คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ การเมืองเดือด! ”ตั้ม-ยอดชาย“ สส.ปชน. ลุยแจ้งความโดนมือมืด โทรขู่ “กูจะยิงมึง!” ขณะเรียน ป.ป.ร./สีสันบอลโลก! มารีวิทย์เปิดอะคาเดมี่ฟุตบอลลับแข้งจิ๋ว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 20 มิ.ย.69 นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง หลังมีหมายเลขโทรศัพท์ปริศนาโทรศัพท์เข้ามาหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวข่มขู่คุกคามหมายจะเอาชีวิต

นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน เล่าว่า วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ในขณะที่อยู่ในห้องเรียนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตร ป.ป.ร. หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง ที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ได้มีสายเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ปริศนา จึงออกจากห้องเรียนมารับสาย

พบว่าเป็นเสียงผู้ชายและได้ถามว่า ใช่ สส.ยอดชาย หรือไม่ จึงตอบกลับไปว่าใช่ และปลายสายได้ถามต่อว่า อยู่พรรคไหน ตนเองได้ตอบว่าพรรคประชาชน จากนั้นชายคนดังกล่าวถามอีกว่า พรรคของไอ้ธนาธร ไอ้พิธา ที่โดนยุบพรรึไปแล้วใช่ไหม นายยอดชาย สส.ชลบุรี ก็ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ก่อนสายดังกล่าวจะบอกว่า เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีกแล้วกูก็จะยิงมึงด้วย และได้วางสายไปทันที

ตนเองจึงได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภา.บางละมุง ไว้ก่อนเป็นการเบื้องต้น และในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.69 นี้ และทางเจ้าหน้าที่จะนัดหมายสอบสวนสอบปากคำที่ สภ.บางละมุง ก่อน สภ.บางละมุง จะได้ส่งเรื่องไปยัง สภ.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามลำดับต่อไป

นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ยังได้ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ มีเหตุการณ์ สส. และผู้ติดตาม โดนดักยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และมี สส. โดนขู่ยิง จนมาถึงตนเองก็โดนขู่ยิงอีก จึงอยากถามว่า รัฐบาลปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

โดยในตอนนี้บุคคลที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับชาติในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 500 คน โดนข่มขู่ โดนลอบยิงถึงขนาดนี้ ทำไมรัฐบาลยังนิ่งเฉย ปล่อยให้บ้านเมืองมีกลุ่มมาเฟียมีอิทธิพล และฝากเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ว่าสถานการณ์ตอนนี้บุคคลสำคัญระดับชาติยังถูกยิง ถูกข่มขู่คุกคาม แสดงว่าบ้านเมืองไม่มีความปลอดภัยใช่หรือไม่

สีสันบอลโลก! มารีวิทย์เปิดอะคาเดมี่ฟุตบอลลับแข้งจิ๋ว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ได้เปิดอบรมทางด้านวิชาการและพัฒนาร่างกายให้นักเรียน ด้วยการเรียนเสริมในวันอาทิตย์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน

ทั้งนี้ ได้มีการเปิดอบรมกีฬาฟุตบอลให้นักเรียน โดยพบว่าผู้ปกครองต่างสนใจส่งบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนในเรื่องการรักสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเวลาว่างให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ด้วยช่วงนี้มีการแข่งขันมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ สร้างสีสันความน่าสนใจ ทำให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานมาร่วมอะคาเดมี่ฟุตบอลโรงเรียนมารีวิทย์กันอย่างสนุกสนาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวนาป่าแดดสุดช้ำ! ขายที่ดินให้ผู้รับเหมาทำทางรถไฟ แต่ถูกเบี้ยวเงิน ค้างจ่ายนับล้านบาท ซ้ำขุดบ่อดินลึกทำที่นาข้างเคียงพัง-น้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 มิ.ย. 69 ชาวนาอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย สุดทน! ร้องสื่อฯ หลังถูกบริษัทรับเหมาช่วงก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เบี้ยวจ่ายเงินค่าที่ดินที่ทำสัญญาซื้อขายกันมานานกว่า 1 ปี 3 เดือน ยอดค้างชำระรวมนับล้านบาท แถมได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่เว้นระยะห่างตามกฎหมาย ทำดินสไลด์และที่นาข้างเคียงเสียหายหนัก ไร้หนทางสู้เพราะไม่มีเงินจ้างทนายฟ้องร้องผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวนาในพื้นที่ ต.ป่าแงะ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย กรณีได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายย่อย (ผู้รับเหมาช่วง) เข้ามาติดต่อขอซื้อที่นาเพื่อขุดดินไปถมคันทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ แต่กลับผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้ โดยมีชาวบ้านได้รับผลกระทบหลักจำนวนหลายรายโดยผู้ร้องเรียนประกอบด้วยเจ้าของที่นาที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้รับเหมาและเจ้าของที่นาข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบ

ประกอบด้วย 1.นางอัณศยา อายุ 55 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ มีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 8 ตร.ว. ราคาที่ตกลงซื้อขาย 1,398,600 บาท จ่ายแล้ว 490,000 บาท คงค้าง 908,600 บาท 2.นายวิน อายุ 70 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 61 ตร.ว. ราคา 340,000 บาท ค้างจ่าย 136,184 บาท 3.นายโต อายุ 72 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 94 ตร.ว. ราคา 402,300 บาท คงค้าง 180,950 บาท และ 4.นายสมศักดิ์ อายุ 65 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 1 ไร่ 42 ตร.ว. ราคา 243,900 ค้างจ่าย 110,385 บาทและที่นาข้างเคียง ประกอบด้วย นางสมหมาย อายุ 59 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ ประสบปัญหาบ่อดินปิดทางน้ำ นากลายเป็นแอ่งน้ำ ทำนาไม่ได้ โดยมีที่นาตัวเอง 3 ไร่ ที่นาพี่สาว 6 ไร่ และที่นาน้องสาว 3 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบ และนางภานุชนาถ อายุ 50 ปี มีที่นาข้างเคียงบ่อดิน 16 ไร่ ผู้รับเหมาเอาดินไปถมรุกล้ำในนาเพื่อสร้างคันกันน้ำท่วมบ่อดิน เข้าข่ายบุกรุก ทำน้ำท่วมขังนางอัณศยา

หนึ่งในตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่า บริษัทรับเหมาได้เข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยอ้างว่าจะนำดินไปทำคันทางรถไฟ ชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการรัฐและให้ราคาสูงจึงตกลงขาย แต่เมื่อขุดดินไปจนเกลี้ยงพื้นที่แล้ว กลับไม่ได้รับเงินตามกำหนด โดยมียอดค้างชำระของชาวบ้านเฉพาะกลุ่มผู้ร้องเรียนรวมกว่า 1.5 ล้านบาท และเมื่อทวงถามก็ได้รับเพียงคำบ่ายเบี่ยงว่า “รอเงินจากบริษัทใหญ่” มานานกว่า 1 ปี 3 เดือนแล้วนางสมหมาย เจ้าของที่นาข้างเคียง กล่าวเสริมว่า นอกจากเงินไม่ได้แล้ว ที่ดินของตนและญาติรวมกว่า 12 ไร่ ยังได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่ทำคันกั้นหรือเว้นระยะห่างตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน

ส่งผลให้ที่นากลายเป็นแอ่งน้ำ ขาดรายได้จากการทำเกษตรนางภานุชนาถ ผู้ได้รับผลกระทบอีกราย เผยว่า พื้นที่กว่า 20 ไร่ของตนได้รับความเสียหายหนักจากดินสไลด์ และถูกผู้รับเหมาบุกรุกนำดินไปถมคันกั้นน้ำในนาตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ข้าวที่ปลูกไว้เน่าเสียทั้งหมด ร้องเรียนเทศบาลไปแล้วแต่การขุดดินยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการชดเชยด้านนายสมรภูมิ สวาทนา ปลัดอำเภอป่าแดด ยืนยันว่า ทางอำเภอได้จัดกระบวนการไกล่เกลี่ยมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงมกราคม 2569 โดยคู่กรณีรับปากว่าจะจ่ายเงินให้ครบภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ปัจจุบันก็ยังผิดนัดสัญญา ทั้งที่งานขุดดินในพื้นที่เสร็จสิ้นไป 100% แล้ว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องคดีแพ่ง จึงต้องหันหน้าพึ่งสื่อมวลชนเพื่อช่วยกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทเจ้าของโครงการหลัก เข้ามาตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาช่วงรายนี้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด….

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เดือดอีกแล้ว ! สจป.3 แพร่ “บูรณา” หลายหน่วย รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมไม้เถื่อนแปรรูป

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ อำนวยการโดยนายธนรัตน์ แปงใจ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ นายเสน่ห์ แสนมูล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรัก.ษาป่าและควบคุมไฟป่านายสุวิทย์ ฟูคำ หัวหน้าฝ่ายป้องกันรักษาป่า มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป. 3 สาขาแพร่ บูรณาการร่วมกับ-หน่วยป้องกันรักษาป่าที่

พร.6 (น้ำเลา) -ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.ที่ 3 สาขาแพร่ -เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ -เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อย ตชด.323 กก.ตชด.32 (พะเยา)-เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอร้องกวาง -เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปทส.ภาค5
-เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมป่าไม้ (ฉก.ปม.)ชุดปฏิบัติการประจำภาคเหนือ
-หน่วนปฏิบัติการพิเศษที่ 2 สปป.3(ภาคเหนือ)ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางดังนี้1.ไม้สักท่อน จำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 3.484 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 209,040.- บาท

  1. ไม้สักแปรรูป จำนวน 23 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.66 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 79,200.- บาท 3. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้ประดู่) จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 0.597 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 20,895.- บาท 4. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้แสมสาร) จำนวน 2 ท่อน ปริมาตร 1.568 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 15,680.- บาท 5. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้มะค่า) จำนวน 91 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 2.272 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 159,040.- บาท
  1. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้ประดู่) จำนวน 4 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.356 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 24,920.- บาท 7.ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้แสมสาร) จำนวน 6 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.966 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 19,320.- บาท
  2. เลื่อยไฟฟ้ายี่ห้อ MAKITA สีเขียว-ดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 36 นิ้ว พร้อมโซ่ 9. เลื่อยยนต์ยี่ห้อ DARK BULL 5800 สีดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 22 นิ้ว พร้อมโซ่ 10. ชุดสายไฟฟ้าพร้อมปลั๊ก ยาว 20 เมตร จำนวน 1 เส้น 11. เครื่องยนต์ยี่ห้อ YANMAR ขนาด 10 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง
  1. ลูกกลิ้งขนาดความยาว 100 เซนติเมตร จำนวน 4 ลูก 13. มู่เล่ย์พร้อมเพลา จำนวน 1 ชุด 14. สายพานเบอร์ 305 จำนวน 1 เส้น
  2. สถานที่เหตุเกิดบริเวณ บ้านสวนเลขที่ 22 หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ พิกัดที่ 47 Q 636260 2017138 สำหรับไม้ของกลางได้มอบให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่พร.6 (น้ำเลา) นำไปเก็บรักษาตามระเบียบต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ รวบคารถบรรทุก! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและ

ได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ

ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นายอำเภอเมืองน่านร่วมกับนายกอบต.ถืมตอง ร่วมกันลงพื้นที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.30 น. ณ บริเวณถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน (เชื่อมระหว่าง ตำบลถืมตอง-ตำบลไชยสถาน) นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเมืองน่าน ร่วมกับ นายรัชชนันท์ ธรรมพันธุ์ นายก

องค์การบริหารส่วนตำบลถืมตองและทีมบริหาร ได้ร่วมกันลงพื้นที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน (เชื่อมระหว่าง ตำบลถืมตอง-ตำบลไชยสถาน) ชำรุดเสียหาย มีลักษณะเป็นหลุม เป็นบ่อ และผิวถนนเป็นคลื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความสะดวกในการสัญจรของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดยืนยันความเป็นเจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบถนนสายดังกล่าวอย่างชัดเจน การใช้งบประมาณของทางราชการ โดยเฉพาะงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง อาจมีข้อติดขัดจำกัดด้านระเบียบกฎหมายในการดำเนินการซ่อมแซม

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น อำเภอเมืองน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง จึงได้บูรณาการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก หจก.ทรงชัยคอนกรีต นำคอนกรีตแรงอัดพิเศษเข้าดำเนินการปรับสภาพถนน มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน อำเภอเมืองน่านและองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง จะยังคงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อค้นหาหน่วยงานเจ้าของถนนที่แท้จริงต่อไป ซึ่งหากจะมีการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ดูแลรักษาถนนเส้นทางดังกล่าวนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลถืมตองมีความพร้อมและยินดีที่จะรับการถ่ายโอนถนนสายดังกล่าวมาอยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาเส้นทางให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สะเทือนใจ! สาวลาววัย 22 กอดโลงเฝ้าศพสามีหน้าด่านมุกดาหารทั้งคืน หลังพาศพกลับบ้านไม่ได้

แชร์เนื้อหานี้

ภาพสะเทือนใจหน้าด่านมุกดาหาร… ภรรยาสาวชาวลาววัย 22 ปี ต้องนั่งเฝ้าโลงศพสามีริมฟุตบาททั้งคืน หลังพาร่างกลับบ้านเกิดไม่ได้เพราะศุลกากรมุกดาหารติดเวลาปิดด่าน ก่อนเช้าจะมีรถจากฝั่งลาวมารับกลับ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจบริเวณหน้าด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เมื่อหญิงชาว สปป.ลาว วัย 22 ปี ต้องนั่งเฝ้าร่างไร้วิญญาณของสามีอยู่ริมฟุตบาทหน้าด่านพรมแดนข้ามคืน ตั้งแต่ช่วงกลางดึกจนถึงเช้าวันที่ 23 พฤษภาคม หลังไม่สามารถนำศพเดินทางกลับประเทศได้ทันเวลาปิดด่าน สร้างความหดหู่และสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

ทราบชื่อหญิงคนดังกล่าวคือ นางดวง สีสะหมุด อายุ 22 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ส่วนผู้เสียชีวิตคือ นายสัน วิไลวง อายุ 30 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว ระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพมหานคร

ภายหลังสามีเสียชีวิต นางดวงได้เดินทางพร้อมญาตินำร่างผู้เสียชีวิตจากกรุงเทพมหานคร เพื่อกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดในแขวงสะหวันนะเขต แต่เมื่อเดินทางมาถึงด่านพรมแดนมุกดาหารในช่วงกลางดึก กลับไม่สามารถเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ไปยังฝั่ง สปป.ลาว ได้ เนื่องจากด่านพรมแดนปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 22.00 น.

