เรื่องทั้งหมดโดย admin

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมชลประทานจัดการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เวทีที่ 13 โครงการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำระดับตำบลตามผังน้ำ กลุ่มพื้นที่ภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. จัดประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เวทีที่ 13 ( อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ) ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้ “โครงการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำระดับตำบลตามผังน้ำ กลุ่มพื้นที่ภาคใต้” นำโดย นางสาวใจรัก เกษเกษม วิศวกรโยธาชำนาญการ ส่วนวางโครงการที่ 4 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา โดยได้รับเกียรติจาก นายเนรมิต เหลืองอร่ามฟ้า นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม
มีผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 71 คน

ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการรวบรวมข้อมูล แนวคิด แนวทาง และวิธีการจัดทำผังน้ำและแผนพัฒนาแหล่งน้ำระดับตำบลให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ พร้อมทั้งนำเสนอผลการดำเนินงานเบื้องต้น
รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการจัดทำร่างแผนพัฒนาแหล่งน้ำระดับตำบล
กรมชลประทานมุ่งมั่นที่จะต่อยอดแผนงาน

โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับแผนพัฒนาระดับลุ่มน้ำ ผ่านการรวบรวมข้อมูลลงแพลตฟอร์มสารสนเทศ ให้ครอบคลุมทั้งด้านอุตุ – อุทกวิทยา วิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ และบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สู่การพัฒนาระบบชลประทานระดับตำบลที่มั่นคงและยั่งยืน
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการ ”พิทักษ์คีรีขันธ์” ยึดบุหรี่‑บุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน มูลค่ากว่า 4.07 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ประจวบคีรีขันธ์ — ศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ร่วมสนธิกำลังกับหน่วยงานความมั่นคงหลายภาคส่วน เปิดปฏิบัติการ ”พิทักษ์คีรีขันธ์” สกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีตามเส้นทางยุทธศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สามารถยึดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน รวมมูลค่าและค่าภาษีอากรกว่า 4,076,700 บาท

ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงการคลัง โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร ภายใต้การสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

นายฐิติพงศ์ คำผุย จึงได้บูรณาการร่วมกับ นายชวภณ สินพูนภักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.อัคราวัน สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พ.อ.สโรจ สุขศิริ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรห้วยยาง นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัด ด่านตรวจประมงเขต 6 ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบคีรีขันธ์

เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการสกัดรถยนต์และบริษัทขนส่งบนถนนเพชรเกษม หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่ามีขบวนการลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากภาคใต้เข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นมาล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจสกัดบริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก ได้ตรวจค้นพบ บุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่สำหรับส่งออกเท่านั้น จำนวน 17,550 แท่ง หรือ 351,000 มวน และบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 276 ชิ้น ซึ่งไม่มีหลักฐานผ่านพิธีการศุลกากร จึงได้ตรวจยึดของกลาง โดยมีมูลค่าและค่าภาษีอากรรวมประมาณ 4,076,700 บาท

ตลอดห้วงปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้รวม 21 คดี ยึดบุหรี่รวม 19,488 แท่ง หรือ 3,897,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยา 800 ชิ้น รวมถึงสินค้าอื่นๆ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม สุรา ยาสมุนไพร น้ำหอม และกระเป๋าละเมิดลิขสิทธิ์ รวมมูลค่าและค่าภาษีอากรทั้งสิ้น 45,095,787.60 บาทนายฐิติพงศ์ คำผุย เปิดเผยว่า ขบวนการค้าสินค้าเถื่อนได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นยุทธวิธี “สงครามส่งด่วน” โดยใช้ระบบพัสดุด่วนเอกชน กระจายสินค้าแบบกองทัพมด ใช้ชื่อปลอม บัญชีม้า และจ่าหน้ากล่องเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อะไหล่ยนต์ หรือของใช้ครัวเรือน เพื่อปะปนกับพัสดุถูกกฎหมาย ก่อนส่งไปทั่วประเทศภายใน 24‑48 ชั่วโมง ควบคู่กับการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และกลุ่มโซเชียลมีเดีย

การลักลอบดังกล่าว สร้างความเสียหายต่อระบบรายได้ของรัฐ บิดเบือนกลไกการค้า และเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชาชน เนื่องจากบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน อาจปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนัก รวมถึงเป็นช่องทางให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งเม็ดเงินที่ได้ยังอาจถูกนำไปสนับสนุนการฟอกเงินและกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กำลังขยายผลการสืบสวน เรียกบริษัทขนส่ง ผู้ส่งสินค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปหน่วยงานความมั่นคงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังคงเดินหน้าบูรณาการเฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงทั้งทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

/////////////////////

ข่าวโดย ณัฐธภพ พันสาย / จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นายก อบต.ห้วยยาง ติดตามงานก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่น–ท่าเทียบเรือประมง95 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พ.ย. 69 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่นและท่าเทียบเรือประมง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์คลื่นลมแรงในช่วงฤดูมรสุม และสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องชาวประมงในพื้นที่

โครงการดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กรมเจ้าท่า เป็นจำนวนกว่า 95 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่นและท่าเทียบเรือประมงที่ได้มาตรฐาน ช่วยปกป้องเรือและทรัพย์สินของชาวประมงจากคลื่นลมแรง อำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนประมงอย่างยั่งยืน

นายธวัชชัย แดงฉ่ำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง กล่าวว่า จะเฝ้าติดตามความคืบหน้าและคุณภาพงานก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนด สามารถใช้งานได้ทันท่วงที และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาวประมงและชุมชนห้วยยางอย่างแท้จริง โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของชาวประมง ทั้งอำเภอเมือง อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน สามารถนำเรือมาจอดหลบมรสุมได้
//////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สภาเกษตรกรแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือสภาทนายความและยุติธรรมจังหวัดนครพนม เร่งช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินทำกิน

4 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกร สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนม จัดประชุม ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครพนมหลังเก่า เพื่อรับฟังปัญหา ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน

จากปัญหาที่ดินของรัฐทับซ้อนกับที่ดินทำกิน รวมถึงกรณีเกษตรกรอ้างว่าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินมาเป็นเวลาหลายสิบปี แต่กลับพบว่ามีบุคคลนอกพื้นที่นำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิทับซ้อน โดยไม่เคยทราบมาก่อน จนกระทั่งพบว่าที่ดินที่อยู่อาศัยและทำกินถูกนำไปประกาศขายทอดตลาด

การดำเนินงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ มอบหมายให้ นายอดุลย์ คำไพ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครพนม ประสาน นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ นำกลไกศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกรเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายและหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกร

การประชุมมี นายณรงค์รัฐ ภูติรถยา อุปนายกฝ่ายบริหารสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, นางสาวเพชราภรณ์ ตั้งสุขวรคุณ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครพนม, นายวีรชาติ จันทจร ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครพนม พร้อมผู้แทนสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนม, นายดิเรก จอมทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการที่ดินและที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิฯ, พันตำรวจโทอิทธิพล บุญพินิจ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคุ้มครองสิทธิเกษตรกร ตลอดจนผู้แทนสภาเกษตรกรจังหวัดนครพนม เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและสังเกตการณ์

ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางช่วยเหลือสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่

  1. การคุ้มครองสิทธิทางกฎหมาย สภาทนายความให้คำปรึกษาข้อกฎหมายและแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ
  2. การขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนมให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนการยื่นคำร้องขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหรือดำเนินการทางกฎหมาย
  3. การตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อน นายดิเรก จอมทอง ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบขั้นตอนและความชอบด้วยกฎหมายในการออกเอกสารสิทธิ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สำหรับการดำเนินงานต่อจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกร และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดนครพนม เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานสภาทนายความและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ตลอดจนรายงานความคืบหน้าให้สภาเกษตรกรแห่งชาติทราบต่อไป

“การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้รับคำปรึกษาและเข้าถึงกระบวนการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมาย พร้อมผลักดันการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเป็นธรรม” นายดิเรก จอมทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการที่ดินและที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือเกษตรกร สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว

/////////////////
ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เขาฉกรรจ์เดือด! หนุ่มวัย 30 ปี ร้องศูนย์ดำรงธรรม อ้างถูกกำนันหญิง ใช้แก้วเยติ ตบปากแตก ร้องสื่อช่วยติดตาม หวั่นคดีเงียบ

แชร์เนื้อหานี้

สระแก้ว – หนุ่มวัย 30 ปี ร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเขาฉกรรจ์ ขอความเป็นธรรม หลังอ้างถูกกำนันหญิง ทำร้ายร่างกาย ใช้แก้วเยติฟาดบริเวณริมฝีปากบนจนแตกเป็นแผลฉีกขาด ต้องเย็บรักษา เดินหน้ายื่นหนังสือถึงนายอำเภอ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมร้องสื่อช่วยติดตาม หวั่นเรื่องเงียบ

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนานัท กาโห้ อายุ 30 ปี ผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเขาฉกรรจ์ พร้อมขอเข้าพบ นายอำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาด้านวินัย หลังกล่าวอ้างว่าถูกกำนันหญิง รายหนึ่ง ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บบริเวณริมฝีปากบน ต้องเข้ารับการรักษาและเย็บบาดแผล

นายธนานัท เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลาประมาณ 01.30 น. ขณะตนกำลังนั่งรับประทานอาหารภายในงานเลี้ยงวันเกิดของพี่ที่สนิทกัน ณ บ้านพี่เดียวดาย หมู่ 6 ตำบลเขาฉกรรจ์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้วระหว่างนั้นมีกำนันหญิง รายหนึ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร และพูดกับหลานชาย ของกำนันให้กลับบ้าน ขณะเดียวกัน นายธนากร ซึ่งเป็นพี่ชายของตน ได้ยกมือไหว้ทักทายกำนัน แต่กลับได้รับคำพูดว่า “มึงไม่ต้องมายุ่ง” ก่อนที่นายธนากร จะตอบกลับว่า “ผมผิดอะไร”

จากนั้น กำนันหญิง รายดังกล่าวได้หยิบแก้วเยติ หรือแก้วเก็บความเย็น ที่วางอยู่บนโต๊ะ ปาเข้าใส่บริเวณใบหน้าของ นายธนานัท จำนวน 1 ครั้ง ส่งผลให้บริเวณริมฝีปากบนแตกเป็นแผลฉีกขาด มีเลือดออก และต้องเข้ารับการรักษาโดยการเย็บบาดแผลภายหลังเกิดเหตุ นายธนานัท ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาตามกฎหมาย

ผู้เสียหายยังระบุเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุคู่กรณีมีลักษณะคล้ายมึนเมา จึงตัดสินใจเดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเขาฉกรรจ์ และขอเข้าพบนายอำเภอ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และวินัยของกำนันหญิง รายดังกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และขอให้สื่อมวลชนช่วยติดตามนำเสนอข่าว เพื่อให้เรื่องดังกล่าวได้รับการตรวจสอบและไม่ถูกปล่อยให้เงียบหายไปทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยังกำนันผู้ถูกกล่าวหา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมต่อไป โดยผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่รัฐทีวี/เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่! ชาวบ้านป่ายุบร่วมใจสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ในพิธีเปิด “งานประเพณีวิ่งควายประจำปี บ้านป่ายุบ” ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่! ชาวบ้านป่ายุบร่วมใจสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ในพิธีเปิด “งานประเพณีวิ่งควายประจำปี บ้านป่ายุบ” ประจำปี 2569 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สมศักดิ์ศรีเมืองชลบุรี ผู้นำท้องถิ่นและแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง พร้อมไฮไลต์การประกวด “ควายงาม-ควายสวย” สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ณ พื้นที่จัดงานบ้านป่ายุบ ได้มีพิธีเปิด “งานประเพณีวิ่งควายประจำปี บ้านป่ายุบ” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี ให้คงอยู่สืบไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน

พิธีเปิดเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี นายคชาสุ เจนจิรวัฒนา (ผู้ใหญ่เหน่ง) เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานประเพณีวิ่งควาย พร้อมทั้งกล่าวต้อนรับประธานในพิธีและผู้มีเกียรติทุกท่านที่เดินทางมาร่วมงานอย่างอบอุ่น จากนั้น

นายพฤฒพงศ์ สิงโตทอง ที่ปรึกษาพิเศษนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (นายก อบจ.ชลบุรี) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี กล่าวเปิดงานประเพณีวิ่งควายอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งมอบกำลังใจให้แก่เกษตรกร ชาวบ้าน และผู้จัดงานที่ร่วมกันรักษาประเพณีอันทรงคุณค่านี้ไว้

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และหัวหน้าส่วนราชการ มาร่วมเป็นเกียรติและสร้างสีสันในพิธีเปิดอย่างคับคั่ง นำโดย นายสุวัฒน์ เจนจิวัฒนา, นายกอภิรักษ์ ผลเจริญสมบูรณ์, นายกจิ๊บ,

สจ.สุวีร์ณัช สุจิตขวานนท์ รวมไปถึง นายธนกฤต สิงโตทอง (กำนันกบ) ตลอดจนผู้นำท้องที่และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ที่เดินทางมาร่วมยินดีและร่วมชมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานอย่างใกล้ชิด

สำหรับบรรยากาศภายในงานนอกจากพิธีเปิดที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ได้รับความสนใจและเสียงปรบมือจากประชาชนผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

คือ “การประกวดควายสวยงาม” ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงต่างนำควายไทยที่มีลักษณะโดดเด่น สวยงาม และแข็งแรง เข้าร่วมประกวดประชันความงามกันอย่างคึกคัก สร้างความตื่นตาตื่นใจและถ่ายทอดเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยได้อย่างน่าประทับใจ

งานประเพณีวิ่งควายบ้านป่ายุบในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวชลบุรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงพลังความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชนบ้านป่ายุบและเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ที่ร่วมมือร่วมใจกันสืบสานมรดกทางภูมิปัญญาให้ยั่งยืนต่อไป
เอคนข่าว/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ซุกเต็มตู้ทึบ! มุกดาหารสกัดรถกระบะตู้ทึบ ซุกชิ้นส่วนโคแช่แข็ง 1.9 ตัน มูลค่า 4 แสนบาท จอดทิ้งริมรีสอร์ต

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจังหวัดมุกดาหาร สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบรถกระบะต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ก่อนตรวจพบของกลางเป็นชิ้นส่วนโคแช่แข็ง (เอ็นโค) น้ำหนักรวมเกือบ 2 ตัน มูลค่าประมาณ 400,000 บาท

การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.อ.สุวินัย ศิริจันทร์ รอง ผอ.รมน.จังหวัดมุกดาหาร (ท.) ซึ่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ร่วมกับนายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอหว้านใหญ่ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน. หมวดปืนเล็กที่ 1 ร้อย.ร. กกล.สุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบบริเวณตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

กระทั่งเจ้าหน้าที่พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บธ 1223 มุกดาหาร ดัดแปลงติดตั้งตู้ทึบบริเวณด้านหลังกระบะ จอดอยู่ข้างบัวหลวงรีสอร์ต บ้านนาแกน้อย ตำบลป่งขาม แต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่หรือบุคคลที่แสดงตนเป็นเจ้าของรถ

เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบภายในตู้ทึบ พบกล่องบรรจุสินค้าสีขาวจำนวนมาก มีถุงพลาสติกหุ้มปิดคลุมอยู่ เมื่อเปิดตรวจสอบพบว่าเป็นชิ้นส่วนโคแช่แข็ง หรือเอ็นโค จำนวน 193 กล่อง น้ำหนักกล่องละ 10 กิโลกรัม รวมน้ำหนักสุทธิ 1,930 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดชิ้นส่วนโคแช่แข็งทั้งหมด พร้อมรถกระบะที่ใช้ในการขนส่งไว้เป็นของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลตรวจสอบที่มาของสินค้า เส้นทางการลำเลียง และติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #กอรมน #ฝ่ายความมั่นคง #สินค้าหนีศุลกากร #ลักลอบนำเข้าสินค้า #ชิ้นส่วนโคแช่แข็ง #เอ็นโค #กกลสุรศักดิ์มนตรี

นักบินมุกดาหารงานเข้า! ตชด.สกัดกระบะขนยาบ้า 2 ล้านเม็ด คาถนนนาแก พบรับยาจากริมโขงธาตุพนมหลังลักลอบนำเข้าจากลาว

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการข่าว กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จังหวัดขอนแก่น สนธิกำลังชุดสืบสวน สภ.นาแก จังหวัดนครพนม สกัดจับเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมตรวจยึดยาบ้าประมาณ 2 ล้านเม็ด หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าขบวนการค้ายาเสพติดใช้รถกระบะรับยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้าจาก สปป.ลาว ผ่านแม่น้ำโขง บริเวณพื้นที่ชายแดน ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ก่อนลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ อ.นาแก

การปฏิบัติการครั้งนี้ ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าว บก.ตชด.ภาค 2 ได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเครือข่ายดังกล่าว จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.นาแก ลงพื้นที่ตรวจสอบและสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดตามที่ได้รับแจ้ง

กระทั่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบริเวณถนนในพื้นที่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม พบรถยนต์กระบะโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน บน 12 นครพนม มีลักษณะตรงตามข้อมูลที่ได้รับ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ โดยมีนายสมบุญ เหง้าโอสา อายุ 37 ปี ชาว ต.หนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เป็นผู้ขับขี่

จากการตรวจสอบบริเวณกระบะท้ายรถ พบถุงดำบรรจุกระสอบจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวมประมาณ 2,000,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาบ้าทั้งหมด พร้อมรถกระบะไว้เป็นของกลาง และควบคุมตัวนายสมบุญส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการลำเลียงและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสวนหาผู้ร่วมขบวนการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ตชดภาค2 #นครพนม #มุกดาหาร #นาแก #ยาบ้า2ล้านเม็ด #ยาเสพติดข้ามชาติ #สกัดยาเสพติด #ชายแดนแม่น้ำโขง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “สุชาติ” สั่งปราบให้สิ้นซาก! สกัดขบวนการค้าไม้พะยูงกลางมุกดาหาร ยึดรถบรรทุก 2 คัน รวบผู้ต้องหา 2 ราย เร่งล่านายทุน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งเดินหน้าปราบปรามขบวนการลักลอบค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย หลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังหลายหน่วยงานเข้าสกัดจับรถบรรทุกต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ตรวจยึดรถบรรทุกได้ 2 คัน พร้อมผู้ต้องหา 2 ราย เบื้องต้นพบไม้ต้องสงสัยคาดว่าเป็นไม้พะยูงทั้งหมด เร่งตรวจนับปริมาตรไม้ พร้อมขยายผลติดตามแหล่งที่มาและนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับรายงานจากนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กรณีได้รับแจ้งเบาะแสการลักลอบขนย้ายไม้พะยูงผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกับตำรวจ วางแผนเข้าสกัดจับกุม พร้อมเร่งขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ

เปิดปฏิบัติการ 2 จุดกลางเมืองมุกดาหาร เวลา 11.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากชุดปฏิบัติการพิเศษ ศปป.2 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กองป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกรัทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สภ.เมืองมุกดาหาร สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร สนธิกำลังเข้าตรวจสอบและตรวจยึดไม้ต้องสงสัยในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จำนวน 2 จุด ได้แก่

บริเวณโกดังด้านหน้า หจก.มติชนการโยธา ถนนเลี่ยงเมืองสาย 3019 ตำบลบางทรายใหญ่ บริเวณหน้าร้านปะยางไม่มีชื่อ ถนนสาย 3019 ตำบลมุกดาหาร
ผลการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดรถบรรทุกที่ใช้ขนย้ายไม้ต้องสงสัยได้จำนวน 2 คัน พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย โดยไม้ของกลางเบื้องต้นคาดว่าเป็นไม้พะยูงทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจนับจำนวนและวัดปริมาตรไม้ให้แน่ชัด เพื่อจัดทำบันทึกการตรวจยึดและดำเนินการตามกฎหมาย แกะรอยเส้นทางไม้ เร่งขยายผลถึงนายทุน

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ขนย้ายให้ข้อมูลว่าไม้ดังกล่าวถูกขนมาจากพื้นที่อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอหมายศาลเข้าตรวจค้นแหล่งรวบรวมไม้ต้องสงสัย เพื่อสืบหาที่มาของไม้ ตรวจสอบเส้นทางการลำเลียง และขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

นายสุชาติย้ำว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าปราบปรามการลักลอบตัดไม้และค้าไม้มีค่าอย่างจริงจัง พร้อมกำชับทุกหน่วยงานให้ประสานข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยต้องขยายผลไปถึงผู้สั่งการ นายทุน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงจับกุมผู้ขนส่งเท่านั้นทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อสกัดกั้นขบวนการค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย และปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/มุกดาหารตรวจสอบหญิงชุดขาว 3 ราย เดินเรี่ยไรเงิน อ้างไร้เงินใช้ ก่อนตำรวจตักเตือนและส่งกลับภูมิลำเนา

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่เทศกิจ เทศบาลเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีประชาชนแจ้งพบหญิงวัยกลางคน 3 ราย สวมชุดขาวคล้ายแม่ชี เดินขอรับบริจาคเงินในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีผู้พบเห็นบริเวณตลาดพรเพชร ก่อนเจ้าหน้าที่จะพบตัวหญิงทั้งสามบริเวณโรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนลเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าพูดคุย

สอบถาม หญิงทั้งสามพยายามใช้ร่มปิดบังใบหน้า โดยในช่วงแรกอ้างว่าเป็นชาวจังหวัดมุกดาหาร แต่ไม่ยินยอมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ จึงนำตัวไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หญิงทั้งสามมีอายุ 55 ปี 50 ปี และ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ ส่วนสถานะการเป็นแม่ชียังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนหญิงทั้งสามให้ข้อมูลว่า เดินทางจากจังหวัดชัยภูมิไปพักอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนเดินทางต่อมายังจังหวัดมุกดาหาร

และออกเดินขอรับเงินจากประชาชน โดยอ้างว่าไม่มีเงินใช้ พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ในจังหวัดขอนแก่นแจ้งให้ออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าของหญิงทั้งสาม ซึ่งยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ร.ต.อ.ทองดี เติมจิต หัวหน้าสายตรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้ลงบันทึกเหตุการณ์ พร้อมว่ากล่าวตักเตือนหญิงทั้งสามไม่ให้เดินเรี่ยไรในลักษณะดังกล่าวอีก และแจ้งว่าหากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พาหญิงทั้งสามไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขึ้นรถเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยการตรวจสอบครั้งนี้ ยังไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่หญิงทั้งสาม

ทั้งนี้ การแต่งกายด้วยชุดขาวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันสถานะการเป็นแม่ชีได้ ประชาชนที่พบเห็นการเรี่ยไรเงินในลักษณะที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนบริจาค และแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบเหตุผิดปกติ ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ชื่นชม! 4บุคลากรเจ้าหน้าที่ทำดีด้วยหัวใจ แพทย์-พยาบาลรพ. ดงหลวง ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ก่อนประสานกู้ชีพส่งโรงพยาบาล

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ เวลา 07.51 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่บริเวณถนนใกล้โรงเรียนคำป่าหลายสรรพวิทย์ จังหวัดมุกดาหาร เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงวัยกลางคน 1 ราย โดยเบื้องต้นพบว่ามีอาการบาดเจ็บรุนแรง กระดูกหน้าแข้งขวาหัก 2 ท่อน และมีบาดแผลบริเวณข้อเท้าขวา ขณะที่คู่กรณีอีกรายไม่ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเกิดเหตุ มีบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชนดงหลวง จำนวน 4 ราย ซึ่งเดินทางผ่านบริเวณดังกล่าว พบเห็นเหตุการณ์และเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที โดยให้การปฐมพยาบาลและดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินตามหลักวิชาชีพ พร้อมประสานรถกู้ชีพเทศบาลตำบลคำป่าหลายเข้ารับผู้บาดเจ็บ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลชุมชนหว้านใหญ่เพื่อรับการรักษาต่อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ทั้ง 4 ราย ร่วมช่วยเหลือประกอบด้วย นายเกรียงศักดิ์ กุลวงค์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ หัวหน้าห้องฉุกเฉิน (ER) โรงพยาบาลชุมชนดงหลวง นางอารีรัตน์ กุลวงค์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ หัวหน้าห้องคลอด (LR)

โรงพยาบาลชุมชนดงหลวง นางประภากร ห้วยทราย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รองหัวหน้ากลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลชุมชนดงหลวง และนายจีรศักดิ์ ห้วยทราย เภสัชกรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลชุมชนดงหลวง

การเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในครั้งนี้ สะท้อนถึงจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้ ความเสียสละ และการยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพของบุคลากรทางการแพทย์ ที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แม้อยู่นอกเวลาปฏิบัติงาน ถือเป็นแบบอย่างของการทำความดีด้วยหัวใจ

และเป็นความภาคภูมิใจของวงการสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารได้เผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวเพื่อประกาศเกียรติคุณและชื่นชมบุคลากรทั้ง 4 ราย ที่มีน้ำใจและปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างเต็มความสามารถ

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์/เปิดเวทีแฟชั่นนานาชาติ Fashion on the Road Season 4 ดัน Soft Power ผ้าทอและภูมิปัญญาล้านนา เชื่อมโยงแฟชั่น 3 ประเทศ สู่ Fashion Gateway แห่งลุ่มน้ำโขง

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2569) นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Fashion on the Road 4th Chiang Rai Fashion to the World Season 4 เวทีประกวดและแสดงแฟชั่นโชว์จากนักออกแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ ณ บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย–เมียนมา

แห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งการจัดงานครั้งนี้ จังหวัดเชียงราย โดยบริษัท เวลคัม ทู เชียงราย (Trader Chiang Rai)

ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและยกระดับ Soft Power ด้านผ้าทอ แฟชั่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคเหนือ สู่เวทีระดับนานาชาติ พร้อมสร้างโอกาสทางการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนอำเภอแม่สาย

ภายในงานมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ได้แก่ Fashion & Lifestyle Market ตลาดสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และอาหารจากผู้ประกอบการกว่า 170 บูธ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นนำเสนอสินค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนา 4431 Code: Chiang Rai Fashion to the World ภายใต้แนวคิด “จากเชียงรายสู่เวทีโลก” แลกเปลี่ยนมุมมองด้านวัฒนธรรม เยาวชน และอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยตัวแทนจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา และ สปป.ลาว เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการออกแบบ

การผลิต และการขยายตลาดแฟชั่นระหว่างประเทศ รวมถึง Chiang Rai Designers’ Showcase เวทีแสดงผลงานของนักออกแบบที่นำผ้าทอและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นแฟชั่นร่วมสมัย ถ่ายทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เข้ากับยุคสมัย และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

งาน Fashion on the Road Season 4 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม แฟชั่น เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมเปิดโอกาสให้ผ้าทอและอัตลักษณ์ล้านนาเป็นที่รู้จักในระดับสากล ผลักดันจังหวัดเชียงรายสู่การเป็น Fashion Gateway แห่งอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างเป็นรูปธรรม
ภาพ พงศกร ตันสุวรรณ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรีจัดกิจกรรม “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12” เฉลิมพระเกียรติ พลเมืองร่วมสร้างสุขภาพแข็งแรงกว่า 1,200 คน

แชร์เนื้อหานี้

​วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 05.15 น นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมออกกำลังกาย “เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12 เฉลิมพระเกียรติ” ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี

โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี และนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยนายแพทย์วิญญู จันทร์เนตร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักกว่า 1,200 คน

​กิจกรรมเริ่มต้นในเวลา 05.15 น. ผู้เข้าร่วมงานร่วมยืนสงบนิ่ง 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ก่อนร่วมถวายราชสดุดี ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และอบอุ่นร่างกายร่วมกัน จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้นำขบวนเดิน วิ่ง และปั่นจักรยาน รวมระยะทาง 5 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน

​สำหรับการจัดงานในปี 2569 นี้ จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ 98 สนาม ใน 77 จังหวัด ภายใต้หัวข้อ “สโตรก 4 โรค 6 พฤติกรรม รู้แล้วทำ ป้องกันได้” เกิดจากความร่วมมือของ 5 กระทรวงหลัก

ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย

​นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า “โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการออกกำลัง

กายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้สูงถึง 90% การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ ให้ประชาชนตื่นตัวในการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว เพื่อสร้างสังคมสิงห์บุรีที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน”

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เมาแล้วขับทั้งผ้าเหลือง! ตำรวจจราจรมุกดาหารสกัดรถส่ายกลางถนน ตรวจวัดแอลกอฮอล์พุ่ง 166 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองมุกดาหาร ตรวจพบพระสงฆ์ขับรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่า สีเขียว ทะเบียน กต 3379 นครปฐม มีลักษณะขับส่ายไปมาคล้ายคนมึนเมา บนถนนมุกดาหาร-ดอนตาล (ขาเข้าเมือง) บริเวณตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191

พ.ต.ต.ณัฐพล โชติประเดิม สว.สส.สภ.กกตูม ช่วยราชการ กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร รักษาราชการแทน สว.จร.สภ.เมืองมุกดาหาร จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้าตรวจสอบ เมื่อเดินทางถึงบริเวณที่ได้รับแจ้ง พบรถยนต์ต้องสงสัยตรงตามลักษณะที่แจ้งไว้ โดยบริเวณกระจกหน้ารถและกระจกหลังติดสติกเกอร์ข้อความว่า “ที่พักสงฆ์ภูถ้ำพระ”

เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้รถหยุดเพื่อขอตรวจสอบและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ก่อนทราบว่าผู้ขับขี่คือ พระเหลี่ยน ผิวทอง พักอยู่ที่พักสงฆ์ภูถ้ำพระ ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดยขณะตรวจสอบพบว่ามีลักษณะคล้ายคนมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวพร้อมรถไปยัง สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด

ต่อมาเจ้าหน้าที่พยายามขอให้พระเหลี่ยนเข้ารับการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แต่เจ้าตัวบ่ายเบี่ยงและไม่ยินยอมเป่าในช่วงแรก เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมจนในที่สุดยอมเข้ารับการตรวจ ผลปรากฏว่าพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงถึง 166 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา ก่อนควบคุมตัวพระเหลี่ยน ผิวทอง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #พระเมาแล้วขับ #ตำรวจจราจร #ตรวจวัดแอลกอฮอล์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นราธิวาสคึกคัก! ประชาชนกว่า 1.2 หมื่นคน รวมพลังเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12 เฉลิมพระเกียรติ

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศจังหวัดนราธิวาสคึกคักตั้งแต่รุ่งสาง ประชาชนจากทุกกลุ่มวัยกว่า 12,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อโครงการร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12 เฉลิมพระเกียรติ ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ สะท้อนพลังแห่งความสามัคคีและความจงรักภักดี ควบคู่การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (แห่งที่ 2) ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ

เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12 เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนราธิวาส โดยมีนายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ภาคีเครือข่าย และประชาชนจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยก่อนเข้าสู่พิธีเปิดผู้เข้าร่วมกิจกรรมและแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีด้วยความปลาบปลื้มสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายแพทย์กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและลดอัตราการเจ็บป่วย ความพิการ ตลอดจนการสูญเสียชีวิต

ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 12,108 คน โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเดินและวิ่ง ระยะทาง 5 กิโลเมตร และการปั่นจักรยาน ระยะทาง 17 กิโลเมตรนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ยังเป็นการรวมพลังของชาวจังหวัดนราธิวาสในการสร้างเสริมสุขภาพ

และรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรม ตลอดจนประชาชนทั้ง 12,108 คน ที่สมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ และขอให้ทุกคนนำพลังจากกิจกรรมไปต่อยอดสู่การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสังคมสุขภาพดีและลดความสูญเสียจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างยั่งยืน

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ผู้เข้าร่วมเดิน วิ่ง ปั่น ได้ทยอยกลับเข้าสู่จุดจัดงาน ก่อนร่วมพิธีมอบรางวัล TOP 100 ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละประเภท รวมถึงร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน ท่ามกลางความประทับใจและความภาคภูมิใจของชาวนราธิวาสที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมสุขภาพดี

อย่างไรก็ตามการรวมพลังของประชาชนกว่า 1.2 หมื่นคนในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของการจัดกิจกรรมระดับจังหวัด แต่ยังเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกาย ปลูกฝังการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และร่วมกันลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนจังหวัดนราธิวาสอย่างยั่งยืน
////////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น่าน เปิดงานวิ่งใหญ่ “Amazing NAN Marathon 2026” ดึงนักวิ่งทั่วสารทิศสัมผัสเสน่ห์เมืองน่านยามเช้าจังหวัดน่าน,

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 05.00 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานกล่าวต้อนรับและให้สัญญาณปล่อยตัวนักวิ่ง

ในการแข่งขันวิ่งมินิ-ฮาล์ฟมาราธอนรายการใหญ่แห่งปี “Amazing NAN Marathon 2026” ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน หน้าแยกวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ตลอดจนรณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามและอากาศที่เย็นสบายยามเช้าของเมืองน่าน
เส้นทางวิ่งของการแข่งขัน ได้นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเมืองเก่าน่าน

โดยผ่านจุดแลนด์มาร์กสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ อาทิ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ข่วงเมืองน่าน และย่านชุมชนโบราณ ซึ่งนอกจากสร้างความประทับใจให้กับเหล่านักวิ่งแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการ ร้านค้า โรงแรม และชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดน่านอีกด้วย

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวแสดงความยินดีและอวยพรให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนได้รับความสุข ความประทับใจ และวิ่งเข้าสู่เส้นชัยด้วยความปลอดภัย พร้อมทั้งขอขอบคุณทุกภาคส่วน

ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวจังหวัดน่าน ที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักวิ่งและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศในครั้งนี้/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจีงหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคมฯรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ วุฒิสภารับฟังข้อคิดเห็นผู้นำศาสนา เสริมแนวทางพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้บนพื้นฐานคุณธรรม

แชร์เนื้อหานี้

ปัตตานี 31 ตค. 2569 -วุฒิสภารับฟังข้อคิดเห็นผู้นำศาสนา เสริมแนวทางพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้บนพื้นฐานคุณธรรมปัตตานี – ผู้สื่อข่าวจังหวัดปัตตานี รายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ ห้อง ประชขนาดกลาง (ห้องรูสะมีแล) ถนนหนองจิก โรงแรมซีเอส อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ และสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้เชิญนายอัศริ สุทธิศาสตร์สกุล อิหม่ามมัสยิดรายอฟาฏอนี ตำบลจะบังติกอ พร้อมคณะกรรมการมัสยิด เข้าร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาชุมชน

สำหรับการพูดคุยในเวที ขนาดเล็กหรือเค้าเรียกว่า หารือ พร้อมกับทาง คณะกรรมาธิการฯ จากรัฐบาลไทย ได้พูดถึงเรื่องของความตั้งใจและบทบาทหน้าที่ของคณะทำงานมัสยิดรายอฟาฎอนี จะบังติกอ ซึ่งท่านก็ได้พูดถึงการทำงานเป็นหลักเป็นรูปธรรมมีความชัดเจน และ แสดงความชื่นชมต่อบทบาทของผู้นำศาสนาและคณะกรรมการมัสยิดรายอฟาฏอนี

คณะทำงานทั้งหมดนั้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมและนโยบายต่าง ๆ ในระดับชุมชนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ อันเป็นแบบอย่างที่ดีในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม

นายอัศริ สุทธิศาสตร์สกุล เผยว่า คณะทำงานทุกท่าน ได้เล็งเห็นปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมาเยอะพอสมควรและได้แก้ไขมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 30 ปี นอกจากนี้แล้วยังได้สะท้อน ถึง ในเรื่องของแนวคิด การทำงานวิธีการรวมไปถึงที่ทุกคนนั้นล้วนแล้ว มี ประสบการณ์ทุกคนที่ถูกคัดเลือก มาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการชุมชน เป็นหลักโดยเน้นการปลูกฝังคุณธรรม ควบคู่ กับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความสงบสุข ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบ ถึงข้อความที่ได้พูดคุยในโต๊ะเจรจาเล็กๆและการออกความคิดเห็นต่างๆ โดย ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ รวมไปถึง แนวทางการพัฒนา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักคุณธรรม จริยธรรม ของ การมีส่วนร่วมของ จาก ประชาชน ซึ่งปัจจุบันนี้ เยาวชนในตำบลจะบังติกอ นั้นได้ก่อตั้งชมรม เป็นกลุ่มชมรมเล็กๆซึ่งเปลี่ยนแปลงมาสู่กันและกัน ซึ่งจะได้นำไปประกอบการศึกษา พิจารณา และจัดทำข้อเสนอแนะเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดความมั่นคง ความสงบสุข และการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ภาพข่าว /
คุณตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดปัตตานี รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ไล่สกัดระทึก! รวบเยาวชนวัย 17 ปี 2 ราย ยึดยาบ้า 183,820 เม็ด ซุกรถเก๋งสวมทะเบียน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหารบูรณาการกำลังร่วมตำรวจ ตชด. และทหารพราน ไล่ติดตามสกัดรถยนต์ต้องสงสัย หลังพบขับส่ายไปมาและใช้แผ่นป้ายทะเบียนไม่ตรงกับข้อมูลรถ ก่อนตรวจค้นพบยาบ้ากว่า 1.8 แสนเม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระสอบปุ๋ยท้ายรถ จับกุมเยาวชนอายุ 17 ปี ได้ 2 ราย
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ภายใต้นโยบายกระทรวงมหาดไทย “ACTION 5 PLUS” เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติด และปัญหาชายแดน รวมถึงแผนปฏิบัติการพิทักษ์มุกดา จังหวัดมุกดาหาร

โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ด้านความมั่นคง นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร และนายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร กำกับดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่บูรณาการกำลังเข้าปฏิบัติการ
นำโดยนายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอและเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ร้อย ตชด.234 และร้อย ฉก.ทพ.2103

เหตุเกิดบริเวณจุดกลับรถ ชุมชนคำภูเงิน ริมถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ยี่ห้อ Nissan Almera สีน้ำตาล ติดแผ่นป้ายทะเบียน กต 1472 สุรินทร์ ขับขี่ส่ายไปมาและผิดช่องทาง จึงตรวจสอบข้อมูลทะเบียน พบว่าไม่ตรงกับตัวรถ เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้หยุด รถคันดังกล่าวกลับเร่งความเร็วหลบหนีมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามและสกัดจับไว้ได้ ก่อนตรวจค้นภายในช่องเก็บสัมภาระท้ายรถ พบกระสอบปุ๋ยสีเขียวบรรจุยาบ้าจำนวนมาก รวม 183,820 เม็ด

รถยนต์ Nissan Almera สีน้ำตาล ติดแผ่นป้ายทะเบียน กต 1472 สุรินทร์ จำนวน 1 คัน ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นการสวมทะเบียนโทรศัพท์มือถือของผู้ถูกจับกุมทั้ง 2 ราย เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อ ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของรัฐจากนั้นนำตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้สั่งการกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ อ.ปะนาเระ ศูนย์สันติวิธี รวมใจเป็นหนึ่ง ด้วยจิตอาสา ในพื้นที่ต่างร่วมกันหาทางออกแก้ปัญหาน้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

ปัตตานี – 29 ตค.68 ที่ ห้องประชุม ณ ที่ว่าการอำเภอปะนาเระ พร้อมศูนย์สันติวิธี รวมใจเป็นหนึ่ง พร้อมกันนี่เองได้เรียกหน่วยงานกลุ่มนึง
ที่ทางศูนย์สันติวิธีนั้นได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจจริงด้วยจิตอาสาในพื้นที่ต่างร่วมกันหาทางออกแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้วันนี้ วันที่ 29 ตค. 69 ผู้สื่อข่าวจังหวัดปัตตานี ได้รายงานเข้ามาว่าเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น. ในพื้นที่คลองระบายน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดย ผลจากการประชุม

เตรียมการก่อนแล้วเมื่อวันที่ 6-7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้บันทึก สรุป การประชุมในครั้งนี้ว่าทางอำเภออะนาเระนั้น ได้มีการ มีแผนและช่วยกันเตรียมการรับมือ กับสถานการณ์ที่อาจจะเกิด โดยที่ไม่คาดฝันได้ ซึ่งจะมีน้ำป่าไหลหลากมาจากเทือกเขา โดยเฉพาะเหตุการณ์ อุทกภัย น้ำท่วม จากการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอ ปะนาเระ อย่างหนักหน่วงในช่วงปีนี้
คือ พ.ศ.2569

โดยทางด้านจังหวัดปัตตานี ป้องกันและบรรเทาของจังหวัดปัตตานีนั้น ไม่เคยนิ่งนอนใจ จึงได้รีบประชุมตั้งแต่วันที่ 6 ตค. 69 ที่ผ่านมา กระทั่ง เตรียมการให้ มีการเรียกหน่วยงานต่างๆ อาสาสมัคร รวมจิตอาสา ของหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมโดยใช้จิตอาสา ที่มีอยู่จำนวนมากโดยมี ความพยายามและความ สามารถบริหารจัดการ ที่ตรงลุ่มต่ำ จะได้ช่วยกันพัฒนาปรับปรุง พื้นที่คลองระบายน้ำ ที่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นต่างบ้านต่างออกมาคนละนิดคนละหน่อยผลไม้ เลยใช้ร่วม เป็นประจำโดยเฉพาะการทำเป็น พื้นที่ของ เกษตรกร และนอกจากนี้
ชาวบ้านในพื้นที่ก็ช่วยกัน กำจัดวัชพืช เศษขยะ ที่ชาวบ้านนั่นกังวลเป็นอย่างมากเกรงว่าจะ เป็นตัว ปัญหาที่ทำให้น้ำไหลช้า จนทำให้น้ำขังได้นานนับสัปดาห์ ซึ่งการมีสิ่งกีดขวางทางน้ำนั้น จะทำให้การระบายน้ำ ช้าลงซึ่งทางอำเภอปะนาเระและศูนย์สันติวิธีพร้อมด้วยจิตอาสาทั้งหมด ได้ประชุมอีกครั้ง เพื่อเป็นการเตรียมการสถานการณ์พร้อมรับมือ อย่างใกล้ชิด

ให้ประชาชนนั้นได้มีความรู้สึกว่า “ ศูนย์สันติวิธีไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ” โดยการนี้เป็นการทำงานร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในช่วงฤดูฝนนี้อาจจะเกิดขึ้น ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้่ถึง แม้ว่าระหว่างทาง ก่อนที่จะถึงเดือน ธันวาคม 2569 สิ้นปีนี้ซึ่งคนในพื้นที่นั้นรู้อยู่อยู่แล้วว่าน้ำท่วมแน่นอน แต่ปีนี้มีการบริหารจัดการที่ดีมีการประชุมล่วงหน้าก่อนเป็นสัปดาห์การเตือนภัยของศูนย์อุตุนิยม ซึ่งจากการ ประเมิน ทิศทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์สันติวิธี

ซึ่งนำโดย พันเอก เรวุฒิ ลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชนจิตอาสาที่มาช่วยกัน พัฒนาและปรับปรุงพื้นที่คลองระบายน้ำ แล้วยังได้รับการสนับสนุนเครื่องมือ คือ รถโกยตัก จากกรมชลประธานที่ 17
สายสรงน้ำที่ 2 มาช่วยปรับปรุงและขุดลอกคูคลองระบายน้ำ ที่มีวัชพืชปกคลุมและขยะที่ขวางทางปิดกันท่อระบายน้ำเพื่อให้มีความพร้อม ที่จะรับมือ จากวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัย ได้ทันท่วงที สามารถระบายน้ำได้รวดเร็วและไม่เอ่อล้นไปท่วมบ้านที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน เมื่อเกิดมีฝนตกหนักในพื้นที่ และ ได้รับการสนับสนุนน้ำและเครื่องดื่มจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ให้กับพี่น้อง ประชาชนจิตอาสาที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ ตำบลท่าน้ำ อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี

จาก ความร่วมมือร่วมใจการเตรียมการ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ในครั้งนี้ เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะป้องกัน และให้การช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อน เมื่อเกิดอุทกภัย ได้อย่างทันท่วงที ไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุดพวกเราทุกคนจะไม่ท้อแท้ในการทำดี เมื่อพวกเราไม่ย่อท้อทั้งนี้เองทหารและศูนย์สันติวิธี ก็จะเก็บเกี่ยว ประสบการณ์ต่างๆก้าวลงมาในที่นี้หากมีเวลา อันสมควรแล้วตั้งใจจะกลับมาอีกครั้งนึงแล้วได้เจอกันใหม่กับชาวบ้านถืออาสาทุกคน ที่ออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย กระผมจึงขอขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความร่วมมือเพราะท่านนายอำเภอและประชาชนอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี

ภาพข่าว /,ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS รายงาน จาก พื้นที่อำเภอปะนาาเระ จ. ปัตตานี //่

ด่าน ตม.เบตง ร่วม สภ.เบตง ตรวจค้นสถานประกอบการ ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์คนต่างด้าว 38 ราย ไม่พบการกระทำความผิด พร้อมชี้แจงกฎหมายเสริมความเข้าใจ

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สว.ด่าน ตม.เบตง นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง ร่วมกับ ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเบตง ร่วมตรวจค้นสถานประกอบการเอกชน ในพื้นที่ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าวในพื้นที่ ตรวจค้นหาแรงงานต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมาย ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ และผู้ที่ละเมิดกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่อำเภอเบตง
จากการตรวจสอบอย่างละเอียด

พบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวนทั้งสิ้น 38 ราย เมื่อตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ การพักอาศัย และสถานะการทำงานอย่างครบถ้วนแล้ว ไม่พบการกระทำความผิดแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำ ชี้แจง และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องต่อไป

พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สว.ด่าน ตม.เบตง กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง มีความมุ่งมั่นพร้อมเฝ้าระวัง ดูแลความสงบเรียบร้อย และควบคุมการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าวให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ไม่ละเลยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทุกรูปแบบ พร้อมให้ความรู้ คำแนะนำ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มคนต่างด้าว เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในอนาคต และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วมกันในพื้นที่ ภาพ/ข่าว อดินันท์ มะลี อ.เบตง จ.ยะลา 084-8559605

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ผู้ว่าฯ โคราช เปิดงาน FOODER 2026 เชื่อมโยงเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

แชร์เนื้อหานี้

สร้างโอกาสทางธุรกิจ ยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดที่กว้างขึ้นนครราชสีมา 30 ตุลาคม 2569นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเกษตรแปรรูปและ อาหาร “FOODER 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Korat Hall ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช โดยมีนางสาวเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมพิธีเปิดงาน

การจัดงาน FOODER 2026 เกิดจากความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร พร้อมสร้างเวทีสำหรับการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จังหวัดนครราชสีมามีศักยภาพทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นสินค้าแปร รูปที่มีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ การจัดงานครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจให้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อ ยอดความร่วมมือทางการค้า

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร การจับคู่เจรจา ธุรกิจ (Business Matching) และการสัมมนาวิชาการเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวโน้มของอุตสาหกรรมเกษตรและ อาหาร เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ FOODER 2026 ยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทาง BCG Model ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรทางการเกษตร การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

การจัดงาน FOODER 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เชื่อมโยง ภาคการเกษตรเข้ากับภาคอุตสาหกรรมและตลาด ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารของจังหวัด นครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีมูลค่าเพิ่มและสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น

นายกันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าว จ. นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์/จนท ด่านพรมแดนแม่สาย สกัดจับยาบ้ากว่า2ล้าน7แสนเม็ด ซุกมาในเฟอร์นิเจอร์ที่ขนโดยรถสี่ล้อเล็กจากท่าขี้เหล็ก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นางสาว ประอรรัตน์ รัตนพรสมปอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาค 3 นายวาริส วิสารทานนท์ นายด่านศุลกากรแม่สาย อำนวยการให้ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมกับ ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาค 3, ส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม กรม

ศุลกากร และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านพรมแดนไทย-เมียนมา (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก) สะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 1 ทำการตรวจค้นรถสี่ล้อเล็ก ติดป้ายทะเบียนเมียนมา บรรทุกเฟอร์นิเจจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากฝั่งท่าขี้เหล็กจะข้ามมาที่ฝั่งแม่สาย

ผลการตรวจค้น จากการใช้เครื่องเอ๊กซเรย์และการเปิดตรวจสอบ พบยาบ้าชนิดเม็ด บรรจุในถุงพลาสติกสีน้ำเงิน มัดรวมเป็นห่อด้วยพลาสติกหุ้มกระดาษฟอยล์จำนวน 274 ก้อน ตรวจนับดูพบว่ามียาบ้าก้อนละประมาณ 10,000 เม็ด รวมยาบ้าที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดประมาณ 2,740,000 เม็ด (สองล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นเม็ด) เบื้องต้นทำการตรวจพิสูจน์ด้วยน้ำยาทดสอบ ONCB 051

ผลทดสอบพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 137 ล้านบาท นอกจากนั้นยังพบอุปกรณ์หัวพอดบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 458 ชุด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ทั้งนี้ของกลางทั้งหมดมีการซุกซ่อนไว้ภายในโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ประเภทที่นอนและโซฟาที่บรรทุกมาในรถสี่ล้อเล็ก

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน นำหรือพาของที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 252 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และความฐานนำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษ อันเป้นความผิดตามมาตรา 90 ประกอบมาตรา 145 แห่งประมวลกฏหมายยาเสพติด พ.ศ.2564

พร้อมดำเนินการตรวจยึดของกลางและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย
ทั้งนี้ ในการตรวจสอบของกลางและการแถลงข่าวการจับกุมยาบ้าจำนวนดังกล่าว นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้าร่วมในการแถลงข่าวด้วย

ภาพ พงศกร ตันสุวรรณ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/นบ.ยส.24 ซีลเข้มชายแดน! กกล.สุรศักดิ์มนตรี ยึดยาบ้า 586,000 เม็ด ริมโขงบ้านแพง คนร้ายทิ้งของกลางหนีกลับฝั่งลาว

แชร์เนื้อหานี้

นครพนม – เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) โดยกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เดินหน้าคุมเข้มสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง ล่าสุดตรวจยึดยาบ้าได้จำนวน 293 มัด รวมประมาณ 586,000 เม็ด ในพื้นที่บ้านแพงใต้ หมู่ 1 ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม หลังกลุ่มผู้ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดขึ้นฝั่ง ก่อนทิ้งของกลางแล้วหลบหนีไปได้

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการ นบ.ยส.24 ซึ่งมุ่งเน้นการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่พื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในและแพร่กระจายไปยังชุมชน โดยมอบหมายให้ พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

สำหรับการแถลงข่าวผลการตรวจยึด มีพันเอก ศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 เป็นประธาน ร่วมกับสิบโท อดิศร ทุมต้ายหวั่น เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านแพง พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ณ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
เปิดปฏิบัติการกลางดึก พบเรือกีบจากฝั่งลาว

ร้อยเอก วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า จะมีการลักลอบนำยาเสพติดล็อตใหญ่จากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังพื้นที่บ้านแพงใต้ จึงจัดกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจบริเวณจุดเสี่ยงกระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. ชุดปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืนตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว โดยมีบุคคลอยู่บนเรือรวม 3 คน ก่อนเข้าจอดบริเวณหาดทรายริมแม่น้ำโขง บ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง

เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มชายต้องสงสัยกำลังช่วยกันลำเลียงสิ่งของลงจากเรือ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ได้ทิ้งสิ่งของไว้แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไป ขณะที่เรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาวตรวจสอบพบยาบ้า 293 มัด ประมาณ 586,000 เม็ดหลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบกระสอบปุ๋ย 2 กระสอบ และหีบห่ออีก 1 แพ็ก ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 293 มัด หรือประมาณ 586,000 เม็ด จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงร่วมตรวจสอบ บันทึกภาพ และรวบรวมของกลางนำไปเก็บรักษาไว้ที่กองบังคับการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101

จากนั้นได้ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจยึด ก่อนเตรียมนำของกลางส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรบ้านแพง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมสืบสวนขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดมาดำเนินคดีต่อไปการตรวจยึดครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง

โดยมุ่งตัดวงจรการลำเลียงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชุมชน พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบค้ายาเสพติดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน
“สกัดกั้นให้ถึงชายแดน ตัดวงจรยาเสพติดไม่ให้ถึงมือประชาชน”

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นรข.มุกดาหาร ไล่ล่าระทึก! ยึดยาบ้า 1.096 ล้านเม็ด หลังพบขนยาริมโขงแก่งกระเบา หนีข้ามจังหวัดก่อนถูกสกัดจับ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ไล่ติดตามสกัดจับขบวนการลักลอบขนยาเสพติด หลังพบรถยนต์ต้องสงสัยเข้าไปรับกระสอบบริเวณริมแม่น้ำโขง แก่งกระเบา อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ก่อนหลบหนีและถูกติดตามจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดนครพนม พร้อมตรวจยึดยาบ้า 186 ห่อ รวมประมาณ 1,096,000 เม็ด และรถยนต์ 1 คัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายวรญาณ บุณณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าว โดยมีพลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เป็นประธาน

ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีกลุ่มบุคคลต้องสงสัยลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน บริเวณแก่งกระเบา ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและวางแผนร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นตามแนวชายแดน

การดำเนินการเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด และปฏิบัติการ “Seal ชายแดน ตามแผนพิทักษ์มุกดา” ซึ่งจังหวัดมุกดาหารบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่และภาคประชาชน เฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนแม่น้ำโขงระยะทาง 72 กิโลเมตร ควบคู่กับนโยบายกองทัพเรือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ต่อมาเวลา 07.00 น. ชุดเฝ้าตรวจบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง แก่งกระเบา พบรถยนต์ต้องสงสัยเข้ามาจอด ก่อนมีบุคคลลงจากรถไปขนกระสอบวัตถุต้องสงสัย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ต้องสงสัยกลับขับรถหลบหนีอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด กระทั่งเวลา 08.45 น. เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้บริเวณบ้านหนองบ่อ ตำบลหนองบ่อ อำเภอนาแก

จังหวัดนครพนม คือนายศรายุทธ ณรงค์มี อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2811 ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ชัย เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจยึดกระสอบบรรจุยาเสพติด 3 กระสอบ อยู่ภายในรถ 1 กระสอบ และอยู่ท้ายรถ 2 กระสอบ พร้อมรถยนต์เก๋งhonda civic สีดำ 1 คัน หมายเลขทะเบียน ฌส 7204 กรุงเทพมหานคร

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 186 ห่อ รวมประมาณ 1,096,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนขยายผล เพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการ ผู้บงการ และผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ รพ.นครปฐม ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจาก คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สาขาการบริหารการพยาบาล รุ่นที่ 1

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบานครปฐม กล่าวต้อนรับ รองศาสตราจารย์ ดร.อภิญญา จำปามูล ประธานหลักสูตรฯ พร้อมคณะอาจารย์และผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการบริหารการพยาบาล รุ่นที่ 1 จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการบริหารองค์กร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมทั้ง ส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการ สู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมเบญจรัตน์ ชั้น 5 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ กรมทรัพยากรน้ำจัดประชุมกลุ่มย่อย รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภายใต้โครงการจัดทำระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี ที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานในการประชุมการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 กรมทรัพยากรน้ำจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ภายใต้โครงการจัดทำระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่เพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการในภาวะน้ำท่วม ลุ่มน้ำท่าจีน (ตอนล่าง) โดยมี ดร.ภูริภัส สุนทรนนท์ ประธานโครงการฯ เป็นผู้กล่าวรายงานโครงการจัดทำระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่เพื่อคาดการณ์และบริหารจัดการในภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำท่าจีน (ตอนล่าง) พร้อมด้วย กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมการประชุม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้นำชุมชน องค์กร ประชาชน จำนวน 60 คน และนายเกรียงศักดิ์ รื่นนุสาร นางสาวรณิดา ยอดแก้ว ปลัดอำเภอนครชัยศรี เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ นำไปประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตม.มุกดาหาร ประสานลาวตามรถกระบะโจรกรรมข้ามชาติคืนเจ้าของได้สำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังรับหนังสือประสาน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร เดินหน้าประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สปป.ลาว แขวงสะหวันนะเขต ติดตามรถกระบะอีซูซุที่ถูกนำไปขายต่อข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ก่อนตรวจยึดรถได้ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังได้รับหนังสือประสานจากฝ่ายไทย และเตรียมส่งมอบรถคืนให้เจ้าของตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร พร้อมรองผู้กำกับการ สารวัตร และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.มุกดาหาร ดำเนินการประสานงานรับมอบรถยนต์คืนจากเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ณ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้เสียหายได้นำรถกระบะอีซูซุของตนไปจำนำกับคนรู้จักในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แต่เมื่อถึงกำหนดไถ่ถอนกลับไม่ได้รับรถคืน อีกทั้งผู้รับจำนำยังบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ก่อนทราบภายหลังว่ารถถูกนำไปขายต่อในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

ภายหลังได้รับหนังสือประสานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.ธนิสรจึงเร่งประสานหน่วยงานความมั่นคงของ สปป.ลาว พร้อมส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังกองบัญชาการป้องกันความสงบแขวงสะหวันนะเขต เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.มุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและตำรวจลาว ลงพื้นที่สืบสวนติดตาม จนสามารถตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวได้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นับเป็นความสำเร็จจากการประสานงานอย่างรวดเร็วระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ลาวได้ประสานส่งมอบรถคืนให้ฝ่ายไทยในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดย ตม.จว.มุกดาหาร ได้ประสานพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา สภ.เมืองมุกดาหาร และผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและส่งคืนรถให้เจ้าของต่อไป

กรณีนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานไทยและ สปป.ลาว ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการติดตามทรัพย์สินที่ถูกนำข้ามแดนโดยมิชอบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ผบก.ตม.5 ลงพื้นที่แม่สาย ตรวจเยี่ยม ตม.เชียงราย พบฝ่ายเมียนมา ณ สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 และมอบสิ่งของบำรุงขวัญ ฉก.ทัพเจ้าตาก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต. เดโช โสสุวรรณากุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 ( ผบก.ตม.5 ) ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ และมอบนโยบายการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.เชียงราย มี พ.ต.อ. สุรศักดิ์ เทียนทอง

ผกก.ตม.จ.เชียงราย พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัด ให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ พล.ต.ต. เดโช โสสุวรรณากุล พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังบริเวณกลางสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา

ข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 ประสานความร่วมมือ ด้านความมั่นคงชายแดน ร่วมกับผู้แทนจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

โดยได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก อูติ้งเวตง ( U Tint Way Thorne ) ผวจ.ท่าขี้เหล็ก และ พ.ต.ท.โซลินอ่อง ( Soe Lin Aung ) ผกก.ตม.ท่าขี้เหล็ก ของฝ่ายเมียนมา

ซึ่งการพบปะดังกล่าว เป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานความมั่นคง ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ต่อจากนั้น ผบก.ตม.5 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม และมอบสิ่งของบำรุงขวัญ เพื่อแทนความห่วงใย และได้มอบสิ่งของให้เป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ฉก.ทัพเจ้าตาก อ.แม่สาย ซึ่งเป็นหน่วยอีกหนึ่งหน่วยงาน ที่สำคัญ

ในการบูรณาการร่วมสกัดกั้น การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ตลอดจนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ในพื้นที่แนวชายแดน อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ จัดกิจกรรมเกี่ยวข้าวโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์สำรอง ช่วยเหลือเกษตรกรยามวิกฤติ ทางอาหาร พร้อมส่งต่อเมล็ดพันธุ์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณแปลงนา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเกี่ยวข้าว ภายใต้โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์สำรองเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในยามวิกฤติ โดยมีนางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง

สำหรับโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์สำรองเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในยามวิกฤติ เป็นโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชดำริให้ศูนย์ศึกษาทั้ง 6 ศูนย์ ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์สำรองสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อประสบภัยธรรมชาติและสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 โดยมุ่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่เกษตรกรนิยมปลูกในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ครอบคลุมทั้งพืชผัก พืชไร่ และข้าว อาทิ พริกหยวก ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ พริกขี้หนู และกระเจี๊ยบเขียว รวมถึงข้าวพันธุ์หอมกระดังงาและข้าวพันธุ์ซีบูกันตัง โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างงานวิชาการเกษตร งานส่งเสริมการเกษตร งานพัฒนาที่ดิน และศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถนำไปขยายพันธุ์ต่อได้ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในระยะยาว

ข้าวทั้งสองสายพันธุ์มีลักษณะและช่วงเวลาการเพาะปลูกแตกต่างกัน โดยข้าวหอมกระดังงาปลูกเฉพาะนาปีในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ให้ผลผลิตประมาณ 400 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ข้าวซีบูกันตังสามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ให้ผลผลิตประมาณ 600 กิโลกรัมต่อไร่ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์สำรอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

สำหรับการบริหารจัดการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้วางแผนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. จัดเตรียมเป็นเมล็ดพันธุ์พระราชทาน
  2. สนับสนุนสำนักงาน กปร. เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาวะวิกฤติต่างๆ
  3. สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ขยายผลของศูนย์ฯ และเกษตรกรทั่วไป

นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัด เป็นการสืบสานพระราชดำริที่ทรงให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำรองไว้ช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อประสบภัยพิบัติหรือสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูการผลิตทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสกล่าวว่า ข้าวเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส การมีเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสำรองไว้จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยหรือภัยพิบัติรูปแบบอื่น ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรสูญเสียผลผลิตและขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป

พร้อมระบุว่า กิจกรรมเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากแปลงนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนในการผลิตและสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อเป็นหลักประกันในการช่วยเหลือเกษตรกรยามเดือดร้อน ตลอดจนส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการเกษตรของจังหวัดนราธิวาสอย่างยั่งยืน

นายบุญช่วยยังได้กล่าวชื่นชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานสานต่อภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้สามารถนำไปช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ โดยยึดประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนเป็นสำคัญ

โดยกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดนราธิวาสในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านการเกษตร เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์สำรองให้เป็นความหวังและโอกาสในการฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกร เพื่อให้สามารถกลับมาผลิตอาหาร เลี้ยงดูครอบครัว และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ต้องเผชิญกับวิกฤติภัยธรรมชาติในอนาคต
////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / The Sanctuary Pattaya รวมพลังรักษ์โลก ลุยทำความสะอาดหาดยินยอม

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรม เดอะ แซงชัวรี่ รีสอร์ท พัทยา บีดับเบิลยู ซิกเนเจอร์ คอลเลกชัน (The Sanctuary Resort Pattaya, BW Signature Collection) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเก็บขยะและทำความสะอาดชายหาดพัทยา ภายใต้แนวคิด “Clean Beach, Clear Waters, Waste-Free” (หาดสวย น้ำใส ไร้ขยะ) บริเวณหาดยินยอม เขาพระตำหนัก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

กิจกรรมนำโดย นายเสกสรร สุขเจริญ ผู้จัดการทั่วไป พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานโรงแรม ร่วมแรงร่วมใจลงพื้นที่ทำความสะอาดชายหาดยินยอม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมระยะทางเพียง 50 เมตร เพื่อฟื้นฟูทัศนียภาพ อนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากร โดยการดำเนินงานครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบ CSR ของโรงแรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC)

นายเสกสรร สุขเจริญ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เดอะ แซงชัวรี่ รีสอร์ท พัทยา กล่าวถึงทิศทางความยั่งยืนของโรงแรมว่า พลังเล็กๆ เหล่านี้ที่ให้ความสำคัญต่อโลก สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เรามุ่งหวังให้การร่วมมือกันดูแลชายหาดและท้องทะเลพัทยาให้สะอาดสวยงาม เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและน่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ทุ่ม 800 ล้าน เปิดเป็นทางการ! อีส EASE Orthopedic Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อแห่งใหม่ในพื้นที่พัทยา

วันที่ 27 ต.ค.69 นายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ อีส EASE Orthopedic Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งใหม่ในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ 3 ไร่ ภายในซอยเพนียดช้าง 8 พัทยากลาง ด้วยงบลงทุนกว่า 800 ล้านบาท โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ อีส EASE Orthopedic Hospital เกิดจากความร่วมมือระหว่างสองนักธุรกิจในพื้นที่ คือ นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านอำเภอโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คราฟเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ ultra luxury และนางสาวพรพนา รัตนเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมในเครือแอล เค กรุ๊ปพัทยา ร่วมกับทีมแพทย์ เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ

โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกและรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ ที่มุ่งเน้นการดูแลรักษาและฟื้นฟูระบบกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้ออย่างครบวงจร โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโดยใช้หุ่นยนต์ร่วมด้วย (Robot-assisted Surgery) พร้อมการบริการที่ผสมผสานมาตรฐานทางการแพทย์เข้ากับความใส่ใจสไตล์โรงแรม (Hospitality Service)

การให้บริการและจุดเด่นของ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ อีส EASE Orthopedic Hospital จะเป็นศูนย์การรักษาเฉพาะทาง รองรับการวินิจฉัย การรักษาด้วยวิธีเฉพาะบุคคล (Personalized Care) และศัลยกรรมกระดูก เช่น ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกเฉพาะทางข้อสะโพกและข้อเข่า (Hips & Knee Reconstruction Center), การฟื้นฟูและตรวจสุขภาพที่มีศูนย์ตรวจสุขภาพ (Check Station) รวมถึงโปรแกรมการดูแลเชิงป้องกันและการกายภาพบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยเปิดให้บริการทุกวัน (วันจันทร์ – วันอาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 08:00 น. – 20:00 น.

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจการแพทย์ในครั้งนี้ของบ้านอำเภอโฮลดิ้ง ที่ผนึกกำลังกับแอล เค กรุ๊ปพัทยา เปิดโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งแรกในพัทยาในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวภาคตะวันออก รองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ EEC ต่อไปในอนาคตอันใกล้

”ครอบครัวแก้วแสง“ ตักบาตรเทโวรับออกพรรษา ประจำปี 2569

เนื่องด้วยวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ตรงกับวันตักบาตรเทโวโรหณะ วันถัดจากวันปวารณาออกพรรษา ประจำปี 2569 พุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทษต่างเข้าสัดเข้าวาประกอบพิธีทำบุญสืบต่อประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนากันทั่วประเทศนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวแก้วแสง นำโดย นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ได้จัดทำทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในวันวันตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี 2569 ที่วัดอู่เรือ จ.เพชรบูรณ์ โดยจัดพิธีทำบุญรวม 2 วัน คือ วันที่ 26-27 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางประชาชนมาร่วมทำบุญตักบาตรกันอย่างคึกคัก

อนึ่ง ตักบาตรเทโวโรหณะ ความหมายคำว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หรือการเสด็จลงจากสวรรค์ คือ ประเพณีการทำบุญตักบาตรในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันหลังวันออกพรรษา 1 วัน เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางพุทธประวัติ

โดยในพรรษาที่ 7 สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาและแสดงธรรมโปรดพระนางสิริมหามายา พุทธมารดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนพระพุทธองค์ทรงเสด็จกลับลงมาสู่โลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร โดยเชื่อกันว่าเป็นวันที่โลกทั้ง 3 (สวรรค์ มนุษย์ และนรก) สามารถมองเห็นกันได้ในวันนั้น

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น่านเตรียมจัด Amazing NAN Marathon 2026 เปิดเส้นทางวิ่งสัมผัสเมืองเก่า กระตุ้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน พันตำรวจเอกเจน โสภา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน นายแพทย์ภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “Amazing NAN Marathon 2026” เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬา และเตรียมความพร้อมต้อนรับนักวิ่งและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

จังหวัดน่านร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน กำหนดจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ข่วงเมืองน่าน บริเวณวัดภูมินทร์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น พร้อมนำเสนอเสน่ห์ของเมืองน่านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ มาราธอน 42 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และฟันรัน 5 กิโลเมตร โดยใช้ข่วงเมืองน่านเป็นศูนย์กลางการจัดงาน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้นักวิ่งได้สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า สถาปัตยกรรมอันงดงาม วิถีชีวิตของชุมชน และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดน่านผ่านประสบการณ์การวิ่งที่แตกต่าง

สำหรับกำหนดการปล่อยตัวนักวิ่ง เริ่มจากระยะมาราธอน 42 กิโลเมตร เวลา 03.00 น. ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร เวลา 05.00 น. ระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร เวลา 05.30 น. และระยะฟันรัน 5 กิโลเมตร เวลา 05.45 น. ส่วนการรับอุปกรณ์การแข่งขันหรือบิบ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม 2569 เวลา 12.00–18.00 น. ณ ข่วงน้อย บริเวณตรงข้ามวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการแข่งขันควรติดตามประกาศจากผู้จัดงานเพื่อยืนยันรายละเอียดล่าสุด

ขณะเดียวกัน จังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการบริหารจัดการเส้นทางวิ่ง การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การดูแลความปลอดภัย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักวิ่งและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม ไมตรีจิต และความมีน้ำใจ ร่วมกันรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และดูแลสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างความประทับใจแก่นักวิ่งและนักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดน่าน

การจัดงาน Amazing NAN Marathon 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการยกระดับจังหวัดน่านสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนนักวิ่งและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองน่าน ในงาน Amazing NAN Marathon 2026 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ ข่วงเมืองน่าน บริเวณวัดภูมินทร์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความประทับใจและต้อนรับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรีแบบฉบับคนน่าน/#บุญยงค์ สดสอาด #นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เวียงสา จัดประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลาก วัดบุญยืน พระอารามหลวง ปี 2569 สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ชิงถ้วยพระราชทาน

แชร์เนื้อหานี้

25 ตุลาคม 2569 นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลาก วัดบุญยืน พระอารามหลวง ประจำปี พ.ศ. 2569 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ บริเวณ

สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน พร้อมด้วยนางสาวจันทิมา พัฒนางกูร อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขต 2 ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีฯ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ส่งเสริมความสามัคคีของประชาชน และกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน

นายเทิดบุญ ศิลารมณ์ นายอำเภอเวียงสา ในนามคณะกรรมการจัดงานประเพณีแข่งเรืออำเภอเวียงสา กล่าวว่า ประเพณีแข่งเรือและการตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานนับร้อยปี มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยเรือขุดจากไม้ท่อน แกะสลักหัวเรือเป็นรูปพญานาค อ้าปาก ชูคอ มีเขี้ยวโง้งงอน สวยงาม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของชาวอำเภอเวียงสาและจังหวัดน่าน

การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป เสริมสร้างความรักและความสามัคคีในชุมชน ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างเอกลักษณ์ของอำเภอเวียงสาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมทั้งรณรงค์การแข่งเรือปลอดเหล้าและเบียร์

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ กำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ในระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคม 2569 โดยมีหมู่บ้านในอำเภอเวียงสาและพื้นที่ใกล้เคียงส่งเรือเข้าร่วมแข่งขัน รวมทั้งสิ้น 23 ลำ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ เรือเล็ก ชิงถ้วยพระราชทานฯ จำนวน 4 ลำ เรือกลาง

ชิงรางวัลเกียรติยศ จำนวน 3 ลำ เรือกลางเอกลักษณ์น่าน ชิงถ้วยพระราชทานฯ จำนวน 6 ลำ เรือใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทานฯ จำนวน 4 ลำ และเรือใหญ่เอกลักษณ์น่าน ชิงถ้วยพระราชทานฯ จำนวน 6 ลำ นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เรือสวยงาม จำนวน 3 ลำ และกองเชียร์จาก 4 หมู่บ้าน ร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน

ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลตำบลเวียงสา องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สสส.) ตลอดจนพ่อค้า ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เหล่ากาชาดนครปฐม พร้อมด้วย ผอ.รพ.นครปฐม คณะผู้บริหาร และทีมรับบริจาค ดวงตา อวัยวะ

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.30 น. นางวรณัน สวนทอง รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม/รักษาการแทนนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม มอบหมายให้ นางศิริรักษ์ สุพรรณไพ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม

นางกิลัญญา กัลชนาไกรกุล ที่ปรึกษาเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม คณะผู้บริหาร และทีมรับบริจาคดวงตา และอวัยวะโรงพยาบาลนครปฐม ร่วมรับบริจาคดวงตาและอวัยวะ พร้อมมอบพวงหรีด ประกาศนียบัตร

ให้กับ ผู้วายชนม์ อายุ 58 ปี เสียชีวิตด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ในเวลา 03.30 น. ของวันที่ 23 ตุลาคม 2569 โดยได้รับบริจาค ดวงตาทั้งสองข้าง ไตทั้งสองข้าง หัวใจ ตับ และปอด เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอรับการรักษาต่อไปในการนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม

มอบเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมทั้งให้กำลังใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ณ หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุรกรรม อาคารตติยภูมิ ชั้น 9 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตร.มุกดาหาร เปิดเกม Sandbox! สกัด แคมรี่ขน 2.62 ล้านเม็ด MG นำทางมุ่งบุรีรัมย์ รวบ 4 ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์ 2 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ภายใต้โครงการปฏิบัติการนำร่องแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เพื่อสกัดกั้น ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบเบ็ดเสร็จ จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ 2570

หลังเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้าได้ประมาณ 2,620,000 เม็ด จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาทปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดเร่งติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงเฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนจังหวัดมุกดาหารอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2569 พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ สอนจันทร์ หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ว่า มีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเตรียมลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไปยัง จ.บุรีรัมย์ โดยใช้รถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา ทะเบียน ชถ 4859 กรุงเทพมหานคร เป็นรถขนยาเสพติด และมีรถยนต์ MG สีแดง ทะเบียน 1กข 3996 กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นรถนำทาง

หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร จึงเร่งตรวจสอบข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้งสองคันอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย วางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด

เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกนอกพื้นที่ต่อมาเวลา 05.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยทั้งสองคันขับผ่านพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร มุ่งหน้าไปทาง อ.นิคมคำสร้อย จึงกระจายกำลังตั้งจุดตรวจและจุดสกัดตามเส้นทางเป้าหมาย เพื่อเข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์

เมื่อรถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา ขับมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงหน้าสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ขับขี่พยายามขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์เพื่อสกัดการหลบหนี ก่อนเข้าควบคุมตัวผู้ที่อยู่ภายในรถและตรวจค้นอย่างละเอียด

ผลการตรวจค้นพบกระสอบบรรจุยาบ้าวางอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับจำนวน 4 กระสอบ และภายในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถอีก 2 กระสอบ รวมทั้งหมด 6 กระสอบ ตรวจนับเบื้องต้นพบยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาเสพติดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาที่อยู่ภายในรถยนต์แคมรี

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถยนต์ MG สีแดง ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทางอย่างต่อเนื่อง ก่อนสามารถสกัดจับได้บริเวณถนนบ้านกุดเชียงหมี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ส่งผลให้ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาจากรถยนต์ทั้งสองคันได้รวม 4 รายผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย 1. นายธิณณพัฒน์ หรือ “เตี้ย” สิงห์คำ อายุ 18 ปี

ผู้ขับขี่รถยนต์โตโยต้า แคมรี ชาว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 2. นายมอส สถานเถื่อน อายุ 24 ปี ผู้โดยสารในรถยนต์แคมรี ชาว อ.ระหานทราย จ.บุรีรัมย์ 3. นายชินวัตร หรือ “ต่อ” เภสัชชะ อายุ 24 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์ MG ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และ 4. นายสุพจน์ หรือ “เบียร์” เกลาเกลี้ยง อายุ 32 ปี ผู้โดยสารในรถยนต์ MG ชาว อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยังกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนขยายผล โดยของกลางประกอบด้วยยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด รถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา จำนวน 1 คัน และรถยนต์ MG สีแดง จำนวน 1 คัน นอกจากนี้ ยังมีการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป ก่อนจัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะนี้ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหายาเสพติด ผู้ว่าจ้าง และผู้สั่งการ เพื่อสืบสวนไปถึงเครือข่ายเบื้องหลังการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ครั้งนี้ พร้อมเดินหน้ามาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดภายใต้โครงการ Sandbox จังหวัดมุกดาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในและแพร่กระจายไปยังประชาชนต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายก เปิดเวทีวิ่งเทรลระดับนานาชาติ ดึงนักวิ่ง 16 ประเทศ ร่วมศึก ULTRA NAKA–NAKEE TRAIL 2026 โชว์หุ่นยนต์จากจีน

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. ณ เทศบาลตำบลบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันวิ่งเทรล ULTRA NAKA–NAKEE TRAIL 2026 : BELIEF X NATURE พร้อมปล่อยตัวนักวิ่ง

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วย นางจิรภา เจริญภูมิ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ, นางแว่นฟ้า ทองศรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ, พล.ต.ต.พันกฤษณ์ วิชญเทวินทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ, นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,

นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายส่งเสริมกีฬา, นางสาวศมจรส มิ่งคำเลิศ รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, นายการวิก เหมะรัต ประธานอนุกรรมการกลั่นกรองด้านการพัฒนากีฬา,

นายธนาพงศ์ แสนสุภา นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดบึงกาฬ,นายประวิทย์ เมตตา ผู้อำนวยการฝ่ายการคลังกองทุน, นายอนุรักษ์ เสงี่ยมจิตร ผู้แทนสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวิทยา ภารจรัส นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบึงโขงหลง และนายคมสหัสภพ นุตยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมปล่อยตัวนักกีฬา นักวิ่งจาก 16 ประเทศและนักกีฬาจากภูมิภาคทั่วประเทศไทยเข้าร่วม สร้างสีสันให้กับกิจกรรมกีฬาที่มุ่งเชื่อมโยงธรรมชาติ ความเชื่อ และการท่องเที่ยวของพื้นที่ลุ่มน้ำโขง

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “BELIEF X NATURE” สะท้อนการผสานความเชื่อและศรัทธาอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเข้ากับความงดงามของธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมวิ่งเทรลที่ท้าทายความสามารถและความอดทนของนักกีฬา พร้อมประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดนครพนมสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 5 กิโลเมตร 12 กิโลเมตร และ 30 กิโลเมตร เพื่อรองรับนักวิ่งที่มีความพร้อมและประสบการณ์แตกต่างกัน ตั้งแต่ผู้ที่สนใจออกกำลังกายไปจนถึงนักวิ่งที่ต้องการทดสอบขีดจำกัดของตนเองบนเส้นทางธรรมชาติ

นอกจากการแข่งขันกีฬาแล้ว ภายในงานยังเพิ่มสีสันด้วย การแสดงโชว์หุ่นยนต์จากประเทศจีน นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับความบันเทิง สร้างความน่าสนใจให้กับผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยว พร้อมสะท้อนรูปแบบการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกีฬา เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

การจัดงาน ULTRA NAKA–NAKEE TRAIL 2026 ยังมีเป้าหมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับประโยชน์จากการเดินทางของนักกีฬาและนักท่องเที่ยว ทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และสินค้าชุมชน

การรวมพลังของนักวิ่งนานาชาติ เทคโนโลยี และเสน่ห์ของธรรมชาติลุ่มน้ำโขงในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดนครพนมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ กิจกรรม “จิตอาสาอุตสาหกรรมรวมใจเราทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล”

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี ที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เข้าร่วมกิจกรรม “จิตอาสาอุตสาหกรรมรวมใจเราทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล”

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และ นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขต 4 นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขต 5 ตลอดจน ข้าราชการ บุคลากร กระทรวงอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม ส่วนราชการระดับ

จังหวัดนครปฐม ส่วนราชการในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี นายกนายกเทศมนตรีตำบลนครชัยศรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเทศบาลตำบลนครชัยศรี ปลัดอำเภอ บุคลากรเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดจัดกิจกรรมจิตอาสา “อุตสาหกรรมรวมใจ เราทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล” บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

13 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2569 และวันคล้ายสวรรคตสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 24 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี กิจกรรมประกอบด้วย

  • การแจกถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด ให้กับประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลนครชัยศรี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
  • มอบหลอดไฟจำนวน 365 หลอด
  • มอบเครื่องซักผ้าให้แก่สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี
  • (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) จำนวน 1 เครื่อง
  • การจัดทำโรงครัวจิตอาสาพระราชทาน
  • การปรับปรุงทาสีบริเวณสะพานรวมเมฆ
  • การทำความสะอาดบริเวณพื้นที่

#อำเภอนครชัยศรี
#กิจกรรมจิตอาสา
#อุตสาหกรรมรวมใจเราทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นคปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/จัดงาน ปั่นมาปลูก” Green Ride Lopburi 2026 ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “ณ ป่าจำปีสิรินธร อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ณ ป่าจำปีสิรินธร ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ปั่นมาปลูก” Green Ride Lopburi 2026 ภายใต้โครงการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว

ตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดลพบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายมหิทธร สุรบุญจรัส ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงนักปั่นร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน

กิจกรรม “ปั่นมาปลูก” Green Ride Lopburi 2026 ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อผสานพลังระหว่างการท่องเที่ยว การออกกำลังกาย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มุ่งสร้าง

ประโยชน์ให้แก่ประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นต้นทุนสำคัญของจังหวัดลพบุรี ในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญก่อนการปล่อยตัว นักปั่นและผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ประกอบด้วย ต้นจำปีสิรินธร 20 ต้น, ต้นก้านเหลือง 20 ต้น และพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่อีกกว่า 160 ต้น

จากนั้นเป็นการปล่อยตัวนักปั่นบนเส้นทางธรรมชาติระยะทางรวม 50 กิโลเมตร เชื่อมโยงจากป่าจำปีสิรินธรสู่สวนรุกชาติน้ำตกวังก้านเหลือง ตลอดเส้นทาง นักปั่นได้สัมผัสทัศนียภาพอันงดงามพร้อมเช็กอินจุดท่องเที่ยวสำคัญและทำกิจกรรมรักษ์โลก สะพานบัวแดง

จุดชมวิวธรรมชาติอันเงียบสงบ สวนรุกชาติน้ำตกวังก้านเหลือง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติขึ้นชื่อของจังหวัดลพบุรี และเส้นทางถนนทองอุไร ตระการตากับดอกทองอุไรสีเหลืองสดใสบานสะพรั่งตลอด 2 ฝั่งทาง ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนวนกลับเข้าสู่

เส้นชัย ณ ป่าจำปีสิรินธร นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีของขึ้นชื่ออำเภอท่าหลวง อาทิ จิ้งโกร่งทอด เสื้อผ้าขาวม้าจำปีสิรินธร เครื่องปั้นดินเผาบ้านซับจำปา และอื่น ๆ อีกมากมาย มาจำหน่ายให้นักกีฬาเพือเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

“กิจกรรม ‘ปั่นมาปลูก’ Green Ride Lopburi 2026 ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น ได้เข้ามา

มีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน จังหวัดลพบุรีตั้งเป้าให้กิจกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เข้มแข็ง ในการยกระดับจังหวัดให้เป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีคุณภาพ สีเขียว และยั่งยืนสืบไป”

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/มูลนิธิเทคโนโลยีควอนตัมฯจับมือสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเปิดค่าย Thai-France School of Quantum Computing 2026

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(25ต.ค.69) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดค่าย Thai-France School of Quantum Computing 2026ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2026 ณ ลีลาวลัย รีสอร์ท อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมางานนี้เป็นการผสานความร่วมมือระหว่างพันธมิตรจากประเทศฝรั่งเศส (WYW – What You Want in Quantum),

มูลนิธิเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (QTFT), เครือข่ายสถาบันวิจัยในไทย และสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยเปิดรับนักศึกษาและเยาวชนสาย STEM ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอกจุดเด่นของหลักสูตรและกิจกรรม:3 เสาหลักทางวิชาการ (9 Topics & 3 Tutorials): ปูพื้นฐานตั้งแต่ทฤษฎีควอนตัม (Quantum Mechanics, Qubits), สถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ (Quantum Hardware), และการพัฒนาซอฟต์แวร์ควอนตัม (Quantum Software)

ลงมือปฏิบัติจริงบนเครื่องจริง (Hands-On Platforms): ผู้เรียนจะได้เขียนโค้ดและทดลองประมวลผลบนแพลตฟอร์มควอนตัมระดับโลก เช่น IBM Quantum Platform, Qaptiva / Bull, และ OpenVQE / OpenVQAวิทยากรชั้นนำจาก 6 ประเทศ: นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากฝรั่งเศส อินเดีย เวียดนาม เยอรมนี ออสเตรเลีย และไทย พร้อมทั้งทำโครงงานกลุ่ม (Group Mini-Projects) อย่างใกล้ชิดจุดประกายเยาวชนไทยสู่เวทีเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก

เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจโลก เปรียบเสมือนการก้าวกระโดดจากยุคแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัลในอดีต ด้วยประสิทธิภาพการคำนวณที่รวดเร็วมหาศาลและการใช้พลังงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับภาระศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ โลกคาดการณ์ว่าควอนตัมจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในหลากหลายสาขาทั่วโลก

เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยให้ก้าวทันเวทีสากล กระทรวงศึกษาธิการ โดย คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ให้การสนับสนุนและผลักดันครั้งสำคัญในการจัดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติ Thai-France School of Quantum Computing 2026 (Series 1) เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคน (Workforce Development) และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ของไทยได้สัมผัสองค์ความรู้และเครื่องมือจริง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวว่า การพัฒนาองค์ความรู้ด้าน Deep Tech จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเยาวชนและสถานศึกษาโดยการสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นในมิติสำคัญ ได้แก่:การพัฒนากำลังคนสู่อนาคต (Workforce Development): ยกระดับศักยภาพนักเรียน นักศึกษา และนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยให้มีทักษะระดับสากล ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี (Tech Consumer) แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยี (Active Contributor)

การบูรณาการความร่วมมือข้ามภาคส่วน: ผสานพลังร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), เครือข่ายวิจัย QTRic 19 สถาบันทั่วประเทศ และพันธมิตรระดับนานาชาติอย่างสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เพื่อให้องค์ความรู้ระดับสูงถูกถ่ายทอดลงสู่ระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรมค่ายอบรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์ Siam Quantum Valley ณ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้จุดเด่นของพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ รายล้อมด้วยธรรมชาติ สะดวกต่อการเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์ M6 เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกมารวมตัวกัน

โครงการนี้นอกจากจะเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานระดับนานาชาติอย่าง OQI และคอมพิวเตอร์ควอนตัมของ IBM ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ภายใต้กลุ่ม Quantum Club Thailand เพื่อเชื่อมต่องานวิจัยสู่ภาคธุรกิจจริง ทั้งในด้านโลจิสติกส์ การแพทย์และการดูแลสุขภาพ (Healthcare) และพลังงานสะอาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนและสร้างงานคุณภาพมูลค่าหลายหมื่นถึงแสนล้านบาทในอนาคต

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น่านเปิดกิจกรรม Slow Life Night Run วิ่งชมวิวเมืองน่าน ดึงนักวิ่งกว่า 2,200 คน สัมผัสเสน่ห์เมืองเก่ายามค่ำคืน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 20.00 น.นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “Slow Life Night Run วิ่งชมวิวเมืองน่าน”ณ ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายวรวิทย์ วีระเชวงกุล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ดารานักแสดง นักกีฬา นักท่องเที่ยว และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,200 คน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

สร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และนำเสนอเสน่ห์ของเมืองน่าน ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน และสถาปัตยกรรมอันงดงามในยามค่ำคืน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะ 3.5 กิโลเมตร Family Runระยะ 5 กิโลเมตร Fun Run
และระยะ 10 กิโลเมตร Mini Marathon โดยนักวิ่งจะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองน่านยามค่ำคืน ผ่านเส้นทางชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมจุดเช็กอินโคมไฟ 12 นักษัตร และกิจกรรมประกวดชุดแฟนซีสำหรับนักวิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่
ป๊อบ ปองกูล ตู่ ภพธร และวง Jetset’er สร้างสีสันและความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย “BIB มีค่า” เปิดโอกาสให้นักวิ่งนำหมายเลขประจำตัวนักวิ่งไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมวิ่งในจังหวัดน่าน ตลอดจนชุมชนตามเส้นทางวิ่ง 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านมิ่งเมือง ชุมชนหัวเวียงใต้ ชุมชนบ้านแสงดาว ชุมชนบ้านม่วงตี๊ด และชุมชนบ้านพญาภู รวมถึงหน่วยงานด้านการแพทย์และกู้ชีพที่ร่วมดูแลความปลอดภัยตลอดการจัดกิจกรรม

การจัดกิจกรรม “Slow Life Night Run วิ่งชมวิวเมืองน่าน” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควบคู่กับการอนุรักษ์และนำเสนออัตลักษณ์ของเมืองน่าน มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับจังหวัดน่านสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างยั่งยืน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรวีร์” นำทัพอ่างทองบุกสระบุรี! เปิดมหกรรม OTOP 60 บูท ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดจริง ปั้นผู้ประกอบการเป็น “นักธุรกิจชุมชน” สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

​วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 11.00 น นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในพิธีเปิดมหกรรมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สระบุรี โดยจังหวัดอ่างทองเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ขนทัพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP

นำสินค้าคุณภาพมาจัดแสดงและจำหน่ายรวม 60 บูท ระหว่างวันที่ 23–25 ตุลาคม 2569 มุ่งเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรร​นายไชยา พิมสิงห์ พัฒนาการจังหวัดอ่างทอง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายจากจังหวัดอ่างทองเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่

​นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองนายสุรพงษ์ เนตรพระ เกษตรจังหวัดอ่างทอง​นางสุภารัตน์ วิวัฒนานนท์ ผู้แทนพาณิชย์จังหวัดอ่างทองนางสาวลฎาภา ช่วยพิทักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทองนายโชคาวิชญ์ วสุวิรักษ์โชติ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งให้การเอื้อเฟื้อสถานที่จัดงานและร่วมต้อนรับประธาน แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน

ยกระดับบุคลากรและผู้ประกอบการ สู่ “Smart OTOP Builder”นายไชยา พิมสิงห์ พัฒนาการจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า งานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาขีดความสามารถทักษะเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนสู่ที่ปรึกษานักธุรกิจชุมชน

(Consultant) และพัฒนาผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ระดับทั่วไป (Regular Level) สู่นักธุรกิจชุมชน ซึ่งจังหวัดอ่างทองจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ส่งเสริมธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน

เพื่อ​พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนและภาคีเครือข่าย ให้สามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ. ​ยกระดับทักษะการบริหารจัดการธุรกิจของผู้ประกอบการ OTOP ผ่านกระบวนการพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม (Upskilling & Reskilling)
​ส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และมาตรฐานการจัดการสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ OTOP สู่โมเดลนักธุรกิจชุมชน หรือ Smart OTOP Builder

​จังหวัดอ่างทองได้ดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่อง รวม 3 กิจกรรมหลักกิจกรรมที่ 1 (9–10 ตุลาคม 2569): พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนและหน่วยงานภาคีเครือข่ายรวม 45 คน ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง, สำนักงานเกษตรจังหวัดอ่างทอง, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอ่างทอง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรในการเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการ

​กิจกรรมที่ 2 (8–10 ตุลาคม 2569): เสริมสร้างศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดอ่างทอง จำนวน 150 ราย/กลุ่ม เน้นการเติมความรู้ด้านบริหารจัดการธุรกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้สามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกิจกรรมที่ 3 (23–25 ตุลาคม 2569): กิจกรรมไฮไลต์ในครั้งนี้ คือการจัด มหกรรมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สระบุรี เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรม นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่ายจริงรวม 60 บูท

การจัดงาน ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สระบุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้นำความรู้จากการอบรมมาทดลองปฏิบัติจริงในตลาด ได้พบปะและรับฟังความต้องการจากผู้บริโภคโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาสินค้า เพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ. ช่วยเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการท้องถิ่นจาก “ผู้ผลิตสินค้า” ไปสู่การเป็น “นักธุรกิจชุมชน” ที่มีความรอบรู้ เข้าใจกลไกตลาด และ

สามารถนำเทคโนโลยีรวมถึงนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
​ความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และภาคเอกชน โดยเฉพาะศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จังหวัดสระบุรี ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด ช่วยให้สินค้าชุมชนของจังหวัดอ่างทองเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

​ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว: ร่วมเลือกซื้อและอุดหนุนผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้าเด่นคุณภาพดีจากจังหวัดอ่างทอง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สระบุรี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทหารพรานมุกดาหาร รวบชายวัย 30 ปี ซุกยาบ้าในพุ่มหญ้าข้างบ้านของกลาง 1,544 เม็ด/ ตชด.235 สกัดยาเสพติด! จับผู้ต้องหา 1 ราย ยึดไอซ์ล็อตใหญ่ 280 กิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พ.ต.ธนากร นาเหล็ก ผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เข้าตรวจสอบพื้นที่บ้านเลขที่ 185 หมู่ 3 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดในบริเวณดังกล่าว

ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงพบชายต้องสงสัยนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้แสดงอาการตกใจและพยายามวิ่งหลบหนี พร้อมโยนวัตถุบางอย่างลงในพุ่มหญ้าข้างบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบบริเวณพุ่มหญ้า พบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิดดึงเปิด รวม 8 ถุง ผู้ถูกจับกุมทราบชื่อภายหลังคือ นายประวุฒิ ทองออน หรือ “เต้ย” อายุ 30 ปี ซึ่งยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตนของกลางที่ตรวจยึดได้ยาบ้าเม็ดสีแดง จำนวน 1,530 เม็ด

ยาบ้าเม็ดสีเขียว จำนวน 14 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 1,544 เม็ด
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุม รวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตชด.235 สนธิกำลังตชด.234 สกัดยาเสพติด! จับผู้ต้องหา 1 ราย ยึดไอซ์ล็อตใหญ่ 280 กิโลกรัม พร้อมรถเก๋งป้ายแดง

มุกดาหาร – ตำรวจตระเวนชายแดนสนธิกำลังหลายหน่วย เปิดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด จับกุมผู้ต้องหาอายุ 28 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมตรวจยึดยาไอซ์ 7 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 280 กิโลกรัม รวมถึงรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส ป้ายแดง และโทรศัพท์มือถือ

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 02.00 น. ชุดปฏิบัติการข่าวและชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 เป็นหน่วยหลัก สนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และหน่วยกำลังในพื้นที่

หลังได้รับแจ้งจากสายข่าว ว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติด ภายในบริเวณอาคารจอดรถหลังบขส.มุกดาหาร จึงเฝ้าซุ่มสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัยตามที่สายรายงาน จอดอยู่ใต้อาคารที่จอดรถจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจค้น และจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย คือ นายนวมินทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด

จากการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางได้ 3 รายการ ประกอบด้วย ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 7 ลัง น้ำหนักประมาณ 280 กิโลกรัม รถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ ติดป้ายทะเบียน ก 0861 หนองคาย (ป้ายแดง) จำนวน 1 คัน
โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลการสืบสวนหาผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

มุกดาหาร เดวิท โชคชัย 092-5259-777

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผบช.ภ.5 ประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาและกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องวันคล้ายวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2569 ณ อาคารสโมสรคุ้มแก้ว-ขวัญดาว ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น.
พล.ต.ท.ปรัชญา ประสานสุข ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาและกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องวันคล้ายวันสวรรคต 24 ตุลาคม 2569 ซึ่งได้นิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 10 รูป

ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน ถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีพระครูวิทิศาสนาทร, ผศ.ดร.ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานสงฆ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา พล.ต.ท.ปรัชญา ประสานสุข ผบช.ภ.5 เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และได้นำผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นเวลา 93 วินาที

โดยมี พล.ต.ต.อนุสรณ์ พัฒนถาบุตร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สันติ กองสมัคร ผบก.กค.ภ.5, พล.ต.ต.เอกกร บุษบาบดินทร์ ผบก.อก.ภ.5 พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ อาคารสโมสรคุ้มแก้ว-ขวัญดาว ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ โรงพยาบาลนครปฐม จัดงาน “ วันพยาบาลแห่งชาติ” ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานงาน “วันพยาบาลแห่งชาติ” ประจำปี 2569 พร้อมด้วย คุณสุรักขณา คงคาเพชร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล หัวหน้ากลุ่มทันตกรรม เเละ คณะผู้บริหาร บุคลากรทางการพยาบาล ตลอดจนภาคีเครือข่าย ด้านการศึกษาและสาธารณสุข

เข้าร่วมพิธี กิจกรรมภายในงานมี พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ พิธีมอบเกียรติบัตร คนดีศรีกลุ่มการ และ การบรรยายพิเศษ “Smart Service” เพื่อเทิดพระเกียรติ และ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(สมเด็จย่า) “พระมารดาแห่งการพยาบาลไทย” ณ ห้องประชุมจตุภัทร โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม