คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชุด ปส..ตชด.14 ร่วมกับ ชุดปราบปรามยาเสพติด จ.ประจวบฯ และสุนัข K9. ตรวจยึดยาบ้า 20,000 เม็ด หลังโยนยาบ้าทิ้งรอดหวุดหวิด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 ก.ย. 2569 ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ นายสิทธิชัย สวัสแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 ( ผกก ตชด.14 ) นายเนรมิตร เหลืองอร่ามฟ้า นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และ พ.อ.ชูพงษ์ สายอุบล รอง ผอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพล พลอยท้วม ผู้บังคับกองร้อย ตชด.144/หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14, นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายอุดร ผโรประการณ์ ปลัดอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุด ชปข./ชปส.กก.ตชด.14 ตำรวจทางหลวงประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสืบสวนปราบปรามผู้ต้อวหาเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่โดยสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่า จะมีผู้ต้องสงสัยขนลำเลียงยาเสพติด (ยาบ้า) จากพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น TRITON สีดำ ไม่ทราบทะเบียน จึงได้เฝ้าสืบสวนหาข่าว ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 18 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตามเส้นทาง จนกระทั่งในวันที่ 18 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 06.20 น. พ.ต.ท.ณัฐพลฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ได้พบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นกระบะยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น TRITON สีดำ ตรงตามที่รับแจ้ง ขับมาด้วยความเร็วบนถนนบายพาสขาล่องใต้ ในพื้นที่ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าภายในมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ จึงได้ประสานกำลังไล่ติดตามมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงตลาดปราณบุรี และติดตามอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงเกาะหลัก ถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อขอเข้าทำการตรวจค้น แต่ผู้ขับขี่ได้เร่งเครื่องขับหลบหนีไปตามถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด เมื่อมาถึงบริเวณพื้นที่หมู่ 2 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากสถานีบริการน้ำมันบางจากประมาณ 100 เมตร ผู้ขับขี่ได้ลดกระจกฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับลง แล้วโยนวัตถุห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาวขุ่นจำนวน 2 ห่อ ทิ้งลงบริเวณชายป่าข้างทาง จากนั้นได้ขับรถหลบหนีต่อไปจนถึงพื้นที่หมู่ 9 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนเลี้ยวเข้าไปในทางสาธารณะทิศตะวันตก และอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ต่อมาเวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ชุด ปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14 พร้อม ชปส.ประจวบฯ และสุนัขสงคราม K9.ได้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยบริเวณชายป่าจุดเกิดเหตุ พบห่อกระดาษสีขาวขุ่นชุบเทียนไข ประทับตราสัญลักษณ์ “999” จำนวน 2 ห่อ จากการตรวจสอบภายในพบยาเสพติด (ยาบ้า) บรรจุอยู่ห่อละ 5 มัด มัดละ 10 ถุง (ถุงละประมาณ 200 เม็ด) รวม 20,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันทำบันทึกตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจพิสูจน์และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จะ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มท.2 พลพีร์ สุวรรณฉวี นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกทลาย 2 บ่อนพนันเปิด 24 ชั่วโมง กลางเมืองเชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” มท.2 พลพีร์ สุวรรณฉวี นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกทลาย 2 บ่อนพนันเปิด 24 ชั่วโมง กลางเมืองเชียงใหม่ ลุยปิดเกมแหล่งอบายมุข ปราบปรามบ่อนการพนัน คืนความสุข สร้าเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยพบพนักงานบ่อนเป็นคนต่างด้าวล้วน
รวบนักพนันพร้อมเจ้ามือกว่า 100 คน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการเน้นย้ำนโยบายจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล กวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายที่สร้างความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน มอบหมายให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการ

สอบสวนและนิติการ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสํานักอํานวยการกองอาสารักษาดินแดน นายปองพล อุทัยวัฒนเดช ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา และนายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อย่างจริงจัง

สืบเนื่องจากกรมการปกครอง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน (ขอปกปิดนาม) ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากบ่อนการพนันมอมเมาประชาชนในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ฝ่ายปกครองจึงส่งชุดสืบสวน สำนักการสอบสวนและนิติการ ลงพื้นที่เอ็กซเรย์และเข้าแฝงตัวสืบสวนเชิงลึก จนพบเบาะแสชัดเจนว่ามีการเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ฝังตัวอยู่ในแหล่งชุมชนและย่านเศรษฐกิจ 2 แห่ง ได้แก่

  1. “บ่อนภัทรวัลย์” (ย่านสันติธรรม) บริเวณชั้น 1 อาคารภัทรวัลย์เพลส ซอยถนนเสริมสุข ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ดัดแปลงเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในเปิดเล่นการพนันหลายประเภท ทั้ง ไฮโล ตู้ยิงปลา และบาการ่า มีการตั้งเคาน์เตอร์ยึดโทรศัพท์มือถือและตรวจค้นร่างกายก่อนเข้าเล่นเพื่อระวังป้องกันอย่างแน่นหนา
  1. “บ่อนศรีปิงเมือง” (ย่านหายยา) บริเวณศูนย์อาหาร กาดเวียงพิงค์ ถนนศรีปิงเมือง ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ ลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว มีทางเข้าออกทางเดียว มีพนักงานรักษาความปลอดภัยยึดอุปกรณ์สื่อสารเคร่งครัด ภายในเปิดให้เล่นการพนันทายภาพสัตว์ น้ำเต้าปูปลา (มะโขกโหลก/บักโตคอน) บนโต๊ะขนาดใหญ่ ใช้ลูกเต๋ารูปสัตว์ 4 ลูก โดยมีแรงงานต่างด้าวเป็นพนักงานคอยบริการรับแทง-จ่ายเงิน มีนักพนันเข้าหมุนเวียนเล่นตลอดทั้งวัน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

จากการสืบสวนพบว่า ทั้ง 2 บ่อน มีระบบรักษาความปลอดภัยและการป้องกันเจ้าหน้าที่อย่างรัดกุม มีการติดกล้องวงจรปิดรวมกันนับสิบตัว มีพนักงานการ์ดคอยเฝ้าระวัง และพบพฤติกรรมเจ้ามือคอยจัดเก็บเงินสดใส่กระเป๋าถือขนาดใหญ่เพื่อเตรียมส่งมอบต่อผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง มีพนักงานเป็นชาวกัมพูชา เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 อย่างชัดเจน

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น.ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำกำลังเข้าปิดล้อมจู่โจมพร้อมกันทั้ง 2 จุด เพื่อตัดเส้นทางหลบหนีและเข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีผลการดำเนินการผู้จับกุมนักพนันกว่า 100 ราย

(ต่างด้าว 2ราย)ผู้จัดให้มีการเล่น 14 ราย (ต่างด้าว 8ราย)ผู้สนับสนุนให้มีการเล่น 4 รายยึดของกลาง เช่น เงินสด และชิปแทนเงินสด รวมกว่า 2 ล้านบาท อุปกรณ์การเล่นจำนวนมาก บัญชีเงินหมุนเวียน เอกสารการเช่าสถานที่ เป็นต้น

กรมการปกครองย้ำชัด พร้อมเดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและแหล่งอบายมุขทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความมั่นใจ ความปลอดภัย และส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวให้กับเชียงใหม่หากประชาชนพบเห็นเบาะแสบ่อนการพนัน หรือสิ่งผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ/จังหวัด หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรมกรมการปกครอง หมายเลข 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ปราบเซียนนครพิงค์
#กรมการปกครอง //

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผงะ ..!! หนุ่มเหยียบรถตู้หนีตำรวจชนกำแพง เจอไอซ์ 464 กิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 พ.ต.ท.สุรนันท์ มีพันธ์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับเหตุรถตู้ชนกำแพงรั้วหัวมุมสี่แยกดอนทรายทางไปถนนสุขจิต ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อไปถึงพบรถตรวจการณ์ของตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ 3 คัน มี ร.ต.อ.ประวิทย์ ภู่ทอง รองสารวัตร ส.ทล.3 กก.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติต บก.ปส. ชุดสืบสวนตำรวจ

ภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หลายสิบนายยืนรายล้อมตัวรถ และควบคุมตัวคนขับขี่ นายมินธาฎา มาป้อ อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดกาญจบุรี สวมเสือแจ๊กเก็ตสีดำมีฮูดและกางเกงยีนส์สีดำ มือไพล่หลังถูกใส่กุญแจมือ มีตำรวจยืนประกบ ขณะที่กำแพงรั้วข้างบ้านถูกรถตู้ฮุนไดรุ่นทัวริ่ง สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฮอ 6169 กรุงเทพมหานคร ชนทะลุรั่วพังไป 2 ช่วงเสา เคราะห์ดีมีต้นไม้ข้างรั้วรับกระแทก มิเช่นนั้นรถอาจชนถึงตัวอาคารได้

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูทั้งสองข้าง พบกระสอบจำนวนหลายสิบใบ ภายในมีถุงบรรจุยาเสพติดหลายถุง โดยสภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน เจ้าหน้าที่ต้องนำรถสไลด์ยกรถตู้ขึ้นไปตรวจสอบของกลางที่สถานีตำรวจ 3 กองกำกับการ 2 ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้น พ.ต.อ.ประสงค์ พันธ์สวัสดิ์ ผกก.กก.4 บก.สกส. บก.ปส. พ.อ.ประกาศ จันจะนะ รอง ผบ.ฉก.จงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ ร่วมตรวจสอบของกลาง

นำของกลางเป็นกระสอบออกจากห้องโดยสารรถนับได้จำนวน 23 กระสอบ เมื่อแกะออกดูแต่ละกระสอบมีจำนวนยาเสพติดห่อละ 1 กิโลกรัม จำนวน 20 ห่อ รวมทั้ง 464 ห่อ หรือ 464 กิโลกรัม มีมูลค่า 464 ล้านบาทเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดเปิดเผยว่า ได้สืบทราบว่าคนร้ายไปรับยาจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อไปส่งที่จังหวัดสงขลา โดยเจ้าหน้าที่พยายามติดตามเส้นทางคนร้าย กระทั่งมาถึงบริเวณตำบลบ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงได้ประสานตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ ช่วยสกัดรถของคนร้าย

กระทั่งคนร้ายเริ่มรู้ตัวว่ามีผู้ติดตาม และพยายามทำความเร็วเหยียบหนีรถของเจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านสี่แยกประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางหลักเข้าตัวเมือง คนร้ายบึ่งรถเพื่อเข้าเส้นทางรองโดยไปยังแยกเกาะหลักเข้าสู่ถนนเกาะหลัก เพื่อจะหลบสายตาเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากไม่ใช้คนพื้นที่และไม่คุ้นชินเส้นทาง คนร้ายได้หักเลี้ยวที่สี่แยกดอนทราย ระหว่างถนนเกาะหลักตัดกับถนนสุขจิต แต่เนื่องจากเป็นทางโค้ง ทำให้รถเสียหลักชนเข้ากับกำแพงรั้วบ้านอย่างจังและถูกจับกุมในที่สุด

นายมินธาฎา มาป้อ คนขับรถตู้พร้อมยาไอซ์ กล่าวว่า ตนรับจ้างขนยามาแล้ว 2 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท และครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 3 ได้ค่าจ้าง 5 แสนบาท เนื่องจากเป็นเส้นทางไกลเหนือสุดใต้สุด ต้นทางจากแม่สายตนขับรถตู้โตโยต้าคอมมิวเตอร์ลำเลียงยาไอซ์มาในรถ และแวะพักที่จังหวัดลำปางโดยเปลี่ยนเป็นรถฮุนไดเอช 1 จากนั้นเดินทางลงใต้ ก่อนแวะค้างคืนที่โรงแรมในจังหวัดราชบุรี ก่อนมาถูกจับดังกล่าว สำหรับค่าจ้าง 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ตนเองเตรียมไปจัดพิธีแต่งงานกับแฟนสาวเจ้าหน้า ปส.จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางไปยัง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อขยายผลและดำเนินคดีต่อไป

ภาพ/ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มุกดาหาร กวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด รวบ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้ากว่า 2.8 หมื่นเม็ด และไม้พะยูงหวงห้าม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 ณ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้

นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุมผู้กระทำผิดคดียาเสพติดและตรวจยึดไม้หวงห้าม ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันของกองร้อยทหารพรานที่ 2103 (หน่วยงานหลัก), นรข.เขตนครพนม และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายแรก พร้อมยาบ้า 1,836 เม็ด ก่อนเปิดปฏิบัติการขยายผลอย่างต่อเนื่องจนถึง

วันที่ 16 กันยายน สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายเพิ่มอีก 3 ราย รวมจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ นายชูวงศ์ อายุ 34 ปี, นายพัทธพล อายุ 44 ปี, นายณัทพงศ์ อายุ 49 ปี และนายวัชรพล อายุ 28 ปี

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจยึดไม้พะยูงหวงห้ามจำนวน 3 ท่อน/เหลี่ยม ปริมาตรราว 0.197 ลบ.ม. เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสรุปรายการของกลางทั้งหมด ยาบ้า รวมทั้งสิ้น 28,096 เม็ด (เม็ดสีแดง 27,823 เม็ด และสีเขียว 273 เม็ด) รถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ 1 คัน, รถยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า โซนิค (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) 1 คัน ไม้พะยูง 3 ท่อน/เหลี่ยมเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้บันทึกการจับกุมและรวบรวมของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แกะรอยโจร จยย. จากกล้องวงจรปิด! ตร.คำป่าหลาย รวบ 4 ผู้ต้องหาต่างวัย หลังตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์จากรีสอร์ทมุกดาหาร ข้ามไปซุกนครพนม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ตำรวจชุดสืบสวน สภ.คำป่าหลาย แกะรอยกล้องวงจรปิดตามเส้นทางถนนชยางกูร หลังได้รับแจ้งรถจักรยานยนต์ถูกขโมยจากรีสอร์ทกลางดึก พบกลุ่มผู้ก่อเหตุ 3 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเข้ามาจอด ก่อนแบ่งหน้าที่ดูรถเป้าหมายและนำรถออกจากที่เกิดเหตุ กระทั่งขับรถรวม 3 คันมุ่งหน้าไปทาง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตำรวจประสานชุดสืบสวนหลายพื้นที่ ก่อนติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมของกลางและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 06.30 น. นายประทีป ใจเพชร อายุ 51 ปี ชาว ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คำป่าหลาย ว่า รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ-แดง ทะเบียน 1กย 9545 มุกดาหาร ของตนถูกคนร้ายขโมยไปจากรีสอร์ทสวนปาล์มในช่วงกลางคืน

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.คำป่าหลาย ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณรีสอร์ทและตามเส้นทางโดยละเอียด พบว่าเหตุเกิดเวลาประมาณ 04.50 น. มีกลุ่มผู้ก่อเหตุ 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ โดยคันแรกเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีขาว-แดง มีผู้ขับขี่ 1 คน ส่วนอีกคันเป็นฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน ลักษณะแต่งซิ่ง มีผู้ซ้อนท้ายมาด้วย 2 คน

จากภาพวงจรปิดพบว่า รถจักรยานยนต์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้ารีสอร์ท ก่อนหนึ่งในผู้ก่อเหตุเดินเข้าไปบริเวณลานจอดรถเพื่อสังเกตและเลือกรถจักรยานยนต์เป้าหมาย จากนั้นเดินกลับออกไปส่งสัญญาณให้พวกที่เหลือเข้ามาดำเนินการ โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุใช้เท้ายันบริเวณคอรถจักรยานยนต์ที่จอดล็อกอยู่ ขณะที่อีกคนช่วยเข็นรถออกจากจุดจอด ก่อนขับรถหลบหนีออกไป