รายงานระบุว่า ญาติได้พยายามประสานขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อนุญาตในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อไปติดต่อขอผ่านพิธีการกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมุกดาหาร กลับไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นเวลานอกทำการ และไม่สามารถตรวจสอบเอกสารตามขั้นตอนศุลกากรได้

ด้วยเหตุนี้ ญาติจึงจำเป็นต้องนำโลงศพลงจากรถมาตั้งไว้บริเวณฟุตบาทหน้าประตูทางเข้าด่านพรมแดนมุกดาหาร โดยมีการตั้งตะเกียง กระถางธูป และขวดน้ำไว้บนโลงศพ ขณะที่นางดวงนั่งเฝ้าร่างสามีด้วยความโศกเศร้าตลอดทั้งคืน ท่ามกลางสายตาของผู้พบเห็นที่ต่างรู้สึกสะเทือนใจ

กระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 รถกู้ชีพของ “สาวตามน บริการรับส่ง” จากเมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต ได้เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เข้ามารับร่างผู้เสียชีวิต เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ท่ามกลางความโล่งใจของครอบครัวหลังต้องเฝ้ารอข้ามคืน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยหลายคนสะท้อนถึงความเห็นใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางการอำนวยความสะดวกในกรณีฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมบริเวณด่านพรมแดน
ภาพ/ข่าว พิชิต – เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ด่านพรมแดนมุกดาหาร #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #ศุลกากรภาคที่2 #กรมศุลกากร #กระทรวงการคลัง #ข่าวสะเทือนใจ #สาวลาวเฝ้าศพสามี #สะหวันนะเขต #ข่าวชายแดน #ดราม่าหน้าด่าน #มนุษยธรรม #ข่าววันนี้

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สลดคารถทัวร์! แม่ชาวลาวดับปริศนาระหว่างกลับบ้าน ลูกชายวัย 5 ขวบร้องไห้เรียกแม่ไม่หยุด ปลุกผู้โดยสารทั้งคันสะเทือนใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 191 สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในรถโดยสารปรับอากาศอาม่าทัวร์ สาย 927-10 กรุงเทพฯ – มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม ซึ่งจอดอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงประสาน พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ พนักงานสอบสวนเวร พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารจอดอยู่ภายในชานชาลา บริเวณด้านท้ายรถพบร่างนางพอน พันทิลาด หญิงชาวลาว อยู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว นอนเสียชีวิตในลักษณะตะแคงอยู่บนพื้น ใกล้กลับมือขวามีถุงขนมมินิบิสกิตสอดไส้แยมสับปะรดตกอยู่ ใกล้กันยังพบขวดน้ำดื่มและสัมภาระส่วนตัว เมื่อตรวจสอบกระเป๋าพบมียาติดตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยหรือโรคประจำตัว แต่ยังต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตเดินทางขึ้นรถมาจาก สถานีขนส่งหมอชิต 2 กรุงเทพมหานคร พร้อมลูกชายวัยเพียง 5 ขวบ โดยนั่งอยู่เบาะหมายเลข 34 ด้านท้ายรถนายสุรพล กุลบก พนักงานขับรถทัวร์ ให้ข้อมูลว่า รถออกจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 18.30 น. ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีเหตุผิดสังเกตระหว่างทาง จนกระทั่งช่วงใกล้ถึงสถานีขนส่งมุกดาหาร มีผู้โดยสารเดินมาบอกด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “พี่ครับ เหมือนมีผู้โดยสารไม่หายใจแล้ว” ตนจึงรีบจอดรถและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายสุรพล กล่าวว่า สังเกตเห็นผู้เสียชีวิตเดินทางมากับลูกชายตัวเล็ก นั่งอยู่โซนท้ายรถมาตลอดทาง แต่ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติรุนแรงจนกระทั่งช่วงท้ายของการเดินทางนางเติมและนายแว่นผู้โดยสารสามีภรรยาชาวลาว ซึ่งนั่งรถคันเดียวกัน เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้เสียชีวิตตั้งแต่ตอนนั่งรอขึ้นรถที่หมอชิต 2 โดยผู้เสียชีวิตบ่นว่า “ปวดท้องมาก ไม่ค่อยสบาย” พร้อมขอให้ช่วยไปซื้อนมจากร้านสะดวกซื้อมาให้ เพราะรู้สึกไม่มีแรง

ผู้โดยสารรายดังกล่าวเล่าว่า ระหว่างเดินทาง ผู้เสียชีวิตยังพอพูดคุยได้ แต่มีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ก่อนช่วงใกล้ถึงมุกดาหารจะลุกไปเข้าห้องน้ำด้านหลังรถ เมื่อกลับออกมาเหมือนเดินไม่ค่อยมีแรง จากนั้นก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนอนบริเวณพื้นที่ว่างท้ายรถ“ตอนแรกคิดว่าเขาคงไม่สบาย เลยนอนพัก เพราะไม่ได้มีใครคิดว่าจะหนักขนาดนี้” ผู้โดยสารกล่าวจุดที่สร้างความสะเทือนใจที่สุด คือช่วงที่ ลูกชายวัย 5 ขวบ เริ่มร้องไห้อย่างหนัก พร้อมพยายามเขย่าเรียกแม่ตามภาษาของเด็ก ทำให้ผู้โดยสารหลายคนรีบเดินเข้าไปดูเด็กพยายามพูดกับแม่ในทำนองว่า “แม่…ตื่น…แม่กลับบ้าน” ก่อนจะร้องไห้ไม่หยุดและเกาะร่างแม่ไว้ตลอดเวลา

หลังเกิดเหตุ มีผู้โดยสารมากับรถใจดีพยายามพูดปลอบเด็ก สอบถามชื่อ และให้เงินคนละพันสองพัน แต่เด็กยังอยู่ในอาการตกใจและตอบได้เพียงสั้น ๆ ว่ามากับแม่จากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรอย่างละเอียด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเด็กชายวัย 5 ขวบ และติดตามญาติของผู้เสียชีวิตมารับตัวต่อไป ท่ามกลางความสะเทือนใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ.
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามช้างป่าภูวัว “พลายสีดอหูสร้อย” พลัดหลงจากโขลง เฝ้าระวังความปลอดภัยประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่บริเวณป่าชุมชนบ้านนาแสงสาคร ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์กรณีช้างป่าภูวัว เพศผู้ ชื่อ “พลายสีดอหูสร้อย” ซึ่งพลัดหลงจากโขลงลงมาหากินในพื้นที่อำเภอศรีวิไล เป็นวันที่ 4

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มี พ.ต.อ.เสกสรรค์ บาอุ้ย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีวิไล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และทีมกู้ชีพกู้ภัยองค์การบริหารส่วนตำบลนาสะแบง ร่วมติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบร่องรอยการนอนของช้างป่าดังกล่าว มีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่ คาดว่าขณะนี้ “พลายสีดอหูสร้อย” อาจอยู่ห่างจากจุดที่พบร่องรอยประมาณ 1–2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินสำรวจและติดตามความเคลื่อนไหวของช้างอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและวางมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีช้างป่าลงมาในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน พร้อมทั้งเตรียมผลักดันช้างกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งประชาชนและช้างป่าเป็นสำคัญ

ก่อนเดินทางกลับ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มอบเงินจำนวน 1,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามช้างป่าในพื้นที่ ซึ่งได้ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องติดหน้าอกตำรวจ หรือ Body-Worn Camera บันทึก นาทีชีวิตกลางดึก ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงไหวพริบและความกล้าหาญ ช่วยเหลือหญิงสาววัย 31 ปี ที่อยู่ในอาการเครียดหนัก หลังทะเลาะกับแฟน จนคิดสั้นปีนขึ้นนั่งบนราวสะพานลอยเตรียมกระโดดลงมาเคราะห์ดีตำรวจสายตรวจพบเห็นและเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานลอยคนข้ามหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ ก่อนสังเกตเห็นหญิงสาวมีอาการคล้ายมึนเมา ร้องไห้เสียใจ และเดินขึ้นไปบนสะพานลอย

จากนั้นหญิงสาวได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานลอย ห้อยขาลงมาด้านล่าง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบตะโกนพูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยตำรวจอีกชุดอ้อมขึ้นไปด้านหลัง ก่อนจังหวะเหมาะเข้าชาร์จดึงตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้พบเห็นในเหตุการณ์

ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.บี นามสมมุติ อายุ 31 ปี ชาว ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา โดยหญิงสาวยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกับแฟน จนเกิดความเครียดและตัดสินใจมาก่อเหตุดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ก่อนประสานญาติมารับตัวกลับไปดูแลต่อไป

ภายหลังเกิดเหตุได้มีการรายงานให้ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครราชสีมา รับทราบ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานเชิงรุกของตำรวจสายตรวจ ที่ไม่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังช่วยเหลือประชาชนในนาทีวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

กันตินันท์ เรืองประโคน/ประสิทธิ์ วนะชกิจ ทีมข่าว จ.นครราชสึมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รมต.กระทรวง.พม.ลงพื้นที่เชียงราย รับฟังปัญหา เยี่ยม ชาวเมี่ยน ต.ป่าตึงอ.แม่จัน ผู้ป่วยติดเตียงบ้านดู่ ย้ำ พร้อมดูแลทุกข์สุข ผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14:00 น ของวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ

นางสาวปิยะรัฐย์  ติยะไพรัช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง

จังหวัดเชียงรายและรับมอบหนังสือจากผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลบ้านดู่ โดยมีนายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครชียงราย นายศรีเนตร์ ธนาคำ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร.ต.อ.ธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงรายเขต 1 ตลอดถึงประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการตรวจเยี่ยมชมโรงเรียนผู้สูงอายุครั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง

รัฐมนตรีว่าการทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินชมผลิตภัณฑ์ผลงานและโอท็อปผู้สูงอายุ ตลอดถึงผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือชาวเขาเผ่ากระเหรียง

อุดหนุน พร้อมเดินทางตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง/กายภาพบำบัด นางอำไพ คล้ายรัก ในพื้นที่บ้านสันปอแตงหมู่ที่ 20 ตำบลบ้านดู่โดย มอบเงินช่วยเหลือปรับปรุงคุณภาพสิ่ง

แวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ จำนวน40,000บาท แก่นายอินสอน มโนหาญ และนางบัวจันทร์ มโนหาญสองสามีภรรยาจิตอาสาสมัครตำรวจบ้าน

โดยมีนายสัญญา มะโนเรือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 20ให้การต้อนรับ จากนั้นคณะได้เดินทางกลับ.
ธนกฤต วรรมณี รายงานๆ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตรวจพื้นที่พระมั่วสุมใต้ต้นโพธิ์ 100 ปี หลัง อบจ.โคราช พบขวดเหล้า-กาว ยังไม่ชัดเป็นพระจริงหรือแอบอ้าง

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีประชาชนส่งคลิปให้สื่อมวลชน หลังพบกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมั่วสุมดื่มสุราและดมกาว บริเวณใต้ต้นโพธิ์อายุกว่า 100 ปี ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง
ล่าสุดวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา และพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดที่ประชาชนร้องเรียน

ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาจากการตรวจสอบพบขวดสุรา กระป๋องกาว อุปกรณ์ประกอบอาหาร และเสื้อผ้าบางส่วนตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นจุดอับสายตา อยู่ใต้ต้นโพธิ์และมีลักษณะคล้ายโพรงหรือถ้ำ ซึ่งอาจเอื้อต่อการใช้เป็นแหล่งมั่วสุมของบุคคลบางกลุ่มนายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า เบื้องต้นขอขอบคุณประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาในการสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคลที่แต่งกายคล้ายพระภิกษุ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคลิปที่เผยแพร่ ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลในคลิปเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง
ทั้งนี้ หากพบพฤติกรรมมั่วสุมหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าว ประชาชนสามารถแจ้งไปยังคณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อคัดกรองและขจัดบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่

ด้านพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 และพระวินยาธิการ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังไม่พบบุคคลตามที่ปรากฏในคลิป แม้กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะสวมผ้าจีวร แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง อีกทั้งยังไม่สามารถระบุได้ว่าสังกัดวัดใด เพื่อป้องกันการพาดพิงโดยไม่มีข้อเท็จจริงชัดเจนพระประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับคลิปวิดีโอดังกล่าวไว้แล้ว และจะนำส่งต่อให้เจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบล เพื่อกระจายไปยังวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ช่วยตรวจสอบว่าเป็นพระจากวัดใด ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจากสื่อสังคมออนไลน์และประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ผ่านมา ว่ามีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมามั่วสุมบริเวณคลองใกล้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ฝั่งตรงข้ามศาลแขวงนครราชสีมา โดยมีพฤติกรรมเข้าข่ายดื่มสุราและดมกาว

ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่สายตรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แต่ไม่พบกลุ่มบุคคลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ได้มีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ พร้อมสอบถามประชาชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการสืบสวนติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด และประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก รวมถึงสร้างความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ต่อไป

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

เปิดใจสาวโรงงานโดนคนขับรถบัสรับส่งลวนลามเผยยังผวากับเหตุการณ์โร่แจ้งความดำเนินคดี

จากกรณี นางสาวเอ อายุ 21 ปี แต่โพสข้อความ และคลิปวีดีโอเหตุการณ์ถูกคนขับรถส่งพนักงานลวนลาม โดยเล่าเหตุการณ์ว่า เพิ่งเริ่มเข้าทำงานในโรงงานได้เพียง 5 วัน โดยวันที่ 21 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มงาน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเลิกงานได้ขึ้นรถโดยสารของโรงงานเพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่เกิดนั่งรถผิดสายจนเหลือเป็นผู้โดยสารคนสุดท้าย ก่อนถูกคนขับก่อเหตุลวนลามภายในรถล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรจอหอ ทางพันตำรวจเอกศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำสาวโรงงาน นางสาวเออายุ 21 ปีนามสมมุติ เพิ่งได้เดินทางมาพร้อมกับแม่ยาย เพื่อมาแจ้งความร้องทุกข์ กับคนขับรถคนดังกล่าว ทราบชื่อว่านายวีระ อายุ 56 ปี เป็นผู้ก่อเหตุ ทางตำรวจจะทำการออกหมายเรียกเพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา
นางสาวเอ (นามสมมุติ) พนักงานหญิงรายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ถูกพนักงานขับรถรับส่งพยายามลวนลาม โดยระบุว่า วันเกิดเหตุเป็นช่วงที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียง 5 วัน และเป็นการใช้บริการรถรับส่งของบริษัทครั้งแรก โดยมีรถสองสายที่ปลายทางเดียวกันคือจอหอ แต่ตนขึ้นผิดสาย ระหว่างโดยสารรถพบว่าพนักงานคนอื่นทยอยลงจนหมด เหลือตนเพียงคนเดียว จึงย้ายจากเบาะด้านหลังไปนั่งด้านหน้า และสอบถามคนขับว่า ไม่จอดลงที่เจ้าสัวหรือ และต้องวนรถกลับหรือไม่ คนขับจึงถามกลับว่า ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเป็นคนละสาย พร้อมสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อ ตนจึงเสนอให้จอดบริเวณปั๊มน้ำมันเพื่อเรียกรถรับจ้างกลับเอง แต่คนขับปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นอันตราย ไม่สามารถปล่อยลงคนเดียวได้ ก่อนจะบอกว่าจะไปส่งเองเพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่าย


