คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “สุชาติ” สั่งปราบให้สิ้นซาก! สกัดขบวนการค้าไม้พะยูงกลางมุกดาหาร ยึดรถบรรทุก 2 คัน รวบผู้ต้องหา 2 ราย เร่งล่านายทุน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งเดินหน้าปราบปรามขบวนการลักลอบค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย หลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังหลายหน่วยงานเข้าสกัดจับรถบรรทุกต้องสงสัยในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ตรวจยึดรถบรรทุกได้ 2 คัน พร้อมผู้ต้องหา 2 ราย เบื้องต้นพบไม้ต้องสงสัยคาดว่าเป็นไม้พะยูงทั้งหมด เร่งตรวจนับปริมาตรไม้ พร้อมขยายผลติดตามแหล่งที่มาและนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับรายงานจากนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กรณีได้รับแจ้งเบาะแสการลักลอบขนย้ายไม้พะยูงผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกับตำรวจ วางแผนเข้าสกัดจับกุม พร้อมเร่งขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ

เปิดปฏิบัติการ 2 จุดกลางเมืองมุกดาหาร เวลา 11.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากชุดปฏิบัติการพิเศษ ศปป.2 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กองป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกรัทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สภ.เมืองมุกดาหาร สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร สนธิกำลังเข้าตรวจสอบและตรวจยึดไม้ต้องสงสัยในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จำนวน 2 จุด ได้แก่

บริเวณโกดังด้านหน้า หจก.มติชนการโยธา ถนนเลี่ยงเมืองสาย 3019 ตำบลบางทรายใหญ่ บริเวณหน้าร้านปะยางไม่มีชื่อ ถนนสาย 3019 ตำบลมุกดาหาร
ผลการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดรถบรรทุกที่ใช้ขนย้ายไม้ต้องสงสัยได้จำนวน 2 คัน พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย โดยไม้ของกลางเบื้องต้นคาดว่าเป็นไม้พะยูงทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจนับจำนวนและวัดปริมาตรไม้ให้แน่ชัด เพื่อจัดทำบันทึกการตรวจยึดและดำเนินการตามกฎหมาย แกะรอยเส้นทางไม้ เร่งขยายผลถึงนายทุน

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ขนย้ายให้ข้อมูลว่าไม้ดังกล่าวถูกขนมาจากพื้นที่อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอหมายศาลเข้าตรวจค้นแหล่งรวบรวมไม้ต้องสงสัย เพื่อสืบหาที่มาของไม้ ตรวจสอบเส้นทางการลำเลียง และขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

นายสุชาติย้ำว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเดินหน้าปราบปรามการลักลอบตัดไม้และค้าไม้มีค่าอย่างจริงจัง พร้อมกำชับทุกหน่วยงานให้ประสานข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยต้องขยายผลไปถึงผู้สั่งการ นายทุน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงจับกุมผู้ขนส่งเท่านั้นทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อสกัดกั้นขบวนการค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย และปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/มุกดาหารตรวจสอบหญิงชุดขาว 3 ราย เดินเรี่ยไรเงิน อ้างไร้เงินใช้ ก่อนตำรวจตักเตือนและส่งกลับภูมิลำเนา

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่เทศกิจ เทศบาลเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีประชาชนแจ้งพบหญิงวัยกลางคน 3 ราย สวมชุดขาวคล้ายแม่ชี เดินขอรับบริจาคเงินในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีผู้พบเห็นบริเวณตลาดพรเพชร ก่อนเจ้าหน้าที่จะพบตัวหญิงทั้งสามบริเวณโรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนลเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าพูดคุย

สอบถาม หญิงทั้งสามพยายามใช้ร่มปิดบังใบหน้า โดยในช่วงแรกอ้างว่าเป็นชาวจังหวัดมุกดาหาร แต่ไม่ยินยอมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ จึงนำตัวไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หญิงทั้งสามมีอายุ 55 ปี 50 ปี และ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชัยภูมิ ส่วนสถานะการเป็นแม่ชียังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนหญิงทั้งสามให้ข้อมูลว่า เดินทางจากจังหวัดชัยภูมิไปพักอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนเดินทางต่อมายังจังหวัดมุกดาหาร

และออกเดินขอรับเงินจากประชาชน โดยอ้างว่าไม่มีเงินใช้ พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ในจังหวัดขอนแก่นแจ้งให้ออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าของหญิงทั้งสาม ซึ่งยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ร.ต.อ.ทองดี เติมจิต หัวหน้าสายตรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้ลงบันทึกเหตุการณ์ พร้อมว่ากล่าวตักเตือนหญิงทั้งสามไม่ให้เดินเรี่ยไรในลักษณะดังกล่าวอีก และแจ้งว่าหากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พาหญิงทั้งสามไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขึ้นรถเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยการตรวจสอบครั้งนี้ ยังไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่หญิงทั้งสาม

ทั้งนี้ การแต่งกายด้วยชุดขาวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันสถานะการเป็นแม่ชีได้ ประชาชนที่พบเห็นการเรี่ยไรเงินในลักษณะที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนบริจาค และแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบเหตุผิดปกติ ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ไล่สกัดระทึก! รวบเยาวชนวัย 17 ปี 2 ราย ยึดยาบ้า 183,820 เม็ด ซุกรถเก๋งสวมทะเบียน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหารบูรณาการกำลังร่วมตำรวจ ตชด. และทหารพราน ไล่ติดตามสกัดรถยนต์ต้องสงสัย หลังพบขับส่ายไปมาและใช้แผ่นป้ายทะเบียนไม่ตรงกับข้อมูลรถ ก่อนตรวจค้นพบยาบ้ากว่า 1.8 แสนเม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระสอบปุ๋ยท้ายรถ จับกุมเยาวชนอายุ 17 ปี ได้ 2 ราย
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ภายใต้นโยบายกระทรวงมหาดไทย “ACTION 5 PLUS” เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคง ยาเสพติด และปัญหาชายแดน รวมถึงแผนปฏิบัติการพิทักษ์มุกดา จังหวัดมุกดาหาร

โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ด้านความมั่นคง นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร และนายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร กำกับดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่บูรณาการกำลังเข้าปฏิบัติการ
นำโดยนายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอและเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ร้อย ตชด.234 และร้อย ฉก.ทพ.2103

เหตุเกิดบริเวณจุดกลับรถ ชุมชนคำภูเงิน ริมถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ยี่ห้อ Nissan Almera สีน้ำตาล ติดแผ่นป้ายทะเบียน กต 1472 สุรินทร์ ขับขี่ส่ายไปมาและผิดช่องทาง จึงตรวจสอบข้อมูลทะเบียน พบว่าไม่ตรงกับตัวรถ เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้หยุด รถคันดังกล่าวกลับเร่งความเร็วหลบหนีมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามและสกัดจับไว้ได้ ก่อนตรวจค้นภายในช่องเก็บสัมภาระท้ายรถ พบกระสอบปุ๋ยสีเขียวบรรจุยาบ้าจำนวนมาก รวม 183,820 เม็ด

รถยนต์ Nissan Almera สีน้ำตาล ติดแผ่นป้ายทะเบียน กต 1472 สุรินทร์ จำนวน 1 คัน ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นการสวมทะเบียนโทรศัพท์มือถือของผู้ถูกจับกุมทั้ง 2 ราย เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการร่วมกันจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อ ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของรัฐจากนั้นนำตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้สั่งการกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์/จนท ด่านพรมแดนแม่สาย สกัดจับยาบ้ากว่า2ล้าน7แสนเม็ด ซุกมาในเฟอร์นิเจอร์ที่ขนโดยรถสี่ล้อเล็กจากท่าขี้เหล็ก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นางสาว ประอรรัตน์ รัตนพรสมปอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาค 3 นายวาริส วิสารทานนท์ นายด่านศุลกากรแม่สาย อำนวยการให้ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมกับ ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาค 3, ส่วนสืบสวนปราบปราม 1 กองสืบสวนและปราบปราม กรม

ศุลกากร และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านพรมแดนไทย-เมียนมา (แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก) สะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 1 ทำการตรวจค้นรถสี่ล้อเล็ก ติดป้ายทะเบียนเมียนมา บรรทุกเฟอร์นิเจจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากฝั่งท่าขี้เหล็กจะข้ามมาที่ฝั่งแม่สาย

ผลการตรวจค้น จากการใช้เครื่องเอ๊กซเรย์และการเปิดตรวจสอบ พบยาบ้าชนิดเม็ด บรรจุในถุงพลาสติกสีน้ำเงิน มัดรวมเป็นห่อด้วยพลาสติกหุ้มกระดาษฟอยล์จำนวน 274 ก้อน ตรวจนับดูพบว่ามียาบ้าก้อนละประมาณ 10,000 เม็ด รวมยาบ้าที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดประมาณ 2,740,000 เม็ด (สองล้านเจ็ดแสนสี่หมื่นเม็ด) เบื้องต้นทำการตรวจพิสูจน์ด้วยน้ำยาทดสอบ ONCB 051

ผลทดสอบพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 137 ล้านบาท นอกจากนั้นยังพบอุปกรณ์หัวพอดบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 458 ชุด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ทั้งนี้ของกลางทั้งหมดมีการซุกซ่อนไว้ภายในโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ประเภทที่นอนและโซฟาที่บรรทุกมาในรถสี่ล้อเล็ก

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน นำหรือพาของที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 252 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 และความฐานนำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษ อันเป้นความผิดตามมาตรา 90 ประกอบมาตรา 145 แห่งประมวลกฏหมายยาเสพติด พ.ศ.2564

พร้อมดำเนินการตรวจยึดของกลางและนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย
ทั้งนี้ ในการตรวจสอบของกลางและการแถลงข่าวการจับกุมยาบ้าจำนวนดังกล่าว นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้าร่วมในการแถลงข่าวด้วย

ภาพ พงศกร ตันสุวรรณ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/นบ.ยส.24 ซีลเข้มชายแดน! กกล.สุรศักดิ์มนตรี ยึดยาบ้า 586,000 เม็ด ริมโขงบ้านแพง คนร้ายทิ้งของกลางหนีกลับฝั่งลาว

แชร์เนื้อหานี้

นครพนม – เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) โดยกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เดินหน้าคุมเข้มสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง ล่าสุดตรวจยึดยาบ้าได้จำนวน 293 มัด รวมประมาณ 586,000 เม็ด ในพื้นที่บ้านแพงใต้ หมู่ 1 ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม หลังกลุ่มผู้ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดขึ้นฝั่ง ก่อนทิ้งของกลางแล้วหลบหนีไปได้

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการ นบ.ยส.24 ซึ่งมุ่งเน้นการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตั้งแต่พื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในและแพร่กระจายไปยังชุมชน โดยมอบหมายให้ พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

สำหรับการแถลงข่าวผลการตรวจยึด มีพันเอก ศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 เป็นประธาน ร่วมกับสิบโท อดิศร ทุมต้ายหวั่น เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านแพง พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ณ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
เปิดปฏิบัติการกลางดึก พบเรือกีบจากฝั่งลาว

ร้อยเอก วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า จะมีการลักลอบนำยาเสพติดล็อตใหญ่จากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังพื้นที่บ้านแพงใต้ จึงจัดกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจบริเวณจุดเสี่ยงกระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. ชุดปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืนตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว โดยมีบุคคลอยู่บนเรือรวม 3 คน ก่อนเข้าจอดบริเวณหาดทรายริมแม่น้ำโขง บ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง

เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มชายต้องสงสัยกำลังช่วยกันลำเลียงสิ่งของลงจากเรือ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ได้ทิ้งสิ่งของไว้แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไป ขณะที่เรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาวตรวจสอบพบยาบ้า 293 มัด ประมาณ 586,000 เม็ดหลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบกระสอบปุ๋ย 2 กระสอบ และหีบห่ออีก 1 แพ็ก ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 293 มัด หรือประมาณ 586,000 เม็ด จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงร่วมตรวจสอบ บันทึกภาพ และรวบรวมของกลางนำไปเก็บรักษาไว้ที่กองบังคับการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101

จากนั้นได้ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจยึด ก่อนเตรียมนำของกลางส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรบ้านแพง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมสืบสวนขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดมาดำเนินคดีต่อไปการตรวจยึดครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง

โดยมุ่งตัดวงจรการลำเลียงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชุมชน พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบค้ายาเสพติดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน
“สกัดกั้นให้ถึงชายแดน ตัดวงจรยาเสพติดไม่ให้ถึงมือประชาชน”

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตม.มุกดาหาร ประสานลาวตามรถกระบะโจรกรรมข้ามชาติคืนเจ้าของได้สำเร็จ ใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังรับหนังสือประสาน

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร เดินหน้าประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สปป.ลาว แขวงสะหวันนะเขต ติดตามรถกระบะอีซูซุที่ถูกนำไปขายต่อข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ก่อนตรวจยึดรถได้ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังได้รับหนังสือประสานจากฝ่ายไทย และเตรียมส่งมอบรถคืนให้เจ้าของตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.อ.ธนิสร แสงท่านั่ง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร พร้อมรองผู้กำกับการ สารวัตร และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.มุกดาหาร ดำเนินการประสานงานรับมอบรถยนต์คืนจากเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ณ สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 จังหวัดมุกดาหาร

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้เสียหายได้นำรถกระบะอีซูซุของตนไปจำนำกับคนรู้จักในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แต่เมื่อถึงกำหนดไถ่ถอนกลับไม่ได้รับรถคืน อีกทั้งผู้รับจำนำยังบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ก่อนทราบภายหลังว่ารถถูกนำไปขายต่อในแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

ภายหลังได้รับหนังสือประสานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.ธนิสรจึงเร่งประสานหน่วยงานความมั่นคงของ สปป.ลาว พร้อมส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังกองบัญชาการป้องกันความสงบแขวงสะหวันนะเขต เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.มุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและตำรวจลาว ลงพื้นที่สืบสวนติดตาม จนสามารถตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวได้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นับเป็นความสำเร็จจากการประสานงานอย่างรวดเร็วระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ลาวได้ประสานส่งมอบรถคืนให้ฝ่ายไทยในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดย ตม.จว.มุกดาหาร ได้ประสานพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา สภ.เมืองมุกดาหาร และผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและส่งคืนรถให้เจ้าของต่อไป

กรณีนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานไทยและ สปป.ลาว ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการติดตามทรัพย์สินที่ถูกนำข้ามแดนโดยมิชอบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตร.มุกดาหาร เปิดเกม Sandbox! สกัด แคมรี่ขน 2.62 ล้านเม็ด MG นำทางมุ่งบุรีรัมย์ รวบ 4 ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์ 2 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ภายใต้โครงการปฏิบัติการนำร่องแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เพื่อสกัดกั้น ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบเบ็ดเสร็จ จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ 2570

หลังเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้าได้ประมาณ 2,620,000 เม็ด จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาทปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดเร่งติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงเฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนจังหวัดมุกดาหารอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2569 พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ สอนจันทร์ หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ว่า มีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเตรียมลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไปยัง จ.บุรีรัมย์ โดยใช้รถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา ทะเบียน ชถ 4859 กรุงเทพมหานคร เป็นรถขนยาเสพติด และมีรถยนต์ MG สีแดง ทะเบียน 1กข 3996 กรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นรถนำทาง

หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร จึงเร่งตรวจสอบข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้งสองคันอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย วางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด

เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกนอกพื้นที่ต่อมาเวลา 05.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยทั้งสองคันขับผ่านพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร มุ่งหน้าไปทาง อ.นิคมคำสร้อย จึงกระจายกำลังตั้งจุดตรวจและจุดสกัดตามเส้นทางเป้าหมาย เพื่อเข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์

เมื่อรถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา ขับมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงหน้าสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ขับขี่พยายามขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์เพื่อสกัดการหลบหนี ก่อนเข้าควบคุมตัวผู้ที่อยู่ภายในรถและตรวจค้นอย่างละเอียด

ผลการตรวจค้นพบกระสอบบรรจุยาบ้าวางอยู่บริเวณเบาะด้านหลังคนขับจำนวน 4 กระสอบ และภายในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถอีก 2 กระสอบ รวมทั้งหมด 6 กระสอบ ตรวจนับเบื้องต้นพบยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาเสพติดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาที่อยู่ภายในรถยนต์แคมรี

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ติดตามรถยนต์ MG สีแดง ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทางอย่างต่อเนื่อง ก่อนสามารถสกัดจับได้บริเวณถนนบ้านกุดเชียงหมี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ส่งผลให้ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาจากรถยนต์ทั้งสองคันได้รวม 4 รายผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย 1. นายธิณณพัฒน์ หรือ “เตี้ย” สิงห์คำ อายุ 18 ปี

ผู้ขับขี่รถยนต์โตโยต้า แคมรี ชาว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 2. นายมอส สถานเถื่อน อายุ 24 ปี ผู้โดยสารในรถยนต์แคมรี ชาว อ.ระหานทราย จ.บุรีรัมย์ 3. นายชินวัตร หรือ “ต่อ” เภสัชชะ อายุ 24 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์ MG ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และ 4. นายสุพจน์ หรือ “เบียร์” เกลาเกลี้ยง อายุ 32 ปี ผู้โดยสารในรถยนต์ MG ชาว อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยังกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนขยายผล โดยของกลางประกอบด้วยยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด รถยนต์โตโยต้า แคมรี สีเทา จำนวน 1 คัน และรถยนต์ MG สีแดง จำนวน 1 คัน นอกจากนี้ ยังมีการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป ก่อนจัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะนี้ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหายาเสพติด ผู้ว่าจ้าง และผู้สั่งการ เพื่อสืบสวนไปถึงเครือข่ายเบื้องหลังการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ครั้งนี้ พร้อมเดินหน้ามาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดภายใต้โครงการ Sandbox จังหวัดมุกดาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในและแพร่กระจายไปยังประชาชนต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทหารพรานมุกดาหาร รวบชายวัย 30 ปี ซุกยาบ้าในพุ่มหญ้าข้างบ้านของกลาง 1,544 เม็ด/ ตชด.235 สกัดยาเสพติด! จับผู้ต้องหา 1 ราย ยึดไอซ์ล็อตใหญ่ 280 กิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พ.ต.ธนากร นาเหล็ก ผู้บังคับการกองร้อยทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เข้าตรวจสอบพื้นที่บ้านเลขที่ 185 หมู่ 3 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดในบริเวณดังกล่าว

ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงพบชายต้องสงสัยนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้แสดงอาการตกใจและพยายามวิ่งหลบหนี พร้อมโยนวัตถุบางอย่างลงในพุ่มหญ้าข้างบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบบริเวณพุ่มหญ้า พบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิดดึงเปิด รวม 8 ถุง ผู้ถูกจับกุมทราบชื่อภายหลังคือ นายประวุฒิ ทองออน หรือ “เต้ย” อายุ 30 ปี ซึ่งยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตนของกลางที่ตรวจยึดได้ยาบ้าเม็ดสีแดง จำนวน 1,530 เม็ด

ยาบ้าเม็ดสีเขียว จำนวน 14 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 1,544 เม็ด
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุม รวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตชด.235 สนธิกำลังตชด.234 สกัดยาเสพติด! จับผู้ต้องหา 1 ราย ยึดไอซ์ล็อตใหญ่ 280 กิโลกรัม พร้อมรถเก๋งป้ายแดง

มุกดาหาร – ตำรวจตระเวนชายแดนสนธิกำลังหลายหน่วย เปิดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด จับกุมผู้ต้องหาอายุ 28 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมตรวจยึดยาไอซ์ 7 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 280 กิโลกรัม รวมถึงรถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส ป้ายแดง และโทรศัพท์มือถือ

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 02.00 น. ชุดปฏิบัติการข่าวและชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 เป็นหน่วยหลัก สนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และหน่วยกำลังในพื้นที่

หลังได้รับแจ้งจากสายข่าว ว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติด ภายในบริเวณอาคารจอดรถหลังบขส.มุกดาหาร จึงเฝ้าซุ่มสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบรถยนต์ต้องสงสัยตามที่สายรายงาน จอดอยู่ใต้อาคารที่จอดรถจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจค้น และจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย คือ นายนวมินทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด

จากการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางได้ 3 รายการ ประกอบด้วย ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 7 ลัง น้ำหนักประมาณ 280 กิโลกรัม รถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ ติดป้ายทะเบียน ก 0861 หนองคาย (ป้ายแดง) จำนวน 1 คัน
โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลการสืบสวนหาผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

มุกดาหาร เดวิท โชคชัย 092-5259-777

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/จับยานรก 2.62 ล้านเม็ด! รวบ 4 นักบิน บุรีรัมย์3–สุรินทร์1 ที่มุกดาหาร ยึดรถเก๋ง 2 คัน แคมรี่-เอ็มจี

แชร์เนื้อหานี้

ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหารเปิดปฏิบัติการสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติดข้ามพื้นที่ หลังสืบทราบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ใช้รถเก๋งโตโยต้า แคมรี่ เป็นพาหนะขนยาบ้า และรถเก๋ง MG สีแดง ทำหน้าที่นำทาง ก่อนวางกำลังสกัดจับกลางสี่แยกไฟแดงหน้า สภ.นิคมคำสร้อย ตรวจยึดยาบ้ารวมประมาณ 2,620,000 เม็ด ควบคุมผู้ต้องหาได้ครบ 4 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร สั่งการให้รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ประกอบด้วย พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สมใจ พ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ พ.ต.อ.สงกรานต์ สันหกรณ์ และ พ.ต.อ.สวัสดิ์ ศรีแสนยง ร่วมกับ พ.ต.อ.ณัฏฐพล แพนพา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.มุกดาหาร พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการ สภ.หนองสูง หัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติด และชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร เดินหน้าสืบสวนติดตามพฤติกรรมเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงเส้นทางลำเลียงในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ สอนจันทร์ หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ว่า มีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเตรียมลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไปยัง จ.บุรีรัมย์ โดยใช้รถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีเทา ทะเบียน ชถ 4859 กรุงเทพมหานคร เป็นรถขนยาเสพติด และรถยนต์ MG สีแดง ทะเบียน 1กข 3996 กรุงเทพมหานคร เป็นรถนำทาง

หลังรับแจ้ง ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร จึงเร่งสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้งสองคันอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งเวลา 05.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม พบรถต้องสงสัยทั้งสองคันขับผ่านพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร มุ่งหน้าไปทาง อ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่จึงประสานตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย วางกำลังตั้งจุดตรวจและจุดสกัดบริเวณเส้นทางที่คาดว่ารถจะผ่าน

เมื่อรถทั้งสองคันเดินทางมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงหน้า สภ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบรถโตโยต้า แคมรี่ สีเทา ทะเบียน ชถ 4859 กรุงเทพมหานคร แต่ผู้ต้องหาภายในรถพยายามขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงเข้าสกัดโดยใช้อาวุธปืนยิงที่ยางรถยนต์จนจนสามารถควบคุมตัวไว้ได้ ก่อนตรวจค้นพบกระสอบบรรจุยาบ้าบริเวณเบาะด้านหลังคนขับ 4 กระสอบ และภายในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถอีก 2 กระสอบ รวมทั้งสิ้น 6 กระสอบ ตรวจนับเบื้องต้นพบยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงรถขนยาเสพติดคันแรก เจ้าหน้าที่ยังติดตามรถนำทาง MG สีแดง ทะเบียน 1กข 3996 กรุงเทพมหานคร อย่างต่อเนื่อง ก่อนสกัดจับได้บริเวณถนนบ้านกุดเชียงหมี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ส่งผลให้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจากรถทั้งสองคันได้รวม 4 รายผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้แก่ 1. นายริณณพัฒน์ สิงห์คำ อายุ 18 ปี ชาว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 2. นายมอส สถานเถื่อน อายุ 24 ปี ชาว อ.ระหานทราย จ.บุรีรัมย์ 3. นายชินวัตร เภสัชชะ อายุ 24 ปี ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และ 4. นายสุพจน์ เกลาเกลี้ยง อายุ 32 ปี ชาว อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยัง กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนขยายผล โดยของกลางประกอบด้วยยาบ้าประมาณ 2,620,000 เม็ด รถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีเทา 1 คัน และรถยนต์ MG สีแดง 1 คัน พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมมูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป ก่อนจัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหายาเสพติด ผู้ว่าจ้าง และผู้สั่งการ เพื่อสาวถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ครั้งนี้ต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #นิคมคำสร้อย #จับยาบ้า #ยาบ้า2620000เม็ด #ปราบปรามยาเสพติด #ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ สกัดระทึกกลางแยกไฟแดงนิคมคำสร้อย! ยิงยางสกัดรถต้องสงสัย รวบ 4 ราย คาดขนยาบ้าล็อตใหญ่ 2–2.4 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร สกัดจับรถยนต์เก๋งโตโยต้า แคมรี่ สีบรอนซ์เงิน ต้องสงสัยลำเลียงยาเสพติด บนถนนชยางกูร เส้นทางมุกดาหาร–

อำนาจเจริญ บริเวณสามแยกไฟแดงหน้าจุดบริการประชาชน ตู้ยามจราจร สภ.นิคมคำสร้อย หลังพบรถจอดติดสัญญาณไฟแดง ก่อนพยายามขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนยิงยางรถยนต์เพื่อหยุดรถ ก่อนเข้าควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ

จากการตรวจค้นรถยนต์ พบถุงดำบรรจุกระสอบจำนวน 6 กระสอบ แบ่งเป็นบริเวณเบาะหลังคนขับ 4 กระสอบ และห้องเก็บสัมภาระท้ายรถอีก 2 กระสอบ เบื้องต้นคาดว่าเป็นยาบ้าจำนวนประมาณ 2–2.4 ล้านเม็ด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจนับและตรวจสอบของกลางอย่างละเอียด

ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องได้จำนวน 4 ราย ก่อนนำตัวไปสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลถึงแหล่งที่มาของยาเสพติด เส้นทางการลำเลียง ผู้ว่าจ้าง และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวผู้ต้องสงสัยพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน

สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยจำนวนยาเสพติดที่แน่ชัดและรายละเอียดทางคดีต้องรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่อีกครั้ง
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #นิคมคำสร้อย #จับยาบ้า #ยาเสพติด #ตำรวจมุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เหิมเกริมประชิดฐาน! หนุ่มลาวขับเรือขนของหนีภาษีขึ้นฝั่งตลาดอินโดจีน ห่างสถานีเรือมุกดาหารแค่ 1.6 กม. ทั้งที่ริมโขงติดไฟสว่างเตรียมจัดงานบุญส่วงเฮือ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม โดย ร.อ.ไกรยศ รินทอง นำกำลังเจ้าหน้าที่สถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ 2 บ้านนาโปน้อย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เข้าจับกุมการลักลอบนำสินค้าข้ามแม่น้ำโขงจาก สปป.ลาว

หลังตรวจพบชายชาวลาวขับเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ท้ายเรือ บรรทุกสินค้าต้องสงสัยเข้าจอดบริเวณริมตลิ่งตลาดอินโดจีนมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นฝั่งเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวท้าวเพด ชาวแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พร้อมตรวจยึดเรือเหล็กติดตั้งเครื่องยนต์ท้ายเรือ 1 ลำ และสินค้าของกลาง ประกอบด้วยเครื่องในสัตว์แช่แข็ง หรือสะไบนาง จำนวน 29 กล่อง และบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 10 ห่อ รวม 200 ซอง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ท้าวเพดเป็นผู้ขับขี่เรือเหล็กติดเครื่องยนต์ท้ายเรือ บรรทุกสินค้าดังกล่าวข้ามแม่น้ำโขงมาจากเมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต ก่อนนำเรือเข้าเทียบบริเวณริมตลิ่งตลาดอินโดจีนมุกดาหาร เพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นฝั่ง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจพบเสียก่อน จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดเรือและสินค้าทั้งหมดไว้เป็นของกลาง

จุดที่ตรวจพบการลักลอบนำสินค้าขึ้นฝั่งอยู่ห่างจากสถานีเรือมุกดาหารเพียงประมาณ 1.6 กิโลเมตร นับเป็นระยะทางที่ไม่ไกลจากหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ริมตลิ่งที่มีการสัญจรและเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร

อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณริมตลิ่งตลาดอินโดจีนมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานบุญส่วงเฮือ หรือประเพณีแข่งเรือออกพรรษามุกดาหาร ประจำปี 2569 โดยมีการติดตั้งระบบไฟแสงสีและไฟส่องสว่างจำนวนมาก เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับกิจกรรมและประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงาน อย่างไรก็ตาม

แม้บริเวณดังกล่าวจะอยู่ระหว่างการจัดเตรียมสถานที่และมีการติดตั้งไฟส่องสว่าง แต่ยังตรวจพบการลักลอบนำเรือบรรทุกสินค้าข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นฝั่ง ทั้งที่จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากสถานีเรือมุกดาหารเพียงประมาณ 1.6 กิโลเมตรภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหา เรือ และสินค้าของกลางกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและจัดทำบันทึกการจับกุม ก่อนนำส่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัยมุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตชด.234-235 สกัดเครือข่ายยานรกข้ามชาติ! ยึดยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด มูลค่า 60 ล้าน รถเก๋งไร้ป้ายหนีซุกมุมมืดธาตุพนม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เปิดปฏิบัติการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และ 235 บูรณาการกำลังสกัดเส้นทางลำเลียงยาบ้าข้ามจังหวัด หลังสืบทราบขบวนการเตรียมขนยาเข้าประเทศไทย ก่อนพบรถเก๋งโตโยต้า โคโรลล่า สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับมีพิรุธและพยายามหลบหนี สุดท้ายคนขับทิ้งรถเผ่นหายไปกับความมืด ตรวจค้นพบยาบ้า 3 กระสอบ จำนวนประมาณ 1,200,000 เม็ด มูลค่าประเมิน 60 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่บริเวณหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 และ ร.อ.ไกรยศ รินทอง ผู้ควบคุมเรือตรวจการณ์ลำน้ำ สถานีเรือมุกดาหาร ร่วมแถลงผลการตรวจยึดยาบ้า 3 กระสอบ จำนวนประมาณ 1,200,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ที่ใช้ในการลำเลียงยาเสพติด จำนวน 1 คัน

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 สืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดใกล้เคียง จนทราบข้อมูลว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ในคืนวันที่ 20 ต่อเนื่องวันที่ 21 ตุลาคม 2569

ชุดปฏิบัติการด้านการข่าว กองร้อย ตชด.234 จึงรายงานข้อมูลต่อ พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รองผู้กำกับการ หัวหน้ากองร้อย ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234 ก่อนสั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่รวม 14 นาย วางแผนลาดตระเวนและซุ่มตรวจตามแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่อำเภอหว้านใหญ่ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ

กระทั่งเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 20 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจทราบถึงความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่เข้าวางกำลังเฝ้าระวัง จึงอาจเปลี่ยนจุดลำเลียงไปยังพื้นที่บ้านธาตุน้อย อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ตชด.234 จึงประสานชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ตชด.235 และหน่วยงานข้างเคียง ร่วมวางแผนตรวจสอบเส้นทางต้องสงสัย

ต่อมาเวลาประมาณ 21.30 น. ชุดจับกุมเดินทางถึงบริเวณบ้านหลักศิลา อำเภอธาตุพนม พบรถยนต์เก๋งโตโยต้า โคโรลล่า สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขับมาด้วยความเร็วสูง โดยมีลักษณะคล้ายบรรทุกสิ่งของน้ำหนักมาก เจ้าหน้าที่จึงติดตามตรวจสอบ เมื่อแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถคันดังกล่าวกลับเร่งความเร็วหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องติดตามไปตามเส้นทาง

จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถเก๋งคันดังกล่าวจอดทิ้งไว้บริเวณด้านหลังสถานีขนส่งธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นบริเวณมุมมืดติดกับป่าหญ้า ส่วนผู้ขับขี่อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังค้นหาผู้หลบหนีอย่างต่อเนื่องจนถึงเวลาประมาณ 23.30 น. แต่ยังไม่พบตัว ก่อนเข้าตรวจสอบภายในรถยนต์อย่างละเอียด พบถุงดำขนาดใหญ่จำนวน 3 ถุง ภายในเป็นกระสอบบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมประมาณ 1,200,000 เม็ด คิดเป็นมูลค่าประเมินประมาณ 60 ล้านบาท วางไว้ที่เบาะนั่งด้านหลังรถยนต์

เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาบ้าทั้งหมดพร้อมรถยนต์เก๋งไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมขยายผลสืบสวนติดตามตัวผู้ขับขี่ที่หลบหนี และตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่อยู่เบื้องหลังการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ครั้งนี้ต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บึงกาฬแถลงจับยาบ้าล็อตใหญ่ 1.77 ล้านเม็ด รวบ 4 ผู้ต้องหา ยึดรถ 2 คัน ขยายผลถึงศรีวิไล

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – ผู้ว่าฯ บึงกาฬนำฝ่ายความมั่นคงแถลงผลจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ หลังตำรวจสนธิกำลังสกัดรถต้องสงสัยลำเลียงยาบ้าจากพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ก่อนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 4 ราย ตรวจยึดยาบ้าประมาณ 1,779,800 เม็ด และรถยนต์ 2 คัน ย้ำเดินหน้าบูรณาการตามนโยบายรัฐบาลและแนวทาง ONE TEAM บึงกาฬ ปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่บริเวณด้านหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติด โดยมี พล.ต.ต.พันกฤษณ์ วิชญชีวินทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ และ

พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ พรมมีเดช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ตลอดจน พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ และ พ.ต.อ.เสกสรรค์ บาอุ้ย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีวิไลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ ฝ่ายปกครอง ทหาร กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นบ.ยส.24 และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแถลงข่าว

สกัดจับรถต้องสงสัย พบยาบ้า 5 กระสอบการจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ภายหลังเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ ได้รับข้อมูลว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ในเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

เจ้าหน้าที่จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เพื่อวางแผนสกัดกั้น ก่อนออกลาดตระเวนตรวจสอบและพบรถยนต์ต้องสงสัยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง เมื่อส่งสัญญาณเรียกตรวจ รถยนต์คันดังกล่าวพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้รถยนต์เข้าสกัดกั้นจนสามารถหยุดรถไว้ได้จากการตรวจสอบพบผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมยาบ้าบรรจุในกระสอบจำนวน 5 กระสอบ โดยผู้ต้องหาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าจะนำยาเสพติดไปส่งมอบให้ผู้รับในพื้นที่อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

ขยายผลถึงศรีวิไล รวบเพิ่มอีก 2 รายเจ้าหน้าที่จึงสืบสวนขยายผลไปยังพื้นที่เป้าหมายในอำเภอศรีวิไล ก่อนเข้าตรวจสอบรีสอร์ตแห่งหนึ่งและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้อีก 2 ราย พร้อมตรวจยึดรถยนต์เพิ่มอีก 1 คันผลการตรวจนับยาเสพติดของกลางพบยาบ้ารวมประมาณ 1,779,800 เม็ด รวมผู้ต้องหาที่จับกุมได้ทั้งสิ้น 4 ราย และรถยนต์ของกลาง 2 คัน

สถานที่ตรวจยึดของกลางอยู่บริเวณริมทางหลวงชนบทหมายเลข บก.3016 ด้านทิศเหนือของบ้านโคกก่องใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ และมีการขยายผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่ตำบลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามรายละเอียดในบันทึกการจับกุม ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายต่อไป

บูรณาการ ONE TEAM บึงกาฬ เดินหน้าปราบยาเสพติดผลการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ภายใต้แนวทาง ONE TEAM บึงกาฬ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานการปฏิบัติ และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯ บึงกาฬ นำทีม ONE TEAM แถลงจับยาบ้า 9.54 แสนเม็ด หลังโรงเรียน ตชด.บ้านห้วยดอกไม้

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – วันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่หน้ากองบังคับตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬบูรณาการกำลังฝ่ายความมั่นคง ภายใต้นโยบาย ONE TEAM บึงกาฬ เดินหน้าป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมตรวจยึดยาบ้า 954,000 เม็ด และรถยนต์ 1 คัน บริเวณป่าละเมาะด้านหลังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยดอกไม้ ตำบลวิศิษฐ์

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันกฤษณ์ วิชญชีวินทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ พรมมีเดช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ญาณะธัช ชัยพชรโชติ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.อ.เรวัต ธรรมจิรเดช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 พ.อ.สุขสันต์ พลหล้า รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบึงกาฬ (ฝ่ายทหาร)

พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแถลงข่าวจังหวัดบึงกาฬดำเนินนโยบาย ONE TEAM บึงกาฬ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อประสานการทำงานและปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นระบบ

ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬได้ร่วมปฏิบัติการ Operation 90 Days หรือยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด โดยผนึกกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและตรวจยึดยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง แม้ปฏิบัติการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความร่วมมือของทุกหน่วยงานยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็ง ภายใต้แนวทาง ONE TEAM บึงกาฬ

สำหรับผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เมื่อกลางดึกวันที่ 18 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน พร้อมตรวจยึดยาบ้าจำนวน 954,000 เม็ด และรถยนต์ 1 คัน บริเวณป่าละเมาะด้านหลังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยดอกไม้ ตำบลวิศิษฐ์ โดยเป็นการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้กระจายไปสู่เครือข่ายผู้ค้าและผู้เสพ ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินคดีและการขยายผลเป็นไปตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ

ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การป้องกันและปราบปรามจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและประชาชน เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง สกัดกั้น และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

จังหวัดบึงกาฬยืนยันเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง มุ่งปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด สกัดกั้นการลักลอบนำเข้า และขยายผลการสืบสวนตามกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันสร้างชุมชนปลอดยาเสพติดและความปลอดภัยให้แก่ลูกหลานและประชาชนชาวบึงกาฬอย่างยั่งยืน

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ศุลกากรประจวบฯ ผนึกกำลังเปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” สกัด “สงครามส่งด่วน” ทลายเครือข่ายพัสดุเถื่อน ยึด 40 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงเต็มรูปแบบ เปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” เดินหน้าสกัดกั้นและกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายหลบเลี่ยงภาษีอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองระบบเศรษฐกิจและสังคม ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงการคลังและกรมศุลกากร นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1

นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายความมั่นคง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 (DSI), สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14), หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก, ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ด่านกักกันสัตว์, สำนักงานประมงจังหวัด, ด่านตรวจพืช, สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์, สภ.ห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่า ร่วมปูพรมตรวจตั้งจุดสกัดบนเส้นทางยุทธศาสตร์ถนนเพชรเกษมและเข้าตรวจค้นบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อปิดเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายจากภาคใต้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง

จากการปฏิบัติการอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึง 16 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวมทั้งสิ้น 19 คดี ตรวจยึดของกลางสำคัญได้แก่ บุหรี่ต่างประเทศจำนวน 17,259 แท่ง (3,451,800 มวน) มูลค่ารวมค่าภาษีอากร 39,438,713 บาท, บุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยา 502 ชิ้น มูลค่า 260,357.40 บาท, สุราต่างประเทศ 12 ขวด มูลค่า 9,400 บาท และกระเป๋าแบรนด์เนมปลอม 23 ใบ มูลค่า 132,894 บาท รวมมูลค่าของกลางและค่าภาษีอากรสะสมทั้งสิ้นสูงถึง 39,937,507.60 บาท

สำหรับผลการจับกุมล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 บริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นยานพาหนะขนส่งเป้าหมาย พบสินค้าลักลอบหนีภาษีหลายรายการ ได้แก่ บุหรี่ต่างประเทศ 9,650 ซอง (193,000 มวน) มูลค่ารวมภาษี 2,180,900 บาท, บุหรี่ไฟฟ้า 63 ชิ้น, อินทผลัมบรรจุกล่องรวม 27 กล่อง, สุราต่างประเทศ 2 ขวด ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคต่างประเทศ เช่น ชา แป้งตอติญ่า แครกเกอร์ และซีเรียล รวมมูลค่าของกลางและค่าภาษีอากรในการจับกุมครั้งนี้ 2,221,896 บาท โดยไม่พบเอกสารผ่านพิธีการศุลกากรแต่อย่างใด

นายฐิติพงศ์ คำผุย เผยถึงยุทธวิธีของขบวนการค้าของเถื่อนในปัจจุบันว่า ได้เปลี่ยนรูปแบบจากการใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ หันมาใช้ยุทธวิธี “สงครามส่งด่วน” กระจายสินค้าแบบกองทัพมดผ่านระบบขนส่งพัสดุเอกชน มีการใช้ชื่อปลอมหรือบัญชีม้าอำพรางข้อมูล จ่าหน้ากล่องเป็นของใช้ในบ้านหรืออะไหล่ยนต์ ปะปนกับพัสดุของประชาชนเพื่อส่งถึงปลายทางทั่วประเทศภายใน 24–48 ชั่วโมง ควบคู่กับการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียกลุ่มปิด ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อรายได้การคลังของประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อออกหมายเรียกบริษัทขนส่ง ผู้ส่งสินค้า และผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังทุกเส้นทางขนส่ง เพื่อปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นายอำเภอเมืองนครปฐม นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ ขับเคลื่อน Operation 90 Days

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 22.00 น. นายโชติพงศ์ เปล่งวิทยา นายอำเภอเมืองนครปฐม นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครปฐม บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ออกตรวจตรา เข้มงวด กวดขัน สถานบริการ, สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะคล้ายสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 7 แห่ง

ดังนี้ 1.อภิรมย์ 2.50CAFE50BAR 3. เพลินดี 4.พีพี พาณิชย์
5.FLY CLUB 6.พาริณณ์ 7. One two three ผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้กำชับเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรการของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ดังนี้ ห้ามมิให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าใช้บริการ ห้ามจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ การเปิด – ปิด สถานประกอบการตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด

ห้ามมิให้ผู้ใช้บริการพกพาอาวุธ /ยาเสพติด /สิ่งผิดกฎหมาย เข้ามาในสถานประกอบการ รวมถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายในเรื่องการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และการพนัน
ให้มีพื้นที่จอดรถไว้รองรับการให้บริการลูกค้า และประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาใช้บริการจอดรถในที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านการจราจร ห้ามมิให้ใช้เสียงดังเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญทางเสียงแก่ผู้อื่น

ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและมีจำนวนที่เพียงพอ และให้มีช่องทางหนีไฟโดยมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายบ่งบอกให้ชัดเจน ควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ มิให้มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการภายในอาคาร สถานที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์เบียดกันของคนจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นตามนโยบาย และข้อสั่งการขับเคลื่อน Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ พิฆาตยาเสพติด ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.บ้านบึง เปิดปฏิบัติการสกัดนอมินี บุกตรวจบริษัทต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ

แชร์เนื้อหานี้

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ มอบถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน-ตำรวจโดนน้ำท่วมต่อเนื่อง

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ภายใต้สายการบังคับบัญชาของ พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ และ พ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กำกับดูแลการปฏิบัติงานในระดับจังหวัด

พ.ต.อ.กฤษณ์ มาสุข ผกก.สภ.บ้านบึง นำกำลังตำรวจร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านบึง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตำบลมาบไผ่ เข้าตรวจค้นบริษัท ซุง เปา เฮา (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 128/1 หมู่ 4 ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ตามหมายค้นศาลจังหวัดชลบุรี ที่ ค.216/2569

ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเอกสารสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา นายโค จง เจี๋ย (MR. KO CHUNG CHIEH) และนางสาวยุวดี วิริยะวารี ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และการประกอบธุรกิจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย ก่อนนำตัวทั้งสองรายส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านบึง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน พร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานและเอกสารที่ตรวจยึดเพิ่มเติม

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบธุรกิจที่อาจใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นอำพราง เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกติกา

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ มอบถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน-ตำรวจโดนน้ำท่วมต่อเนื่อง

มีรายงานว่า พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธรากร เลิศพรเจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา

พ.ต.อ วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 หัวหน้า สนง.ผบช.ภ.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่น้ำท่วมในเขตความรับผิดชอบที่ได้รับผลกระทบคือจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อทำการช่วยเหลือเร่งด่วน

อีกทั้งยังเป็นการติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและให้กำลังใจข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.บางขนาก และ สภ.คลองเขื่อน รวมถึงครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

ตอกจากนี้ทางคณะผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธร ภาค 2 ยังได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้ประสบภัย ที่โรงเรียนปากคลองบางขนาก และได้มอบถุงยังชีพและอาหารกล่องแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

ตลอดจนประชาชนและครอบครัวข้าราชการตำรวจในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจในยามวิกฤต ในวันที่ประชาชนเดือดร้อน ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมเคียงข้างไม่ทอดทิ้งกัน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ล๊อตใหญ่ ! ตร.แพร่ รวบแก๊งขบวนการขนยาบ้ากว่า 3 ล้านเม็ด ซุกยาในกล่องโฟมสับปะรดแช่เย็น หวังเพื่อตบตา จนท.

แชร์เนื้อหานี้

สารพัดกลยุทธ์ที่ขบวนการแก๊งยาเสพติด ใช้ในการขนยาเสพติดจากต้นทางถึงปลายทางเพื่อแลกกับอำนาจเงินตรา ที่หอมหวลเพื่อแลกกับความเสี่ยง ​ล่าสุดตามเมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2569 อำนวยการและปฏิบัติงานโดย​ พล.ต.ต.กฤษดา พันธ์เกษม ผบก.ภ.จว.แพร่

​พ.ต.ท.ทัตเทพ โชติเดโชชัย สวญ.สภ.ห้วยไร่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ได้สกัดจับรถกระบะตู้คอกต้องสงสัย ทะเบียน 4ฒญ 2436 กทม. ที่มีพฤติกรรมอำพรางซุกซ่อนยาบ้ามาในกล่องโฟมบรรจุสับปะรดแช่เย็น รวมทั้วหมด 18 กล่อง

จากการตรวจนับของเจ้าหน้าที่ พบกลางยาบ้า (ตรา Y1 และ 999) ได้กว่า 3 ล้านเม็ด และมีการขยายผลจับกุมรถนำในแก๊งขบวนการยาเสพติดได้อีก 2 คัน (ทะเบียน ฒค 7794 กทม. จับได้ที่พื้นที่และอีก 1 คัน สกัดจับได้ที่ด่านตากฟ้า จ.นครสวรรค์) ผู้ต้องหาให้สารภาพว่า รับยาบ้ามาจาก จ.เชียงราย เตรียมมุ่งหน้าส่งกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.กฤษดา พันธ์เกษม ผบก.ภ.จว.แพร่ ​กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดด่านตรวจ 24 ชม. แลในช่วง 10 กว่านี้สามารถสกัดจับยาเสพติดรายใหญ่ได้แล้วกว่า 10 ล้านเม็ด ภาพ/ข่าว #ธีรพงษ์ #ธงออน/,#แพร่รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นายอำเภอเมืองนครปฐมนำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครปฐม บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แชร์เนื้อหานี้

สภ.เมืองนครปฐม ออกตรวจตรา เข้มงวด กวดขัน สถานบริการ,
นายโชติพงศ์ เปล่งวิทยา นายอำเภอเมืองนครปฐม
นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครปฐม บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองนครปฐม ออกตรวจตรา เข้มงวด กวดขัน สถานบริการ, สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะคล้ายสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

PP พาณิชย์ ลุมพินี 51 ราชดำเนิน FLY club One two three
เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสุ่มตรวจหาสารเสพติดของผู้ใช้บริการและพนักงานภายในร้าน ไม่พบสารเสพติดแต่อย่างใด
ตรวจค้นยานพาหนะของนักท่องเที่ยวที่มีพฤติการณ์สุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พบนักท่องเที่ยว ร้าน One two three 2 ราย ซุกซ่อนยาเสพติดประเภทยาบ้า จำนวน 6 เม็ด พร้อมอุปกรณ์การเสพภายในรถ เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุม ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้กำชับเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรการของทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ดังนี้ ห้ามมิให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์เข้าใช้บริการห้ามจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
การเปิด – ปิด สถานประกอบการตามเวลาที่กฎหมายกำหนด
ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด

ห้ามมิให้ผู้ใช้บริการพกพาอาวุธ /ยาเสพติด /สิ่งผิดกฎหมาย เข้ามาในสถานประกอบการ รวมถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายในเรื่องการค้ามนุษย์ การค้าประเวณี และการพนัน
ให้มีพื้นที่จอดรถไว้รองรับการให้บริการลูกค้า และประชาสัมพันธ์ให้ผู้มาใช้บริการจอดรถในที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านการจราจร

ห้ามมิให้ใช้เสียงดังเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญทางเสียงแก่ผู้อื่นติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานและมีจำนวนที่เพียงพอ และให้มีช่องทางหนีไฟโดยมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายบ่งบอกให้ชัดเจน
ควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ มิให้มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการภายในอาคาร สถานที่

เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์เบียดกันของคนจำนวนมาก เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นตามนโยบาย และข้อสั่งการขับเคลื่อน Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ พิฆาตยาเสพติด ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนายอำเภอเมืองนครปฐม นายอำเภอ24ชั่วโมง
อำเภอพึ่งได้

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ รวบ 2 ผู้ต้องหา รับจ้างขนยาบ้าเกือบ 6 แสนเม็ด ยึดรถ CR-V กลางทางเข้าสวนยางหว้านใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 05.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าประมาณ 588,000 เม็ด และรถยนต์ฮอนด้า CR-V สีดำ 1 คัน บริเวณถนนทางเข้าสวนยางพารา บ้านสองคอนใต้ หมู่ 2 ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง พ.ต.ธนากร นาเหล็ก ผู้บังคับกองร้อย ฉก.ทพ.2103 ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นจุดส่งมอบยาเสพติด จึงประสานกำลังร่วมกับหมวดปืนเล็กที่ 1 ร้อย.ร. กกล.สุรศักดิ์มนตรี, นรข.เขตนครพนม สถานีเรือมุกดาหาร, มว.ตชด.2341 และฝ่ายปกครองอำเภอหว้านใหญ่ วางแผนลาดตระเวนและซุ่มเฝ้าตรวจ


กระทั่งช่วงเช้ามืด เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ฮอนด้า CR-V สีดำ ทะเบียน ขล 3892 เชียงใหม่ เข้ามาจอดในจุดดังกล่าว ก่อนพบชาย 2 คนช่วยกันแบกวัตถุต้องสงสัยขึ้นรถ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ทั้งคู่ได้โยนวัตถุดังกล่าวลงพื้นและพยายามหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบ

จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาชื่อนายภาคิน ศิริพงษ์(ป่อง) อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 261 หมู่ 3 ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร และนายณัฐพล สุพร(โอม) อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 1 ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ทั้งสองยอมรับว่าเสพยาบ้ามาก่อน และได้รับการว่าจ้างให้มารับยาบ้าตามจุดนัดหมาย เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นต่อหน้าผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนพบกระสอบบรรจุยาบ้า 3 กระสอบ อยู่ในป่าหญ้า 2 กระสอบ และภายในรถอีก 1 กระสอบ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบยาบ้า 294 มัด มัดละประมาณ 2,000 เม็ด รวมประมาณ 588,000 เม็ด โดยอยู่ระหว่างการตรวจนับอย่างละเอียด พร้อมตรวจยึดรถยนต์honda CR-V สีดำ หมายเลขทะเบียน ขล 3892 เชียงใหม่ ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีก 1 คัน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมของกลาง และขยายผลเพื่อสืบสวนหาผู้ว่าจ้าง รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เปิดโกดังมุกดาหาร แกะรอยขายออนไลน์! ! ยึดไฟแช็ก TAIYO ปลอมกว่า 1 หมื่นชิ้น ปมขายผ่าน TikTok

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายนที พรหมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร มอบหมายให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ กลุ่มงานความมั่นคง นำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง (สิงห์เมืองมุก)

พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 เข้าตรวจค้นและตรวจยึดสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าภายในโกดังเลขที่ 103 บ้านบุ่งอุทัย หมู่ 10 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.4 ตรวจพบการจำหน่ายไฟแช็กที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัท ไทยเมอร์รี่ จำกัด ภายใต้ยี่ห้อ TAIYO ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ TikTok จึงเร่งสืบสวนรวบรวมข้อมูลและติดตามกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง จนทราบว่ามีการนำสินค้าเข้ามาเก็บรักษาไว้ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร ก่อนเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว และพบสินค้าต้องสงสัยปลอมเครื่องหมายการค้า รวมถึงอุปกรณ์และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้าเป็นจำนวนมาก

ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดไฟแช็กที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัท ไทยเมอร์รี่ จำกัด ยี่ห้อ TAIYO ได้รวมประมาณ 10,730 ชิ้น แบ่งเป็นสินค้าบรรจุในกล่อง 166 กล่อง รวมประมาณ 8,300 ชิ้น บรรจุในพลาสติกกันกระแทก 99 ห่อ รวมประมาณ 180 ชิ้น และบรรจุในถาดสำหรับใส่ไฟแช็ก 45 ถาด รวมประมาณ 2,250 ชิ้น

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดหน่วยเก็บข้อมูลแบบ SD Card จำนวน 2 ชิ้น และกล่องพัสดุสำหรับบรรจุไฟแช็กอีก 3 แพ็ก แพ็กละ 200 ชิ้น รวม 600 ชิ้น เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการตรวจยึด พร้อมนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยและผู้เกี่ยวข้องยังต้องได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม โดยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดและเครือข่ายการจำหน่ายจะต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ 62 กล่อง 860 กิโลฯ จบที่หลุมฝัง! มุกดาหารทำลายเครื่องในโคแช่แข็ง 860 กก. ต้นทางอาร์เจนตินาไร้ใบรับรอง

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์พระพิรุณ (ศพร.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดมุกดาหาร

ด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 และด่านศุลกากรมุกดาหาร ดำเนินการทำลายซากสัตว์ของกลาง ประเภทเครื่องในโคแช่แข็ง จำนวน 62 กล่อง น้ำหนักรวม 860 กิโลกรัม ด้วยวิธีฝังทำลายตามระเบียบของกรมปศุสัตว์

การดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 ร่วมกับด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ด่านตรวจร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ตรวจยึดเครื่องในโคแช่แข็งจำนวน 62 กล่อง น้ำหนักรวม 860 กิโลกรัม ซึ่งมีข้อมูลระบุว่ามีต้นทางจากประเทศอาร์เจนตินา

จากการตรวจสอบพบว่า ซากโคแช่แข็งดังกล่าวไม่มีเอกสารรับรองแหล่งที่มา และไม่มีใบรับรองสุขศาสตร์ซากสัตว์จากสัตวแพทย์ต้นทาง ทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าซากสัตว์ดังกล่าวมาจากสัตว์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์และปลอดจากโรคระบาดสัตว์หรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคเข้าสู่ประเทศและการแพร่ระบาดของโรคระบาดสัตว์

เพื่อป้องกันไม่ให้ซากสัตว์ที่ไม่ผ่านการรับรองเข้าสู่ระบบการบริโภคหรือก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพสัตว์ เจ้าหน้าที่จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 13 และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ดำเนินการทำลายของกลางโดยวิธีฝังกลบ ตามหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมปศุสัตว์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมควบคุมการดำเนินการอย่างใกล้ชิด

การทำลายในครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้านโรคระบาดสัตว์ โดยเฉพาะกรณีซากสัตว์นำเข้าที่ไม่สามารถแสดงเอกสารรับรองแหล่งที่มาและสุขศาสตร์ซากสัตว์ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ถือเป็นสิ่งของที่ต้องควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อ

สุขภาพสัตว์และความปลอดภัยของประชาชน
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #กรมปศุสัตว์ #ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร #เครื่องในโคแช่แข็ง #ซากสัตว์ #อาร์เจนตินา #ทหารพราน2103

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทิ้งไว้กลางสถานีขนส่งมุกดาหาร! เกล็ดตัวลิ่น 58 กก. ซุก 2 ลัง ส่งตำรวจดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ทหารพรานกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 (ร้อย.ฉก.ทพ.2103) ฉก.ทพ.21 ชุดปฏิบัติการที่ 1 สะพาน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่ามุกดาหาร

ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร บก.ปทส. สภ.เมืองมุกดาหาร ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบกล่องกระดาษจำนวน 2 ลังถูกวางทิ้งไว้บริเวณชานชาลาสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบกล่องต้องสงสัยดังกล่าว พบว่าภายในบรรจุเกล็ดตัวลิ่น โดยมีการบรรจุไว้ในกระสอบอีกชั้นหนึ่ง จึงนำของกลางไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่ทำการตรวจสัตว์ป่ามุกดาหาร ก่อนตรวจสอบพบว่าเป็น “เกล็ดตัวลิ่น” ซึ่งเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง และเมื่อชั่งน้ำหนักรวมพบว่ามีน้ำหนักทั้งสิ้น 58 กิโลกรัม

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร รวมถึงประชาชนในบริเวณดังกล่าว ยังไม่มีผู้ใดแสดงตัวหรือรับว่าเป็นเจ้าของของกลาง เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาว่าเกล็ดตัวลิ่นดังกล่าวเข้าข่ายซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

คณะเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจยึดเกล็ดตัวลิ่นทั้งหมด พร้อมนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและสืบสวนขยายผลติดตามหาตัวผู้ครอบครองหรือผู้ที่นำของกลางมาทิ้งไว้บริเวณสถานีขนส่งมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ โดยจะต้องตรวจสอบเส้นทางการลำเลียงและที่มาของเกล็ดตัวลิ่น รวมถึงตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อมูลจากบริเวณสถานีขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงไปยังผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #มุกดาหาร #เกล็ดตัวลิ่น #ตัวลิ่น #สัตว์ป่าคุ้มครอง #สถานีขนส่งมุกดาหาร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ สกัดกลางด่านมุกดาหาร! รวบหนุ่มลาว “แซม สะหวันนะเขต” พร้อมแฮปปี้วอเตอร์ผสมยาอี 9.65 กก. ซุกกล่องมากับรถโดยสาร

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร นางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 และนางกนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลักลอบนำสิ่งของผิดกฎหมายผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร

โดยด่านศุลกากรมุกดาหาร ร่วมกับฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 หน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ตม.จว.มุกดาหาร ร้อย ตชด.234 จังหวัดมุกดาหาร ร้อย.ฉก.ทพ.2103

ด่านอาหารและยามุกดาหาร และด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านพรมแดนมุกดาหาร ได้ร่วมกันตรวจสัมภาระผู้โดยสารขาเข้าที่เดินทางมากับรถโดยสารระหว่างประเทศจากนครไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2

ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบพัสดุต้องสงสัยจำนวน 2 กล่อง วางอยู่บริเวณชั้นล่างของรถโดยสาร ภายในบรรจุซองอาหารเสริมและกาแฟ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนเปิดตรวจพบผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นแฮปปี้วอเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ามีส่วนผสมของยาอี(Ecstasy) ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 บรรจุอยู่ภายใน

ของกลางทั้งหมดรวม 119 ซอง น้ำหนักประมาณ 9.65 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 250,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าพัสดุดังกล่าวเป็นของนายสัดตุไซ หรือแซม จะเลินพอน อายุ 30 ปี ชาวเมืองไกรสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ซึ่งยอมรับว่าเป็นเจ้าของกล่องพัสดุดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า นำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แฮปปี้วอเตอร์) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ประกอบพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีและตรวจสอบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ศุลกากรมุกดาหาร #ยาเสพติด #HappyWater #ยาอี #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #ชายแดนไทยลาว

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ทัพเจ้าตาก ปะทะ ขบวนลำเลียงยาเสพติดยึด 16 กระสอบ 272 กิโลกรัม กลุ่มขบวนการ เสียชีวิต 9 ศพ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

กองทัพบก โดยการอำนวยการของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก, พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่3/ผู้อำนวยการ

ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองทัพภาคที่ ๓ ได้มอบหมายนโยบาย/สั่งการให้หน่วยป้องกันชายแดนสกัดกั้นยาเสพติดให้ได้ตั้งแต่พื้นที่แนวชายแดนนั้น พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองกำลังผาเมือง ได้สั่งการให้หน่วยในความรับผิดชอบของกองกำลังผาเมือง ปฏิบัติตามมาตรการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โดยในห้วงที่ผ่านมา ตามภาพข่าวของกองกำลังผาเมือง พบว่ากลุ่มขบวนการ ค้ายาเสพติด มีความพยายามที่จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามายัง ประเทศไทย ในพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อลำเลียงไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก (กรมทหารม้าที่ 2) กองกำลังผาเมือง ได้จัดกำลัง เฝ้าตรวจตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 20.10 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง จัดดกำลังพล จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการข่าวพิเศษ หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ปฏิบัติภารกิจเฝ้าตรวจเพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พุทธศักราช 2564

ณ บริเวณบ้านปางมะหัน หมู่ 8 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 15 – 17 คน เดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ พร้อมสะพายกระสอบดัดแปลงต้องสงสัย หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะ ประมาณ 10 นาที ผลการปฏิบัติ ฝ่ายเราปลอดภัย จากนั้นหน่วยได้จัดกำลังพลเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เข้าควบคุมพื้นที่ เกิดเหตุไว้

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 06.45 นาฬิกา หน่วยได้ทำการพิสูจน์ทราบพื้นที่ปะทะโดยรอบตรวจพบพบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เสียชีวิต จำนวน 9 ศพ กระสอบดัดแปลง จำนวน 16 กระสอบ ภายในบรรจุ กระสอบละ ประมาณ 17 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก จำนวนประมาณ 272 กิโลกรัมและเมื่อ เวลา 13.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ มุกดาหารสกัดทัน! ลอบขนเครื่องในสัตว์จาก สปป.ลาว ข้ามโขง ยึด 62 กล่อง พร้อมไฟแช็ก 8 ลัง

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ช่วงกลางดึกวันที่ 30 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 ภายใต้ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี สนธิกำลังเฝ้าตรวจบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง บ้านคอนสาย หมู่ 5 ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำสินค้าจาก สปป.ลาว ข้ามมายังฝั่งไทยโดยไม่ผ่านกระบวนการทางศุลกากร

เวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่พบเรือเหล็กบรรทุกสิ่งของต้องสงสัยแล่นมาตามแม่น้ำโขง ก่อนเข้าจอดบริเวณฝั่งไทย จากนั้นพบชายประมาณ 15–20 คน กำลังลำเลียงกล่องกระดาษจากเรือขึ้นฝั่งและนำขึ้นรถกระบะตู้ทึบ เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวพบเจ้าหน้าที่ จึงทิ้งสิ่งของและอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไป เจ้าหน้าที่พยายามติดตามแต่ไม่สามารถจับกุมตัวได้

จากการตรวจสอบพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบ เครื่องในสัตว์ หรือสะใบนาง/ผ้าขี้ริ้ว จำนวน 62 กล่อง น้ำหนักประมาณ 860 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐประมาณ 172,000 บาท นอกจากนี้ยังพบ ไฟแช็ก 8 ลัง รวม 160 กล่อง หรือประมาณ 8,000 ชิ้น

คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐประมาณ 48,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายของรัฐจากสินค้าทั้งสองรายการประมาณ 220,000 บาท
พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึด รถยนต์กระบะตู้ทึบ Toyota Revo สีขาว ทะเบียน 3 ฒจ 2977 กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้ในการขนย้ายสินค้าไว้เป็นของกลาง โดยไม่มีผู้ต้องหาถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้ประสาน กรมปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมตรวจสอบและจัดทำเอกสารหลักฐาน ก่อนส่งมอบของกลางและเอกสารให้ สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าและการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558.

ทิ้งรถหนีความผิด! กระบะพลิกคว่ำพบไม้พะยูง 279 ท่อน ไร้เอกสาร คนขับเผ่นหนี

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 19.50 น. ร.ต.ท.ธรรมปพน ภูนาฤทธิ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร รับแจ้งเหตุรถยนต์พลิกคว่ำบริเวณ บ้านโค้งสำราญ ถนนชยางกูร 212 สายอุบลราชธานี–มุกดาหาร ต.คำอาฮวน อ.เมืองมุกดาหาร จึงรายงาน พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ผู้บังคับบัญชาและเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบ รถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน บท 6541 มุกดาหาร พลิกคว่ำอยู่ริมถนน ภายในรถพบไม้แปรรูปและท่อนไม้จำนวนมาก แต่ ไม่พบตัวผู้ขับขี่ หรือผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของรถ

เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าไม้มุกดาหารเข้าตรวจสอบเบื้องต้น ระบุว่าไม้ที่บรรทุกมาเป็น ไม้พะยูง และจากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยดวงตราของพนักงานเจ้าหน้าที่ประทับบริเวณหน้าตัดไม้ รวมทั้งไม่พบเอกสารหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้

จึงตรวจยึดรถและไม้ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำไปตรวจนับที่ หน่วยป้องกันรักษาป่ามุกดาหาร 4 พบไม้พะยูงรวมทั้งสิ้น 279 ท่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ครอบครองและผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

พบชายวัย 47 ปี เสียชีวิตปริศนาในกระท่อมริมลำห้วยมุกดาหารพบแผลบริเวณแขนคล้ายถูกยิง ญาติเผยได้ยินเสียงปืนก่อนพบศพ ตำรวจเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบเหตุชายเสียชีวิตภายในกระท่อมริมลำห้วย บริเวณบ้านเหล่าป่าเป้ ต.นาโสก อ.เมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากญาติที่เดินทางมาพบศพ

ผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นายสมศักดิ์ นาโศก อายุประมาณ 47 ปี เบื้องต้นพบร่างอยู่ภายในกระท่อมยกสูง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ลำห้วยและสวนยาง ห่างจากชุมชนประมาณ 3 กิโลเมตร และอยู่ใกล้วัดป่าสวนป่าสันติธรรม โดยพบ บาดแผลบริเวณแขน 1 แห่ง มีลักษณะคล้ายถูกยิง ขณะที่สภาพศพเริ่มขึ้นอืด ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุและช่วงเวลาการเสียชีวิตที่แน่ชัด ต้องรอผลการตรวจชันสูตรจากแพทย์

ปริศนาเสียงปืนก่อนพบศพ ข้อมูลจากพระภายในวัดที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลาประมาณ 14.00 น. ได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนดังขึ้นจากบริเวณดังกล่าว แต่ในขณะนั้นเข้าใจว่าอาจเป็นเสียงคนยิงสัตว์ จึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบ กระทั่งช่วงสายของวันที่ 30 กันยายน จึงทราบว่ามีชายเสียชีวิตอยู่ภายในกระท่อม

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยัง ไม่ยืนยันว่าเสียงปืนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ลูกชายมาพบศพ ขณะเตรียมทำอาหารให้พ่อ นายวันชัย นาโศก อายุ 51 ปี พี่ชายของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ช่วงเช้าวันเกิดเหตุ นายธนากร อายุ 28 ปี ลูกชายของผู้เสียชีวิต เดินทางมายังกระท่อมเพื่อทำอาหารให้พ่อ แต่กลับพบว่าพ่อนอนเสียชีวิตอยู่ภายใน

จึงรีบแจ้งญาติและประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบนายวันชัยระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลาประมาณ 09.00 น. ยังเห็นน้องชายเข้าไปทำธุระในหมู่บ้าน จึงคาดว่าเหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวเบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตแยกทางกับภรรยาและพักอาศัยอยู่ตามลำพังมาหลายปี ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและเหตุการณ์ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ และยังไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาเชื่อมโยงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

ตำรวจเร่งคลี่ปม ตรวจหลักฐานทุกประเด็น หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบกระท่อมและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำญาติ พระ และบุคคลที่อาจทราบเหตุการณ์ เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียชีวิตเสียชีวิตจากสาเหตุใด และบาดแผลที่พบเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนหรือไม่

เจ้าหน้าที่เตรียมนำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรที่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เพื่อให้แพทย์ตรวจบาดแผลและหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ก่อนนำผลไปประกอบการสอบสวนต่อไปขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเหตุยิงหรือการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่น เจ้าหน้าที่จะเร่งคลี่คลายข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานและผลชันสูตรต่อไป.

ช้าจนได้เรื่อง-ผลาญความเชื่อมั่น! การไฟฟ้ามุกดาหารดองเรื่องเปลี่ยนหม้อไฟเดือนกว่าเรื่องไม่เดิน เปิดช่องข้อมูลรั่วคอลเซ็นเตอร์โผล่สวมรอยเป๊ะ

มุกดาหาร – เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บริการ ณ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร หลังพบประชาชนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้าสวมรอยฉวยโอกาสจากความล่าช้าของเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร (ขอสงวนนาม) เปิดเผยว่า ตนเองได้เดินทางไปยื่นเรื่องขอเปลี่ยนหม้อไฟที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเวลาล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือน เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้า และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ ก็ยังไม่ได้เข้าดำเนินการเปลี่ยนมิเตอร์ให้แต่อย่างใด

กระทั่งล่าสุด ได้มีมิจฉาชีพใช้หมายเลขโทรศัพท์ 081-854-4227 โทรศัพท์เข้ามาอ้างชื่อ “นายพงษ์ธวัช” โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะเข้าดำเนินการเปลี่ยนหม้อไฟมิเตอร์ไฟฟ้าให้ พร้อมอ้างเรื่องการคืนเงินค่าประกันหม้อไฟตัวเก่า จากนั้นมิจฉาชีพได้บอกหมายเลขไอดีไลน์เพื่อให้แอดเพิ่มเพื่อน เพื่อหลอกลวงให้ส่งเอกสาร ข้อมูลส่วนบุคคล และบัญชีเงินฝากผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE

ความล่าช้าในการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหารที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเกือบเดือน ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่ยังกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าสวมรอยได้อย่างสมจริง นอกจากนี้ การที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้าหมายเลขผู้เสียหายได้ตรงกับช่วงเวลาที่ผู้เสียหายกำลังรอคอยการเปลี่ยนหม้อไฟ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักว่า ระบบฐานข้อมูลผู้ใช้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร มีการรั่วไหลออกไปสู่มือกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่

ทั้งนี้ ประชาชนจึงเรียกร้องให้ผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งตรวจสอบทั้งประเด็นความล่าช้าในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเร่งตรวจสอบระบบความปลอดภัยของข้อมูลภายในองค์กรโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจากช่องโหว่การทำงานของหน่วยงานรัฐอีกต่อไป ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน #เตือนภัยเบอร์0818544227 #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #การไฟฟ้ามุกดาหาร #การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค #ทำงานล่าช้า #ข้อมูลรั่วไหล #หลอกเปลี่ยนหม้อไฟ #ภัยออนไลน์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์ สนธิกำลังสกัดสินค้าเถื่อน ยึดของกลางทะลุ 37 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความทุ่มเทเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ปรากฏผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เมื่อกรมศุลกากร ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการเชิงรุกปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงการคลัง ภายใต้การอำนวยการของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รวมถึงนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยมอบหมายให้นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ นำทีมขับเคลื่อนการปราบปรามอย่างเข้มข้น ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อของทุกภาคส่วน นำโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษเขต 7, สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์,

กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14, หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก, ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับหน่วยงานประมง, พืช, สัตว์ป่า และสถานีตำรวจในพื้นที่ เปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เพื่อปิดประตูสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากภาคใต้เข้าสู่ภายในประเทศล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ทีมปฏิบัติการตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนเพชรเกษม บริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก สามารถตรวจยึดสินค้าลักลอบหนีภาษีล็อตใหญ่ มูลค่ารวมค่าภาษีอากรสูงถึง 10.67 ล้านบาท ภายในวันเดียว ประกอบด้วยบุหรี่ต่างประเทศ 4,703 แท่ง พร้อมสุรา, น้ำอัดลม และชาต่างประเทศ

ตลอดระยะเวลา 23 วันแห่งความมุ่งมั่น (1–23 กันยายน 2569) ชุดปฏิบัติการร่วมตรวจสอบพัสดุเป้าหมาย 453 หีบห่อ จับกุมดำเนินคดี 15 คดี ยึดของกลางผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีกว่า 16,082 แท่ง รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า, กระเป๋า, ยาสมุนไพร, น้ำหอม และสินค้าอื่นๆ มูลค่ารวมทั้งหมด 37,216,132.60 บาท ของกลางทั้งหมดถูกนำส่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดนายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขบวนการค้าของเถื่อนปรับยุทธวิธีใช้ระบบพัสดุเอกชนกระจายสินค้าแบบกองทัพมด แต่ด้วยความร่วมมือทุกฝ่าย

จึงสามารถเท่าทันและปิดกั้นเส้นทางได้ทันท่วงที การปฏิบัติงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่นำภาษีกลับคืนสู่รัฐ แต่ยังปกป้องสุขภาพประชาชนจากสินค้าอันตราย คุ้มครองผู้ประกอบการสุจริต และตัดวงจรเงินใต้ดินที่อาจหล่อเลี้ยงอาชญากรรมหลังจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะขยายผลสืบสวนเพื่อดำเนินคดีถึงที่สุด ขณะที่กองกำลังร่วมจะยังคงปักหลักเพิ่มความเข้มงวดเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทุกเส้นทาง เพื่อเป็นปราการด่านสำคัญปกป้องความมั่นคงและปลอดภัยของคนไทยต่อไป

 /////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จะ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/บุกทลายบ้านพักซากสัตว์ป่า! รวบคาบ้าน 13 รายการ ของกลางอื้อกว่า 100 กิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร — เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักเป้าหมายในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร หลังสืบทราบว่ามีการซุกซ่อนซากสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อการค้าผิดกฎหมาย ตะลึงพบของกลางซากสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิดรวม 13 รายการ น้ำหนักรวมนับร้อยกิโลกรัม

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 14.10 น. โดยการอำนวยการของ นายพลวีร์ บูชาเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรองอาชญากรรมสัตว์ป่า (WCC) กรมอุทยานแห่งชาติฯ นำกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ข่าวกรองฯ สนธิกำลังร่วมกับ ชุดปฏิบัติการพิเศษที่ 1 และ 2 (สำนักสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ),

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหารคณะเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ 302/2569 ลงวันที่ 25 กันยายน 2569 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 900 หมู่ 3 บ้านศูนย์ไหม ตำบลศูนย์ไหม อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ นายอำนวย (นามสมมุติ)

จากการตรวจค้นภายในบริเวณบ้านพัก เจ้าหน้าที่พบซากสัตว์ป่าคุ้มครองซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก รวม 13 รายการ ประกอบด้วย 1. ซากกระจง 1 ซาก น้ำหนัก 1.34 กิโลกรัม 2. ซากกระรอกหลากสี 54 ซาก น้ำหนัก 7 กิโลกรัม 4. ซากกระรอกดินข้างลาย 1 ซาก น้ำหนัก 0.2 กิโลกรัม 4. หัวเลียงผา 1 หัว น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม 5.

ซากกระบิน (กระจ้อน) 61 ซาก น้ำหนัก 4 กิโลกรัม 6. หัวเก้ง 3 หัว น้ำหนักรวม 3.1 กิโลกรัม 7. ซากอีเห็น 2 ซาก น้ำหนัก 5.2 กิโลกรัม 8. ซากพญากระรอกบิน 2 ซาก น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม 9. ชิ้นส่วนเม่น 4 ชิ้น น้ำหนัก 74.4 กิโลกรัม 10. ซากเม่น 13 ซาก น้ำหนัก ๑๔ กิโลกรัม 11. กระเพาะเม่น 5 ชิ้น น้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมตัวนายอำนวย (นามสมมุติ) และ นส.อริศรา (นามสมมุติ) พร้อมยึดของกลางทั้งหมดไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอนเป็นไปตามอำนาจหน้าที่โดยเคร่งครัด

พร้อมทั้งปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ (มาตรา ๒๒) อย่างถูกต้อง มีการบันทึกภาพและวิดีโอขณะจับกุม ทำบันทึกการตรวจยึดอ่านให้ผู้ถูกจับฟังและตรวจเช็กด้วยตนเอง ก่อนมอบสำเนาบันทึกการจับกุมให้แก่ผู้ต้องหา

เบื้องต้น นายกิตติชัย คะอังกุ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และขยายผลหาที่มาของซากสัตว์ป่าทั้งหมดต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ฝนตกหนักข้ามคืนทำน้ำท่วมพัทยาอ่วมเมือง

แชร์เนื้อหานี้

ช่วงดึกวันที่ 24 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในเมืองพัทยา ชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากผลพวงภัยธรรมชาติไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จาการตรวจสอบพบว่า ถนนสายหลักเช่น ถนนสุขุมวิท ถนนเลียบทางรถไฟ ถนนเพนียดช้าง ถนนเฉลิมพระเกียรติพัทยาสาย 3 ถนนพัทยากลาง ซอยบัวขาว ถนนพัทยาใต้ ถนนเลียบชายหาดพัทยา และวอล์กิ้งสตรีท มีระดับน้ำท่วมสูงเพราะมวลน้ำระบายลงทะเลไม่ทัน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้กระจายกำลังตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบตลอดทั้งคืน ทั้งการช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในจุดที่มีน้ำท่วมสูง เพราะบางช่วงพบว่ามีกระแสน้ำไหลค่อนข้างรุนแรง หลายครัวเรือนต้องยกของขึ้นที่สูงเพื่อหนีน้ำ บรรดาร้านค้าพากันเสียหายไปตามๆ กัน

นอกจากนี้ ยังพบว่าน้ำที่ท่วมขังบางจุด
มีขยะ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านลอยมากระจัดกระจายมากับกระแสน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังน้ำลดเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาต้องเร่งทำความสะอาดพื้นที่กันยกใหญ่ เพราะทำให้ได้รับผลกระทบกันเป็นวงกว้าง

เก่ง ณ สงขลา (081-4491977)
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชลบุรี รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หยาดเหงื่อเพื่อแผ่นดิน! ยกย่องหัวใจคนทำงาน ‘ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์’ สนธิกำลังสกัด ‘สงครามส่งด่วน’ ปกป้องภาษีชาติ

แชร์เนื้อหานี้

หยาดเหงื่อเพื่อแผ่นดิน! ยกย่องหัวใจคนทำงาน ‘ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์’ สนธิกำลังสกัด ‘สงครามส่งด่วน’ ปกป้องภาษีชาติและสุขภาพประชาชน ยึดของเถื่อนทะลุ 37 ล้านบาท
การทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยและความทุ่มเทของเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละได้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมอีกครั้ง เมื่อกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงร่วมกันเปิดปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างเข้มงวด

ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงการคลัง โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร, นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ซึ่งได้มอบหมายให้ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ นำทีมขับเคลื่อนการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายบนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศอย่างจริงจัง

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อของทัพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ นำโดย นายชวภณ สินพูนภักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ. อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14), พ.อ.ประกาศ จันจะนะ รองผู้บังคับหน่วยหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ฉก.จงอางศึก/ร.9),

นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ด่านตรวจประมงเขต 6 (ประจวบคีรีขันธ์), ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์, สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์, สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบคีรีขันธ์ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันเปิด “ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์” ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นมา เพื่อเฝ้าระวังและปิดประตูสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในอย่างเข้มแข็ง


ด้วยความตื่นตัวและการสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ทีมปฏิบัติต่างๆ ได้สนธิกำลังตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนเพชรเกษม บริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก และสามารถสกัดตรวจค้นยานพาหนะขนส่งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ตรวจยึดสินค้าลักลอบหนีภาษีล็อตใหญ่ได้ภายในวันเดียว มูลค่ารวมค่าภาษีอากรสูงถึง 10,668,198 บาท โดยพบบุหรี่ต่างประเทศมากถึง 4,703 แท่ง (47,030 ซอง หรือ 940,600 มวน) มูลค่า 10,656,998 บาท พร้อมด้วยสุราต่างประเทศ 10 ขวด, น้ำอัดลม 120 ขวด และชาต่างประเทศอีก 10 ถุง สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและการทำงานหนักที่ไม่เคยหยุดพักของเจ้าหน้าที่ทุกคน

ตลอดระยะเวลา 23 วันแห่งความตั้งใจนี้ (1–23 กันยายน 2569) ความร่วมมือของชุดปฏิบัติการร่วมพิทักษ์คีรีขันธ์สามารถตรวจสอบพัสดุเป้าหมายได้มากถึง 453 หีบห่อ นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีรวม 15 คดี และยึดของกลางผิดกฎหมายได้จำนวนมหาศาล โดยรายการสำคัญคือบุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีรวม 16,082 แท่ง (160,820 ซอง หรือกว่า 3,216,400 มวน) มูลค่ากว่า 36.7 ล้านบาท ตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยา 439 ชิ้น,

กระเป๋า 23 ใบ, ยาสมุนไพร 135 กล่อง, น้ำหอม 53 ขวด, น้ำอัดลม 960 ขวด, สุราต่างประเทศ 10 ขวด, ชา 10 ถุง และอินทผลัมแห้ง 4 กล่อง รวมมูลค่าของกลางและค่าภาษีอากรที่ยึดคืนกลับมาให้แผ่นดินตลอดปฏิบัติการสูงถึง 37,216,132.60 บาท ซึ่งของกลางทั้งหมดถูกนำส่งดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 อย่างเด็ดขาด

นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า การทำงานในครั้งนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากขบวนการค้าของเถื่อนที่ปรับตัวใช้ยุทธวิธี “สงครามส่งด่วน” กระจายสินค้าแบบกองทัพมดผ่านระบบพัสดุเอกชน อำพรางชื่อผู้ส่ง-ผู้รับ และใช้บัญชีม้า เพื่อส่งตรงถึงมือผู้ซื้ออย่างรวดเร็ว แต่นับเป็นโชคดีของประเทศที่มีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายร่วมมือกับกรม

สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภาค 7 และการยาสูบแห่งประเทศไทย ในการสืบสวนจนเท่าทันกลอุบาย การปกป้องแผ่นดินของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่นำภาษีปีละหลายหมื่นล้านบาทกลับคืนสู่รัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ แต่ยังช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชนและเยาวชนจากบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารปนเปื้อนอันตราย ตลอดจนคุ้มครองผู้ประกอบการที่สุจริต การยาสูบแห่งประเทศไทย และเกษตรกรไทย และที่สำคัญคือการตัดวงจรเงินใต้ดินไม่ให้ไปหล่อเลี้ยงกลุ่มอิทธิพลและอาชญากรรมข้ามชาติ

หลังจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะเข้ามารับช่วงต่อในการขยายผลสืบสวนสอบสวน ออกหมายเรียกบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ขณะที่กองกำลังร่วมทุกภาคส่วนยังคงปักหลักเดินหน้าบูรณาการเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ทั้งเส้นทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ขนส่งอย่างต่อเนื่อง ยืนหยัดทำหน้าที่เป็นปราการด่านสำคัญเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของคนไทยทุกคนต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.มุกดาหารไล่สกัดรถต้องสงสัย คนขับทิ้งรถหนีเข้าป่า พบ “ไอซ์” กว่า 400 กก.

แชร์เนื้อหานี้

ชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมุกดาหาร ประสานกำลังสกัดรถเก๋งโตโยต้า ยาริส หลังได้รับข้อมูลจากชุดการข่าว บช.ตชด.ภ.2 ขับหลบหนีจากพื้นที่ อ.หว้านใหญ่ ก่อนจอดรถทิ้งในป่าละเมาะแล้วหลบหนี ตรวจค้นพบไอซ์บรรจุห่อจำนวนมาก รวมประมาณ 400 กิโลกรัม พร้อมรถและแผ่นป้ายทะเบียนอีกชุด

มุกดาหาร – เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 23 กันยายน 2569 ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด และชุดตรวจตู้ยาม 82 พรรษา สภ.เมืองมุกดาหาร

ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่การข่าว บช.ตชด.ภ.2 ให้สกัดจับรถยนต์ต้องสงสัย โตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 6 กว 9029 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับหลบหนีการติดตามมาตามถนนเลียบชายโขง จากพื้นที่ อ.หว้านใหญ่ เข้าสู่เขต อ.เมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่ติดตามจนรถคันดังกล่าวพยายามหลบหนีโดยใช้เส้นทางรอง ก่อนคนขับจะตัดสินใจจอดรถทิ้งไว้ในพื้นที่ป่าละเมาะ ห่างจากหมู่บ้านคำเขือง ต.คำอาฮวน แล้วหลบหนีไปในความมืด เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบรถและพื้นที่

โดยรอบ จากการตรวจค้นพบ ถุงพลาสติกสีดำจำนวน 8 ถุง ภายในบรรจุห่อวัตถุต้องสงสัย ลักษณะคล้าย ยาไอซ์ ห่อเป็นก้อน น้ำหนักประมาณก้อนละ 1 กิโลกรัม รวมเบื้องต้นประมาณ 400 กิโลกรัม

นอกจากนี้ยังพบ แผ่นป้ายทะเบียน งพ 7862 ชลบุรี และเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนรถอีกหลายรายการ
เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดรถยนต์และของกลางทั้งหมด นำไปเก็บรักษาและตรวจยึดตามขั้นตอนที่กองร้อย ตชด.234 ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมาย และเร่งติดตามตัวผู้ขับขี่ที่หลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.จอหอโคราช โชว์ฝีมือ จับโจรเก่าพ้นคุก 10 ปี ไม่กี่เดือน ลักทรัพย์ซ้ำ /สาวโคราชร้องตำรวจ ถูกหญิงรู้จักกันนำหินและเต่ามงคลมาขาย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 01.00 วันที่ 23 กันยายน 2569 พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.จอหอ สั่งการให้ พ.ต.ท.สมโชค คัดสูงเนิน รอง ผกก.สส.สภ.จอหอ และ พ.ต.ท.ขัตติยะ เขียวอุตสา สว.สส.สภ.จอหอ ร.ต.อ.เมธี ปะวิโน รอง สว.สส.สภ.จอหอ
พร้อมกำลังชุดสืบสวน ลงพื้นที่เร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ในพื้นที่รับผิดชอบ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายพรศักดิ์ หรือเอ็กซ์ โพธิ์แก้ว อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามคดีลักทรัพย์ หลังพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลักทรัพย์จำนวน 2 คดี ในพื้นที่ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมของกลาง 1.ไอแพด พร้อมปากกา จำนวน 2 เครื่อง 2.หมวกกันน็อค ยี่ห้อ AVEX รุ่น boco สีเหลือง ด้านข้างมีหมายเลข 8 จำนวน 1 ใบ

3.พัดลมพกพา สีขาว ยี่ห้อ JisuLife จำนวน 1 ตัว
4.พัดลมพกพา สีเทา ยี่ห้อ JisuLife จำนวน 1 ตัว
5.สายชาร์จ+หัวชาร์จ Xiaomi จำนวน 1 ชุด
6.สายชาร์จ+หัวชาร์จ Apple Lightning จำนวน 1 ชุด
7.เสื้อกีฬาแขนสั้นคอปก สีน้ำเงิน จำนวน 1 ตัว
8.โน๊ตบุ้ค ยี่ห้อ Lenovo พร้อมกระเป๋า+สายชาร์จ+เม้าส์ จำนวน 1 ชุด9.เสื้อเชิ้ตแขนยาวคอปก สีขาว-ดำ จำนวน 1 ตัว
10.กางเกงยีนส์ขายาว สีดำ จำนวน 1 ตัว
11.รองเท้าแตะ ยี่ห้อ CROCS สีขาว จำนวน 1 คู่
12.กระเป๋าสะพายข้าง ยี่ห้อ L-ATTENTION สีเขียว จำนวน 1 ใบ 13.ตัวสกัดปูน สีส้ม (ด้ามจับเป็นยาง) จำนวน 1 อัน

คดีนี้สืบเนื่องจากเกิดเหตุลักทรัพย์ในเคหสถานหลายครั้งในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมทั้งตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์ จนพบเบาะแสเชื่อมโยงไปถึงนายพรศักดิ์จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เคยมีประวัติก่อเหตุลักทรัพย์ในเคหสถานมาแล้วหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้เคยต้องโทษจำคุกเป็นเวลานานถึง 10 ปี และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะกลับมาก่อเหตุลักทรัพย์อีกครั้ง โดยประวัติที่ผ่านมาเคยก่อเหตุลักทรัพย์มาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง

เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเคหะสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น สำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมและรับของโจร”ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.จอหอ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ. นครราชสีมา

สาวโคราชร้องตำรวจ ถูกหญิงรู้จักกันนำหินและเต่ามงคลมาขาย อ้างขโมยพ่อแม่มา ก่อนเรียกเงินรวมกว่า 2 แสนบาท เพื่อไม่ให้ดำเนินคดีรับของโจร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นางก้อย นามสมมุติ อายุ 44 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.อ ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา หลังได้รับความเสียหายจากกรณีซื้อหินมงคลจากหญิงรายหนึ่งชื่อน้ำ ก่อนถูกเรียกเงินเพิ่มเติม โดยอ้างว่าหินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ขโมยมาจากพ่อแม่ของผู้ขาย เหตุเกิดบริเวณร้านอาหารแห่งหนึ่ง ถนนจอมสุรางค์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา

ผู้เสียหาย ระบุว่า รู้จักหญิงรายดังกล่าว ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่า น.ส.น้ำ โดยช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 น.ส.น้ำ ได้นำหินมงคลมาเสนอขายให้ผู้เสียหายที่บ้าน โดยระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน 2569 มีการซื้อขายหินมงคลรวม 7 ชิ้น รวมเต่ามงคล 2 ตัวคิดเป็นเงิน 13,970 บาท พร้อมมีหินแถมเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง

ต่อมา น.ส.น้ำ แจ้งกับผู้เสียหายว่า หินมงคลที่นำมาขายนั้นขโมยมาจากพ่อและแม่ของตนเอง พร้อมอ้างว่าครอบครัวจะดำเนินคดีกับผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกังวลกลัวจะถูกดำเนินคดี และมีการจ่ายเงินให้ น.ส.น้ำ อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี

ผู้เสียหายระบุว่า ได้จ่ายเงินไปแล้วรวมทั้งสิ้น 212,483 บาท โดยมีสลิปโอนเงินชัดเจน ก่อนจะไม่มีเงินจ่ายเพิ่มเติม ต่อมา น.ส.น้ำ แจ้งว่าสามารถผ่อนชำระเป็นรายวันได้ ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเหมือนถูกคุกคาม จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.น้ำ และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตชด.234 บุกจับชายวัย 40 ยึดยาบ้า 1,093 เม็ด–ปืนเถื่อน 3 กระบอก พร้อมกระสุน 65 นัด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ชุดปฏิบัติการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 สนธิกำลังเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร เมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 กันยายน 2569 ก่อนจับกุมนายณัฐธีน์ ศิริเลิศรัตน์ อายุ 40 ปี และขยายผลตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางเป็น ยาบ้า 1,093 เม็ด แบ่งเป็นเม็ดสีแดง 1,081 เม็ด และสีเขียว 12 เม็ด พร้อม อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 3 กระบอก ได้แก่ ปืนสั้นขนาด .38 ปืนยาวขนาด .22 และปืนสั้นขนาด 9 มม. รวมทั้งกระสุนปืนหลายขนาด 65 นัด และอุปกรณ์เก็บเสียงอีก 1 ชิ้น

นอกจากนี้ยังตรวจยึด รถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ สีเขียว 1 คัน เป็นของกลาง โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองยาเสพติด อาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงข้อกล่าวหาอื่นตามพฤติการณ์ของคดี

หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และสอบสวนขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทหารพรานลุยสกัดยา! พบยาบ้ากระสอบเขียว 52 ก้อน รวมกว่า 1.04 แสนเม็ด คนส่งไหวตัวทันขี่ จยย.หนี

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2103 ฉก.ทพ.21 ขยายผลเครือข่ายยาเสพติด หลังได้รับข้อมูลว่าจะมีการนัดหมายส่งมอบยาเสพติดบริเวณรอยต่อ อ.ดงหลวง กับ อ.เมืองมุกดาหาร

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการนำยาเสพติดมาส่งมอบบริเวณ ถนนหลวงชนบทหมายเลข 3008 คำป่าหลาย–ดงหลวง เขตบ้านคำป่าหลาย หมู่ 1 ต.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร จึงวางกำลังเฝ้าติดตาม

กระทั่งพบชายต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน นำ กระสอบสีเขียว ไปวางทิ้งไว้บริเวณป้ายเตือนข้างทาง เมื่อสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ ชายดังกล่าวได้เร่งเครื่องยนต์ขี่รถหลบหนีไปโดยอาศัยความชำนาญในพื้นที่

เจ้าหน้าที่จึงประสาน ตำรวจ สภ.คำป่าหลาย ร้อย ตชด.234 และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ร่วมตรวจสอบกระสอบดังกล่าว พบภายในเป็น ยาบ้าซุกซ่อนจำนวน 52 ก้อน ประมาณ 104,000 เม็ด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางนำไปเก็บรักษาไว้ที่ ทก.ร้อย.ฉก.ทพ.2103 พร้อมประสานหน่วยงานความมั่นคงร่วมตรวจนับอย่างละเอียด และเร่งติดตามตัวผู้ที่นำยาเสพติดมาวางไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เบนซ์หรูฝ่าวงล้อม! “เบิ้ม มุกดาหาร” วัยรุ่นสร้างตัวจากนิคมคำสร้อยซิ่งหนีทหารพรานชนรถราชการ สุดท้ายจนมุมพร้อมของยาบ้า 1.2 หมื่นเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 พ.ต.ธนากร นผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 นำกำลังบูรณาการร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษ ฉก.ทพ.21 วางแผนขยายผลจับกุม นายวัชรพล ชาติชนา หรือ “เบิ้ม” อายุ 28 ปี ชาว ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พร้อมของกลางยาบ้า 12,120 เม็ด หลังสืบสวนขยายผลจากผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายก่อนหน้า

ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายณัทพงศ์ รุ่งปริยศรีสกุล และได้ขยายผล โดยนายณัทพงศ์สมัครใจให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการติดต่อล่อซื้อยาเสพติดและชี้เป้าหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาลดหย่อนโทษตามกฎหมายยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงนำข้อมูลมาวางแผนจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

กระทั่งเวลา 06.30 น. วันที่ 16 กันยายน เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถเก๋ง Mercedes-Benz สีขาว ทะเบียน กฉ 9284 มุกดาหาร ซึ่งเป็นรถที่นายวัชรพลใช้เดินทางนำยาบ้ามาส่งตามนัดหมาย บริเวณสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาค สาขามุกดาหาร ซอยคำมุกดา ถนนเมืองใหม่ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร

เมื่อรถคันดังกล่าวเดินทางมาถึงจุดนัดหมายและจอดตามที่กำหนด เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าตรวจซึ่งกระจายกำลังอยู่ในพื้นที่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าตรวจสอบ แต่นายวัชรพลมีท่าทีตกใจและพยายามขับรถหลบหนี โดยขับฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่จนพุ่งชนรถยนต์ของทางราชการได้รับความเสียหาย 1 คัน

เจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์แล้วเกรงว่าการปล่อยให้รถหลบหนีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงใช้ยุทธวิธีเพื่อหยุดรถและสามารถควบคุมตัวนายวัชรพลไว้ได้ ก่อนเข้าตรวจค้นภายในรถยนต์ผลการตรวจค้นพบยาบ้าเม็ดสีแดงจำนวน 12,000 เม็ด และยาบ้าเม็ดสีเขียวจำนวน 120 เม็ด รวมทั้งสิ้น 12,120 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องกระดาษสีน้ำตาลภายในรถยนต์

จากการสอบถามเบื้องต้น นายวัชรพลรับว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองและเตรียมนำมาส่งให้ลูกค้าตามที่นัดหมายไว้ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งการจับกุมและข้อกล่าวหาเบื้องต้น ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางมายังที่ทำการกองร้อย ฉก.ทพ.2103 เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางอย่างละเอียด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกจับกุม ก่อนนำตัวนายวัชรพลพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงเครือข่ายยาเสพติดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชุด ปส..ตชด.14 ร่วมกับ ชุดปราบปรามยาเสพติด จ.ประจวบฯ และสุนัข K9. ตรวจยึดยาบ้า 20,000 เม็ด หลังโยนยาบ้าทิ้งรอดหวุดหวิด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 ก.ย. 2569 ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ นายสิทธิชัย สวัสแสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 ( ผกก ตชด.14 ) นายเนรมิตร เหลืองอร่ามฟ้า นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และ พ.อ.ชูพงษ์ สายอุบล รอง ผอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐพล พลอยท้วม ผู้บังคับกองร้อย ตชด.144/หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14, นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายอุดร ผโรประการณ์ ปลัดอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุด ชปข./ชปส.กก.ตชด.14 ตำรวจทางหลวงประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันสืบสวนปราบปรามผู้ต้อวหาเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่โดยสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่า จะมีผู้ต้องสงสัยขนลำเลียงยาเสพติด (ยาบ้า) จากพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น TRITON สีดำ ไม่ทราบทะเบียน จึงได้เฝ้าสืบสวนหาข่าว ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 18 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตามเส้นทาง จนกระทั่งในวันที่ 18 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 06.20 น. พ.ต.ท.ณัฐพลฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ได้พบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นกระบะยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น TRITON สีดำ ตรงตามที่รับแจ้ง ขับมาด้วยความเร็วบนถนนบายพาสขาล่องใต้ ในพื้นที่ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าภายในมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ จึงได้ประสานกำลังไล่ติดตามมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงตลาดปราณบุรี และติดตามอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรถยนต์กระบะคันดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงเกาะหลัก ถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อขอเข้าทำการตรวจค้น แต่ผู้ขับขี่ได้เร่งเครื่องขับหลบหนีไปตามถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด เมื่อมาถึงบริเวณพื้นที่หมู่ 2 ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากสถานีบริการน้ำมันบางจากประมาณ 100 เมตร ผู้ขับขี่ได้ลดกระจกฝั่งผู้โดยสารข้างคนขับลง แล้วโยนวัตถุห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาวขุ่นจำนวน 2 ห่อ ทิ้งลงบริเวณชายป่าข้างทาง จากนั้นได้ขับรถหลบหนีต่อไปจนถึงพื้นที่หมู่ 9 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนเลี้ยวเข้าไปในทางสาธารณะทิศตะวันตก และอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ต่อมาเวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ชุด ปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14 พร้อม ชปส.ประจวบฯ และสุนัขสงคราม K9.ได้เข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยบริเวณชายป่าจุดเกิดเหตุ พบห่อกระดาษสีขาวขุ่นชุบเทียนไข ประทับตราสัญลักษณ์ “999” จำนวน 2 ห่อ จากการตรวจสอบภายในพบยาเสพติด (ยาบ้า) บรรจุอยู่ห่อละ 5 มัด มัดละ 10 ถุง (ถุงละประมาณ 200 เม็ด) รวม 20,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันทำบันทึกตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจพิสูจน์และเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จะ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มท.2 พลพีร์ สุวรรณฉวี นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกทลาย 2 บ่อนพนันเปิด 24 ชั่วโมง กลางเมืองเชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์” มท.2 พลพีร์ สุวรรณฉวี นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกทลาย 2 บ่อนพนันเปิด 24 ชั่วโมง กลางเมืองเชียงใหม่ ลุยปิดเกมแหล่งอบายมุข ปราบปรามบ่อนการพนัน คืนความสุข สร้าเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัยพบพนักงานบ่อนเป็นคนต่างด้าวล้วน
รวบนักพนันพร้อมเจ้ามือกว่า 100 คน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการเน้นย้ำนโยบายจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล กวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายที่สร้างความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน มอบหมายให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการ

สอบสวนและนิติการ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสํานักอํานวยการกองอาสารักษาดินแดน นายปองพล อุทัยวัฒนเดช ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา และนายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อย่างจริงจัง

สืบเนื่องจากกรมการปกครอง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน (ขอปกปิดนาม) ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากบ่อนการพนันมอมเมาประชาชนในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ฝ่ายปกครองจึงส่งชุดสืบสวน สำนักการสอบสวนและนิติการ ลงพื้นที่เอ็กซเรย์และเข้าแฝงตัวสืบสวนเชิงลึก จนพบเบาะแสชัดเจนว่ามีการเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ฝังตัวอยู่ในแหล่งชุมชนและย่านเศรษฐกิจ 2 แห่ง ได้แก่

  1. “บ่อนภัทรวัลย์” (ย่านสันติธรรม) บริเวณชั้น 1 อาคารภัทรวัลย์เพลส ซอยถนนเสริมสุข ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ดัดแปลงเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในเปิดเล่นการพนันหลายประเภท ทั้ง ไฮโล ตู้ยิงปลา และบาการ่า มีการตั้งเคาน์เตอร์ยึดโทรศัพท์มือถือและตรวจค้นร่างกายก่อนเข้าเล่นเพื่อระวังป้องกันอย่างแน่นหนา
  1. “บ่อนศรีปิงเมือง” (ย่านหายยา) บริเวณศูนย์อาหาร กาดเวียงพิงค์ ถนนศรีปิงเมือง ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ ลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียว มีทางเข้าออกทางเดียว มีพนักงานรักษาความปลอดภัยยึดอุปกรณ์สื่อสารเคร่งครัด ภายในเปิดให้เล่นการพนันทายภาพสัตว์ น้ำเต้าปูปลา (มะโขกโหลก/บักโตคอน) บนโต๊ะขนาดใหญ่ ใช้ลูกเต๋ารูปสัตว์ 4 ลูก โดยมีแรงงานต่างด้าวเป็นพนักงานคอยบริการรับแทง-จ่ายเงิน มีนักพนันเข้าหมุนเวียนเล่นตลอดทั้งวัน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

จากการสืบสวนพบว่า ทั้ง 2 บ่อน มีระบบรักษาความปลอดภัยและการป้องกันเจ้าหน้าที่อย่างรัดกุม มีการติดกล้องวงจรปิดรวมกันนับสิบตัว มีพนักงานการ์ดคอยเฝ้าระวัง และพบพฤติกรรมเจ้ามือคอยจัดเก็บเงินสดใส่กระเป๋าถือขนาดใหญ่เพื่อเตรียมส่งมอบต่อผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง มีพนักงานเป็นชาวกัมพูชา เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 อย่างชัดเจน

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น.ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำกำลังเข้าปิดล้อมจู่โจมพร้อมกันทั้ง 2 จุด เพื่อตัดเส้นทางหลบหนีและเข้าควบคุมสถานการณ์ทันทีผลการดำเนินการผู้จับกุมนักพนันกว่า 100 ราย

(ต่างด้าว 2ราย)ผู้จัดให้มีการเล่น 14 ราย (ต่างด้าว 8ราย)ผู้สนับสนุนให้มีการเล่น 4 รายยึดของกลาง เช่น เงินสด และชิปแทนเงินสด รวมกว่า 2 ล้านบาท อุปกรณ์การเล่นจำนวนมาก บัญชีเงินหมุนเวียน เอกสารการเช่าสถานที่ เป็นต้น

กรมการปกครองย้ำชัด พร้อมเดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและแหล่งอบายมุขทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความมั่นใจ ความปลอดภัย และส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวให้กับเชียงใหม่หากประชาชนพบเห็นเบาะแสบ่อนการพนัน หรือสิ่งผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ/จังหวัด หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรมกรมการปกครอง หมายเลข 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

#ปราบเซียนนครพิงค์
#กรมการปกครอง //

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผงะ ..!! หนุ่มเหยียบรถตู้หนีตำรวจชนกำแพง เจอไอซ์ 464 กิโลกรัม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 15 กันยายน 2569 พ.ต.ท.สุรนันท์ มีพันธ์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับเหตุรถตู้ชนกำแพงรั้วหัวมุมสี่แยกดอนทรายทางไปถนนสุขจิต ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เมื่อไปถึงพบรถตรวจการณ์ของตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ 3 คัน มี ร.ต.อ.ประวิทย์ ภู่ทอง รองสารวัตร ส.ทล.3 กก.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติต บก.ปส. ชุดสืบสวนตำรวจ

ภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หลายสิบนายยืนรายล้อมตัวรถ และควบคุมตัวคนขับขี่ นายมินธาฎา มาป้อ อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดกาญจบุรี สวมเสือแจ๊กเก็ตสีดำมีฮูดและกางเกงยีนส์สีดำ มือไพล่หลังถูกใส่กุญแจมือ มีตำรวจยืนประกบ ขณะที่กำแพงรั้วข้างบ้านถูกรถตู้ฮุนไดรุ่นทัวริ่ง สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฮอ 6169 กรุงเทพมหานคร ชนทะลุรั่วพังไป 2 ช่วงเสา เคราะห์ดีมีต้นไม้ข้างรั้วรับกระแทก มิเช่นนั้นรถอาจชนถึงตัวอาคารได้

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูทั้งสองข้าง พบกระสอบจำนวนหลายสิบใบ ภายในมีถุงบรรจุยาเสพติดหลายถุง โดยสภาพรถด้านหน้าพังยับเยิน เจ้าหน้าที่ต้องนำรถสไลด์ยกรถตู้ขึ้นไปตรวจสอบของกลางที่สถานีตำรวจ 3 กองกำกับการ 2 ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้น พ.ต.อ.ประสงค์ พันธ์สวัสดิ์ ผกก.กก.4 บก.สกส. บก.ปส. พ.อ.ประกาศ จันจะนะ รอง ผบ.ฉก.จงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ ร่วมตรวจสอบของกลาง

นำของกลางเป็นกระสอบออกจากห้องโดยสารรถนับได้จำนวน 23 กระสอบ เมื่อแกะออกดูแต่ละกระสอบมีจำนวนยาเสพติดห่อละ 1 กิโลกรัม จำนวน 20 ห่อ รวมทั้ง 464 ห่อ หรือ 464 กิโลกรัม มีมูลค่า 464 ล้านบาทเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดเปิดเผยว่า ได้สืบทราบว่าคนร้ายไปรับยาจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อไปส่งที่จังหวัดสงขลา โดยเจ้าหน้าที่พยายามติดตามเส้นทางคนร้าย กระทั่งมาถึงบริเวณตำบลบ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงได้ประสานตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ ช่วยสกัดรถของคนร้าย

กระทั่งคนร้ายเริ่มรู้ตัวว่ามีผู้ติดตาม และพยายามทำความเร็วเหยียบหนีรถของเจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านสี่แยกประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางหลักเข้าตัวเมือง คนร้ายบึ่งรถเพื่อเข้าเส้นทางรองโดยไปยังแยกเกาะหลักเข้าสู่ถนนเกาะหลัก เพื่อจะหลบสายตาเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากไม่ใช้คนพื้นที่และไม่คุ้นชินเส้นทาง คนร้ายได้หักเลี้ยวที่สี่แยกดอนทราย ระหว่างถนนเกาะหลักตัดกับถนนสุขจิต แต่เนื่องจากเป็นทางโค้ง ทำให้รถเสียหลักชนเข้ากับกำแพงรั้วบ้านอย่างจังและถูกจับกุมในที่สุด

นายมินธาฎา มาป้อ คนขับรถตู้พร้อมยาไอซ์ กล่าวว่า ตนรับจ้างขนยามาแล้ว 2 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 1.5 แสนบาท และครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 3 ได้ค่าจ้าง 5 แสนบาท เนื่องจากเป็นเส้นทางไกลเหนือสุดใต้สุด ต้นทางจากแม่สายตนขับรถตู้โตโยต้าคอมมิวเตอร์ลำเลียงยาไอซ์มาในรถ และแวะพักที่จังหวัดลำปางโดยเปลี่ยนเป็นรถฮุนไดเอช 1 จากนั้นเดินทางลงใต้ ก่อนแวะค้างคืนที่โรงแรมในจังหวัดราชบุรี ก่อนมาถูกจับดังกล่าว สำหรับค่าจ้าง 500,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ตนเองเตรียมไปจัดพิธีแต่งงานกับแฟนสาวเจ้าหน้า ปส.จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางไปยัง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพื่อขยายผลและดำเนินคดีต่อไป

ภาพ/ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มุกดาหาร กวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด รวบ 4 ผู้ต้องหา ยึดยาบ้ากว่า 2.8 หมื่นเม็ด และไม้พะยูงหวงห้าม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 ณ บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) กกล.สุรศักดิ์มนตรี ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้

นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุมผู้กระทำผิดคดียาเสพติดและตรวจยึดไม้หวงห้าม ซึ่งเป็นผลงานร่วมกันของกองร้อยทหารพรานที่ 2103 (หน่วยงานหลัก), นรข.เขตนครพนม และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายแรก พร้อมยาบ้า 1,836 เม็ด ก่อนเปิดปฏิบัติการขยายผลอย่างต่อเนื่องจนถึง

วันที่ 16 กันยายน สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายเพิ่มอีก 3 ราย รวมจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ นายชูวงศ์ อายุ 34 ปี, นายพัทธพล อายุ 44 ปี, นายณัทพงศ์ อายุ 49 ปี และนายวัชรพล อายุ 28 ปี

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจยึดไม้พะยูงหวงห้ามจำนวน 3 ท่อน/เหลี่ยม ปริมาตรราว 0.197 ลบ.ม. เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสรุปรายการของกลางทั้งหมด ยาบ้า รวมทั้งสิ้น 28,096 เม็ด (เม็ดสีแดง 27,823 เม็ด และสีเขียว 273 เม็ด) รถยนต์กระบะ โตโยต้า วีโก้ 1 คัน, รถยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า โซนิค (ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน) 1 คัน ไม้พะยูง 3 ท่อน/เหลี่ยมเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้บันทึกการจับกุมและรวบรวมของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แกะรอยโจร จยย. จากกล้องวงจรปิด! ตร.คำป่าหลาย รวบ 4 ผู้ต้องหาต่างวัย หลังตระเวนขโมยรถจักรยานยนต์จากรีสอร์ทมุกดาหาร ข้ามไปซุกนครพนม

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ตำรวจชุดสืบสวน สภ.คำป่าหลาย แกะรอยกล้องวงจรปิดตามเส้นทางถนนชยางกูร หลังได้รับแจ้งรถจักรยานยนต์ถูกขโมยจากรีสอร์ทกลางดึก พบกลุ่มผู้ก่อเหตุ 3 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คันเข้ามาจอด ก่อนแบ่งหน้าที่ดูรถเป้าหมายและนำรถออกจากที่เกิดเหตุ กระทั่งขับรถรวม 3 คันมุ่งหน้าไปทาง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตำรวจประสานชุดสืบสวนหลายพื้นที่ ก่อนติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมของกลางและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 06.30 น. นายประทีป ใจเพชร อายุ 51 ปี ชาว ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.คำป่าหลาย ว่า รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ-แดง ทะเบียน 1กย 9545 มุกดาหาร ของตนถูกคนร้ายขโมยไปจากรีสอร์ทสวนปาล์มในช่วงกลางคืน

หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.คำป่าหลาย ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณรีสอร์ทและตามเส้นทางโดยละเอียด พบว่าเหตุเกิดเวลาประมาณ 04.50 น. มีกลุ่มผู้ก่อเหตุ 3 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ โดยคันแรกเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีขาว-แดง มีผู้ขับขี่ 1 คน ส่วนอีกคันเป็นฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน ลักษณะแต่งซิ่ง มีผู้ซ้อนท้ายมาด้วย 2 คน

จากภาพวงจรปิดพบว่า รถจักรยานยนต์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้ารีสอร์ท ก่อนหนึ่งในผู้ก่อเหตุเดินเข้าไปบริเวณลานจอดรถเพื่อสังเกตและเลือกรถจักรยานยนต์เป้าหมาย จากนั้นเดินกลับออกไปส่งสัญญาณให้พวกที่เหลือเข้ามาดำเนินการ โดยหนึ่งในผู้ก่อเหตุใช้เท้ายันบริเวณคอรถจักรยานยนต์ที่จอดล็อกอยู่ ขณะที่อีกคนช่วยเข็นรถออกจากจุดจอด ก่อนขับรถหลบหนีออกไป

ต่อมาเวลาประมาณ 05.00 น. กลุ่มผู้ก่อเหตุขับรถจักรยานยนต์รวม 3 คัน ซึ่งรวมถึงรถที่ถูกขโมย มุ่งหน้าไปทาง อ.ธาตุพนม ตามเส้นทางถนนชยางกูร และปรากฏผ่านกล้องวงจรปิดบริเวณตู้ยาม สภ.คำป่าหลาย เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจุดอื่น ๆ ต่อเนื่อง พบว่าผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนยังคงขับขี่รถจักรยานยนต์เกาะกลุ่มกันไปตามเส้นทางดังกล่าว

ชุดสืบสวนจึงรวบรวมคลิปจากกล้องวงจรปิดแต่ละจุด พร้อมภาพรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุและรถของผู้เสียหาย ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธาตุพนม สภ.เมืองนครพนม และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุและรถจักรยานยนต์ที่สูญหาย

จากการประสานข้อมูล เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองนครพนม ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี เคยมีกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงที่มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน และพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม มีพฤติการณ์ตระเวนก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการสืบสวนและตรวจสอบความเชื่อมโยง

กระทั่งวันที่ 15 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.ประดิษฐ์ วงชารี สว.สภ.คำป่าหลาย ได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.อภิชาติ ศรีสุโคตร์ รอง สว.สส.สภ.คำป่าหลาย พร้อมชุดสืบสวน ดำเนินการติดตามและจับกุมผู้ต้องหา ได้แก่ นายอนุสรณ์ คัณทะชัย อายุ 20 ปี, นายณัฐวุฒฆ์ อายุ 16 ปี ชาว ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม, น.ส.พรรณศร ชอบธรรม อายุ 20 ปี ชาว ต.หนองแวง อ.บ้านแพง จ.นครพนม และนายณัฐพนธ์ สิทธิ์ขุนทด อายุ 20 ปี ชาว ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์” พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานหลายรายการ ประกอบด้วย หมวกกันน็อค Spacecrown สีดำ 1 ใบ, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน 1 กฐ 6337 นครพนม 1 คัน, ใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ-แดง ทะเบียน 1 กย 9545 มุกดาหาร 1 เล่ม, หมวกกันน็อค Spacecrown สีดำมีลาย 1 ใบ,

เสื้อฮูดแขนยาวสีดำ-ขาวมีตัวอักษร MC 1 ตัว, เสื้อฮูดแขนยาวสีแดงมีตัวอักษร Ferari 1 ตัว, กางเกงยีนส์ขายาว 1 ตัว, กางเกงขายาวสีขาว 1 ตัว และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ iPhone, realme, Infinix และ Redmi อย่างละ 1 เครื่องภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.คำป่าหลาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมสอบสวนขยายผลตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่อื่นเพิ่มเติมหรือไม่

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ร้องเรียนไม่ปล่อยผ่าน! ฝ่ายปกครองมุกดาหารลงตรวจบ้านพักสวนยางหลังได้รับเรื่องร้องเรียน จับหนุ่มวัย 49 พร้อมยาบ้า 6,173 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – ฝ่ายปกครองสนองข้อร้องเรียนชาวบ้าน ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักภายในสวนยางพาราด้านทิศตะวันออก บ้านหนองแวง หมู่ 8 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องกับการเสพและจำหน่ายยาเสพติดให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนและความหวาดกังวลให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ก่อนจับกุมชายวัย 49 ปี พร้อมยาบ้ากว่า 6,000 เม็ด

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร และนายพรชัย ไผ่ล้อม ป้องกันจังหวัดมุกดาหาร ได้มอบหมายให้นายจิรวัฒน์ ใจสำราญ ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดมุกดาหารที่ 1 (ผบ.ร้อย อส.จ.มห.1) พร้อมด้วยนายศักดิ์สิทธิ์ วงศ์ศรีทา รองผู้บังคับกองร้อย อส.จ.มห.1 นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียน

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณบ้านพักภายในสวนยางพาราด้านทิศตะวันออก บ้านหนองแวง หมู่ 8 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลมีพฤติการณ์เสพและจำหน่ายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนภายในหมู่บ้าน

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายขจรศักดิ์ ล้ำเลิศ อายุ 49 ปี พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 6,173 เม็ด จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับพร้อมของกลางไปจัดทำบันทึกจับกุมที่กองร้อย อส.จ.มห.1 ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ยาบ้า #ฝ่ายปกครองมุกดาหาร #ปราบปรามยาเสพติด