เรื่องทั้งหมดโดย admin

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /โรงเรียนบึงกาฬประชุมผู้ปกครองนักเรียน ม.1 กว่า 600 คน ขานรับนโยบาย ศธ. ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมศรีบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ เป็นประธานการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569

พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและครูที่ปรึกษา ร่วมชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน นโยบายของโรงเรียน รวมถึงมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมจำนวน 606 คน

ในการประชุมครั้งนี้ โรงเรียนบึงกาฬได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

มาตรการสำคัญที่โรงเรียนดำเนินการ ได้แก่ การผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา การผ่อนผันการจัดซื้อเครื่องแบบลูกเสือ–เนตรนารี ในส่วนของผ้าผูกคอและหมวก การงดจัดกิจกรรมที่

ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง รวมถึงงดการมอบหมายงานหรือโครงการที่อาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนออมเงินในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัย

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองในการดูแลนักเรียน โดยตั้งเป้าว่า นักเรียนโรงเรียนบึงกาฬทุกคนจะต้องไม่มีผลการเรียน “0” หรือ “รส.” พร้อมเดิน

หน้าทำงานร่วมกันในลักษณะ “พาร์ทเนอร์” ระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันติดตาม ดูแล และส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพและประสบความสำเร็จทางการศึกษา
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านเมืองบึงกาฬ ยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอ ขอปกป้องศักดิ์ศรีนักปกครองท้องที่ หลังถูกอภิปรายพาดพิงในสภา

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายสุพศิน ประสงค์เศษ กำนันตำบลโป่งเปื่อย ในฐานะประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองบึงกาฬ พร้อมตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้ยื่นหนังสือต่อนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อขอความอนุเคราะห์รายงานผู้บังคับบัญชาในการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักปกครองท้องที่

สืบเนื่องจากกรณีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในลักษณะเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ รวมถึงขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ตัวแทนนักปกครองท้องที่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด นำข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับทราบถึงผลกระทบจากการใช้ถ้อยคำดังกล่าว

พร้อมกันนี้ สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังยืนยันว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางวินัยและกฎหมายเป็นรายบุคคล หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมโดยปราศจากหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดบึงกาฬ และสมาชิกนักปกครองท้องที่ ยังคงยึดมั่นในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง รับมอบเสื้อเกราะจาก กต.ตร.ชื่นชมการดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนฯ พร้อมลุยโครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

แชร์เนื้อหานี้

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ คุณณัฐนิช แหวนเพ็ชร ชิ้นทอง ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ให้การต้อนรับ โดยได้รับมอบเสื้อเกราะ จากคณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ที่นำมา สนับสนุนให้กับ สภ.ห้วยยาง จำนวน 10 ชุด

ผบช.ภ.7 ได้ชมเชยโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด(ชุมชนยั่งยืน) ของ สภ.ห้วยยาง และ สั่งการให้ สภ.ห้วยยาง ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร. 1 6 9 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ

พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ให้ถือภารกิจ ถปภ. เป็นสำคัญ และหมั่นฝึกฝนยุทธวิธีตำรวจอยู่เสมอ ตั้งมั่นบริหารงานสถานีตำรวจให้ดีอยู่เสมอ เพื่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนให้ความสำคัญกับสวัสดิการต่างๆให้กับผู้บังคับบัญชาด้วย

ทั้งนี้ ประธานชมรมแม่บ้าน ตร.ภ.7 ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อสนับสนุนงานครอบครัวตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
///////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สบส. ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ (8 พฤษภาคม 2569) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เปิดโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นพ.นพพงษ์ พงศ์เลิศโกศล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เครือข่ายสุขภาพ นางวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธาน อสม.ภาคอีสาน และประธาน อสม.เขตด่านขุนทด และ อสม.อำเภอด่านขุนทด เข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 คน ทั้งนี้เพื่อเสริมศักยภาพ อสม.ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติดตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเอง จนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่า กว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในภาพรวมประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที

นางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน

รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือ และทักษะที่ช่วยให้ อสม.สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติดตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “ผู้ว่า สตง.” ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการ “คลองชองเกชอนโคราช” หลังถูกวิจารณ์หนักสภาพเสื่อมโทรมคล้ายถูกทิ้งร้าง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง “คลองชองเกชอนโคราช” ระยะที่ 1 บริเวณวัดสุขสันติราม เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่าและสภาพลำตะคองที่สกปรก

จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1 ซึ่งใช้งบประมาณ 118 ล้านบาท ระยะทาง 725 เมตร เสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ยังไม่มีหน่วยงานเข้ารับผิดชอบดูแล ทำให้สภาพพื้นที่ทรุดโทรม มีตะกอนสะสม ขาดไฟส่องสว่างและทางเข้าออกไม่สะดวก

นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงว่า เทศบาลยังไม่รับโอนภารกิจจนกว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างดำเนินโครงการระยะที่ 2 มูลค่ารวมทั้งโครงการ 238 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปีงบประมาณ 2569

ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ระบุว่า หากโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองโคราช ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน พร้อมเตรียมแผนจัดการน้ำเสียตลอดแนวลำตะคองระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท คาดเริ่มดำเนินการปี 2570-2571

ขณะที่ผู้ว่า สตง. ย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในอนาคต

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอท่าหลวงเตรียมความพร้อม! ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและแก้ปัญหาเชิงรุกฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี
นายกองตรีนงลักษณ์ อยู่พุ่มนายอำเภอท่าหลวงผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอท่าหลวงที่ 9 เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม “โครงการสำรวจศักยภาพ ปัญหาและความต้องการของพื้นที่อำเภอในพื้นที่จังหวัดลพบุรี”

โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนและซักซ้อมความเข้าใจ ก่อนลงพื้นที่จริงใน วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีกำหนดการเข้าตรวจเยี่ยมและสถานที่สำรวจจุดสำคัญในพื้นที่ตำบลซับจำปา ดังนี้:

  1. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ (ป่าจำปีสิรินธร) : เพื่อเตรียมพร้อมสถานที่ประชุมและจัดกิจกรรม
  2. พื้นที่ สวนทุเรียน : สำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อ
  1. บ้านเด็กนักเรียนทุน : เยี่ยมเยียนเพื่อรับฟังปัญหาและส่งเสริมด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด
  2. อ่างเก็บน้ำสะพานสี่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวบ้านต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงานใหญ่ “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย : Lopburi Market Fest” ขนทัพสินค้าดีมีคุณภาพทั่วจ.ลพบุรี กว่า 50 ร้าน

แชร์เนื้อหานี้

เพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าดีถึงมือผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร ห้ามพลาด !!!
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน“ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย Lopburi Market Fest” โดยมีนางวิมล เจริญฤทธิ์ พาณิชย์จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย

หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลพบุรี ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้าผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

สำหรับงาน “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย : Lopburi Market Fest” เป็นงานที่รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์สินค้าดี สินค้าเด่นขึ้นชื่อจากทั่วทั้งจังหวัด มาไว้ในที่เดียว เพื่อสร้าง

โอกาสทางการค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ของจังหวัดลพบุรี และหวังให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย และสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรี ปรับตัวให้ทันต่อ

การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและความต้องการของผู้บริโภค มีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าสู่ผู้บริโภคนอกพื้นที่จังหวัดลพบุรี รวมทั้งประชาสัมพันธ์

สร้างการรับรู้สินค้าของจังหวัดลพบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยนำสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรีที่มีคุณภาพ คัดมาเฉพาะงานนี้ กว่า 50 ร้านค้า อาทิ ปลาส้มฟัก

ไข่เค็มดินสอพอง ผ้าทอมัดหมี่ กางเกงลิงลพบุรี ตะกร้าสานพลาสติก กระยาสารท ข้าวหมาก ข้าวเม่าสด ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน กาละแม ไอศครีมผลไม้ สมูทตี้ผลไม้ น้ำนมข้าวโพด ข้าว เมล็ดทานตะวันคั่ว ถั่วทอง ถั่วลิสง ข้าวโพดคั่วโบราณ น้ำผึ้ง

ตะกร้าสานเส้นพลาสติก อาหารหลากหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล

ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร ห้ามพลาด !!! งานนี้ไม่ได้มีดีแค่ของกิน แต่เป็นการคัดสรร “ที่สุด” ของจังหวัดลพบุรีมาไว้ในที่เดียว

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
ฝ่ายปชส.จ.ลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.นครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ปราบปรามยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดนครปฐม กว่า 500 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายหลังมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด

นายเกรียงวิทย์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์ของนักปกครองท้องที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม

ขอแสดงจุดยืนว่า สมาชิกทุกคนพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและวินัย หากพบการกระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรมการปกครอง ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมนำ ‘โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน’ เติมกำลังใจผู้ต้องขังคลองเปรม กว่า 6,300 คน”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาและคณะกรรมการอำนวยการฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารใน “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” เพื่อส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม

ในการนี้ มีผู้ต้องขังเข้าร่วมรับมอบอาหารและสิ่งของจำนวนถึง 6,320 คน โดยทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดเลี้ยงไอศกรีมและน้ำมะพร้าวกระป๋อง เพื่อสร้างรอยยิ้มและคลายความร้อนให้แก่ผู้ต้องขัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากคุณเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำชมการแสดงความสามารถจากผู้ต้องขัง ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาศักยภาพและการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานยังได้เดินตรวจเยี่ยม พูดคุย และให้กำลังใจผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และย้ำถึงโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอนาคต นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่แสดงถึงพลังของการให้และการไม่ทอดทิ้งกันในสังคมไทย

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ” พร้อมสานต่อพระปณิธานส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ มอบทุนการศึกษา สืบสานพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงาน น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ อย่างสมพระเกียรติ

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้รับเกียรติจาก นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
การดำเนินงานภายใต้พระปณิธาน

งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านผู้ทรงพระราชทานนาม “ดอกแก้วกัลยา” เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้มีการฝึกอบรมการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนพิการและครอบครัว
คณะผู้บริหารและผู้มีเกียรติร่วมงาน

ในการนี้ ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้เกียรติเป็นผู้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ร่วมงานทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับการสานต่อภารกิจเพื่อคนพิการ พร้อมด้วย นางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของกองทุนฯ

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลและวางพานพุ่ม: เพื่อน้อมถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยมีองคมนตรีเป็นประธานในพิธี

พิธีมอบทุนการศึกษา: โดย นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นผู้มอบทุนการศึกษาให้แก่คนพิการและบุตรคนพิการ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสนิทรรศการและสาธิต: การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืนการจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมพลังภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ร่วมกับมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์เปิดห้องเรียนอัจฉริยภาพทางด้านฟุตบอล ตามโครงการ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” เปิดโอกาสแก่เด็กเยาวชนที่มีความสามารถทางด้านกีฬาฟุตบอลได้ใช้ความสามารถการพัฒนาทักษะ มีอนาคตที่ดี เสริมการเรียน

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในฐานะประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” การให้เด็กเยาวชนได้ใช้ความสามารถที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดควบคู่กับการเรียน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ปัจจุบันกีฬาฟุตบอลสร้างอาชีพที่มั่นคงได้

▶️คุณดารินนา ปานเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม เผยว่า การเรียนปัจจุบันมีหลากหลายวิชา รวมทั้งการสร้างอาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคล การใช้ศักยภาพของนักเรียนนั้น ทางโรงเรียนถือว่าสำคัญ เพราะผู้เรียนจะได้มีความสุขกับการเรียน รวมถึงการใช้ความสามารถทางด้านกีฬาต่อยอดได้อย่างดีกับเด็กเยาวชน เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสที่ดีจากโรงเรียนเรา

▶️คุณกฤษณะ มีดี โค้ชผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า ทางเราได้เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนได้เข้ามาทดสอบความสามารถและได้คัดเลือกน้อง ๆ ไว้ได้ในจำนวนจำกัด เนื่องด้วยมีข้อกำหนดจำกัดด้วยสถานการณ์รองรับ ขอให้น้อง ๆ ทุกคนตั้งใจในการพัฒนาตนเอง เพื่ออนาคตของน้อง ๆ เอง

▶️เด็กชาย ชยณัฐ สามารถกุล กัปตันทีมรุ่นอายุ 13 ปี กล่าวด้วยความดีใจที่โรงเรียนให้โอกาสผมและในทีม จะตั้งใจฝึกซ้อม รวมถึงรักษาซึ่งระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคนเด็กชาย กฤตเมธ ทองน้อย กัปตันทีมรุ่นอายุ 15 ปี ได้กล่าวสัญญากับผู้ปกครอง ผู้บริหาร รวมถึงผู้ฝึกสอน ว่าขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสครั้งนี้ ขอบคุณโครงการดีๆ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” ที่เปิดโอกาสกับ นักกีฬาฟุตบอล เพื่อจะสานฝันให้ทุกคนมีโอกาสไปถึงดวงดาว จะได้มีอาชีพที่มั่นคงดูแลครอบครัวต่อไป

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ได้ย้ำว่า เพื่อให้นักกีฬาฟุตบอลของเราได้มีประสบการณ์ จึงส่งทีมเข้าร่วมทำการแข่งขัน GLO CUP ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้จัด นับว่าเป็นรายการแข่งขันฟุตบอลที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสก้าวหน้า เพราะผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากแต่ละทีมจะได้ไปฝึกซ้อมกับทีมอาชีพในญี่ปุ่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ณ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ หนึ่งใจให้กีฬา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /รมต.กระทรวงพม. ลงพื้นที่เชียงราย อ.แม่จัน รับฟังปัญหา บ้านเล่าซีก๋วย ชุมชนอิ้วเมี่ยน  โรงเรียนเล่าฝู่   ถิ่นรัฐมนตรีช่วย”โฮม ” เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มเปราะบาง เสริมสร้างกลุ่มเด็กและสตรี  พร้อมรับฟังปัญหาที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การแก้ไข เน้นคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนใจพร้อมรับฟังปัญหาสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ในการประชุมดังกล่าว ผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลบ้านดู่ ประชุมนอกรอบเพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับ ท่านนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)

เนื่องในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569ประเด็นในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการยกระดับการดูแลผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มเด็กและสตรีโดยเฉพาะการวางแผนจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องประชาชนสามารถนำเรียนถึงนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในวันที่ลงพื้นที่โรงเรียนผู้สูงอายุ  บ้านสันปอแตงตำบลบ้านดู่  อ.เมือง จ.เชียงราย ใน วันที่ 9 พ.ค.2569 เวลา 14.00.น.โดยจะมีผู้บริหารท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ และสส.เขียงรายเขต1 ให้การต้อนรับ.
ธนกฤต วรรมณีรายงาน

“จักรวีร์”ผู้การ มณฑลทหารบกที่ 37 เปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 ทหารใหม่กล้าแกร่ง พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เสียสละเพื่อชาติและรักษาอธิปไตย

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เวลา 10.00.น พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 ณ สนามฝึกหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 พร้อมมอบธงประจำหน่วยฝึกทหารใหม่และให้โอวาทแก่กำลังพลผู้ฝึกทุกนาย เน้นย้ำให้ดูแลเอาใจใส่น้องทหารใหม่อย่างดีที่สุดโดยให้ทุกส่วนสนับสนุนการฝึกอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ได้ดำเนินกรรมวิธีรับทหารใหม่และเริ่มทำการฝึกในขั้นต้น ห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้นในวันนี้ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่ และต้อนรับทหารใหม่ เพื่อเริ่มการฝึกอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทหารใหม่ได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่มีความเสียสละในการรับใช้ชาติ รู้สึกอบอุ่นใจในครอบครัวทหาร และคลายความวิตกกังวลในการเข้ามาเป็นทหารใหม่ ซึ่งเป็นน้องใหม่ในรั้วของค่ายเม็งรายฯ ในลำดับพิธีมีการกล่าวต้อนรับทหารใหม่ และการกล่าวความรู้สึกของน้องทหารใหม่ในการเข้ามารับใช้ชาติ พิธีมอบธงประจำหน่วยฝึก ,การแนะนำผู้บังคับบัญชา,การกล่าวต้อนรับทหารใหม่พร้อมกล่าวให้โอวาท“น้องคนเล็กของกองทัพบก” ให้เป็นทหารที่มีระเบียบวินัย แข็งแกร่ง พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพบก สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน ได้ทุกโอกาส

ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 กล่าวว่าทหารใหม่ที่ได้เข้ามารับราชการเป็นทหารกองประจำการถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีที่ได้ทำหน้าที่ลูกผู้ชายในการปกป้องรักษาอธิปไตยซึ่งเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคนนอกจากเกิดความภาคภูมิใจแก่ตนเอง และวงศ์ตระกูลแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความกล้าหาญความอดทน ความเสียสละ มีคุณธรรม มีอุดมการณ์แห่งความรักชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังได้รับการศึกษาตามโครงการขยายโอกาส และการฝึกวิชาชีพตามความถนัดของทหาร ก่อนที่จะปลดจากกองประจำการ ผมมั่นใจว่า การกระทำพิธีในวันนี้ จะเอื้อประโยชน์แก่ทหารใหม่ในการอยู่ร่วมกันกับผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นและเพื่อนทหารรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี
พร้อมกันนี้ ขอต้อนรับน้อง ๆ ทหารใหม่ทุกนายด้วยความยินดียิ่ง ที่พวกเราทุกนายจะต้องมาร่วมใช้ชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกนาย นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปตามที่น้อง ๆ ทหารใหม่ได้เข้ามารับราชการทหาร นับเป็นการเสียสละ และเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของลูกผู้ชายทุกคน ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่

จงมีความภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ ในห้วงระยะเวลานับต่อจากนี้ไป ในห้วงแรกของการเข้ามาใช้ชีวิตเป็นทหารใหม่ ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดำเนินชีวิตแบบพลเรือน มาเป็นทหารนั้น บางคนอาจจะเกิดความท้อแท้ อึดอัด และ ขัดกับความรู้สึกที่ต้องมาอยู่ในระเบียบวินัยทหาร ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่ ค่อย ๆ ปรับสภาพ ใช้ความอดทน อดกลั้นให้มาก เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง น้อง ๆ ทหารใหม่ก็จะเกิดความคุ้นเคย และสามารถปฏิบัติได้ตามแบบฝึก และแบบธรรมเนียมทหารได้ สามารถอยู่ในระเบียบวินัยทหารได้เป็นอย่างดี หมือนเช่นทหารรุ่นพี่ ๆ ที่เคยผ่านห้วงนี้ของชีวิตมาก่อน สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในหน่วยฝึก ขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่คิดว่าที่นี่เปรียบเสมือนบ้านของตนเอง ซึ่งจะมีผู้ฝึกครูฝึก ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น คอยดูแลเอาใจใส่น้อง ๆ ทหารใหม่เป็นอย่างดี จึงขอให้น้อง ๆ ทหารใหม่ ได้คลายความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆขอให้ตั้งใจรับการฝึก และปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำของผู้ฝึกโดยเคร่งครัด ขอฝากให้ผู้ฝึก ครูฝึก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกนาย ได้เสียสละทุ่มเทความรู้ความสามารถ พลังกาย พลังใจ และพลังสติปัญญา ในการถ่ายทอดวิชาความรู้ และชีวิตความเป็นทหารให้กับน้อง ๆ ทหารใหม่อย่างเต็มที่ และเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรอย่างจริงใจทั้งนี้ตลอดห้วงระยะเวลาในการฝึกผมและผู้บังคับบัญชาท่านอื่น ๆ จะได้หมุนเวียนลงไปตรวจเยี่ยม และพบปะพวกเราทุกนายอย่างต่อเนื่องขอให้ทุกนายตั้งใจฝึกศึกษาตามหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ต่อไป.
ธนกฤต วรรมณีรายงาน เครดิตภาพ/ข่าว มทบ.37

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรน่าน ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายจักรพันธ์ อินไสย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นางสาววิชชุดา ทวีชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ

รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอภูเพียง เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอภูเพียง ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

ซึ่งนำโดยนายจาตุรนต์ สุวรรณพินท์ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต พร้อมคณะ ลงพื้นที่ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569 ณ แปลงเกษตรของนายเกษม รุณใจ ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมีนายพงษ์ศิลป์ ผาลา นายอำเภอภูเพียง พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และคณะกรรมการศพก.และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ

ร่วมให้ข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับการทำการเกษตร ในการนี้นายเกษม รุณใจ ได้นำเสนอแนวคิดริเริ่มการทำการเกษตร ภายใต้แนวคิด “การไม่หยุดเรียนรู้และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวทัน”

ได้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และวางรากฐานและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่ทายาทและสมาชิกในครอบครัวอย่างเป็นระบบ ไปสู่ความยั่งยืนในอาชีพ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คลิปวงจรปิด หนุ่มโคราชถูกรถเก๋งตัดหน้าชนสาหัส กลายเป็นผู้พิการ ร้องสื่อคดีไม่คืบ 9 เดือน ไร้เยียวยา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ พร้อมด้วยนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี และนายประพันธ์ พิขุนทด อายุ 36 ปี ชาวอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้ประสบเหตุซึ่งปัจจุบันต้องนั่งรถวีลแชร์ ได้เข้าร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปกล้องวงจรปิด ใบแจ้งความ และบัตรประจำตัวคนพิการ ออกมาเปิดเผย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังคดีอุบัติเหตุผ่านมานานกว่า 9 เดือน แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20.51 น. บริเวณถนนหลังโลตัส ขาออกเมือง ตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายประพันธ์ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กง 7514 นครราชสีมา ก่อนถูกรถเก๋งยี่ห้อฮุนได สีขาว กลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จนพุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสติในที่เกิดเหตุ

นายประพันธ์ เปิดเผยว่า หลังรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่าตนอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช มีอาการบาดเจ็บหนัก ขาหักทั้งสองข้าง แขนหัก ตับและม้ามแตก ต้องผ่าตัดภายใน รวมถึงศีรษะแตกเย็บ 7 เข็ม และต้องรักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน ตลอดระยะเวลากว่า 8 -9 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถเดินได้ และกลายเป็นผู้พิการถาวรผู้ประสบเหตุยอมรับว่า ช่วงแรกทำใจไม่ได้จากคนปกติกลายเป็นผู้พิการ แต่ยังโชคดีที่รอดชีวิต พร้อมยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากกำลังจะออกไปซื้อของใช้และกับข้าวเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีไม่เคยเข้ามาเยียวยาหรือสอบถามอาการ มีเพียงพบกันที่สถานีตำรวจเพียงครั้งเดียว จึงอยากให้คู่กรณีออกมารับผิดชอบ และเร่งรัดกระบวนการให้คดีมีความชัดเจน

ด้านนายเอกราช พิมพ์ชู จิตอาสาช่วยเหลือด้านคดี เปิดเผยว่า เนื่องจากเห็นว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังขาดการดูแลด้านกฎหมาย โดยพบว่าคดีล่าช้าผิดปกติ แม้เวลาจะผ่านมากว่า 8-9 เดือนแล้ว โดยตนได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 ครั้ง แต่พบพนักงานสอบสวนเพียงครั้งเดียว และยังไม่มีการสอบปากคำฝั่งผู้เสียหายแต่อย่างใดนายเอกราชกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายยังมีภาระดูแลบุตรและครอบครัว แต่เมื่อไม่สามารถทำงานได้ก็ขาดรายได้ทันที อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษายังมีจำนวนมาก ทั้งค่าอุปกรณ์ผู้ป่วย รถเข็น เตียง ยา และของใช้จำเป็น ซึ่งสิทธิการรักษา 30 บาทไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดขณะที่นางสาวประนอม มากหมื่นไวย นายจ้างร้านพระสังข์คาร์แคร์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้ดูแลนายประพันธ์มา

โดยตลอด ตั้งแต่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไปเฝ้าอาการทุกวันนานกว่า 4 เดือน ก่อนจะพากลับมาพักฟื้นที่บ้าน และยังคงดูแลต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนางสาวประนอมระบุว่า ตลอดช่วงที่รักษาตัว คู่กรณีไม่เคยมาเยี่ยม มีเพียงตนที่คอยแจ้งอาการให้ทราบ และแม้อีกฝ่ายจะรับรู้ แต่การช่วยเหลือมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมย้ำว่าไม่ได้ต้องการเรียกร้องเกินสมควร เพียงอยากให้คู่กรณีแสดงความรับผิดชอบและเข้ามาเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างจริงจังทั้งนี้ นายจ้างยืนยันว่า นายประพันธ์ทำงานและอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี เปรียบเสมือนคนในครอบครัว แม้วันนี้จะกลายเป็นผู้พิการก็ไม่เคยมองว่าเป็นภาระ พร้อมดูแลอย่างเต็มที่ แต่เห็นว่าคู่กรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ (6 พฤษภาคม 2569) ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานงานวันรำลึกผู้นำแห่งศรัทธา

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ครบรอบวันถึงแก่อสัญกรรม 28 ปี วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพลเอกชาติชายที่ได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติ และชาวจังหวัดนครราชสีมา

บรรยากาศภายในงานมีคณะผู้บริหารพรรคชาติพัฒนา สมาชิกพรรค พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมงานกว่า 1,000 คน มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พิธีกล่าวสดุดีเกียรติคุณ และสักการะรูปหล่อเหมือนพลเอกชาติชาย

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ยุคทองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในช่วงปี พ.ศ. 2531–2533 ถูกขนานนามว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวเลข GDP เติบโตติดต่อกัน 3 ปี ปี 2531 เติบโต 13% ปี2532 เติบโต 12% และปี 2533 เติบโต 11% ส่งผลให้ไทยถูกยกเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชาย ประสบความสำเร็จ คือ 1.ประสบการณ์รอบด้าน เป็นทั้งนักการทูต นักการเมือง และนักการทหาร 2.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในภูมิภาคอินโดจีน 3.ทักษะการประนีประนอม สามารถประสานประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย และ 4.มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ที่สร้างความเชื่อมั่น และ

ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ยังได้ริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และโครงการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.สิงห์บุรี เดินหน้า “One Plan” จัดอบรมเตรียมความพร้อมจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี เชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารจัดเลี้ยงจุฑามาศ ภัตตาคารไพบูลย์ไก่ย่าง ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการอบรมสัมมนาการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2571-2575) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย

การจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมี นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิดภายในงาน นายชัชม์ชน เกษศรี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ ในนามคณะผู้จัดโครงการ

ได้กล่าวรายงานถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาจังหวัด และการบริหารราชการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ “One Plan” เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การอบรมสัมมนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ฉบับใหม่ (พ.ศ.2571-2575) ให้แก่ผู้บริหารท้องถิ่น บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน เพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนามีความครอบคลุม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาจำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด บุคลากรด้านแผนพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกมิติ

นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น เพื่อให้แผนพัฒนาที่จัดทำขึ้นสามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับให้เป็นเอกภาพ

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การประสานแผนพัฒนาระดับพื้นที่ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรวบรวมข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต

การจัดโครงการในครั้งนี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดอย่างมีทิศทาง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึก! ไรเดอร์หนุ่มดวงกุด ล้วงมือถือตกท่อ แขนติดหนึบนานนับชั่วโมง กู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหารระดมกำลังช่วยวุ่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุระทึกขวัญบริเวณริมถนนชาภูบาล เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อนายอรุณ ไรเดอร์(LINE MAN)หนุ่มร่างท้วม

ประสบอุบัติเหตุแขนติดอยู่ในช่องระบายน้ำริมถนน ขณะพยายามล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือvivo ราคาประมาณ 8,000 กว่าบาท ที่ตกลงไปในท่อระบายน้ำข้างถนน จนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองมุกดาหาร เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อไรเดอร์หนุ่มกำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาใช้งาน แต่เกิดอุบัติเหตุทำโทรศัพท์หลุดมือตกลงไปในช่องระบายน้ำขนาดเล็กริมฟุตบาท ด้วยความเสียดายและเกรงว่าจะติดต่อลูกค้าไม่ได้

จึงตัดสินใจนอนราบกับพื้นแล้วสอดแขนลงไปในช่องท่อเพื่อควานหาโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าในช่วงที่พยายามดึงแขนกลับ แขนช่วงศอกเกิดติดขัดกับขอบคอนกรีตเนื่องจากสรีระและมุมที่แคบ ทำให้ไม่สามารถนำแขนออกมาได้

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่เทศกิจและทีมกู้ภัยเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ พบไรเดอร์หนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นถนนในสภาพอิดโรย เจ้าหน้าที่ต้องใช้

เครื่องมือเจาะทำลายกระแทกคอนกรีตบริเวณปากท่อระบายน้ำเพื่อขยายช่องให้กว้างขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถนำแขนของไรเดอร์หนุ่มออกมาได้ท่ามกลางความลุ้นระทึกของชาวบ้านที่มายืนมุงดู

หลังได้รับความช่วยเหลือ นายอรุณเล่าว่า “ตอนแรกเห็นว่าช่องมันพอดีแขน คิดว่าล้วงลงไปได้ พอล้วงลงไปหยิบโทรศัพท์ได้แล้วแต่จังหวะดึงขึ้นแขนมันติด พยายามดึงอยู่พักใหญ่จนเริ่มเจ็บและบวม

เลยต้องขอให้คนช่วย ขอบคุณพี่ๆ กู้ภัยและเทศกิจมากครับ” ทั้งนี้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบเพียงบาดแผลถลอกและรอยแดงบริเวณต้นแขนและศอกเล็กน้อย
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไรเดอร์แขนติดท่อ #อุบัติเหตุไม่คาดฝัน #เทศกิจมุกดาหาร #เตือนภัยใกล้ตัว #ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทภ.2 ตรวจเยี่ยมการฝึกภาคสนามและการยิงกระสุนจริง (LFX) ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ. 2 และ พลโท ธิติพันธ์ ฐานะจาโร จก.ยศ.ทบ. เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกฯ ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีกองทัพภาคที่ 2 อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

สำหรับจุดมุ่งหมายของการฝึกกระสุนจริง (LFX) ของ ร.6 พัน.3 ในครั้งนี้ คือการที่หน่วยสามารถดึงเอา “จุดแข็ง” ของแต่ละเหล่ามาบูรณาการร่วมกันได้อย่างลงตัว ตามสไตล์กองพันพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว (RDF)

ภาพที่เราเห็นคือการเคลื่อนที่ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ในการรุกเข้าตีที่หมายได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การยิงคุ้มครองจากปืนใหญ่และเฮลิคอปเตอร์โจมตี และในการฝึกรอบนี้มีการนำโดรน (UAV)

มาใช้เพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์แบบเต็มตัว ทั้งการบินตรวจการณ์ ปรับแก้การยิง และประเมินความเสียหายแบบ Real-time ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจในสนามรบเฉียบคมขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมด้วย ปรส.106 ในการยิงทำลายเป้าหมาย เรื่องการสนับสนุนก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อทุกย่างก้าวมีความเสี่ยง ทหารช่างจึงเข้าปฏิบัติการเจาะสนามทุ่นระเบิดเพื่อเปิดทางให้

หน่วยรบเคลื่อนที่ต่อได้อย่างไร้รอยต่อ และเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังพลได้รับบาดเจ็บ การส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ (MEDEVAC) ก็ถูกเรียกใช้ในทันที เพื่อย้ำว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ตลอดระยะเวลาของการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (LFX) ครั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตุการณ์ของคณะกรรมการจากกรมยุทธศึกษาทหารบก เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐาน สิ่ง

ที่เราได้เห็นจึงไม่ใช่แค่การซ้อมรบ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบสูงสุด (Combat Readiness) ที่บูรณาการทั้ง “คน” “อาวุธ” และ “เทคโนโลยี” เข้าด้วยกัน

เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่จริง กำลังพลทุกนายจะมีความพร้อมสูงสุด เพราะการฝึกในวันนี้ คือหัวใจสำคัญในการรบ เพื่อปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ให้คงอยู่สืบไป

Cr. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรนาน้อย ประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย นำโดยนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายสันติ มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายทวีศักดิ์ ธิขาว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอ

นาน้อย เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย ร่วมให้กำลังใจ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ผู้เข้ารับการคัดเลือกในการประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ในการนี้ ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมการประกวดฯ จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อย หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เกษตรกรเครือข่าย และ

ผู้เกี่ยวข้อง ที่เข้าร่วมติดตามและให้กำลังใจในการประกวดครั้งนี้
สำหรับการประกวดฯ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ได้นำเสนอผลงานการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสม แนวคิดริเริ่มในการทำไร่นาสวนผสม กิจกรรมและการจัดการภายในแปลง ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรสู่ชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรในแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง

การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ณ แปลงเกษตรของนายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ บ้านหนอง หมู่ที่ 10 ตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่านเรื่องและเรียบเรียง /นางสาวบัณฑิตา เผือทะนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย
/บุญยงค์ สดสะอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านระดมสมองจากทุกภาคส่วน จัดทำแผนพัฒนาการขับเคลื่อน มรดกน่านสู่มรดกโลก (พ.ศ.2569-2572) : Development Plan Cultural World Heritage of NAN

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมดอกเสี้ยว โรงแรมน่านตรึงใจ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการและจัดทำแผนพัฒนาการขับเคลื่อน มรดกน่าน สู่มรดกโลก (พ.ศ.2569 – 2572) : Development Plan Cultural World Heritage of NAN

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจการนำเสนอและหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในการคุ้มครองแหล่งมรดกโลก จากเครือข่าย

เมืองมรดกโลกในประเทศไทย เพื่อจัดทำกรอบแนวคิดและรวบรวมแผนพัฒนาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดน่าน จำนวน ๔ แหล่ง ให้ได้รับการคุ้มครองและอนุรักษ์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน

โดยการประชุมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมาย จากทุกภาคส่วนในจังหวัดน่าน ร่วมระดมสมองเพื่อจัดทำแผนในการขับเคลื่อนงานอย่างมีกลยุทธ์ด้วยเป้าหมายในการขับเคลื่อนฐานมรดกวัฒนธรรมไปสู่

การใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และมุ่งเป้าไปสู่ความยั่งยืน และสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจบนฐานทุนทางวัฒนธรรมต่อไป

พร้อมกันนี้จังหวัดน่านได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านขององค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2568 เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน จึงได้จัดให้มีการออกร้าน นิทรรศการและผลิตภัณฑ์จากผลงาน

\ของเครือข่าย Nan Creative city of Craft and Folk Art จากศิลปิน ผู้ประกอบการ กลุ่มชุมชนต่างๆ อาทิร้านฝ้ายเงิน ร้าน Mama Mam หับเผยคาเฟ่ บ้านโคมคำ ชุมชนบ้านดอนแก้ว และบ้านอุ้ยเขียว Sunday Gallery Cafe ในการจัดประชุมในครั้งนี้ด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วูบหลับคาพวงมาลัย! หนุ่มหลับในขับเก๋งเทียน่าพุ่งชนร้านหมูกะทะชั่งกิโลมุกดาหาร หลังคาถล่มทับ สองแม่ลูกได้รับบาดเจ็บ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 19.40 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนร้านอาหาร “เนย เนย หมูกะทะชั่งกิโล” บริเวณทางโค้งถนนเลียบแม่น้ำโขง สาย มห.3003 บ้านเลขที่ 51 หมู่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จึงประสานพนักงานสอบสวนและหน่วยกู้ชีพเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน เทียน่า สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน 3 กธ 3464 กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพพุ่งชนโต๊ะหินอ่อนและรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าร้าน ก่อนพุ่งทะลุเข้าไปภายในร้าน ส่งผลให้โครงสร้างหลังคาพังถล่มลงมาทับตัวรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ได้แก่ นางบุญศิริ ทองมหา เจ้าของร้าน และเด็กชายจิรายุ ลูกชาย ซึ่งขณะเกิดเหตุนั่งอยู่บริเวณโต๊ะหินอ่อนหน้าร้าน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้เร่งนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

จากการสอบถามนายมอส ผู้ขับขี่รถยนต์ ให้การว่า ได้ขับรถมาจากต่างจังหวัด มุ่งหน้าไปทางตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง ประกอบกับมีอาการอ่อนเพลียจากการขับรถเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการวูบหลับใน จนรถเสียหลักพุ่งออกนอกเส้นทางและชนเข้ากับร้านดังกล่าว

เบื้องต้นผู้ขับขี่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด และยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

หลับใน #อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #รถพุ่งชนร้านหมูกระทะ #ข่าวด่วน #เตือนภัยถนน #ขับขี่ปลอดภัย #ทางโค้งอันตราย #ข่าวอีสาน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตะลึง!!เช็คประวัติ 2โจรชิงทอง เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น เคยปล้นร้านทอง อ้างชิงทองแทนบุญคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พร้อมด้วยตำรวจชุดจับกุม ได้ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมตัวคนร้าย2คน ชิงทองห้างดังในพื้นที่โคกขาม

โดยหลังจากก่อเหตุนายโจ๊กคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์ที่เตรียมไว้หนีไปก่อนที่จะทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ซอยข้างๆแล้วไปเปลี่ยนรถขึ้นรถเก๋งเพื่อหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีนายยักษ์ผู้ร่วมวางแผนก่อเหตุจอดรถรออยู่ชับหนึขึ้นเหนือไปหลบพักค้างคืนอยู่ในรีสอร์ทที่จังหวัดน่านเตรียมที่จะออกนอกประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบภาค7สืบจังหวัดสมุทรสาคร

สืบโคกขาม ได้แกะรอยติดตามคนร้ายไปอย่างกระชั้นชืด จนตามไปทันกลางดึกรู้แน่ชัดแล้วว่าคนร้ายพักอยู่ในรีสอร์ท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดล้อมไว้ก่อนเนื่องจากคนร้ายมีอาวุธปืนเจ้าหน้าที่จึงต้องวางแผนกันอย่างรอบคอบ รอให้ถึงเช้า จึงให้พนักงานของทางรีสอร์ทเข้าไปเคาะประตูนำอาหารเข้าไปให้ เมื่อคนร้ายเปิดประตูออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้กรูกันเข้าไปจับกุมตัวคนร้ายทั้ง2คาที่นอน

พร้อมนำตัวคนร้ายทั้ง2คนกลับมายังจังหวัดสมุทรสาคร
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง2คนยังไม่ยอมบอกว่านำทองของกลางที่ชิงมาพร้อมกับปืนที่ก่อเหตุไปไว้ที่ไหน โดยนายโจ๊กคนร้ายที่บุกเข้าไปในร้านทองบอกเพียงสั้นๆว่าการก่อเหตุในครั้งนี้นายยักษ์เป็นคนวางแผนและจัดหาชุด ปืนและรถ มาให้ทั้งหมด ส่วนที่ตนเองทำไปก็เพื่อตอบแทนบุญคุณนายยักษ์ที่ให้ที่อยู่ที่กินกับตน พร้อมกับให้เงินในการก่อเหตุครั้งนี้3,000บาท และเตรียมที่จะหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนนายยักษ์ยังปากแข็งปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติของนายยักษ์พบว่ามีประวัติยาวเหยียดพึ่งออกจากคุกมาได้ไม่นานโดนคดีเกี่ยวกับทรัพย์ทั้งสิ้นแถมเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองลักษณะนี้มาแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายโจ็กไปทำแผนที่ร้านทองเพื่อประกอบคำรับสารภาพและดำเนินคดีกับคนร้ายทั้ง2คนตามกฎหมายต่อไป ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นานาชาติ! สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ผนึกกำลังสมาคมวิสาหกิจฯ เซี่ยงไฮ้ ลงนาม MOU มุ่งขยายฐานเศรษฐกิจและการลงทุน**

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับ สมาคมความร่วมมือของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งนครเซี่ยงไฮ้ โดยมีเป้าหมายเชิงรุกในการบูรณาการความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และยกระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บรรยากาศงานและแขกผู้มีเกียรติระดับประเทศ

บรรยากาศภายในพิธีเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ คึกคัก และเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพอันดี โดยได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายระหว่างประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง อาทิ:

  • พลเอก กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ – เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ
  • พลเอก วิศณุ ศรียะพันธ์ – ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย
  • สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม – ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาด้านพลังงานทดแทน
  • ศ.พิเศษ ว่าที่ร้อยตรี ชนะ อมาตยกุล – ผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานเลขานุการในองค์ หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธ์
  • Mr. Teh Choo Boon – ผู้แทนจากสภาส่งเสริมวัฒนธรรม ประเทศมาเลเซีย

วิสัยทัศน์เพื่ออนาคตแห่งการค้าการลงทุน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์โดย ดร.ประกาย ณ สงขลา ประธานสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งได้เน้นย้ำถึงจุดยืนในการสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีโลก

“เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมทั้งสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่สมาคม SIAB และบริษัทจากนานาชาติที่เข้าร่วมการประชุม เพื่อมุ่งสู่ความร่วมมือที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม และยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วน”การผนึกกำลังกับตัวแทนจากนครเซี่ยงไฮ้งานนี้ยังได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากคณะผู้แทนระดับสูงจากสมาคมความร่วมมือของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งเดินทางมาร่วมลงนามและเจรจาความร่วมมือ ได้แก่:Mr. RUI YANZHUO Miss FENG XIAOYAN Miss LIU YINHUAMr. LIU PENG พิธีลงนามดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยมีคณะอนุกรรมการทุกฝ่ายและสมาชิกสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียนร่วมเป็นสักขีพยาน การจับมือกันในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงและกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน ให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้นในระดับสากล

A Major International Milestone! ASEAN Cultural Promotion Council Signs MOU with Shanghai SMEs Association to Expand Economic and Investment HorizonsBANGKOK – On April 25, 2026, at 09:00 AM, at the Main Auditorium of the National Memorial in Don Mueang, Bangkok, the ASEAN Cultural Promotion Council hosted a historic Memorandum of Understanding (MOU) signing ceremony with the Shanghai Small and Medium Enterprises Cooperation Association. This initiative aims to proactively integrate bilateral cooperation in trade and investment while elevating international economic drivers toward sustainable growth.

Event Atmosphere and Distinguished Guests

The event was grand, vibrant, and filled with a spirit of collaboration, honored by the presence of prominent national figures from the government, private sector, and international networks, including:

  • General Kittisak Ratprasert – Secretary-General of the National Good Governance Network
  • General Wisanu Sriyapan – Special Expert, Royal Thai Armed Forces Headquarters
  • Senator Sorachart Wichai Suwanprom – Chairman of the Sub-committee on Renewable Energy Study
  • Prof. Special Acting Sub-Lieutenant Chana Amatayakul – Assistant Secretary to the Office of the Secretary in H.S.H. Princess Uthaikanya Bhanubandhu
  • Mr. Teh Choo Boon – Representative from the Cultural Promotion Council, Malaysia
  • Vision for the Future of Trade and Investment
  • A key highlight of the event was the visionary address by Dr. Prakai Na Songkhla, President of the ASEAN Cultural Promotion Council, who emphasized the council’s commitment to building confidence on the global stage:

“Our primary goal is to robustly drive international trade cooperation while generating momentum for the SIAB association and participating multinational companies. We are moving towards a tangible, concrete, and sustainable partnership that will benefit all sectors.”Joining Forces with the Shanghai DelegationThe event received an excellent response from the high-level delegation of the Shanghai Small and Medium Enterprises Cooperation Association from the People’s Republic of China, who traveled to sign the agreement and negotiate strategic partnerships. The esteemed delegates included:

Mr. RUI YANZHUOMiss FENG XIAOYANMiss LIU YINHUAMr. LIU PENGThe signing ceremony concluded successfully, witnessed by all sub-committees and members of the ASEAN Cultural Promotion Council. This collaboration marks a significant leap forward in bridging and strengthening economic ties between Thailand and the People’s Republic of China, as well as strengthening alliance networks within the ASEAN region to ensure greater progress and stability on an international level.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี มอบใบประกาศนียบัตร การอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และอบรมผู้ช่วยวิปัสสนาจารย์ 28 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักสงฆ์ถ้ำผาบ่อง อ.ลอง จ.แพร่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 9:00 น ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี (ยงยุทธ ทองสุข) ฉายา ยุตฺตธมโม ที่ปรึกษากองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3

เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารพระอารามหลวง เป็นประธานมอบใบประกาศวุฒิบัตร ให้กับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร สามเณรี อุบาสกอุบาสิกา ที่ผ่านการเข้ารับการอบรมพระวิปัสสนาจารย์และผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์ ระหว่างวันที่ 28
เมษายน – 4 พฤษภาคม 2569

พร้อมด้วยคณะกองการ วิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ พระอธิการนิตินัย นิติสาโร ประธานปฏิบัติการกลางกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ พร้อมคณะ พระมงคลกิตติ์ ถิรสทฺโธ (ประธานที่พักสงฆ์ถ้ำผาบ่อง) ณ สำนักสงฆ์ถ้ำผาบ่อง

โครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ และผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์ และโครงการอบรมวิชาครูการสอบอารมณ์ ตามมหาสติปัฏฐานสูตร คณะสงฆ์อำเภอลอง ร่วมกับกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นการปฏิบัติบูชา.

เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง. เพื่อสืบทอดการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวมหาสติปัฏฐานสูตร เผยแผ่ให้แพร่หลาย. เพื่อรณรงค์ส่งเสริม ให้บังเกิดสันติสุข และสันติภาพขึ้น ในสังคมทุกระดับ ณ. ศูนย์อบรมวิปัสสนากรรมฐาน แห่งที่ 50 ที่พักสงฆ์ถ้ำผาบ่อง. หมู่ที่ 10 บ้านต้าแป้น ตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่

โครงการอบรม พระวิปัสสนาจารย์ ผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์ และอบรมวิชาครูสอนและสอบอารมณ์ ตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร กองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย ในพระสังฆราชูปถัมภ์ (Thailand Meditation Bureau)

เป็นกองการวิปัสสนาธุระ เพื่อการศึกษาและเผยแผ่ พุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ และเป็นสากล ได้สถาปนาขึ้น เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) อดีตผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ แห่งประเทศไทย

โดยเบื้องต้นเจ้าประคุณได้ส่ง พระเดชพระคุณ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.9 ) ขณะยังเป็นพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน สายของมหาสีสะยาดอ ณ สำนักศาสนยิกต้า สหภาพเมียนมาร์ เป็นเวลา 1 ปี แล้วนำ

แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นำกลับมาสอน พร้อมทั้งได้อาราธนาพระวิปัสสนาจารย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนา ชาวเมียนมาร์ มาช่วยสอนวิปัสสนาด้วยกัน 2 รูป คือ
1) พระภัททันตะอาสภเถระ ปธานกัมมัฏฐานาจริยะ
2) พระอินทวังสเถระ กัมมัฏฐานาจริยะ

เปิดอบรมครั้งแรก ณ วัดมหารธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2496 จากนั้นจึงขยายไปเปิดสอนที่สาขาอื่นทั่วราชอาณาจักรและทั่วโลก และได้มีการก่อตั้งกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยทั้งสองสถาบัน คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (MCU) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (MMU) ได้มีมติเห็นชอบให้ การวิปัสสนาธุระ ตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นหลักสูตรภาคบังคับในการศึกษาสำหรับการดำเนินการโครงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์ และอบรมวิชาครูสอนและสอบอารมณ์กรรมฐาน ตามมหาสติปัฏฐานสูตร

ศูนย์อบรมวิปัสสนากรรมฐานแห่งที่50 #ที่พักสงฆ์ถ้ำผาบ่อง บ้านต้าแป้น ตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่กองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” สนาม 2 ที่น่านคึกคัก หวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้เกิดรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 น. ณ ลานกีฬาชุมชนบ้านดอนแก้ว หมู่ที่ 8 ตำบลวรนคร อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วิ่งมูเตรัน วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา” สนามที่ 2 จังหวัดน่าน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ ร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จัดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมิติการท่องเที่ยว

ตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพบนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และกระตุ้นการท่องเที่ยวภาย

ในประเทศให้เกิดรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภายในงานมีการแข่งขันวิ่ง 2 ระยะ ได้แก่ Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยเส้นทางวิ่งผ่านแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่สำคัญของจังหวัดน่าน อาทิ พระธาตุจอมแจ้ง จุดศรัทธาสำคัญของอำเภอปัว บรรยากาศสงบ อิ่มบุญ อิ่มใจ วัดภูเก็ต

วัดสวยบนเนินเขา มองเห็นวิวทุ่งนาและภูเขาแบบเต็มตา ได้ทั้งไหว้พระและเช็กอินภาพสวย วัดปรางค์ + ต้นดิกเดียม อีกหนึ่งจุดน่าสนใจของปัว

ที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องเล่าอันเป็นเอกลักษณ์ วัดร้องแง วัดเก่าแก่ศิลปะไทลื้อ งดงาม สงบ และเต็มไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม และบ้านร้องแง ชุมชนไทลื้อดั้งเดิม

ที่ยังคงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกลิ่นอายแห่งศรัทธาไว้อย่างงดงาม สะท้อนอัตลักษณ์เมืองเก่าที่มีชีวิตและความงดงามของวัฒนธรรมล้านนา พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่

ทั้งนี้กิจกรรม “วิ่งรับบุญ เสริมบารมี วิถีล้านนา มูเตรัน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีกำหนดจัดต่อเนื่องอีก 2 สนาม ได้แก่จังหวัดพะเยา วันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 ณ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา อำเภอเมืองพะเยา และปิด

ท้ายจังหวัดเชียงราย วันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะเชียงแสน อำเภอเชียงแสน เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทั้งสุขภาพ ความศรัทธา และวัฒนธรรมล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรุงเทพฯ – คึกคัก!! งาน “BCIFW 2026” เปิดรันเวย์เดือด! ดันไทยสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก

แชร์เนื้อหานี้

กรุงเทพฯ กลับมาคึกคักอีกครั้งกับงาน BCIFW BANGKOK CITY INTERNATIONAL FASHION WEEK 2026 งานแฟชั่นโชว์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับซีซั่น Spring/Summer โดยปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการแฟชั่นไทย ที่รวบรวมดีไซเนอร์ แบรนด์ และนางแบบนายแบบจากหลากหลาย

ประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ อาจารย์กรณ์รักษ์ จิรัชภาบริรักษ์ อาจารย์มูเตลูเพื่อธุรกิจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาจารย์มูเตลูคนแรกของประเทศไทยและของโลกในรูปแบบหลักสูตรที่มีหน่วยกิต ได้ร่วมเดินแบบบนรันเวย์ให้กับแบรนด์ HilltribeHouse และ ALICIO สร้างความฮือฮาและสีสันให้กับงานเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Thailand Universe 2019 และ TOP 5 Miss Universe 2019 มาร่วมเฉิดฉายบนรันเวย์ เพิ่มความโดดเด่นให้กับโชว์ในครั้งนี้
ภายในงานยังเต็มไปด้วยเหล่าคนดังและเซเลบริตี้ที่ตบเท้าเข้าร่วมเดินแบบ อาทิ ดร.สุนิล พล (Dr. Sunil Phol) ทันตแพทย์ชื่อ

ดังระดับอินเตอร์ พร้อมด้วยลูกสาว “น้องเคธี่” ที่ร่วมสร้างสีสันบนเวที รวมถึงเหล่าหนุ่ม ๆ จากเวที Mister Landscapes 2026 ไม่ว่าจะเป็นเควิน Mister Landscapes เลย 2026ก้อง Mister Landscapes สมุทรปราการ 2026เก่ง Mister Landscapes นครปฐม 2026เฟม Mister Landscapes 2026ทั้งหมดร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และเอกลักษณ์ของแฟชั่นผ่านรันเวย์ได้อย่างน่าประทับใจ

งาน BCIFW 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแฟชั่น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ระดับสากล สะท้อนพลังสร้างสรรค์และศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยสู่สายตานานาชาติอย่างแท้จริงBCIFW2026 SpringSummer ALICIO CDC มาดามเฮ้าส์ MaDamHouse #Runway FashionWeek2026 BangkokCityInternationalFashionWeek #HilltribeHouse

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรีเปิดยิ่งใหญ่! งาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย” ชูอารยธรรมดินเผา 700 ปี ปลุกท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกลุ่มจังหวัดภาคกลาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา19.00 น.นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธี เปิดฉากอย่างอลังการกับงาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ แหล่งโบราณสถานพิพิธภัณฑ์เตาเผา

แม่น้ำน้อย และวัดพระปรางค์ อำเภอบางระจัน เพื่อประกาศศักดาความเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำและแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ใหญ่ที่สุดในอดีต หวังดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธาและประวัติศาสตร์​ยกระดับโบราณสถาน สู่หมุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพสูง

โดยมี นายปฏิญา สันติชาติงาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวไทยสู่รูปแบบคุณค่าสูง (High Value) โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปี ของเตาเผาแม่น้ำน้อยเป็นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน

ไฮไลต์สุดตระการตา “แสง สี เสียง” เล่าขานตำนานเมืองสิงห์
​บรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความคึกคัก กับการแสดง แสง สี เสียง (Light & Sound) สื่อผสมที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของภูมิปัญญาช่างปั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้อย่างสมจริง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเด่นที่น่าสนใจ อาทิ:
​การแสดงศิลปวัฒนธรรม: การแสดงโขน, ลิเก, หนังใหญ่ และนาฏมวยไทยที่หาชมได้ยาก

​โซนวิชาการ: การเสวนาความรู้ทางประวัติศาสตร์และการแข่งขันตอบปัญหาชิงรางวัลช้อป ชิม ชิลล์: การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP เกรดพรีเมียม และอาหารพื้นถิ่นรสชาติดั้งเดิมของชาวสิงห์บุรีความบันเทิง: คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ หนู มิเตอร์, ไข่มุก The Voice, ณัฎฐ์ กิตติสาร และกานดา อาร์สยาม ที่จะสลับสับเปลี่ยนมาสร้างรอยยิ้มตลอด

การจัดงานเชื่อมโยง “เส้นทางสายศรัทธา” กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า “งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองอดีต แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ‘ตามรอยพระพุทธบาทกราบศรัทธา’ และวิถีชุมชนลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ซึ่งจะช่วย

สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน”
​จังหวัดสิงห์บุรีขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมย้อนรอยอารยธรรมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของดินเผาเมืองสิงห์ในงาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เตาเผาแม่น้ำน้อย และวัดพระปรางค์ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี (เข้าชมฟรีตลอดงาน!)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการคนละลูก เดินหน้าสร้างฝันเยาวชนไทย มอบลูกฟุตบอลมิกาซ่าให้โรงเรียนท่างิ้ว(ต.ช.ด.อุปถัมภ์)อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

แชร์เนื้อหานี้

พร้อมเปิดคลินิกฟุตบอล ​[ตรัง]– โครงการคนละลูกสานต่อภารกิจสร้างโอกาสทางกีฬาให้เยาวชนไทย จัดกิจกรรม ผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง ปีที่ 8 ประจำปี 2569 มอบลูกฟุตบอลคุณภาพมาตรฐานสากลจาก “มิกาซ่า” (Mikasa) ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศไทย พร้อมเปิดตัวกิจกรรมคลินิกฟุตบอลเพื่อฝึกสอนทักษะพื้นฐานและเทคนิคการเล่นฟุตบอลอย่างถูกวิธีให้กับเด็กๆ

นายวิโรจน์ นิตย์ใหม่ หัวหน้าสำนักงานโครงการคนละลูกจังหวัดตรัง (คนที่ 3 ขวามือ) มอบลูกฟุตบอลมิกาซ่า ให้นายเกรียงไกร ตันเจี่ย ผู้อำนวยการโรงเรียนท่างิ้ว(ต.ช.ด.อุปถัมภ์) จังหวัดตรัง
​โครงการคนละลูก ในฐานะผู้นำเยาวชนด้านกีฬา ได้เล็งเห็นถึง

ความสำคัญของการออกกำลังกายและการสร้างระเบียบวินัยผ่านการเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬายอดนิยม แต่ในหลายพื้นที่ยังคงขาดแคลนอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ในปีนี้ทางโครงการคนละลูก จึงได้จัดหาลูกฟุตบอลมิกาซ่าเพื่อส่งมอบให้แก่โรงเรียนต่างๆ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนและฝึกซ้อม

นอกจากการมอบอุปกรณ์แล้ว ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมในปีนี้คือการจัด “คลินิกฟุตบอล” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ มุ่งหวังที่จะเป็นสะพานส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้กับเด็กไทยทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม การสนับสนุนลูกฟุตบอลมิกาซ่าพร้อมกับการให้ความรู้ผ่านคลินิกฟุตบอล จะช่วยให้เยาวชนมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย ตัณฑสมบูรณ์ ประธานโครงการคนละลูก กล่าว โครงการคนละลูก ผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง ปีนี้เป็นปีที่ 8 ผมต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุน บริษัท มิกาซ่า อินดัสตรี้ส์(ไทยแลนด์)จำกัด บริษัท พี.เค.พี.เท็กซ์ไทล์ โปรดักส์ จำกัด บริษัท ซี.อาร์ ทเวลฟ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ซันสวีท จำกัด(มหาชน) บริษัท กีล่า สปอร์ต จำกัด ที่สนับสนุนโครงการคนละลูกมาโดยตลอดและสำนักสื่อมวลชนทุกสำนักที่ประชาสัมพันธ์ข่าวมาโดยตลอด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบช.ภ.5 แถลงข่าวจับกุมชายก่อเหตุฆาตกรรมชายเร่ร่อน 3 ราย ในพื้นที่ สภ.ช้างเผือก สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ และ สภ.เมืองเชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวจับกุมชายก่อเหตุฆาตกรรมชายเร่ร่อน 3 ราย ในพื้นที่ สภ.ช้างเผือก ต่อเนื่องพื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ สภ.เมืองเชียงรายโดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่, พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผกก.สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้องประชุม ศปก.สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่

กรณีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ พบศพนายบุญเรือง ชายเร่ร่อน อายุ 51 ปี ถูกแทงคอและเผาอำพรางใต้สะพานรัตนโกสินทร์ และต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2569 สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ พบศพนายโจ้ ชายเร่ร่อน อายุ 46 ปี ใต้สะพานขัวสลีเวียงพิงค์ต่อมา สามารถติดตามจับกุมนายปะแนะ อายุ 31 ปี ที่อยู่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ผู้ก่อเหตุ ได้ที่บริเวณหน้าตลาดช้างเผือก จ.เชียงใหม่ และให้การรับสารภาพก่อเหตุฆ่าชายเร่ร่อน 2 ราย ของทั้ง สภ.ช้างเผือก และ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่

ตามวันเวลาดังกล่าว และได้ซักถามขยายผล จนนายปะแนะฯ ให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุฆาตกรรมชายเร่ร่อนอีก 1 ราย เหตุเกิด ริมถนนสาธารณะสิงหไคล ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 ที่ผ่านมา จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายปะแนะฯ ได้กระทำผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย” นำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลบ้านกรูด จัดกิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน การทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09:00 น.ที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด

เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด)

โดยมี นางสาวพนิดา ชูแข นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กล่าวรายงานการจัดโครงการ พร้อมด้วย คณะบริหาร ประธานสภาและสมาชิกสภาเทศบาล รองปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการทุก

ส่วนกอง หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ พนักงานเทศบาล และผู้ร่วมกิจกรรม เข้าร่วมพิธีเปิด และได้รับเกียรติจาก นางสาวจีรวรรณ สุขผล ครูโรงเรียนบางสะพานวิทยา และนางสาววิไล ปักษี ปราชญ์ชุมชน เป็นวิทยากรบรรยาย

โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 30 เมษายน 2569

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ จำนวน 40 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นการสนับสนุนส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น

ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านกรูด อีกทั้งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ ประสบการณ์ในการฝึกประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อนำไปต่อยอดในการเพิ่มอาชีพและรายได้แก่ผู้ร่วมกิจกรรม

//////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาค 2 เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 42 ปี ทหารพรานที่ 21 สานต่อภารกิจความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่กองบังคับการกรมทหารพรานที่ 21 ค่ายศรีสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีวันสถาปนากรมทหารพรานที่ 21 ครบรอบ 42 ปี โดยมี พลตรี ประเสริฐ สิงขรเขียว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 28

นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พลตำรวจตรี วีระเดช เลขะวรกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธร

จังหวัดเลย พันเอก ศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและเอกชน ตลอดจนกำลังพล อาสาสมัครทหารพราน และครอบครัวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายในพิธีมีการทำบุญตักบาตรและประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการทหารผู้เสียสละและพลีชีพเพื่อชาติ นอกจากนี้ยังมีการถวายผ้าป่าสมทบทุนสร้างพิพิธภัณฑ์ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานของกำลังพล

สำหรับกรมทหารพรานที่ 21 จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงภายในประเทศ โดยเฉพาะการปราบปรามการก่อความไม่สงบ ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนและการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจตามมาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ จนสถานการณ์ความไม่สงบ

ลดระดับลงปัจจุบันบทบาทของทหารพรานได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การสนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน และรองรับภัยคุกคามในระดับต่ำ เพื่อออมกำลังของหน่วยรบหลัก ทั้งนี้ โครงสร้างของหน่วยยังคงมีความยืดหยุ่น คล่องตัว สามารถปรับเพิ่มหรือลดกำลังได้ตามสถานการณ์ ในอนาคต เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าหลวง จ.ลพบุรี ชูสินค้า OTOP “จัดกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ หอประชุมอำเภอท่าหลวง ที่ว่าการอำเภอท่าหลวง โดย นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานเปิดงานกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพประชาชนอำเภอท่าหลวง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และผู้เข้าร่วมงานกิจกรรม พร้อมกันบริเวณจัดงาน. โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ได้กล่าวว่า อำเภอท่าหลวง ร่วมกับ ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ได้จัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอท่าหลวง

โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ และยังได้มีการนำผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP ผู้ประกอบการายย่อย (SMEs)มาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และจะได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้อำเภอท่าหลวง จะจัดกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าฯ ในทุกวันศุกร์ และเริ่มครั้งแรก ในวันนี้ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม นี้เป็นต้นไป จะมีสินค้ามาเพิ่มใหม่และสดอยู่ตลอดเวลา โดยในวันนี้จะมีสินค้าเพื่อมาออกร้านค้า ร่วมลดราคาให้ประชาชนดังนี้

  1. ปลาส้ม บ้านท่ากรวด ตำบลแก่งผักกูด
  2. กลุ่มหัตถกรรม บ้านกาญจนา ตำบลแก่งผักกูด
  3. ปลาแปรรูป ผู้ใหญ่ลำดวน
  4. ผักทองดี
  5. ปลาส้ม ผู้ช่วยจำปี พรพรหม
  6. จิ้งหรีดทอด ผู้ใหญ่นุชนารถ
  7. ขนมบ้าบิ่น น้องนุช
  1. สลัดผักไร่ธรรมนาธาร (โคก หนอง นา)
  2. กลุ่มกระเป้า บ้านท่ากรวด ตำบลแก่งผักกูด
  3. ต้นอ่อนทานตะวันพิมลพรรณ
  4. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ตำบลชับจำปา
  5. กลุ่มสตรี บ้านทุ่งดินแดง
  6. ข้าวโพดทอดกรอบ ตำบลหัวลำ
  7. ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย ราคาประหยัด จากโรงงานน้ำตาตาล T.N.
  1. กระดาษทิชชู ราคาย่อมเยา จากโรงงานกระดาษวังเปเปอร์
  2. ข้าวสาร ราคาประหยัด จาก ธกส. สาขาท่าหลวง
  3. หอยทอด/ ผัดไท
  4. ขนมจีบ/ ชาลาเปา/ เขียงไม้มะขาม
    และสินค้าอื่นๆอีกมากมาย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายก อบจ.นครปฐม มอบเงิน ตร.ภูธรจ.นครปฐม เพื่อจัดทำโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด CCTV (AI) จ.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 อบจ.นครปฐม โดยการนำของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม มอบเงินอุดหนุนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เพื่อจัดทำโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด CCTV (AI) ในเขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ช่วยป้องปรามอาชญากรรม บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานเพื่อแจ้งความหรือดำเนินคดีต่างๆ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สมาคมสื่อมวลชน จ.น่าน สืบสานฮีดฮอย ป๋าเพณีปี๋ใหม๋เมืองน่าน การวะขอพร ผู้บริหารบริษท ส.เต็งไตรรัตน์ (น่าน)จำกัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ณ ห้องรับรองผู้บริหารหาร บริษัท ส.เต็งไตรรัตน์(น่าน)จำกัด บ.เจดีย์ ต.ดู่ไต้ อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ ศรีเมือง เลขานุการสมาคมฯ

ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นายปรันต์ เหล่าสุริยงค์ คณะกรรมการสมาคมฯนายกฤษณ์ ธรรมศักดิ์ สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้สืบสานฮีดฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองน่าน การวะขอพร นายดุสิต(เสี่ยน้อง) นางกนกวรรณ(เก๋)เต็งไตรรัตน์ ผู้บริหารบริษัทส.เต็งไตรรัตน์(น่าน)จำกัด

ต่อมา เสี่ยน้องและคุณเก๋ได้สูมาการะและอวยพรให้ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านให้ประสพความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีความสุขความเจริญ และมีสุขภาพที่แข็งแรง ต่อจากนั้นนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้

อวยพรให้คุณดุสิตและคุณนกวรรณ มีสุขภาพที่แข็งแรง กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่วันสงกรานต์ ความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณมีความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยมาขอขมาลาโทษ

ซึ่งกัน ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีต่อเนื่องจากวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที

ของผู้น้อยและขอขมาลาโทษที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่อีกทั้งเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดไปตั้งแต่วันแรกของการเริ่มประเพณีสงกรานต์จนถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์ คำว่ารดน้ำดำหัวเป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาขอโทษผู้ใหญ่และขอพร

จากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือซึ่งจะมีการอาบน้ำ จริงๆ ฮือฮาทั้งตัวและดำหัวคือสระผมด้วยสิ่งที่ใช้สระผมก็จะเป็นน้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด การดำหัว ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการสระผม

แต่ในพิธีกรรมโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปีหมายถึงการชำระสะสางสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิต ให้วิ ลาดพร้าวไปด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระจึงใช้คำว่าดำหัวมาต่อท้ายคำว่าลดน้ำซึ่งมีความหมายคล้ายกันกลายเป็นคำซ้อนคำว่ารดน้ำดำหัวประเพณีรดน้ำดำหัวถือว่าเป็น

ประเพณีที่ดีงามอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติ เวลาที่ยาวนานซึ่งการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่บุคคลผู้ที่ตนให้ความเคารพนับถือการรดน้ำดำหัวนั้นจะเป็นการ

ขอโทษขออภัยซึ่งกันและกันที่เคยล่วงเกินกันหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกายล่วงเกินทางวาจาหรือว่าการล่วงเกินทางใจทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ดอลลาร์หรือว่าลับหลังก็ตามประเพณีรดน้ำดำหัว

หรือบางครั้งก็เรียกว่าประเพณีปีใหม่เมืองจะมีในระหว่างวันที่ 13 -15 เดือน เมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเองประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของ

เทศกาลสงกรานต์เพียงวันเดียวหรือวันเถลิงศกนั่นเอง ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ของไทยเป็นการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ใหญ่และผู้

มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่าการขอขมาลาโทษพร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อเสริมสิริมงคลของชีวิตและประเพณีนี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้ และเมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเองสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน สงกรานต์น่าน ปี2569การวะผู้บริหารบริษัท ส.เต็งไตรรัตน์น่าน สืบสานประเพณีไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.กรุงเทพพัทยา จัดประชุม “Comprehensive Neuroscience 2026” ยกระดับบุคลากรการแพทย์ทั่วภาคตะวันออก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม D1 อาคาร D ชั้น 10 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จ.ชลบุรี ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ได้จัดงานประชุมวิชาการครั้งสำคัญ “Comprehensive Neuroscience 2026: Advancing Trends into Practice” โดยมี พญ.พีรพรรณ เจรจาปรีดี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดการประชุมวิชาการท่ามกลางบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมทั้งในรูปแบบออนไลน์ (Online) และออนไซต์ (On-site) กันอย่างพร้อมเพรียง

การประชุมวิชาการครั้งนี้ ถือเป็นการรวบรวมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า ทั้งจากโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาและโรงพยาบาลเครือข่าย มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เจาะลึก อัปเดตเทรนด์ เทคโนโลยี และแนวทางการรักษาโรคทางสมองและระบบประสาท นำไปสู่การปฏิบัติจริง (Advancing Trends into Practice) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นในหลากหลายหัวข้อที่กำลังเป็นที่จับตามองในแวดวงประสาทวิทยา อาทิเจาะลึกโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ตั้งแต่การอัปเดต Guideline แนวทางการรักษา, การเชื่อมโยงเครือข่ายระบบส่งต่อผู้ป่วย (Integrated Stroke Network) ไปจนถึงทางเลือกใหม่ในการรักษาและการฟื้นฟู (Advance Neuro rehabilitation)อัปเดตโรคความเสื่อมของระบบประสาท: เกณฑ์การวินิจฉัยและระยะของโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) รวมถึงแนวทางการรับมือกับโรคพาร์กินสัน

นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการผ่าตัดสมอง (Technologies for safer brain surgery)
ครอบคลุมโรคทางประสาทวิทยาอื่นๆ แนวทางการรับมือกับอาการปวดศีรษะที่พบบ่อย (Common Headache for Non Neurologist) และกลุ่มโรคเส้นประสาทร่วมกล้ามเนื้อจากพันธุกรรม (Genetic Neuromuscular)ในยุคที่องค์ความรู้ทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว งานประชุมนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อให้ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา สามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านประสาทวิทยาในภาคตะวันออกได้อย่างแท้จริง

นอกจากความก้าวหน้าทางวิชาการแล้ว ภายใต้นโยบายด้านการพัฒนาของ รพ.กรุงเทพพัทยา ที่ให้ความสำคัญและใส่ใจกับความต้องการและเป้าหมายของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลคำนึงถึงเป็นอันดับแรก จึงมุ่งเน้นการดูแลรักษาโดยให้ความสำคัญกับผู้รับการรักษาเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยเริ่มพัฒนาด้วยการใช้ข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ของผู้ป่วย ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวยังเป็นประโยชน์นำไปสู่การพัฒนาการจัดบริการที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนกระบวนการในการดูแลรักษาระหว่างผู้ป่วยและทีมผู้ให้การรักษาให้ได้ผลลัพท์ที่ดี และผู้ป่วยสามารถกลับไปดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้ในที่สุด

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา หนึ่งในศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) ที่เป็นศูนย์การแพทย์ชั้นนำพร้อมด้วยแพทย์มีประสบการณ์ทุกสาขา รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ครบครัน พร้อมพัฒนายกระดับมาตรฐานการรักษา และยืนยันความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการดูแลผู้ป่วยโรคทางสมองและระบบประสาท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในภาคตะวันออกต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” รอง ผบช.ภ.7 พร้อม ผบก.ภ.จว.นครปฐม นำคณะเยี่ยมตำรวจทุพพลภาพ สภ.ดอนตูม มอบเงิน-สิ่งของ สร้างขวัญกำลังใจ

แชร์เนื้อหานี้

“ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” รอง ผบช.ภ.7 พร้อม ผบก.ภ.จว.นครปฐม นำคณะเยี่ยมตำรวจทุพพลภาพ สภ.ดอนตูม มอบเงิน-สิ่งของ สร้างขวัญกำลังใจพล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ
รอง ผบช.ภ.7พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ผบก.ภ.จว.นครปฐม

คุณปุญภา อุปพงษ์ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมพร้อมด้วยพ.ต.อ.ยงลิต ศุภผลผกก.สภ.ดอนตูมพ.ต.ท.สมยศ ทรัพย์จรัสแสงรอง ผกก ป.สภ.ดอนตูมพ.ต.ท.ทักษิณ ทองดี

สว.อก.สภ.ดอนตูมว่าที่ พ.ต.ต.สมองค์ ใจสำรวมสวป.สภ.ดอนตูม
คุณสุธาสินี ตุมรสุนทรคุณกิ่งแก้ว ศุภผลคุณนิยม ฆ้องรัตนพรชัย
สมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐมและข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม

ร่วมตรวจเยี่ยม ด.ต.วรรณลภย์ บุญพันธ์ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ดอนตูม ข้าราชการฯตำรวจสังกัด ภ.จว.นครปฐม ที่ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน เพื่อตำรวจที่ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่”

ในการนี้ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7 ได้มอบเงินสวัสดิการข้าราชการตำรวจ จำนวน 5,000 บาท และคุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ได้มอบเงินช่วยเหลือจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นมามอบให้แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.ไล่ล่าลอบขน “กระเทียมเถื่อน” ข้ามโขง ยึดของกลางกว่า 1.3 ตัน คนร้ายหนีทัน ทิ้งของกลางริมฝั่งโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม

ได้สั่งการให้ น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร นำกำลังชุดลาดตระเวนทางเรือออกตรวจเข้มบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

กระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 29 เมษายน เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือต้องสงสัยแล่นมาจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย บริเวณร้านหมูกระทะ ใกล้ถนนคนเดินริมโขง ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยพบกลุ่มบุคคลประมาณ 8-10 คน ยืนรอรับของอยู่ริมฝั่ง

เมื่อเรือเข้าจอดเทียบฝั่ง กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงวัตถุคล้ายกระสอบขึ้นจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้กระทำผิดไหวตัวทัน ทิ้งของกลางและเรือ อาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบเป็นกระเทียมบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าตรวจพื้นที่จนถึงเวลา 02.30 น. แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร

ผลการตรวจสอบโดยละเอียด พบกระเทียมจำนวน 73 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,387 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยกระสอบละประมาณ 19 กิโลกรัม ซึ่งเข้าข่ายเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และนำส่งด่านศุลกากรมุกดาหารเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงานกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #นรข #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ของเถื่อน #หนีภาษี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ตรวจฯสำนักนายกฯ และคณะกรรมการธรรมมาธิบาล จ. ก.ธ.จ. ลงพื้นที่ จ.ประจวบฯ ตรวจโครงการสะพานข้ามทางรถไฟ หลังชาวบ้านร้องเรียน

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาววรพรรณ เลิศไกร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 4 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ก.ธ.จ.) ครั้งที่ 1/2569

โดยมี นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสุวัฒน์ สมะตะ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ก.ธ.จ.) หัวหน้าแขวงทางหลวงชนบท ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสะพานเกือกม้าข้ามทางรถไฟทางคู่ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน โดยได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย แขวงทางหลวงชนบทประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด นายอำเภอทับสะแก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการสอดส่องโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีมติให้บรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนการสอดส่องของ ก.ธ.จ. เพิ่มเติม พร้อมกำหนดแผนลงพื้นที่ในระยะต่อไป รวมถึงการนำเสนอผลการสอดส่องโครงการตามแผนปฏิบัติงาน จำนวน 7 โครงการ และการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชน กรณีการก่อสร้างถนนสายเพชรเกษมช่วงหัวหิน–ปราณบุรี และเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชนที่มีลักษณะทิ้งร้าง ซึ่งที่ประชุมมีมติรับไว้พิจารณาและเร่งรัดหาแนวทางแก้ไข

ในช่วงบ่าย คณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณจุดเสี่ยงสะพานเกือกม้าข้ามทางรถไฟทางคู่ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ได้แก่ บริเวณหน้าเทศบาลตำบลทับสะแก จุดกลับรถหมู่ที่ 1 ตำบลนาหูกวาง จุดกลับรถหน้าโรงเรียนบ้านดอนทราย และจุดกลับรถบ้านโคกตาหอม หมู่ที่ 9 ตำบลอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสภาพปัญหาและรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน หมู่ที่ 9 ตำบลอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสภาพการดำเนินงานจริง และนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาแนวทางฟื้นฟูหรือปรับปรุงโครงการให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0623644468

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำการพยาบาลจากวิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข เข้าศึกษาดูงาน Smart Health Care โรงพยาบาลนครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายแพทย์ สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวต้อนรับ นายแพทย์ ชายตา สุจิตนพรัหม ผู้อำนวยการวิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.ราศรี ลีนะกุล อดีตเลขาธิการสภาการพยาบาล และผู้เข้าอบรมหลักสูตรฝึกอบรมผู้นำการพยาบาล รุ่นที่ 10 ประจำปี 2569

เข้าศึกษาดูงานหัวข้อ ”Smart Health Care โรงพยาบาลนครปฐม” วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำการพยาบาล รุ่นที่ 10 ให้ได้เรียนรู้ระบบบริหารจัดการบริการทางการแพทย์
ที่ทันสมัย

และมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กรพยาบาลและยกระดับการบริหารจัดการสาธารณสุข ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดเส้นทาง “แม่น้ำน้อย” ชูตำนานเตาเผา 700 ปี ดึงสื่อร่วม PRESS TOUR ปลุกกระแสเที่ยวงานดินเผาเมืองสิงห์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี นำโดย นายปฏิญญา สันติชาติงาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี จัดกิจกรรม PRESS TOUR เส้นทาง “แม่น้ำน้อย” พาคณะสื่อมวลชนจาก 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน

ได้แก่ สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท ลงพื้นที่อำเภอบางระจัน เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ก่อนถึงงานใหญ่ “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 พฤษภาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เตาเผาแม่น้ำน้อย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรีสมาพันธ์ SME ไทยจังหวัดสิงห์บุรี และ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีสิงห์บุรีวิสาหกิจเพื่อสังคมจำกัด ทำหน้าที่นำคณะสื่อมวลชนเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิง

วัฒนธรรมและศรัทธา เริ่มต้นที่ “เตาเผาแม่น้ำน้อย” แหล่งโบราณคดีสำคัญอายุราว 700 ปี ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก สะท้อนถึงภูมิปัญญาและความรุ่งเรืองของชุมชนในอดีต

จากนั้นเดินทางสู่ “วัดม่วงชุม” กราบสักการะหลวงพ่อขาว ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านและสายศรัทธา ก่อนแวะชมความงดงามของ “วัดจุกคลี” ที่โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปองค์ใหญ่และจิตรกรรมบนโอ่งจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้

อย่างน่าสนใจต่อเนื่องด้วย “วัดสะเดา” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากโบสถ์ประดับเครื่องลายครามสังคโลก พร้อมกิจกรรมลอดเบี้ยแก้เสริมสิริมงคล ก่อนปิดท้ายเส้นทางที่ “วัดพระปรางค์ชันสูตร” ชมพระปรางค์โบราณสมัยอยุธยา และพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาทรงคุณค่าอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คณะสื่อมวลชนยังได้สัมผัสเสน่ห์อาหารพื้นถิ่นรสจัดจ้านที่ “ร้านลาบมะลิวัลย์” ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและรสชาติแบบบ้าน ๆ ของชาวสิงห์บุรีได้อย่างลงตัวนายปฏิญญา สันติชาติงาม กล่าวว่า การจัดกิจกรรม PRESS TOUR ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดสิงห์บุรี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมเชิญ

ชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของงาน “ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวาทั้งนี้ งาน “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย ดินเผาเล่าเรื่องเมืองสิงห์” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 พฤษภาคม 2569

ณ พิพิธภัณฑ์เตาเผาแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่ได้อย่างคึกคักในช่วงต้นฤดูท่องเที่ยวนี้.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คืบหน้าคดี สูติบัตรทิพย์ โคราช สอบพยานแล้ว 4-5 ปาก พบผู้เกี่ยวข้อง 27 ราย คาดส่งสำนวน ป.ป.ช. ต้นเดือนหน้า

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา ความคืบหน้ากรณี ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนของเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตรวจพบทุจริตในงานทะเบียนราษฎร มีพฤติการณ์ปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ และเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาทนั้น

ล่าสุด วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายสืบสวนได้ลงพื้นที่หาข้อมูลเชิงลึก พร้อมรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประกอบในสำนวนคดี

เบื้องต้นพบผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการดังกล่าวจำนวน 27 ราย และได้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 4-5 ปาก ซึ่งทุกปากคำล้วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างเรียกพยานเพิ่มเติม รวมถึงรวบรวมเอกสารหลักฐานสำคัญ เพื่อให้คดีมีความรัดกุมมากที่สุดผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้มีกระแสข่าวว่าลักษณะการกระทำผิดอาจเกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลอื่น แต่หากหน่วยงานใดตรวจพบความผิดปกติ ขอให้นำข้อมูลมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที

สำหรับความยากง่ายของคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าเป็นคดีที่สามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการปกติ เพียงแต่เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใสทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากถึงประชาชน หากพบเบาะแสหรือสิ่งผิดปกติ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือบุคคลต่างชาติที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย

สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง หรือโทรแจ้งสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างไรก็ตาม คาดว่าการรวบรวมพยานหลักฐานและจัดทำสำนวนคดี จะแล้วเสร็จและส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาได้ ไม่เกินช่วงต้นเดือนหน้า เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบช.ภ.5 แถลงข่าวจับกุมชาวจีนหัวหน้าแก๊งฉ้อโกงออนไลน์และหญิงไทย ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า รวมทั้งหมด 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมออนไลน์ ของ ชุด PCT ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมกับ สภ.เมืองเชียงใหม่ จับกุมชาวจีนหัวหน้าแก๊งฉ้อโกงออนไลน์และหญิงไทยทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า รวมทั้งหมด 3 ราย ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ ข่มขู่ กักขัง หน่วงเหนี่ยว และบังคับให้ผู้เสียหาย ทำธุรกรรมรับโอนเงินจากบัญชีม้าหลายครั้ง

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ร่วมแถลงผลการจับกุมณ ห้องประชุม สภ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่โดยผู้ต้องหาทั้งหมดได้ร่วมกันกระทำความผิดเป็นขบวนการ โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ใช้วิธีโพสต์ประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลอกลวงผู้เสียหาย

ให้ติดต่อและนัดพบในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนพาไปกักขัง ข่มขู่ และบังคับให้มอบโทรศัพท์มือถือพร้อมแอปพลิเคชันธนาคาร เพื่อใช้บัญชีเป็นบัญชีม้ารับโอนเงินจากการกระทำความผิดจากนั้นนำเงินไปซื้อสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแปลงเป็นเงินสดและทรัพย์สินอื่น เพื่อกระจายต่อในเครือข่าย เมื่อบัญชีถูกอายัดจะปล่อยตัวผู้เสียหายพร้อมให้ค่าตอบแทน โดยมีการติดต่อสื่อสารและวางแผนผ่านแอปพลิเคชัน Telegram เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่..