ในช่วงแรกยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ กระทั่งรถไปจอดที่ปั๊มน้ำมันซึ่งคนขับจอดรถส่วนตัวไว้ จากนั้นคนขับลงจากรถและพูดเป็นภาษาถิ่นโคราชว่า ให้นั่งรอก่อน อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวจะลงมา ก่อนจะกลับขึ้นมาที่รถและล็อกประตู จากนั้นเดินเข้ามาหาและพยายามลวนลาม พร้อมพูดจาในลักษณะคุกคามว่า ขอได้ไหม อดมานานแล้ว ทำให้ตนตกใจและสติหลุด แต่พยายามตั้งสติ ไม่ต่อสู้เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งพยายามใช้โทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ แม้จะไม่ทันช่วงสำคัญทั้งหมดตนพยายามเปิดประตูรถซึ่งเป็นรถโดยสารรุ่นเก่าสามารถเปิดด้วยมือได้ ก่อนรีบลงจากรถ โดยตั้งใจจะวิ่งหนีแต่ร่างกายอ่อนแรงจนแทบล้ม จึงได้แต่เดินออกมาและหันกลับไปดูว่าคนขับตามมาหรือไม่ ซึ่งพบว่าไม่ได้ตามมาทั้งนี้ตนก็ต้องการฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานของผู้ก่อเหตุจะรู้สึกอย่างไร และยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร อีกทั้งทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นเคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันแต่ไม่ได้แจ้งความเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ตนจึงต้องการเป็นตัวแทนในการแจ้งความ และอยากเชิญ

ชวนผู้เสียหายรายอื่นเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนตนต้องการให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวและยอมรับสารภาพ โดยทราบจากบริษัทว่ามีการไปติดตามตัวที่บ้านแต่พบว่าได้เก็บของหลบหนีไปแล้ว ขณะที่บริษัทรถรับส่งได้ติดต่อมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ขณะนี้ตนยังไม่สะดวกให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนดังกล่าวด้าน นางหญิง อายุ 47 ปีนามสมมุติ แม่ยายของนางสาวเอ (นามสมมุติ) เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่ลูกสะใภ้ถูกโชเฟอร์รถรับส่งพนักงานก่อเหตุลวนลามว่า

ทราบเรื่องครั้งแรกจากการที่ลูกสะใภ้โทรศัพท์มาหาด้วยอาการร้องไห้และตกใจอย่างหนัก จับใจความได้ว่าขึ้นรถผิดสาย ก่อนจะถูกคนขับมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ จึงรีบสอบถามตำแหน่งและแนะนำให้ไปอยู่ในจุดที่มีคนจำนวนมาก โดยผู้เสียหายระบุว่าวิ่งหนีลงจากรถไปยังปั๊มน้ำมัน และมีประชาชนเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่ผู้ก่อเหตุพยายามขี่รถหลบหนี จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายเรียกรถกลับบ้าน พร้อมกำชับให้เปิดสายโทรศัพท์ไว้ตลอดจนถึงที่พัก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งไม่ได้แจ้งให้แฟนของผู้เสียหายทราบทันที เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจากการดื่มสุราในงานรื่นเริง จึงให้ญาติไปอยู่เป็นเพื่อนตลอดทั้งคืน และตนเองได้พูดคุยกับผู้เสียหายทางโทรศัพท์จนถึงเช้า


ผู้ก่อเหตุมีอายุค่อนข้างมาก น่าจะมีครอบครัวแล้ว ควรตระหนักว่าหากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของตนจะรู้สึกอย่างไร พร้อมระบุว่าคำพูดที่ใช้คุกคามมีลักษณะรุนแรงและไม่เหมาะสม จนทำให้ตนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก อีกทั้งจากการเผยแพร่เรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยังพบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นในลักษณะคล้ายเคยพบพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้ ยืนยันว่ารู้สึกผูกพันกับผู้เสียหายเสมือนลูกคนหนึ่ง และแม้จะเป็นบุคคลอื่นก็ไม่ควรถูกกระทำในลักษณะดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่นในอนาคต เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้หญิงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าการดำเนินคดีและติดตามตัวผู้ก่อเหตุไม่น่ามีอุปสรรค พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายเป็นอย่างดี พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ เปิดเผยถึงกรณีหญิงสาวถูกลวนลามว่า

ขณะนี้ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว โดยได้จัดพนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้รับแจ้งความ และจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความซับซ้อน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว เบื้องต้นจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องน่ากังวล และอาจเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ โดยให้พิจารณาพื้นที่เกิดเหตุเพื่อให้เป็นไปตามอำนาจสอบสวน หากพบว่าเป็นผู้ต้องหารายเดียวกันและมีพฤติการณ์คล้ายกัน ก็สามารถแจ้งความในท้องที่ที่เกี่ยวข้องได้ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันพร้อมให้ความเป็นธรรม และจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คดีบุกรุกป่า 20 ไร่ กำนันแม่ทะลบ และ ป่าไม้ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่เข้ายีดคืน เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า

แชร์เนื้อหานี้

เสียงจากกำนันแม่ทะลบอำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่///ตามกระแสโชเชี่ยลเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า ผมในฐานะกำนัน ตำบลแม่ทะลบ ไม่เคยนิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ป่าไม้ในเขตไชยปราการที่ถูกทำลายบางส่วน ยอมรับว่าถูกบุกรุกจริง ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ

พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าพื้นที่ทำการตรวจยึดคืน แล้วมอบหมายให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่อุทยานดำเนินการเรื่องคดีบุกรุกป่า หากอยู่ในเขตของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็ให้ป่าไม้ดูแล และดำเนินการตามกฏหมาย พื้นที่ ที่มีผู้นำมาลง ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะหวงแหนทรัพยากรที่ถูกทำลาย

จากการที่กระผมและผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการที่เข้าไปในพื้นที่ ส่วนที่ถูกทำลายเป็นแนวสัน รอยต่อระหว่างไชยปราการกับพื้นที่เชียงราย มีถนนสันดอยเพื่อแบ่งเขตรอยต่อ ณ เวลาที่เข้าตรวจยึดเขตไชยปราการถูกบุกรุกประมาณ 20 ไร่ แต่ฝั่งที่เป็นเขตเชียงราย

แทบไม่มีต้นไม้ซักต้น มองไปทางไหนก็มีแต่เขาหัวโล้น ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถก้าวก่ายในพื้นที่ของเขาได้ อยากเห็นขับรถไปดูได้ครับ ส่วนกรณีการปลูกขิงบริเวณบ้านป่าหนา ช่วงปีที่ผ่านมา มีคนต่างถิ่นเข้ามาเพื่อปลูกขิงจริงแต่ก็คิดไม้ถึงว่าจะมาในรูปแบบนายทุน เข้ามาขออนุญาตจากผมประมาณ 7-8 คน และได้ถามผู้มาขออนุญาตเข้า

พื้นที่ ว่าได้ทำการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลหรือยัง เขาก็ตอบว่าได้ขออุญาตทุกฝ่ายแล้ว จึงได้กำชับว่าการเข้าพื้นที่ หากไม่มีการบุกรุกป่าก็ไม่มีปัญหา หากเข้ามาทำในพื้นที่ของชาวบ้าน ที่เป็นไร่เก่าๆเดิมๆ ซึ่งเป็นไร่เลื่อนลอย ของชาวบ้าน หลังจากนั้นยอมรับว่ามีชาวบ้านทำการเแผ้วถางบางส่วน ที่อยู่ในเขตป่าไม้ และเขตองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)

แต่ฝ่ายปกครองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดตามและเข้าพื้นที่หากได้รับการร้องเรียน แต่หน้าที่โดยตรง คือ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งเป็นผู้ดูแลโดยตรงในส่วนพื้นที่ป่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แค่หน้าที่ในชุมชนก็เหนื่อยมากพออยู่แล้วครับ แต่ก็พร้อมจะบูรณาการร่วมกันกับทุกฝ่ายเพราะถือว่าคือหน้าที่ ที่ต้องช่วยกันเพื่อชุมชน

แต่ตามกฏหมายในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ลำดับความมานี้อยากให้ผู้ที่เห็นภาพเข้าใจบริบทของแต่ละหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้ตำหนิหรือว่ากล่าวท่านผู้ใดนะครับ หากไม่พูดก็จะเข้าใจว่าฝ่ายปกครองมีส่วนได้เสีย ได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรอกครับ โดยเฉพาะชื่อเสียง ในความรู้สึกของกำนันตำบลแม่ทะลบครับ..

นายอำเภอปาย ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ภาพข่าวการลักลอบขุดบ่อทรายบริเวณ บ้านสบแพม ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนวัน

เสาร์ ที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 16:00 น. นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตําบลทุ่งยาว เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรปาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย หน่วยป้องกันรักษาป่า มส.1 (ปาย)

กำนันตำบลทุ่งยาว และผู้ใหญ่บ้านสบแพม ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ภาพข่าวการลักลอบขุดบ่อทรายบริเวณ บ้านสบแพม ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากการตรวจสอบปรากฏว่าพบกองทรายและอุปกรณ์ ยานพาหะนะ อยู่ในพื้นที่โฉนดของนายกิจดำรง ใจคำ จำนวน 4 แปลง

และบริเวณที่ดินดังกล่าว ได้มีการขุดทรายในพื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง….

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวแพร่ “ตามจิก” หลัง ปปท.5 ร่วมเครือข่ายฯ ขึงพืด ศูนย์ราชการแพร่ และโรงงานฯ สร้างผลกระทบชาวบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นายสัญชาติ อุปนันชัย ผอ.ปปท.เขต 5 มอบหมายให้ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 นางสาวสาริสา รอดถาวร ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันการทุจริตภาครัฐ นางสาวพิชยา พรหมมา นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ นางสาวณัฐชานันท์ เสถียรนักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ นายอภิชาติ ทิพย์ชมภู นักสืบสวนชำนาญการ ร่วมกับเครือข่าย ปปท.แพร่ ฯ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 9 จังหวัดลำปาง นายจักรกริช พลดาหาญ รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.9) นายอาภาพรเอี้ยงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มนายวรรณชัย แก้วมณีย์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ

สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายอนุชา สัตยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนัก
งานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายพรพจน์ หมู่ธิมา ผู้อำนวยการกลุ่ม นายพิพัฒน์พล สุภา วิศวกรปฏิบัติการ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 นายชาญชัย แก้วประดับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ นางพิชญา ธารากรสันติ เจ้าหน้าที่คดี พิเศษชำนาญการพิเศษ กอ.รมนจังหวัดแพร่ พ.ต.พัฒธพล สุทธพันธ์ รองหัวหน้ากลุ่มงานประสานความมั่นคง,ร.อ.พงศ์สนั่น ศรีธยศหัวหน้าชุดรวบรวมตรวจสอบข่าวสาร 310 (จรต. 310) สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดแพร่ นางสาวกันยา สุขเจริญพนักงานคุมประพฤติชำนาญการพิเศษ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดแพร่ นางสาวพัฒน์นรี มากต่าย นิติกร สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดแพร่,นางสาว รัตน์สุดา โอดเทิง เจ้าพนัก งานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ นายชัยวัลย์ ตันสุหัช เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตปฏิบัติการ นางกอบเพชร หาญพัฒนพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 16 ในฐานะประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรีภาคิน ชมภูพันธ์ รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ เข้าร่วมติดตาม แต่งานต่างจังหวัด

จึงมอบหมายให้ นายธีรพงษ์ ธงออน ที่ปรึกษาฯ ด้านประชาสัมพันธ์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านการทุจริตจังหวัดแพร่ นายรัฐพล แสงดอก ประธานคณะทำงานศูนย์ประสานงานเครือข่าย นายธีรพงษ์ ธงออน นางเอมอร พรหมดี นางเครือวัลย์ ปัญญาไวย คณะทำงานศูนย์ประสานงานเครือข่ายฯ 24 คน ร่วมฟังสรุปสถานการณ์การก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ ที่ผู้รับเหมากำลังทิ้งงานที่ห้องประชุมสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดแพร่ โดยมีนายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นประธานที่ประชุม

ซึ่งในเรื่องนี้ นายสิทธิภัทร ปาละนันทน์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดแพร่ ให้ข้อมูลกับที่ประชุมว่า จังหวัดแพร่ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ 2563 สร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ งบประมาณทั้งสิ้น
657, 115,400 บาท ทำการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาอิเล็ก
ทรอนิกส์ แล้วได้ตกลง จ้างบริษัทอัครกร ดีเวลลอปเม้น จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไชน่าเรลเวย์ China Ride Way Number ประเทศไทยนับเบอร์ 10 Z(ประเทศไทย)จำกัด สัญญาจ้าง ก่อสร้างในวงเงิน 539,995,000.00 บาท ระยะก่อสร้างเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน จำนวน 237 งวดงาน เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2564 สิ้นสุดสัญญาจ้างวันที่ 14 มีนาคม 2567

โครงการก่อสร้างดังกล่าวต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดของโรคโควิด ทำให้โครงการล่าช้ากว่าปกติ จึงได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการ เร่งรัดการปฏิบัติงาน ให้เพิ่มเวลาการทำงานอีก 554 วันนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2568ซึ่งสิ้นสุดวันดังกล่าวโครงการพึ่งรุดหน้า ไปเพียงร้อยละ 25% เท่านั้น จึงมีค่าปรับวันละ 539,995 บาท ขอบเขตงานก่อสร้างประกอบด้วย 1.อาคารศาลากลางจังหวัดสูง 4 ชั้น จำนวน 1 หลัง 2. อาคารหอประชุมขนาด 1,000 คนจำนวน 1 หลัง 3. อาคารโรงอาหารจำนวน 1 หลัง 4. อาคารสโมสรร้านค้า จำนวน 1 หลัง และ 5. งานผังบริเวณและสิ่งก่อสร้างประกอบ ซึ่ง ณ.ปัจจุบันในภาพรวมผลการก่อสร้างจริงสะสมก่อสร้างได้เพียงร้อยละ 25.13 เท่านั้น มีการเบิกจ่ายล่วงหน้าร้อยละ 15 เป็นเงิน 81,000,000 บาท เงินเบิกจ่าย 36 งวดเป็นเงิน 63,759,200 บาท คงเหลือค้างจ่าย 201 งวด จำนวน 395,235,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 73

นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มชัดเจนว่า บริษัทผู้รับจ้าง รถคนงานและขนอุปกรณ์ออกจากจุดก่อสร้างศูนย์ราชการ เชื่อว่าจะเป็นการทิ้งงานแน่นอน ขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้รับจ้างและต้องมาหาผู้รับจ้างใหม่ขขขเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อฟังจากการชี้แจงจากบริษัทผู้รับจ้าง ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด จึงมีการขยายระยะเวลา แต่ผู้รับจ้างก็มิได้ดำเนินการตามกำหนดเวลา เมื่อมาดูหน้างานพบว่า ไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก ถึง ณ.ปัจจุบันต้องมาคำนวณดูว่า เนื้องานที่เกิดขึ้นกับเงินที่ได้รับไปตรงกันหรือไม่ และต้องคำนวณว่ารัฐมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องมีการปรับเพิ่มเติม

และในวันเดียวกันเวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลปงป่าหวาย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 นางสาวสาริสา รอดถาวร ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันการทุจริตในภาครัฐ นายจักรกริช พลดาหาญ รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.9) นายอนุชา สัตยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายชาญชัย แก้วประดับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ (DSI) นายธีรพงษ์ ธงออน ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ได้มอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรีภาคิน ชมภูพันธ์ รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ ให้เป็นผู้แทนคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ นางเครือวัลย์ ปัญญาไวย เครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านการทุจริตจังหวัดแพร่ นายรัฐพล แสงดอก

ประธานพร้อมคณะ รวม 24 คน ฯ เข้าตรวจสอบการทำงานของภาครัฐกรณี โรงงานกรีนเทอร์มินอล จำกัด ผู้ผลิต “ชีวมวลไม้อัดแท่ง” ที่ปล่อยมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ จนส่งผลกระทบชาวบ้านบ้านต้นม่วงหมู่ 1 ตำบลปงป่าหวายรอบๆ โรงงานในรัศมี 600 เมตร มีอาการป่วยทางเดินหายใจ และบางรายแพทย์แนะนำให้อพยพออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อความปลอดภัย โดยได้นัดหมายหน่วยงานรัฐที่ อาทิ อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่(ทสจ.แพร่) สาธารณสุขจังหวัดแพร่ ผู้บริหารเทศบาลตำบลปงป่าหวาย และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะการประชุมครั้งนี้ สส.พิมไจ นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.แพร่ เขต 3 เดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อขอฟังสภาพปัญหาที่ทางราชการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และได้เข้าหารือหาต้นเหตุการณ์ปัญหาในห้องประชุมได้เปิดให้ทางราชการได้ชี้แจง

ทางโรงงานมีการก่อตั้งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาและเมื่อเกิดปัญหาเข้ามาแก้ไขอย่างไร ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ยืนยันว่า โรงงานถูกต้องทุกประการทั้งการขออนุญาตและไม่มีการปล่อยมลภาวะเกิดค่ามาตรฐาน ทาง ทสจ.แพร่ ก็ยืนยันว่าโรงงานแห่งนี้ขออนุญาตจากกรมโรงงานตามข้อ 34 (4) ให้ใช้ไม้นอกประเภทจำนวน 13 ชนิด ซึ่ง ทสจ.แพร่ได้เข้าตรวจถึง 2 ครั้ง พบมีเพียงไม้จามจุรีเป็นวัตถุดิบเท่านั้น และได้โชว์ภาพผ่านหน้าจอโปรเจ็คเตอร์ในห้องประชุม

ส่วนทางด้านสาธารณสุขจังหวัดแพร่ ได้กล่าวถึงมีผู้ป่วยทางเดินหายใจในบริเวณรอบๆ โรงงาน ได้ส่งรถตรวจคุณภาพอากาศก็พบว่ามีค่ามาตรฐาน ไม่เป็นอันตราย ทางศูนย์ดำรงธรรมจัวหวัดแพร่ ก็แจ้งว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายตามระเบียบทุกประการ ในส่วนของผู้ได้รับผลกระทบทางเทศบาลปงป่าหวาย ที่มารอฟังการพิจารณาของ ปปท.ภาค5 ซึ่งหลายคนไม่ได้เข้าฟังเป็นชาวบ้านห้ามเข้าฟังเพียงให้ส่งตัวแทนเข้าไปในห้องประชุมเท่านั้นในขณะที่ นางนงลักษณ์ ปลาเงิน ตัวแทนชาวบ้าน ได้กล่าวถึงความไม่ปกติในการก่อตั้งโรงงานจนเกิดมลภาวะในชุมชน โรงงานมีการขออนุญาตที่ผิดปกติ โดยเฉพาะ การรับฟังความคิดเห็นต่อชุมชนเพื่อก่อตั้งโรงงานในวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นแต่แจ้งว่าจะมาซื้อเศษไม้เหลือใช้ในชุมชนไปจำหน่ายต่อ (เศษไม้ในชุมชนคือไม้สัก)

หลังจากนั้นโรงงานขออนุญาตจากกรมโรงงาน ใบ รง. 4 ลำดับที่ 34 (4 ) ใบอนุญาตนี้ใช้ไม้นอกประเภทอยู่ในประเภทไม้ 13 ชนิดเท่านั้น ไม่มีไม้สัก จากนั้นได้นำเครื่องจักรมาเพิ่มเติมเพื่อบดอัดไม้เป็นไม้อัดแท่ง ในปี 2567 มีการแจ้งขอเพิ่มเครื่องจักรเป็น 800 แรงม้า วันที่ 7 สิงหาคม 2567 แต่ก็มิได้ขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องอาทิกฎหมายควบคุมมลภาวะ กฏหมายท้องถิ่นนางนงลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ตั้งโรงงานมายังไม่มีการขออนุญาตใบประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ( อภ.2 ) มาตั้งแต่เริ่มกิจการ ซึ่งผู้รักษากฎหมายไม่มีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายมานาน ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีตัวแทนจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดแพร่ และธรรมมาภิบาลจังหวัดแพร่ เสนอให้ ปปท.เร่งดำเนินการตามกฎหมายเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง

หลังจากนั้นทางตัวแทนชาวบ้านได้นำเอกสารหลักฐานการระเมิดกฎหมาย การกระทำผิดกฎหมาย การละเว้นไม่บังคับใช้กฎหมาย รวบรวมเป็นเอกสารส่งให้กับ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ3 และยื่นต่อนางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.แพร่ เขต 3 ต่อมา คณะ ปปท.ภาค 5 ได้เดินทางไปดูโรงงานเข้าพบ นายศักดา พรมเลิศ ผู้จัดการโรงงาน ภายในโรงงาน มีการหารือ หาทางออกร่วมกัน ปรากฏว่า โรงงานพยายามยืนยันว่าโรงงานสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน มีการจ้างแรงงานในชุมชน ในขณะที่แกนนำชาวบ้านยืนยันว่าจ้างแรงงานในชุมชนเพียง 1 รายเท่านั้น และที่สำคัญคือการรับซื้อไม้สักในชุมชน มีผู้ประกอบการไม้สักกว่า 200 รายที่โรงงานรับซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านต้องนำเศษไม้สักไปเผาทิ้งไม่ได้ประโยชน์ เป็นคำพูดของนายศักดากล่าวกับนายณัฏฐนันท์ และคณะ ปปท.ที่เข้าหารือ

ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ขัดต่อคำชี้แจงของ ทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ในห้องประชุมอย่างชัดเจน ซึ่งผู้รับฟังจึงเข้าใจได้ว่า การชี้แจงในห้องประชุมเป็นเพียงข้อมูลตบตา ปปท. อย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆจากสภาพปัญหาการระเมิดกฎหมายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจแม้แต่ คณะ ปปท. ถือว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริตในวงราชการหลังจากที่ปปช.ภาค 5 ได้ลงพื้นที่รับทราบข้อมูลไปทั้งหมดแล้ว ชาวจังหวัดแพร่ต่างมีความกังวล กับเรื่องการศูนย์ราชการจังหวัดแพร่และการตรวจโรงงานไม้ที่เด่นชัย ซึ่งในเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ ปปท.5 แจ้งว่า ตอนนี้หน่วยงานเพิ่งส่งรายงานมา ที่ ปปท.5

ส่วนการลงพื้นที่นั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและป้องปรามการทุจริต ในที่ประชุมก็ได้มีข้อสังเกตข้อแนะนำไปแล้วตามที่เราได้ให้แต่ละฝ่ายชี้แจง ให้หน่วยงานได้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ส่วนเอกสารที่ได้รับมาทาง ปปท.5 จะขอตรวจเอกสารก่อนผู้สื่อข่าวขอแจ้งให้พี่น้องชาวแพร่ ที่ติดตามในเรื่องนี้ว่า ทางราชการมีขั้นตอนการทำงาน ขอให้วางใจกับหน่วยงานปปท. 5 ส่วนหน่วยงานในจังหวัดแพร่ ที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองเรื่องนั้น อยู่ที่ข้อมูลและหลักฐานที่สำคัญคือ พฤติกรรมที่ผ่านมาว่า เป็นอย่างไรบ้าง ต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เชิญสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ มอบแก่ผู้ประสบอัคคีภัย อินทร์บุรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเชิญสิ่งของพระราชทานจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อมอบให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 3 หลังคาเรือน จากเหตุการณ์เพลิงไหม้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยในพิธีมีข้าราชการและภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี, นายอำเภออินทร์บุรี, ผู้แทนปลัดจังหวัดสิงห์บุรี, สถานีตำรวจภูธรอินทร์บุรี, ผู้แทนท้องถิ่นจังหวัดสิงห์บุรี, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ชัย, คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงจิตอาสาพระราชทาน

โดยมี นายณรงค์พันธ์ แจ่มจันทร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสิงห์บุรี ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายบรรเทาทุกข์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ นอกจากการเชิญสิ่งของพระราชทานแล้ว หน่วยงานในจังหวัดสิงห์บุรียังได้ร่วมแรงร่วมใจมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม มีสำนักงานพัฒนาสังคมและมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน ครอบครัวละ 3,000 บาท พร้อมชุดสิ่งของอุปโภคบริโภค จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี และ

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สนง.ปภ.) มอบถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพการได้รับพระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่พสกนิกรผู้ประสบภัย

บุญเลิศ ผลอุดม หัวหน้าผู้สื่อข่าวจังหวัดสิงห์บุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทวงคืนที่หลวง! บุกพิสูจน์ “นายทุน-นักการเมือง” ฮุบที่หลวงสร้างสนามกอล์ฟ-สนามแข่งรถ รุกล้ำห้วยมุกบ้านดานคำไม่สนกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ชมรมรักษ์มุกดาหาร นำโดย ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางชมรมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านและข้าราชการในพื้นที่ กรณีมีนายทุนและนักการเมืองระดับบิ๊ก รวม 4 ราย เข้ากว้านซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิหลายร้อยไร่ในพื้นที่ บ้านดานคำ หมู่ 6 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดินจำนวน 2 แปลง ร่วมกับเทศบาลตำบลมุก เจ้าหน้าที่กองช่าง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรางวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดมุกดาหาร พบประเด็นความผิดปกติทางกฎหมาย คือ

บริเวณคลับเฮาส์สนามกอล์ฟหรู:ตรวจสอบพบว่าการปลูกสร้างอาคารอาจรุกล้ำแนวเขตสาธารณะ “ลำห้วยมุก” โดยวัดระยะจากริมตลิ่งพบว่าอาจมีการรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้าม 6 เมตร ซึ่งหากตรวจสอบแล้วเป็นความจริงก็จะถือเป็นการละเมิดที่ดินสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน

สนามแข่งรถสิงห์สองฝั่งพื้นที่กว่า 40 ไร่ พบว่าไม่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีการก่อสร้างอาคารระเบียงโดยไม่ได้ขออนุญาตปลูกสร้าง และมีการรุกล้ำแนวตลิ่งลำห้วยมุกในลักษณะเดียวกันคือ 6 เมตร

ทางชมรมรักษ์มุกดาหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดให้มีการตรวจสอบพิกัดแนวเขตที่ดินอย่างละเอียด พร้อมจี้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันตลอดจนดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย เพื่อทวงคืนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้กลับมาเป็นของส่วนรวมโดยเร็วที่สุด

ทวงคืนที่ดินหลวง #รักษ์มุกดาหาร #รุกล้ำห้วยมุก #ตรวจสอบนายทุน #มุกดาหาร #ข่าววันนี้ #กัดไม่ปล่อย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.ยุติธรรมป้ายแดงลุยตำรวจรวมคุมเข้มการชนส่งน้ำมัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหารวมถึงแนวทางในการควบคุมน้ำมันที่ต้องขนส่งทางเรือ

โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. นำคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมคณะในการตรวจเยี่ยมและรับฟังข้อมูลในครั้งนี้พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก

นาย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้คุมเข้มและตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองลงพื้นที่ไปกรวดน้ำมันตามปั้มและคลังน้ำมันในพื้นที่ กทม.ชั้นในมาแล้ว โดยในวันนี้

จึงมาตรวจเยี่ยมทางตำรวจน้ำ ซึ่งจากการลงพื้นที่และที่ได้รับรายงาน พบว่ามีปัญหาเรื่องของน้ำมันเขียว ที่จะนำข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งสั่งกำชับเฝ้าระวังการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบน้ำมันเขียวที่ลักลอบจำหน่ายผิดกฎหมาย

ในส่วนของการได้รับรายงานการพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมัน พบว่าเจ้าหน้าที่มีผลการจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง ซึ่งมีการจับกุมไปก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นยังมีการเข้าช่วยเหลือเรือประมงของเวียดนามที่เรือจมและสามารถช่วยชีวิตลูกเรือได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอยู่ในระหว่างประสานดำเนินการทางการทูตเพื่อส่งตัวกลับประเทศ

ในส่วนของการลักลอบน้ำมันเขียวเข้ามานั้น ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันเขียวมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าปั้ม ทำให้อาจจะมีการลักลอบขนน้ำมันทางเรือ จึงต้องมีการเฝ้าระวังและคุมเข้มในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็เชื่อว่าทางด้านเรือประมงอาจจะต้องไปใช้น้ำมันบนภาคพื้นตามปกติ

ซึ่งในความห่วงใยของทางท่านรัฐมนตรีมีความห่วงใยที่อาจจะมีการลักลอบนำเอาน้ำมันภายในประเทศส่งออกไปนอกประเทศ ซึ่งในส่วนของตำรวจน้ำได้เพิ่มวงรอบในการตรวจและเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ

ซึ่งยังไม่พบการกระทำความผิดในส่วนของคลังน้ำมันแต่อย่างใด ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น พบว่าในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน มีการผลิตอย่างเต็มที่ 100 % เพื่อให้ทันต่อความต้องการในการใช้น้ำมันของประชาชน พร้อมทั้งผ่อนปนให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถรับส่งน้ำมันได้ตลอด24 ชั่วโมง

เพื่อเร่งขนส่งน้ำมันไปยังปั้มน้ำมันต่างๆทั่วประเทศ ส่วนปริมาณน้ำมันที่คลังน้ำมันมีการสต็อกไว้นั้น ได้ประสานทางคลังน้ำมันให้นำออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นของทางผู้ประกอบการปั้มน้ำมัน

หากติดขัดปัญหาใดที่เกิดจากการขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันมายังปั้ม ก็ขอให้ประสานแจ้งปัญหานั้นมายังหน่วยงานอ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรวจจุดหลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบและรับฟังปัญหากับผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการแก้ปัญหาน้ำมันขาดปั้มมันที่ใดมีปัญหา สามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงานราชการใกล้บ้านท่านหรือสายด่วน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ ที่ 1 ตรวจติดตาม โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อยฯ ระยะ 2 จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

มอบหมายให้นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

พร้อมด้วยนายสัณห์ เข็มประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ

นายประสิทธิ์ พัวทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงาน

ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ระยะที่ 2 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1

พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและช่างควบคุมงาน รายงานผลการดำเนินโครงการ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ตรวจ

ติดตามการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 97

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับสนับสนุนโครงการสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และบ้านแม่เหียะใน รวมทั้งเป็นแหล่ง

น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จำนวน 60 ครัวเรือน และสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ประมาณ 450 ไร่

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 เร่งดำเนินงานตามแบบแปลนให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

ที่กำหนด ตลอดจนให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพงานและการดูแลรักษาความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำอย่างเคร่งครัด…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักปกป้องสิทธิ์ แฉพิรุธ “ไฟสั่งได้” หวังจ่อฮุบ ป่าสงวนดงบังอี่ กว่า 383 ไร่ ระดมนักกฎหมายยับยั้ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง นำโดยนายวณัฐ โคสาสุ และตัวแทนชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

เข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุไฟป่าปริศนาลุกไหม้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 เมื่อวันที่ 1 และ 8 มีนาคมที่ผ่านมา จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่าไฟที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็น “การจงใจวางเพลิง” เนื่องจากสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันกำลังมีกรณีพิพาทกับบริษัท ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่กว่า 383 ไร่

เพื่อทำโครงการกังหันลม โดยชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการเกิดไฟไหม้ครั้งนี้อาจเป็นความพยายามปรับสภาพพื้นที่ให้เข้าข่าย “ป่าเสื่อมโทรม” ตามระเบียบของกรมป่าไม้ เพื่อให้ง่ายต่อการขออนุญาตและทำไม้ออกลัดขั้นตอน

แหล่งข่าวจากชุมชนเผยว่า ก่อนเกิดไฟไหม้ครั้งล่าสุด มีผู้พบเห็นบุคคลต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ และก่อนหน้านี้ในวันที่ 27 มกราคม ยังพบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาถากต้นไม้และประทับตัวเลข ซึ่งเป็นการกระทำที่ข้ามขั้นตอนกฎหมายในขณะที่โครงการยังไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างถูกต้อง

นายวณัฐ โคสาสุ ทนายความระบุว่า “หลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าหารือกับผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อหาทางยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกรุกรานไปมากกว่านี้”

ขณะที่กลุ่มชาวบ้านประกาศจัดเวรยามเฝ้าระวังไฟป่าตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรักษาป่าผืนสุดท้ายของชุมชนไว้
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อนุรักษ์ป่าภูยูง #เซฟป่ามุกดาหาร #ป่าดงบังอี่ #หยุดฟอกป่าเสื่อมโทรม #กังหันลมรุกป่า #ทนายความ #นักปกป้องสิทธิมนุษยชน #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /เกิดอุบัติเหตุเครื่องเล่นปลาหมึกหลุด ด.ญ. 14 บาดเจ็บ 2 รายในงานย่าโมครบุรีโคราช

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – วันที่ 5 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีการโพสต์แชร์ผ่านโลกโซเชียลกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นปลาหมึก ภายในงานฉลองชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา

เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกับทางนายปริวาส ชัยเลิศ นายอำเภอครบุรี ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องเล่นประเภทปลาหมึก (เนื่องจากมีลักษณะคล้ายตัวปลาหมึก มีที่นั่งอยู่บริเวณขาลักษณะคล้ายหนวดปลาหมึก ) เกิดหลุดจากแท่นยึด เบื้องต้น

พบว่า มีน๊อต 1 ตัว ของที่นั่งเครื่องเล่นหลวมคลายตัว หลุดออกจากแท่นยึด ทำให้ที่นั่งเอียงลงมาเตะกับพื้น ทำให้ผู้เล่นเครื่องเล่น ได้รับบาดเจ็บ เป็นเด็กหญิง 2 ราย อายุประมาณ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้นำตัวส่งโรงพยาบาลครบุรี เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีการแตกหักของกระดูกแต่อย่างใด มีเพียงอาการฟกซ้ำและแผลถลอกบริเวณแขนและขาเล็กน้อย ซึ่งทางแพทย์ได้อนุญาตให้เด็กทั้ง 2 ไปพักดูอาการที่บ้าน

แต่เนื่องจากครอบครัวของเด็กทั้งสอง เห็นว่ามีการกระแทกจากแรงเหวี่ยงของเครื่องเล่น จึงมีความกังวลว่าอาจจะมีการบาดเจ็บภายใน จึงอยากให้ส่งตัวไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ทุกหน่วยงานรวมถึงเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงาน ก็เห็นตรงกันว่าควรที่ส่งตัวน้องทั้ง 2 ไปให้แพทย์คอยดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลมหาราชเพื่อความแน่ใจ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงานพร้อมเป็นผู้ดูแล

ส่วนเครื่องเล่นที่เกิดเหตุหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นทางนายอำเภอครบุรี ได้มีการสั่งระงับไม่ให้ใช้เครื่องเล่นทั้งหมด จากนั้นในช่วงสายที่ผ่านมา( 5 มี.ค.69 ) ทางผู้อำนวยการกองช่างจากเทศบาลตำบลแชะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องที่ท้องถิ่น ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเครื่องเล่นที่เป็นปัญหา มีอุปกรณ์บางส่วนเกิดการชำรุดและต้องทำการเปลี่ยนใหม่

โดยจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญเดินทางเข้ามาทำการซ่อมแซมแก้ไขเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุดและสงสัยทั้งหมด และเมื่อทำการซ่อมแซมเสร็จแล้วทางคณะกรรมการตรวจสอบของท้องที่ก็จะเข้าทำการตรวจสอบซ้ำโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาว่าควรที่จะเปิดให้บริการต่อหรือไม่ ส่วนเครื่องเล่นชนิดอื่นอาทิม้าหมุน และชิงช้าสวรรค์ ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าคุณแจ้ ช่วยผู้ประสบภัยไฟไหม้ชุมชนวัดโยธินฯ มอบเงิน–สิ่งของเยียวยา 7 ครัวเรือน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในซอยชุมชนวัดโยธินประดิษฐ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลสำโรง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

รวมจำนวน 7 หลังคาเรือน แบ่งเป็นเสียหายทั้งหลัง 4 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วนอีก 3 หลังคาเรือน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวม 31 คน โดย”เจ้าคุณแจ้” ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพัดลม ข้าวสาร อาหารแห้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่ม ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ทั้ง 7 ครอบครัว

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจให้สามารถกลับมาตั้งหลักและดำรงชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมอบเงินให้พี่ๆ ทหารจากกองทัพเรือ ที่มาช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บ้านใหม่ เติมพลังชีวิต” สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน มอบบ้านปรับสภาพแวดล้อมเพื่อคนพิการ กลางบางขุนเทียน

แชร์เนื้อหานี้

25 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีมอบบ้านที่ได้รับการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ จำนวน 1 หลัง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ

การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง
• กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
• กองทัพบก
• ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

🔹 กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย

  1. มอบอาหาร “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” โดยสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
  2. ให้คำปรึกษาและออกบัตรประจำตัวคนพิการ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  3. บริการทันตกรรม และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
  4. บริการตัดผม โดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

ภายในพิธีได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ
ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
นางหฤทัย ศิริสินอุดมกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 และโฆษกกองทัพภาคที่ 1
นางปิยวรรณ จองวิวัฒสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน
นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุกอาจ! คนหัวหมอลักลอบเปิดพื้นที่คอนโดฯเจ้าปัญหาให้บริการจอดรถหารายได้ นายกพัทยาสั่งฟันฉับเอาผิดทันที

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 ก.พ.69 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาร้องเรียนหลังประชาชนจนมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ กรณีมีการเปิดพื้นที่วอเตอร์ฟร้อนต์ คอนโดมิเนี่ยม คอนโดมิเนี่ยมเจ้าปัญหาริมอ่าวบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ให้บริการรับจอดรถโดยมีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายทั้งที่เป็นพื้นที่สาธารณะ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าภายในอาคารคอนโดมิเนี่ยมดังกล่าวมีการเปิดให้รถยนต์เข้าไปใช้บริการจอดรถยนต์บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 จำนวนหลายคัน เบื้องต้นพบการกระทำความผิดอย่างชัดเจนอุกอาจและชัดเจนเนื่องด้วยเป็นพื้นที่ที่เมืองพัทยาออกหนังสือสั่งห้ามใช้อาคาร กำลังด้วยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีชี้ชัดเรื่องของการออกโฉนด หลังได้มีการดำเนินการตามกระบวนกฎหมายมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หลังจากมีการร้องเรียนถึงกระแสดังกล่าวจึงประสานผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 กรณีคือ เรื่องของที่ดินที่มีปัญหาการครอบครองกันมานาน ซึ่งเมืองพัทยาได้ทำเรื่องเป็นสาธารณะอยู่ แต่ในสารบบของที่ดินยังเป็นที่ครอง ผู้ครอบครองเดิมจึงยังคงใช้พื้นที่จนกว่ารอคำสั่งพิจารณาจากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี โดยหลังจากนี้จะให้กลุ่มงานกฎหมายเมืองพัทยาทำเรื่องไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีให้แจ้งข้อมูลไปยังผู้ครอบครอง โดยผู้ครอบครองเองก็มีความประสงค์จะมอบที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เมืองพัทยา แต่ไม่สามารถรับได้เพราะเราเชื่อว่าเป็นที่ดินสาธารณะ

ส่วนเรื่องที่สองเรื่องของอาคารที่มีการก่อสร้างไม่ตรงแบบ โดยทาง ปปช.ชี้ว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ และอยู่ระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีจะชี้ชัดว่าออกโดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่าออกโดยมิชอบจริงก็ให้ทางเอกชนเป็นผู้ทำการรื้อถอน ถ้าออกโดยชอบให้มายื่นดัดแปลงอาคาร ทั้งนี้คำสั่งห้ามใช้อาคารดังกล่าวดำเนินการมาตั้งแต่ปี 67 แต่พบว่ามีการละเมิดคำสั่ง มีการให้นำรถยนต์เข้ามาจอดซึ่งเป็นอันตราย นายกเมืองพัทยาจึงมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สพนักงานช่างเมืองพัทยาไปแจ้งความบันทึกประจำวันเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องในทันที

มิตรสหายร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบ 70 ปี “วิเชียร แสงแก้ว” นักข่าวช่องมากสีรุ่นลายครามเมืองพัทยา

ค่ำวันที่ 23 ก.พ.69 ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ พัทยา คนอบครัวแสงแก้ว ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายวิเชียร แสงแก้ว ผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี ประจำเมืองพัทยา หรือ ป๋าเชียร ครบ 70 ปีบริบูรณ์ ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงมากมายหลายจากวงการในเมืองพัทยาร่วมแสดงความยินดี อาทิ

นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายสุรศักดิ์ ทุมมานนท์ นักข่าวอาวอาวุโสเมืองพัทยา นายอนันต์ กิ่งสร นายกสมาคมผู้สื่อข่าว่อง 3 ภาคตะวันออก และนายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา

ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำมากมายหลายเมนู พร้อมเครื่องดื่มให้ผู้มาร่วมงานได้ผ่อนคลาย โดยในพิธีการเป่าเค้กฉลองวันเกิด ท่ามกลางผู้มีเกียรติจำนวนมาก อาทิ นายมีชัย อินทร์พิทักษ์

ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายภูเดชา วิทยาธนะกุล คณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายสุรศักดิ์ ทุมมานนท์ นักข่าวอาวุโสเมืองพัทยา นายอนันต์ กิ่งสร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวช่อง 3 ภาคตะวันออก และนายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา

สำหรับนายวิเชียร แสงแก้ว ผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี ประจำเมืองพัทยา หรือ ป๋าเชียร ช่อง 7 พัทยา เป็นผู้สื่ออาวุโสคนหนึ่งในเมืองพัทยา ที่มีผลงานการนำเสนอข่าวมาอย่างโชกโชนในวงการงานข่าวโทรทัศน์มากว่า 30 ปี ถือเป็นนักข่าวผู้มากประสบการณ์จนเป็นที่นับถือและเป็นที่รู้จักของนักข่าวรุ่นใหม่และคนในสังคมพัทยาเป็นอย่างมาก

ฆ้องร้องทุกข์ไม่อยากเห็น ภาพแบบนี้ ภาพเยาวชนเล่นพนัน เป็นไปได้อย่างไรในงานพ่อขุน เม็งราย

แชร์เนื้อหานี้

ปีนี้พนันเพียบ เจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยไม่มีการเข้าเตือน ผู้ประกอบการ ถึงท่านผู้มีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าปล่อยให้ผ่านไปเลยนะครับ..

การพนันปาเป้าปาโป่งมีช่วงเทศกาลงานประจำปีต่างๆของบ้านเราอยู่แทบทุกที่ผิดครับการพนันเเบบป่าเป้าและและปาโป่งยิงตุ๊กตาเป็นการกระทำผิดกฎหมายมาตรา 4 และมาตรา 40 อัตราประกอบด้วยมาตรา 5 และมาตรา 12 แห่งการพนัน 2478

ซึ่งตามพระราชบัญญัติการพนันนี้มาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือการพนันในการเล่น

เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ทราบทางหน่วยงานในพื้นที่ปล่อยให้เล่นได้ อย่างไรอย่างภาพที่นำมาลงนี้เป็นงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่สนามบินเก่าอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย

แบบนี้ถือว่าป่ลอยประละเลยนะครับถามมายังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายนายอำเภอเมืองเชียงรายช่วยตอบให้ประชาชนหายข้องใจด้วยครับ

ภาพ/ข่าวโดย..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย สนธิกำลังจับขบวนการลักลอบตัดไม้มีค่า/นายอำเภอพาน ย้ำนโยบาย ป้องกันปราบปราม การแพร่ระบาดยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่หน่วยบูรณาการฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยดำเนินการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณป่าสันดอยห้วยอมแฮด-ห้วยยางครก

พบรถกระบะต้องสงสัยกำลังขับออกจากพื้นที่ จึงแสดงตัวเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจสอบ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัย รวมจำนวน 4 คน ได้หลบหนีการเข้าตรวจสอบ

จึงเข้าตรวจยึดรถยนต์กระบะ พบไม้ประดู่ป่าแปรรูป 5 แผ่น จึงได้วางกำลังเพื่อขยายผล ต่อมา ในวันที่ 22 ม.ค. 2569 หน่วยบูรณาการฯได้ตรวจสอบขยายผลในพื้นที่ใกล้เคียง พบเลื่อยโซ่ยนต์และติดตามร่องรอยขนย้ายไม้

จนกระทั่งพบไม้ประดู่เพิ่ม 14 แผ่น เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางและรถกระบะเป็นหลักฐาน ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขยายผลต่อไป..

เชียงราย นายอำเภอพาน ย้ำนโยบาย ป้องกันปราบปราม การแพร่ระบาดยาเสพติด กำชับกำนัน ผู้ใหญ่ ปกครองท้องที่ 15 ตำบล236หมู่ ต้องสอดส่องรายงานข่าว สั่งเด็ดขาดห้ามเข้ายุ่งเกี่ยว เสนอแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็ง เร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบครัวต้านยาเสพติด

เมื่อวันที่ 21มกราคม2569ที่ห้องทำงาน นายอุดม ปกป้องวรกุล นายอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้กล่าวถึงแนวทางของการทำงานด้านป้องกัน ป้องปราบ ปราบปราม กับผู้ที่เข้ายุ่งเกี่ยวยาเสพติดโดยการค้า เสพในเขตอำเภอพานในสถานการณ์ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดหนัก มีการลักลอบนำเข้าผ่านอำเภอชายแดนเจ้าหน้าที่จับได้เป็นจำนวนมาก

ในส่วนของอำเภอพานเป็นอำเภอไม่ติดกับแนวชายแดน แต่ก็ยังปรากฏการแพร่ระบาดดังนั้นในการทำงานด้านความมั่นคง ภาพรวมของอำเภอพานที่ผ่านมา ได้สั่งการไปยังฝ่ายปกครองว่าห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องยาเสพติด หากปรากฏหลักฐานขอให้เลิกกลับตัวกลับใจ แต่ถ้าเลิกไม่ได้ขอให้พิจารณาตนลาออก เนื่องจากถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน

ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่15ธันวาคม2568 ไม่นานได้ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านเพียงครั้งเดียว ยังไม่ลงลึกในรายละเอียดนโยบายแต่ก็ได้สั่งการพ้อเป็นแนวทางการทำงานให้ฝ่ายปกครอง ได้เน้นถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อต่อต้านยาเสพติด โดยประการสำคัญ ต้องสร้างเข้มแข็งมาจากฐานรากคือสถาบันครอบครัว

ต้องเข้มแข็งต้านไม่เอายาเสพติดอย่างเด็ดขาด จากนั้นจึงจะเป็นพลังความเข้มแข็งหรือเป็นภูมิคุ้มกัน ของชุมชน เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันกวาดบ้านให้สะอาด เราได้ทำงานร่วมกันกับตำรวจ โดยทั้งสองฝ่ายได้นำข้อมูลแต่ละฝ่ายมารวมกันและเพื่อให้งาน

เดินไปตามเป้าหมายและแม่นยำตรงกัน ส่วนเรื่องปัญหายาเสพติดเชื่อว่ายังไม่หมดสิ้นตราบใดที่โรงงานผลิตยังไม่หยุด ถึงแม่เราจะไม่ผลิตก็ตาม ยาเสพติดยังอยู่ในสังคม ที่สำคัญการสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ธนกิจวรรณมณี

ทีมงานข่าวกองบก #รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานเพลิงศพ 3 ร่าง ครอบครัว “แท่งทอง” พี่ชาย น้องกาโตะ ยัน 10 ล้าน ก็เลือกกับการสูญเสียไม่ได้

แชร์เนื้อหานี้

***จากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ถูกรถเครนซึ่งใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่พังถล่มลงมาทับขบวนรถ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ขบวนรถตกรางและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในเหตุการณ์ดังกล่าว ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก

ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 จากกรุงเทพมหานคร มายังจังหวัดศรีสะเกษ หลังไปจดทะเบียนสมรสที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งจดได้เพียง 1 วัน ก่อนมาประสบเหตุเสียนชีวิตดังกล่าว***ล่าสุดวันนี้ (21 ม.ค. 69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านโนนคูณ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนหล่นทับรถไฟครั้งนี้ โดยคณะญาติๆ ได้มีการทำพิธีขอขมาศพ ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้งสองร่างมายัง วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษ ท่ามกลางความโศกเศร้าของแม่ พี่น้อง และญาติๆ

***ซึ่งก่อนจะเคลื่อศพไปยังวัดบ้านแต้ ด้าน นางวิไล แท่นทอง แม่ของนายสมจิตร (ผู้เสียชีวิต) ไปดูรูปถ่ายของ นายสมจิตร แท่นทอง (ลูกชาย), นางนรินทร แท่งทอง (ลูกสะใภ้) และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง (หลานชาย) ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จากวันที่ตนต้องสูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย น้องกาโตะ ไปจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ทุกวันนี้ตนยังทำใจไม่ได้ รู้สึกเสียใจมากข้าวก็กินไม่ลง กินข้าวกับแตงโมได้แค่ 2-3 คำ

***ก่อนที่ลูกจะเสียชีวิตเหมือนมีลางบอกเหตุมีก้อนหินมาตกใส่หลังคา หมาที่ตนเลี้ยงไว้ก็เห่าหน้าประตูเหมือนลูกชายจะเข้ามาหาแต่เปิดประตูเข้ามาหาไม่ได้ โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ตนจะต้องบอกลาร่างลูกชายลูกสะใภ้และหลาน ตนอยากให้ทุกคนไปสู่ภพภูมิที่ดี ไปสู่สรวงสวรรค์ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้ลูกหลานกลับมาเกิดเป็นลูกหลานของตนอีก อย่าให้หลานชายน้องกาโตะไม่มีโรคภัยเหมือนอย่างชาตินี้ อยากบอกลูกชายว่าไม่ต้องเป็นห่วงแม่นะ

***ในส่วนของเรื่องเงินเยียวยาตนปล่อยให้เป็นลูกชายอีกคนดูแล ตนขอให้เคสของครอบครัวตนเป็นเคสสุดท้ายตนไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวใดอีก เพราะเหตุที่เกิดขึ้นจากผู้รับเหมา บริษัทอิตาเลียนไทย เกิดขึ้นหลายครั้งจนทำให้ต้องสูญเสียชีวิตคนไปหลายชีวิตแล้ว อยากให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายเพราะถ้าเกิดเหตุแบบนี้กับใคร ให้มองว่าใครเขาก็ต้องเสียใจเพราะทุกคนก็รักชีวิตตัวเอง ***โดยเมื่อศพมาถึงได้มีการทำพิธีหลอก เนื่อจากทั้ง 3 ศพ เป็นศพตายโหง ซึ่งตามประเพณีศพตายโหงจะต้องฝังไว้ 1 ปี แต่ครั้งนี้มีการพระราชทางเพลิงเลยต้องทำพิธีหลอก ด้วยการสมมุติว่าจะกำลังฝัง แล้วมีพระภิกษุ เดินมารอไม่ให้ฝังได้ไหม เอาไปเผาดีกว่า (ขอบิณฑบาต) เกิดอะไรขึ้นจะขอรับเอง ชาวบ้านจึงให้ แล้วนำไปฌาปนกิจนทมประเพณี

***ทั้งนี้ก่อนช่วงพิธีพระราชทานเพิลงศพกรณีพิเศษ มี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาร่วมพิธีพระราชเพลิงศพในครั้งนี้ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตจากเหตุอันตรายในการเดินรถ จำนวน 340,000 บาท
***นอกจากนี้มี นายจริยะ วงศ์ถ้วยทอง รองประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ด้วย

***ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ราชพิธี จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ได้อัญเชิญกล่องไฟพระราชทานมายังเมรุวัดป่าพรหมนิมิต เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าหน้าที่อ่านประวัติผู้วายชนม์ ก่อนที่ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานในพิธี มอบเงินพระราชทาน รายละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ต่อมาประธานในพิธีขึ้นวางผ้าไตร ประธานจุดไฟพระราชทาน วางดอกไม้จันทร์พระราช และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ วางดอกไม้จันทร์ส่วนตัว พระสงฆ์ แขกผู้มีเกียรติ ครอบครัว ลูกๆ และญาติพี่น้อง ร่วมขึ้นวางดอกไม้จันทร์ ก่อนจะได้นำร่างผู้เสียชีวิตประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้าอาลัยการจากไปของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ที่เสียชีวิตในครั้งนี้

***ทั้งนี้เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ แก่ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ณ วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียอย่างยิ่ง ***ด้าน นายอนาวิน สิงห์ลอ อายุ 27 ปี เป็นพี่ชายของน้องกาโตะ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพพ่อแม่และน้องของตน ตนอยากบอกกับทุกคนว่าขอให้ทุกคนไปสู่สุคติไปสู่ภพภูมิที่ดี ตนอยากบอกให้ทั้ง 3 คนจับมือกันไปสู่สรวงสวรรค์ ในส่วนของการเยียวยาตอนนี้มีเพียงส่วนที่ทำศพส่วนอื่นไม่รู้จะได้ตอนไหน เงินเยียวยาที่บริษัทจะให้มาและส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นตัวแทนของย่าที่จะต้องคุยกันต่อ

***ตอนนี้ตัวเองยังรู้สึกเสียใจถ้าแลกกับชีวิตทั้ง 3 คนที่สูญเสียไปกับเงินเยียวยาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้เป็น 10 ล้านบาท ก็ไม่สามารถทดแทนได้ ตนอยากบอก บริษัทอิตาเลียนไทย ที่ยังทำโครงการต่างๆในประเทศไทยได้รับรู้ว่าควรจะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานให้ดี ตนไม่อยากเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครอีก ถ้าเกิดการสูญเสียไปมันไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ เหมือนอย่างที่ครอบครัวตนต้องสูญเสีย ***เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟในครั้งนี้ ความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้กับบริษัทนี้เกิดขึ้นมาตั้งหลายรอบแล้ว มันไม่สมควรเกิดในรอบนี้ด้วย ไม่สมควรเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เหมือนอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ยอมที่จะปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างมาตรฐานให้ดีมันก็อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้นะ ***การเดินทางของครอบครัวทั้ง 3 คนโดยเฉพาะแม่ที่มองว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะมีความปลอดภัยมากกว่ารถส่วนตัวและรถสาธารณะอื่นๆ ในการเดินทางครั้งนี้แม่จึงเลือกที่จะนั่งรถไฟ ไม่คิดเลยว่าการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจะมาจบชีวิตทั้ง 3 คนแบบนี้

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญิฤทธิ์

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาก่อน” ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เร่งประสาน กรมทางหลวง นำหินคลุกมาทำจุดกลับรถใต้สะพาน หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากจุดกลับรถที่ไกล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่บริเวณจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลองห้วยยาง หลัก กม.ที่ 335+687 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายธวัชชัย แดงฉ่ำ ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา โดยรอ (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

พบว่าชาวบ้านในตำบลห้วยยาง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในตำบลห้วยยาง ซึ่งมีทั้งน้ำตกชื่อดัง ( น้ำตกห้วยยาง ) และ ชายหาดห้วยยาง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มาพักอาศัยอยู่ในตำบลห้วยยางเป็นจำนวนมาก ได้ประสบปัญหาด้านการจราจรเมื่อช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา จุดกลับรถที่ไกล และช่วงตำบลห้วยยางได้กำลังดำเนินการก่อสร้างสะพานข้าม

นายธวัชชัย ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ทางกรมทางหลวงได้ปิดการจราจร จุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ทำให้ชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางหรือเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลห้วยยาง ประสบปัญหาจุดกลับรถที่ไกลร่วม 10 กิโล โดยมีจุดกลับรถที่ใต้สะพานคลองห้วยยาง ซึ่งสภาพทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อชาวบ้านลำบากในการเดินทางเส้นทางดังกล่าว

ตนเองจึงได้ประสานไปทาง กรมทางหลวง และทาง อบต.ห้วยยาง โดยให้ พ.อ.อ.ฉัตรชัย สวียานนท์ หัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ห้วยยาง ประสานรถบรรทุก 6 ล้อ และรถไถดำเนินการขนหินคลุกจำนวนกว่า 25 คิว มาใส่เป็นทางและรถไถดันเกลี่ยเพื่อใช้ชาวบ้านใช้สัญจรได้ตามปกติ ซึ่งจุดกลับรถดังกล่าวเมื่อซ่อมเสร็จ รถบรรทุก 6 ล้อเล็ก รถรั้ว รถกระบะ รถเก๋ง และ จยย. สามารถใช้ได้หมด และยังช่วยลดอุบัติเหตุจุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ได้อีกด้วย

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำตาซึม ชมรมโฮปฯ นิมนต์พระทำบุญวันเกิดให้ผู้ป่วยติดเตียง สุดช็อกพบแผลกดทับเน่ารีบนำส่งโรงพยาบาล

แชร์เนื้อหานี้

สะเทือนใจทีมช่วยเหลือ ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เข้าเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง นำสิ่งของจำเป็นและสังฆทานมาให้กำลังใจ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด แต่กลับพบแผลกดทับลุกลาม เน่า และมีหนอง ก่อนเร่งประสานกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 มกราคม 2568 นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วย นายนายวสุ เผ่าตำรวจ รองประธานชมรมโฮปฯ และทีมงาน เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในโครงการของชมรม ได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม มาม่า และ ปลากระป๋อง

พร้อมกันนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์ มารับสังฆทาน และผ้าไตรจีวร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้ป่วยซึ่งพักอาศัยอยู่คนเดียว และเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถออกไปไหนได้ และทางชมรมโฮปฯ ได้ช่วยทำความสะอาดห้องและเช็ดตัวให้กับผู้ป่วยซึ่งก็พบว่ามีแผลกดทับมีหนองและเริ่มเน่า จึงประสานเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไป

นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมผู้ป่วยที่ดูแลอยู่ในโครงการ ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่คนเดียว และมีแผลกดทับ ซึ่งตอนนี้เป็นเยอะมาก เป็นเกือบทั้งหลังเลย เริ่มมีกลิ่นและมีหนอง ซึ่งเมื่อวานได้มาดูเห็นว่ามีหนอนขึ้นจำนวนมาก หลังจากที่เมื่อวานทำแผลไปวันนี้มาดูหนองออกมาเยอะมาก วันนี้จึงจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลให้ดูแลแผลต่อ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสวนริมโขงบึงกาฬรวมตัวร้องสื่อ คัดค้านเทศบาลขึ้นทะเบียนที่ทำกินกว่า 100 ปี เป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า ตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คน ได้รวมตัวเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีเทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขง เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

ชาวบ้านระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำกินที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ลักษณะพื้นที่บางปีน้ำหลากท่วมถึง บางปีน้ำไม่ท่วม ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกพืชถาวร เช่น ยางพารา ทำนาข้าว และในช่วงฤดูน้ำลดจะปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนส่งขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา มีงานทำ ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงทำการเกษตรเลี้ยงชีพต่อไป

ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า หากเทศบาลเมืองบึงกาฬนำพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าวด้าน นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า

พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ระหว่างปี 2555–2563 ได้กันพื้นที่ริมแม่น้ำโขงให้ห่างจากแนวโฉนดประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ประชาชนใช้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรังวัดพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็น นสล. ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ส่งผลให้การรังวัดไม่สำเร็จมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ล่าสุด ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือผ่านกำนันตำบลบึงกาฬ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ เพื่อส่งเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ได้รับการแก้ไข จะตั้งตัวแทนยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไปขณะที่ นางเล็ก ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแหล่งทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมเวลากว่า 100 ปี และตนเองทำกินต่อเนื่องมากว่า 70 ปี ไม่เคยปล่อยให้พื้นที่รกร้าง น้ำลดก็ปลูกพืชผักทุกชนิด ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง

กล้วย รวมถึงเพาะกล้ามะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ส่งขายตลาดเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว นางเล็กกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเลี้ยงดูลูก 5 คน โดย 4 คนรับราชการ อีก 1 คนยังไม่มีงานทำ ต้องอาศัยรายได้จากการกรีดยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว หากถูกยึดคืน ต้นยางพาราอาจถูกตัดโค่น ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงชีพ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานรัฐขอให้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่ไม่อยากให้การพัฒนาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวบ้านในเบื้องต้น และได้ข้อสรุปว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับจังหวัด โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน ผู้บริหารเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชิญตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวประมงนราธิวาสวอน ส.ส. “วัชระ ยาวอหะซัน” แก้ปัญหา 6 ปี ถูกจับ-ขาดรายได้ เหตุทำประมงใกล้ฝั่งช่วงมรสุม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้( 2 มกราคม 2569 )ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 3 นราธิวาส เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่บริเวณหาดนราทัศน์ ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนปัญหาหลักคือ ต้องเผชิญกับปัญหากฎหมายประมงที่เข้มงวดเกินไปจนเป็นเหตุให้ถูกจับกุมและขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะข้อจำกัดในการทำประมงในระยะใกล้ฝั่งและในช่วงมรสุม ซึ่งปัญหาได้ยืดเยื้อมานานถึง 6 ปียังไร้ทางออก

ล่าสุด นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 นราธิวาส หมายเลข 3 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน พร้อมรับปากผลักดันแก้ไขในระดับนโยบายโดยชาวประมงระบุว่า กฎหมายประมงมีความเข้มงวดเกินไปสำหรับวิถีประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะการห้ามจับสัตว์น้ำในระยะ 3 ไมล์ทะเล และการบังคับใช้กฎหมายที่นำไปสู่การจับกุม ยึดอุปกรณ์ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประกันตัว รวมถึงค่าอุปกรณ์ใหม่ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8,000–10,000 บาท สร้างภาระหนักให้กับชาวบ้านที่มีรายได้เพียงวันต่อวัน

นายมะยากี มะยูโซ๊ะ ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการที่เจ้าหน้าที่จับกุมชาวประมงที่ออกหา “กุ้งขาว” ในช่วงมรสุม โดยเฉพาะในระยะ 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กม.) ซึ่งชาวบ้านจำเป็นต้องทำกินใกล้ฝั่งเพื่อความปลอดภัยและใช้เวลาทำประมงเพียงประมาณ 20 วันในช่วง 3 เดือน (ธันวาคม-มีนาคม) ที่มีมรสุม ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงมรสุม เราต้องทำงานใกล้ฝั่ง พอออกไปก็ได้ไม่กี่วัน และถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเรื่องจับกุ้งภายใน 3 ไมล์ทะเล เราต่อสู้มา 6 ปีแล้ว เพื่อขอให้ผ่อนปรน อย่างน้อยในช่วงมรสุมเราออกไปทำงานสองสามวันก็ได้ 4-5 พันบาท เลี้ยงครอบครัว” นายมะยากีกล่าว และยังระบุอีกว่า การถูกยึดเครื่องมือทำประมงแต่ละครั้งทำให้ต้องเสียรายได้ไปสร้างเครื่องมือใหม่ถึง 8,000-10,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักมาก

ทั้งนี้ชาวประมงจึงรวมตัวกันเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายวัชระ ยาวอหะซัน ในฐานะผู้มีอำนาจที่อาจจะสามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขหรือผ่อนปรนกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพด้านนายวัชระ ยาวอหะซัน กล่าวภายหลังรับฟังปัญหาว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ตนรับทราบมาโดยตลอด ตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ในสมัยที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวมีความยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปีจริง โดยย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วสมัยที่ตนเองเป็น ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เคยจัดสัมมนาใหญ่ที่หาดนราทัศน์ และเคยจัดเวทีสัมมนาร่วมกับกลุ่มประมง หน่วยงานรัฐ และตัวแทนจังหวัด รวมถึงกลุ่มประมงกว่า 120 คน เพื่อรวบรวมข้อเสนอและสะท้อนปัญหาไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อหาทางออกและนำปัญหาเข้าสู่สภาฯ และพรรคการเมืองแล้ว

นายวัชระ ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหายังติดขัดที่ข้อกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมประมง ทำให้การผ่อนปรนในระดับพื้นที่ทำได้ยาก พร้อมย้ำว่าทางออกที่แท้จริงคือ การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในช่วงมรสุมชาวประมงหลายร้อยลำในพื้นที่ทำงานได้เพียงไม่กี่วันต่อฤดูกาล แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งรายได้และกฎหมาย ผมเห็นใจและจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่

โดย”กฎหมายประมงมีความเข้มข้น” และกรมประมงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคตนในขณะนั้น จึงทำให้การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องยาก “ผมก็ไปเจอกรมประมง…เขาก็บอกว่ากฎหมายเข้มข้น ยากที่จะผ่อนได้ ต้องแก้กฎหมายอย่างเดียว ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในพรรคที่มีกระทรวงนั้นด้วย มันก็ทำงานลำบาก นายวัชระกล่าว“

นอกเหนือจากปัญหากฎหมายประมงแล้ว นายวัชระยังได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่ชาวประมงต้องเผชิญ เช่น ปัญหา ปากร่องน้ำตื้นเขิน ที่ไม่มีการขุดลอกมานานกว่า 4-5 ปี ทำให้เรือออกทะเลลำบากโดยนายวัชระกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะเร่งสะท้อนปัญหานี้ในช่วงของการหาเสียงไปยังกระทรวงที่รับผิดชอบและรักษาการอยู่ให้มาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ เพราะปัญหาประมงพื้นบ้านเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่ออาชีพหลักของชาวบ้านจำนวน 400-500 ลำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โวยเทศบาลตำบลหนองหอย ปล่อยปะละเลยให้ผู้รับเหมาสร้างรางระบายน้ำทำรั้วชาวบ้านพังและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

ชาวบ้านสันป่าเลียงหนองหอยรวมตัวกันร้องเรียนเทศบาลหนองหอยให้ลงมาแก้ไขปัญหากรณีทำรางระบายน้ำเป็นเหตุให้รั้วพังพื้นบ้านทรุดระบบไฟฟ้าน้ำประปาเสียหายและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ตรงตามมาตรฐานเดิมบางบ้านได้ทางเชื่อม3อันบางบ้านหายไปไม่มีสร้างความเดือดร้อนและเสียหายกับชาวบ้านการทำงานสองมาตรฐานการออกแบบไม่ได้ดูจากสภาพจริงการก่อสร้างไม่มีวิศวกรเชี่ยวชาญดูแลจนเกิดความเสียหายเทศบาลในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องเข้ามารับผิดชอบแก้ไขให้ชาวบ้านโดยเร็วเพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านเทศบาลเป็นผู้ออกแบบประมาทเลินเล่อขาดประสบการณ์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2568 ที่หมู่บ้านสันป่าเลียง(สระว่ายน้ำ) ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ นางประพิศภรณ์เจ้าของบ้านเลขที่100/22 หมู่ 3 ร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวว่า เทศบาลตำบลหนองหอยได้ว่าจ้าง หจก.สุธีร์กรุ๊ป(2021)ผู้รับเหมาก่อสร้างรางระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว140 เมตร โดยลำเหมืองนี้ผ่านมาจากหมู่บ้านเสาหินมายังหมู่บ้านสันป่าเลียง ลงมือทำตั้งแต่เดือนตุลคม2568 ได้ใช้รถแมคโฮขนาดใหญ่ขุดร่องน้ำลำเหมืองผ่านทะลุรั้วกำแพงจนรั้วบ้านพังไปทั้งแถบความยาวประมาณ 35 เมตรกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ จึงเรียกร้องให้ผู้รับเหมาและเทศบาลร่วมกันรับผิดชอบ

ต่อมาผู้รับเหมานำสะแลมมาขึงกั้นไว้และไม่มีกำหนดว่าจะซ่อมแซมให้เมื่อไรจึงได้ทวงถามเทศบาล-ผู้ว่าจ้างก็โยนก็โยนกันไปมา ตอนแรกก็รับปากว่าจะรับผิดชอบทำโครงเสา และกำแพงให้ใหม่ทั้งหมด แต่ภายหลังก็ไม่ดำเนินการใด ๆมีกระแสข่าวว่าให้ฟ้องเอาเอง “โครงการนี้เป็นโครงการของรัฐจัดทำเพื่อบริการสาธารณะโดยใช้เงินภาษีของประชาชนก่อสร้าง เมื่อมันเกิดความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้าง และขาดการดูแลของเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขเยี่ยวยาไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้นานจนรั้วอยู่ในสภาพทรุดเอียงลงอีก หากปล่อยไว้นานกว่านี้คงลามถึงตัวบ้านแน่นอน จึงร้อนใจที่อยากจะให้เร่งทำโดยด่วน” นางประพิศภรณ์กล่าว

ขณะเดียวกันก็มีเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบ(นางพิชาภา บรรเลง) ให้ข้อมูลเสริมว่า การทำงานที่ไม่รับผิดชอบของผู้รับเหมา ยังมีรั้วบ้านอีกหลายหลังได้รับผลกระทบเสียหาย และการทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านโดยนำแผ่นแท่งคอนกรีตมาปิดฝารางระบายน้ำก็ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งขณะนี้สัญญาการจ้างเหมาได้สิ้น

สุดลงแล้ว แต่งานไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์โดยทางเทศบาลจะให้ชาวบ้านร่วมเซ็นรับงานไปก่อน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาได้ส่งงาน จึงทำไม่ได้เพราะดูทีท่าผู้รับเหมาอาจทิ้งงาน ชาวบ้านได้ปรึกษากับทนายความหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะไปฟ้องศาลปกครอง และส.ต.งตรวจสอบโครงการดังกล่าวต่อไป….
ขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูลภาพถ่าย

สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อเมืองลำปาง สั่งการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลำปาง และนายอำเภอวังเหนือ เข้าตรวจสอบกรณีลุงกับป้าตัดไม้สัก ถูกปรับ ดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสองตายายร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับกรณีการใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน การถูกดำเนินคดีป่าไม้ การถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการที่หลานถูกย้ายออกจากโรงเรียนในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ นั้น
อำเภอวังเหนือได้ลงพื้นที่ และสอบถามข้อมูลจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น ดังนี้

ประเด็นการใช้อำนาจและการปรับเงิน 5,000 บาท
ในประเด็นนี้ขอชี้แจงว่า เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามธรรมมนูญตำบลวังทรายคำ และทุกหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ ได้มีการลงมติตกลงร่วมกันของทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นการตักเตือนและระงับเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้นได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการธำรงไว้ซึ่งระเบียบของชุมชน ก่อนการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของรัฐ โดยเมื่อปี พ.ศ.2566 นายถนอม ใจไหว ได้ตัดต้นไม้ซึ่งอยู่ในเขต คสล.(ป่าสงวน) จำนวน 1 ต้น จึงได้กระทำผิดตามธรรมมนูญฯ ข้อที่ 7.1 ว่าถ้าตัดไม้ในที่สาธารณะประโยชน์ จับได้ปรับต้นละ 5,000 บาท ดังนั้นนายจำลอง แสนจิตร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านขณะนั้น ได้ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านปรับตามธรรมมนูญฯ ต่อมานายถนอม ใจไหว ได้ยื่นฟ้องนายจำลอง แสนจิตรต่อศาลแขวงลำปาง ซึ่งในระหว่างดำเนินการพิจารณาคดีในชั้นศาล ศาลแขวงลำปางได้นัดไกล่เกลี่ย โดยนายจำลอง แสนจิตร ได้คืนเงินให้กับนายถนอม ใจไหว จนเป็นที่พอใจและนายถนอม ใจไหว แถลงต่อศาลว่าตนไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับนายจำลอง แสนจิตร ขอถอนฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ประเด็นการร้องเรียนและการถูกดำเนินคดีป่าไม้ ประเด็นแรก เรื่อง “การตัดต้นสัก 1 ต้น และมีการปรับ 100,000 บาท และครอบครัวไม่มีเงินคุณตาต้องบำเพ็ญประโยน์ถึง 400 ชั่วโมง” อำเภอวังเหนือได้สอบถามข้อมูลไปยังหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง ทราบว่า มีชาวบ้านบ้านทุ่งฮี ตำบลวังทรายคำ จำนวนหนึ่ง ได้ไปร้องเรียนที่หน่วยฯ ว่ามีการตัดไม้สัก 1 ต้น ในพื้นที่ป่าสงวนที่นายถนอม ใจไหว อ้างสิทธิ์ครอบครองอยู่ หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง จึงได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีการตัดต้นสักจริง จึงมีการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ชาวบ้านบ้านทุ่งฮี จำนวนหนึ่ง ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าทีไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อาจจะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่สอง เรื่อง “ป่าไม้แจ้งความข้อหาแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาตั้งแต่ ปี 2506 ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นพ่อ” ขอชี้แจงว่ามี ราษฎรบ้านทุ่งฮี หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายคำ ได้มีหนังสือร้องเรียนต่ออำเภอวังเหนือว่า นายถนอม ใจไหว ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกันและล้อมรั้วในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนวังแปลงสองมาเป็นของตนเอง อำเภอวังเหนือจึงได้มีหนังสือประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ และต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายถนอม ใจไหว ได้ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินทางสาธารณประโยชน์ฯ ตามข้อร้องเรียนจริง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ นายถนอม ใจไหว เพื่อแจ้งให้ดำเนินการรื้อถอน แต่นายถนอม ใจไหว ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน ดังนั้น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

ประเด็นยาย ที่ถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า จากการตรวจการสอบข้อเท็จจริงจากสาธารณสุขอำเภอวังเหนือ พบว่า บุคคลดังกล่าว ยังไม่ถูกออกจากตำแหน่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันบุคคลดังกล่าว ยังดำรงตำแหน่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ประเด็นที่หลานย้ายออกจากโรงเรียนในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า ได้สอบถามรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งฮี ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้ปกครองมายื่นหนังสือลาออกให้เด็กนักเรียนกรณีดังกล่าวจริงในช่วงปิดภาคเรียน และเด็กนักเรียนดังกล่าวไม่ได้ถูกเพื่อน ๆ กดดันหรือบังคับแต่อย่างใด และได้ย้ายไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่สุข ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

    ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 อำเภอวังเหนือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตรวจสอบลงพื้นที่ตามที่เป็นข่าว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้ตรวจสอบ พบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ คทช. ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องจึงจะดำเนินการได้ โดยอำเภอวังเหนือจะเร่งกำหนดการประชุมร่วมทุกภาคส่วน เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายต่อไป..

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น ทะเลหนุนท่วมตลาดปากน้ำสมุทรปราการ พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

    แชร์เนื้อหานี้

    น้ำทะเลหนุนสูง ทำน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วมปากน้ำหลายจุดเช้านี้
    สมุทรปราการเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงช่วงเช้า ทำระดับน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมตลาดปากน้ำ–ถนนสายหลักหลายเส้นลึก 20–30 เซนติเมตร พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก่อนเที่ยง

    เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ได้มีน้ำทะเลหนุนสูงในจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำใน “แม่น้ำเจ้าพระยา” เออล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ถนน และตลาดปากน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร

    พื้นที่ได้รับผลกระทบ น้ำเอ่อเข้าท่วมหลายจุดทั่วเขตเมืองสมุทรปราการ ได้แก่ บริเวณรอบตลาดปากน้ำ น้ำท่วมทุกช่องทาง / ถนนสายลวด / ถนนด่านเก่า / ถนนศรีสมุทร / ถนนประโคนชัย หน้า สภ.เมืองสมุทรปราการ / วงเวียนท้ายบ้าน /

    รวมไปทางฝั่งถนนท้ายบ้าน ด้านหลังโรงพยาบาลสมุทรปราการ / ถนนปู่เจ้าสมิงพราย บริเวณท่าน้ำปู่เจ้า / สะพานข้ามคลองขุด น้ำหนุนทุกช่องทาง
    คาดว่าหลังจากผ่านช่วงก่อนเที่ยง สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยวันนี้ ( 6 ธันวาคม 2568 )

    สมุทรปราการ น้ำทะเลหนุนสูงสุด ช่วงเวลา 07.00 น. และจะเริ่มลดลงตามลำดับ น้ำเอ่อล้น ท่วมในบางพื้นที่และจะเริ่มแห้งตามระดับน้ำที่ลดลง
    ส่วนบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงนั้น

    ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 10-15 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า หน้าแข้ง พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เดินรณรงค์ “งดใช้โฟม–ลดพลาสติกหูหิ้ว” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 10.00 น. นายกศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ร่วม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “งดใช้โฟมบรรจุอาหาร ลดการใช้พลาสติกหูหิ้ว” ประจำปีงบประมาณ 2569

    ณ บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร ซึ่งตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโฟมและพลาสติก รวมถึงร่วมกันลดใช้เพื่อลดปัญหาขยะมูลฝอยในเขตเมืองชุมพร

    ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธาน พร้อมรับฟังรายงานการจัดกิจกรรม ซึ่งระบุว่า กล่องโฟมและพลาสติกผลิตจากปิโตรเลียม เมื่อนำมาใส่อาหารร้อนหรือ

    อาหารทอดอาจก่อให้เกิดสารสไตรีน (Styrene) และสารเบนซิน (Benzene) ปนเปื้อนในอาหาร สารเหล่านี้หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นขยะที่ย่อยสลายยากและสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อม

    เทศบาลเมืองชุมพรได้ออกประกาศให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน งดใช้โฟมและลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ในพื้นที่ราชการ สถานศึกษา ร้านค้า ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สถานประกอบการ รวมถึงครัวเรือนภายในเขตเทศบาล เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะตามแผนแม่บทระดับประเทศ

    สำหรับกิจกรรมเดินรณรงค์ในปีนี้ มีเส้นทางเริ่มจากศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา – แยกมอนเดียร์ – ถนนศาลาแดง – แยกชุมพรราม่า – ถนนประชาอุทิศ – แยกสุขเสมอ ตลอดเส้นทางมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนปรับพฤติกรรมใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    มีหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย 1. เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชุมพร 2. โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา 3. โรงเรียนเทศบาล 2 วัดเกาะแก้ว 4. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร 5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร 6. ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน ชุมพร 7.

    ประธานชุมชนทุกชุมชนในเขตเทศบาล 8. ประธาน อสม. 9. ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย 10. ผู้อำนวยการโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา 11. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชุมพร 12. ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 13. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองชุมพร วัดสุบรรณนิมิต 14.

    โรงแรมริทซี่ เฮ้าส์ 15. โรงแรมฮ็อป อินน์ ชุมพร 16. โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูติก โฮเทล 17. โรงแรมนานาบุรี 18. โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน

    กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพรที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะจากโฟมและถุงพลาสติก สร้างความตระหนักรู้สู่สังคมที่ใส่ใจสุขภาพและโลกของเรามากยิ่งขึ้น

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชระดมพลังน้ำใจ ส่งขบวนสิ่งของกว่า 8 พันกิโลและเงินบริจาค 8.7 แสน ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ขึ้น C-130 ลำเลียงสู่หาดใหญ่

    แชร์เนื้อหานี้

    ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 จังหวัดนครราชสีมา นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานปล่อยขบวนลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ หลังจังหวัดนครราชสีมาเปิดศูนย์รับบริจาคตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงองค์กรการกุศล ที่ร่วมบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

    สำหรับสิ่งของที่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมบริจาค ประกอบด้วย ข้าวสาร 6,500 กิโลกรัม น้ำดื่ม 7,600 แพ็ค อาหารสำเร็จรูปและปลากระป๋อง 4,350 ลัง เสื้อผ้า–เครื่องนุ่งห่ม 1,860 ลัง รวมถึง เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 875,051.92 บาท ซึ่งได้ผ่านการรวบรวมและจัดลำเลียงเพื่อส่งมอบต่ออย่างเป็นระบบ

    จังหวัดนครราชสีมาได้ประสานการลำเลียงสิ่งของจากโคราชไปยัง ที่ว่าการอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อจัดเตรียมนำขึ้นเครื่องบินลำเลียง C-130 ของกองทัพอากาศ จากสนามบินฝูงบิน 237 (น้ำพอง) ส่งตรงไปยังสนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนกระจายต่อให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้

    ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปด้วยความร่วมมือใกล้ชิดจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยมี
    นางสาววรางคณา ถนอมวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนฝึกอบรม ศูนย์ปภ.เขต 5 นครราชสีมา ,นายกฤษฏิ์ พูนเกษม เป็นหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา

    และ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา (ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา) ร่วมอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลกระบวนการลำเลียงสิ่งของทั้งหมด เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด จังหวัดนครราชสีมายืนยันจะเดินหน้ารวบรวมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณทุกน้ำใจจากชาวโคราชที่ร่วมกันส่งต่อพลังแห่งความห่วงใยสู่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้.

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /นายก อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนนที่ชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อลึกส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ นายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

    นางสาวจันทร์เพ็ญ สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนน สป.3075 หมู่ 19 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชำรุด พื้นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ท่อระบายน้ำอุดตัน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เป็นระยะเวลานาน

    โดยทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยการนำหินคลุกมาลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่เนื่องด้วยถนนเส้นนี้มีรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ใช้งานตลอดเวลา ทำให้ถนนเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก สัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้ถนนได้


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำท่วมใต้ สายธารน้ำใจหลั่งไหล ชาวหลังสวน รวมพลังช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร – สายธารน้ำใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหลังสวน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย

    โรงเรียนสวนศรีวิทยา โรงเรียนอนุบาลทอรัก ตลอดจนชาวบ้าน ร้านค้า ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ต่างร่วมกันแสดงพลังแห่งความห่วงใยต่อผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้วยการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก

    สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ โรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย และโรงเรียนสวนศรีวิทยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของจากประชาชน โดยรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ยารักษาโรคที่จำเป็น และน้ำดื่มชนิดต่าง ๆ

    ทั้งนี้ สาเหตุของน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาจากอิทธิพลของ ร่องมรสุมกำลังแรง และ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้

    ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ระดับน้ำในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ถนนหลายสายขาด การสัญจรลำบาก บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ภายหลังการรวบรวมสิ่งของ สามารถบรรทุกได้เต็มจำนวน 1 คันรถสิบล้อ ก่อนเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่หลังสวน เพื่อเดินทางไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและซับน้ำตาพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่าง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เอกชนพัทยา รวมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ปลายด้ามขวาน

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ส่งผลให้ทุกจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนสร้าง

    ความเสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งทุกหนาวยงานทั่วประเทศต่างระดมกำลังหาแนวทางช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้นั้น

    วันที่ 25 พ.ย.68 มีรายงานว่า ที่จุดบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี กลุ่มผู้ประกอบการเอกชนในเมืองพัทยา

    นำโดย นางอำพร แก้วแสง ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ได้รวบรวมสิ่งจำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำดื่ม นำไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

    ทั้งนี้ ทางคณะได้รับเกียรติจากนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานในการรับมอบสิ่งของบริจาคช่วย

    เหลือน้ำท่วมภาคใต้ ก่อนจะประสานให้หน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯ พัทยา นำไปช่วยเหลือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยด่วนที่สุด

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สุชาติ ชมกลิ่น รองนายก รมว.กระทรวงทรัพยาฯ เร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชน รอบ “แม่น้ำรวก” เชียงราย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งด่วนให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ

    ข้ามแดน ซึ่งส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกก,แม่น้ำรวก ปนเปื้อนสารหนูในระดับที่เกินมาตรฐาน สร้างความกังวลต่อการใช้น้ำของประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือ

    ในการนี้ #นายธีระชุณ #บุญสิทธิ์ #อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ #มีข้อสั่งการให้สำนักทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชน เยาวชน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    โดยประสานงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด #โดยมีนางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 #พร้อมด้วยนายศุภักษร #ผลเจริญ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร

    เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่บ้านวังลาวหมู่ที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายไสว หินแรง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวียง นายเอนก ขจร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ผู้นำชุมชน และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หนองหญ้าไซ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือประชาชน ซึ่งประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ ถั่วฝักยาว ข้าว ข้าวโพด ฟักทอง และสวนผลไม้ มากกว่า 450 ไร่ 320 ครัวเรือน ให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างปลอดภัยพอเพียง

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้เน้นย้ำว่า การจัดการแหล่งน้ำครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงด้านน้ำของพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมรองรับสถานการณ์ปนเปื้อนที่อาจยืดเยื้อ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากสารพิษในระยะยาว

    โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการเพิ่มเติมตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และรองนายกฯ และ รมว.ทส. (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ต่อไป..

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาสัมพันธ์มุกดาหาร เตือนภัยเพจปลอมแอบอ้างชื่อหน่วยงานหลอกรับบริจาค

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร” ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน หลังตรวจพบว่ามีมิจฉาชีพสร้างเพจปลอมเลียนแบบหน่วยงานราชการ โดยสวมชื่อใกล้เคียงกันคือ “สัมนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดมุกดาหาร” พร้อมนำภาพข่าวเหตุไฟไหม้บ้านของนายสำรวย และเด็กหญิงนิตตยา มาใช้ประกอบเพื่อหลอกขอรับบริจาคเงินจากผู้หลงเชื่อ

    โดยเพจทางการของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ระบุว่า มิจฉาชีพใช้บัญชีเงินฝากบุคคลธรรมดา ธนาคาร ธกส. เลขที่ 020-2-38131-016 ชื่อบัญชี “สำรวย จอมคำสิงห์” ในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย พร้อมย้ำว่า หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายใช้บัญชีบุคคลธรรมดาเปิดรับบริจาคผ่านเพจเฟซบุ๊กเด็ดขาด

    ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคน อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน หากพบเพจหรือโพสต์ต้องสงสัย ให้กดรายงาน (Report) ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย และสังเกตความต่างของชื่อเพจ เนื่องจากเพจปลอมใช้คำว่า “สัมนักงานประชาสัมพันธ์” แทน “สำนักงานประชาสัมพันธ์”

    เตือนภัยออนไลน์ #เพจปลอม #ประชาสัมพันธ์มุกดาหาร #มุกดาหาร #มิจฉาชีพออนไลน์ #อย่าหลงเชื่อ #หลอกลวงออนไลน์ #ไฟไหม้บ้าน #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พบศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัด นอนเปลือยกายเสียชีวิตชายหาดแหลมกุ่ม เจ้าหน้าเร่งสืบสวน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 พ.ย.68 พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก

    จึงพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน ชุดปราบปราม ฝ่ายปกครองอำเภอทับสะแก และอาสาสมัครมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

    บริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม ห่างจาก ร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง )ประมาณ 500 เมตร พบศพหญิงสาว อายุ ราวๆ 45-50 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย

    ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ที่ร่างกายไม่พบว่ามีบาดแผลหรือถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงนำร่างผู้เสียชีวิตส่งผ่าพิสูจน์ยังโรงพยาบาลทับสะแกเพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และเป็นใครมาจากไหน

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มาหาของทะเลว่าพบศพคนนอนเสียชีวิตถูกคลื่นซัดอยู่ชายหาดดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งออกหาข่าวว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหนและได้มาเสียชีวิตที่เกิดเหตุเพราะเหตุใด

    โดยจะเร่งสืบสวนหาบุคคลสูญหาย ในละแวกใกล้เคียง และนำภาพถ่ายออกหาเบาะแส รูปร่างหน้าตาผู้เคยพบเห็น บ้านไหนมีบุคคลสูญหายสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ พนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก
    ////////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443