คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ส.ผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนพัทยา-นักเต้น 30 ปท. ระเบิดฟลอร์พัทยา-เชฟตะวันออกถกประชุมสมาพันธ์ฯ รับไตรมาส 3

แชร์เนื้อหานี้

ส.ผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนพัทยาร่วมแสดงความเสียใจ เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ย้ำสมาชิกใส่ใจความปลอดภัย

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา กล่าวถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป้้นจำนวนมากว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาขอแสดงความเสียต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

ทั้งนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาได้ให้ความสำคัญด้านคบามปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สมาคมฯเองก็มีการประชุมพูดคุยเน้นย้ำสมาชิกอยู่โดยตลอด ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเรื่องความปลอดภัยภายในสถานประกอบการของเองเป็นอย่างดี

”เหตุการณ์เกี่ยวกับสถานบริการถูกไฟไหม้แล้วมีผู้เสียชีวิตไม่ควรเกิดขึ้นอีก จึงขอฝากหน่วยงานภาครัฐให้เอาจริงเอาจังกับผู้ประกอบสถานประกอบการที่ละเลยความปลอดภัย สถานที่ที่ไม่มีทางหนีไฟมากเพียงพอ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็จะเกิดความสูญเสียที่ร้ายแรงได้“ นายยกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ระบุ

นักเต้น 30 ปท. ระเบิดฟลอร์พัทยา แห่ชิงชัยสุดเหวี่ยง ROYAL SIAM CUP THAILAND 2026 โคตรคึก!

มีรายงานบรรยากาศการจัดงาน ROYAL SIAM CUP THAILAND 2026 เวทีการแข่งขัน Ballroom และ Latin Dance ระดับโลก ภายใต้ World Dance Organisation (WDO) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569 ที่รออัลคลิฟโฮเท็ลกรุ๊ป พัทยา จ.ชลบุรี พบว่างานแข่งขันในปีนี้มีความคึกคักตลอดช่วงจัดงาน

โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 จะเป็นกิจกรรมงาน International Dance Camp ที่เปิดเวทีสัมผัสประสบการณ์กับ Master และโค้ชระดับแชมป์ มาถ่ายทอดความรู้ และเทคนิคการเต้น

และในวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 เป็นการชิงชัยการแข่งขัน ROYAL SIAM CUP Competition ที่มีทั้งนักลีลาศ นักเต้นระดับแชมป์โลก ครูผู้เชี่ยวชาญ และผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วม ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกงานระดับชาติที่จบลงไปอย่างสวยงาม ช่วยสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติให้เมืองพัทยาได้เป็นอย่างดีก

เชฟตะวันออกถกประชุมสมาพันธ์ฯ รับไตรมาส 3 พร้อมเปิดเวที Business Matching ผู้ซื้อพบผู้ขาย

วันที่ 13 ก.ค.69 ที่ห้องณุศา โรงแรมดี วารี จอมเทียนบีช จ.ชลบุรี เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ นายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เป็นประธานเปิดการประชุมสมาชิกสมาพันธ์ภาคตะวันออก ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดยมี สมาชิกสมาพันธ์ฯ ตัวแทนร้านค้าสมาชิกวิสามัญ และคนในวงการอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงานเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ โดยมี นายวรชัย ทองชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการบัญชีสำหรับธุรกิจโรงแรม และระบบหลังบ้านให้กับสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกและผู้ประกอบการในพื้นที่พัทยาและชลบุรี เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการควบคุมต้นทุน ทั้งเรื่องต้นทุนอาหาร ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนรวม ยอดขายต่อวัน กำไรขั้นต้น ต้นทุนต่อจาน มูลค่าสต็อก อัตราของเสีย ยอดขายเฉลี่ยต่อบิล และกำไรสุทธิ

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้เชฟและผู้บริหารครัวได้พบปะกับผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบอาหารโดยตรง เป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างห้องอาหาร โรงแรม และซัพพลายเออร์

ยังเป็นเวทีเจรจาซื้อขาย แลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้า และบริการในเงื่อนไขพิเศษ ตลอดจนแนะนำผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมอุปกรณ์เครื่องครัวยุคใหม่ ก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำ พูดคุยและแสดงความความคิดเห็นระหว่างสมาชิกและพันธมิตร ซึ่งพบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /” ยุทธศาสตร์ชาติ “เชียงราย ขับเคลื่อนนโยบาย ด้านยาเสพติดครบวงจร สั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สแกนผู้ค้า ผู้เสพ รายเล็กราย ใหญ่ ต้องเห็นผล

แชร์เนื้อหานี้

” ยุทธศาสตร์ชาติ “เชียงราย เข้มขับเคลื่อนนโยบาย ด้านยาเสพติด นายอำเภอเมืองเชียงราย ลงพื้นที่ตำบลบ้านดู่ ส่งสอบความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ผู้ว่าเชียงราย กำชับทุกนายอำเภอ เข้มงวดยุทธการณ์ปราบยาเสพติด ใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง สั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สแกนผู้ค้า ผู้เสพ รายเล็กราย ใหญ่ ต้องเห็นผลเป็นที่ประจักษ์

เมื่อที่10 ก.ค.2569 นายญาณวุฒิ สุดพิมพ์ศรี นายอำเภอเมือง จ.เชียงราย เป็นประธาน พิธีส่งมอบความยั่งยืนให้หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการตำบล ยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสร์ชาติ โดนมีนายวินัย ธุวะคำ กำนันตำบลบ้านดู่ พ.ต.อ.อนุสรน์ หน่อคำบุตร ผ.ก.ก.สภ.บ้านดู่ เทศบาลตำบลบ้านดู่และภาคีเครือข่ายฯ มาร่วมพิธีเพื่อรับมอบความยั่งยืน อันเป็นเจตนารมณ์แก้ปัญหายาเสพติด

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย เพื่อการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างจริงจัง หลังจากกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรีมีบัญชาถึง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานภาครัฐ ดำเนินการปราบปรามยาเสพติด และให้ผู้ว่าราชการ ทุกจังหวัดเข้มงวดในการสนองรับขับเคลื่อนนโยบายอย่างเห็นเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชายแดนติดกับต่างประเทศที่มีแหล่งผลิต และลักลอบลำเลียงขนเข้ามาขาย ภายในประเทศ อันปรากฏเจ้าที่ทหาร และตำรวจปราบปรามยาเสพติด ห้วงขณะนี้จับได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญให้เร่งสแกนหาผู้ค้าทั้งรายใหญ่ รายเล็ก

ผ่านตาสัปรด ผู้นำชุมชน หมู่บ้าน และรายงานผล เข้าสู่ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดที่รับผิดชอบเพื่อสรุปผลรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ที่รับผิดชอบ ขึ้นสู่กระทรวงมหาดไทย เป็นลำดับไป ณ.หอประชุมบ้านหัวฝาย หมู่ที่ 13 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย
ธนกฤต วรรมณี ผู้สื่อข่าวเชียงราย รายงาน ปกครองบ้านดู่ถ่ายภาพ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″

แชร์เนื้อหานี้

พัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรูป ให้โด้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นประธานเปิดงาน สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานเพชรบุรี 2026
โดยนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรีกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ณ ลานโปรโมชั่น 1 สุดการค้าเซ็นทรัลมหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี เปิดตัวดำเนินงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026 ” ตามโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปิงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาภาคเกษตรส่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรป ให้ได้

มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรม “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้
มาตรฐาน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการหลายภาคส่วนเข้าร่วม นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนายวิทยา ชูแก้วรองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี

นางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์เพชรบุรี นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาครนางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี แรงงานจังหวัดเพชรบุรีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี

ประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี รองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ผู้จัดการศูนย์กลุ่มจังหวัดให้บริการ SME ครบวงจร ภาคกลางตอนล่าง ๒ จังหวัดเพชรบุรี
เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษรักษาราชการแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาครประธาน ศพก. จังหวัดสมุทรสาคร

โครงการนี้นับเป็นกลไกสำคัญ ในการมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าด้วยนวัดกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เภษตรกร พร้อมผลักดันจังหวัดเพชรบุรีสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและช่องทางการจำหน่าย ถ่ายทอดเรื่องราว (Story) ของสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เช่น ทุเรียนบ้าเด็ง กล้วยหอมทอง น้ำตาลสด ขนมหม้อแกง สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง.

เปิดประตูสู่เมือง 3 รส เปรี้ยว เต็ม หวาน ของคีเมืองเพชรบุรี ในงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″ พบกับ ของดี ของเด็ด ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน ของจังหวัดเพชรบุรี มากกว่า 30 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมความบันเทิงจัดเต็มตลอดงาน การแข่งขันกินจุ”ซองดีเพชรบุรี” วันที่ 13 กรกฎาคม 2569การแสดงมินิคอนเสิร์ต มาให้ฟินติดขอบเวที จาก กานต์ ทศน วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 รางวัลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมาย อาทิ นาทีทอง

กิจกรรมหิ้วถุงผ้าแลกสินค้าอัตลักษณ์ฟรี วันละ 100 ชิ้น ทุกวัน ข้อปสินค้าครบทุก 100 บาท ลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมาย วันที่ 9-14 กรกฎาคม 2569
เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จัดโดย สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ / พลิกฟื้นเสน่ห์ เมืองเก่านราธิวาส สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับสากล UNDP ผนึกกำลัง 5 ชุมชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดนราธิวาสเดินหน้ายกระดับคุณค่าประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำบางนราสู่เวทีโลก เปิดตัวโครงการจับมือ 5 ชุมชนเมืองเก่า หนุนเศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งเป้ากระจายรายได้สู่กลุ่มเปราะบาง สตรี และเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ ร้าน WASEA BY NASIR อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการและการลงนามประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ

“โครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทเมืองเก่านราธิวาส” (Sustainable Tourism Development in the Context of Narathiwat Old Town) ผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท รู้รักสามัคคีนราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดย นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช กรรมการผู้จัดการ นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และตัวแทนชุมชนเมืองเก่านราธิวาสทั้ง 5 ชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช เปิดเผยว่า จังหวัดนราธิวาสได้รับขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่เขตเมืองเก่าที่มีคุณค่าและอัตลักษณ์โดดเด่น การขับเคลื่อนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNDP ภายใต้กรอบโครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ในประเทศไทย ระยะที่

2 ” โดยจะเน้นการดึงส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ผู้สูงอายุไปจนถึงคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันรวบรวมเรื่องเล่า (Storytelling) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และปั้นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อสร้าง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” (Cultural Economy) ที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ด้าน อาจารย์สมมาตร ดารามั่น ปราชญ์ชาวบ้าน ได้สะท้อนถึงเสน่ห์ลุ่มน้ำบางนราที่หล่อหลอมวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ไทย พุทธ จีน และมลายู มานับร้อยปี โดย 5 ชุมชนนำร่องในเขตเมืองเก่ามีอัตลักษณ์ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเสพประสบการณ์จริง ประกอบด้วย 1. ชุมชนตลาดเก่า (กะดาบาร์บี้): ย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แหล่งภูมิปัญญาอาหารทะเลแปรรูป เช่น น้ำบูดู และข้าวเกรียบปลา 2. ชุมชนท่าเรือ:

แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำ อู่ต่อเรือกอและ และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการบำบัดฟื้นฟูสังคม 3. ชุมชนท่าเรือ 2000: สัมผัสบรรยากาศตลาดปลาเย็นๆ วิถีประมงพื้นบ้านที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น 4. ชุมชนตลาดสด (ตลาดมะลิ): ที่ตั้งของ “บ่อแรกของนราธิวาส” ที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี และแหล่งรวมเมนูอาหารพื้นถิ่นในตำนานอย่าง โยะอีแก่ และข้าวเกรียบบางนราที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5. หมู่บ้านชาวประมง: ไฮไลท์วิถีชีวิตธรรมชาติริมชายฝั่งที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่หาดูได้ยากในเมืองใหญ่

สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติเศรษฐกิจโดยการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง สร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กลุ่มผู้หญิง เยาวชน และผู้สูงอายุ มิติสังคมและวัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแปรรูปอาหาร ผ่าน “กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้”มิติต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นการลดขยะริมน้ำ ลดการใช้พลาสติก และฟื้นฟูระบบนิเวศริมแม่น้ำบางนรา

นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายในการจัดทำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code หรือ YouTube เพื่อปักหมุดเรื่องเล่าของแต่ละมุมเมือง และส่งเสริมให้คนในพื้นที่ทำข้อมูลสุขภาพชุมชน (SDGs Profile) เพื่อสร้างเมืองเก่านราธิวาสให้น่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs 2030 อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสเป็น 1 ใน 5 จังหวัดเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน (Community-Driven Solutions) เพื่อยกระดับดัชนีการพัฒนาเป้าหมายความยั่งยืน (SDG Localisation) ในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกมิติ
/////////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /รองผู้ว่าฯจ.น่าน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ OTOP Product Champion : OPC

แชร์เนื้อหานี้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 9.30 น. ณ โรงแรมดิอิมเพรส น่าน ตำบลดูใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดสรรและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดน่าน ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สามารถพัฒนาต่อยอดสู่ระดับประเทศ

รวมทั้งเป็นการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ ใช้ประกอบการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ตลอดจนประชาสัมพันธ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกำหนดการในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน เวลา 08.30 – 09.00 น. แขกผู้มีเกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ภายในบริเวณงาน จากนั้นเวลา 09.30 น. เป็นพิธีเปิดงาน โดยประธานเดินทางมาถึงบริเวณงาน เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ชมการแสดง

นายสุทธิรักษ์ ศรีเสเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน กล่าวรายงาน และประธานกล่าวเปิดกิจกรรมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน พร้อมถ่ายภาพร่วมกันบนเวทีภายหลังพิธีเปิด ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป คณะทำงานจะดำเนินการพิจารณาตรวจสอบและกลั่นกรองผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ จังหวัดน่านขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามและให้กำลังใจผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดน่าน เพื่อร่วมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP น่าน

สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บึญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงานจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนากาการศึกษา จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจeปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (กลุ่มพิการและกลุ่มเปราะบาง)

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
นายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์เป็นประธานเปิด
การประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการศึกษา
จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในหน่วยงานทางการศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมประชุมซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการและกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่จังหวัดน่านจะมี
หน่วยงานทางการศึกษาที่เป็นเจ้าภาพหลัก คือ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนน่านปัญญานุกูล

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 56 จังหวัดน่าน และยังมีภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานทางการศึกษาอีก
หลายแห่ง เนื่องจากว่าจังหวัดน่านมีเด็กกลุ่มเหล่านี้ทุกพื้นที่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้เล็งเห็น
ความสำคัญ ความยากลำบากในการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการเหล่านี้ การบูรณาการภาคีเครือข่าย
การพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านจากทุกภาคส่วน

การศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของมนุษย์ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นสร้างโอกาส
ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแล

สนับสนุน และสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึงเป็นพิเศษมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ให้บรรลุ
ความสำเร็จได้ก็จะเกิดขึ้นได้จากการประชุม สร้างความเข้าใจ ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันในการทำงาน
ก็จะเกิดความสำเร็จตามเป้าหมายตัวขี้วัดความสำเร็จที่กำหนดในแผนฯ

การจะชับเคลื่อนแผนพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัด
น่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569ให้ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงได้นั้น
“ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบัน” จึงเป็นหัวใจสำคัญเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทาง
หากเรามีฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data)

ด้านการศึกษาของกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน
ครอบคลุมในทุกมิติ เราก็จะสามารถมองเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง สามารถกำหนดตัวชี้วัด วางแผนการ
จัดสรรทรัพยากร รวมถึงออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดการประชุมในวันนี้ได้มีการบรรยายพิเศษเป้าหมายการจัดการศึกษาการพัฒนาทักษะอาชีพ

ให้กับกลุ่มเด็กพิการกลุ่มเปราะบางจากนายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ บรรยายบทบาทหน่าที่จองสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่านและติดตามการดำเนินงานตามตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาประจำปีงบประมาณ 2569 จากนางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ ผอ.กลุ่มนโยบายและแผนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน การนำเสนอข้อมูลจำนวนนักเรียนแยกตามกลุ่มเด็กพิการ ผลการจัดการศึกษาหรือผลการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเด็กพิการฯรวมทั้งสถาพปัญหา อุปสรรค ซึ่งเกี่ยวข้องในปีการศึกษา 2568 จาก

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน
2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 จังหวัดน่าน
3 โรงเรียนน่านปัญานุกูล
4 โรงเรียนบ้านหนองรัง
นอกนั้นยังมีการวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การบูรณาการการดำเนินร่วมกันของหน่วยงานทางการศึกษาที่จัดการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางในปีการศึกษา 2569 การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ภูธรโคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาวัดหนองแขม หมู่ที่ 10 ต.หนองแขม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรีโดย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ พุฒฤทธิ์ รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป. (ชุดชุมชนสัมพันธ์) พรัอมด้วย นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธาน กต.ตร. สภ.โคกสำโรง พร้อมคณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง

ดร.มโน มณีฉาย สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง นางประชัน ยิ้มละไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโคกสำโรง นายเชาวลิตร สุดเพียร กำนันตำบลหนองแขม นางสำอางค์ อยู่แย้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแขม

นางสาว ศศิมา สกุลเต็ม พญาบาลเทคนิคชำนาญงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแขม ผู้นำท้องที่ คณะกรรมการคุ้ม ผู้บำบัด และครอบครัว ร่วมกันดำเนินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ทั้งนี้ ผกก.สภ.โคกสำโรง คณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเพื่อมอบให้ผู้ป่วยติดเตียง ตำบลหนองแขม จำนวน 8 คนพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ของสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ในวันนี้ได้ดำเนินการตามโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม นำพาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของทั้ง 4 หมู่บ้าน ในตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 30 คน ผ่านการบำบัดฟื้นฟู นำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งแบบยั่งยืน

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้

หมู่บ้านและชุมชน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด อันจะนำไปสู่การสร้าง ตำบลยั่งยืน ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ.อ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ สวนส้มโอของนายมงคลวิทย์ ธนะแก่นจันทร์ ประธานแปลงใหญ่ส้มโอตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี

จังหวัดนครปฐม ปลูกส้มโอบนเนื้อที่ 15ไร่ ประกอบด้วยพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ทองดี และพันธุ์ทับทิมสยาม โดยมีนางณัฐทิยา อชิตกุล เกษตรอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์แหล่งปลูกส้มโอคุณภาพดีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อันเป็นอัตลักษณ์และสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครปฐม

ประกอบกับการเตรียมความพร้อมต้อนรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอนครชัยศรี ซึ่งจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนที่จะถึงนี้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงที่ส้มโอนครชัยศรีมีรสชาติหวานอร่อย กลมกล่อม และมีคุณภาพดีที่สุดในรอบปี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ขยายช่องทางการตลาดเชิงรุก และเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่ต้องการสั่งซื้อผลผลิตเกรดพรีเมียมจากสวนของเกษตรกรโดยตรง รวมถึงประชาสัมพันธ์งานส้มโอนครชัยศรี ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569 นี้
สมคิด พรมมี ผู้สี่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ Skateboarding Day 2026” รวมพลสายสตรีท สร้างสีสันเมืองกีฬา อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

นายนคร ผลลูกอินทร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมงานแข่งขันสเก็ตบอร์ด “Pattaya Go Skateboarding Day 2026” ที่ลานกิจกรรมหาดจอมเทียน ข้างสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล จังหวัดชลบุรี ที่จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา

ในพิธีการแข่งขัน นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงศ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ได้มอบหมายให้นายนายวิสิษฐ์ศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการแข่งขัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสเก็ตบอร์ด เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในกีฬาประเภทนี้ และร่วมผลักดันให้เมืองพัทยาก้าวสู่การเป็นเมืองกีฬา (Sport City) อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการแข่งขันหลากหลายประเภท ได้แก่ High Ollies, Kickflip Long Ollies, Skate Jam, Ramp Jam และ Best Trick ทั้งในรุ่น Amateur และ Open ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสเก็ตบอร์ดเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและพลังของกลุ่มคนรักกีฬาสตรีทร่วมสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของเมืองพัทยา และเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคตต่อไป

อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

ค่ำวันที่ 5 ก.ค.69 โครงการอเกณฑ์ พัทยา คอมมูนิตี้มอลชื่อดังริมถนนพัทยาเหนือ ได้ร่วมกับสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) โดย อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว บ้านยันต์มงคลเศรษฐี พัทยา ในฐานะนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู โดยใช้พื้นที่ลาน XL ของโครงการอเกณฑ์ พัทยา เป็นสถานที่จัดงาน

กิจกรรมงานมูเตลู เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยาสำหรับนักท่องเที่ยวสายมู หรือกลุ่มมูเตลู ที่เดินทางท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสักการะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตา และขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น ความรัก การงาน หรือโชคลาภ การเดินทางรูปแบบนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ในงานได้มีการให้ความรู้เรื่องต่างๆ ทั้งฮวงจุ้ย การสักยันต์มงคล และการดูดวง โดยมี อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว และ อ.ภูเดชา วิทยาธนะสกุล วิทยากรผู้เชี่ยวชาญตัวแทนเมืองพัทยา มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ที่เจ้าร่วมกิจกรรมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าหลวง จ.ลพบุรี เปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอท่าหลวงนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานพิธี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้กำกับการสถานีตำรวรภูธธธรท่าหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ทุกท่านพร้อมบริเวณในพิธีเปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อำเภอท่าหลวง ในวันนี้

ด้วยปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมอบให้เป็นนโยบาย Operation 90 Daysผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน การจัดกิจกรรม

ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ของอำเภอท่าหลวง เป็นมาตรการดำเนินงานหนึ่งที่สำคัญยิ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นำมาตรการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

อำเภอท่าหลวง ได้ร่วมบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการลดปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง จำนวน 9 ประเด็น ได้แก่(1) การบุกรุกที่ดิน
สาธารณะ(2) อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมิมีนี)(4) ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(5) การฟอกเงิน(6) ผู้มีอิทธิพล(7) หนี้นอกระบบ(8) ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและ (9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมันคง ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบ Operation 90

Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด (ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569)ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์และแสดงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบ
ปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 90 วัน โดยมีเป้าหมายในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ค้นหาและนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดพื้ดฟื้นฟู ขยายผลจับกุมผู้ค้าและเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนสร้างความ

ปลอดภัยและความผาสกให้แก่ประชาชน การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคล่วมที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนการกิจดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรมต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกรัฐมนตรีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินฯ บึงกาฬ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมือง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดินในโครงการ และประชาชนร่วมพิธี

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายถนนและระบบสาธารณูปโภค

จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองที่สนับสนุนการดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ

ด้านนางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการจัดสรรพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน

สำหรับโครงการในจังหวัดบึงกาฬ เจ้าของที่ดินได้ร่วมเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดถนนตามผังเมืองสาย ก4 ขนาดเขตทาง 12 เมตร ระยะทาง 530 เมตร เชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบโฉนดที่ดินแก่เจ้าของที่ดินในโครงการ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของโครงการ โดยระบุว่า การจัดรูปที่ดินเป็น

เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน เพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเปิดใช้ถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนในพื้นที่
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /สนง.กปร. และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเกษตร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 1 ก.ค.69 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ณ ห้องประชุมสภา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในวันนี้ (1 ก.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ

เพื่อการขับเคลื่อนการเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

โดยความร่วมมือครั้งนี้เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาทักษะ ด้านกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การ

บริหารวัตถุดิบ รวมไปถึงการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงแก่กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาด้านการตลาด การจัดการสต็อกสินค้า และช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการบริการวิชาการ และพัฒนาทักษะการแปรรูปผลผลิตทาง

การเกษตรแก่ประชาชนและนักศึกษา ก่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมและขยายผลแก่ราษฎรในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ในการนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปลากุเลาเค็มตากใบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกาะหัวใจเกื้อกูลบ้านปูลา โต๊ะบีซู นวัตกรรม

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรงแก้จนและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมจังหวัดนราธิวาส ผลิตภัณฑ์ อย. ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมห้องเรียนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาคารวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
/////////////////////////////////////////////////
ภาพ/ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/จ.นราธิวาส 0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ป.ป.ส.ภ.7 ร่วมกับ กองทุนแม่ของแผ่นดินจ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

โดยมี นางมนัญญา ไวอัมภา ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 7 (ปปส.ภ.7) นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายยูซบ โต๊ะวัง. ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสมปอง นุชนงค์ นายกอบต.ทองมงคล นายอังกินันท์ แก้วไทรนันท์ สจ.เขต 4 อำเภอบางสะพาน ตัวแทนจากพัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน และแขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับ

นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้การถึงกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569 ว่า เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบ

ต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นวัยเสี่ยงต่อการหลงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และอนาคตของเยาวชนเหล่านั้น ด้วยความสำคัญ

เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีของสังคม จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการป้องกัน และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่นักเรียน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติดให้แก่นักเรียน ส่งเสริมทักษะการป้องกันตนเองจากยาเสพติดและสิ่งเสพติดให้โทษ ปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ตลอดจนส่งสริมกิจกรรมที่เป็น

ประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเป็นแกนนำในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในตลอดจนมุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด รู้จักวิธีการป้องกันตนเองจากยาเสพติด เห็นคุณค่าของชีวิต และสามารถเป็นแกนนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนได้ ซึ่งในวันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2569 ได้มีคำขวัญว่า “รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด”

/////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

แชร์เนื้อหานี้

“แม้ลมหายใจจะสิ้นสุด…แต่การกลับบ้านต้องไม่สิ้นหวัง”สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียทั่วประเทศวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีรับมอบรถตู้ รถกระบะ และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา โดยมุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อความช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีภายในงานได้รับการสนับสนุนยานพาหนะสำหรับใช้ในภารกิจของโครงการ ประกอบด้วย รถตู้จำนวน 2 คัน และรถกระบะจำนวน 1 คัน จาก นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) นายสัณณ์ชัย เองตระกูล และ นายวัน อยู่บำรุง พร้อมกลุ่ม “เพื่อนเสก” เพื่อใช้เป็นยานพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

นอกจากนี้ คุณธนัญญา พันธุ์การรุ่ง และคุณวรัทยา ฐานะเตชาภัค ยังได้ร่วมส่งมอบหีบบรรจุศพจำนวน 50 หีบ และผ้าขาวห่อศพจำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่เข้ารับบริการภายใต้โครงการ ROAD HOMEร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า

“โครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนาได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญความสูญเสียในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและการเกื้อกูลกันของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี และเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด”

โครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้ล่วงลับกลับสู่บ้านได้อย่างเหมาะสม ได้รับการดูแลด้วยความเคารพและเกียรติยศแห่งความเป็นมนุษย์

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการและร่วมส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ เพราะทุกน้ำใจที่มอบให้ ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเติมกำลังใจให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า และสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงอบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน“เพราะแม้การจากลาจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การได้กลับบ้าน คือความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่ทุกคนควรได้รับ”

เบื้องหลังความสำเร็จของ “เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 2569” กว่าจะผ่านด่านหินคัดเลือกประวัติและผลงานระดับประเทศ!

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นำโดย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้จัดประชุมนัดสำคัญ ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล เพื่อพิจารณาและรับรองผลการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ งานนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารและที่ปรึกษาระดับประเทศร่วมขับเคลื่อน:

พลตำรวจโท ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ (ที่ปรึกษา)คุณกษมน กิตติอำพน (ที่ปรึกษา)รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ (รองเลขาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมการฯ)พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมทุกรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือก สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างแท้จริง!มาร่วมส่งกำลังใจและรอติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนต้นแบบประจำปีนี้ไปพร้อมกัน! กดไลก์ กดแชร์ เพื่อสนับสนุนพลังของเยาวชนไทยใต้คอมเมนต์นี้เลยครับ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อม น่าน–อุตรดิตถ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องคอนแวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 โรงแรมดิ อิมเพลส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน กรมทางหลวงจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนาครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 (อ.นาน้อย) เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 (อ.น้ำปาด)

เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ก่อนดำเนินการศึกษาและออกแบบเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านกับจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมทางหลวงมีแนวทางศึกษาพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณทางหลวงหมายเลข 1026 และทางหลวงหมายเลข 1339 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ โดยมุ่งยกระดับโครงข่ายทางหลวงด้านทิศใต้ของจังหวัดน่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อสู่พื้นที่เขื่อนสิริกิติ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค อันจะเป็นการสนับสนุนการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต

พื้นที่ศึกษาครอบคลุมทางหลวงหมายเลข 1026 ช่วงกิโลเมตรที่ 34+942 ถึงกิโลเมตรที่ 75+957 และทางหลวงหมายเลข 1339 ช่วงกิโลเมตรที่ 46+500 ถึงกิโลเมตรที่ 101+218 รวมระยะทางประมาณ 95.733 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการสำรวจ ศึกษา และออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ปริมาณการจราจรในอนาคต ระบบระบายน้ำ สาธารณูปโภค และองค์ประกอบด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวเส้นทางบางช่วงพาดผ่านพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจึงอยู่ในข่ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด

นายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 กล่าวว่า การจัดประชุมปฐมนิเทศโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน รวมถึงร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการศึกษาและออกแบบโครงการให้มีความเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

กรมทางหลวงคาดว่า การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง และสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 1339 รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมจังหวัดน่าน–อุตรดิตถ์/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

(อพ.สธ.คลองไผ่) ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การประชุมครั้งนี้มี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายปกรณ์ ประดิษฐ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ 2 กฟผ. ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง ผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวบ้านคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตรวมถึงโครงสร้างของเขื่อน แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมและเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีข้อเงื่อนไขว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามและชี้แจงข้อกังวลในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน หากสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการต่อ

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศยังคงพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดจะช่วยลดมลพิษที่เป็นพิษจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมลงได้ ส่วนในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งประเทศปัจจุบันถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว แต่โครงการนี้มีลักษณะเด่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหาก

เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น พลังงานจากขยะ ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องมลพิษที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไป โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่โครงการมาร่วมพูดคุย ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านแต่ละคนจะมีความกังวลที่แตกต่างกันไป ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผนึกกำลังเปิดแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ชูแนวคิด “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน”

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน, วันที่ 23 มิถุนายน 2569 – เมื่อเวลา 09.20 น. ที่ผ่านมา ได้มีการจัดพิธีเปิดกิจกรรมแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย ภายใต้ชื่องาน “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ณ ศูนย์เตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนกลับคืนสู่สังคม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีการจัดงานในครั้งนี้

ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Open Heart & Open Hub “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน” ซึ่งเกิดจากพลังการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน, เรือนจำจังหวัดน่าน, ศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจังหวัดน่าน, กองทุนพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชนจังหวัดน่าน (DNYC) และภาคีเครือข่ายคุณธรรมจังหวัดน่าน โดยมี นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

นางสาวรัตนภรณ์ เวียงนาค ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดน่าน ได้กล่าวต้อนรับและให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยที่ก้าวพลาดนั้น หลายคนเป็นผู้มีความรู้และการศึกษาในระดับที่ดี แต่สิ่งที่ทำให้พลาดพลั้งคือการขาด “สัมมาทิฏฐิ” ขาดการยับยั้งชั่งใจ และขาดคุณธรรมกำกับใจ ดังนั้น ภารกิจสำคัญของเรือนจำจึงไม่ใช่เพียงการบังคับโทษตามกฎหมาย แต่คือกระบวนการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัย เพื่อคืนคนดีให้กลับสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

ทางเรือนจำจึงให้ความสำคัญกับการนำ “หลักคุณธรรม” มาเป็นเครื่องมือหลักในการปรับเจตคติ เพื่อให้สังคมหยิบยื่น “โอกาส” ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขาสอดคล้องกับ นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ที่เน้นย้ำว่า การยกระดับเรือนจำชั่วคราวเขาน้อยให้เป็น “แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม” จะเป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของความดีและการแบ่งปัน ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจที่สำคัญให้กับคนในสังคมน่านสืบต่อไป

ภายในงานได้เปิดพื้นที่แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วยการออกบูธจำหน่ายสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดน่านการจัดกิจกรรม “Open Hub” (โอเพ่นหับ) เพื่อเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรมกิจกรรมสาธิตทางภูมิปัญญาของชุมชนและผู้ต้องขังการแสดงความสามารถจากผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดน่าน

นอกจากนี้ การจัดงานยังได้รับการสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจาก รีสอร์ท Visama Explorer Nan (วิศามา เอ็กซ์พลอเรอร์ น่าน) อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อีกด้วย การจัดงาน “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดน่านที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่พร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมน่านให้เป็นสังคมแห่งการให้โอกาส มีความเอื้ออาทร และน่าอยู่ตลอดไป

จังหวัดน่าน ผนึกกำลังเปิดแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ชูแนวคิด “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “ลานแบ่งปัน” เปิดพื้นที่แห่งโอกาส ช่วยผู้ไร้บ้านเข้าถึงสิทธิ-สวัสดิการ ย้ำทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ วัดสุทธจินดา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เครือข่ายทีมดูแลคนเมือง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรม “ลานแบ่งปัน” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ไร้บ้านเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และความช่วยเหลือที่จำเป็นในการดำรงชีวิต พร้อมสร้างความเข้าใจให้สังคมเห็นว่าผู้ไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาของเมือง แต่เป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่สมควรได้รับโอกาสและการยอมรับอย่างเท่าเทียม

อาจารย์จันทร์เพ็ญ เกตุสำโรง ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรม “ลานแบ่งปัน” จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 21 ของเดือน โดยเป็นความร่วมมือของเครือข่ายทีมดูแลคนเมืองและหน่วยงานภาคีที่ทำงานด้านการช่วยเหลือผู้ไร้บ้านในพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญ

การส่งเสริมให้ผู้ไร้บ้านสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของภาครัฐ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ไร้บ้าน และสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการของรัฐ โดยมีหลายหน่วยงานร่วมดำเนินงาน อาทิ สถานีกาชาดที่ 4 นครราชสีมา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มซานตาคลอส มูลนิธิแบ่งปัน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ และภาคีเครือข่ายด้านสาธารณสุข

ภายในงานมีการมอบอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการ พร้อมเปิดพื้นที่ทางสังคมให้ผู้ไร้บ้านได้พบปะ พูดคุย และสร้างเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนได้รับการเยียวยาทางใจผ่านกิจกรรมทางศาสนาและชุมชนอาจารย์จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ไร้บ้านสะท้อนในช่วงฤดูฝนคือการหาสถานที่พักอาศัยที่ปลอดภัยทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันหลายคนยังต้องการโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะงานรับจ้างรายวันที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้ไร้บ้าน จึงอยากเห็นหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเปิดโอกาสด้านการจ้างงานให้กับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

จากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่ามีผู้ไร้บ้านมากกว่า 100 คน แบ่งเป็นทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นประจำและผู้ที่เดินทางผ่านเข้ามาจากจังหวัดอื่น เนื่องจากนครราชสีมาเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งนี้ อาจารย์จันทร์เพ็ญ ย้ำว่า ผู้ไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาของเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ควรได้รับโอกาสและการยอมรับเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน เพราะสิ่งที่ผู้ไร้บ้านต้องการมากที่สุด ไม่ได้มีเพียงความช่วยเหลือด้านวัตถุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้าใจ การยอมรับ และการมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สว.ชีวะภาพ เปิดตัว “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” นำร่องเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ ดัน “ลำน้ำแม่ลา” สู่ Ramsar Site

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา ”แนวทางการขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งสิงห์บุรีเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์ (Singburi Sandbox)”

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย ดร.ภานุวัฒน์ คำไสย เลขาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและโฆษกโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ตลอดจนนักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมโกลเด้นดราก้อนรีสอร์ท จังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วุฒิสภาร่วมกับจังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดสัมมนาเปิดตัวโครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” (Singburi Sandbox) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสิงห์บุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน


นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับเป้าหมายระดับประเทศ ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” จะมุ่งเน้นการดำเนินงานครอบคลุม 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย:

  1. ภาคเกษตรกรรม: ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และรณรงค์ลดการเผาตอซัง
  2. เพิ่มพื้นที่สีเขียว: เร่งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับคาร์บอน
  3. พลังงานสะอาด: สนับสนุนการติดตั้งและใช้งานระบบโซลาร์เซลล์
  1. ระบบขนส่งสีเขียว: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริหารจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ภาคอุตสาหกรรม: ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
  3. ภาคประชาชน: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับครัวเรือนและชุมชน
    ดัน “ลุ่มน้ำแม่ลา” สู่พื้นที่ชุ่มน้ำโลก คืนถิ่นปลาช่อนแม่ลา คือการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำต้นแบบด้านการกักเก็บคาร์บอนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site)
  1. เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสายพันธุ์เด่นในพื้นที่อย่าง “ปลาช่อนแม่ลา” รวมถึงนกน้ำหายาก
    นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมือด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อวางรากฐานให้จังหวัดสิงห์บุรีพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน และภาคธุรกิจในจังหวัดสิงห์บุรี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากกลไก “คาร์บอนเครดิต” นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บุญเลิศ ผลอุดม /สายข่าวสิงห์บุรี รายงาน 0892241899

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ พัทยาเปิดแลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมต้อนรับ POP MART Official Store สาขาแรกภาคตะวันออก /นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา และบริเวณชายหาดพัทยากลาง บริษัท POP MART ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเมืองพัทยา จัดพิธีเปิดโครงการ “POP ON THE BEACH” แลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมเปิด POP MART Official Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก น.ส.ศิริพร แสงจันทึก Head of Southeast Asia บริษัท POP MART นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา และนายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนทีเส็บ ภาคกลาง-ตะวันออก ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และกลุ่มนักสะสม Art Toy ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการ “POP ON THE BEACH” ได้เนรมิตพื้นที่บริเวณชายหาดพัทยากลางให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้ง ภายใต้แนวคิด “CRYBABY Cry Me An Ocean Series” ถ่ายทอดเรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และการเยียวยาผ่านโลกใต้ท้องทะเล โดยมีบอลลูน Art Toy ขนาดยักษ์ ความยาว 12 เมตร สูง 8 เมตร จำนวน 4 ชิ้น ตั้งโดดเด่นริมชายหาด พร้อมประติมากรรมคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง CRYBABY, MOLLY และ SKULLPANDA ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพและเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา

ขณะเดียวกัน POP MART ยังได้เปิด POP MART Official Store ภายใต้แนวคิด “Beachfront Art Toy Destination” บริเวณชั้น 1 ฝั่งริมหาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา รวบรวมสินค้าคอลเลกชันยอดนิยมจากคาแรกเตอร์ชื่อดัง อาทิ LABUBU, MOLLY, SKULLPANDA, CRYBABY, DIMOO และ HIRONO รวมถึงสินค้า Blind Box, Plush และ Mega Collection สำหรับนักสะสมไว้อย่างครบครัน

ทั้งนี้ โครงการ “POP ON THE BEACH” มีเป้าหมายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรม Pop Culture เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและถ่ายภาพบริเวณชายหาดพัทยากลาง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นี้

นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

วันที่ 19 มิ.ย.69 นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา (PNBA)

ได้จัดทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีมิตรสหายจำนวนมากเข้าร่วมอวยพร

ทั้งนี้ ได้ใช้สถานที่ภายในร้าน Lisa Guest House จัดทำบุญเลี้ยงพระเถรานุเถระจำนวน 9 รูปจากวัดบุญย์กัญจนาราม โดยได้รับเกียรติจากนางสาวอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เดินทางเข้าร่วมงานบุญดังกล่าว ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

และในวันที่ 20 มิ.ย.69 ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป จะได้มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ปาร์ตี้วันเกิดธีมอาชีพในฝัน สำหรับพี่น้องสมาชิกสมาคม PNBA ที่ร้าน Lisa Guest House และวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ ตามกำหนดการต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ฮือฮามารีวิทย์! สีสันพานไหว้ครูสุดแหวก มีทั้งรับกระแสบอลโลก 2026-พานพญานาค-พาน 67

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 มิ.ย.69 โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 โดยมี ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธานในพิธีดังกล่าว โดยมีคณะครู และนักเรียนทุกระดับชั้นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในกิจกรรมได้มีพิธีมอบผ้าให้ครูมารีวิทย์ที่ทำงานครบ 1 ปี และผ่านการพิจารณาเป็นบุคคลากรประจำโรงเรียนจำนวน 13 คน ก่อนจะเป็นพิธีไหว้ครู โดยนักเรียนทั้งหมดต่างร่วมกันขับร้องเพลงพระคุณที่ 3 สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก

ก่อนตัวแทนนักเรียนจะนำพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่มาก้มกราบคุณครู จากนั้นเป็นพิธีมอบเข็มและผูกข้อมือให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยความร่วมมือของรุ่นพี่สู่รุ่นน้องที่ปลูกฝังความรักในรั้วขาวเขียว ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนมารีวิทย์แห่งนี้

สีสันและความฮือฮาในงานพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 ของโรงเรียนมารีวิทย์ จะเป็นพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่นักเรียนช่วยกันสร้างสันออกแบบเพื่อสร้างความน่าสนใจ โดยจะมีทั้งพานไหว้ครูรูปฟุตบอลสร้างสีสันรับฟุตบอลโลก 2026 พานรูปพญานาค และพาน 67 ซึ่งช่วยเรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี

พัทยาชวนวิ่งการกุศลริมทะเล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กผู้ยากไร้

วันที่ 18 มิ.ย.69 นายพิรุณ น้อยอิ่มใจ หรือครูน้อย ผู้จัดการโครงการมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เปิดเผยว่า การจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” เป็นความร่วมมือระหว่าง

มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เมืองพัทยา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานพัทยา) โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล

สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่งจำนวน 1,300 คน และระยะฟันรัน 5 กิโลเมตร รองรับผู้เข้าร่วมอีก 700 คน ท่ามกลางเส้นทางวิ่งริมชายหาดที่สวยงามของหาดดงตาลและพื้นที่จอมเทียน

นอกจากจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปแล้ว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาแก่เด็ก ๆ ในโครงการของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักวิ่งและผู้ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 3,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่หาดจอมเทียนและเมืองพัทยาได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านระบบ ThaiRun ที่ https://race.thai.run/lomarun2026

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อบต.หมอเมือง เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร! จัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เสริมความรู้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง นำโดย นายอัศวิน ชินพิเศษ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง จัดโครงการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร

ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ

การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร การแจ้งเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา พร้อมสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โดยมีเกษตรกรจากตำบลหมอเมืองและตำบลน้ำปายเข้าร่วมอบรม

ภาพ/ข่าว : สำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาตมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดตัวมหกรรม “Wellness Tourism 2026” ดันเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ ผสานกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงวันนี้ (16 มิ.ย.69) ที่ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Wellness Tourism 2026” พร้อมด้วย ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี และ นายสุวิทย์ อินกงลาด ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมแถลงถึงแนวทางการจัดกิจกรรม และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ (Wellness Destination) ที่สำคัญของประเทศไทย และรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคต

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงาม อาหารทะเลคุณภาพสูง รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งกลุ่มสินค้า OTOP ภาคเกษตร ประมง และธุรกิจบริการด้านสุขภาพ

สำหรับการจัดงานในปีนี้กำหนดขึ้นใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กิจกรรมครั้งที่ 1 ณ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี ระหว่างวันที่ 26–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้บรรยากาศชายหาดธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีกิจกรรมเด่น อาทิ ปั่นจักรยานเลียบชายทะเลระยะทาง 40 กิโลเมตร กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเสวนาด้าน Wellness Economy

ส่วน กิจกรรมครั้งที่ 2 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 จะเน้นกิจกรรมด้านสุขภาพใจและไลฟ์สไตล์คนเมือง อาทิ การแข่งขันวิ่ง Night Run ระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร โซนอาหารเพื่อสุขภาพ นิทรรศการศิลปะและภาพถ่าย ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะแบบครบวงจร

ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในรูปแบบ The Sound of Wellness คอนเสิร์ตริมชายหาดและแลนด์มาร์กเมืองท่องเที่ยว ที่รวบรวมศิลปินชื่อดังของประเทศมาสร้างสีสันทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. รวมถึงการแสดงกระบองไฟและโชว์พิเศษสุดตระการตา เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีโซน Therapy & Wisdom ที่รวบรวมอาหารทะเลสดจากชาวประมง สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพจากชุมชน รวมถึงศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริการสปาเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสมิติของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์คาดการณ์ว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วประเทศและต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทได้ฟรีตลอดการจัดงาน.

///////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “Hongsa Power จับมือ REPCO NEX ลงนาม MOU สานความร่วมมือยกระดับศักยภาพการดำเนินงานสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด (Hongsa Power) และ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO NEX) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ อาคารหงคำไซยาคาน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา แขวงไชยะบูลี สปป. ลาว เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคนิคและธุรกิจ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

ในการลงนามครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณคทายุทธ์ ชูพูล กรรมการผู้จัดการ และ คุณสุรวุฒิ โกสินตระกูลชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้า บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ร่วมลงนามกับ ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ และ คุณวริทธิ์ กฤตผล Director – Business Solutions & Commercial

บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดจนพนักงานจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล

นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความน่าเชื่อถือ การบริหารความเสี่ยง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องและการบำรุงรักษา เสริมสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสาในระยะยาว

บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของสององค์กรชั้นนำเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ

ในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยมุ่งส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรไทยอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพร-ฮือฮาทั้งประเทศ! เปิดตำนานลี้ลับ “เจ้าแม่ร้านตัดผม” คอหวยแห่ร่วมพิธีบวงสรวงใหญ่-เผยเลขเด็ดลุ้นรวย!

แชร์เนื้อหานี้

ชาวบ้านขนลุกซู่! เผยเรื่องเล่าปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมที่ธารน้ำป่าดงดิบ เตรียมย้ายศาลติดถนนใหญ่รองรับสายมูทั่วทิศ 18 มิ.ย. นี้เปิดระดมทุนสร้างศาลาใหม่!ชุมพร (กระแสศรัทธาแรงกล้า)– ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. 2569 ณ โรงเรียนบ้านร้านตัดผม หมู่ที่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้เกิดปรากฏการณ์คลื่นมหาชนและหลั่งไหลเข้าร่วมพิธีบวงสรวงสุดเข้มขลัง “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังระดับตำนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธาและกลิ่นอายความลี้ลับ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมี ว่าที่ร้อยตรี วิชิต สุขประวิทย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านตัดผม และ นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ร่วมเป็นประธาน นิมนต์ พระสิริชัย จารุวรรณโณ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์บ้านร้านตัดผม มาประกอบพิธีสงฆ์ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายพิพัฒน์ นำพา ปราชญ์ชาวบ้านชื่อดัง ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินและสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มาร่วมงานนับร้อยคนที่รอลุ้นโชคลาภ

เครื่องบวงสรวงสุดแปลก! เครื่องสำอาง-กระจก-หวี เต็มโต๊ะพิธี
ไฮไลต์สำคัญที่ทำเอาผู้ร่วมงานตาโต คือเครื่องเซ่นไหว้ที่แตกต่างจากที่อื่น นอกจากผ้าแพร 3 สี 7 สี และผลไม้มงคล (กล้วยน้ำว้า, ส้ม, สับปะรด, แอปเปิ้ลแดง) ขนมไทยทองหยิบทองหยอดแล้ว ยังมีการนำ “เครื่องแต่งกาย-เครื่องประดับ ชุดไทย แป้งพัฟ ลิปสติก น้ำหอม ครีมบำรุงผิว กระจก และหวี” มาถวายจนเต็มปะรำพิธี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความงามและชื่อ “ร้านตัดผม” พร้อมการร่ายรำบวงสรวงอ่อนช้อยงดงามถวายแด่ทวยเทพ

เปิดตำนานเร้นลับปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมกลางป่าดงดิบ
นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงตำนานชวนขนลุกว่า ในอดีตราวปี พ.ศ. 2480 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบรกทึบ ชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกเก็บของป่าได้พบสิ่งอัศจรรย์บริเวณธารน้ำติดหมู่บ้าน เป็นลานหินกว้างที่มีเก้าอี้

หินธรรมชาติสัณฐานคล้าย “เก้าอี้ตัดผมโบราณ” ตั้งอยู่บนแท่น และยังมีก้อนหินรูปร่างคล้าย “กรรไกรและหวี” ตั้งอยู่ข้างกัน
“ที่น่าตกใจคือ อดีตมีชาวบ้านเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ มานั่งหวีผมอยู่บนเก้าอี้หินตัวนั้นอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า ‘เจ้าแม่ร้านตัดผม’ และกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่โรงเรียนเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ” นายกิตติ กล่าว

สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคใต้ ใครมาบนบานศาลกล่าวเรื่องการค้าขาย สมัครงาน หรือขอโชคลาภเลขเด็ด ต่างประสบความสำเร็จสมหวังกันถ้วนหน้า จนของแก้บนอย่างเครื่องสำอางและกระจกมีผู้นำมาถวายไม่ขาดสาย
เตรียมย้ายศาลรับคลื่นมหาชนสายมู 18 มิ.ย. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก จนสถานที่เดิมในโรงเรียนเริ่มคับแคบ คณะกรรมการสถานศึกษาและชาวบ้านจึงมีมติเตรียมอัญเชิญ “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” ไปประดิษฐาน ณ ศาลาหลังใหม่บริเวณด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งติดกับถนนทางหลวงชนบทสายอ่างทอง – บ้านพละ เพื่อให้ประชาชนและนักแสวงโชคเดินทางมาสักการะได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ใน วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดกิจกรรม “จิบน้ำชา มหากุศล” เพื่อระดมทุนสร้างศาลาประดิษฐานตัวจริง จึงขอเชิญชวนสายบุญและสายมูทั่วประเทศร่วมแรงร่วมใจสืบสานพลังศรัทธาในครั้งนี้ โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงวันนี้ บรรดาคอหวยต่างไม่พลาดพากันส่องเลขเด็ดจากธูปมงคลและสิ่งของในพิธี เพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดนี้กันอย่างคึกคัก!

///เอกชนะ นวนละมัย รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีว / สส.เขต 3 ประจวบฯ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ รณรงค์ ทำหมันหมา แมว เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ประจวบฯ เขต 3 พุ่งเป้า 1,000 ตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิด

โครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบไปด้วย ( อ.เมือง ( ต.ห้วยทราย ) อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย )

โดยมี นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์ เขต 7 นายสัตวแพทย์จามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายลือศักดิ์ สุทธิธรรม ปศุสัตว์อำเภอทับสะแก พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ พนักงานเทศบาล และชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงมารับบริการร่วมให้การต้อนรับ

นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดภาระพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ และลดค่าใช้จ่าย ตนเอง

จึงประสานไปยัง กรมปศุสัตว์ เพื่อจัดโครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้นครั้งที่ 1 ที่เทศบาลตำบลทับสะแก และวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ อบต.บางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ อบต.กำเนิดนพคุณ วันจันทร์ที่ 29

มิ.ย.ที่ อบต.ร่อนทอง และที่ อบต.ห้วยทราย เขต.อ.เมือง และอบต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก ตามลำดับ โดยเป้าหมายนั้น ประมาณ 1,000 ตัว สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 1,000 – 1.200 บาท ต่อตัว
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอ.ท่าหลวง

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง ร่วมกับ พัฒนาการอำเภอท่าหลวง

ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านท่าหลวง ผู้บริหาร บริษัท ส.วิริยะ อินเตอร์เทรด จำกัด คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพความมั่นใจ และภาวะผู้นำของสตรี
  • เพื่อส่งเสริมความรู้ และทักษะด้านอาชีพให้แก่สตรี สามารถนำไปต่อยอดในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการป้องกันและยุติความรุนแรงต่อสตรี และบุคคลในครอบครัว
  • เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสตรีอำเภอท่าหลวง ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชนอย่างยั่งยืน
    กิจกรรมประกอบไปด้วย
  1. การเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง
  2. การอบรมให้ความรู้เรื่องการยุติความรุนแรงต่อสตรี
  3. การจัดบูธอาชีพสตรีของดีแต่ละตำบล
  4. จัดกิจกรรมเดินแบบชุดไทย “ร้อยรวมใจสตรีท่าหลวง นุ่งผ้าไทยงามเด่น ไปยลเส้นทางป่าจำปี”
  5. เพื่อพัฒนาศักยภาพสตรีให้มีบุคลิกภาพที่ดี ให้สตรีมีความมั่นใจในการแสดงออก มีภาวะผู้นำและสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงาน เพื่อชุมชนได้อย่างเหมาะสม

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /คึกคัก!! “พ่อน้องเณร” (พ่อจ่อย) พร้อมลูกศิษย์แห่ร่วมงาน ประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน 6

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (7 มิ.ย.69) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) พร้อมคณะได้ร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน 6 บรรยากาศภายในงานมีขบวนแห่เข้ามายังในบ้านคณะลูกศิษย์ล้นหลาม

แถมมีนางรำมาร่วมร่ายรำถวายกว่า 20 คน คณะชมรมศิลปะรำพื้นบ้านไทย เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว นำทีมโดย นางฐิติรัตน์ สักนะพรต (ประธานชมรมฯ) พร้อมก่อพระทรายและจุดบั้งไฟ เพื่อเป็นพุทธบูชา ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง และครูบาอาจารย์ ที่ “บ้านพ่อน้องเณร แม่น้องเณร” บ้านเนินไทร หมู่ที่ 15 ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

‎สำหรับ การจุดบั้งไฟนิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ

ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสาน พอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟ เป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

‎“บ้านพ่อน้องเณร แม่น้องเณร” เล่าว่า บ้านของเราเป็นบ้านดูแลคนป่วยและสิ่งลี้ลับ ความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละคนที่มาหาก็จะมาหาให้ดูแลด้านสิ่งลี้ลับ และมาเพราะศรัทธาด้วยใจ เรารักษาด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น บางคนก็หาย บางคนก็ไม่หาย ที่บ้านของเรามี แช่ยาสมุนไพรผ่อนคลายร่างกาย อีกด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยกับผู้สูงอายุได้มาแช่ยาสมุนไพร จะได้บรรเทาอาการต่างๆ ผ่อนคลาย และปรับสมดุลร่างกายของแต่ละคน.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกฯ พร้อมด้วย ปลัด อบจ.โคราชรับมอบโล่เกียรติยศ “หน่วยงานดีเด่น – บุคคลดีเด่น”ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก กระทรวง พม.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 #นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ.นครราชสีมา รับมอบโล่ บุคคลดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569

พร้อมด้วย #นายวุฒิชัย วงค์ปัญโญ ปลัด อบจ.นครราชสีมา รับมอบรางวัล หน่วยงานดีเด่น จังหวัดต้นแบบ และสถาบันศึกษาต้นแบบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก

นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ประธานในพิธีฯ ภายในงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงาน

และจังหวัดที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพมหานคร

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ยกทัพของดี 3 จังหวัด อัตลักษณ์ท้องถิ่นกว่า 100 ร้านค้า มาให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ

แชร์เนื้อหานี้

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” นำสินค้าดีเด่นดัง จังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี โรดโชว์สมุทรสาคร หวังสร้างตลาดใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และจับคู่ธุรกิจการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ

ช่วงค่ำวันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” โดยมีนางอุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคกลาง เข้าร่วมงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ภายใต้แนวคิด “เชื่อมการค้า สร้างโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สู่สากล”

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด “สามบุรี” ให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจใหม่

ภายในงานมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่าย ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน สินค้านวัตกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าเคลือบยางพารา นิคแนค ตู้ไม้สักจิ๋วลายไทย จากจังหวัดราชบุรี, งาดำอบเกลือแม่ชั้น กาแฟสาละวะ ไล่โว่ วุ้นเส้นท่าเรือ

มีดเรือทอง พอลลี่เครื่องหนัง จากจังหวัดกาญจนบุรี นุสราขนมจีบหมู่จัมโบ้ กะลาตาเดียว กลุ่มจักสานผักตบชวา บ้านห้วยหวาย ตุ๊กตาไทยทรงดำบ้านดอน สุพรรณบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม MOU พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย

งาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดสามบุรี ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเวทีสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กิจกรรมรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก รพ.นครปฐม ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2569 พร้อมด้วย แพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการ พญ.พรรณนภา อุดมโชติพฤทธิ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความตระหนักถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรเป็นบุคคลต้นแบบในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ณ ลานคุณธรรม โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จิตอาสาตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมใจพัฒนา ปรับปรุงทัศนียภาพเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง หน่วยบริการฯ สาย 4 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงศรีสำราญ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดและปรับปรุงทัศนียภาพ บริเวณฟุตบาทริมทางหลวงหมายเลข 338 กม.16+900 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐมการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเส้นทางดังกล่าว
​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “ผู้ว่าฯ วราดิศร เปิด Street Art Inburi Season 2 ดันอินทร์บุรีสู่แลนด์มาร์คศิลป์ระดับจังหวัด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ณ วัดพงษ์สุวรรณวาราม (วัดสำโรง) อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี #นายวราดิศร_อ่อนนุช #ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ภาพจิตรกรรมฝาผนัง Street Art Inburi สื่อสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Street Art Inburi Season 2)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มี นายอำเภออินทร์บุรี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอินทร์บุรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอินทร์บุรี ตำรวจภูธรอินทร์บุรี ส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายศุภวัฒน์_เทียนถาวร #นายกองค์กบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปะให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการฝึกอบรมและลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนจิตอาสาได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน Street Art ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชุมชน

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ มาจาก 8 สถานศึกษาในพื้นที่อำเภออินทร์บุรี ได้แก่
โรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม, โรงเรียนอินทร์บุรี โรงเรียนสหราษฎร์วิทยา, โรงเรียนศรีอุดมวิทยา, โรงเรียนปราสาทวิทยา โรงเรียนอนุบาลอินทร์บุรี (วัดโพธิ์ศรี), โรงเรียนพิพิธสุตคุณานุสรณ์ และวิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรี รวมจำนวน 8 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน

โดยโครงการได้พัฒนา “เส้นทางศิลป์ริมเขื่อนอินทร์บุรี จากพิพิธภัณฑ์สู่วัฒนธรรม” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง ไปจนถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี (วัดโบสถ์) ตลอดระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร พร้อมสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย จุดเช็คอิน และมุมถ่ายภาพใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี

ทั้งนี้ โครงการได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงศิลปินอิสระ นำโดย อ.เริงศักดิ์ บุญยวานิชสกุล นายไพโรจน์ พิเชษฐ์เมฐากุล และคณะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะStreet Art Inburi Season 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอำเภออินทร์บุรีสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เปิดเวทีใหญ่! ผนึก 6 จังหวัด วางอนาคตภาคกลางตอนบน – ชูยุทธศาสตร์ 2571–2575”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโสมชา โรงแรมไชยแสงพาเลซ จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดการประชุมนำเสนอผลการวิเคราะห์บริบทข้อมูลของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เข้าร่วมในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ ท่ามกลางผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โดยมี นายพงศ์จิตต์ รวีกิจสัมฤทธิ์ หัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เป็นผู้กล่าวรายงานการดำเนินงานครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) เพื่อจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด (พ.ศ. 2571 – 2575) ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในอนาคต ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง

ทั้งนี้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ควบคู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
สำหรับวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

การนำเสนอผลการวิเคราะห์บริบทและประเด็นความท้าทายของแต่ละจังหวัด
การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
การนำข้อมูลไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จากทั้ง 6 จังหวัด สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่


ในส่วนของการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางและแนวโน้มการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ปี 2571–2575” นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้ถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นถึงการปรับตัวของกลุ่มจังหวัดให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและระดับโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูล (Data Integration) และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการวางแผนพัฒนา เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ ตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างจังหวัด การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับทิศทางอนาคต เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นางวีรวรรณ จันทนเสวี และนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดกาญจนบุรี (NBT กาญจนบุรี)

การร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ซึ่งจะเวียนมาบรรจบครบรอบในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

โดยคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความสมานฉันท์และพลังแห่งความจงรักภักดีของข้าราชการและประชาชนชาวจังหวัดสิงห์บุรีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ เทปบันทึกภาพถวายพระพรดังกล่าว จะนำไปออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สืบสานประเพณีบุญบั้งไฟเป็นพิธีบูชาพญาแถนเทพเจ้าผู้ประทานฝนให้ตกตามฤดูกาล ของชาวอิสาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 17.45 น. นางพยงค์ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธาน โครงการสืบสานประเพณีบุญเดือนหก(บุญบั้งไฟ)ประจำปี 2569

โดยประธานได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการดำเนินงานแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานและอวยพรให้โครงการสำเร็จตามวัตถุประสงค์และได้มอบเงินสนับสนุนโครงการอีกจำนวนหนึ่งด้วย

จ่ากบ ในตำนานเล่าว่าการจุดบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถนเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ฟ้าฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เป็นความเชื่อของคนอีสานและเป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน ประเพณีบุญ

บั้งไฟจะจัดขึ้นในเดือนหกของทุกๆปี ภายในงานจัดให้มีดนตรีเพื่อความบันเทิงแก่ผู้มาร่วมงาน จัดประกวดขบวนแห่ ขบวนบุปผชาติที่สวยงามตระการตาและการแสดงศิลปพื้นบ้านจาก 10 ชุมชน

โดยมีนายคำพอง ยะวร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน(เจ้าของโครงการ)พร้อมด้วยนายเรวัต หลาวมา ปลัดองค์การฯ ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาฯ ส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ ณ.บริเวณงานวัดอัมพวัน บ้านหนองคลอง -หนองม่วง ตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / คึกคัก แข่งขันผิวมะพร้าวขาว ชิงเงินรางวัล กว่า 10,000 บาท ในงานประจำปี วัดอ่างทอง 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัดอ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดงานประจำปีปิดทองหลวงปู่เขียว และ หลวงปู่ท้วม หลวงพ่อสำรวม ขึ้น ในระหว่างวันที่ 24-31 พ.ค. 69

โดยไฮไลท์ของงานโดยเฉพาะ ในการแข่งขันผิวมะพร้าวขาว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวสวนมะพร้าวอำเภอทับสะแก ที่ขึ้นชื่อว่ามีมะพร้าวที่มันที่สุดในประเทศไทย

สำหรับการแข่งขันนั้น คณะกรรมการได้มีการรับสมัครชาวบ้าน ที่มีความชำนาญในการผิวมะพร้าวเป็นประจำตามล้งมะพร้าวต่างๆ โดยมีผู้สนใจที่คิดว่าผิวมะพร้าวได้ไวที่สุดเข้ามาแข่งขันกว่า 70 ราย โดยกติกาในการแข่งขันคือ ต้องผิวมะพร้าวให้สะอาดที่สุด และมากที่สุด ภายใน 1 ชั่วโมง ใครได้มากคือผู้ชนะ

รอบแรกจากผู้แข่งขันกว่า 70 คน คัดผู้ผ่านเข้ารอบ 2 เหลือ 20 คน จากนั้นมาแข่งชิงชนะเลิศ สำหรับผู้แข่งขันชิงชนะเลิศเมื่อคณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันเป่านกหวีดนักผิวมะพร้าวที่มีอาชีพผิวมะพร้าวทั้งหลายต่างก็ลงมืออย่างขะมักเขม้นเพื่อผิวมะพร้าวให้สะอาดให้ได้จำนวนมากที่สุด

โดยใช้เวลาในการแข่งขัน 1 ชั่วโมง โดยจะมีคณะกรรมการดูและคัดเลือกเมื่อหมดเวลาภายใน 1 ชั่วโมงจึงนำมะพร้าวขาวที่ผิวได้ใส่ในตะกร้าไปชั่งน้ำหนักหลังจากหักตะกร้าออกแล้วก็จะเหลือปริมาณสุทธิที่ว่าใครได้มะพร้าวน้ำหนักมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะเลิศ โดยมีคณะกองเชียร์แต่ละคนเข้ามาร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ที่ชนะเลิศอันดับที่ 1 ผิวมะพร้าวได้จำนวน 55.2 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 5,000 บาท อันดับที่ 2 ได้น้ำหนัก 53.4 กิโลกร้ม ได้เงินรางวัล 4,000 บาท อันดับที่ 3 ได้ 48.8 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 3,000 บาท อันดับที่ 4 และที่ 5 ได้ ได้เงินรางวัล 2,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัลเงินรางวัลคนละ 1,000 บาท

ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับเงินรางวัลทางล้งมะพร้าว ของ บริษัทนิลทองแท้ โคโค่นัท จำกัด ของคุณสาวชล และ คุณกาญจนา จ้อยร่อย จะจ่ายให้เป็นเงินค่าผิวมะพร้าวที่ผิวได้กิโลกรัมละ 2 บาท สร้างความสนุกสนานภายในงาน ซึ่งในปีหน้าทางเจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ก็จะเพิ่มเงินรางวัลรางวัลที่ 1 เป็น 10,000 บาท สำหรับงานจะมีไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยจะมีมหรสพทุกคืน

////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ททท. จับมือ 9 พันธมิตร เปิดตัว “Village to the World” สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปลุกพลัง ESG Tourism ทั่วไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าต่อยอด โครงการ Village to the World Season 5 อย่างเป็นทางการ ณ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก–สะเกี้ยง จังหวัดน่าน พร้อมผนึกกำลัง 9 องค์กรพันธมิตรชั้นนำ เชื่อมโยง 9 พื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ สานต่อพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
มุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ESG Tourism ให้ความสำคัญทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ Village to the World Season 5 เป็นหนึ่งในโครงการที่ ททท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ ESG Tourism ตามแนวทางสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 5 นี้ ททท. ได้น้อมนำพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมืออันเข้มแข็งของ 9 องค์กรพันธมิตรชั้นนำ ในฐานะ Co-Host Partner เชื่อมโยง 9 พื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ เป็นตัวอย่างความร่วมมือ Public-Private- Community Partnership โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมาย ตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายและสร้างคุณค่าให้กับทุกการเดินทาง พลิกมุมมองการท่องเที่ยวไทยสู่เชิงคุณภาพ คุณค่า และยั่งยืน
โครงการกิจกรรมดังกล่าวได้นำไปสู่การจับคู่ความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรกับพื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบ เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนจำนวน 9 เส้นทางทั่วประเทศ ได้แก่

ททท. ร่วมกับ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ต.ขุนน่านอ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและที่พักโฮมสเตย์ในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SE Thailand) ร่วมกับโครงการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ และวิสาหกิจชุมชนรักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต่อยอดศักยภาพพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเลและชุมชนประมงท้องถิ่น เชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจชุมชนและส่งเสริมความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และชุมชนเกาะเกิด ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ยกระดับพื้นที่เพื่อการศึกษาเชิงศิลปวัฒนธรรม สู่พื้นที่อนุรักษ์งานฝีมือของไทย
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยแบแล อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และชุมชนบ้านพะอัน ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ นำองค์ความรู้เกษตรที่สูงมาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวพลังงานสะอาดเชื่อมโยงวิถีชุมชน ธรรมชาติ และไร่กาแฟและพืชเมืองหนาวอย่างยั่งยืน

5.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต พื้นที่ป่าชุมชน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ใช้พร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม พัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ด้าน “Low Carbon & Circular Economy”NEXTOPIA สยามพารากอน ร่วมกับโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยดำ และชุมชนบ้านนามน หมู่ 7 (ดอยดำ) ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ต่อยอดความพร้อมด้าน
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชนที่เข้มแข็ง พัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเน้นธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว Unseenบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (AirAsia) ร่วมกับฟาร์มคลองหอยโข่ง อ.คลองหอยโข่งจ.สงขลา และวิสาหกิจชุมชน

ECOTOURISM SONGKHLA THAILAND / ชุมชนตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร
จ.สงขลา พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มสู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Toyota) ร่วมกับฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หนองระหารจีน ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทองจ.อ่างทอง ยกระดับความพร้อมของฐานการเรียนรู้ ทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และปศุสัตว์เชื่อมโยงกับชุมชน OTOP นวัตวิถี พร้อมประยุกต์ใช้ระบบการจัดการให้เข้ากับการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเป็นสมาร์ทฟาร์มต้นแบบ
บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (ZIGA) ร่วมกับฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านดอนช่องแคบ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลมจ.เพชรบุรี

และโรงเรียนคนทำนาเกลือ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม พัฒนาสถานที่ดูงานประมงชายฝั่งที่มีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กของ ZIGA เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชายฝั่งที่ทันสมัยและยั่งยืน-3-ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการต่อยอดทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินกิจกรรม ESG Influ challenge คัเลือกInfluencers/Creators ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช้อปกับคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เพื่อเสริมองค์ความรู้และต่อยอดแนวคิดด้าน ESG Tourism อย่างเป็นรูปธรรม โดยผลงานที่สามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ชมได้สูงที่สุด 3 อันดับจะได้รับรางวัล ESG Influencers/Creators พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท และผู้ได้รับรางวัลยังจะได้รับการผลักดันเข้าสู่กิจกรรม Village To The World Award รวมถึงการจัดทำ Evidence Package เพื่อเสนอผลงานเข้าร่วมการประกวดบนเวทีระดับสากล ในนามของ ททท. และเครือข่ายพันธมิตร Co-Host ต่อไป
ผู้ว่าการ ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

อย่างมีความหมาย ร่วมสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยวทั่วไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับมาตรฐานบริการ พร้อมเชิญชวนสัมผัสประสบการณ์ใน 9 พื้นที่ต้นแบบภายใต้โครงการ “Village to the World Season 5” และติดตามเรื่องราวผ่านเครือข่าย Influencers ด้าน ESG ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ททท. ขอความร่วมมือจากองค์กรและภาคธุรกิจทุกภาคส่วน ร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนโดยใช้ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การตลาด หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า โดยทุกความร่วมมือ แม้เพียงเล็กน้อยล้วนมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การท่องเที่ยว

ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมั่นคงในระยะยาวทุกท่านสามารถช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน โดยการเยี่ยมชมหรือศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวที่ ททท. และหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันนำเสนอประสบการณ์ครบทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมติดตามข้อมูลและแรงบันดาลใจเพิ่มเติมผ่าน Facebook: “Hello Local” และ “Village to the World Project” รวมถึงผลงานจาก Influencers ด้าน ESG ที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในระยะยาวต่อไปข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อคุณอานันทวิทย์ เวียงนนท์งานสื่อสารภายใน กองเลขานุการและวิเทศสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเบอร์โทร 02 250 5500 ต่อ 1676E-mail : internalcom@tat.or.th/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รมช.มท. “เจเศรษฐ์” เกาะติดการฝึกซ้อมรับมืออุทกภัยเชียงราย ชื่นชมทีมกู้ภัยทางน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีอุทกภัย ในพื้นที่

จังหวัดเชียงราย ณ หนองน้ำพุ บ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานีฝึกการค้นหาและกู้ภัยทางน้ำ ภายใต้สถานการณ์สมมติกรณีน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

การฝึกครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังจากหลายภาคส่วน ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร มูลนิธิ และชุดปฏิบัติการกู้ภัยทางน้ำ เพื่อร่วมฝึกการ

ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์น้ำเชี่ยว โดยมีการระดมทรัพยากรทั้งเรือท้องแบน เรือพร้อมเครื่องยนต์ อากาศยานไร้คนขับ ทีมประดาน้ำ ทีมกู้เรือพลิกคว่ำ และเจ้าหน้าที่เผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT)

พร้อมกันนี้ ยังมีการฝึกใช้อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ การใช้เชือกและสัญญาณสื่อสาร การใช้เรือและเจ็ทสกีกู้ภัยในกระแสน้ำเชี่ยว การลำเลียงผู้ประสบภัย รวมถึงการปฐมพยาบาลและกู้ชีพผู้ประสบภัยทางน้ำ เพื่อเพิ่มทักษะและความพร้อมในการรับมือสถานการณ์จริง

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่า ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการทางน้ำจากทุกหน่วยงาน ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการวางแผนและเทคนิคการกู้ภัยทางน้ำ สะท้อนถึงความพร้อมและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่

พร้อมระบุว่า หากมีการสนับสนุนการฝึกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยต่อยอดศักยภาพในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงมหาดไทย ยังได้พบปะให้กำลังใจกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. และ ชรป. ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ด้านนายธนพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรม ปภ. พร้อมสนับสนุนโครงการด้านความปลอดภัยจากอุทกภัยของจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ตามข้อ

สั่งการของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ว่าหน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมในการดูแลและช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตรน่าน จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3/2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่จริม ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ครั้งที่ 3/2569

โดยมีนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อให้เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตร ในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ และได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบ

วงจร ในการให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานวิชาการและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร เพื่อพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย คลินิกหลักได้แก่ คลินิกพืช โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน คลินิกดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินน่าน คลินิกปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน คลินิกประมง

โดยสำนักงานประมงจังหวัดน่าน คลินิกบัญชี โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์น่าน คลินิกสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน คลินิกกฎหมาย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน คลินิกข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวแพร่ และคลินิกเสริมจากส่วนราชการหลายหน่วยงาน ได้แก่

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติจังหวัดน่าน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

และศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชสำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม มีการจัดนิทรรศการ การสาธิต การจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร มีเกษตรกรจากอำเภอแม่จริมร่วมงาน และรับบริการความรู้ทางการเกษตร จำนวน 325 คน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สมาคม อสมช” ลงพื้นที่ “สภ.แก่งคอย” เป็นพยานการสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย กรณีเคสสาววัย 35 ปี ถูกรถกระบะชนยับ!! กระเด็นร่วงข้างล่างสะพานดับ

แชร์เนื้อหานี้

สืบเนื่องมาจากวันที่ (9 พ.ค.69) ประมาณเวลา 02.30 น. นายสาโรจน์ฯ ได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน มาตามถนนสุดบรรทัดมุ่งหน้าไปแยกแสลงพัน และได้ขับรถขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟบ้านป่ามุ่งหน้าไปยังถนนมิตรภาพเพื่อกลับรถที่จุดกลับรถบริเวณทางลงสะพานเพื่อกลับรถใช้เส้นทางเข้าบ้านพัก เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณบนสะพานได้มี นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ M รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี โดยขับมาตามถนนสุดบรรทัดขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟ บ้านป่ามุ่งหน้าแก่งคอย และรถทั้งสองคันได้เกิดการเฉี่ยวชน จนทำให้ผู้ตายร่างกระเด็นร่วงลงไปด้านล่างสะพาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

วันนี้ (18 พ.ค.69) เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ชมผาสาท อุปนายกสมาคมฯ พร้อมด้วย สามีและแม่ ของ น.ส.นิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เดินทางเข้ารับสอบปากคำจาก พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อตกลงค่าชดเชยและเยียวยาการตกลงคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายด้าน สามี ได้เสียใจจากการจากไปของแฟน จึงอยากได้รับการเยียวยาในครั้งนี้ เพราะลูกมีทั้งหมด 3 คน แถมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พึ่งออกมาได้จ่ายไป 3 งวด และแฟนก็ได้เกิดอุบัติเหตุ

จากการสอบสวน พนักงานสอบสวน พิจารณาแล้วเห็นว่าการเฉี่ยวชนกันของรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ เป็นความประมาทของ นายสาโรจน์ฯ ที่ขับขี่รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถยนต์ไปเฉี่ยวชน นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ EM รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี ด้วยความประมาทและไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงในการขับขี่ที่โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ จึงเป็นการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ทำให้เกิดอับัติเหตุในครั้งนี้ จนมีผู้เสียชีวิตและรถได้รับความเสียหาย และนายสาโรจน์ฯ ในชั้นนี้ยังไม่รับว่าตนเองเป็นฝ่ายประมาทโดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และอยากทราบการเรียกร้องของคู่กรณีก่อน

ผลการเจรจาเป็นดังนี้..
1.โด้เรียกร้องให้ซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายให้ใช้งานได้ ตามปกติ
2.ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทซึ่งนายสาโรจน์ฯ ได้รับข้อเสนอไว้ โดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และได้นัดหมายกันอีกในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. จึงได้ให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานทั้งนี้ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เป็นเพียงสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป.

ภาพข่าว : วงศกร ศรีสวัสดิ์ ทีมข่าวภาคสนาม//รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ลาสิกขาอย่างงดงาม ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติและปัญญาในโลกยุคดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม 17 พฤษภาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณรในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ส่งท้ายอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่งดงามตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งมุ่งขัดเกลาสามเณรทั้ง 12 รูปให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของชีวิต ตลอดระยะเวลาการ

บรรพชาสามเณรได้ซึมซับบทเรียนแห่งการเข้าใจตนเอง เรียนรู้การให้โดยไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง และใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่าทันโลก ภายใต้ความเมตตาของพระพรหมบัณฑิต ในฐานะพระอาจารย์ใหญ่ ผู้ถวายการสอนและติดตามการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด โดยหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของวันลาสิกขา คือการที่ตัวแทนสามเณร 4 รูป ขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา ในหัวข้อ “สติสัมปชัญญะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รักจักรวาล แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” เพื่อถ่ายทอดปัญญาธรรมที่ได้รับสู่สาธารณชน เผยให้เห็นความงอกงามจากการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมอย่างเด่นชัดและเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมทั้ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ

อยุธยา และ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

และในปีนี้โครงการยังได้รับความเมตตาจากพระผู้ใหญ่ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระพรหมพัชรญาณมุนี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิปัญญาประทีป พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี พระราชภาวนาวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วัดไร่เชิญตะวัน พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระมหาภูมิชาย อคฺคปญฺโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวัง มาให้โอวาทแก่สามเณร ซึ่งหลังจบโครงการฯ จะรวบรวมคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย มาเป็นคลังธรรมะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเนื้อหาหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ซึ่งสามารถรับชมได้ทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ธรรมะที่ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ได้จัดบรรพชาแก่สามเณรและแม่ชีน้อยรวมแล้วกว่า 154 รูป เพื่อบ่มเพาะเยาวชนต้นแบบที่มีคุณธรรม และส่งต่อหลักธรรมสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการเติบโตเป็นคนดี มีธรรมะเป็นหลักยึด และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองได้จริง ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการสื่อสารธรรมะสู่ผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น

ผ่านคอนเทนต์รูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะคลิปสั้นบน TikTok ช่อง “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ที่ช่วยให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและใกล้ตัวขึ้น อีกทั้งตลอดการออกอากาศในปีนี้ โครงการยังได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ชมทั่วประเทศและทั่วโลก สะท้อนผ่านข้อความร่วมอนุโมทนาบุญและกำลังใจที่ส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ยืนยันถึงพลังของธรรมะที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชีวิตรันทด ครอบครัวแม่ลูกอ่อน อยู่ห้องเช่าสุดแออัดกับลูกวัย 6 เดือน สภาพสกปรกเสี่ยงโรค-สัตว์มีพิษ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวกรชวัล อินทร์ชะมาต กลุ่ม “ซานตาคลอสข้างถนน” ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือครอบครัวของ นางบี (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานชายวัยเพียง 6 เดือน ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

โดยพบว่าสภาพความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ภายในห้องมีทั้งกองเสื้อผ้า ที่นอน หมอน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เด็กเล็กวางระเกะระกะในพื้นที่คับแคบ อากาศอับชื้นและสกปรก เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ รวมถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษกัดต่อย

หลังเห็นสภาพชีวิตที่น่าเวทนา กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนจึงเร่งประสานผู้ใหญ่ใจบุญเข้าช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวดังกล่าวให้ดีขึ้นต่อมา คุณภัคชัญญา สุขนิษฐากุล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท พีทีเอสเค จำกัด และบริษัทในเครือ ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที โดยพาครอบครัวย้ายเข้าอยู่ห้องเช่าแห่งใหม่ ในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม พร้อมมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อมเด็ก ที่นอน เครื่องครัว และอุปกรณ์จำเป็นในการดำรงชีวิตอีกจำนวนมาก

บรรยากาศขณะนำสิ่งของเข้าช่วยเหลือเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ทำเอา กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม. ในพื้นที่ ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นสภาพชีวิตของครอบครัวที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักมาโดยตลอดคุณภัคชัญญา เปิดเผยว่า หลังได้รับการประสานจากกลุ่มซานตาคลอสข้างถนนว่ามีครอบครัวหนึ่ง

กำลังใช้ชีวิตอย่างลำบาก ตนจึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทันที เพราะเป็นคนชอบทำบุญและอยากเห็นคนที่ลำบากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เช่าห้องพักใหม่ให้ในราคาเดือนละ 1,500 บาท พร้อมทำสัญญาเช่านาน 1 ปี รวมถึงจัดซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้หลายรายการ หวังว่าตลอด 1 ปีจากนี้ ครอบครัวดังกล่าวจะสามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้

ด้าน นางบี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ห้องพักเก่าทั้งแออัดและสกปรก ไม่มีเงินพอจะปรับปรุงคุณภาพชีวิต จนเมื่อมีผู้ใหญ่ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นคนดีของสังคมต่อไป