีผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าทั้งหมด กว่า 1,000 ร้านค้า ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลายประเภท อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ งานฝีมือ ของใช้ภายในบ้าน สินค้านวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีและบรรยากาศความบันเทิงที่พร้อมสร้างความคึกคักตลอดทั้งงาน

รักษาการแทน ผอ.สสว. เผยอีกว่า ภายในงานยังพบกับกิจกรรมความบันเทิงมากมาย อาทิ การแสดงดนตรีสด การแสดงพื้นบ้าน และโชว์พิเศษจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “แอน อรดี ” ซึ่งจะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้เข้าร่วมงานในค่ำคืนพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแจกของรางวัล และโซนกิจกรรมครอบครัวที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมสนุกได้อย่างเต็มที่
“สสว. และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เชื่อมั่นว่า การจัดงาน Recharge Market 2025 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทั้งในด้านรายได้และโอกาสทางธุรกิจ คาดว่า งานนี้ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท”

นางสาวปณิตา เผยอีกว่า งานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเชิงรุกที่ สสว.และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้ดำเนินการในหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถยืนหยัด สร้างรายได้ และขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและผู้สนใจเข้าร่วมงาน Recharge Market 2025 ณ บริเวณลานกิจกรรมตลาดเซฟวันอ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อร่วมเติมพลัง SME ไทย และร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปด้วยกันสอบถามเพิ่มเติมนายจานันท์ ศรีเกตุ นักวิชาการ SMEs 4 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โทร. 021-429228นางสาวอภิญญา มีธรรม ฝ่ายประสานงานโครงการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย061-5561990สสว. เคียงข้าง SME คู่คิดที่ดีผู้ประกอบการไทย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”บิ๊กแป๊ะ-สนธยา“ จัดงาน “รวมใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” วางกรอบ “บางละมุงโมเดล“ บูรณาการทำงานพัฒนาท้องถิ่นร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

ค่ำวันที่ 14 มิ.ย.68 นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “รวมใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” ซึ่งเป็นงานเลี้ยงบุฟเฟต์อาหารค่ำและความบันเทิงเพื่อแสดงความยินดีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอบางละมุงทั้งหมดทุกเทศบาลรวมเมืองพัทยา ที่ได้รับการเลือกตั้งและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างเป็นทางการ และเพื่อบูรณาการทำงานพัฒนาท้องถิ่นร่วมกันอย่างไร้รอยต่อโดยมีคณะผู้บริหารและสมาชิกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือบ้านใหญ่ชลบุรี เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย เทศบาลเมืองหนองปรือ นำโดย นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ, เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ นำโดย นายไพรัตน์ ไตรศุภโชค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลห้วยใหญ่, เทศบาลตำบลหนองปลาไหล นำโดย นายยศพงศ์ ลินทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองปลาไหล,

เทศบาลตำบลโป่ง นำโดย นายอนุชา เพียรใจ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโป่ง, เทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย นำโดย นายมิตชัย ประกอบธรรม นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย, เทศบาลตำบลบางละมุง นำโดย นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง, เมืองพัทยา นำโดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ตลอดจนตัวแทนองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว ที่กำลังจะเปลี่ยนฐานะเป็นเทศบาลในเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ นักธุรกิจชื่อดังเมืองพัทยา นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา และนายชาญยุทธ เฮงตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมสนับสนุนและแสดงความยินดี

รวมทั้ง คณะกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และอำเภอบางละมุง นำโดย นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง คณะจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และข้าราชการในพื้นที่อำเภอบางละมุง เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยสถานที่จัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยง โรงแรมทรีซิกตี้ไฟว์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งบรรยากาศของงานเป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง

นายสนธยา คุณปลื้ม ในฐานะประธานจัดงาน “รวมใจเป็นหนึ่ง เป็นที่พึ่งประชาชน” กล่าวว่า คณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการเข้ามาทำงานพัฒนาท้องถิ่นรับใช้ประชาชนชาวอำเภอบางละมุง ทุกเทศบาลรวมทั้งเมืองพัทยา โดยจะมีการร่วมมือกันบูรณาการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นภาพรวมสู่การเป็นบางละมุงโมเดลที่มีการทำงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อพัฒนาอำเภอบางละมุง และจังหวัดชลบุรี ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำป่าหลากตัดขาดถนนสายหลักมุกดาหารจาก อ.ดงหลวงไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568​ นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง และเจ้าหน้าที่ ปภ. อบต.พังแดง

ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหายจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากอย่างต่อเนื่องในหลายวันที่ผ่านมาโดยพบว่า ทางหลวงหมายเลข 2287

ซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอดงหลวง – อำเภอเขาวง ถูกน้ำซัดขาดหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณจุดก่อสร้างสะพานข้ามห้วยมะนนท์ (ต.พังแดง)

และสะพานข้ามห้วยอีเลิศ (บ้านติ้ว-พังแดง) เส้นทางเบี่ยงถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรได้

ขณะที่บริเวณ บ้านโพนไฮ – โพนสว่าง (ต.หนองแคน) แม้ยังสามารถสัญจรได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำกัดเซาะจนขาดเช่นกัน

นายอำเภอดงหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบเร่งเข้าซ่อมแซม

และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว โดยให้ใช้เส้นทางรองผ่านหมู่บ้านใกล้เคียงแทนเพื่อความปลอดภัย

น้ำป่าหลาก #ถนนขาดมุกดาหาร #ดงหลวง #เขาวง #กาฬสินธุ์ #ฝนตกหนัก #ภัยพิบัติธรรมชาติ #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เบล สุธาริณี” คว้ามง Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคกลาง สุดอลังการ!

สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม เนืองแน่นไปด้วยผู้คนเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในงานประกวด Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคกลาง ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการสมการรอคอย!

งานนี้จัดโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, สมาคมอุปรากรจีน, โรงเรียนสามชัยวิเทศศึกษาสมุทรสาคร, มูลนิธินำเหยามาโจ้วเก็ง,

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอ็มวี ทีวี (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Creative Commerce World โลกแห่งการค้าที่สร้างสรรค์”

ภายในงานเต็มไปด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและจีนที่ตระการตา ทั้งบทเพลงลูกกรุงและลูกทุ่ง การแสดงเชิดสิงโตมังกรทองสุดอลังการ การแสดง

หุ่นละครเล็กที่หาชมยาก และไฮไลท์สำคัญคือการประกวดรอบตัดสิน Miss Chinese International Thailand 2025 ภาคกลาง ที่ 15 สาวงามในชุดกี่เพ้าได้ประชันความงามและความสามารถกันอย่างเต็มที่

บรรยากาศในงานคึกคักเป็นพิเศษเมื่อเหล่าศิลปินนักแสดงชื่อดัง อาทิ หลิว อาจารียา, จอย บียอนด์, ดร.ชายแฮ็คส์ วโรดม, เล้ง-แสตมป์, กันต์ ฤทธิ์นันท์, ฝ้าย

ไทย ไหทองคำ และ หนึ่ง ภาณุวัฒน์ มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกสนาน ร่วมด้วย พอร์ช พงษกร และ อีฟ อรวรรณ ผู้จัดการกองประกวดฯ โดยมี ตวง-สาวิกา กาญจมาศ และพีช พีชวิทย์ รับหน้าที่พิธีกรตลอดงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ธิดาดอนหอยหลอด 2568” นางสาวอภิญญา ศรีสง่ากุล “ขวัญใจรุ่งฤทธิ์” นางสาวขนิษฐา รักศิริ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2568 คุณวิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ MRS.THAILAND WORLD 2017 และผู้บริหาร VOWDA FACIAL & BODY MASSAGE CENTER พร้อมทั้ง ผอ.คนึงนิต รุ่งฤทธิเดช โรงเรียนรุ่งฤทธิ์วิทยาการสุขภาพและความงาม และโรงเรียนรุ่งฤทธิ์วิทยาการนวดแผนไทย ได้รับเกียรติในการเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวด “ธิดาดอนหอยหลอด” โครงการของดีเมืองแม่กลอง ตะวันรอนที่ดอนหอยหลอด ประจำปี2568 ณ ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จ.สมุทรสงคราม

โดยผู้ที่ได้รับตำแหน่ง “ธิดาดอนหอยหลอดประจำปี2568″ ได้แก่ นางสาวอภิญญา ศรีสง่ากุล สำหรับตำแหน่ง”ขวัญใจรุ่งฤทธิ์” ได้แก่ นางสาวขนิษฐา รักศิริ

ทั้งนี้ การประกวดธิดาดอนหอยหลอด ในงานตะวันรอนที่ดอนหอยหลอด จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกและเปิดโอกาสให้แก่หญิงสาวที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นทูตประชาสัมพันธ์ของดี ของเด่น ของดัง ของจังหวัดสมุทรสงคราม ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักดอนหอยหลอด กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัดสมุทรสงคราม

vowda #รุ่งฤทธิ์ #ธิดาดอนหอยหลอด #สมุทรสงคราม

M Studio และ Mono Original ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมรับชมภาพยนตร์เรื่อง“ห่าก้อม”ภาพยนตร์สุดหลอนที่จะพาทุกคนมาเปิดประสบการณ์สุดสยอง“พญาผีปอบพร้อมออกอาละวาด
รอคอยวันกัดกินถึงจิตวิญญาณ”

ในวันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2568
ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน
เวลา 18.30 น. ลงทะเบียน
เวลา 19.30 น. ร่วมรับชมภาพยนตร์