ต่อมาเวลาประมาณ 05.00 น. กลุ่มผู้ก่อเหตุขับรถจักรยานยนต์รวม 3 คัน ซึ่งรวมถึงรถที่ถูกขโมย มุ่งหน้าไปทาง อ.ธาตุพนม ตามเส้นทางถนนชยางกูร และปรากฏผ่านกล้องวงจรปิดบริเวณตู้ยาม สภ.คำป่าหลาย เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจุดอื่น ๆ ต่อเนื่อง พบว่าผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนยังคงขับขี่รถจักรยานยนต์เกาะกลุ่มกันไปตามเส้นทางดังกล่าว

ชุดสืบสวนจึงรวบรวมคลิปจากกล้องวงจรปิดแต่ละจุด พร้อมภาพรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุและรถของผู้เสียหาย ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธาตุพนม สภ.เมืองนครพนม และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุและรถจักรยานยนต์ที่สูญหาย

จากการประสานข้อมูล เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองนครพนม ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี เคยมีกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงที่มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน และพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม มีพฤติการณ์ตระเวนก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการสืบสวนและตรวจสอบความเชื่อมโยง

กระทั่งวันที่ 15 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ประดิษฐ์ วงชารี สว.สภ.คำป่าหลาย ได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.อภิชาติ ศรีสุโคตร์ รอง สว.สส.สภ.คำป่าหลาย พร้อมชุดสืบสวน ดำเนินการติดตามและจับกุมผู้ต้องหา ได้แก่ นายอนุสรณ์ คัณทะชัย อายุ 20 ปี, นายณัฐวุฒฆ์ อายุ 16 ปี ชาว ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม, น.ส.พรรณศร ชอบธรรม อายุ 20 ปี ชาว ต.หนองแวง อ.บ้านแพง จ.นครพนม และนายณัฐพนธ์ สิทธิ์ขุนทด อายุ 20 ปี ชาว ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์” พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานหลายรายการ ประกอบด้วย หมวกกันน็อค Spacecrown สีดำ 1 ใบ, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน 1 กฐ 6337 นครพนม 1 คัน, ใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ-แดง ทะเบียน 1 กย 9545 มุกดาหาร 1 เล่ม, หมวกกันน็อค Spacecrown สีดำมีลาย 1 ใบ,

เสื้อฮูดแขนยาวสีดำ-ขาวมีตัวอักษร MC 1 ตัว, เสื้อฮูดแขนยาวสีแดงมีตัวอักษร Ferari 1 ตัว, กางเกงยีนส์ขายาว 1 ตัว, กางเกงขายาวสีขาว 1 ตัว และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone, realme, Infinix และ Redmi อย่างละ 1 เครื่องภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.คำป่าหลาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมสอบสวนขยายผลตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่อื่นเพิ่มเติมหรือไม่

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ร้องเรียนไม่ปล่อยผ่าน! ฝ่ายปกครองมุกดาหารลงตรวจบ้านพักสวนยางหลังได้รับเรื่องร้องเรียน จับหนุ่มวัย 49 พร้อมยาบ้า 6,173 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ฝ่ายปกครองสนองข้อร้องเรียนชาวบ้าน ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักภายในสวนยางพาราด้านทิศตะวันออก บ้านหนองแวง หมู่ 8 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องกับการเสพและจำหน่ายยาเสพติดให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนและความหวาดกังวลให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ก่อนจับกุมชายวัย 49 ปี พร้อมยาบ้ากว่า 6,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร และนายพรชัย ไผ่ล้อม ป้องกันจังหวัดมุกดาหาร ได้มอบหมายให้นายจิรวัฒน์ ใจสำราญ ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดมุกดาหารที่ 1 (ผบ.ร้อย อส.จ.มห.1) พร้อมด้วยนายศักดิ์สิทธิ์ วงศ์ศรีทา รองผู้บังคับกองร้อย อส.จ.มห.1 นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณบ้านพักภายในสวนยางพาราด้านทิศตะวันออก บ้านหนองแวง หมู่ 8 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลมีพฤติการณ์เสพและจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนภายในหมู่บ้าน

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายขจรศักดิ์ ล้ำเลิศ อายุ 49 ปี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 6,173 เม็ด จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลางไปจัดทำบันทึกจับกุมที่กองร้อย อส.จ.มห.1 ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ยาบ้า #ฝ่ายปกครองมุกดาหาร #ปราบปรามยาเสพติด



แชร์เนื้อหานี้

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้รายนี้ใหญ่มากๆ! รมว.สุชาติ สั่งขยายผลด่วน หลัง ทลายโกดังแปรรูปไม้เชียงราย พบไม้ประดู่ท่อนล็อตใหญ่ 109 ท่อน ลั่นฟันไม่เลี้ยงถึงตัวการใหญ่

วันนี้ (7 กันยายน 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยถึงยุทธการปราบปรามอาชญากรรมทางทรัพยากรธรรมชาติอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม เปิดศึกกวาดล้างการกระทำผิดกฎหมายและลุยปราบปรามขบวนการที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศอย่างไม่มีการละเว้น โดยเฉพาะเคสการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและการค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศและสมบัติของชาติ

ปฏิบัติการในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ผนึกกำลังร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (CIB), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมป่าไม้ เข้าทำการสืบสวนขยายผลและนำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่บ้านโป่งฮึ้ง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นในครั้งนั้น

เจ้าหน้าที่พบว่าสถานที่ดังกล่าวมีการจัดตั้งเป็นโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไม้ท่อนซุกซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในวันดังกล่าว คณะเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของโกดังกลับพบสิ่งผิดปกติว่า ไม้บางส่วนที่เคยซุกซ่อนอยู่ภายในโกดังได้สูญหายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้น ทำให้ต้องเปิดยุทธการสะกดรอยและติดตามไม้ส่วนที่หายไปอย่างกระชั้นชิด

จนกระทั่งล่าสุด ในระหว่างวันที่ 6 ถึง 7 กันยายน 2569 คณะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสืบสวนสะกดรอยติดตามไม้ประดู่ท่อนที่เคยตรวจพบภายในโกดังพื้นที่หมู่บ้านโป่งฮึ้ง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่แอบทยอยเคลื่อนย้ายหลบหนีไปก่อนหน้านี้ จนกระทั่งแกะรอยพบว่า ไม้ดังกล่าวกำลังถูกลำเลียงขนย้ายออกมาจากโกดังอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โดยใช้รถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ของ บริษัท ไทยเครน เชียงราย จำกัด จำนวน 2 คัน โดยมีชายจำนวน 2 คนทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานร่วมกับตำรวจทางหลวง วางแผนเข้าทำการสกัดหยุดรถเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างทันท่วงที ขณะที่รถบรรทุกเคลื่อนที่มาถึงบริเวณริมถนนสาย 1020 ตำบลดอยลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

จากการเข้าตรวจค้นและตรวจสอบบริเวณท้ายพ่วงของรถเทรลเลอร์ทั้งสองคันอย่างละเอียด พบไม้ประดู่ท่อนขนาดใหญ่บรรทุกอยู่เต็มท้ายพ่วง โดยรถคันที่ 1 ท้ายพ่วงหมายเลขทะเบียน เชียงราย บรรทุกไม้ประดู่ท่อนจำนวน 47 ท่อน และรถคันที่ 2 ท้ายพ่วงหมายเลขทะเบียน เชียงราย บรรทุกไม้ประดู่ท่อนจำนวน 62 ท่อน รวมจำนวนไม้ประดู่ท่อนที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ทั้งหมดมากถึง 109 ท่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สอบถามและเรียกตรวจเอกสารจากผู้ขับขี่ทั้งสองราย ปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แต่อย่างใด และจากการตรวจสอบสภาพเนื้อไม้เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการเคยเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือเครื่องใช้มาก่อนแต่อย่างใด ซึ่งเข้าข่ายเป็นการทำไม้และมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย

คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองราย พร้อมอายัดของกลางไม้ประดู่ท่อนและรถเทรลเลอร์ นำส่งมายังหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชร. 5 (ดอยช้าง) เพื่อทำบันทึกการจับกุม อายัดของกลางไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด และดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป…
#สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ไทย – เมียนมา ยกระดับความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติด ผู้ต้องหา 9 ราย หนีหมายจับอยู่ในเมียนมา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 กันยายน 2569 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับมอบตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับจาก พลตำรวจจัตวา ตั๊ด ลวิน หม่อง (Pol.Brig.Gen. Thant Lwin Maung) เลขาธิการร่วมสำนักงานคณะกรรมการกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติดแห่งเมียนมา (Central Committee for Drug Abuse Control : CCDAC) และคณะ

เพื่อให้ทางการไทยไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อ.แม่สาย จ.เชียงราสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี พร้อมด้วย �พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส.

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยได้ยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน การเสริมสร้างความร่วมมือในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และการร่วมสืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

ต่อมา วันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้เดินทางเยือนประเทศไทยและเข้าหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยได้เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และปัญหายาเสพติดรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสารตั้งต้น

จากนโยบายดังกล่าว นำมาสู่การประสานงานและยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในทุกมิติ จึงสามารถสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลชาวไทยที่หลบหนีหมายจับไปอาศัยอยู่ในเมียนมา จำนวน 9 คน โดยเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด จำนวน 7 คน ในจำนวนนี้มี 3 คน เป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญตามประกาศสืบจับฯ ของ สำนักงาน ป.ป.ส. จำนวน 3 คน ได้แก่

นางชลณัฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงรายนายบอย (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญานางสาวกุลพร (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาทีเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ๆ อีก จำนวน 2 คน ซึ่งการส่งมอบตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานร่วมกันจนนำไปสู่การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวขอบคุณทางการเมียนมาและหน่วยงานภาคีที่ให้ความร่วมมือในการกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดที่หลบหนีหมายจับไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จะเดินหน้าบูรณาการปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

เพื่อทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างเต็มที่ โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดที่ สายด่วน 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ศุลกากรประจวบฯ ตชด.14 ทหาร ฉก.จงอางศึก ตร.ประจวบฯ จับคาราวานสินค้าเถื่อนล็อตใหญ่ ยึดบุหรี่นอก 7.3 แสนมวน 16.8 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ประจวบคีรีขันธ์ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พันตำรวจเอกอัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 ค่ายพระมงกุฎฯ และทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ได้ร่วมกันบูรณาการเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก “พิทักษ์คีรีขันธ์” อย่างต่อเนื่อง

    ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมและระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) ภายใต้การสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร, นายสิทธิชัย สวัสดิ์เสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1การปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจตราบนถนนเพชรเกษมและตั้งจุดตรวจสกัดบริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก

    เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้สู่เมืองหลวง จนกระทั่งสามารถตรวจค้นยานพาหนะเป้าหมายและพบของกลางล็อตใหญ่ไม่ปรากฏเอกสารผ่านพิธีการศุลกากร ประกอบด้วย บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษี จำนวน 3,667 แท่ง หรือคิดเป็น 733,400 มวน มูลค่ารวมภาษีกว่า 8.53 ล้านบาท พร้อมด้วยบุหรี่ไฟฟ้า 180 ชิ้น และน้ำอัดลมหนีภาษี 72 ขวด คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมภาษีอากรเฉพาะในวันดังกล่าวสูงถึง 8,634,388 บาท

    จากการเดินหน้าสกัดกั้นและกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดตรวจยึดของกลางสะสมรวมในปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยประกอบด้วย บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีรวม 7,142 แท่ง หรือกว่า 1.42 ล้านมวน มูลค่ารวมภาษี 16,519,381 บาท, บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์รวม 253 ชิ้น มูลค่ารวมภาษี 131,667 บาท, กระเป๋าแบรนด์เนมรวม 23 ใบ มูลค่ารวมภาษี 132,894 บาท, น้ำหอมต่างประเทศรวม 53 ขวด มูลค่ารวมภาษี 20,380 บาท และน้ำอัดลม

    รวม 816 ขวด มูลค่ารวมภาษี 10,448 บาท ส่งผลให้มูลค่าของกลางและภาษีอากรที่พึงชำระสะสมรวมทั้งสิ้นทะลุ 16,814,770 บาทการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้กระทำผิดต่อไป

    ทั้งนี้ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกภาคส่วนอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงและเส้นทางลำเลียงต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ขนส่ง เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้เล็ดลอดออกไปส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป

    //////////////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทหารพราน 2103 สกัดจับแก๊งลักลอบขนหนังสุกรแช่แข็งหนีภาษี ข้ามแม่น้ำโขงยึดของกลาง 80 กก. ในพื้นที่เมืองมุกดาหาร

    แชร์เนื้อหานี้

    ​มุกดาหาร – เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 9 ก.ย. 69 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยทหารพรานเฉพาะกิจที่ 2103 (ร้อย.ฉก.ทพ.2103) หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

    จัดกำลังบูรณาการร่วมกับ ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร และด่านศุลกากรมุกดาหาร เข้าสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนลำน้ำโขง

    ​หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการแอบแฝงขนสินค้าลักลอบหนีภาษีจากฝั่ง สปป.ลาว ข้ามมายังฝั่งไทย บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านส้มป่อย หมู่ 2 ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่

    จึงได้จัดชุดซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ กระทั่งพบเรือเหล็กต้องสงสัยแล่นเข้าจอดเทียบฝั่ง และมีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 5-10 คน กำลังแบกกระสอบขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าขอตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้โยนกระสอบทิ้งและอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไป

    ​จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบกระสอบสีเขียวจำนวน 4 กระสอบ ภายในบรรจุหนังสุกรแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 80 กิโลกรัม ซึ่งไม่มีเอกสารการผ่านพิธีการทางศุลกากรและการเคลื่อนย้าย

    สัตว์/ซากสัตว์อย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    #สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ตร.นครราชสีมาฯ จับยาบ้ากว่า 3 ล้านเม็ด ผู้ต้องหา 7 คน ขยายผลถึงเครือข่ายภาคใต้

    แชร์เนื้อหานี้

    ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เดินหน้าสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดตามเส้นทางสายหลัก สนองนโยบายรัฐบาลและแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด โดย “ผู้การโคราช” สั่งเพิ่มความเข้มจุดตรวจ-จุดสกัด โดยเฉพาะถนนมิตรภาพ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 7 คน จาก 4 คดี พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 3 ล้านเม็ด ก่อนขยายผลถึงเครือข่ายที่เตรียมส่งต่อพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่ตำรวจภูธรภาค 3 มีการแถลงผลปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายรัฐบาลและแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด โดยตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามเส้นทางสายหลัก โดยเฉพาะถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

    การปฏิบัติอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ซึ่งสั่งการให้สถานีตำรวจในสังกัดเพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด พร้อมบูรณาการกำลังร่วมกับ บก.สส.ภ.3 ฝ่ายปกครองจังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 21 สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 3 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เพื่อร่วมกันตรวจยึด จับกุม และขยายผลตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติด

    ผลการปฏิบัติช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 4 คดี ผู้ต้องหารวม 7 คน โดยคดีแรกเมื่อวันที่ 2 กันยายน ตำรวจ สภ.บัวลายตั้งจุดตรวจบนถนนมิตรภาพ ขาเข้า จ.นครราชสีมา พบรถกระบะมาสด้า ทะเบียน บย 8048 เลย มีนายโกสินทร์ บัวใหญ่ อายุ 44 ปี เป็นผู้ขับขี่ และนางสมถวิล ชมที อายุ 48 ปี เป็นผู้โดยสาร ตรวจค้นพบยาบ้าซุกอยู่ในถุงกระสอบ 8 กระสอบ บริเวณกระบะท้ายรถ รวมประมาณ 2,640,000 เม็ด ทั้งสองรับว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลชื่อ “ดำเกริง” ให้ขนยาเสพติดจาก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา โดยจะได้รับค่าจ้าง 150,000 บาท

    ต่อมาวันที่ 3 กันยายน ตำรวจ สภ.โนนสูงตั้งจุดตรวจบริเวณจุดบริการประชาชนดอนหวาย ถนนมิตรภาพ พบรถ Toyota Ativ สีแดง ทะเบียน กจ 8979 หนองบัวลำภู มีนายจิระวัฒน์ สาขา อายุ 36 ปี เป็นผู้ขับขี่ ตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย และค้นพบยาบ้า 9 เม็ดในตัว ก่อนตรวจค้นรถพบยาบ้าอีกประมาณ 384,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณช่องเก็บของประตูท้ายรถ ภายในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ โดยผู้ต้องหาให้การว่ารับจ้างขนยาเสพติดไปส่งที่ปั๊ม ปตท.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ค่าจ้าง 10,000 บาท

    ตำรวจจึงขยายผลร่วมกับ บก.สส.ภ.3 สามารถจับกุม “นายบอย” ผู้ติดต่อรับงานได้ที่ปั๊ม ปตท.บ้านใหญ่วังน้อย พร้อมยึดรถ Nissan Teana ก่อนขยายผลจับกุมนายอับดุลลาเตะและนางสาวนูรูลฮูดา พร้อมรถ Toyota Corolla Altis ขณะเดินทางมารับยาบ้า โดยตำรวจพบข้อมูลว่าเครือข่ายดังกล่าวเตรียมนำยาเสพติดส่งต่อผ่านพัสดุไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ และอยู่ระหว่างขยายผลผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน วันที่ 30 สิงหาคม ตำรวจ สภ.โพธิ์กลางร่วมกับ สภ.สูงเนิน ขยายผลจากคดียาเสพติดในพื้นที่ เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายใน อ.สูงเนิน พบชายต้องสงสัยวิ่งหลบหนีออกทางด้านหลังบ้าน ก่อนตรวจค้นพบยาบ้าประมาณ 54,000 เม็ด โดยนางสาวอุทุมพร ปลั่งกลาง อายุ 33 ปี ให้การว่ายาเสพติดเป็นของแฟนชื่อ นายกัมพล แข็งขัน อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นชายที่หลบหนี เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขอศาลออกหมายจับและติดตามตัวมาดำเนินคดี

    ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ยืนยันจะเพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นยาเสพติดตามเส้นทางสายหลัก พร้อมเดินหน้าขยายผลจากผู้ลำเลียงไปถึงผู้สั่งการและเครือข่าย เพื่อป้องกันยาเสพติดแพร่เข้าสู่ชุมชน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 191, 1386 หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว
    กันตินันท์ เรืองประโคน

    อธิบดีสรรพสามิตแถลงตรวจยึดบุหรี่หนีภาษีกว่าแสนซองที่จังหวัดนครราชสีมา เดินหน้ามาตรการเชิงรุกสกัดกั้นตัดวงจรก่อนถึงมือผู้บริโภค

    วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ที่สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เป็นประธานในการแถลงข่าวผลการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายสรรพสามิตในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยสามารถตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต จำนวนกว่า 100,000 ซอง

    และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,553 ชิ้น คิดเป็นความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐกว่า 6 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับมากกว่า 94 ล้านบาท โดยมี พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นายอดิศักดิ์ แพงมาลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานไปรษณีย์เขต 3 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการแถลงข่าว

    สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าที่ตรวจยึดได้นี้ กรมสรรพสามิตได้ประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ โดยกรมสรรพสามิตเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยนำข้อมูลจากการจับกุม

    ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางการลำเลียงสินค้า รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์รูปแบบ และประเมินความเสี่ยงให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ตามแนวทาง “Data Driven Enforcement” มุ่งเปลี่ยนจากการบังคับใช้กฎหมายภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การทำงานเชิงรุก เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างเส้นทางลำเลียง และก่อนเข้าสู่พื้นที่ปลายทาง

    ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 ร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์กระจายสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุในการติดตาม และตรวจสอบการลักลอบขนส่งสินค้ายาสูบผ่านช่องทางการขนส่งพัสดุ ตั้งแต่วันที่ 10–31 สิงหาคม 2569 การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการวิเคราะห์รูปแบบความเสี่ยงเชิงลึกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการค้า การเดินทาง และการขนส่งสินค้าไปยังหลายพื้นที่ หรือที่เรียกว่า

    พื้นที่กลางน้ำ โดยสามารถตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตได้มากกว่า 1 แสนซอง และตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้อีกกว่า 1,500 ชิ้น คิดเป็นความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐกว่า 6 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับกว่า 94 ล้านบาท ทั้งนี้กรมสรรพสามิตจะติดตามเส้นทางการกระจายสินค้า และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบจุดที่มีความเสี่ยง พร้อมยกระดับการป้องกัน และปราบปราม รวมถึงขยายผลไปยังผู้ส่ง ผู้รับ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาด
    ////////////////

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ศุลกากร ลุยตรวจเส้นทางขนส่งสินค้ายึดบุหรี่เถื่อน 695,000 มวน ของหนีภาษี มูลค่ารวมทะลุ 8.18 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมและระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) ภายใต้การสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายสิทธิชัย สวัสดิ์เสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1

    นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ฉก.จงอางศึก/ร.9) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) พนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจประมงเขต 6 (ประจวบคีรีขันธ์) ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์, สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบคีรีขันธ์

    เปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” นำกำลังเข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ณ สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจสกัดรถยนต์ขนส่งสินค้าบนเส้นทางยุทธศาสตร์ถนนเพชรเกษม และบริษัทขนส่งในเขตพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร

    จากการตรวจค้นเป้าหมายต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 2 และ 3 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสินค้าลักลอบหนีศุลกากรได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีเอกสารหลักฐานการเสียภาษีหรือผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ดังนี้1 บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษี จำนวน 1,622 แท่ง (ประมาณ 16,220 ซอง หรือ 324,400 มวน มูลค่าและภาษี 3,784,571 บาท)2 บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ จำนวน 18 ชิ้น (มูลค่าและภาษี 10,015 บาท)3 น้ำอัดลม จำนวน 744 ขวด (มูลค่าและภาษี 9,526 บาท)รวมมูลค่าของกลางและภาษีอากรที่พึงชำระทั้งสิ้น 3,804,112 บาท

    ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการ (1-3 ก.ย.2569) ประกอบด้วย บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษี จำนวน 3,475 แท่ง (ประมาณ 34,750 ซอง หรือ 695,000 มวน มูลค่าและภาษี 7,986,067 บาท), กระเป๋าแบรนด์เนม จำนวน 23 ใบ (มูลค่าและภาษี 132,894 บาท), บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ จำนวน 73 ชิ้น (มูลค่าและภาษี 31,515 บาท), น้ำอัดลม จำนวน 744 ขวด (มูลค่าและภาษี 9,526 บาท) และน้ำหอมต่างประเทศ จำนวน 53 ขวด (มูลค่าและภาษี 20,380 บาท) รวมมูลค่าของกลางและภาษีอากรที่พึงชำระทั้งสิ้น 8,180,382 บาท

    การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องและยานพาหนะส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และสืบสวนขยายผลหาเครือข่ายขบวนการผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป

    โดย นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เน้นย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงและเส้นทางลำเลียงต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ขนส่ง เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ///////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รวบหนุ่มลาวสุดแสบ! ซิ่ง จยย. แหกด่านสะพานมิตรภาพ 2 สวนเลนฝั่งไทย ก่อนทิ้งรถขโมย จยย. ชาวบ้านหวังหนีไปหาอดีตนายจ้างที่กาฬสินธุ์

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 กันยายน ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร นำโดย พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับการประสานงานด่วนจาก ตม.มุกดาหาร ว่ามีบุคคลต้องสงสัยเป็นชายชาวลาว สวมหมวกแก๊ปลายพรางทหาร เสื้อกันหนาวสีชมพู ก่อเหตุลักลอบขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน จล 4602 จำปาสัก

    ผ่านช่องทางขาออกจากฝั่ง สปป.ลาว บริเวณด่านสากลสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (สะหวันนะเขต-มุกดาหาร) เมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ก่อนจะเร่งเครื่องขับขี่ย้อนศร (สวนเลน) ข้ามสะพานมิตรภาพฯ เข้ามายังฝั่งประเทศไทยอย่างเร่งรีบ และพุ่งฝ่าไม้กั้นของด่านศุลกากรมุกดาหาร เข้ามาในพื้นที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร ประเทศไทย โดยไม่ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร

    หลังรับแจ้ง พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เร่งออกสกัดจับตามเส้นทางที่คาดว่าผู้ก่อเหตุจะหลบหนี จนกระทั่งพบชายที่มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง และสามารถสกัดจับกุมตัวไว้ได้ที่บริเวณตำบลน้ำเที่ยง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
    จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้ต้องหาคือ นายแอ วันนะไซ อายุ 26 ปี ที่อยู่บ้านโพนสะหวัน เมืองปะทุมพอน แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

    ให้การรับสารภาพว่า ตนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ ทะเบียน จล 4602 จำปาสัก ลักลอบแหกด่านมาจากเมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต จริง โดยเมื่อเข้ามาถึงฝั่งไทย ได้นำรถจักรยานยนต์คันแรกไปจอดทิ้งไว้ที่บริเวณบ้านแก่นเต่า ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จากนั้นได้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน 6กจ 5637 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าว แล้วขับขี่ต่อเพื่อมุ่งหน้าไปหาอดีตนายจ้างที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนจะมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ติดตามจับกุมได้ในที่สุด

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯเชียงราย ตะลึงกองไม้สักประดู่ มหาศาล อายัดตรวจสอบ อธิบดีกรมอุทยานสั่งขยายผล เฉียบขาด

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น.ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงรายบูรณาการกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 

    ร่วมกับ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, พล.ต.ต.อเนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.), นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมือง

    เชียงราย, นายองอาจ คณุตม์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และ นายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจค้นและดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย

    สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการ ขยายผลจากคดีลักลอบตัดไม้หวงห้าม ซึ่งเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 หน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องได้เข้าจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้บริเวณป่าห้วยไม้แดง เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด หมู่ที่ 2 ตำบลม่วงเจ็ดต้น อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุได้ 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วยไม้ประดู่ท่อน เครื่องจักร ยานพาหนะ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวนมาก จากข้อมูลการสืบสวนและการขยายผล

     เจ้าหน้าที่จึงนำไปสู่การตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงราย กระทั่งวันนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้น โรงงานแปรรูปไม้ภายในบ้านโป่งฮึ้ง ตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายผลการตรวจค้นพบ ไม้แปรรูปและไม้ท่อนจำนวนมหาศาล เบื้องต้นไม่สามารถนำเอกสารเกี่ยวกับโรงงานแสดงแก่เจ้าหน้าที่ ได้และขณะทำการตรวจค้น ภายในสถานที่ดังกล่าวพบอุปกรณ์การแปรรูปไม้จำนวนหลายรายการ ทั้งนี้ ยังพบบุคคลซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าของจำนวน 1 ราย

    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต”ได้ทำการตรวจยึดอายัด อายัดไม้แปรรูปและไม้ท่อนทั้งหมดไว้ตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ทราบแหล่งที่มา เอกสารการครอบครอง และความถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงกับขบวนการลักลอบตัดไม้ที่อยู่ระหว่างการขยายผล การเชื่อมโยงและที่สำคัญโรงงานนี้ตั้งขึ้นหลุดรอดสายตาเจ้าหน้าที่ได้อย่างไรตามข้อสังเกตุเจ้าหน้าที่ขณะนำหมายศาลเข้าตรวจค้นครั้งนี้

    สำหรับการนำหมายศาลเข้าตรวจยึดไม้ดังกล่าวเป็นการขยายผลมาจากคดีนายทุนลักลอบตัดไม้ประดู่ ในเขตอุทยานพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์พืช ไ้ด้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเำ้นินการเร่งขยายผลกวาดล้างให้สิ้นซากอย่างต่อเนื่อง  สำหรับในพื้นที่เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมาย เนื่องจากขบวนการค้าไม้ข้ามชาติ อาศัยช่องโว่ของกฎหมาย ลักลอบค้าไม่ผิดกฎหมาย  โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอิมธิพล

    ที่มีข้าราชการบางคนหนุนหลัง คอยรับส่วยช่วยเหลือให้หลุดรอดสายตาหน่วยงานเบื้องบน รวมทั้งเรื่องของการขุดดินในพื้นที่ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเสียหายต่อรัฐ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย จะกำชับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เร่งปราบปรามหากมีเจ้าหน้าที่คนใด เข้าไปร่วมสนับสนุนการกระทำผิดจะถูกดำเนินการเอาผิด ทั้งซินัยและอาญา อย่างไม่มีละเว้นจะตำแหน่งใหญ่เพียงใดก็ถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ.

    #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ศุลกากรประจวบฯ ตรวจรถไฟสายใต้-ด่านทางบก ยึดบุหรี่เถื่อน-แบรนด์เนม-บุหรี่ไฟฟ้า รวมภาษีทะลุ 4.37 ล้านบาท

    แชร์เนื้อหานี้

    ประจวบคีรีขันธ์ – กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เปิดปฏิบัติการเชิงรุก “พิทักษ์คีรีขันธ์” สกัดกั้นขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี บุกตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้และตั้งด่านตรวจค้นรถยนต์ขนส่งทางบก ยึดของกลางหลายรายการ ทั้งบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีกว่า 3.7 แสนมวน กระเป๋าแบรนด์เนม บุหรี่ไฟฟ้า และน้ำหอม รวมมูลค่าของกลางและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 4.37 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมและระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) ภายใต้การสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายสิทธิชัย สวัสดิ์เสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1

    นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ฉก.จงอางศึก/ร.9) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) พนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจประมงเขต 6 (ประจวบคีรีขันธ์) ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์, สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบคีรีขันธ์

    เปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” นำกำลังเข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ณ สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจสกัดรถยนต์ขนส่งสินค้าบนเส้นทางยุทธศาสตร์ บริเวณด่านตรวจห้วยยาง ถนนเพชรเกษม อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร

    จากการตรวจค้นยานพาหนะขนส่งเป้าหมาย เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสินค้าลักลอบหนีศุลกากรได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีเอกสารหลักฐานการเสียภาษีหรือผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง ประกอบด้วยบุหรี่ต่างประเทศลักลอบหนีภาษี: จำนวน 1,853 แท่ง (18,530 ซอง หรือประมาณ 370,600 มวน) ราคาของรวมภาษีอากรทั้งสิ้น 4,201,496 บาทกระเป๋าแบรนด์เนม: จำนวน 23 ใบ ราคาของรวมภาษีอากรทั้งสิ้น 132,894 บาท

    บุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้งและหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า: รวม 55 ชิ้น ราคาของรวมภาษีทั้งสิ้น 21,500 บาทน้ำหอมต่างประเทศ: จำนวน 53 ขวด ราคาของรวมภาษีอากรทั้งสิ้น 20,380 บาทรวมมูลค่าราคาของและภาษีอากรทั้งสิ้น 4,376,270 บาทการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของโดยไม่ได้รับอนุญาต

    ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องและยานพาหนะส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และสืบสวนขยายผลหาเครือข่ายขบวนการผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป

      ทั้งนี้ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เน้นย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงและเส้นทางลำเลียงต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ขนส่ง เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป
      /////////////////

      ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

      #สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ชายคลั่งปืนยาว บุกวัด พระเณรวิ่งหนีกระเจิง ก่อนเผ่นเข้าโรงเรียน เด็กอนุบาลนับร้อยหนีอลหม่าน

      แชร์เนื้อหานี้

      นครราชสีมา ระทึกกลางเมืองนครราชสีมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุชายฉกรรจ์ใช้ผ้าปิดบังใบหน้า ถืออาวุธปืนยาว มีอาการคุ้มคลั่ง เดินเข้าไปภายในวัดบูรพ์ สร้างความหวาดผวาให้กับพระภิกษุและสามเณรที่อยู่ภายในวัด จนต้องพากันวิ่งหลบหนีหาที่กำบังอย่างโกลาหล
      หลังรับแจ้งเหตุ

      พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา สั่งการให้ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม พร้อมกำลังตำรวจสายตรวจ และชุดปฏิบัติการ Six Man Team เร่งเข้าพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์และติดตามจับกุมชายต้องสงสัยอย่างเร่งด่วน

      เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ขณะที่ชายต้องสงสัยยังคงเดินหลบหนีออกจากบริเวณวัด ก่อนมุ่งหน้าเข้าไปยังโรงเรียนอนุบาลบ้านคุณหนู ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากภายในโรงเรียนมีเด็กนักเรียนอนุบาลจำนวนมาก

      ตำรวจจึงเร่งเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมดำเนินการอพยพเด็กนักเรียนและบุคลากรออกจากจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันชุดปฏิบัติการได้เข้าติดตามตัวผู้ก่อเหตุ กระทั่งสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตัดสินใจใช้อาวุธปืนหยุดยั้งชายต้องสงสัยจนสิ้นฤทธิ์ภายในโรงเรียนท่ามกลางความโล่งใจของ

      เจ้าหน้าที่และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ทั้งหมดจึงถูกเปิดเผยว่า ไม่ได้เป็นเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด แต่เป็นการ ซ้อมแผนเผชิญเหตุ “หนี ซ่อน สู้” เพื่อเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรับมือกับเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนในสถานที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาและศาสนสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนและเด็กจำนวนมาก

      การฝึกครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการกำลังตำรวจตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การเข้าระงับเหตุ การประเมินสถานการณ์ การอพยพประชาชนและเด็กออกจากพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการปฏิบัติของชุดยุทธวิธีในการหยุดยั้งผู้ก่อเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง

      ทั้งนี้ การซ้อมแผนดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะสถานศึกษา พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนรู้จักหลักการ “หนี ซ่อน สู้” และสามารถเอาตัวรอดได้อย่างถูกต้องเมื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน

      ภาพ/ข่าว / กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / 5 ตันจบที่หลุมฝัง! มุกดาหารทำลายของกลางหนังสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้า 3 คดี ด้วยการฝังกลบป้องกันหลุดเข้าตลาด

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร ด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด่านศุลกากรมุกดาหาร กอง

      ร้อยทหารพรานที่ 2103 หน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เขตนครพนม (สถานีเรือมุกดาหาร) และสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ดำเนินการทำลายซากสัตว์ของกลางประเภท หนังสุกรแช่แข็ง รวม 5,080 กิโลกรัม ด้วยวิธีการฝังทำลาย ตามระเบียบของกรมปศุสัตว์

      ของกลางทั้งหมดเป็นซากสัตว์ที่ตรวจยึดได้จากการดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ จำนวน 3 คดี โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อป้องกันการนำของกลางกลับเข้าสู่ระบบการค้า และลดความเสี่ยงด้านการแพร่ระบาดของโรคสัตว์

      สำหรับของกลางที่นำมาฝังทำลายในครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 คดี ได้แก่คดีที่ 1 จับกุมเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 กองร้อยทหารพรานที่ 2103 ร่วมกับด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร และด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจยึดหนังสุกรแช่แข็ง จำนวน 720 กิโลกรัม

      คดีที่ 2 จับกุมเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์พระพิรุณ (ศพร.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร กองร้อยทหารพรานที่ 2103 และด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจยึดหนังสุกรแช่แข็ง จำนวน 2,640 กิโลกรัม

      คดีที่ 3 จับกุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หน่วยรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง เขตนครพนม (สถานีเรือมุกดาหาร) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์พระพิรุณ (ศพร.) ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองร้อยทหารพรานที่ 2103 และด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจยึดหนังสุกรแช่แข็ง จำนวน 1,720 กิโลกรัม

      รวมของกลางจากทั้ง 3 คดีทั้งสิ้น 5,080 กิโลกรัม ก่อนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการฝังทำลายตามระเบียบของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ซากสัตว์ของกลางถูกกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่สามารถนำกลับไปจำหน่ายหรือใช้ประโยชน์ได้อีก

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รวบ “ใหม่มาไลพอน” พร้อมพวกแก๊งเรือผีชาวลาว ขนอะโวคาโด 86 ลังข้ามโขงประชิดสถานีเรือมุกดาหาร ถูก นรข. ปิดล้อมจับยกแก๊ง

      แชร์เนื้อหานี้

      นรข.สนธิกำลังลาดตระเวนแม่น้ำโขง สกัดเรือต้องสงสัยแล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังประเทศไทย ก่อนพบกลุ่มบุคคลราว 10–15 คน รอรับของริมฝั่งบริเวณตลาดอินโดจีน เร่งลำเลียง

      วัตถุต้องสงสัยจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มบุคคลพยายามหลบหนี ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสกัดเรือและควบคุมตัวชาวลาว 3 ราย ตรวจสอบพบเป็นอะโวคาโดบรรจุลัง 86 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 1,591 กิโลกรัม ก่อนตรวจยึดและนำส่ง สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมาย

      เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง หลังได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำเข้าสิ่งของต้องสงสัยจากประเทศเพื่อนบ้าน

      ต่อมา น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร จึงจัดชุดลาดตระเวนทางเรือออกตรวจการณ์บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร เพื่อเฝ้าระวังการลักลอบขนส่งสิ่งของผิดกฎหมายข้ามแดน

      กระทั่งเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ชุดลาดตระเวนตรวจพบเรือต้องสงสัยลำหนึ่งแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าเข้ามายังฝั่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ก่อนพบว่าบริเวณริมฝั่งมีบุคคลประมาณ 10–15 คน ยืนรออยู่ เมื่อเรือลำดังกล่าวเข้าเทียบฝั่ง กลุ่มบุคคลได้ช่วยกันลำเลียงวัตถุคล้ายลังจากเรือขึ้นมายังฝั่งไทย

      เจ้าหน้าที่ นรข.จึงเร่งปิดระยะเข้าตรวจสอบ พร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามเร่งเครื่องเรือหลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงนำเรือเข้าสกัดกั้นและควบคุมเรือต้องสงสัยไว้ได้

      จากการตรวจสอบสามารถควบคุมตัวบุคคลชาวลาวที่อยู่บนเรือได้ 3 ราย ประกอบด้วย ท้าวคำประสิด จันทะโอสา ผู้โดยสาร ท้าวใหม่มาไลพอน สินทะวง คนขับเรือ และท้าวจันสะไหม ไชยะวง ผู้โดยสาร โดยเบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยภายในเรือเป็นสินค้าเกษตรบรรจุอยู่ในลัง

      เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเรือและของกลาง พร้อมควบคุมตัวบุคคลทั้ง 3 รายกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อทำการตรวจสอบโดยละเอียด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

      จากการตรวจสอบของกลางโดยละเอียด พบว่าเป็น “อะโวคาโด” บรรจุในลัง จำนวน 86 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 1,591 กิโลกรัม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มา เอกสารการนำเข้า และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

      เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #มุกดาหาร #นรข #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #ลักลอบนำเข้า #อะโวคาโด

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“เหิมเกริม” ลอบขนประชิดฐาน นรข.! รวบ 3 ชาวลาว นำเรือเหล็กขนอะโวคาโด 6 ตันขึ้นฝั่งตลาดอินโดจีน ก่อนถูกสกัด

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร – เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม ได้รับแจ้งว่าจะมีการใช้เรือลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย โดยมีเป้าหมายนำสินค้าขึ้นบริเวณด้านท้ายตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

      หลังรับแจ้ง นาวาโท โอรส ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำมุกดาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงด้านท้ายตลาดอินโดจีน ชุมชนศรีสุมัง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยจุดที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำดังกล่าวอยู่ห่างจากสถานีเรือมุกดาหารประมาณ 1.2 กิโลเมตร

      จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบชาว สปป.ลาว จำนวน 3 ราย พร้อมเรือเหล็กติดตั้งเครื่องยนต์ท้าย จำนวน 1 ลำ และตรวจยึดอะโวคาโดประมาณ 250 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 6 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จึงควบคุมตัวบุคคลทั้ง 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

      ของกลางประกอบด้วยอะโวคาโดประมาณ 250 ลัง น้ำหนักประมาณ 6 ตัน และเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน 1 ลำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ถูกควบคุมและของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายศุลกากร พร้อมตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าข้ามแม่น้ำโขงต่อไป

      ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดน เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแนวชายแดนสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร

      สำหรับผู้ถูกควบคุมตัวและของกลางทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้นำกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

      ภาพ/ข่าว – เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เก๋งแดงซิ่ง 113 กม./ชม. เจอด่านมุกดาหารโป๊ะแตก! คนขับหนีหมายจับ 2 คดี โยงยาบ้ากว่า 9 หมื่นเม็ด

      แชร์เนื้อหานี้

      ตำรวจทางหลวงมุกดาหารตั้งจุดกวดขันวินัยจราจรบนทางหลวงหมายเลข 12 สกัดรถเก๋งสีแดงซิ่ง 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรวจสอบคนขับพบพิรุธ ทั้งไม่มีใบขับขี่ ให้ข้อมูลชื่อไม่ตรง และมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ตรวจประวัติพบเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 2 หมาย คดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธปืน เจ้าตัวรับสารภาพเคยทำหน้าที่ดูแลยาบ้าของนายทุนชาวลาว รับออเดอร์และนำยาไปซุกซ่อนตามจุดนัดหมาย ก่อนส่งตัวดำเนินคดี

      เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจังหวัดมุกดาหาร ตั้งจุดกวดขันวินัยจราจรบริเวณทางหลวงหมายเลข 12 หลักกิโลเมตรที่ 716 ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายบนเส้นทางสายหลักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งสีแดงคันหนึ่งขับมาจากจังหวัดกาฬสินธุ์

      ด้วยความเร็ว 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจตามขั้นตอนจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบพิรุธหลายประการ โดยผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตขับรถต่อเจ้าหน้าที่ได้ เมื่อสอบถามข้อมูลส่วนตัวและชื่อผู้ขับขี่ กลับให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ประกอบกับมีท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างละเอียดผลการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ขับขี่รายดังกล่าวเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ถึง 2 หมาย โดยหมายจับแรกเป็นคดีร่วมกันครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย และสมคบกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับขบวนการยาบ้าจำนวนกว่า 90,000 เม็ด

      ส่วนหมายจับที่สองเป็นคดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไว้ดำเนินการตามกฎหมายจากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเคยทำหน้าที่ดูแลยาบ้าที่ได้รับมาจากนายทุนชาวลาว โดยมีหน้าที่รับคำสั่งซื้อหรือ “ออเดอร์”จากลูกค้า จากนั้นจะนำยาเสพติดไปวางหรือซุกซ่อนตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามารับยาในภายหลังเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ รับตัวไปดำเนินคดีตามหมายจับและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ญาติใจสลาย “คืนที่เจ็บปวดที่สุด” ! รพ.มุกดาหาร รับประเมินล่าช้า ทำผู้ป่วย ‘หลอดเลือดใหญ่โป่งพองปริแตก’ เสียชีวิต

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร — เกิดเหตุความสูญเสียสะเทือนใจขึ้นที่โรงพยาบาลมุกดาหาร หลังผู้ป่วยชายวัย 63 ปี เสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาดปริแตกอย่างรุนแรง ด้านลูกสาวโพสต์เดือดโซเชียลระบายความเจ็บปวด เผยนาทีวิกฤตรอนานกว่า 2 ชั่วโมงโดยไร้การเหลียวแล จนบิดาช็อกเกร็ง-อาเจียนดับต่อหน้าต่อตา ตั้งคำถามเหตุใดไม่จับตรวจ CT Scan ตั้งแต่แรกปล่อยให้นอนรอความตายในสถานที่แห่งความหวัง ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลออกมายอมรับความล่าช้าในการประเมินซ้ำ ชี้ช่วงเวลาดังกล่าวมีเคสฉุกเฉินวิกฤตเข้ามาพร้อมกัน ยืนยันไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบและพร้อมนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงระบบบริการ

      เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางอ่อนสี กงนะ อายุ 54 ปี พร้อมด้วย นางสาวธัญรัตน์ กงนะ อายุ 28 ปี ภรรยาและบุตรสาว ได้นำตัว นายชาม กงนะ อายุ 63 ปี ส่งเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยในระหว่างการซักประวัติ นายชามได้แจ้งพยาบาลอย่างชัดเจนว่า “รู้สึกปวดท้องและเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ อยู่ที่ท้อง” ก่อนถูกนำตัวเข้าไปรอภายในห้องฉุกเฉิน

      ต่อมา นางสาวธัญรัตน์ บุตรสาวผู้เสียชีวิต ได้โพสต์ข้อความสะเทือนใจผ่าน Facebook ระบุหัวข้อ #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต ถ่ายทอดนาทีวิกฤตว่า หลังจากแพทย์เข้าสอบถามอาการและทำการอัลตราซาวด์เบื้องต้นเสร็จแล้ว ไม่ได้แจ้งรายละเอียดโรค เพียงแต่บอกว่าจะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วจะให้กลับบ้าน ทั้งที่อาการของบิดาแย่ลงเรื่อยๆ แต่หลังจากแพทย์เดินออกไป บิดาต้องนอนรอฉีดยาอยู่นานถึง 2 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เดินมาตรวจดูอาการ และไม่ได้มีการส่งตรวจ CT Scan ทั้งที่ผู้ป่วยแจ้งตั้งแต่แรกว่ามีก้อนแข็งในท้อง

      กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. นางสาวธัญรัตน์ซึ่งนั่งรออยู่ด้านนอก ได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นแม่แจ้งว่าบิดาปวดท้องหนักมาก เธอจึงรีบไปสอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉินว่าต้องรออีกนานเท่าใด เพราะบิดาปวดจนเกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะช็อก แต่กลับได้รับท่าทีเมินเฉยและสายตาที่ไม่พอใจกลับมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตอบเพียงว่าจะไปดูให้ แต่ก็ไม่ได้เดินตามมาทันที

      เมื่อเธอกลับมาถึงเตียง พบว่าบิดเริ่มมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วร่างกาย จนเธอต้องตะโกนก้องห้องฉุกเฉินว่า “มาดูคนไข้หน่อยค่ะ แกชักแล้ว!” เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจน และพบว่าความดันโลหิตพุ่งสูงถึง 200 มิลลิเมตรปรอท ก่อนจะรีบนำตัวส่งตรวจ CT Scan อย่างเร่งด่วน ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตด้วยความอัดอั้นว่า “งงว่าตั้งแต่มาทำไมไม่ CT เลย ทั้งๆ ที่นอนปวดนาน 2 ชั่วโมง ถ้าพ่อไม่ชักจะทำไหม”

      ผลการตรวจ CT Scan ปรากฏว่าเส้นเลือดในท้องแตก แพทย์แจ้งว่าต้องผ่าตัดด่วนมิฉะนั้นจะไม่รอดชีวิต ครอบครัวจึงเซ็นยินยอมทันที พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจและประสานแพทย์เฉพาะทางหลอดเลือดเข้ามาดูแล แต่เนื่องจากสัญญาณชีพของผู้ป่วยอ่อนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีชีพจร แม้แพทย์จะพยายามปั๊มหัวใจกู้ชีวิตแต่ก็ไม่สามารถยื้อไว้ได้ และแจ้งให้ครอบครัวทำใจปล่อยผู้ป่วยไปในที่สุด

      “ทำไมไม่ CT ดูตั้งแต่แรกจะได้รู้ทันท่วงทีว่ามีเลือดออกในช่องท้อง ทำไมแค่จะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วกลับบ้าน ทำไมให้นอนรอการรักษาถึง 2 ชั่วโมง โดยไม่มีการเดินมาดูอาการคนไข้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ใน 2 ชั่วโมงนั้นถ้าพาพ่อไป CT แล้วพาขึ้นไปผ่าตัดตั้งแต่แรก พ่อน่าจะรอดเพราะพ่อยิ้มพูดคุยมีสติ… เรารับไม่ได้ที่พ่อไปนอนรอความตายในที่ที่มีความหวังอย่างโรงพยาบาล ภาพทุกอย่างในคืนนั้นมันติดตา” ข้อความส่วนหนึ่งจากโพสต์ของบุตรสาวผู้เสียชีวิต ก่อนจะร้องเรียนสื่อมวลชนเพื่อขอความเป็นธรรม

      ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดมงคลโสภา บ้านนาโสกน้อย ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยบรรยากาศการจัดงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ร้องไห้ระงมของครอบครัวและญาติมิตร

      นางอ่อนสี ภรรยาผู้เสียชีวิต และนางสาวธัญรัตน์ บุตรสาว ยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่อยากขอคำชี้แจงและอธิบายจากทางโรงพยาบาลมุกดาหารว่า เหตุใดกระบวนการตรวจวินิจฉัยจึงล่าช้า จนทำให้ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป พร้อมฝากเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้โรงพยาบาลนำไปปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยให้ใกล้ชิดและรวดเร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้กับครอบครัวอื่นอีก

      ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.18 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อขอคำชี้แจง โดยมี แพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วย นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวชี้แจง

      แพทย์หญิงนภาพร ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมอธิบายว่า ในขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้น นายชามถูกจัดอยู่ในผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือ “สีชมพู” ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับที่ 1 หรือ “สีแดง” (กลุ่มวิกฤตสูงสุด) โดยตามเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วยระดับสีชมพูจะต้องได้รับการตรวจประเมินอาการซ้ำทุกๆ 30 นาที แต่ในกรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประเมินซ้ำยาวนานถึงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการดังกล่าวมีความล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนดจริง

      ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร ชี้แจงถึงสาเหตุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีผู้ป่วยระดับสีแดง (วิกฤตคุกคามชีวิต) เข้ามาพร้อมกันถึง 2 ราย ได้แก่ ผู้ป่วยถูกงูเห่ากัดที่มีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นซึ่งต้องทำการกู้ชีพอย่างเร่งด่วน ทำให้บุคลากรต้องทุ่มกำลังระดมช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้อแก้ตัว และขอน้อมรับความผิดพลาดในความล่าช้าของการประเมินซ้ำ

      “หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง เมื่อพบว่าอาการผู้ป่วยหนักขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด และส่งตรวจ CT Scan ซึ่งผลตรวจออกมาพบว่าเป็น ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด (Ruptured Aortic Aneurysm) ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงสุดของโรคหลอดเลือด ส่งผลให้สัญญาณชีพอ่อนลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในที่สุด” แพทย์หญิงนภาพรกล่าว

      ขณะที่ นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า โรงพยาบาลมุกดาหารจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวนเคสอย่างละเอียด เพื่อปรับปรุงระบบการดูแล การประเมินติดตามอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นำข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ เพิ่มความปลอดภัยและโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียในลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก
      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต #ห้องฉุกเฉิน #ร้องเรียนโรงพยาบาลมุกดาหาร #มุกดาหาร #อุทาหรณ์การรักษา #บทเรียนการแพทย์

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จากยุโรปถึงริมโขง! นรข.มุกดาหาร ยึดหนังหมู 100 กระสอบ พบผลิตจากโรงงานเยอรมนี คาดนำเข้าผ่านเวียดนามก่อนถึงลาว

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม โดย น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบนำสิ่งของต้องสงสัยจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในราชอาณาจักร บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านนาโปใหญ่ เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงสั่งจัดชุดลาดตระเวนทางเรือเฝ้าตรวจพื้นที่เป้าหมาย

      กระทั่งเวลาประมาณ 02.30 น. ชุดลาดตระเวนพบเรือต้องสงสัยลำหนึ่งแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าเข้ามายังฝั่งไทย ขณะเดียวกันพบกลุ่มคนประมาณ 8-10 คนยืนรออยู่บริเวณริมฝั่ง เมื่อเรือเข้าเทียบ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงกระสอบต้องสงสัยจากเรือขึ้นฝั่ง

      เจ้าหน้าที่จึงเร่งปิดระยะและแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ นรข.ทันที เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ได้ทิ้งกระสอบและเรือ ก่อนอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่และพบว่าเป็นหนังหมูแช่แข็งบรรจุในกระสอบจำนวนมาก

      จากการตรวจนับและชั่งน้ำหนักโดยละเอียด พบหนังหมูแช่แข็งจำนวน 86 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,591 กิโลกรัม กระสอบละประมาณ 18.5 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังตรวจยึดเรือเหล็กจำนวน 1 ลำ และเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 เครื่อง ซึ่งคาดว่าใช้ในการลำเลียงสินค้าข้ามแม่น้ำโขง

      เจ้าหน้าที่ได้เฝ้ารออยู่บริเวณจุดเกิดเหตุจนถึงเวลาประมาณ 04.00 น. แต่ไม่พบผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงนำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำส่ง สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมาย

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ของกลางบางส่วน พบเครื่องหมายการค้า “TÖNNIES 202” ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากสุกรในประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของหนังหมูล็อตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

      เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตถึงเส้นทางการลำเลียงว่า สินค้าล็อตดังกล่าว อาจถูกนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ก่อนส่งต่อมายัง สปป.ลาว และลำเลียงมายังพื้นที่ริมแม่น้ำโขงฝั่งแขวงสะหวันนะเขต จากนั้นจึงใช้เรือเหล็กข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังฝั่งไทยบริเวณจังหวัดมุกดาหาร

      เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามกลุ่มบุคคลที่หลบหนี รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าสินค้าดังกล่าว โดยจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย 092-5259777

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภาค 5.จับยา เสพติด 2 คดีใหญ่ ผู้ต้องหา 6 คน ไอซ์ 500 กิโลกรัม ยาบ้า 1 ล้านเม็ดรถยนต์ 3 คัน

      แชร์เนื้อหานี้

      13/สิงหาคม.2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 คดีใหญ่ ได้ผู้ต้องหารวม 6 คน พร้อมของกลางไอซ์ 500 กิโลกรัม ยาบ้า 1 ล้านเม็ด และรถยนต์ 3 คัน ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)

      ​สำหรับคดีแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 05:00 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจค้นยาเสพติดสะเลียมหวาน สถานีตำรวจภูธรเวียงมอก จังหวัดลำปาง ได้รับแจ้งจากชุดสกัดกั้นฯ AI ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5(ศอ.ปส.ภ.5) พบรถยนต์เก๋งโตโยต้า อัลติส สีดำ ทะเบียน 8 กก 8776 กรุงเทพมหานคร ขับเข้าจุดตรวจ พบนายธนาวินท์ฯเป็นคนขับ และนายชัยวัฒน์ฯนั่งโดยสาร แม้ตรวจค้น

      เบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ทั้งคู่มีท่าทางมีพิรุธ และโทรศัพท์ติดต่อปลายสายตลอดเวลา เชื่อว่าเป็นรถนำสำรวจเส้นทาง เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไปสอบสวน และส่งชุดออกตรวจเส้นทางล่วงหน้าจนพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีเทา ทะเบียน กฉ 4238 สิงห์บุรี จอดอยู่ห่างด่านตรวจประมาณ 10 กิโลเมตร พบนายอภิเชษฐ์ฯพยายามหลบหนี ตรวจค้นภายในห้องโดยสารตอนหลังพบไอซ์น้ำหนัก 500 กิโลกรัม และพบเบอร์โทรศัพท์ติดต่อตรงกับนายธนาวินท์ จึงควบคุมตัวทั้ง 3 คนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

      ​คดีที่สอง เกิดขึ้นในวันเดียวกัน(10 ส.ค.)เวลาประมาณ 17:00 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5(กก.ปพ.บก.สส.ภ.5) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน โดยใช้รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีดำ ทะเบียน กร 7818 แพร่

      จึงนำกำลังสะกดรอยติดตามจนถึงบริเวณบ่อขยะริมถนนสายบ้านธิ-สันกำแพง ตำบลห้วยยาบ พบชายวัยกลางคน 2 คนกำลังขนถุงดำท้ายรถ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงวิ่งหลบหนีแต่ถูกไล่จับกุมไว้ได้ พร้อมควบคุมตัวชายผู้ขับขี่ไว้อีก 1 คน ตรวจค้นท้ายรถและบริเวณใกล้เคียงพบถุงดำรวม 10 กระสอบ บรรจุยาบ้าประทับตรา 999 รวมจำนวน 1,000,000 เม็ด จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง สภ.บ้านธิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

      ​นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ยังสรุปผลการจับกุมยาเสพติดในภาพรวม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 12 สิงหาคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 27,866 คดี(เป็นคดีรายสำคัญ 321 คดี) ตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้ากว่า 426 ล้านเม็ด, ไอซ์ 10,850 กิโลกรัมเศษ, เฮโรอีน 106 กิโลกรัมเศษ, เคตามีน 1,300 กิโลกรัมเศษ, ฝิ่น 460 กิโลกรัมเศษ และสามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มูลค่ารวมกว่า 1,601 ล้านบาท#
      //สมจิตร์แสงบัลลังค์รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชรบ.ชี้เป้า! ปกครองหว้านใหญ่ล็อกเก๋งต้องสงสัย ผงะยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด รวบนักบินหญิงวัย 44 ปี

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ด้านความมั่นคง และนางศศิธร

      โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองบูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เข้าตรวจสกัดการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอำเภอหว้านใหญ่

      นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ พร้อมด้วย นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กำลังพลสมาชิก อส.อ.หว้านใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าอาจใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

      ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นจากข้อมูลของคนในพื้นที่ โดยชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านสองคอน แจ้งเบาะแสว่าอาจมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านพื้นที่ตำบลป่งขาม เจ้าหน้าที่จึงเร่งวางจุดตรวจและจัดกำลังดักซุ่มตามเส้นทางต่าง ๆ

      กระทั่งพบ รถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ขข 7082 อุบลราชธานี ขับมาตามถนนสาธารณะบริเวณบ้านสองคอน หมู่ที่ 2 ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ลักษณะตรงตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง จึงเรียกให้หยุดและเข้าตรวจค้น

      จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระสอบจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า รวมประมาณ 1,924,000 เม็ด จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์เก๋งเชฟโรเลตคันดังกล่าว จำนวน 1 คัน

      เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาเป็นหญิง อายุ 44 ปี พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัยมุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ปกครองกระทุ่มแบน บุกทลายวงไฮโล รวบผีพนันได้นับ10คนพร้อมของกลาง

      แชร์เนื้อหานี้

      วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2569 นายอำเภอพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ทางอำเภอได้รับแจ้งเบาะแสมาว่า มีการลักลอบตั้งวงเล่นพนันไฮโลกันหลังร้านค้า คลองมะเดื่อ

      ทุกคืนวันหยุดศุกร์เสาร์อยู่เป็นประจำโดยเมื่อคืนที่ผ่านมาสายข่าวได้แจ้งเข้ามาว่าร้านค้าดังกล่าวได้ตั้งวงเล่นไฮโลกันแล้วมีนักพนันจำนวนมาก นายพิรุณโรจน์ จึงได้สั่ง การให้ นายณัฐพล บุญทวีปลัดอาวุโส นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นำกำลังฝ่ายปกครองเร่งลงพื้นที่

      เมื่อไปถึงเป้าหมายบริเวณหมู่ 5 คลองมะเดื่อ กระทุ่มแบน ด้านหน้าเป็นร้านค้า มีรถจักรยานยนต์จอดอยู่หลายคัน มีคนเดินเข้าเดินออกหลังร้านตลอดเวลา พร้อมกับได้ยินเสียงเฮ ทางชุดจับกุมจึงทำทีเข้าไปซื้อของที่ร้านค้า ได้ยินเสียงจากข้างในว่าทั้งหมดกี่ร้อยเอาไปต่ำหมดเลย จึงแน่ใจแล้วว่ามีการลักลอบเล่นการพนันกันจริง จึงส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่เข้าไปที่หลังร้านทันที

      พบนักพนันนับ10คนกำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันไฮโลกันอย่างสนุกสนาน ชุดจับกุมสามารถควบคุมตัวนักพนันไว้ได้ทั้งหมด พร้อมของกลาง ลูกเต๋าและแผงเลขที่ใช้แทงพนันตลอดจนเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง นักพนันทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าตั้งวงเล่นการพนันไฮโลจริง จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
      ทีมข่าวสมุทรสาคร

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เพลิงโหมไหม้บ้านกลางซอยแคบ เจ้าของพร้อม 6 สมาชิกหนีตายระทึก! บ้านวอดทั้งหลัง ลามยุ้งฉางข้าวเสียหาย 100 กระสอบ

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร – เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักประชาชนในพื้นที่บ้านด่านคำ อำเภอเมืองมุกดาหาร เจ้าของบ้านพร้อมสมาชิกครอบครัวรวม 7 คน เผชิญเหตุระทึกก่อนพากันหนีออกมาได้

      อย่างปลอดภัย ขณะที่เปลวเพลิงโหมไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง และลุกลามไปยังยุ้งฉางข้าว ทำให้ข้าวเปลือกได้รับความเสียหายประมาณ 100 กระสอบ น้ำหนักรวมราว 5,000 กิโลกรัม

      เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ร.ต.อ.หญิงสุนิษา คงพัฒน์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุ

      ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 46/2 บ้านด่านคำ ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พบเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง โดยยังมีควันลอยออกจากบริเวณบ้านอย่างต่อเนื่อง

      ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบ้านถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหลัง เหลือเพียงโครงสร้างและเสาบางส่วน ส่วนทรัพย์สินภายในบ้านอยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย

      จากการสอบถาม นางเทียม พันพิพัฒน์ อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ขณะตนเองอยู่ภายในบ้าน หลานสาวได้วิ่งมาแจ้งว่าพบควันออกมาจากปลั๊กไฟบริเวณห้องเก็บของ จึงรีบเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเปลวเพลิงกำลังโหมไหม้อย่างรุนแรงออกมาจากห้องดังกล่าว

      จากนั้นไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังส่วนต่าง ๆ ของตัวบ้าน เจ้าของบ้านและสมาชิกที่อยู่ภายในรวม 7 คน จึงรีบพากันออกจากบ้านเพื่อเอาชีวิตรอด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเดินทางเข้าระงับเหตุและใช้เวลาควบคุมเพลิงจนสถานการณ์สงบลง

      อย่างไรก็ตาม จุดเกิดเหตุอยู่ภายในซอยขนาดเล็กและค่อนข้างแคบ ทำให้รถดับเพลิงขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงตัวบ้านได้โดยตรง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการระงับเพลิงภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ท่ามกลางความกังวลว่าเปลวเพลิงจะลุกลามไปยังสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียง

      นอกจากนี้ บ้านหลังดังกล่าวยังอยู่ติดกับยุ้งฉางเก็บข้าว ทำให้เปลวเพลิงลุกลามไปยังบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ข้าวเปลือกได้รับความเสียหายประมาณ 100 กระสอบ กระสอบละประมาณ 50 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักรวมประมาณ 5,000 กิโลกรัม

      เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด โดยประเด็นเบื้องต้นที่เจ้าของบ้านให้ข้อมูลคือพบควัน

      ออกมาจากปลั๊กไฟภายในห้องเก็บของ ก่อนเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง อย่างไรก็ตาม ต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตัดเกมขบวนการลอบขนไม้ข้ามแดน! สถานีเรือมุกดาหารสกัดเรือเหล็กกลางโขง ยึดพะยูง-ชิงชัน จ่อข้ามลาว พร้อมรวบ 2 ผู้ต้องหา

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ตำรวจตามมุกดาหาร

      ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ด่านศุลกากรมุกดาหาร และ ร้อย ตชด.234 ร่วมแถลงข่าว ตรวจยึดไม้พะยูงและไม้ชิงชัน ลักลอบหนีภาษีศุลกากรพร้อมด้วยผู้ต้องหา 2 ราย ขณะกำลังใช้เรือลำเลียงข้ามไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

      สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง

      (นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครองในพื้นที่ ออกปฏิบัติการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง จังหวัดมุกดาหาร

      ระหว่างเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจบริเวณแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์

      ท้ายลำหนึ่งแล่นอยู่ในพื้นที่ โดยภายในเรือมีสิ่งของลักษณะเป็นไม้จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและสกัดเรือลำดังกล่าวไว้เพื่อทำการตรวจค้น

      จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวชาย 2 ราย ทราบชื่อคือ นายทรงศักดิ์ อายุ 52 ปี และนายพลยุทธ์ อายุ 42 ปี พร้อมตรวจยึดไม้พะยูงและไม้ชิงชัน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นไม้ที่มิได้

      ผ่านพิธีการศุลกากรตามที่กฎหมายกำหนด โดยของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจนับและตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งชนิดไม้ ปริมาตร จำนวน และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

      นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน 1 ลำ ไว้เป็นของกลาง เนื่องจากเป็นพาหนะที่ใช้ในการขนถ่ายไม้ดังกล่าว เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามขั้นตอน

      เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าไม้ทั้งหมดมีแหล่งที่มาอย่างไร มีเอกสารหรือหลักฐานการครอบครองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

      รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการลำเลียงและปลายทางของไม้ เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการลักลอบขนทรัพยากรป่าไม้ตามแนวชายแดน

      การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสินค้า รวมถึงทรัพยากรป่าไม้ผ่านพื้นที่ชายแดนแม่น้ำโขง

      โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติศุลกากร ตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

      ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำตัวชายทั้ง 2 ราย พร้อมไม้และเรือของกลางกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อจัดทำบันทึกการตรวจยึด

      ตรวจนับและจำแนกของกลางโดยละเอียด ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #แม่น้ำโขง #นรข #สถานีเรือมุกดาหาร #ไม้พะยูง #ไม้ชิงชัน #ลักลอบขนไม้ #ลักลอบข้ามแดน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภาค 5 ลุยทลายขบวนการค้ายาข้ามชาติ ยึดบา 3.2 ล้านเม็ด-เฮโรอีนเพียบ ผลงานสะสม 10 เดือนรวบทรัพย์ทะลุ 1.5 พันล้าน จับหญิงสาวอุ้มลูกน้อยส่งยาบ้า

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 69 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก ภ จ เชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และตัวแทนผู้ว่าจังหวัดเชียงรายฝ่ายปกครองเชียงราย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด สามารถจับกุมคดีใหญ่ได้ต่อเนื่องถึง 3 คดี รวบผู้ต้องหา ยึดยาบ้าได้รวมกว่า 3.2 ล้านเม็ด และเฮโรอีนอีก 8.62 กิโลกรัม

      พล.ต.ท กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช ภาค 5 ได้เปิดเผยว่า การจับกุมคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. ชุดสืบสวน กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 ร่วมกับ สภ.สันกำแพง และ สภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ รวมทั้งฝ่ายปกครอง อ แม่ออน ได้สะกดรอยติดตามกลุ่มขนยาเสพติดจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ใช้รถยนต์อีซูซุ ทะเบียน งบ 8147 เชียงใหม่ นำยามาส่งต่อในพื้นที่ อ.แม่ออน เพื่อเตรียมลำเลียงไปส่ง ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงวางแผนปลอมเป็นสายลับนำรถไป

      จอดรอ กระทั่งพบการส่งมอบยาเสพติดเสร็จสิ้นจึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่คนร้ายขับรถเร่งเครื่องหลบหนีไปจนถึงหน้าสวนอุดมพรรณไม้เชียงใหม่ ก่อนจอดรถเอาหัวรถทิ่มกับต้นไม้ทิ้งแล้ววิ่งหนี เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัว จนพบนางสาว แว ได้ขณะซ่อนตัวในบ้านพักคนงาน อุ้มลูกน้อย เพื่อขอความตบตาขอความเห็นใจเจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ควบคุมตัวไว้ พร้อมของกลางยาบ้าบรรจุในกระสอบปุ๋ย 8 กระสอบ รวมประมาณ 2.5 ล้านเม็ด ควบคุมตัวส่ง พงส.สภ.แม่ออน ดำเนินคดี

      โดยจากคลิปกล้องวงจรปิดเส้นทางขนยาเสพติดของคนร้ายนั้น พบว่าคนร้ายมีความชำนาญในพื้นที่ขับรถแหกด่านและขับรถพุ่งหัวทิ่มต้นไม้และออกจากรถวิ่งหนี ตำรวจไล่ติดตามจนพบผู้ต้องหาเป็นหญิงอุ้มลูกน้อยเพื่อขอความเมตตาตำรวจ ส่วนที่เหลือวิ่งหนีหลบไปได้ พบยาบ้าจำนวนมากถึง 2.5 ล้านเม็ดซุกซ่อนในรถ

      คดีที่สองในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 16.00 น. สภ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมกำลังทหาร นบ.ยส.35 และ ป.ป.ส. เข้าตรวจสอบบริษัทขนส่ง สาขาป่าซาง อ.แม่จัน หลังได้รับแจ้งพบกล่องพัสดุต้องสงสัย 5 กล่อง ส่งมาจากสาขาย่อยหน้าโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง จากการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรวมประมาณ 704,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางส่ง พงส.สภ.แม่จัน เพื่อขยายผลติดตามตัวผู้ส่งมาดำเนินกฎหมายต่อไป

      ส่วนคดีที่สาม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ร่วมกับ ชปส.สภ.เมืองเชียงใหม่ และชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบกล่องพัสดุต้องสงสัย 2 กล่อง ที่บริษัทขนส่ง สาขาถนนมหิดล อ.เมืองเชียงใหม่ พบภายในบรรจุเฮโรอีน น้ำหนักรวมประมาณ 8.62 กิโลกรัม จากนั้นได้สืบสวนขยายผลจนทราบตัวผู้ส่ง คือ น.ส.พลอย และ น.ส.วิไลวรรณ์ จึงติดตามจับกุมตัวได้ขณะเดินทางอยู่บนรถโดยสารประจำทางสายเชียงราย – เชียงของ บริเวณริมถนนบ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพว่าได้รับการจ้างวานให้นำเฮโรอีนมาส่งพัสดุต่อ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ซระทึกมุกดาหาร! ปิดล้อมชายวัย 35 ปี อาละวาดถืออาวุธนาน 10 ชั่วโมง จุดไฟเผิาบ้าน–ขึ้นหลังคา ก่อนยอมวางอาวุธมอบตัว

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร – เกิดเหตุระทึกกลางดึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ปิดล้อมบ้านพักนานหลายชั่วโมง หลังได้รับแจ้งชายมีอาการคลุ้มคลั่งและพยายามทำร้ายมารดา ก่อนพบถืออาวุธปืนอยู่ภายในบ้าน ยิงขึ้นฟ้าหลายนัด และจุดไฟเผาประตูชั้น 2 สุดท้ายยอมโยนอาวุธปืนลงมาให้เจ้าหน้าที่ ก่อนถูกควบคุมตัว ตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ พร้อมยึดอาวุธปืนดัดแปลง 2 กระบอกและเครื่องกระสุน

      เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีชายมีอาการมึนเมาและอาละวาด ทำร้ายมารดาของตนเอง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 4 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

      เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบ นางคำมี มารดาของชายที่ก่อเหตุ ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า นายชาตรี หรือ “โอเล่” บุตรชาย มีอาการคลุ้มคลั่งและพยายามจะทำร้ายตนเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามเข้าตรวจสอบภายในบ้าน ผู้ก่อเหตุไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมส่งเสียงเอะอะโวยวาย

      ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจกำลังจะเข้าไปภายในบ้าน ได้สังเกตเห็นชายดังกล่าวถืออาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงถอนกำลังออกจากบริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย พร้อมปิดกั้นพื้นที่และกันประชาชนไม่ให้เข้าใกล้ ก่อนรายงานเหตุให้ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ทราบ

      ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. พ.ต.อ.ประยุทธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมุกดาหาร เดินทางมายังพื้นที่เกิดเหตุ ก่อนวางกำลังปิดล้อมบ้านและพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุสงบสติอารมณ์และยอมออกมาจากบ้าน แต่การเจรจายังไม่เป็นผล

      เจ้าหน้าที่ใช้วิธีควบคุมพื้นที่และเจรจาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 23.15 น. ผู้ก่อเหตุปรากฏตัวบริเวณหน้าต่างห้องนอนชั้น 2 ของบ้าน โดยอยู่เพียงลำพังและมีอาการคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ก่อนใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่ตรึงกำลังอยู่โดยรอบ

      จากนั้นเวลาประมาณ 23.45 น. ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าอีก 1 นัด จากบริเวณเดิม เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความระมัดระวังและยังคงพยายามเจรจา เพื่อให้เหตุการณ์ยุติลงโดยไม่เกิดความสูญเสียกระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สถานการณ์เข้าสู่ช่วงวิกฤต เมื่อผู้ก่อเหตุเกิดอาการคลุ้มคลั่งและใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าอีก 3 นัด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ก่อเหตุกำลังจุดไฟเผาประตูภายในบ้านบริเวณชั้น 2

      ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ผู้ก่อเหตุได้โยนอาวุธปืนสั้นสีดำลงมาจากบ้านให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ และสามารถดับไฟภายในบ้านได้สำเร็จ เหตุการณ์ยุติลงโดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว จากการตรวจค้นตัวผู้ต้องหา ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายเพิ่มเติม ขณะที่การตรวจค้นภายในบ้านพบของกลาง ประกอบด้วย อาวุธปืนสั้นชนิดลูกโม่ดัดแปลง 1 กระบอก อาวุธปืนสั้นชนิดแมกกาซีนดัดแปลง 1 กระบอก ซองปืนชนิดผ้าสีดำ 2 ซอง ซองบรรจุกระสุน 1 อัน และเครื่องกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 3 นัด

      ภายหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง สภ.เมืองมุกดาหาร ได้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ ผลการตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่จึงแจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ โดยผู้ต้องหารับทราบและเข้าใจสิทธิและข้อกล่าวหาเป็นอย่างดี ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งให้ ร.ต.ท.ปุณรวิชญ์ ยะราไสย ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตร.นราธิวาส จับมือสรรพสามิต-ศุลกากร-ทหาร บุกทลายรังบิ๊กล็อต ยึดบุหรี่นอก “กูดังการัม” กว่า 4.5 ล้านมวน 162 ล้านบาท!

      แชร์เนื้อหานี้

      ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสเปิดแผนสนธิกำลังครั้งใหญ่ นำโดยกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส/ฉก.ตร.นราธิวาส 93 จับมือภาคีเครือข่าย ทั้งฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส ด่านศุลกากรตากใบ

      กองกำลัง บก.ควบคุมสุริโยทัย และ ฉก.นราธิวาส นำกำลังเข้าทลายคลังซุกซ่อนสินค้านำเข้าผิดกฎหมายรายใหญ่ชายแดนใต้ ยึดบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อดัง “GUDANG GARAM” ล็อตมโหฬารรวม 474 กระสอบ คิดเป็น 379,200 ซอง (4,550,400 มวน) มูลค่าสินค้ากว่า 20.4 ล้านบาท ประเมินอัตราค่าปรับตามกฎหมายสูงถึง 162,108,000 บาท

      วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอ เมืองนราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.อ.อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส, นายสิทธิโชค เดชบุญ นวก.สรรพสามิตชำนาญการ และ พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.ปพ.จว.นราธิวาส/ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93

      ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติตรวจยึดยาสูบเถื่อนข้ามชาติล็อตมโหฬาร คาบ้านร้างในพื้นที่อำเภอตากใบ ได้ของกลางบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อดัง “GUDANG GARAM” รวมทั้งสิ้น 474 กระสอบ คิดเป็น 379,200 ซอง (4,550,400 มวน) มูลค่าสินค้ากว่า 20.4 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าภาษีเฉียด 10.8 ล้านบาท และมีมูลค่าเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายสูงถึง 162,108,000 บาท

      สำหรับยุทธการกวาดล้างครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดของ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ แสนเกื้อ รอง ผกก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส

      และ พ.ต.ต.สมชาย เกตุทอง สว.กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดป้องกันปราบปรามยาเสพติด กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส ผนึกกำลังร่วมกับกรมสรรพสามิต ภายใต้การอำนวยการของ ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต และ นายภาณุพงศ์ ศรีเกตุ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ตลอดจนฝ่ายสืบสวนปราบปราม กรมศุลกากร

      ทั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้ายาสูบหนีภาษีรายใหญ่ แอบนำสินค้าจำนวนมากมาซุกซ่อนไว้ที่ บ้านร้าง 2 ชั้น ไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 3 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเตรียมกระจายส่งขายต่อ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมและซุ่มสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ แต่เนื่องจากไร้เงาผู้มาแสดงตนเป็นเจ้าของ คาดว่าสายข่าวของกลุ่มขบวนการจะแจ้งเตือนให้หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่เข้าประชิดตัว

      เมื่อเข้าตรวจสอบภายในตัวบ้านร้าง พบกระสอบสี่เหลี่ยมสีขาววางกองเรียงรายซ้อนกันเป็นจำนวนมาก จากการสุ่มเปิดตรวจพิสูจน์พบเป็นบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อ GUDANG GARAM ขนาดบรรจุ 12 มวนต่อซอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 37,920 คัตตอน (379,200 ซอง) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 127 และ 128 ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นพยานหลักฐาน

      เบื้องต้นได้นำของกลางส่งบันทึกตรวจยึด ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส พร้อมตั้งข้อกล่าวหา “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” และ “มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204(1) และ 203(1) ก่อนส่งมอบพนักงานสอบสวนเพื่อสืบสวนขยายผล เร่งติดตามตัวนายทุนและผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
      ///////////////
      ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /2 ล้านเม็ดไม่ถึงปลายทาง!” ตำรวจมุกดาหารไล่ล่าข้ามจังหวัด ปิดเกมเครือข่ายยานรก รวบ 3 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด พร้อมอายัดของกลางมูลค่า 1.2 ล้านบาท

      แชร์เนื้อหานี้

      มุกดาหาร – ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เดินหน้าปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดตามแผน “Operation 90 Days” จับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 2 ล้านเม็ด และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 2 คัน หลังสืบสวนติดตามพฤติกรรมเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน ก่อนขยายผลจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร

      เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายสำคัญ ภายใต้ปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน ตามนโยบายรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 4 ในแผนยุทธการ “Operation 90 Days 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569 ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

      คดีดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จิรัสประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, นายชรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พร้อมคณะรองผู้บังคับการ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร

      จากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้เส้นทางลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ไปยังจังหวัดสกลนครและนครพนม โดยใช้รถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ ทะเบียน 3ขง 5661 กรุงเทพมหานคร เป็นรถลำเลียง

      เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว กระทั่งพบรถคันดังกล่าวเดินทางผ่านพื้นที่จังหวัดสกลนคร ก่อนจะไปพบกับรถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า สีเทา ทะเบียน กต 5389 สกลนคร จากนั้นรถทั้งสองคันได้ขับมุ่งหน้าไปยังพื้นที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

      เวลาประมาณ 21.00 น. รถกระบะได้ขับเข้าไปยังสวนยางพารา บ้านหนองเหนือ หมู่ 5 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นจุดรับยาเสพติด ก่อนที่รถทั้งสองคันจะมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อำเภอวรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และเข้าพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง

      ตำรวจจึงประสานกำลังเข้าตรวจสอบ พบชาย 2 คนภายในห้องพัก ได้แก่ นายพีรดนย์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดพัทลุง ผู้ขับรถกระบะ และ นายอาภากร อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดกระบี่ ซึ่งรับว่าเป็นผู้นั่งโดยสาร เมื่อตรวจค้นรถกระบะพบกระสอบห่อด้วยถุงดำจำนวน 5 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่บริเวณเบาะโดยสารด้านหลัง ภายในบรรจุยาบ้าประมาณ 2 ล้านเม็ด

      จากการสอบสวน ทั้งสองให้การว่ายังมีรถเก๋งที่ร่วมขบวนจอดอยู่ห่างจากรีสอร์ตประมาณ 2 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงติดตามไปตรวจสอบและควบคุมตัว นายศักดิ์ณรงค์ อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นผู้ขับรถเก๋งไว้ได้อีก 1 ราย

      เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับนายอาภากร ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดกระบี่ ที่ จ.94/2569 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด และร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดเพื่อการค้า และได้อายัดรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน สีดำ ทะเบียน 3ขง 5661 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน รถยนต์เชฟโรเลต ออพตร้า ทะเบียน กต 5389 สกลนคร จำนวน 1 คัน รวมมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านบาท

      ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อตัดวงจรการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศอย่างต่อเนื่อง

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เปิดปริศนาสลด มุกดาหาร! เด็ก 3 ขวบดับฉับพลัน เร่งส่งนิติเวชขอนแก่นตรวจชันสูตร ยายร้องไห้โฮรับไม่ได้

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เกิดเหตุสลดและมีเงื่อนไขชวนสงสัย คดีเด็กชายวัยเพียง 3 ขวบ เสียชีวิตปริศนา มีรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง ขณะที่แม่แท้ๆ และพ่อเลี้ยงยังคงให้การปฏิเสธไม่ได้ทำร้าย แต่ตำรวจตรวจพบสารเสพติดในร่างกายทั้งคู่ จึงคุมตัวไว้ดำเนินคดีทันที พร้อมเตรียมส่งศพเด็กตรวจพิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์ที่ จ.ขอนแก่น เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงเหตุการณ์เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.32 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่กู้ชีพตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งประสานงานจากโรงพยาบาลมุกดาหาร ให้เข้าช่วยเหลือเด็กชายคอปเตอร์ อายุ 3 ขวบ ซึ่งแม่แจ้งว่ามีอาการไข้สูงและป่วยหนัก

      นายพงษ์ศักดิ์ เจ้าหน้าที่กู้ชีพนาโสก เปิดเผยนาทีเข้าช่วยเหลือว่า เมื่อไปถึงบ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านพักชั้นเดียวในพื้นที่บ้านเหล่าป่าเป้ด แม่ของเด็กได้อุ้มลูกชายขึ้นแบกบนไหล่นำมาส่งให้กู้ชีพ แต่จากการสังเกตพบว่าเด็กมีอาการตัวอ่อน ร่างกายซีดปนเขียว จึงรีบนำขึ้นรถและทำ CPR ปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตทันที ทว่ากลับไม่พบสัญญาณชีพแล้ว ก่อนจะนัดส่งมอบตัวเด็กให้รถโรงพยาบาลมุกดาหารในระหว่างทาง ซึ่งต่อมาทางโรงพยาบาลได้โทรศัพท์ยืนยันว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว โดยเบื้องต้นแพทย์พบรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายจุดอย่างน่าสงสัย

      ต่อมา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ได้นำตัว นางจุ๋ม อายุ 24 ปี (แม่ของเด็ก) และ นายคทาวุธ หรือ “ลูกหิน” อายุ 19 ปี (พ่อเลี้ยง) มาสอบปากคำ โดยทั้งสองให้การอ้างว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรอยฟกช้ำและการเสียชีวิตของน้องคอปเตอร์ แต่อย่างใดอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด ผลปรากฏว่าพบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ในร่างกายของทั้งคู่ จึงได้แจ้งข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” และควบคุมตัวไว้ดำเนินการตามขั้นตอนทันที

      ด้าน พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร (ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า เบื้องต้นตำรวจได้สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 4 ราย และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเพิ่มอีก 2-3 ราย ทั้งนี้จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่บ้านเกิดเหตุ ยังไม่พบร่องรอยของการต่อสู้หรือร่องรอยการถูกทำร้ายภายในบ้าน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ารอยฟกช้ำเกิดจากสาเหตุใด หรือถูกกระแทกด้วยสิ่งใดก่อนหน้านี้หรือไม่ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ประสานเตรียมส่งศพน้องคอปเตอร์ไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดที่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และพิสูจน์ว่าร่องรอยบนร่างกายเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งต้องรอผลสรุปทางแพทย์ยืนยันอีกครั้ง

      ขณะที่ ยายของน้องคอปเตอร์ ซึ่งเดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารและอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างหนัก ร้องไห้กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า “รับไม่ได้จริงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากพบว่าเป็นการกระทำผิดก็อยากให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด หลานตัวเล็กนิดเดียว แถมยังผอมขนาดนั้น ถ้าไม่รักหรือไม่เลี้ยงก็ไม่น่าทำกัน” ยายยังเล่าทั้งน้ำตาด้วยว่า ตั้งใจไว้ว่าสิ้นเดือนนี้จะรับน้องคอปเตอร์ลงไปอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ยังโทรศัพท์คุยกัน ถามหลานว่า ‘จะลงมาหายายไหม’ หลานยังพยักหน้าตอบกลับมาอยู่เลย ไม่คิดว่าจะต้องมาสูญเสียหลานชายไปอย่างไม่มีวันกลับเช่นนี้

      จำนนหลักฐาน! พ่อเลี้ยงอ้างเมาล้มหัวเข่ากระแทกน้องคอปเตอร์วัย 3 ขวบ ก่อนเสียชีวิต ด้าน ผบก.มุกดาหาร สั่งเร่งสอบพยานเพิ่ม-ส่งศพตรวจนิติเวชขอนแก่น เพื่อให้คดีมีความถูกต้องชัดเจน

      คลายปมสลดคดีเด็กชายวัย 3 ขวบ เสียชีวิตปริศนาภายในบ้านพัก สภาพศพมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ล่าสุด พ่อเลี้ยงจำนนต่อการสอบสวน ยอมรับสารภาพแล้ว อ้างเมาสุราเดินสะดุดล้มจนหัวเข่ากระแทกหน้าท้องเด็กร่างนิ่ง ก่อนอุจจาระราดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร หิ้วตัวส่งฝากขังศาลจังหวัดมุกดาหาร พร้อมแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดคู่กับแม่เด็ก

      เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ “น้องคอปเตอร์” เด็กชายวัย 3 ขวบ เหตุเกิดภายในบ้านพักพื้นที่บ้านเหล่าป่าเป้ด ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเดิมที นางสาวจุ๋ม อายุ 24 ปี (แม่แท้ๆ) อ้างว่าลูกชายป่วยมีไข้สูงและหมดสติไป แต่นำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน และแพทย์ตรวจพบรอยฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัว นางสาวจุ๋ม และ นายคทาวุธ หรือ “ลูกหิน” อายุ 19 ปี (พ่อเลี้ยง) มาสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดเนื่องจากพบปัสสาวะสีม่วงทั้งคู่

      ล่าสุด ในวันนี้ (31 กรกฎาคม) ก่อนที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร จะควบคุมตัว นายลูกหิน พ่อเลี้ยงของน้องคอปเตอร์ ไปทำการฝากขังที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร นายลูกหินได้เปิดปากให้การรับสารภาพว่า เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ขณะที่ นางสาวจุ๋ม ออกไปเติมเงินโทรศัพท์มือถือที่ตู้เติมเงินในหมู่บ้าน ตนได้อยู่กับน้องคอปเตอร์ตามลำพังภายในบ้าน ซึ่งขณะนั้นตนอยู่ในอาการมึนเมาสุรา และเกิดเดินสะดุดล้ม ทำให้หัวเข่ากระแทกเข้าที่บริเวณหน้าท้องของเด็กอย่างแรงจนน้องคอปเตอร์นอนนิ่งไป

      นายลูกหิน ให้การต่ออีกว่า กระทั่งในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น น้องคอปเตอร์มีอาการไม่ดี อุจจาระราดออกมาและยังคงนอนนิ่งไม่ตอบสนอง นางสาวจุ๋มจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพให้มารับตัวเพื่อนำส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร ก่อนจะได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่าน้องคอปเตอร์ได้เสียชีวิตแล้ว

      ย้อนไปก่อนหน้านี้ นายไหม นาโสก เพื่อนบ้านที่มีบ้านพักอยู่ติดกัน ได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า ที่ผ่านมามักจะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ก้องออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวติดต่อกันหลายวัน และทุกครั้งที่มีเสียงเด็กร้องไห้ มักจะมีเสียงเปิดเพลงดังกระหึ่มขึ้นมาพร้อมๆ กัน คล้ายตั้งใจเปิดเพลงเพื่อกลบเสียงร้องไห้ของเด็ก

      ขณะที่ นางเริ่ม นาโสก แม่ของนายลูกหิน (พ่อเลี้ยง) ระบุว่า ตนพักอาศัยอยู่คนละบ้านและต้องออกไปทำไร่ทำนา จึงไม่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกาย โดยในวันเกิดเหตุตนป่วยมีไข้จึงนอนหลับพักผ่อนอยู่อีกบ้าน ทำให้ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติ อย่างไรก็ตาม นางเริ่มยอมรับว่า นายลูกหิน ลูกชายของตน มีประวัติป่วยทางจิตเวชและต้องรับประทานยารักษามาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ส่วนแม่ของเด็กเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่กินด้วยกันได้ไม่นาน

      ทางด้าน พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร (ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร) เปิดเผยถึงแนวทางการสอบสวนว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้วประมาณ 4 ราย และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพิ่มเติมอีก 2-3 ราย สำหรับผลการตรวจพิสูจน์ร่างเด็กในเบื้องต้น แพทย์ลงความเห็นเรื่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าถูกกระแทกหรือเกิดจากสิ่งใด อีกทั้งจากการเข้าตรวจสอบภายในบ้านพักก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือร่องรอยการถูกกระทำทางกายภาพ

      ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร กล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับแม่และพ่อเลี้ยงของเด็กในข้อหาเสพยาเสพติดไว้แล้ว ส่วนเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตและร่องรอยฟกช้ำทั้งหมด ได้ประสานนำศพของน้องคอปเตอร์ส่งไปตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดและชันสูตรพลิกศพที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อดูว่าในร่างกายมีผลกระทบอย่างไรบ้าง และเด็กได้รับบาดเจ็บหรือโดนอะไรมาก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตหรือไม่ อย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเต็มที่เพื่อคลี่คลายคดีให้ชัดเจนถึงมูลเหตุแห่งการเสียชีวิต เพื่อจะได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างถูกต้องต่อไป

      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ปิดเกม 2 นักบินมุกดาหาร! ขนยาบ้าเกือบล้านเม็ด ไอซ์ 2 กก. คาอุบลฯ สกัดก่อนทะลักทั่วภาคอีสาน เร่งล่านายทุนใหญ่ต่อ

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.เทวฤทธิ์ สุขฉิมมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.โพธิ์ไทร บูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอโพธิ์ไทร ลงพื้นที่สกัดจับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ หลังได้รับข้อมูลว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่เพื่อส่งต่อกระจายจำหน่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

      เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามและเข้าตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัย บริเวณถนนหมายเลข 2112 (เขมราฐ–โขงเจียม) หลักกิโลเมตรที่ 39 พื้นที่บ้านจอมปลวกสูง หมู่ 8 ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายเกียรติศักดิ์ อายุ 31 ปี และนายศุภมิตร อายุ 22 ปี ผู้มีลำเนาอยู่ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

      จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ได้แก่ ยาบ้าจำนวน 996,000 เม็ด และยาไอซ์ 2 กิโลกรัม พร้อมรถยนต์ ฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ทะเบียน กบ-8424 สระบุรี จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ vivo สีน้ำเงิน 1 เครื่อง ยี่ห้อ Redmi สีน้ำเงิน 1 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ในการติดต่อประสานงานการลำเลียงยาเสพติด

      เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันจำหน่ายโดยการมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

      ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์ไทร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงติดตามยึดทรัพย์นายทุนรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว
      เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ยาเสพติด #ยาบ้า #ยาไอซ์ #อุบลราชธานี #โพธิ์ไทร #มุกดาหาร #สกัดยานรก #ตำรวจไทย #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / พังวงพนันกลางสวนยางมุกดาหาร! “สิงห์เมืองมุก” บุกจับบ่อนไก่ชน รวบนักพนัน 11 ราย ยึดเงินสดพร้อมไก่ชน

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย ในการขับเคลื่อน ACTION 5 PLUS ด้านการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติด และพื้นที่ชายแดน ตามปฏิบัติการ OPERATION 90 DAYS ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด และแผนปฏิบัติการ พิทักษ์มุกดา ของจังหวัดมุกดาหาร โดยการอำนวยการของ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (ด้านความมั่นคง) และนายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร รักษาราชการแทนปลัดจังหวัดมุกดาหาร

      ได้สั่งการให้นายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิก อส.ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ร้อย ตชด.234 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนว่ามีการลักลอบเปิดบ่อนพนันชนไก่ ส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน ในพื้นที่ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร

      เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณสวนยางพาราหลังบ้านเลขที่ 262 หมู่ 3 ตำบลกุดแข้ พบกลุ่มนักพนันกว่า 25 คน กำลังล้อมวงเล่นพนันชนไก่กันอย่างคึกคัก ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากันแตกตื่นวิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง

      ปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้กระทำความผิดไว้ได้ทั้งหมด 11 ราย โดยแบ่งเป็น ผู้ต้องหาข้อหา จัดให้มีการเล่น ชักชวน หรือโฆษณาให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 1 ราย และผู้ต้องหาข้อหา เข้าเล่นหรือเข้าพนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 10 ราย

      พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่ เงินสดสำหรับใช้เล่นการพนันจำนวน 32,920 บาท, สมุดโพยราคาต่อรอง, ไก่ชน 2 ตัว และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นพนันชนไก่อีกหลายรายการ

      ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #บุกจับบ่อน #พนันไก่ชน #ชนไก่ #สิงห์เมืองมุก #ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร #ตชด234 #สภเมืองมุกดาหาร #OPERATION90DAYS #พิทักษ์มุกดา #ปราบปรามการพนัน #กระทรวงมหาดไทย

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทหารพรานที่ 2107 ตรวจยึดรถกระบะติดโครงหลังคาเหล็ก 2 คันขณะเตรียมส่งข้ามโขงไปฝั่งสปป.ลาว

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 มีรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2107 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21) จัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านโคก หมู่ 4 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ภายหลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำรถยนต์ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

      ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบแสงไฟจากรถยนต์จำนวน 2 คัน พร้อมได้ยินเสียงเรือติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าเข้ามายังบริเวณบันไดคอนกรีตริมแม่น้ำโขง ก่อนที่คนบนเรือจะใช้ไฟฉายส่องมายังจุดซุ่มของเจ้าหน้าที่ กระทั่งพบการซุ่มเฝ้าตรวจ จึงรีบหันหัวเรือกลับและเร่งเครื่องยนต์หลบหนีออกจากฝั่งไทยไปอย่างรวดเร็ว

      ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบรถยนต์กระบะทั้ง 2 คันที่จอดอยู่ริมตลิ่ง ทำให้ผู้ขับขี่รถทั้งสองคันเกิดอาการตกใจ ทิ้งรถและอาศัยความมืดรวมถึงความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบและตรวจค้นรถยนต์ทั้งสองคันไม่พบสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งของต้องสงสัยภายในรถ เจ้าหน้าที่

      จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เข้าร่วมตรวจสอบ บันทึกภาพการตรวจยึด และจัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำรถของกลางไปเก็บรักษาและตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ฉก.ทพ.2107 บ้านตาลรุ่ง หมู่ 12 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารรถยนต์ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยรถยนต์กระบะติดตั้งโครงเหล็ก ยี่ห้อ Toyota Hilux Revo สีเทา ทะเบียน ผต 9366 นครปฐม

      รถยนต์กระบะติดตั้งโครงเหล็ก ยี่ห้อ Isuzu Spark สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหมายเลขตัวรถ หมายเลขเครื่องยนต์ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่ารถทั้งสองคันมีประวัติการโจรกรรมหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำรถยนต์ข้ามแดนหรือไม่ พร้อมเร่งสืบสวนติดตามตัวผู้หลบหนีมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ดอนตาล #แม่น้ำโขง #ทหารพราน2107 #ฉกทพ21 #ชายแดนไทยลาว #ลักลอบข้ามแดน #ตรวจยึดรถ #ข่าวอาชญากรรม

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชายแดนมุกดาหารเข้ม! ทหารพรานสกัดจับหนุ่มลำพูนใช้รถกระบะเชียงใหม่ลอบขนอะโวคาโดเถื่อน 2.7 ตัน

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21) ร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน., ขกท.กกล.ฯ, ชปข.7

      กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคงอำเภอหว้านใหญ่ สนธิกำลังปฏิบัติภารกิจติดตามและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 3015 บ้านบางทรายน้อย หมู่ 1 ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

      การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในพื้นที่ จึงวางกำลังเฝ้าตรวจและติดตามอย่างใกล้ชิด

      กระทั่งสามารถสกัดจับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน ยม 623 เชียงใหม่ ซึ่งมี นายธนดล ชิลนาค อายุ 35 ปี ชาวอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นผู้ขับขี่

      จากการตรวจสอบภายในรถ พบอะโวคาโดบรรจุอยู่ในตะกร้าจำนวน 100 ตะกร้า น้ำหนักรวมประมาณ 2,700 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

      เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร 092-5259777

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ส่งร่าง “พอนปะเสิด” แรงงานชาวลาว เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว กลับบ้านเกิดผ่านด่านมุกดาหาร

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศบริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นไปด้วยความ

      โศกเศร้า หลังเจ้าหน้าที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำรถรับศพเดินทางมาส่งร่างผู้เสียชีวิตชาวลาวจากเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เพื่อส่งมอบให้กับ สมาคมอาสากู้ภัยแขวงคำม่วน (มูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัย แขวงคำม่วน) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นำกลับภูมิลำเนา

      ผู้เสียชีวิตคือ ท้าวพอนปะเสิด ปุงปานี (Phonepaseut Poungppany) แรงงานชาวลาว ซึ่งเป็นพนักงานของ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีภูมิลำเนาอยู่ บ้านเครือเขากาด หลัก 18 เมืองอุทุมพอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

      ภายหลังการส่งมอบร่างจากฝ่ายไทย รถกู้ภัยของสมาคมอาสากู้ภัยแขวงคำม่วน ได้รับร่างผู้เสียชีวิตเพื่อนำเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 กลับไปยัง บ้านเครือเขากาด หลัก 18 เมืองอุทุมพอน แขวงสะหวันนะเขต เพื่อให้ครอบครัวรับร่างไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีทางศาสนาตามประเพณีของ สปป.ลาว

      เหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ได้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 31 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตพบว่าเป็นแรงงานชาวลาว 2 ราย ได้แก่ ท้าวพอนปะเสิด ปุงปานี และ นางเวียงพอน จันดาวง ซึ่งเป็นพนักงานของร้านเช่นเดียวกัน

      ก่อนหน้านี้ นางเวียงพอน จันดาวง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเพลิงไหม้ ถูกนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลพระราม 9 ก่อนส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลชลบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตชาวลาวเพิ่มเป็น 2 ราย

      ทั้งนี้ หน่วยงานของไทยและ สปป.ลาว ยังคงประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ การอำนวยความสะดวกในการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูญเสียทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง
      มุกดาหาร ชูโรจน์-เดวิท โชคชัย 092-5259-777

      #สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว 1 ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก

      แชร์เนื้อหานี้

      เหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารย่านลาดพร้าว ผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต จำนวนมาก เวลา 23.57 น. วานนี้ (12 ก.ค.) เจ้าหน้าที่รับแจ้งจากสายด่วน 199 เหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหาร ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร

      ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเร่งเข้าพื้นที่ จนในเวลา 00.32 น. ศูนย์วิทยุพระราม รายงานว่าเพลิงสงบ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เบื้องต้นยังต้องรอการยืนยันตัวเลขของผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตอีกครั้ง

      ด่วน!!!!เปิดภาพความเสียหาย ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เมื่อเวลา 23.57 น. วันที่ 12 ก.ค. 69 มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก

      วันนี้ (13 ก.ค.2569) เวลา 01.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพลิงไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดัง ย่านลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 27 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนมาก

      นายกอนุทินลงพื้นที่เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย บาดเจ็บนับสิบ สั่งเร่งสอบสวนสาเหตุด่วน!!วันที่ 13 ก.ค. 69 เวลา 01.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

      ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ย่านลาดพร้าว โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามสถานการณ์

      นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยว่า วันนี้ เวลาประมาณ 00.02 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับรายงานเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

      เพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรง และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร พหลโยธิน พญาไท และห้วยขวาง รวมถึงการไฟฟ้านครหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปภ. พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิ ร่วมเข้าดับเพลิงและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้ติดค้างภายในร้านอาหาร โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สงบในเวลา 00.32 น.

      จากการตรวจสอบเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต จำนวน 27 ราย เป็นชาย 9 ราย เป็นหญิง 18 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบรายละเอียดสาเหตุ

      ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่งดำเนินการอย่างละเอียดโดยเร็ว ทั้งการตรวจสอบสาเหตุ การติดตามอาการผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และการติดต่อญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการโดยเร็วที่สุด//////

      เครดิต เจ้าของวีดีโอ และ ภาพ ทุกท่าน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เกิดไฟไหม้ร้านขายเนื้อหมูแปรรูปอยู่ภายในบริเวณ ตลาสดพรเพชร เขตเทศบาล เมืองมุกดาหาร

      แชร์เนื้อหานี้

      เกิดไฟไหม้ร้านขายเนื้อหมูแปรรูปอยู่ภายในบริเวณ ตลาสดพรเพชร เขตเทศบาลเมืองมุกขณะเพลิงลุกไหม้ชาวบ้านพบเห็นแจ้งตำรวจประสารหน่วยดับเพลงเทษบาลนำรถดับเพลงจำนวน 6 คันเข้าสกัดเพลิงได้ก่อนตึกแถว อาคารพาณิชย์จะวอดทั้งหมด

      เมื่อเวลาประมาณ 06:30 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหารได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านขายเนื้อหมูอยู่บ้านเลขที่ 70/138 อยู่ ภายในตลาดสดพรเพชรเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ตรวจสอบจุดเกิดเหตุพบเป็นอาคารพาณิชย์คูหาสุดท้าย ซึ่งเปิดเป็นร้านขายเนื้อหมูพบมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณหลังร้าน

      เป็นจุดต้นเพลิงมาจากหลังบ้านร้านขายเนื้อหมูบริเวณมิเตอร์ปั๊มน้ำหลังร้าน เจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่จึงได้ระดมฉีดน้ำและถังดับเพลิงเข้าสกัดกั้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 3 นาที ก็สามารถควบคุมสถานการณ์เพลิงสงบลงได้ทันท่วงทีเพลิง

      ทำให้โครงสร้างหลักของอาคารได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยส่วนทรัพย์สินอยู่หลังร้านก็ได้รับความเสียหายจำนวนหนึ่งเท่านั้นโชคดีที่กล่องโฟมเก็บความเย็นเก็บไว่หลังครัวจำนวนมากเพื่อบรรจุเนื้อหมู่ให้ลูกค้าโชคดีที่กองกล่องโฟมเพลิงลามไม่ถึงโฟมเป็นชื้อเพลิงอย่างดี

      จากการสอบถามนางสาวแพทฯซึ่งเป็นผู้จัดการร้านขายเนื้อหมู่ดังกล่าวบอกว่าเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาได้เรียกชั่งมาตรวจสอบระบบไฟหลังร้านให้เพราะบางวันไฟหลังร้านเกิดมีสะเก็ดไฟ

      พุ่งออกมาพอชั่งมาตรวสอบบอกว่าต้องรอสั่งอะไหล่มาก่อนแต่มาวันนี้เกิดเพลิงไหม้เสียก่อนจากการตรวจสอบเบื้องต้น สาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ตัวมิเตอร์ปั๊มน้ำ จนทำให้เกิดประกายไฟและกลุ่มควันดังกล่าว
      ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

      #สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จับกุม บุคคลตามหมายจับคดี ยาเสพติด นายอาผ่า แลเชอ วัย 25 ปี พื้นที่บ้านห้วยไร่(ซาเจ๊ะ) ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จันฯ

      แชร์เนื้อหานี้

      นายอาผ่าฯ วัยรุ่นซาเจ๊ะ ตามจับกันมาตั้งแต่หัวหน้าเป็นสิบตำรวจตรี เดี๋ยวนี้หัวหน้าเป็นนายดาบ เองก็ยังไม่เลิก!วันนี้ทีมหมาป่าราตรี ได้ทำการวางแผนปิดล้อมตรวจค้นจับกุม บุคคลตามหมายจับคดีร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด นายอาผ่า แลเชอ วัย 25 ปี พื้นที่บ้านห้วยไร่(ซาเจ๊ะ) ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จันฯตามจับกันมาหลายรอบแล้ว เจอเมื่อไหร่ก็วิ่งหนีตลอด วันนี้ไม่รอดครับ จากการตรวจค้นห้องนอนของนายอาผ่าฯ พบยาเสพติด(ยาบ้า) อีกจำนวน 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกสีทอง(เงินตำลึงจีนจำลอง) วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอนของนายอาผ่าฯทีมเราจึงได้ทำการจับกุมนายอาผ่าฯ ในข้อหา มียาเสพติด(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองฯ และเสพยาบ้าฯ และจับกุมตามหมายจับอีก ต่างกรรมต่างวาระกันไป

      ทีมหมาป่าราตรี #พิชิตคนพาลอภิบาลคนดีสืบสวนแม่จันก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่จันฯ ได้รับแจ้งจากสายลับ ( ไม่ประสงออกนามเพื่อความปลอดภัยและหวังเงินสินบนรางวัลนำจับ ) ว่ามีการมั่วสุ่มยาเสพติดที่บ้านของนายนายอาผ่า แลเชอ อยู่ภายในบ้านลขที่ 730 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งนายอาผ่า แลเชอ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ จ.526/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” เมื่อทราบดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่จัน จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำการจับกุมต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้อาศัยอำนาจเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)

      “เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทําความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทําลายเสียก่อน” เข้าทำการตรวจสอบบ้านเลขที่ 730 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ตามข้อร้องเรียนดังกล่าว เมื่อไปถึงพบนายอาผ่าฯ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ จ.526/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

      (แยกบันทึกจับกุมไว้อีกฉบับหนึ่งแล้ว) อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจุบกุมแสดงตัวนั้น นายอาผ่าฯ พยายามจะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถจับกุมตัวไว้ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงขอทำการตรวจค้นตัว โดยก่อนการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นายอาผ่าฯ ดูจนเป็นที่พอใจและยินยอมให้ทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ขอทำการตรวจค้นภายในห้องพักของ นายอาผ่าฯ โดยก่อนการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นายอาผ่าฯ ดูจนเป็นที่พอใจอีกครั้ง และยินยอมให้ทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบยาบ้าของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกสีทอง (เงินตำลึงจีนจำลอง) พบวางอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องนอนนายอาผ่าฯ

      จากการสอบถามนายอาผ่าฯ ให้การรับว่าเป็นยาบ้าของนายอาผ่าฯ จริง ซึ่งซื้อมาจากชายชาวเขาไม่ทราบชื่อนามสกุล จำนวน 3 เม็ด ในราคา 100 บาท เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้นำตัวนายอาผ่าฯ พร้อมของกลางมายังที่ทำการ สภ.แม่จัน เพื่อทำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดเบื้องต้น โดยนายอาผ่าฯ ยินยอมและสมัครใจให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะของตน จากการตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในปัสสาวะของนายอาผ่าฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวอย่างปัสสาวะของนายอาผ่าฯ

      ไปตรวจยืนยันยังที่ ร.พ.แม่จันฯ เพื่อยืนยันผลตรวจเบื้องต้นอีกครั้ง โดยผลการตรวจจากแพทย์ยืนยันว่าพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในปัสสาวะของนายอาผ่าฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งกับนายอาผ่าฯ ว่าเขาจะต้องถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไปยังที่ทำการพนักงานสอบสวน สภ.แม่จันฯ พร้อมทั้งได้แจ้งสิทธิ์ของผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้นให้นายอาผ่าฯ ทราบและรับว่าทราบและเข้าในข้อกล่าวหาเป็นอย่างดีแล้วจึงได้จัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวนายอาผ่าฯ พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่จันฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป