#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/จัดเสวนาใหญ่ “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ดันแปรรูปสินค้าเกษตรพิกุลทองฯ เจาะตลาดไทย-อินเตอร์ ชู “ส้มแขก-ดาหลา-น้ำผึ้งชันโรง”

แชร์เนื้อหานี้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเวทีเสวนาถกทิศทางอนาคต “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ในงานชมศูนย์ศึกษาฯ ครั้งที่ 27 ดึง กปร. มหาวิทยาลัย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยผนึกกำลัง ร่วมถอดรหัสยกระดับอัตลักษณ์ผลผลิตชายแดนใต้ ทั้งกิมจิผักกูด น้ำผึ้งชันโรง ชาดาหลา และเครื่องดื่มส้มแขกโซดา พร้อมอัดฉีดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และช่องทางตลาด หนุนเกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนสินค้าชุมชนสู่สินค้านวัตกรรมสร้างรายได้งดงาม

วันนี้ (14 สิงหาคม 2569) ณ ห้องประชุม 1 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ได้มีการจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญส่วนหนึ่งของงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “สืบสานพระราชปณิธาน สานประโยชน์สุขสู่ปวงประชา”เพื่อหาแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนาอัตลักษณ์เกษตรแปรรูปชายแดนใต้ไปสู่ระดับสากล

โดยได้รับเกียรติจาก นายอภิศักดิ์ สุรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 (ภาคใต้), นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ, ผศ.ดร.นิรันดร หนักแดง รองคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนาอย่างเข้มข้น โดยมี นางสาวปพิชญานันท์ เทพรักษ์ นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน ครู อาจารย์ ตลอดจนนักศึกษา เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก

ช่วงการเสวนาในรอบแรก นายอภิศักดิ์ สุรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 (ภาคใต้) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายและการอนุมัติงบประมาณว่า ปัจจุบัน สำนักงาน กปร. มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ “กินได้จริง” และสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรโดยไม่อยู่เพียงแค่ขั้นตอนการวิจัยทดลอง แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงการส่งเสริมอาชีพเชิงพาณิชย์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ศูนย์ฯ พิกุลทองฯ สามารถเป็นต้นแบบในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ยึดหลักภูมิสังคมตามแนวพระราชดำริ

ด้าน นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ชี้แจงถึงการสนองพระราชดำริและนโยบาย กปร. ในยุคปัจจุบันว่า ศูนย์ฯได้ปรับบทบาทรุกหนักด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างตัวอย่างนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นของจังหวัดนราธิวาสและชายแดนใต้ อาทิเครื่องดื่มโซดารสส้มแขก และ เครื่องดื่มโซดารสดาหลา ที่ให้ความสดชื่นและคงคุณประโยชน์ทางสมุนไพร น้ำผึ้งชันโรง คุณภาพสูง กิมจิผักกูด และ กิมจิกระเจี๊ยบเขียว การฟิวชันเมนูสุขภาพตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ชาใบหม่อน และ ชาดาหลา ชาเพื่อสุขภาพกลิ่นหอมเฉพาะตัวนางสายหยุดระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เพียงเพื่อการสาธิต แต่เพื่อเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่า พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองข้าม สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล

ขณะที่ ผศ.ดร.นิรันดร หนักแดง รองคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มรน.) ได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แปรรูปของศูนย์ฯ ในมุมมองนักวิชาการว่า จุดเด่นที่ชัดเจนคือ “อัตลักษณ์วัตถุดิบดิบพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์สูง” เช่น ส้มแขก ดอกดาหลา และผักกูด ซึ่งมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดสายสุขภาพอย่างไรก็ตาม ข้อที่ต้องเร่งปรับปรุงหรือเติมเต็ม (จุดด้อย) คือ เรื่องของ “อายุการเก็บรักษา (Shelf Life)” มาตรฐานกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ดึงดูดใจ และการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ผลิตภัณฑ์

โดยในรอบที่ 2 ผศ.ดร.นิรันดร ย้ำว่า มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมใช้ศักยภาพตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สำนักงาน กปร. ในการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีการถนอมอาหาร การคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดจนการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานความปลอดภัย ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกัน เพื่อให้สินค้าชุมชนพร้อมออกสู่ตลาดในวงกว้างด้าน นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงบทบาทการเชื่อมโยงภาคการเกษตรกับภาคธุรกิจว่า สมาพันธ์ฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมการตลาด” โดยนำนวัตกรรมและเครือข่ายธุรกิจเข้ามาช่วยเกษตรกร ในส่วนของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงมาก

กลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์และมีโอกาสเติบโตสูงทั้งในและต่างประเทศ คือ “อาหารฮาลาลนวัตกรรม” “เครื่องดื่มสุขภาพจากพืชอัตลักษณ์ชายแดนใต้” และ “สมุนไพรบำรุงสุขภาพ” เนื่องจากตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศกลุ่มมุสลิมและกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพ มีความต้องการสินค้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หากศูนย์ฯ พิกุลทองฯ และเกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพ ผลิตในปริมาณที่สม่ำเสมอ และมีการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่ถูกต้อง สินค้าจากนราธิวาสก็พร้อมก้าวไปสู่ตลาดระดับสากลได้อย่างแน่นอน

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ทุกฝ่ายได้สรุปแนวทางร่วมกันว่า จะร่วมมือกันขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดย กปร. สนับสนุนงบประมาณและนโยบาย, ศูนย์ฯ พิกุลทองฯ เป็นฐานผลิตและต้นแบบวิจัย, มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เติมเต็มองค์ความรู้เทคโนโลยี และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ขยายช่องทางการตลาดนอกจากกิจกรรมเสวนาแล้ว ในวันเดียวกันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ยังได้เปิดการอบรมหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ได้แก่ หลักสูตร “แหนมเห็ด อร่อย สร้างรายได้” โดย นางกัญญ์ชญา น้อยสร้าง และหลักสูตร “สบู่น้ำผึ้งชันโรง” โดย นางสาววิภารัตน์ กุลจรัสบรม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมฝึกปฏิบัติจริง เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมตามพระราชปณิธานต่อไป
//////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170