ตัวอย่างภาพยนตร์ : https://youtu.be/N9sNrbeu7ws?si=-zRLPcydF5cLbNf-

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่ลิงก์นี้ :
https://forms.gle/bdHJttSctoetAsdp6

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทุเรียนชุมพรยกระดับการส่งออกประทับใจคู่ค้าปลอดสาร Basic Yellow 2 ( BY2 )

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เกียรติมาเป็นประธาน จัดงานบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทุเรียนภาคใต้ ฤดูผลผลิตปี 2568 ณ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด กิจ Big cleaning day ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่โรงคัดบรรจุเรียกสั้นสั้นคือล้ม

ให้มีความสะอาดปลอดภัยทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูทุเรียนภาคใต้ที่จะมาถึงเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลผลิตทุเรียนไทยและส่งเสริมสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคและผู้ประกอบการการรวมพลังกันในวันนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชนและชุมชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

มีนายอภิชาต สารบัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับพร้อมกับ นางสาวฉันทนาคงนครผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตร จ ชุมพรพร้อมด้วย นายปรีดา เยี่ยมสวัสดิ ประธานบริหารกรรมการ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการ ล้งทุเรียนชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

นายอภิชาต สารบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรกล่าวต้อนรับรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรนางสาวปรียานุชทิพยวัฒน์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพรจะ ในวันนี้กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจังหวัดชุมพรจะได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆที่ผู้ประกอบการโรงรวบรวมและลงคัดบรรจุทั่วทั้งจังหวัดชุมพร

ทำความสะอาดครั้งใหญ่ไปพร้อมพร้อมกัน เป็นกิจกรรมที่ทรงพลังและมีความหมายต่อพวกเราที่เราจะผนึกกำลังกันเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและประกาศให้ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้เห็นถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการไทยโดย

วันนี้จัดกิจกรรม Big cleaning day set Zero การใช้สารเคมีในวันนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การทำความสะอาด แต่เป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นคำมั่นสัญญาของพวกเราทุกคนว่าต่อจากนี้ทุเรียนทุกลูกที่จะผ่านมือพวกเราไปจะต้องเป็นทุเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยเท่านั้น

นางสาวฉันทนา คงนคร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาเกษตรเขตที่เจ็ด กล่าวทุเรียนเป็นสินค้าเกษตรที่มูลค่าสูงถือเป็นไม้ผลหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้และยังเป็นพืชที่มีมูลค่าการส่งออกสูงโดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกมากกว่า 157,000 ล้านบาทโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งต้องมีเงื่อนไขทางการค้าซึ่งในปัจจุบันจีนได้

เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้าโดยเฉพาะการปนเปื้อนของสารบีวายทูในทุเรียนผลสดถือเป็นเงื่อนไขใหม่ซึ่งหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกทุเรียนของไทย ในภาครวมได้การที่ทุเรียนไทยถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนสารบีวายทูจึงส่งผลให้จีนปฏิเสธการนำเข้าสินค้าบางรัฐส่งผลทำให้โรงคัดบรรจุนั้นนั้นถูกระงับการส่งออกและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยในตลาด

จีนตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่จีนได้ให้ทุเรียนทุกตู้ที่ส่งออกส่งใบรายงานเท็จรีพอร์ตผลการตรวจสอบไม่พบ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ตรวจพบบีวายทูจากจีนแปดลงคัดภาคใต้ 13 ลงคัดตะวันออกเจ็ดโรงคัดรวม 20 ตู้และตรวจพบก่อนส่งออกเฉพาะภาคใต้แจ้งเตือน 30 ลงคัดระงับห้าลงคัด
ในจังหวัดชุมพรมีโรงคัดบรรจุ 487

โรงซึ่งทยอยเปิดดำเนินกิจการแล้ว 50 ลงคาดว่าจะเปิดเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตทุเรียนที่มีมากขึ้นในเดือนกรกฎาคมการจัดกิจกรรม Big cleaning day ในโรงคัดบรรจุก่อนเปิดดำเนินการมีวัตถุประสงค์ลดความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารบีวายทูที่จะติดไปกับทุเรียนส่งออก และลดความ เสียหายให้กับผู้ประกอบการจะได้สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ให้กับประเทศคู่ค้า

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการล้างทำความสะอาดบริเวณภาชนะอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการผลิตของโรงคัดบรรจุรวมทั้งการทำ Swap Test เพื่อ ควบคุมความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารบีวายทูให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานตรวจสอบของจีนต่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุเรียนจากประเทศไทย

นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกลียดอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big cleaning day ของโรงบรรจุในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของทุเรียนไทยและจัดขึ้นพร้อมกันในทุก โรงคัดบรรจุทั้งจังหวัดชุมพรจังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาด

ต่างประเทศและป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน ด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดมีการจัดตั้งคณะทำงานชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดและมีการประกาศมาตรการต่างๆที่เข้มงวดเช่นกำหนดประกาศวันเก็บเกี่ยวทุเรียน การดำเนินคดีแก่ผู้จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพมีมาตรการตรวจก่อนตัดและการขึ้นทะเบียนนักตัดนักคัดทุเรียนก่อนทำเครื่องหมายผลทุเรียนด้อยคุณภาพในวันนี้

อนาคตและชื่อเสียงของทุเรียนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญนั่นคือปัญหาการปนเปื้อนของ Basic Yellow 2สารบีวายทูรวมทั้งปัญหาการตรวจพบแคดเมียมในทุเรียนมีค่าเกินมาตรฐานที่จีนกำหนดปัญหาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงโดยทางจีนขอให้กรมวิชาการเกษตรระงับการส่งออกชั่วคราวกับโรงคัดบรรจุที่ ถูกแจ้งเตือนเพื่อสอบสวนสาเหตุและกำหนดมาตรการควบคุมทางการจีนพิจารณา

ซึ่งจังหวัดชุมพรกรมวิชาการเกษตรจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงคัดบรรจุตั้งอยู่เป็นจำนวนมากจำนวน 487 โรงคัดบรรจุให้รองคัดบรรจุทำ Big cleaning day Set Zero การใช้สารเคมีและปฏิบัติตามมาตรการสีไม่เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนและหนักแน่นไปยังประเทศคู่ค้าเรา

มุ่งมั่นที่จะผลิตคุณภาพที่ปลอดภัยเท่านั้นนอกจากนี้โรงคัดบรรจุต้องใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืช ใบคิวตามผลผลิตที่ได้รับมาเท่านั้นไม่ทำการสวมสิทธิ์ใบรับรองของเกษตรกรหากตรวจพบการกระทำความผิดกรมวิชาการเกษตรพิจารณาดำเนินการระงับหรือเพิกถอนหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตพืชตามประกาศกรมวิชาการเกษตรเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนโรงผลิตสินค้าพืชฉบับที่สองพ.ศ. 2567

จึงหวังว่าขอให้ร่วมมือจากพี่น้องผู้ประกอบการทุกโรงคัดบรรจุร่วมทำความสะอาดหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ครั้งใหญ่นี้อย่างจริงจังที่สุดขัดล้างอุปกรณ์ทุกชิ้นพื้นที่ผลิตทุกพื้นที่ซึ่งการทำความสะอาดต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสารบีวายทูตกค้างอยู่และต่อให้การทำความสะอาดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐาน การปฏิบัติงานที่จะดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งตลอดฤดูกาลนี้

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด สร้างเครือข่ายใหม่ ต่อยอดเครือข่ายเดิม ทันต่อยุคดิจิทัล

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ก้าวทันสื่อใหม่ ระดับจังหวัด เพื่อสร้างเครือข่ายใหม่และพัฒนาเครือข่ายเดิมทั่วประเทศให้เป็นเครือข่ายที่มีคุณภาพ โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผวจ.บึงกาฬ

นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผวจ.บึงกาฬ นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ นายธนิต รามัญวงค์ประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ, นายอนุชิต บุญชม ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ตลอดจนผู้เข้าอบรม เข้าร่วม ที่ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

โครงการนี้จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ทั้งเครือข่ายเดิมและเครือข่ายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ให้สามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 90 คน ประกอบด้วยเยาวชน สื่อมวลชน หอกระจายข่าว และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล การสื่อสารในภาวะวิกฤติ การรับมือข่าวปลอม กลยุทธ์สร้างการรับรู้ และการผลิตสื่อยุคใหม่ที่ดึงดูดใจ รวมถึงกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมุ่งเน้นการ Re-skills, Up-skills และ New-skills ให้แก่ผู้เข้าร่วม

โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดอบรมใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 ตามนโยบายของนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผลักดันให้กรมประชาสัมพันธ์สร้างเครือข่ายการสื่อสารคุณภาพที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นพลังสำคัญในการสื่อสารเพื่อประเทศต่อไป
ข่าว/ภาพ ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กฟผ.จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้า สู่ครู นักเรียน

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านอ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายวัชระ ถาวรวงศ์ หัวหน้ากองพัฒนาศักยภาพชุมชน ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้ากับนักเรียน คณะครู โรงเรียนบ้านอ่างทอง

โรงเรียนบ้านสีดางาม โรงเรียนบ้านทุ่งตาแก้ว และโรงเรียนบ้านหินเทิน รวม 20 คน โดยมี นางสาวศิริพร โพธิ์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอ่างทอง เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม นายมหยศ โกศิน ตัวแทนจากศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ

ตามที่ กฟผ. มีภารกิจด้านการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของ กฟผ. จึงได้มีแนวทางในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน ร่วมกับหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น เครือข่ายภาครัฐ และภาคประชาสังคมในพื้นที่

การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้คณะครู และนักเรียน มีความรู้ในการผูกผ้า และจับจีบผ้าในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้คณะครู และนักเรียนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ ประดับตกแต่งงานกิจกรรมของโรงเรียน

งานประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ งานรัฐพิธี งานมงคล และงานอวมงคลในพื้นที่ เพื่อลดรายจ่ายของหน่วยงาน และหากพัฒนาทักษะจนชำนาญจะสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับตนเองได้ ทั้งยังเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่าง กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และ กฟผ. อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นวันที่ 12-13 มิถุนายน 2568

/////////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443 ฅนเหล็กมินิมาราธอนมอบรายได้ศิริราชมูลนิธิ สนับสนุนบริการการแพทย์เพื่อผู้ป่วยยากไร้

นายผดุงศักดิ์ ปราณอุดมรัตน์ (กลาง) ผู้จัดการทั่วไป สำนักการพัฒนาที่ยั่งยืนและสื่อสารกลุ่ม บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เป็นตัวแทนองค์กรร่วมจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลฅนเหล็กมินิมาราธอน 2024 (SSI, TCRSS NS BlueScope, NS-SUS, JSGT, G Steel, GJS) มอบเงินรายได้จากการจัดกิจกรรมฯ แก่นางสาวโสพิศ ชัยเรือง รองหัวหน้าสำนักงาน ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนภารกิจการให้บริการการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการบริการการแพทย์ของโรงพยาบาล และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้พอเพียงและทันสมัย ณ ศิริราชมูลนิธิ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆนี้
    
กิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ฅนเหล็กมินิมาราธอน จัดขึ้นในรูปแบบจิตอาสาและการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และประชาชนทั่วไป เพื่อนำรายได้จากการจัดกิจกรรมมอบช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการพัฒนาความสามารถ และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างแข็งแกร่ง มีองค์กรร่วมจัดประกอบด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมเหล็ก 7 องค์กร ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด บริษัท เจเอฟอี สตีล กัลวาไนซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน)
    
จากการดำเนินกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ฅนเหล็กมินิมาราธอนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมจำนวน 16 ครั้ง สามารถนำรายได้จากการจัดงานช่วยเหลือองค์กรการกุศลที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสแล้ว 40.5 ล้านบาท

////////////////

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ​เหล่ากาชาดมุกดาหาร จัดโครงการวันผู้บริจาคโลหิตโลก ประจำปี 2568 รณรงค์และเสริมสร้างพลังคนรุ่นใหม่ / เตือนภัย!!​ อย่าหลงเชื่อหมอดูแขก อาละวาด ดูดวงแลกเงิน 599 บาท

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ หอประชุม 250 ปี มุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานพิธีเปิดโครงการวันผู้บริจาคโลหิตโลก ประจำปี 2568 ด้วยเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร

ร่วมกับโรงพยาบาลมุกดาหาร ออกหน่วยรับบริจาคโลหิตตามโครงการวันผู้บริจาคโลหิตโลก ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการรณรงค์และเสริมสร้างพลังคนรุ่น

ใหม่ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นผู้บริจาคโลหิต โดยโลหิตที่ได้จะต้องเป็นโลหิตที่ปลอดภัย และเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย รวมทั้งยังเสริมสร้างคนรุ่นใหม่ เป็นผู้บริจาคโลหิตเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

ทั้งนี้ในวันที่ 14 มิถุนายน องค์กรต่างๆ ทั่วโลกจะร่วมกันเฉลิมฉลองวันผู้บริจาคโลหิตโลก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิตต่ออุตสาหกรรมสุขภาพ

เนื่องจากโลหิตสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดด้วยพลาสมา การวิจัย หรือการใช้ในกรณีฉุกเฉิน การบริจาคโลหิตถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเหลือโลกมาหลายครั้งแล้ว เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

มุกดาหาร-เตือนภัย!!​ อย่าหลงเชื่อหมอดูแขก อาละวาด ดูดวงแลกเงิน 599 บาท

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568​ เฟสบุ๊คกลุ่ม ที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก จังหวัดมุกดาหารได้โพสต์เตือนภัยโดยระบุข้อความว่า ทุกคน เจอคนลักษณะหน้าตาออกไปทางแขก อย่าอนุญาตให้เข้าบ้าน,ร้านค้าเด็ดขาดนะคะ แจ้งความอย่างเดียว ซึ่งต่อมาได้มีคนเข้ามาชี้เบาะแสพร้อมกับโพสต์แจ้งเกี่ยวเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่าตอนนี้มีกลุ่มชายคล้ายแขกเดินไปทั่วเมืองมุกดาหาร เพื่อดูดวงพร้อมกับแรกค่าครูดูดวง

ผู้สื่อข่าวได้กล้องวงจรปิดจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งเผยให้เห็นพฤติกรรมของชายคนหนึ่งหน้าตาคล้ายแขกชาวต่างชาติไว้หนวดเค้า ผมยาวมัดจุก ใส่เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบสีดำ ซึ่งเข้าไปในร้านแล้วได้พูดคุยกับ

พนักงาน โดยทางพนักงานเปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.43 น. ของวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ขณะที่เธออยู่ในร้านมีชายต่างด้าวลักษณะเหมือนคนแขก รูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะมาทำทีจะสั่งเครื่องดื่มหน้า เคาน์เตอร์โต๊ะคิดเงิน พร้อมกับทักทายแนะนำตัวเองบอกว่าเป็นอาจารย์ ต่อมาก็ได้ทำการพูด

คุยเกี่ยวกับเรื่องโหงวเฮ้งบนใบหน้าชมไปต่างๆนานา เรื่องราวในอดีตย้อนหลังเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ จนทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยต่อมาก็ขอดูลายมือ พร้อมกับให้วางมือใส่ของชายคนนั้น​ และได้ทำการท่องคาถา สวดมนต์ของเขา อะไรไม่รู้

ต่อไปจะค้าขายเจริญรุ่งเรือง อวยพรให้หมดหนี้หมดสิน มีโชคมีลาภถูกหวย แต่ต้องให้ทำบุญ พอพูด​เสร็จก็ทำการเรียกเงินค่าครู ให้อาจารย์ได้เลย แต่เจ้าของร้านบอกว่าไม่มีเงินสดโอนได้ไหม​ ชายคนนั้นอึ้ง​อยู่พักนึง ก็บอกว่าไม่มีบัญชีโอน ก่อนที่หมอดูจะเดินกลับออกไปด้วยท่าทีไม่พอใจ

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากประชาชนอีกว่าตอนนี้มีชายที่หน้าตาคล้ายแขกออกเดินตามซอยต่างๆในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 68 ที่ผ่านมาโดยมีประมาณ 3 คนแยกกันเดินไปคนละเส้นทางซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายกันคือหลอกให้ดูดวงแล้วเรียกเก็บเงิน บางรายเรียกสูงถึง 599 บาท

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรม Learn to Earn “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ ผ้าเขียนเทียนย้อมคราม ชาติพันธุ์ม้ง “ซะป๊ะคัว” รร.มัธยมป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน

นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน พร้อมด้วย นางพัทธนันท์ พิพิธนวงค์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้อำนวยการกลุ่ม บุคลากร สพม.น่าน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เยี่ยมชมกิจกรรม “ผ้าเขียนเทียนย้อมคราม” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเด่นของโรงเรียนมัธยมป่ากลาง ที่สืบทอดมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม

ของชาติพันธุ์ม้ง กิจกรรมดังกล่าวเป็นการบูรณาการทักษะวิชาการเข้ากับการเรียนรู้ท้องถิ่น โดยนักเรียนได้ฝึกการออกแบบลายผ้าผ่านโปรแกรม Canva เรียน

รู้กระบวนการเขียนเทียน ย้อมคราม และต่อยอดสู่การขายสินค้าผ่าน การไลฟ์สด สร้างเสริมประสบการณ์ สร้างรายได้ระหว่างเรียนพัฒนาทักษะฝีมือ ต่อยอดทักษะอาชีพในอนาคต

“ตามฮอยภูมิปัญญา พัฒนาอาชีวิถีน่าน สืบสานคุณค่าวัฒนธรรม”

เรียนดีมีความสุข #สพฐ #สพม #น่าน #สพมน่าน #SESAONAN #ทีมน่านการศึกษา #NanOneTeam/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประจำปี 25688

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขอำเภอท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน สาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านจัดประชุมสัญจรและเยี่ยมเยียนชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ประกอบด้วยตัวแทนจากอำเภอท่าวังผา อำเภอภูเพียง อำเภอสองแคว

อำเภอสันติสุข และเทศบาลเมืองน่าน โดยมีประธานชมรมผู้สูงอายุของแต่ละตำบล ของอำเภอท่าวังผา มีคณะกรรมการจากสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่ง

ประเทศไทยจังหวัดน่าน นำโดย ประนายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสาขาสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน นำทีมเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนท 50 คน

โดยได้รับเกียรติจาก นายฐสิษฐ์ บำเพ็ญ ปลัดอาวุโส อำเภอท่าวังผา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและยั่งยืนในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้ ประธานชมรมผู้สูงอายุโซนกลาง ได้นำเสนอผลงาน กิจกรรมเด่น และแนวทางการดำเนินงานของชมรมฯ เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบ และเป็นการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนแต่ละพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่โซนกลาง และเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุให้สามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ/ภาพ/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจะงหวัดน่าน รายงาน

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 นางสาวศุภาวดี สุทธิแสน เกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ร่วมจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3/2568

โดยมีว่าที่ร้อยตรี ณฐพล นพณัฐธนากุล นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ กล่าวต้อนรับ และนายประจักร์ ไชยกิจ ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ

มีวัตถุประสงค์จัดงานเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ห่างไกล ให้บริการในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร

โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้บริการทางการเกษตร เช่น บริการเอกสารวิชาการ พันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์ และวัสดุการเกษตรอื่นๆ

จากหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมรับบริการ จำนวน 125 ราย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมช.คลัง มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” สร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้ประชาชนแม่สาย

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.1154 ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ตามโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์”

ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน ภายในงานมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด

เชียงราย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติในพิธี และร่วมมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้กับประชาชนในพื้นที่

ในการนี้ มีประชาชนผู้ถือครองที่ดินในเขตอำเภอแม่สาย จำนวน 196 ราย ได้รับสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ รวมถึงมีการมอบเพิ่มเติมอีก 4 ราย รวมทั้งสิ้น 200

ราย คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 31 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์”

เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินราชพัสดุ โดยเฉพาะในกลุ่มราษฎรที่มีการครอบครองก่อนวันที่ 4 ตุลาคม 2546

และยินยอมเข้าสู่กระบวนการเช่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้อัตราที่เหมาะสม ซึ่งกรมธนารักษ์ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความมั่นคงของประชาชน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและท้องถิ่น ที่ร่วมผลักดันโครงการให้สำเร็จลุล่วง พร้อมเน้นย้ำ

เจตนารมณ์ของกระทรวงการคลังในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยเฉพาะในด้านการอยู่อาศัย การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

ในโอกาสเดียวกัน นายเผ่าภูมิ และคณะยังได้ลงพื้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 เพื่อติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในระยะยาว

พงศกร ตันสุวรรณ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯโคราช สานพลังภาครัฐ บ้าน วัด โรงเรียน รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100 %

เมื่อวันที่ (13 มิ.ย.68) เวลา 08.30 น. ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการมอบหมวกนิรภัยให้กับประชาชน โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และนักเรียน เข้าร่วม

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมากล่าวว่า อำเภอวังน้ำเขียวได้จัดทำโครงการ “อำเภอวังน้ำเขียวห่วงใย สวมหมวกนิรภัย 100%” ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดหาหมวกนิรภัยให้กับผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,471 ใบ ได้รับการบริจาคจากประชาชนชาวอำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 530 ใบ กรมการขนส่งทางบกสนับสนุน จำนวน 200 ใบ

ได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อกัณหา สุขกาโม วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมราม จำนวน 741 ใบ โดยมีผู้เข้ารับมอบหมวกนิรภัยเป็นประชาชนจาก 5 ตำบล 83 หมู่บ้าน ของอำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 852 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาและประถมศึกษา จำนวน 419 คน นักเรียนมัธยมศึกษาสังกัด อบจ.นม. จำนวน 200 คนอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และนำไปสู่การสูญเสียต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัยร่วมกับการสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งอย่างหมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อกในทุกการเดินทาง ทั้งระยะใกล้และไกล เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรให้ความสำคัญ

เพราะช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ เพราะหมวกนิรภัย ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การสวมหมวกนิรภัยช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรง ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ บ้าน วัด โรงเรียน ร่วมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100 %

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เพลิงไหม้บ้าน 2 ตายาย นอนหลับอยู่ในบ้าน รู้สึกตัวร้อนลุกขึ้นมาจะเปิดไฟเปิดพัดลม เห็นควันไฟรีบวิ่งหนี หวิดถูกไฟครอกเสียชีวิตคู่

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 00.10 ที่ ศูนย์วิทยุ ภูธรจังหวัด 191 ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ ในเขตเทศบาลตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จึงวิทยุแจ้งประสานที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จากนั้นได้ขอความช่วยเหลือจากรถดับเพลิง ทั้งเทศบาลตำบลกำแพง, เทศบาลตำบลสระกำแพงใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ระดมเข้าช่วยเหลือในการดับเพลิง

ที่บ้านเลขที่ เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 252/2 ชุมชนฝั่งธน หมู่ 7 ตำบลกำแพง ซึ่งเป็นบ้านของ นางคำพอง ผกาแดง อายุ 63 ปี บ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดกับโรงเรียนจีน เคียวนำ ขณะเร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง พบว่ามีผู้ที่หนีออกมาจากกองเพลิง ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ นายสถิตย์ ผกาแดง อายุ 65 ปี และนางคำพอง ผาแดง อายุ 64 ปี

ทั้งคู่เป็นสามีภรรยา ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวก ต้องเร่งนำส่ง รพ.อุทุมพรพิสัย เพื่อรับการรักษา ส่วนการดับเพลิงเจ้าหน้าที่ได้เร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง ใช้เวลาราว 45 นาที เพลิงจึงสงบลง ก่อนที่จะปิดกั้นเขตแนว รอการตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในช่วงเช้า จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องคาดว่าน่าจะเกิดเจากไฟฟ้ารัดลงจร ขณะที่ 2 ตายาย นอนหลับอยู่ ซึ่งในรุ้งเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ได้เข้ามาตรวจดูสภานที่บ้านถูกไฟไหม้ ซึ่งวอดหมดทั้งหลัง พร้อมทีวี ตู้เย็น พัดลม รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่สามารถนำออมาได้เลย เพราะเกิดเหตุในช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย และบ้านมีคุณตา กับคุณยาย นอนพักอาศัยอยู่เพียง 2 คน

คุณยาย นางคำพอง ผกาแดง อายุ 64 ปี เล่าให้ฟัง ว่า ขณะที่เกิดเหตุ ตนกับตา นอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องนอน รู้สึกร้อนๆ ตามร่างกาย จึงตกใจตื่น ไปเปิดไฟฟ้าส่องสว่างดู แต่เปิดไม่ติด แต่พบมีกลุ่นควัน กลิ่นของไฟไหม้ จึงมองออกไปนอกห้องนอน ก็พบว่า ไฟกำลังไหม้ รีบปลุกตาให้ตื่น ก่อนที่จะวิ่งหนีออกมานอนบ้าน พบว่าไฟกำลังไหม้บ้าน

จึงร้องตะดกนขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้เคียง ร้องขอให้โทรศัพท์แจ้งดับเพลิงให้ด้วย ส่วนตาตกใจสุดขีด ไม่วิ่งมาออกทางประตู กลับเปิดหน้าต่าง กระโดดลงทางหน้าต่างออกมานอกบ้าน ดีที่บ้านไม่สูงนัก ตนและตา ถูกไฟลวกตามร่างกาย แขนขา ใบหน้า ดีที่ตื่นนอนขณะไฟกำลังเริ่มไหม้ หากนานกว่านี้ สงสัยถูกไฟเผาตายทั้งคู่เลย แต่บ้านตอนนี้วอดไปทั้งหลัง พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด เอาอะไรออกมาได้เลย
//////////////////////

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารฝึกซ้อมเสมือนจริงเผชิญเหตุเพลิงไหม้และอพยพหนีไฟ ณ ศาลากลาง จ.มุกดาหาร

วันนี้ 12 มิ.ย.68 เวลา 14.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟศาลกลางจังหวัดมุกดาหาร

การยกระดับการพัฒนาการดำเนินการป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในสำนักงานระดับจังหวัด และการขับเคลื่อนโครงการมหาดไทย แรงงาน ต้านอัคคีภัยภาครัฐ และสถานประกอบกิจการ

โดยมีนายคมเพชร สีดามาตร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะผู้อำนวยการดับเพลิงตามแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยของศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร มีหน่วยงานราชการที่อยู่ภายในศาลากลางจังหวัดมุกดาหารและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เข้าร่วมการฝึกซ้อมฯ โดยมีการฝึกซ้อมเสมือนจริงตามสถานการณ์จำลอง เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณชั้น 4 ศาลากลางจังหวัด ห้องสำนักงานคลังจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นมีประกาศแจ้งภายในอาคารให้หน่วยงานในศาลากลาง อพยพหนีไฟตามแผนไปยังจุดรวมพล

ขณะเดียวกันมีหน่วยงานดับเพลิง เทศบาลเมืองมุกดาหารเข้าระงับเหตุ หน่วยงานสนับสนุน (อปท.ข้างเคียง) สนับสนุนรถน้ำ จำนวน 6 คัน ปฏิบัติการดับเพลิง พร้อมทั้งรถพยาบาล 1 คัน เตรียมรับผู้บาดเจ็บ และรถตรวจการ 2 คัน ซึ่งสรุปสถานการณ์

สามารถระงับเหตุเพลิงไหม้ไว้ได้และช่วยเหลือผู้ติดอยู่ภายในอาคารลงมาได้ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งนี้เพื่อบูรณาการทำงานในการป้องกันและระงับอัคคีภัยทั้งก่อนเกิดเหตุ จนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ในสถานประกอบกิจการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินและร่างกาย

ไฟไหม้​ #อพยพไฟไหม้​ #มุกดาหาร​ #สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร​ #ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดมุกดาหาร​

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน

ทหารไทย-ลาว ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามแนวชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัด​หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์)

ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย –

ลาว เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ตามบริเวณแนวชายแดนไทย – ลาว

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทร์) ร่วมกับ กองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดการประชุมระหว่างชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

โดยมี พันเอก จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทน พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว (จังหวัดหนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์) เป็นประธาน (ฝ่ายไทย) และ

พันเอก บุนลิด สีสุพอน หัวหน้ากองบัญชาการทหาร นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว – ไทย (นครหลวงเวียงจันทน์ – จังหวัดหนองคาย)เป็นประธาน (ฝ่ายลาว)

พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยป้องกันชายแดน กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ (ฝ่ายไทย) และ (ฝ่ายลาว) เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องเกียรติยศ ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 1 นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โดยการประชุมในครั้งนี้เพื่อหารือข้อราชการ และการบูณาการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามแดน และป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดนไทย – ลาว อีกทั้งยังได้ประสานการจัดตั้งจุดประสานงานชายแดน ระหว่าง อำเภอของไทย กับ เมืองของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ การดำเนินการโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน พร้อมทั้ง

การขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อขยายผลความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการจัดการลาวตระเวนร่วม และการฝึกร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประสานงานกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทันเวลา

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พาดหัววส.พุทธปัญญาฯ พัฒนาทักษะดิจิทัลนิสิตใหม่ เตรียมพร้อมประกอบอาชีพในอนาคต

นายวีรพงศ์ พิชัยเสนาณรงค์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จ.นครปฐม
กล่าวว่า ได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาและปฐมนิเทศนิสิตใหม่ ระหว่างวันที่ 18 พ.ค. -22 มิ.ย. โดยโครงการดังกล่าวมีการแนะนำหลักสูตรจากคณาจารย์หลักสูตรต่างๆ สำหรับนิสิตใหม่ระดับปริญญาตรี

ทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ ขณะเดียวกันนิสิตใหม่ทุกคนยังจะได้เรียนรู้การใช้ Artificial Intelligence ( AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมไปถึงการสอนการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ และการเป็น Influencer ด้วย

นายวีรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ได้จัดอบรมกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดด้านการเป็น Influncer ควบคู่กับการเรียนรู้การตลาดออนไลน์ในกระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าศึกษาใหม่นั้น เพื่อเป็นกา

เตรียมการด้านพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตให้กับนิสิตใหม่ อีกทั้งยังสอดคล้องกับการส่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทับสะแก ต่อยอดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ปีงบประมาณ 2568 กฟผ.สร้างห้องน้ำให้ผู้ป่วยติดเตียง

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่หมู่บ้านสีดางาม หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ได้จัดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ.ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านผู้พิการราย นายธงทิว ภูยศ

พบว่าห้องน้ำชำรุดเสียหายและไม่ถูกสุขลักษณะ จึงได้มอบหมายให้อำเภอทับสะแกโดย นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก และนายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง เพื่อประมาณการในการก่อสร้าง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือผู้พิการรายดังกล่าวต่อไป นั้น

อำเภอทับสะแกพิจารณาแล้ว เพื่อให้การซ่อมสร้างห้องน้ำให้แก่ นายธงทิว ภูยศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงมีความประสงค์ที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.)

จากราคาประมาณการ จำนวน 39,500 บาท จาก น.ส.ชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนา เครือข่ายภาครัฐ ( หพร-พ.) ตัวแทนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์มามอบให้เพื่อดำเนินการก่อสร้างในทันที
/////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน แถลง 7 นโยบายสำคัญต่อสภาเทศบาลเมืองน่าน เพื่อประโยชน์สุขสู่ประชาชนและบูรณาการความร่วมมือเพื่อทำให้ “เทศบาลเมืองน่าน เป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน”

12 มิถุนายน 2568 เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมสภาเทศบาลเมืองน่าน นายวิสุทธิ์ ไชยวงศ์ ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน เป็นประธานการประชุมสภาเทศบาลเมืองน่าน สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วย นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน และหัวหน้าส่วนราชการ

การประชุมสภาฯ ในครั้งนี้ มีวาระสำคัญคือ การแถลงนโยบายของนายกเทศมนตรี เมืองน่านต่อสภาเทศบาลเมืองน่าน ตามที่ได้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองน่าน ไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา และคณะ

กรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนถึง
ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2562 กำหนดให้นายกเทศมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาล โดยไม่มีการลงมติก่อนเข้ารับหน้าที่

นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน แถลง 7 นโยบายสำคัญ ต่อสภาเทศบาลเมืองน่าน เพื่อประโยชน์สุขสู่ประชาชนมุ่งเน้นบูรณาการความร่วมมือ เพื่อทำให้ “เทศบาล เมืองน่านเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย นโยบายเทศบาลของประชาชน ด้วยการบริหารจัดการที่ดี โปร่งใสและมีส่วนร่วม นโยบายด้านสาธารณสุข สร้างสังคมสุขภาวะ


เมืองแห่งคนอายุยืน นโยบายด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก นโยบายด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มุ่งเป็นชุมชนแห่งปัญญาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน นโยบายด้านคุณภาพชีวิตและสังคมคุณภาพนโยบายด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายด้านเมืองอัจฉริยะ Smart City


“ชีวิตอัจฉริยะเพื่อน่านนครแห่งความสุข เมืองเก่าที่มีชีวิต”ด้วยวิสัยทัศน์ เทศบาลเมืองน่าน เมืองแห่งคนอายุยืน คืนถิ่นเอกลักษณ์เมืองเก่า เรามุ่งเป็นชุมชนแห่งปัญญา ปรารถนาสู่สังคมคุณภาพ

งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายอำนวยการ สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองน่าน
โทร 0 54710 234 ต่อ 110,119 www.nancity.go.th/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กฟก.น่าน จัดประชุมตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาฯ ลงพื้นที่จัดประชุมตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร ปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ

ในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกรร่วมกันระหว่างสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร อนุกรรมการฯ จังหวัด และสมาชิกองค์กรเกษตรกร กลุ่มเกษตรผสมผสานบ้านเด่นใหม่ ต.ไชยสถาน โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด ประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ จังหวัดน่าน และนายสนิท มณเฑียร รองประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ จังหวัดน่าน คนที่ 1 เข้าร่วมด้วย ณ หอประชุมหมู่บ้าน บ้านเด่นใหม่ ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน


ทั้งนี้การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วยเนื้อหาหลัก ดังนี้
1.สิทธิและหน้าที่ขององค์กรเกษตรกรและสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ
2.แนวทางการสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประเภทโครงการเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กร โครงการเงินกู้ยืมและการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้


3.แนวทางการจัดการหนี้ของเกษตรกร 4.การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร (กิจกรรมองค์กร ระเบียบข้อบังคับโครงสร้างหน้าที่ )
5.การสมัครใช้ Application ของกองทุน เช่น แอพประชาสัมพันธ์ แอพพัฒนาคุณภาพชีวิต


ทั้งนี้ ได้ดำเนินการสะสางทะเบียนองค์กรเกษตรกร ให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการขึ้นทะเบียนฯ พร้อมชี้แจงถึงกระบวนการเขียนแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ประเภทเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กร และงบประมาณประเภทเงินกู้ยืม จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสิ่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลังทุนชุมชน! บึงกาฬคัดสุดยอดกองทุนหมู่บ้าน ปี 68 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

วันที่ (12 มิถุนายน 2568) เวลา 13.30 น. จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “ประกวดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2568” อย่างยิ่งใหญ่ ณ หอประชุมหนองปลาตอง วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 150 คน กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สาขาเขต 6 และเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านจังหวัดบึงกาฬ

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับชุมชน โดยอาศัยกลไกสำคัญอย่าง กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ตามนโยบายของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและแหล่งทุนสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และสร้างการพัฒนาอย่างทั่วถึง

จังหวัดบึงกาฬมีกองทุนหมู่บ้านทั้งหมด 615 กองทุน ครอบคลุมเกือบทุกหมู่บ้านในพื้นที่ มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 1,300 ล้านบาท โดยกิจกรรมสำคัญในงาน ปนะกอบด้วย นิทรรศการแสดงผลการดำเนินงาน และการประกวดกองทุนหมู่บ้านดีเด่น ระดับจังหวัด จำนวน 8 กองทุน ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่โดดเด่นต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับจังหวัดต่อไป

นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ พัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้ นายสยัมภู แพงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานในพิธีเปิด ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวเปิดงานพร้อมมอบโอวาทตอนหนึ่งว่า“กองทุนหมู่บ้านไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่คือความหวังของประชาชนในการสร้างระบบที่ดูแลกันเองในชุมชน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน”

ภายในงานยังมีกิจกรรมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหาร เครือข่ายกองทุน และผู้แทนกองทุนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของแต่ละกองทุนอย่างใกล้ชิด โดยมีการบันทึกภาพหมู่ร่วมกันเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งความร่วมมือและแรงบันดาลใจ

การจัดโครงการในครั้งนี้นับเป็นมากกว่าการประกวด แต่เป็นเวทีสำคัญในการ จุดประกายองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ และเสริมสร้างความพร้อมของกองทุนหมู่บ้านในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย “ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” อย่างยั่งยืนต่อไป

📷 ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.โคราชขนยางรถยนต์กว่า 500 เส้นมอบทหารพรานที่ 26 อำเภอกาบเชิง

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ชูกระโทก รอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้รับมอบหมายจาก ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้ช่วยระดมยางรถยนต์เพื่อนำไปมอบให้กับทหารตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นความห่วงใยจากพี่น้องชาวโคราชและองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาสู่พี่น้องทหารที่ปกป้องอธิปไตยของชาวไทยทุกคน

โดยทาง รองนายกฯชัยวัฒน์ ได้ดำเนินการประสานกลุ่มเพื่อนๆและพันธมิตร ทั้ง พ่อค้า ประชาชน นักธุรกิจ และเพื่อนนักการเมืองประกอบไปด้วย สจ.อภิชัย อุไรรัมย์ ส.อบจ.อำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ใหญ่เล็กจาก บริษัท ยาริศารีไซเคิล จำกัด หจก.ปรีดาโชค คอนสตรัคชั่น (เจ้น1) เฮียเกียรติ จากโรงโม่หินศิลา ทุ่งอรุณ อำเภอโชคชัย

บริษัทชัยสิทธิ์ รุ่งเรืองจำกัด บริษัท เชิดพงษ์การโยธา จำกัด และอีกหลายแห่งที่ได้ร่วมบริจาคยางรถยนต์ จำนวนรวมกันกว่า500 เส้นในครั้งนี้
ทางด้านรองนายกฯชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ทางตนได้เดินทางนำยางรถยนต์ จำนวน 500เส้น ไปมอบให้กับ พันเอกกิตติศักดิ์ บังพิมาย สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26

จังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้มารับมอบยางจำนวนดังกล่าวที่ทาง อบจ.นครราชสีมา ได้เดินทางนำมามอบที่ด่านชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปทำบังเกอร์ตามตะเข็บแนวชายแดนต่อไป และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ร่วมบริจาค มาในครั้งนี้ รองชัยวัฒน์กล่าว

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สโมสรไลออนส์โคราชและสโมสรไลออนส์ดุสิตากรุงเทพ มอบกล้องส่องตรวจลำไส้ ให้กับ รพ.จักราช จ.นครราชสีมา

ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไลออนส์สากล(LCIF)เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ณ รพ.จักราช จ.นครราชสีมา พิธีมอบครุภัณฑ์ ทางการแพทย์กล้องส่องตรวจลำไส้แบบคมชัดพร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ โดยสโมสรไลออนส์โคราช และสโมสรไลออนส์ดุสิตา กรุงเทพ ภาค 310 อี ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไลออนส์สากล(LCIF)

โดยมี ล.จุรีพร เศวตอมรกุล นายกสโมสรไลออนส์โคราช พร้อมด้วย ล.สมศักดิ์ โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงาน LCIFภาครวม 310 ประเทศไทย นายอำเภอจักราช ผอ.รพ.จักราช บุคลากร รพ.จักราช สมาชิกไลออนส์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมกิจกรรม

ล.จุรีพร เศวตอมรกุล นายกสโมสรไลออนส์ กล่าวว่า กล้องส่องตรวจลำไส้แบบคมชัดพร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ ได้รับการสนับสนุนจาก LCIF 1,500,000 กว่าบาท มีผู้มีจิตศัทธา และสโมสรไลออนส์โคราช 515,000 บ.และจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา.100,000 บ.รวมเป็นเงินจำนวน 2,160,000 บ.

รพ.เฉลิมพระเกียรติได้รับมอบไปแล้ว 2,400,000 บ. เราได้ขยับมา รพ.จักราช แต่เครื่องมือคนละแบบกัน ล.จุรีพร เศวตอมรกุล ฯ กล่าวต่อไปอีกว่า อดีต ผอ.รพ.จักราช ได้แจ้งความจำเป็นของเครื่องมือแพทย์ กล้องส่องลำไส้ แบบคมชัด พร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ ที่จะนำไปรักษาผู้ป่วย ซึ่ง รพ.จักราชมีเครื่องมือนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ทันสมัย

จำนวนผู้ป่วยมีมาก ลองรับประชากรมากกว่า 200,000 คน ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.จักราช อ.ห้วยแถลง และ อ.เฉลิมพระเกียรติ สโมสรจึงได้จัดประชุม มีมติร่วมกัน ให้จัดทำสนับสนุนจากมูลนิธิไลออนส์สากล(LCIF) โดยส่งโครงการไปยังผู้ว่าการภาค 310 อี ได้รับการช่วยเหลือประสานงานอย่างดีจากท่าน ล.สมศักดิ์.โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงานไลออนส์สากล ภาครวม 310 ประเทศไทย

ล.สมศักดิ์ โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงาน LCIF ภาครวม 310 ประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิไลออนส์สากล ได้รับการรับลองจาก สหประชาชาติ ว่า เป็นองค์กรการกุศลที่ โปร่งใสที่สุด

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.5 พัน.25 ตรวจสภาพความพร้อมรบกองร้อยเตรียมพร้อม “กองทัพภาคที่ 4”

รักสงบ รบไม่ขลาด ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ตรวจความพร้อมรบ (11 มิ.ย.58) พ.ท. พิทยาคม พงษ์สุพรรณ์ ผบ.ร.25 พัน.1 เป็นประธานการตรวจสภาพความพร้อมรบของ ร้อย.ร.เตรียมพร้อม ทภ.4 ตามแผนการใช้กำลังรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ รวมถึงความรู้ตามตำแหน่งหน้าที่ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติงานป้องกันชายแดนและภารกิจที่ได้รับมอบหมายเมื่อสั่ง ณ ลานพื้นแข็ง หน้าศาลาเขตอุดมศักดิ์ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ อ.เมือง จ.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย-ลาว เปิดการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสะกัดกั้นกระทำผิดกฏหมายตามแนวลำน้ำโขง

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขง, เป็นประธานเปิดการลาดตระเวน ร่วมกันทางน้ำ ไทย-ลาว โดยมี พันเอกบุนเลิด บุบผาวัน หัวหน้าการทหารกองบัญชาการทหาร แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หน.การทหาร กบช. ข.คำม่วน สปป.ลาว) และคณะ ฝ่ายทหารไทย โดยมี พันเอกศิวดล ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง

ประกอบไปด้วย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และ ฝ่ายปกครอง ร่วมพิธีการลาดตระเวนร่วมไทย- ลาว เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือ จากชุดประสานงานประจำพื้นที่ของทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งได้ร่วมกันวางแผนและกรอบแนวทางตามลำดับขั้น โดยในวันนี้จะเป็นการลาดตระเวน ร่วมไทย-ลาว จังหวัดนครพนม-แขวงคำ

ม่วน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการสกัดกั้นและการกระทำผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนร่วมกัน ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพและ ความเจริญรุ่งเรืองทั้ง 2 ประเทศในระยะยาว ซึ่งวันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดตั้งการลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน จุดประสงค์เพื่อสะกัดกั้นกรั่นกรองอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศทำงานร่วมกัน มีการพัฒนาชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพบปะแลกเปลี่ยนสร้างความสนิทสนมระหว่างไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ร่วมกัน

โดยในวันนี้ในช่วงก่อนลาดลาดตระเวน ทางน้ำ ฝ่ายไทย-ลาว ทางด้านพลโท ณรงค์ สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) พร้อมคณะได้ร่วมในการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสกัดกั้นกระทำผิดกฎหมายตามแนวลำน้ำโขงในครั้งนี้ ซึ่งท่านเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มาก่อนและในวันนี้ทางด้านศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดนครพนม

พลโท ณรงค์ สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว ภายหลังจากการลาดลาดตระเวน ทางน้ำร่วมไทย-ลาว ว่า จังหวัด

นครพนม เป็นพื้นที่ดูแลของ นรข. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือตามแนวชายแดนของทั้ง สองประเทศ ซึ่งผลการปฏิบัติการในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกส่วนมีความเข้าใจถึงภัยคุกคามภายนอกมีหลายปัจจัย ในฐานะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จึงได้ลงพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกันในพื้นที่

พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขงกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็น การลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน 3 เดือนต่อครั้ง และจัดการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร 6 เดือนต่อครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งเห็นควร ประสานงานร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเครือข่ายเป้าหมายยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการสำรวจบุคคลไร้สถานะและตกหล่นทางทะเบียนให้มีสิทธิเข้าถึงบริการของรัฐ ด้วยการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) อำเภอเมืองชุมพร

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 9.30 น. ณ ห้องไข่มุขไพลิน โรงแรมชุมพรการ์เดนส์ อ.เมือง จ.ชุมพร นพ.อธิคม บัวเลิศ รอง. ผอ.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นายอดิศร วิลาศ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ สสจ.ชุมพร นายอนรรฆ พิทักษ์ธานินท์ ประธานคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มคน ไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ภายใต้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายไอศูนย์ ภาสยะวรรณ์ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และ นางพัชพัภรณ์ ชุมสูข ผอ.สวท.จ.ชุมพร ผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนสุขภาพ และผู้แทนจาก สปสช., นักสังคมสงเคราะห์ ตัวแทน อปท.ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นในพื้นที่ จ.ชุมพร เข้าร่วมการสัมมนา

โครงการสำรวจบุคคลไร้สถานะและตกหล่นทางทะเบียนให้มีสิทธิเข้าถึงบริการของรัฐด้วยการตรวจ สารพันธุกรรม (DNA) อำเภอเมืองชุมพร เป็นโครงการที่ดำเนินการภายได้ “โครงการการพัฒนาและหนุนเสริม เครือข่ายวิชาการและวิชาชีพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพของกลุ่มประชากร เฉพาะ” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือบุคคลไร้สถานะ และตกหล่นทางทะเบียนในเขตอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในระบบทะเบียน ราษฎร์ และมีสิทธิเข้าถึงบริการของรัฐอย่างเท่าเทียม

นางพัลลภา ระสุโส๊ะ ศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ บัตรทอง จ.ชุมพร จากการสำรวจพื้นที่ท่าแซะพบคนไทยพักถิ่นจำนวนมากจากอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเราเจอประมาณ 300 กว่า LINE ปัจจุบันเค้าเกิดลูกหลานเกิดเป็นสอง 3000 รายอาทิตย์ที่แล้วเราไปเก็บข้อมูลเพื่อจะยื่นให้กับท่านผู้ว่าให้มาจัดการเหล่านี้ให้มีสิทธิ์ได้ถูกต้อง เราไปเจอเราเก็บแคหมู่ 1 หมู่ 4 เราเจอคนที่มีบัตรเลขศูนย์ประมาณ 193 รายที่เค้า

ยังถืออยู่เราเข้าไปตรวจสอบในระบบของสำนักงานทะเบียนเราว่าคนเหล่านี้ถูกขึ้นทะเบียนได้รับเอกสารตั้งแต่เดือนสิงหาประมาณ 10 กว่าปีแต่ยังไม่มีการขับเคลื่อนเพราะ ถึงเวลาคนเหล่านี้เจ็บป่วยขอรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ส่งต่อมาโรงพยาบาลชุมพรจะมีปัญหากับเขาที่ไม่สามารถไม่มีงบประมาณเค้าไม่มีสิทธิ์ในการรักษาคือไม่มีเลข 13 หลักถูกต้องของระเบียบเค้าจะรอจนป่วยหนักจริงๆ

ถึงจะเดินทางมาหาหมอเพราะหนักแล้วก็จะมีค่าใช้จ่ายที่มากมาปรึกษาเรา เราต้องโทรมาทุกครั้งคุยกับคุณมานะแสงทองเราอยากจะให้นักสังคมสงเคราะห์ในทุกที่ให้เหมือนกับคุณวรรณะแสงทองเค้าจะมีความรู้สึกว่าเห็นอกเห็นใจคนด้วยกันว่าเป็นมนุษย์เหมือนกันจะหาแนวทางในการช่วยทุกครั้งที่ทางศูนย์โทรเข้ามาขอความช่วยเหลือแกจะมาใช้เงินกองทุนเศษเอามาในการช่วยเหลือ เป็นสิ่งหนึ่ง

ที่เราคิดว่าเป็นการผลักดันให้คนเหล่านี้เข้าถึงสิทธิ์สามารถมีบัตรประชาชนได้สามารถพิสูจน์สิทธิ์เขาว่าเขาคือคนไทยคนหนึ่งจะทำให้กองทุนสิสามารถเก็บไว้ให้กับคนคนอื่นใช้อีกเยอะนะปัจจุบันนี้กองทุนสิทธิ์ก็อยู่ใช้ในคนไทยที่อยู่ระหว่างกึ่งกลาง กับการรอตรวจสอบทำให้กระบวนการนี้เงินกองทุนเศษนี้จึงใช้หมดไปอย่างเยอะสิ่งหนึ่งที่เราจะฝากบอกทุกคนในสื่อว่าหรือทุกหน่วยงานจริงๆมันมีคนเหล่านี้อยู่ที่เขาสามารถที่จะมีเอกสารการแสดงสิทธิ์การรักษาของเค้าให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลมาตรวจสอบเขาเพื่อทำให้เขาถูกต้องอันนี้คือสิ่งที่เราอยากฝาก

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานินท์ กล่าว กิจกรรมวันนี้ก็มีที่มาจากสามส่วนหลัก ส่วนแรกก็คือทาง สสส.กองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ แล้วก็ (สปสช.) แล้วก็ทางจุฬาหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่มาร่วม ให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายแกนนำต่างๆเพื่อให้เกิดการพัฒนาสิทธิ์แล้วก็การพิสูจน์สิทธิ์ ต้องเน้นคนไทยที่ตกหล่นจากสิทธิ์ สถานะการตกหล่นจากสิทธิ์

สถานะส่งผลอยู่สองสามประการประเด็นแรกก็คือคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ตกหล่นจริงๆแล้วเค้าก็คือคนไทยคนที่เติบโตในประเทศไทยอาจจะเกิดการตกหล่นในการแจ้งเกิดหรือการย้ายถิ่นต่างๆก็ทำให้เขาไม่สามารถจะเข้าถึงสวัสดิการโดยเฉพาะเรื่องของการรักษาพยาบาล อันที่สองก็เป็นการช่วยของหน่วยบริการเองที่จะต้องรับผิดชอบการรักษา โรงพยาบาลหลายหลายแห่งใจดีจะช่วย ซัพพอร์ต การรักษาพยาบาลต่างๆพอเค้าไม่มีสิทธิ์ก็ทำให้ทางโรงพยาบาลต้องใช้งบส่วนตัวของตัวเองในการ ซัพพอร์ต ตอนนี้ตัวเลขยังไม่ชัดเจนเพราะกลุ่มคน

ไทยที่ตกหล่นเราก็ยังไม่ทราบเราก็เลยต้องมาทำงานกัน กับโรงพยาบาลเรามองว่าโรงพยาบาลเป็นหน้าต่าง เราจะรู้ว่าจำนวนคนที่ตกหล่นจะมีอยู่สักเท่าไหร่เพราะว่าเค้าจะต้องมารักษาพยาบาลคือคนคนเรายังไงก็ต้องป่วยเค้าจะต้องมารักษาพยาบาลเราก็จะทราบว่าเค้าเป็นคนตกหล่นไม่มีสิทธิ์พอย้อนกลับมาพอรักษาพยาบาลโรงพยาบาลก็ไม่มีเงินก็ต้องควักเนื้อตัวเองในกรณีที่จะทำให้เขามีสิทธิ์พิสูจน์สิทธิ์ ก็จะทำให้โรงพยาบาล ไม่ต้องรับภาระในส่วนตรงนี้นอกจากคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วนี่ทำให้ระบบบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับผม
นพ.อธิคม บัวเลิศ รอง. ผอ.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

โครงการนี้จริงๆแล้วต้องท้าวความกลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารเพราะว่าเราไม่รู้หรอกเพราะว่าเรามีบัตรประชาชนเรามีเลข 13 หลักมันมีความสำคัญขนาดไหนเราจะรู้ความสำคัญก็ต่อเมื่อเราขาดเลข 13 หลักไปทำอะไรไม่ได้เลยจะเข้าโรงพยาบาลก็ไม่มีสิทธิ์รักษาไปอำเภอไปติดต่อธนาคารก็ไม่สามารถ ทำ

อะไรได้เลยกลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มที่เป็นกลุ่มค่อนข้างจะเก็บตัวจากนิสัยเค้าเองด้วยจากการที่เขาไม่สามารถเข้าสังคมได้เค้าสามารถที่จะทำอะไรได้มั่งเป็นปัญหาเรื้อรังในวันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีกลุ่มที่จะมาช่วยเหลือให้สามารถมีบัตรประชาชนอยู่ได้ลืมตาอ้าปากได้ อย่างน้อยน้อยก็เป็นสิทธิ์ของเขาเรื่องสิทธิ์การรักษาพยาบาลการทำ ทุรกรรมกับทางธนาคารติดต่อกับทางอำเภอทุกอย่างได้สิทธิ์ตรงนั้น

ทั้งนี้การทำสิทธิ์เหล่านี้ในอดีตก็อาจจะเกิดความยุ่งยากในปัจจุบันก็พยามทำให้ง่ายขึ้นทางโรงพยาบาลชุมพรคล้ายๆกับเป็นจุดเจาะเลือดเป็นจุดตรวจเค้าสามารถพิสูจน์ดีเอ็นเอในการเจาะก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงในกลุ่มวันนี้ค่าใช้จ่ายไม่มีเพราะทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์มีงบประมาณสนับสนุนอยู่ให้ เป็นการแบ่งเบาภาระบาง เคส ง่ายง่ายมีพี่ชายเป็นมีสิทธิ์บัตรตัวเองไม่มีสิทธิ์บัตรอย่างง่ายเจาะทีเดียวก็จบบางคนผ่านไปทั่วอายุคนต้องค่อยค่อยไล่ไปทีละนิดทีละนิดกว่าจะถึงตัวก็ไม่ใช่ง่ายปีแรกสามารถทำได้ประมาณ 10 กว่าเคสในปีพ.ศ. 2566

ส่วนปีที่แล้วก็เพิ่มขึ้นประมาณ 20 เคสเราก็ประสานงานกับทางอำเภอได้ดีขึ้นโดยเฉพาะอำเภอท่าแซะอำเภอเมืองเทศบาลเมืองชุมพรประสานงานได้ดีขึ้นมันก็เริ่มดีขึ้นถามว่ายุ่งยากไหมก็พอสมควรเหมือนกันเพราะเริ่มแรกจะต้องไปที่อำเภอตรวจสอบประวัติโรงพยาบาลเป็นเพียงจุดเจาะเลือดเท่านั้นเพื่อดำเนินการต่อไป ที่อำเภอท่าแซะก็จะมีจำนวนเยอะเกือบทั้งหมู่บ้านเลยก็มี จุดแรกที่จะติดต่อก็คือที่อำเภอมีอำเภอเมืองอำเภอท่าแซะคิดว่าควรไปอำเภอและไม่ได้รับความสะดวกก็ให้มาที่โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ยินดีที่จะเป็นตัวกลางให้เพราะก็สามารถทำติดต่อให้ได้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น

ธนากร โกศลเมธี ภาพ*ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรี ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาดบูรนาการคืนและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น บริเวณหลังตลาดสดหมอพนัส นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร พร้อมด้วย สส. วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1, นายเจริญโชค พรหมชุติมา นายอำเภอเมืองชุมพร, นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร เจ้าหน้าทีตำรวจจราจรเมืองชุมพร เจ้าหน้าที่ เทศกิจเมืองชุมพร ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาด ร่วมบูรนาการคืนทางเท้าและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

โดยเก็บและเคลื่อนย้ายสิ่งของอุปกรณ์โต๊ะรถเข็นขายของออกจากผิวจราจร จัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อมอบความ สวยงามของบ้านเมืองชุมพรและความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดทีแออัด ติดกับ

ตลาดสดเอกชน มีการตั้งสิ่งของทั้งบนทางเท้า บนถนน จนดูเกะกะ กีดขวางทางเดิน ช้องทางการจรจร ทำให้ สกปรกหมักหมมไปด้วยสิ่งปฏิกูล มีกลิ่นเหม็น กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค และทำให้ท่อน้ำอุดตัน แม้ที่ผ่านมาทางเทศบาลจะเข้าดำเนินการจัดระเบียบมาหลายครั้งแล้ว แต่ผ่านไปเพียงวันเดียวก็กลับสภาพมาเหมือนเดิม จนมีประชาชน นักท่องเที่ยว ที่ผ่านมาพบเห็นถ่ายภาพนำไปลงประจานในสื่อโซเชียลมาตลอด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดชุมพรมาอย่างต่อเนื่อง

โดยการจัดระเบียบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจัดระเบียบตามประกาศ ก็ยังมีร้านค้าแผงลอยฝ่าฝืนคำสั่งอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการรื้อและยกขนย้ายนำไปเก็บ บางรายเจ้าหน้าที่ทำการขนย้ายไปส่งให้ที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้

จาก การรีวิวในโซเชียลเน็ตเวิร์ค นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชุมพรรีวิวทางเดินฟุตบาทของอำเภอเมืองชุมพรไม่สามารถเดินได้สะดวก เพราะมีรถจอดบน ฟุตบาท และยัง มีการวางขายของเต็มฟุตบาท ไม่มีความสะอาดของบ้านเมืองวันนี้นายกศรีชัยนายกเทศมนตรีเมืองชุมพรได้รับตำแหน่งเป็นวันแรกจึงลงพื้นที่ตรวจสอบและได้นำทีมงานล้างถนนหลังตลาด และยึดยกสิ่งของที่กีดขวาง ที่วางอยู่บนฟุตบาทและพื้นผิวถนนที่รุกล้ำออกมาจากเส้นสีเหลืองที่ตีเส้นไว้ให้วางขายของแต่ได้
ล้ำออกมาโดยมีเจ้าของเฝ้าดูหรือทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จราจร ดำเนินการได้เต็มและให้เจ้าหน้าที่ 

ล้างพื้นผิวถนนและลอกท่อระบายน้ำที่ถูกแม่ค้าตั้งตู้ตั้งเคาน์เตอร์ขายของขวางทางท่อน้ำในวันนี้จะได้ลอกท่อเพื่อให้น้ำทิ้งได้ระบายได้ทันเพราะเป็นจุดที่น้ำท่วมขังอยู่ตลอดในช่วงฝน
นาย ศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าว จริงๆแล้วเราผ่อนผันมานาน เพราะเราเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่มีที่ขายแต่การผ่อนผันของเรา พอเราให้โอกาสปรากฏว่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากวันนี้ก็เลยต้องมาจัดระเบียบให้บ้านเมืองน่าอยู่แล้วก็ไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนทางที่ประชาชนจะใช้บนพื้นผิวฟุตบาททางเดินแล้วก็พื้นผิวถนนโดยในวันนี้จัดระเบียบใหม่ แต่เราให้ขายเหมือนเดิมแต่เราขอจัดระเบียบอย่าให้ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนเวลาเค้าเดินเดินบนทางเท้าเรายังอนุญาตให้ขาย

โดยขายเสร็จแล้วให้นำอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปที่บ้านหรือให้ออกจากพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเพื่อที่จะให้เทศบาลจะได้ทำความสะอาดได้ถ้าว่างหากขายของแล้วไม่นำอุปกรณ์กลับบ้านเทศบาลทำความสะอาดไม่ได้ ส่วนใหญ่ประชาชนที่มาขายนั้นเป็นนอกเขตเทศบาลเมืองชุมพรปัญหาวันนี้เราไม่ยอมเรา

ให้เวลาถึงเที่ยงยังไงก็ต้องนำอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ถ้าไม่ยกเราก็จะยกไปไว้ที่เทศบาลเราจะตรวจสอบทุกวันก่อนสองทุ่มถ้าของของใครอุปกรณ์ต่างๆที่ยังอยู่ในท้องพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเราจะยกเก็บให้เลยจะไม่ยอมให้ตั้งบนท้องถนนแล้วขายขายได้แต่ถ้าตั้งแบบถาวรเราไม่ให้ขาย

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์” ปล่อยตัวอย่างเต็มพร้อมโปสเตอร์สุดหลอน!!!คนลบหลู่ เตรียมดำดิ่งสู่หายนะ 17 กรกฏาคมนี้

หายนะที่ทุกคนคาดไม่ถึง กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อมีคน “ลบหลู่” กับตัวอย่างสุดหลอนของ ภาพยนตร์ “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์”“บ่เห็น บ่แม่น บ่มี บ่เชื่อ กะอย่าข่วม อย่ากาย” (ไม่เห็นไม่ใช่ว่าไม่มี ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่)คำเตือนจาก ภาพยนตร์ “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์” งานสร้างของ  “โจ ยมนิล นามวงษา”

บอสใหญ่วงสาวน้อยเพชรบ้านแพง กำกับภาพยนตร์โดย “ใหม่ ภวัต พนังคศิริ” เขียนบทโดย เอี้ยง สวนีย์ อุทุมมา ที่จะพาดำดิ่งสู่โลกเร้นลับของ “หมอลำ” ที่ถูกยึดโยงไว้ด้วยความเชื่อความ “ศรัทธา” นำไปสู่ “อาถรรพ์” ถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าสะพรึง โดย เน็ค นฤพล, ตูมตาม ยุทธนา พร้อมด้วยหมอลำ ลูกทุ่งไฟแรงแห่งยุคอย่าง กานต์ ทศน, เบลล์ นิภาดา, อุ๋งอิ๋ง รัตนาภรณ์, อ๋อมแอ๋ม ละมัย และ น้ำแข็ง ทิพวรรณ

จากเครื่องบูชาครู สู่ ความสยองขวัญ”คายอ้อ” หัวใจสำคัญของพิธีกรรมการไหว้ครู เป็นเครื่องสักการะที่จัดเตรียมขึ้นเพื่อบูชาคุณครูบาอาจารย์ แต่เบื้องหลังกลับมีความเชื่อเร้นลับและความสยองที่หยั่งรากลึกอยู่ในศรัทธา “อาถรรพ์คายอ้อ” ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ลบหลู่ อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ที่ผิดคายอ้อ จิตวิปลาส หรือหายนะ และความสยองขวัญที่คาดไม่ถึงในท้ายที่สุด

มาสัมผัสประสบการณ์ความสยองขวัญในวงหมอลำ มาร่วมค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อใน “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์”17 กรกฏาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์คายอ้อ #สาวน้อยเพชรบ้านแพงเน็คนฤพล #เบลล์นิภาดาตูมตามยุทธนา #อุ๋งอิ๋งสาวน้อยเพชรบ้านแพง #โจยมนิล

เรื่องย่อภาพยนตร์ “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์” หมอลำกำลังฟีเวอร์ถึงขีดสุด วงดนตรีหมอลำเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก เด็กหนุ่มเด็กสาวจำนวนมาก กำลังเดินทางเข้าสู่วงการหมอลำ เป้าหมายคือชื่อเสียง เงินทองและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรื่องนี้กำลังพูดถึงความเชื่อ พิธีกรรม ที่ใช้ “ยึดเหนี่ยว”และควบคุมคนในวง

หมอลำทุกคน ให้อยู่ในร่องในรอย นั่นก็คือ “คายอ้อ” คายอ้อคือเครื่องบูชาครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นพิธีกรรมที่ชาวคณะหมอลำยึดถือมายาวนาน เพื่อให้ “อ้อ”ปกปักรักษาและคุ้มครองการแสดงให้ลุล่วง หลายคนเชื่อว่าถ้าคายอ้อดีผู้ชมจะชื่นชอบนำไปสู่ชื่อเสียง เงินทอง แต่เมื่อมีใครบางคนอยากได้ อยากมี อยากเป็นแต่เลือกที่ใช้ “ทางลัด” ทำผิดกฎข้อห้าม จึงนำไปสู่หายนะอย่างคาดไม่ถึง

ในขณะทำพิธีได้เกิดเหตุร้ายเมื่อ “ชัย” (อ๊อฟ สุรพล) เสียชีวิตอย่างอนาถ ทำให้ผู้คนในคณะหมอลำร่ำลือว่าเป็นเพราะมันผิดคายอ้อ “เคน” (เน็ค นฤพล) เริ่มสงสัยว่าการตายของชัยอาจจะมีเงื่อนงำ เริ่มค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น “คำแพง” (เบลล์ นิภาดา) สื่อกับวิญญาณของแม่ครูที่มาเตือนว่าอย่าให้ใครลบหลู่ความศรัทธา…

.หายนะในวงหมอลำเริ่มขึ้น เมื่อ”เดี่ยว” (กานต์ ทศน) และ “แหวว” (อ๋อมแอ๋ม ละมัย แสงทอง) ไม่เชื่อแล้วยัง “ลบหลู่” ความศรัทธาอย่างร้ายแรง “ผู้จัดการหวัด” (ตูมตาม ยุทธนา) เริ่มเห็นผีในวงหมอลำ คำแพงและเคนจับมือกันค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเชื่อ ความศรัทธา
ค้นหาคำตอบ อาถรรพ์คายอ้อมีจริงหรือไม่?

ตัวอย่างภาพยนตร์ “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์ ”https://youtu.be/kHY5H-7g2MQ?si=HjtzJSwDcFBh7Msh

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง