#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ญาติใจสลาย “คืนที่เจ็บปวดที่สุด” ! รพ.มุกดาหาร รับประเมินล่าช้า ทำผู้ป่วย ‘หลอดเลือดใหญ่โป่งพองปริแตก’ เสียชีวิต

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร — เกิดเหตุความสูญเสียสะเทือนใจขึ้นที่โรงพยาบาลมุกดาหาร หลังผู้ป่วยชายวัย 63 ปี เสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาดปริแตกอย่างรุนแรง ด้านลูกสาวโพสต์เดือดโซเชียลระบายความเจ็บปวด เผยนาทีวิกฤตรอนานกว่า 2 ชั่วโมงโดยไร้การเหลียวแล จนบิดาช็อกเกร็ง-อาเจียนดับต่อหน้าต่อตา ตั้งคำถามเหตุใดไม่จับตรวจ CT Scan ตั้งแต่แรกปล่อยให้นอนรอความตายในสถานที่แห่งความหวัง ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลออกมายอมรับความล่าช้าในการประเมินซ้ำ ชี้ช่วงเวลาดังกล่าวมีเคสฉุกเฉินวิกฤตเข้ามาพร้อมกัน ยืนยันไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบและพร้อมนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงระบบบริการ

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางอ่อนสี กงนะ อายุ 54 ปี พร้อมด้วย นางสาวธัญรัตน์ กงนะ อายุ 28 ปี ภรรยาและบุตรสาว ได้นำตัว นายชาม กงนะ อายุ 63 ปี ส่งเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยในระหว่างการซักประวัติ นายชามได้แจ้งพยาบาลอย่างชัดเจนว่า “รู้สึกปวดท้องและเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ อยู่ที่ท้อง” ก่อนถูกนำตัวเข้าไปรอภายในห้องฉุกเฉิน

ต่อมา นางสาวธัญรัตน์ บุตรสาวผู้เสียชีวิต ได้โพสต์ข้อความสะเทือนใจผ่าน Facebook ระบุหัวข้อ #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต ถ่ายทอดนาทีวิกฤตว่า หลังจากแพทย์เข้าสอบถามอาการและทำการอัลตราซาวด์เบื้องต้นเสร็จแล้ว ไม่ได้แจ้งรายละเอียดโรค เพียงแต่บอกว่าจะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วจะให้กลับบ้าน ทั้งที่อาการของบิดาแย่ลงเรื่อยๆ แต่หลังจากแพทย์เดินออกไป บิดาต้องนอนรอฉีดยาอยู่นานถึง 2 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เดินมาตรวจดูอาการ และไม่ได้มีการส่งตรวจ CT Scan ทั้งที่ผู้ป่วยแจ้งตั้งแต่แรกว่ามีก้อนแข็งในท้อง

กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. นางสาวธัญรัตน์ซึ่งนั่งรออยู่ด้านนอก ได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นแม่แจ้งว่าบิดาปวดท้องหนักมาก เธอจึงรีบไปสอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉินว่าต้องรออีกนานเท่าใด เพราะบิดาปวดจนเกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะช็อก แต่กลับได้รับท่าทีเมินเฉยและสายตาที่ไม่พอใจกลับมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตอบเพียงว่าจะไปดูให้ แต่ก็ไม่ได้เดินตามมาทันที

เมื่อเธอกลับมาถึงเตียง พบว่าบิดเริ่มมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วร่างกาย จนเธอต้องตะโกนก้องห้องฉุกเฉินว่า “มาดูคนไข้หน่อยค่ะ แกชักแล้ว!” เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจน และพบว่าความดันโลหิตพุ่งสูงถึง 200 มิลลิเมตรปรอท ก่อนจะรีบนำตัวส่งตรวจ CT Scan อย่างเร่งด่วน ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตด้วยความอัดอั้นว่า “งงว่าตั้งแต่มาทำไมไม่ CT เลย ทั้งๆ ที่นอนปวดนาน 2 ชั่วโมง ถ้าพ่อไม่ชักจะทำไหม”

ผลการตรวจ CT Scan ปรากฏว่าเส้นเลือดในท้องแตก แพทย์แจ้งว่าต้องผ่าตัดด่วนมิฉะนั้นจะไม่รอดชีวิต ครอบครัวจึงเซ็นยินยอมทันที พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจและประสานแพทย์เฉพาะทางหลอดเลือดเข้ามาดูแล แต่เนื่องจากสัญญาณชีพของผู้ป่วยอ่อนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีชีพจร แม้แพทย์จะพยายามปั๊มหัวใจกู้ชีวิตแต่ก็ไม่สามารถยื้อไว้ได้ และแจ้งให้ครอบครัวทำใจปล่อยผู้ป่วยไปในที่สุด

“ทำไมไม่ CT ดูตั้งแต่แรกจะได้รู้ทันท่วงทีว่ามีเลือดออกในช่องท้อง ทำไมแค่จะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วกลับบ้าน ทำไมให้นอนรอการรักษาถึง 2 ชั่วโมง โดยไม่มีการเดินมาดูอาการคนไข้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ใน 2 ชั่วโมงนั้นถ้าพาพ่อไป CT แล้วพาขึ้นไปผ่าตัดตั้งแต่แรก พ่อน่าจะรอดเพราะพ่อยิ้มพูดคุยมีสติ… เรารับไม่ได้ที่พ่อไปนอนรอความตายในที่ที่มีความหวังอย่างโรงพยาบาล ภาพทุกอย่างในคืนนั้นมันติดตา” ข้อความส่วนหนึ่งจากโพสต์ของบุตรสาวผู้เสียชีวิต ก่อนจะร้องเรียนสื่อมวลชนเพื่อขอความเป็นธรรม

ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดมงคลโสภา บ้านนาโสกน้อย ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยบรรยากาศการจัดงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ร้องไห้ระงมของครอบครัวและญาติมิตร

นางอ่อนสี ภรรยาผู้เสียชีวิต และนางสาวธัญรัตน์ บุตรสาว ยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่อยากขอคำชี้แจงและอธิบายจากทางโรงพยาบาลมุกดาหารว่า เหตุใดกระบวนการตรวจวินิจฉัยจึงล่าช้า จนทำให้ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป พร้อมฝากเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้โรงพยาบาลนำไปปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยให้ใกล้ชิดและรวดเร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้กับครอบครัวอื่นอีก

ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.18 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อขอคำชี้แจง โดยมี แพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วย นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวชี้แจง

แพทย์หญิงนภาพร ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมอธิบายว่า ในขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้น นายชามถูกจัดอยู่ในผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือ “สีชมพู” ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับที่ 1 หรือ “สีแดง” (กลุ่มวิกฤตสูงสุด) โดยตามเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วยระดับสีชมพูจะต้องได้รับการตรวจประเมินอาการซ้ำทุกๆ 30 นาที แต่ในกรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประเมินซ้ำยาวนานถึงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการดังกล่าวมีความล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนดจริง

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร ชี้แจงถึงสาเหตุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีผู้ป่วยระดับสีแดง (วิกฤตคุกคามชีวิต) เข้ามาพร้อมกันถึง 2 ราย ได้แก่ ผู้ป่วยถูกงูเห่ากัดที่มีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นซึ่งต้องทำการกู้ชีพอย่างเร่งด่วน ทำให้บุคลากรต้องทุ่มกำลังระดมช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้อแก้ตัว และขอน้อมรับความผิดพลาดในความล่าช้าของการประเมินซ้ำ

“หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง เมื่อพบว่าอาการผู้ป่วยหนักขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด และส่งตรวจ CT Scan ซึ่งผลตรวจออกมาพบว่าเป็น ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด (Ruptured Aortic Aneurysm) ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงสุดของโรคหลอดเลือด ส่งผลให้สัญญาณชีพอ่อนลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในที่สุด” แพทย์หญิงนภาพรกล่าว

ขณะที่ นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า โรงพยาบาลมุกดาหารจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวนเคสอย่างละเอียด เพื่อปรับปรุงระบบการดูแล การประเมินติดตามอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นำข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ เพิ่มความปลอดภัยและโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียในลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต #ห้องฉุกเฉิน #ร้องเรียนโรงพยาบาลมุกดาหาร #มุกดาหาร #อุทาหรณ์การรักษา #บทเรียนการแพทย์